ที่มา Thai E-News
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
21 ตุลาคม 2552
พบหนังสือเล่มใหม่ “คนไทย หายจน” โดย พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ได้ที่บู๊ธวัฏฏะ I 15 (ไอ 15) โซนแพลนนารี่ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 14 (BookExpoThailand 2009) ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552
หนังสือ “คนไทย หายจน” เรียบเรียงจากหนังสือดังข้ามประเทศ ของ ทักษิณ ชินวัตร (ฉบับภาษาอังกฤษ) ที่ชื่อว่า “Tackling Poverty”
เนื้อหาหลักในหนังสือ “คนไทย หายจน” อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย หัวหน้าพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งมากที่สุดของประเทศไทย ที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เพียงพรรคเดียว ได้เล่าให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึงทุกแง่มุมที่เขาได้เข้ามาปฏิรูปการบริหารประเทศ
ผู้อ่านจะเข้าใจถึงนโยบายตลอดจนโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนหมู่บ้าน, โอท็อป, เอสเอ็มอี, 30 บาทรักษาทุกโรค, การล้างอิทธิพลมาเฟีย, ปราบปรามยาเสพติด, แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ, การออกหวยบนดินปราบหวยใต้ดิน, การปฏิรูปการศึกษา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงการบริหารรัฐบาล จัดการแบบซีอีโอ(CEO) ฯลฯ ที่เกิดขึ้น ในยุคที่เขาเป็นผู้นำประเทศ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร โอกาสอะไรได้เกิดขึ้นกับคนไทยหลายสิบล้านคน อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และทำไมนโยบายของอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยคนนี้ จึงสามารถลดปัญหาความยากจนในประเทศได้
เขายังเชื่อว่าหากนโยบายแบบเดียวกันนี้ ถูกนำไปใช้ ในประเทศต่างๆ ก็จะมีผลแบบเดียวกันทุกที่ในโลก
นโยบายของ “ทักษิณ” ถูกเรียกขานว่า “ทักษิโณมิกส์ (Thaksinomics)” ตอกย้ำความเป็นผู้นำของไทยที่ได้รับความนิยมสูงสุดเท่าที่เคยมีมา
หนังสือ “คนไทย หายจน” เล่มนี้ ยังมีบทสัมภาษณ์พิเศษ “ฟังจากปาก..ทักษิณ ชินวัตร” ในวาระครบรอบ 3 ปี หลังถูกยึดอำนาจ อย่างที่ไม่เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมาก่อน เช่น สิ่งที่ตั้งใจจะทำในโอกาสฉลองแซยิด ครบวันเกิดเมื่ออายุ 60 ปี ในขณะที่ยังอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี, ความตั้งใจที่จะทำให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ โดยพยายามส่งสัญญาณให้กับคนที่หวังว่า น่าจะเป็น “คนกลาง” แต่แล้วกลับไม่ใช่, แล้วทำไมนโยบายที่จะสามารถทำให้คนไทยหายจนได้ของเขา จึงไม่อาจให้คนอื่นทำแทนได้ นอกจากคนชื่อ ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น
8 ปี คือเวลาที่ “ทักษิณ” ได้วาดฝันไว้ ภายใต้สโลแกนหาเสียง ก่อนได้เป็นผู้นำประเทศสมัยที่ 2 ว่า “ 4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง” อะไรทำให้เขาเชื่อมั่นว่า คนจนจะต้องหมดไปจากประเทศไทย
น่าเสียดายโอกาสที่ดีของคนไทย ที่ “ทักษิณ” ไม่มีโอกาสได้ทำ หรือทำได้ ภายในเวลา 8 ปี ตามแผนเพราะถูกปล้นอำนาจไปโดยคณะรัฐประหารเสียก่อน
