WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, October 24, 2009

รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ควรเป็นอย่างไร ตอน 1 : ล้างคราบเผด็จการ

ที่มา Thai E-News

โดย รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
ที่มา เวบไซต์ thaipost
24 ตุลาคม 2552

"มันเลยไปแล้ว เราสร้างปมขึ้นมา ขมวดกันจนยุ่งเหยิงขนาดนี้ ผมเห็นว่าเลยมาแล้ว ผมก็นั่งดูแล้วครับตอนนี้ ผมไม่คิดว่า จะเปลี่ยนอะไรกันได้ หลังจากที่เห็นการวินิจฉัยขององค์กรต่างๆ มาในช่วง 2 ปี... เราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่า จะหักเลี้ยวออกไปทางไหนอย่างไร"

"ผมเคยพูดเอาไว้ตอนที่มีการดีเบตรัฐธรรมนูญว่า รัฐธรรมนูญ 2550 จะนำพาประเทศไปสู่ทางตันถ้ารับ เพราะมันจะเป็นปัญหา คือตัวกติกาแบบนี้ จะไม่เป็นที่ยอมรับ และที่สุดมันจะต้องแก้ และมันก็จะมีคนที่ไม่อยากให้แก้ พอรับมาแล้วจะเป็นแบบนี้ ซึ่งตอนนี้ มันเป็นอย่างนั้นแล้ว คุณจะกลับได้สติกันไหมล่ะ ซึ่งผมเห็นว่ายังไม่ได้นะ"

"ประชามติจะต้องผ่านเรื่องหลักการมาก่อน อาจจะเถียงกันในเรื่องความเห็นที่แตกต่าง แต่หลักเหมือนกัน เช่น เคารพหลักประชาธิปไตยเหมือนกัน ระบบเลือกตั้งอาจจะเหลื่อมกันนิดหน่อยว่า จะเอาแบบไหน แต่วันนี้ ผมไม่คิดว่า เราผ่านในลักษณะแบบนั้น เพราะความคิดพื้นฐานไม่ตรงกัน"

นักกฎหมายมหาชนผู้เป็นหัวหอกคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ตอนลงประชามติ วันนี้เขายังยืนยันว่า

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่เพียงต้องแก้แค่ 6 ประเด็น แต่ต้องทำใหม่ทั้งฉบับ

อย่างไรก็ดี ในสถานการ์ทางการเมืองเช่นนี้ วรเจตน์เห็นว่า คงเป็นไปได้ยาก และความแตกแยกในสังคมก็เลยจุดที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อกลับไปสร้างสมานฉันท์แล้ว สิ่งที่เขาเสนอเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะพูดต่อไปทั้งหมด จึงเป็นความเห็นทางวิชาการล้วนๆ เป็นการให้ความรู้แก่สาธารณะ ว่ารัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ควรเป็นอย่างไร

แก้ทุกหมวด ล้างคราบเผด็จการ

"ผมเห็นว่า ควรจะต้องทำกันใหม่ด้วยซ้ำ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างไรก็สลัดคราบไคลของ คมช.ไม่หมด ถึงแม้ว่าจะถูกเอาไปฟอกตัวโดยการออกเสียงประชามติ แต่ก็ไม่พ้นไปจากความทรงจำที่เรามีต่อ 19 ก.ย. คือมันเป็นผลต่อเนื่องกันมา ซึ่งในทางประชาธิปไตยไม่ควรเป็นแบบนี้

และที่สำคัญอย่างที่ผมเคยพูดไปแล้วว่า การออกเสียงประชามติที่เราทำกันนั้น ไม่ใช่เป็นการออกเสียงประชามติโดยแท้จริง เพราะประชาชนไม่มีทางเลือก

การออกเสียงประชามติที่แท้จริง ต้องมีทางเลือก ซึ่งคราวนั้นไม่มี เพราะคนไม่รู้ว่า พอไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว จะไปเจอกับอะไร มันก็บีบให้คนต้องรับ เพราะฉะนั้น ความชอบธรรมที่ควรจะได้จากการออกเสียงประชามติจึงไม่เกิด

ผมแปลกใจมากตอนนี้ เวลาที่มีการแก้รัฐธรรมนูญ มีการพูดกันว่า มันผ่านการออกเสียงประชามติมาแล้ว ถ้าจะแก้ก็ต้องไปถามประชาชนก่อน โดยไม่ได้ดูบริบทของการทำประชามติ มันจะต้องทำใหม่ทั้งฉบับในความเห็นของผม ก็คือต้องปฏิเสธท่าทีนี้ หรือก็คือแก้ทั้งหมด เหมือนกับเราทำรัฐธรรมนูญถาวรช่วงปี 2475 ไปเป็นรัฐธรรมนูญถาวรปี 2489 ต้องทำแบบนั้น"

** ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ 2540 แต่ทำใหม่เลย

"สำหรับผม สำหรับหลายคน หลายเรื่องในรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นเรื่องที่ต้องสานต่อ ต้องดำเนินการต่อ แต่ผมเคยพูดมาตั้งแต่หลายปีก่อนว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 ก็มีปัญหาหลายเรื่อง ผมจึงคิดว่า ไม่น่าจะเป็นตัวต้นแบบเสียทีเดียว

มันควรจะย้อนกลับไปให้ไกลไปกว่านั้น ต้องกลับไปดูตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐธรรมนูญหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง จะมีเนื้อหาบางอย่าง ซึ่งหลายเรื่องสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยมากเลยทีเดียว ในช่วงรัฐธรรมนูญ 15 ปีแรก อาจจะต้องเอาตรงนั้นกลับมา ความสัมพันธ์ในอำนาจระดับสูงสุด เรื่องของพระมหากษัตริย์ เรื่องขององคมนตรี ต้องมาพูดและไม่ควรจะพูด โดยจำกัดตัวเองอย่างประวัติศาสตร์ในยุคหลัง แต่ควรจะย้อนกลับไปตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง มันควรจะเป็นแบบนั้น"

** ไม่ใช่เอาแค่ 2540

"ไม่ใช่ แต่แน่นอนหลายเรื่องใน 2540 เป็นเรื่องที่ดี ระบบเลือกตั้งที่ก้าวหน้าไปกว่าเดิม คงต้องเอามาปรับต่อ แต่ผมเข้าใจได้ว่า ในแง่ของการเคลื่อนไหว เขาก็ต้องเอา 2540 เป็นตัวตั้ง มันเป็นรูปธรรมที่สุด เห็นชัดที่สุด มันทำให้คนมีจุดเกาะเกี่ยวร่วมกัน ชูตัว 2540 เป็นตัวตั้ง ซึ่งในทางการเคลื่อนไหวคงไปว่าอะไรไม่ได้ แต่ในแง่วิชาการ เวลาพูด เราไม่ควรจะผูกอยู่กับการเคลื่อนไหวของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ควรจะพูดจากหลักจริงๆ ว่าควรเป็นอย่างไร หรือไม่ควรจำกัดไว้แค่ปี 2540 เพราะอย่างประเด็นองค์กรอิสระผมก็ไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่ไหนแต่ไร"

อ่านต่อ ตอน 2 : หมวดพระมหากษัตริย์

หมายเหตุ thaienews

1. บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งในบทสัมภาษณ์ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน ม.ธรรมศาสตร์ ตีพิมพ์ใน เรื่องปก ของเวบไซต์ thaipost.net วันที่ 22 ตุลาคม 2552 ซึ่ง thaienews จะนำเสนอเป็นตอนๆ ต่อเนื่องจนจบบทสัมภาษณ์

2. อ่านย้อนหลัง การบรรยายพิเศษทางวิชาการ เรื่อง 'ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อการออกเสียงประชามติ' วันที่ 12 กรกฎาคม 2550 ได้ที่ ลิงก์

3. อ่านย้อนหลัง คำต่อคำ ดีเบต 'รับ-ไม่รับ' ร่างรัฐธรรมนูญ'50 วันที่ 3 กรกฎาคม 2550 ได้ที่ ลิงก์

4. อ่านย้อนหลัง บทสนทนา กับ ดร.วรเจตน์ เรื่อง 'ศาลเขียนรัฐธรรมนูญใหม่' วันที่ 13 กรกฎาคม 2551 ได้ที่ ลิงก์

ไปทอดกฐินที่ลาว

ที่มา เดลินิวส์

เป็นปีที่ 3 แล้วที่ได้ไป ทอดกฐินพระราชทาน ร่วมกับ อาจารย์โกร่ง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร นายกสมาคมไทย-ลาว เพื่อมิตรไทย ปีนี้ ทอดกฐินที่ วัดสีสะเกด หรือ วัดสะตะหัดสาราม สีสะเกด

