WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 22, 2009

หนังสือ ”คนไทย หายจน” โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ที่มา Thai E-News

ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
21 ตุลาคม 2552

พบหนังสือเล่มใหม่ “คนไทย หายจน” โดย พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ได้ที่บู๊ธวัฏฏะ I 15 (ไอ 15) โซนแพลนนารี่ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 14 (BookExpoThailand 2009) ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552

หนังสือ “คนไทย หายจน” เรียบเรียงจากหนังสือดังข้ามประเทศ ของ ทักษิณ ชินวัตร (ฉบับภาษาอังกฤษ) ที่ชื่อว่า “Tackling Poverty”

เนื้อหาหลักในหนังสือ “คนไทย หายจน” อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย หัวหน้าพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งมากที่สุดของประเทศไทย ที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เพียงพรรคเดียว ได้เล่าให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึงทุกแง่มุมที่เขาได้เข้ามาปฏิรูปการบริหารประเทศ

ผู้อ่านจะเข้าใจถึงนโยบายตลอดจนโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนหมู่บ้าน, โอท็อป, เอสเอ็มอี, 30 บาทรักษาทุกโรค, การล้างอิทธิพลมาเฟีย, ปราบปรามยาเสพติด, แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ, การออกหวยบนดินปราบหวยใต้ดิน, การปฏิรูปการศึกษา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงการบริหารรัฐบาล จัดการแบบซีอีโอ(CEO) ฯลฯ ที่เกิดขึ้น ในยุคที่เขาเป็นผู้นำประเทศ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร โอกาสอะไรได้เกิดขึ้นกับคนไทยหลายสิบล้านคน อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และทำไมนโยบายของอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยคนนี้ จึงสามารถลดปัญหาความยากจนในประเทศได้

เขายังเชื่อว่าหากนโยบายแบบเดียวกันนี้ ถูกนำไปใช้ ในประเทศต่างๆ ก็จะมีผลแบบเดียวกันทุกที่ในโลก

นโยบายของ “ทักษิณ” ถูกเรียกขานว่า “ทักษิโณมิกส์ (Thaksinomics)” ตอกย้ำความเป็นผู้นำของไทยที่ได้รับความนิยมสูงสุดเท่าที่เคยมีมา

หนังสือ “คนไทย หายจน” เล่มนี้ ยังมีบทสัมภาษณ์พิเศษ “ฟังจากปาก..ทักษิณ ชินวัตร” ในวาระครบรอบ 3 ปี หลังถูกยึดอำนาจ อย่างที่ไม่เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมาก่อน เช่น สิ่งที่ตั้งใจจะทำในโอกาสฉลองแซยิด ครบวันเกิดเมื่ออายุ 60 ปี ในขณะที่ยังอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี, ความตั้งใจที่จะทำให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ โดยพยายามส่งสัญญาณให้กับคนที่หวังว่า น่าจะเป็น “คนกลาง” แต่แล้วกลับไม่ใช่, แล้วทำไมนโยบายที่จะสามารถทำให้คนไทยหายจนได้ของเขา จึงไม่อาจให้คนอื่นทำแทนได้ นอกจากคนชื่อ ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น

8 ปี คือเวลาที่ “ทักษิณ” ได้วาดฝันไว้ ภายใต้สโลแกนหาเสียง ก่อนได้เป็นผู้นำประเทศสมัยที่ 2 ว่า “ 4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง” อะไรทำให้เขาเชื่อมั่นว่า คนจนจะต้องหมดไปจากประเทศไทย

น่าเสียดายโอกาสที่ดีของคนไทย ที่ “ทักษิณ” ไม่มีโอกาสได้ทำ หรือทำได้ ภายในเวลา 8 ปี ตามแผนเพราะถูกปล้นอำนาจไปโดยคณะรัฐประหารเสียก่อน

ถึงกระนั้น เขาก็ยังยืนยันว่า เขาจะกลับมาสานต่อภารกิจที่ค้างไว้เพื่อให้.. “คนไทย หายจน” ในอีกไม่นานนี้

ทักษิณ ชินวัตร เกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ นักธุรกิจที่สร้างเงินเป็นหมื่นล้าน ผ่านการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม เขาได้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยในปี 2541 โดยนโยบายประชานิยมของเขา ซึ่งเป็นนโยบายสร้างงานและสร้างระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ได้ทำให้เขาได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายถึงสองครั้ง ในปี 2544 และปี 2549 ทำให้เขากลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนไทยคนเดียว ที่ดำรงตำแหน่งจนครบวาระในเทอมแรก

เขาได้ปฏิวัติเศรษฐกิจของประเทศไทย ผ่านการปฏิรูปอย่างสิ้นเชิง โดยการนำระบบผู้บริหารแบบซีอีโอ (CEO) มาใช้ในระบบรัฐบาล นโยบายของเขา ยังได้ช่วยลดปัญหาความยากจนในพื้นที่ชนบท ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมาในอดีต และปัจจุบัน

เขาถูกยึดอำนาจด้วยการถูกรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 ด้วยข้อกล่าวหาและวาทกรรม จากศัตรูการเมืองว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทุจริตเชิงนโยบาย ไม่จงรักภักดี มีแผนบังอาจเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่การปกครอง “ระบอบทักษิณ” ฯลฯ

แม้ว่าวันนี้ ทักษิณ ชินวัตร ใช้ชีวิตเร่ร่อน ไม่ได้อยู่บนแผ่นดินไทย แต่ทำไมเขายังอยู่ในหัวใจคนไทยอีกนับสิบล้านคน

ไม่ว่าคุณจะอยู่ฝ่ายไหน ไม่ว่าคุณจะใส่เสื้อสีอะไร อย่างน้อยหนังสือ “คนไทย หายจน” เล่มนี้ อาจมีคำตอบหลายอย่างให้คุณเข้าใจตัวตนของคนที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร มากขึ้น

พบกับหนังสือ “คนไทย หายจน” ได้ ในงานมหกรรมหนังสือฯ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ บู๊ธ “วัฏฏะ” I-15 (ไอ-15) ตั้งแต่วันนี้ – 25 ตุลาคมนี้ หรือตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

หนังสือ “Tackling Poverty” โดย พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร
เรียบเรียงเป็นภาษาอังกฤษ โดย Anil Bhoyrul
เรียบเรียงเป็นหนังสือ “คนไทย หายจน” โดย สมบูรณ์ อิชยาวรกุล
บทสัมภาษณ์พิเศษ “ฟังจากปาก.. ทักษิณ ชินวัตร” โดย ทีมข่าวหนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน

หนังสือ “คนไทย หายจน” ISBN 978-616-7199-03-0 ราคาเล่มละ 175 บาทจัดพิมพ์ จัดจำหน่ายโดย สำนักพิมพ์ ฏ ปฏัก บริษัท วัฏฏะ คลาสสิฟายด์ส จำกัด โทร. 0-2422-8000

หมายเหตุ : ดาวน์โหลดฟังรายการ Talk around the World ประจำคืนวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2552 ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้พูดถึงหนังสือ “คนไทย หายจน” ได้ที่ http://thai.thaksinlive.com/stream/stream.2009-10-20.mp3

หรืออ่านการถอดความคำต่อคำได้ทางหนังสือพิมพ์ “โลกวันนี้รายวัน” ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2552 หรือ เว็บ http://www.dailyworldtoday.com/ หลังเที่ยงวันพฤหัสบดี (22 ต.ค.)

เมื่อกฎหมายไร้ประสิทธิภาพและขาดความเป็นธรรม

ที่มา Thai E-News


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
21 ตุลาคม 2552

ในประเทศที่เป็นนิติรัฐ(Legal State)นั้นย่อมมีการบังคับใช้กฎหมายด้วยหลักนิติธรรม(Rule of Law)โดยสาระสำคัญอยู่ที่ความเท่าเทียมกันหรือเสมอกันในเบื้องหน้าของกฎหมาย

ซึ่งหลักเกณฑ์ที่บุคคลเสมอกันเบื้องหน้ากฎหมายนั้น มีวิวัฒนาการมาจากอารยธรรมโรมัน ที่รุ่งเรืองยิ่งใหญ่ มีอารยธรรมด้านต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านกฎหมายที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันคือหลักที่ว่า "All free men are equal before the law" ซึ่งก็หมายความว่า "อิสรชนทั้งหลายย่อมเท่าเทียมกันในเบื้องหน้าของกฎหมาย"

ที่ใช้คำว่า "อิสรชน" หรือ free men ก็เนื่องเพราะในสมัยนั้นยังมีทาสอยู่นั่นเอง

ต่อมาหลัก "อิสรชนทั้งหลายย่อมเท่าเทียมกันในเบื้องหน้าของกฎหมาย" วิวัฒนาการมาเป็น หลักนิติธรรม หรือ The Rule of Law ที่ใช้เป็นสาระสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน ซึ่งประกอบไปด้วยหลักเกณฑ์ที่สำคัญ คือ

1. กฎหมายเป็นใหญ่ (Supremacy of Law) หมายถึงว่า ในการปกครองประเทศนั้นกฎหมายต้องเป็นใหญ่ที่สุด อยู่เหนือบุคคลหรือสถาบันใดๆ ซึ่งตรงข้ามกับประเทศที่ไม่ได้ใช้ หลักนิติธรรม อาทิ ประเทศที่ปกครองในระบอบเผด็จการ เป็นต้น

2. เท่าเทียมกันในเบื้องหน้าของกฎหมาย (Equal Before the Law) ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานเดิมตั้งแต่ยุคโรมันนั่นเอง แต่ตัดคำว่าอิสรชน หรือ free men ออก

3. ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย (No-one Over the Law) เพราะระบอบประชาธิปไตยหมายถึงอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน เมื่อปวงชนเลือกผู้แทนของตนไปออกกฎหมายแล้ว กฎหมาย (ที่ออกมาโดยชอบตามระบอบประชาธิปไตย) ย่อมอยู่เหนือคนทุกคน ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นประมุขของรัฐ เศรษฐีร้อยล้าน พันล้าน หรือราษฎรธรรมดาย่อมไม่สามารถอยู่เหนือกฎหมายได้ หากประเทศนั้นเป็นประชาธิปไตยที่ใช้หลักนิติธรรมในการปกครองประเทศอย่างแท้จริง

ในสังคมใดที่ขาดเสียซึ่งหลักนิติธรรม สังคมนั้นย่อมปั่นป่วนไร้เสียซึ่งความสงบสุข และมีโอกาสที่ผู้คนจะลุกขึ้นมาต่อต้านอำนาจรัฐที่ไร้ความเป็นธรรมนั้น ดังตัวอย่างจากรายงานข่าวต่างประเทศชิ้นนี้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานข่าวต่างประเทศชิ้นเล็กๆชิ้นหนึ่งที่อ่านแล้วรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง และทำให้หวนคิดเปรียบเทียบถึงสภาพสังคมและการบังคับใช้กฎหมายของไทยเราว่าก็อยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก เพียงแต่แตกต่างในรายละเอียดเท่านั้น

รายงานข่าวที่ว่าก็คือการที่พ่อหัวใจสลายชำระแค้น ยิงผู้พิพากษา-นักการเมือง ข่มขืนลูกสาวโดยมีรายละเอียด คือ คุณพ่อชาวลิธัวเนียสวมบทมือปืน ชำระแค้นจำเป็น ยิงสังหารผู้พิพากษาและนักการเมือง หลังก่อเหตุข่มขืนลูกสาว เจ้าตัวแจ้งความตำรวจแต่ไม่ได้รับความสนใจ ขณะที่โลกอินเตอร์เน็ทแห่สนับสนุนและชื่นชม ยกให้เป็นยอดฮีโร่ มิหนำซ้ำประเทศเพื่อนบ้านยังเสนอที่ลี้ภัยให้อีกด้วย

