WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 21, 2009

"บิ๊กจิ๋ว"ขอบคุณ"ตท.10"ซบเพื่อไทย ลั่นขอทำให้สังคมรู้พท.จงรักภักดี หวังสร้างสมานฉันท์คุย"สนธิ-จำลอง"

ที่มา มติชน

"ตท.10"เกือบครึ่งร้อยตบเท้าเข้า พท. อ้างนโยบายดีทนไม่ได้บ้านเมืองไร้ทิศ ปัดอกหักเก้าอี้กองทัพ เมินคำพูด"ป๋าเปรม" "พัลลภ"เย้ยข้อพิสูจน์ไม่ทรยศชาติ "บิ๊กจิ๋ว"บอกไม่หวังตำแหน่ง เตรียมใช้ความรู้แก้ปัญหา 5 แนวทาง หลังเพื่อไทยโดนมองไม่จงรักภักดี เล็งคุย"สนธิ-จำลอง"สร้างสมานฉันท์ พร้อมเดินสายคุยผู้นำ แก้ปมแนวชายแดน-ฟื้นฟูประชาธิปไตย


ตท.10ควงคู่สมรสพาเหรดเข้าพท.


ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ว่า ความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย (พท.) มีอดีตนายทหารเตรียมทหารรุ่น 10 (ตท.10) เพื่อนร่วมรุ่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 49 คนพร้อมคู่สมรส นำโดย พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี อดีตหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มาสมัครเป็นสมาชิกพรรค มีผู้บริหาร และส.ส.ของพรรค อาทิ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรค น.ส.สุณีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรค ต้อนรับ จากนั้นทั้งหมดถ่ายรูปร่วมกันบริเวณบันไดหน้าที่ทำการพรรคและชูมือพร้อมตะโกน "ไชโย" 3 ครั้ง แล้วขึ้นไปยังชั้น 4 เพื่อกรอกใบสมัครและถ่ายรูปทำบัตรสมาชิก


เวลา 13.00 น. นายยงยุทธ นำทีมคณะอดีตทหาร ตท.10 ใส่เสื้อแจ๊คเก็ตสีขาวขลิบแดงสกรีนลายพรรค แถลงข่าว ว่า บ้านหลังนี้ถือเป็นหลังที่ 3 บ้านหลังแรกคือพรรคไทยรักไทย ทำให้คนไทยทั้งหมดที่มีความคิดเดียวและเจตนาเดียวกันมารวมกัน บ้านหลังที่ 2 คือพรรคพลังประชาชน และบ้านหลังที่ 3 คือพรรคเพื่อไทย มีความหมายว่าเพื่อชาติ ราชบัลลังก์ และความสุขพี่น้องประชาชน และบ้านหลังนี้ลงหลักปักฐานมั่นคงแข็งแรง มีบุคคลมาอยู่ในฐานะเจ้าของบ้านร่วมกัน และมีโอกาสต้อนรับ ตท.รุ่น 10 หลังจากที่เกษียณอายุแล้วเอาประสบการณ์ที่มีอยู่ และวัตถุประสงค์ของพรรคมาร่วมน่าจะตรงกัน


ยันมติเห็นด้วยนโยบายพรรคดี


พล.อ.อ.สุเมธกล่าวว่า การที่ ตท.10 เข้า พท. เพราะปรึกษากันว่าพวกเราจบมาจากโรงเรียนเตรียมทหาร ปฏิญาณตนมาตลอดว่าจะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จากนั้นแยกย้ายกันไปอยู่ตามเหล่าต่างๆ เมื่อจบก็ไปทำงานตามพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ เกือบจะทุกที่ มีประสบการณ์พอสมควร เมื่อออกจากราชการไม่ว่าจะเกษียณหรือลาออกก่อน ยังมีเจตนารมณ์เหมือนที่เคยปฏิญาณตนไว้จะจงรักภักดี และทำงานเพื่อประเทศชาติและพระมหากษัตริย์ เมื่อบางคนยังมีกำลังกาย หรือมีประสบการณ์บ้างก็หาแนวทางที่จะช่วยประเทศชาติอย่างไร


"เมื่อประชุมกันก็ลงมติว่าจะร่วมกับ พท. เพราะนโยบายของพรรคก็ดี หลายส่วนประกอบเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริง ทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข มีความจงรักต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จึงพากันเข้ามาสังกัดพท." พล.อ.อ.สุเมธระบุ


ปัดเหตุผิดหวังเก้าอี้-เมินคำพูด"ป๋า"


ผู้สื่อข่าวถามว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ ตท.10 มาสังกัด พท.เพราะถูกเอาเปรียบจากการจัดสรรตำแหน่งในกองทัพหรือไม่ พล.อ.อ.สุเมธกล่าวว่า ไม่เกี่ยว เรื่องการโยกย้ายนั้นเป็นธรรมชาติอยู่แล้วที่มีทั้งได้ดีและไม่ดีตามวาระราชการมีทั้งขึ้นและลง แต่ที่สมัคร พท.เพราะชอบนโยบาย อย่างไรก็ตามเพื่อน ตท.10 ยังไม่ทราบว่าจะมารับผิดชอบด้านไหน แต่ยินดีทำตามเจตนารมณ์และงานที่พรรคมอบหมายให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้บอกให้เพื่อนๆ ที่ยังมีเรี่ยวแรงช่วยกันเพื่อชาติบ้านเมือง และไม่ได้กังวลคำพูด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พวกตนไม่ได้เลือกข้างแต่ต้องการให้ประเทศชาติดีขึ้น


เมื่อถามว่า แต่ว่าวันนี้สังคมมองว่าตท.10 ที่มาสังกัดพท.เป็นฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม พล.อ.เปรม พล.อ.อ.สุเมธกล่าวว่า ตอนนี้เกษียณแล้วจึงเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งจะไปสังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้ ไม่ได้มุ่งหมายจะลงสมัครรับเลือกตั้ง และมี ตท.10 บางคนที่ยังไม่มาเปิดตัววันนี้ได้เนื่องจากติดภารกิจที่ต่างประเทศ แต่จะทยอยกันมาสมัครอีก บุคคลเหล่านี้อยู่ในระดับนายพล


อ้างทนไม่ได้บ้านเมืองไร้ทิศทาง


เมื่อถามว่าได้คุยกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.เพื่อนร่วมรุ่นหรือไม่ พล.อ.อ.สุเมธกล่าวว่า ไม่ได้คุย แต่ถ้าเจอคงจะพูดคุยกันปกติ คาดว่า พล.อ.อนุพงษ์คงจะทราบเรื่องมาสังกัด พท.จากข่าว


พล.อ.นพ.อำนวย ถิระชุณหะ วิสัญญีแพทย์ ประจำโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า พวกตนทนไม่ได้ที่เห็นประเทศบ้านเมืองอยู่กันอย่างไร้ทิศทาง ประกอบกับพรรคนี้ก่อนถูกยุบมีผลงานทำให้คนอยู่ดีมีสุข เมื่อคิดว่ามีความสามารถและมีโอกาสที่จะทำงานให้พี่น้องประชาชนจึงมา พวกเราเป็นทหาร กว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้ ก็ล้วนแต่มีความจงรักภักดีกันทุกคน


"พัลลภ"เย้ยพิสูจน์"ไม่ทรยศชาติ"


ขณะที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.รมน. กล่าวต้อนรับยินดี ตท.10 ที่เข้าพท.ว่า เป็นเครื่องพิสูจน์ที่แน่ชัดแล้วว่าที่คนบางคนกล่าวว่า พท.ทรยศต่อประเทศชาตินั้น เป็นคำพูดที่ไม่จริง อยากฝากไปยัง พล.อ.เปรม ในฐานะที่เป็นนักเรียนนายร้อยรุ่นพี่ และเป็นอดีตผู้บังคับบัญชา ว่าการผูกขาดความรักชาตินั้นอย่าผูกขาดไว้แต่ผู้เดียว และแม้นว่าใครมีความคิดไม่ตรงกับท่าน ผู้นั้นทรยศชาติ ไม่ใช่เพราะวันนี้มีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัด


"อยากกราบเรียนท่านอีกครั้งหนึ่ง ว่าตอนรับราชการผมเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาท่าน ท่านอยู่ห้องยุทธการ อยู่ในห้องเย็น ผมถือปืนอยู่ป่า อยู่ภูเขา แต่ว่าก็มีแนวคิดตรงกัน เพื่อประเทศชาติและประชาชน ขอยืนยันว่า พท.เป็นพรรคที่เป็นความหวังของประชาชน ไม่เช่นนั้นน้องๆ ของผมคงไม่เข้ามาร่วม ทุกคนเป็นผู้บังคับหน่วยงานมาแล้วทั้งนั้น" พล.อ.พัลลภกล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการแถลงข่าวเป็นไปอย่างคึกคัก หลังจากเสร็จสิ้นทั้งหมดถ่ายรูปร่วมกันอีกครั้ง และตะโกนคำว่า "ไชโย" ด้วยเสียงดัง ก่อนที่หัวหน้า พท.จะนำคณะ ตท.10 ชมการทำงานของพรรค และการประชุมประจำสัปดาห์ของ ส.ส.พรรคด้วย


ขอแก้5ปมก่อนเกิดวิกฤตใหญ่


รายงานข่าวจาก พท.แจ้งว่า ในการประชุม พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อที่ประชุมซึ่งมีกลุ่ม ตท.10 เข้าร่วมว่า ขอขอบคุณน้องๆ ทหารที่เข้ามาร่วม ตนเข้าทำงานในพรรคไม่ได้หวังตำแหน่งใดๆ จากนี้ไปจะเริ่มเรื่องนโยบายและใช้ความรู้แก้ไขปัญหา 5 แนวทาง ซึ่งมาจากการพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เห็นตรงกันว่าถึงเวลาต้องแก้ปัญหาประเทศก่อนจะเกิดวิกฤตใหญ่ คือ 1.ปัญหาที่ถูกมองว่า พท.ไม่จงรักภักดี ถ้าตนยังอยู่ข้างนอกก็ไม่สามารถทำอะไรได้ แต่เมื่อเข้ามามีวิธีพิสูจน์ให้สังคมรับรู้ว่า พท.จงรักภักดี เมื่อคนอื่นบอกว่าทรยศต้องแสดงออกว่าไม่ใช่ 2.การสร้างความสมานฉันท์ ระหว่างเสื้อแดงและเสื้อเหลือง น่าจะคุยกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรได้เพราะทุกคนเป็นคนไทยด้วยกันยอมรับกันเสียหน่อย

