WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 26, 2009

‘มารค ตามไท’ สรุป 5 ปีตากใบ แค่ยุติธรรมไม่พอ! ชี้รัฐบาลผิดทาง ไม่ควรเน้นโยนเงิน “พัฒนา”

ที่มา ประชาไท

‘มารค ตามไท’ อาจารย์จาก ม.พายัพ กล่าวในเวทีรำลึก 5 ปีตากใบ ระบุแก้ปัญหาใต้แค่ยุติธรรมไม่พอ ต้องเปิดพื้นที่ให้ความเห็นต่างได้แสดงออกเต็มที่ พร้อมชี้รัฐบาลเน้น “พัฒนา” ท่ามกลางความขัดแย้งยิ่งรุนแรงหนัก ‘ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ’ระบุ ความยุติธรรมเยียวยาบาดแผลได้ คนนอกสำคัญต้องออกมายืนเคียงข้างคนในพื้นที่

25 ต.ค.52 ที่มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย มีการจัดงานรำลึก 5 ปี โศกนาฏกรรมตากใบขึ้น โดยมีนักศึกษามุสลิมจากหลายสถาบันเข้าร่วม งานนี้จัดโดย เครือข่ายเยาวชนนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน(คพช.) สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย(สนมท.) กลุ่มนักศึกษาจังหวัดชายแดนใต้(PNYS) สมาคมสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสันติภาพ(Deep Peace)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานเสวนาช่วงบ่าย ดร.มารค ตามไท ผอ.สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ กล่าวว่า งานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลายประการ แต่ประการหนึ่งที่สำคัญคือการสร้างทัศนคติของสังคมที่ถูกต้องต่อปัญหาชายแดนภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันเราอาจจำแนกทัศนคติของสังคมต่อเรื่องนี้ได้ 4 แบบ คือ 1. ไม่สนใจเพราะไกลตัว 2. สนใจ แต่คิดว่าทัศนคติของตนเองไม่มีผลอะไรต่อปัญหา 3. คิดว่าความรุนแรงทั้งหมดเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ หรือไม่ก็เห็นว่าความรุนแรงทั้งหมดเกิดจากกลุ่มผู้ก่อความรุนแรง 4.คิดว่าความรุนแรงใน 3 จังหวัดเป็นเรื่องจำเป็น ในภาวะสงครามการละเมิดสิทธิบางอย่างเกิดขึ้นได้
มารค กล่าวว่า แนวคิดแรกที่รู้สึกไม่สนใจเพราะไกลตัว ในช่วงหลังๆ มีความพยายามแก้ไขด้วยการบอกว่า คนที่เดือดร้อนเป็นเพื่อนร่วมชาติ ซึ่งเขาเห็นว่าการใช้แนวคิดชาตินิยมมาอุดช่องว่างนี้ไม่ถูกต้อง แต่ควรเริ่มที่เรื่องใหญ่กว่านั้นคือความเป็นมนุษย์ร่วมกัน
“ถ้าเราคิดบนฐานเป็นคนไทยด้วยกัน แปลว่าถ้าไม่ใช่คนไทย ก็ไม่เป็นไรหรือ”
ส่วนแนวคิดต่อมาที่สนใจแต่คิดว่าตนเองไม่มีส่วนร่วมนั้น มารคกล่าวว่า คนที่ต้องรับผิดชอบต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นคือสังคมทั้งหมดที่ยอมรับเรื่องเหล่านี้ได้ ไม่ใช่เพียงกลไกส่วนใดส่วนหนึ่ง เพราะแม้ผู้สั่งการก็ยังต้องอ้างความชอบธรรมจากทัศนะของสังคม
“ทุกปีที่รำลึกถึงเหตุการณ์ตากใบ หรืออะไรก็ตามแต่ผมยังคิดถึงอยู่ตลอดถึงผลโพลล์ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ตากใบ เพราะคนไทยเห็นด้วยกับเหตุการณ์ถึง 80%”
เขากล่าวต่อถึงแนวคิดที่สามที่เห็นว่าต้นตอของปัญหามาจากเจ้าหน้าที่ หรืออีกทางก็คือผู้ก่อการร้าย โดยชี้ว่าแนวคิดเช่นนี้ง่ายเกินไป เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมีความสลับซับซ้อนและผู้กระทำก็ไม่ใช่เพียงสองฝ่ายเท่านั้น ในส่วนสุดท้ายคือการคิดว่าเป็นความจำเป็นของภาวะสงคราม เขากล่าวว่า ความคิดนี้ส่วนใหญ่อยู่ในหมู่เจ้าหน้าที่และเป็นแนวคิดที่แก้ไข เปลี่ยนแปลงได้ยากที่สุด ผู้ปฏิบัติยังคงไม่เข้าใจผลในระยะยาว และเป็นเรื่องที่ท้าทายสังคมอย่างยิ่ง
ท้ายที่สุด อาจารย์จาก ม.พายัพกล่าวว่า เวลาเกิดเหตุการณ์ต่างๆ และใช้กฎหมายแปลกๆ คนมักสรุปว่าปัญหาอยู่ที่กระบวนการยุติธรรม แต่สมมติว่าศาลไม่ได้ตัดสินอย่างนั้น หรือศาลตัดสินให้เอาคนผิดมาลงโทษ เชื่อว่าปัญหาในภาคใต้ก็ยังแก้ไม่ได้
“สิ่งที่มองข้ามกันก็คือ เสน่ห์ของอุดมการณ์ ไม่ใช่ดับด้วยกระบวนการยุติธรรม แต่ดับด้วยการให้พื้นที่อุดมการณ์นั้นแสดงออกให้เต็มที่โดยไม่ใช้ความรุนแรง”
นอกจากนี้ยังมีผู้เข้าร่วมตั้งคำถามถึง “อุตสาหกรรมความมั่นคง” ในภาคใต้ที่ไม่ว่าหน่วยงานรัฐหรือเอ็นจีโอต่างก็ลงไปหาผลประโยชน์พร้อมๆ กับยื่นผลประโยชน์ให้ชาวบ้าน มารคมองเรื่องนี้ว่า มีงานศึกษาทั่วโลกที่พบว่าเมื่อไรที่เงินลงไปเยอะในพื้นที่ความขัดแย้ง ผลมักจะเป็นการเพิ่มความรุนแรง
“รัฐบาลปัจจุบันก็บอกว่าจะแก้ปัญหาภาคใต้ด้วยการพัฒนา แต่การพัฒนาจะมีผล ก็ต่อเมื่อความรุนแรงสงบลงแล้ว แต่ถ้าพัฒนาท่ามกลางความขัดแย้งหนักก็จะยิ่งเพิ่มความรุนแรง ปัญหาเฉพาะหน้าคือการลดความรุนแรงโดยไม่ใช่การพัฒนา ส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ส่วนหนึ่งคือการเปิดพื้นที่ให้ความเห็นต่าง” อาจารย์จาก ม.พายัพกล่าว
รศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ความรุนแรงส่วนใหญ่ที่รัฐก่อขึ้นทั่วโลกมักเกิดขึ้นกับคนกลุ่มน้อยหรือบรรดาคนชายขอบ ซึ่งสิ่งที่ตามมากับการใช้อำนาจคือ อคติ ซึ่งประกอบกับความกลัวที่จะปกครอง ควบคุมไม่ได้ ไม่ไว้วางใจ อคตินี้เมื่อประกอบกับมิติประวัติศาตร์และกาลเวลาก็ทำให้เกิดเป็นการเหยียดเชื้อชาติโดยอัตโนมัติ และนำไปสู่การเมืองของความทรงจำ ซึ่งในอดีตเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรก็มักถ่ายทอดกันเป็นเรื่องเล่า หนังสือ บันทึก แต่ปัจจุบันวิดิโอคลิปและเทคโนโลยต่างๆ ถูกนำมาใช้ทำให้สามารถบันทึกเหตุการณ์ได้และสามารถฉายซ้ำไปมาได้ตลอดเวลา ส่วนความหมายของเหตุการณ์ก็อยู่ที่การตีความของแต่ละฝ่าย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทุกฝ่ายต่างก็ใช้วัตถุดิบนี้ในการปลุกระดมแนวคิดชาตินิยม และโยนความผิดไม่ว่าเรื่องใดๆ ก็ตามไปให้ฝ่ายตรงข้ามทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องสุดขั้วและไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาแท้จริง
“บาดแผลที่เกิดขึ้นมันจริง แต่ทำอย่างไรให้บาดแผลต่างๆ เปลี่ยนไปสู่การเยียวยา เราจะอยู่กับบาดแผลไปเรื่อยๆ ตลอดเวลาไม่ได้ และวิธีที่จะสมานแผลคือให้คนทเป็นเหยื่อได้รับความยุติธรรม ไม่ใช่จะให้ทุกคนลืมแล้วจับมือกัน”
รศ.ดร.ธเนศ ยังย้ำด้วยว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ การที่คนข้างนอกพื้นที่ออกมาแสดงความเห็น และกล้าหาญที่จะอยู่เคียงข้างคนในพื้นที่

เปรียบเทียบ ระหว่าง ทักษัณ กับ ซูจี และ โอบาม่า กับ ไอ้บ้ามาร์ค

ที่มา thaifreenews


โดย คุณ KAKA


เปรียบเทียบ ระหว่าง ทักษัณ กับ ซูจี และ โอบาม่า กับ ไอ้บ้ามาร์ค

ท่านสมเด็จ ฮุนเซ็น พูดถึงท่านทักษิณ เปรียบเทียบ กับ นาง อองซาน ซู จี เป็นประเด็นแหลมคมและน่ามาขบคิด สมเด็จฮุนเซ็นเป็นผู้นำที่ไม่ธรรดา มีวิสัยทัศน์ มองอ่านการเมืองได้ลึกซึ้ง การที่ท่านพูดเช่นนี้ย่อมมีนัยทางการเมืองที่น่าสนใจ แฝงอยู่แน่นอน จึงเป็นประเด็นที่ผมเอามาขบคิดต่อ ท่านอ่านแล้วเห็นด้วย หรือ เห็นต่างอย่างไรก็เชิญแสดงความคิดเห็นได้ตามสบายเลยนะครับ

