WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, October 25, 2009

จิ๋วดับเครื่องชน ป๋า เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด เกมนี้เพื่อใคร ??(ต่อ)

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_41851

ต่อจากเมื่อวันเสาร์

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าในอดีตนั้น บิ๊กจิ๋วได้ชื่อเป็นนายทหารลูกรักป๋า เพราะทำผลงานเข้าตาทั้งเรื่องนโยบาย 66/2523 ดึงให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยออกจากป่าเข้าสู่เมืองเพื่อร่วมพัฒนา ชาติไทยริเริ่มโครงการอีสานเขียว และโครงการฮารับบันลารูดับไฟใต้

จนถึง เมื่อคราวที่ พล.อ.เปรม หักกับ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก พล.อ.เปรม จึงได้ผลักดันขุนพลข้างกาย อย่าง พล.อ.ชวลิต ขึ้นเป็น ผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บิ๊กจิ๋ว ขยายบารมีวางรากฐานไปสู่การกระโดดลงสู่ถนนการเมือง จนสามารถก้าวขึ้นสู่การนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ในท้ายที่สุด

หรือ แม้แต่เมื่อครั้งรวมพลัง " ทหารแก่ไม่เคยตาย " ที่เจ้าตัวโดนกระทุ้งหนักๆว่า บ้านเมืองกำลังย่ำแย่ยังทนอยู่เฉยอยู่ได้ยังไง ยังต้องลุกขึ้นมาร่วมสวมชุดทหารแสดงพลังสู้กับคนไกล เมื่อครั้งก่อนเกิดเหตุการณ์ 19 ก.ย.49

เมื่อสายสัมพันธ์ที่มีต่อกันมายาวนานนี้ทำให้ไม่น่าแปลกใจเลยว่า บรรดาคนใกล้ชิด โดยเฉพาะนายทหารลูกป๋า จึงพยายามออกมาหย่าศึก ไม่ให้ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ เพราะหากยิ่งสองเสือเปิดศึกใส่กันมากเท่าใด ฝ่ายคนจรัลสนิทวงศ์ที่เคยถึงขั้นไปนั่งปอกมะม่วงให้บิ๊กจิ๋วกินกับข้าว เหนียวถึงบ้านปิ่นประภาคม มาแล้ว ก็ยิ่งกระหยิ่มยิ้มย่องกันไปเท่านั้น

เห็น ได้จากเมื่อลองไปถามอดีตนายพลผู้ใกล้ชิดคนบ้านจรัลสนิทวงศ์เพราะอยากลองฟัง ความเห็นเรื่องนี้หน่อย ถึงกับออกปากหัวเราะอย่าอารมณ์ดี ก่อนพูดเพียงไม่รู้สิเห็นเค้าเคยรับใช้กันมาก่อนแต่ไปทำอีท่าไหนกันล่ะถึง ได้เป็นอย่างนี้ได้ ...

ด้าน พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป หัวหน้าสำนักงานประธานองคมนตรี คนใกล้ชิด พล.อ.เปรม และมีความสนิทชิดเชื้อกับบิ๊กจิ๋ว ที่มักจะทำหน้าที่เป็นโอเปอร์เรเตอร์ต่อสายเชื่อมสัมพันธ์ให้ทั้งสองคนอยู่ บ่อย ๆ ออกมาห้ามทัพเป็นคนแรก โดยกล่าวว่า " เรื่องนี้ขอให้จบได้แล้ว เอาเป็นว่าเรื่องนี้มีความเข้าใจผิดกัน อย่าไปสาวความกันอีกเลย ขอให้จบได้แล้ว บ้านเมืองจะได้เดินต่อไปได้ " พร้อมสำทับว่า พล.อ.เปรม ไม่มีอะไร หลังอ่านบทสัมภาษณ์โต้กลับของ บิ๊กจิ๋ว อีกด้วย

ทีนี้ ลองมาส่องพลังทางทหารของพรรคเพื่อไทย หลัง บิ๊กจิ๋ว และนายทหารเตรียมรุ่น 10 ล็อตใหญ่ มาเสริมกำลังกับ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี จะเห็นได้ว่าคอนเนกชั่นระดับนี้ ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน เพราะคนอย่าง บิ๊กจิ๋ว และ พล.อ.พัลลภ สามารถต่อสายตรงถึงบรรดานายทหารน้อยใหญ่ในกองทัพได้จำนวนมาก ยิ่งเมื่อมาบวกกับพลังทางการเงินของนายใหญ่แล้ว ยิ่งทำให้พลังดูดระดับนี้น่ากลัวไม่น้อย

ต้องไม่ลืมว่าในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็น นายกรัฐมนตรี นั้น แม้เจ้าตัวจะไม่ค่อยสัมพันธ์กับนายทหารน้อยใหญ่เว้นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 และ ขุมกำลังสำคัญในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่การเดินหน้าสร้างขุมพลังของตัวเองผ่านเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 จนสามารถบีบขุนทหารมาล้อมหน้าล้อมหลังจนสามารถสร้างแรงกระเพื่อมในกองทัพ ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมักจะขึ้นตรงต่อสี่เสาเทเวศร์

หากยังจำกันได้ ช่วง พ.ต.ท.ทักษิณ สั่งเด้ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ คนสายตรงเข้มข้นจากบ้านสี่เสาจากผู้บัญชาการทหารบกไปแขวนบนหิ้งในตำแหน่งผู้ บัญชาการทหารสูงสุด ด้วยวลีคลาสสิก " พี่จะปฎิวัติผมหรือ " พล.อ.สุรยุทธ์ ในฐานะผู้บังคับบัญชาโดยตรงออกคำเตือนไปยัง บรรดา นายทหารเตรียมรุ่น 10 ที่ในขณะนั้นคุมขุมกำลังหลักของกองทัพปิดล็อกการปฎิวัติได้เ กือบทั้งหมด ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวยุ่งเกี่ยวทางการเมืองแต่เพียงคล้อยหลัง บรรดานายทหารเหล่านั้นกลับตบเท้าไปให้กำลังใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ทันที

ต้องคอยจับตาดูกันไปว่า พรรคเพื่อไทยขุมกำลังนายใหญ่จะสามารถเดินเกมดูดขุนทหารมาเป็นพวกกันได้มาก น้อยเพียงใดเพราะการประเดิมเปิดตัวขุนทหารเตรียมรุ่น 10 เข้าสังกัดกว่า 49 คนนั้น ไม่น่าถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นตกใจนักเพราะนายทหารที่มาร่วมนั้นส่วนใหญ่ถูก พิษการเมืองเด้งไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ได้คุมขุมกำลังหลักของกองทัพ หรือไม่ก็เกษียณอายุราชการไปแล้ว

ที่น่าสังเกตคือไร้เงาขุนทหาร เตรียมรุ่น 10 ที่ถือเป็นระดับแกนนำ เช่น พล.อ.พรชัย กรานเลิศคนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยวางตัวให้เป็นผู้บัญชาการทหารบกหรือ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัตรวมทั้ง พล.ท.พฤณฑ์ สุวรรณทัต และ พล.ท.ศานิต พรหมมาศ ที่เคยคุมขุมกำลังป้องกันการปฎิวัติกลับไม่มาปรากฎตัวสมัครเข้าพรรคเพื่อไทย เพื่อเปิดหน้าเล่นการเมืองบนดินแต่อย่างใด


ขณะที่การเปิดเกม รุกทางการเมืองหลังบิ๊กจิ๋วเข้าทำหน้าที่เป็นประธานพรรคเพื่อไทย ยกแรกได้สร้างเสียงฮือฮาเป็นอย่างยิ่งเมื่อเจ้าตัวพร้อมนายทหารคนสนิทตัดสิน ใจเดินทางไปพบกับนายกรัฐมนตรีฮุนเซน ของกัมพูชาของแสลงรัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า กำลังหงุดหงิดกับท่าทีของรัฐบาลไทย เรื่องประเด็นปัญหาเรื่องชายแดนเขาพระวิหาร และประเด็นผลประโยชน์ทางทะเลทั้งแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย จนถึงกับออกมาแสดงอาการไม่พอใจผ่านสื่อต่างประเทศครั้งแล้วครั้งเล่า แม้กระทั่งก่อนหน้าที่จะมีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเพียงวันเดียว จนมีเสียงไล่หลังจากกระทรวงต่างประเทศไทยเตือนบิ๊กจิ๋วไม่ใหเปิดเผยข้อมูล ลับของทางราชการ รวมทั้งไม่ให้ไปพูดถึงเรื่องข้อมูลใด ๆ ที่อาจจะไม่ตรงกับข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศ ให้ผู้นำกัมพูชาเข้าใจผิด พร้อมกับย้ำว่าคำพูดของบิ๊กจิ๋วไม่มีภาระผูกพันใด ๆ กับ รัฐบาล

แต่ ดูเหมือนเสียงเตือนจากกระทรวงต่างประเทศ จะไร้ผลเพราะเมื่อ พล.อ.ชวลิต เดินทางกลับ ได้มีการแถลงถึงผลการเข้าพบกับผู้นำกัมพูชา โดยย้ำถึงความสนิมสนมระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ และ นายกรัฐมนตรีฮุนเซน ผ่านสื่ออย่างโจ่งแจ้ง โดยระบุว่า " ผู้นำกัมพูชา มีความสัมพันธ์กับ อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะเพื่อน มีความรักความผูกพันกันมาตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักธุรกิจจนกระทั่งลงมาเล่นการเมืองก่อนก้าวเป็นนายกรัฐมนตรี ความสัมพันธ์ของทั้งสองยังผูกพันเหมือนเดิมทุกอย่าง ในฐานะเพื่อนมีความรู้สึกว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง ประสบเคราะห์กรรม แต่นายกฯฮุนเซน กับ ทักษิณก็ยังเป็นเพื่อนกัน ในฐานะที่ทำประโยชน์ให้ประเทศมานาน แต่ทำไมวันนี้ถึงไม่มีแผ่นดินจะอยู่ มีความรู้สึกเจ็บปวดในเรื่องนี้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนไทย ตนเองและคนในครอบครัวได้รับรู้เรื่องนี้ ภรรยาถึงกับร้องไห้ และจะสร้างบ้านให้ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในกรุงพนมเปญ ในฐานะเพื่อน อย่างมีเกียรติ "

พร้อมกับได้มีการเผยแพร่ภาพวีที อาร์ ที่แสดงถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดชนิดโอบกอดกันอย่างรักใคร่ ของเพื่อนรักระหว่าง บิ๊กจิ๋ว และ นายกรัฐมนตรีฮุนเซน รวมทั้งภาพที่ บิ๊กจิ๋ว โทรศัพท์สายตรงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ เล่ารายละเอียดการเข้าพบกับผู้นำกัมพูชาผ่านสื่อมวลชนอย่างเอิกเกริก ชนิดไม่เกรงใจรัฐบาลที่กำลังมีภาพลบเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอยู่ แม้แต่น้อย

อย่างไรก็ดีเป็นที่น่าสังเกตุว่าภาระกิจที่บิ๊กจิ๋ว ได้รับมอบหมายทั้งในเรื่อง การบินไปพบกับผู้นำกัมพูชาและในอนาคตจะต้องบินไปพบกับผู้นำพม่า ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นของแสลงของรัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน และยังสุ่มเสี่ยงต่ออันตรายสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ นั้น ไม่ต่างจากที่ พล.อ.พัลลภ เคยได้รับการทดสอบเรื่องความจริงใจช่วงพลิกขั้วมาร่วมด้วยใหม่ ๆ เพราะ พล.อ.พัลลภ ก็ถูกบททดสอบให้ออกมาเปิดเผยเรื่องเบื้องหลังการปฎิวัติ ในช่วงที่นายใหญ่ กำลังเดินหน้าผลักดันกลุ่มเสื้อแดงเต็มสูบ ในช่วงก่อนเหตุการณ์สงกรานต์เลือด เพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ เช่นกัน

แต่ สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตุอีกเช่นกันก็คือ การออกมาแถลงของบิ๊กจิ๋ว ถึงเรื่องการไปพบกับนายกรัฐมนตรีฮุนเซน โดยเฉพาะเรื่องข้อเสนอเรื่องบ้านพักในกรุงพนมเปญ ในครั้งนี้ ค่อนข้างขัดกับสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ปฎิเสธข้อกล่าวหาของฝ่ายตรงข้ามมาโดยตลอดในช่วงที่มีการโฟนอินถี่ยิบ เพื่อเรียกพลังกลุ่มเสื้อแดง ตอนช่วงสงกรานต์เลือด ว่า ไม่เคยเดินทางไปเข้าไปประเทศกัมพูชาเพื่อใช้เป็นฐานทัพจัดกำลังพล ตามที่ถูกกล่าวหา

ซึ่งทำให้ไม่น่าแปลกใจว่าเพราะเหตุใดบรรดาคน ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ เช่น พล.อ.ชัยสิทธิ ชินวัตร ถึงกับออกมาปฎิเสธ ด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนักว่า ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ และเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คงจะไม่รับข้อเสนอดังกล่าว เพราะอยู่ใกล้กับประเทศไทยมากเกินไป จนอาจจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ เพราะต้องไม่ลืมว่า ทั้งไทยและกัมพูชา นั้น มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันอยู่ ....

ทั้งสองฝ่ายกำลังเล่นอะไรเกมนี้เพื่อใคร.......