กรรมการที่ไปด้วยมี เอ้-บรรณสาร จันทร์สมศักดิ์ อดีตเลขาธิการ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ พี่ ศุภลักษณ์ ตัณฑาภิชาติ คุณวิสุทธิ์ บูรณาการ คุณณรงค์ แสงสุริยะ คุณสุวิทย์ สิมะสกุล อดีตทูตไทย ประจำญี่ปุ่น

โดยมีท่านทูตลาว วิบูลย์ คูสกุล มาร่วมในฐานะเจ้าบ้าน และ ที่ปรึกษา คุณอภิชาติ เพชรรัตน์ กงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต รวมทั้ง คุณพิชยพันธุ์ ชาญภูมิดล ผอ.กองเอเชียตะวันออก 2 ก็มาด้วย

ประวัติย่อ ๆ ของวัดนี้ คือ เป็นวัดเก่าแก่ และ สำคัญ มาก ของ นครหลวงเวียงจันทน์ อยู่ใกล้ หอพระแก้ว และ หอคำ บูรณะโดย เจ้าอนุวงศ์ เมื่อปี 2357 สภาพทั่วไปที่สัมผัสได้ ทรุดโทรม พอดู

โบสถ์ หรือ สิม มีหลังคาซ้อน 4 ชั้น กลางหลังคาชั้นบนสุดมีช่อฟ้า ผนังด้านในเจาะเป็นช่อง 1,164 ช่อง แต่ละช่องประดิษฐานพระพุทธรูป 2 องค์ รวม 2,328 องค์

พงศาวดารบันทึกไว้ว่า ในจำนวนนี้ มี 276 องค์ ที่หุ้มด้วยทองคำกับเงิน แต่ไม่ต้องตกใจ

ตอนนี้ อันตรธานไปหมดแล้ว

พระประธาน คือ พระพุทธรูปปางมารวิชัย มีพระปางห้ามญาติ 2 องค์ (เหมือนพระบาง) อยู่ข้างหน้า

นอกนั้น มี หอไตร และ ระเบียงคด (หรือ กมมะเลียน ในภาษาลาว) ซึ่งมีพระพุทธรูปอีก 120 องค์ สร้างโดย เจ้าอนุวงศ์ ประดิษฐานอยู่ รวมทั้งยังมีแผ่นศิลา ที่บันทึกเรื่องราวการสร้างวัดไว้ด้วย

ทั้งหมดทำให้ สงบลึก ๆ และดูศักดิ์สิทธิ์ ยิ่ง

กฐินปีนี้ได้เงิน 1.5 ล้านบาท เป็นประโยชน์กับการบูรณะซ่อมแซมวัดสีสะเกดไม่น้อย แม้ในข้อเท็จจริง หากจะยกเครื่องจริง ๆ ผู้รู้บอก ต้องเป็นร้อยล้าน ถึงจะอยู่

เอกชนรายสำคัญ ที่ร่วมทำบุญ มี ช.การช่าง ลาว, คิง เพาเวอร์, แอดวานซ์ อะโกร, บ้านปู, ทางด่วนกรุงเทพ, ผาแดง, ไออาร์ พีซี, ฟินันซ่า, เอ็กซิมแบงก์, มติชน, ตลาดหลักทรัพย์, การบินกรุงเทพ อารียาพรอพเพอตี้ และศูนย์ข้อมูลลาว มหาวิทยาลัย ขอนแก่น

ทอดกฐิน นอกจากได้ความอิ่มใจแล้ว ยังเชื่อมไมตรีคน 2 ฝั่งโขงให้ นับมื้อ นับหลาย (เพิ่มพูน) ขึ้นด้วย

ไปจากกรุงเทพฯ ฝนตกน้ำท่วม รถติดแหง็ก มาที่ เวียงจันทน์ ฝนตก พอแผ่นดินเปียก แต่ดินฟ้าอากาศไม่สำคัญ เพราะลาว-ไทย อยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน เราคุยกันรู้เรื่อง โดยไม่ต้องมีล่ามแปลให้เสียเวลา

วันนี้ ขอโจ๊ะ (พักไว้ก่อน) แค่นี้ เสาร์หน้า มาคุยเรื่องลาวต่อ มีอะไรดี ๆ และน่ารัก เลยอยากเขียนถึง.

ยังเล่นไม่เลิก

ที่มา ไทยรัฐ

ออกอาการอ่อนอกอ่อนใจกับ พฤติกรรมสมานฉันท์แต่ลมปาก ของรัฐบาลชุดนี้ มุ่งแต่จะรบกันเองจนไม่ลืมหูลืมตา พูดกันตามเนื้อผ้า บริหารงานก็ไม่เป็นท่าอยู่แล้ว ยังเพิ่มภาระให้กับประเทศ โดยการไล่ล่าอดีตผู้นำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำนองเผานาฆ่าหนู อดีตผู้นำกลับอยู่สุขสบายดี มีคนคบค้าสมาคมเยอะแยะไปหมด แต่คนไทยประเทศไทยเดือดร้อน ผู้นำประเทศไทยปัจจุบันก็ไม่ค่อย จะมีใครคบ

อาการที่ ฮุน เซน นายกฯกัมพูชา แสดงความยินดีออกหน้าออกตาต่อกรณีที่พ่อใหญ่จิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ไปเยี่ยมเยือนเมื่อวันก่อน คงไม่ต้องอธิบายความอะไรมาก

ภาวะผู้นำสัมพันธภาพผิดกัน

คำพูดบางคำของฮุนเซนที่พูดถึง พ.ต.ท.ทักษิณและพร้อมที่จะต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะเพื่อนรัก เพื่อนที่คบกันมานาน โดยไม่หวั่นไหวถึงความสัมพันธ์กับรัฐบาลชุดนี้กับกิริยาที่ไม่ค่อยจะเต็มใจต้อนรับคนในรัฐบาลชุดนี้ บ่งบอกถึงนัยสำคัญบางอย่าง

คำว่า กัมพูชามีอธิปไตย ที่จะตัดสินใจให้ใครอยู่ใครไปก็ได้ ถึงรัฐบาลจะไม่คิด แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ต้องคิด นั่นคือความคิดผู้นำประเทศกัมพูชา แต่ยังมีความรู้สึกต่อเพื่อนคนหนึ่งอย่างล้ำลึก แล้วคนไทยที่พูดภาษาเดียวกัน มีพ่อคนเดียวกันกลับคิดแต่จะขุดราก ถอนโคนกันไม่จบไม่สิ้น

รัฐบาลชุดนี้อย่าว่าแต่จะสร้างความสมานฉันท์ภายในประเทศเลย ความสมานฉันท์ระหว่างประเทศยังง่อนแง่น สมมุติ พ.ต.ท.ทักษิณ ตัดสินใจมาอยู่บ้านพักที่นายกฯฮุน เซนจัดเตรียมไว้ให้อย่างดีจะทำอย่างไร จะเอาหน้าไปไว้ไหน

แล้วจะตอบชาวโลกอย่างไรว่า คนที่รัฐบาลไทยพยายามขับไสไล่ส่ง คนที่ถูกทหารยึดอำนาจ คนที่ถูกกล่าวหาเรื่องความไม่จงรักภักดี ทุจริตคอรัปชัน แต่มีคนไทยส่วนหนึ่งยังรัก มีประเทศอื่นยังยินดีต้อนรับ

สัปดาห์ก่อนตามข่าว พ.ต.ท.ทักษิณออกเดินสาย ไปแวะเติมน้ำมันที่อินเดีย ไปพบกับประธานาธิบดีปาปัวนิวกินีเจรจาเรื่องธุรกิจ ไปเป็นแขกของประเทศบรูไน แล้วก็จะไปพักผ่อนต่อที่มัลดีฟส์

ปรากฏว่ามี รมต.ในรัฐบาลชุดนี้บ้าจี้บินไปมัลดีฟส์ ดักคอรัฐบาลมัลดีฟส์ว่าห้ามต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยมรรยาท ข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณก็เลยแวะไปพักที่ศรีลังกาแทน พร้อมกับได้รับข่าวความปรารถนาดีจากนายกฯรัสเซียชวนไปพักผ่อนในช่วงอากาศเย็นๆ

ตามประสาคนเพื่อนเยอะ

ส่วนประเทศไทยวันนี้กำลังขาดเพื่อนและกำลังเพิ่มศัตรู วิสัยทัศน์คับแคบ มีประชุมอาเซียนทีก็เกิดไอเดียกระฉูด จะทำทีวี อาเซียนขึ้นมาเพื่อประชาสัมพันธ์ความเคลื่อนไหวประเทศในย่านนี้ ลืมไปว่าอีกไม่กี่วันก็ต้องส่งมอบหน้าที่ประธานอาเซียน ให้กับเวียดนาม ลงทุนจัดประชุม ลงทุนทำทีวีอาเซียนก็หลายร้อยล้าน คิดจะโกอินเตอร์ไม่ดูตาม้าตาเรือ หรือจะแอบหาเศษหาเลยกับความล้มเหลวของชาติ หรือทั้งสองอย่าง.

