WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 23, 2009

ไม่รู้จะรวยหรือซวยเละ หุ้นใหม่เนชั่นเสกพ้วงเดียว จากเน่าๆเอาล้างน้ำเข้าตลาดหุ้นเฉยเลย!

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 ตุลาคม 2552

ยิ่งสาวลึกยิ่งอื้อฉาวกรณีเนชั่นเข็นหุ้นใหม่NBCออกขายประชาชน ตรวจสอบงบการเงินแล้วกนกส่อผิดจังๆ เข้าข่ายโฆษณาอันเป็นเท็จปั่นหุ้น แฉคนจองซื้อแทนที่จะ"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง"อย่างกนกว่าอาจจะ"รับเละ" เหตุใช้กลวิธีทางบัญชีเสกพ้วงเดียว จากบริษัทที่มียอดขาดทุนสะสมบักโกรกสูงกว่าทุนจดทะเบียน กลายเป็นพลิกตาลปัตรมามีกำไรในช่วง"แต่งตัวเข้าตลาด"


ไทยอีนิวส์นได้นำเสนอข่าวพฤติการณ์เข้าข่ายทำผิดกฎหมายปั่นหุ้นของนายกนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้บริหารบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ NBC โดยพูดโฆษณาออกทีวีและวิทยุเนชั่น อันอาจเป็นเท็จว่า หากใครจองซื้อหุ้นตัวนี้ก็จะ"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง" ต่อมาเมื่อถูกทักท้วง ทางรายการเก็บตกจากเนชั่นก็ไม่ให้นายกนกพูดโฆษณาขายหุ้นแล้ว แต่เนชั่นก็ทำผิดกฎหมายเรื่องใหม่ขึ้นมาอีก

โดยเนชั่นทีวีหลีกเลี่ยงไม่ให้นายกนกพูดโฆษณาขายหุ้นน้องใหม่NBC แต่ขึ้นข้อความโฆษณาว่า "ติดต่อจองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ ซึ่งเป็นการทำผิดประกาศกลต.เรื่องการโฆษณาขายหุ้นผ่านสื่อที่กำหนดไว้ว่าต้องขึ้นข้อความคำเตือน"การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน"ให้เด่นชัดควบคู่กันไปด้วย

ไทยอีนิวส์ได้ตรวจสอบดูงบการเงินของNBCว่าดีถึงขั้นจะทำให้ผู้จองซื้อหุ้นตัวนี้มีโอกาส"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง แค่เงินปันผลก็รวยไม่รู้เท่าไหร่แล้ว"ดังที่นายกนกพูดโฆษณาชี้ชวนหรือไม่ ก็พบว่า นายกนกอาจพูดเกินจริง หรือกระทั่งเข้าข่ายพูดจาอันเป็นเท็จ เพราะบริษัทนี้ไม่กี่ปีก่อนจะ"แต่งตัวเข้าจดทะเบียนในตลาด"ฐานะย่ำแย่ถึงขั้นส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ มียอดขาดทุนสะสมจำนวนมาก โดยเมื่อสิ้นปี2549 มียอดขาดทุนสะสมอยู่ถึง163ล้านบาท ขณะที่มีทุนจดทะเบียน140ล้านบาท ณ ปีนั้น

อย่างไรก็ตามก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเพียง2เดือน บริษัทใช้กลวิธีทางบัญชีทำให้ยอดขาดทุนนั้นหายวับไปกับตา โดยการลดทุนจดทะเบียนลง จากนั้นก็พลิกหน้ามือเป็นหลังมือมาเป็นกำไรในทันควันเมื่อสิ้นงวดครึ่งปี2552นี้

พอแต่งตัวเข้าตลาดในปี50พลิกจากขาดทุนอ่วมมาเริ่มกำไร แต่ยอดขาดทุนสมบักโกรก

งบการเงินงวดสิ้นปี2550ของNBC (รายละเอียด คลิ้ก ) มีผลขาดทุนสะสมจำนวน 153 ล้านบาท ลดลงจากขาดทุนสะสมในปีก่อนที่ขาดทุนสะสม163ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นจากที่เคยติดลบ23.8ล้านบาท พลิกมาเป็นบวก86ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิสิ้นปี50เป็นบวก10.6ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุนสุทธิ41.8ล้านบาท มีกำไรต่อหุ้น0.54บาท จากขาดทุนต่อหุ้น3.1บาท

ส่วนงบการเงินงวดสิ้นปี2551 (รายละเอียด คลิ้ก )บริษัทรายงานว่ายอดขาดทุนสะสมลดลงเหลือ126.3ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิเพิ่มเป็น26.9ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้นเพิ่มเป็น1.12บาท

เสกได้ดังใจนึกจากขาดทุนสะสมบานกลายเป็นกำไร

งบการเงินของNBCงวดล่าสุด คือสิ้นสุดไตรมาส 2/2552 สิ้นสุด30มิถุนายน ( รายละเอียด คลิ้ก )

18 กุมภาพันธ์ 52 ลดทุนจาก240ล้านบาท เหลือ120ล้านบาท โดยลดจำนวนหุ้นลงเหลือ12ล้านหุ้น ราคาพาร์10บาท เพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสม

21เมษายน52แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนเข้าจดทะเบียนตลาดMAI ลดราคาพาร์เหลือ1บาท แตกออกเป็น120ล้านหุ้น

จากนั้นเพิ่มทุนจาก120ล้านบาท เป็น170ล้านบาท โดยออกหุ้นสามัญใหม่50ล้านหุ้น รวม50ล้านบาท

ในจำนวนดังกล่าวนี้จัดสรรหุ้นเพิ่มทุน20ล้านหุ้นให้NMGหรือเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่99.99%ให้กรรมการและผู้บริหาร42,129หุ้น และนำมาขายประชาชนทั่วไป 30 ล้านหุ้น รวมทั้งNMGนำส่วนที่ถืออยู่มาขายด้วยรวม65ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ2.90บาท คาดว่าหากขายหมดจะได้เงินราว190ล้านบาท

จากนั้นผู้สอบบัญชีกล่าวว่าได้"คำนวณกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานเสมือนว่าการแตกหุ้นได้เกิดขึ้นตั้งแต่วันเริ่มต้นของปีแรกที่เสนอรายงานจำนวน120ล้านหุ้น" มีผลให้งบงวดครึ่งปีที่ยังไม่ได้ตรวจสอบสิ้นสุด30มิถุนายน52พลิกมากำไร17ล้านบาท กำไรต่อหุ้น0.14บาท จากปีก่อนกำไร13ล้านบาท กำไรต่อหุ้น0.11บาท

ยอดขาดทุนสะสมจาก140ล้านบาท พลิกมาเป็นทุนชำระแล้ว240ล้านบาท

กนกโฆษณาอันเป็นเท็จหรือไม่ กลต.ต้องอย่านิ่งเฉย

ก่อนหน้านี้ไทยอีนิวส์นำเสนอข่าวพฤติการณ์เข้าข่ายทำผิดกฎหมายปั่นหุ้นของนายกนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้บริหารบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ NBC โดยพูดโฆษณาออกทีวีและวิทยุเนชั่น อันเป็นเท็จว่า หากใครจองซื้อหุ้นตัวนี้ก็จะ"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง"นั้น มาวันนี้ทางรายการเก็บตกจากเนชั่นนายกนกได้ยุติการพูดโฆษณานี้แล้ว แต่เนชั่นก็ทำผิดกฎหมายเรื่องใหม่ขึ้นมาอีก

คราวนี้เนชั่นทีวีหลีกเลี่ยงไม่ให้นายกนกพูดโฆษณาขายหุ้นน้องใหม่NBC แต่ขึ้นข้อความโฆษณาว่า "ติดต่อจองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ ซึ่งเป็นการทำผิดประกาศกลต.เรื่องการโฆษณาขายหุ้นผ่านสื่อที่กำหนดไว้ว่าต้องขึ้นข้อความคำเตือน"การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน"ให้เด่นชัดควบคู่กันไปด้วย

ทั้งนี้เนชั่นกระทำผิดกฎหมาย โดยฝ่าฝืนประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่ สจ. 18/2547ที่กำหนดไว้ชัดเจนดังนี้

ข้อ 10 การโฆษณาผ่านสื่อจะกระทำได้ต่อเมื่อผู้เสนอขายหลักทรัพย์ได้ส่งข้อความ หรือตัวอย่างสื่อที่จะใช้ในการโฆษณา แล้วแต่กรณี ให้สำนักงานพิจารณาก่อนเริ่มการโฆษณา และสำนักงานมิได้แจ้งทักท้วงเนื้อหาของการโฆษณาดังกล่าวภายในสามวันทำการนับตั้งแต่วันถัดจากวันที่สำนักงานได้รับข้อความหรือตัวอย่างสื่อนั้น

ปัญหามีอยู่ว่าเนชั่นทีวีได้ขออนุญาตกลต.เพื่อขอโฆษณาหรือยัง เพราะหากได้รับอนุญาตก็ต้องทำตามประกาศฉบับนี้ที่กำหนดไว้ว่าการโฆษณาดังกล่าว ต้องมีข้อความต่อไปนี้แสดงในโฆษณาอย่างชัดเจนด้วย

(1) ข้อความที่เป็นคำเตือนดังนี้ “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน”


(2) ข้อความอื่นใดที่สำนักงานกำหนดตามความจำเป็นและสมควรแก่กรณี ทั้งนี้โดยคำนึงถึงการมีมาตรการคุ้มครองที่เพียงพอสำหรับผู้ลงทุน ประกอบกับภาระต้นทุนของผู้เสนอขายหลักทรัพย์

ในการแสดงข้อความตามวรรคสอง ให้ผู้เสนอขายหลักทรัพย์ปฏิบัติดังต่อไปนี้

(1) หากเป็นการโฆษณาผ่านสื่อที่ใช้ข้อความหรือภาพ ตัวอักษรของคำเตือนต้องมีความคมชัด อ่านได้ชัดเจน และมีขนาดไม่เล็กกว่าตัวอักษรปกติที่ใช้ในการโฆษณา และในกรณีที่โฆษณาดังกล่าวมิใช่ข้อความหรือภาพนิ่ง ต้องจัดให้มีการแสดงคำเตือน (display) ไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบวินาที

(2) หากเป็นการโฆษณาผ่านสื่อที่มีเฉพาะการใช้เสียง ต้องจัดให้มีการอ่านออกเสียงคำเตือน โดยมีระดับเสียงและความเร็วไม่แตกต่างจากการอ่านออกเสียงถ้อยคำทั่วไปที่ใช้ในการโฆษณานั้น

อนึ่งก่อนหน้านี้นายกนกได้พูดโฆษณาผ่านทีวีและวิทยุเนชั่นก็เข้าข่ายอาจฝ่าฝืนต่อประกาศกลต.ฉบับนี้ซึ่งกำหนดไว้ใน ข้อ 4 ของประกาศฉบับนี้ โดยระบุว่า การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเสนอขายหลักทรัพย์ต้องมีสาระสำคัญของข้อมูล ไม่นอกเหนือไปจากข้อมูลที่ได้แสดงไว้ในร่างหนังสือชี้ชวนที่ได้ยื่นต่อสำนักงาน โดยมีลักษณะหรือ วิธีการแสดงข้อมูลเป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(1) ไม่แสดงข้อความที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

(ก) เป็นเท็จ เกินความจริง หรืออาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

(ข) เป็นการประมาณการผลตอบแทนจากการลงทุน เว้นแต่เป็นการประมาณการอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราผลตอบแทนที่ผู้ถือหลักทรัพย์จะได้รับตามข้อกำหนดหรือเงื่อนไขของหลักทรัพย์ที่เสนอขาย
(ค) เป็นการประมาณการผลการดำเนินงานหรือฐานะการเงินในอนาคตของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์เว้นแต่เป็นการแสดงข้อความที่แสดงไว้ในร่างหนังสือชี้ชวนที่ยื่นต่อสำนักงาน
(ง) เป็นการชี้นำให้ผู้ลงทุนสำคัญผิดเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เสนอขาย


ทั้งนี้ในวันที่ 21 ตุลาคม เวลาราว09.10-09.15 นายกนกได้พูดออกทางรายการเก็บตกจากเนชั่น ทางเนชั่นทีวี และวิทยุเนชั่นโดย
ได้โฆษณาชี้ชวนให้คนซื้อหุ้นจองNBC โดยชี้นำว่า"ดีมากครับหุ้นNBC คิดดูว่าขนาดคุณธีระก็ยังจองซื้อเป็นแสนหุ้น ผมก็จองซื้อเป็นแสนหุ้น ราคาก็แค่2.90บาทต่อหุ้น แค่2.90บาทครับ แล้วคิดดูว่าแค่ปันผลที่จะได้รับก็ไม่รู้เท่าไหร่แล้ว จองซื้อไว้ก็รวยเละ รวยไม่รู้เรื่องครับ" โดยนายกนกย้ำเรื่องนี้หลายครั้ง

ผิดกฎหมายด้วยน่าเกลียดด้วยเพราะกนก-เมียเป็นผู้บริหารบริษัทที่เสนอขายหุ้น


นอมินีของกนก-นางลักขณา รัตน์วงศ์สกุล ภรรยาของนายกนกเป็นกรรมการของบมจ.เนชั่น บรอดแคสติ้ง(NBC) ส่วนนายกนกเป็นผู้บริหาร หรือแม้นายกนกจะให้นอมินีเป็นกรรมการบริษัทก็หนีความรับผิดชอบไม่พ้นเมื่อกระทำผิด เพราะกฎหมายพรบ.หลักทรัพย์ มาตรา89/1ระบุว่า"บุคคลที่มีความเกี่ยวข้อง"หมายถึงคู่สมรสของกรรมการบริษัทด้วย(ที่มาภาพ:บอร์ดบริษัทNBC)



เมื่อตรวจสอบจากเวบไซต์ของ NBC ก็ยังพบว่า นายกนกยังมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารของNBCในตำแหน่ง ผู้อำนวยการส่วนงานผู้ประกาศข่าว(ดู ลิ้งค์ ) และนางลักขณา รัตน์วงศ์สกุล ภรรยานายกนก ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัท(ดู ลิ้งค์ ) และยังเป็นกรรมการบริหารบริษัทอ้ีีกตำแหน่งหนึ่งด้วย( ดู ลิ้งค์ )

ทั้งนี้ NBC เจ้าของเนชั่นทีวี และวิทยุเนชั่นเรดิโอ ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI จำนวน 65 ล้านหุ้น เสนอขายราคา 2.90 บาทต่อหุ้น โดยจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อได้ระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2552 นี้

ท่านสามารถรับฟังย้อนหลังได้ที่วิทยุเนชั่น (คลิ้ก ) หรือเนชั่นทีวี ( คลิ้ก )