เตรียมเดินสายคุยผู้นำเพื่อนบ้าน


"3.การแก้ไขปัญความไม่สงบในจังหวัดภาคใต้ 4.การแก้ไขปัญหาตามแนวชายแดน และ 5.การฟื้นฟูประชาธิปไตย นอกจากนี้ พล.อ.ชวลิตยังกล่าวว่าจะเดินพบปะผู้นำประเทศเพื่อนบ้านเพื่อทำความเข้าใจและฟื้นฟูความสัมพันธ์ โดยจะเข้าพบนายกฯฮุน เซน (นายกรัฐมนตรีกัมพูชา) ที่กำลังจะเกิดการแตกแยกกันเพราะนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) บริหารงานผิดพลาด และจะเข้าพบนายกฯมาเลเซียเพื่อพูดคุยปัญหา 5 จังหวัดชายแดนใต้ รวมถึง พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย ผู้นำสูงสุดรัฐบาลทหารพม่า โดยจะรื้อโครงการทำถนนเชื่อมระหว่างประเทศเพื่อนบ้านและไทยเพราะจะเป็นแนวทางที่ผูกพันกันได้" รายงานข่าวระบุ


29ต.ค.พท.ติวเข้มสมาชิกใหม่


นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษก พท.แถลงผลประชุมว่าพรรคมีมติให้จัดสัมมนาสมาชิกวันที่ 29 ตุลาคม ที่พรรคเพื่อไทย เนื่องจากมีสมาชิกทยอยสังกัดพรรคหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มของ พล.อ.ชวลิต และ พล.อ.พัลลภ กลุ่มของ พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ อดีตรอง ผบ.ทบ. กลุ่มดารานักแสดง และกลุ่ม ตท.10 เพื่อทำความเข้าใจเรื่องสถานการณ์ทางการเมือปัจจุบัน และจุดมุ่งหมายของพรรค รวมถึงแนวคิดและกลยุทธ์ทางการเมือง นอกจากนี้จะเปิดโอกาสให้สมาชิกใหม่พูดเรื่องการสร้างมวลชน การปกป้องรักษาสถาบัน การป้องกันไม่ให้มีการปฏิวัติ การแก้ไขปัญหาทุจริต และการสร้างความสมานฉันท์ เพื่อให้พรรคได้รับคำแนะนำจากสมาชิกใหม่เป็นอดีตฝ่ายความมั่นคง เพื่อนำข้อมูลแปรเป็นนโยบายการเลือกตั้ง

นายกฯแถว 3

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



สถานการณ์ 3 จังหวัดใต้ ในช่วงที่อำนาจรัฐอ่อนแอ รัฐบาลเองก็ระส่ำระสาย จึงเกิดปฏิบัติการคาร์บอมบ์และจยย.บอมบ์ค่อนข้างถี่

ความเดือดร้อนตกอยู่กับประชาชนทั่วไป!!

ไปนั่งกินข้าวร้านอาหารใหญ่ๆ ที่มีข้าราชการมานั่งเยอะๆ ก็ไม่สบายใจ

ไปจับจ่ายข้าวของในตลาดก็ไม่เป็นสุข

ไม่เท่านั้นความเดือดร้อนยังลุกลามเกินกว่า 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะรถไฟสไตรก์หยุดวิ่งมาหลายวันแล้ว บางสายอาจจะวิ่งแต่ไม่รู้จะมาจอดทิ้งผู้โดยสารกลางทางที่ไหน

ฝ่ายบริหารกับสหภาพฯสีเหลืองทะเลาะกัน ความเดือดร้อนมาตกที่ประชาชน

ทั้งหมดนี้ คนในภาคใต้งุนงงที่ไม่เห็นรัฐบาลขยับเข้ามาแก้ปัญหาอย่างฉับไว!?

นายกฯ เองก็ติดเดินสายปาฐกถา แถมมีเรื่องกลัดกลุ้มจนแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ ก็เรื่องตั้งผบ.ตร.คนใหม่นั่นแหละ

ที่เงียบๆ นิ่งๆ ก็เหมือนทะเลยามสงบไร้คลื่นลมผิดปกติ ก่อนเกิดพายุใหญ่

ถ้าไม่รีบตัดสินใจ ทำอะไรให้ชัดเจนกรณีแต่งตั้งผบ.ตร. ก็ต้องนอนก่ายหน้าผากทุกค่ำคืนไปไม่สิ้นสุด

ขณะเดียวกันคำถามที่เกิดกับคนทั่วภาคใต้

ทั้งเรื่องคาร์บอมบ์และจยย.บอมบ์ที่โหมกระหน่ำ แล้วยังมีรถไฟบอมบ์ซ้ำเติมเข้าให้อีก ขยายวงไปทั่วทั้งภาค!

คำถามคือ พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีฐานเสียงสำคัญอยู่ในปักษ์ใต้จริงหรือ

ส.ส.ภาคนี้ส่วนใหญ่เป็นของประชาธิปัตย์จริงหรือ

ในขณะที่ทั้งด้ามขวานทองร้อนรุ่ม รัฐบาลประชาธิปัตย์กลับไร้บทบาทในการเข้ามาเยียวยาอะไรเลย!?

เพราะนายกฯ มัวแต่ไปยุ่งอยู่กับเรื่องที่โดนหัวหน้าม็อบเหลืองกดดันชี้นำอยู่นั่นแหละ

จนเป็นที่กล่าวขวัญกันว่า อยากรู้นายกฯ กำลังคิดอะไร หรืออยากรู้ว่านายกฯ จะต้องทำอะไร

ก็ให้ดูคำพูดคำจาของหัวหน้าม็อบเหลืองที่ชอบอวดอ้างทางกระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อ

แบบไหนก็แบบนั้นแหละ!

คิดดูแล้วกัน กดดันชี้นำนายกฯ ในเรื่องตำรวจ

ผลักให้ก้าวเดินจนเข้ามุมอับ

จนตอนนี้เกิดฉายาใหม่ล่าสุด เรียกกันว่า "นายกฯแถว 3"

สลดรถไฟไทย

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




"รู้สึกเสียใจที่พนักงานรถไฟทำเช่นนี้โดยชาวบ้านไม่รู้อะไรด้วยเลย ขอบอกว่าเข็ดแล้วจะไม่ขอนั่งรถไฟอีก"

คือเสียงบ่นของชาวบ้าน หนึ่งในจำนวนหลายพันคน

ซึ่งถูกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทยจับเป็นตัวประกัน

ต่อรองเรียกร้องให้ปลดผู้บริหารการรถไฟฯ บางคน

เรื่องของเรื่องสืบเนื่องจากขบวนรถด่วนที่ 84 ตรัง-กรุงเทพฯ ตกรางที่สถานีเขาเต่า อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 5 ต.ค. แล้วมีผู้โดยสารเสียชีวิต 7 คน บาดเจ็บอีกกว่า 80 คน

จากนั้นมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาสาเหตุ เบื้องต้นสรุปว่าเป็นความบกพร่องของพนักงานคนขับ จึงมีคำสั่งลงโทษไล่ออก และตัดเงินเดือนพนักงานเกี่ยวข้องอีก 2 คน

นำมาสู่ความไม่พอใจของสมาชิกสหภาพแรงงานรถไฟ เนื่องจากมองว่าเป็นการปัดความรับผิดชอบของผู้บริหาร ปล่อยให้พนักงานระดับล่างเป็นแพะรับบาป

การหยุดเดินรถจึงถูกนำมาใช้เป็นมาตรการกดดันผู้บริหาร

ผลที่ตามมาเลยทำให้ประชาชนผู้โดยสารจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนอย่างที่เห็น

ตามสถิติบันทึกไว้ในรอบ 10 เดือนของปีนี้ รถไฟตกรางไปแล้ว 80 ครั้ง ส่วนปี 2551 ตกราง 149 ครั้ง

เป็นสถิติน่าขนลุกสำหรับผู้ใช้บริการรถไฟไทย

ทางสหภาพรถไฟอ้างว่าสาเหตุที่รถไฟตกรางบ่อยครั้งเนื่องจากสภาพความไม่พร้อมของตัวรถ หัวรถจักร อุปกรณ์เซฟตี้ ราง ฯลฯ ที่ขาดการซ่อมบำรุงมาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปี

ตรงนี้เองผู้บริหารต้องรับผิดชอบ

ขณะที่ฝ่ายผู้บริหารบอกว่าจริงอยู่ที่สภาพรถไฟส่วนใหญ่มีสภาพไม่ค่อยสมบูรณ์นัก ที่ผ่านมาก็ได้พยายามดูแลรักษาเท่าที่ทำได้ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องงบประมาณและกำลังคน

โดยยึดเอาสวัสดิภาพผู้โดยสารเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก

เหนือสิ่งอื่นใดต้องไม่ลืมว่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีอยู่เป็นเพียงตัวช่วยหรือผ่อนแรงให้พนักงานเท่านั้น

ถึงที่สุดพนักงานจะเป็นกลไกหลักในการควบคุมการเดินรถให้ปลอดภัย

ฟังจากทั้งสองฝ่ายแล้วใครจะถูกผิดอย่างไรนั้นเชื่อว่าต้องใช้เวลาสะสางกันอีกพอสมควร

แต่สิ่งที่ทั้งผู้บริหารและสหภาพต้องตระหนักในเวลานี้

คือการรถไฟฯ เป็นสมบัติของประชาชนไม่ใช่สมบัติของใครคนใดคนหนึ่ง

ถ้าจะทะเลาะกันก็ไม่ควรทำให้ประชาชนต้องเดือดร้อน

ใกล้เข้าไปอีกนิด

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

กระสา มันเสมอ




เมื่อผู้พิทักษ์สันติให้แก่ราษฎรท่าน ไร้หมวด ไร้หมู่ ไร้หัว พร่องในความรับผิดชอบ อย่าไปตะแบงเลยว่า ตรงกลาง หาง ท้าย ซึ่งเป็นกำลังพลส่วนใหญ่สามารถทำงานได้