หมัดเหล็ก
mudlek@hotmail.com

"ข่าวปล่อย" แต่ก็มีมูล

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_41828

มุกจวนตัวของรัฐบาล ตามสูตรต่อลมหายใจ

กับคิวโยนโพยปรับคณะรัฐมนตรีออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ตามข้ออ้างอย่างเป็นทางการ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะตรวจสมุดพกของรัฐมนตรีทุกคน เพื่อประเมินผลการทำงานครบรอบ 1 ปี ปล่อยบัญชี "สอบตก"

นายวีระชัย วีระเมธีกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ

พวกที่ก้ำกึ่งรอดแหล่ไม่รอดแหล่

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์

แถมด้วยบัญชีที่ครบสัญญา 1 ปี ต้องสลับให้คนอกหักมาเสียบแทนโควตา

นายธีระ สลักเพชร รมว.วัฒนธรรม นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมช.ศึกษาธิการ

สะดุ้งโหยงไปตามๆกัน

ใครทิ่มหลังใคร ฝีมือของแหล่งข่าวใจไม่ถึงคนไหน "ปล่อยของ"

เอาเป็นว่า ณ ชั้นนี้ยังเป็นแค่คิวเบี่ยงกระแส ตามเหลี่ยมของเซียนเขี้ยวลากดินยี่ห้อประชาธิปัตย์ที่ต้องการปล่อยปมปรับ ครม.เบียดพื้นที่ข่าวร้อนๆ ทั้งรายการทุจริตฉาวๆ ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญวุ่นๆ

โดยเฉพาะคิวปีนเกลียวในพรรคประชาธิปัตย์ เปิดฉากซัดปากกันเอง

อย่างน้อยคิว "เคาะกะลา" ปรับ ครม.ก็น่าจะเบนความสนใจ กระตุกต่อมบรรดาขาป่วนที่กำลังเฮี้ยว ให้หยุดอาละวาด

เปลี่ยนบรรยากาศไปเตรียมตัวเล่นเก้าอี้ดนตรี

แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ โดยพื้นฐานของ "ข่าวปล่อย" ใช่ว่าอยู่ๆจะหลอกนักข่าวได้ง่ายๆ

มันต้องมีมูลประกอบ

นี่ต่างหากที่ต้องแกะรอย โดยปมที่ซ่อนอยู่ในข่าวปล่อยปรับ ครม. "เคาะกะลา" ปรากฏว่าในบัญชีรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ที่สอบตก

เหตุผลแนบสมุดพก "ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน"

มีคนสอบผ่านแค่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน และที่ได้คะแนนท็อปเลยก็คือ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล

สอบตกมากกว่าสอบได้

ประชาธิปัตย์ประเมินกันเอง ยังให้แต้มรัฐมนตรีของพรรคสอบตกเกินครึ่งทีม ก็ไม่ต้องพูดถึงในสายตาคนนอก ในอารมณ์ของสังคมที่จ้องมองอยู่

ไม่ได้เหนือการคาดหมาย กับเหตุผลประกอบ "ข่าวปล่อย"

ก็อย่างที่รู้ๆกัน ในส่วนของนายกษิตย์ นอกจากสถานะ "สายล่อฟ้า" ตัวล่อเป้าอย่างดีของ ครม. แต่โดยผลงานที่รับมอบหมายให้ไล่ล่าอดีตนายกฯทักษิณ

ก็วืดเป้าจั่วลมไปวันๆ

โดยเฉพาะปมเดิมพัน กรณีปัญหาชายแดนเขาพระวิหาร ที่นอกจากจะต่อกรกับ "กุ๊ย" อย่างนายกฯฮุน เซน ของเขมรไม่ได้

ยังย้อนคอหอยนายกษิต แตกคอกับม็อบพันธมิตรฯต้นสังกัดซะเอง

ขณะที่รายของนายพีระพันธุ์ ก็เนิบนาบไม่ทันใจฝ่ายที่โหมโรงบี้คดีเครือข่าย "นายใหญ่" กว่าจะเด้ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ล้วงก้างตำคอออกจากเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปได้

ก็เล่นเอาประชาธิปัตย์โดนทิ่มไปหลายแผล

แต่ก็ยังเด่นกว่า ถ้าเทียบกับผลงานของนายวีระชัย นอกจากสถานะอดีตเขยค่ายซีพี ที่การันตีกันไว้ในเรื่องคุณสมบัติเชี่ยวชาญการประสานเศรษฐกิจกับจีนแผ่นดินใหญ่

โดยข้อเท็จจริงก็อย่างที่เห็นเป็นข่าว บทเด่นในการเจรจากับนักธุรกิจแดนมังกร ตกไปอยู่ที่คู่หูอย่างนายพินิจ จารุสมบัติ กับนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ผู้มีบารมีนอก ครม. ของพรรคเพื่อแผ่นดิน แย่งซีนไปครอง

มองไปที่คุณหญิงกัลยา ก็เห็นโผล่มามีข่าวเกาะกระแส ด.ช.หม่อง ทองดี แชมป์ร่อนเครื่องบินกระดาษ ประกาศจะให้ทุนเรียนจนจบด็อกเตอร์ แต่พอโดนท้วงแล้วก็เงียบหายไป ขณะที่นายวิทยา ก็ดังเหมือนกัน แต่ออกในทางลบ กรณีฉาวๆโครงการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ขณะที่นายอลงกรณ์ ก็ฟาวล์ไปกับบทมือปราบสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หลังจากรายการผิดคิวที่พัฒน์พงศ์

ไม่ต้องโยง ก็มีน้ำหนักในตัวเอง.

จิ๋วดับเครื่องชน ป๋า เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด เกมนี้เพื่อใคร ??

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_41550

เกมแห่งอำนาจ ทำเพื่อนรักต้องบาดหมาง เปิดศึกกันเอง โดยอีกฝ่ายถูกตั้งคำถามว่าทำไปโดยมีจุดประสงค์เพื่อผลประโยชน์ของคนไกล หรือไม่ ....

"ผมขอจะเรียนความจริงให้ทราบว่าเรื่องมันเป็นแบบนี้ ส่วนเรื่องที่มีคนไปเขียนลงในหนังสือพิมพ์ในทำนองว่า ผมไปว่าเขาเป็นคนทรยศต่อชาติซึ่งอันนี้มันก็ไม่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ถูกต้องคือ วันนั้นก่อนที่จิ๋วจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ผมก็ให้คนไปบอกเขาว่า จะทำอะไรก็ขอให้คิดให้รอบคอบ ไตร่ตรองให้รอบคอบ โดยผมใช้คำว่า “ไตร่ตรองให้รอบคอบ” ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นการกระทำที่เป็นการทรยศต่อชาติ นี่เป็นข้อความที่ผมสื่อไปถึงจิ๋วในตอนเช้าวันนั้น และผู้สื่อข่าวนี้ เขาก็มายืนยันว่า เขาสื่ออย่างที่ผมพูด เพราะว่าเขาจดที่ผมขอให้เขาสื่อ เพราะฉะนั้นผมไม่ได้กล่าวหาว่า เขาเป็นคนไม่ดีทรยศต่อชาติบ้านเมืองมันไม่ใช่"

คำพูดเปิดใจของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ที่มีต่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หลังตัดสินใจย้ายไปสวมเสื้อเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นของแสลงสำหรับคนบ้านสี่เสาเทเวศร์ ดูเหมือนจะไม่ใช่เพียงเรื่องธรรมดา ๆ ซะแล้ว เพราะคนอย่าง พล.อ.เปรม นั้น ได้ชื่อว่าเป็นคนที่ให้สัมภาษณ์สื่อยากและโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นประเด็นการเมืองแล้ว คนอย่าง พล.อ.เปรม จะยิ่งแทบไม่เคยพูดถึงเลย เพราะฉะนั้นการส่งสัญญาณแรงชัดที่ตรงไปถึง อดีตคนใกล้ชิดที่ได้ชื่อว่า " นายทหารลูกป๋า " อย่าง พล.อ.ชวลิต ในครั้งนี้ ย่อมมีนัยยะสำคัญยิ่งทางการเมือง แน่นอน