1 เหตุทางการเมือง

ทักษิณ:ทักษิณก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ลงเลือกตั้งในนามหัวหน้าพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งครั้งแรกอย่างถล่มทลายในปี 44 และชนะการเลือกตั้งถล่มถลายมากกว่ากว่า ตอนปี48 ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองอย่าง เลห์นัยว่าใครกันแน่ที่กำลังให้ท้ายกลุ่มคนเหล่านั้น ทั้งๆที่ประเทศไทยกำลังเดินไปได้ดี นำไปสู่การยุบสภา และเลือกตั้งทั่วไป ไทยรักไทยภายใต้การนำของทักษิณ ชินวัตรก็ชนะการเลือกตั้ง วันที่ 2 เมษายน 2546 แต่ถูกตุลาการ สมุนอำมาตย์สั่งยกเลิก การเลือกตั้งด้วยเหตุผลหว่านล้อมหลายๆประการ แต่เหตุหลักๆจริงก็คือดูถูกว่า ปชช.เลือกผิดภายหลังต่อมา ทักษิณ ชินวัตร ถูกรัฐประหารโดย ลูกสมุนของอำมาตย์ในนาม คณะความมั่นคงแห่งชาติ คมชด้วยข้อหาน้ำเน่า ปร่ำปราที่ถึงจะเชยก็ยังไช้ได้เสมอ คือ คอรัปชัน และ ไม่จงรักภักดี ข้อหาแรก ทำให้ องค์กรอิสระ ของอำมาตย์ที่แต่งตั้งโดย คมช. ยึดทรัพย์ของทักษิณในเวลาต่อมา ทักษิณ ไม่สามารถกลับมาประเทศไทยได้ ถูกกล่าวโดย คมช. ลูกสมุนของ อำมาตย์ตอนนั้นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติออง ซาน ซูจี : จัดตั้งพรรคสันนิบาตแห่งชาติ หรือ (NLD) เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปในปี คศ.1990 พรรค NLD ชนะการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด แต่รัฐบาลทหาร สล๊อก ไม่ยอมและกักขังเธอด้วยข้อหา เป็นภัยต่อความมั่นของชาติ อองซานซูจี ไม่ใข้นักธุรกิจ (เพราะถึงเธออยากจะธุรกิจอะไร เพราะรัฐบาลทหารพม่าคุมหมดอยู่แล้ว) และถ้าเธอธุรกิจอะไรก็คงเดาไม่ยากว่าทรัพยสินของเธอก็ต้องถูก ยึดจากรัฐบาลทหารพม่าอย่างแน่นอน ส่วนความผิดค่อยหาเอาทีหลังได้สบายๆ อยู่แล้ว) แต่อย่างไรก็ดีปัจจุบันไม่ว่า อองซานซูจี หรือ ทักษิณก็เป็นนักต่อสูเพื่อปชต. ถึงแม้คนหนึ่งจะอยู่นอกประเทศ แต่อีกคนจะอยู่ในประเทศก็ตามแต่บทบาทไม่ต่างกันนัก อองซานซูจี เธอมีจุดยืนตรงนี้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้วส่วนทักษิณ ประกาศเข้าร่วมกับขบวนเสื้อแดง ซึ่งชัดเจนว่าเป็นอยู่คนละขั้วกับอำนาจเผด็จการอำมาตย์ และส่วนใหญ่ของคนเสื้อแดงก็เป็นคนที่ชื่นชอบในนโยบายของพรรคไทยรักไทยเดิม ซี่งถูกยุบโดยตุลาการลูกสมุนของอำมาตย์

2.คุณูประการต่อประเทศ

ทักษิณ: ได้ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศได้มากมาย เมื่อได้เข้ามาบริหารประเทศไทย ตั้งแต่ปี2544-2547 ไม่ว่าจะเป็น ปลดหนี้ IMF , 30 บาทรักษาทุกโรค, กองทุนหมู่บ้าน วางรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงให้กับรากหญ้า , ประกันราคาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะราคายางที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลัก ของภาคใต้ซึ่งไม่ใช้ฐานเสียงหลักของพรรครัฐบาลไทย แต่ชาวสวนยางที่เป็นอาชีพหลักของคนภาคใต้ก็อื่มเอมไปถ้วนๆ หน้า และยังมีอีกมากที่ไม่สามารถบรรยายได้หมดเดียวจะยึดยาวเกินไปออง ซาน ซู จี :ด้านการบริหารประเทศ นาง อองซานซูจี ยังไม่มีผลงานเพราะเนื่องจาก อำนาจรัฐและการบริหารงานยัง เป็นของรัฐบาลพม่าจึง กลุ่มการเมืองของเธอยังไม่มีโอกาสได้อำนาจรัฐ ฉะนั้นบทบาทสำคัญๆ จึงเป็นบทบาททางด้าน การเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่ามากกว่า แต่มันก็มากพอแล้วที่ทำเธอเป็นที่นิยมชมชอบอย่างกว้างขวางในพม่า

3.วิบากกรรมทางการเมือง

ทักษิณ:ทักษิณถูกของร้องหลายครั้งว่าอย่ายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทั้งๆที่ ทักษิณได้ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศในระยะ5ปี นั้นหากจะต้องให้หัวหน้าใหญ่ของอำมาตย์ ตายแล้วเกิดใหม่สัก10 รอบ (ถ้ารอบต่อไปยังได้เกิดมาเป็นคนอีกนะ) ยังไม่รู้ว่าจะได้ครึ่งของทักษิณที่ทำไว้แค่ 5 ปีหรือเปล่า? เพราะทักษิณเป็นที่นิยมขมชอบจากปชช.มากเพียงนี้ และด้วยความสามารถของพวกอำมาตย์ ที่มิอาจเทียบทักษิณได้นั้น จึงทำให้เหล่าอำมาตย์ต่างประหวั่น พรั่นพรึ่ง นำมาสู่แผนอำมหิตเพื่อโค่นล้มทักษิณ แนวรุกของกลุ่มอำนาจการเมืองใหม่คือ 1.ทำให้พ้นจากตำแหน่ง 2. ทำให้ติดคุก หรือไม่ก็ 3. สังหาร ไม่เพียงแค่นั้น พวกอำมาตย์ยังพยายามที่จะทำลายทักษิณและครอบครอบด้วยวิธีการต่างๆ อองซานซูจี: ถูกขอร้องว่า อย่ามายุ่งเกี่ยงกับการเมือง จากรัฐบาลทหารพม่าเหตุผลสำคัญเป็นเพราะเธอเรียงร้องปชต. เพราะเธอเป็นคนที่มีอิทธิพลทางการเมือง เป็นที่นิยมชมต่อประชาชนในพม่ามากเช่นกัน การที่ปล่อยให้เธออยู่บนเส้นทางการเมือง โดยไม่หาทางกำจัดเธอออกจากการเมืองไปซะย่อมเป็นอันตรายต่อ ศูนย์อำนาจของรัฐบาลทหารพม่าเป็นแน่ อองซานซูจี ต้องระหกระเหินและ ครอบครัวถูกข่มขู่ ต้องแยกกันอยู่กันสามีเพราะเธอเข้ามายุ่งเกี่ยวกันการเมือง และเป็นศัตรูกับรัฐบาลทหารพม่า แม้วันที่เธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เธอก็ไม่สามารถไปรับได้ เธอให้ลูกชายของเธอรับแทน เนื่องจากกลัวว่าถ้าเธอเดินทางออกไปจากพม่าแล้วจะไม่ได้กลับมาอีก

4.ศัตรูทางการเมือง

ทักษิณ: ของกลุ่มการเมืองของทักษิณที่สำคัญที่สุดก็คือ กลุ่มอำนาจอำมาตย์ ซึ่งมีหัวหน้าใหญ่ที่ “คุณก็รู้ว่าใคร” คอยบงการและเล่นการเมืองผ่าน นอมันนี ของเค้า ส่วนปชป. คมช. พรรคการเมืองใหม่ผมมองว่า เป็นลิ่วล้อของอำมาตย์เท่านั้น แม้บางทีอาจจะมี หือ มีฮือ บ้างแต่ ศูนย์อำนาจฝ่ายนี้ ยังถูกบัญชาการ จากหัวหน้าอำมาตย์อย่างสิ้นเชิงออง ซาน ซู จี:ศัตรู ของกลุ่มการเมืองของนางอองซาน ซู จี คือรัฐบาล ทหารพม่าสล๊อก (SLORC)

[b ]** ตรงนี้ที่ผมว่ากระบวนต่อสู้เพื่อปชต.ของเสื้อแดงต่าง จากพม่าเพราะ เผด็จการของพม่าเป็นเผด็จการที่เปิดเผย ตัว ลงเล่นการเมืองอย่างชัดเจน แต่เผด็จการของที่นำโดยชนชั้น อภิชน ชนชั้นอำมาตย์ มีลักษณะ อีแอบ แฝงกาย ไม่กล้าแสดงตัวว่าเล่นการเมือง แต่เล่นการเมือง และคุมอำนาจ ฝ่ายกลุ่มก้อนแก๊งค์การเมืองต่างๆ ซึ่งรวมถึงพรรคปชป.ด้วย **

โอบาม่า สังกัดพรรค Democrat ถ้าแปลเป็นไทย ก็แปลว่าประชาธิปัตย์นั่นแหละ ซื่อเหมือนแฮะ อภิสิทธิ์หรือ ไอ้บ้ามาร์ค <- เห็นมั๊ยตอนนี้ชื่อเหมือนกันแระ 555มาร์คเข้ามาเป็นนายกฯ กับโอบาม่า เข้ามาเ ป็นประธานาธิบดีของอเมริกา ไล่เลี่ยกัน แต่วิธีการต่างกับลิบลับ โอบาม่า รับรับการคัดเลือกและชนะการเลือกตั้ง ในการชิงชัยตำแหน่งปธน.อเมริกา ตามวาระสมัย ไม่มีอำมาตย์ช่วยยุบพรรค Republican ไม่มีทหารเข้ามายึดอำนาจ แล้วฉีกรัฐธรรมนูญ ไม่มีคุณห้อยมาเป็นตัวช่วยไม่มีใครมาการันตรี ว่าคนนี้ดีที่สุด ส่วนมาร์คเข้ามาเป็นรัฐบาลได้ เพราะได้พวกผีตองเหลือง บุกเปิดสนามบิน บุกรุกเข้าไปข้างในทำเนียบ บุกยึดสถานีโทรทัศน์ NBT ที่มีตัวบงการใหญ่หนุนหลังโดย ....... <<<< ที่ไม่เขียนไม่ใช่ไม่รู้ แต่ผมคิดว่า “คุณก็รู้ว่าใคร?” เลยไม่อยากพิมพ์ให้แป้นพิมพ์สึกเล่น อิ อิ

และก็ดูเหมือน บ้ามาร์ค พิศสมัย อยากเป็นเหมือนเค้าเข้าจริงๆ

ด้วยการตั้ง สโลแกนของตัวเองให้เหมือนเค้าซะด้วย ว่า Change ที่แปลว่า เปลื่ยน โดยตั้งใจจะให้เหมือน โอบาม่า แต่ต่างกันที่เนื้อหาคือเค้าพยายามเปลื่ยนให้ดีขึ้น แต่ มาร์คเปลื่ยนให้เลวลง เห็นได้ชัดคือเวลาผ่านไป 9 เดือนกว่าๆ หลังจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวขึ้นแล้วแต่ ของเรายังซึมยาว งบประมาณที่มาจากการสร้างหนี้สาธราณะระยะยาวให้กับประเทศ ก็อันตรธานหายไป พร้อมกลิ่นเหม็นเน่า คอร์รัปชั่นโฉยกันให้ฟุ้ง ในขนาดที่สื่อส่วนใหญ่เงียบเป็นเป่าสากเพราะ ร่วมอื่มหมีพีลมันกับเค้าด้วย

และก็เป็นที่น่าสังเกตุว่าโอบาม่า คือตัวแทนของสัญลักษณ์ของคนผิวดำ ซึ่งหากจะมองและเปรียบเทียบให้ดีแล้ว โอบาม่าก็คือสัญลักษณของคนผิวดำ ซึ่งชนชั้นที่เคยถูกกดขี่และเหยียดหยามจะคนผิวขาว ที่เห็นว่าความผิวดำคือลูกหลานทาส

ตรงข้ามจาก ไอ้บ้ามาร์ค อย่างสิ้นเชิง เพราะมาร์คมาจากชนชั้นผู้ดี หรือ ชนชั้นอภิสิทธิชน (สมชื่อ)ในสังคม ที่มีพี่ใหญ่คือเผด็จการ อำมาตย์เป็นผู้ค้ำยันให้นั่นแหละ อภิสิทธ์เคยหนีทหาร หนีเลือกตั้งไม่ยอมลงเลือกตั้งเพราะกลัวแพ้กลัวการตัดสินใจจากประชาชน แต่อยากเป็นนายกฯจนตัวสั่น ขนาดให้พวกอำมาตย์ยึดอำนาจเขียน รัฐธรรมนูญที่เอื้อให้กับปชป.