ถึงกระนั้น เขาก็ยังยืนยันว่า เขาจะกลับมาสานต่อภารกิจที่ค้างไว้เพื่อให้.. “คนไทย หายจน” ในอีกไม่นานนี้
ทักษิณ ชินวัตร เกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ นักธุรกิจที่สร้างเงินเป็นหมื่นล้าน ผ่านการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม เขาได้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยในปี 2541 โดยนโยบายประชานิยมของเขา ซึ่งเป็นนโยบายสร้างงานและสร้างระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ได้ทำให้เขาได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายถึงสองครั้ง ในปี 2544 และปี 2549 ทำให้เขากลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนไทยคนเดียว ที่ดำรงตำแหน่งจนครบวาระในเทอมแรก
เขาได้ปฏิวัติเศรษฐกิจของประเทศไทย ผ่านการปฏิรูปอย่างสิ้นเชิง โดยการนำระบบผู้บริหารแบบซีอีโอ (CEO) มาใช้ในระบบรัฐบาล นโยบายของเขา ยังได้ช่วยลดปัญหาความยากจนในพื้นที่ชนบท ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมาในอดีต และปัจจุบัน
เขาถูกยึดอำนาจด้วยการถูกรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 ด้วยข้อกล่าวหาและวาทกรรม จากศัตรูการเมืองว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทุจริตเชิงนโยบาย ไม่จงรักภักดี มีแผนบังอาจเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่การปกครอง “ระบอบทักษิณ” ฯลฯ
แม้ว่าวันนี้ ทักษิณ ชินวัตร ใช้ชีวิตเร่ร่อน ไม่ได้อยู่บนแผ่นดินไทย แต่ทำไมเขายังอยู่ในหัวใจคนไทยอีกนับสิบล้านคน
ไม่ว่าคุณจะอยู่ฝ่ายไหน ไม่ว่าคุณจะใส่เสื้อสีอะไร อย่างน้อยหนังสือ “คนไทย หายจน” เล่มนี้ อาจมีคำตอบหลายอย่างให้คุณเข้าใจตัวตนของคนที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร มากขึ้น
พบกับหนังสือ “คนไทย หายจน” ได้ ในงานมหกรรมหนังสือฯ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ บู๊ธ “วัฏฏะ” I-15 (ไอ-15) ตั้งแต่วันนี้ – 25 ตุลาคมนี้ หรือตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ
หนังสือ “Tackling Poverty” โดย พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร
เรียบเรียงเป็นภาษาอังกฤษ โดย Anil Bhoyrul
เรียบเรียงเป็นหนังสือ “คนไทย หายจน” โดย สมบูรณ์ อิชยาวรกุล
บทสัมภาษณ์พิเศษ “ฟังจากปาก.. ทักษิณ ชินวัตร” โดย ทีมข่าวหนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน
หนังสือ “คนไทย หายจน” ISBN 978-616-7199-03-0 ราคาเล่มละ 175 บาทจัดพิมพ์ จัดจำหน่ายโดย สำนักพิมพ์ ฏ ปฏัก บริษัท วัฏฏะ คลาสสิฟายด์ส จำกัด โทร. 0-2422-8000
หมายเหตุ : ดาวน์โหลดฟังรายการ Talk around the World ประจำคืนวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2552 ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้พูดถึงหนังสือ “คนไทย หายจน” ได้ที่ http://thai.thaksinlive.com/stream/stream.2009-10-20.mp3
หรืออ่านการถอดความคำต่อคำได้ทางหนังสือพิมพ์ “โลกวันนี้รายวัน” ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2552 หรือ เว็บ http://www.dailyworldtoday.com/ หลังเที่ยงวันพฤหัสบดี (22 ต.ค.)