คดีฉกชิงวิ่งราว ปล้นฆ่าอุกฉกรรจ์วันต่อวันทั่วประเทศ มีเท่าไร ใครสำรวจตรวจสอบ ใครรับผิดชอบ ใครควรกระตุ้นเตือนติดตาม ป้องปรามป้องกันอย่างเป็นระบบ

ผีหัวขาดเกิดขึ้นส่วนนี้ สังคมส่วนใหญ่เกิดปัญหามหากาฬทันที

เศรษฐกิจที่อ้างกันว่า กำลังดีขึ้น คำถามมีว่า ดีขึ้นจริงหรือไม่ ใครดี ประชาชนส่วนใหญ่หรือคนบางส่วน นโยบายกับการกระทำ สอดคล้องต้องกันหรือไม่

ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังระโหยโรยแรง ชักหน้าไม่ถึงหลัง ทุนนิยมกินตัวเองถึงก้นกระเพาะ อำนาจรัฐมิได้จริงใจจริงจังกับเศรษฐกิจพอเพียงแม้แต่น้อย

เศรษฐกิจเชิงจินตนาการเช่นนี้ จะลากประเทศชาติไปได้สักกี่กระเบียด?

ท่ามกลางการเมืองเป็นฝักเป็นฝ่าย มีข้อควรแก้ไขมากมาย ตั้งแต่ตัวอักษรจนถึงสันดานคน แต่ตัวกูของกูที่มุ่งประโยชน์เฉพาะตัว เฉพาะหน้า การได้เปรียบเฉพาะทาง ทั้งที่รู้ว่า เป็นประโยชน์อันสั้น หากคณะผู้มีอำนาจรัฐปัจจุบัน ก็พร้อมทอดกฐินแตกสามัคคีต่อกันเอง

เหมือนยินดีกับการยุบสภาของนายกผสมเทียมที่กำลังมาถึง และรอความหวังมโหฬารจากการเลือกตั้งใหม่คราวหน้า

ถ้าไม่ยินดี ไม่ปรารถนาความหวังลมๆ แล้งๆ ที่ไร้สาระ ไฉนกลุ่มอำนาจรัฐปัจจุบัน ไม่ทำในสิ่งตรงข้ามกับความเป็นจริงที่ปรากฏ

กระจายงานออกไปด้วยความเบิกบานแจ่มใส

เอาใจใส่ความรับผิดชอบของผู้มีหน้าที่อย่าง รู้งาน

ชูธงส่วนรวมด้วยความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ให้สาธารณะเรียนรู้และรับรู้

เมฆหมอกปลายฤดูฝน ถึงจะพ้นยาก แต่ก็ไม่เคยมีอุปสรรคขวากหนามใดๆ ชนะความพากเพียรของมนุษย์ที่ถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นตัวตั้งได้

ประโยชน์ส่วนตัวหรือประโยชน์เฉพาะพรรคของใครก็ตาม เอาเข้าจริงๆ แล้ว เหลืออยู่สถานเดียว

ฉิบหาย!

ต้องคิดให้ดี

ที่มา ไทยรัฐ

มีข่าวกรองแจ้งเตือนประชาชนใน 3 จังหวัดภาคใต้ให้ช่วยกันสอดส่องระแวดระวังกลุ่มโจรแยกดินแดนที่กำลังวางแผนจะใช้คาร์บอมบ์ และมอเตอร์ไซค์บอมบ์ก่อเหตุในเขตชุมชนในช่วง 10-15 วันจากนี้ไป

โดยโจรก่อการร้ายเตรียมใช้รถยนต์ 3 คัน และรถจักรยานยนต์อีกนับสิบคัน ซุกระเบิดแสวงเครื่องจุดชนวนวิทยุสื่อสาร เพื่อทำร้ายพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างไร้มนุษยธรรม

หลังข่าวแจ้งเตือนไม่กี่วัน เมื่อเช้าวานซืนก็เกิดเหตุมอเตอร์ไซค์บอมบ์หน้าตลาดสดเทศบาลยะลา ทำให้ประชาชนเป็นเหยื่อระเบิดบาดเจ็บไปอีก 26 ราย

เป็นการระเบิดครั้งที่ 4 ที่เกิดขึ้นกลางใจเมืองยะลา

"แม่ลูกจันทร์" ตั้งข้อสังเกตว่าขบวน-การโจรแยกดินแดนจะปฏิบัติการจองเวรเป็นวงจร

คือจะก่อเหตุใหญ่ต่อเนื่องเป็นชุดๆ แล้วหยุดเงียบไป 10-15 วัน จากนั้นก็จะเริ่มอาละวาดใหม่ เว้นระยะเป็นช่วงๆอย่างนี้ตลอดมา

ฉะนั้น ช่วงไหนที่เหตุร้ายเงียบผิดปกติ ก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ากำลังจะเกิดเหตุใหญ่แน่นอน!!

พี่น้องประชาชนจึงต้องช่วยกันสอดส่องดูแล ถ้าเห็นสิ่งผิดปกติ หรือสงสัยว่ารถคันไหนจะมีวัตถุระเบิดซุกมา ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทันที

อนึ่ง ตั้งแต่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เข้ามารับหน้าเสื่อแก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้มาแล้ว 9 เดือน สถิติการเกิดเหตุรุนแรงปีนี้กลับสูงสุดในรอบ 3 ปี

ปริมาณผู้บาดเจ็บเสียชีวิตก็สูงกว่าปีที่ผ่านมา

"แม่ลูกจันทร์" เองก็ผิดหวังที่รัฐบาล โชว์ฟอร์มดับไฟใต้ไม่คืบหน้าอย่างที่โฆษณา แต่ก็ยังให้โอกาสรัฐบาลใช้ความพยายามแก้ ปัญหาต่อไป

ล่าสุด นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เตรียม ปรับยุทธศาสตร์แก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ ครั้งใหม่ให้แตกต่างจากที่ผ่านมา

ตอนแรก "นายกฯอภิสิทธิ์" คิดจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งต่ออายุมาแล้ว 16 ครั้ง บังคับใช้มาแล้วนานถึง 48 เดือน

เพราะเห็นว่าการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาแล้ว 4 ปี มองไม่เห็นแนวโน้มว่าจะดับไฟใต้ ได้อย่างเป็นรูปธรรม

แต่สุดท้ายรัฐบาลเกิดเปลี่ยนใจต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปอีก 3 เดือน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ทดลองยกเลิกกฎอัยการศึกใน 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา และเอา พ.ร.บ.ความมั่นคงฯไปใช้บังคับชั่วคราว

เป้าหมายเพื่อประเมินผลดีผลเสีย ก่อนจะยกเลิกกฎอัยการศึก ยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพื่อประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ทุกอำเภอเป็นการถาวร

เหตุผลที่รัฐบาลจะเอา พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มาใช้แทน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มโจรแบ่งแยกดินแดนกลับตัวกลับใจกลับมาร่วมมือกับรัฐบาล

เพราะกฎหมายความมั่นคงฯเขียนเปิดช่องให้บุคคลที่กระทำความผิดคดีความมั่นคงสามารถเข้ามอบตัวกับทางราชการ

ถ้าการสอบสวนพบว่าบุคคลผู้นั้นได้ กระทำความผิด เพราะหลงผิด หรือถูกล่อลวง หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมื่อผู้กระทำความผิดกลับตัวกลับใจ ต้องการกลับมาเป็นพลเมืองดีของสังคม

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจะเสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นต่อศาลเพื่อขอลดหย่อนโทษ หรือยกเว้นโทษ หรือเปลี่ยนการลงโทษเป็นการเข้าหลักสูตรอบรมเป็นเวลา 6 เดือน

เป็นการนิรโทษกรรมย้อนหลังตามแนวทาง สมานฉันท์สันติวิธี

พูดง่ายๆ เป็นการทิ้งไพ่ใบสุดท้ายที่ถืออยู่ในมือ

"แม่ลูกจันทร์" ยังไม่แน่ใจว่านโยบายใหม่ของรัฐบาลที่จะใช้แก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้จะเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม

ไม่แน่ใจว่าการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เปลี่ยนไปใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ จะสลายเครือข่ายโจรแบ่งแยกดินแดนได้จริง

คิดให้รอบคอบ มองให้รอบด้าน เพราะถ้าพลาดไปแล้วมันแก้ยากนะโยม.

