WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, October 24, 2009

เบื้องหลังโชคมหาศาลของเนชั่น มันคืออาชญากรรมย่ำยีชาติและประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News


เบื้องหลังโชคมหาศาลคืออาชญากรรม-ค่ายเนชั่นร่วมมือกับพรรคประชาธิืปัตย์และฝ่ายอำนาจแฝงโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ และรัฐบาลสมัคร-สมชายที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเลือกมา แล้วหนุนนายอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาล ทำหน้าที่ทั้งในฐานะบอดีการ์ดและกองเชียร์ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความชื่นชอบเป็นการส่วนตัว แต่ตามมาด้วยผลประโยชน์ต่างตอบแทนมหาศาล เนชั่นได้คลื่นได้เวลาทีวีช่องต่างๆ ได้เงินโฆษณาจากรัฐบาลอุดหนุนให้ จนได้ล้างน้ำกิจการที่ขาดทุนบักโกรกให้ฟื้นมามีกำไร และกำลังเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเพื่อเข้าตลาดหุ้นในเวลานี้


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 ตุลาคม 2552

สื่อค่ายหยุ่นกับรัฐบาลอภิสิทธิ์สมคบกันหาผลประโยชน์ด้วยการย่ำยีประชาธิปไตย?

เครือเนชั่นของสุทธิชัย หยุ่น เป็นผู้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างเต็มไม้เต็มมือที่สุดหลังจากเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ และรัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเลือกตั้งมา

จากกิจการที่มีปัญหาจนต้องขายตึกมาใช้หนี้และเสริมสร้างสภาพคล่องให้กิจการ เพียงไม่ถึงปีที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าบริหารประเทศโดยวิถีทางที่น่าละอาย ด้วยการสนับสนุนอย่างแข็งขันของเครือเนชั่นนั้น ล่าสุดเีครือเนชั่น สามารถที่จะนำบริษัทในเครือที่ทำธุรกิจโทรทัศน์และวิทยุ ซึ่งได้เวลาออกอากาศมาด้วยอิทธิพลทางการเมือง รวมทั้งรายได้จากการโฆษณา รายได้จากการจัดกิจกรรมต่างๆให้พรรคการเมืองร่วมรัฐบาล เช่น สัมมนา เปิดงาน กิจกรรมต่างๆถ่ายทอดสดผ่านสื่อเครือเนชั่นด้วยการเอื้อเฟื่อกันเป็นกรณีพิเศษ เพราะมีความเป็นพวกเดียวกัน เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย

เนชั่นนำบริษัทลูกที่ชื่อเนชั่นบรอดแคสติ้ง จำกัด (มหาชน)-NBC เจ้าของทีวีเนชั่นแชนัล และวิทยุเครือเนชั่น เข้าจดทะเบียนเป็นหุ้นใหม่ในตลาดMAI และอยู่ระหว่างการเสนอขายหุ้นต่อประชาชน ทำให้นายกนก รัตน์วงศ์สกุล ถึงกับทำผิดกฎหมายด้วยการสวมบทบาทนักเล่าข่าวโฆษณาขายหุ้นNBCผ่านสื่อของตัวเอง โดยชี้นำว่าหากใครจองซื้อหุ้นตัวนี้ก็จะ"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง"เพราะเป็นหุ้นดีมาก ราคาเสนอขายก็ต่ำเพียง2.90บาทต่อหุ้น แถมยังฝ่าฝืนกฎหมายเสนอขายโฆษณาผ่านสื่อตัวเองฝ่าฝืนกฎหมายก.ล.ต.ด้วย ดังที่นำเสนอไปแล้วนั้น

ไทยอีนิวส์ได้นำเสนอข่าวไปด้วยว่า จากการพิจารณางบการเงินอย่างละเอียดแล้วพบว่าNBCอาจจะไม่ได้ดีถึงขั้นที่นายกนกโฆษณา เพราะก่อนแต่งตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นยังเป็นกิจการที่ขาดทุนสะสมสูงกว่าทุนจดทะเบียน เพิ่งใช้วิธีลดทุนเพื่อล้างขาดทุนสะสม และกลายเป็นบริษัทที่มีกำไรขึ้นมา

กำไรของเนชั่นทีวีที่สวนทางกับธุรกิจเดียวกันมันคือตัวชี้ต่างตอบแทนทางการเมือง?

เครือเนชั่นของสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งมีนักเล่าข่าวผ่านโทรทัศน์อย่างกนก-ธีระ ซึ่งตั้งหน้าตั้งตาเชียร์รัฐบาล และถล่มฝ่ายทักษิณและเสื้อแดงอย่างออกหน้าออกตา ได้สร้างความประหลาดใจอย่างใหญ่หลวงให้กับวงการสื่อ เมื่อแจ้งว่าผลดำเนินงานครึ่งปีแรก2552นั้น มีรายได้จากการโฆษณาทางทีวีและวิทยุพุ่งพรวดพราดขึ้นถึง 16 % ในขณะที่ภาพรวมของการซื้อโฆษณาผ่านทางทีวีของเจ้าอื่นๆลดลง 0.95%ขณะที่ยอดซื้อโฆษณาผ่านสื่อวิทยุลดลง 13.34% ในงวด 7 เดือนแรกของปีนี้

แต่ยอดงบรวมพลิกมาขาดทุนบักโกรก เหตุเสื้อแดงบอยคอตยอดขายนสพ.ทรุดฮวบ

อย่างไรก็ตามแม้จะได้สปอนเซอร์รายใหญ่จากรัฐบาลที่เกื้อหนุนกันแบบต่างตอบแทน แต่ในงวด6เดือนปีนี้เนชั่นก็ยังขาดทุน เพราะยอดโฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์ทรุดหนัก เพราะยอดขายตกฮวบฮาบ โดยมีรายงานว่ายอดขายสายเหนือสายอีสานที่ต่อต้านรัฐบาลและสื่อไร้จรรยาบรรณอย่างเนชั่นเป็นไปอย่างเข้มข้น ทำให้มีหนังสือพิมพ์กลับมากองพะเนิน ส่งผลให้เอเยนซี่ถอนโฆษณา ทำให้ภาพรวมของงบงวดครึ่งปียังคงขาดทุนต่อเนื่อง ดีว่าได้รัฐบาลอุ้มช่วยซื้อโฆษณาทางทีวี-วิทยุให้

ทั้งนี้เนชั่นแจ้งสรุปฐานะการเงินรวมของบริษัทต่อตลาดหลักทรัพย์งวดครึ่งปีนี้ว่า งบการเงินรวมของบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อยสำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุด วันที่ 30 มิถุนายน 2552 ขาดทุน 110.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

ทั้งนี้เพราะรายได้จากการขายและบริการลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ 27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36 เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อยละ 8 นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19 โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8 และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ และบริการรับขนส่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 35


ยอดซื้อโฆษณาตีปี๊บผลงานรัฐบาลแซงโค้ก-โตโยต้า-มือถือสวนทางภาพรวมทรุด

ตอนที่รัฐบาลแถลงผลงาน6เดือนนั้น ผลสำรวจของโพลล์ออกมาว่าได้แค่คาบเส้น ทำให้นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ผลงานรัฐบาลมีมากแต่คนไม่ค่อยรู้เพราะอ่อนประชาสัมพันธ์

อย่างไรก็ดีมีรายงานว่ารัฐบาลไม่ได้อ่อนประชาสัมพันธ์เลย กลับใช้เงินโฆษณาสูงติดอันดับ2เหนือกว่าโค้ก และโตโยต้า หรือบริษัทขายโทรมือถือยักษ์ใหญ่เสียอีก ไทยโพสต์รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี เปิดเผยว่า 7 เดือนแรกปีนี้ รวมตัวเลขเดือน ม.ค.-ก.ค.มีการซื้อสื่อโฆษณารวม 49,472 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนลดลง 4.3%

แบ่งเป็นสื่อทีวี 29,302 ล้านบาท ลดลง 0.95% สื่อวิทยุ 3,378 ล้านบาท ลดลง 13.34% สื่อหนังสือพิมพ์ 7,510 ล้านบาท ลดลง 13.82% สื่อนิตยสาร 2,895 ล้านบาท ลดลง 12.75% สื่อโรงภาพยนตร์ 2,428 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.66% สื่อกลางแจ้ง 2,351 ล้านบาท ลดลง 5.58% สื่อระบบขนส่ง 1,020 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.14% สื่ออินสโตร์ 471 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.51% และสื่ออินเทอร์เน็ต 116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.85%

นีลเส็นยังได้รายงานตัวเลขการซื้อสื่อโฆษณาในเดือน ก.ค.2552 ก็พบว่า บริษัทธุรกิจและองค์กรที่ซื้อสื่อโฆษณาสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยูนิลีเวอร์ 507.12 ล้านบาท พีแอนด์จี 211.54 ล้านบาท สำนักนายกรัฐมนตรี 160.04 ล้านบาท ไบเออร์สดร๊อฟ 113.84 ล้านบาท และโตโยต้ามอเตอร์ 105 ล้านบาท ส่วนโค้ก,เป๊บซี่,บริษัทมือถือไม่ติด5อันดับแรกแต่อย่างใด

การที่สำนักนายกรัฐมนตรี มีการใช้เงินโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของยอดโฆษณาทั้งหมดเป็นเงินกว่า 160 ล้านบาท ถือว่า เพิ่มขึ้นสองเท่าจากเดือนมิถุนายนที่ใช้เงินโฆษณาไป 76 ล้านบาท

แค่สองเดือน สำนักนายกรัฐมนตรี ใช้เงินโฆษณาไปแล้วกว่า 236 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ใช้ไปเท่าไรแล้ว ใครอยากรู้คงต้องไปขอข้อมูลจาก เอซี นีลสัน

ยอดการใช้เงินโฆษณาของ สำนักนายกรัฐมนตรี อยู่ใน อันดับ 3 รองจาก ยูนิลิเวอร์ และ พีแอนด์จี มากกว่า ไบเออร์ รถยนต์โตโยต้า โคคาโคลา และมากกว่า เอไอเอส ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่เกือบเท่าตัว เห็นไหมว่าสำนักนายกฯใช้เงินโฆษณามากมายขนาดไหนแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่เอกชนยังสู้ไม่ได้ แล้วจะมาบอกว่า รัฐบาลอ่อนประชาสัมพันธ์ ได้อย่างไร

นี่แค่งบโฆษณาของหน่วยงานเดียวเท่านั้น ยังไม่นับเงินโฆษณาของกระทรวงต่างๆ ที่ทุ่มงบโฆษณากันอีกมากมาย รวมทั้ง กรุงเทพมหานคร มีการโฆษณาตามสื่อทุกวัน โดยมี รัฐมนตรี และผู้ว่าฯ กทม. เป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณากันตรงๆ เลย

นอกจากนี้ รัฐมนตรีแต่ละคน ยังมีการใช้งบ จ้างเอเยนซีโฆษณา และจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ แยกเป็นส่วนตัวอีกต่างหาก ขนาด รัฐมนตรีว่าการ กับ รัฐมนตรีช่วย ก็ยังจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์แยกกันเลย ของใครของมันเพื่อใช้เผยแพร่งานของตัวเอง เพื่อให้เข้าถึงสื่อและมวลชนให้มากที่สุด ตรงนี้ไม่รู้ใช้งบประมาณไปอีกกี่ร้อยล้านบาท

จ้างประชาสัมพันธ์มืออาชีพมาทำงานกันมากมายขนาดนี้ แล้วยังจะมาบอกว่ารัฐบาลอ่อนเรื่องการประชาสัมพันธ์ คงฟังไม่ขึ้น

เมื่อนับรวมเม็ดเงินทั้งหมด ที่รัฐบาลใช้ไปในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาลในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาแล้ว ประเมินคร่าวๆ ว่า น่าจะไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท เฉลี่ยเดือนละ 160 กว่าล้านบาท

ด้วยเม็ดเงินโฆษณาประชาสัมพันธ์ขนาดนี้ คะแนนนิยมของรัฐบาลน่าจะพุ่งขึ้นไปสูงลิ่ว แต่ผลที่ออกมากลับตรงกันข้าม ประชาชนรับรู้ผลงานของรัฐบาลแค่ไม่กี่เรื่อง นักธุรกิจและนักวิชาการให้คะแนนรัฐบาลแค่สอบผ่านด้วยความเกรงใจ