ทั้งที่นายกนกไม่ได้เป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่สามารถจะระบุคุณค่าหรือราคาที่เหมาะสม หรือแนะนำการลงทุนใดๆได้ หรือถึงเป็นนักวิเคราะห์ที่ได้รับอนุญาตให้แนะนำการซื้อขายหุ้นได้ ก็ต้องบอกถึงความเสี่ยงต่างๆประกอบด้วย โดยที่ก.ล.ต.มักกำหนดให้แจ้งผู้ลงทุนว่า"การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนพึงศึกษาจากรายละเอียดในหนังสือชี้ชวน และใช้วิจารณญาณในการลงทุน"

ที่สำคัญนายกนกกระทำลงไปดังกล่าวนี้ ยังเสี่ยงเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายด้วย ทั้งนี้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535หมวด 8 ว่าด้วยการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ กำหนดไว้ดังนี้

-มาตรา 238 ห้ามมิให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์ หรือผู้มีส่วนได้เสียในหลักทรัพย์บอกกล่าวข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความใดโดยเจตนาให้ผู้อื่นสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะการเงิน ผลการดำเนินงานหรือราคาซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทหรือนิติบุคคลที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือหลักทรัพย์ซื้อขายในศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์

-มาตรา 239 ห้ามมิให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์ หรือผู้มีส่วนได้เสียในหลักทรัพย์ แพร่ข่าวเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด ๆ อันอาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลง เว้นแต่จะเป็นการแพร่ข่าวในข้อเท็จจริงที่ได้แจ้งไว้กับตลาดหลักทรัพย์แล้ว

-มาตรา 240 ห้ามมิให้ผู้ใดแพร่ข่าวอันเป็นความเท็จให้เลื่องลือจนอาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลง


ทั้งนี้ในมาตรา 296ร ะบุว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 238 มาตรา 239 มาตรา 240 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับเป็นเงินสองเท่าของผลประโยชน์ที่บุคคลนั้นๆได้รับเพราะการกระทำผิดดังกล่าว แต่ทั้งนี้ค่าปรับดังกล่าวต้องไม่น้อยกว่าห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


นอกจากนั้นบริษัทNBCอาจเข้าข่ายมีความผิดด้วย เพราะมาตรา80กำหนดไว้ว่า การโฆษณาชี้ชวนต่อประชาชนหรือบุคคลใดๆให้ซื้อหลักทรัพย์ของผู้เริ่มจัดตั้งเป็นบริษัทมหาชนจำกัด บริษัทหรือเจ้าของหลักทรัพย์จะต้องไม่ใช้ถ้อยคำ หรือข้อความเกินจริง

มาตรา280 ระบุว่า ผู้กระทำผิดตามมาตรา80ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กฎหมายชี้ทำตัวน่าเกลียดไม่เหมาะสมต้องโดนเฉดหัวพ้นผู้บริหารด้วย

ทั้งนี้ต้องนับว่านายกนกเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงตามกฎหมายพ.ร.บ.หลักทรัพย์ มาตรา89/1 เพราะนายกนกมีตำแหน่งเป็นผู้บริหาร มีคู่สมรสคือภรรยาเป็นกรรมการบริษัท และกรรมการบริหารบริษัท ดังนั้นอาจเข้าข่้ายกระทำผิดมาตรา89/3ซึ่งกำหนดไว้ว่า"ต้องไม่มีลักษณะที่แสดงถึงการขาดความเหมาะสมที่จะได้รับความไว้วางใจให้บริหารจัดการบริษัทมหาชนเป็นผู้ถือหุ้น" ซึ่งมาตรา89/4กำหนดให้พ้นตำแหน่ง เมื่อกระทำผิดดังกล่าว และจะดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทต่อไปมิได้

มาตรา89/9 วรรค3กำหนดด้วยว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการและผู้บริหารนั้น ต้องกระทำไปโดยตนไม่มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในเรื่องที่ตัดสินใจนั้น

เชิญร่วมร้องเรียนกนกปั่นหุ้นและร้องให้เฉดหัวกับกลต.

อย่างไรก็ตามเนื่องจากเครือเนชั่นมีพฤติการณ์ที่ใกล้ชิดเป็นพวกเดียวกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หากท่านเห็นว่ารัฐบาลอาจเพิกเฉยต่อการกระทำผิดครั้งนี้
ท่านสามารถร้องเรียนพฤติการณ์นี้ทางออนไลน์ไปยังสำนักงานคณะกรรมการก.ล.ต.ได้ตามลิ้งค์นี้ ( คลิ้ก ร้องเรียนก.ล.ต.ทางออนไลน์ )หรือโทรศัพท์ร้องเรียนทางโทรศัพท์ผ่าน Help Center ที่ 0-2263-6000


--------------------
ข่าวเกี่ยวเนื่องที่นำเสนอไปก่อนหน้านี้:

*เอาอีกแล้วสื่อโล้นกระบอกเสียงมาร์ค ไม่กลัวเสือกระดาษกลต. ตีปี๊บขายหุ้นผิดกม.โจ่งครึ่ม
*กนกปั่นหุ้นคุก2ปีไม่พอ กฎหมายชี้ต้องโดนเฉดหัวด้วย รู้แกวส่งเมียเป็นนอมินี จี้กลต.เร่งฟัน
*ร้องกลต.ฟันกนกคุก2ปีลูกพี่หยุ่นโดนด้วย ซี้ปึ๊กมาร์คเย้ยกฎหมายปั่นหุ้นเนชั่นกลางอากาศ
*ใครทุบหุ้นยังไม่แน่ แต่คนปั่นหุ้นคาหนังคาเขา มันเป็น"พวกเรา"-มาร์คว่าไง?!

รัชกาลที่ ๕ ปฏิวัติล้มระบบศักดินา

ที่มา Thai E-News


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
23 ตุลาคม 2552

การเลิกทาสหรือไพร่ และการหันมาใช้แรงงานรับจ้าง ไม่ใช่เพราะความเมตตาของใครแต่อย่างใด มันเป็นเรื่องการใช้แรงงานในลักษณะที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในระบบทุนนิยมต่างหาก การเลิกทาสเลิกไพร่ และการนำระบบเศรษฐกิจการค้าเสรีเข้ามา เปิดโอกาสให้กษัตริย์ไทยสมัยนั้นสามารถสะสมกำไรมหาศาลจากการเป็นนายทุนที่ดิน นายทุนเกษตร และนายทุนธนาคาร ซึ่งมีการถ่ายทอดมรดกจนถึงปัจจุบัน


ทุกวันที่ ๒๓ ตุลาคม นิสิตจุฬาฯ จะถูกเกณฑ์ไปกราบรูปปั้นรัชกาลที่๕ เหมือนกับว่ากราบไหว้เทวดา

แต่การกราบไหว้รูปปั้นของคนในรูปแบบนี้ โดยไม่สนใจที่จะวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของผลงานอันยิ่งใหญ่ของรัชกาลที่๕ เป็นการสอนให้นักศึกษาเป็นคนปัญญาอ่อน ไม่ใช่สอนให้คิดเองเป็น เพื่อสร้างมาตรฐานวิชาการ

อำมาตย์ชอบเสนอว่า สถาบันกษัตริย์ไทยปัจจุบันเป็นสถาบันเก่าแก่ตั้งแต่สุโขทัย ที่อยู่เคียงข้างสังคมในรูปแบบ “ศักดินา-สมบูรณาญาสิทธิราชย์” คือมองว่าศักดินาไม่ต่างจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นเอง

ฝ่ายอำมาตย์มีการรณรงค์ผ่านโรงเรียน และสื่อให้เราเชื่อว่า กษัตริย์มีอำนาจเหนือชีวิตของเหล่าไพร่ทั้งหลาย เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากสมัยอยุธยาเลย

มันเป็นความพยายามเพื่อสร้างภาพเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ให้ประชาชนเชื่อว่า ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการจงรักภักดีต่อ และเกรงกลัวผู้ปกครองที่เป็นเสมือนพระเจ้าหรือเทวดา

ส่วนฝ่ายซ้ายเก่า เช่น พ.ค.ท. หรือนักวิชาการที่ได้รับอิทธิพลจาก พ.ค.ท. มักมองว่าไทยยังเป็น “กึ่งศักดินา” จนถึงทุกวันนี้ หลายคนมองต่อไปว่าความขัดแย้งระหว่างเสื้อเหลืองกับแดง เป็นการต่อสู้ระหว่างศักดินากับนายทุนสมัยใหม่ ผมว่าการวิเคราะห์แบบนี้ผิด และไม่มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์รองรับเลย

ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์เราจะพบว่า ในรอบ 200 ปีที่ผ่านมาสถาบันกษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง จากสถาบันในระบบศักดินา ไปเป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจรวมศูนย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในช่วงรัชกาลที่ ๕

และในการปฏิวัติปี ๒๔๗๕ เปลี่ยนอีกครั้งเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นสถานภาพของสถาบันก็เปลี่ยนแปลงต่อไป

งานเขียนของนักประวัติศาสตร์อย่าง ธงชัย วินิจจะกูล และ ทักษ์ เฉลิมเตียรณ มีประโยชน์ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างดี นอกจากนี้ข้อมูลในหนังสือของ Paul Handley ก็ช่วยวาดภาพประวัติศาสตร์ช่วงดังกล่าวอีกด้วย

อย่างไรก็ตามนักวิชาการส่วนใหญ่มองข้ามแง่มุมของสถาบันกษัตริย์ไทย ที่เป็นสถาบันสมัยใหม่ในระบบทุนนิยมซึ่งมีบทบาทหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง และเป็นลัทธิความคิด ที่ให้ความชอบธรรมกับทหารผู้มีอำนาจจริงในการครอบงำสังคม

ลักษณะสำคัญของระบบศักดินา

หลายคนเข้าใจผิดว่าการปกครองในยุคศักดินาเป็นการปกครองที่มีพระเจ้าแผ่นดินที่มีอำนาจเข้มแข็ง แต่ที่จริงแล้วระบบศักดินามีองค์ประกอบสามอย่างที่ทำให้พระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจจำกัดคือ

(๑) ระบบการปกครองแบบศักดินาไม่มีข้าราชการ ระบบข้าราชการไทยตั้งขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๕ ฉนั้นพระเจ้าแผ่นดินในยุคศักดินาต้องแบ่งอำนาจในการปกครองกับ ขุนนาง มูลนาย และเจ้าหัวเมือง

(๒) การที่ระบบการผลิตอาศัยการเกณฑ์กำลังงานแรงงานบังคับโดยมูลนายและขุนนาง มีส่วนทำให้พระเจ้าแผ่นดินต้องแบ่งอำนาจทางเศรษฐกิจการผลิตให้กับมูลนายและขุนนางอีกด้วย

(๓) อำนาจของ “เมืองหลวง” เช่นอยุธยา หรือ กรุงเทพฯ ในระบบศักดินา จะลดลงในสัดส่วนที่เท่ากับความห่างจากตัวเมือง เพราะเมืองห่างๆ ไม่จำเป็นต้องกลัวการส่งกองกำลังมาปราบปรามเท่ากับเมืองที่อยู่ใกล้ศูนย์กลาง นอกจากนี้ “หัวเมือง” อาจเป็น “หัวเมือง” ของเมืองอำนาจศูนย์กลางอื่นๆ หลายเมืองพร้อมๆกัน ระบบการแผ่อำนาจแบบวงกลมซ้อนๆนี้ เรียกว่าเป็นระบบ Mandala หรือ Galactic Polity – คือระบบดวงดาวที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ มันเป็นระบบที่ไม่มีแผนที่ ไม่มีพรมแดน เพราะเน้นควบคุมคนและชุมชนเป็นหลัก

การผลิตในระบบศักดินาใช้แรงงานบังคับ ไม่ใช่แรงงานรับจ้าง มีทาสและไพร่ ทาสในระบบศักดินาคือผู้ที่ติดหนี้สินกับมูลนาย ผู้ที่ต้องการความคุ้มครองจากมูลนาย หรือเชลยศึก เขาจะต้องทำงานอยู่กับเจ้านายตลอด ส่วนไพร่นั้นคือผู้ที่เป็นชาวนากึ่งอิสระที่ต้องถูกเกณฑ์ไปใช้งานเป็นประจำโดย ขุนนาง มูลนาย พระเจ้าแผ่นดิน หรือ วัด

ปฏิวัติทุนนิยมล้มศักดินานำโดยรัชกาลที่๕

หลังจากที่รัฐบาลกรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เซ็นสัญญาการค้าเสรีกับอังกฤษที่เรียกว่า “สัญญาเบาริ่ง” ในปีพ.ศ. ๒๓๙๘ ระบบทุนนิยมโลกเริ่มที่จะมีอิทธิพลเหนือเศรษฐกิจไทยมากขึ้นทุกที ระบบการค้าเสรีและการล่าอาณานิคมของมหาอำนาจทุนนิยมตะวันตก สร้างทั้งปัญหาและโอกาสกับกษัตริย์ศักดินา และนำไปสู่การปฏิวัติล้มระบบศักดินาโดยรัชกาลที่ ๕

การยกเลิกระบบการเกณฑ์แรงงานบังคับ และการใช้ระบบการปกครองของข้าราชการจากศูนย์กลาง เป็นการทำลายอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองของมูลนาย ขุนนาง และ เจ้าหัวเมือง ซึ่งเป็นคู่แข่งของกษัตริย์ โดยที่อำนาจรัฐและอำนาจเศรษฐกิจไปกระจุกอยู่ที่พระเจ้าแผ่นดินภายใต้ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นครั้งแรก

นอกจากนี้การเลิกทาสหรือไพร่ และการหันมาใช้แรงงานรับจ้าง ไม่ใช่เพราะความเมตตาของใครแต่อย่างใด มันเป็นเรื่องการใช้แรงงานในลักษณะที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในระบบทุนนิยมต่างหาก

การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยดังกล่าวต้องถือว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับการปฏิวัติสังคมที่นำไปสู่ระบบทุนนิยมในประเทศไทย และรัฐใหม่ที่รัชกาลที่ ๕ สร้างขึ้นเป็นรัฐทุนนิยม เพื่อประโยชน์นายทุนกษัตริย์ และเพื่อสร้างรัฐชาติไทยขึ้นมาเป็นครั้งแรกในยุคที่กรุงเทพฯ ต้องเผชิญหน้ากับการสร้างรัฐชาติพม่า มาเลย์ และอินโดจีน ภายใต้จักรวรรดินิยมตะวันตก ยิ่งกว่านั้นการเลิกทาสเลิกไพร่ และการนำระบบเศรษฐกิจการค้าเสรีเข้ามา เปิดโอกาสให้กษัตริย์ไทยสมัยนั้นสามารถสะสมกำไรมหาศาลจากการเป็นนายทุนที่ดิน นายทุนเกษตร และนายทุนธนาคาร ซึ่งมีการถ่ายทอดมรดกจนถึงปัจจุบัน