เหตุการณ์ช็อกสังคมในคดีนี้มีนายดราริอุส คีย์เอ็ดส์ วัย 37 ปี ชาวลิธัวเนีย ได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้พิพากษา และนักการเมืองอาวุโสรายหนึ่ง เพื่อชำระแค้นกรณีทั้งสองได้ก่อเหตุข่มขืนลูกสาวของเขาเมื่อปีก่อน โดยเขาได้พยายามแจ้งตำรวจเพื่อให้ดำเนินการเอาผิดกับบุคคลทั้งสอง เขาติดตามคดีเป็นเวลานับปี แต่ตำรวจกลับไม่ใส่ใจ ระบุว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดบุคคลทั้งสองได้

รายงานข่าวระบุว่า ภายหลังเหตุการณ์ชำระแค้นอันน่าตกตะลึงดังกล่าว ชาวอินเตอร์เน็ททั่วโลกต่างแสดงการสนับสนุนการกระทำของนายดราริอุส บางรายบอกว่า"คุณเป็นฮีโร่ของเราทุกคน" "สิ่งที่เขาทำไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากความยุติธรรม"

นอกจากนี้ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างโปแลนด์ ยังเสนอที่ลี้ภัยให้แก่พ่อหัวใจสลายผู้ชำระแค้นให้ลูกสาวตัวเองรายนี้ด้วย โดยนักการเมืองรายหนึ่งบอกว่า เห็นได้ชัดว่ากฎหมายของลิธัวเนียไร้ประสิทธิภาพและขาดความเป็นธรรม

จากเหตุการณ์ดังกล่าวมีข้อสังเกตว่าผู้ที่ถูกคุณพ่อใจเด็ดคนนี้ใช้อาวุธปืนสังหารเป็นผู้ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายโดยตรง คือ ผู้พิพากษา และผู้ที่มีหน้าที่ในการออกกฎหมาย คือ นักการเมืองซึ่งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแต่กลับเป็นผู้ละเมิดกฎหมายเสียเอง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายกลับละเลยไม่เอาใจใส่ในหน้าที่ของตน จนเป็นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าวนี้

ผมเชื่อว่าการเลือกปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมในทำนองเดียวกันนี้เราสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไปในประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายที่ระบบกฎหมายยังอ่อนแอ ซึ่งก็รวมถึงประเทศไทยเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นในสังคมชนบทที่มีเจ้าพ่อทั้งในและนอกเครื่องแบบ หรือเป็นสังคมเมืองที่มีการเลือกปฏิบัติอย่างไม่มีมาตรฐานจนเกิดปรากฏการณ์เสื้อเหลืองเสื้อแดงดังที่เราทราบกันดี

เรามักจะได้ยินข่าวอยู่เสมอว่ามีคนคุ้มคลั่งลุกขึ้นมาเอาอาวุธปืนยิงกราดผู้คนหรือเจ้าหนี้หรือแม้แต่ผู้บังคับบัญชาจนถึงแก่ชีวิต ซึ่งถ้าเราวิเคราะห์ถึงสาเหตุแล้วเราจะพบว่าส่วนใหญ่เกิดจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมและไม่สามารถพึ่งพากลไกของรัฐในการบังคับใช้กฎหมายได้

หากเรายังจำเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก นักศึกษา 3,084 คน ถูกจับกุม ผู้นำนักศึกษา 19 คนถูกนำตัวขึ้นศาลทหาร นักศึกษาและประชาชนที่เหลือพากันหนีเข้าป่าไปเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยแล้วจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับภาครัฐ

ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ จนกระทั่งเสียชีวิตในต่างแดน ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีสาเหตุมาจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั่นเอง

ฉะนั้น หากเรายังมีการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมอยู่ดังเช่นปัจจุบันนี้ จึงไม่เป็นเรื่องที่แปลกอะไรที่ประชาชนไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง จะลุกขึ้นมาทวงสิทธิอันชอบธรรมของเขา เพื่อให้ได้รับความเท่าเทียมกันในเบื้องหน้าของกฎหมายตามหลัก นิติธรรม

และเราคงจะได้พบเห็นคนไทยอีกหลายคนลุกขึ้นมาชำระแค้นเพื่อเรียกร้องร้องความเป็นธรรมดังเช่นนายดราริอุส คีย์เอ็ดส์ คุณพ่อชาวลิธัวเนียวัย 37 ปี ผู้นี้อีกเช่นกันในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน

หากการบังคับใช้กฎหมายในสังคมไทยยังมีหลายมาตรฐานเช่นในปัจจุบันนี้

---------------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุทธที่ 21 ตุลาคม 2552

ร้องกลต.ฟันกนกคุก2ปีลูกพี่หยุ่นโดนด้วย ซี้ปึ๊กมาร์คเย้ยกฎหมายปั่นหุ้นเนชั่นกลางอากาศ

ที่มา Thai E-News


พิสูจน์พวกมึงทำอะไรก็ไม่ผิด?!-หากท่านอยากพิสูจน์ว่าจริงไหมที่ใครเขาว่า"พวกมึงทำอะไรไม่เคยผิด"เชิญส่งข่าวเรื่องกนกปั่นหุ้นเนชั่น(NBC)ออกอากาศแจ้งไปที่ก.ล.ต.โดยเป็นการร้องเรียนทางออนไลน์ ( คลิ้กลิ้งค์ )หรือโทรศัพท์ร้องเรียนทางโทรศัพท์ผ่าน Help Center กลต.ที่โทร 0-2263-6000


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เก็บตกจากเนชั่น
21 ตุลาคม 2552

ใครปล่อยข่าวทุบหุ้นยังจับมือดมไม่ได้ แต่ใครปล่อยข่าวปั่นหุ้นจับได้คาหนังคาเขา กนกลูกน้องหยุ่นใช้ทีวี-วิทยุเนชั่นปั่นออกอากาศ โฆษณาชี้ชวนโจ่งครึ่มให้คนจองซื้อหุ้นNBCเครือเนชั่น ที่กำลังเปิดขายเข้าตลาดMAI เย้ยกฎหมายบอกใครจองก็"รวยเละรวยไม่รู้เรื่อง แค่ปันผลก็รวยไม่รู้เท่าไหร่แล้ว" กลัวคนไม่เชื่อน้ำลายเผยตัวเองก็จองธีระก็จองคนละเป็นแสนหุ้น ชี้เข้าข่ายผิดกฎหมายพ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์โทษจำคุก2ปี ลูกพี่โล้นติดร่างแหด้วยคุก1ปีฐานปล่อยลูกน้องซี้ซั้ว แต่เนื่องจากเนชั่นจูบปากกับรัฐบาลเรื่องอาจเงียบ เชิญร้องเรียนก.ล.ต.ทางออนไลน์จี้เอาคนผิดติดคุก


เครือเนชั่นของสุทธิชัย หยุ่น เข็นบริษัทในเครือคือบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NBC เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI จำนวน 65 ล้านหุ้น เสนอขายราคา 2.90 บาทต่อหุ้น โดยจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อได้ระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2552 นี้ แต่แล้วก็เกิดปัญหาหมิ่นเหม่การกระทำเข้าข่ายอาจผิดกฎหมายพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ขึ้น

เนื่องจากช่วงสายวันนี้(21ต.ค.)ในรายการ"เก็บตกจากเนชั่น"ทางเนชั่นทีวี และวิทยุเครือเนชั่น ช่วงเวลาราว09.10-09.15 น.ดำเนินรายการโดยนายกนก รัตน์วงศ์สกุล และนายธีระ ธัญไพบูลย์ นั้น หลังจากเล่าข่าวเรื่องการทุบหุ้นและโยงไปว่าอาจเกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรแล้ว นายกนกก็ได้โฆษณาชี้ชวนให้คนซื้อหุ้นจองNBC โดยชี้นำว่า"ดีมากครับหุ้นNBC คิดดูว่าขนาดคุณธีระก็ยังจองซื้อเป็นแสนหุ้น ผมก็จองซื้อเป็นแสนหุ้น ราคาก็แค่2.90บาทต่อหุ้น แค่2.90บาทครับ แล้วคิดดูว่าแค่ปันผลที่จะได้รับก็ไม่รู้เท่าไหร่แล้ว จองซื้อไว้ก็รวยเละ รวยไม่รู้เรื่องครับ" โดยนายกนกย้ำเรื่องนี้หลายครั้ง

ท่านสามารถรับฟังย้อนหลังได้ที่วิทยุเนชั่น (คลิ้ก ) หรือเนชั่นทีวี ( คลิ้ก )

ทั้งที่นายกนกไม่ได้เป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่สามารถจะระบุคุณค่าหรือราคาที่เหมาะสม หรือแนะนำการลงทุนใดๆได้ หรือถึงเป็นนักวิเคราะห์ที่ได้รับอนุญาตให้แนะนำการซื้อขายหุ้นได้ ก็ต้องบอกถึงความเสี่ยงต่างๆประกอบด้วย โดยที่ก.ล.ต.มักกำหนดให้แจ้งผู้ลงทุนว่า"การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนพึงศึกษาจากรายละเอียดในหนังสือชี้ชวน และใช้วิจารณญาณในการลงทุน"

ที่สำคัญนายกนกกระทำลงไปดังกล่าวนี้ ยังเสี่ยงเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายด้วย ทั้งนี้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535หมวด 8 ว่าด้วยการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ กำหนดไว้ดังนี้

-มาตรา 238 ห้ามมิให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์ หรือผู้มีส่วนได้เสียในหลักทรัพย์บอกกล่าวข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความใดโดยเจตนาให้ผู้อื่นสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะการเงิน ผลการดำเนินงานหรือราคาซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทหรือนิติบุคคลที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือหลักทรัพย์ซื้อขายในศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์

-มาตรา 239 ห้ามมิให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์ หรือผู้มีส่วนได้เสียในหลักทรัพย์ แพร่ข่าวเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด ๆ อันอาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลง เว้นแต่จะเป็นการแพร่ข่าวในข้อเท็จจริงที่ได้แจ้งไว้กับตลาดหลักทรัพย์แล้ว

-มาตรา 240 ห้ามมิให้ผู้ใดแพร่ข่าวอันเป็นความเท็จให้เลื่องลือจนอาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลง

ความผิดติดคุก2ปีลูกพี่โล้นโดนด้วย ช่วยกันร้องก.ล.ต.ทางออนไลน์ได้

ทั้งนี้ในมาตรา 296ร ะบุว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 238 มาตรา 239 มาตรา 240 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับเป็นเงินสองเท่าของผลประโยชน์ที่บุคคลนั้นๆได้รับเพราะการกระทำผิดดังกล่าว แต่ทั้งนี้ค่าปรับดังกล่าวต้องไม่น้อยกว่าห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนั้นบริษัทNBCอาจเข้าข่ายมีความผิดด้วย เพราะมาตรา80กำหนดไว้ว่า การโฆษณาชี้ชวนต่อประชาชนหรือบุคคลใดๆให้ซื้อหลักทรัพย์ของผู้เริ่มจัดตั้งเป็นบริษัทมหาชนจำกัด บริษัทหรือเจ้าของหลักทรัพย์จะต้องไม่ใช้ถ้อยคำ หรือข้อความเกินจริง

มาตรา280 ระบุว่า ผู้กระทำผิดตามมาตรา80ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตามเนื่องจากเครือเนชั่นมีพฤติการณ์ที่ใกล้ชิดเป็นพวกเดียวกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หากท่านเห็นว่ารัฐบาลอาจเพิกเฉยต่อการกระทำผิดครั้งนี้ ท่านสามารถร้องเรียนพฤติการณ์นี้ทางออนไลน์ไปยังสำนักงานคณะกรรมการก.ล.ต.ได้ตามลิ้งค์นี้ ( คลิ้ก ร้องเรียนก.ล.ต.ทางออนไลน์ )หรือโทรศัพท์ร้องเรียนทางโทรศัพท์ผ่าน Help Center ที่ 0-2263-6000