รัฐบาลประเคนเงินโฆษณาให้สื่อกระแสหลักช่วยเชียร์ตอบแทนเนชั่น-ไทยโพสต์สาสม

เงินงบโฆษณาพวกนี้ก็ไปเข้าทางพวกสื่อกระแสหลักที่เป็นพรรคพวกรัฐบาลที่คอยเชียร์รัฐบาล และกระทืบฝั่งทักษิณนั่นแหละครับ หลักๆก็เครือเนชั่นที่รายงานมายังตลาดหลักทรัพย์ว่า ครึ่งแรกปีนี้ยอดขายสิ่งพิมพ์ตก เพราะพวกเสื้อแดงเลิกอ่านแอนตี้ แต่กำไรมาโป่งตรงโทรทัศน์ทั้งช่องเนชั่น และช่องอื่นๆที่เนชั่นไปทำรายการ

โฆษณาจากรัฐบาลมาทั้งทางตรงคือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ มาทั้งรูปแบบอีเว้นต์ที่เนชั่นเข้าไปเหมาหมด ตั้งแต่เป็นพิธีกรเวทีงานเล็กงานใหญ่ ถ่ายทอดสดออกเนชั่น ได้กันเป็นกอบเป็นกำ

จึงไม่แปลกที่คนเนชั่นที่ส่งไปจัดรายการตามฟรีทีวีทุกช่อง จะเก็บอาการไม่ค่อยได้ในการเชียร์รัฐบาลโจ่งแจ้ง และกระทืบเสื้อแดง กระทืบทักษิณจมธรณี

โทนโท่จนยอมจำนนต่อหลักฐาน-หลังจากถูกแฉว่าการที่นายกนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้บริหารหุ้นใหม่เครือเนชั่น(NBC)อาศัยคราบของนักเล่าข่าวใช้ทีวีและวิทยุเนชั่นพูดโฆษณาให้คนจองซื้อหุ้นอันเป็นเท็จและผิดกฎหมายว่าใครจองซื้อไว้จะ"รวยเละรวยไม่รู้เรื่อง" วันต่อมาเนชั่นทำผิดกฎหมายซ้ำอีกด้วยการขึ้นข้อความโฆษณาว่า"ติดต่อจองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรศัพท์ ซึ่งเป็นการทำผิดประกาศกลต.เรื่องการโฆษณาขายหุ้นผ่านสื่อที่กำหนดไว้ว่าต้องขึ้นข้อความคำเตือน"การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน"ให้เด่นชัดควบคู่กันไปด้วย ล่าสุดวันศุกร์ที่23ต.ค.นี้เนชั่นได้ยุติการกระทำที่ผิดกฎหมายแล้ว(ดู ลิ้งค์)


ทั้งนี้เมื่อวันศุกร์ที่23นี้สถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ได้ยุติการโฆษณาขายหุ้นจองน้องใหม่ เนชั่นบรอดแคสติ้ง-NBCแล้ว หลังจากฝ่าฝืนกฎหมายมา2วันต่อเนื่อง โดยในวันที่ 21 ต.ค.นายกนกได้พูดชี้ชวนว่าเขาและนายธีระ ธัญไพบูลย์ก็จองซื้อหุ้นตัวนี้ไว้คนละเป็นแสนหุ้น หุ้นตัวนี้ดีมากราคาจองก็ถูกเพียง2.90บาทต่อหุ้น ใครจองซื้อไว้แค่เงินปันผลก็รวยไม่รู้เท่าไหร่แล้ว "รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง" ซึ่งได้มีผู้ร้องเรียนไปยังสำนักงานก.ล.ต.จำนวนมากว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ วันต่อมาคือ22ต.ค.มีการขึ้นข้อความโฆษณา"ติดต่อจองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรติดต่อ โดยที่ยังไม่แน่ชัดว่ามีการขออนุญาตจากกลต.หรือยัง และหากแม้ได้รับอนุญาตก็เป็นการกระทำผิดกฎหมายอีกเรื่อง เพราะไม่ได้ขึ้นข้อความเตือนในเรื่องความเสี่ยงในการลงทุนไว้ตามที่กฎหมายกำหนด

ไทยอีนิวส์ได้นำเสนอข่าวพฤติการณ์เข้าข่ายทำผิดกฎหมายปั่นหุ้นของนายกนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้บริหารบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ NBC โดยพูดโฆษณาออกทีวีและวิทยุเนชั่น อันอาจเป็นเท็จว่า หากใครจองซื้อหุ้นตัวนี้ก็จะ"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง" ต่อมาเมื่อถูกทักท้วง ทางรายการเก็บตกจากเนชั่นก็ไม่ให้นายกนกพูดโฆษณาขายหุ้นแล้ว แต่เนชั่นก็ทำผิดกฎหมายเรื่องใหม่ขึ้นมาอีก

โดยเนชั่นทีวีหลีกเลี่ยงไม่ให้นายกนกพูดโฆษณาขายหุ้นน้องใหม่NBC แต่ขึ้นข้อความโฆษณาว่า "ติดต่อจองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ ซึ่งเป็นการทำผิดประกาศกลต.เรื่องการโฆษณาขายหุ้นผ่านสื่อที่กำหนดไว้ว่าต้องขึ้นข้อความคำเตือน"การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน"ให้เด่นชัดควบคู่กันไปด้วย

ไทยอีนิวส์ได้ตรวจสอบดูงบการเงินของNBCว่าดีถึงขั้นจะทำให้ผู้จองซื้อหุ้นตัวนี้มีโอกาส"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง แค่เงินปันผลก็รวยไม่รู้เท่าไหร่แล้ว"ดังที่นายกนกพูดโฆษณาชี้ชวนหรือไม่ ก็พบว่า นายกนกอาจพูดเกินจริง หรือกระทั่งเข้าข่ายพูดจาอันเป็นเท็จ เพราะบริษัทนี้ไม่กี่ปีก่อนจะ"แต่งตัวเข้าจดทะเบียนในตลาด"ฐานะย่ำแย่ถึงขั้นส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ มียอดขาดทุนสะสมจำนวนมาก โดยเมื่อสิ้นปี2549 มียอดขาดทุนสะสมอยู่ถึง163ล้านบาท ขณะที่มีทุนจดทะเบียน140ล้านบาท ณ ปีนั้น

อย่างไรก็ตามก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเพียง2เดือน บริษัทใช้กลวิธีทางบัญชีทำให้ยอดขาดทุนนั้นหายวับไปกับตา โดยการลดทุนจดทะเบียนลง จากนั้นก็พลิกหน้ามือเป็นหลังมือมาเป็นกำไรในทันควันเมื่อสิ้นงวดครึ่งปี2552นี้



เชิญร่วมร้องเรียนกนกปั่นหุ้นและร้องให้เฉดหัวกับกลต.

อย่างไรก็ตามเนื่องจากเครือเนชั่นมีพฤติการณ์ที่ใกล้ชิดเป็นพวกเดียวกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หากท่านเห็นว่ารัฐบาลอาจเพิกเฉยต่อการกระทำผิดครั้งนี้
ท่านสามารถร้องเรียนพฤติการณ์นี้ทางออนไลน์ไปยังสำนักงานคณะกรรมการก.ล.ต.ได้ตามลิ้งค์นี้ ( คลิ้ก ร้องเรียนก.ล.ต.ทางออนไลน์ )หรือโทรศัพท์ร้องเรียนทางโทรศัพท์ผ่าน Help Center ที่ 0-2263-6000


--------------------
ข่าวเกี่ยวเนื่องที่นำเสนอไปก่อนหน้านี้:

*จำนนหลักฐานเนชั่นจ๋อย หยุดแล้วโฆษณาขายหุ้น สาวลึกเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาดขายแมงเม่า
*ไม่รู้จะรวยหรือซวยเละ หุ้นใหม่เนชั่นเสกพ้วงเดียว จากเน่าๆเอาล้างน้ำเข้าตลาดหุ้นเฉยเลย!
*เอาอีกแล้วสื่อโล้นกระบอกเสียงมาร์ค ไม่กลัวเสือกระดาษกลต. ตีปี๊บขายหุ้นผิดกม.โจ่งครึ่ม
*กนกปั่นหุ้นคุก2ปีไม่พอ กฎหมายชี้ต้องโดนเฉดหัวด้วย รู้แกวส่งเมียเป็นนอมินี จี้กลต.เร่งฟัน
*ร้องกลต.ฟันกนกคุก2ปีลูกพี่หยุ่นโดนด้วย ซี้ปึ๊กมาร์คเย้ยกฎหมายปั่นหุ้นเนชั่นกลางอากาศ
*ใครทุบหุ้นยังไม่แน่ แต่คนปั่นหุ้นคาหนังคาเขา มันเป็น"พวกเรา"-มาร์คว่าไง?!

ป้ายเกะกะเกลื่อนกรุง : ปชป.ใช้งบฯรัฐหาเสียงส่วนตัว ???

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ Bugbunny
ที่มา เวบบอร์ด
ประชาไท
23 ตุลาคม 2552

เมื่อขับรถไปตามถนนอยู่หลายวัน ผมพบอะไรที่เอามาเล่าสู่กันฟัง นั่นคือเรื่องป้ายมาร์ก ที่เกะกะเกลื่อนกรุงอยู่

ป้ายพวกนี้มีภาพของมาร์กยิ้มแย้มอยู่ท่ามกลางผู้คน หลายเพศ หลายวัย หลายอาชีพ พร้อมคำพูดทำนองว่า เขาทำแล้ว

Concept ออกมาแนวนี้ เพราะมาร์กและทีมพีอาร์ พยายามใช้มันชี้แจงคำก่นด่าของประชาชนและสื่อมวลชน ซึ่งประสานเสียงยืนยันตรงกันว่า มา์ร์กมันไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากเกาะโพเดียม ถ่มถุยเห่าหอนไปวัน ๆ ไร้สาระที่สุด ในบรรดานายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาของประเทศไทย

ความเห็นของผมมีดังต่อไปนี้

นี่เป็นการหาเสียงส่วนตัวของมาร์กกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยใช้งบประมาณของรัฐอย่างแน่นอน เพราะป้ายเหล่านี้ เน้นสีฟ้าของพรรคประชาธิปัตย์ แทบมองไม่เห็นโลโก และตำแหน่งของมา์ร์ก เพราะเล็กยิ่งกว่าอี๋มด ไม่ถ่างตาขยับแว่น ก็มองไม่เห็น

ราคาของบอร์ดแต่ละแผ่นพร้อมติดตั้ง น่าจะตกอยู่ที่ประมาณ 500 บาท ส่วนป้ายสะพานลอย ก็น่าจะใกล้เคียง ต้องใช้เงินหลายสิบล้านหรืออาจเหยียบร้อยล้าน

มาร์ก และ เตี้ย หนองใน ใช้สิทธิอะไร เอาเงินงบประมาณแผ่นดินไปใช้หาเสียงส่วนตัวให้พรรคประชาธิปัตย์ นี่เป็นเรื่องไร้มารยาทที่สุดของพรรคการเมือง

ส่วนการนำเสนอตามแนวทาง Tesimonial ที่ทำิอยู่นั้น ยืนยันได้ว่า ไม่บรรลุเป้าหมายที่จะบอกว่า มาร์กทำงานเลย

คนที่ทำ Marketing Communication เป็น และคนทั่วไป ชี้ชัดได้ว่า คนที่มาแสดงร่วมในภาพของมา์ร์กนั้นเป็นนักแสดงทั้งสิ้น โดย Modeling Agency สกรีนมาถ่ายทุกคน ตั้งแต่ชาวนา เด็ก แม่บ้าน ฯลฯ เป็นคนที่เลือกมาจนดูดีกว่าคนปกติ มันทำให้ผู้พบเห็น ไม่ให้ความเชื่อถือ มาร์กและทีมงานคิดแบบฉาบฉวยเกินไป

การพีอาร์ทางการเมืองตามโจทย์นี้ ไม่้เหมือนการทำผลิตภัณฑ์ ที่คุณต้องการให้คนอยากดูดีสวยหล่อเหมือนนายแบบนางแบบ แต่โจทย์ครั้งนี้ อยู่ที่คุณจะบอกว่า คุณทำงานให้ประชาชน

เมื่อหาตัวจริงของคนที่คุณทำงานให้ มาแสดงไม่ได้ มันจึง Fake และไม่สามารถสร้าง Convincing Power ได้เลย