ลักษณะสำคัญของระบบทุนนิยมคือ มีการลงทุนเพื่อการผลิต และมีการสะสมทุนเพิ่มจากกำไรในการผลิต กระบวนการนี้อาศัยการที่นายทุนเริ่มควบคุมปัจจัยการผลิต เช่นที่ดิน บริษัท หรือโรงงาน ในขณะที่คนธรรมดาต้องไปรับจ้างหรือเช่าที่ดินจากนายทุน

การลงทุนเพื่อการเกษตรแถวๆ รังสิตในสมัยรัชกาลที่๕ กระทำไปโดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยมาเช่าที่ดิน เพื่อขยายการผลิตข้าว โดยเป้าหมายคือการส่งออกในตลาดทุนนิยมโลก มันเป็นระบบรับเหมาทำนา โดยที่นายทุนผู้ครองที่ดินได้ประโยชน์ ดังนั้นนายทุนในระบบทุนนิยมมีหลายรูปแบบ คือเป็นกษัตริย์ ทหาร หรือนักธุรกิจเอกชนก็ได้ ขอให้มีอำนาจคุมปัจจัยการผลิตและความสามารถในการสะสมทุนเท่านั้นก็พอ

รัฐทุนนิยมในรูปแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่รัชกาลที่๕ สร้างขึ้น ถูกปฏิวัติล้มไปในปี ๒๔๗๕ และอำนาจรัฐถูกค่อยๆ ขยายไปสู่ส่วนอื่นของชนชั้นนายทุนที่ไม่ใช่กษัตริย์และราชวงศ์ เช่นข้าราชการพลเรือน ทหาร และนายทุนเอกชน ซึ่งการขยายชนชั้นปกครองไปสู่กลุ่มอำมาตย์แบบนี้ ยังมีอิทธิพลต่อการเมืองปัจจุบัน

ทั้งๆ ที่อาจไม่ใช่เจตนาหลักของผู้นำคณะราษฏร์ฝ่ายซ้ายอย่างปรีดี พนมยงค์

--
ติดตามงานของใจ อึ๊งภากรณ์:

http://siamrd.blog.co.uk/
http://wdpress.blog.co.uk/
http://redsiam.wordpress.com/
see YOUTUBE videos by Giles53

แนวทางสันติวิธี...ขอเตือน ยังต้องระมัดระวังพวกกระหายเลือด

ที่มา Thai E-News



โดย Pegasus
22 ตุลาคม 2552

วิธีการของคานธีนั้นเขาใช้กับอังกฤษซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่เป็นผู้ยึดกฎเกณฑ์ตามกฎหมายและเป็นผู้ดี ย่อมไม่ยอมเสียชื่อ ต่างกับอำมาตย์ไทยที่คงจะลงมือฆ่าอย่างเหี้ยมโหดได้เนื่องจากเห็นว่าประชาชนเป็นเพียงไพร่ ทาส หรือ ขี้ข้าเท่านั้น


แนวทางสันติวิธีที่ใช้การกดดันทางการเมืองด้วยมือเปล่า สงบ สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธที่ทางฝ่ายความจริงวันนี้ได้นำเสนอ และเป็นกระบวนการเสริมสร้างประชาธิปไตยสำหรับชาวเสื้อแดง ทำให้ได้รับแนวร่วม และมวลชนเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งในขณะนี้

แนวทางสันติวิธีนี้ชวนให้นึกถึงแนวทางการต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพและ อิสรภาพของชาวอินเดียในยุคอาณานิคมของอังกฤษจนได้รับเอกราชในที่สุดเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก

อย่างไรก็ตามแนวทางสันติอหิงสาของคานธี ที่เป็นผู้นำมาใช้นั้นอยู่ในสภาพที่แตกต่างจากกระบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยของชาวเสื้อแดงอย่างที่ไม่อาจนำมาเทียบกันได้ ดังจะกล่าวต่อไปดังนี้

ประการแรก เจ้าอาณานิคมคืออังกฤษและฝรั่งเศสในขณะนั้นจะอย่างไรเสียก็เป็นประเทศอุตสาหกรรม และระบอบประชาธิปไตยจะทำงานได้ดีในประเทศอุตสาหกรรม ที่ยึดกฎเกณฑ์ต่างๆ

คานธีเป็นนักกฎหมายจบจากอังกฤษ และมีความสามารถอย่างมากในด้านกฎหมาย คานธีไม่ได้ต่อสู้บนความว่างเปล่า หากแต่ต่อสู้บนเงื่อนไขทางการเมือง และสังคมของเจ้าอาณานิคมคืออังกฤษ ด้วยการต่อสู้ทางกฎหมายก็เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งด้วย

การยอมตัวที่จะโดนจับ โดนขังคุก โดยไม่ต่อสู้ที่เรียกว่าอหิงสานั้น จึงสามารถกระทำได้เพราะมีสื่อมวลชนของอังกฤษคอยติดตามพฤติกรรมอยู่ตลอดเวลา

ประการที่สอง การต่อสู้ของคานธีไม่ได้มีผลได้เสีย ถึงขนาดที่จะไม่มีที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินไทยเหมือนการต่อสู้ของเสื้อแดงในปัจจุบัน ซึ่งอาจมีผลออกมาถึงขนาดฝ่ายที่พ่ายแพ้ต้องออกไปใช้ชีวิตบั้นปลายในต่างประเทศ และไม่แน่ว่าอาจต้องมีคดีติดตัวไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการก่อการร้ายสากล หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ประการที่สาม การต่อสู้ของคานธี ได้ผลประโยชน์ทางอ้อมจากสงครามโลกครั้งที่สอง อังกฤษเจ้าอาณานิคมอ่อนแอลง เช่นเดียวกับเจ้าอาณานิคมอื่นๆ อังกฤษไม่มีกำลังเพียงพอที่จะดูแลอินเดียอยู่แล้ว ไม่พอแม้แต่จะดูแลฟื้นฟูเกาะบริเตนใหญ่ด้วยซ้ำ ต้องอาศัยการช่วยเหลือจากสหรัฐเป็นจำนวนมาก และสหรัฐเองก็มีนโยบายปลดปล่อยประเทศต่างๆให้เป็นเอกราช รวมถึงการช่วยประเทศไทยจากการเข้าครอบครองของอังกฤษในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สองด้วย

จากเหตุผลหลักๆทั้งสามประการนี้ ก็น่าจะพอทำให้เห็นว่าลำพังการต่อสู้แบบสันติ อหิงสานั้นไม่อาจจะได้ชัยชนะแต่สถานเดียวเสมอไป

ในการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในสหรัฐฯด้วยแนวทางสันติ อหิงสาใช้การ อดอาหารประท้วงของผู้นำสตรี จนประสบความสำเร็จก็เกิดจากสามีของผู้นำที่เป็นนักการเมือง ได้เข้ามาช่วยเหลือ ร่วมกับสื่อมวลชน และประการสำคัญสหรัฐฯเกิดความจำเป็นต้องใช้แรงงานสตรีเนื่องจากต้องเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่สอง และท่านที่พอทราบประวัติการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีนี้ แม้ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแล้วก็ยังมีการกลั่นแกล้ง การบังคับให้รับประทานอาหารด้วยวิธีการทรมานต่างๆ จนได้รับการเปิดโปงจากสื่อมวลชนสิ่งต่างๆเหล่านี้จึงพอทุเลา และการลงคะแนนเสียงให้สตรีมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้น ก็ได้เสียงสุดท้ายมาด้วย มารดาของสมาชิกรัฐสภาท่านสุดท้ายยื่นคำขาดกับลูกชาย เป็นต้น

ที่ได้ยกตัวอย่างมานี้ไม่ได้หมายความว่าจะต่อต้านการแสดงพลังและเรียกร้องด้วยแนวทางสันติ อหิงสา ตรงกันข้ามให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี เพียงแต่จะขอชี้ช่องมาให้ทราบว่าเงื่อนไขของต่างประเทศและในประเทศไทยมีความแตกต่างกันอย่างไร ทุกคนไม่ควรประมาท

ความแตกต่างระหว่างไทยกับประเทศที่กล่าวมาแล้วคือ

ฝ่ายเผด็จการที่ปกครองประเทศไทยอยู่ไม่รู้จักคำว่ากฎหมาย หรือวิธีปฏิบัติใดๆเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของประเทศที่เป็นประชาธิปไตย และมีทุนอุตสาหกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนในประเทศมาก่อนแล้ว คำว่ากฎหมาย หรือการทำงานตามคู่มือจึงจะเกิดขึ้น

ต่างจากประเทศไทยที่การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามความต้องการของฝ่ายเผด็จการเท่านั้น สิ่งที่เรียกว่าหลักนิติธรรม (rule of law) จึงไม่ใช่สิ่งที่ฝ่ายเผด็จการจะรู้จัก คงรู้จักแต่คำว่าให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่ฝ่ายตนออกมาเพื่อควบคุม (rule by law) เท่านั้น

ดังนั้นผู้ที่ทำตามใจของผู้ปกครองจะได้รับการคุ้มครอง ใครที่เป็นฝ่ายตรงข้ามก็จะได้รับภัยจากกฎหมายที่ฝ่ายปกครองสรรสร้างขึ้น เช่น รัฐธรรมนูญฉบับ 50 เป็นต้น

จากคำพูดของฝ่ายเผด็จการบางแห่งจะพบว่า ใครที่ยอมตามหรือทำตามฝ่ายเผด็จการจะได้ชื่อว่าเป็นคนดี เป็นคนเสียสละเพื่อชาติและราชบัลลังก์

ส่วนใครที่ไม่ยอม ไม่ลงให้กับเส้นสายของฝ่ายอำมาตย์ก็จะกลายเป็นพวกผิดกฎหมาย เป็นพวกทรยศชาติไปเสียเลย ทำให้นึกถึงกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชพระองค์หนึ่งที่โด่งดังมากคือพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งมีข่าวลือที่มาพบภายหลังว่าไม่น่าจะเป็นความจริงคือ คำพูดที่ว่า ข้าพเจ้าคือรัฐ (I am the state)

หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับความคิด และตัดสินใจของกษัตริย์พระองค์เดียว ซึ่งในระบอบอุตสาหกรรมและประชาธิปไตยก็เป็นที่ยอมรับว่า การปล่อยให้กษัตริย์ หรือ ผู้นำเผด็จการใดๆ ตัดสินใจทำอะไรลำพังเพียงคนเดียวนั้น จะไม่เข้ากับเปลี่ยนแปลงของสินค้าและการต่อต่อสื่อสารในยุคปัจจุบันได้เลย การปฏิวัติฝรั่งเศสจึงกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ด้วยประการฉะนี้

คำพูดที่มีนัยว่าใครตามข้าพเจ้าเป็นคนดี ใครไม่ตามรอยข้าพเจ้าเป็นผู้ทรยศชาตินั้น เป็นการสื่อให้เห็นชัดๆว่า ฝ่ายอำมาตย์นั้นไม่ได้คิดแบบสามัญชน

แสดงความคิดลึกๆว่า มีความยึดโยงกับความคิดแบบรวมศูนย์ ประชาชนอาจเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งเท่านั้น การโฆษณาชวนเชื่อ หลอกลวง จึงเกิดตลอดเวลา

เมื่อเป็นเช่นนี้ การหวังว่าการกระทำใดๆ ตามเงื่อนไขของกฎหมายแล้วจะได้รับการเห็นใจหรืออย่างน้อยยอมถอยตามแบบในอังกฤษหรือยอมการปฏิวัติแบบในฝรั่งเศสนั้นคงเป็นไปไม่ได้ (อังกฤษกำลังของฝ่ายขุนนางกดดันให้กษัตริย์ยอมรับสิทธิพลเมืองในศตวรรษที่ 13 ฝรั่งเศสคือการลุกฮือใหญ่ของประชาชนจำนวน หกหมื่นคนไปปล้นปืนและดินปืนจากคุกบาสตีล์ในศตวรรษที่ 18 และรัสเซียคือการลุกฮือของประชาชนเป็นแสนๆคนในการยึดเมืองหลวงและจับพระเจ้าซาร์)

การมองว่าพรรคการเมืองและประชาชนเป็นศัตรู ก็เท่ากับว่ามีความคิดถอยหลังไปไกลกว่ายุคสมัยที่ได้มีการนิยามคำว่าชาติในศตวรรษที่ 17 เพราะชาติตามนิยามของสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลีย (ค.ศ.1648)นั้น คืออาณาเขต(ดินแดน) อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน รัฐบาลและประชาชน ดังนั้น ถ้ามองอย่างกว้างๆแล้ว ประชาชนต่างหากคือชาติไม่ใช่ผู้อื่น

เพราะรัฐบาลแม้ว่าถ้าหากเป็นระบอบราชาธิปไตย ใครไม่อยู่ข้างรัฐบาลที่เป็นฝ่ายกษัตริย์อาจเป็นผู้ทรยศชาติได้ แต่ทว่าประชาชนก็เป็นองค์ประกอบที่มีน้ำหนักเท่าเทียมกัน และหากได้มีการดัดจริตบอกว่าประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเสียแล้ว( ที่จริงประเทศไทยได้สูญเสียความเป็นประชาธิปไตยไปตั้งแต่ การที่มีบางพรรคการเมือง ร่วมกับฝ่ายอนุรักษ์ ขับไล่นายปรีดีฯออกนอกประเทศด้วยการใส่ร้ายป้ายสีว่า “ฆ่าในหลวง (รัชกาลที่ ๘)” และการนำการยึดอำนาจมาใช้เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๔๙๐)รัฐบาลก็ต้องเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกของประชาชน รัฐบาลและประชาชนก็ย่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในความเป็นชาติ

และหากยิ่งคิดว่า การปกครองของประเทศไทยปกครองโดยหัวหน้าเหล่าอำมาตย์แล้ว หัวหน้าเหล่าอำมาตย์นี้ก็ต้องแสดงตัวออกมาว่าเป็นผู้ปกครองในนามของรัฐบาล ไม่ใช่อีแอบที่ชักใยรัฐบาลอยู่เบื้องหลัง โดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆต่อประชาชน

แต่การที่ท่านได้หลุดปากออกมาเช่นนั้นแสดงว่า ท่านนึกอยู่เสมอว่าท่านคือผู้ปกครองประเทศ เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของคำว่าชาติเทียบเท่ากับประชาชน

ดังนั้น การคิดว่าประชาชนเป็นเพียง ไพร่ ทาส จะฆ่าเสียเหมือนผักปลาก็ไม่แปลกเพราะแนวคิดแบบศักดินา อำมาตย์แบบล้าหลังนี้ ย่อมไม่เห็นชีวิตของไพร่ ทาส มีความสำคัญแต่ประการใด ตรงกันข้ามเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ต่างๆที่ตนเองครอบครองอยู่ต่างหาก