เนชั่นตัวพ่อคลอดNBCเข้าตลาดMAIเป็นเหตุขี้ข้าหยุ่นโหมโฆษณาเกินจริง

เวบไซต์เครือเนชั่นรายงานข่าวว่า เมื่อวานนี้(20ต.ค.)นายกิตติศักดิ์ อมรชัยโรจน์กุล รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะแกนนำผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NBC แถลงข่าวว่า ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้น NBC จำนวน 65 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ไว้ที่ระดับราคา 2.90 บาทต่อหุ้น โดยจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อได้ระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2552 นี้ และมีบล.ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) บล. ไอร่า จำกัด เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

ขณะเดียวกันได้เปิดให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ NBC ได้ใช้สิทธิ์จองซื้อหุ้น (Pre-emptive Right) ในวันที่ 28-30 ตุลาคม 2552 โดยกำหนดสัดส่วนการจองซื้อ 9 หุ้นสามัญของ NMG ต่อ 1 หุ้นสามัญของ NBC

ทั้งนี้ คาดว่า NBC จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้ในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ โดยใช้ชื่อย่อว่า NBC

“NBC เป็นหุ้น High growth stock เพราะอยู่ในอุตสาหกรรมสื่อและคอนเทนท์ที่มีการขยายตัวสูง ทั้งจากการขยายตัวของโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการลงโฆษณาของเอเจนซี และเจ้าของสินค้า การเติบโตของอินเทอร์เน็ตและบริการผ่านมือถือ ซึ่งจะส่งผลถึงเม็ดเงินจากการโฆษณา และบริษัทยังมีรายได้จากสื่อใหม่ที่มีโอกาสเติบโตอีกมาก" นายกิตติศักดิ์กล่าว

ขณะเดียวกัน NBC ยังเป็นช่องโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมอันดับ 1 ของโทรทัศน์ที่ไม่ใช่ฟรีทีวีและเป็นอันดับ 2 ของผู้ให้บริการข่าวผ่าน SMS และ MMS ทำให้ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี 3G ซึ่งเป็นเครือข่ายข้อมูลความเร็วสูงผ่านโทรศัพท์มือถือที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า อันจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญต่อการเติบโตครั้งใหญ่ของบริษัท

ปันผล40%ของกำไรสุทธิ แต่ไม่ได้บอกถึงขั้นรวยเละแบบกนกพูด

สำหรับผลประกอบการของ NBC ในครึ่งปีแรกของปีนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิงวดครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 17 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 13 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 30% และบริษัทมีปริมาณหนี้สินที่ต่ำที่ D/E เพียง 0.87 เท่า ณ สิ้น ไตรมาส 2/2552 โดยมีอัตราการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษี

ทางด้านนายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการอำนวยการ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทคาดว่าจะได้รับเงินจากการเพิ่มทุนครั้งนี้ประมาณ 145 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ปรับเทคโนโลยี อุปกรณ์ต่างๆ ให้เข้าสู่ระบบดิจิทัล รองรับทิศทางธุรกิจของ NBC ที่มีเป้าหมายผลิตคอนเทนท์รองรับสื่อใหม่ทุกรูปแบบ และนำเสนอคอนเทนท์ผ่านทุกช่องทาง โดยโครงการเหล่านี้คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนราว 100-130 ล้านบาทและจะเริ่มดำเนินการในปี 2553 นี้

ทั้งนี้โครงการแรกจะเป็นการพัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์ระบบโทรทัศน์ดิจิทัลและระบบออกอากาศในธุรกิจสื่อโทรทัศน์ให้เป็นระบบดิจิทัล คาดว่าจะใช้งบลงทุนราว 60-70 ล้านบาท โครงการพัฒนาศักยภาพเว็บไซต์เพื่อรองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายสังคม ซึ่งจะเพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ในอนาคต คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 5-10 ล้านบาท รวมถึงโครงการขยายธุรกิจข่าวสารทางโทรศัพท์มือถือที่จะต้องใช้งบราว 5-10 ล้านบาท

ขณะเดียวกันบริษัทยังมีโครงการลงทุนในโทรทัศน์ช่องใหม่ เพราะจากแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของฐานผู้ชมโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมและเคเบิลทีวี จะทำให้สถานีเนชั่น แชนแนล ได้รับประโยชน์จากรายได้ของโฆษณา โดยโทรทัศน์ช่องใหม่จะเน้นสาระความรู้และบันเทิงสำหรับกลุ่มเยาวชนวัยรุ่น อายุระหว่าง 15-25 ปี เพื่อผู้ชมกลุ่มนี้จะเป็นฐานของเนชั่น แชนแนล ในอนาคต

เขากล่าวด้วยว่า โทรทัศน์ช่องใหม่ยังสามารถออกอากาศผ่านหลายสื่อ เช่น ช่องทีวีดาวเทียมระบบ KU-Band เคเบิลทีวีท้องถิ่น โทรทัศน์ในสถาบันการศึกษา เว็บไซต์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งโครงการนี้จะต้องใช้เงินประมาณ 30-40 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มเผยแพร่รายการได้ภายในปี 2553

“เราต้องการขยายฐานคนดูอีกกลุ่มที่คู่ขนานไปกับเนชั่น แชนแนล จึงทำเป็นช่องไลฟ์สไตล์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ เป็นความบันเทิงแบบมีสาระ ซึ่งถือว่าจะเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ เหมือนกับที่เราเคยสร้างสถานีข่าว 24 ชั่วโมงแห่งแรกของประเทศไทยมาแล้ว” นายอดิศักดิ์ กล่าว

จิ๋วปะทะป๋า นี่คือเกมส์รักษาสถาบันฯ

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ วโรทาห์
ที่มา เวบไซต์ warotah
21 ตุลาคม 2552

ว่ากันว่า อัจฉริยะ คือคนที่ใกล้บ้า แต่ยังไม่บ้า ส่วนคนบ้านั้น คืออัจฉริยะที่เหนืออัจฉริยะขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น เลยกลายเป็นคนบ้า บังเอิญว่าลุงจิ๋วแกแค่เฉียดบ้าไป ไม่ถึงเส้นยาแดงผ่าแปด จึงได้รับการยกย่องเป็นขงเบ้งแห่งกองทัพ ทหารอัจฉริยะหนึ่งเดียว ตั้งแต่ก่อตั้งกองทัพไทยนะนั่น ทำเป็นเล่นไป

จึงเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่เราจะฟังแกพูดไม่รู้เรื่อง แต่แกพอจะฟังเราได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าแกดัดจริตพูดภาษาเทพ เพียงแต่ว่า แกพูดตามที่แกรู้ แล้วเราดันไม่รู้ตามที่แกพูด ก็เท่านั้นเอง

ถ้าเลือกได้ ไม่มีใครอยากทะเลาะกับคนบ้า พอๆ กับที่ ไม่มีใครอยากต่อกรกับอัจฉริยะ บังเอิญว่า ป๋าแกซวยจัด ดันไปถือหางคนละฝั่งกับขงเบ้ง เรื่องของเรื่อง นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา เลยต้องแต๋วแตก ออกมาบ๊งเบ๊งเป็นการใหญ่ เมื่อลุงจิ๋วแกเปิดหน้าชน ไม่มีการเกรงใจกัน

ว่ากันอีกว่า ถ้าพฤษภาทมิฬ ไม่ได้ลุงจิ๋วปล่อยวินมอร์ไซค์ออกมาป่วนไม่เลิก ป่านนี้ลุงสุจินดาไม่รู้ว่าเช็คบิล ไปนอนเกาพุงถึงไหนแล้ว ไม่มีทางได้ผุดได้เกิดหรอก อัศวินม้าขาวน่ะ ในเมื่อรู้มือกันอย่างนี้แล้ว ถ้าป๋าไม่รู้สึกหนาวบ้าง ก็ให้มันรู้ไป

เมื่อตอนที่อเมริกันแตกทัพ เปิดตูดหนีจากไซง่อนอย่างหมดรูป กองทัพเหงียนก็ได้ใจ ร่ำๆ จะกรีฑาทัพมายึดสารขัณฑ์ซะให้ได้ ดีว่าลุงจิ๋วแกแอบต่อสาย ให้จีนใหญ่เปิดสงครามสั่งสอน รุกพรวดเดียวถึงฮานอย ดึงกองทัพเวียตกง กลับไปต้อนรับขับสู้แทบไม่ทัน เมืองที่มีแต่ทหารที่เก่งกับชาวบ้าน เลยรอดปากเหยี่ยวปากกาไปได้อย่างหวุดหวิด

บำเหน็จที่ได้คือ ลุงจิ๋วเกือบเอาชีวิตไม่รอด เพราะถูกกล่าวหาว่า เป็นคอมมูนิสต์ ตามธรรมเนียมอันเลวทราม ของเมืองตอแหล และก็เป็นคอมมูนิสต์จิ๋วคนนี้ ที่ทำการสลายพรรคคอมมูนิสต์แห่งประเทศไทยด้วยคำสั่ง 66/23 ซึ่งคนเซ็นต์คือป๋า จัดการงุบงิบรับชอบไปแต่เพียงผู้เดียว แถมยังได้รับยกย่องว่า ฉลาดล้ำลึกซะไม่มี ที่รู้จักใช้การเมืองนำการทหาร

ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน หลังจากผ่านไปกว่า 20 ปี ก็เป็นป๋าคนเดียวกันนี้ ที่กำลังใช้การทหารมานำการเมืองอย่างเข้มข้น ด้วยการสั่งทหารให้ไล่ฟัดคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ จนบ้านเมืองฉิบหายวายวอด ไม่มีชิ้นดี

อะไรไม่ว่า มันพาเอาสถาบันอะไรต่อมิอะไร เป๋กันไปหมด เล่นกันจนชาติไม่เป็นชาติ ทำให้ทุกจังหวัดต้องเวียนกันออกมาร้องเพลงชาติจนคอโป่ง ยังไม่รู้ว่าจะเอาอยู่หรือเปล่า

ถ้าเปรียบสถาบันฯเป็นกระบี่อาญาสิทธื์ ก็ถูกป๋าลากเอามาฟาดฟันศัตรูทางการเมือง ที่ถูกป๋าตราหน้าว่าเป็นศัตรูของชาติ เป็นอันตรายต่อสถาบันฯ จนกระทั่งกระบี่บิดงอยับยู่ยี่ ยากที่จะเยียวยาแก้ไข ให้กลับดีดังเดิม

ที่สำคัญ ศัตรูของป๋า ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือประชาชนทั้งนั้น เป็นรากฐานสำคัญของชาติ เป็นเกราะคุ้มครองสถาบันฯ ที่แข็งแกร่งเหลือกำลังลาก แต่ป๋าดันลากมาเผชิญหน้ากันซะฉิบ

ขืนปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป ถึงไม่สิ้นชาติก็คงไม่มีอะไรเหลืออยู่ดี ดังนั้น จึงถึงเวลาที่พ่อใหญ่จิ๋ว ต้องทำอะไรซักอย่าง เพื่อรักษาสถาบันฯเอาไว้ ให้อยู่คู่สังคมไทยอย่างสง่างาม

แล้วคนระดับขงเบ้ง มีหรือที่จะไม่รู้ว่า ถ้าจะแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจริงๆ ก็มีแต่นำพาสถาบันฯเข้าไปอิงแอบกับประชาชนเท่านั้น ถึงจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน

นั่นคือเหตุผลที่ ถึงยังไงลุงจิ๋วก็ต้องเข้าพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่ไปซุกหว่างขาประชาธิปัตย์ หรือพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ให้มันแตกร้าวหนักเข้าไปอิก เพราะต่อให้สิบบิ๊กจิ๋ว ไปเติมพลังให้ฝ่ายอำมาตย์ ก็ไม่สามารถเอาชนะประชาชนได้อยู่ดี มีแต่จะลากยาว ให้สงครามมันยืดเยื้อออกไป ให้่บรรลัยวายวอดหนักเข้าไปอีก ทั้งๆ ที่ผลบั้นปลาย ยังไงประชาชนก็เป็นฝ่ายชนะ

ถ้าขืนปล่อยให้พรรคเพื่อไทย ภายใต้การหนุนหลังของมหาชน ยืนซดกับอำมาตย์ตัวต่อตัว เกรงว่าถ้าเลือดเข้าตา จะยั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ เกิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินขึ้นมา มันจะดูไม่จืด

เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่สี่เหล่าทัพ ต้องกรีฑามาเข้าพรรคเพื่อไทย จนป๋าถึงกับชักดิ้นชักงอ ด่ายัดลุงจิ๋วไม่มีชิ้นดี

แต่คนอย่างป๋านั้นแพ้ไม่เป็นอยู่แล้ว ต่อไปนี้คงได้เห็นลูกกะแป๋งป๋า ดาหน้าออกมาแหกปากด่าทักษิณไปตามระเบียบ..