จัดการเลือกตั้งที่มี กกต.เข้าข้างปชป. สื่อก็คอยประโดมโหมข่าวให้ แต่ก็มิวายยังแพ้การเลือกตั้ง ในกับ สมัคร สุนทรเวช ในนามพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นตัวแทนของพรรคไทยรักไทย เดิมอีก แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าคะแนนของตัวเองเป็นคะแนนบริสุทธิ์ ยังมีหน้าจะประกาศจัดตั้งรัฐบาล เสียงข้างน้อย ไร้ซึ่งภาวะความเป็นผู้นำอย่างสิ้นเชิง

แต่สุดท้ายด้วยวิธีการพิสดารพันธ์ลึก ที่พวกอำมาตย์หามา ก็เอา สมัคร ออกด้วยเหตุผลที่สุดแสนจะตลกก็คือ ทำกับข้าวออกทีวี และจัดการยุบพรรคพลังประชาชน

จูบปากยี้ห้อย <- ฉายานี้แต่ก่อน ปชป.เรียก เนวิน ที่เห็นทุเรศสายคนปกติทั่วไป จัดตั้งรัฐบาลอย่างหน้าระรื่น

สรุปว่าเนื้อหา ที่มา ที่ไป เรื่องราว ระหว่าง โอบามาร์ กับ ไอ้บ้ามาร์ค แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ดูเหมือนอภิสิทธ์และพวกปชป. จะพยายามเปรียบเทียบเพื่อสร้างภาพให้มาร์คเหมือนเป็นคนสำคัญ เพื่อปกปิด ปมด้อยและรอยด่างพร้อยทำเคยทำมาของ นาย อภิสิทธิ์ นั่นเอง ถ้าใครเห็นต่างหรือจะเพิ่มเติมก็คห.มาเลยนะครับ

วิวาทะ"ฮุนเซน-อภิสิทธิ์" สัมพันธ์ทวิภาคีกรณี"แม้ว"

ที่มา thaifreenews





คลิปภาพโดย คุณTuxedo
http://www.youtube.com/watch?v=XwkZCfpx0uA&feature=sub

ที่มา - สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางถึงโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน เมื่อเวลา 16.45 น.

วันที่ 23 ตุลาคม ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สัมภาษณ์ตอบโต้ในเรื่องเดียวกัน

สมเด็จฯฮุน เซน

...ทักษิณสามารถอยู่ในกัมพูชาได้ในฐานะแขก และในฐานะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของผม...

เป็นเรื่องจริงที่ผมได้เชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ขอแนะนำให้ไปอ่านข้อที่ 3 ของสนธิสัญญาฯ (หากเรื่องที่เป็นคดีการเมืองไม่เข้าข่ายส่งผู้ร้ายข้ามแดน)
ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณสามารถอยู่ในกัมพูชาได้ในฐานะแขก
และในฐานะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของผม
ถ้าถามว่าผมทำอย่างนี้ทำไม นั่นเป็นคำถามที่มีหลายคำตอบ
แต่ผมก็ไม่รู้ว่าใครจะตอบคำถามนั้น

แล้วใครจะเป็นผู้ตอบคำถาม

-ใครตอบได้ก็ตอบไป ผมเองก็จะพยายามหาคำตอบภายใน 2-3 สัปดาห์

คุณกำลังพยายามช่วยเหลือทักษิณให้กลับประเทศไทยใช่ไหม

-นี่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผม เพราะสิ่งที่ผมกังวลคือเรื่องมนุษยธรรม
ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมควรทำให้กับเพื่อนของผม
การเมืองภายในของไทยควรปล่อยให้ประชาชนไทยแก้ไขกันเอง ผมจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
และอย่ากล่าวหาฮุน เซน น้อยๆ ว่าเป็นพวกสนับสนุนทักษิณ
หรือสนับสนุนคนเสื้อแดง
เพราะก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะมากัมพูชาก็มีกลุ่มผู้สนับสนุนเขากลุ่มใหญ่ ดังนั้น
อย่ากล่าวหาว่าฮุน เซนเป็นผู้สนับสนุนเสื้อแดง

การให้ พ.ต.ท.ทักษิณ
เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจไม่ถือเป็นการแทรกแซงการเมืองไทยหรือ



-นี่ไม่ใช่การแทรกแซงกิจการภายในของไทย
แต่เป็นสิทธิและอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา คนมากมายพูดเรื่องนางออง ซาน ซูจี ในพม่า
แล้วทำไมไม่พูดถึง พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเป็นเหยื่อเหมือนๆ กัน
นี่ไม่อาจนับว่ากัมพูชาแทรกแซงกิจการภายในของไทยได้

ก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ สม รังสี (ผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา) ได้รับเชิญมาไทย
เขาได้ออกแถลงการณ์ต่อต้านรัฐบาลกัมพูชา ทีวีไทยก็มีการแสดงความเห็นกดดัน
ในเรื่องเกี่ยวกับตัวผมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ
นั่นหมายความว่าอย่างไร มันเหมือนน้ำหยดหนึ่งในแก้วเท่านั้น
สิ่งที่ผมทำคือการให้สนับสนุนทางด้านจิตใจของผมต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ
คนไทยเสื้อแดงนับล้านสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ
แล้วทำไมผมในฐานะมิตรจากแดนไกลจะไม่สามารถสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณได้
ถ้าไม่มีการปฏิวัติเมื่อปี 2549 เรื่องแบบนี้ก็ไม่เกิดขึ้น คนพูดถึงซู จี ในพม่า
แล้วทำไมฮุน เซน จึงจะพูดถึงทักษิณบ้างไม่ได้ อย่ามาตำหนิผม

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ


...ท่านเป็นนายกฯที่อาวุโส อย่าไปเป็นเหยื่อหรือเบี้ยให้ใครเลยครับ...

สมเด็จฯฮุน เซน ให้สัมภาษณ์ว่าอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา

-เรื่องเกี่ยวกับคำให้สัมภาษณ์ของนายกฯฮุน เซน
ผมมีความกังวลว่านายกฯกัมพูชาอาจได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
ในการเข้าใจสถานการณ์ที่เกี่ยวกับคุณทักษิณ
ซึ่งต่างกับนางออง ซาน ซูจี
ผมไม่คิดว่าในโลกนี้จะมีสักกี่คนที่เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความคล้ายคลึงกับนางออง ซาน ซูจี
นายกฯฮุน เซน มาที่นี่เพื่อร่วมประชุมอาเซียน
ซึ่งหมายถึงการที่เราจะมีความร่วมมือและเอกภาพระหว่างกัน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปสนใจคนไทยคนหนึ่งที่จะทำลายสัมพันธภาพ
ผมหวังว่านายกฯฮุน เซน จะสนใจเรื่องนี้

โฆษกของรัฐบาลกัมพูชาประกาศว่าหาก พ.ต.ท.ทักษิณลี้ภัยในกัมพูชาจะไม่ยอมส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน
เพราะคดีความของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคดีการเมือง



-1. กระบวนการเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กัน
ซึ่งโดยปกติแล้วก่อนจะใช้ดุลพินิจไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารหรือว่าศาลก็ตาม
ก็ต้องรับฟังทั้งสองฝ่าย
เพราะฉะนั้นจะต้องมีกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่าย
ได้เสนอข้อเท็จจริงว่าตกเป็นเรื่องของการเมือง
หรือเรื่องของการการทุจริตคอร์รัปชั่น
อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องว่าไปตามกระบวนการ จะไปพูดล่วงหน้ายังไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายตามกระบวนการที่ควรจะเป็น หลักก็มีอยู่เท่านั้น

คำพูดของสมเด็จฯฮุน เซน ผมคิดว่าคงมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างมาก อย่างที่เรียนว่าไม่ทราบว่ายังมีกี่คนในโลกที่คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณกับนางออง ซาน ซูจี เหมือนกัน และต้องเข้าใจว่าบางเรื่องที่มีการหยิบยกขึ้นมา เช่น
กรณีนายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้าน ก็ไม่ได้เป็นเรื่องของรัฐบาล จึงจะมาเปรียบเทียบ
กับกรณีที่รัฐบาลอีกประเทศหนึ่งจะไปเปิดโอกาสให้ใช้ประเทศเป็นฐานมาทำอะไร
ที่กระทบกับความสัมพันธ์และกระทบความมั่นคงไม่ได้

2. หลายเรื่องที่แสดงจุดยืนไปที่มาเทียบเคียง เป็นเรื่องของมติของอาเซียนซึ่งสืบเนื่องกันมา เพราะฉะนั้นจึงมาเปรียบเทียบไม่ได้เลย ผมไม่ทราบว่าข้อมูลที่คลาดเคลื่อนมาจากไหน แต่เราก็มีหน้าที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง คิดว่านายกฯฮุน เซนต้องคิดให้ดี ว่าจะยืนยันการตัดสินใจที่จะมีผลกระทบร่วมกันต่อประโยชน์ของคนทั้ง 2 ชาติเพื่ออะไร คือผมก็เห็นว่าท่านก็เป็นนายกฯที่มีความอาวุโส อย่าไปเป็นเหยื่อหรือเบี้ยให้ใครเลยครับ

หากพบกับนายกฯกัมพูชาจะได้คุยกันเรื่องนี้หรือไม่


-ก็...คงได้มีโอกาสหารือกัน

ในการพูดคุยกรอบทวิภาคีที่มีโอกาสได้พบกับผู้นำกัมพูชา คิดว่าจะมีโอกาสได้ชี้แจงข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือไม่