จากเหตุผลข้างต้น จึงเชื่อว่าแม้ประชาชนจะเดินหน้าอย่างสงบ อหิงสาอย่างไรก็ตาม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก็อาจเกิดขึ้นได้สมควรที่จะต้องคิดการไว้ล่วงหน้า อย่าหวังพึ่งเหล่าอำมาตย์ บริวารและไพร่ ทาสอื่นๆที่ไปสยบต่ออำมาตย์นั้นอย่างเด็ดขาด

กล่าวโดยสรุปแล้วก็คือ วิธีการของคานธีนั้นเขาใช้กับอังกฤษซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่เป็นผู้ยึดกฎเกณฑ์ตามกฎหมายและเป็นผู้ดี ย่อมไม่ยอมเสียชื่อ ต่างกับอำมาตย์ไทยที่คงจะลงมือฆ่าอย่างเหี้ยมโหดได้เนื่องจากเห็นว่าประชาชนเป็นเพียงไพร่ ทาส หรือ ขี้ข้าเท่านั้น ไม่มีความหมายใดๆ เหมือนกับชาวโรมัน หรืออินคาฆ่าสังเวยชีวิตทาสฉันใด ก็ฉันนั้น

ดังนั้นการเตรียมตัวให้พร้อมจึงเป็นเรื่องจำเป็น การรู้ถึงนิสัยใจคอและการกระทำที่ผ่านๆมาของฝ่ายอำมาตย์ และหลายชีวิตที่ต้องพลีไปจะรู้ตัวว่าใครทำหรือไม่ก็ตาม น่าจะเป็นบทเรียนสอนใจให้ชาวเสื้อแดงเตรียมพร้อมได้อย่างดี ขอเพียงแต่คิดว่าเขาฆ่าแน่ เขาไม่ยั้งมือ และมีเมตตาแน่การไม่ประมาทก็จะเกิดขึ้น หวังว่าการดำเนินการต่างๆของชาวเสื้อแดงจะพึงระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ไว้จงหนัก

และหวังว่าองค์พระสยามเทวาธิราชจะทรงลงโทษผู้ที่ทรยศต่อชาติและทำร้ายประเทศไทยเหล่านี้ให้สาสม
************

Thursday, October 22, 2009

ผู้สำเร็จ

ที่มา บางกอกทูเดย์

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ..กล่าวถึง....รัฐธรรมนูญที่กำลังเป็นปัญหา..กล่าวถึงฐานะของ...ประธานองคมนตรี..กับ ตำแหน่ง ผู้สำเร็จราชการณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ..คงไม่รู้ว่า...ตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 นั้น...มีความชัดเจนอย่างยิ่งปรากฏอยู่...ในเรื่องที่กำลังพูดถึงกล่าวถึง..เพราะมาตรา..24 วรรคแรก ระบุไว้ว่า “ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศอัญเชิญองค์พระรัชทายาทหรือองค์ผู้สืบสันตติวงศ์ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ตามมาตรา 23 ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน”โดยนัยแห่งรัฐธรรมนูญ.ชั่วขณะหนึ่ง...ประธานองคมนตรีคือผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและหากว่า..ราชบัลลังก์ว่างลง..ในระหว่างที่ได้แต่งตั้งผู้สำ เร็จราชการแทนพระองค์ไว้ตามมาตรา 18 และ 19 หรือระหว่างเวลาที่ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำ เร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา 20 วรรค หนึ่งให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้นๆ แล้วแต่กรณี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อไป ทั้งนี้ จนกว่าจะได้ประกาศอัญเชิญองค์พระรัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสนัตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ว่ากันตามตัวอักษร...ใครก็ตามที่ดำรงตำแหน่ง ประธานองคมนตรี...จะต้องได้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อย่างแน่นอน..ส่วนจะเป็นได้นานแค่ไหนนั้น..ก็อยู่กับคำว่า “ในระหว่าง” จะกินเวลานานแค่ไหน..ย้อนหลังเข้าไปในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ นัยแห่งรัฐธรรมนูญมาตรานี้..ปรากฏเข้ามาในปี 2534 ทันทีที่เผด็จการ รสช.ถูกโค่นล้มจากการนำประชาชนออกมาต่อสู้ของ พลตรีจำลอง ศรีเมือง หรือแกนนำพันธมิตรฯในระหว่างนี้..จึงไม่มีอะไรต้องสงสัย ทำไม...พันธมิตรฯจึงประกาศจะต่อต้านในทุกกรณีที่จะไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายใหญ่..ทุกๆ ครั้งที่มีการแก้ไขหรือยกร่าง...จะมีวิกฤติการณ์วันนี้เวลานี้..สถานการณ์กำลังพัฒนาไปสู่การเป็นวิกฤติการณ์ และจะเป็นวิกฤติการณ์ที่รุนแรงและร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติ เพราะมีการปลุกระดมที่กว้างขวางกว่าและมีปริมณฑลคือพื้นที่ของประเทศหนทางหลีกเลี่ยงหรือบ่ายเบี่ยง..น่าจะสายเกินไป...หลังการตายครั้งใหญ่ประชาธิปไตยถึงจะเจิดจ้า

กลิ่นเหม็นเน่าที่พวยพุ่ง ออกจากรัฐบาลอภิสิทธิ์

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไทยเข้มแข็งที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ภูมิใจหนักหนาว่า จะสร้างชื่อเสียงทางการเมืองให้แก่รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้อย่างเต็มที่ ไม่ทันไรก็ฉาวโฉ่เป็นที่เอือมระอาของผู้คนในสังคมทั่วไปก็จะไม่ฉาวได้อย่างไร ในเมื่อรัฐบาลเล่นซื้อครุภัณฑ์ ทางการแพทย์ไปให้ สถานีอนามัย ที่แม้แต่พยาบาลวิชาชีพระดับปริญญายังไม่มีเลย อย่าว่าแต่หมอทั่วไปหรือหมอเฉพาะทางเลย เมื่อเป็นเช่นนี้การที่ไปจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจ เครื่องตรวจคลื่นหัวใจไฟฟ้าสมบูรณ์แบบ เครื่องดมยาที่อ่านค่าแก๊สในเลือดได้ เครื่องดมยาที่มีอุปกรณ์สัญญาณชีพครบครัน เครื่องตรวจเสียงหัวใจเด็กในครรภ์ ฯลฯจึงเป็นเรื่องที่ฟ้องประจานให้เห็นอย่างโทนโท่ว่าน่าจะเป็นเรื่องที่จะหาทางทุจริตคอร์รัปชั่นกันมากกว่าไม่ต่างอะไรกับการที่คุณไปจัดซื้อคอมพิวเตอร์ พรินเตอร์อิงค์เจ๊ตพร้อมโน๊ตบุ้คต่ออินเตอร์์เน็ตให้แ้ก่คนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้นั่นเอง นี่ถ้าไม่แสดงว่าต้องการทุจริตคอร์รัปชั่นแล้วจะหมายถึงอะไร จะหมายความว่ารัฐบาลมีความใส่ใจประชาชนต้องการยกระดับคุณภาพในการให้บริการทางด้านการแพทย์สาธารณสุขอย่างนั้นหรือผมคิดว่า น่าจะหลอกไม่ได้แม้แต่เด็กอมมือนอกจากซื้อของให้กับคนที่ใช้ไม่ได้ ใช้ไม่เป็นแล้วราคาของยังแพงกว่าปกติหลายเท่าหรือหลายสิบเท่าด้วยซํ้า เช่น เสาธง ราคาทั่วไปสองหมื่นบาท แต่รัฐบาลนี้จัดซื้อ ห้าแสนบาท (เกือบ 25 เท่า)เครื่องช่วยหายใจราคาห้าแสนบาทรัฐบาลซื้อ1.2 ล้านบาท แฟลตพยาบาลมาตรฐานเดียวกันสร้าง 6 ล้านบาทรัฐบาลสร้าง 9.6 ล้านบาท เครื่องตรวจเลือดอัตโนมัติไม่ต้องซื้อ เพียงสั่งนํ้ายาตรวจให้ครบกำหนดเอกชนก็ยกเครื่องมาให้ใช้ฟรี แต่รัฐบาลต้องซื้อราคาหลายแสนหรือหลายล้านบาท เป็นต้นเห็นหรือยังว่า กลิ่นเหม็นคอร์รัปชั่นคละคลุ้งไปหมด แล้วนี่จะโยนความผิดไปให้เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยหรือ? รัฐบาลไม่รับผิดชอบหรือ? ตัวนายกรัฐมนตรีไม่ยอมรับผิดชอบหรือ?และไม่เพียงแต่เรื่องสาธารณสุขเท่านั้น แต่ตอนนี้ปูดออกมาหลายเรื่อง

ในเรื่องการซื้อรถไฟตู้ดีเซลไฟฟ้า รถไฟก็ปูดออกมาแล้วว่า น่าสงสัยมีการทุจริตคอร์รัปชั่นมีอย่างที่ไหน กำหนดเงื่อนไขให้เอกชนแสดงความเห็นถึงวันที่ 12 ต.ค. 52 แล้วก็ให้เอกชนเสนอประกวดราคาในวันที่ 13 ต.ค. 52 เลย คณะกรรมการจัดประกวดราคาจะนำความเห็นมาทำข้อสรุปแล้วให้ประธาน รฟท.เซ็นต์ทันหรือ???แล้วน่าจะผิดระเบียบสำนักนายกฯ ที่ต้องประกาศไม่น้อยกว่า 7 วัน แล้วเรื่องการประกวดทางด้านเทคนิคไม่ได้กำหนดการคํ้าประกันซอง รวมทั้งยังไปบังคับให้หาหลักประกันธนาคารไม่น้อยกว่า 50.2 ล้านอีก ไม่น่าเชื่อว่าจะมีบริษัทเอกชนใดที่จะทำการได้ทันยกเว้นพวกของตนเองในแวดวงรัฐบาลเท่านั้นนอกจากนี้ยังเรื่องโบกี้บรรทุกสินค้า ดูเหมือนว่าจะมีการกำหนดยี่ห้อล็อคสเปคของเพียง 2 บริษัทเท่านั้น แต่บริษัทเก่าที่เคยทำงานร่วมกับ รฟท.มาช้านาน มีโบกี้ที่ใช้อยู่ถึง 1,800 โบกี้โดยไม่มีปัญหาและเพิ่งรับมอบเดือน ต.ค.52 อีก 112 โบกี้ถูกเขี่ยตกไปอย่างน่าสงสัย กลิ่นเหม็นหึ่งโชยมาอย่างรุนแรงรัฐบาลครับ แวดวงของกระทรวงคมนาคมหรือเปล่าที่ได้ประโยชน์เรื่องนี้ไปนอกจากนี้ก็เรื่องชลประทานการประมูลเขื่อนทำนบประตูนํ้าต่างๆ อีกหากต้องการให้บริษัทในแวดวงของตนประมูลได้ ก็จะกำหนดเงื่อนไขให้ยากมาก แต่หากต้องการให้มีการแข่งกันอย่างดุเดือดก็จะปล่อยไม่ให้มีเงื่อนไขยุ่งยาก ที่เห็นชัดก็มีอย่างน้อยสองสามกรณีดังนี้คือโครงการสร้างทำนบดินหัวงานและอาคารประกอบพร้อมส่วนประกอบอื่นในโครงการอ่างเก็บนํ้าคลองแห้ง ต.กระบี่น้อย อ.เมืองกระบี่ (ประกาศประกวดราคาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2552) วงเงิน 460,707,773ล้านบาท ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขข้อ 5 เรื่องผลงานเอาไว้ (ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่พิสดารยากมาก)ขณะที่โครงการสร้างอ่างเก็บนํ้าห้วยแม่เฉย จ.อุตรดิตถ์ วงเงิน 289,880,033 ล้านบาท(ประกาศประกวดราคาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2552)ระบุเงื่อนไขข้อ 5 เอาไว้จึงน่าสงสัยว่าทำไมเงื่อนไขประกวดราคาทั้งสองโครงการจึงต่างกันโครงการมีอาคารประกอบที่จังหวัดภูเก็ตไม่ผูกมัดเรื่องผู้รับเหมาที่มีผลงานย้อนหลังแต่ทำไมการสร้างอ่างเก็บนํ้าไม่มีอาคารประกอบกลับต้องอาศัยผลงานย้อนหลังยังเรื่องพันธ์ุข้าวหอมมะลิพันธ์แท้ ที่ส่งมอบให้จากกรมการข้าวเป็นถุงบรรจุ 25-50-100 กก.เรียบร้อยแต่พอไปถึงราษฎรกลับเป็นถุงละ 30 กก.และที่ ยโสธรอุดรธานีก็มีการเอาของปลอมปนเข้าไปอีก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับคุณรู้หรือเปล่าหากไม่รู้คุณก็ไ็ม่ควรเป็นนายกรัฐมนตรีหรือหากรู้คุณก็ควรรีบแก้ไข และจัดการรัฐมนตรีหรือข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องเหม็นเน่านี้โดยเร็ว แต่ดูเหมือนว่าคุณยังไม่เห็นอนาทรร้อนใจในเรื่องพวกนี้เท่าที่ควรหากทิ้งให้เนิ่นช้าไปอภิสิทธิ์ นั่นแหละต้องรับผิดชอบที่ชอบโฆษณาว่าไทยเข้มแข็งอยู่เรื่อยนั้น คงไม่ใช่คนไทยเข้มแข็งมากกว่ามั้งครับแต่น่าจะเป็นรัฐบาลไทยชุดอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนี้เข้มแข็งมากกว่าครับ? 