พูดถึงผีผีก็มา เมื่อนายแพทย์สังเวช บัดสีบัดเถลิง ออกมาเปิดจุกเป็นคนแรก สวดชยันโตทักษิณว่า เล่นไม่เลิก ไม่มีจิตสำนึกใหม่ อะไรของแกก็ไม่รู้

ไม่น่าเชื่อว่านี่คือคนที่เป็นครูบาอาจารย์ มีลูกศิษย์ลูกหา นับหน้าถือตามากมาย แต่ไหงเปิดกะโหลกออกมา มันกลวงโบ๋ ไม่มีรอยหยักแม้แต่น้อย

มิน่าล่ะ ถึงเก็บได้แค่ข้อมูลเกี่ยวกับทักษิณ เลยย้ำคิดย้ำทำแต่เรื่องทักษิณ ไม่รู้จักเลิก

ไปเปรียบอะไรกับท่านปรีดี หรือนายกฯชาติชาย ที่พอถูกปฏิวัติก็เงียบหายไปเลย

ทำไมไม่นึกบ้างว่า พวกกะโหลกกะลาทั้งหลาย ตอนนั้นทำไมไม่ออกมาปกป้องกติกาบ้านเมือง เหมือนที่ประชาชนกำลังทำอยู่ตอนนี้

ซึ่งถ้าประชาชนลุกขึ้นมาสู้ มีหรือที่ท่านเหล่านั้น จะไม่ออกมาร่วม

แล้วถ้าประชาชนตั้งป้อมสู้อย่างทุกวันนี้ จะมีทหารเลวหน้าไหน ยังกล้าลุกขึ้นมาทำรัฐประหารอีก ถ้าพวกแก่ๆในวันนี้ ลุกขึ้นมาสู้ซะตั้งแต่วันนั้น มันจะมีการทำรัฐประหารทำลายสถิติโลกถึงเกือบ 20 ครั้งได้ยังไง

ในเมื่อหน้าที่ตัวยังไม่ทำ ก็อย่าได้มาใส่เกือกขัดขวางคนอื่น ถ้าทำเป็นแค่อ่านหนังสือต่างประเทศ แล้วเก็บเอาขี้ปากเขา มาเหน็บคนในชาติที่เป็นศัตรูอำมาตย์ ก็สู้รีบๆ ตายไปซะ ลูกหลานจะได้ไม่ต้องมาเดือดร้อน ให้คนเขาด่า

แล้วจำใส่กะโหลกหนาๆไปถึงปรโลกด้วยว่า

สงครามวันนี้ มันเป็นเรื่องของประชาชนล้วนๆ อย่ามาแหลดูถูกประชาชน ว่าถูกบงการโดยทักษิณ

คนที่เล่นไม่เลิกจริงๆ ก็คือประชาชนต่างหาก ไม่ใช่ทักษิณ

ทักษิณอาจจะเลิกได้ แต่ประชาชนไม่มีทางเลิกแน่

“อภิสิทธิ์ เอ็งคิดว่า...เอ็งเป็นใครกันวะ!??”

ที่มา Thai E-News

โดย คุณวาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ที่มา เวบไซต์ vattavan
21 ตุลาคม 2552

........สามสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เขียนบทความชื่อ “อภิแสบ ภักดีโพเดียม”...จงรักภักดีจริงๆ!?

ที่เขียนอย่างนั้น เพราะความเคลือบแคลงในความจงรักภักดีที่นายอภิแสบแสดงออกจากทางคำพูด แต่กลับทำให้คนเขาสงสัยเรื่องไม่นำนายทหารเข้าเฝ้า ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นคนขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส นำนายทหารที่ได้รับพระราชทานเลื่อนยศเข้าเฝ้าเองแท้ๆ จนมีผู้คนนำความเข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีที่กองปราบปราม

การกระทำของนายกฯมุกควาย พูดง่ายๆ อย่างภาษาชาวบ้านก็คือ นายอภิแสบนัดในหลวงแล้ว... แต่ตัวกลับไม่ไปตามนัด!

นายกฯโลซกกลับเลือกที่จะไปแสดงปาฐกถาแทนการเข้าเฝ้าตามที่ตัวเองกราบบังคมทูลไว้ จนผู้คนเขาเห็นว่า การเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน สำคัญน้อยกว่าการไปปาฐกถา มีคนไทยที่ไหนเขาทำกัน!?

เลยโดนชาวบ้าน ไปแจ้งความอย่างที่ว่า!!

นอกจากนั้น ผมยังได้เล่าเรื่องความจงรักภักดีของตำรวจ และได้เล่าเกร็ดให้ฟังด้วยความชื่นใจ จึงขอนำมาเล่าซ้ำอีก เพราะความชื่นใจที่ยังไม่จางหายไปดังนี้

...ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จกลับพระราชวังไกลกังวล ทรงทอดพระเนตรเห็นตำรวจที่ยืนถวายความอารักขารายทางในกรุง พอพ้นเขตกรุงเทพมหานคร ก็ยืนกันเป็นแนวรายทางยาวทั้งสองฝั่ง ตั้งแต่สมุทรสาคร ไปถึงวังมะนาว ราชบุรี แล้วยังยืนเรียงรายต่อไป ผ่านเขาย้อย เข้าผ่านราชบุรี เลยชะอำเพชรบุรี เข้าเขตประจวบฯ ไปจนถึงพระราชวังไกลกังวล หัวหิน (การยืนแบบนี้ เรียกว่าการ “แซงเสด็จ” เพื่อให้ขบวนเสด็จพระราชดำเนิน มีความปลอดภัยตลอดทาง)

ทรงเห็นความจงรักภักดี และความตรากตรำ ที่ตำรวจเฝ้าอารักขาพระองค์เป็นระยะทางยาวไกล นับร้อยๆกิโลเมตร เมื่อเสด็จถึงที่ประทับแล้ว ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งกับ พล.ต.ท.อุกฤษณ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ในตอนนั้น ว่า

“ขอบใจตำรวจ ที่ให้ใช้บริการส่งถึงบ้าน โดยปลอดภัย!”

เป็นความชื่นใจทั้งเป็นขวัญกำลังใจ ให้กับข้าราชการตำรวจทั้งมวลด้วย การกระทำใดที่พระมหากษัตริย์ทรงโสมนัสได้ ก็ย่อมทำให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินปลาบปลื้ม และเป็นมงคลยิ่งสำหรับบรรดาข้าราชการตำรวจ ที่เข้าร่วมในการปฏิบัติการด้วย

ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่า เวลาจะเสด็จพระราชดำเนินนั้น ตำรวจมีหน้าที่ “แซงเสด็จ” เพื่อถวายความอารักขานั้น คือการใช้ตำรวจยืนรายทางหันหลังให้ขบวนเสด็จ สายตาจับไปเบื้องหน้า ระแวดระวัง เพื่อถวายความอารักขาให้กับองค์พระประมุขของชาติ และการถวายความอารักขานี้ มีกำหนดไว้ในกฎหมายตำรวจว่า

“เป็นภารกิจสำคัญที่สุด เหนือกว่าภารกิจอื่นใด”

ในการเสด็จพระราชดำเนินจากกรุงเทพ ไปพระราชวังไกลกังวล ที่อำเภอหัวหินนั้น ต้องผ่านเส้นทางหลายจังหวัด หากขบวนเสด็จพระราชดำเนินออกจากกรุงเทพ ไปตามเส้นทางถนนพระราม 2 ระยะทางยาวประมาณ 200 กม.เศษ จากกรุงเทพผ่านสมุทรสาคร ราชบุรี เพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อันเป็นที่ตั้งของพระราชวังไกลกังวล ใช้ตำรวจยืนรายทางแซงเสด็จจังหวัดที่เสด็จผ่านรวม 5 จังหวัด ประมาณ 2,000 นาย

ท่านผู้อ่านครับ! การรับเสด็จเช่นที่ว่ามา นอกจากเบี้ยเลี้ยงตำรวจแล้ว ค่าน้ำมัน ยานพาหนะต่างๆ ไม่ต้องเสียแต่อย่างใด เพราะเป็นการใช้ตำรวจในพื้นที่ การเคลื่อนย้ายก็อยู่ในระยะสั้น ไม่ต้องใช้ยานพาหนะทางอากาศ หรือเครื่องบิน

นี่คือขบวนเสด็จทางสถลมารค เป็นระยะทางไกลพอสมควร ของพระเจ้าแผ่นดินของเรา!

ผมว่าท่านผู้อ่าน คงได้เห็นภาพนายมาร์ค มุกควาย เยื้องกรายออกจากกรุงเทพ แค่ไปเยี่ยมยายไฮ ขันจันดา เพื่อเอาเงินที่รัฐจ่ายชดเชยไปให้เท่านั้น แทนที่จะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำเช็คไปมอบให้ ก็ไม่ได้ทำให้ยายไฮเสื่อมเกียรติแต่อย่างใด ประหยัดกว่ากันมากมายนัก

หรือถ้าอยากจะหาเสียงสักหน่อย ก็ทำเป็นวีดีโอลิงค์ไปคุยกับยายไฮ แล้วยิงเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ โดยผ่านโทรทัศน์ วิทยุ ของทางราชการทุกช่องทาง ก็ทำได้ไม่ยาก ค่าใช้จ่ายน้อยนิด และอาจได้ผู้ชมมากกว่าด้วย

เรื่องกล้วยๆ อย่างนี้ คนอย่างนายอภิแสบ กลับคิดไม่ออก จนน่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น “เอ๋อ-ภิสิทธิ์” แทน ( “เอ๋อ” จริงๆ นะ!)

หรือแกจะคิดว่า การทำอย่างนั้นไม่สมเกียรติกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของสยามประเทศก็เป็นได้ ดังนั้น ยามประเทศกำลังยากจน ต้องกู้เงินเขามาฟื้นฟูเศรษฐกิจ หลายแสนล้านบาท คนในชาติ (ทั้งที่ตกงาน และที่ยังมีงานทำ) ต้องประหยัดกันตัวเป็นเกลียว แต่ประชาชนคนไทย กลับได้เห็นภาพการไปเยี่ยมยายไฮของนาย “เอ๋อ-ภิสิทธิ์” อึกทึกอลังการ ล้างผลาญงบประมาณไปเปล่าๆ ปลี้ๆ อย่างน่าตกใจ

เห็นแล้วนึกออกว่า ที่บรมกวีสุนทรภู่ท่านเขียนไว้ “อย่าเกี่ยวแฝกมุงป่าพาฉิบหาย” น่ะเป็นยังไง เป็นอย่างขบวน “ยาตรา” ของนาย “เอ๋อ-ภิสิทธิ์” นี่เอง!