ส่วนผลที่ตามมา และผมพบเห็นกับตาบนถนนวิภาวดี รังสิต ลาดพร้าว จตุจักร ฯลฯ ก็คือ ประชาชนที่ทนไม่ได้กับรัฐบาลหน้าอี๋ชุดนี้ กระทำการดังต่อไปนี้

ฉีกป้ายดังกล่าวขาดวิ่นเละเทะ โดยเฉพาะบริเวณที่มีรูปของมาร์ก ป้ายที่ติดบนสะพานลอย จะถูกฉีกเป็นริ้ว ๆ ทิ้งให้ห้อยต่องแต่ง กวนตาผู้ขับขี่รถยนต์บนถนน (ซึ่งหากเป็นเอกชนแล้ว ผู้รับเหมาติดตั้ง มีหน้าที่สำรวจและแก้ไข แต่สำหรับงานชุดนี้ เชื่อว่า ผู้ทำได้รับทรัพย์ค่าทำเสร็จ ก็จะปล่อยเลยตามเลยแน่นอน เนื่องจากโดนหัวคิวไปเยอะ ไม่คุ้มกับการที่ต้องไปตามดูแลป้ายทีหลังเหมือนเอกชน)

เขียนคำประเภท ก่อหนี้ ขี้ข้าอำมาตย์ หมีหน้าฮ้าก ส้นตีน ควาย สมุนตุ๊ด ฯลฯ ลงบนป้ายเหล่านั้น พ่นสีสเปรย์คำว่า Hee (ภาษาไทย) หรือพ่นรูปเท้าบนหน้าของมาร์ก ซึ่งแปลได้ว่า หน้าอี๋ และ หน้าส้นตีน


ติดกระดาษถ่ายเอกสารเป็นรูปป๋าพร้อมข้อความ ป๋าขายตูด
รูปมาร์กพร้อมข้อความ ไอ้หน้าอี๋จอมกู้
รูปกล้าณรงค์พร้อมข้อความ ไอ้เหม่งหื่น
รูปจารุวรรณพร้อมข้อความ อีคางคก ฯลฯ ลงบนป้ายสิ่งเหล่านี้

เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และเท่าที่ดูมาจากหลายกลุ่มหลายคน เพราะมีวิธีกระทำการต่อต้านที่แตกต่างกันไป ไม่ใช่รูปแบบเดียวกัน เป็นปฏิกิริยาของประชาชนที่ไม่ได้จัดตั้งมาอย่างแน่นอน

สรุปก็คือ แคมเปญจน์นี้ได้ผลในการสร้างความเคียดแค้นชิงชังในหมู่กลุ่มเป้าหมายชาว กทม ที่มาร์กอยากปลุกระดมได้อย่างดี แต่ไม่ได้ผลแก้ภาพพจน์อะไรของมาร์กเลยแม้แต่น้อย

จำนนหลักฐานเนชั่นจ๋อย หยุดแล้วโฆษณาขายหุ้น สาวลึกเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาดขายแมงเม่า

ที่มา Thai E-News


โทนโท่จนยอมจำนนต่อหลักฐาน-หลังจากถูกแฉว่าการที่นายกนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้บริหารหุ้นใหม่เครือเนชั่น(NBC)อาศัยคราบของนักเล่าข่าวใช้ทีวีและวิทยุเนชั่นพูดโฆษณาให้คนจองซื้อหุ้นอันเป็นเท็จและผิดกฎหมายว่าใครจองซื้อไว้จะ"รวยเละรวยไม่รู้เรื่อง" วันต่อมาเนชั่นทำผิดกฎหมายซ้ำอีกด้วยการขึ้นข้อความโฆษณาว่า"ติดต่อจองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรศัพท์ ซึ่งเป็นการทำผิดประกาศกลต.เรื่องการโฆษณาขายหุ้นผ่านสื่อที่กำหนดไว้ว่าต้องขึ้นข้อความคำเตือน"การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน"ให้เด่นชัดควบคู่กันไปด้วย ล่าสุดวันนี้เนชั่นได้ยุติการกระทำที่ผิดกฎหมายแล้ว(ดู ลิ้งค์)



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 ตุลาคม 2552

จำนนต่อหลักฐานเนชั่นยุติโฆษณาให้คนจองซื้อหุ้นในเครือคือNBCแล้ววันนี้ หลังจากทำผิดกฎหมายต่อเนื่อง ทั้งการโฆษณาอันเป็นเท็จเจตนาปั่นหุ้นโดยผู้บริหารบริษัทในคราบนักเล่าข่าวผ่านสื่อของตัวเองว่า "ใครจองซื้อไว้จะรวยเละรวยไม่รู้เรื่อง" แถมยังทำผิดซ้ำขึ้นป้ายโฆษณาขายหุ้นผิดกฎหมายออกทีวีหรา ยิ่งสาวลึกยิ่งอื้อฉาวแทนที่จะ"รวยเละ"อย่างกนกว่าอาจจะ"ซวยเละ"ได้ เหตุพบใช้กลวิธีทางบัญชีลดทุนล้างขาดทุนสะสม เสกพ้วงเดียว!จากบริษัทที่มียอดขาดทุนสะสมบักโกรกสูงกว่าทุนจดทะเบียน กลายเป็นพลิกตาลปัตรมามีกำไรในช่วง"แต่งตัวเข้าตลาด"


ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา!-สโลแกนที่สุทธิชัย หยุ่นคิดไว้ในอดีตคือ"ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา" คือพฤติการณ์ที่ต่ำทรามทั้งหลายของวงการสื่อ ทั้งการไม่เป็นกลาง ไร้จรรยาบรรณ ตบทรัพย์ ตีเมืองขึ้น รับซองขาวนักการเมือง พ่อค้า ผู้มีอำนาจ การทำตัวเป็นช่วงใช้ผู้มีอำนาจ แสวงหาผลประโยชน์..คำถามในเวลานี้คือสุทธิชัยยังกล้ายืนยันสโลแกนนี้อยู่อีกหรือในวันนี้..?


วันนี้สถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ได้ยุติการโฆษณาขายหุ้นจองน้องใหม่ เนชั่นบรอดแคสติ้ง-NBCแล้ว หลังจากฝ่าฝืนกฎหมายมา2วันต่อเนื่อง โดยในวันที่ 21 ต.ค.นายกนกได้พูดชี้ชวนว่าเขาและนายธีระ ธัญไพบูลย์ก็จองซื้อหุ้นตัวนี้ไว้คนละเป็นแสนหุ้น หุ้นตัวนี้ดีมากราคาจองก็ถูกเพียง2.90บาทต่อหุ้น ใครจองซื้อไว้แค่เงินปันผลก็รวยไม่รู้เท่าไหร่แล้ว "รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง" ซึ่งได้มีผู้ร้องเรียนไปยังสำนักงานก.ล.ต.จำนวนมากว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ วันต่อมาคือ22ต.ค.มีการขึ้นข้อความโฆษณา"ติดต่อจองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรติดต่อ โดยที่ยังไม่แน่ชัดว่ามีการขออนุญาตจากกลต.หรือยัง และหากแม้ได้รับอนุญาตก็เป็นการกระทำผิดกฎหมายอีกเรื่อง เพราะไม่ได้ขึ้นข้อความเตือนในเรื่องความเสี่ยงในการลงทุนไว้ตามที่กฎหมายกำหนด

ไทยอีนิวส์นได้นำเสนอข่าวพฤติการณ์เข้าข่ายทำผิดกฎหมายปั่นหุ้นของนายกนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้บริหารบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ NBC โดยพูดโฆษณาออกทีวีและวิทยุเนชั่น อันอาจเป็นเท็จว่า หากใครจองซื้อหุ้นตัวนี้ก็จะ"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง" ต่อมาเมื่อถูกทักท้วง ทางรายการเก็บตกจากเนชั่นก็ไม่ให้นายกนกพูดโฆษณาขายหุ้นแล้ว แต่เนชั่นก็ทำผิดกฎหมายเรื่องใหม่ขึ้นมาอีก

โดยเนชั่นทีวีหลีกเลี่ยงไม่ให้นายกนกพูดโฆษณาขายหุ้นน้องใหม่NBC แต่ขึ้นข้อความโฆษณาว่า "ติดต่อจองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ ซึ่งเป็นการทำผิดประกาศกลต.เรื่องการโฆษณาขายหุ้นผ่านสื่อที่กำหนดไว้ว่าต้องขึ้นข้อความคำเตือน"การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน"ให้เด่นชัดควบคู่กันไปด้วย

ไทยอีนิวส์ได้ตรวจสอบดูงบการเงินของNBCว่าดีถึงขั้นจะทำให้ผู้จองซื้อหุ้นตัวนี้มีโอกาส"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง แค่เงินปันผลก็รวยไม่รู้เท่าไหร่แล้ว"ดังที่นายกนกพูดโฆษณาชี้ชวนหรือไม่ ก็พบว่า นายกนกอาจพูดเกินจริง หรือกระทั่งเข้าข่ายพูดจาอันเป็นเท็จ เพราะบริษัทนี้ไม่กี่ปีก่อนจะ"แต่งตัวเข้าจดทะเบียนในตลาด"ฐานะย่ำแย่ถึงขั้นส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ มียอดขาดทุนสะสมจำนวนมาก โดยเมื่อสิ้นปี2549 มียอดขาดทุนสะสมอยู่ถึง163ล้านบาท ขณะที่มีทุนจดทะเบียน140ล้านบาท ณ ปีนั้น

อย่างไรก็ตามก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเพียง2เดือน บริษัทใช้กลวิธีทางบัญชีทำให้ยอดขาดทุนนั้นหายวับไปกับตา โดยการลดทุนจดทะเบียนลง จากนั้นก็พลิกหน้ามือเป็นหลังมือมาเป็นกำไรในทันควันเมื่อสิ้นงวดครึ่งปี2552นี้

พอแต่งตัวเข้าตลาดในปี50พลิกจากขาดทุนอ่วมมาเริ่มกำไร แต่ยอดขาดทุนสมบักโกรก


งบการเงินงวดสิ้นปี2550ของNBC (รายละเอียด คลิ้ก ) มีผลขาดทุนสะสมจำนวน 153 ล้านบาท ลดลงจากขาดทุนสะสมในปีก่อนที่ขาดทุนสะสม163ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นจากที่เคยติดลบ23.8ล้านบาท พลิกมาเป็นบวก86ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิสิ้นปี50เป็นบวก10.6ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุนสุทธิ41.8ล้านบาท มีกำไรต่อหุ้น0.54บาท จากขาดทุนต่อหุ้น3.1บาท

ส่วนงบการเงินงวดสิ้นปี2551 (รายละเอียด คลิ้ก )บริษัทรายงานว่ายอดขาดทุนสะสมลดลงเหลือ126.3ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิเพิ่มเป็น26.9ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้นเพิ่มเป็น1.12บาท

เสกได้ดังใจนึกจากขาดทุนสะสมบานกลายเป็นกำไร

งบการเงินของNBCงวดล่าสุด คือสิ้นสุดไตรมาส 2/2552 สิ้นสุด30มิถุนายน ( รายละเอียด คลิ้ก )

18 กุมภาพันธ์ 52 ลดทุนจาก240ล้านบาท เหลือ120ล้านบาท โดยลดจำนวนหุ้นลงเหลือ12ล้านหุ้น ราคาพาร์10บาท เพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสม

21เมษายน52แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนเข้าจดทะเบียนตลาดMAI ลดราคาพาร์เหลือ1บาท แตกออกเป็น120ล้านหุ้น

จากนั้นเพิ่มทุนจาก120ล้านบาท เป็น170ล้านบาท โดยออกหุ้นสามัญใหม่50ล้านหุ้น รวม50ล้านบาท

ในจำนวนดังกล่าวนี้จัดสรรหุ้นเพิ่มทุน20ล้านหุ้นให้NMGหรือเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่99.99%ให้กรรมการและผู้บริหาร42,129หุ้น และนำมาขายประชาชนทั่วไป 30 ล้านหุ้น รวมทั้งNMGนำส่วนที่ถืออยู่มาขายด้วยรวม65ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ2.90บาท คาดว่าหากขายหมดจะได้เงินราว190ล้านบาท