ผ่างบดับไฟใต้ ‘ก้อนใหม่’ เหตุใด? ทหารขอเอี่ยว (1)

ที่มา บางกอกทูเดย์

ยกแรกรัฐบาลชนะไปแล้ว คือ สามารถทำให้ฝ่ายการเมืองและข้าราชการพลเรือนเข้าไปยึดกุมทิศทางการพัฒนา และจัดการงบประมาณชายแดนใต้ได้เกือบเบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณ6.3 หมื่นล้านบาท

วันนี้ใครยังพูดถึงงบดับไฟใต้ 5 ปี 1 แสนล้านบาท...ต้องบอกว่า “เชยระเบิด”เพราะรัฐบาลประชาธิปัตย์รุดหน้าไปไกลแล้วกับงบก้อนใหม่มุ่งใช้ในงานพัฒนา ตัวเลขกลมๆ6.3 หมื่นล้านบาท ระหว่างปีงบประมาณ 2552-2555และไม่ใช่แค่รุดหน้าธรรมดา...แต่คนระดับรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง “สุเทพ เทือกสุบรรณ”เอาจริงเอาจังถึงขนาดลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สัปดาห์ละหลายวันแถมควง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ไปนั่งฟังชาวบ้านทำ“ประชาคม” เสนอโครงการพัฒนาในตำบลหมู่บ้านของตัวเองด้วยแต่แม้จะขะมักเขม้นกันขนาดนี้...และรองนายกรัฐมนตรีก็ให้สัมภาษณ์ไม่เว้นแต่ละวันแต่งบพัฒนาชายแดนใต้ก้อนใหญ่ก็ยังถูกมองอย่างไม่เข้าใจว่าจะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่?หนำซํ้ายังมีคำถามเดิมๆ กลับมาหลอกหลอนว่างบไปอยู่ในมือทหารทั้งหมดหรือเปล่าท่ามกลางร่องรอยปริร้าวระหว่าง “บางปีก” ในรัฐบาลกับ “กองทัพ” ที่ไม่ค่อยจะลงรอยกันในทิศทางดับไฟใต้ในทางสัญลักษณ์ต้องเรียกว่า...เป็นการ “ปลดแอก” จากกองทัพ หลังจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภารกิจดับไฟใต้ในแทบทุกมิติอยู่ในความรับผิดชอบของ “ทหาร” นำโดยกองทัพบกว่ากันว่า...ยกแรก รัฐบาลชนะ ไปแล้ว คือ สามารถทำให้ฝ่ายการเมืองและข้าราชการพลเรือนเข้าไปยึดกุมทิศทางการพัฒนา และจัดการงบประมาณชายแดนใต้ได้เกือบเบ็ดเสร็จโดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาท!งบ 6.3 หมื่นล้านที่พูดๆกันอยู่ในขณะนี้...เป็นงบตาม “แผนการพัฒนาพื้นที่พิเิศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2552-2555” วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 63,319 ล้านบาทแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้...ถูกกำหนดกรอบนโยบายมาจาก คณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (รชต.) ซึ่งมี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเมื่อคลอดแผนออกมาแล้ว...ก็ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (อชต.) ขึ้น

โดยมี สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อแปรแผนงานไปสู่การปฏิบัติที่มาของงบประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาท...บางส่วนเป็นงบเงินกู้จาก “แผนปัฏบัติการไทยเข้มแข็ง”และบางส่วนเป็นงบปกติตามแผนงานของกระทรวง ทบวง กรมแผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ประกอบด้วย...โครงการที่มุ่งแก้ปัญหาและฟื้นฟูพัฒนาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และสี่อำเภอของ จ.สงขลา รวม 53 แผนงาน 463 โครงการ กับอีก 15 มาตรการขับเคลื่อนภายใต้แผนงานหลัก 6 แผน คือ1.แผนการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตประชาชนในระดับหมู่บ้าน ประกอบด้วย 8 แผนงานย่อย 55 โครงการ ใช้งบประมาณรวม 4 ปี (2552-2555) 27,914 ล้านบาท2.แผนการอำนวยความเป็นธรรมและความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ประกอบด้วย 16 แผนงานย่อย 203 โครงการงบประมาณรวม 15,509 ล้านบาท3.แผนการพัฒนาคุณภาพคน พหุวัฒนธรรม และมาตรฐานบริการสังคม ประกอบด้วย 8 แผนงานย่อย 89 โครงการ งบประมาณรวม 10,186 ล้านบาท4.แผนพื้นฟูเศรษฐกิจและการลงทุน ประกอบด้วย 10 แผนงานย่อย 30 โครงการ งบประมาณรวม 6,637 ล้านบาท5.แผนการพัฒนาความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบด้วย 8 แผนงานย่อย 83 โครงการ งบประมาณรวม 1,130 ล้านบาท6.แผนการปรับปรุงกฎระเบียบ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ประกอบด้วย 3 แผนงานย่อย 3 โครงการ งบประมาณรวม1,940 ล้านบาทจะเห็นได้ว่า 69% ของงบ 63,000 ล้าน อยู่ในแผนที่ 1 กับ 2 ซึ่งเป็นแผนงานที่เกี่ยวโยงกับงานความมั่นคง และกำกับดูแลโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน.แหล่งข่าวจาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า...ซึ่งรับผิดชอบงานด้านการพัฒนาและงานมวลชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เผยว่า...ตัวเลขรายได้ครัวเรือน 64,000 บาทต่อปีนั้น เป็นรายได้เฉลี่ยแต่จากการสำรวจจริงๆ พบว่ามีครัวเรือนจำนวนไม่น้อยที่มีรายได้เพียง 30,000-35,000 บาทต่อปี หนำซํ้าลักษณะครัวเรือนในพื้นที่ยังเป็นครอบครัวขยาย บางบ้านมีสมาชิกกว่า 30 คน“ถ้าประชาชนยังยากจนและไม่ได้รับโอกาส ก็จะเป็นเงื่อนไขให้ประชาชนถูกปลุกระดมและไม่ไว้วางใจรัฐมากขึ้น ฉะนั้นรัฐจึงต้องสร้างโอกาส และประชาชนต้องได้รับโอกาส พออยู่พอกินทำมาหากินได้ ซึ่งถ้าทำสำเร็จ หลังจากปี 2553 รัฐจะเริ่มได้ใจประชาชน และสถานการณ์ความรุนแรงจะเบาลงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว”แหล่งข่าว ระบุ

(ติดตามอ่านต่อฉบับต่อไป)

"ฮุนเซน"สร้างสุดหรู บ้านให้แม้ว

ที่มา ข่าวสด อ่านรายละเอียดทั้งหมดคลิ้กที่นี่

"จิ๋ว"จับเข่านายกเขมร ย้ำเพื่อนตลอดกาล จากดูไบมาอยู่ได้เลย 3วิปถกแก้รธน.วันนี้





ต้อนรับ - นายฮุนเซน นายกฯกัมพูชา เปิดบ้านต้อนรับพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แกนนำพรรคเพื่อไทย โดยฝากบอกถึง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ว่า รัฐบาลกัมพูชาสร้างบ้านต้อนรับไว้พร้อมแล้ว เมื่อวันที่ 21 ต.ค.


"จิ๋ว"โอ่พบ"ฮุนเซน" ผู้นำเขมรยัน"ทักษิณ"เป็นเพื่อนตลอดกาล สร้างบ้านหลังใหญ่ไว้รอรับ ย้ายจากดูไบมาอยู่พนมเปญได้ทุกเมื่อ ไม่เข้าใจทำประโยชน์ให้เมืองไทยมากมายแต่ไม่มีแผ่นดินอยู่ ภริยายังร่ำไห้ด้วยความสงสาร ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นคนไทย "จิ๋ว" แย้มไม่แน่เร็วๆนี้ "แม้ว" อาจมาอยู่เขมร มาร์ค-เทือกประสานเสียงไม่จับตาอะไรเป็นพิเศษ เชื่อระดับอดีตนายกฯไม่เอาประเทศไปขายแน่ เลขาฯปชป.แจงอีกพรรคไม่ขัดแย้งเรื่องแก้รธน. วิป 3 ฝ่ายนัดประชุม 22 ต.ค.ขับเคลื่อนแก้รธน. ฝ่ายค้านยันต้องเอาฉบับปี 2540 มาประกบด้วย ศาลรธน.รับวินิจฉัย 13 ส.ส. ปชป.กับ "เทือก" ถือครองหุ้นต้องห้าม



-"เทือก"ยันปชป.ไม่มีปัญหา

เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์เรื่องแก้รัฐธรรมนูญว่า บอกตั้งแต่ต้นแล้วว่าพรรคไม่มีปัญหา การแสดงความคิดเห็นควร แสดงในที่ประชุมพรรค เป็นประเพณีของประชาธิปัตย์ที่ปฏิบัติกันมา ฉะนั้นหากใครออกมาพูดข้างนอก ในที่ประชุมพรรคจะว่ากล่าวตักเตือน

ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่พรรคต้องปรับวัฒนธรรมองค์กรใหม่ เพราะประเมินแล้วว่าหากปล่อยให้ขัดแย้งกันเองจะส่งผลถึงแพ้ศึกเลือกตั้ง นายสุเทพกล่าวว่า ยังไม่มีศึกเลือกตั้ง เมื่อถามว่าพรรคเตรียมเลือกตั้งหรือยังเพราะพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แจ้งสมาชิกพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่เพราะใกล้เลือกตั้งแล้ว นายสุเทพกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยพูดอย่างนี้มาตั้งแต่เดือนแรกที่รัฐบาลทำงาน ส่วนรัฐบาลขอคิดแก้ไขปัญหาให้บ้านเมืองอยู่ได้ก่อน เรื่องต่อสู้ทางการเมืองยังไม่ถึงเวลา เมื่อถามว่าร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทยระบุเดือนมี.ค.ปีหน้าจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่ นายสุเทพยิ้มแล้วกล่าวว่า "ถ้าทุกอย่างที่คุณเฉลิมพูดถูกต้อง ป่านนี้พวกผมไปเป็นฝ่ายค้านตั้งแต่ 3 เดือนแรกที่เป็นรัฐบาลแล้ว จำได้หรือไม่ที่คุณเฉลิมบอกว่าคุณอภิสิทธิ์จะไม่ได้เป็นนายกฯประเทศไทย ถ้าเป็นหิมะจะตกในประเทศไทย ทำไมไปเชื่อคุณเฉลิมง่ายๆ อย่างนี้"



ไหว้พระ - พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปยังประเทศศรีลังกา แวะไหว้พระในนครโคลัมโบ และโพสต์ภาพไว้ในเว็บไซต์ทวิตเตอร์ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ล่าสุดพ.ต.ท.ทักษิณเพิ่งโฟนอินประกาศกลางม็อบเสื้อแดงข้างทำเนียบว่าสู้อย่าถอย

-"จิ๋ว"ได้ฤกษ์บินไปเยี่ยมฮุนเซน

วันเดียวกันเวลา 06.00 น. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปกัมพูชาว่า ไปตามคำเชิญของสมเด็จฮุนเซน นายกฯกัมพูชา โดยมีพล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรองผบ.ทบ. เป็นผู้ประสาน เพื่อเยี่ยมเพื่อนเก่า ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศในความรู้สึกของผู้นำกัมพูชานั้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีตามขั้นตอน เพียงแต่อาจยังเข้าใจไม่ตรงกันบางเรื่อง คิดว่าไม่มีปัญ หา และความสัมพันธ์จะดีขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะใช้โอกาสนี้ช่วยรัฐบาลและกองทัพหารือปัญหาชายแดนโดยเฉพาะปราสาทพระวิหารหรือไม่ พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า คงไม่ยกขึ้นมาเป็นพิเศษ แต่หากสมเด็จฮุนเซนยกขึ้นมาพูดคุยในฐานะเพื่อนก็จะคุย เพราะความเป็นเพื่อนทำให้คุยกันง่าย มีอะไรก็เปิดอกพูดกันได้ เชื่อว่าแต่ละฝ่ายต้องการช่วยรัฐบาลและประชาชนคลี่คลายปัญหานี้ แต่ขึ้นอยู่กับสมเด็จฮุนเซนว่าจะพูดคุยเรื่องนี้หรือไม่



-ไม่แค่ตท.10 ยังมีบิ๊กขรก.เข้าพท.อีก

พล.อ.ชวลิตกล่าวถึงกรณีอดีตนายทหารตท.10 สมัครเข้าพรรคเพื่อไทยว่า ยังมีทหารรุ่นอื่นอีกที่จะมาร่วมงาน เช่น อดีตผู้ว่าฯ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่กระทรวงต่างๆ อาทิ นายสุจริต ปัจฉิมนันท์ อดีตปลัดกระทรวงมหาด ไทย ทุกคนมุ่งหวังเพื่อใช้เวลาที่เหลือทำงานให้บ้านเมือง ไม่ได้มุ่งหวังตำแหน่ง เช่นเดียวกับตนที่ประกาศเจตนารมณ์ต่อผู้บริหารและสมาชิกพรรคชัดเจนว่าไม่ได้ต้องการเป็นนายกฯหรือตำแหน่งใดๆ ในพรรค ส่วนที่เกรงว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะต่อสู้กันรุนแรง คงไม่เป็นเช่นนั้น การเมืองมีพลิกแพลงบ้าง แหย่กันบ้าง เรื่องธรรมดา แต่เชื่อว่าจะดีขึ้น ทุกคนต้องช่วยกันทำการเมืองให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง



-ยังหวังสมานฉันท์"ธิลิ้ม-จำลอง"

เมื่อถามถึงกรณีจะพูดคุยกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ และพล.ต. จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตร พล.อ. ชวลิตกล่าวว่า ไม่ได้ระบุตัวบุคคลเช่นนั้น แต่เห็นว่าวันนี้สังคมมีความแตกแยกมาก หากประคับประคองชี้แจงกันให้ดี จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองมาก ขณะนี้บ้านเมืองอยู่ในระยะผลัดเปลี่ยน จึงเป็นหน้าที่ทุกคนที่เข้าสู่การเมืองทำให้เกิดความสมานฉันท์ เมื่อถามว่ายังเชื่อว่าความขัดแย้งขณะนี้อยู่ในจุดทำความเข้าใจเพื่อหันหน้าหากันได้ พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ไม่มีอะไรที่ไม่สามารถทำหรือพูดจากันได้ แม้จะมีความเห็นสุดโต่ง คนละทาง แต่ท้ายที่สุด เมื่อมีจุดร่วมก็ไปกันได้ เช่นคำกล่าวว่า แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง พยายามหยิบยกประเด็นที่มีปัญหาขัดแย้งแยกออกไปก่อน แล้วนำประเด็นที่มีความเห็นร่วมกันมาเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จขั้นต่อไป เมื่อก้าวแรกสำเร็จแล้ว ก้าวที่สองจะเดินต่อไปได้ ต้องทำทีละจุด ทีละเรื่อง

เมื่อถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินเรียกร้องกลุ่มเสื้อแดงสู้ต่อ จะทำให้ประชาชนสับสนหรือไม่ระหว่างสมานฉันท์กับต่อต้าน พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ไม่ได้ยินพ.ต.ท.ทักษิณพูด แต่เข้าใจว่าน่าจะหมายความให้คนเสื้อแดงรักษาเป้าหมายการต่อสู้เรื่องขจัดความอยุติธรรมในระบบต่างๆ ให้หมดสิ้น และรักษาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคง ปฏิเสธการเมืองระบอบอื่น


-"จิ๋ว"กลับไทยโอ่คุย 3 เรื่องใหญ่

ต่อมาเวลา 17.00 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ชวลิตให้สัมภาษณ์ภายหลังกลับจากกัมพูชา ว่า การพบกับสมเด็จฮุนเซนได้หารือ 3 ประเด็นหลัก 1.ปัญหาข้อขัดแย้งตามแนวชายแดน โดยเฉพาะกรณีปราสาทเขาพระวิหาร กัมพูชาไม่ต้องการเผชิญหน้ากันของทหารสองฝ่าย กัมพูชาเสนอหลายครั้งแล้วอยากให้แยกกำลังทหารออกจากกัน ส่วนความขัดแย้งในพื้นที่ให้องค์กรที่เคยรับผิดชอบจัดการ คือ คณะกรรมาธิการร่วมชายแดนไทย-กัมพูชา(เจบีซี) ซึ่งไม่ได้หวังให้จัดการแล้วเสร็จภายใน 1-2 วันนี้ ตนฟังดูแล้วเห็นด้วย และชื่นใจในทีท่าของฝ่ายกัมพูชาที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงในการเป็นผู้หวังความสงบ หรือสันติภาพ เป็นเพื่อนบ้านที่ดี เป็นสิ่งที่ชื่นใจ ตนรับทราบและบอกว่าจะพยายามให้ประชาชนไทยรับทราบด้วย