"แม่ลูกจันทร์"

ภาวะผู้นำล้มเหลวซ้ำซาก

ที่มา ไทยรัฐ

การเป็นผู้นำประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย การเป็น นายกฯของคนทั้งประเทศ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย การท้าทายวิสัยทัศน์ของภาวะผู้นำในการบริหารประเทศ ตั้งแต่ กรณี ผบ.ตร. จากกรณีมาบตาพุดมาจนถึงการหยุดวิ่งของรถไฟเป็นระยะๆ

ถือว่าความมีภาวะผู้นำล้มเหลว

ผลที่ตามมาก็คือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศ ระบบราชการปั่นป่วนรวนเรไปหมด ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ที่ตำแหน่ง ผบ.ตร.ต้องตั้งรักษาการมาขัดตาทัพเอาไว้อย่างนี้

คาราคาซังแบบไม่มีเหตุผล

ถัดมาก็เรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ โครงการในอุตสาหกรรม มาบตาพุด ไม่ใช่แค่ 76 โครงการที่สั่งระงับไปแล้ว เข้าใจว่ามีอีกถึงประมาณ 500 โครงการที่ถูกอ้างว่าจะทำให้เกิดผลกระทบกับภาวะโลกร้อนและสิ่งแวดล้อม ที่นักอนุรักษ์ทั้งหลายเตรียมยื่นให้ศาลปกครองวินิจฉัยอีกกระทอก

ใครหน้าไหนจะกล้ามาลงทุน

ที่บีโอไอแถลงตัวเลขการลงทุนในไตรมาสที่ 3 ออกมาคงจะเห็นถึงความเสียหายที่ชัดเจน 9 เดือนตัวเลขการลงทุนติดลบไปถึงร้อยละ 13 มีมูลค่าลดลงเป็นแสนล้าน ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้น จะไม่หยุดเพียงเท่านี้ ตราบใดที่นักลงทุนยังไม่มีความมั่นใจในโอกาสและความเสี่ยงต่อการลงทุน

รอความหายนะ

ต่อให้อีกสิบไทยเข้มแข็งก็ช่วยอะไรไม่ได้ กู้เงินในประเทศเพื่อมาใช้จ่ายในประเทศ อัฐยายซื้อขนมยายกันไม่จบสิ้น เม็ดเงินที่ไหลเข้ามาก็เพื่อเก็งกำไรค่าเงินมากกว่า ไม่มีวิธีป้องกันหรือจูงใจแม้แต่อย่างเดียว แล้วแต่บุญแต่กรรม

ตลาดหุ้นเลยวินาศสันตะโร

การเมืองแรงบวกกับข่าวร้ายที่จะตามมา เชื่อว่านอกจากตลาดหุ้น จะตกต่ำสุดขีดแล้ว การลงทุนก็จะพลอย หายนะ ความเชื่อมั่นของประเทศไทยจะรั้งท้ายทันที

หันมาที่เหตุการณ์ในการรถไฟแห่งประเทศไทยก็เป็นอีกตัวอย่าง เป้าจะอยู่แค่ คุณยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟฯ ที่ทำใจเย็นหนีปัญหาอยู่ในขณะนี้ หรือจะไปถึงรัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อต้องการต่อรองอะไรบางอย่าง หรือถึงขั้น ดิสเครดิตรัฐบาล หรือพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อล้มรัฐบาล

ไม่พ้นเกมการเมือง

สหภาพเป็นของอีกสี รมต.เป็นของอีกสี ผู้ว่าฯก็อีกสี ก็ช่างเถอะ เมื่ออยากจะเล่นเกมการเมืองกันไปอย่างนี้ เรียนผูกก็ ต้องเรียนแก้กันเอาเอง แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศและประชาชนต้องบอกว่าไม่สมควรที่จะเกิดขึ้น อย่าลืมว่า การรถไฟฯไม่ใช่ขนส่งสาธารณะธรรมดา แต่เป็นการขนส่งเพื่อความมั่นคง ของประเทศ คงไม่ต้องอธิบายต่อความยาวสาวความยืด การบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลชุดนี้กำลังนำประเทศไปสู่กับดักทั้งเศรษฐกิจและการเมืองนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหญ่ เท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา.

หมัดเหล็ก

มองแหวกม่านลวงตา

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_41101

"ทุกคนมองว่าตัวเองเก่ง วิเศษ แต่ไม่เคยถามว่า คนอื่นมองตัวเองอย่างไร นี่คือวัฒนธรรมของพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นอย่างนี้ไปตลอดกาล บางคนอยากเป็นรัฐมนตรี แต่พอเสนอชื่อไป กลับไม่ได้ เพราะเพื่อนไม่รัก ไม่มีน้ำใจ มันต้องมีอะไรมากกว่าความสามารถ"

ปล่อยหมัดแหวกอากาศมาเลย

กับบทองครักษ์พิทักษ์พี่ชายของนายธานี เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี น้องชาย "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

เปิดฉากซัดกลับนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส.นครนายก หัวหอกกลุ่มทศวรรษใหม่ ที่เดินหน้าถล่ม "เทพเทือก" ฐานเออออห่อหมกกับคิวรื้อรัฐธรรมนูญฉบับหน้าแหลมฟันดำ

ขู่ฮึ่มฮั่มถึงขั้นจะรวมหัวขับออกจากเก้าอี้เลขาธิการพรรค

แต่หมูกลัวน้ำร้อนซะที่ไหน โดยลูกเฮี้ยวของนายชาญชัย เปิดฉากประจานดังๆ ข้อตกลงลับที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับ "เทพเทือก" ไปตกลงพิมพ์เขียวแก้รัฐธรรมนูญกับทหาร

แลกกับการพลิกขั้วจัดตั้งรัฐบาล

ประชาธิปัตย์เปิดฉากตะลุมบอน ซัดกันเองเลือดกบปาก


อีกฉากก็สหภาพรัฐวิสาหกิจการรถไฟฯเปิดเกมประท้วงหยุดเดินรถ จับเอาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นตัวประกัน งัดมุกเก่าป่วนซ้ำซาก

"เขี่ยไฟ" ผสมโรงป่วน กระพือฝุ่นควันการเมืองยิ่งคลุ้งตลบอบอวล

แต่ในฉากป่วนๆของเกมลับลวงพราง หากมองแหวกม่านหมอกลวงตา

โดยคำตอบที่แกะรอยกันได้ ในลีลายึกยักขวางลำเกมรื้อรัฐธรรมนูญกลับไปเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียวของคนประชาธิปัตย์ และการออกมาอาละวาดของสหภาพรถไฟฯที่เครือข่ายโยงใยกับม็อบพันธมิตรฯ ในจังหวะเล่นตามเกมของค่ายการเมืองใหม่

เป้าหมายร่วมอยู่ที่เบรกเกมไหลลื่นของ "เนวิน ชิดชอบ"

ในจังหวะที่ค่ายภูมิใจไทยกำลังสั่งสมยุทโธปกรณ์รบกับพรรคเพื่อไทย แต่ก็โดนเครือข่ายม็อบเสื้อเหลืองตามตัดเกมขั้วอำนาจใหม่ และ "เพื่อนกิน" อย่างประชาธิปัตย์ก็จ้องแทงหลัง

ไม่ให้มาแรงแซงหน้า กลายเป็นหอกข้างแคร่

แต่ที่ทำท่าจะคุมไม่ได้ ไม่อยู่ในวิสัยที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจจะสกัดอยู่

กับยุทธศาสตร์ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เปิดตัว "เชนคัมแบ็ก" ด้วยการเผชิญหน้ากับนายเก่าอย่าง "ป๋าเปรม" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ

เปิดเกมรุก "ขุน" กันเลย

บ่งบอกว่าการกลับมารอบนี้ ไม่ใช่แค่คนแก่เดินทางไกลที่ถูกเย้ยว่า "พ่อใหญ่ลา"


ยิ่งในจังหวะที่แท็กทีมกันพรึบพรับกับ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ยี่ห้อทหารเฒ่า จปร.7 และการชักแถวของเหล่าเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 ของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร

ยังไม่นับคิวดาราคนดัง พระเอกตลอดกาลอย่าง "สมบัติ เมทะนี" ที่แสดงตัวลงชิงผู้แทนฯในสีเสื้อพรรคเพื่อไทย และที่เตรียมจะเปิดตัวให้ฮือฮา กับคิวของดาราสาว "สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์" จ่อลงสนามการเมืองในทีมของนายใหญ่


ขุนทหาร นายพลตำรวจใหญ่ ดาราคนดังทุกวงการพาเหรดเข้าพรรคเพื่อไทย

เหมือนตั้งใจหักมุม บลัฟกับข้อหา "ทรยศชาติ"

และก็เป็นอะไรที่ใกล้ฉากจบ กับหนังเรื่อง "เชลย"

โดยบทของตัวละคร ต่างฝ่ายก็ถือไพ่ต่อรองอยู่ในมือ แต่ต่างคนต่างก็มีชนักติดหลัง


กับคิวขุดผีคดีการหายตัวไปของนายมูฮัมหมัด อัลรูไวลี นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ถึงขั้นที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขออนุมัติศาลออกหมายจับ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 น้องชายของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตบิ๊ก คมช.

ก่อนคดีจะหมดอายุความไม่กี่เดือน


และหนึ่งในทีมที่ถูกดีเอสไอเสนอออกหมายจับก็คือ พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล ผกก.สภ.น้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี ก็มีชื่ออยู่ในสำนวนคดีโกงเลือกตั้งจังหวัดเชียงราย อันเป็นเหตุให้นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาฯ มือขวาคนสำคัญของนายใหญ่ โดนโทษแช่แข็งทางการเมือง

โดยเงื่อนไข มันลากไปเชื่อมโยงชักใยกับเกมล้มโต๊ะนายใหญ่

แต่ทั้งหมดทั้งปวง โดยสถานะของประเทศซาอุดีอาระเบีย คือ "พี่ใหญ่ในตะวันออกกลาง" ย่อมเป็นอะไรที่มีอิทธิพลกับเมืองดูไบ ฐานที่มั่นของอดีตนายกฯทักษิณ ใช้เป็นที่กบดานบัญชาการเกมรบในเมืองไทย ไม่มากก็น้อย

ซาอุฯกับ "ทักษิณ" ดีลกันหรือไม่อย่างไร คนไทยอาจไม่ได้ใส่ใจติดตาม

แต่ข่าวสารต่างประเทศเขาว่า อื้ออึงเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

อ้างการเมืองดุ ของบลับ คุ้มกันนายกฯ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_41093

หวั่นการเมืองรุนแรง ครม. ประเคนงบลับ 48 ล้านบาท พ่วงซื้ออาวุธไม่ระบุวงเงิน ต่ออายุ ฉก. 5221 ต่ออีก 1 ปี คุ้มกันนายกฯและรองนายกฯ ...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ ที่โรงแรมดุสิตธานี อ.หัวหิน จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ซึ่งมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องลับ ตามที่กระทรวงกลาโหม กองทัพบก ได้เสนอขอขยายระยะเวลาการปฏิบัติการของกองอำนวยการ 5221 ออกไปอีก 1 ปีงบประมาณ โดยขออนุมัติใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 เพื่อใช้จ่ายเป็นเงินราชการลับ ในการปฏิบัติงาน ของกองอำนวยการ 5221 ดังกล่าว ในภารกิจเป็นกองกำลังเพื่อปฏิบัติการดูแลรักษาความปลอดภัย ให้แก่บุคคลสำคัญ คือ นายกรัฐมนตรี และ รองนายกรัฐมนตรี โดยเมื่อที่ประชุม ครม.ได้พิจารณาเสร็จทางสำนักเลขาธิการ ครม.ได้ขอเก็บเอกสารกลับคืน และกำชับไม่ให้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ทั้งนี้ กองอำนวยการ 5221 ได้ตั้งขึ้นมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2552 มีระยะเวลาการปฏิบัติงานจนถึง วันที่ 30 ก.ย. 2552