เพราะนั่นอาจหมายถึงการส่งสัญญาณเตือนกลาย ๆ ไปยังบิ๊กสีเขียวอีกหลายคนที่เริ่มหันรีหันขวางกับปรากฎการณ์ พลังดูดจากจอมคอนเนคชั่นอย่างบิ๊กจิ๋ว ซึ่งมีพี่น้องในกองทัพอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเตรียมทหารรุ่น 6 ที่มีบิ๊กคนโตในรัฐบาลคุมอำนาจกำลังพลหลักในกองทัพอยู่เวลานี้และมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับบิ๊กจิ๋วมาอย่างยาวนานจนมีข่าวถึงกับว่า คนใกล้ชิดอาจกระโดดไปเข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทย และ พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เพื่อนสนิทซี้ย่ำปิ๊กนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งประกาศเอาไว้ชัดเจนแล้วว่าจะรวบรวมเตรียมทหารรุ่น10รวม 49 คน เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยในวันที่ 20 ต.ค. ควรจะต้องไตร่ตรองให้รอบคอบว่า จะยืนอยู่ข้างฝ่ายใด ระหว่างบ้านสี่เสาเทเวศร์ และบ้านจันทร์ส่องหล้า

ที่ต้องจับตา เพียงคล้อยหลังที่ บิ๊กจิ๋วเข้าสวมเสื้อพรรคเพื่อไทย พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ อดีตคน คมช. เตรียมทหารรุ่น 9 " น้องเลิฟ บิ๊กบัง " ซึ่งได้รับการผลักดันจากทั้ง พล.อ.สนธิ บุญรัตนกลิน อดีตประธาน คมช. จนได้เข้าสู่ไลน์ 5 เสือ ทบ. ในตำแหน่ง รองผู้บัญชาการทหารบก ก็พลิกขั่วสละเสื้อสีเขียวเบนเข็มเข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทยไปอีกคนทันที ขณะเดียวกันมีกระแสข่าวว่า เตรียมทหารรุ่น 9 อีกจำนวนหนึ่งกำลังจะตบเท้ามาร่วมกับพรรคเพื่อไทยด้วยเพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจถึงสัญญาณแรงชัดของป๋าเปรมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

ส่วนที่ไปที่มาที่ ทำให้ "บิ๊กจิ๋ว" บาดหมางกับ พล.อ.เปรม นั้น กระแสข่าวส่วนใหญ่เจาะจงไปที่ท่าทีของ พล.อ.ชวลิต ที่ฝักใฝ่จะกลับเข้าสู่ถนนการเมืองหลังประกาศล้างมือในอ่างทองคำมาเป็นเวลานาน โดยหวังอิงแอบพลังของคนแถวจรัลสนิทวงศ์ ทั้งเรื่องจะไปรับหน้าที่หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ภายหลังถูกนายใหญ่ติดต่อทาบมา จนเป็นที่มาของวลี " โซ่ข้อกลาง " แต่ต่อมาภายหลังเกิดไม่เข้าใจกันเรื่องปัจจัยมหาศาล จนนายใหญ่เปลี่ยนใจไปเลือกนายสมัคร สุนทรเวชมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชนคนใหม่

รวมทั้งเรื่องไปรับตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ในสมัย รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนถูกขึ้นใบแดงห้ามเข้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ ไม่เว้นแม้แต่จะไปขอลาบวช ก็ไม่ได้เข้าพบ จนกระทั่งเจ้าตัวถึงกับออกปากเปิดใจหลังถูก พล.อ.เปรม พาดพิงว่า ไม่ได้สัมพันธ์กับ พล.อ.เปรมนานแล้ว รวมทั้งยังได้ตอบโต้กลับแบบเจ็บ ๆ คัน ว่า " ขนาด พล.อ.เปรม จนถึงวันนี้อายุจนจะ 90 ปีแล้ว ยังไม่ทิ้งงานเพื่อบ้านเมือง แล้วผมอายุยังไม่ถึง 80 ปี จะทิ้งไปได้อย่างไร "

แถมยังกรีดซ้ำด้วยประโยคที่ว่า "การตัดสินใจมาอยู่พรรคเพื่อไทย เพราะเป็นความต้องการของประชาชนทั้งแผ่นดิน ที่ชี้ให้เข้ามาอยู่ที่นี่ ต้องฟังเสียงประชาชน พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ทำมาเพื่อประชาชนรากหญ้าและคนจนอย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้นจะไปอยู่ในใจของประชาชนได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่ใครปฏิเสธไม่ได้ "

สำทับด้วย พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตลูกรักป๋าอีกคน ที่ปัจจุบันหักกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เพื่อนตาย จปร.7 ไปเข้ากับพรรคเพื่อไทย ที่ยิงหมัดฮุกตรงแรง ๆ ใส่ว่า "อยากฝาก ถึง พล.อ.เปรม ในฐานะนักเรียนนายร้อยรุ่นพี่และอดีตผู้บังคับบัญชาว่าการผูกขาดความรักชาติ อย่าผูกขาดไว้แต่ผู้เดียว อย่ามองว่าใครมีความคิดไม่ตรงกับท่าน จะเป็นผู้ทรยศต่อชาติ เพราะมันไม่ใช่ "

พล.อ.พัลลภยังกระแทกใส่อีกว่า ช่วงรับราชการตนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา พล.อ.เปรมซึ่งเป็นฝ่ายยุทธการนั่งอยู่ในห้องแอร์ ตนถือปืนอยู่ในป่าบนภูเขา แต่เรามีความคิดตรงกันเพื่อจะรักษาความสงบสุขของประชาชน พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่หวังของประชาชน ไม่อย่างนั้นน้องๆ เตรียมทหารรุ่น 10 คงไม่มาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย เพราะแต่ละคนที่มาก็มีประสบการณ์เคยเป็นผู้บัญชาการหน่วยทั้งสิ้น"

พร้อมกันนั้นคนใกล้ชิดบิ๊กจิ๋วที่เจ็บร้อนแทน ถึงขั้นออกมาประกาศว่าแท้ที่จริงแล้วบิ๊กจิ๋ว ไม่ได้อยู่ได้เพราะมีคนบ้านสี่เสาคอยเป็นแบ็กอัพให้ แต่เป็น คนบ้านสี่เสาต่างหาก ที่ได้ บิ๊กจิ๋ว ช่วยค้ำยันให้ไม่ว่าจะเป็นสมัยกบฎยังเติร์กหรืออีกหลายครั้ง

เรื่องราวกำลังเข้มข้นคงต้องต่อพรุ่งนี้อีกวัน .......

ทักษิณเตือนอภิสิทธิ์ เคารพกัมพูชา คำนึงถึงมารยาททางการทูต

ที่มา ประชาไท

ทักษิณเตือนอภิสิทธิ์ กรณีกร้าวฮุนเซ็นให้เลือกระหว่างความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา กับทักษิณ ระบุ “เราเป็นประธานอาเซียน เป็นเจ้าภาพ ต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและมารยาทในการรับแขกไม่เกรงใจท่านฮุนเซ็นก็ต้องเกรงใจผู้นำท่านอื่นบ้าง”

จากกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศกร้าวให้สมเด็จฮุน เซ็น นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาเลือกระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา กับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร วันนี้ เวลาประมาณ 19.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กติดต่อกัน 3 ข้อความว่า

“ทราบว่าคุณอภิสิทธิ์ได้แถลงต่อว่าท่านนายกฮุน เซ็นเรื่องผม ผมเลยขอเตือนน้องในฐานะที่อาวุโสกว่าทุกด้านว่าอย่าเอาความแค้นความปฏิปักษ์ส่วนตัวมาใช้”

“เราเป็นประธานอาเซียน เป็นเจ้าภาพ ต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและมารยาทในการรับแขกไม่เกรงใจท่านฮุนเซ็นก็ต้องเกรงใจผู้นำท่านอื่นบ้าง”