จากนั้นผู้สอบบัญชีกล่าวว่าได้"คำนวณกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานเสมือนว่าการแตกหุ้นได้เกิดขึ้นตั้งแต่วันเริ่มต้นของปีแรกที่เสนอรายงานจำนวน120ล้านหุ้น" มีผลให้งบงวดครึ่งปีที่ยังไม่ได้ตรวจสอบสิ้นสุด30มิถุนายน52พลิกมากำไร17ล้านบาท กำไรต่อหุ้น0.14บาท จากปีก่อนกำไร13ล้านบาท กำไรต่อหุ้น0.11บาท

ยอดขาดทุนสะสมจาก140ล้านบาท พลิกมาเป็นทุนชำระแล้ว240ล้านบาท

กนกโฆษณาอันเป็นเท็จหรือไม่ กลต.ต้องอย่านิ่งเฉย

ก่อนหน้านี้ไทยอีนิวส์นำเสนอข่าวพฤติการณ์เข้าข่ายทำผิดกฎหมายปั่นหุ้นของนายกนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้บริหารบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ NBC โดยพูดโฆษณาออกทีวีและวิทยุเนชั่น อันเป็นเท็จว่า หากใครจองซื้อหุ้นตัวนี้ก็จะ"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง"นั้น มาวันนี้ทางรายการเก็บตกจากเนชั่นนายกนกได้ยุติการพูดโฆษณานี้แล้ว แต่เนชั่นก็ทำผิดกฎหมายเรื่องใหม่ขึ้นมาอีก

คราวนี้เนชั่นทีวีหลีกเลี่ยงไม่ให้นายกนกพูดโฆษณาขายหุ้นน้องใหม่NBC แต่ขึ้นข้อความโฆษณาว่า "ติดต่อจองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ ซึ่งเป็นการทำผิดประกาศกลต.เรื่องการโฆษณาขายหุ้นผ่านสื่อที่กำหนดไว้ว่าต้องขึ้นข้อความคำเตือน"การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน"ให้เด่นชัดควบคู่กันไปด้วย

ทั้งนี้เนชั่นกระทำผิดกฎหมาย โดยฝ่าฝืนประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่ สจ. 18/2547ที่กำหนดไว้ชัดเจนดังนี้

ข้อ 10 การโฆษณาผ่านสื่อจะกระทำได้ต่อเมื่อผู้เสนอขายหลักทรัพย์ได้ส่งข้อความ หรือตัวอย่างสื่อที่จะใช้ในการโฆษณา แล้วแต่กรณี ให้สำนักงานพิจารณาก่อนเริ่มการโฆษณา และสำนักงานมิได้แจ้งทักท้วงเนื้อหาของการโฆษณาดังกล่าวภายในสามวันทำการนับตั้งแต่วันถัดจากวันที่สำนักงานได้รับข้อความหรือตัวอย่างสื่อนั้น

ปัญหามีอยู่ว่าเนชั่นทีวีได้ขออนุญาตกลต.เพื่อขอโฆษณาหรือยัง เพราะหากได้รับอนุญาตก็ต้องทำตามประกาศฉบับนี้ที่กำหนดไว้ว่าการโฆษณาดังกล่าว ต้องมีข้อความต่อไปนี้แสดงในโฆษณาอย่างชัดเจนด้วย

(1) ข้อความที่เป็นคำเตือนดังนี้ “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน”


(2) ข้อความอื่นใดที่สำนักงานกำหนดตามความจำเป็นและสมควรแก่กรณี ทั้งนี้โดยคำนึงถึงการมีมาตรการคุ้มครองที่เพียงพอสำหรับผู้ลงทุน ประกอบกับภาระต้นทุนของผู้เสนอขายหลักทรัพย์

ในการแสดงข้อความตามวรรคสอง ให้ผู้เสนอขายหลักทรัพย์ปฏิบัติดังต่อไปนี้

(1) หากเป็นการโฆษณาผ่านสื่อที่ใช้ข้อความหรือภาพ ตัวอักษรของคำเตือนต้องมีความคมชัด อ่านได้ชัดเจน และมีขนาดไม่เล็กกว่าตัวอักษรปกติที่ใช้ในการโฆษณา และในกรณีที่โฆษณาดังกล่าวมิใช่ข้อความหรือภาพนิ่ง ต้องจัดให้มีการแสดงคำเตือน (display) ไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบวินาที

(2) หากเป็นการโฆษณาผ่านสื่อที่มีเฉพาะการใช้เสียง ต้องจัดให้มีการอ่านออกเสียงคำเตือน โดยมีระดับเสียงและความเร็วไม่แตกต่างจากการอ่านออกเสียงถ้อยคำทั่วไปที่ใช้ในการโฆษณานั้น

อนึ่งก่อนหน้านี้นายกนกได้พูดโฆษณาผ่านทีวีและวิทยุเนชั่นก็เข้าข่ายอาจฝ่าฝืนต่อประกาศกลต.ฉบับนี้ซึ่งกำหนดไว้ใน ข้อ 4 ของประกาศฉบับนี้ โดยระบุว่า การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเสนอขายหลักทรัพย์ต้องมีสาระสำคัญของข้อมูล ไม่นอกเหนือไปจากข้อมูลที่ได้แสดงไว้ในร่างหนังสือชี้ชวนที่ได้ยื่นต่อสำนักงาน โดยมีลักษณะหรือ วิธีการแสดงข้อมูลเป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(1) ไม่แสดงข้อความที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

(ก) เป็นเท็จ เกินความจริง หรืออาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

(ข) เป็นการประมาณการผลตอบแทนจากการลงทุน เว้นแต่เป็นการประมาณการอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราผลตอบแทนที่ผู้ถือหลักทรัพย์จะได้รับตามข้อกำหนดหรือเงื่อนไขของหลักทรัพย์ที่เสนอขาย
(ค) เป็นการประมาณการผลการดำเนินงานหรือฐานะการเงินในอนาคตของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์เว้นแต่เป็นการแสดงข้อความที่แสดงไว้ในร่างหนังสือชี้ชวนที่ยื่นต่อสำนักงาน
(ง) เป็นการชี้นำให้ผู้ลงทุนสำคัญผิดเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เสนอขาย


ทั้งนี้ในวันที่ 21 ตุลาคม เวลาราว09.10-09.15 นายกนกได้พูดออกทางรายการเก็บตกจากเนชั่น ทางเนชั่นทีวี และวิทยุเนชั่นโดย
ได้โฆษณาชี้ชวนให้คนซื้อหุ้นจองNBC โดยชี้นำว่า"ดีมากครับหุ้นNBC คิดดูว่าขนาดคุณธีระก็ยังจองซื้อเป็นแสนหุ้น ผมก็จองซื้อเป็นแสนหุ้น ราคาก็แค่2.90บาทต่อหุ้น แค่2.90บาทครับ แล้วคิดดูว่าแค่ปันผลที่จะได้รับก็ไม่รู้เท่าไหร่แล้ว จองซื้อไว้ก็รวยเละ รวยไม่รู้เรื่องครับ" โดยนายกนกย้ำเรื่องนี้หลายครั้ง

ผิดกฎหมายด้วยน่าเกลียดด้วยเพราะกนก-เมียเป็นผู้บริหารบริษัทที่เสนอขายหุ้น


นอมินีของกนก-นางลักขณา รัตน์วงศ์สกุล ภรรยาของนายกนกเป็นกรรมการของบมจ.เนชั่น บรอดแคสติ้ง(NBC) ส่วนนายกนกเป็นผู้บริหาร หรือแม้นายกนกจะให้นอมินีเป็นกรรมการบริษัทก็หนีความรับผิดชอบไม่พ้นเมื่อกระทำผิด เพราะกฎหมายพรบ.หลักทรัพย์ มาตรา89/1ระบุว่า"บุคคลที่มีความเกี่ยวข้อง"หมายถึงคู่สมรสของกรรมการบริษัทด้วย(ที่มาภาพ:บอร์ดบริษัทNBC)



เมื่อตรวจสอบจากเวบไซต์ของ NBC ก็ยังพบว่า นายกนกยังมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารของNBCในตำแหน่ง ผู้อำนวยการส่วนงานผู้ประกาศข่าว(ดู ลิ้งค์ ) และนางลักขณา รัตน์วงศ์สกุล ภรรยานายกนก ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัท(ดู ลิ้งค์ ) และยังเป็นกรรมการบริหารบริษัทอ้ีีกตำแหน่งหนึ่งด้วย( ดู ลิ้งค์ )

ทั้งนี้ NBC เจ้าของเนชั่นทีวี และวิทยุเนชั่นเรดิโอ ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI จำนวน 65 ล้านหุ้น เสนอขายราคา 2.90 บาทต่อหุ้น โดยจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อได้ระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2552 นี้

ท่านสามารถรับฟังย้อนหลังได้ที่วิทยุเนชั่น (คลิ้ก ) หรือเนชั่นทีวี ( คลิ้ก )

ทั้งที่นายกนกไม่ได้เป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่สามารถจะระบุคุณค่าหรือราคาที่เหมาะสม หรือแนะนำการลงทุนใดๆได้ หรือถึงเป็นนักวิเคราะห์ที่ได้รับอนุญาตให้แนะนำการซื้อขายหุ้นได้ ก็ต้องบอกถึงความเสี่ยงต่างๆประกอบด้วย โดยที่ก.ล.ต.มักกำหนดให้แจ้งผู้ลงทุนว่า"การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนพึงศึกษาจากรายละเอียดในหนังสือชี้ชวน และใช้วิจารณญาณในการลงทุน"

ที่สำคัญนายกนกกระทำลงไปดังกล่าวนี้ ยังเสี่ยงเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายด้วย ทั้งนี้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535หมวด 8 ว่าด้วยการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ กำหนดไว้ดังนี้

-มาตรา 238 ห้ามมิให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์ หรือผู้มีส่วนได้เสียในหลักทรัพย์บอกกล่าวข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความใดโดยเจตนาให้ผู้อื่นสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะการเงิน ผลการดำเนินงานหรือราคาซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทหรือนิติบุคคลที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือหลักทรัพย์ซื้อขายในศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์

-มาตรา 239 ห้ามมิให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์ หรือผู้มีส่วนได้เสียในหลักทรัพย์ แพร่ข่าวเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด ๆ อันอาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลง เว้นแต่จะเป็นการแพร่ข่าวในข้อเท็จจริงที่ได้แจ้งไว้กับตลาดหลักทรัพย์แล้ว

-มาตรา 240 ห้ามมิให้ผู้ใดแพร่ข่าวอันเป็นความเท็จให้เลื่องลือจนอาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลง


ทั้งนี้ในมาตรา 296ร ะบุว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 238 มาตรา 239 มาตรา 240 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับเป็นเงินสองเท่าของผลประโยชน์ที่บุคคลนั้นๆได้รับเพราะการกระทำผิดดังกล่าว แต่ทั้งนี้ค่าปรับดังกล่าวต้องไม่น้อยกว่าห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


นอกจากนั้นบริษัทNBCอาจเข้าข่ายมีความผิดด้วย เพราะมาตรา80กำหนดไว้ว่า การโฆษณาชี้ชวนต่อประชาชนหรือบุคคลใดๆให้ซื้อหลักทรัพย์ของผู้เริ่มจัดตั้งเป็นบริษัทมหาชนจำกัด บริษัทหรือเจ้าของหลักทรัพย์จะต้องไม่ใช้ถ้อยคำ หรือข้อความเกินจริง

มาตรา280 ระบุว่า ผู้กระทำผิดตามมาตรา80ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กฎหมายชี้ทำตัวน่าเกลียดไม่เหมาะสมต้องโดนเฉดหัวพ้นผู้บริหารด้วย


กนกกับนอมินี-ภาพคู่แต่งงานของกนกกับลักขณา รัตน์วงศ์สกุล ซึ่งล่าสุดลักขณาเป็นกรรมการNBC หุ้นใหม่เครือเนชั่นที่กำลังเสนอขายต่อประชาชน ขณะที่กนกซึ่งเป็นผู้บริหารบริษัทด้วยได้ใช้บทบาทสื่อโหมโฆษณาผ่านทางทีวีและวิทยุเนชั่นเกินจริงให้คนซื้อแล้วจะ"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง" ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และขัดแย้งทางผลประโยชน์ ที่สำคัญคือ"น่าเกลียด"!