เอ็นจีโอมาเลย์ลุยเคลื่อนไหวในภาคใต้ ร้องรัฐหยุดละเมิดสิทธิมุสลิมในงาน 5 ปีตากใบ

ที่มา ประชาไท

24 ต.ค.52 เมื่อเวลา 09.00 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี 25 องค์กรร่วมกันจัดงานรำลึก 5 ปี กรณีกรือเซะ ตากใบ บนเส้นทางกระบวนการยุติธรรม โดยมีประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา รวมทั้งตัวแทนองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมเข้าร่วมกว่า 1,000 คน
ภายในงานมีการจัดนิทรรศการภาพถ่ายเกี่ยวกับเหตุดังกล่าว และมีการตั้งเต็นท์เลี้ยงข้าวยำ เพื่อหาเงินสมทบทุนกองทุนประชาชนเพื่อการเข้าถึงกระบวนความยุติธรรม ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐและถูกดำเนินคดีความมั่นคงในพื้นที่
นอกจากนี้ ยังมีการอภิปรายถึงประสบการณ์ ผลกระทบและข้อเสนอของผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น นางแยน๊ะ สะแลแม การบรรยายการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและการเข้าถึงกระการยุติธรรม โดยนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นต้น
ในการจัดงานครั้งนี้ นายมูฮัมหมัด อัซมี บิน อับดุลฮามิด ประธานองค์กร TERAS ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ เอ็นจีโอ(NGO) ด้านการพัฒนาและสิทธิมนุษยชนจากประเทศมาเลเซีย ได้มอบเงินบริจาคจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมุสลิมของประเทศมาเลเซียจำนวนหนึ่งมอบให้แก่ พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม ประธานมูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ ในฐานะประธานจัดงาน เพื่อนำเข้ากองทุน
พร้อมกันนี้ นายมูฮัมหมัด อัซมีได้อ่านแถลงการณ์ขององค์กรพัฒนาเอกชนและประชาสังคม 24 องค์กรของมาเลเซียที่เข้ามาร่วมเคลื่อนไหวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในขณะนี้ด้วยว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยให้ความยุติธรรมแก่ชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีความจริงใจในการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งองค์กรต่างๆ ของตนพร้อมให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาทางด้านสิทธิมนุษยชนและการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ รวมทั้งการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมและการใช้ความรุนแรงต่อความเป็นมนุษย์
ายมูฮัมหมัด อัซมี กล่าวต่อว่า ตนมองว่า การแก้ปัญหาด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวมุสลิมในประเทศไทยยังไม่ดีขึ้น องค์กรของตนก็ยังยืนยันที่จะให้ใช้ความยุติธรรมในการแก้ปัญหา ไม่เพียงแต่ชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยเท่านั้น แต่ให้การช่วยเหลือชาวมุสลิมทั่วโลกที่ได้รับความเป็นธรรม นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยรับฟังข้อเสนอและการมีส่วนร่วมของชาวมุสลิมในพื้นที่ด้วย
นายมูฮัมหมัด อัซมี เปิดเผยหลังอ่านแถลงการณ์ว่า เหตุที่เข้ามาเคลื่อนไหวจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยขณะนี้ เนื่องจากเหตุการณ์ทำร้ายชาวมุสลิมที่มัสยิดอัลฟุรกอน บ้านไอร์ปาแย อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ที่มีชาวมุสลิมเสียชีวิตไปถึง 10 คน บาดเจ็บอีกหลายคน ซึ่งเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิต่อชาวมุสลิมในพื้นที่อย่างรุนแรง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่กระตุ้นให้องค์กรต่างๆในมาเลเซียให้ความสนใจ โดยได้ร่วมกับหลายองค์กรในมาเลเซียที่ตั้งเป็นเครือข่าย ชื่อว่า NADI ได้เข้าไปเยี่ยมชาวบ้านที่นั่น รวมทั้งกรณีอื่นๆ ในพื้นที่ด้วย
นายมูฮัมหมัด อัซมี เปิดเผยด้วยว่า ก่อนหน้านี้ได้ร่วมกับหลายองค์กรในประเทศไทยร่วมกันเคลื่อนไหวเพื่อนำกรณีการละเมิดสิทธิชาวมุสลิมในภาคใต้ของไทยเข้าเวทีมหากรรมประชาชนอาเซียน เพื่อนำเสนอต่อผู้นำรัฐบาลของไทย เช่นเดียวกับกรณีชาวมุสลิมโรฮิงญาและมุสลิมมินดาเนาด้วย
เขากล่าวต่อว่า หากรัฐบาลไทยได้รับข้อเสนอ พวกตนก็จะนำเสนอเรื่องนี้ในองค์การที่ประชุมประเทศมุสลิม หรือ โอไอซี(OIC) และสหประชาชาติต่อไป
สำหรับท่าทีขององค์กรอิสลามในมาเลเซีย 12 องค์กร นำโดยองค์กรTERAS ต่อความยุติธรรมและสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องในโอกาส งานรำลึก 5 ปี กรณีกรือเซะ ตากใบครั้งนี้ ที่ได้มีการออกบันทึกช่วยจำ ระบุสิ่งที่ต้องเข้าใจและสนใจว่า โศกนาฏกรรมตากใบ เป็นกรณีตัวอย่างที่ประชาชาติมุสลิมและบรรดานักกิเจกรรมที่รักความยุติธรรม รักความสันติทั้งหลาย จะนิ่งดูดายไม่ได้ ผู้ได้รับผลกระทบต้องได้รับการเยียวยาที่เหมาะสม สถานการณ์ที่ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมตากใบ เริ่มต้นจากการปฏิบัติของรัฐที่ไม่คำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ และไม่ฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีความรู้สึกถูกข่มเหง
ส่วนข้อเรียกร้อง มีทั้งหมด 7 ข้อ ประกอบด้วย รัฐไทยต้องรับฟังเสียงของประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีประชาชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม รัฐไทยต้องยอมรับความจริงต่อผลกระทบที่เกิดจากโศกนาฏกรรมตากใบ ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีในจิตใจของประชาชาติมุสลิมทั่วโลกต่อรัฐไทย ตราบใดที่รัฐไทยยังไม่ให้ความเป็นธรรม การเยียวยาที่เหมาะสม
ผู้ที่ได้รับผลกระทบต้องได้รับการเยียวยาตามกฎหมายไทยและกฎหมายสากลที่กำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ รัฐไทยต้องจริงจังและจริงใจในการแสวงหาการเจรจากับทุกภาคส่วน ไม่ว่าประชาชน ผู้นำท้องถิ่น หรือองค์กรต่างๆในชุมชน รัฐไทยต้องยกเลิกกฎอัยการศึก พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ หรือกฎระเบียบต่างๆ ที่จำกัดสิทธิขั้นพื้นฐาน และขอเรียกร้องให้ใช้กฎหมายต่างๆ ในสถานการณ์ปกติ
รัฐไทยต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรมและการพิพากษาของศาล การจับกุม การอุ้มหาย การข่มขู่หรือการฆาตกรรม จะต้องยุติในทันทีทันใด และองค์กรเอกชนในประเทศไทย จะต้องร่วมกันสร้างสันติสุข โดยยึดสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งและการละเมิดสิทธิมนุษยชน

"วีระ"เสนอแก้รธน.ปม"ผู้สำเร็จราชการ" สกัดประธานองคมนตรีทำหน้าที่ช่วงสุญญากาศ

ที่มา ประชาไท

วีระ จวก รธน.50จอมปลอมผลพวงปฏิวัติรัฐประหาร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 12.00 น. วันที่ 24 ต.ค. กลุ่มคนเสื้อแดงจัดเวที "อภิปรายไม่ไว้วางใจนอกรัฐสภา" ขึ้นที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ลาดพร้าว กรุงเทพฯ มีคนเสื้อแดงทยอยเข้าร่วมรับฟังประมาณ 2,000 คน และมีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และ ส.ส.พรรคเพื่อไทยเข้าร่วมอภิปราย อาทิ นายอนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย นายการุณ โหสกุล ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นการอภิปรายโจมตีรัฐบาลเรื่องทุจริตงบประมาณไทยเข้มแข็ง

นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำคนเสื้อแดง อภิปรายว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นของจอมปลอม เพราะเป็นผลพวงของการปฏิวัติรัฐประหาร ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ร่วมมือสุมหัวกับทหารทำลายระบอบประชาธิปไตย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีหน้าใหม่แต่ใจแสนเก่า ตามปกติที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะครึ่งๆ กลางๆ สิ่งที่จะอวดอ้างเพื่อซื้อเวลากับประชาชนคือ คุณธรรม คำๆ นี้ใช้หลอกกันมานานแล้ว แต่คนซื่อสัตย์คนเดียวไม่สามารถนำพาประชากรกว่า 70 ล้านคน เดินต่อไปได้ แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ทำได้อย่างเดียวคือ แก้ผ้าเอาหน้ารอด ทั้งนี้ นายวีระยังได้กล่าวหาว่า รัฐบาลใช้กำลังทหารเข้าเข่นฆ่าผู้ชุมนุมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และบัดนี้ใกล้เวลาที่กรรมจะสนองรัฐบาลแล้ว

ให้พ่วงแก้รธน."ผู้สำเร็จราชการ"
นายวีระยังเสนอว่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ควรแก้เฉพาะ 6 ประเด็น แต่ควรแก้เรื่องการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ ซึ่งปัจจุบันระบุว่า ช่วงที่ยังไม่มีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการจากสภาให้ ประธานองคมนตรี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนไปพลาง แต่ในวันนี้มีพระบรมวงศานุวงศ์ที่มีความรู้อยู่อย่างเพียบพร้อม ทำไมไม่เสนอแก้รัฐธรรมนูญ โดยแก้ว่าระหว่างที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการให้พระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่เป็นผู้สำเร็จราชการแทน เพราะประธานองคมนตรีคือ สามัญชนธรรมดา ทำไมรัฐบาลไม่เสนอมาตรานี้

ชทพ.บี้พรรคร่วมจี้ปชป.เร่งแก้รธน.
สำหรับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลร่วมกันแสดงจุดยืนเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เนื่องจากกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 9 เดือน ตามที่นายกรัฐมนตรีระบุไว้ ยังไม่ได้เริ่มนับหนึ่ง ว่าทุกครั้งที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วม (วิป) รัฐบาล จะมีแต่วิป ชทพ. เท่านั้นที่แสดงความคิดเห็น ขณะที่วิปพรรคร่วมรัฐบาลเอาแต่นิ่งเฉย ทั้งที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำให้เกิดประโยชน์แก่ทุกพรรค ทำให้เกมทุกอย่างตกไปอยู่ในมือวิปจาก ปชป. หากเปรียบเปรยกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับการพายเรือ จะเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลกำลังพายเรือไปคนละทิศละทาง บางคนไม่ยอมจับไม้พาย มีแต่วิป ชทพ.จ้วงพายอยู่คนเดียว ส่วนจะมีคนเอาเท้าราน้ำหรือไม่ ไม่อยากพูดถึง

ปธ.วิปรบ.แจงแก้รธน.คืบ
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เตะถ่วงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า การดำเนินการต่างๆ ไม่มีความจำเป็นต้องเตะถ่วง เพราะขั้นตอนทั้งหมดได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่ายตลอดมา ดังนั้น จะทำตามใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคงไม่ได้ เพราะเรื่องนี้ต้องได้รับความเห็นพ้องจากทุกฝ่าย ซึ่งหากใครมีข้อเสนอแนะก็ยินดีที่จะปฏิบัติตาม แต่ถ้ายังไม่ได้รับความยินยอม เป็นหน้าที่ของวิป 3 ฝ่ายที่ต้องนำเข้าสู่กระบวนการหารือให้ตกผลึก ส่วนที่พรรคร่วมรัฐบาลระบุว่าข้อสรุปของวิป 3 ฝ่ายล่าช้าไม่คืบหน้านั้น ขอชี้แจงว่าการหารือของวิป 3 ฝ่าย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม เป็นการพิจารณาเค้าโครงการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างกว้าง ซึ่งการประชุมวิป 3 ฝ่ายก่อนหน้านั้น ได้ตกลงกรอบการหารือครั้งต่อไปไว้ตามนี้ ก็ไม่เข้าใจว่าล่าช้าตรงไหน