การกระทำแบบ “เกี่ยวแฝกมุงป่า” ของนาย “เอ๋อ-ภิสิทธิ์” นี่ ชาวบ้านร้านช่องที่ไหนก็สังเกตเห็นกันทั้งนั้น เพราะผมได้ยินคลื่น Fm 101 ซึ่งดำเนินรายการตอนเย็นโดย คุณหว่อง หรือ พิสิษฐ์ กีรติการกุล รายงานเรื่องผู้คนเขาบ่นว่า เป็นการสิ้นเปลืองเงินหลวงไปหลายล้าน เป็นการใช้งบประมาณอย่างไม่สมเหตุผล

พอได้ยินอย่างนั้น ผมก็นึกอยู่ในใจว่า จะต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับการโปรโมทตัวเองของนายมุกควายครั้งนี้ มาสู่สายตาพี่น้องประชาชนกันบ้าง

ข้อมูลที่ได้มามีดังนี้ครับ

กำลังที่ใช้ในการคุ้มครองความปลอดภัยให้กับนายอภิแสบครั้งนี้ มีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วนคือ ตำรวจ ทหาร และพลเรือน ซึ่งแยกค่าใช้จ่ายพอสังเขปได้ ดังนี้

1. ค่าใช้จ่ายฝ่ายตำรวจ

1.1 ค่าใช้จ่ายสำหรับกำลังตำรวจในพื้นที่ มีตำรวจเข้าร่วมปฏิบัติการ 4,700 นาย เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายประเภท ข. คนละ 500 บาท รวมเป็นเงิน 2,300,000 บาท (สองล้านสามแสนบาท)

1.2 ค่าใช้จ่ายสำหรับรถ 200 คัน ที่ใช้ในการส่งกำลังเพื่อกันฝูงชนที่เกลียดชัง และต่อต้านนายอภิแสบ คันละ 2,500 บาท รวม 500,000 บาท (ห้าแสนบาทถ้วน)

1.3 ค่าใช้จ่ายสำหรับ ฮ. (เฮลิคอปเตอร์ หรือเครื่องบินปีกหมุน)
- ฮ.แบบ 412 จำนวน 1 ลำ (4 ใบพัด) บินจากกองบินตำรวจกรุงเทพ ค่านำมันเชื้อเพลิง ชั่วโมงละ 70,000 บาท (เจ็ดหมื่นบาทถ้วน) ใช้เวลา 6 ชั่วโมงทำการ เงิน 420,000 บาท (สี่แสนสองหมื่นบาทถ้วน)
- ฮ.แบบ 212 จำนวน 2 ลำ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ชั่วโมง ละ 50,000 บาท เป็น ฮ.ในพื้นที่ จำนวนเงิน 150,000 บาท/ลำ รวมเป็นเงิน 300,000 บาท

รวมค่าใช้จ่ายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3,520,000 บาท (สามล้านห้าแสนสองหมื่นบาทถ้วน)

2. ค่าใช้จ่ายหน่วยบิน ทบ.

2.1 เครื่องบินปีกติด 30 ที่นั่ง รับนายกฯ มุกควายและคณะ จากกรุงเทพ ค่านำมันเชื้อเพลิงชั่วโมงละ 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) ไปกลับรวม 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน) รวมค่าสึกหรอด้วย ค่าใช้จ่ายรวม ประมาณ 400,000 (สี่แสนบาทถ้วน)

2.2 ค่าใช้จ่ายสำหรับ ฮ. (เฮลิคอปเตอร์ หรือเครื่องบินปีกหมุน) แบบ Black Hock 2 ลำ (บินจากฐานบิน จังหวัดลพบุรี) ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วโมงละ 70,000 บาท 6 ชั่วโมงทำการ/ลำ รวมเป็นเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 840,000 บาท (แปดแสนสี่หมื่นบาทถ้วน)

2.3 ค่าใช้จ่ายสำหรับ ฮ.แบบ 212 จำนวน 2 ลำ ในพื้นที่รวมเป็นเงิน จำนวนเงิน 150,000 บาท/ลำ รวมเป็นเงิน 300,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงินค่าใช้จ่าย 1,540,000 บาท (หนึ่งล้านห้าแสนสี่หมื่นบาทถ้วน)

3. ค่าใช้จ่ายสำหรับกำลังในพื้นที่

ในการนี้ใช้กำลังทหารจากค่าย สรรพสิทธิ์ประสงค์ ผนวกกับกำลังของฝ่ายปกครอง เพื่อช่วยเหลืองานตำรวจ จำนวนทั้งสิ้น 5,000 นาย (ห้าพันนาย) เบี้ยเลี้ยงคนละ 500 บาท รวมเป็นเงิน 2,5000,000 บาท (สองล้านห้าแสนบาทถ้วน) รวมค่าใช้จ่ายสำหรับทหารตำรวจ และกองกำลังฝ่ายพลเรือน ในการอารักขา

สรุปแล้ว นายเอ๋อ-ภิสิทธิ์ ใช้งบประมาณประเทศในการเดินทางครั้งนี้ (อย่างน้อย) เป็นจำนวนเงิน 7,560,0000 บาท (เจ็ดล้านห้าแสนหกหมื่นบาทถ้วน)

นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการเกณฑ์คนมาต้อนรับ และค่าใช้จ่ายของคณะนายกฯ อภิแสบ ที่เรายังไม่พูดถึงเลย สิริรวมไม่ต่ำกว่า 10,000,000 บาท (สิบล้านบาทเป็นอย่างน้อย)

เงินสิบล้านบาทของประเทศ กับการสร้างภาพของอภิแสบ!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ ไม่อยากจะนำเรื่องค่าใช้จ่าย ในการไปต่างจังหวัดเพื่อสร้างภาพ ของนายอภิแสบ ไปเปรียบเทียบกับการเสด็จพระราชดำเนินข้าม 5 จังหวัด

แต่ความจริงที่ปรากฏ ทำให้คนไทยเราต้องตั้งคำถามว่า ทำไมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินผ่านพื้นที่ 5 จังหวัด แต่เงินหลวงที่ใช้ไปในการถวายการปลอดภัยกับไม่กี่แสนบาท ในขณะที่ขบวนนายกฯไป 3 จังหวัด แพงกว่าเป็น 10 เท่าตัว?

ทำไมนายกฯ กับรัฐบาลโลซกของเขา จึงใช้เงินงบประมาณไปอย่างสิ้นเปลืองไร้สาระอย่างนี้ ในยามที่บ้านเมืองของเรา ยังต้องดิ้นรนกู้หนี้ยืมสินเขาอยู่?

คำถามเหล่านี้ ประเดประดังเข้ามา

ผมอยากจะบอกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นั้น ประชาชนทั้งหลายในประเทศ มีความจงรักภักดีอย่างหาที่เปรียบมิได้ ดังนั้น การที่จะเสด็จพระราชดำเนินไป ณ แห่งหนตำบลใด ราษฎรในประเทศก็จะเป็นหูเป็นตา ระแวงระวังภยันตรายให้กับพระองค์ท่าน ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ผู้เป็นที่รักยิ่งของประชาชนคนไทย

แต่... เมื่อเราหันมามองนายอภิแสบ ที่พรรคตัวเองไม่ได้รับเสียงข้างมากจากประชาชน ให้มาเป็นรัฐบาลของพวกเขา หากเข้ามาสู่อำนาจได้ ก็เพราะเหตุผกผันทางการเมือง

ที่สำคัญคือ พรรคดักดานของเขาได้ร่วมมือกับพันธมารอย่างแนบแน่น ไม่ว่าจะเป็นการส่งสมาชิก และ ส.ส.ในพรรค เข้าร่วมในขบวนการการเข้ายึดสนามบิน อาคารสถานที่ของรัฐบาล เพราะหัวโจกใหญ่พันธมาร ก็ระบุชัดเจนว่า พรรคดักดานกับกลุ่มของเขา “เหมือน ‘ผัว-เมีย’ กัน!”

ดูเอาง่ายๆ อย่างนาย “สามสี” ที่กำลังจะเข้าสู่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี แทนคนเก่ามีเรื่องคอรัปชั่นติดตัว ฟอกไม่ออก ต้องให้ลดชั้นจากรองนายกฯ ไปเป็นแค่เลขาธิการนายกฯ (เป็นการลดชั้น เหมือนกับผู้หญิงบางคน ที่คนเขาลือกันทั่วเมืองเหนือว่า “เคยเป็นเมียนายกฯ ต้องตกมาเป็นเมียนายดาบ!” ก็ไม่รู้ว่าเป็นเมียนายกฯอะไร นายก อบต.หรือ นายกสมาคมอาบอบนวด ที่ไหนกันแน่?)

นายไตรรงค์ฯ คนนี้แหละ ที่ขึ้นเวทีพันธมาร ระหว่างที่ไอ้พวกนั้นกำลังยึดทำเนียบอยู่ ตอนนี้ก็เลยได้ดิบได้ดี กลับเข้าไปในทำเนียบอีก คราวนี้เป็นถึง “รองนายกรัฐมนตรี”

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ พฤติกรรมของนายอภิแสบ และพรรคดักดาน สร้างกลุ่มต่อต้านขึ้นมาโดยธรรมชาติ ไม่ใช่เฉพาะคนเสื้อแดงเท่านั้น คนที่ไม่ใช่เสื้อแดง ที่ต่อต้านพรรคดักดาน เพราะพฤติกรรมน่าชัง ยังมีมากมายนัก...ในประเทศนี้!

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่รัฐบาลของพรรคดักดาน ต้องป้องกันตัวอย่างเต็มที่ เพราะรู้อยู่เต็มอกว่า ประชาชนส่วนใหญ่เขารังเกียจ แต่การทุ่มเทงบประมาณไปเพื่อการสร้างภาพ ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ดีขึ้นอะไร อย่างมากก็แค่พูดถึงกันวันหรือสองวันเท่านั้น เพราะคนไทยลืมง่าย

แต่ที่คนไทยไม่ลืม คือการบริหารบ้านเมืองไร้ประสิทธิภาพ บ้านเมืองไม่มีความก้าวหน้า ทำให้ประชาชนคนไทยเดือดร้อน

ที่สำคัญที่สุดคือ การทุจริตคอรัปชั่น ที่แผ่ขยายวงกว้างออกไปทุกที ดังที่ผมได้กล่าวในตอนต้นว่า ทุกวันนี้ หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ ลงข่าวตรงกันหมด เรื่องการเป็นรัฐบาล “แดกได้-แดกดี” อย่างที่ผมเคยเขียนเล่าไว้

และไอ้คนพวกนี้มันก็ได้แสดงให้เห็น ชัดเจนว่า ไม่เกรงอกเกรงใจประชาชนคนไทย ในประเทศนี้เลย!

ผมลองเอาบัญชีค่าใช้จ่าย ในการไปหาเสียงของนายกฯโลซก โดยใช้ยายไฮเป็นตัวปั่นกระแส ให้เพื่อนสนิทนักวิจารณ์สังคมดูแล้ว เขาอ่านจบก็คำรามออกมาด้วยเสียงเข้มๆ ว่า “ไอ้เอี้ย... หากเห็นมันนั่งจิ้มลิ้มอยู่ตรงไหน อยากจะเข้าไปถามตรงๆ ว่า... อภิสิทธิ์!...เอ็งคิดว่า...ตัวเอ็งเป็นใครวะ!!?”

ผมฟังแล้ว เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์เลย!

นายอภิสิทธิ์ใหญ่มาแต่ไหนกัน จึงบังอาจใช้กำลังข้าราชการ และกำลังเงินงบประมาณก้อนใหญ่ ในการใช้กำลังคุ้มกัน เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับตนเอง มากมายยิ่งกว่าที่ใช้ถวายการอารักขาในการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว?

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คุณคิดว่าคุณเป็นใคร?”
“Abhisit Vejjajiva…Who do you think you are?”

ขึ้นโพเดียมตอบให้ประชาชนไทย รู้หน่อยซิ!!!

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(21ต.ค.):ใครทุบหุ้นยังไม่แน่ แต่คนปั่นหุ้นคาหนังคาเขา มันเป็น"พวกเรา"-มาร์คว่าไง?!

