ที่มา Thai E-News
โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
21 ตุลาคม 2552
ในประเทศที่เป็นนิติรัฐ(Legal State)นั้นย่อมมีการบังคับใช้กฎหมายด้วยหลักนิติธรรม(Rule of Law)โดยสาระสำคัญอยู่ที่ความเท่าเทียมกันหรือเสมอกันในเบื้องหน้าของกฎหมาย
ซึ่งหลักเกณฑ์ที่บุคคลเสมอกันเบื้องหน้ากฎหมายนั้น มีวิวัฒนาการมาจากอารยธรรมโรมัน ที่รุ่งเรืองยิ่งใหญ่ มีอารยธรรมด้านต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านกฎหมายที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันคือหลักที่ว่า "All free men are equal before the law" ซึ่งก็หมายความว่า "อิสรชนทั้งหลายย่อมเท่าเทียมกันในเบื้องหน้าของกฎหมาย"
ที่ใช้คำว่า "อิสรชน" หรือ free men ก็เนื่องเพราะในสมัยนั้นยังมีทาสอยู่นั่นเอง
ต่อมาหลัก "อิสรชนทั้งหลายย่อมเท่าเทียมกันในเบื้องหน้าของกฎหมาย" วิวัฒนาการมาเป็น หลักนิติธรรม หรือ The Rule of Law ที่ใช้เป็นสาระสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน ซึ่งประกอบไปด้วยหลักเกณฑ์ที่สำคัญ คือ
1. กฎหมายเป็นใหญ่ (Supremacy of Law) หมายถึงว่า ในการปกครองประเทศนั้นกฎหมายต้องเป็นใหญ่ที่สุด อยู่เหนือบุคคลหรือสถาบันใดๆ ซึ่งตรงข้ามกับประเทศที่ไม่ได้ใช้ หลักนิติธรรม อาทิ ประเทศที่ปกครองในระบอบเผด็จการ เป็นต้น
2. เท่าเทียมกันในเบื้องหน้าของกฎหมาย (Equal Before the Law) ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานเดิมตั้งแต่ยุคโรมันนั่นเอง แต่ตัดคำว่าอิสรชน หรือ free men ออก
3. ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย (No-one Over the Law) เพราะระบอบประชาธิปไตยหมายถึงอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน เมื่อปวงชนเลือกผู้แทนของตนไปออกกฎหมายแล้ว กฎหมาย (ที่ออกมาโดยชอบตามระบอบประชาธิปไตย) ย่อมอยู่เหนือคนทุกคน ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นประมุขของรัฐ เศรษฐีร้อยล้าน พันล้าน หรือราษฎรธรรมดาย่อมไม่สามารถอยู่เหนือกฎหมายได้ หากประเทศนั้นเป็นประชาธิปไตยที่ใช้หลักนิติธรรมในการปกครองประเทศอย่างแท้จริง
ในสังคมใดที่ขาดเสียซึ่งหลักนิติธรรม สังคมนั้นย่อมปั่นป่วนไร้เสียซึ่งความสงบสุข และมีโอกาสที่ผู้คนจะลุกขึ้นมาต่อต้านอำนาจรัฐที่ไร้ความเป็นธรรมนั้น ดังตัวอย่างจากรายงานข่าวต่างประเทศชิ้นนี้
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานข่าวต่างประเทศชิ้นเล็กๆชิ้นหนึ่งที่อ่านแล้วรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง และทำให้หวนคิดเปรียบเทียบถึงสภาพสังคมและการบังคับใช้กฎหมายของไทยเราว่าก็อยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก เพียงแต่แตกต่างในรายละเอียดเท่านั้น
รายงานข่าวที่ว่าก็คือการที่พ่อหัวใจสลายชำระแค้น ยิงผู้พิพากษา-นักการเมือง ข่มขืนลูกสาวโดยมีรายละเอียด คือ คุณพ่อชาวลิธัวเนียสวมบทมือปืน ชำระแค้นจำเป็น ยิงสังหารผู้พิพากษาและนักการเมือง หลังก่อเหตุข่มขืนลูกสาว เจ้าตัวแจ้งความตำรวจแต่ไม่ได้รับความสนใจ ขณะที่โลกอินเตอร์เน็ทแห่สนับสนุนและชื่นชม ยกให้เป็นยอดฮีโร่ มิหนำซ้ำประเทศเพื่อนบ้านยังเสนอที่ลี้ภัยให้อีกด้วย
เหตุการณ์ช็อกสังคมในคดีนี้มีนายดราริอุส คีย์เอ็ดส์ วัย 37 ปี ชาวลิธัวเนีย ได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้พิพากษา และนักการเมืองอาวุโสรายหนึ่ง เพื่อชำระแค้นกรณีทั้งสองได้ก่อเหตุข่มขืนลูกสาวของเขาเมื่อปีก่อน โดยเขาได้พยายามแจ้งตำรวจเพื่อให้ดำเนินการเอาผิดกับบุคคลทั้งสอง เขาติดตามคดีเป็นเวลานับปี แต่ตำรวจกลับไม่ใส่ใจ ระบุว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดบุคคลทั้งสองได้