"ขณะนี้เข้าสู่ขั้นตอนระหว่างการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง เมื่อยกร่างเสร็จ จะพิจารณาเรื่องญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะเสนอญัตติเดียวหรือ 6 ญัตติตามข้อสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมือง และการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะหารือในการประชุมวิป 3 ฝ่ายวันที่ 12 พฤศจิกายน เมื่อได้ข้อสรุปอย่างไร ก็ส่งเรื่องให้นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เพื่อส่งต่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อจัดทำประชามติรับฟังความเห็นของประชาชนต่อไป" นายชินวรณ์กล่าว
“ทักษิณ” ทวิตเตอร์ถวายพระพรในหลวง-แดงปูดข้อมูลสยบมาร์ค
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. วันเดียวกันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยทางเว็บไซต์ทวิตเตอร์ส่วนตัว @thaksinlive ว่า เมื่อวานนี้ (23 ต.ค.) ตัวเขาและคนไทยทั้งประเทศมีความสุข ที่ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ประทับรถเข็นลงมาจากห้องที่ประทับโรงพยาบาลศิริราช และถวายพระพรขอจงทรงหายจากพระอาการประชวร มีพระพลานามัยแข็งแรง
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวด้วยว่า ทราบข่าวไม่กรองมาว่า ช่วงที่เกิดน้ำท่วม กทม. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงนำแผนที่มาทอดพระเนตรเพื่อแก้ปัญหาโดยเร่งระบายน้ำ จนแพทย์ต้องนำแผนที่ออกไปเพราะต้องการให้ทรงพักผ่อน ซึ่งพระองค์ทรงห่วงพสกนิกรของพระองค์ทั้งๆ ที่ทรงประชวร โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ซึ่งทรงมีพระปรีชาที่สุด จากการที่เคยถวายงานมานาน จึงเชื่อว่าข่าวดังกล่าวน่าจะเป็นข่าวจริง ดังนั้น จึงขอฝากผู้ที่เกี่ยวข้องและยังอยู่ในการเมืองปัจจุบัน ได้ช่วยกันรับสิ่งที่ทรงห่วงใยมาใส่เกล้าปฏิบัติ ไม่เช่นนั้นจะทรงกังวล เพราะทรงห่วงและรักพสกนิกร
"ณัฐวุฒิ"คุยมีข้อมูลเด็ดความไม่ถูกต้อง"มาร์ค"นั่งนายกรัฐมนตรี
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดงอีกคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนอกรัฐสภา ว่า สมาชิกจากพรรคเพื่อไทย อดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชนและพรรคไทยรักไทยรวมทั้งแกนนำจะรวบรวมข้อมูลการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลมาอภิปรายในหลายประเด็น อาทิ การทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง การทุจริตงบประมาณองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีหลักฐานการใช้เงินไปแล้ว ความไม่ชอบมาพากลในการแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ความไม่ชอบมาพากลในการแจกเช็คช่วยชาติ ที่เชื่อได้ว่ารัฐบาลเอื้อประโยชน์ตอบแทนบุญคุณต่อกลุ่มทุนที่คอยเกื้อหนุนพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงความไม่ชอบมาพากลในบัญชีทรัพย์สินของรัฐมนตรีหลายคน และความไม่ชอบธรรมในการดำเนินคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย โดยตนจะเป็นผู้อภิปรายสรุปทั้งหมด
“ผมจะเปิดเผยข้อมูลความไม่ถูกต้องในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะข้อมูลที่เชื่อได้ว่าการสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์มีความคลาดเคลื่อน ไม่สามารถยืนยันได้ว่านายอภิสิทธิ์สมัครสมาชิกพรรคเมื่อใด อาจจะมีผลต่อการดำรงตำแหน่ง ส.ส.สมัยแรกของนายอภิสิทธิ์ ผมมีหลักฐานเป็นลายมือที่นายอภิสิทธิ์เขียนชี้แจงคณะกรรมการการเลือก"
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ฝ่ายกฎหมายกำลังพิจารณาอยู่ว่าจะยื่นถอดถอนนายกฯในประเด็นและมาตราใดของรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามจะสามารถแถลงอย่างเป็นทางการได้ในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้หลังการระดมทุนที่เขาใหญ่ในวันที่ 14 พฤศจิกายน จากนั้นช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน จะมีการนัดชุมนุมใหญ่และเป็นการชุมนุมยืดเยื้อ เพื่อขับไล่รัฐบาลให้ยุบสภาภายในสิ้นปีนี้ และจากนี้ไป หากพรรคการเมืองใดสนับสนุนให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ กลุ่มเสื้อแดงจะสนับสนุนพรรคการเมืองนั้น โดยกลุ่มเสื้อแดงไม่เห็นด้วยที่จะทำประชามติ เพราะจะเสียเงิน 2,000 ล้านบาท โดยเปล่าประโยชน์ ควรนำเงินดังกล่าวมาจัดการเลือกตั้งดีกว่า
“จตุพร”ชี้“เทือก”แจงบัญชีทรัพย์สินเท็จ
ด้านนายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำ นปช. กล่าวว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ มีข้อน่าสงสัยในการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน โดยจากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินที่ นายสุเทพ ยื่นก่อนเข้ารับตำแหน่ง รมว.คมนาคมเมื่อปี 2540 และหลังจากพ้นตำแหน่งในปี 2544 โดยก่อนเข้ารับตำแหน่ง ระบุว่ามีที่ดิน 53 แปลง มีราคาประเมินรวม 85 ล้านบาท แต่ตอนพ้นจากตำแหน่งกลับมีที่ดินเพิ่มเป็น 71 แปลงแต่ราคารวมกลับลดลงเหลือ 82 ล้านบาทเท่านั้น จึงน่าสงสัยว่า การแจ้งบัญชีครั้งนี้เป็นการชี้แจงโดยไม่สุจริตหรือไม่ เพราะปี 40 ที่อ้างว่าที่ดินมีมูลค่าสูงนั้น สภาพเศรษฐกิจแย่กว่าปี 2544 เสียอีกจึงเป็นการขัดแย้งกับข้อเท็จจริง
นายจตุพร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังแจ้งว่าตอนเข้ารับตำแหน่ง มีอาคารพาณิชย์ 10 คูหา รวมมูลค่า 35 ล้านบาท แต่ตอนพ้นจากตำแหน่งมีอาคารพาณิชย์เพิ่มเป็น 15 คูหา แต่มูลค่ากลับลดลงเหลือ 30 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้อธิบายว่าทำไมลดลง
นายจตุพร กล่าวว่า สำหรับหนี้สินที่นายสุเทพแจงในครั้งนั้น อ้างว่าเป็นหนี้ บริษัทเงินทุนศรีมิตร จำนวน 30 ล้านบาท เป็นหนี้กองทุนไอทีเอฟ 15 ล้านบาท และบริษัทนครหลวงเครดิตอีก 20 ล้านบาท แต่เมื่อพ้นจากตำแหน่งหนี้สินส่วนนี้ได้หายไป ทั้งนี้หนี้สินที่หายไปทั้งสามแห่งนั้น บริษัทได้ถูกระงับการดำเนินกิจการในปี 2540 และถูกโอนไปให้ ปรส.และมีบริษัท กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล มาซื้อหนี้และเป็นเจ้าหนี้ ทั้งนี้บริษัทดังกล่าวได้ถูกจดทะเบียนบนเกาะเคย์แมน และไม่มีใครรู้ว่าใครถือหุ้นอยู่ และในเวลาช่วงนั้นหนี้ของนายสุเทพหายไปโดยไม่มีใครทราบว่าใช้ความสามารถอะไรหนี้ถึงหายไป หากนับเงินเดือนรัฐมนตรีนายสุเทพมีเงินเดือนไม่ถึงสี่ล้าน แต่เอาเงินจากไหนไปใช้หนี้จำนวนมาก
นายจตุพร ยังได้กล่าวโจมตีนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ว่า ตนเคยชี้แจงว่านายไกรสีห์ จาติกวณิช บิดาของนายกรณ์โดนพักราชการและให้ออกจากราชการ เนื่องจากหลบเลี่ยงภาษี ซึ่งนายไกรสีห์ก็ฟ้องหมิ่นประมาทตน ต่อมานายกรณ์มาคุยกับตนว่า ขอให้แถลงข่าวว่าพ่อตนไม่ได้เป็นไปตามที่พูดแล้วจะได้จบกันไป แต่ตนไม่ยอม นายกรณ์ยังบอกอีกว่า พ่อของตัวเองพ้นมลทินและกลับไปเป็นอธิบดี หนึ่งวันแล้วจึงลาออก ส่วนนี้เป็นประวัติที่แต่งใหม่ ที่นี่เป็นความเท็จทั้งหมด แต่ศาลชั้นต้นได้ยกฟ้องตนแล้ว ต่อมาก็มีการยื่นอุทธรณ์ และนายไกรสีห์ได้เสียชีวิต แต่ไม่กี่วันที่ผ่านมามีหมายศาลมาหาตนแจ้งว่า นายอภิไกร จาติกวณิช ขอรับเป็นมรดกความ ตระกูลนี้จะมาเล่นอะไรกับตน
นายจตุพร กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์และนายกรณ์เคยอภิปรายเรื่องเกาะเคย์แมน แต่ก็มีข้อมูลว่านายกรณ์ก็ถือหุ้นในบริษัทเคย์แมนเช่นกัน และพี่ชายของนายกรณ์ก็เป็นที่ปรึกษาของบริษัทดังกล่าว ว่าแต่คนอื่น ตัวเองก็ทำเองทั้งสิ้น
“นายกรณ์ เป็นอดีตโบรกเกอร์ในตลาดหลักทรัพย์ ในวันที่มีการปั่นหุ้นโดยปล่อยข่าวอัปมงคล แต่คนที่เป็นอดีตโบรกเกอร์ ยังไม่มีปัญญาจับใครได้ วันนี้คนไทยกลัวคนอยากสำเร็จราชการแทนพระองค์ เพราะการออกมาของ พล.อ.เปรม เกี่ยวกับรัฐบาล เราไปแจ้งความจับ พล.อ.เปรม ข้อหามีเสียงในการสนทนากับปลัดสำนักนายกฯ และเป็นถ้อยคำที่จาบจ้วง มีคนแจ้งความป๋า กล่าวหาพรรคเพื่อไทยว่าทรยศ ปัญหาคือจะสั่งฟองพล.อ.เปรมหรือสั่งฟ้องคนที่ไปแจ้งความ" นายจตุพล กล่าว
ลั่นชุมนุมยืดเยื้อ บีบรบ.ยุบสภาสิ้นปี
นายจตุพร กล่าวอีกว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ควรอยู่ถึงวันที่ 1 ม.ค. 2553 และถือเป็นหน้าที่ของคนเสื้อแดง จุดจบของรัฐบาลคือ วันที่ 31 ธ.ค. หากจบเดือน พ.ย.ได้ก็จบ หรือจบเดือน ธ.ค. ได้ก็จบ แต่ต้องไม่ถึง 1 ม.ค.

"วีระ" ยื่นหนังสือร้องฮุนเซนถอนทหารรอบพระวิหาร พร้อมไล่พ้นที่ประชุมอาเซียน

ที่มา ประชาไท

24 ต.ค.52 เวลา 14 . 30 น. ที่ชายหาดปึกเตียน จ.เพชรบุรี นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชั่น และภาคเครือข่ายติดตามสถานการณ์กรณีปราสาทเขาพระวิหาร พร้อมด้วยกลุ่มเครือข่ายจำนวน 30 คน เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องถึง สมเด็จ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อขอให้ออกคำสั่งให้นำทหาร และประชาชนชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ของไทยบริเวณพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร โดยมี นายวิทวัส ศรีวิหค อธิบดีกรมอาเซียน เป็นผู้รับหนังสือแทน
นายวีระ กล่าวว่า ทางกลุ่มขอเรียกร้องใน 2 ข้อ คือ 1. ขอให้สมเด็จ ฮุน เซน นำกำลังทหาร และประชาชนชาวกัมพูชาออกจากดินแดนไทย 4.6 ตารางกิโลเมตร บริเวณรอบปราสาทเขาพระวิหาร ภายใน 7 วัน มิเช่นนั้นประชาชนคนไทยจะมีการดำเนินการในมาตรการขั้นเด็ดขาดต่อไป 2.ขอให้คณะกรรมการมรดกโลก รับผิดชอบในกรณีที่เป็นต้นเหตุให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา จนมีการใช้กำลังทหารถึงขั้นมีการบาดเจ็บ และสูญเสียชีวิต เพราะกระบวนการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารหลายข้อทำให้เกิดความขัดแย้ง และการทำเป็นไม่รับรู้ และดำเนินการได้ยั่วยุ และส่งเสริมให้เกิดความรุนแรงขึ้น ซึ่งการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารที่สมบูรณ์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะนำไปสู่บาดเจ็บล้มตายของทหารจำนวนมาก
“ทางกลุ่มเครือข่ายได้เคยคัดค้านมาแล้ว 2 ครั้ง ตั้งแต่เมื่อ 25 มิ.ย. 2551 ซึ่งตลอด 15 เดือนที่ผ่านมาปรากฏว่าการขึ้นทะเบียนได้สร้างปัญหาความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่าง 2 ประเทศ ประชาชนเกิดความสุข ไม่ได้เกิดความสงบตามหลักการขององค์การยูเนสโก หรือ คณะกรรมการมรดกโลก จึงขอให้คณะกรรมการมรโดกรับผิดต่อความชัดแย้งที่เกิดขึ้น ทั้งนื้ในวันที่ 2 พ.ย. 2552 ทางกลุ่มจะเดินทางไปเรียกร้องที่สถานทูตกัมพูชาเพื่อความชัดเจนในเรื่องนี้ต่อไป” นายวีระ
ผู้สื่อข่าวรายงานในการเดินทางมายื่นหนังสือครั้งนี้ทางกลุ่มของนายวีระ ได้มีการนำแผ่นป้ายที่เขียนข้อความเป็นภาษาอังกฤษที่มีความหมายโจมตี และขับไล่ สมเด็จ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรี ออกจากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน นอกจากนี้ยังใช้ถ้อยคำที่หยาบคายพาดพิงถึง สมเด็จ ฮุน เซน และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เช่น We hate you Hun-Sen ,Get out of here Devil Hun-Sen