ที่มา Thai E-News


ปั่นหุ้นท้ากฎหมาย-เครือเนชั่นกำลังออกหุ้นจองน้องใหม่NBC เช้าวันนี้กนกพูดเชียร์แหลกให้คนจองซื้อบอกว่า"จองซื้อแล้วรวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง" อันเป็นการกระทำเข้าข่ายผิดกฎหมายพ.ร.บ.หลักทรัพย์ มีโทษจำคุก2ปี โล้นหยุ่นโดนร่างแหด้วย(หากจะมีการบังคับใช้กฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ)


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2552 จริงไหมที่พวกเสื้อแดงบอกว่า"กูทำอะไรก็ผิด หรือไม่ได้ทำมึงก็บอกว่าผิด แต่พวกมึงทำอะไรก็ไม่เคยผิด"ก็ลองดูเรื่องตลาดหุ้นเป็นตัวอย่างครับ ไม่มีใครทุบหุ้น มันก็กล่าวหาว่าทุบ หรือใครทุบก็ไม่รู้แต่มันโยงใส่ทักษิณจนได้ แต่คราวนี้คาหนังคาเขา"มัน"ปั่นหุ้น ท้าทายกฎหมายชัดๆ ดูซิว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะทำอะไรมันได้ไหม หรือทำเฉยซะงั้น***

***หลังจากใส่ร้ายป้ายสีโยงทักษิณทุบหุ้นเสร็จสรรพ เช้านี้รายการ"เก็บตกจากเนชั่น"ของคู่หูนรก กนก-ธีระ ลูกน้องของโล้น-สุทธิชัย หยุ่นก็กระทำทั้งฝ่าฝืนกฎหมาย และน่าเกลียดไปในตัว เมื่อออกมาโฆษณาหุ้นน้องใหม่เครือเนชั่น คือเนชั่น บรอดแคสติ้ง หรือNBC ที่กำลังเปิดจองซื้อในเวลานี้ โดยกนกพูดชี้นำว่าหุ้นตัวนี้ดีเยี่ยม ขนาดธีระก็จองตั้งแสนหุ้น กนกก็จองตั้งแสนหุ้น ราคาขายหุ้นใหม่ก็เพียง2.90บาท ถือว่าถูกมาก เฉพาะเงินปันผลที่จะได้ก็ไม่รู้เท่าไหร่แล้ว"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง"พูดช่วง09.10-09.15น.ทางรายการเก็บตกจากเนชั่น ทางเนชั่นทีวี และถ่ายทอดสดวิทยุเครือเนชั่น***

***การกระทำแบบนี้ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายด้านการซื้อขายหุ้น เขาชี้ว่า น่าจะเสี่ยงเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มาตรา 296 กำหนดไว้ว่า ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับเป็นเงินสองเท่าของผลประโยชน์ที่บุคคลนั้นๆได้รับเพราะการกระทำผิดดังกล่าว แต่ทั้งนี้ค่าปรับดังกล่าวต้องไม่น้อยกว่าห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ***

***และเนื่องจากกนกกับธีระเป็นคนของเนชั่น เป็นผู้มีส่วนได้เสียด้วย กฎหมายกำหนดไว้อีกข้อในมาตรา280 กำหนดโทษไว้ว่า การโฆษณาชี้ชวนต่อประชาชนหรือบุคคลใดๆให้ซื้อหลักทรัพย์ของผู้เริ่มจัดตั้งเป็นบริษัทมหาชนจำกัด บริษัทหรือเจ้าของหลักทรัพย์จะต้องไม่ใช้ถ้อยคำ หรือข้อความเกินจริง ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ...พูดง่ายๆว่าโล้นตัวพ่อซวยไปกับลูกน้องด้วย***

***จะๆจังๆคาหนังคาเขายังงี้ ก.ล.ต.ว่ายังไง? แล้วกรณ์ ก้านยาว รัฐมนตรีคลังจะว่าไง อย่าให้เขานินทาได้ว่า"พวกมึงทำอะไรก็ไม่เคยผิด พวกกูอยู่เฉยๆมึงยังป้ายขี้ให้จนได้"!***

***สังคมข่าวดีๆของชาวเสื้อแดงกันมั่ง คุณcaverat ประชาไท แจ้งข่าวมาเรื่องเล็กๆแต่ยิ่งใหญ่สุดๆสำหรับคนที่ไปร่วมกิจกรรมการชุมนุม นั่นคือรถสุขา เพราะชุมนุมทีไรผู้ว่าหม่อมสามหยอยไม่ค่อยอยากบริการเอาซะเลย เจ้าตัวเห็นปัญหาจะๆกับตา จากเหตุการณ์ชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันแซยิดนายกทักษิณทั่วประเทศเมื่อวันที่ 26 กค. 2552 ผมได้เข้าร่วมงานบริเวณวัดอุทัยธารามย่านพระราม 9 ซึ่งมีคนเข้าชุมนุมจำนวนมาก ปัญหาหลักของที่นี่คือ มีรถสุขเพียงคันเดียว ห้องน้ำจึงไม่เพียงพอโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสุภาพสตรีเสื้อแดงทั้งหลาย ***

***ที่น่าหดหู่ไปกว่านั้นก็คือ ในวันดังกล่าว สุภาพสตรีเสื้อแดงท่านนึงได้มายืมร่มผมไป เพื่อที่จะเอาไปกางปิดบังในการทำภาระกิจส่วนตัวบริเวณที่จอดรถ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเห็นใจเป็นที่สุดสำหรับคนรักประชาธิปไตย***

***จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้สมาชิกเวบไซต์เล็ก ๆ ของคนเสื้อแดง http://www.heyha-radio.com/cbox2.html ได้ริเริ่มสนับสนุน สุขาสำหรับสุภาพสตรี ขึ้นครั้งแรกที่สนามหลวง เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 และได้ให้การสนับสนุนสุขาสำหรับสุภาพสตรีทุกครั้งที่มีการชุมนุมของคนเสื้อแดง ***

***และยังมีสมาชิกจากเวบไซต์ khonthaiuk.com เข้าร่วมสนับสนุนในการชุมนุมที่ท้องสนามหลวงในวันถวายฎีกา อีกด้วย และในการชุมนุมครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2552 ที่ทำเนียบรัฐบาล นอกจากเวบไซต์ของ http://www.heyha-radio.com/cbox2.html ที่สนับสนุนรถสุขาแล้ว ยังมีสมาชิกจากเวบไซต์ของ RedAdHoc เวบรวมแดงเฉพาะกิจ http://redadhoc.org/Show.asp ร่วมสนับสนุนรถสุขาอีก 1 คัน เช่นเดียวกัน***


***เจ้าตัวแจ้งมาว่า แม้สิ่งที่พวกเราทำจะไม่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ภูมิใจที่มีส่วนสนับสนุนกิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตย และจะพยายามสนับสนุนต่อไป...ครับงานนี้แฟ้มบุคคลขอปรบมือให้ ขอให้ได้รับความชื่นชมเป็นอย่างสูง สำหรับ"นักข่าวชาวรากหญ้า"ซึ่งเป็นม็อบขาประจำขอคอนเฟิร์มว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆแต่เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดสำหรับกิจกรรมการชุมนุมแหละครับ พวกเราขอส่งเสียบปรบมือให้คร้าบ***

***เบิร์ธเดย์ครับคุณจักรภพ วันนี้แฟนคลับพร้อมใจกันทำบุญวันเกิดให้ “จักรภพ เพ็ญแข” นโอกาสคล้ายวันเกิด ณ สถานีวิทยุชุมชน “รวมใจไทย” FM 105.75 ถนนลาดพร้าววังหิน ซอย 9 ใกล้วัดลาดพร้าว หลังจากทำบุญใส่บาตรช่วงเพล พอช่วงเย็น มีการสังสรรค์แบบสนุกสนาน คลายเครียดด้วยการร้องเพลงคาราโอเกะแบบเบาๆ สบายๆ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : คุณแอนนา 089-8862068, คุณเพลิน 086-4106911 เจ้าของวันเกิดจะโฟนอินมาแจมด้วย ส่วนจะโฟนอินมาโอเกะไหม ก็ตามไปดูกันเอาเอง ***

***ส่วนทาง "ชมรมคิดถึงเพื่อนร่วมรบ จักรภพ เพ็ญแข" มีจิตศรัทธาจะทำบุญกับผู้ด้วยโอกาส ที่อยู่บริเวณท้องสนามหลวง" เพื่อเป็นกุศลให้กับ "คุณจักรภพ เพ็ญแข" ชมรมขอเชิญท่านที่มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคอาหารคาว-หวาน ผลไม้ และไปร่วมแจกของแก่เพื่อนผู้ด้อยโอกาสด้วยกัน ในวันพุธที่ 21 ต.ค. 52 เวลา 17.00 น. ณ ท้องสนามหลวง (งดรับเงิน) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ "คุณโรจน์" 089-0165938***

***ข่าวสังคมธุริจเสื้อแดงกันมั่ง จะได้อุดหนุนกันให้รวยๆ คุณทรงพล อังคลักขณา ( โม ) อาชีพวิศวกรโยธา ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม และตกแต่ง โดยทีมงานวิศวกรและสถาปนิกผู้มากด้วยประสบการณ์ รวมทั้งรับปรึกษาเรื่องไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียอย่างถูกกฏหมาย พี่น้องผู้รักประชาธิปไตยท่านใดสนใจ ติดต่อได้ที่ 081-735-3146 ครับ หรือจะเข้าเยี่ยมชมผลงานตามเวบไซต์นี้เลยครับท่าน http://www.ecohousebuilder.co.th***

***Eco-House มีประสบการณ์ด้านการก่อสร้างอาคารสูงและอาคารพิเศษอื่นๆ กว่า 20 ปี เช่น คอนโดมิเนียม Le Monaco, อาคารสำนักงาน Dtac, อาคาร Mercury Tower, อาคารลาเมซอง 24 ท่านใดอยากสร้างบ้าน หรืออาคารประหยัดพลังงานเชิญใช้บริการ***

***ท่านที่ต้องการเผยแพร่ข่าวคราวกิจกรรม หรือกำหนดการงานนัดหมายต่างๆทั้งส่วนรวม ส่วนตัว ธุรกิจการค้าสารพัดสารพันงานบุญงานบวช บอกมาได้ที่"นักข่าวชาวรากหญ้า"อีเมล์ thaienews@googlegroups.com แล้วเราจะตีข่าวให้ฟรีๆไม่คิดสตังค์ แถมมีคนรออ่านอยู่ทั่วโลกหลายล้านคนคะร้าบ***

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่15):ยมฑูต3ตัว ตัวที่ร้ายลึกคือเคยแสดงปรากฏการณ์ว่าเป็น'ซ้าย'

ที่มา Thai E-News


ท่านฑูตกษิต ภิืรมย์ บนเวทีพันธมิตร การปรากฎตัวของท่านฑูตทำให้ความเคลื่อนไหวของพันธมิตรมีน้ำหนักมากขึ้น แต่หลังจากนั้นบทบาทที่ว่านี้ก็ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของวงการฑูตอย่างสั่นสะเทือนถึงฐานราก


โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
21 ตุลาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอดฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน และฝ่ายซ้ายเก่า รวมทั้งชนชั้นนำจารีตนิยม ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราะเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการอำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่


ขออภัยที่ไม่ได้เขียนซีรีส์นี้ให้ต่อเนื่องซะที หายไปเป็นเดือน พอดีผมมีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ คนก็ต้องทำมาหากินนะท่านผู้อ่าน มานั่งหมกมุ่นแต่เรื่องบ้านเมือง เมียมันก็ด่าเอา