“ต้องเข้าใจว่าทุกประเทศมีเอกราชและอธิปไตยของตัวเองเราจะไปบังคับหรือข่มขู่เขาแสดงอภิสิทธิเหนือเขาไม่ได้ทำได้แค่ขอความร่วมมือตามมารยาททางการทูต”

สำหรับท่าทีแข็งกร้าวของนายอภิสิทธิ์นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่สมเด็จฮุน เซ็นแถลงว่าเตรียมเชิญมาพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้กับประเทศกัมพูชาและจัดเตรียมที่พักให้พร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่ส่งตัวพ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

ฮุนเซ็นแรง บอกทักษิณไม่ต่างกับอองซาน ซูจี

ที่มา ประชาไท

สมเด็จฮุน เซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเดินทางถึงชะอำ แถลงยืนยันเชิญทักษิณเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้กัมพูชาเป็นอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา ไม่ใช่เรื่องแทรกแซงการเมืองไทย ตอกกลับพูดกันแต่เรื่องนางอองซาน ซูจี ทำไมไม่พูดเรื่องทักษิณเป็นเหยื่อการเมืองบ้าง

ทั้งนี้ สมเด็จฮุน เซ็น เดินทางถึงโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เมื่อเวลาประมาณ 16.45 น.และเปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ผ่านล่ามภาษาอังกฤษ โดยสมเด็จฮุนเซ็นพูดเป็นภาษากัมพูชา

สมเด็จฮุนเซ็นกล่าวยอมรับว่าเป็นเรื่องจริงที่เชิญพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ และขอแนะนำให้ผู้ที่เรียกร้องให้ส่งพ.ต.ท.ทักษิณกลับในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนว่า ให้ไปอ่านสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไทย-กัมพูชา ข้อ 3 (ซึ่งระบุว่าการร้องขอให้ส่งตัวผู้ต้องหากลับนั้น จะทำไม่ได้ในกรณีที่เป็นคดีการเมือง หรือเป็นกรณีที่บุคคลนั้นถูกประเทศผู้ร้องขอลงโทษจากการแสดงความเห็นเกี่ยวกับเชื้อชาติ ศาสนา ชาติพันธุ์ หรือการเมือง)

สมเด็จฮุนเซ็นกล่าวด้วยว่า มีคนจำนวนมากพูดถึงนางออง ซาน ซูจี แต่กลับไม่พูดถึงทักษิณซึ่งเป็นเหยื่อเช่นกันกัน และว่าการตัดสินใจให้พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจนั้น เป็นอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา และไม่ถือเป็นการแทรกแซงทางการเมืองไทย โดยระบุว่าะก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ นายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา ก็ได้รับเชิญมาไทยและยังออกแถลงการณ์ต่อต้านรัฐบาลกัมพูชา โดยที่สถานีโทรทัศน์ในไทยก็มีการแสดงความเห็นกดดันเขาเช่นกัน

สมเด็จฮุนเซ็นยังกล่าวด้วยว่า ในประเทศไทยเองก็มีคนเสื้อแดงที่สนับสนุนทักษิณอยู่เป็นล้านคน แล้วทำไมเขาจะสนับสนุนทักษิณไม่ได้ ท้ายที่สุด สมเด็จฮุนเซ็นกล่าวว่า การเมืองภายในประเทศไทยก็ป็นเรื่องที่ต้องจัดการกันภายในของไทยเอง และเขาไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย และอย่ากล่าวหาว่าเขาเป็นพวกสนับสนุนทักษิณ หรือสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดง

“อริสมันต์” ยื่นแถลงการณ์ถึงผู้นำอาเซียน

ที่มา ประชาไท

(23ต.ค.) เวลา 13.20 น.นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นายพายัพ ปั้นเกตุ นายนิสิต สินธุไพร นายสุพร อัตถาวงศ์ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำคนเสื้อแดง ที่ได้รับการมอบจากนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้เดินทางเข้าไปที่คาบาน่า บีซ รีสอร์ท แอนด์ เรสซิเดนซ์ ชายหาดบึกเตียน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยมีคนเสื้อแดงนับร้อยคนมารอต้อนรับ ทั้งนี้นายอริสมันต์ได้มายื่นแถลงการณ์ถึงผู้นำประเทศอาเซียน จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีและอินเดีย ผ่านนาย Balakumar Palaniappan ตัวแทนเลขาธิการอาเซียน และนายวิทวัส ศรีวิหค อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การยื่นแถลงการณ์ครั้งนี้ พล.อ.นพดล อินทปัญญา เลขานุการรมว.กลาโหม ได้ประสานแกนนำนปช.ให้มายื่นแถลงการณ์ที่หาดปึกเตียนและประสานให้ตัวแทนอาเซียนมารับแถลงการณ์ ส่วนการรักษาความปลอดภัยนั้น ปลัดจังหวัดเพชรบุรี นายอำเภอท่ายาง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ผู้บังคับการตำรวจ จ.เพชรบุรี พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายร้อยนายกระจายกำลังรักษาความปลอดภัย ทั้งนี้ ไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น

ส่วนรายละเอียดแถลงการณ์นั้นมีดังนี้ เหตุการณ์ที่กลุ่มเสื้อแดงบุกเข้าไปในที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยานั้น เป็นเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์และทางกลุ่มเสื้อแดงไม่ได้สบายใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นทางกลุ่มคนเสื้อแดงมีความต้องการที่จะยื่นจดหมายแสดงความไม่ถูกต้องชอบธรรมของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต่อผู้เข้าร่วมประชุมเท่านั้น และต้องเรียกร้องให้องคมนตรี 3 คน ประกอบด้วยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ.สุรยุทธ์ จุฬานนท์ นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ลาออกจากตำแหน่ง

“เมื่อจดหมายได้ยื่นให้รองเลขาธิการอาเซียน ทางกลุ่มเสื้อแดงกำลังเดินทางจากโรงแรมรอยัล คลิฟฟ์ บีชรีสอร์ต กลุ่มเสื้อแดงก็ถูกทำร้ายโดยตำรวจปราบจลาจลนอกเครื่องแบบที่ใส่เสื้อสีน้ำเงิน ซึ่งตำรวจเหล่านั้นมีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลสำคัญ เราจึงตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลจึงส่งคนเสื้อน้ำเงินมาทำร้ายผู้ชุมนุมที่ใช้แต่สันติวิธี ขณะที่ตำรวจเหล่านั้นควรอารักขาความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมประชุม เราจึงขออนุญาตที่ประชุมให้โอกาสชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” แถลงการณ์ระบุ

แถลงการรณ์ระบุต่อว่า กลุ่มคนเสื้อแดงขอยืนยันว่า เราเคารพในความจำเป็นที่ต้องให้งานของอาเซียนเดินหน้าต่อไป แม้จะคัดค้านรัฐบาลไทย ขอให้ท่านผู้นำประเทศตระหนักว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้รับเสียงส่วนใหญ่จากประชาชน และในสายตาประชาชนนับล้านมองว่าเป็นตัวแทนอันปราศจากความชอบธรรม เพราะได้มองจากกองทัพและกลุ่มอมาตยาธิปไตย

“ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งนี้ รัฐบาลได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชนคนไทยเรา ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดข้อตกลงว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติ เมื่อพ.ศ.2540 เราจึงมีความประสงค์ประท้วงรัฐบาลไทย” หนังสือระบุ

นายอริสมันต์ กล่าวหลังการยื่นแถลงการณ์ว่า นปช.ไม่อยากโดนกล่าวหาและเป็นจำเลยสังคมหากเกิดข้อผิดพลาดที่อาจทำให้การประชุมอาเซียนซัมมิทไม่สำเร็จ และการยื่นหนังสือผ่านตัวแทนเลขาธิการอาเซียนในวันนี้กระทำที่ใดก็ได้และถือเป็นความสำเร็จระดับหนึ่งของ นปช.ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนประชาธิปไตยใหญ่ที่สุดในอาเซียนว่า หกเดือนที่ผ่านมาหลังเหตุการณ์ที่พัทยานั้นเกิดอะไรบ้างในไทย