-ผมคิดว่าท่านอาจจะต้องชี้แจงผมก่อนมั้งครับ

คิดว่าตัวเองจะไม่เป็นคนเริ่ม


-ผมไม่มีอะไรจะชี้แจงเท่าไร จริงๆ แล้วน่าตั้งคำถามว่า สิ่งที่เคยแสดงจุดยืนมาตลอด
ถ้ามันเปลี่ยนแปลงไปก็คงต้องชี้แจง
ผมก็จะพูดในสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงเผื่อท่านจะได้มีความเข้าใจอะไรที่ดีขึ้น

ยังคิดว่าคำชี้แจงของสมเด็จฯฮุน เซน ยังรับฟังได้ไหม
เพราะทุกครั้งที่พูดก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา



-ที่จริงผมก็ไม่แน่ใจว่าจุดยืนนี้จะเปลี่ยนไปอีกหรือไม่ แต่ผมได้แสดงจุดยืนของผมชัดเจนแล้วชัดเจน

การที่นายกฯกัมพูชามาเรื่องนี้ในประเทศไทย


-ผมก็ได้พูดไปแล้วเมื่อกี้ว่าท่านมาร่วมประชุมเพื่ออะไร สิ่งที่พูดสิ่งที่แสดงออกมันสอดคล้องกับวัตถุประสงค์กับการเดินทางมาหรือไม่

จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศไทยหรือเปล่า


-วันนี้ก็ต้องบอกว่าสิ่งที่สะท้อนออกมามันคือความคลาดเคลื่อนอย่างรุนแรง ประเทศไทย
ก็เพียงแต่บอกว่าขอให้คิดให้ดี เพราะเรายังยืนยันว่าความสัมพันธ์
์และผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ประเทศน่าจะสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด

กังวลแค่ไหนว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะใช้ประเทศเพื่อนบ้านและประเทศห่างไกลเป็นฐานในการโจมตีโจมตีรัฐบาล


-เขาก็มีความพยายามโจมตีรัฐบาลจากต่างประเทศมาตั้งนานแล้ว
ไม่ว่าจะจากประเทศใกล้เคียงหรือห่างไกล แต่ข้อเท็จจริงคือเขาจะต้องอยู่ใต้กฎหมายเหมือนคนอื่น
เชื่อว่าในที่สุด พ.ต.ท.ทักษิณจะยอมรับในจุดนั้น ซึ่งเขาต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ให้ได้

การที่ประเทศไทยดูเหมือนจะไม่มีความปรองดองทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจ


-เรากำลังทำทุกสิ่งที่ทำได้เพื่อให้ประเทศไปข้างหน้า หลายเดือนที่ผ่านมาก็เห็นความก้าวหน้า แต่ไม่มีอะไรที่เป็นทางออกที่ง่าย การประกาศว่าจะไม่ยึดตามนิติรัฐก็ยิ่งไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง


http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0104241052&sectionid=0101&day=2009-10-24
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมื่อวานนี้ เวลา 12:17:32 pm โดย TFN »

สงกรานต์เลือดคือ จุดเปลี่ยนของสงคราม อำนาจโบราณกำลังแพ้

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย



หากจะกล่าวว่าคนเสื้อแดงได้รับชัยชนะในสงครามการต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้แล้ว ผมก็คิดว่าเร็วเกินไปที่จะกล่าวเช่นนั้น แต่ปัจจัยต่างๆ สามารถชี้ขาดได้ว่า "ขบวนการเสื้อแดงและท่านายกฯทักษิณ ชินวัตร" จะไม่พ่ายแพ้ทางการเมืองอีกแล้ว และกำลังอยู่ใน ขั้นรุกทางยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่องด้วย

ก็อย่างที่เห็น การเมืองระหว่างประเทศในการประชุมผู้นำอาเซียนที่หัวหินครั้งนี้ ผู้นำหลายประเทศแสดงความไม่พร้อมและไม่กระตือรือร้นในการเข้าร่วมเท่าที่ควร จะพูดได้ว่า "เข้าร่วมอย่างเสียไม่ได้" ด้วยซ้ำไป ประเทศสำคัญมาไม่ทันพิธีเปิด ที่จริงคือ บอยคอตทางการทูตนั่นแหละ


สุลต่านบรูไน เข้าพำนักในบ้านของท่านทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นปรปักษ์และศัตรูคนสำคัญของรัฐบาลไทย และปรปักษ์ของอำมาตยาธิปไตยอำนาจโบราณของไทยด้วย นอกจากนี้ การที่นายกฯฮุนเซน ของกัมพูชา ให้การต้อนรับ พล..ชวลิตอย่างดี รวมทั้งการบอกว่าได้สร้างบ้านพักให้ท่านทักษิณ ชินวัตร ที่กรุงพนมเปญ ซึ่งนัยยะทางการทูตคือ การให้ที่พักพิงและศัตรูของรัฐบาลไทย นี่คือ การแสดงความไม่เกรงใจ หรือไม่แคร์รัฐบาลไทยนั่นเอง

นี่ยังไม่นับรวมการที่ศรีลังกา ให้การต้อนรับท่านทักษิณ ชินวัตรอย่างดี

ทำไมต่างประเทศกล้าแสดงเช่นนี้ ผู้นำประเทศเหล่านี้ไม่รู้เชียวหรือว่า ท่านทักษิณนั้น ไม่ได้เป็นปรปักษ์ทางการเมืองอย่างแท้จริงกับ รัฐบาลของนายอภิสิทธ์ แต่เป็นปรปักษ์ทางการเมืองกับ "อำนาจโบราณ" ของไทยเลยทีเดียว รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เป็นเพียง นอมินี เท่านั้น แต่อำนาจเบื้องหลังนั้น คือ ตัวการสำคัญ

ผมว่าต่างประเทศเขารู้ครับ และเขาประเมินได้แล้วว่า "อำนาจโบราณ (นิยามว่าอำมาตย์เสียหน่อยแต่ความหมายกว้าง) ของไทย กำลังเสื่อมถอยและกำลังพ่ายแพ้กับ "สงครามความขัดแย้งทางการเมืองไทยครั้งนี้"

ปัจจัยเรื่อง ภาวะสุขภาพ นั้นเป็น "สัญญาณสำคัญ" ของแผ่นดินไหวระดับ 7 ริกเตอร์ เลยทีเดียว

ที่นี้ทำไมผมตั้งหัวข้อบทความนี้ว่า จุดเปลี่ยนของสงครามการเมืองไทยครั้งนี้คือ "สงกรานต์เลือด" ทั้งๆ ที่ฝ่ายรัฐบาล สื่อกระแสหลัก โหมโฆษณาว่านั่นคือ "ความพ่ายแพ้ของคนเสื้อแดง"




แต่ผมไม่คิดว่านั่นคือความพ่ายแพ้ แต่เป็นการถอยร่นทางยุทธศาสตร์ เพราะฝ่ายตรงข้าม "ระดมสรรพกำลังทั้งหมดที่พวกเขามี รุกเพื่อหวังทำลายล้างขบวนการคนเสื้อแดงให้สิ้นซาก" แต่ขบวนการของคนเสื้อแดงกลับไม่ได้ถูกทำลายพินาศแต่อย่างใด

ใครเป็นนักการทหาร หรือเสนาธิการของอำมาตย์ ก็คงเคยเรียนประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง ที่เยอรมันเปิดยุทธการ "สงครามบัลจ์" หรือ Battle of the Bulge [url]http://en.wikipedia.org/wiki/Battle_of_the_Bulge[/url] เพื่อหวังทำลายการรุกของพันธมิตรหลังการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี แต่เยอรมันรุกได้ประมาณเดือนครึ่ง ก็หมดพลังและโดนรุกกลับ สุดท้ายก็แพ้สงคราม นั่นเป็นการระดมสรรพกำลังรุกครั้งสุดท้าย

ทำไมผมจึงคิดว่า สงกรานต์เลือดเป็นอย่างนั้น ในศึกครั้งนั้น รัฐบาล กองทัพ และอำมาตย์ใหญ่คือเปรม ออกบัญชาการรบด้วยตัวเอง วางแผนทุกอย่าง ปิดล้อมด้านสื่อ สร้างสถานการณ์ให้คนเกลียดชังคนเสื้อแดง ด้วยการเอารถแก๊ส มาสร้างสถานการณ์ และสุดท้ายก็ใช้กำลังเข้าปราบ จุดประสงค์ของสงครามคือ "ทำลายล้างคนเสื้อแดงให้สิ้นซาก" แบบเดียวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ผลของการรบคือ คนเสื้อแดงสลายการชุมนุม ผู้นำบางส่วนโดนคดี แต่นั่นเป็นผลทางยุทธวิธี เมื่อโดนทุ่มโจมตี ด้วยสรรพกำลังขนาดนี้ คนเสื้อแดงก็ต้องถอยร่น มันเป็นธรรมชาติของสงคราม การถอยไม่ได้หมายถึงการพ่ายแพ้

แต่ผลทางยุทธศาสตร์ของสงครามครั้งนั้น คือ คนเสื้อแดงแทนที่จะน้อยลง กลับเพิ่มมากขึ้น มีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธี และขยายมวลชนเพิ่มเติม "อำนาจโบราณ" สร้างความเจ็บแค้นให้ชาวบ้านมากขึ้น ความรู้สึกต่อต้านแทนที่จะลดลงกับเพิ่มมากขึ้น

สงครามทางการเมือง ใครกุมหัวใจประชาชน ผู้นั้นกุมชัยชนะ เหมือนกับที่อำนาจโบราณกุมหัวใจประชาชนมากว่าครึ่งศตวรรษ แต่ศึกครั้งนั้น ทำให้เขาสูญเสียการกุมหัวใจประชาชนไปอย่างที่ไม่อาจเรียกกลับได้ด้วยการโปรประกันดาใดๆ

สงกรานต์เลือด จึงเป็นจุดเปลี่ยนของสงคราม ที่ "อำนาจโบราณ" มีพลังเพียงแค่นั้นเอง ใช้อย่างเต็มที่แล้ว ก็ยังไม่อาจทำลายล้างปรปักษ์ทางการเมืองได้ แต่ทำให้การต่อต้านขยายตัวและเปลี่ยนรูปแบบการต่อสู้ จนอำนาจโบราณนั้น ไม่มี "ยุทธวิธีหรือยุทธศาสตร์ใดที่จะเอาชนะสงครามครั้งนี้ได้"

เมื่อเอาชนะไม่ได้ "ความพ่ายแพ้จึงเป็นผลต่อเนื่องของสงคราม" รอวันถูกรุกกลับ และทำลายล้างลงไปเท่านั้น

ภาวะสุขภาพเป็นการ "ย้ำ" ว่า เวลาของอำนาจโบราณ (อำมาตย์ เช่นเปรม ฯลฯ) ใกล้หมดลงแล้ว