สื่อนอกชี้อาเซียนครั้ง 15 ก่อปมขัดแย้ง - ‘อาเซียนเลน’ เกิดอุบัติเหตุเพียบ

ที่มา ประชาไท

สื่อมวลชนจีนวิจารณ์อาเซียนว่าสร้างความขัดแย้งมากกว่ากระชับสัมพันธ์ ผู้นำร่วมพิธีเปิดไม่ครบ ขาด 4 ประเทศ ส่วนถนนเพื่อผู้นำ-อาเซียนเลนเกิดอุบัติเหตุใหญ่หลายรอบ อุบัติเหตุย่อยร่วม 20 ครั้ง เมืองหัวหินรถติดระนาว

สื่อนอกจับตารอยร้าวอาเซียน
เว็บไซต์มติชนรายงานว่าสื่อต่างประเทศจับจ้องและรายงานข่าวไปทั่วโลกเกี่ยวกับเหตุวิวาทะที่ปรากฏในเวทีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 15 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดย จู เอ๋อจี ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวซินหัวของจีนเผยแพร่รายงานข่าวบนเว็บไซต์ โปรยหัวเอาไว้ว่า "รอยร้าวที่ทำลายความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของอาเซียนบนเวทีประชุม" ซึ่งเนื้อหาของรายงานชิ้นนี้ระบุว่า ปกติเวทีหารือของผู้นำจะมุ่งเน้นถึงความสมานสามัคคีและการร่วมมือกันพัฒนาก่อนที่จะจบลงด้วยการรับรองปฏิญญาร่วมกันโดยที่ไม่ค่อยจะมีเรื่องที่ทำให้แปลกใจเกิดขึ้นมากนัก แต่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 15 นี้ กลับมีเหตุขัดแย้งเกิดขึ้นในหมู่ชาติอาเซียนจนไปบดบังแก่นสารหรือสาระสำคัญของการประชุมเอาไว้ นั่นคือการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกัน และยังทำให้เกิดคำถามขึ้นด้วยว่าจริงๆ แล้วอาเซียนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแค่ไหน

รายงานชิ้นนี้ได้หยิบยกตัวอย่างหลายเหตุการณ์ขึ้นมาสนับสนุนบทสรุปข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นวิวาทะที่โต้ตอบกันไปมาระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไทยกับฟิลิปปินส์ที่ยังตกลงกันไม่ได้เรื่องกำแพงภาษีนำเข้าข้าวที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน และการกีดกันภาคประชาสังคมเข้าร่วมพบปะหารือกับผู้นำอาเซียน นอกจากนี้ยังระบุว่า ในพิธีเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนนั้นยังปรากฏว่าผู้นำชาติอาเซียนมาร่วมพิธีเปิดไม่ครบด้วย โดยขาดไปถึง 4 ประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ถกอาเซียนวันที่2ไร้เงา2ผู้นำ
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ในวันที่ 24 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่สองว่า หลังผ่านพิธีเปิดอย่างเป็นทางการไปแล้ว แต่ปรากฏว่าผู้นำอาเซียนยังเดินทางมาร่วมประชุมไม่ครบทั้ง 10 คน เช่นเดิม เนื่องจากประธานาธิบดีสุศีโล บัมบัง ยุทโธโยโน ของอินโดนีเซีย และประธานาธิบดีกลอเรีย อาโรโย ของฟิลิปปินส์ เดิมมีกำหนดจะเดินทางมาถึงไทยในช่วงค่ำ วันที่ 23 ตุลาคม แต่ปรากฏว่าได้เลื่อนกำหนดการเดินทางออกไปอีก โดยประธานาธิบดีอินโดนีเซีย จะเดินทางมาถึงในเวลา 11.25 น. ขณะที่ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์มาถึงในเวลา 12.30 น. วันที่ 24 ตุลาคม ส่งผลให้การหารืออย่างไม่เป็นทางการของผู้นำอาเซียนระหว่างเวลา 08.00-09.00 น. เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้นำอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้หารือกันครบทั้งหมด ก่อนที่จะเข้าสู่กรอบการเจรจาระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาคือจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย มีผู้นำอาเซียนเข้าร่วมไม่ครบ แต่ทั้งสองประเทศส่งตัวแทนร่วมประหารือ
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ยังพลาดการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน อาเซียน-ญี่ปุ่น และอาเซียน-เกาหลีใต้ รวมถึงการถ่ายภาพหมู่ระหว่างผู้นำอาเซียนกับผู้นำจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งมีขึ้นหลังเสร็จการประชุมด้วย อย่างไรก็ตาม หลังเดินทางมาถึงท่าอากาศยานบ่อฝ้าย ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันระหว่างผู้นำอาเซียนกับบวกสาม คือจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ทันที ขณะที่ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เริ่มเข้าร่วมกิจกรรมกับผู้นำอาเซียนในการประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม ซึ่งจัดขึ้นหลังเสร็จสิ้นการรับประทานอาหารกลางวัน
อาเซียนเลน “ถนนเพื่อผู้นำ” อุบัติเหตุเพียบ
จากการณีที่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 นี้ทางการได้จัด “ช่องการจราจรพิเศษ” หรือ “อาเซียนเลน” บน ถนนเพชรเกษม ระหว่าง กม.ที่ 208 หน้าที่ทำการวนอุทยานชะอำ ถึง กม.ที่ 235 ทางยกระดับหนองแก โดยช่องจราจรทางขวาสุดชิดเกาะกลางถนนทั้ง 2 ด้าน (ไป-กลับ) จำนวน 1 หลังจากเริ่มการประชุมแล้วมีรายงานข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหลายครั้ง รวมทั้งสภาพการจราจรที่ติดขัด
เว็บไซต์ไทยรัฐเมื่อวันที่ 23 ต.ค.ว่า สภาพตัวเมืองหัวหินมีรถติดตลอดทั้งวัน เนื่องจากตำรวจจราจรหัวหินได้รับคำสั่งให้ปิดกั้นสี่แยก จุดตัด จุดกลับรถต่างๆ ภายในเขตตัวเมือง โดยเปิดให้ยานพาหนะของประชาชนกลับรถได้เฉพาะบางจุดซึ่งห่างไกลกันหลายกิโลเมตร ทำให้ชาวหัวหินและนักท่องเที่ยวต่อว่าเป็นการสร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก และไม่มีมาตรการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะมีการตั้งกรวยกั้นช่องในเส้นทางที่เป็นอาเซียนเลนในเลนขวาสุด บนถนนเพชรเกษม ตั้งแต่สี่แยก อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ผ่านโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ไปจนถึงตัวเมืองหัวหิน จ.ประ-จวบคีรีขันธ์ รวมระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้ยานพาหนะอื่นเข้าไปในอาเซียนเลนได้ และเปิดให้ 2 เลน ที่เหลือบนถนนเพชรเกษม เป็นช่องทางสำหรับยานพาหนะทั่วไป โดยมีการใช้กรวยทั้งหมดราว 18,000 อัน มาติดตั้งบนถนน
นอกจากปัญหาการจราจรติดขัดแล้ว ยังพบว่าตลอดทั้งวันในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน มีอุบัติเหตุรถยนต์ในขบวนของเจ้าหน้าที่จากกระทรวงต่างๆ ที่ใช้เส้นทางอาเซียนเลนเฉี่ยวชนกับยานพาหนะ ส่วนใหญ่เป็นรถจักรยานยนต์ของประชาชนเป็นจำนวนกว่า 20 ราย เนื่องจากชาวบ้านขับรถจักรยานยนต์ เข้าไปในอาเซียนเลน ช่วงจังหวะที่รถในขบวนขับผ่านมาพอดี
22 ต.ค.เวลา 11.30 น. พ.ต.ท.ชูเกียรติ เพชรแท้ สารวัตรเวร สภ.ชะอำ จ.เพชรบุรี รับแจ้งเหตุรถพลิกคว่ำที่ ถ.เพชรเกษมขาล่องใต้ บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 222+800 หน้าทางเข้าสนามกอล์ฟปาล์มฮิลล์ ชะอำ ต.สามพระยา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี จึงรุดไปตรวจสอบ ในที่เกิดเหตุบริเวณช่องทางอาเซียนเลนฝั่งขาขึ้นกรุงเทพฯ พบรถโตโยต้าแคมรี่ ไฮบริด สีบรอนด์ ซึ่งเป็นรถ VIP ทำหน้าที่รับส่ง รมว.กระทรวงพาณิชย์ ของประเทศลาว ซึ่งมี จ.ส.อ.ขัตติยา ขัตติยมาตย์ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่เป็นพลขับประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำล้อชี้ฟ้าอยู่ เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนบริเวณ ถ.เพชรเกษมขาล่องใต้ซึ่งเป็นฝั่งตรงข้าม ที่ระหว่างช่องจราจรเลนกลางซึ่งประชาชนใช้สัญจรและช่องทางอาเซียนเลนสำหรับผู้นำประเทศเข้าร่วมประชุมอาเซียน พบรถตู้โตโยต้าสีขาว หมายเลขทะเบียน ฮ-4965 กทม. ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ รถคู่กรณี ซึ่งมีนายธนกร อเนก เป็นผู้ขับขี่จอดอยู่ ใกล้กันพบกรวยยางกั้นเส้นทางอาเซียนเลนกระจัดกระจายไปทั่ว
สอบถามทราบว่า ขณะเกิดเหตุนายธนกรได้ขับรถตู้ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตมาตามเส้นทาง ถ.เพชรเกษมขาขึ้น กทม.เมื่อถึงที่เกิดเหตุได้เลี้ยวกลับรถที่จุดยูเทิร์นหน้าทางเข้าสนามกอล์ฟปาล์มฮิลล์ เพื่อมุ่งหน้ากลับ อ.หัวหินโดยหลังจากกลับรถได้ใช้ช่องทางเลนกลางซึ่งอยู่ติดกับเส้นทางอาเซียนเลน แต่เมื่อขับขี่ต่อไปประมาณ 100 เมตรนายธนกรได้เปลี่ยนช่องทางขับผ่านช่องกรวยยางกั้นเข้ามาในช่องทางอาเซียนเลน อย่างกะทันหันทำให้ จ.ส.อ.ขัตติยา ที่กำลังขับรถ VIP เพียงคนเดียวยังไม่มีคณะ รมว.พาณิชย์ลาวร่วมเดินทาง อยู่ในช่องทางอาเซียนเลน ไม่สามารถหยุดรถได้ทัน หน้ารถด้านซ้ายของ รถ VIP จึงพุ่งชนบริเวณซุ้มล้อด้านขวาของรถตู้ก่อนเสียหลักพลิกคว่ำข้ามเกาะกลางถนนไปยังเส้นทางฝั่งตรงข้าม
23 ต.ค.เวลา 12.00 น. พ.ต.อ.กิตติ เฟื่องฟู รอง ผกก.สภ.ชะอำ จ.เพชรบุรี รับแจ้งมีเหตุรถพลิกคว่ำบนถนนเพชรเกษม หน้าหมู่บ้านปาล์มวิว หัวหิน จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบรถยนต์โตโยต้า คัมรี่ หมายเลขทะเบียน Lao 4 เป็นรถนำขบวนของ รมว.พาณิชย์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พลิกคว่ำอยู่ ตรวจสอบทราบว่า จ.ส.อ.ขัตติยา ขัตติมาส เจ้าหน้าที่ขับรถนำขบวนของ รมว.พาณิชย์ลาว ขับรถในเส้นทางอาเซียนเลน เส้นทางชะอำ-หัวหิน เพื่อไปเติมน้ำมัน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุมีรถตู้ขับเข้ามาในอาเซียนเลน บริเวณจุดตัดแยกหน้าหมู่บ้านปาล์มวิว ทำให้ จ.ส.อ.ขัตติยาหักหลบจนรถเสียหลัก ข้ามเกาะกลางไปพลิกคว่ำอยู่อีกด้านหนึ่งของถนน รถเสียหายทั้งคัน ส่วน จ.ส.อ.ขัตติยาบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่าเป็นความผิดของรถตู้ที่กลับรถกะทันหัน และยังเข้าไปวิ่งในอาเซียนเลน ขณะนี้คุมตัวคนขับรถตู้ คันดังกล่าวไว้สอบสวนที่ สภ.ชะอำแล้ว
23 ต.ค.เวลา 13.30 น. ที่ปากซอยหัวหินทันสมัย ถนนเพชรเกษม เป็นรถกระบะแวน ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ทะเบียน ชข 7907 กรุงเทพมหานคร บนหลังคาติดสัญญาณไฟไซเรน มี ส.อ.ยุทธนา พิทักษ์ไกรสร เป็นคนขับ ชนกับรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ ทะเบียน ปพม 733 กรุงเทพมหานคร น.ส.พนิดา วิวัฒนะ อายุ 18 ปี ขี่ออกจากซอยเพื่อขับข้ามถนน แต่ขณะขับรถตัดเข้าสู่อาเซียนเลน เป็นจังหวะเดียวกับที่ ส.อ.ยุทธนาขับรถกระบะมาในขบวนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พอดี จึงพุ่งเข้าชนอย่างแรง ทำให้ น.ส.พนิดาบาดเจ็บขาขวาท่อนบนหัก ศีรษะแตก มีแผลถลอกทั่วตัว ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล
23 ต.ค. นอกจากนี้ยังมีเหตุรถในขบวนผู้นำบรูไนขับจะเข้าสู่ที่พักที่โรงแรมฮิลตัน หัวหิน ขณะผ่านสี่แยกกลางเมืองหัวหิน บริเวณถนนหัวหิน 55 ตัดถนนเพชรเกษม ด้วยความเร็วสูง เป็นช่วงที่สัญญาณไฟจราจรในถนนหัวหิน 55 เปลี่ยนจากไฟแดงเป็นไฟเขียว ทำให้ประชาชนที่รอสัญญาณไฟขับรถกรูกันจะข้ามสี่แยก ทำให้รถนำขบวนซึ่งเป็นรถตำรวจทางหลวงสีเลือดหมู-เหลือง ยี่ห้อฮอนด้า แอคคอร์ด ที่กำลังขับนำขบวนของผู้นำบรูไนต้องหักหลบ และเบรกเสียงดังสนั่น จนรถผู้นำบรูไนที่ตามมาต้องเบรกกะทันหันจนเซปัดเล็กน้อย แต่โชคดีที่รถนำขบวนขับผ่านไปได้ด้วยดี
24 ต.ค. เวลา 10.00 น.พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ที่แยกไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เกิดอุบัติเหตุรถซาเล้งที่วิ่งเข้ามาในอาเซียนเลนชนกับรถสถานทูตจีน ทำให้คนขับรถซาเล้งได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องนำส่งโรงพยาบาลหัวหิน ส่วนรถสถานทูตจีนนั้น ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอะไร มีเพียงรถทีเสียหายเล็กน้อย ซึ่งเรื่องนี้ได้แจ้งให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบแล้ว พล.อ.ประวิตร ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดทุกจุดกลับรถ นอกจากนี้ยังได้มีการเพิ่มเจ้าหน้าที่อีก 200 นายในการดูแลในบริเวณจุดกลับรถเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ
อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า รถยนต์แคมรี่ซึ่งมีเจ้าหน้าที่จากประเทศจีน ได้เดินทางออกจากโรงแรมที่พัก เพื่อมุ่งหน้า โรงแรมดุสิต อำเภอชะอำ โดยได้ใช้เส้นทางอาเซียนเลน ในขาขึ้นกรุงเทพฯ เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นสามแยกไฟแดง ขณะที่รถยนต์กำลังขับผ่าน พบรถจักรยานยนต์ ซึ่งขับมาจากช่องทางประชาชน ทั่วไปขับเข้ามาตัดหน้า ทำให้รถทั้งสองคันพุ่งชนกันอย่างแรง
24 ต.ค. เวลา 16.10 น. เกิดอุบัติเหตุมีรถยนต์เก๋งสีบรอน์ ทะเบียน loc (เกาหลี) ซึ่งเป็นรถที่ใช้ในภาระกิจการประชุมอาเซี่ยน ไว้รองรับเจ้าหน้าที่และขบวนของประเทศเกาหลี ได้วิ่งมาด้วยความเร็วจากชะอำ มุ่งหน้าเข้า อ.หัวหิน ก่อนถึงทางแยกหน้าท่าอากาศยานหัวหิน ซึ่งขณะนั้นได้มีการปิดการจราจรทั้งในช่องขาเข้ากรุงเทพ และล่องใต้ โดยมีตำรวจประมาณ 5-6 นาย ปฏิบัติหน้าที่อยู่ทั้ง 2 ฝั่ง ทันใดนั้น รถยนต์เกาหลี ได้หักหลบรถยนต์ ที่กำลังออกมาจากฝั่งสนามบิน เข้าเกาะกลางถนน ก่อนพุ่งชน ด.ต.สมจิต ใจดี ตำรวจ สภ.หัวหิน ซึ่งยืนปฏิบัติหน้าที่ให้สัญญาณมือหยุดรถที่วิ่งผ่านไปมาอีกฝั่งถนน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังรถคันดังกล่าวเบรกไม่อยู่ พุ่งชนตำรวจจนนำร่างลอยขึ้นก่อนตกลงมาระหว่างกระจกหน้ารถยนต์และหลังคา ก่อนตกลงมายังบนพื้นถนน โดยเพื่อนตำรวจ และทหารอากาศ ต่างกรูเข้ามาดู พบเลือดไหลอาบหน้า แต่ ด.ต.สมจิต ยังมีสติได้แต่ยิ้ม ขณะที่ ร.ต.อ.อนัญญ์ สงวนสุด และ ร.ต.ต.อาณัติ ศรีสดใส ตร.สภ.หัวหิน และเพื่อนได้นำขึ้นรถกะบะ และแจ้งขอใช้อาเซี่ยนเลนส์ เพื่อนำส่งไปยังโรงพยาบาลหัวหิน ซึ่งอยู่จากจุดที่เกิดเหตุประมาณ 1 กม.
หลังจากไปถึงแพทย์ พยาบาล นำเข้าห้องฉุกเฉินทำการรักษาทันที พร้อมกันนั้นทาง พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ประจวบฯ พร้อมทหาร ฝ่ายความมั่นคงรับทราบได้เดินทางไปเยี่ยมอาการ ด.ต.สมจิต ที่โรงพยาบาลหัวหินแล้ว