เมื่อถามว่า รัฐบาลประกาศ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุขึ้น นายอริสมันต์ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่พัทยานั้นรัฐบาลคือฝ่ายผิดพลาด วันนั้นตนและตัวแทนคนเสื้อแดงไปยื่นหนังสือเสร็จแล้วและกำลังจะกลับ แต่แกนนำรัฐบาล เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำคนเสื้อน้ำเงิน หารือเพื่อเล่นงานตน จึงใช้คนเสื้อน้ำเงินที่อยู่หลังแนวทหารทำร้ายคนเสื้อแดงได้รับบาดเจ็บจำนวนมากในหลายพื้นที่ เพราะในวันนั้นมีการพบระเบิด กระสุนปืนและระเบิดควันเขียว เรื่องดังกล่าวรัฐบาลต้องดำเนินการกับคนเสื้อน้ำเงิน และในวันนั้นรัฐบาลไม่จำเป็นต้องประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

นายอริสมันต์ กล่าวว่า วันนี้พวกตนมายื่นแถลงการณ์ฉบับนี้เหมือนองค์กรอื่นๆ เช่นเอ็นจีโอ แต่สงสัยว่าทำไมพวกตนยื่นหนังสือถึงผู้นำอาเซียนไม่ได้และโดนกีดกันและบีบให้อยู่ในกรอบกฎหมาย พวกตนพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์หลายวันและใกล้กับสถานที่ประชุมชนิดที่เรียกว่าเดินเข้าไปได้เลย แต่พวกตนสนับสนุนการประชุมครั้งนี้เพราะมีประโยชน์กับอาซียน และเมื่อยื่นแถลงการณ์เสร็จแล้วจะกลับ กทม.ทันที เพราะพวกตนให้เกียรติผู้นำอาเซียน แต่ไม่ให้เกียรติกับรัฐบาลนี้ เพราะรัฐบาลนี้ไม่มีศักยภาพใดๆ และนายอภิสิทธิ์ซึ่งเป็นนายกฯ และประธานอาเซียนแทนที่จะใช้เวทีการประชุมครั้งนี้สร้างประโยชน์ให้ไทย เช่นตั้งศูนย์วัฒนธรรมอาเซียนหรือศูนย์การค้าเสรีอาเซียนในไทย แต่กลับทำในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ เช่น ทีวีอาเซียน หากนายอภิสิทธิ์คิดได้ก็ควรทำให้อาเซียนเป็นปึกแผ่น แต่วันนี้มันชัดเจนแล้วว่า ผู้นำหลายประเทศไม่มาร่วมในพิธีเปิดการประชุมในวันนี้ เรื่องนี้รัฐบาลต้องคิดแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น

นายอริสมันต์กล่าวว่า หลังจากนี้แกนนำ นปช.และแกนนำบางพรรคจะเดินสายไปเยือนผู้นำอาเซียนในประเทศนั้นๆ ด้วยเพื่อชี้แจงว่าเกิดอะไรขึ้นกับประชาธิปไตยไทย

เมื่อถามว่า จุดยืนของ นปช.ในการยื่นแถลงการณ์ครั้งนี้ นายอริสมันต์กล่าวว่า ต้องการบอกนานาชาติว่า รัฐบาลนี้มีที่มาไม่เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย และต้องการรัฐธรรรมนูญ 2540 เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีที่มาจาก คมช.และการที่นายอภิสิทธิ์บอกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นการเตะถ่วง หากนายอภิสิทธิ์ตั้งใจจริงนั้นให้ทำประชามติว่า ประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญ 2550 ถ้าประชาชนชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้นายอภิสิทธิ์ก็ไม่ต้องแก้ หรือหากประชาชนบอกว่าต้องการรัฐธรรมนูญ 2540 นายอภิสิทธิ์ต้องยุบสภาและนำรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาใช้หากคำตอบออกมาเช่นใดต้องยอมรับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.30 น. หลังจากที่นายอริสมันต์ยื่นแถลงการณ์และให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้นแล้วนั้น นายอริสมันต์และคณะก็เดินทางกลับ กทม.ทันที

ที่มา: เว็บไซต์คมชัดลึก

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(24ต.ค.):งานเข้า

ที่มา Thai E-News

***สังคมข่าวชาวเสื้อแดงประจำวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552 ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ชาวบ้านร้านช่องเขาได้พัก แต่เป็นวันหนักๆชนิด"งานเข้า"ของชาวเสื้อแดงครับ เพราะส่วนใหญ่ต้องทำมาหากินตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตในวันทำงาน พอเสาร์-อาทิตย์ก็ได้มามีเวลาทำกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยกัน ดังนั้นสุดสัปดาห์นี้งานชุกเหมือนเคย ทั้งในประเทศ และัต่างประเทศ โปรดติดตามโดยพลัน***


***งานแรกเป็นงานใหญ่งานยักษ์ ขอเชิญเสื้อแดงทุกท่านทะลักไปให้กำลังใจคนทำงาน คนทำมาหากิน แดงทำแดงใช้ไทยเจริญ... เครือข่ายผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี-โอท็อป (SMOT) จัดงาน “SMOT Fair ครั้งที่ 2” ณ โรงแรมอินทรา (ชั้น 4) ประตูน้ำ กรุงเทพฯ ในวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552 เวลา 9.00 – 20.00 น.

กำหนดการจัดงาน “SMOT Fair ครั้งที่ 2”

สถานที่-ณ โรงแรมอินทรา (ชั้น 4) ประตูน้ำ กรุงเทพฯ

วันเวลา-เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552 เวลา 9.00 – 20.00 น.

10.00 – 10.45 น. การแสดงตีกลองสะบัดชัยของคณะนักเรียนโรงเรียนอมรินทราราม

10.40 – 11.00 น. วีดิทัศน์แนะนำ SMOT และกำหนดการ

11.00 – 12.30 น. ปาฐกถา “เศรษฐกิจไทยและเอสเอ็มอี-โอท็อปจะฟื้นตัวได้อย่างไร” โดยดร.ปานปรีย์ มหิทรานุกร

12.30 – 13.00 น. พักรับประทานอาหารว่าง-กาแฟ

13.00 – 14.00 น. ดนตรีโดยคุณจำรัส เศวตาภรณ์

14.00 – 14.30 น. ทิศทางการขับเคลื่อนและอนาคตของ SMOT

ดร.ปริวรรต สาคร ประธาน SMOT

14.30 – 16.00 น. การเสวนา “ความหวังและโอกาสของคนไทยต่อเศรษฐกิจปี 2553”

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกฯและรมว.คลัง

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ดำเนินรายการโดยคุณศุภรัตน์ นาคบุญนำ

16.00 – 16.30 น. พักรับประทานอาหารว่าง-กาแฟ

16.30 – 18.00 น. การเสวนา “คนเสื้อแดงกับประชาธิปไตยทางด้านเศรษฐกิจ”

นายแพทย์เหวง โตจิราการ

นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา

18.00 – 19.00 น. การแสดงดนตรีโดยคุณวิสา คัญทัพ และคุณไพจิตรอักษรณรงค์

19.00 – 19.30 น. พิธีมอบของที่ระลึกให้กับผู้อุปการคุณ

20.00 น. ปิดงาน


ในงานพบกิจกรรมการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เอสเอ็มอี-โอท็อป เช่น ผ้าไหม เครื่องใช้ในบ้าน เครื่องใช้ในครัวเรือน หัตถกรรม และอาหารประเภทต่างๆ จำนวนกว่า 100 ร้าน***

***สอบถามเพิ่มเติมใดๆด่วนจี๋ได้ที่ฝ่ายเลขานุการ SMOT โทรศัพท์หมายเลข 02-4111818 และ 083-2983182 สามารถติดต่อได้ทางอีเมล์ smotthailand@gmail.com อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน และติดตามรายละเอียดที่เวบไซต์ www.smotthai.com***


***THAILANDMIRROR.COM จัดงานเสวนาน่าสนใจที่สุดแห่งปี เมื่อวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันปิยะมหาราช เป็นวันที่คนไทยหวนรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในการเลิกทาสในหัวข้อที่เข้ากับวันที่จัดคือ "เลิกทางทางความคิด ปฏิรูปประชาธิปไตย"บรรยากาศแน่นขนัดไปด้วยพิธีกร วิทยากรคุณภาพ และผู้เข้าร่วมล้นห้อง นี่ขนาดต้องซื้อบัตรเข้ามาชมในราคา 300 บาท เพราะทุกคนอยากได้ความรู้ความเข้าใจร่วมกัน แถมเงินเหลือมีไปช่วยคุณดารณี เหยื่อคดีหมิ่นฯ และครอบครัววีรบุรุษประชาธิปไยลุงนวมทองด้วย***