คราวนี้ขอไปว่าต่อเรื่องวงการทูตซะหน่อย เพราะในขบวนการองค์กรซ่อนเงื่อนที่ตามล่าตามล้างทักษิณ เลยพลอยทำลายประชาธิปไตยให้ย่อยยับลงไปด้วยนี่ อีกองค์กรหนึ่งที่มันมีบทบาทสูง และถือว่ามีเครดิตในเวลาเคลื่อนไหวก็คือพวก(ยม)ฑูตครับ

ที่เด่นๆก็มีกษิต ภิรมย์ อันนี้ไม่ขอสาธยายสรรพคุณนะฮะ เพราะมีให้หาอ่านตามร้านขายยาทั่วไปอยู่แล้ว

ท่านทูตดิเรก ชัยนาม 1ในผู้ร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475 วีรบุรุษเสรีไทยกู้ชาติ (อดีต)ว่าที่นายกรัฐมนตรี และผู้ต่อต้านคณะเผด็จการอย่างทุ่มเท


ขอว่าเรื่องอัษฎา-กับสุรพงษ์ ชัยนาม หลานของอดีตวีรบุึรุษเสรีไทย ท่านฑูตดิเรก ชัยนาม

อัษฎาเป็นคนพี่ สุรพงษ์เป็นผู้น้อง ทั้งสองมีศักดิ์เป็นหลานดิเรก อดีตผู้ก่อการ2475อดีตเสรีไทย อดีต(ว่าที่)นายกรัฐมนตรี(หากปรีดีปฏิวัติสำเร็จในปี2492)

ที่มันมีเรื่องนี่ผมเข้าใจว่าเหลี่ยมไม่เอาคนที่มันใช่ไปอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง คือตั้งสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ด๊อกเตอร์กฎหมายไปคุมกระทรวงต่างประเทศ

ท่านฑูตสุรพงษ์ ชัยนาม บนเวทีพันธมิตร หากเทียบกับดิเรกที่เคลื่อนไหวทางการเมืองโดยยึดผลประโยชน์แห่งชาติ ก็น่าตั้งคำถามต่อรุ่นหลานอย่างเขาว่า ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ไหม?


ไหนๆก็ขอนินทาซะหน่อยว่าวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 นี่สุรเกียรติก็ต้องรับผิดชอบเป็นหลัก เพราะตอนรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา ดันตั้งสุรเกียรติ์เป็นรัฐมนตรีคลัง ความที่แกไม่รู้เหี้ยอะไรเรื่องเศรษฐกิจ แกก็มั่วของแกไปเรื่อย แล้วสบเหมาะกับตอนนั้นวิจิตร สุพินิจ เป็นผู้ว่าแบงก์ชาติก็ยอมๆแกไป แกอยากแทรกหน้าแทรกหลัง(ว๊าย!!..) วิจิตรก็ปล่อยแกแทรกไป

สมัยนั้นก็อยากบอกว่าฝีมือกรุเจ๋ง สุรเกียรติก็ใช้นโยบาย"2สูง"คือให้ราคาหุ้นในตลาดหุ้นสูงๆเข้าไว้ พวกเมิงจะปั่นกันบ้าเลือดยังไงปั่นกันเข้าไป มีเสรี จินตนเสรี ลูกน้องผู้ว่าวิจิตรเป็นนายบ่อนตลาดหุ้นก็ปล่อยแม่งปั่นกันไป ไอ่ราเกซ สักเสนา กับไอ่เสี่ยสองก็ปั่นหุ้นแบงก์สตางค์แดงกันเพลิน

อีกสูงคือดอกเบี้ยสูง เงินฝรั่งก็ทะลักเข้ามาฝากแบงก์ไทย เพราะสมัยนั้นเมกา ยุโรป ดอกฝาก2-3% เมืองไทยแม่งน้ำบานล่อไป10% บางแห่งพวกไฟแนนซ์ให้ไปเลย15% สัดดดด เงินก็ไหลเข้าชิบหาย

คราวนี้เศรษฐกิจขาลงพอดี ก็เสือกไปอั้นดอกเบี้ยฝากไว้ เพราะหากลดก็ชิบหาย เงินไหลทะลักออก ฟองสบู่แม่งก็แตกโพละ จะปล่อยหุ้นลงก็ไม่ได้ เลยต้องเอาเงินหลวงไปอุดไว้ตั้งกองทุนพยุงหุ้น. ...

แต่มันก็อั้นไว้ไม่นาน ของจริงก็คือของจริง พอรัฐบาลบรรหารล้มไป สุรเกียรติ์พ้นตำแหน่งขุนคลัง บิ๊กจิ๋วมาเป็นนายกฯพอดี

ผู้ว่าวิจิตรก็บอกนายกฯจิ๋วครับ ผมว่านโยบาย2สูงท่าจะไม่ไหว ปล่อยให้หุ้นลงตามธรรมชาติเหอะครับ ดอกเบี้ยก็คงต้องลดครับ...บิ๊กจิ๋วแกเป็นทหารจะไปรู้เหี้ยอะไร ก็บอก เออๆตามใจทั่นผู้ว่านะ

ก็เลยชิบหายสิงานนี้ เงินนอกที่มาฝากกินดอกเบี้ยเมืองไทยก็ถูกถอนพรวด เงินในตลาดหุ้นเมื่อไม่มีกองทุนพยุงก็ฟองสบู่แตกโพละ เศรษฐกิจแม่งก็ป่นปี้ ไอ้เรื่องผู้ว่าคนต่อมาคือเริงชัยเอาเงินบาทไปสู้กับโรอส แล้วโดนแดกเรียบนี่แม่งก็ปลายๆเหตุแล้ว คือยังไงมึงก็ชิบหาย เพราะพื้นฐานมันเจ๊งกะบ๊งมาตั้งแต่ยุคสุรเกียรติ์แล้ว ในที่สุดก็อย่างรู้ๆก็ต้องลดค่าเงินบาท เอาเมืองไทยไปจำนำIMF บิ๊กจิ๋วแม่งก็เป็นผู้ร้ายแบ๊ะๆๆๆ

สุรเกียรติ์แม่งก็ลอยนวลมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศสมัยแม้วเป็นนายกฯ แล้วก็มาหักหลังกันตอนเกิดรัฐประหาร19กันยานี่ไง...เอากับมันดิ

แม่งก็สันดานเดิมๆคือไม่รู้เรื่องเหี้ยอะไรเลย แต่อยากแอ๊คอาร์ต ก็ไปตั้งไอ้ที่เรียกว่าASIA DIALOG อะไรประมาณนี้ กะจะขอโกอินเตอร์เป็นผู้นำเอเชีย(ไอ่ชิบหายเมืองไทยยังชิบหายไม่พอ มันจะให้ชิบหายทั้งเอเชีย)อัษฎาเขาเป็นขาใหญ่กระทรวงบัวแก้ว เคยเป็นท่านทูตประจำUNก็ถือว่าขาใหญ่ก็เลยด่าเอา คือตอนนั้นแกใกล้เกษียณก็ถือโอกาสด่าแม่งทิ้งทวน

แถมเขียนลงหนังสือพิมพ์ด่าตอนเกษียณอีก

ทีนี้มันไม่จบ เพราะสุรเกียรติ์เล่นบทหมาป่าลูกแกะ มึงเกษียณไม่เป็นไร กรุหันมาเล่นน้องเมิงแทน ว่าแล้วสุรพงษ์ ก็โดนซะอ่วม เริ่มจากย้ายจากอธิบดีกรมใหญ่ในกระทรวงบัวแก้วไปเป็นท่านทูตที่เยอรมัน อันนี้ก็ถือว่าลดชั้นแล้วนะ เสือกไม่พอย้ายอีกไปอยู่ชายแดนนู่น คือแถวอาฟริกา...เอากับมัน

ต่อมาแม้วก็บ้าเรื่องCEOหนักเข้าขั้น นอกจากผู้ว่าซีอีโอแล้วก็ให้มีทูตซีอีโอด้วย(ซึ่งว่าไปก็ดี แต่พวกผู้ดีท่านทูตเขาเคืองว่าจะให้เขาลดเกียรติลกดศรีลงมาเป็นพ่อค้าได้ไงวะ. ..)

สมัยสังคมนิยมขึ้นสู่กระแสสูง สุรพงษ์ ชัยนาม เขียนหนังสือแนวมาร์คซิสม์ไว้หลายเล่ม ล่าสุดเขาเขียนเชียร์การรัฐประหาร19กันยา49โดยลากแม่น้ำทั้งห้าเข้ามาโยงว่า ก็ไม่ต่างจากการปฏิวัติของชาวสังคมนิยม


พี่น้องคู่ชัยนามก็เริ่มด่าเหลี่ยมไปด้วยว่าแม่งมั่วแล้วเหี้ยมึงหนะ

พี่น้องคู่นี้เขาก็แค้นตาแม้น...ต่อมาก็จับมือกับยมทูตกษิตอีกตัวขึ้นเวทีพันธมิตรล่อไอ่เหลี่ยมซะเลย จะได้เช็คบิลสุรเกียรติ์ไปในตัว

สุรพงษ์แกใกล้ชิดกับทางป๋าส.ศิวรักษ์ อีกด้วย เพราะแกเคยเขียนหนังสือแนวๆมาร์กซิสม์อะไรนี่มาตั้งแต่สมัย14ตุลามัยสมัยป่าแตก ผมก็ซื้อไว้หนุนแทนหมอนครบคอลเล็กชั่นเหมือนกาน

ที่ผมจะผิดหวังหน่อยคือจะแค้นตาแม้นกันยังไงเรื่องหลักเรื่องการนี่ก็ไม่น่าเปลี่ยนสีแปรธาตุกันขนาดนี้ไง คือสุรพงษ์จะมาเป็นมือตีนให้รัฐบาลสุรยุทธ์ก็ไม่เป็นไร เสือกเขียนบทความเชียร์รัฐประหารอีกด้วย เสียชื่อมาร์กซี้ดดดดส์อยซี้ดส์หมดหวะ

สุรพงษ์ได้เขียนบทความเรื่อง"กองทัพกับประชาธิปไตย"หลังรัฐประหาร19กันยา ความสำคัญโดดเด่นอยู่ตรงมันเป็นบทความที่มุ่งอธิบายและให้ความชอบธรรมโดยนัยแก่การรัฐประหารของกองทัพเพื่อกอบกู้ฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย ด้วยหลักเหตุผลวิชาการอย่างจริงจัง จากกรอบแนวคิดทฤษฎีของฝ่ายซ้าย โดยยกตัวอย่างกรณีรัฐประหารของขบวนการยังเติร์กแห่งกองทัพโปรตุเกสโค่นระบอบเผด็จการพลเรือนของนาย Antonio Salazar และ Marcello Caetano เมื่อปี พ.ศ.2517 มาเปรียบเทียบรัฐประหาร19กันยาของไทยเป็นนิทัศน์อุทาหรณ์ เพื่อสรุปถอดถอนบทเรียนอันมีลักษณะสากล (universal) สำหรับประยุกต์ใช้ในกรณีกองทัพไทยกับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า"ระบอบทักษิณ"ตอนนั้น

และยังเขียนอีกในเว็บไซต์และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ภายใต้ชื่อเรื่อง กองทัพกับประชาธิปไตยตอนที่3 : ภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้น โดยคราวนี้ได้ยกตัวอย่างรัฐประหารของทหาร 4 ครั้ง ในตุรกีมาเป็นกรณีศึกษาเปรียบเทียบแทน

เรื่องนี้ซ้ายเก่า นักวิชาการปัจจุบันอย่างเกษียร เตชะพีระ ได้เขียนบทความสับด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ ถึงขั้นใช้คำว่า "เมื่อเอาหูแนบตั้งใจฟังข้อความของสุรพงษ์ ก็พอจะแว่วกังวานแห่งคำประกาศ "สงครามครั้งสุดท้าย" ของสนธิ ลิ้มทองกุล...