พล.อ.ชวลิตกล่าวอีกว่า 2.สิทธิในการค้นหาหรือขุดค้นเรื่องบ่อน้ำมัน หรือแก๊สในทะเล ได้ ยินมาว่ากัมพูชามอบสิทธิให้ประเทศอื่นไปแล้ว เช่น บริษัทโทเทลของฝรั่งเศส หรือประเทศจีน ซึ่งความจริงไม่ใช่เลย ในพื้นที่ซับซ้อนต้องเป็นข้อตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชา กัมพูชายังไม่ได้ทำอะไร แต่พยายามเสนอเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่ไทย โดยบอกว่าเสนอกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ 2 ครั้งแล้ว ทำไมฝ่ายเราถึงหายไป เพราะกัมพูชาอยากจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว



-เมียฮุนเซนร่ำไห้สงสาร"แม้ว"

พล.อ.ชวลิตกล่าวต่อว่า 3.เรื่องที่กัมพูชาให้ความสนใจมากและเน้นเหลือเกินคือความสัม พันธ์กับพ.ต.ท.ทักษิณ สมเด็จฮุนเซนพูดชัดเจนว่าความสัมพันธ์กับพ.ต.ท.ทักษิณมีมานานแล้ว ตั้งแต่พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ได้ทำงานการเมือง เป็นนักธุรกิจธรรมดา เป็นนักการเมือง ก่อนเป็นนายกฯ ความสัมพันธ์ต่างๆ ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง สมเด็จฮุนเซนมีความรู้สึกว่าพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรม ในฐานะที่พ.ต.ท. ทักษิณทำอะไรให้กับประเทศเยอะแยะ แต่ทำไมถึงวันนี้แม้กระทั่งแผ่นดินอยู่ก็ยังไม่มี พวกเขาเจ็บปวดในเรื่องนี้ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นคนไทย และไม่ได้เป็นครอบครัวกับพ.ต.ท.ทักษิณ

"ภริยาของสมเด็จฮุนเซนเล่าให้ฟังถึงกับร้องไห้ เขามีความจำเป็นที่จะต้องประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่าตัวเขากับพ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นเพื่อนกันตลอดกาล และประเทศกัมพูชาพร้อมให้ พ.ต.ท.ทักษิณมาพำนักอาศัย วันนี้จัดบ้านพักอย่างดี สวยงามไว้พร้อมต้อนรับพ.ต.ท.ทักษิณอย่างมีเกียรติในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง ผมมองดูในด้านความสัมพันธ์ หรือหัวใจที่มีต่อเพื่อนเป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญ" พล.อ.ชวลิต กล่าว



-แย้ม"แม้ว"อาจมาเขมรเร็วๆ นี้

ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลเป็นห่วงการไปเยือนกัมพูชา จะนำรายละเอียดเหล่านี้หารือกับรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ห่วงหรือ พูดเป็นเล่น ไม่เห็นจะมีใครโทร.หาตนเลย เดินทางเยือนกัมพูชาครั้งนี้ไม่ได้ไปในฐานะรัฐบาล แต่ไปในฐานะเพื่อน เมื่อ 20 ปีก่อนกว่าจะได้เจอกัน ต้องบินจากพนมเปญไปเจอตนที่เวียงจันทน์ ตนบินจากกทม.ไปเจอที่เวียงจันทน์ ตั้งแต่วันนั้นมาก็รู้จักและดำเนินการเพื่อสันติภาพในภูมิภาคนี้ร่วมกัน

เมื่อถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณต่อสายคุยกับสมเด็จฮุนเซนหรือไม่ พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ไม่ทราบเลย เมื่อถามย้ำว่ามีข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณพำนักอยู่กัมพูชา พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ไม่จริง ถ้าอยู่ต้องเจอ ไม่มีใครโกหกตนหรอกเพราะมีสายอยู่เหมือนกัน เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่พ.ต.ท. ทักษิณจะมาพักอยู่กับสมเด็จฮุนเซนในเร็วๆ นี้ พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ไม่แน่ ทำเป็นเล่นไป



-สร้างบ้านหลังใหญ่รอต้อนรับ

ต่อข้อถามว่าการที่กัมพูชาประกาศให้ที่พักกับพ.ต.ท.ทักษิณ ถือว่าประกาศเป็นศัตรูกับรัฐ บาลไทยหรือไม่ พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า เขาบอกว่าเขาเป็นประเทศเอกราช มีอธิปไตยของตัวเอง พูดแบบนี้น่าจะรู้แล้ว ถ้าเขาบอกว่ามายุ่งอะไรด้วย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับหลักการหรือปัญหาต่างๆ เพราะปัญหาต่างๆ ข้อขัดแย้งก็ต้องพิจารณาบนหลักการ ความชอบธรรม ความถูกต้องถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

"ไม่เอาหรือพ.ต.ท.ทักษิณอยู่ใกล้ๆ ง่ายๆ ดี ผมอยากไปดูบ้านที่สมเด็จฮุนเซนสร้างให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ แต่ไม่มีโอกาสเข้าไปดู บอกว่าสวยและใหญ่ แต่ขณะนี้ผมคิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณยังคงไม่ได้เข้าไปอยู่ ส่วนจะให้เข้ามาอยู่เมื่อไหร่นั้นผมยังไม่ทราบ แต่ขณะนี้ทางกัมพูชาพร้อมทุกอย่าง" พล.อ.ชวลิต กล่าว



-ผู้นำเขมรเปิดใจไม่มีกั๊ก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะของพล.อ.ชวลิตประกอบด้วยพล.อ.วิชิต ยาทิพย์ พล.ท.พิรัช สวามิวัสดุ์ พล.ต.ศรชัย มนตริวัต เดินทางไปกัมพูชา โดยมีพล.อ.เตีย บันห์ รองนายกฯ และรมว.กลาโหมกัมพูชารอรับที่สนามบิน จากนั้นคณะพล.อ.ชวลิตเข้าพบสมเด็จฮุนเซน ที่บ้านรับรองในกรุงพนมเปญ ร่วมรับประทานอาหารกลางวันและพูดคุยหารือกัน

ต่อมาเวลา 14.00 น.สมเด็จฮุนเซนให้สัมภาษณ์ว่า พอรู้ว่าพล.อ.ชวลิตเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยจึงเชิญมา เพราะเคยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความสัมพันธ์ที่ดีโดยเฉพาะพรรคประชาชนกัมพูชากับพรรคเพื่อไทย ซึ่งในอดีตคือพรรคไทยรักไทย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของพรรคการเมืองทั้งสอง จึงแต่งตั้งพล.อ.เตีย บันห์ เป็นหัวหน้าคณะประสานงานพรรคการเมืองทั้งสอง โดยพรรคเพื่อไทยจะเสนอตั้งพล.อ.วิชิต ยาทิพย์ เป็นหัวหน้าคณะประสานงานของพรรคเพื่อไทย

"ผมมีความสัมพันธ์กับพ.ต.ท.ทักษิณในฐานะเพื่อน มีความรักความผูกพันกันมาตั้งแต่พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักธุรกิจจนกระทั่งเล่นการเมืองเป็นนายกฯ ความสัมพันธ์ของเราทั้งสองยังผูกพันเหมือนเดิมทุกอย่าง ในฐานะเพื่อน ผมรู้สึกว่าพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง ประสบเคราะห์กรรม แต่ผมกับทักษิณยังเป็นเพื่อนกัน ในฐานะที่ทำประโยชน์ให้ประเทศมานาน แต่ทำไมวันนี้ถึงไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ผมมีความรู้สึกเจ็บปวดในเรื่องนี้ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนไทย ผมและคนในครอบครัวได้รับรู้เรื่องนี้ ภรรยาผมถึงกับร้องไห้ และมีความเห็นที่จะสร้างบ้านให้พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาอยู่ในกรุงพนมเปญ ในฐานะเพื่อนอย่างมีเกียรติ" สมเด็จฮุนเซน กล่าว



-รอฝ่ายไทยเรื่องสมบัติในทะเล

สมเด็จฮุนเซนกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องท่าทีของรัฐบาลกัมพูชาเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน ตนมีความรักในสันติภาพกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงอยากขอให้พวกเราถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ที่มีปัญหา เพราะไม่ต้องการเผชิญหน้า และขอให้คณะกรรมการประสานงานชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา(เจบีซี) ดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะในพื้นที่ทับซ้อน เห็นว่าสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ทั้งสองประเทศ ส่วนเรื่องที่รัฐบาลกัมพูชาให้บริษัทต่างชาติสำรวจทรัพยากรในทะเลนั้น ขอยืนยันว่าเป็นข้อมูลที่ผิดพลาด ทางกัมพูชาได้เสนอรัฐบาลไทยและรออยู่เพื่อตกลง จะขุดหาผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ

ขณะที่พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ตนจะนำความปรารถนาดีที่สมเด็จฮุนเซนแสดงออกแจ้ง พ.ต.ท.ทักษิณ รับทราบ ทั้งนี้สมเด็จฮุนเซนยังแสดงความเห็นว่า ปัญหาการเมืองไทยควรมีทางออกโดยเฉพาะการอโหสิกรรมให้กันหันหน้าเข้าหากันนำมาสู่การพัฒนาประเทศ ระหว่างเดินทางมาสนามบินก่อนกลับไทย สมเด็จฮุนเซนยังโทร.มาย้ำกับตนว่า ขอให้พี่น้องกลุ่มคนเสื้อแดงทราบว่าสมเด็จฮุนเซนได้สร้างบ้านพักหลังใหญ่สวยงามให้กับพ.ต.ท. ทักษิณในกรุงพนม เปญ แทนที่จะไปอยู่ที่ดูไบ โดยฝากบอกไปว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะมาอยู่เมื่อไหร่ก็ได้ ยินดีต้อนรับ



-"แม้ว"ต่อสายมอบงานพม่า-ไฟใต้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนพล.อ.ชวลิตจะขึ้นเครื่องบินกลับ พ.ต.ท.ทักษิณโทร.เข้ามาสอบถามถึงการเข้าพบสมเด็จฮุนเซน โดยพล.อ. ชวลิต กล่าวว่า ทุกอย่างเรียบร้อยดี นายกฯฮุนเซนมีอัธยาศัยไมตรีที่ดีไม่เปลี่ยนแปลง และยังฝากบอกพ.ต.ท.ทักษิณให้มาอยู่กัมพูชา เพราะ สร้างบ้านหลังใหญ่สวยงามไว้รอต้อนรับ พ.ต.ท. ทักษิณกล่าวว่า อยากให้พล.อ.ชวลิตไปประสานกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะพม่า และลงไปแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.อ. ชวลิตกล่าวตอบว่า จะลงพื้นที่เพื่อรับทราบ ปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเร็วๆ นี้ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐ บาล แต่ขอทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ



-สื่อนอกตีข่าว"มาร์ค"อึดอัดแน่

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงพนมเปญ ว่า สถานีโทรทัศน์ของทางการกัมพูชารายงานว่า นายกฯฮุนเซนกล่าวระหว่างเปิดบ้านต้อนรับพล.อ.ชวลิต อดีตนายกฯไทย แกนนำพรรคเพื่อไทย ว่า ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกฯ ต้องการเดินทางมากัมพูชาไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม ตนพร้อมจัดที่พักรับรองทุกเวลา เพราะพ.ต.ท.ทักษิณคือเพื่อนตลอดกาล(eternal friend)

"การแสดงท่าทีต้อนรับขับสู้พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นนักโทษหนีคดีทุจริตอย่างเปิดเผยในครั้งนี้ น่าจะทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯไทยคนปัจจุบันอึดอัดใจเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองชาติยังคงตึงเครียด" เอเอฟพี ระบุ

ไม่มีอะไรในกอไผ่

ที่มา เดลินิวส์

ท่าน นายกฯ มาร์ค ขู่ สาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพรถไฟ ว่า ไม่มีต่อรอง รถไฟสายใต้ที่ทิ้งผู้โดยสารกลางคัน 5-6 พันคน ก่อนถึงที่หมายหาดใหญ่และสุราษฎร์ธานี ต้องถูกดำเนินคดี พร้อมปฏิรูปรถไฟครั้งใหญ่

ทุกคนเอาใจช่วย แต่คงได้แค่ฝัน

แค่จะเอาผิดพนักงานที่เอาประชาชน เป็นตัวประกัน (ยังไม่รวมธุรกิจเอกชนที่พังยับเยิน เพราะใช้รถไฟขนสินค้า) ยังไม่รู้ จะทำได้มั้ย เพราะสหภาพ ต้นสังกัดคนเหล่านี้ เคยยกพวกไปยึด สนามบิน มาแล้ว

จนป่านนี้ยังลอยนวล แค่ทิ้งผู้โดยสาร เรื่องเล็ก แล้วท่านนายกฯ ก็ต้องโทษตัวเอง ที่ไม่เอาจริงกับ ผู้ก่อการร้าย ที่ปิดสนามบิน เลยได้ใจ แต่อย่างที่รู้ มีบุญคุณต่อกันล้นเหลือ

ช่วยอุ้มสมเป็นรัฐบาล

ขืนจัดการ ไม่พ้นทวงบุญคุณ ตามลูกพี่ นอกจากข้ออ้าง หัวรถจักรเก่า ไม่มีเครื่องป้องกัน หลับใน ขาดคน ขับ ขาดช่าง อีกสารพัด รวมทั้งเขี่ย ผู้ว่าการรถไฟทิ้ง ตามแผนคบคิดกับพรรคเกิดใหม่

ท่านนายกฯ มาร์ค ก็ไม่ใช่นางสิงห์เหล็ก มาร์การ์เรต แธ็ตเชอร์ แห่งอังกฤษ ด้วย ที่โน่น สหภาพเคยใหญ่คับฟ้า ต่อต้านแปรรูปทุกรูปแบบ แต่นางสิงห์เธอไม่กลัว ยุบทิ้งสหภาพ ทั้งหมด แล้วแปรรูปครั้งใหญ่ (ปี ค.ศ. 1979)

ให้เอกชนมาทำรถไฟเลย

เพราะรัฐบาลที่นั่นแข็งแรง มีเสถียรภาพ ไม่ถูกปฏิวัติกันง่าย ๆ ของไทยหรือ แค่ข้อเสนอ แปรรูปอ่อน ๆ แยกเป็น 2 บริษัท เดินรถ บริษัทหนึ่ง กับอีกบริษัท บริหารที่ดินทั่วประเทศ ซึ่ง ร.5 ท่านพระราชทานไว้ให้

จะได้เอาเงินมาอุดหนุนการเดินรถที่ขาดทุนบักโกรก ปีที่แล้วปีเดียว ก็หมื่นล้านแล้ว ตกราง 149 ครั้ง ยังไม่รวมตกรางล่าสุดที่เขาเต่า ขาดทุนสะสมอีก 5 หมื่นล้าน แล้วชาติไหนจะอ้าปากได้ แค่ 2 เรื่องดี ๆ นี้

สหภาพก็ค้านแหลก จนทำไม่ได้

เลียนแบบแก๊งต้านแก้ รธน.ปิศาจ ห้ามแตะ แม้มาตราเดียวเป๊ะ สรุป ที่ รัฐบาลมาร์คทำได้ ก็คงขู่กันไป แล้วอัดเงินก้อนโต ซื้อหัวรถจักรใหม่ บีบผู้ว่าการรถไฟออก ปฏิรูปหรือ ไม่มีหรอก สหภาพฯ ก็ลอยนวลต่อไป

ไม่ได้จัดการง่ายเหมือนเสื้อแดงเนี่ย เอะอะก็งัด พ.ร.บ.มั่นคงออกใช้ได้ ใช้จนเปรอะ

นับวันเลยยิ่งไร้ค่า ??