ทั้งนี้ต้องนับว่านายกนกเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงตามกฎหมายพ.ร.บ.หลักทรัพย์ มาตรา89/1 เพราะนายกนกมีตำแหน่งเป็นผู้บริหาร มีคู่สมรสคือภรรยาเป็นกรรมการบริษัท และกรรมการบริหารบริษัท ดังนั้นอาจเข้าข่้ายกระทำผิดมาตรา89/3ซึ่งกำหนดไว้ว่า"ต้องไม่มีลักษณะที่แสดงถึงการขาดความเหมาะสมที่จะได้รับความไว้วางใจให้บริหารจัดการบริษัทมหาชนเป็นผู้ถือหุ้น" ซึ่งมาตรา89/4กำหนดให้พ้นตำแหน่ง เมื่อกระทำผิดดังกล่าว และจะดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทต่อไปมิได้

มาตรา89/9 วรรค3กำหนดด้วยว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการและผู้บริหารนั้น ต้องกระทำไปโดยตนไม่มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในเรื่องที่ตัดสินใจนั้น

เชิญร่วมร้องเรียนกนกปั่นหุ้นและร้องให้เฉดหัวกับกลต.

อย่างไรก็ตามเนื่องจากเครือเนชั่นมีพฤติการณ์ที่ใกล้ชิดเป็นพวกเดียวกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หากท่านเห็นว่ารัฐบาลอาจเพิกเฉยต่อการกระทำผิดครั้งนี้
ท่านสามารถร้องเรียนพฤติการณ์นี้ทางออนไลน์ไปยังสำนักงานคณะกรรมการก.ล.ต.ได้ตามลิ้งค์นี้ ( คลิ้ก ร้องเรียนก.ล.ต.ทางออนไลน์ )หรือโทรศัพท์ร้องเรียนทางโทรศัพท์ผ่าน Help Center ที่ 0-2263-6000


--------------------
ข่าวเกี่ยวเนื่องที่นำเสนอไปก่อนหน้านี้:

*ไม่รู้จะรวยหรือซวยเละ หุ้นใหม่เนชั่นเสกพ้วงเดียว จากเน่าๆเอาล้างน้ำเข้าตลาดหุ้นเฉยเลย!
*เอาอีกแล้วสื่อโล้นกระบอกเสียงมาร์ค ไม่กลัวเสือกระดาษกลต. ตีปี๊บขายหุ้นผิดกม.โจ่งครึ่ม
*กนกปั่นหุ้นคุก2ปีไม่พอ กฎหมายชี้ต้องโดนเฉดหัวด้วย รู้แกวส่งเมียเป็นนอมินี จี้กลต.เร่งฟัน
*ร้องกลต.ฟันกนกคุก2ปีลูกพี่หยุ่นโดนด้วย ซี้ปึ๊กมาร์คเย้ยกฎหมายปั่นหุ้นเนชั่นกลางอากาศ
*ใครทุบหุ้นยังไม่แน่ แต่คนปั่นหุ้นคาหนังคาเขา มันเป็น"พวกเรา"-มาร์คว่าไง?!

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(23ต.ค.):เลิกทาสทางความคิด ปฏิรูปประชาธิปไตยให้สมบูรณ์

ที่มา Thai E-News


งานเลิกทาสทางความคิด ปฏิรูปประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ-ทางไทยอีนิวส์เคยลงวันที่ผิดว่างานจัด22ตุลาฯ อันนี้ขออภัยอย่างแรง ขอแก้ให้ถูกเป็นวันศุกร์23ต.ค.13.00-17.00น. ร.ร.รัตนโกสินทร์ บัตร300บาท รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล และครอบครัวลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ฟังรศ.ดร.ธเนศร์ อาภรณ์สุวรรณ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเพสัช ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จอม เพชรประดับ จรัล ดิษฐาอภิชัย ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ สมบัติ บุญงามอนงค์ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ไม้หนึ่ง ก.กุนที ฮาเมอร์ ซาลวาลา จองที่นั่งโทร.084-0910707/089-5127566/084-9174023/085-8196127


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันปิยะมหาราช 23 ตุลาคม 2552 ชอบใจบทความอาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ ที่เขียนออกมาแนววิชาการได้น่าอ่านน่าคิด การเลิกทาสไม่ใช่เรื่องความเมตตาของใคร แต่สอดคล้องกับการที่รัชกาลที่5ล้มเลิกระบอบศักดินาโบราณ เปลี่ยนมาเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เต็มตัวในทางการเมือง ดังนั้นในทางเศรษฐกิจต้องปลดปล่อยไพร่ทาสให้เป็นแรงงานตอบสนองระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโดยรัฐ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นสะสมทุนของพระราชาในยุคนั้น และสืบทอดมรดกความมั่งคั่งมาถึงเวลานี้ ใครยังไม่ได้อ่าน เชิญคลิ้กที่นี่ **

***คุณน้อง กลุ่มพลังสตรีเพื่อประชาธิปไตยแจ้งมาว่า จะจัดกิจกรรมภาคสนามครั้งที่ 4 ในวันที่ 23 ตุลาคม 2552 เป็นวันปิยะมหาราช โดยจะเดินทางไปวางพวงมาลาสักการะอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ต้องการผู้ร่วมทางจำนวน 30 ท่าน (หากมีเสื้อพลังสตรีขอให้ท่านใส่เสื้อมานะค่ะ) พบกันเวลา 12.00 น.ที่หน้าสวนอัมพร และในเวลา 12.30 น. วางพวงมาลาและดอกไม้ ไปไม่ถูกโทรถามคุณน้อง08 4768 9139***

***เสื้อแดงอินเตอร์เคลื่อนไหวคึกคักทั่วมุมโลก หลังจากเรารายงานกิจกรรมเสื้อแดงในอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่นไปก่อนหน้านี้แล้ว ล่าสุดพลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย(THAI RED AUSTRALIA)แจ้งข่าวมา ขอเรียนเชิญพี่น้องผู้มีจิตใจรักในประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ และอำนาจนอกระบบ รวมถึงต่อต้านการกระทำสองมาตรฐานของทางรัฐฯไทย เข้าร่วมพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองครั้งที่ 5 ในวันอาทิตย์ที่25ตุลาคมนี้ ผู้สนใจติดต่อ thairedaustralia@hotmail.com เพราะถึงเวลาแล้วที่เราคนไทยในต่างแดนในหลายๆประเทศ จะได้รวมใจเป็นหนึ่งกับพี่น้องในเมืองไทย สู่หนทางประชาธิปไตยที่แท้จริง...เสียที***

***พี่น้องเสื้อแดงปักษ์ใต้จะปล่อยให้พันธมารผลาญเมืองคงไม่ไหว ล่าสุดเหยียบหัวใจกันถึงขั้นพันธมิตร16จังหวัดภาคใต้ออกแถลงการณ์หนุนสหภาพรถไฟหยุดเดินรถไฟ ทำร้ายคนปักษ์ใต้ ทำลายเศรษฐกิจ ทำลายการท่องเที่ยว ดังนั้นกลุ่มพิทักษ์ประชาธิปไตยภูเก็ต จึงได้กำหนดจัดการเสวนาประชาธิปไตยในหัวข้อ "ฝ่าวิกฤติการเมือง แก้วิกฤติท่องเที่ยว" ในวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต โดยเชิญ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช ,ดร.สุนัย จุลพงศธร พร้อมด้วยตัวแทนฝ่ายการท่องเที่ยวของภูเก็ต ร่วมเป็นวิทยากร พร้อมดำเนินรายการโดย จอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระ บัตรราคา 300 บาท รายได้เพื่อเป็นทุนในการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย ติดต่อสำรองได้ที่ คุณเอ๋ 08-7890-3133 เลขา/ผู้ประสานงานกลุ่มฯ***

***นอกจากนี้ ท่านยังจะได้พบกับขุนพลนักพูดทางการเมืองที่ท่านชื่นชอบ อาทิ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, พายัพ ปั้นเกตุ ฯลฯ อีกมากมาย ขอเรียนเชิญพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยในภาคใต้ และพี่น้องที่ต้องการปลดแอกไม่ให้พันธมารผลาญชาติย่ำยีทำลายคนปักษ์ใต้ ทำร้ายเศรษฐกิจการท่องเที่ยวมาพบกันสำแดงพลังกันให้เป็นประจักษ์***

***อันนี้ไม่รู้ข่าวจริงข่าวลือหรือข่าวลวงข่าวปล่อยหรือเปล่า พี่น้องเสื้อแดงรายหนึ่งแจ้งข่าวมาว่า ในช่วงนี้มักได้ยินข่าวแปลกๆ ที่น่าเสียใจสำหรับคนเสื้อแดงที่ทุ่มเทแรงใจ บางท่านทุ่มเทแรงเงิน ทุ่มเทเวลา สารพัดสารเพ กลับได้ยินข่าวจากวงในว่า วันที่ 23-24 ต.ค.นี้ ไอ้ห้อยเนรวิน กำลังแอบเจรจายอมความกับเสื้อแดงผ่านผู้ที่มีศักดิ์เป็นอาของท่านนายกฯทักษิณที่ชื่อเจนวิทย์ ชินวัตร แถมยังมีไอ้พวกลิ้มทองกุล มีศักดิ์เป็นพี่ชายของมัน ที่ชื่อ นายศักดิ์ ลิ้มทองกุลเข้าร่วมวงขอขมาลาโทษด้วย โดยมีการนัดพบกันที่สุรินทร์ ในงานแต่งงานของพี่น้องชาวตำบลเมืองที อำเภอเมือง แล้วไปจัดเลี้ยงกันที่ โรงแรมมาเจสติก ในจังหวัดสุรินทร์...จริงหรือลวง หน่วยข่าวกรองโปรดพิจารณา หากจริงก็นับว่าความลับไม่มีในโลก***

***พี่น้องเสื้อแดงอีกท่านส่งข่าวมาว่าขอแสดงความไว้อาลัยแด่ท่าน ร้อยเอกสุชาติ เชาว์วิศิษฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐบาลท่านทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านได้ประกอบคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ ด้วยดีมาตลอดชีวิต ทั้งครอบครัว และการรับราชการ ผู้มีความซื่อสัตย์ต่อมวลชนโดยรวม ซึ่งกระผมทราบดีเพราะ ได้รู้จักท่านมาตั้งแต่กระผมในวัยเยาว์ ถึงปัจจุบัน ท่านได้สั่งสอนให้เป็นฅนดีในสังคม รับใช้ประเทศชาติ ท่านได้เคยกล่าวถึง"ฅนเสื้อแดง" ต่อกระผมไว้ดีมาก เชื่อมั่นในแนวทางของ "ฅนเสื้อแดง" ท่านได้ถึงแก่กรรมในวันนี้ 22 ตุลาคม 2552 ญาติได้ตั้งศพ ณ วัดเทพศิรินทราวาส ขอให้ศาลฯได้จำหน่ายคดี ถอนหมายจับในคดีความ ที่กล่าวหาโดยไร้เหตุผล และสาระ ด้วย ***

***ข่าวสังคมดีๆของพี่น้องเสื้อแดง กลุ่มนครนายกแดงสัมพันธ์เพื่อปชต. ขอเชิญสมาชิกเสื้อแดงใน อ.เมือง อ.บ้านนา อ.องครักษ์ และ อ.ปากพลี เข้าร่วมประชุมหารือ การสร้างเครือข่ายและปลูกผังประชาธิปไตยแบบสากลแท้ๆ ในระดับเครือข่ายชุมชนท้องถิ่น ในวันเสาร์ที่ 24 ตค. เวลา 10.00 น. ณ สวนอาหารติดแอร์ ครัวสะพานเหล็กบ้านท่าแดง ต.เกาะหวาย อ.ปากพลี จ.นครนายก พร้อมกันกับ เวลา 13.30 น.เรียนเชิญเสื้อแดงในจังหวัดใกล้เคียงและผู้สนใจ ร่วมฟังบรรยายพิเศษ เรื่องปชต.สากลแท้ๆแบบกินได้ โดยอาจารย์ชูพงศ์ ถี่ถ้วน งานนี้ฟรี แล้วแต่น้ำใจช่วยกันสอบถามรายละเอีอดได้ ที่ลุงโกร่ง 080-641-5979 คุณจิราภา 089-803-9932 ลุงต้อม 080-555-5072***


***งานใหญ่งานยักษ์ เครือข่ายผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี-โอท็อป (SMOT) จัดงาน “SMOT Fair ครั้งที่ 2” ณ โรงแรมอินทรา (ชั้น 4) ประตูน้ำ กรุงเทพฯ ในวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552 เวลา 9.00 – 20.00 น.