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(25ต.ค.):เปรมอิจฉาหละซี๊ คนมันมีฟามสุข รวมก๊วนออกรอบตีก๊อบยังเงี้ยะ

ที่มา Thai E-News


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552 วันนี้สังคมเบาๆวันอาทิตย์ สมาชิกบอร์ดประชาไทรวมก๊วนออกรอบตีกอล์ฟ ที่สนามเบสต์โอเชียน วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2552 ทีกระเด็น 12.00 น. (ก๊วนแรก)

17.30 น. สำหรับการรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน ณ คลับเฮ้าส์ สนามกอล์ฟ ถ้ากลัวหลงเดินทางมาล่วงหน้าได้ พักผ่อนกันได้ตามอัธยาศัย

ราคาสุดมิตรภาพ ตีกอล์ฟ +ทานอาหาร ท่านละ 1500 บาท หากมาแจมทานข้าวเย็นอย่างเดียว ท่านละ 400 บาท

ปล. 1. กอ.รมน. สันติบาล สำนักข่าวกรอง มาร่วมเล่นได้ แต่ไม่มีใบเสร็จให้เอาไปเบิกนะ

ป.ล.2 ถ้าอยากตีกอล์ฟ แบบฮากระจาย ขำกันตั้งแต่หลุม 1 – หลุม 18 กรุณา จองการออกก๊วนเดียวกับโปรสายลมรัก โต้โผงานนี้ รับประกันคุณภาพว่าท่านจะเพลิดเพลินมีความสุขอย่างยิ่ง กฎ ก้วนนี้ กิฟ 2 คันธง ดรอปได้ 2 คลับเฮ้าส์ เอ้าเร่เข้ามา ๆ ๆ ๆ ๆ ใครอยากมางานนี้เชิญไปลงชื่อเลยที่บอร์ดประชาไท***

***คุณนางฟ้า รายงานผ่านเวบประชาธิปไตย100% บรรยากาศงานวันเบิร์ธเดย์ของจักรภพ เพ็ญแข เมื่อวันพุธที่ 21 ตุลาคม 52 งานทำบุญเลี้ยงพระเพลในโอกาสคล้ายวันเกิด ที่บรรดาแฟนคลับและญาติสนิทมิตรสหายพร้อมใจกันจัดขึ้น เพื่อเป็นการระลึกถึงและอุทิศบุญกุศลให้กับ “คุณจักรภพ เพ็ญแข” นักสู้เพื่อประชาธิปไตยของพวกเราทุกคน ณ สถานีวิทยุ “รวมใจไทย” FM105.75 ถนนลาดพร้าววังหิน งานบรรลุวัตถุประสงค์และสำเร็จไปอย่างราบรื่น ได้รับความปลื้มอกปลื้มใจไปตามๆ กัน***


***บรรยากาศตั้งแต่เช้าบรรดาแฟนคลับทยอยกันเดินทางมาจากต่างสถานที่ นั่งบ้างยืนบ้าง ทักทายพูดคุยกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เจ้าของสถานที่ “คุณเล็ก-สุพรรณฯ” ก็จัดเตรียมอาหารทั้งคาว-หวาน ผลไม้ พร้อมเครื่องถวายพระสงฆ์ไว้อย่างครบครัน

แขกคนสำคัญนอกจากคุณพ่อ-กัปตัน จำนงค์ เพ็ญแข และคุณแม่ณัฐวรรณ เพ็ญแข แล้ว ยังได้รับเกียรติจาก ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ มาพร้อมกับภรรยา คุณแหม่ม-สุพิชฌาย์ และทีมงานของท่าน

ดร.วิบูลย์ นอกจากจะมาร่วมงานบุญแล้ว ท่านยังได้สละเวลาเสวนาประชาธิปไตยให้ทุกคนในงานได้รับความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกด้วย ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านไว้ ณ ที่นี้***



***เมื่อเลี้ยงพระเสร็จเรียบร้อย บรรดาแขกเหรื่อทั้งหลายก็ตั้งโต๊ะรับประทานอาหารร่วมกันอย่างมีความสุข รอคอยเวลาที่ “เจ้าของวันเกิด” จะโฟนอินเข้ามาทักทาย และขอบคุณในน้ำใจไมตรีที่แฟนๆ และพี่น้องมีให้

เวลา 13.10 น. “เสียงสวัสดีครับ” จากคนที่รอคอยก็ดังขึ้น พร้อมเสียงปรบมือต้อนรับอย่างเกรียวกราว ตามด้วยเสียงเพลง “Happy Birthday to you” ที่กลั่นออกมาจากหัวใจทุกดวงของผู้ที่อยู่ในห้องนั้นก็ดังขึ้นพร้อมกัน วันนี้เป็นวันแรกที่พ่อ-แม่-ลูก ได้ทักทายกันต่อหน้าผู้คนที่ให้กำลังใจอยู่นับร้อยชีวิต ทำให้ทุกคนตื้นตัน อดที่จะน้ำตาไหลซึมออกมาไม่ได้ การสนทนาต่อๆ ไป จึงจบลงด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา แต่ก็มีความสุขกันถ้วนหน้า

เมื่อโฟนอินจบเรียบร้อยทางเจ้าภาพจึงชวนกันเปลี่ยนอารมณ์ ด้วยการร้องรำทำเพลง เรียกความครึกครื้นกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

งานนี้ได้ทั้งบุญ ทั้งรอยยิ้ม ทั้งน้ำตา แต่ก็เป็นน้ำตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุขค่ะ ชมภาพบรรยากาศในงาน คลิ้กที่นี่จ้า***

******ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง "ชมรมคิดถึงเพื่อนร่วมรบ จักรภพ เพ็ญแข" มีจิตศรัทธาพร้อมใจนัดกันไปทำทาน เพื่อเป็นกุศลให้กับ "คุณจักรภพ" เช่นกัน จึงได้ร่วมกันรับบริจาคอาหารคาว-หวาน ผลไม้ และช่วยกันนำไปแจกให้กับเพื่อนผู้ด้อยโอกาส ที่อยู่บริเวณท้องสนามหลวง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก บรรดาเพื่อนๆ ที่อาศัยอยู่ที่ท้องสนามหลวงวนเวียนกันเข้ามารับแจกอาหารจนหมดเกลี้ยง ก็สนุกสนานไปอีกรูปแบบหนึ่ง...

และเมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. “คุณจักรภพ” ก็ได้โฟนอินเข้ามาที่เวทีเล็ก บริเวณท้องสนามหลวงด้วย ทำให้บรรยากาศที่คึกคักอยู่แล้ว มีความกระชุ่มกระชวยขึ้นอีก ทุกคนรีบกระวีกระวาดวิ่งไปหาที่นั่งติดหน้าเวทีเพื่อตั้งใจฟัง ผู้นำในดวงใจของพวกเขา แฮ๊ปปี้กันไปตามๆ กันค่ะ***

***ฝากข่าวการกุศลถึงชาวเสื้อแดง เรียนเชิญทุกท่านมาร่วมงานการกุศล โดยเฉพาะแฟนๆ คุณแรมโบ้อิสาน (สุภรณ์ อัตถาวงศ์)ซึ่งคุณแรมโบ้ ได้เป็นประธานร่วมด้วย เป็นงานอัญเชิญพระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์ ไปประดิษฐาน ณ.วัดหนองใหญ่ เยื้องโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรีมีงานวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 เวลา 10.29 น.***


***เสื้อแดงอินเตอร์เคลื่อนไหวคึกคักทั่วมุมโลก หลังจากเรารายงานกิจกรรมเสื้อแดงในอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่นไปก่อนหน้านี้แล้ว ล่าสุดพลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย(THAI RED AUSTRALIA)แจ้งข่าวมา ขอเรียนเชิญพี่น้องผู้มีจิตใจรักในประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ และอำนาจนอกระบบ รวมถึงต่อต้านการกระทำสองมาตรฐานของทางรัฐฯไทย เข้าร่วมพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองครั้งที่ 5 ในวันอาทิตย์ที่25ตุลาคมนี้ ผู้สนใจติดต่อ thairedaustralia@hotmail.com เพราะถึงเวลาแล้วที่เราคนไทยในต่างแดนในหลายๆประเทศ จะได้รวมใจเป็นหนึ่งกับพี่น้องในเมืองไทย สู่หนทางประชาธิปไตยที่แท้จริง...เสียที***

