ที่มา มติชน
บทนำมติชน
ในห้วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา คนไทยต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ตัวเองไม่ต้องการ ตั้งแต่ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงถึงขั้นต้องใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจ ความร้าวฉานแตกแยกในมวลหมู่ประชาชน ที่ใช้กำลังประทุษร้ายซึ่งกันและกันตามความเชื่อที่แตกต่างกันของแต่ละฝ่าย ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้การเมืองไม่มีเสถียรภาพ มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลมาแล้ว 2-3 รัฐบาล จนล่าสุดคือรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้คนไทยยังต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ข้าวยากหมากแพง และดูเหมือนว่าปัญหาสังคมที่เป็นผลพวงจากปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจก็กำลังจะเกิดขึ้นเหมือนเงาตามตัว
ขณะที่คนไทยกำลังทุกข์ร้อน เผชิญหน้ากับการเมืองที่ขาดเสถียรภาพ ต้องมุ่งมั่นฟันฝ่ามรสุมทางเศรษฐกิจ กลับปรากฏว่า พนักงานขับรถไฟ และพนักงานช่าง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้รวมตัวกันยื่นใบลา จนทำให้คนไทยในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปจนถึงสุดชายแดน ไม่สามารถใช้รถไฟเป็นพาหนะในการเดินทาง และไม่สามารถใช้รถไฟขนส่งสินค้าได้ โดยทางพนักงานขับรถ และพนักงานช่างดังกล่าว อ้างเหตุที่ต้องกระทำว่า เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากหัวรถจักรเก่าชำรุด ระบบป้องกันต่างๆ ไม่สมบูรณ์ เกรงว่าหากใช้งานต่อไปจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง เฉกเช่นเดียวกับเหตุการณ์รถไฟขบวนตรัง-กรุงเทพฯ ตกรางในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพราะเหตุพนักงานบกพร่อง
การหยุดงานดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยไม่ได้บอกกล่าวให้ทราบล่วงหน้าว่ารถไฟจะหยุดวิ่ง โดยเหตุการณ์ดังกล่าวได้ขยายเวลาออกไปจนถึงบัดนี้ ได้เกิดเหตุการณ์โกลาหลวุ่นวาย หลังจากขบวนรถไฟขบวนที่ 37 รถด่วนพิเศษ กรุงเทพฯ-สุไหงโก-ลกหยุดจอด พร้อมๆ กับขบวนรถไฟอื่นๆ อีกรวมทั้งหมด 8 ขบวน อาทิ ขบวน 169 รถเร็วยะลา, ขบวน 83 รถด่วนตรัง, ขบวน 173 รถเร็วนครศรีธรรมราช, ขบวน 167 รถเร็วกันตัง, ขบวน 85 รถด่วนนครศรีธรรมราช และขบวน 41 รถด่วนพิเศษยะลา เป็นต้น การกระทำเช่นนี้ได้รับการชี้แจงว่า พนักงานขับรถไม่ยอมทำหน้าที่ ทำให้ผู้โดยสารรถไฟร่วม 4,000 คน ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศถูกทิ้งคว้าง โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงดึกสงัด ตั้งแต่เวลา 02.00 น. วันที่ 18 ตุลาคมเรื่อยมา
การหยุดรถไฟโดยไม่ได้บอกกล่าว และอ้างเหตุผลเรื่องการลา และเหตุอื่นๆ ต่างๆ นานา ทำให้คนไทยได้รับความเดือดร้อน ครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่วิธีการที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ขณะเดียวกันก็ดูเหมือนว่า รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการใดๆ กับขบวนการที่ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน การดำเนินการของพนักงานการรถไฟกลุ่มดังกล่าวจึงเป็นการรังแกประชาชน เป็นการซ้ำเติมความทุกข์ยากของคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางด้านการเมือง และเศรษฐกิจที่ตกต่ำ เพราะประชาชนคนไทยที่ใช้รถไฟเป็นพาหนะในการโดยสาร ไม่ใช่คนไทยที่มีฐานะร่ำรวย ตรงกันข้ามบางคนอาจจะมีฐานะไม่สู้ดีนัก บางคนจำเป็นต้องพึ่งพาการบริการของการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่กลับปรากฏว่า ผู้คนเหล่านั้นต้องชอกช้ำซ้ำเข้าไปอีกเนื่องจากรถไฟหยุดวิ่ง
การกระทำของพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทยกลุ่มดังกล่าว นอกจากจะซ้ำเติมประชาชนผู้ใช้รถไฟในการสัญจรแล้ว ยังซ้ำเติมสถานการณ์ของประเทศ ทำให้เกิดเงื่อนไขแห่งความเกลียดชัง เพราะเมื่อประชาชนถูกรังแก โดยรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆ ได้ สักพักจะเกิดกลุ่มตัวแทนภาคประชาชน ที่ผุดขึ้นมาเพื่อกดดันบีบคั้นการกระทำของพนักงานการรถไฟ และเมื่อใดที่สถานการณ์บานปลายไปถึงเช่นนั้น ความขัดแย้ง ความร้าวฉาน และความไม่ปรองดองย่อมเกิดขึ้นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ดังนั้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนควรรู้ และหยุดพฤติกรรมที่ซ้ำเติมคนไทยด้วยกัน ต้องหยุดก่อนที่ประชาชนจะทนไม่ไหว และใช้มาตรการภาคประชาชนตอบโต้การกระทำของพนักงานการรถไฟเหล่านั้นด้วยตัวเอง