การทำสงครามยืดเยื้อ ในเวลาแก่ชรา เป็นไม้แทบจะถึงฝั่งรอมมะล่อแล้ว ในทางยุทธศาสตร์ถือว่าเขลาเป็นอย่างยิ่ง บริวารระดับรองลงมา เมื่อมองเห็นผลของสงครามเช่นนี้ "ภาวะกระโดดเรือหนี" จึงเห็นได้อย่างขัดเจน

ใครอ่าน "จดหมาย นพ.ประเวศ วะสี" ลูกน้องอำมาตย์ตัวเอ้ ฉบับล่าสุดนี้ จะเห็นได้ว่า "โทนของน้ำเสียงเปลี่ยนไป" อย่างชัดเจน จากแต่ก่อนเขียนด่าและตำหนิทักษิณเท่านั้น แต่ฉบับล่าสุดนี้ โทนของจดหมายคือ ผมยอมแล้ว ท่านสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น" แม้จะออกในทาง "ไว้ศักดิ์ศรีนิดๆ " ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่โทนของเสียง บอกชัดเจนว่า หมดทางสู้แล้ว

ในความเห็นของผม อำมาตย์มีทางเลือกทางเดียวคือ การเจรจา

ทางเลือกอื่นไม่มี การรุกทำลายเสื้อแดง ซึ่งก็คือ การเปลี่ยนใจคนไม่ต่ำกว่าครึ่งประเทศให้หันไปสยบอำนาจโบราณแบบเดิมนั้น ฟันธงเลยว่า เป็นไปไม่ได้ อยู่ที่ว่า พวกเขาจะยอมรักษาอะไรไว้

เนชั่นเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาด เตือนแมงเม่าจองซื้อต้องระวัง ปัจจัยเสี่ยงการเมืองพลิกขั้ว

ที่มา Thai E-News


ปัจจัยบวกที่เป็นปัจจัยลบ-ความใกล้ชิดของผู้บริหารเนชั่นกับนายกรัฐมนตรีและผู้มีอำนาจเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่สุดต่อNBCหุ้นใหม่เครือเนชั่น แต่ในด้านกลับก็เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด หากขั้วอำนาจพลิกเปลี่ยน เนชั่นก็จะลำบากไปด้วย เพราะไม่ได้เป็นเจ้าของสถานี เป็นเพียงผู้ผลิตที่แล้วแต่ลมการเมืองจะพัดไปทางไหน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 ตุลาคม 2552

นักวิเคราะห์เตือนแมงเม่าระวังบินเข้ากองไฟ ชี้NBCหุ้นจองน้องใหม่เครือเนชั่นน่ากลัว เหตุเคยเป็นกิจการขาดทุนสะสมบักโกรก แต่ใส่ตะกร้าล้างน้ำเล่นกลทางบัญชีเสกพ้วงเดียวพลิกมากำไร เผยเหตุที่พลิกมากำไรยังเพราะสายสัมพันธ์หนึบกับรัฐบาลมาร์คในลักษณะต่างตอบแทน โดยแนชั่นเป็นกองเชียร์และบอดี้การ์ดให้ ฝ่ายมีอำนาจดลบันดาลคืนทั้งการให้เข้าไปผลิตรายการทางทีวี3 5 7 9 11 และประเคนงบโฆษณาให้ รวมไปถึงจัดอีเว้นต์ให้รัฐมนตรี แต่ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงเพราะเลือกข้างชัด หากการเมืองเปลี่ยนขั้วจะทำให้ลำบากหนัก เหตุต้องยืมจมูกนักการเมืองหายใจ แนะหากชอบหุ้นทีวีให้ลุยหุ้นช่อง3หรือMCOTปลอดภัยกว่า



*ทำผิดกฎหมายโฆษณาขายหุ้นออกสื่อเนชั่นโจ่งครึ่ม

ไทยอีนิวส์นได้นำเสนอข่าวพฤติการณ์เข้าข่ายทำผิดกฎหมายปั่นหุ้นของนายกนก รัตน์วงศ์สกุล นักเล่าข่าวโทรทัศน์สังกัดเนชั่น และยังมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ NBC โดยเมื่อวันพุธก่อนนายกนกพูดโฆษณาออกทีวีและวิทยุเนชั่น อันอาจเป็นเท็จว่า หากใครจองซื้อหุ้นตัวนี้ก็จะ"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง" ต่อมาเมื่อถูกทักท้วง ทางรายการเก็บตกจากเนชั่นก็ไม่ให้นายกนกพูดโฆษณาขายหุ้นแล้ว แต่เนชั่นก็ทำผิดกฎหมายเรื่องใหม่ขึ้นมาอีก

โดยเมื่อวันพฤหัสฯก่อน เนชั่นทีวีหลีกเลี่ยงไม่ให้นายกนกพูดโฆษณาขายหุ้นน้องใหม่NBC แต่ขึ้นข้อความโฆษณาว่า "ติดต่อจองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ ซึ่งเป็นการทำผิดประกาศกลต.เรื่องการโฆษณาขายหุ้นผ่านสื่อที่กำหนดไว้ว่าต้องขึ้นข้อความคำเตือน"การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน"ให้เด่นชัดควบคู่กันไปด้วย

*เนชั่นเล่นกลเสกหุ้นเน่าขาดทุนบักโกรกกลายเป็นกำไรชั่วพริบตาก่อนแต่งตัวเข้าตลาด

ไทยอีนิวส์ได้ตรวจสอบดูงบการเงินของNBCว่าดีถึงขั้นจะทำให้ผู้จองซื้อหุ้นตัวนี้มีโอกาส"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง แค่เงินปันผลก็รวยไม่รู้เท่าไหร่แล้ว"ดังที่นายกนกพูดโฆษณาชี้ชวนหรือไม่ ก็พบว่า นายกนกอาจพูดเกินจริง หรือกระทั่งเข้าข่ายพูดจาอันเป็นเท็จ เพราะบริษัทนี้ไม่กี่ปีก่อนจะ"แต่งตัวเข้าจดทะเบียนในตลาด"ฐานะย่ำแย่ถึงขั้นส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ มียอดขาดทุนสะสมจำนวนมาก โดยเมื่อสิ้นปี2549 มียอดขาดทุนสะสมอยู่ถึง163ล้านบาท ขณะที่มีทุนจดทะเบียน140ล้านบาท ณ ปีนั้น

อย่างไรก็ตามก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเพียง2เดือน บริษัทใช้กลวิธีทางบัญชีทำให้ยอดขาดทุนนั้นหายวับไปกับตา โดยการลดทุนจดทะเบียนลง จากนั้นก็พลิกหน้ามือเป็นหลังมือมาเป็นกำไรในทันควันเมื่อสิ้นงวดครึ่งปี2552นี้

พอแต่งตัวเข้าตลาดในปี50พลิกจากขาดทุนอ่วมมาเริ่มกำไร แต่ยอดขาดทุนสมบักโกรก

งบการเงินงวดสิ้นปี2550ของNBC (รายละเอียด คลิ้ก ) มีผลขาดทุนสะสมจำนวน 153 ล้านบาท ลดลงจากขาดทุนสะสมในปีก่อนที่ขาดทุนสะสม163ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นจากที่เคยติดลบ23.8ล้านบาท พลิกมาเป็นบวก86ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิสิ้นปี50เป็นบวก10.6ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุนสุทธิ41.8ล้านบาท มีกำไรต่อหุ้น0.54บาท จากขาดทุนต่อหุ้น3.1บาท

ส่วนงบการเงินงวดสิ้นปี2551 (รายละเอียด คลิ้ก )บริษัทรายงานว่ายอดขาดทุนสะสมลดลงเหลือ126.3ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิเพิ่มเป็น26.9ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้นเพิ่มเป็น1.12บาท

เสกได้ดังใจนึกจากขาดทุนสะสมบานกลายเป็นกำไร

งบการเงินของNBCงวดล่าสุด คือสิ้นสุดไตรมาส 2/2552 สิ้นสุด30มิถุนายน ( รายละเอียด คลิ้ก )

18 กุมภาพันธ์ 52 ลดทุนจาก240ล้านบาท เหลือ120ล้านบาท โดยลดจำนวนหุ้นลงเหลือ12ล้านหุ้น ราคาพาร์10บาท เพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสม

21เมษายน52แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนเข้าจดทะเบียนตลาดMAI ลดราคาพาร์เหลือ1บาท แตกออกเป็น120ล้านหุ้น

จากนั้นเพิ่มทุนจาก120ล้านบาท เป็น170ล้านบาท โดยออกหุ้นสามัญใหม่50ล้านหุ้น รวม50ล้านบาท

ในจำนวนดังกล่าวนี้จัดสรรหุ้นเพิ่มทุน20ล้านหุ้นให้NMGหรือเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่99.99%ให้กรรมการและผู้บริหาร42,129หุ้น และนำมาขายประชาชนทั่วไป 30 ล้านหุ้น รวมทั้งNMGนำส่วนที่ถืออยู่มาขายด้วยรวม65ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ2.90บาท คาดว่าหากขายหมดจะได้เงินราว190ล้านบาท

จากนั้นผู้สอบบัญชีกล่าวว่าได้"คำนวณกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานเสมือนว่าการแตกหุ้นได้เกิดขึ้นตั้งแต่วันเริ่มต้นของปีแรกที่เสนอรายงานจำนวน120ล้านหุ้น" มีผลให้งบงวดครึ่งปีที่ยังไม่ได้ตรวจสอบสิ้นสุด30มิถุนายน52พลิกมากำไร17ล้านบาท กำไรต่อหุ้น0.14บาท จากปีก่อนกำไร13ล้านบาท กำไรต่อหุ้น0.11บาท

ยอดขาดทุนสะสมจาก140ล้านบาท พลิกมาเป็นทุนชำระแล้ว240ล้านบาท

นักวิเคราะห์เตือนแมงเม่าปัจจัยเสี่ยงเพียบ เพราะเลือกขั้วการเมืองชัด

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จากโบรกเกอร์แห่งหนึ่งให้ความเห็นว่า NBCมีปัจจัยบวกสำคัญคือมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้ได้เข้าไปจัดรายการในสถานีโทรทัศน์แทบทุกช่อง และได้เงินโฆษณาจากรัฐบาลและภาครัฐ รวมทั้งการจัดกิจกรรมพิเศษ(event)ให้กับรัฐบาล ทำให้พลิกสถานการณ์จากบริษัทที่มียอดขาดทุนสะสมมาโดยตลอดกลับมาเป็นกำไร แต่ช่วงนี้ก็เป็นกำไรทางบัญชีจารการลดทุนจดทะเบียน

อย่างไรก็ตามปัจจัยบวกดังกล่าว มองกลับกันก็เป็นปัจจัยลบ เพราะการเมืองไทยไร้เสถียรภาพ มีการเปลี่ยนแปลงขั้วรัฐบาลบ่อย และขั้วการเมืองเวลานี้แตกเป็นสองขั่วชัดเจน และค่ายเนชั่นก็เลือกข้างชัดเจน ทำให้ได้ผลประโยชน์จากขั้วอำนาจที่เป็นรัฐบาลในขณะนี้ แต่หากขั้วอำนาจเปลี่ยนแปลงไปอีกฝั่ง จะทำให้เจอสถานการณ์ที่ลำบาก