***พี่น้องเสื้อแดงปักษ์ใต้จะปล่อยให้พันธมารผลาญเมืองคงไม่ไหว ล่าสุดเหยียบหัวใจกันถึงขั้นพันธมิตร16จังหวัดภาคใต้ออกแถลงการณ์หนุนสหภาพรถไฟหยุดเดินรถไฟ ทำร้ายคนปักษ์ใต้ ทำลายเศรษฐกิจ ทำลายการท่องเที่ยว ดังนั้นกลุ่มพิทักษ์ประชาธิปไตยภูเก็ต จึงได้กำหนดจัดการเสวนาประชาธิปไตยในหัวข้อ "ฝ่าวิกฤติการเมือง แก้วิกฤติท่องเที่ยว" ในวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต โดยเชิญ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช ,ดร.สุนัย จุลพงศธร พร้อมด้วยตัวแทนฝ่ายการท่องเที่ยวของภูเก็ต ร่วมเป็นวิทยากร พร้อมดำเนินรายการโดย จอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระ บัตรราคา 300 บาท รายได้เพื่อเป็นทุนในการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย ติดต่อสำรองได้ที่ คุณเอ๋ 08-7890-3133 เลขา/ผู้ประสานงานกลุ่มฯ***

***นอกจากนี้ ท่านยังจะได้พบกับขุนพลนักพูดทางการเมืองที่ท่านชื่นชอบ อาทิ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, พายัพ ปั้นเกตุ ฯลฯ อีกมากมาย ขอเรียนเชิญพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยในภาคใต้ และพี่น้องที่ต้องการปลดแอกไม่ให้พันธมารผลาญชาติย่ำยีทำลายคนปักษ์ใต้ ทำร้ายเศรษฐกิจการท่องเที่ยวมาพบกันสำแดงพลังกันให้เป็นประจักษ์***

***คุณนกไฟ สายข่าวเสื้อแดงปักษ์ใต้รายงานมา จากผลงานบริหารที่ล้มเหลวของรัฐบาลชุดปัจจุบันโดยมีนายกหน้าหล่อแต่ไร้ประสิทธิภาพ(ไอ้มาร์ค)เป็นแกนนำ ทำให้นักธุรกิจในอำเภอหาดใหญ่ชื่อดังหลายๆคนเริ่มทนไม่ไหว ต้องออกมาเคลื่อนไหวพร้อมๆกับสมาชิกพรรคเพื่อไทยเพื่อเรียกร้องรัฐบาลที่เขาต้องการจริงๆ บริหารงานราชการแผ่นดินเป็นจริงๆ บริหารงานด้านเศรฐกิจเป็นจร้งๆ และได้กลับมาบริหารงานแผ่นดินจริงๆโดยไม่ถูกอำนาจมืด มือที่มองไม่เห็น มาแทรกแซง โดยในงานครั้งนี้ได้จัดรวมกลุ่มระดับแกนนำเสื้อแดงภาคใต้ ตลอดจนนักธุรกิจชั้นนำในหาดใหญ่ เพื่อเตรียมการพบปะสังสรรค์กลุ่มผู้รักประชาธิปไตยและรักความถูกต้องของมวลชนชาวใต้สงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงในวันที่ 8 พย.นี้ โดยอาจจะเิชิญพิธีกรสำคัญๆทางกรุงเทพมาร่วมวงเสวนาด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นวันและเวลาตลอดจนสถานที่ กรุณารอ นกไฟ สายข่าวเสื้อแดงภาคใต้มาให้ข้อมูลอีกครั้งน๊ะครับ***

***ป.ล.เสื้อแดงหาดใหญ่ สงขลา และพี่น้องชาวใต้ที่ยังอยู่หลังตู้เย็น โปรดเตรียมตัวไว้ให้ดี หากวันนี้พวกเราไม่สู้ ก็จะลำบากกึงรุ่นลูกหลานเราในอนาคตนะครับ จงแสดงพลังของพวกคุณออกมา เชื่อในสิ่งที่ทำและจงทำในสิ่งที่เชื่อ เพื่ออนาคตของเราและประัเทศของเรา จงจำเอาไว้ว่า ไม่มีความยุติธรรม ความสงบไม่เกิด ไม่เกิดขอรับ ชมภาพบางส่วนของกิจกรรมในวันประชุมกันเลยครับ***

***เสื้อแดงเชียงใหม่แจ้งมา มีงานด่วนๆสัมมนากลุ่มย่อยต่อยอด ร.ร.ผู้ปฏิบัติงาน นปช.เพื่อเสริมสร้างแนวทางการทำงานเสื้อแดงให้เป็นเอกภาพ สำหรับท่านที่ไม่ได้เข้าร่วม ร.ร.ผู้ปฏิบัติงาน นปช.จัดที่ สถานีวิทยุปูนิ่มเรดิโอ FM 99.00 MHz.วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552 เวลา 10.00 น.ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ติดต่อ 053 - 802949 และ 085 - 6180352***

*** แดงสุพรรณ51 แจ้งข่าว วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2552 นี้ขอเชิญกรรมการกลุ่มแดงสุพรรณ 51 ทั้ง 10 อำเภอของสุพรรณบุรี เข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือวางแนวทางการขยายมวลชนและกำหนดกิจกรรมการปฎิบัติงานให้เข้มข้นยิ่งขึ้น และเชิญพี่น้องเสื้อแดงติดตามความเคลื่อนไหวกลุ่มแดงสุพพณ 51 ได้ ที่ FM.105.75 MHz เวลา 06.00 น-08.00 น.วันจันทร์-วันศุกร์***

***ตั้งแต่วันจันทร์เป็นต้นไปคอลัมน์นี้จะรายงาน"รู้จักกันวันละเวบ/วันละคลื่น" หากพี่น้องที่ทำเวบไซต์ เวบบล็อก คลื่นวิทยุ ทีวี หรือสื่อช่องทางใดๆรวมไปถึงทำฟอร์เวิร์ดเมล์ หรือเมล์กรุ๊ป แม้กระทั่งซีร็อกซ์แจก ส่งข่าวมาให้"นักข่าวชาวรากหญ้า"เลยครับ จะได้ช่วยตีปี๊บให้พี่น้องเสื้อแดงได้รู้จัก และไปเยี่ยมชมผลงานให้กำลังใจทุกๆท่านที่ทุ่มเทเพื่อประชาธิปไตย"

***ท่านที่ต้องการเผยแพร่ข่าวคราวกิจกรรม หรือกำหนดการงานนัดหมายต่างๆทั้งส่วนรวม ส่วนตัว ธุรกิจการค้าสารพัดสารพันงานบุญงานบวช บอกมาได้ที่"นักข่าวชาวรากหญ้า"อีเมล์ thaienews@googlegroups.com แล้วเราจะตีข่าวให้ฟรีๆไม่คิดสตังค์ แถมมีคนรออ่านอยู่ทั่วโลกหลายล้านคนคะร้าบ***

ความปัญญาอ่อนของ NGO กรณี องค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน

ที่มา Thai E-News



ใจ อึ๊งภากรณ์

ยุคของ NGO ที่จะเป็นพลังก้าวหน้าในสังคมหมดสิ้นไปนานแล้ว สำหรับนักเคลื่อนไหวที่ต้องการสร้างสังคมที่ดีขึ้น จะต้องมีการทบทวนประวัติศาสตร์การต่อสู้ เพื่อหาทางใหม่ แต่สำหรับผู้ที่สนใจแต่จะกินเงินเดือนก็ควรจะอยู่ต่อไปในองค์กร NGO โดยไม่ทำอะไรใหม่ และหวังว่าแหล่งเงินทุนจะไม่หายไป


อาเซียน (ASEAN) ประกอบไปด้วย ประเทศไทย เวียดนาม ลาว เขมร พม่า และสิงค์โปร์ ซึ่งล้วนแต่เป็นเผด็จการ นอกจากนี้มีประเทศกึ่งเผด็จการแบบมาเลยเซีย และมีฟิลิปปินส์กับอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประชาธิปไตย

จะมีใครบ้างในโลกที่ฝันว่ารัฐบาลของประเทศเหล่านี้จะสร้างองค์กรสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง?

คำตอบคือ พวก NGO

แต่ไม่ว่า NGO จะฝันไปถึงไหน เขาก็โดนตบหน้าจากผู้นำอาเซียน นอกจากรัฐบาลต่างๆจะสงวนสิทธิในการแต่งตั้งคนของตนเองเข้ามาเป็นกรรมการองค์กรสิทธิมนุษยชนแล้ว ผู้นำรัฐบาลอาเซียนยังปฏิเสธครึ่งหนึ่งของคณะ NGO ที่ต้องการเข้าพบ และอนุญาตให้คนคนเดียวมิสิทธิ์พูด คือ อาจารย์สุริชัย หวันแก้ว จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สุริชัย คนนี้คือใคร? เขาเป็นผู้ที่สนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยา และเป็นผู้ที่ คมช. แต่งตั้งเข้าสู่สภาของเผด็จการ นอกจากนี้ทีมงาน NGO ไทย ประกอบไปด้วยคนที่สนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยา อีกหลายคน

ในพิธีเปิดองค์กรสิทธิมนุษชนของอาเซียน นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เป็นคนปราศัย คนนี้เป็นนายกรัฐมนตรีเผด็จการ ที่ถือตำแหน่งจากการจัดการของทหาร ที่เซ็นเซอร์สื่อ ที่จับคนบริสุทธิ์เข้าคุก ที่สั่งให้ทหารฆ่าประชาชน และที่มีส่วนในการก่อตั้งอันธพาลเสื้อสีน้ำเงิน

อภิสิทธิ์ได้โกหกและบิดเบือนความจริงตามเคย โดยอ้างว่าสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนสำคัญของสังคมที่พวกเขาต้องการสร้าง นอกจากนี้ก็พูดเชิงกล่อมเด็กว่า องค์กรประชาสังคมควรจะมั่นใจได้ว่ารัฐบาลของอาเซียน เป็นเพื่อนที่ดีของเขา

ทำไม NGO หลายส่วนถึงเดินตามแนวปัญญาอ่อนแบบนี้? เขาโง่? เขาเป็นผู้ฉวยโอกาส? หรือเขาตาบอดเพราะวิเคราะห์อะไรไม่เป็น?

พวก “NGO นักล็อบบี้” ชอบอ้างว่าตัวเองเป็นตัวแทนของ “ประชาสังคม” ทั้งๆที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งจากใคร องค์กร NGO หลายองค์กร ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง และการยกมือลงคะแนนเสียงอีกด้วย

พวกนี้ลืมว่า “ประชาสังคม” สามารถขยายพื้นที่ประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพต่อเมื่อมีการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีมวลชนจำนวนมาก ขบวนการเคลื่อนไหวดังกล่าวจะต้องต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการ และอภิสิทธิของคนชั้นสูงอีกด้วย

แทนที่จะเสียเวลาคุยกับผู้นำรัฐบาลต่างๆ NGO ควรจะใช้เวลาและทรัพยากรในการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวหรือการสนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่มีอยู่แล้ว เช่น คนเสื้อแดงในไทย หรือ ขบวนการต้านรัฐบาลในประเทศอื่นๆ

องค์กรสิทธิมนุษยชนที่ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิได้จริง จะต้องเป็นองค์กรที่ตัดขาดและอิสระจากรัฐบาล และองค์กรเหล่านี้จะต้องกล้าวิพากษ์วิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกรูปแบบอีกด้วย ตัวอย่างที่ดีคือองค์กรสิทธิมนุษยชนเอเชียที่ฮ่องกง หลัง “การล่มสลายของคอมมิวนิสต์”

ขบวนการ NGO หันหลังให้กับ การเมือง การสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม และพรรคการเมือง เขาหันไปเน้นเรื่องการล็อบบี้ผู้หลักผู้ใหญ่แทน และชื่นชมแนวความคิดชุมชนนิยมแบบอนาธิปไตย และทั้งๆ ที่สองแนวทางนี้ดูเหมือนแย้งกันเพราะคลานไปกอดอำนาจรัฐ และปฏิเสธอำนาจรัฐพร้อมๆกัน แต่จุดร่วมคือการปล่อยรัฐไว้ และปฏิเสธการวิเคราะห์ภาพรวมทางการเมือง นี่คือสาเหตุที่ NGO สามารถหลับหูหลับตาถึงเผด็จการในอาเซียนได้

แทนที่จะสร้างขบวนการเคลื่อนไหวหรือพรรค NGO เน้นการเคลื่อนไหวประเด็นเดียว เขาดีใจเมื่อได้รับคำเชิญชวนเข้าไปในห้องประชุมกับผู้มีอำนาจ แทนที่จะหาทางทำลายอำนาจดังกล่าวของฝ่ายเผด็จการ การทำงานแบบนี้สอดคล้องกับการรับทุนจากองค์กรระหว่างประเทศ และนำไปสู่การทำงานที่ไร้การเมือง

ในประเด็นเรื่องโลกร้อน NGO ในไทย มองข้ามการที่รัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และคิดว่าเผด็จการจะฟังประชาชน มีการใช้แนวชาตินิยมเพื่อเอาใจผู้มีอำนาจ ซึ่งทำให้มีการปัดความรับผิดชอบในการแก้ปัญหาโลกร้อนไปสู่ประเทศตะวันตก โดยที่รัฐบาลในเอเชียไม่ต้องทำอะไร มันทำให้สร้างแนวร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหวในตะวันตกยากขึ้น เพราะขบวนการในตะวันตกเข้าใจดีว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องรับผิดชอบมากที่สุดในการแก้ปัญหาโลกร้อน ประเด็นที่สำคัญคือเราจะจัดการกับกลไกตลาดที่แสวงหากำไร ทำลายโลก และสร้างความเหลื่อมล้ำอย่างไร