กำหนดการจัดงาน “SMOT Fair ครั้งที่ 2”

สถานที่-ณ โรงแรมอินทรา (ชั้น 4) ประตูน้ำ กรุงเทพฯ

วันเวลา-เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552 เวลา 9.00 – 20.00 น.

10.00 – 10.45 น. การแสดงตีกลองสะบัดชัยของคณะนักเรียนโรงเรียนอมรินทราราม

10.40 – 11.00 น. วีดิทัศน์แนะนำ SMOT และกำหนดการ

11.00 – 12.30 น. ปาฐกถา “เศรษฐกิจไทยและเอสเอ็มอี-โอท็อปจะฟื้นตัวได้อย่างไร” โดยดร.ปานปรีย์ มหิทรานุกร

12.30 – 13.00 น. พักรับประทานอาหารว่าง-กาแฟ

13.00 – 14.00 น. ดนตรีโดยคุณจำรัส เศวตาภรณ์

14.00 – 14.30 น. ทิศทางการขับเคลื่อนและอนาคตของ SMOT

ดร.ปริวรรต สาคร ประธาน SMOT

14.30 – 16.00 น. การเสวนา “ความหวังและโอกาสของคนไทยต่อเศรษฐกิจปี 2553”

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกฯและรมว.คลัง

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ดำเนินรายการโดยคุณศุภรัตน์ นาคบุญนำ

16.00 – 16.30 น. พักรับประทานอาหารว่าง-กาแฟ

16.30 – 18.00 น. การเสวนา “คนเสื้อแดงกับประชาธิปไตยทางด้านเศรษฐกิจ”

นายแพทย์เหวง โตจิราการ

นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา

18.00 – 19.00 น. การแสดงดนตรีโดยคุณวิสา คัญทัพ และคุณไพจิตรอักษรณรงค์

19.00 – 19.30 น. พิธีมอบของที่ระลึกให้กับผู้อุปการคุณ

20.00 น. ปิดงาน


ในงานพบกิจกรรมการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เอสเอ็มอี-โอท็อป เช่น ผ้าไหม เครื่องใช้ในบ้าน เครื่องใช้ในครัวเรือน หัตถกรรม และอาหารประเภทต่างๆ จำนวนกว่า 100 ร้าน***

***ท่านที่จะไปงานหรือออกร้านติดตอด่วนจี๋ได้ที่ฝ่ายเลขานุการ SMOT โทรศัพท์หมายเลข 02-4111818 และ 083-2983182 สามารถติดต่อได้ทางอีเมล์ smotthailand@gmail.com อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน และติดตามรายละเอียดที่เวบไซต์ www.smotthai.com***

***ท่านที่ต้องการเผยแพร่ข่าวคราวกิจกรรม หรือกำหนดการงานนัดหมายต่างๆทั้งส่วนรวม ส่วนตัว ธุรกิจการค้าสารพัดสารพันงานบุญงานบวช บอกมาได้ที่"นักข่าวชาวรากหญ้า"อีเมล์ thaienews@googlegroups.com แล้วเราจะตีข่าวให้ฟรีๆไม่คิดสตังค์ แถมมีคนรออ่านอยู่ทั่วโลกหลายล้านคนคะร้าบ***

สมเด็จฮุนเซ็นยืนยันไม่ส่งตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ให้ไทย

ที่มา Voice TV



เพราะเป็นสิทธิภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา และจะตั้งให้เป็นที่ปรึกษา ศก.ด้วย ขณะที่อริสมันต์ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงผู้นำอาเซียนแล้ว

ดีเดย์ 1 พ.ย."ทักษิณ"ส่ง SMS ผ่านมือถือ พร้อมเปิด TV ช่องโอทอป

ที่มา Voice TV
 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร , อดีตนายกรัฐมนตรี , ทวิตเตอร์

อดีตนายกฯ จะส่ง SMS ผ่านมือถือ 1 พ.ย.สมัครสมาชิกฟรี พร้อมเปิดทีวีช่องโอทอป-การศึกษาและเปิด twitter ใหม่พูดคุยกับนักธุรกิจ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่าน http://twitter.com/Thaksinliveว่าในวันที่ 1 พ.ย.จะส่งข้อความเอสเอ็มเอสผ่านมือถือทุกระบบ โดยเป็นข่าวสารที่เป็นสาระจากต่างประเทศ ซึ่งหากใครสนใจสามารถสมัครเป็นสมาชิกได้ฟรีทุกระบบขณะเดียวกันอดีตนายกฯ ยังระบุว่าในวันที่1 พ.ย.นี้ จะเริ่มมีการทดลองออกอากาศทีวีช่องโอทอปและช่องการศึกษาตามที่ได้บอกไว้เมื่อ 2-3 เดือนที่แล้วนอกจากนี้ อดีตนายกฯ ยังได้เปิดเผยอีกว่า จะเปิดจะมีการเปิด twitterใหม่ เป็นการคุยกันเฉพาะนักธุรกิจหรือผู้ที่อยากคุยกับเขาในเรื่องการค้าการขายและเรื่องราวของเศรษฐกิจไทยและของโลก

Friday, October 23, 2009

‘จิ๋ว’ โหมโรง ปชป. สะดุ้ง!

ที่มา บางกอกทูเดย์

สมเด็จฮุน เซน ย้ำ ‘ทักษิณคือ เพื่อน’การไปพบปะสมเด็จฮุน เซน ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นการโชว์ประสิทธิภาพ “โซ่ข้อกลาง” ระดับอินเตอร์ ที่ทำให้การเมืองของไทยต้องจับตาอย่ากระพริบ หมากเตะแต้มแรกของบิ๊กจิ๋ว จึงเล่นบท “โซ่ข้อกลาง”ระหว่างประเทศมันเสียเลยถ้าบิ๊กจิ๋วลบรอยร้าวไทย-กัมพูชา สามารถจบปัญหาตึงเครียดบริเวณพื้นที่ทับซ้อนได้ ให้ประชาชนในพื้นที่ของทั้ง 2 ประเทศกลับมาทำมาค้าขายกันได้เหมือนเดิมตามปกตินี่คือ ผลงานที่เด่นชัด นี่คือ ประสิทธิภาพของโซ่ข้อกลางที่แม้แต่ระดับประเทศยังเชื่อมได้

ขึ้นชื่อว่า “เสือ” ก็ต้องเป็น “เสือ” วันยังค่ำฉะนั้นผู้หลักผู้ใหญ่จึงมักจะเตือนอยู่เสมอๆ ว่า อย่าแหย่เสือหลับ... เพราะเสือจะลุกขึ้นมาขย้ำหัวเอาเมื่อไรก็ได้
แล้วบรรดานายทหาร แม่ทัพ นายกอง ทั้งหลายที่ปกป้องประเทศ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มาอย่างยาวนั้น... เด็กวานซืนดันมามองว่าเป็นเสือหลับ หรือเป็นแมว ก็เท่ากับผิดพลาดอย่างมหันต์วันนี้หลังจากที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เดินหน้าเข้าไปเป็นประธานพรรคเพื่อไทย เป็นการกลับมาเป็น “เสือ” ที่ต้องตื่นขึ้นมาทำหน้าที่เพื่อบ้านเพื่อเมืองอีกครั้งและพลอยทำให้กองทัพเสือทั้งหลาย นวยนาดยุรยาตรเข้าร่วมพรรคเพื่อไทยกันเป็นทิวแถวสะดุ้งเฮือกกันไปหมดไม่ว่าจะเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และพลพรรคประชาธิปัตย์ เรื่อยไปถึงพรรคร่วมรัฐบาล ก๊วนการเมือง และบรรดาผู้มีอำนาจบารมีทั้งหลายแม้แต่กระทั่งประเภทที่ถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี แต่ก็ซ่าออกหน้าทางการเมืองไม่หยุดหย่อน ก็ยังสะดุ้งหลายตลบ
เพราะกระแสเรื่องอายุรัฐบาลนับถอยหลังแล้วตอนนี้ เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้แล้ว

ยิ่งเมื่อ พล.อ.ชวลิต จับประเด็นทางการเมืองอย่างลึกซึ้ง เพราะแทนที่จะเริ่มต้นด้วยการเป็นโซ่ข้อกลางให้กับปัญหาการเมืองในประเทศ ซึ่งนอกจากสถานการณ์ยังไม่สุกงอมพอ แต่ยังเพราะมีการล่อกันฝุ่นตลบ จากผู้ที่กำลังจะสูญเสียอำนาจแถมใครต่อใครก็ปรามาสว่าเป็นโซ่ข้อกลางที่ขึ้นสนิมแล้วฉะนั้นเรื่องอะไรที่จะไปเดินตามเกมที่ ก๊วนการเมืองจับตารอวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่เพราะจริงๆ ปัญหาของประเทศไทยในตอนนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองในประเทศที่แตกแยกแบ่งสี ซึ่งจนถึงวินาทีนี้ยังไม่มีใครยอมใครและไม่ใช่แค่เรื่องทุจริตฉาวโฉ่ที่ผุดราวกับดอกเห็ดหน้าฝน แต่เป็นทุจริตเบ่งบานเพราะฤดูกาลเงินกู้ ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลคงต้องใช้เสียงข้างมากลากถูลู่ถูกังกันไป โดยไม่ยอมลดราวาศอกง่ายๆ แน่ๆแต่ยังมีเรื่องปัญหากระทบกระทั่งกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกัมพูชา ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ ไล่มาตั้งแต่ตัวนายอภิสิทธิ์เอง หรือนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการประสานสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านแต่เพราะปากเป็นเหตุ จนทำให้ยากที่จะทำหน้าที่ หรือสร้างผลงานประสานรอยร้าวระหว่างประเทศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทเขาพระวิหารในขณะที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ล้วนจับตามองอยู่ว่า รัฐบาลจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร จะทำให้จบแบบลบรอยร้าวระหว่างประเทศได้หรือไม่ มีน้ำยากันแค่ไหน เพราะสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวใส่รัฐบาลอภิสิทธิ์มาโดยตลอด ขู่เป็นระยะๆ ว่าพร้อมรบพร้อมปะทะแม้แต่การประชุมสุดยอดอาเซียน ที่รัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพ เป็นผู้นำกลุ่ม สมเด็จฮุน เซน ก็ไม่มาร่วมพิธีเปิด แต่จะมาประชุมเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศกัมพูชาตบหน้ารัฐบาลอภิสิทธิ์ และนายกษิต อย่างเห็นได้ชัดนี่คือ ช่องโหว่ของปัญหาระหว่างประเทศที่บิ๊กจิ๋วมองทะลุว่า รัฐบาลเด็กเมื่อวานซืนกับรัฐมนตรีปากไม่มีหูรูด ยากที่จะแก้ปัญหาได้แน่หมากเตะแต้มแรกของบิ๊กจิ๋ว จึงเล่นบท “โซ่ข้อกลาง”ระหว่างประเทศมันเสียเลย