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพบกได้อ้างเหตุผลว่า จากสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันยังไม่คลี่คลายลงไป มีแนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรงมากขึ้น จึงจำเป็นต้องเสนอขอความเห็นชอบขยายระยะเวลาการปฏิบัติงานออกไปอีก 1 ปี งบประมาณ โดยใช้งบประมาณในลักษณะงบลับ 48 ล้านบาท

สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร หรือ กำลังเจ้าหน้าที่ทหารสังกัด กองทัพบก จำนวน 233 นาย โดยมีนายทหารยศระดับ พล.ต. เป็นหัวหน้าหน่วย และมีกำลังทหารระดับสัญญาบัตร 57 นาย ส่วนที่เหลือเป็นชั้นประทวน นอกจากนี้ ยังขออนุมัติงบประมาณในการจัดซื้อยุทธปัจจัยอีก 37 รายการ เช่น เสื้อเกราะ เครื่องตรวจวัตถุระเบิด เครื่องยิงระเบิดควัน เครื่องช็อตไฟฟ้า เป็นต้น โดยไม่ได้ระบุวงเงินแต่อย่างใด ทางสำนักงบประมาณได้ท้วงติง เห็นควรให้ กองทัพบกไปใช้จ่ายจากเงินงบประมาณของกองทัพบกเอง แต่ทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ได้โต้แย้งว่า คงไม่ได้ เพราะทางกองทัพก็ใช้งบประมาณกันอย่างกระเบียดกระเสียรอยู่แล้ว และเรื่องนี้เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี และ รองนายกรัฐมนตรีโดยตรง ก็ต้องใช้งบข้างนอก ไม่ใช่งบของกองทัพ ดังนั้น ทางสำนักงบประมาณจึงขอให้กองทัพบก กลับไปจัดทำรายละเอียดความต้องการจัดซื้อยุทธปัจจัยมาชี้แจงก่อนจะทำความตกลงกับสำนักงบประมาณต่อไป

ที่มา ประชาไท

คำถามที่อยากชวนใหช่วยกันขบคิด เฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง กกต.ถ้าให้คำตอบที่มีเหตุผลได้ก็จะเป็นประโยชน์แก่สังคมการเมืองไทยไม่น้อย รวมทั้งทำให้ผู้เขียนหายความคับข้องใจได้

ในท่ามกลางการผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากทางด้านรัฐสภา นายกรัฐมนตรีได้เชิญบรรดาบุคคลเป็นจำนวนมากให้มาร่วมประชุมเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าควรจะดำเนินการไปในลักษณะเช่นไรบ้าง การประชุมจัดขึ้นที่บ้านพิษณุโลกในช่วงเย็นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2552 และเมื่อเย็นวันที่ 13 ตุลาคม 2552

บุคคลสำคัญที่ได้มาเข้าร่วมการประชุมนี้ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองจากพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลที่ต้องใส่ใจก็คือมีหลายคนเป็นผู้ที่ได้เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้เพิกถอนสิทธิในทางการเมือง เช่น คุณเนวิน ชิดชอบ คุณสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล และอีกหลายคนที่แม้จะไม่ได้มีสถานะเป็นผู้บริหารพรรคในทางนิตินัยก็ตาม

สื่อมวลชนรายงานข่าวไม่แตกต่างกันว่าเป็นการพบปะเลยประชุมร่วมกันของแกนนำของแต่ละพรรคการเมือง คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ดูเหมือนจะยอมรับความสำคัญของบุคคลเหล่านี้ในพรรคการเมืองต่างๆ เพราะไม่ได้มีการปฏิเสธเกิดขึ้นแต่อย่างใด ภายหลังการประชุมคุณอภิสิทธิ์ก็ยังได้ชี้แจงถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งตกลงกันระหว่างผู้ประชุม

ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากเป็นคำถามว่าในฐานะที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง บุคคลที่เข้าร่วมการประชุมกับคุณอภิสิทธิ์ในฐานะแกนนำหรือตัวแทนของพรรคการเมืองสามารถจะกระทำเช่นนั้นได้หรือไม่

การเพิกถอนสิทธินักการเมืองหรือที่เรียกกันว่าการตัดสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองจำนวนมากด้วยคำวินิจฉันของศาลรัฐธรรมนูญ ได้นำมาซึ่งข้อถกเถียงว่าการตัดสิทธิทางการเมืองนั้นมีความหมายครอบคลุมกว้างขวางเพียงใด สำหรับการกระทำบางอย่างมีบทบัญญัติที่กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจน เช่น เพิกถอนสิทธิในการลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นระยะเวลา 5 ปี ห้ามดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง

แต่การกระทำหลายอย่างก็ไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถกระทำได้หรือไม่ หรือหากกระทำไปแล้วจะมีขอบเขตจำกัดเอาไว้ในลักษณะเช่นไร ดังการมีบทบาทในการช่วยผู้อื่นหาเสียงในการเลือกตั้งจะสามารถกระทำได้หรือไม่ หรือหากเป็นเพียงแค่การถ่ายรูปคู่กับผู้รับสมัครเลือกตั้งเท่านั้นโดยไม่มีการพูดอะไรแม้แต่สักคำเดียว

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ได้กลายเป็นข้อถกเถียงในคราวเลือกตั้งครั้งล่าสุด และได้มีคำวินิจฉัยไว้อย่างน่าสนใจจากทาง กกต.ว่าการช่วยหาเสียงให้กับบุคคลผู้ลงรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญของกรรมการบริหารพรรคการเมือง ดังนั้น บุคคลที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองย่อมไม่สามารถทำหน้าที่ในลักษณะเช่นนี้ได้

ประเด็นสำคัญของการวินิจฉัยก็คือ การพิจารณาจากบทบาทที่เป็นจริงของบุคคลที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองว่ามีอยู่ในลักษณะเช่นไร หากทำหน้าที่ในแบบเดียวกับที่กรรมการบริหารพรรคกระทำก็ควรต้องถูกห้าม แม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองด้วยการระบุชื่ออยู่ในทะเบียนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม

เหตุผลแบบที่กล่าวมานี้ก็น่าจะรับฟังเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากไปมองแค่ชื่อในทะเบียนพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว เราก็อาจเห็นบรรดาผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองทั้งหลายเข้าไปยุ่มย่ามในพรรคการเมืองเต็มไปหมดแต่ไม่ปรากฏชื่อเป็นกรรมการบริหารของพรรค รวมถึงอาจไปชี้นิ้วสั่งซ้ายหันขวาหันในพรรคการเมืองได้

แต่พอมานึกถึงการประชุมระหว่างคุณอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีกับผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเพื่อคุยกันเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ชวนให้สงสัยเป็นอย่างยิ่ง

บุคคลต่างๆ เหล่านี้มาประชุมในฐานะแกนนำของพรรคการเมืองสถานะดังกล่าวเป็นที่ยอมรับและรับรู้กันโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองก็ตาม การกำหนดแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นที่เข้าใจร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองก็ย่อมต้องให้บุคคลที่มีพลังอยู่ในพรรคมาร่วมประชุม ส่วนหนึ่งก็คงต้องเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ปรากฏรายชื่อเป็นตัวหนังสือชัดเจนแต่อีกหลายคนซึ่งอาจใหญ่กว่าชื่อที่ถูกเขียนอย่างเป็นทางการก็ได้มาเข้าร่วมด้วย

เมื่อตกลงเป็นที่เข้าใจร่วมกันแล้ว ก็จะนำไปสู่ปฏิบัติการในทางการเมืองซึ่งแต่ละพรรคต่างก็ล้วนต้องปฏิบัติตามตามแนวทางที่ได้ตกลงกันเอาไว้

จะปฏิเสธหรือว่าการประชุมที่บ้านพิษณุโลกที่ร่วมด้วยบรรดาผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเพียงลูกกระจ๊อกปลายแถว เอาเข้าจริงนี่คือเจ้าของพรรคการเมืองตัวจริงเสียงจริงมากกว่าที่ถูกอุปโลกน์กันเสียอีก

ไม่แน่ใจว่าทาง กกต.จะมีคำอธิบายอย่างไรกับเหตุการณ์เหล่านี้ ดูเหมือนจะไม่มีความเห็นใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย ทั้งที่การประชุมที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเรื่องแอบทำกันในห้องนอนเหมือนแอบมีเมียน้อย แต่โจ่งแจ้งและบอกกล่าวล่วงหน้ามาอย่างชัดเจน จึงมีความหมายไปอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเดาว่าเพราะเห็นว่าการกระทำนี้ไม่ได้ขัดต่อข้อห้ามในเรื่องตัดสิทธิทางการเมือง

อันนี้เป็นปัญหาสำคัญที่ควรต้องตอบเพราะหากยึดเอาหลักการที่ กกต.วางเอาไว้ในการวินิจฉัยกรณีหาเสียงโดยผู้ตัดสิทธิทางการเมืองแล้ว บทบาทในการประชุมครั้งนี้โจ๋งครึ่มไม่น้อยไปกว่าการช่วยหาเสียงด้วยซ้ำ

คุณอภิสิทธิ์จะเชิญคุณเนวินมาร่วมประชุมในฐานะอะไรหรือ จะตอบว่าเป็นเพราะคิดถึงอ้อมกอดที่ทำให้ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็คงยากจะเชื่อได้