คำถามที่อยากชวนใหช่วยกันขบคิด เฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง กกต.ถ้าให้คำตอบที่มีเหตุผลได้ก็จะเป็นประโยชน์แก่สังคมการเมืองไทยไม่น้อย รวมทั้งทำให้ผู้เขียนหายความคับข้องใจได้
ในท่ามกลางการผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากทางด้านรัฐสภา นายกรัฐมนตรีได้เชิญบรรดาบุคคลเป็นจำนวนมากให้มาร่วมประชุมเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าควรจะดำเนินการไปในลักษณะเช่นไรบ้าง การประชุมจัดขึ้นที่บ้านพิษณุโลกในช่วงเย็นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2552 และเมื่อเย็นวันที่ 13 ตุลาคม 2552
บุคคลสำคัญที่ได้มาเข้าร่วมการประชุมนี้ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองจากพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลที่ต้องใส่ใจก็คือมีหลายคนเป็นผู้ที่ได้เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้เพิกถอนสิทธิในทางการเมือง เช่น คุณเนวิน ชิดชอบ คุณสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล และอีกหลายคนที่แม้จะไม่ได้มีสถานะเป็นผู้บริหารพรรคในทางนิตินัยก็ตามสื่อมวลชนรายงานข่าวไม่แตกต่างกันว่าเป็นการพบปะเลยประชุมร่วมกันของแกนนำของแต่ละพรรคการเมือง คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ดูเหมือนจะยอมรับความสำคัญของบุคคลเหล่านี้ในพรรคการเมืองต่างๆ เพราะไม่ได้มีการปฏิเสธเกิดขึ้นแต่อย่างใด ภายหลังการประชุมคุณอภิสิทธิ์ก็ยังได้ชี้แจงถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งตกลงกันระหว่างผู้ประชุม
ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากเป็นคำถามว่าในฐานะที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง บุคคลที่เข้าร่วมการประชุมกับคุณอภิสิทธิ์ในฐานะแกนนำหรือตัวแทนของพรรคการเมืองสามารถจะกระทำเช่นนั้นได้หรือไม่
การเพิกถอนสิทธินักการเมืองหรือที่เรียกกันว่าการตัดสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองจำนวนมากด้วยคำวินิจฉันของศาลรัฐธรรมนูญ ได้นำมาซึ่งข้อถกเถียงว่าการตัดสิทธิทางการเมืองนั้นมีความหมายครอบคลุมกว้างขวางเพียงใด สำหรับการกระทำบางอย่างมีบทบัญญัติที่กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจน เช่น เพิกถอนสิทธิในการลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นระยะเวลา 5 ปี ห้ามดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง
แต่การกระทำหลายอย่างก็ไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถกระทำได้หรือไม่ หรือหากกระทำไปแล้วจะมีขอบเขตจำกัดเอาไว้ในลักษณะเช่นไร ดังการมีบทบาทในการช่วยผู้อื่นหาเสียงในการเลือกตั้งจะสามารถกระทำได้หรือไม่ หรือหากเป็นเพียงแค่การถ่ายรูปคู่กับผู้รับสมัครเลือกตั้งเท่านั้นโดยไม่มีการพูดอะไรแม้แต่สักคำเดียว
ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ได้กลายเป็นข้อถกเถียงในคราวเลือกตั้งครั้งล่าสุด และได้มีคำวินิจฉัยไว้อย่างน่าสนใจจากทาง กกต.ว่าการช่วยหาเสียงให้กับบุคคลผู้ลงรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญของกรรมการบริหารพรรคการเมือง ดังนั้น บุคคลที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองย่อมไม่สามารถทำหน้าที่ในลักษณะเช่นนี้ได้
ประเด็นสำคัญของการวินิจฉัยก็คือ การพิจารณาจากบทบาทที่เป็นจริงของบุคคลที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองว่ามีอยู่ในลักษณะเช่นไร หากทำหน้าที่ในแบบเดียวกับที่กรรมการบริหารพรรคกระทำก็ควรต้องถูกห้าม แม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองด้วยการระบุชื่ออยู่ในทะเบียนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม
เหตุผลแบบที่กล่าวมานี้ก็น่าจะรับฟังเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากไปมองแค่ชื่อในทะเบียนพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว เราก็อาจเห็นบรรดาผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองทั้งหลายเข้าไปยุ่มย่ามในพรรคการเมืองเต็มไปหมดแต่ไม่ปรากฏชื่อเป็นกรรมการบริหารของพรรค รวมถึงอาจไปชี้นิ้วสั่งซ้ายหันขวาหันในพรรคการเมืองได้