ถ้าบิ๊กจิ๋วลบรอยร้าวไทย-กัมพูชา สามารถจบปัญหาตึงเครียดบริเวณพื้นที่ทับซ้อนได้ ให้ประชาชนในพื้นที่ของทั้ง 2 ประเทศกลับมาทำมาค้าขายกันได้เหมือนเดิมตามปกตินี่คือ ผลงานที่เด่นชัด นี่คือ ประสิทธิภาพของโซ่ข้อกลางที่แม้แต่ระดับประเทศยังเชื่อมได้เมื่อตุนคะแนนแต้มแรกจากเรื่องระหว่างประเทศได้แล้ว ความน่าเชื่อถือในการจะเป็นโซ่ข้อกลางยุติความบาดหมางในประเทศก็จะเพิ่มมากขึ้น ความน่าเชื่อถือก็จะมีมากขึ้นดังนั้น การเปิดเกมด้วยการไปสัมผัสมือและกอดรัดกับสมเด็จฮุน เซน ที่บ้านพักรับรองในกรุงพนมเปญ จึงสร้างความสะท้านขึ้นมาในแวดวงการเมืองอย่างรุนแรงจากที่เดิมนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง พูดเองว่า รัฐบาลไม่ได้มีข้อห่วงใยอะไร พล.อ.ชวลิต สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ตามปกติ และเชื่อว่าคนที่เป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ คงไม่ทำอะไรที่เสียหายกับประเทศไทย “รัฐบาลไม่ได้คิดเรื่องข้ามหน้าข้ามตาอะไร หากเดินทางไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน ก็ต้องขอบคุณด้วยซ้ำ จึงไม่มีอะไรที่กังวลใจ ไม่จำเป็นต้องจับตาการเดินทางไปกัมพูชาครั้งนี้ ของ พล.อ.ชวลิต เป็นพิเศษ”แต่เมื่อภาพที่ออกมาผ่านสื่อมวลชนทั่วโลก ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ และนายสุเทพเองก็ต้องกลับมาคิดใหม่เพราะความน่าเชื่อถือของ พล.อ.ชวลิต พุ่งปรี๊ด แต่ความน่าเชื่อถือของนายอภิสิทธิ์ และนายกษิต หล่นฮวบยิ่งสมเด็จฮุน เซน ระบุชัดถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพล.อ.ชวลิต และความสัมพันธ์ระหว่างพรรคประชาชนกัมพูชากับพรรคเพื่อไทย ถึงขนาดแต่งตั้งพล.อ.เตียบันห์ ให้เป็นหัวหน้าคณะประสานงานพรรคการเมืองทั้งสอง โดยทางพรรคเพื่อไทยจะเสนอตั้งพล.อ.วิชิต ยาทิพย์ เป็นหัวหน้าคณะประสานงานของพรรคเพื่อไทยแต่ที่ร้อนฉ่าก็คือ การประกาศว่าพร้อมจะสร้างบ้านให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องถือว่าไม่ธรรมดาจริงๆ

“ผมมีความสัมพันธ์กับพ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะเพื่อน มีความรักความผูกพันกันมาตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักธุรกิจจนกระทั่งลงมาเล่นการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรี ความสัมพันธ์ของทั้งสองยังผูกพันธ์เหมือนเดิมทุกอย่าง ในฐานะเพื่อนมีความรู้สึกว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง ประสบเคราะห์กรรม แต่ผมกับทักษิณก็ยังเป็นเพื่อนกัน ในฐานะที่ทำประโยชน์ให้ประเทศมานาน แต่ทำไมวันนี้ถึงไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ผมมีความรู้สึกเจ็บปวดในเรื่องนี้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนไทย ผมและคนในครอบครัวได้รับรู้เรื่องนี้ ภรรยาผมถึงกับร้องไห้ และมีความเห็นที่จะสร้างบ้านให้พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาอยู่ในกรุงพนมเปญ ในฐานะเพื่อน อย่างมีเกียรติ” นายกฯ กัมพูชา กล่าวเป็นข่าวดังออกไปทั่วโลก และทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ คมช. คตส. รวมทั้งกระบวนการลับ ลวง พราง แผนบันได 4 ขั้น สะดุ้งเฮือกไปตามๆ กัน กับมุมมองที่ตรงไปตรงมาเรื่อง “ความเป็นธรรม” ทางการเมืองเมื่อก่อนบรรดาประเทศต่างๆ อาจจะมีการพูดคุยกันในหมู่นักกฎหมาย นักรัฐศาสตร์ระดับประเทศระดับโลก ว่า เกิดเรื่อง 2 มาตรฐานขึ้นในประเทศไทย แต่ก็เป็นการกระซิบพูดไปทั่วในลักษณะของการรักษาหน้าประเทศไทยไม่เหมือนครั้งนี้ที่ดังไปทั่วโลกฉะนั้นไม่แปลกที่ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ต้องประเมินเกมใหม่หมดขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ทวิตเตอร์ ว่าขอขอบคุณ สมเด็จฮุน เซน ที่กรุณาบอกต่อสาธารณะชนว่าตนเองเป็นเพื่อน และยินดีให้การต้อนรับทุกเวลา และยังได้กรุณาจัดบ้านให้ไปอยู่ที่พนมเปญ รวมทั้งยังได้ขอขอบคุณ พล.อ.ชวลิต และ พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ ตลอดจนเพื่อนๆ เตรียมทหารรุ่น 10 ที่โตมาด้วยกันและรู้จักตนเองดีว่า การกล่าวหาว่า ไม่จงรักภักดีไม่เป็นเรื่องจริงเห็นหรือยังว่าการที่ พล.อ.ชวลิต ในฐานะประธานพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรอง ผบ.ทบ. พล.ท.พิรัช สวามิวัสดุ์ และ พล.ต.ศรชัย มนตริวัต เดินทางไปกัมพูชาครั้งนี้ เป็นการเปิดเกมรุกแต้มแรกที่ไม่ธรรมดาอย่างยิ่งจริงๆ... และเชื่อเถอะว่า เกม 2 เกม 3 ยังมีตามมาให้รัฐบาลเด็กดื้อ ต้องพล่านยิ่งกว่านี้แน่

“เทพเทือก” ทำใจดีสู้เสือ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์กรณีสมเด็จฮุน เซน จะสร้างบ้านไว้ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม ว่า คงไม่มีอะไร และไม่ใช่เรื่องที่ต้องแปลกใจอะไร เป็นเรื่องปกติ“ท่านบอกผมมาเองว่า ไม่ต้องกังวลใจเรื่องกรณีคุณทักษิณ ท่านแยกแยะได้ว่าเรื่องความเป็นเพื่อนก็เป็นเพื่อนกันอยู่ ท่านบอกว่าคนเป็นเพื่อนก็คบกันเป็นเพื่อน แต่เรื่องภาระหน้าที่ของบ้านเมืองในการเป็นหัวหน้ารัฐบาล ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องแยกกัน ตอนนั้นท่านพูดกับผมอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น”“การที่นายกรัฐมนตรีของประเทศหนึ่งจะมีเพื่อนสักกี่คนก็เป็นสิทธิของท่าน ถ้าท่านเป็นเพื่อนกับคนที่มีปัญหากับเรา แล้วเราจะต้องไปโกรธทั้งประเทศก็ไม่มีเหตุผล หรืออย่างถ้าผมเป็นเพื่อนกับใครสักคน ซึ่งบังเอิญเป็นคนที่สมเด็จฮุน เซนไม่ชอบ ก็ไม่ใช่สาเหตุที่จะทำให้เขมรกับไทยต้องโกรธกัน” นายสุเทพ กล่าวส่วนเรื่องที่สมเด็จฮุน เซน บอกว่าการเมืองไทยแก้ได้ด้วยการอโหสิกรรมนั้น คิดว่าจะทำตามที่แนะนำหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า “ก็ดี ก็ฟังท่านไว้ คนไทยก็อโหสิกันเป็นประจำ”

รักกันจะตาย

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




เปลือย "นิสัยถาวร" สะท้อน "วัฒนธรรม" ของพรรคประชาธิปัตย์ได้ล่อนจ้อนอีกครั้ง

น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรค และ น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แตะมือกันออกมาร่วมกันแถลงกรณีความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม นายบัญญัติ บรรทัดฐาน และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าสื่อตีความเอาเองว่าเป็นความแตกแยก

พร้อมกับอ้างว่าขณะนี้มี 2 ยุทธศาสตร์ที่จ้องทำลายพรรคประชาธิปัตย์

หนึ่ง ทำให้สังคมเห็นว่าพรรคมีความแตกแยกหรือมีความขัดแย้ง

สอง กล่าวหาว่ารัฐบาลมีการทุจริตในการบริหารราชการแผ่นดิน

สำหรับกรณีที่ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส.นคร นายก งัดเอกสาร "ข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่กำลังยกร่าง" ระบุ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ เคยทำสัญญากับทหารและส.ส.ร. 2550 ในส่วนของการเพิ่มเติมเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไว้

โดยเฉพาะการไม่เอาระบบปาร์ตี้ลิสต์หรือส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ

นายอภิสิทธิ์ก็ออกมายอมรับเองว่า เคยเสนอไปจริง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาขู่กัน

แต่นายสุเทพกลับพูดไปอีกอย่างว่า ไม่เคยมีข้อตกลงลับใดๆ กับทหาร

ก็ในเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ยอมรับว่าเคยรับเงื่อนไขพรรคร่วมรัฐบาล เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขนาดนัดแกนนำตัวจริงหารือที่บ้านพิษณุโลกว่าจะเดินหน้าต่อ

ขณะที่นายบัญญัติส่งเสียงค้าน ไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้พรรคกลายเป็นตำบลกระสุนตก

พร้อมกับย้ำว่าเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยว่าขณะนี้มีแผ่นดินไหวแล้ว ส่วนสึนามิจะมาหรือไม่ก็ให้ไปคิดกันเอาเอง

ต่อมาเด็กในคาถาของกลุ่มทศวรรษใหม่ออกมารับลูก ตั้งป้อมขู่บอยคอตจะไม่ร่วมลงชื่อ มิหนำซ้ำว่าจะงัดธรรมนูญพรรคมาไล่นายสุเทพออกจากเก้าอี้อีกต่างหาก

แถมมีข้อเสนอจาก นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน และ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ขอให้ไปคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลใหม่ โดยขอให้ชะลอแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปก่อน

จะให้มองว่าพรรคประชาธิปัตย์รักกันได้อย่างไร

อย่างกรณี นายประมวล เอมเปีย ส.ส.ชลบุรี กับ นายธานี เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี น้องชายนายสุเทพ ที่ออกมาซัดกันจะจะ

เป็นความรักใคร่ กลมเกลียวกันดี อย่างนั้นหรือ

ในเมื่อคนในบ้านทะเลาะกันเอง แล้วเสียงเอะอะโวยวาย ท้าตี ท้าต่อย เล็ดลอดออกมาถึงหูชาวบ้านทั้งบาง

จริงอยู่นักการเมือง คิดต่างเห็นแย้งกันได้ แม้จะอยู่ในพรรคเดียวกัน แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ

ไม่ใช่เที่ยวโทษคนอื่นไปเสียทั้งหมด

หรือคนบ้านนี้เขากำลัง "รักกันจะตาย" อยู่แล้ว!!

อ่านเกม"จิ๋ว"พบ"ฮุนเซน"

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




กลายเป็น "ปมร้อน" กระเทือนรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เมื่อ บิ๊กจิ๋ว-พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แกนนำพรรคเพื่อไทย บินไปจับเข่าคุยกับ สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

การไปกัมพูชาครั้งนี้มิใช่แค่ไปพบปะในฐานะเพื่อนเก่าเท่านั้น เพราะท่าทีของสมเด็จฮุนเซน หลังพล.อ. ชวลิตเข้าพบ ได้พูดโยงใยไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

ทั้งกรณีที่เห็นใจว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือการประกาศสร้างบ้านพักหรู พร้อมให้พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางมาเข้าพำนักในกัมพูชาได้ตลอดเวลา

ส่งผลให้การเมืองไทยร้อนฉ่า โดยเฉพาะกลุ่ม 40 ส.ว. ได้ออกมาเรียกร้องให้นายกฯอภิสิทธิ์ ตอบโต้นายกฯกัมพูชาอย่างเป็นทางการ

และยังโจมตีพฤติกรรมของพล.อ.ชวลิต ว่า เป็นการชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน เพื่อปูทางขึ้นสู่บัลลังก์นายกฯ อีกครั้ง

ผลพวงจากการเดินสายพบปะผู้นำประเทศเพื่อนบ้านของพล.อ.ชวลิต หลังจากกัมพูชาแล้ว ยังมีคิวเดินทางไปพบปะผู้นำประเทศพม่าและมาเลเซียในเร็วๆ นี้อีกด้วย

จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลนายอภิสิทธิ์กับรัฐบาลประเทศเหล่านั้นหรือไม่

นักการเมืองตลอดจนนักวิชาการด้านการต่างประเทศได้สะท้อนไว้ ดังนี้



สุริชัย หวันแก้ว

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

การเดินสายไปพบผู้นำกัมพูชา หรือการจะไปพบผู้นำพม่าและมาเลเซียของพล.อ.ชวลิตนั้น ไม่คิดว่าจะมีอะไรกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เรื่องนี้เป็นการทดสอบวุฒิภาวะของทุกคน ไม่ใช่ใครพูดอะไรออกมาก็เป็นอารมณ์ เราต้องดูแลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ไปได้ หรือใครจะเกเรอะไร เราอย่าไปสนใจมาก