ในไทยและประเทศเอเซียอื่นๆ รัฐบาลจะต้องเก็บภาษีจากคนรวยและตัดงบประมาณทหารเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน เราต้องการเทคโนโลยี่สมัยใหม่เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าแสงแดด กังหันลม ระบบคมนาคมขนส่งมวลชนที่ใช้ไฟฟ้า และบ้านที่อยู่อาศัยที่ใช้พลังงานด้วยประสิทธิภาพสูง เรื่องเหล่านี้ NGO ในไทยเงียบเฉย โดยที่พยายามหมุนกงล้อประวัติศาสตร์กลับไปสู่ยุคก่อนอุตสาหกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

ยุคของ NGO ที่จะเป็นพลังก้าวหน้าในสังคมหมดสิ้นไปนานแล้ว สำหรับนักเคลื่อนไหวที่ต้องการสร้างสังคมที่ดีขึ้น จะต้องมีการทบทวนประวัติศาสตร์การต่อสู้ เพื่อหาทางใหม่

แต่สำหรับผู้ที่สนใจแต่จะกินเงินเดือนก็ควรจะอยู่ต่อไปในองค์กร NGO โดยไม่ทำอะไรใหม่ และหวังว่าแหล่งเงินทุนจะไม่หายไป
--
ติดตามงานของใจ อึ๊งภากรณ์:

http://siamrd.blog.co.uk/
http://redsiam.wordpress.com/
http://wdpress.blog.co.uk/

คุณหมอประเวศคะ หนูนอนไม่ค่อยจะหลับ

ที่มา Thai E-News


โดย รัชนี แฟนสายสีมา
24 ตุลาคม 2552
บทความเกี่ยวเนื่อง:ด้านมืดของราษฎรอาโสและผองเพื่อนนายหน้าค้าความจน

คุณหมอบอกว่า นายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ ที่ถูกรัฐประหารแล้วจะไปลับ แต่คุณเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียว(ทักษิณ) ที่รัฐประหารก็กินไม่ลง เราไม่ควรดีใจหรือค่ะคุณหมอ ถ้าในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ประชาชนเขาไม่ยินดีกับพวกรัฐประหารเหมือนที่ผ่านมา ก็เท่ากับว่า ประชาชนเขามีจิตสำนึกใหม่คือจิตสำนึกประชาธิปไตยไงค่ะ




คุณหมอค่ะ หนูนอนไม่ค่อยจะหลับ กระส่ายกระสับมาเป็นเวลาร่วมสี่วันแล้วค่ะ

หนูรู้สึกกระส่ายกระสับนอนไม่หลับ นับตั้งแต่หนูได้อ่านจดหมายของคุณหมอที่เขียนถึงอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ(คลิ้กอ่านจดหมายหมอประเวศถึงทักษิณ)

หนูอ่านจดหมายของคุณหมอตั้งเกือบสิบรอบนะค่ะ หนูก็เกิดอาการกำเหริบทางสมอง ขึ้นมาทันที มันทำให้หนูสับสนนะค่ะ

ในฐานะที่หนูจบปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเก่าแก่แห่งหนึ่งมาเกือบสิบปีแล้ว

หนูรู้สึกว่า ความเข้าใจเรื่องการเมือง เรื่องประชาธิปไตยที่หนูเล่าเรียนมามันไม่เหมือนที่คุณหมอพูดในจดหมายเลยนะค่ะ

หนูก็เลยต้องไปรื้อหนังสือเก่าๆที่เก็บไว้นานในลังผุๆของหนู ก็หนูไม่ร่ำรวยพอที่จะมีตู้ชั้นหนังสือเหมือนคนอื่นเขาค่ะ หนูยังเป็นคนจนแม้ว่าหนูจบปริญญาตรี หนูเคยสอบปลัด สอบรับราชการมาหลายตำแหน่งหลายสิบครั้งแล้ว แต่หนูไม่ได้ หนูไม่มีเส้นค่ะ หนูไม่มีอภิสิทธิ์ค่ะ หนูก็เลยตัดสินใจมาเป็นแม้ค้าขายข้าวหน้าเป็ด เลี้ยงชีพนะค่ะ ก็พออยู่ได้ค่ะ

หนูไม่ได้คิดถึง อริสโตเติล เพลโต มาเคียลแวลี่ รุสโส จอห์นล็อค และหลายคนที่เป็นนักปรัชญามานานแล้ว และหนูลืมพวกเขาไปด้วยว่าคนไหนชอบประชาธิปไตย คนไหนชอบเผด็จการ หนูก็เลยได้ทบทวนจากจดหมายของคุณหมอค่ะ ทั้งๆที่หนูเมื่อก่อนทำเกรดเรื่องพวกเขาได้ดีมากนะคะ (หนูขอเวอร์หน่อยนะค่ะ)

แต่พออ่านจดหมายคุณหมอก็เลยทำให้หนูต้องกลับมาอ่านว่านักปรัชญาพวกนี้เขาคิด เขาอภิปรายกันว่าอย่างไรกัน ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง กับประชาธิปไตย มันเหมือนความคิดของคุณหมอไหม

คุณหมอบอกว่า นายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ ที่ถูกรัฐประหารแล้วจะไปลับ แต่คุณเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียว(ทักษิณ) ที่รัฐประหารก็กินไม่ลง

หนูดีใจนะค่ะที่รัฐประหารกินไม่ลง หนูก็ไม่อยากกินด้วย ไม่เหมือนตอนนายกรัฐมนตรีชาติชาย ที่หนูถูกบังคับให้ต้องกิน ขอโทษจนหนูอ้วกแตกค่ะ

เพราะอะไรหรือค่ะ ก็เพราะอาจารย์รัฐศาสตร์ที่สอนเรื่องประชาธิปไตย บอกหนูว่าการรัฐประหารไม่ใช่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบบให้ต่างจากเก่า เพียงแต่เปลี่ยนผู้นำ ผู้มีอำนาจโดยการใช้กองกำลังติดอาวุธของทหารเท่านั้น

ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เหมือนที่คุณหมอปรารถนาเลยค่ะ

เราไม่ควรดีใจหรือค่ะคุณหมอ ถ้าในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ประชาชนเขาไม่ยินดีกับพวกรัฐประหารเหมือนที่ผ่านมา ก็เท่ากับว่า ประชาชนเขามีจิตสำนึกใหม่คือจิตสำนึกประชาธิปไตยไงค่ะ

ไม่ใช่จิตสำนึกเก่า ที่ไม่เห็นคุณค่าของตนเอง ไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเองเหมือนสำนึกแบบอำมาตศักดินาอุปถัมป์ที่ครอบงำสังคมไทยอยู่

ประชาชนเขาเป็นพลเมืองactive กันแล้ว ไม่ใช่ไพร่ คุณหมอก็เคยต้องการให้พลเมืองเป็นแบบนี้มิใช่หรือค่ะ?

หนูและคุณหมอก็ควรดีใจ ใช่ไหม เมื่อประชาชนไม่ยอมเป็นทาสพวกอภิสิทธิ์ชนกันแล้ว

เหมือนที่จดหมายคุณหมอบอกว่า เราต้องการอะไรที่ใหญ่กว่านั้น

แล้วไอ้ที่ว่าใหญ่กว่านั้นมันคืออะไร? เรื่องใหญ่ที่สุดคือ จิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) ไงค่ะคุณหมอ

คนไทยเรากำลังมีจิตสำนึกกว้างใหญ่ มองเห็นทั้งหมด ไม่ทำเฉพาะส่วนอย่างแยกส่วน ไม่ทำเพื่อตนและพวกตน แต่ทำเพื่อประชาธิปไตย เพื่อประเทศชาติที่ก้าวหน้า นำไปสู่การการพัฒนาสังคมที่ดีขึ้น ใช่ไหมค่ะ

คุณหมอรู้ไหมค่ะ หนูจะเล่าให้ฟังก็ได้ค่ะ ว่าหลังจากรัฐประหาร หนูได้เข้าร่วมกับกิจกรรม การชุมนุมของคนเสื้อแดงมากเลยค่ะ จนหนูรู้สึกว่า คนเสื้อแดงเขารักประชาธิปไตย เมื่อก่อนเขาอาจจะรักทักษิณ แต่ตอนนี้เขารักประชาธิปไตยมากกว่าทักษิณเสียอีก แล้วถ้าทักษิณมาจากประชาธิปไตย ผิดหรือค่ะ ถ้าเขาจะรักทักษิณด้วยค่ะ

เขามีจิตสำนึกใหม่แล้วค่ะ คุณหมอ

จิตสำนึกใหม่ที่เข้าถึงความเป็นทั้งหมดจะทำให้เป็นอิสระ มีความสุขอันลึกซึ้ง เกิดความรักอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติทั้งหมด ทำให้ดำเนินไปบนวิถีดุลยภาพได้นะค่ะคุณหมอ

ไม่เชื่อคุณหมอ ลองหาเวลาไปคุยกับคนเสื้อแดงซิค่ะ คนจนๆคนที่มาจากต่างจังหวัด คนที่ไม่จบป.4 คนที่ขับแท็กซี่ในกรุงเทพก็ได้ค่ะ ไม่ต้องคุยกับนักวิชาการนะค่ะ เดี๋ยวคุณหมอจะสับสนค่ะ เป็นห่วง

พวกเขาหมายปองที่จะได้ วิถีทางใหม่ที่มนุษยชาติ คือ วิถีดุลยภาพ ซึ่งจะเป็นไปได้ด้วยจิตสำนึกใหม่เท่านั้น และสังคมไทยที่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้น ไม่ใช่วิถีการรัฐประหารค่ะ

หนูเข้าใจไปเองนะค่ะว่า คุณหมอคุณเป็นคนที่มีบารมีสูงไม่ตกอยู่ในอกุศลภูมิแห่งโลภะ โทสะ โมหะ คุณหมอต้องสนับสนุนคนที่รักประชาธิปไตย คือเรื่องการสร้างจิตสำนึกใหม่ของคนไทยทั้งหมด และมนุษย์ในโลกด้วย ด้วยบารมีของหมอ

หนูคิดว่าคุณหมอสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้เป็นประชาธิปไตยได้ค่ะ

ด้วยความเคารพ

รัชนี (แฟนสายสีมา) ค่ะ

ด่วน! อาเซียนซัมมิทเจอป่วนหนัก พรก.มั่นคง เอาไม่อยู่

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ วโรทาห์
ที่มา เวบไซต์ warotah
24 ตุลาคม 2552

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ตำแหน่งประธานอาเซียน ที่นึกว่าใครเป็นก็ได้ ทำท่าว่าจะมีอาถรรพ์ซะแล้ว เมื่อคนที่มาสวมรอยดันบุญไม่ถึง จะหยิบจะจับอะไรมันเลยมีปัญหาไปซะหมด ขนาดว่าเตรียมการกันมาอย่างดี ยังให้มีอันเป็นไป ต้องป่วนกันไม่เสร็จ

อย่างคราวที่แล้วก็เจอจอมเนรคุณอย่างเนรวิน พาพวกเสื้อน้ำเงิน ไปดักตีเสื้อแดงจนงานกร่อย เล่นเอาที่ประชุมถึงกับวงแตก เปิดตูดเผ่นแน่บ อย่างกับผึ้งแตกรัง ป่านนี้ยังเคืองท่านประธานไม่หายว่า

แหม..ยามหน้าสิ่วหน้าขวาน มันยังทิ้งกันได้ลงคอ

มาครั้งนี้กะว่ายังไงก็กินนิ่มแน่ๆ เพราะเตรียมกองทหารไว้เต็มอัตราศึก พร้อมอาวุธหนักครบมือ ซ้ำมีร่างประกาศ พรก.มั่นคงเอาไว้รอเสร็จ ขนาดนั้น ยังไม่วายเจอป่วนเข้าอีกจนได้

แถมคราวนี้ยังแสบหนักขึ้นไปอีกหลายกิโลขีด เพราะมันป่วนจากภายใน โดยแก๊งค์ออฟโฟร์ ที่เกิดเฮี้ยนขึ้นมา อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ต่อให้พ่อ พรก.ยังยากที่จะเอาอยู่

เมื่อจู่ๆผู้นำ 4 ประเทศ ก็มาไม่ทันเปิดงานมันซะดื้อๆ ด้วยข้ออ้างสั้นๆ ง่ายๆ ว่า ตู-ม่าย-ว่าง!