เตือนแมงเม่าอย่าเสี่ยงบินเข้ากองไฟ หากสนใจไปเล่นช่อง3กับMCOTเวิร์คกว่า

"เนชั่นไม่มีสถานีโทรทัศน์ ไม่มีสัมปทานเป็นของตนเอง อย่างช่องเนชั่นแชนัลทางไททีวีช่อง1ก็เป็นของคุณไกรวัฒน์ ศรีวุฒิวงศ์ ทางเนชั่นเข้าไปเช่าเวลาผลิตเท่านั้น ส่วนการเข้าไปมีรายการทีวีทางช่อง3 5 7 9 NBT ก็น่าสังเกตว่ามามียการเหล่านี้หลังเหตุการณ์ยึดอำนาจ19กันยา2549 หากการเมืองพลิกขั้วก็อาจเสี่ยงหลุดหมดทุกช่อง เช่นเดียวกับโฆษณาก็ได้จากรัฐบาลเป็นหลัก หากพลิกขั้วจะทำให้ลำบาก"นักวิเคราะห์กล่าว

นักวิเราะห์หลักทรัพย์ชี้ว่า หากสนใจลงทุนหุ้นที่ทำทีวีหรือสื่อ หุ้นMCOTของอสมท. หรือBECช่อง3น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า เพราะเป็นเจ้าของสัปมทาน กิจการมั่นคง มีกระแสเงินสดในมือมาก มีอัตราการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ ความเสี่ยงจากการเมืองเพราะเปลี่ยนขั้วแทบจะไม่มี

NBC แถลงข่าวว่า ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้น NBC จำนวน 65 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ไว้ที่ระดับราคา 2.90 บาทต่อหุ้น โดยจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อได้ระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2552 นี้ และมีบล.ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) บล. ไอร่า จำกัด เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

ขณะเดียวกันได้เปิดให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ NBC ได้ใช้สิทธิ์จองซื้อหุ้น (Pre-emptive Right) ในวันที่ 28-30 ตุลาคม 2552 โดยกำหนดสัดส่วนการจองซื้อ 9 หุ้นสามัญของ NMG ต่อ 1 หุ้นสามัญของ NBC

ทั้งนี้ คาดว่า NBC จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้ในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ โดยใช้ชื่อย่อว่า NBC

*********
ข่าวเกี่ยวเนื่องที่นำเสนอไปก่อนหน้านี้:

ลากไส้สื่อโล้น:ผิดจากนี้กรูให้เหยียบ!
เบื้องหลังโชคมหาศาลของเนชั่น มันคืออาชญากรรมย่ำยีชาติและประชาธิปไตย
*จำนนหลักฐานเนชั่นจ๋อย หยุดแล้วโฆษณาขายหุ้น สาวลึกเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาดขายแมงเม่า
*ไม่รู้จะรวยหรือซวยเละ หุ้นใหม่เนชั่นเสกพ้วงเดียว จากเน่าๆเอาล้างน้ำเข้าตลาดหุ้นเฉยเลย!
*เอาอีกแล้วสื่อโล้นกระบอกเสียงมาร์ค ไม่กลัวเสือกระดาษกลต. ตีปี๊บขายหุ้นผิดกม.โจ่งครึ่ม
*กนกปั่นหุ้นคุก2ปีไม่พอ กฎหมายชี้ต้องโดนเฉดหัวด้วย รู้แกวส่งเมียเป็นนอมินี จี้กลต.เร่งฟัน
*ร้องกลต.ฟันกนกคุก2ปีลูกพี่หยุ่นโดนด้วย ซี้ปึ๊กมาร์คเย้ยกฎหมายปั่นหุ้นเนชั่นกลางอากาศ
*ใครทุบหุ้นยังไม่แน่ แต่คนปั่นหุ้นคาหนังคาเขา มันเป็น"พวกเรา"-มาร์คว่าไง?!

ระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคม

ที่มา Thai E-News


ชมการให้สัมภาษณ์ของนวมทอง ไพรวัลย์ ฉบับเต็ม คลิ้กตอนที่ 1 และ ตอนจบ


โดย อรรคพล สาตุ้ม
25 ตุลาคม 2552


…ถ้าเราจะมองดู ‘ชาตินิยม’(ในบริบทของไทย)ว่ามีความใกล้ชิดกับคำว่า ‘ศาสนา’ หรือ ‘เครือญาติ’(kinship)มากกว่าที่มันจะใกล้ชิดกับ ‘ลัทธิเสรีนิยม’(liberalism) หรือ ‘ลัทธิสังคมนิยม’ (socialism)…ชาติถูกจินตกรรมขึ้น ก็เพราะว่า สมาชิกของชาติ ที่แม้จะเล็กที่สุดก็ตาม แม้จะไม่เคยรู้จักเพื่อนสมาชิกร่วมชาติทั้งหมดของตนไม่เคยพบเห็นพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมด หรือไม่เคยแม้กระทั่งได้ยินชื่อเสียงเรียงนามพวกเขาเหล่านั้นก็ตาม กระนั้นในจิตใจของแต่ละคนก็มีภาพพจน์ของความเป็นชุมชนร่วม Renan นักปรัชญาฝรั่งเศสกล่าวถึงจินตกรรมนี้ว่า “สารัตถะของแต่ละชาติ ก็คือ บรรดาปัจเจกของชาติทั้งมวล ต่างมีหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกัน และในเวลาเดียวกันต่างก็ร่วมลืมหลายสิ่งหลายไปแล้ว…. เบน แอนเดอร์สัน ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม (ฉบับแปลไทยในหน้า 9-10)*



การผลิตความทรงจำเรื่อง14 ตุลาคม-เดือนตุลาคมของรัฐธรรมนูญ 2540

ผู้เขียน เริ่มย้อนมองอดีตระลึกถึงเรื่องลุงนวมทอง ผ่านการเน้นที่ความเป็นเพื่อนร่วมชาติไทย และญาติร่วมชาติไทยในประวัติศาสตร์เดือนตุลาคม

จากประสบการณ์เกี่ยวกับเพื่อนๆ และผู้เขียนอ่านหนังสือชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม ภายใต้สิ่งแวดล้อมในการทำงานของชีวิตประจำวัน

โดยสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียน รู้สึกน่าครุ่นคิดเห็นได้ชัด ขณะดูสื่อโฆษณาทีวีเรื่องหนึ่งจบลง เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2552 ซึ่งผู้เขียนขอกล่าวถึงรุ่นพี่คนนี้ทางชื่นชมๆ เขาก็พูดถึงอย่างโหยหาอดีตในทางที่ดีๆ ต่อภาพโฆษณาทางสื่อทีวีว่า เมื่อผู้ชายคนหนึ่ง สั่งอาหารแล้วพูดว่า “ป้าขอบะหมี่ ถ้วยหนึ่ง” แล้วป้าตอบว่า “รอแป๊บหนึ่งนะลูก”

ซึ่งการผลิตสื่อโฆษณาทีวีดังกล่าว โปรยเสียงสรุปเรื่องเป็นประโยคชี้ให้เห็นว่า “คนไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก” สะท้อนว่าวัฒนธรรมไทยนั้น เราผูกพันนับญาติกันได้ทั้งหมด ไม่มีขีดจำกัดของชนชั้น และชาติพันธุ์ใดๆ ภายใต้ความเป็นชาติไทยในชุมชนจินตกรรมร่วมกันได้

เมื่อชาติถูกจินตกรรมขึ้น ก็เพราะว่า สมาชิกของชาติ ที่แม้จะเล็กที่สุดก็ตาม แม้จะไม่เคยรู้จักเพื่อนสมาชิกร่วมชาติทั้งหมดของตน ไม่เคยพบเห็นพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมด หรือไม่เคยแม้กระทั่งได้ยินชื่อเสียงเรียงนามพวกเขาเหล่านั้นก็ตาม

กระนั้นในจิตใจของแต่ละคนก็มีภาพพจน์ของความเป็นชุมชนร่วม และการระลึกถึงอดีตของเพื่อนสมาชิกร่วมชาติ ในความเป็นชุมชนร่วมกัน โดยผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ สร้างชุมชนจินตกรรมได้(อ้างอิงหนังสือเรื่องชุมชนจินตกรรม)

ซึ่งทำให้เรารู้จักเพื่อนสมาชิกร่วมชาติจากบทสัมภาษณ์เรื่องความทรงจำของญาติวีรชนในสิบสี่ตุลาคมจากสื่อหนังสือพิมพ์ได้ ซึ่งอดีตกับปัจจุบันเป็นมิติทางเวลาที่วางอยู่บนคนละกาละ และความทรงจำ คือ ข่ายใยที่เชื่อมโยงระหว่างกาละทั้งสองแบบ ความทรงจำพูดไม่ได้ แต่ดำรงอยู่ได้ผ่านตัวกลางของความทรงจำ

ความทรงจำแตกต่างจากประวัติศาสตร์ ความถูกผิดของความทรงจำขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเข้าใจที่ผู้คนและสังคม มีต่อเรื่องหนึ่งๆ นักคิดคนหนึ่งจึงกล่าวว่าความทรงจำไม่จำเป็นต้องถูกต้องตามประวัติศาสตร์ก็ ได้ และเพราะเหตุนี้ ความจริงแท้ จึงไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญของความทรงจำ และงานเขียนเป็นตัวกลางของความทรงจำ หรือจะพูดอีกอย่างว่างานเขียนเป็นตัวแทนของความทรงจำก็คงได้ คุณสมบัติเช่นนี้ จึงทำให้งานเขียนสามารถดึงความทรงจำจากอดีตมาสู่ปัจจุบันได้ และเมื่อมิติทางเวลาเป็นเรื่องลื่นไหล งานเขียนจึงทำให้อดีตและอนาคตโยงใยถึงกัน(1)

กระนั้น ความทรงจำของเรื่อง 14ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 จึงเป็นตัวแทนของการต่อสู้ทางอุดมการณ์ทางการเมืองไม่ให้ถูกลบเลือน บิดเบือน สูญหายไป โดยเราสามารถรับรู้ผ่านงานเขียน รวมถึงการผลิตสื่อภาพยนตร์ เช่น ภาพยนตร์ 14 ตุลา สงครามประชาชน( ที่มีการวิจารณ์ว่า เปลี่ยนเป็นชื่อเดิมว่า คนล่าจันทร์ดีกว่า ฯลฯ)

และวันเวลาผ่านไป คนยุค 14 ตุลาคม ก็ยังไม่พ้นวังวนของปัญหาการเมืองประชาธิปไตย เพราะว่า พวกเขาต้องมาพบกับเหตุการณ์ของ 17 พฤษภาคม 2535 ซึ่งมันทำให้เกิดคนเดือนพฤษภา แล้ววันเวลาต่อมา มันเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสู่ขบวนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 2540 และแล้ว ความสำคัญของเดือนตุลาคม ก็ยังกลับมาเกี่ยวข้องในรัฐธรรมนูญ 2540 ว่า เราแทบจะหาสัญลักษณ์ของรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้เลย