คำถามที่อยากชวนใหช่วยกันขบคิด เฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง กกต.ถ้าให้คำตอบที่มีเหตุผลได้ก็จะเป็นประโยชน์แก่สังคมการเมืองไทยไม่น้อย รวมทั้งทำให้ผู้เขียนหายความคับข้องใจได้
ในท่ามกลางการผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากทางด้านรัฐสภา นายกรัฐมนตรีได้เชิญบรรดาบุคคลเป็นจำนวนมากให้มาร่วมประชุมเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าควรจะดำเนินการไปในลักษณะเช่นไรบ้าง การประชุมจัดขึ้นที่บ้านพิษณุโลกในช่วงเย็นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2552 และเมื่อเย็นวันที่ 13 ตุลาคม 2552
สื่อมวลชนรายงานข่าวไม่แตกต่างกันว่าเป็นการพบปะเลยประชุมร่วมกันของแกนนำของแต่ละพรรคการเมือง คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ดูเหมือนจะยอมรับความสำคัญของบุคคลเหล่านี้ในพรรคการเมืองต่างๆ เพราะไม่ได้มีการปฏิเสธเกิดขึ้นแต่อย่างใด ภายหลังการประชุมคุณอภิสิทธิ์ก็ยังได้ชี้แจงถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งตกลงกันระหว่างผู้ประชุม
ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากเป็นคำถามว่าในฐานะที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง บุคคลที่เข้าร่วมการประชุมกับคุณอภิสิทธิ์ในฐานะแกนนำหรือตัวแทนของพรรคการเมืองสามารถจะกระทำเช่นนั้นได้หรือไม่
การเพิกถอนสิทธินักการเมืองหรือที่เรียกกันว่าการตัดสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองจำนวนมากด้วยคำวินิจฉันของศาลรัฐธรรมนูญ ได้นำมาซึ่งข้อถกเถียงว่าการตัดสิทธิทางการเมืองนั้นมีความหมายครอบคลุมกว้างขวางเพียงใด สำหรับการกระทำบางอย่างมีบทบัญญัติที่กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจน เช่น เพิกถอนสิทธิในการลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นระยะเวลา 5 ปี ห้ามดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง
แต่การกระทำหลายอย่างก็ไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถกระทำได้หรือไม่ หรือหากกระทำไปแล้วจะมีขอบเขตจำกัดเอาไว้ในลักษณะเช่นไร ดังการมีบทบาทในการช่วยผู้อื่นหาเสียงในการเลือกตั้งจะสามารถกระทำได้หรือไม่ หรือหากเป็นเพียงแค่การถ่ายรูปคู่กับผู้รับสมัครเลือกตั้งเท่านั้นโดยไม่มีการพูดอะไรแม้แต่สักคำเดียว
ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ได้กลายเป็นข้อถกเถียงในคราวเลือกตั้งครั้งล่าสุด และได้มีคำวินิจฉัยไว้อย่างน่าสนใจจากทาง กกต.ว่าการช่วยหาเสียงให้กับบุคคลผู้ลงรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญของกรรมการบริหารพรรคการเมือง ดังนั้น บุคคลที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองย่อมไม่สามารถทำหน้าที่ในลักษณะเช่นนี้ได้
ประเด็นสำคัญของการวินิจฉัยก็คือ การพิจารณาจากบทบาทที่เป็นจริงของบุคคลที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองว่ามีอยู่ในลักษณะเช่นไร หากทำหน้าที่ในแบบเดียวกับที่กรรมการบริหารพรรคกระทำก็ควรต้องถูกห้าม แม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองด้วยการระบุชื่ออยู่ในทะเบียนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม
เหตุผลแบบที่กล่าวมานี้ก็น่าจะรับฟังเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากไปมองแค่ชื่อในทะเบียนพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว เราก็อาจเห็นบรรดาผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองทั้งหลายเข้าไปยุ่มย่ามในพรรคการเมืองเต็มไปหมดแต่ไม่ปรากฏชื่อเป็นกรรมการบริหารของพรรค รวมถึงอาจไปชี้นิ้วสั่งซ้ายหันขวาหันในพรรคการเมืองได้
แต่พอมานึกถึงการประชุมระหว่างคุณอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีกับผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเพื่อคุยกันเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ชวนให้สงสัยเป็นอย่างยิ่ง