สุริชัย หวันแก้ว/ปณิธาน วัฒนายากร/พิเชต สุนทรพิพิธ



ประเทศไทยเคยจัดประชุมอาเซียนล่มมาแล้วครั้งหนึ่ง ดังนั้น ควรตั้งสติให้เป็นผู้ใหญ่ ดูแลบรรยากาศสังคมให้ดี อย่าปล่อยให้เป็นอารมณ์แม้จะมีอะไรไม่สบอารมณ์ก็ตาม

แต่ยอมรับว่าเรื่องมันมีกระบวนการที่พยายามทำอะไรกันอยู่

สนใจเรื่องนี้ได้แต่อย่าลุ้นให้เป็นกระแส อย่าไปสนใจมาก พวกเพ้อเจ้ออย่าไปสนใจหรือเปลืองเวลากับคนบางคน ต้องทำใจคอหนักแน่น ไม่ใช่พอโทรศัพท์โฟนอิน วิดีโอคอนเฟอเรนซ์มาทีก็น้ำตาไหล

พล.อ.ชวลิตอายุ 70 กว่าแล้ว ยังออกมาเต้นแร้งเต้นกา ท่านเป็นถึงอดีตนายกฯ เป็นผู้ใหญ่มาก ผมประหลาดใจว่าทำไมเลือกพูดเลือกทำโดยไม่มีกาลเทศะว่าตอนนี้จะมีการประชุมอาเซียนซัมมิท

ไม่เข้าใจพล.อ.ชวลิต ท่านอาจทำสิ่งที่ถูกก็ได้แต่ผมไม่เข้าใจ และไม่ทราบว่าท่านตั้งใจหรือไม่ตั้งใจทำเรื่องนี้ ท่านน่าจะสุขุมเช่นวัยหนุ่ม ตอนเข้าพรรคเพื่อไทยยังไม่คิดอะไรเหมือนที่ทำตอนนี้

การสร้างกระแสข่าวที่เกิดขึ้น เราจะดีใจหรือหากจะพยายามปลุกให้มีการประท้วงจากคำพูดของสมเด็จฮุนเซน ไปฮึ่มๆ กันอีก ดังนั้น ต้องนำเสนอให้เกิดการกระตุ้นให้เกิดสติของคน

เรื่องนี้เป็นการเมือง ให้ระวังจะมีคนรักชาติที่รับกรรม จะมีไปเผาชายแดน มีการใช้กำลังรุนแรงกันอีก



ปณิธาน วัฒนายากร

รองเลขาธิการนายกฯ

มองว่าการเดินทางไปครั้งนี้ของพล.อ.ชวลิต ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อรัฐบาล หรือต่อความสัมพันธ์ระหว่างเรากับประเทศเพื่อนบ้าน

เพราะพล.อ. ชวลิตไปในฐานะส่วนตัว ไม่ได้ไปในนามพรรค การ เมือง หรือในนามผู้นำฝ่ายค้านที่ได้รับโปรดเกล้าฯ การพูดคุยจึงไม่ ใช่การเจรจาหารืออย่างเป็นทางการ

ส่วนเรื่องต่างๆ ที่กัมพูชาออกมาระบุ และเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของรัฐบาล ไม่ว่าเรื่องเขาพระวิหารหรือพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล หรือการดำเนินนโยบายด้านต่างประเทศ

คนที่ตัดสินใจคือรัฐบาล ดังนั้นการพูดคุยจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาล พล.อ.ชวลิตไม่มีอำนาจไปเจรจาหรือตัดสิน

ผมคิดว่าไม่น่าส่งผลกระทบกับรัฐบาล ถึงแม้จะไปในนามผู้นำฝ่ายค้านก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา พม่าหรือมาเลเซีย ไปเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล

ผมมองว่าดีด้วยซ้ำที่ไปอย่างเปิดเผย มีสื่อมวลชนร่วมเดินทางไปด้วย

ถ้าไปเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไม่คิดว่าเป็นปัญหา เป็นเรื่องปกติเพราะการทำงานในสภาไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาลสามารถแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ หากสิ่งนั้นเป็นผลดีกับส่วนรวมและประเทศ

เพราะสมัยนายอภิสิทธิ์เป็นผู้นำฝ่ายค้านก็เคยเดินทางไปพบปะประเทศต่างๆ

ส่วนที่มองว่าการเดินทางของพล.อ.ชวลิต เป็นไปตาม ที่พ.ต.ท.ทักษิณต้องการเพื่อให้สร้างภาพได้กลับประเทศนั้น เป็นมุมมองของแต่ละฝ่าย

แต่ผมมองว่าเป็นผลดีกับตัวพล.อ.ชวลิตเอง ถ้าการพูดคุยเป็นผลดีแล้วประชาชนยอมรับ แต่ถ้าประชาชนไม่ยอมรับก็ติดลบ

ส่วนที่มีการพูดคุยถึงพ.ต.ท.ทักษิณถือเป็นเรื่องภายในของกัมพูชา เราไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเพราะถือเป็นอธิปไตยของเขาที่จะให้ใครก็ได้เดินทางเข้าออกประเทศ

แต่ถ้ามีคนไทยที่ต้องคำพิพากษา ตามธรรมเนียมปฏิบัติคงต้องดูในหลักกฎหมายว่าสามารถส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้หรือไม่

และหากมีคนของเขาเข้ามาลี้ภัย เราต้องดูและประเมินผลกระทบเช่นกัน



พิเชต สุนทรพิพิธ

ส.ว.สรรหา

ที่ปรึกษากมธ.การต่างประเทศ วุฒิสภา

กรณีพล.อ.ชวลิต เยือนประเทศกัมพูชา ผมมองเกมของพล.อ.ชวลิต ออกมาได้ 2 ทาง

ทางแรก ต้องยอมรับว่าพล.อ.ชวลิตมีความสนิทสนมคุ้นเคยส่วนตัวกับสมเด็จฮุนเซน และพล.อ.เตีย บันห์ รมว. กลาโหมกัมพูชา เป็นอย่างดี

หากใจท่านปรารถนาดีที่จะช่วย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ง่อนแง่นอยู่ในขณะนี้ไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นได้ เพราะท่านเป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่ดีมากคนหนึ่ง ล่าสุดมีสัญ ญาณที่ดีจากสมเด็จฮุนเซนแล้วว่า ยินดีที่จะพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนร่วมกัน

ทางที่สอง หากพล.อ.ชวลิตมีความปรารถนาไปทางอื่น การที่ท่านสวมหมวกพรรคเพื่อไทย ประกอบกับการให้ข่าวของสมเด็จฮุนเซน ที่ยินดีปลูกบ้านให้พ.ต.ท.ทักษิณพำนักในประเทศได้ ย่อมส่งผลกระทบสำคัญต่อรัฐบาล

โดยเฉพาะสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ไทยกับกัมพูชาทำร่วมกัน ตรงนี้การส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะมีปัญหาเมื่อผู้นำประเทศมีความเห็นไปทาง สนธิสัญญาไปอีกทาง การที่รัฐบาลไทยจะคาดหวังอะไรก็แทบเป็นศูนย์

ดังนั้น รัฐบาลต้องไม่ตอกลิ่มหรือหาเรื่องอะไรเพื่อตอบโต้กับพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้

เพราะถ้ายิ่งทำจะเกิดการปะทุและกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างกันได้

กล้าขัดคอ

ที่มา ไทยรัฐ

นโยบายใหม่แกะกล่องของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.คือ ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งกองทุนชราภาพ

หรือกองทุนการออมแห่งชาติ (ชื่ออย่างเป็นทางการ)

จุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือแรงงานนอกระบบ ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย และผู้ประกอบอาชีพอิสระ 24 ล้านคน ให้เข้าสู่ระบบการออมเงินเพื่ออนาคต โดยรัฐบาลจะช่วยจ่ายเงินสมทบอีกตามสมควร

เมื่อเข้าสู่วัยชราหมดแรงข้าวต้มที่จะทำมาหากินอย่างเดิม ก็จะได้รับบำเหน็จบำนาญพอเลี้ยงชีวิตต่อไปได้จนถึงวันสิ้นลม

ไม่ต้องแบมือขอเงินลูกหลานให้ ลำบากใจ

แบบเดียวกับที่ข้าราชการ และพนักงานบริษัท เมื่อเกษียณอายุแล้วจะได้เงินกองทุนบำนาญเลี้ยงชีพ ฉะนั้นแล

กติกาก็คือ ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่สมัครเป็นสมาชิกกองทุนการออม จะต้องจ่ายเงินสะสมขั้นต่ำเดือนละ 100 บาท (แต่ไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท) จนถึงอายุ 60 ปี

ผู้ที่มีอายุ 20-30 ปี รัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบเดือนละ 50 บาท

อายุ 31-50 ปี รัฐบาลจ่ายสมทบให้เดือนละ 80 บาท

อายุ 50-60 ปี รัฐบาลจ่ายสมทบเพิ่มให้เดือนละ 100 บาท

เมื่ออายุครบ 60 ปี ก็จะมีสิทธิ์ได้รับเงินบำนาญจากเงินออมที่สะสมไว้ และจากเงินที่รัฐบาลจ่ายสมทบให้ตลอดอายุขัยของแต่ละคน

"แม่ลูกจันทร์" สนับสนุนนโยบายจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติของรัฐบาล เพราะจะช่วยกระตุ้นให้คนไทยเห็นประโยชน์ของการออมเงินเพื่ออนาคตในระยะยาว

แต่ "แม่ลูกจันทร์" มีข้อห่วงใยฝากไว้ 3 ประเด็น

1, เมื่อรัฐบาลตั้งกองทุนการออมแห่งชาติขึ้นมาหมายความว่ารัฐบาลต้องมีภาระในการจ่ายเงินสมทบอีกปีละประมาณสองหมื่นล้านบาท (หรือมากขึ้น) ตลอดไป

2, อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยที่สูงขึ้น หรือคนแก่จะตายช้าลง จะทำให้รัฐบาลต้องแบกภาระจ่ายเงินอัดฉีดมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

3, เงินออมของประชาชนที่เก็บได้แต่ละปีเป็นเงินก้อนใหญ่

ถ้ารัฐบาลจะเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนให้เกิดผลประโยชน์เพิ่มเติม ย่อมเป็นเรื่องที่ดี

แต่ระวังจะขาดทุนบานทะโร่ซ้ำรอยกอง ทุน กบข.นะตัวเอง??

นี่คือข้อห่วงใย 3 ประเด็น ที่ฝากให้ "นายกฯอภิสิทธิ์" ไปพิจารณาทบทวน

อ้อ...มีพ่วงอีกประเด็นที่ฝากให้ "อภิสิทธิ์" คิดเล่นๆแก้เซ็ง

เมื่อรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนวางแผนการออมเงินเพื่ออนาคตของตัวเอง

แต่รัฐบาลเองไม่เคยเป็นตัวอย่างที่ดีในการเก็บออม

รัฐบาลคิดแต่จะกู้เงินมาใช้ตะพึด ตะพือ

กู้แบบไม่บันยะบันยัง เหมือนเงินกู้เป็นเงินแจกฟรี

ฉายาประชาธิปัตย์ถนัดกู้คือใบเสร็จยืนยัน

ถนัดกู้แต่ไม่ถนัดใช้หนี้ ระวังหนี้จะท่วมประเทศไทย!!

ล่าสุด มีเสียงเตือนจากอธิบดีกรมบัญชีกลาง "พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์" ว่าการกู้เงิน

ก้อนโตมโหฬารในโครงการไทยเข้มแข็ง จะทำให้การคลังของประเทศอ่อนแอ

เพราะรัฐบาลจะมีภาระในการใช้หนี้เงิน กู้มากถึงหนึ่งแสนแปดหมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งจะทำให้ยอดการขาดดุลการคลังพุ่งกระฉูดถึง 7 เปอร์เซ็นต์

สัดส่วนหนี้สาธารณะจะแหกเพดานทะลุเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี

ขณะที่รายจ่ายประจำ (จากนโยบายประชานิยม) ก็บานทะโร่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

ถ้าภายใน 5 ปี รัฐบาลปรับโครงสร้างการคลัง (รายรับ-รายจ่าย) ให้สมดุลไม่ได้ก็จบกัน

"แม่ลูกจันทร์" ชื่นชมอธิบดีกรมบัญชีกลางที่กล้าออกมาขัดคอรัฐบาล

ข้าราชการที่ "กล้า" ขัดคอรัฐบาล สงสัยจะมีคนเดียว??

แม่ลูกจันทร์