ได้เคยมีข้อกล่าวหาแบบนี้เกิดขึ้นบางแล้ว แต่คำชี้แจงที่เคยเกิดขึ้นก็คือว่าข้อเท็จจริงแตกต่างกันดังนั้นผลของการวิจัยจึงมีความแตกต่าง จำเป็นต้องกล่าวไว้ล่วงหน้าเลยว่ากรณีที่กำลังกล่าวถึงนี้ผู้เขียนก็ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างการช่วยหาเสียงในการเลือกตั้งกับการร่วมประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ที่มาตรฐานในการวินิจฉัยการกระทำที่มีสาระในลักษณะเดียวกันว่าจะให้ผลอย่างไร

อยากรู้เหมือนกันว่าจะมีความเห็นอย่างไรเกิดขึ้นกับองค์กรที่ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งในกรณีที่เกิดขึ้นกับฝ่ายที่ยืนตรงกันข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์ จำได้ไหมครับว่าในคราวถกเถียงเรื่องการมีบทบาทช่วยในการหาเสียงของผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง มีการให้ความเห็นทั้งส่วนตัวและองค์กรเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวอย่างรวดเร็ว

แต่กลับกรณีการประชุมในครั้งนี้ทำไมถึงได้เงียบสนิทราวกลับว่าไม่มีองค์กรนี้อยู่ในสังคมไทย

ในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่ยุติลง การทำหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือและการยอมรับจากทุกฝ่ายเป็นเงื่อนไขหนึ่งจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการนำสังคมไทยกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่นำเอาความขัดแย้งทางการเมืองเข้าสู่การวินิจฉัยขององค์กรทางการเมืองได้

ขอให้เข้าใจว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นกล่าวหาว่ามีการเลือกปฏิบัติหรือสองมาตรฐานเกิดขึ้น

แต่ต้องการตั้งคำถามถึงหลักการในการวินิจฉัยกรณีเรื่องตัดสิทธิทางการเมืองจะวางอยู่บนมาตรฐานอย่างไรต่างหาก


...............................
เผยแพร่ครั้งแรกใน มติชนรายวัน วันที่
19 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11545

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน : เผด็จการอำนาจนิยมยับยั้งความก้าวหน้าด้านเสรีภาพสื่อในเอเชีย

วันที่ 20 ต.ค. ทางองค์กรผู้สือข่าวไร้พรมแดน (Reporter Without Border หรือ RSF) ทำการจัดอันดับเสรีภาพสื่อโลกประจำปี ครั้งที่ 8 โดยทาง RSF ได้ทำการสำรวจจัดอันดับจากการทำแบบสอบถามของนักข่าวและผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อหลายร้อยคนทั่วโลก โดยในปีนี้ (2009) ได้จัดสำรวจตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2008 ถึง 31 ส.ค. 2009

ซึ่งประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 130 จากทั้งหมด 175 อันดับ เป็นรองประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์และกัมพูชาไม่มากนัก โดยอยู่ในอันดับที่ 122 และ 117 ตามลำดับ ขณะที่ พม่า, เวียตนาม, ลาว, จีน, เกาหลีเหนือ อยู่ท้ายตาราง

เป็นที่สังเกตได้ว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นเป็นพื้นที่ขาดแึคลนเสรีภาพสื่อ ขณะที่ประเทศไทยนั้นเคยถูกจัดอันดับไว้ค่อนข้างสูงกว่าเพื่อนบ้าน แต่ก็ร่วงลงอย่างหนักและต่อเนื่องนับแต่ปี 2549 เป็นต้นมา กระทั่งปีล่าสุดเสรีภาพสื่อไทยถูกจัดอันดับไว้ต่ำกว่าประเทศอินโดนีเซีย

กราฟแสดงเสรีภาพสื่อไทย เปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน จะพบว่าอันดับของไทยร่วงกราวรูดต่อเนื่องภายในเวลา 5 ปี จาก จากเดิมเคยอยู่อันดับที่ 59 ในปี 2004

โดยในรายงาน "ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน : เผด็จการอำนาจนิยมยับยั้งความก้าวหน้าด้านเสรีภาพสื่อในเอเชีย" ขององค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนกล่าวถึงการจัดอันดับไว้ดังนี้ (สามารถเข้าไปดูอันดับทั้งหมดได้ที่ http://www.rsf.org/en-classement1003-2009.html)

อำนาจทางการเมืองทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อเสรีภาพสื่ออีกแล้วในปีนี้ การรัฐประหารทำให้อันดับเสรีภาพสื่อของประเทศฟิจิ ตกไปอยู่อันดับที่ 152 (ตกไป 73 อันดับ) ทหารเข้าไปอยู่ในสำนักงานข่าวหลายสัปดาห์และเซนเซอร์ข่าวก่อนที่จะตีพิมพ์ นักข่าวต่างประเทศถูกส่งออกนอกประเทศ ส่วนในประเทศไทยการปะทะกันไม่จบไม่สิ้นระหว่าง "เสื้อเหลือง" กับ "เสื้อแดง" ส่งผลกระทบในเชิงลบอย่างมากกับการทำงานของสื่อ ทำให้ราชอาณาจักรไทยอยู่ในอันดับที่ 130 แล้วตอนนี้

รัฐบาลอำนาจนิยมเช่นในศรีลังกา (อันดับที่ 162) และมาเลเซีย (อันดับที่ 131) ก็ทำให้ผู้สื่อข่าวไม่สามารถทำข่าวในเรื่องที่อ่อนไหวอย่างการคอรัปชั่นหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ รัฐบาลศรีลังกาทำการลงโทษจำคุกนักข่าวเป็นเวลา 20 ปี และบังคับให้อีกหลายสิบรายออกจากประเทศ ในมาเลเซีย รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยก็ออกมาตรการเซนเซอร์สื่อ หรือทำให้สื่อต้องเซนเซอร์ตัวเองโดยการขู่สื่อว่าจะยืดใบอนุญาต หรือขู่นักข่าวว่าจะจำคุกพวกเขา

สงครามและการก่อการร้ายก็ทำให้เกิดความเสียหาย และทำให้นักข่าวตกอยู่ในอันตราย ประเทศอัฟกานิสถาน (อันดับที่ 149) ไม่เพียงต้องเผชิญกับความรุนแรงของกลุ่มตอลิบานและการขู่เอาชีวิตเท่านั้น แต่ยังมีการจับกุมโดยเจ้าหน้าที่อย่างไม่มีเหตุผลด้วย และสำหรับปากีสถาน (อันดับที่ 159) นั้น แม้สื่อจะมีพลวัติแต่ก็ยังมีการสังหารนักข่าวและความรุนแรงจากทั้งกลุ่มตอลิบานและกลุ่มทหาร ทำให้เป็นประเทศที่ติดอันดับประเทศที่มีการสังหารนักข่าวมากที่สุดในโลก (ร่วมกับโซมาเลีย)

กลุ่มประเทศในเอเชียที่มีการเคารพในเสรีภาพสื่อน้อยที่สุด เป็นที่รู้กันว่าหนึ่งใน "สามหน่อนรก" (infernal trio) อย่างเกาหลีเหนือต้องติดอยู่ท้ายตารางร่วมกับ พม่าและลาว แน่ ๆ โดยพม่ายังคงมีการเซนเซอร์และการจับขัง ขณะที่ลาวก็ยังไม่อนุญาตให้มีสื่อเอกชน

สื่อของสาธารณรัฐประชาชนจีน (อันดับที่ 168) ก็ดูมีพัฒนาการขึ้นมากรวมถึงเรื่องอื่น ๆ นอกจากเรื่องสื่อด้วย แต่ก็ยังคงอยู่ในอันดับต่ำมากเนื่องจากยังคงมีการสั่งจำคุกอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะในทิเบตแล้ว ก็ยังมีการเซนเซอร์อินเตอร์เน็ตและการเล่นพรรคเล่นพวกของเจ้าหน้าที่รัฐส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค ใกล้เคียงกับเวียตนาม (อันดับที่ 166) ที่พรรคคอมมิวนิสท์ยังมุ่งเป้าไปที่นักข่าว , บล็อกเกอร์ และนักกิจกรรมด้านเสรีภาพสื่อ ในเรื่องที่พวกเขาเขียนเกี่ยวกับการที่ประเทศอ่อนข้อต่อจีน

มามองทางส่วนที่เป็นข่าวดี ประเทศมัลดีฟ (อันดับที่ 51) ไต่ขึ้นมาถึง 53 อันดับ จากที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นประเทศประชาธิปไตย ขณะที่ ภูฏาน (อันดับที่ 70) ขึ้นมาสี่อันดับจากการที่พวกเขามีความหลากหลายของสื่อ

ประเทศประชาธิปไตยที่มีอยู่ไม่กี่ประเทศในเอเชีย อยู่ในอันดับที่ดี อย่าง นิวซีแลนด์ (อันดับที่ 13), ออสเตรเลีย (อันดับที่ 16), และญี่ปุ่น (อันดับที่ 17), ติดในระดับ 20 อันดับแรกทั้งนั้น การที่ทั้งสามประเทศนี้ได้อันดับสูง ๆ มาจากการที่พวกเขาเคารพในเสรีภาพสื่อและไม่ค่อยปรากฏการใช้ความรุนแรงต่อนักข่าว

เกาหลีใต้ (อันดับที่ 69) และ ไต้หวัน (อันดับที่ 59) ตกมาหลายอันดับในปีนี้ โดยเกาหลีใต้ตกมา 22 อันดับ เนื่องจากมีการจับกุมนักข่าวและบล็อกเกอร์หลายราย และรัฐบาลอนุรักษ์นิยมก็พยายามควบคุมสื่อที่แสดงการวิพากษ์วิจารณ์ ขณะที่พรรคการเมืองในปัจจุบันของไต้หวันก็พยายามแทรกแซงสื่อของรัฐและเอกชน และ ความรุนแรงจากนักกิจกรรมก็เป็นการบ่อนทำลายเสรีภาพสื่อ