รายงานข่าวระบุว่า ภายหลังเหตุการณ์ชำระแค้นอันน่าตกตะลึงดังกล่าว ชาวอินเตอร์เน็ททั่วโลกต่างแสดงการสนับสนุนการกระทำของนายดราริอุส บางรายบอกว่า"คุณเป็นฮีโร่ของเราทุกคน" "สิ่งที่เขาทำไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากความยุติธรรม"
นอกจากนี้ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างโปแลนด์ ยังเสนอที่ลี้ภัยให้แก่พ่อหัวใจสลายผู้ชำระแค้นให้ลูกสาวตัวเองรายนี้ด้วย โดยนักการเมืองรายหนึ่งบอกว่า เห็นได้ชัดว่ากฎหมายของลิธัวเนียไร้ประสิทธิภาพและขาดความเป็นธรรม
จากเหตุการณ์ดังกล่าวมีข้อสังเกตว่าผู้ที่ถูกคุณพ่อใจเด็ดคนนี้ใช้อาวุธปืนสังหารเป็นผู้ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายโดยตรง คือ ผู้พิพากษา และผู้ที่มีหน้าที่ในการออกกฎหมาย คือ นักการเมืองซึ่งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแต่กลับเป็นผู้ละเมิดกฎหมายเสียเอง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายกลับละเลยไม่เอาใจใส่ในหน้าที่ของตน จนเป็นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าวนี้
ผมเชื่อว่าการเลือกปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมในทำนองเดียวกันนี้เราสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไปในประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายที่ระบบกฎหมายยังอ่อนแอ ซึ่งก็รวมถึงประเทศไทยเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นในสังคมชนบทที่มีเจ้าพ่อทั้งในและนอกเครื่องแบบ หรือเป็นสังคมเมืองที่มีการเลือกปฏิบัติอย่างไม่มีมาตรฐานจนเกิดปรากฏการณ์เสื้อเหลืองเสื้อแดงดังที่เราทราบกันดี
เรามักจะได้ยินข่าวอยู่เสมอว่ามีคนคุ้มคลั่งลุกขึ้นมาเอาอาวุธปืนยิงกราดผู้คนหรือเจ้าหนี้หรือแม้แต่ผู้บังคับบัญชาจนถึงแก่ชีวิต ซึ่งถ้าเราวิเคราะห์ถึงสาเหตุแล้วเราจะพบว่าส่วนใหญ่เกิดจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมและไม่สามารถพึ่งพากลไกของรัฐในการบังคับใช้กฎหมายได้
หากเรายังจำเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก นักศึกษา 3,084 คน ถูกจับกุม ผู้นำนักศึกษา 19 คนถูกนำตัวขึ้นศาลทหาร นักศึกษาและประชาชนที่เหลือพากันหนีเข้าป่าไปเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยแล้วจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับภาครัฐ
ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ จนกระทั่งเสียชีวิตในต่างแดน ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีสาเหตุมาจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั่นเอง
ฉะนั้น หากเรายังมีการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมอยู่ดังเช่นปัจจุบันนี้ จึงไม่เป็นเรื่องที่แปลกอะไรที่ประชาชนไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง จะลุกขึ้นมาทวงสิทธิอันชอบธรรมของเขา เพื่อให้ได้รับความเท่าเทียมกันในเบื้องหน้าของกฎหมายตามหลัก นิติธรรม
และเราคงจะได้พบเห็นคนไทยอีกหลายคนลุกขึ้นมาชำระแค้นเพื่อเรียกร้องร้องความเป็นธรรมดังเช่นนายดราริอุส คีย์เอ็ดส์ คุณพ่อชาวลิธัวเนียวัย 37 ปี ผู้นี้อีกเช่นกันในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน
หากการบังคับใช้กฎหมายในสังคมไทยยังมีหลายมาตรฐานเช่นในปัจจุบันนี้
---------------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุทธที่ 21 ตุลาคม 2552
คำถามที่อยากชวนใหช่วยกันขบคิด เฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง กกต.ถ้าให้คำตอบที่มีเหตุผลได้ก็จะเป็นประโยชน์แก่สังคมการเมืองไทยไม่น้อย รวมทั้งทำให้ผู้เขียนหายความคับข้องใจได้