บุคคลต่างๆ เหล่านี้มาประชุมในฐานะแกนนำของพรรคการเมืองสถานะดังกล่าวเป็นที่ยอมรับและรับรู้กันโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองก็ตาม การกำหนดแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นที่เข้าใจร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองก็ย่อมต้องให้บุคคลที่มีพลังอยู่ในพรรคมาร่วมประชุม ส่วนหนึ่งก็คงต้องเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ปรากฏรายชื่อเป็นตัวหนังสือชัดเจนแต่อีกหลายคนซึ่งอาจใหญ่กว่าชื่อที่ถูกเขียนอย่างเป็นทางการก็ได้มาเข้าร่วมด้วย
เมื่อตกลงเป็นที่เข้าใจร่วมกันแล้ว ก็จะนำไปสู่ปฏิบัติการในทางการเมืองซึ่งแต่ละพรรคต่างก็ล้วนต้องปฏิบัติตามตามแนวทางที่ได้ตกลงกันเอาไว้
จะปฏิเสธหรือว่าการประชุมที่บ้านพิษณุโลกที่ร่วมด้วยบรรดาผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเพียงลูกกระจ๊อกปลายแถว เอาเข้าจริงนี่คือเจ้าของพรรคการเมืองตัวจริงเสียงจริงมากกว่าที่ถูกอุปโลกน์กันเสียอีก
ไม่แน่ใจว่าทาง กกต.จะมีคำอธิบายอย่างไรกับเหตุการณ์เหล่านี้ ดูเหมือนจะไม่มีความเห็นใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย ทั้งที่การประชุมที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเรื่องแอบทำกันในห้องนอนเหมือนแอบมีเมียน้อย แต่โจ่งแจ้งและบอกกล่าวล่วงหน้ามาอย่างชัดเจน จึงมีความหมายไปอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเดาว่าเพราะเห็นว่าการกระทำนี้ไม่ได้ขัดต่อข้อห้ามในเรื่องตัดสิทธิทางการเมือง
อันนี้เป็นปัญหาสำคัญที่ควรต้องตอบเพราะหากยึดเอาหลักการที่ กกต.วางเอาไว้ในการวินิจฉัยกรณีหาเสียงโดยผู้ตัดสิทธิทางการเมืองแล้ว บทบาทในการประชุมครั้งนี้โจ๋งครึ่มไม่น้อยไปกว่าการช่วยหาเสียงด้วยซ้ำ
คุณอภิสิทธิ์จะเชิญคุณเนวินมาร่วมประชุมในฐานะอะไรหรือ จะตอบว่าเป็นเพราะคิดถึงอ้อมกอดที่ทำให้ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็คงยากจะเชื่อได้
ได้เคยมีข้อกล่าวหาแบบนี้เกิดขึ้นบางแล้ว แต่คำชี้แจงที่เคยเกิดขึ้นก็คือว่าข้อเท็จจริงแตกต่างกันดังนั้นผลของการวิจัยจึงมีความแตกต่าง จำเป็นต้องกล่าวไว้ล่วงหน้าเลยว่ากรณีที่กำลังกล่าวถึงนี้ผู้เขียนก็ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างการช่วยหาเสียงในการเลือกตั้งกับการร่วมประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ที่มาตรฐานในการวินิจฉัยการกระทำที่มีสาระในลักษณะเดียวกันว่าจะให้ผลอย่างไร
อยากรู้เหมือนกันว่าจะมีความเห็นอย่างไรเกิดขึ้นกับองค์กรที่ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งในกรณีที่เกิดขึ้นกับฝ่ายที่ยืนตรงกันข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์ จำได้ไหมครับว่าในคราวถกเถียงเรื่องการมีบทบาทช่วยในการหาเสียงของผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง มีการให้ความเห็นทั้งส่วนตัวและองค์กรเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวอย่างรวดเร็ว
แต่กลับกรณีการประชุมในครั้งนี้ทำไมถึงได้เงียบสนิทราวกลับว่าไม่มีองค์กรนี้อยู่ในสังคมไทย
ในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่ยุติลง การทำหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือและการยอมรับจากทุกฝ่ายเป็นเงื่อนไขหนึ่งจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการนำสังคมไทยกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่นำเอาความขัดแย้งทางการเมืองเข้าสู่การวินิจฉัยขององค์กรทางการเมืองได้
ขอให้เข้าใจว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นกล่าวหาว่ามีการเลือกปฏิบัติหรือสองมาตรฐานเกิดขึ้น
แต่ต้องการตั้งคำถามถึงหลักการในการวินิจฉัยกรณีเรื่องตัดสิทธิทางการเมืองจะวางอยู่บนมาตรฐานอย่างไรต่างหาก
...............................
เผยแพร่ครั้งแรกใน มติชนรายวัน วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11545