***ตามไปชมรูปรายละเอียดสวยๆที่คุณแมวอ้วนอ้วนลงไว้ในเวบบอร์ดประชาไทยตาม ลิ้งค์ ส่วนทางเวบcbnpressเขามีคลิปการเดี่ยวไมโครโฟนของพระเอกโด่ง-อรรถชัย อนันตเมฆด้วย ตามไปชมตามลิ้งค์ได้




***เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา กลุ่มมุสลิมรักประชาธิปไตย อ.จะนะ สงขลา และชาวบ้านใกล้เคียงประมาณ100 กว่าคนได้จัดงานพบปะสังสรรค์โดยมีกลุ่มเสื้อแดงสงขลา หาดใหญ่ได้ไปพบปะเยื่ยมเยียนทานข้าวร่วมกัน และได้มีการพูดจาปราศรัยกันพอหอมปากหอมคอ เนื้อหาอยู่ที่ว่า พวกเราเป็นผู้รักประชาธิปไตยไม่แยกศาสนาไม่แยกเชื้อชาติ และหากฝ่ายอำมาต์จะถาม ก็จะบอกดังๆว่่า "พวกเราชาวมุสลิมตรงนี้หลายพันคนต้องการประชาธิปไตยกลับคืนมา เราไม่เอาระบอบเพด็จการ!!"***


***ข่าวสังคมดีๆของพี่น้องเสื้อแดง กลุ่มนครนายกแดงสัมพันธ์เพื่อปชต. ขอเชิญสมาชิกเสื้อแดงใน อ.เมือง อ.บ้านนา อ.องครักษ์ และ อ.ปากพลี เข้าร่วมประชุมหารือ การสร้างเครือข่ายและปลูกผังประชาธิปไตยแบบสากลแท้ๆ ในระดับเครือข่ายชุมชนท้องถิ่น ในวันเสาร์ที่ 24 ตค. เวลา 10.00 น. ณ สวนอาหารติดแอร์ ครัวสะพานเหล็กบ้านท่าแดง ต.เกาะหวาย อ.ปากพลี จ.นครนายก พร้อมกันกับ เวลา 13.30 น.เรียนเชิญเสื้อแดงในจังหวัดใกล้เคียงและผู้สนใจ ร่วมฟังบรรยายพิเศษ เรื่องปชต.สากลแท้ๆแบบกินได้ โดยอาจารย์ชูพงศ์ ถี่ถ้วน งานนี้ฟรี แล้วแต่น้ำใจช่วยกันสอบถามรายละเอีอดได้ ที่ลุงโกร่ง 080-641-5979 คุณจิราภา 089-803-9932 ลุงต้อม 080-555-5072***


***เสื้อแดงอินเตอร์เคลื่อนไหวคึกคักทั่วมุมโลก หลังจากเรารายงานกิจกรรมเสื้อแดงในอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่นไปก่อนหน้านี้แล้ว ล่าสุดพลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย(THAI RED AUSTRALIA)แจ้งข่าวมา ขอเรียนเชิญพี่น้องผู้มีจิตใจรักในประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ และอำนาจนอกระบบ รวมถึงต่อต้านการกระทำสองมาตรฐานของทางรัฐฯไทย เข้าร่วมพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองครั้งที่ 5 ในวันอาทิตย์ที่25ตุลาคมนี้ ผู้สนใจติดต่อ thairedaustralia@hotmail.com เพราะถึงเวลาแล้วที่เราคนไทยในต่างแดนในหลายๆประเทศ จะได้รวมใจเป็นหนึ่งกับพี่น้องในเมืองไทย สู่หนทางประชาธิปไตยที่แท้จริง...เสียที***

***พี่น้องเสื้อแดงปักษ์ใต้จะปล่อยให้พันธมารผลาญเมืองคงไม่ไหว ล่าสุดเหยียบหัวใจกันถึงขั้นพันธมิตร16จังหวัดภาคใต้ออกแถลงการณ์หนุนสหภาพรถไฟหยุดเดินรถไฟ ทำร้ายคนปักษ์ใต้ ทำลายเศรษฐกิจ ทำลายการท่องเที่ยว ดังนั้นกลุ่มพิทักษ์ประชาธิปไตยภูเก็ต จึงได้กำหนดจัดการเสวนาประชาธิปไตยในหัวข้อ "ฝ่าวิกฤติการเมือง แก้วิกฤติท่องเที่ยว" ในวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต โดยเชิญ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช ,ดร.สุนัย จุลพงศธร พร้อมด้วยตัวแทนฝ่ายการท่องเที่ยวของภูเก็ต ร่วมเป็นวิทยากร พร้อมดำเนินรายการโดย จอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระ บัตรราคา 300 บาท รายได้เพื่อเป็นทุนในการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย ติดต่อสำรองได้ที่ คุณเอ๋ 08-7890-3133 เลขา/ผู้ประสานงานกลุ่มฯ***

***นอกจากนี้ ท่านยังจะได้พบกับขุนพลนักพูดทางการเมืองที่ท่านชื่นชอบ อาทิ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, พายัพ ปั้นเกตุ ฯลฯ อีกมากมาย ขอเรียนเชิญพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยในภาคใต้ และพี่น้องที่ต้องการปลดแอกไม่ให้พันธมารผลาญชาติย่ำยีทำลายคนปักษ์ใต้ ทำร้ายเศรษฐกิจการท่องเที่ยวมาพบกันสำแดงพลังกันให้เป็นประจักษ์***

***ปิดท้ายด้วยข่าวนี้หน่อย กลัวไม่ได้อ่านกัน

ฮุนเซ็นแรง บอกทักษิณไม่ต่างกับอองซาน ซูจี

สมเด็จฮุน เซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเดินทางถึงชะอำค่ำวันศุกร์ที่23ต.ค. แถลงยืนยันเชิญทักษิณเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้กัมพูชาเป็นอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา ไม่ใช่เรื่องแทรกแซงการเมืองไทย ตอกกลับพูดกันแต่เรื่องนางอองซาน ซูจี ทำไมไม่พูดเรื่องทักษิณเป็นเหยื่อการเมืองบ้าง

ทั้งนี้ สมเด็จฮุน เซ็น เดินทางถึงโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เมื่อเวลาประมาณ 16.45 น.และเปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ผ่านล่ามภาษาอังกฤษ โดยสมเด็จฮุนเซ็นพูดเป็นภาษากัมพูชา

สมเด็จฮุนเซ็นกล่าวยอมรับว่าเป็นเรื่องจริงที่เชิญพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ และขอแนะนำให้ผู้ที่เรียกร้องให้ส่งพ.ต.ท.ทักษิณกลับในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนว่า ให้ไปอ่านสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไทย-กัมพูชา ข้อ 3 (ซึ่งระบุว่าการร้องขอให้ส่งตัวผู้ต้องหากลับนั้น จะทำไม่ได้ในกรณีที่เป็นคดีการเมือง หรือเป็นกรณีที่บุคคลนั้นถูกประเทศผู้ร้องขอลงโทษจากการแสดงความเห็นเกี่ยวกับเชื้อชาติ ศาสนา ชาติพันธุ์ หรือการเมือง)

สมเด็จฮุนเซ็นกล่าวด้วยว่า มีคนจำนวนมากพูดถึงนางออง ซาน ซูจี แต่กลับไม่พูดถึงทักษิณซึ่งเป็นเหยื่อเช่นกันกัน และว่าการตัดสินใจให้พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจนั้น เป็นอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา และไม่ถือเป็นการแทรกแซงทางการเมืองไทย โดยระบุว่าะก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ นายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา ก็ได้รับเชิญมาไทยและยังออกแถลงการณ์ต่อต้านรัฐบาลกัมพูชา โดยที่สถานีโทรทัศน์ในไทยก็มีการแสดงความเห็นกดดันเขาเช่นกัน

สมเด็จฮุนเซ็นยังกล่าวด้วยว่า ในประเทศไทยเองก็มีคนเสื้อแดงที่สนับสนุนทักษิณอยู่เป็นล้านคน แล้วทำไมเขาจะสนับสนุนทักษิณไม่ได้ ท้ายที่สุด สมเด็จฮุนเซ็นกล่าวว่า การเมืองภายในประเทศไทยก็ป็นเรื่องที่ต้องจัดการกันภายในของไทยเอง และเขาไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย และอย่ากล่าวหาว่าเขาเป็นพวกสนับสนุนทักษิณ หรือสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดง***