ในท่ามกลางการผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากทางด้านรัฐสภา นายกรัฐมนตรีได้เชิญบรรดาบุคคลเป็นจำนวนมากให้มาร่วมประชุมเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าควรจะดำเนินการไปในลักษณะเช่นไรบ้าง การประชุมจัดขึ้นที่บ้านพิษณุโลกในช่วงเย็นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2552 และเมื่อเย็นวันที่ 13 ตุลาคม 2552
สื่อมวลชนรายงานข่าวไม่แตกต่างกันว่าเป็นการพบปะเลยประชุมร่วมกันของแกนนำของแต่ละพรรคการเมือง คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ดูเหมือนจะยอมรับความสำคัญของบุคคลเหล่านี้ในพรรคการเมืองต่างๆ เพราะไม่ได้มีการปฏิเสธเกิดขึ้นแต่อย่างใด ภายหลังการประชุมคุณอภิสิทธิ์ก็ยังได้ชี้แจงถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งตกลงกันระหว่างผู้ประชุม
ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากเป็นคำถามว่าในฐานะที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง บุคคลที่เข้าร่วมการประชุมกับคุณอภิสิทธิ์ในฐานะแกนนำหรือตัวแทนของพรรคการเมืองสามารถจะกระทำเช่นนั้นได้หรือไม่
การเพิกถอนสิทธินักการเมืองหรือที่เรียกกันว่าการตัดสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองจำนวนมากด้วยคำวินิจฉันของศาลรัฐธรรมนูญ ได้นำมาซึ่งข้อถกเถียงว่าการตัดสิทธิทางการเมืองนั้นมีความหมายครอบคลุมกว้างขวางเพียงใด สำหรับการกระทำบางอย่างมีบทบัญญัติที่กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจน เช่น เพิกถอนสิทธิในการลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นระยะเวลา 5 ปี ห้ามดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง
แต่การกระทำหลายอย่างก็ไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถกระทำได้หรือไม่ หรือหากกระทำไปแล้วจะมีขอบเขตจำกัดเอาไว้ในลักษณะเช่นไร ดังการมีบทบาทในการช่วยผู้อื่นหาเสียงในการเลือกตั้งจะสามารถกระทำได้หรือไม่ หรือหากเป็นเพียงแค่การถ่ายรูปคู่กับผู้รับสมัครเลือกตั้งเท่านั้นโดยไม่มีการพูดอะไรแม้แต่สักคำเดียว
ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ได้กลายเป็นข้อถกเถียงในคราวเลือกตั้งครั้งล่าสุด และได้มีคำวินิจฉัยไว้อย่างน่าสนใจจากทาง กกต.ว่าการช่วยหาเสียงให้กับบุคคลผู้ลงรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญของกรรมการบริหารพรรคการเมือง ดังนั้น บุคคลที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองย่อมไม่สามารถทำหน้าที่ในลักษณะเช่นนี้ได้
ประเด็นสำคัญของการวินิจฉัยก็คือ การพิจารณาจากบทบาทที่เป็นจริงของบุคคลที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองว่ามีอยู่ในลักษณะเช่นไร หากทำหน้าที่ในแบบเดียวกับที่กรรมการบริหารพรรคกระทำก็ควรต้องถูกห้าม แม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองด้วยการระบุชื่ออยู่ในทะเบียนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม
เหตุผลแบบที่กล่าวมานี้ก็น่าจะรับฟังเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากไปมองแค่ชื่อในทะเบียนพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว เราก็อาจเห็นบรรดาผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองทั้งหลายเข้าไปยุ่มย่ามในพรรคการเมืองเต็มไปหมดแต่ไม่ปรากฏชื่อเป็นกรรมการบริหารของพรรค รวมถึงอาจไปชี้นิ้วสั่งซ้ายหันขวาหันในพรรคการเมืองได้
แต่พอมานึกถึงการประชุมระหว่างคุณอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีกับผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเพื่อคุยกันเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ชวนให้สงสัยเป็นอย่างยิ่ง