แต่ไหนๆ รัฐธรรมนูญ 2540 นั้นประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 ก็พอจะกล้อมแกล้มถือเอาเป็นวันสัญลักษณ์ไปได้เหมือนกัน(2)

ฉะนั้น การผลิตความทรงจำที่ดี และการโหยหาอดีตเพื่อสร้างชุมชนจินตกรรมขึ้น โดยความทรงจำต่อเดือนตุลาคม มันมีหลายแง่มุมที่ถูกผลิตออกมาเป็นสื่อต่างๆ เช่น หนังสือ จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน14ตุลาคมของปรีดี พนมยงค์ เป็นต้น

ส่วนผู้เขียน ต้องการชี้ให้เห็นเดือนตุลาคม มันถูกทำให้เป็นชุมชนจินตกรรม ภายใต้สมาชิกเพื่อนร่วมชาติเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย แล้วมันเป็นพลังนำมาสู่การสร้างความเข้าใจเดือนตุลาคมจาก 14ตุลาถึงรัฐธรรมนูญ 2540 ในเดือนตุลา

รวมทั้งความทรงจำ ต่อลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เพื่อนร่วมชาติ และญาติร่วมชาติไทยด้วย

ความแตกสลายของเพื่อนร่วมชาติในเดือนตุลาคม

รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ กล่าวถึงความแตกสลายของอุดมการณ์เดือนตุลาในปี พ.ศ. 2549 เมื่อ double false consciousness และ self-righteousness บังเกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทย

ในประเด็น 14 ตุลา และ 6 ตุลา มันต่อเนื่องเกี่ยวพันกันชนิดที่พูดได้ว่า ถ้า ไม่มีสิทธิเสรีภาพก็ไม่อาจต่อสู้เพื่อแสวงหาความเป็นธรรมทางสังคม ในอีกแง่หนึ่ง ถ้าไม่มีความเป็นธรรมทางสังคม สิทธิเสรีภาพที่ได้มาก็ไม่มีความหมาย อย่างน้อยก็ไม่มีความหมายต่อสังคม ต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อเพื่อนร่วมชาติร่วมทุกข์ร่วมสุขคนอื่น ๆ อาจจะมีความหมายบ้างต่อปัจเจกบุคคล แต่นั่นไม่พอ การแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมของสองเหตุการณ์นี้ที่แตกต่างแต่ว่าต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน คือ พันธมิตรสามประสาน ได้แก่ กรรมกร ชาวนา และสามัญชน เกิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้อย่างสันติในเมืองก่อน 6 ตุลา แล้วหลัง 6 ตุลา ก็คลี่คลายไปสู่การต่อสู้ด้วยอาวุธในชนบท

ผมอยากเสนอว่าอุดมการณ์ 14 และ 6 ตุลาคม หรืออุดมการณ์เดือนตุลา ได้แก่สิทธิเสรีภาพผูกกับความเป็นธรรมทางสังคมได้แตกสลายลงแล้วในปัจจุบัน เหตุการณ์ที่เป็นหลักหมายของการแตกสลายนี้คือการแบ่งแยกแตกข้างของพลังประชาชนในสังคมไทย ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองเกี่ยวกับรัฐบาลทักษิณในช่วงปีที่ผ่านมา มันใช้เวลา 30 ปี กว่าอุดมการณ์เดือนตุลาจะพัง แต่ในที่สุด ผมคิดว่ามันพังแล้ว มันสะท้อนให้เห็นได้ง่ายผ่านความขัดแย้งในหมู่เพื่อนพ้องน้องพี่คนเดือนตุลา ซึ่งต่างแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แตกข้างแยกค่าย ด่าทอประณามกันเอง ชุลมุนวุ่นวายจนเลาะเป็นวุ้นไปหมด(3)

ดังนั้น อุดมการณ์ของสิบสี่ตุลา ถึงจุดแตกสลายไปจากความเป็นเพื่อนร่วมชาติ พร้อมกับรัฐธรรมนูญ 2540 ในเดือนตุลาคมเช่นเดียวกัน เมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ขึ้นมา มันก่อเกิดเป็นแบ่งฝักฝ่าย เข้าข้างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(กลุ่มพันธมิตรกู้ชาติ) และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ)

ซึ่งทั้งสองฝ่าย ประกอบด้วยกลุ่มสหายเก่า ที่เคยเป็นมิตรร่วมรบในการต่อสู้ของสงครามกันมา แล้วกลายเป็นไร้เพื่อน โดยมันไม่ใช่สมการว่า พันธมิตร+ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ = พันธมิตรต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(หลอมรวมสีเหลืองและสีแดง)ได้

ซึ่งผู้เขียน สะท้อนเรื่องดังกล่าวได้ว่า มันเป็นการปะทะของอุดมการณ์ในเพื่อนร่วมชาติ สถานะทางการเมือง และอำนาจของกลุ่มการเมือง ผนวกกับความเป็นเพื่อน มิตร สหายกัน รวมทั้งในฐานะพ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อนสนิท มิตร สหาย ญาติร่วมชาติ

แต่ว่า ภาพตัวแทนหนึ่งในเดือนตุลาคม คือ ลุงนวมทอง ผู้สละชีวิตเพื่อชาติ และประชาธิปไตย อีกทั้งลุงนวมทอง สวมเสื้อใส่เสื้อสีดำ ที่มีบทกวีของศรีบูรพา และรวี โดมพระจันทร์ ในฐานะสัญลักษณ์ของ 14 ตุลา ซึ่งทั้งความตาย และความหมายของการเสียชีวิตของลุงนวมทอง ในบรรยากาศของงานศพ จนถึงวันเวลา ณ ปัจจุบัน ทำให้เราต้องมาพิจารณาความเป็นตัวแทนของเดือนตุลาคมเช่นเดียวกัน ในการระลึกถึงคนธรรมดา สามัญชน กับวันหนึ่งของเดือนตุลาคม ที่มีฐานะเป็นญาติร่วมชาติไทย

ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ กับความเป็นญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคม

เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 นายนวมทอง ซึ่งเป็นอดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย ได้ขับรถยนต์แท็กซี่ โตโยต้า โคโรลล่า สีม่วง ทะเบียน ทน 345 กรุงเทพมหานคร ของบริษัท สหกรณ์แหลมทองแท็กซี่ จำกัด พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ป้ายทะเบียนตรากงจักร 71116 ของคณะปฏิรูปฯ และได้รับบาดเจ็บสาหัส

ซึ่งต่อมาในคืนวันที่ 31 ตุลาคม นายนวมทองผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้

ในคืนวันที่ 31 ต.ค.2549 นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีนข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยด้านหน้าเป็นบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ และด้านหลังเป็นบทกวีของศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์) และข้อมูลต่อมา ที่มีบันทึกความทรงจำ เกี่ยวกับลุงนวมทอง ไพรวัลย์ (พ.ศ. 2489 - 31 ต.ค. 2549; อายุ 60 ปี) เป็นคนขับแท็กซี่ที่ฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอตายใต้สะพานลอยถนนวิภาวดีรังสิต หลังจากขับแท็กซี่พุ่งชนรถถังของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า

นายนวมทองเป็นพลเมืองไทยเพียงคนเดียว ที่ได้ประกาศตนต่อสาธารณชนว่า ได้พยายามกระทำอัตวินิบาตกรรม เพื่อประท้วงการรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองฯ และได้บรรลุเจตนารมณ์ดังกล่าวในที่สุด เพื่อตอบสนองคำพูดของรองโฆษกคณะปฏิรูปการปกครองฯ ที่เขาถือว่าเป็นการเหยียดหยามวัตถุประสงค์ในการกระทำของเขานั้นเอง(4)

กระนั้น ผู้เขียนระลึกถึงบทสัมภาษณ์ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล แล้วกระตุ้นให้ผู้เขียนนึกถึงประสบการณ์ต่างๆ ไม่ให้ผู้เขียนหลงลืม “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์”..ว่าเราต้องระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เราต้องเชิดชูถึงความเด็ดเดี่ยวของท่าน เป็นคนที่ผมเคารพมากเลย แต่นี่คือ คนยอดคน นี่คือ คนจริง งานศพของท่านอยู่ในวัดเล็กๆที่เมืองนนทบุรี เข้าไปลึกหน่อยจากถนนใหญ่ เป็นงานศพของคนกระจอก แต่มีพวงหรีดของสุรยุทธ์ จุลานนท์ด้วย และมีตำรวจเต็มไปหมด ถ้าคนไม่บอก ก็นึกว่า งานศพนี้จัดที่วัดเทพศิรินทร์ ซะอีก ในอนาคตข้างหน้า น่าจะสร้างอนุสาวรีย์ให้ท่าน สร้างที่ลานที่ท่านขับรถแท็กซี่ชนรถถังนั่นแหละ แต่ไม่ต้องออกแบบให้เป็นอัศวินขี่ม้าขาวนะ เอาแบบขี่แท็กซี่ดีที่สุด เป็นเอกลักษณ์ดี ไม่เหมือนใคร.(5)

ครั้นแล้ว วันเวลาของงานศพ “ลุงนวมทอง”ผ่านไป จะทำอย่างไรดีไม่ให้ความทรงจำต่อลุงนวมทอง หายไป และผู้เขียน ครุ่นคิดเรื่องความเข้าใจเรื่องกาลเวลา เป็นพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงความเป็น “ชาติไทย”สมัยใหม่ ที่มีกาลเวลาไม่ได้เพียงอยู่บนพื้นฐานของเวลาแบบการเวียนว่ายตายเกิดแบบพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ว่าผู้เขียนมองเวลาในฐานะของการมองปฏิทิน เป็นตัวแทนของวันเวลาของไทยในยุคสมัยใหม่ แล้วตระหนักถึงวันที่ 31 ตุลาคม เป็นวันสิ้นเดือนพอดี ทั้งมันเป็นวันสำหรับเงินเดือนออกของพนักงาน ในวันที่ท้าทายทหารของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ทำอย่างไรไม่ให้สิ้นเดือน ทำให้ความทรงจำต่อลุงนวม ไม่ต้องค้นหาวันเวลาที่หายสาบสูญสิ้นไป