ก่อนจบ ขอแวะเรื่องร้อน ๆ ก็เรื่อง “ป๋า” ฝากคนโทรฯ หา บิ๊กจิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่เดินเข้าพรรคเพื่อไทยว่า ขอให้คิดให้รอบคอบ ไม่อย่างนั้น จะกลายเป็นการ ทรยศชาติ ด่าแรงชนิด บิ๊กจิ๋ว คิดไม่ถึง !!!

มีคนถาม งานนี้ใครเสีย แง่ไหนไม่รู้ แต่เฉพาะหน้า “ป๋า” เสียแน่ เพราะเป็นผู้ใหญ่ ยิ่งพูดสไตล์ จิ๋วหวานเจี๊ยบ นิ่ม ๆ ไม่ท้าตีท้าต่อย ถือคติ “ผู้ใหญ่ด่ามากเท่าไหร่ ยิ่งถือว่าผู้ใหญ่รักเท่านั้น” แค่นี้ คนก็สงสารแล้ว

ผู้ใหญ่รังแกเด็ก

ยิ่งคำพูดลดชั้น จิ๋ว เป็นเพื่อน ทั้งที่คนจบ จปร.ล้วนถือเป็นพี่ เป็นน้อง นี่อะไร ลูกไม่ให้เป็น พี่น้องยังไม่ให้เป็นอีก ให้เป็นได้แค่เพื่อน เรียกว่า งานนี้ ตัดหางปล่อยวัดเลย ก็ว่าได้

เพียงแต่งานนี้ “ป๋า” ท่าจะเหนื่อยหนัก เพราะยังมีอดีตนายพลทยอยเข้าเพื่อไทยไม่หยุด นี่ล่ะ ปัญหา !!.

ดาวประกายพรึก

สร้างบ้านหรูให้อยู่ ฮุนเซนยัน ทักษิณเพื่อนรัก

ที่มา ไทยรัฐ อ่านรายละเอียดทั้งหมดคลิ้กที่นี่

"นายกฯอภิสิทธิ์" ประเมินผลงาน รมต. "วีระชัย-พีระพันธุ์-กษิต" สอบตกไร้ผลงาน "ธีระ-ถาวร-ชัยวุฒิ" จ่อคิวลุ้นถูกเด้ง "ชวรัตน์" ขู่ห้ามแตะโควตา รมต.ภูมิใจไทย "บิ๊กจิ๋ว" บินหารือ "ฮุนเซน" ฟื้นสัมพันธ์เขมร "ฮุนเซน" เผยเมียร้องไห้สงสาร "ทักษิณ" ลั่นสร้างบ้านหลังใหญ่ให้ "ทักษิณ" อยู่ถาวร ประกาศพร้อมจับมือไทยใช้ประโยชน์ในพื้นที่ชายแดนทับซ้อน "จิ๋ว" แจ้นรีบรายงานนายใหญ่ดูไบทันที เปิดฉากอาเซียนวันแรก รปภ.สุดเข้ม เผยผู้นำอินโดฯ-มาเลย์ไม่ร่วมเปิดประชุมอาเซียนซัมมิท "เทือก" ขู่ถอนประกัน "อริสมันต์" แกนนำเสื้อแดงยันไม่ป่วนล้มเวทีอาเซียน แจงแค่ยื่นหนังสือแสดงจุดยืนเท่านั้น

ในที่สุดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ก็ได้เปิดฉากขึ้น โดยที่รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมด้านการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ และออกมากำชับห้ามม็อบคนเสื้อแดงบุกเข้าไปในพื้นที่ของการประชุมเด็ดขาด

เสื้อแดงยันไม่ป่วนล้มเวทีอาเซียน

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง แถลงถึงจุดยืนของกลุ่มคนเสื้อแดงต่อการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (อาเซียนซัมมิท) ว่า ในวันที่ 22 ต.ค. แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงจะประชุมหารือพร้อมทั้งแถลงจุดยืนในขั้นสุดท้าย แต่ในเบื้องต้นความเห็นค่อนข้างตกผลึกแล้วว่าจะไม่มีการไปล้มหรือไปขัดขวางการประชุม เป้าหมายของกลุ่มคนเสื้อแดงคือการล้มรัฐบาลและล้มอำมาตย์ตามวิถีทางประชาธิปไตย ถึงแม้จะล้มการประชุมอาเซียนซัมมิทได้ แต่อำมาตย์ก็ยังอยู่ ส่วนกรณีที่นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงระบุว่าจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อผู้นำอาเซียนนั้น นายอริสมันต์ตั้งใจจะไปเพียงกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 1 คันรถตู้ แต่ต้องรอมติจากที่ประชุมในวันที่ 22 ต.ค.ก่อน

ย้ำยื่นหนังสือแสดงจุดยืนเสื้อแดง

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 11.00 น. ที่บริษัทเพื่อนพ้อง น้องพี่ ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงความพยายามยื่นหนังสือ ต่อผู้นำอาเซียนของนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง หนึ่งในแกนนำ นปช. ว่า เป็นเพียงการยื่นหนังสือยืนยันว่า กลุ่มคนเสื้อแดงให้การสนับสนุนการประชุมอาเซียนซัมมิท และต้องการชี้แจงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เมืองพัทยา อันเป็นเหตุให้การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนต้องล่ม และ เลื่อนมาประชุมใหม่ในระหว่างวันที่ 23-25 ต.ค.นี้ ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ว่า ไม่ได้มาจากการกระทำของคนเสื้อแดงเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะ ไปก่อกวน สร้างความวุ่นวายอะไรอย่างที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวหา และนายสุเทพไม่มีสิทธิ์จะมาขัดขวาง แค่ไปยื่นหนังสือกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานอาเซียน และนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน เสร็จแล้วก็เดินทางกลับทันที อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังรอคำตอบจากประธานอาเซียนว่า จะมารับหนังสือด้วยตัวเองหรือไม่

ไม่มีสิทธิห้าม นปช.ชุมนุม

วันเดียวกัน ที่สำนักงานอัยการสูงสุด นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา เปิดเผยว่า ขณะนี้อัยการฝ่ายคดีอาญายังไม่สามารถพิจารณาสั่งคดีแกนนำ นปช. ซึ่งมีนายวีระ มุสิกพงศ์ กับพวก 14 คน รวมถึงนาย อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง เป็นผู้ต้องหาคดีบุกรุกทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 26 มี.ค. จนถึงช่วงสงกรานต์กลางเดือน เม.ย. ที่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะยังพิจารณา สำนวนไม่เสร็จสิ้น การสั่งคดีไม่ทันของอัยการ ทำให้พนักงาน สอบสวนต้องปล่อยตัว นปช. 14 คนไป และเงื่อนไขที่ศาล อาญาสั่งห้ามผู้ต้องหาทั้งหมดชุมนุมเคลื่อนไหวจึงยุติลง ไปด้วย การที่ผู้ต้องหาทั้งหมดประกาศใช้สิทธิเคลื่อนไหวชุมนุมในวันประชุมอาเซียน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หากมีการกระทำเกินเลยจนผิดกฎหมายขึ้นมาอีกก็ต้องถูกดำเนินคดี และพนักงานสอบสวนมีสิทธิคัดค้านการประกันตัว โดยอ้างว่า นปช.ทำผิดซ้ำซาก ศาลอาจพิจารณาไม่อนุญาตให้ประกันตัว สำหรับคดี นปช.ทุกสำนวนอัยการเจ้าของสำนวนได้ให้ประกัน นปช. โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขห้ามไปเคลื่อนไหวชุมนุม อัยการจึงไม่มีสิทธิไป ห้าม นปช.ชุมนุมที่หัวหิน เพราะจะกลายเป็นการละเมิดสิทธิ ยกเว้นว่าเมื่อถึงเวลาครบสัญญาประกัน และอัยการ ยังพิจารณาสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้อง นปช.ได้ทัน นปช.จะต้องขอต่อสัญญาประกันกับทางอัยการอีก อัยการก็อาจจะต่อสัญญาประกันให้ พร้อมกับวางเงื่อนไขห้ามชุมนุมเพื่อ เป็นการป้องกันความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง

อสส.งัดข้อ ป.ป.ช.คดีสลายม็อบ

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้า กรณีที่ ป.ป.ช.ลงมติชี้มูลความผิดคดีการสลายม็อบพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ซึ่งได้ส่งเรื่องให้อัยการดำเนินการส่งฟ้องต่อศาล ว่า ล่าสุด ทางสำนักงานอัยการสูงสุดตีกลับสำนวนคดีดังกล่าว กลับมายัง ป.ป.ช.เพื่อให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างป.ป.ช. และอัยการ มาสอบสวนคดีเพิ่มเติม เนื่องจากเห็นว่า คดียังมีความบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ ไม่มีการสอบปากคำ พยานอีกเกือบ 100 ปาก จากฝ่ายตำรวจ ทั้งที่พยานบาง ส่วน ป.ป.ช.ได้สอบไปแล้ว แต่อัยการเห็นว่า ข้อมูลยังไม่ เพียงพอ ดังนั้น ในวันที่ 22 ต.ค. จะนำเรื่องดังกล่าวเข้า สู่ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่เพื่อตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง ป.ป.ช. และอัยการต่อไป ส่วนตัวมองว่าอัยการใช้เวลาใน การพิจารณาสำนวนของ ป.ป.ช.เร็วมาก ก่อนตีกลับมาให้ ป.ป.ช.ตั้งคณะทำงานร่วม ถือว่าเป็นคดีที่พิจารณาเร็วที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ใช้เวลาหลังจากที่ ป.ป.ช.ส่งสำนวนไปให้ไม่ถึง 1 เดือน ก็ส่งเรื่องกลับมาแล้ว

ฝ่ายค้านโบกมือลาวิป 3 ฝ่าย

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 11.15 น. ที่รัฐสภา นายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมวิป 3 ฝ่ายในวันที่ 22 ต.ค.ว่า ฝ่ายค้านจะไม่ร่วมประชุมวิป 3 ฝ่ายในวันดังกล่าว โดยจะให้รัฐบาลดำเนินการหารือกับวุฒิสภาให้ตกผลึกก่อนแล้วค่อยแจ้งมาที่ฝ่ายค้าน ซึ่งเชื่อว่าเสียงของรัฐบาลและพรรคร่วมเพียงพอที่จะเสนอญัตติอยู่แล้ว และแม้จะมีการเรียกประชุมวิป 3 ฝ่ายอีกกี่ครั้งฝ่ายค้านก็จะยังยืนยันในแนวทางนี้ แต่เมื่อใดก็ตามที่มีการเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 พรรคเพื่อไทยก็พร้อมที่จะร่วมพิจารณาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ และพร้อมที่จะถกเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็น แต่พรรคมีมติชัดเจนยืนยันในหลักการว่าจะนำรัฐธรรมนูญ 2540 มาเป็นหลักเทียบเคียงในการแก้ไข แต่ยังยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ เมื่อถามว่า การโหวตของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยในวันลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นไปตามมติของพรรคหรือฟรีโหวต นายวิทยาตอบว่า ถ้าเป็นไปตามเงื่อนไขที่ใช้รัฐ-ธรรมนูญ 2540 เป็นหลักก็คงเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.

"บิ๊กจิ๋ว" บินหารือ "ฮุน เซน"

ต่อมาเมื่อเวลา 07.40 น. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรอง ผบ.ทบ. พล.ท.พิรัช สวามิวัสดุ์ พล.ต.ศรชัย มนตริวัต เดินทางไปประเทศกัมพูชา โดยมี พล.อ.เตียบันห์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมกัมพูชา มาต้อนรับ จากนั้นเมื่อเวลา 11.00 น. คณะ พล.อ.ชวลิต ได้เดินทางเข้าพบสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่บ้านพักรับรอง ในกรุงพนมเปญเพื่อร่วมหารือถึงสถานการณ์การเมืองทั่วไป

จากนั้นเมื่อเวลา 14.00 น. สมเด็จฮุน เซน ให้สัมภาษณ์ ว่า เมื่อตนรู้ว่า พล.อ.ชวลิตเข้ามาเป็นประธานพรรคเพื่อไทยจึงได้เชิญมากัมพูชา เพราะท่านเคยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เรามีความสัมพันธ์ที่ดีโดยเฉพาะพรรคประชาชนกัมพูชากับพรรคเพื่อไทย ซึ่งในอดีตเป็นพรรคไทยรักไทย ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของพรรคการเมืองทั้งสอง จึงได้แต่งตั้ง พล.อ.เตียบันห์ เป็นหัวหน้าคณะประสานงานพรรคการเมืองทั้งสอง โดยทางพรรคเพื่อไทยจะเสนอตั้ง พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ เป็นหัวหน้าคณะประสานงานของพรรคเพื่อไทย

"ฮุน เซน" เผยเมียร้องไห้สงสารทักษิณ

"ผมมีความสัมพันธ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะเพื่อน เรามีความรักความผูกพันกันมาตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักธุรกิจจนกระทั่งลงมาเล่นการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรี ความสัมพันธ์ของเราทั้งสองยังผูกพันเหมือนเดิมทุกอย่าง ในฐานะเพื่อน ผมมีความรู้สึกว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง ประสบเคราะห์กรรม แต่ผมกับทักษิณก็ยังเป็นเพื่อนกัน ในฐานะที่ทำประโยชน์ให้ประเทศมานาน แต่ทำไมวันนี้ถึงไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ผมมีความรู้สึกเจ็บปวดในเรื่องนี้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนไทย ผมและคนในครอบครัวได้รับรู้เรื่องนี้ ภรรยาผมถึงกับร้องไห้ และมีความเห็นที่จะสร้างบ้านให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาอยู่ในกรุงพนมเปญในฐานะเพื่อน อย่างมีเกียรติ" สมเด็จฮุน เซน กล่าว