แต่พอมานึกถึงการประชุมระหว่างคุณอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีกับผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเพื่อคุยกันเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ชวนให้สงสัยเป็นอย่างยิ่ง
บุคคลต่างๆ เหล่านี้มาประชุมในฐานะแกนนำของพรรคการเมืองสถานะดังกล่าวเป็นที่ยอมรับและรับรู้กันโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองก็ตาม การกำหนดแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นที่เข้าใจร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองก็ย่อมต้องให้บุคคลที่มีพลังอยู่ในพรรคมาร่วมประชุม ส่วนหนึ่งก็คงต้องเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ปรากฏรายชื่อเป็นตัวหนังสือชัดเจนแต่อีกหลายคนซึ่งอาจใหญ่กว่าชื่อที่ถูกเขียนอย่างเป็นทางการก็ได้มาเข้าร่วมด้วย
เมื่อตกลงเป็นที่เข้าใจร่วมกันแล้ว ก็จะนำไปสู่ปฏิบัติการในทางการเมืองซึ่งแต่ละพรรคต่างก็ล้วนต้องปฏิบัติตามตามแนวทางที่ได้ตกลงกันเอาไว้
จะปฏิเสธหรือว่าการประชุมที่บ้านพิษณุโลกที่ร่วมด้วยบรรดาผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเพียงลูกกระจ๊อกปลายแถว เอาเข้าจริงนี่คือเจ้าของพรรคการเมืองตัวจริงเสียงจริงมากกว่าที่ถูกอุปโลกน์กันเสียอีก
ไม่แน่ใจว่าทาง กกต.จะมีคำอธิบายอย่างไรกับเหตุการณ์เหล่านี้ ดูเหมือนจะไม่มีความเห็นใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย ทั้งที่การประชุมที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเรื่องแอบทำกันในห้องนอนเหมือนแอบมีเมียน้อย แต่โจ่งแจ้งและบอกกล่าวล่วงหน้ามาอย่างชัดเจน จึงมีความหมายไปอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเดาว่าเพราะเห็นว่าการกระทำนี้ไม่ได้ขัดต่อข้อห้ามในเรื่องตัดสิทธิทางการเมือง
อันนี้เป็นปัญหาสำคัญที่ควรต้องตอบเพราะหากยึดเอาหลักการที่ กกต.วางเอาไว้ในการวินิจฉัยกรณีหาเสียงโดยผู้ตัดสิทธิทางการเมืองแล้ว บทบาทในการประชุมครั้งนี้โจ๋งครึ่มไม่น้อยไปกว่าการช่วยหาเสียงด้วยซ้ำ
คุณอภิสิทธิ์จะเชิญคุณเนวินมาร่วมประชุมในฐานะอะไรหรือ จะตอบว่าเป็นเพราะคิดถึงอ้อมกอดที่ทำให้ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็คงยากจะเชื่อได้
ได้เคยมีข้อกล่าวหาแบบนี้เกิดขึ้นบางแล้ว แต่คำชี้แจงที่เคยเกิดขึ้นก็คือว่าข้อเท็จจริงแตกต่างกันดังนั้นผลของการวิจัยจึงมีความแตกต่าง จำเป็นต้องกล่าวไว้ล่วงหน้าเลยว่ากรณีที่กำลังกล่าวถึงนี้ผู้เขียนก็ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างการช่วยหาเสียงในการเลือกตั้งกับการร่วมประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ที่มาตรฐานในการวินิจฉัยการกระทำที่มีสาระในลักษณะเดียวกันว่าจะให้ผลอย่างไร
อยากรู้เหมือนกันว่าจะมีความเห็นอย่างไรเกิดขึ้นกับองค์กรที่ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งในกรณีที่เกิดขึ้นกับฝ่ายที่ยืนตรงกันข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์ จำได้ไหมครับว่าในคราวถกเถียงเรื่องการมีบทบาทช่วยในการหาเสียงของผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง มีการให้ความเห็นทั้งส่วนตัวและองค์กรเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวอย่างรวดเร็ว
แต่กลับกรณีการประชุมในครั้งนี้ทำไมถึงได้เงียบสนิทราวกลับว่าไม่มีองค์กรนี้อยู่ในสังคมไทย
ในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่ยุติลง การทำหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือและการยอมรับจากทุกฝ่ายเป็นเงื่อนไขหนึ่งจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการนำสังคมไทยกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่นำเอาความขัดแย้งทางการเมืองเข้าสู่การวินิจฉัยขององค์กรทางการเมืองได้
ขอให้เข้าใจว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นกล่าวหาว่ามีการเลือกปฏิบัติหรือสองมาตรฐานเกิดขึ้น
แต่ต้องการตั้งคำถามถึงหลักการในการวินิจฉัยกรณีเรื่องตัดสิทธิทางการเมืองจะวางอยู่บนมาตรฐานอย่างไรต่างหาก
...............................
เผยแพร่ครั้งแรกใน มติชนรายวัน วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11545