มีประเทศเอเชียสองประเทศถูกรวมจัดอันดับด้วยเป็นครั้งแรกคือ ปาปัวนิวกินี (อันดับที่ 56) ซึ่งเป็นอันดับที่น่านับถือมากสำหรับประเทศกำลังพัฒนา และประเทศที่ปกครองโดยสุลต่านอย่างบรูไน (อันดับที่ 155) ซึ่งติดในระดับท้ายตารางเนื่องจากการที่พวกเขาไม่มีสื่ออิสระ

ปิดฉากอาเซียนภาคประชาชน ลุ้นต่อ ผู้นำรัฐอาเซียนให้พบ-ยื่นข้อเสนอหรือไม่

ที่มา ประชาไท

ผู้จัดอาเซียนภาคประชาชนติงรัฐไม่ใส่ใจส่งตัวแทนร่วมประชุม เผยยังไม่รู้ได้พบผู้นำอาเซียนเพื่อเสนอปัญหาหรือไม่ ไม่มั่นใจคณะกรรมการสิทธิฯ อาเซียนทำงานได้อิสระและเป็นกลาง ด้านภาคประชาสังคมเวียดนามรับไม้จัดประชุมต่อปีหน้า


สุนทรี-แยบ ซวี เซง-จอย ชาเวซ-ยก ลิน-เปรมฤดี-ลอย-อาชิน-ทิพย์อักษร


20 ต.ค. 52 วันสุดท้ายงานมหกรรมประชาชนอาเซียนครั้งที่ 2/ การประชุมภาคประชาชน ครั้งที่ 5 ภาคประชาชนแถลงข่าวเพื่อรายงานบทสรุป 4 เสา และแนวทางการเตรียมความพร้อมในการพบปะระหว่างตัวแทนภาคประชาสังคมและผู้นำรัฐบาลอาเซียน ที่ห้องประชุมเพชรบุรีแกรนด์ฮอลล์ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ รีเจนท์ ชะอำ จ.เพชรบุรี

สุนทรี หัตถี เซ่งกิ่ง จากคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ในฐานะตัวแทนคณะกรรมการจัดงานประชุมมหกรรมประชาชนอาเซียน กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีการประสานงานกับภาครัฐและสำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อให้มารับฟังความเห็นของภาคประชาชนในการประชุมครั้งนี้ เพื่อทำให้อาเซียนมีประชาชนเป็นศูนย์กลางตามที่อาเซียนตั้งเป้าไว้ แต่ก็ต้องผิดหวัง เมื่อภาครัฐและสำนักเลขาธิการอาเซียนส่งผู้เข้าร่วมงานเพียง 1-2 คนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 23 ตุลาคมนี้ ตัวแทนจาก 10 ประเทศจะเข้าพบผู้นำอาเซียน ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าจะได้เข้าพบหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามและพิสูจน์ความจริงใจของผู้นำอาเซียน

ต่อคำถามว่า ในการพบปะกับผู้นำอาเซียนครั้งที่ผ่านมา มีผู้นำบางประเทศปฎิเสธที่จะพบกับตัวแทนจากภาคประชาสังคมของตัวเอง หากครั้งนี้มีเหตุการณ์แบบเดิมเกิดขึ้นอีกจะทำอย่างไร สุนทรี กล่าวว่า การต่อรองในการเข้าพบผู้นำอาเซียนนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยจากเดิมที่ถูกกำหนดไว้อย่างเป็นทางการ ตอนนี้กลับกลายเป็นทางเลือกว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ขึ้นกับความพอใจของผู้นำ ขณะที่ในส่วนของผู้ที่จะเข้าพบ จากเดิมที่กำหนดไว้ว่า จะได้เข้าพบประเทศละ 2 คนเช่นเดียวกับตัวแทนจากภาคเยาวชนและธุรกิจ ก็เหลือเพียงประเทศละ 1 คน ทั้งยังมีความเป็นไปได้ว่าชื่อที่เสนอไปอาจถูกปฏิเสธโดยผู้นำบางประเทศเช่นเดียวกับคราวที่แล้ว แต่ขอยืนยันว่า จะเข้าพบกับผู้นำเท่าที่จะเป็นไปได้

แยบ ซวี เซง จาก FORUM-Asia กล่าวว่า ยินดีที่อาเซียนได้จัดตั้งให้มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอาเซียนซึ่งจะมีการรับรองในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตาม แม้เราจะมีร่างระเบียบข้อปฏิบัติ (TOR) ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอาเซียนแล้ว แต่เราก็ยังขาดหลักประกันว่าคณะทำงานจะทำงานได้อย่างมีอิสระและเป็นกลาง

นอกจากนี้ เขายังแสดงความผิดหวังที่ประเทศอื่นในอาเซียนไม่มีกระบวนการคัดเลือกผู้แทนของตนเองเพื่อเป็นคณะกรรมการฯ ที่เปิดกว้างอย่างไทยและอินโดนีเซียด้วย ดังนั้น จึงเรียกร้องให้ประเทศอาเซียนอื่นๆ คัดเลือกผู้แทนอย่างโปร่งใสและเปิดกว้าง

เขาเรียกร้องให้คณะกรรมการฯ เข้าไปปรับปรุงร่างระเบียบของคณะกรรมการฯ เพื่อพัฒนากลไกสิทธิมนุษยชนให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมถึงเปิดให้ภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานของคณะกรรมการฯ เพื่อปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค และขอให้คณะกรรมการฯ ทำงานร่วมกับ คณะกรรมการส่งเสริมสิทธิด้านต่างๆ อาทิ แรงงานข้ามชาติ สตรีและเด็ก

สำหรับการมีส่วนร่วมในการประชุมมหกรรมประชาชนอาเซียนครั้งต่อไปที่เวียดนาม แยบกล่าวว่านับตั้งแต่จัดการประชุมดังกล่าวในปี 2005 การพบปะระหว่างภาคประชาสังคมและผู้นำประเทศอาเซียนพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ โดยการประชุมในครั้งที่ผ่านมาภายใต้การดำเนินการของประเทศไทย ภาคประชาสังคมอาเซียนได้ร่วมพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและเลขาธิการอาเซียน และในปีนี้ก็ได้มีความพยายามที่จะทำให้ก้าวหน้าขึ้น มีโครงสร้างที่ดีและการสนทนาที่เป็นประโยชน์มากขึ้น ซึ่งหวังว่าการจัดงานครั้งต่อไปที่เวียดนาม ในส่วนรัฐบาลประเทศอาเซียนจะส่งตัวแทนเข้ามามีส่วนร่วม และรัฐบาลเวียดนามในฐานะเจ้าภาพ จะสนับสนุนการร่วมพูดคุยระหว่างภาคประชาสังคมและผู้นำประเทศอาเซียน

ต่อคำถามถึงการที่ตัวแทนภาคประชาชนอาเซียนอาจไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบผู้นำประเทศอาเซียน แยบแสดงความเห็นว่ารัฐบาลประเทศอาเซียนไม่ควรตั้งแง่และควรเคารพในการคัดเลือกตัวแทนของภาคประชาสังคม การที่รัฐบาลประเทศอาเซียนบางประเทศตั้งตัวแทนของตัวเองขึ้นมาเพื่อเจรจาในฐานะเป็นตัวแทนของภาคประชาสังคมเหมือนเป็นการบ่อนทำลายศักศรีของภาคประชาสังคม ทั้งที่การจัดเวทีพูดคุยของภาคประชาสังคมมีความจริงใจที่จะพยายามนำเสนอประเด็นปัญหาจากประชาชนในระดับล่างที่มีต่อการทำงานของรัฐบาลอาเซียน หากรัฐบาลอาเซียนไม่เห็นประโยชน์ การสนทนาที่ผ่านมาก็ไม่มีความหมาย และกลายเป็นเรื่องที่เสียเวลา

ตัวแทนจาก FORUM-Asia ยืนยันว่า ภาคประชาสังคมยืนยันรายชื่อของผู้ที่เป็นตัวแทนที่จะเข้าร่วมพูดคุยกับผู้นำรัฐบาลอาเซียน หากผู้นำรัฐบาลอาเซียน ปฎิเสธที่จะเข้าร่วมนั่นแสดงถึงเจตนาที่จะไม่ต้องการเสวนากับประชาชน ซึ่งขัดแย้งกับหลักการของอาเซียนที่ว่าอาเซียนมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

เจนีน่า จอย ชาเวซ Solidarity for Asian People’s Advocacies (SAPA) กล่าวถึงข้อเสนอหลักในเสาเศรษฐกิจว่า การพัฒนาด้านเศรษฐกิจของอาเซียนดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดซึ่งเป็นที่รับรู้คือเรื่องของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) และพิมพ์เขียวเศรษฐกิจ แต่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนี้ไม่มีความเชื่อมโยงกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งสิ่งแวดล้อม ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคนในท้องถิ่น สตรี เยาวชน ที่มีความแตกต่างหลากหลายและต้องการการมีส่วนร่วม

เธอกล่าวด้วยว่า การเปิดเสรีทางการค้า (Free Trade Agreement: FTA) ในภูมิภาคอาเซียนที่จะเริ่มดำเนินการในเดือนมกราคม 2010 จะส่งผลกระทบต่อประชาชนภายใต้ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง ดังนั้นจึงอยากร้องขอให้ผู้นำประเทศอาเซียนคำนึงถึงการเสริมสร้างศักยภาพของคน ใส่ใจในปัญหาความร่วมมือข้ามชาติที่รุกล้ำสิทธิทำกิน แย่งชิงทรัพยากรของประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ และควรปรับเปลี่ยนวิธีการโดยคำนึงถึงความเป็นมนุษย์

จอยกล่าวว่า FTA ไม่ใช่แค่การค้า แต่เป็นความริเริ่มทางเศรษฐกิจที่ถูกออกแบบมาเพื่อกีดกันคนบางกลุ่ม โดยไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเสายุทธศาสตร์อื่นๆ ของอาเซียนและไม่ได้เชื่อมโยงกับประชาชน ทำให้เกิดการประท้วงต่อต้าน แสดงความไม่พอใจ เพราะเป็นข้อตกลงที่ประชาชนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมและทั้งยังก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง และนอกจากเขตการค้าเสรีในอาเซียนแล้วยังมีภาคีทางการค้าในรูปแบบอื่นๆ ที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะการเปิดเสรีทางการค้าไม่ได้คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนของประชาชน

โฮ ยก ริน ผู้ประสานงานสมาคมสิทธิสตรี ในฐานะเสาสังคมและวัฒนธรรม กล่าวสนับสนุนการสร้างชุมชนเอื้ออาทรและชุมชนที่มีการแบ่งปันโดยระบุว่า ทุกคนต้องเคารพสิทธิมนุษยชนไม่ว่าจะเป็น ผู้สูงอายุ แรงาน คนอพยพ คนจน คนพื้นเมือง รวมถึงสตรีและเด็ก พวกเขาเหล่านี้ต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นการศึกษา บริการสาธารณะ สวัสดิการ รวมทั้งสาธารณสุข อยากให้อาเซียนมีกลไกทบทวนกฎหมายที่แบ่งแยกเผ่าพันธุ์ต่างๆ รวมถึงทางอาเซียนต้องมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิด

เธอกล่าวต่อว่า ในฐานะเป็นตัวแทนองค์กรสิทธิสตรีที่เข้าร่วมในการประชุมในครั้งนี้ อยากเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและเด็ก (ACWC) ยึดหลักการความเสมอภาคไม่แบ่งแยก และควรมีอำนาจในการปกป้องสิทธิ ทั้งในเรื่องการรับข้อร้องเรียน การเข้าตรวจสอบการละเมิดสิทธิในประเทศสมาชิก การให้ข้อเสนอแนะต่อเรื่องสิทธิมนุษยชนของแต่ละประเทศ และมีกลไกทบทวนกฎหมายแห่งชาติและนโยบายต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค์ต่อการคุ้มครองสิทธิ นอกจากนี้ การคัดเลือกและจัดตั้งคณะกรรมาธิการฯ ควรมีความโปร่งใส เป็นกลาง และมีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยยึดหลักการมีส่วนร่วม

สมณะท่านอาชิน สูพะกา จากองค์กรพระพม่าสากล (International Burmese Monks Organization) ในฐานะตัวแทนจากเสาการเมืองความมั่นคง กล่าวว่า เห็นด้วยกับความรู้สึกของพวกเราที่บอกว่ารู้สึกผิดหวัง ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้มาเข้าร่วมในการเสวนาครั้งนี้ ทางรัฐไม่เคยสนใจและใส่ใจในเรื่องของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เรามาที่นี้เพื่อจะบอกเล่าถึงสถานการณ์และปัญหาในอาเซียนว่าตอนนี้เป็นอย่างไร โดยเฉพาะในเรื่องของสิทธิมนุษยชนในอาเซียน โดยยกตัวอย่างที่ประชาชนในพม่าไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลทหารให้ชุมนุมประท้วงอย่างเป็นทางการ ถ้าผู้ใดก่อการประท้วงก็จะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมทันที ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ผิด เพราะเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน ดังนั้น จึงควรให้มีการชุมนุมอย่างเสรี เพื่อการใช้สิทธิแสดงความเห็นในอาเซียนอย่างเสรี

ท่านอาชินยังกล่าวถึงนโยบายเรื่องการไม่แทรกแซงกิจการภายในประเทศซึ่งกันและกันว่า เป็นสิ่งที่ล้าสมัย ในฐานะที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน ควรจะดูแลซึ่งกันและกัน หากเราเห็นผู้ปกครองทำร้ายลูกของตนเอง แต่เรากลับนิ่งเฉยไม่เข้าไปช่วยเหลือ ก็ถือเป็นการละเลยต่อความเป็นมนุษย์และต่อเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ท่านอาชินยังเรียกร้องให้ผู้นำอาเซียน ช่วยเหลือให้คนที่ถูกจับกุมจากคดีทางการเมืองได้รับการปลดปล่อยและได้รับเสรีภาพด้วย

เปรมฤดี ดาวเรือง จากมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ในฐานะตัวแทนจากภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าภาคประชาสังคมผลักดันให้อาเซียนมีเสายุทธศาตร์ที่สี่ คือ เสาสิ่งแวดล้อม โดยมีการพูดคุยถึง 3 ประเด็นหลักที่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม และปัญหาของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่อาทิ เขื่อน เหมืองแร่ และท่อส่งก๊าซ ซึ่งมีผลต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม และความเป็นอยู่ของผู้คนในอาเซียน อีกทั้งมีการเสนอเรื่องการนำองค์ความรู้มาใช้ต่อรองกับการลงทุนที่ผลักคนออกนอกระบบ

เธอกล่าวด้วยว่า เพื่อตอบโต้ปัญหาต่างๆ จึงเสนอให้มีการจัดตั้งเสาที่สี่นี้ เพื่อเป็นศูนย์กลางวางแผนตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ให้เห็นเป็นรูปธรรม มีพิมพ์เขียวสิ่งแวดล้อมเป็นกลไกในการปฏิบัติตาม และต้องมีการทบทวนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการลงทุนข้ามประเทศให้ปฏิบัติตามกฏต่างๆ ของอาเซียนที่จะถูกจัดทำขึ้น นอกจากนั้นยังได้แสดงความห่วงใยต่อความเป็นอยู่ของชุมชนพื้นเมือง อธิปไตยทางอาหาร และการดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิม

เปรมฤดีเรียกร้องให้รัฐบาลอาเซียนคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการพัฒนาต่างๆ โดยระบุว่า ขณะนี้อาเซียนไม่สามารถปิดหูปิดตา เลือกไม่สนใจผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อมได้แล้ว

ทิพย์อักษร มันปาติ ตัวแทนเครือข่ายเยาวชนอาเซียน กล่าวว่า ในฐานะของตัวแทนเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของอาเซียน มีประเด็นหลักที่ต้องการเรียกร้องสองข้อคือ หนึ่ง ให้ประเทศสมาชิกอาเซียนสร้างกลไกที่เยาวชนสามารถมีส่วนร่วมในการติดตามและพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นและหลักสูตรในระบบ เพื่อปลูกฝังถึงคุณค่า ความเข้าใจ และความร่วมมือภายในประเทศและระหว่างชาติอาเซียน รวมไปถึงการศึกษาที่เกี่ยวกับสันติภาพ สิทธิมนุษยชน ตลอดจนมิติหญิงชาย ความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม และจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการศึกษาพิเศษและทักษะชีวิต และสอง เรียกร้องให้ยอมรับกลุ่ม/เครือข่ายเยาวชนที่เป็นอิสระ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับภูมิภาค เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ในการผลักดันและติดตามระดับนโยบาย ตลอดจนการแลกเปลี่ยนสถานการณ์ในประเด็นต่างๆ เช่น สิทธิมนุษยชน การสร้างสันติภาพ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ทรานห์ ดัก ลอย ตัวแทนเจ้าภาพจัดการประชุมภาคประชาสังคมอาเซียนครั้งที่ 6 ที่เวียดนาม กล่าวแสดงความยินดีกับคณะผู้จัดการประชุมครั้งนี้ที่ประสบความสำเร็จในการจัดงาน และกล่าวว่า เขาเดินทางมาเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์จัดงานและทำความเข้าใจกับความคาดหวังของผู้เข้าร่วม โดยยินดีจะทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมอื่นๆ อย่างใกล้ชิดต่อไป

ร่วมร่างแถลงการณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการแถลงข่าวมีการหารือเรื่องร่างแถลงการณ์ที่จะนำเสนอต่อรัฐบาลอาเซียนเพื่อให้ผู้เข้าร่วมรับรอง แต่เกิดข้อถกเถียงในรายละเอียดของแถลงการณ์ คณะทำงานจึงเปิดให้ผู้เข้าร่วมได้ถกเถียงเพื่อเพิ่มเติมเนื้อหากันอย่างละเอียด ดังนั้น การรับรองแถลงการณ์จึงล่าช้าออกไป

สุภาวดี เพชรรัตน์ หนึ่งในคณะกรรมการจัดงานประชุม กล่าวถึงกระบวนการร่างแถลงการณ์ว่า มีการแบ่งกลุ่มย่อยตามหัวข้อหลักในการหารือคือ เศรษฐกิจ การเมือง-ความมั่นคง และสังคม-วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเสนอประเด็นของตัวเองตั้งแต่วันแรกของการประชุม รวมถึงเพิ่มเติมข้อเสนอจากการหารือในแต่ละเสา โดยมีคณะกรรมการร่างแถลงการณ์ 10 คนที่มาจากแต่ละประเด็น และผู้ที่มีความถนัดในการร่างแถลงการณ์

สุภาวดี กล่าวถึงปัญหาที่เกิดในขั้นตอนการร่างแถลงการณ์ว่า มีผู้เข้าร่วมหลายคนรู้สึกว่า ข้อเสนอยังไม่ครอบคลุม จึงมีการแบ่งกลุ่มเพื่อเพิ่มเติมเนื้อหากันอีกครั้ง นอกจากนี้ มีผู้เข้าร่วมส่วนหนึ่งจากพม่าแสดงความไม่เห็นด้วยกับการร่างแถลงการณ์ที่พูดถึงแต่ประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยใช้คำที่แรงและระบุถึงแต่พม่า ทั้งที่สถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนก็เกิดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อับดุล กาลัม ผู้ประสานงานโรฮิงยา แสดงความเห็นว่า ตลอดการประชุมยังไม่เห็นประเด็นเรื่องของชาวโรฮิงยาถูกกล่าวถึงในแถลงการณ์เลย ชาวโรฮิงยาบางคนอยู่ในประเทศไทยมากว่า 20 ปีจนมีครอบครัว แต่ก็ยังไม่ได้รับสิทธิที่ควรได้ ขณะที่รัฐบาลพม่าก็ไม่รับเป็นพลเมือง จึงอยากให้นำประเด็นโรฮิงยาเสนอต่อรัฐบาลอาเซียนด้วย