เฮ้อ...แล้วญาติผู้ใหญ่แกอย่างท่านทูตดิเรก ชัยนาม นี่เคยทำปฏิวัติ2475มา เป็นเสรีไทยกอบกู้บ้านเมืองมา พอเผด็จการทำรัฐประหารพ.ศ.2490แกเป็นทูตอยู่เมืองนอก แกขอลาออกประท้วงเลย ไม่ห่วงอำนาจวาสนาใดๆทั้งสิ้น ยึดเอาความถูกต้อง ผลประโยชน์บ้านเมืองเป็นหลัก ไม่ใช่มาเคลื่อนไหวเพราะผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างรุ่นหลาน

มาถึงชัยนามรุ่นนี้ก็นับว่าเสียตระกูลรุนชาติหนะ หากด่าแรงๆแบบคนโบราณนะ



00000000000
อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา


-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่5):ผลสำรวจเบื้องหลังคนทำโพลล์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่6):ใครสั่งโค่นเหลี่ยม?
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่7):Conspiracy theoryชู้รักเลดี้แชตเตอร์ลีย์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่8):ฉากและบางถ้อยคำสำคัญวันยึดอำนาจ
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่9):Between the lineของระบอบเทวดา
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่10):ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก
ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่11):กลุ่มกษัตริย์นิยมกับประชาธิปไตยแบบไท้ยไทย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่12):มหาลัยใหญ่โตเหวย! มืดจริงหนอสถาบันอันกว้างขวาง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่13):นักศึกษาประชาชนและมวลชนผู้ขมขื่น รวมกันหยัดยืน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่14):เบื้องลึก"ข้อมูลใหม่"หอการค้าถือหางปชป.-พธม.กระทืบเสื้อแดง
00000000
บทความเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์สุดมันส์รวมฮิตลากไส้สื่อเห้เสร็จแล้ว เชิญโหลดกระจาย

Wednesday, October 21, 2009

เตรียมทหารรุ่น 10 เข้าพรรคเพื่อไทย

ที่มา Voice TV



นักเรียนเตรียมทหารรุ่น10จำนวน49คน ตบเท้าสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ชี้จุดยืนต้องการทำงานการเมือง เพื่อตอบแทนคุณของแผ่นดิน

กลุ่ม24มิถุนาฯเข้ายินดีที่ พล.อ.ชวลิต ร่วมงานพรรคเพื่อไทย

ที่มา Voice TV



โดยนำบุคคลมีชื่อเสียงในทางการเมืองจำนวนมาก มาร่วมต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ เพื่อทวงคืนประชาธิปไตยและสร้างความเป็นธรรมในสังคม

มาตรฐานในการตัดสิทธิทางการเมือง

ที่มา ประชาไท

คำถามที่อยากชวนใหช่วยกันขบคิด เฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง กกต.ถ้าให้คำตอบที่มีเหตุผลได้ก็จะเป็นประโยชน์แก่สังคมการเมืองไทยไม่น้อย รวมทั้งทำให้ผู้เขียนหายความคับข้องใจได้

ในท่ามกลางการผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากทางด้านรัฐสภา นายกรัฐมนตรีได้เชิญบรรดาบุคคลเป็นจำนวนมากให้มาร่วมประชุมเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าควรจะดำเนินการไปในลักษณะเช่นไรบ้าง การประชุมจัดขึ้นที่บ้านพิษณุโลกในช่วงเย็นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2552 และเมื่อเย็นวันที่ 13 ตุลาคม 2552

บุคคลสำคัญที่ได้มาเข้าร่วมการประชุมนี้ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองจากพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลที่ต้องใส่ใจก็คือมีหลายคนเป็นผู้ที่ได้เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้เพิกถอนสิทธิในทางการเมือง เช่น คุณเนวิน ชิดชอบ คุณสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล และอีกหลายคนที่แม้จะไม่ได้มีสถานะเป็นผู้บริหารพรรคในทางนิตินัยก็ตาม

สื่อมวลชนรายงานข่าวไม่แตกต่างกันว่าเป็นการพบปะเลยประชุมร่วมกันของแกนนำของแต่ละพรรคการเมือง คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ดูเหมือนจะยอมรับความสำคัญของบุคคลเหล่านี้ในพรรคการเมืองต่างๆ เพราะไม่ได้มีการปฏิเสธเกิดขึ้นแต่อย่างใด ภายหลังการประชุมคุณอภิสิทธิ์ก็ยังได้ชี้แจงถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งตกลงกันระหว่างผู้ประชุม

ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากเป็นคำถามว่าในฐานะที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง บุคคลที่เข้าร่วมการประชุมกับคุณอภิสิทธิ์ในฐานะแกนนำหรือตัวแทนของพรรคการเมืองสามารถจะกระทำเช่นนั้นได้หรือไม่

การเพิกถอนสิทธินักการเมืองหรือที่เรียกกันว่าการตัดสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองจำนวนมากด้วยคำวินิจฉันของศาลรัฐธรรมนูญ ได้นำมาซึ่งข้อถกเถียงว่าการตัดสิทธิทางการเมืองนั้นมีความหมายครอบคลุมกว้างขวางเพียงใด สำหรับการกระทำบางอย่างมีบทบัญญัติที่กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจน เช่น เพิกถอนสิทธิในการลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นระยะเวลา 5 ปี ห้ามดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง

แต่การกระทำหลายอย่างก็ไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถกระทำได้หรือไม่ หรือหากกระทำไปแล้วจะมีขอบเขตจำกัดเอาไว้ในลักษณะเช่นไร ดังการมีบทบาทในการช่วยผู้อื่นหาเสียงในการเลือกตั้งจะสามารถกระทำได้หรือไม่ หรือหากเป็นเพียงแค่การถ่ายรูปคู่กับผู้รับสมัครเลือกตั้งเท่านั้นโดยไม่มีการพูดอะไรแม้แต่สักคำเดียว

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ได้กลายเป็นข้อถกเถียงในคราวเลือกตั้งครั้งล่าสุด และได้มีคำวินิจฉัยไว้อย่างน่าสนใจจากทาง กกต.ว่าการช่วยหาเสียงให้กับบุคคลผู้ลงรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญของกรรมการบริหารพรรคการเมือง ดังนั้น บุคคลที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองย่อมไม่สามารถทำหน้าที่ในลักษณะเช่นนี้ได้

ประเด็นสำคัญของการวินิจฉัยก็คือ การพิจารณาจากบทบาทที่เป็นจริงของบุคคลที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองว่ามีอยู่ในลักษณะเช่นไร หากทำหน้าที่ในแบบเดียวกับที่กรรมการบริหารพรรคกระทำก็ควรต้องถูกห้าม แม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองด้วยการระบุชื่ออยู่ในทะเบียนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม

เหตุผลแบบที่กล่าวมานี้ก็น่าจะรับฟังเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากไปมองแค่ชื่อในทะเบียนพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว เราก็อาจเห็นบรรดาผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองทั้งหลายเข้าไปยุ่มย่ามในพรรคการเมืองเต็มไปหมดแต่ไม่ปรากฏชื่อเป็นกรรมการบริหารของพรรค รวมถึงอาจไปชี้นิ้วสั่งซ้ายหันขวาหันในพรรคการเมืองได้

แต่พอมานึกถึงการประชุมระหว่างคุณอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีกับผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเพื่อคุยกันเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ชวนให้สงสัยเป็นอย่างยิ่ง

บุคคลต่างๆ เหล่านี้มาประชุมในฐานะแกนนำของพรรคการเมืองสถานะดังกล่าวเป็นที่ยอมรับและรับรู้กันโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองก็ตาม การกำหนดแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นที่เข้าใจร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองก็ย่อมต้องให้บุคคลที่มีพลังอยู่ในพรรคมาร่วมประชุม ส่วนหนึ่งก็คงต้องเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ปรากฏรายชื่อเป็นตัวหนังสือชัดเจนแต่อีกหลายคนซึ่งอาจใหญ่กว่าชื่อที่ถูกเขียนอย่างเป็นทางการก็ได้มาเข้าร่วมด้วย

เมื่อตกลงเป็นที่เข้าใจร่วมกันแล้ว ก็จะนำไปสู่ปฏิบัติการในทางการเมืองซึ่งแต่ละพรรคต่างก็ล้วนต้องปฏิบัติตามตามแนวทางที่ได้ตกลงกันเอาไว้

จะปฏิเสธหรือว่าการประชุมที่บ้านพิษณุโลกที่ร่วมด้วยบรรดาผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเพียงลูกกระจ๊อกปลายแถว เอาเข้าจริงนี่คือเจ้าของพรรคการเมืองตัวจริงเสียงจริงมากกว่าที่ถูกอุปโลกน์กันเสียอีก

ไม่แน่ใจว่าทาง กกต.จะมีคำอธิบายอย่างไรกับเหตุการณ์เหล่านี้ ดูเหมือนจะไม่มีความเห็นใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย ทั้งที่การประชุมที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเรื่องแอบทำกันในห้องนอนเหมือนแอบมีเมียน้อย แต่โจ่งแจ้งและบอกกล่าวล่วงหน้ามาอย่างชัดเจน จึงมีความหมายไปอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเดาว่าเพราะเห็นว่าการกระทำนี้ไม่ได้ขัดต่อข้อห้ามในเรื่องตัดสิทธิทางการเมือง

อันนี้เป็นปัญหาสำคัญที่ควรต้องตอบเพราะหากยึดเอาหลักการที่ กกต.วางเอาไว้ในการวินิจฉัยกรณีหาเสียงโดยผู้ตัดสิทธิทางการเมืองแล้ว บทบาทในการประชุมครั้งนี้โจ๋งครึ่มไม่น้อยไปกว่าการช่วยหาเสียงด้วยซ้ำ

คุณอภิสิทธิ์จะเชิญคุณเนวินมาร่วมประชุมในฐานะอะไรหรือ จะตอบว่าเป็นเพราะคิดถึงอ้อมกอดที่ทำให้ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็คงยากจะเชื่อได้

ได้เคยมีข้อกล่าวหาแบบนี้เกิดขึ้นบางแล้ว แต่คำชี้แจงที่เคยเกิดขึ้นก็คือว่าข้อเท็จจริงแตกต่างกันดังนั้นผลของการวิจัยจึงมีความแตกต่าง จำเป็นต้องกล่าวไว้ล่วงหน้าเลยว่ากรณีที่กำลังกล่าวถึงนี้ผู้เขียนก็ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างการช่วยหาเสียงในการเลือกตั้งกับการร่วมประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ที่มาตรฐานในการวินิจฉัยการกระทำที่มีสาระในลักษณะเดียวกันว่าจะให้ผลอย่างไร

อยากรู้เหมือนกันว่าจะมีความเห็นอย่างไรเกิดขึ้นกับองค์กรที่ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งในกรณีที่เกิดขึ้นกับฝ่ายที่ยืนตรงกันข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์ จำได้ไหมครับว่าในคราวถกเถียงเรื่องการมีบทบาทช่วยในการหาเสียงของผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง มีการให้ความเห็นทั้งส่วนตัวและองค์กรเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวอย่างรวดเร็ว

แต่กลับกรณีการประชุมในครั้งนี้ทำไมถึงได้เงียบสนิทราวกลับว่าไม่มีองค์กรนี้อยู่ในสังคมไทย

ในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่ยุติลง การทำหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือและการยอมรับจากทุกฝ่ายเป็นเงื่อนไขหนึ่งจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการนำสังคมไทยกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่นำเอาความขัดแย้งทางการเมืองเข้าสู่การวินิจฉัยขององค์กรทางการเมืองได้

ขอให้เข้าใจว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นกล่าวหาว่ามีการเลือกปฏิบัติหรือสองมาตรฐานเกิดขึ้น

แต่ต้องการตั้งคำถามถึงหลักการในการวินิจฉัยกรณีเรื่องตัดสิทธิทางการเมืองจะวางอยู่บนมาตรฐานอย่างไรต่างหาก

...............................
เผยแพร่ครั้งแรกใน มติชนรายวัน วันที่
19 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11545