บุคคลต่างๆ เหล่านี้มาประชุมในฐานะแกนนำของพรรคการเมืองสถานะดังกล่าวเป็นที่ยอมรับและรับรู้กันโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองก็ตาม การกำหนดแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นที่เข้าใจร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองก็ย่อมต้องให้บุคคลที่มีพลังอยู่ในพรรคมาร่วมประชุม ส่วนหนึ่งก็คงต้องเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ปรากฏรายชื่อเป็นตัวหนังสือชัดเจนแต่อีกหลายคนซึ่งอาจใหญ่กว่าชื่อที่ถูกเขียนอย่างเป็นทางการก็ได้มาเข้าร่วมด้วย
เมื่อตกลงเป็นที่เข้าใจร่วมกันแล้ว ก็จะนำไปสู่ปฏิบัติการในทางการเมืองซึ่งแต่ละพรรคต่างก็ล้วนต้องปฏิบัติตามตามแนวทางที่ได้ตกลงกันเอาไว้
จะปฏิเสธหรือว่าการประชุมที่บ้านพิษณุโลกที่ร่วมด้วยบรรดาผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเพียงลูกกระจ๊อกปลายแถว เอาเข้าจริงนี่คือเจ้าของพรรคการเมืองตัวจริงเสียงจริงมากกว่าที่ถูกอุปโลกน์กันเสียอีก
ไม่แน่ใจว่าทาง กกต.จะมีคำอธิบายอย่างไรกับเหตุการณ์เหล่านี้ ดูเหมือนจะไม่มีความเห็นใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย ทั้งที่การประชุมที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเรื่องแอบทำกันในห้องนอนเหมือนแอบมีเมียน้อย แต่โจ่งแจ้งและบอกกล่าวล่วงหน้ามาอย่างชัดเจน จึงมีความหมายไปอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเดาว่าเพราะเห็นว่าการกระทำนี้ไม่ได้ขัดต่อข้อห้ามในเรื่องตัดสิทธิทางการเมือง
อันนี้เป็นปัญหาสำคัญที่ควรต้องตอบเพราะหากยึดเอาหลักการที่ กกต.วางเอาไว้ในการวินิจฉัยกรณีหาเสียงโดยผู้ตัดสิทธิทางการเมืองแล้ว บทบาทในการประชุมครั้งนี้โจ๋งครึ่มไม่น้อยไปกว่าการช่วยหาเสียงด้วยซ้ำ
คุณอภิสิทธิ์จะเชิญคุณเนวินมาร่วมประชุมในฐานะอะไรหรือ จะตอบว่าเป็นเพราะคิดถึงอ้อมกอดที่ทำให้ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็คงยากจะเชื่อได้
ได้เคยมีข้อกล่าวหาแบบนี้เกิดขึ้นบางแล้ว แต่คำชี้แจงที่เคยเกิดขึ้นก็คือว่าข้อเท็จจริงแตกต่างกันดังนั้นผลของการวิจัยจึงมีความแตกต่าง จำเป็นต้องกล่าวไว้ล่วงหน้าเลยว่ากรณีที่กำลังกล่าวถึงนี้ผู้เขียนก็ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างการช่วยหาเสียงในการเลือกตั้งกับการร่วมประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ที่มาตรฐานในการวินิจฉัยการกระทำที่มีสาระในลักษณะเดียวกันว่าจะให้ผลอย่างไร
อยากรู้เหมือนกันว่าจะมีความเห็นอย่างไรเกิดขึ้นกับองค์กรที่ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งในกรณีที่เกิดขึ้นกับฝ่ายที่ยืนตรงกันข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์ จำได้ไหมครับว่าในคราวถกเถียงเรื่องการมีบทบาทช่วยในการหาเสียงของผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง มีการให้ความเห็นทั้งส่วนตัวและองค์กรเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวอย่างรวดเร็ว
แต่กลับกรณีการประชุมในครั้งนี้ทำไมถึงได้เงียบสนิทราวกลับว่าไม่มีองค์กรนี้อยู่ในสังคมไทย
ในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่ยุติลง การทำหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือและการยอมรับจากทุกฝ่ายเป็นเงื่อนไขหนึ่งจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการนำสังคมไทยกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่นำเอาความขัดแย้งทางการเมืองเข้าสู่การวินิจฉัยขององค์กรทางการเมืองได้
ขอให้เข้าใจว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นกล่าวหาว่ามีการเลือกปฏิบัติหรือสองมาตรฐานเกิดขึ้น
แต่ต้องการตั้งคำถามถึงหลักการในการวินิจฉัยกรณีเรื่องตัดสิทธิทางการเมืองจะวางอยู่บนมาตรฐานอย่างไรต่างหาก
...............................
เผยแพร่ครั้งแรกใน มติชนรายวัน วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11545