พร้อมร่วมมือแก้ปัญหาชายแดน

สมเด็จฮุน เซนกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องท่าทีของรัฐบาลกัมพูชา เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน ตนมีความรักในสันติภาพกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงอยากขอให้พวกเราถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ที่มีปัญหา เพราะไม่ต้องการให้เกิดการเผชิญหน้า และขอให้คณะกรรมการประสานงานชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (เจบีซี) เป็นผู้ดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะในพื้นที่ทับซ้อน ตนเห็นว่าสามารถที่จะใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ทั้งสองประเทศ ส่วนเรื่องที่รัฐบาลกัมพูชาให้บริษัทต่างชาติสำรวจทรัพยากรในทะเลนั้น ขอยืนยันว่าเป็นข้อมูลที่ผิดพลาด และทางกัมพูชาได้เสนอรัฐบาลไทยและรออยู่เพื่อตกลง จะขุดหาผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ถึงขณะนี้
ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ

ย้ำ "ฮุน เซน" สร้างบ้านให้ "ทักษิณ"

ด้าน พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ยังไม่เคยได้ยินใครพูดที่มีความจริงใจระหว่างเพื่อนที่มีต่อเพื่อน ความห่วงใยเพื่อนเมื่อประสบทุกข์ ตนจะนำความปรารถนาดีที่สมเด็จฮุน เซนแสดงออกวันนี้แจ้งให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้รับทราบ ทั้งนี้ สมเด็จฮุน เซนยังแสดงความเห็นว่า ปัญหาการเมืองไทยควรจะมีทางออก โดยเฉพาะการอโหสิกรรมให้กันและหันหน้าเข้าหากันนำมาสู่การพัฒนาประเทศ

พล.อ.ชวลิตยังกล่าวอีกว่า ในระหว่างที่เดินทางมาที่สนามบินก่อนกลับประเทศไทย สมเด็จฮุน เซนยังได้โทรศัพท์มาย้ำกับตนว่า ขอให้พี่น้องกลุ่มคนเสื้อแดง ทราบว่า สมเด็จฮุน เซนได้สร้างบ้านพักหลังใหญ่สวยงามให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณในกรุงพนมเปญ แทนที่จะไปอยู่ ที่ดูไบ โดยฝากบอกไปว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะมาอยู่เมื่อไหร่ก็ได้ กัมพูชายินดีต้อนรับ

"จิ๋ว" รีบรายงานนายใหญ่ดูไบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อน พล.อ.ชวลิตจะขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย พ.ต.ท.ทักษิณได้โทรศัพท์เข้ามาสอบถาม พล.อ.ชวลิต ถึงการเข้าพบสมเด็จฮุน เซน โดย พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ทุกอย่างเรียบร้อยดี นายกฯฮุน เซนมีอัธยาศัยไมตรีที่ดีไม่เปลี่ยนแปลง และยังฝากบอก พ.ต.ท.ทักษิณให้เดินทางมาอยู่ที่ประเทศกัมพูชา เพราะได้สร้างบ้านหลังใหญ่สวยหรูไว้รอต้อนรับ ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้กล่าวทางโทรศัพท์ว่า อยากให้ พล.อ.ชวลิตเดินทางไปประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศพม่า และลงไปแก้ไขปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย พล.อ.ชวลิตกล่าวตอบกลับว่าจะเดินทางลงไปในพื้นที่เพื่อรับทราบปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเร็วๆนี้ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล แต่ขอทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

ชี้ "จิ๋ว" บินถกฮุน เซนเรื่องธรรมดา

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 21 ต.ค. ที่สำนักงาน นสพ.ไทยโพสต์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และสมาชิกพรรคเพื่อไทย เดินทางไปพบปะกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่กรุงพนมเปญว่า ตนขอให้ พล.อ.ชวลิตไปช่วยให้ความสัมพันธ์อยู่ในระดับที่ราบรื่น ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯไม่เกรงว่า พล.อ.ชวลิตจะนำข้อมูลภายในของไทยไปบอกสมเด็จฮุน เซนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ผมว่าท่านเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี" เมื่อถามว่า นายกฯมองอย่างไรทั้งที่ก่อนหน้านี้ พล.อ.ชวลิตมีสิทธิที่จะไปพบสมเด็จฮุน เซนได้ทำไมถึงได้ไปพบช่วงจังหวะเวลานี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ไม่หรอก การพบปะแลกเปลี่ยนกันเป็นเรื่องธรรมดา ผมเป็นฝ่ายค้านก็เคยเดินทางไปพบกับต่างประเทศเป็นเรื่องธรรมดา แต่หวังว่าไปแล้วจะช่วยให้การทำงานต่างๆราบรื่นขึ้น"

'อภิสิทธิ์'โยนเผือกเปิดเสรีขายแผ่นดิน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_41149

การประชุมอาเซียน ระดับเจ้าห้าที่อาวุโสและระดับรัฐมนตรี เกิดขึ้นแล้ว...ส่วนการประชุมระดับผู้นำประเทศ จะเกิดขึ้นในวันที่ 23-25 ต.ค.นี้

แม้จะเป็นประชุมระดับนานาชาติ ที่ดูเหมือนจะห่างไกลจากชีวิตความเป็นอยู่ของคนธรรมดาสามัญก็ตาม

แต่การประชุมครั้งนี้...คนไทยต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะผลการประชุมจะมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยยิ่งยวด

ให้จับตา...รัฐบาลไทยจะประกาศเปิดเสรีการลงทุนอาเซียน 3 สาขา เพาะขยายปรับปรุงพันธุ์พืช, เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ, ทำป่าไม้จากป่าปลูก...ให้มีผลบังคับใช้ในปี 2553 หรือไม่

ถ้าประกาศ...จะมีผลให้ต่างชาติได้สิทธิเข้ายึดครองประเทศไทยได้ง่ายและเร็วขึ้น

คนไทยจะหมดอาชีพ พันธุ์พืชพันธุ์ไม้พันธุ์ข้าวของไทย รวมทั้งที่ดินทำกินจะถูกต่างชาติมาชุบมือเปิบ ฮุบไปครอบครอง

"ผลจากการไปยื่นหนังสือคัดค้านต่อรัฐสภา ทางกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน ยังตกใจกับข้อมูลเลยว่า ไปเจรจาเปิดเสรีให้ประเทศชาติเสียหายขนาดนี้ได้อย่างไร บีโอไอน่าจะถูกยุบทิ้งไปได้แล้ว

แต่สำหรับรัฐบาลไม่แน่ใจว่าจะเอาอย่างไรแน่ ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด"

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.มูลนิธิชีววิถี แกนนำองค์กรเครือข่ายประชาชนที่ร่วมกันคัดค้านเปิดเสรีการลงทุนให้ข้อสังเกตอีกว่า...

วันศุกร์ที่แล้ว (16 ต.ค.) แม้ คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีจะได้ออกมาแจ้งให้ทราบว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายก รัฐมนตรี ได้รับทราบข้อมูลการคัดค้านแล้ว และได้แสดงความตกใจ ห่วงใยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมมอบหมายให้ นายเกียรติ สิทธิอมร ประธานคณะผู้แทนการค้าไทยรับเรื่องนี้ไปดูแล้ว

"จะมอบหมายให้คนอื่นดูแลทำไมอีก ในเมื่อการประชุมจะเกิดขึ้นแล้ว นายกรัฐมนตรีจะมาอ้างว่าไม่รู้เรื่องไม่ได้

เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นทั้งประธานคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) และประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ดำเนินการเรื่องเปิดเสรีการลงทุนมาตลอด

นายกรัฐมนตรีย่อมต้องรู้ มีข้อมูลพอที่จะตัดสินใจเองได้ ไม่จำเป็นต้องมอบหมายให้คนอื่นทำแทน"

การที่ นายอภิสิทธิ์ ไม่กล้าตัดสินใจ โยนเรื่องออกไปให้พ้นตัว แกนนำเครือข่ายประชาชนเกรงว่าผลการประชุมอาเซียน ซัมมิท จะออกมาในรูปปากว่าตาขยิบ...ปากอย่าง ใจอย่าง

เพราะขณะนี้หลายสิ่งหลายอย่างขับเคลื่อนไปในทิศทางนั้น...ไม่ว่าจะเป็นคำชี้แจงของรองเลขาธิการบีโอไอออกมาให้ข่าวว่า บีโอไอจะดำเนินการรับฟังความคิดเห็นและข้อมูลเพิ่มเติมจากองค์กรภาคประชาชนให้มากขึ้น เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีและรัฐสภาพิจารณาต่อไป

"จะมารับฟังความคิดเห็นประชาชนเป็นข้อมูลให้ ครม. รัฐสภาไปเพื่ออะไร ในเมื่อที่ผ่านมาบีโอไอและคณะทีมงานเจรจาได้ทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ไปแล้ว

ถ้าจะทำให้ถูกต้อง ขั้นตอนทุกอย่างจะต้องทำก่อนทีมงานเจรจาไปยื่นข้อผูกพันต่ออาเซียน ไม่ใช่ไปยื่นก่อนแล้วมาขออนุญาตจากประชาชน ครม. รัฐสภาทีหลังอย่างนี้"

*******************วิฑูรย์

บีโอไอได้ไปยื่นข้อผูกพันเปิดเสรี 3 สาขาต่ออาเซียน ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 ยื่นมาหลายครั้ง ทำผิดหลายกรรมหลายวาระ

ครั้งล่าสุดยื่นเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา ยื่นต่อที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานด้านการลงทุนอาเซียน (CCI) ครั้งที่ 45 ที่เมือง Tagaytay ประเทศฟิลิปปินส์

ไปยื่นเปิดเสรีโดยไม่ได้ขออนุญาต ขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี จากรัฐสภา และไม่ได้รับฟังความคิดเห็นประชาชนด้วย

ทำผิดมาตั้งแต่ต้น...จะมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเพื่ออะไร

และทั้งที่ออกมาแถลงข่าวยอมรับเองว่า ไปเจรจาโดยไม่ได้ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ ม.190

แต่กลุ่มข้าราชการทำผิด คิดขายชาติขายแผ่นดิน หาได้สำนึกผิดไม่ ยังคงเดินหน้าปากว่าตาขยิบ...ทำเอกสารให้ข้อมูลบิดเบือนกับรัฐมนตรี ไปพูดชี้แจงโกหกคำโตต่อที่ประชุมอาเซียน ซัมมิท

เพื่อปัดความผิดให้พ้นตัว ให้ข้อมูลบิดเบือนไปว่า...ข้อตกลงเปิดการลงทุนเสรีอาเซียน 3 สาขานั้น ประเทศไทยได้รับความเห็นชอบ จากรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว

แต่ที่ประชุมอาเซียนระดับเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้รับรอง เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย กรมประมง ขอให้ยับยั้งไว้ก่อน เนื่องจากทำรายการข้อสงวนยังไม่เสร็จ

"โกหก บิดเบือนหมดทุกอย่าง รัฐสภาไทยก็ยังไม่เห็นชอบ จะผ่าน ส.ส. ส.ว.ไปได้ยังไง ในเมื่อยังไม่มีใครเคยเห็นตารางการเปิดเสรีแม้แต่นิดเดียว

ส่วนเรื่องที่ประชุมอาเซียนยังประกาศรับรองไม่ได้ เลยทำให้การประชุมระดับเจ้าหน้าที่ที่ฟิลิปปินส์เมื่อ 6-8 ต.ค. 52 ไม่ได้ข้อสรุป ปัญหาไม่ได้เกิดจากเรา

แต่เป็นเพราะอินโดนีเซียกับฟิลิปปินส์ไม่ยอมเปิดเสรีเหมือนที่เคยได้สัญญาไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพราะเขาต้องการคุ้มครองคนในประเทศของตัวเอง เลยไม่เปิดเสรีให้ประเทศอื่นเข้าไปลงทุน

ผิดกับตัวแทนประเทศไทย คนไปเจรจาไม่เคยคิดถึงคนในประเทศชาติของตัวเองเลย"

นี่ถือเป็นเรื่องโชคดีที่อินโดนีเซียกับฟิลิปปินส์ไม่ยอมโอเค การเปิดเสรีเลยคาราคาซัง การประชุมระดับเจ้าหน้าที่ไม่ได้ข้อสรุป ปัญหาเลยถูกยกขึ้นมาเจรจาในระดับที่สูงขึ้น...ระดับรัฐมนตรี

"อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไม่ยอมทำตามข้อตกลง AIA เพื่อปกป้องคนในชาติตัวเอง แทนที่คณะเจรจาฝ่ายไทยจะฉวยโอกาสนี้มาปกป้องคนในชาติตัวเองเหมือนเขาบ้าง แต่กลับไม่ทำอะไรเลย ยังคงดันทุรังเดินหน้าจะเปิดเสรีให้ได้

การประชุมระดับรัฐมนตรี คณะเจรจากลุ่มนี้ก็ยังไม่ละความพยายามในการขายชาติ ได้วางแผนให้รัฐมนตรีของไทยเจรจากดดันให้อินโดนีเซียกับฟิลิปปินส์เปิดเสรีให้จงได้ เพราะถ้า 2 ประเทศนี้ตกลง ที่ประชุมอาเซียนจะประกาศรับรองการเปิดเสรี ตามที่คนกลุ่มนี้ต้องการ"

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ นายวิฑูรย์ ชี้ชัด...การให้ข่าวทั้งของฝ่ายราชการและการเมือง มีความห่วงใยบ้านเมือง จะรับฟังความคิดเห็นประชาชน นำเรื่องเสนอ ครม. รัฐสภา ไม่น่าจะเป็นการคิดพูดที่ออกจากใจจริง

น่าจะเป็นแค่การปัดเรื่องให้พ้นตัวไปก่อนเท่านั้น...เพียงเพื่อรอเวลาให้ที่ประชุมอาเซียน ซัมมิท ประกาศรับรองเปิดการลงทุนเสรีอาเซียน ก่อนเท่านั้น

อาเซียนรับรอง ประเทศไทยรับรอง...จากนั้นค่อยหาเหตุผลมาอ้างกับประชาชน ครม. รัฐสภา ว่า...เราไปตกลงสัญญากับต่างประเทศแล้ว ไม่ทำตาม ประเทศชาติจะเสียหายในสายตาชาวโลก

ถ้าไม่ทำตามสัญญา เดี๋ยวประเทศอื่นจะไม่คบหาสมาคมกับเรา แล้วเราจะค้าขายอะไรกับใครไม่ได้ เศรษฐกิจจะแย่หนักเข้าไปอีก

ถึงจะเป็นเหตุผลเดิมๆ...แต่แก๊งขายชาติขายแผ่นดินใช้ได้ผลมาทุกยุคสมัย.