แล้วแก๊งค์ที่ว่า ก็บิ๊กเนมกันทั้งนั้น นำทีมโดยบิ๊กบัง ประธานาธิบดีสุสิโล่ บัมบัง ยุดโดโยโน่ แห่งอินโดนีเซีย พร้อมด้วยคู่หูคู่ฮาอย่าง นายกรัฐมนตรีดาโต๊ะ ซรี โมฮัมหมัด นาจิบ บิน ตุน อับดุล ราซัค แห่งมาเลเซีย ผสมโรงโดยประธานาธิบดีกลอเรีย มาคาปากัลป์ อาร์โรโย่ แห่งฟิลิปปินส์ และที่ขาดไม่ได้เป็นอันขาด คือสมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน

ว่ากันว่า รายหลังนี้ ตั้งใจมาป่วนโดยเฉพาะ

แต่ที่ไม่คาดไม่ฝันว่าจะทำกันได้ คือสมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาเลาะห์ แห่งบรูไนดารุสซาลาม ข่าวว่า ทรงเมินโรงแรมที่ประทับ ซึ่งรัฐบาลไทยจัดให้อย่างไม่สมพระเกียรติ แล้วเสด็จไปประทับที่บ้านรับรองของน้าแม้ว หลังจากนั้นก็ทรงประชวร ไม่เสด็จมาร่วมเปิดงาน ซะงั้น

หมดกัน.. ชื่อเสียงประเทศชาติป่นปี้ ยังไม่เท่าอดชักรูปหมู่ ซึ่งมาร์คหมายมั่นปั้นมือเอาไว้ ว่าจะเอาไปประดับหอแต๋วแตก ให้เลื่องลือกันไปว่า มาร์คหล่อที่สุดในอาเซียน

งานนี้ ต้องเรียกว่า ขาป่วนเขามีระดับ ถึงได้เล่นซะงานกร่อยตั้งแต่ยังไม่เปิดด้วยซ้ำ

มิน่าล่ะ เสื้อแดงถึงได้ทำเป็นใจดี ส่งพี่กี้ร์ไปยื่นหนังสือสนับสนุนการประชุม แล้วกลับบ้านไปนอนเกาพุงเฉย

และที่ทำเอาคอการเมืองถึงกับซี้ดปาก อย่างกับฟาดตำไทยใส่พริก 7 เม็ด ก็คือ ลีลาพญามังกรอย่างพ่อใหญ่จิ๋ว เมื่อแตะมือกับพญานาคอย่างฮุน เซน ก็เล่นเอางูดินอย่างมาร์ค ถึงกับดิ้นพราดๆ อย่างกับไส้เดือนถูกขี้เถ้าร้อนๆ

ถ้าแค่นี้ถือว่าฮาแล้ว แสดงว่ารู้ไม่จริง ต้องติดตามตอนต่อไป แล้วจะรู้ว่า ยังฮาได้อีก

เมื่อฮุนเซนไปกระซิบกระซาบข้างหูลุงจิ๋วว่า ได้เตรียมที่พักอย่างดีไว้ให้เพื่อนแม้ว จะมาเมื่อไหร่ ก็เวลคัมเสมอ

มีหรือที่อินทรีการเมืองระดับนั้นจะไม่รู้ว่า พ่อใหญ่แกปากสว่างจะตายไป ขนาดป๋าไม่ให้เข้าไปลาบวช แกยังเอามาปูดซะเสียหมาหมด

แล้วลุงจิ๋วก็ไม่ทำให้ลูกหลานต้องผิดหวัง เมื่อแกเอาคำพูดของฮุนเซนมาป่าวประกาศซะดังลั่น เล่นเอาแมลงสาบถึงกับผีเข้ากันยกก๊วน

ให้มันรู้กันไปว่า เมื่อพ่อใหญ่จิ๋วพูดจารู้เรื่องขึ้นมา อะไรก็เอาแกไม่อยู่

แล้วเราก็ได้เห็นลีลาการเมืองระดับฮุนเซน เมื่อเขาปล่อยของผ่านลุงจิ๋ว แล้วยังตามมาย้ำหัวตะปูที่กรุงเทพฯ ยืมปากผู้สื่อข่าวนับพันที่มารอทำข่าวการประชุม ให้มันดังก้องไปทั้งโลก กล้าๆ แทงเต็งไปเต็มๆ ที่ฝั่งเสื้อแดง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยไม่เห็นหัวใครอยู่ในสายตา

ถือเป็นการลงทุนครั้งเดียว แต่กินยาวไปได้ชั่วลูกชั่วหลาน

ด้วยคิวเพื่อนช่วยเพื่อน ซื้อใจกันล่วงหน้า นอกจากยืนยันให้พักพิงแล้ว ยังจะตั้งเพื่อนแม้วเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจอีกต่างหาก ถ้าใครยังขืนข้องใจ จะลากเรื่องที่เพื่อนแม้วถูกรัฐประหาร เข้าไปพูดในที่ประชุม เหมือนกรณีออง ซาน ซูจี ซะให้เข็ด

เจอกับดักเข้าไปเต็มเปา แทนที่จะรู้ตัว ประธานอาเซี่ยนเด็กดื้อของเรา กลับแสดงอาการฮึดฮัด โดดเกาะโพเดียม ลอยหน้าลอยตา เหน็บกลับไปหลายดอก ทั้งๆ ที่เรื่องน่าอายอย่างนี้ น่าจะโบ้ยไปให้เทพทุย เขารับเหมาโชว์โง่แต่เพียงผู้เดียว ดูจะเข้าท่ากว่า

คงกลัวว่าจะสวนกลับไม่ได้อย่างใจ เลยทำให้ถลำลึก แสดงวุฒิภาวะออกมา ให้ชาวโลกได้เห็นกันจะๆ

เจอมวยเชิงสูงระดับอัคคมหาเสนาบดีเดโชอย่างฮุนเซน เล่นเอาเอกอัครมหาซื่อบื้อของเรา ถึงกับเข้าป่า ออกทะเล กู่ไม่กลับกันเลยทีเดียว

เป็นอันว่า ถึงจะจัดการประชุมได้ แต่กลับต้องมาเสียหน้าหนักเข้าไปอีก เจอเข้าไปไม้นี้ คนเจ้าคิดเจ้าแค้นอย่างมาร์ค แทบจะคลั่งซะให้ได้ อยากสั่งกองทัพลุยถั่วเขมรให้รู้แล้วรู้รอด ก็ไม่มีอำนาจ

จะยืมมือป๊อกเด้ง ก็กลัวใจมันจริงๆ รู้ๆ กันอยู่ว่า ขานั้น เห็นงานเป็นโดดหนี เห็นหมีเป็นโดดใส่ นอกจากจะไม่จัดให้แล้ว เผลอๆ มันจะไปตั้งก๊วนออกทีวีกับสรยุทธ แล้วประกาศกร้าวว่า ถ้าเป็นผม ผมลาออกไปแล้ว

อะไรไม่เจ็บปวดเท่า การประชุมอาเซียนซัมมิท กลายเป็นทักษิณซัมมิทไปซะฉิบ อุตส่าห์หมายมั่นปั้นมือว่าจะแจ้งเกิดในงานนี้ ดันมาโดนทักษิณแย่งซีนไปซะได้ ทั้งๆ ที่จะว่าไปแล้ว ขานั้นก็ไม่ได้ลงทุนลงแรงอะไร ให้เป็นเรื่องเป็นราว

ยังขุดหาเพชรงกๆ อยู่ที่อาฟริกาด้วยซ้ำไป

การไม่ร่วมเปิดประชุมอาเซียนของห้าชาติ มีเหตุผลเดียวคือ ไอ้มาร์กมันกิ๊กก๊อก

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ Bugbunny
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
24 ตุลาคม 2552

ผมนั่งอ่านเหตุผลของแต่ละท่าน ที่แจ้งสาเหตุการไม่สามารถมาร่วมเปิดประชุมอาเซียนซัมมิตแล้ว สงสารประเทศไทยจับใจครับ ที่เราต้องกลายเป็นประเทศผู้นำอาเซียนที่กิ๊กก๊อกที่สุด เพราะการมีนายกรัฐมนตรีชื่ออภิสิทธิ เวชชาชีวะ มาดูกันเป็นรายคนสิครับ

ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย สุสิโล่ บัมบัง ยุทธโยโน่ และ นายกมาเลเซีย ดะโต๊ะ ซรี โมฮัมหมัด นาจิบ บิน ตุน อับดุล ราซัคนั้น คล้าย ๆ กัน คือติดงานสาบานตัวรับตำแหน่งหลังเลือกตั้ง ซึ่งไม่น่าไม่รู้ด้วยประการทั้งปวงว่า มันตรงหรือใกล้กับวันเปิดประชุมอาเซียนซัมมิท

แต่แน่นอนคือ เขารู้เวลาที่นายอภิสิทธิบอกนี่มานานแล้ว ตั้งแต่พังที่พัทยามาครั้งนั้นหมาด ๆ ว่า จะจัดประชุมเดือนตุลาคม แล้วทำไมเขาต้องมาจัดช่วงใกล้กับวันประชุมด้วย อินโดฯ กับมาเลย์นี่ บินแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงเท่านั้นนะครับ

โอเค เขาอาจไม่ตั้งใจ แต่ถามจริงๆ กระทรวงต่างประเทศยุคนายกษิตนี่ มันกลายเป็นกระทรวงไร้พิธีรีตองทางการทูตไปแล้วหรือ ถึงไม่มีการแจ้งวันเวลากำหนดการให้เขาทราบล่วงหน้าหลายๆ เดือน

สมัยก่อน จะทำอะไรเตรียมการกันเข้มงวดเคร่งครัด เดี๋ยวนี้มั่วซั่วไปหมด จนเขาอ้างเรื่องสาบานตนขึ้นมาปฎิเสธได้ ไม่รู้เรื่องหรือว่า เขามีงานอะไร รมต.มันทำอะไรอยู่ มาแถลงเอาวันก่อนหน้าเปิดสองวันว่า เขามาไม่ได้ บ้าไปแล้วหรือ

ประธานาธิบดีกลอเรีย อาโรโย่ ชี้แจงว่า ท่านต้องดูแลเรื่องไต้ฝุ่น ก็ฟิลิปปินส์นี่ ปีไหนไม่โดนใต้ฝุ่นเป็นสิบลูกบ้างเล่าครับ แถมตอนนี้ใต้ฝุ่นก็ไปแล้ว ท่านปล่อยให้ รมต.มหาดไทยดูแลได้แน่นอน และถึงว่าท่านต้องดูแลใต้ฝุ่นจริงๆ แต่ทำไมท่านมาได้ตอนหลังเล่าครับ ต้องมาไม่ได้ตลอดการประชุม และท่านอาจขออภัยที่มาไม่ได้จริงๆ เป็นหน้าที่ของอาเซียนต้องร่วมมือกันช่วยเหลือ แต่ท่านไม่ยอมมาเปิดประชุม คิดดูกันเองก็แล้วกัน

ส่วนนายกรัฐมนตรีเขมร สมเด็จฮุนเซ็นนี่ ตอนแรกไม่ได้แถลงว่าจะไม่มาร่วมเปิดประชุม แต่วันจริงไม่ยอมมาเปิด แถมประกาศสนับสนุนนายกทักษิณทั้งที่พนมเปญและเมืองไทย เปิดหน้าท้าชนนายอภิสิทธิ์ตรง ๆ เลย

เขมรน่ะ บินชั่วโมงเดียวนะครับ Direct Flight พนมเปญ หัวหิน นี่ระยะทางบินใกล้กว่ามาสุวรรณภูมิเสียอีก จะหมายความได้อย่างเดียว คือเบี้ยวนายอภิสิทธิ์

สุลต่านบรูไนนี่ยิ่งทรงพระหนักกว่าทุกคน ทรงมาเมืองไทยแล้ว แต่ไม่ทรงร่วมเปิดประชุม ไม่ได้ทรงแสดงเหตุผลใดๆ ด้วย

จริงๆ แล้วประเทศอื่นผมว่า เขาก็คงไม่อยากมาอวยนายอภิสิทธิ์เท่าไหร่หรอกนะ แต่จำเป็น

อย่างเวียดนามก็จะเป็นผู้นำอาเซียนต่อ สิงคโปร์ก็เป็นผู้นำคราวที่แล้ว ลาวกับติมอร์ก็ไม่ได้เป็นประเทศบิ๊กนัก แต่ห้าประเทศชั้นนำระดับบิ๊กที่เหลือของอาเซียน เบี้ยวนี่ นายอภิสิทธิ์ก็น่าจะรู้แล้วนะว่า เขารังเกียจคุณขนาดไหน

เป็นการแสดงออกทางการทูตที่แข็งกร้าวมากนะ มาร์ก ไม่เชื่อไปถามคนกระทรวงต่างประเทศดู ว่าการไม่ให้เกียรติร่วมพิธีเปิด ทั้งที่เป็นมิตรประเทศใกล้ชิดร่วมหัวจมท้ายกันมานานหลายสิบปีแบบนี้ มันแรงแค่ไหน

เขาไม่เห็นหัวมาร์กเข้าใจไหม คุณไม่อยู่ในสายตา เป็นแค่ขี้ข้าและหุ่นของอำมาตยาธิปไตย และเขาแสดงชัดเจนด้วยว่า เขาไม่เกรงใจอำมาตย์ไทยอีกแล้วด้วย

มันลำบากอยู่นิดเดียว ตรงที่ไอ้มาร์ก มันเป็นพวกดื้อด้านไร้ยางอายโดยสันดาน จะคอยฟังว่า มันจะพูดว่าอย่างไรอีก หลังจากเป็นเจ้าบ้าน แต่เสือกไปด่าแขกที่มาประชุมออกข่าวไปทั่วโลก

ผมว่ามันคงโชว์ความโง่เง่าและงั่งเพิ่มขึ้นอีก ทำเป็นเล่นไป ตอนนี้เห็นไอ้พวกนิยมเวจมรรคเสื้อเหลือง ทำท่าจะออกมาประท้วงเขมร ปิดสถานทูตเขาอีกแล้ว

พี่น้องเสื้อแดงครับ รวมกำลังกันไปรุมยิงแม่ง หรือกระทืบพวกแม่งบ้างดีไหม (พูดเล่นนะ แต่มันน่าทำอย่างนี้ไม่ใช่หรือ)