***ท่านที่ต้องการเผยแพร่ข่าวคราวกิจกรรม หรือกำหนดการงานนัดหมายต่างๆทั้งส่วนรวม ส่วนตัว ธุรกิจการค้าสารพัดสารพันงานบุญงานบวช บอกมาได้ที่"นักข่าวชาวรากหญ้า"อีเมล์ thaienews@googlegroups.com แล้วเราจะตีข่าวให้ฟรีๆไม่คิดสตังค์ แถมมีคนรออ่านอยู่ทั่วโลกหลายล้านคนคะร้าบ***

โต้NGOกุนซือสมัชชาคนจน:อย่าพาคนจนไปรองรับความชอบธรรมให้หุ่นเชิดอำมาตย์

ที่มา Thai E-News


โดย สุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์
23 ตุลาคม 2552

ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน NGO ปัจจุบัน ซึ่งจำนวนไม่น้อยล้วนหนุนรัฐประหารที่ผ่านมา ชื่นชมระบอบอำมาตยาธิปไตย เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของพันธมิตรฯไม่ว่าจะออกหน้าหรืออีแอบก็ตาม..ขณะที่องค์กรฝ่ายประชาธิปไตยกำลังคัดค้านรัฐบาลหุ่นเชิด แต่NGOที่ปรึกษาของสมัชชาคนจน กลับนำคนจนมาสร้างความชอบธรรมให้ แบบนี้สมัชชาคนจนก็อาจจะกลายเป็นองค์กรรากหญ้าที่โดดเดี่ยวจากพลังรากหญ้าประชาธิปไตยกลุ่มอื่นๆ


*สนั่น ชูสกุล

อันเนื่องมาจากบทสัมภาษณ์ นายสนั่น ชูสกุล ในหนังสือเนชั่นรายสัปดาห์ฉบับล่าสุด “สมัชชาคนจนไม่ได้เสริมบารมีใคร” ในฐานะที่สนั่นเป็น NGO ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน โดยได้กล่าวถึงบทความเรื่อง “สมัชชาคนจน NGO: ไร้เดียงสาทางการเมือง?” ที่ลงในสื่อออนไลน์ไทยอีนิวส์ และประชาไท

ผู้เขียนในฐานะที่เขียนบทความนี้ กล่าวโดยรวมแล้วผู้เขียนเห็นด้วยกับคุณสนั่น เกือบทั้งหมดในบทสัมภาษณ์ต่อเรื่องราวปัญหาคนจน ปัญหาทางโครงสร้างของสมัชชาคนจน รากเหง้าความยากจน ฯลฯ

ยกเว้นหัวใจสำคัญ ที่คุณสนั่นกล่าวถึงบทความเหมือนกำลังคิดว่าผู้เขียนคิดว่า “รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม เพราะฉะนั้น รัฐบาลนี้จึงไม่ควรแก้ไขปัญหาให้กับคนจน” ทำให้คิดกันได้ว่าผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาของคนจน

เท่ากับคุณสนั่น อ่านบทความไม่แตกหรือไม่เข้าใจหัวใจของบทความ เพราะผู้เขียนไม่ได้ปฏิเสธการแก้ไขปัญหาของคนจนเลย ไม่เฉพาะสมัชชาคนจนเท่านั้น ทุกกลุ่มที่เดือดร้อน และไม่ว่ารัฐบาลทหาร รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลหุ่นเชิดอำมาตยาธิปไตยปัจจุบันก็เช่นกันสมควรทำหน้าที่ของรัฐที่ดีแก้ไขปัญหาของคนจน

เพียงแต่ ผู้เขียนวิพากษ์วิจารณ์ไปที่ปรึกษาสมัชชาคนจน NGO ปัจจุบัน ซึ่งจำนวนไม่น้อยล้วนหนุนรัฐประหารที่ผ่านมา ชื่นชมระบอบอำมาตยาธิปไตย เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ไม่ว่าจะออกหน้าหรืออีแอบก็ตาม ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ก็มีจำนวนหนึ่งหาได้เป็นเช่นนั้นไม่

ผู้เขียนวิจารณ์ ในฐานะพวกเขาเหล่านั้นเป็นเสนาธิการการขับเคลื่อนของสมัชชาคนจน ผู้วางแผน ผู้ประสานรัฐบาล ผู้เขียนวิจารณ์ในทางยุทธวิธี โดยที่ผู้เขียนก็เดาไม่ออกว่าเป็นความบริสุทธิ์ใจ หรือความตั้งใจกันแน่ ?

แต่ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า ไม่จำเป็นอย่างยิ่งที่การแก้ไขปัญหาคนจนในภาวะการต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นแหลมคมระหว่างฝ่ายประชาธิปไตย กับฝ่ายอำมาตยาธิปไตยในปัจจุบัน หรือสถานการณ์การเมืองไม่ปกติ ที่สมัชชาคนจนกลับปล่อยให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ฉวยโอกาสสร้างภาพลักษณ์ สร้างความชอบธรรม หรือเอาสมัชชาคนจนเป็นกลไกในการสร้างความชอบธรรมของรัฐบาล ท่ามกลางการแก้ไขปัญหาคนจนโดยการมีโครงการต่างๆที่ผิดพลาด มีการคอรัปชั่นไม่สอดคล้องความเป็นจริง

เช่น โครงการจ่ายเงินให้กับคนที่มีเงินเดือนจำนวนมากอยู่แล้ว โครงการซื้อตู้หยอดน้ำ โครงการซื้ออุปกรณ์ของสาธารณสุข ฯลฯ และการไม่แก้ไขปัญหาที่ดินที่กระบี่ และสุราษฏร์ธานีเมื่อเครือข่ายเจ้าของที่ดินเป็นคนในแวดวงรัฐบาล การใช้ความรุนแรงกับสหภาพแรงงานไทรอัมพ์โดยใช้ระบบเสียงทำลายโสตประสาท ตลอดทั้งการบิดเบือนระบบที่ดินโฉนดชุมชน หรือภายใต้ที่คนจนทั่วประเทศจำนวนมากเอือมระอาต่อต้านรัฐบาลอำมาตยาธิปไตยอยู่ขณะนี้

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง สมัชชาคนจน อาจจะกลายเป็นองค์กรรากหญ้าที่โดดเดี่ยวจากพลังรากหญ้าประชาธิปไตยกลุ่มอื่นๆที่ไม่สมควรให้เกิดขึ้นอย่างยิ่งในฐานคนจนผู้รักประชาธิปไตยเหมือนกัน

แต่ทำไม NGO ที่ปรึกษาของสมัชชาคนจน จึงไม่สนใจกับเรื่องราวแบบนี้

น่าจะมีทางออกในการแก้ไขปัญหาของยายไฮ และสมัชชาคนจน โดยไม่จำเป็นต้องให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ไปเอาคะแนนเอาแต้มถึงศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้าน ก็เมื่อต้องจ่ายเงินให้ยายไฮ อยู่แล้ว ตามหน้าที่ที่รัฐต้องรับผิดชอบผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้วเป็นความชอบธรรมของยายไฮ

สมัชชาคนจน เป็นองค์กรประชาชนต้องส่งเสริมประชาธิปไตย สมัชชาคนจน เป็นองค์กรคนรากหญ้า จึงต้องทำให้ประชาธิปไตยกินได้

และประชาธิปไตยที่สมบูรณ์เท่านั้น จึงเป็นหลักประกันให้ปัญหาคนจนที่ต้องต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเพื่อสังคมที่ยุติธรรม มิเพียงปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ได้อย่างมีอนาคตและมีเสรีภาพ ดังนั้น สมัชชาคนจน จึงต้องเป็นแบบอย่างขององค์กรประชาชนชั้นล่างในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งเพื่อให้อำนาจทางการเมือง เป็นอำนาจอธิปไตยมาจากปวงชน เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ความเป็นธรรมทางสังคม

และท่ามกลางการขับเคลื่อนเพื่อการแก้ไขปัญหาของคนจน ก็ไม่ควรปล่อยให้รัฐบาลอำมาตยธิปไตยฉวยโอกาสใช้งบประมาณแผ่นดินภาษีอาการของประชาชนทั้งประเทศจำนวนไม่น้อย ระดมทั้งทหารตำรวจ ใช้เฮลิคอปเตอร์มาอารักขานายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เพื่อมาสร้างความชอบธรรมในการแก้ไขปัญหาคนจนอย่างที่ไม่ควรจะเป็นเพราะ สมัชชาคนจนไม่ได้เสริมบารมีใคร

แต่สมัชชาคนจนต้องเสริมสร้างประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ ใช่หรือไม่?