แน่ชัดว่า ความต่างของวันที่ 31ตุลาคม กับวันที่ 14,6ตุลา ที่มีภาพสะท้อนหมู่เพื่อน มิตรสหาย ล้วนปรากฏตัว มีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ยุคสมัยก่อน จนถึงปัจจุบันดังกล่าว โดยปรากฏทั้งฐานะบุคคล กลุ่ม เหมือนกับตัวละครจำนวนมาก แต่ว่ากรณีลุงนวมทอง เน้นได้ชัดเจนถึงความสามารถของปัจเจกบุคคล เขาเป็นคนๆ เดียว ซึ่งสะท้อนพลังการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กลายเป็นเหตุการณ์ในวันที่ 31 ตุลาคม 2549 นั้น แล้วเราจะระลึกถึงอดีตของคนๆเดียวให้ไม่โดดเดี่ยว โดยระดมเชื้อเชิญให้ผู้คนมีส่วนร่วม ทั้ง พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติสนิท มิตร สหาย เพื่อนๆ ผู้รักประชาธิปไตย เพื่อจัดงานสานต่อ ความเป็นคนเด็ดเดี่ยวของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ โดยข้อความในจดหมายลาตายว่า ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก

ทั้งนี้ ผู้เขียนก็เคยนำเสนอความคิดเห็นเล็กๆ เกี่ยวกับเรื่องลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในการจัดงานเรื่องศิลปะกับการเมือง: มุมมองว่าด้วย รสนิยม ชนชั้น ประวัติศาสตร์ และการตีความ ซึ่งจัดงานโดยกลุ่มประชาไท โลคัลทอลค์ และกลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ(6) ซึ่งกรณีง่ายๆ ว่า คุณอาจจะรู้สึกว่า นั่นเป็นเพื่อนของเรา คนนั้น คนนี้ โดยอาจจะลืมไปว่าเขาเป็นใคร และความทรงจำต่ออดีตในเรื่องเดียวกัน ที่เคยคิดเห็นตรงกัน กลับกลายเป็นความคิดเห็นไม่ตรงกัน เพราะ วันเวลาทำให้คนรุ่น 14,6 ตุลาคม ถูกวันเวลาแย่งชิงความทรงจำ และวันเวลาก็ชนะในการช่วงชิงความทรงจำของคนเรา ทำให้ลืมอุดมการณ์ของเพื่อนร่วมชาติบางคนได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนในฐานะคนเล็กๆคนหนึ่ง ก็ระลึกถึงลุงนวมทอง ในจินตนาการถึงการสร้างภาพยนตร์เรื่อง 31 ตุลา ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เป็นเรื่องน่าสนใจมาก เพราะ เราต้องตระหนักว่า บรรดาปัจเจกของชาติทั้งมวล ต่างมีหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกัน และในเวลาเดียวกันต่างก็ร่วมลืมหลายสิ่งหลายไปแล้ว แน่นอนว่า ความหวังสักวันหนึ่งใน 31 เดือนตุลาคม เราระลึกจดจำถึง“ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” ญาติร่วมชุมชนจินตกรรมของชาติไทยได้

เชิงอรรถ

*เบน แอนเดอร์สัน ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม(ฉบับแปลไทย)

1.ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: วาทกรรมสิบสี่ตุลา

2.ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข ใต้เท้าขอรับ : ขอเป็นคน ‘เดือนตุลา’


3.รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ : ความแตกสลายของอุดมการณ์เดือนตุลาในปี พ.ศ. 2549 เมื่อ double false consciousness และ self-righteousness บังเกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทย

4.ข้อมูล:นวมทอง ไพรวัลย์
th.wikipedia.org/wiki/นวมทอง_ไพรวัลย์


5.ผู้เขียน สัมภาษณ์ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล อาจารย์ประจำสถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ

6.ศิลปะกับการเมือง: มุมมองว่าด้วย รสนิยม ชนชั้น ประวัติศาสตร์ และการตีความ

Sunday, October 25, 2009

16เอ็นจีโอออกโรงหนุนสหภาพรถไฟ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_42169

เอ็นจีโอ 16 องค์กร ออกโรง หนุนสหภาพฯรถไฟ ต่อสู้เรื่องความปลอดภัย พร้อมขอให้ "อภิสิทธิ์" เปิดเวทีสาธารณะชี้แจงความชัดเจน เพราะถูกฝ่ายบริหารบิดเบือนข้อมูล ...

วันนี้ (25 ต.ค.) ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว นางวิไลวรรณ แซ่เตีย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน 16 องค์กร อาทิ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ สหพันธ์สาธารณูปโภคประเทศไทย องค์กรขนส่งระหว่างประเทศ แถลงข่าว สนันสนุนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ในการปกป้องความปลอดภัยของประชาชน พร้อมสนับสนุนให้ตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นในการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยเห็นว่านายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่า รฟท. ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิ น(สตง.) ได้ชี้มูลว่ามีการทุจริตคอรัปชั่น

นางวิไลวรรณ กล่าวว่า เครือข่ายประชาชนขอเรียกร้องฝ่ายการเมือง และผู้บริหารการรถไฟ ให้ยุตินโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการฉวยกระแสในการแปรรูปรถไฟของ นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ต้องยุติการสร้างกระแสทำลายสหภาพแรงงาน อย่าบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร อาทิ กรณีการปล่อยทิ้งผู้โดยสาร และใส่ร้ายป้ายสีเรื่องการปิดหัวลำโพง รวมทั้งการยึดหัวรถจักรที่หาดใหญ่ ซึ่งไม่เป็นความจริง ต้องแก้ไขอุปกรณ์หัวรถจักรที่ชำรุดโดยเร่งด่วน นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม และนายยุทธนา จะต้องรับผิดชอบกรณีอุบัติเหตุจากอุปกรณ์ชำรุด เพราะเกิดจากความบกพร่องของฝ่ายบริหาร

นางวิไลวรรณ กล่าวอีกว่า ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเวทีสาธารณะชี้แจงข้อเท็จจริงประเด็นความปลอดภัยในการโดยสารรถไฟ โดยมีองค์กรผู้บริโภค รัฐมนตรี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สร.รฟท. ผู้บริหาร รฟท. รวมทั้งองค์กรภาคประชาชนร่วมกัน เพราะเป็นสิทธิของผู้บริโภคและประชาชน อันพึงจะได้รับความปลอดภัย โดยภาคประชาชนจะต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับ สร.รฟท. ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มักถูกฝ่ายบริหารบิดเบือน จะจัดกิจกรรมสนับสนุนในการจัดทำข้อเสนอระบบปรับปรุงการเดินรถและการให้บริการประชาชนเพื่อความปลอดภัย

เพื่อไทยจี้ปลดกษิต หลังจัดประชุมอาเซียนล้มเหลว

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_42166

โฆษกเพื่อไทย จี้ปลด " กษิต ภิรมย์ " ชี้ไร้ศักยภาพทำจัดประชุมอาเซียนล้มเหลว แฉ เจอปมทุจริตในรัฐบาลเพิ่ม พร้อมส่ง เตรียมทหารรุ่น 10 ร่วมเป็นประธานอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริง...

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า พรรคได้ติดตามการประชุมอาเซียนซัมมิทพบว่าล้มเหลว เห็นได้จากการประชุมวันแรกผู้นำอาเซียนมาไม่ครบเกือบครึ่ง ภาคประชาสังคมที่เป็นเวทีคู่ขนานวอคเอาท์ไม่เข้าร่วมประชุมกับผู้นำอาเซียนตามธรรมเนียบปฏิบัติ และสมเด็จ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา ยังยืนยันจะไม่สงตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีให้กับรัฐบาลไทย เพราะเป็นคดีการเมือง ไม่เข้าข้อกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน สะท้อนให้เห็นนัยยะทางการเมืองระหว่างประเทศของรัฐบาล และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่น่าจะขาดศักยภาพในการประสานงาน ล้มเหลวในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ เป็นแบบขาดมิตร แต่เพิ่มศัตรู ความผิดพลาดทั้งหมดเกิดจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ตัดสินใจผิดตั้งแต่ต้นที่แต่งตั้งนายกษิตเป็นรมว.ต่างประเทศ ทั้งที่เคยร่วมชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯปิดสนามบินสุวรรณภูมิ โดนข้อหาก่อการร้าย ปราศรัยโจมตีสมเด็จฮุนเซน ดังนั้นหลังเสร็จสิ้นการประชุมอาเซียน ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส ปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศ และปลดนายกษิตออกจากตำแหน่ง เพื่อตัดอวัยวะรักษาชีวิตต่ออายุรัฐบาล

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ส่วนการแก้ปัญหาระหว่างประเทศแบบบูรณาการนั้น นายกรัฐมนตรี ควรมีภาวะเป็นผู้นำ เปิดใจกว้างให้พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แกนนำพรรคเพื่อไทย และอดีตนายกฯ ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำในประเทศอาเซียน ให้เป็นผู้เชื่อมความสัมพันธ์กับผู้นำประเทศกัมพูชา พม่า มาเลเซีย จะเป็นการพิสูจน์นายอภิสิทธิ์ว่ามีภาวะเป็นผู้นำแค่ไหนที่จะหลอมรวมใจของคนในชาติทุกภาคส่วนให้เป็นหนึ่งเดียวกันในการร่วมแก้ปัญหาประเทศชาติ เพื่อนำไปสู่ความสมานฉันท์

ส่วนการที่ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ทีมโฆษกพรรคเพื่อไทยอยู่เบื้องหลังการแถลงข่าวของทีมโฆษกประเทศกัมพูชาที่ระบุถึงจุดยืนของกัมพูชาต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น เป็นการใส่ร้ายป้ายสีพรรคเพื่อไทย และกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะในข้อเท็จจริงพรรคเพื่อไทยไม่สามารถไปชี้ช่องให้กัมพูชาทำเช่นนั้นได้ ดังนั้นหากนายกฯต้องการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะต้องเชิญโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาตบปาก เพราะการพูดลักษณะนี้ เรียกว่าปากพาจน ชักศึกเข้าบ้าน ทำให้นายกรัฐมนตรีเสียรางวัดตัวเอง

ส่วนกรณีที่กลุ่มที่ ส.ส.หญิงพรรคประชาธิปัตย์ ปฏิเสธกระแสข่าวว่าจะย้ายมาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยนั้น รู้สึกเห็นใจกับกลุ่ม ส.ส.หญิง ที่ทราบมาว่าขณะนี้ถูกผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์กดดันอย่างหนัก และเป็นที่น่าสังเกตว่าพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคแกนนำรัฐบาลกลับมีคนแห่ไหลออก เพราะอยู่ในช่วงขาลง ขณะที่พรรคเพื่อไทย ที่เป็นฝ่ายค้านกลับมีคนแห่เข้า ทั้ง อดีตทหาร ตำรวจ ข้าราชการฝ่ายปกครอง สาเหตุคงมาจากพรรคเพื่อไทยมีจุดยืนประชาธิปไตย ไม่รับใช้อำมาตย์ ดังนั้นอยากให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ รีบยุบสภา แล้วเลือกตั้งใหม่ จะได้รู้ว่าจะมีคนไหลออกจากพรรคประชาธิปัตย์เท่าไหร่

นอกจากนี้ คณะทำงานตรวจสอบการทุจริตของพรรคเพื่อไทย ได้ตรวจสอบการทุจริตในรัฐบาล ล่าสุดพบว่ากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นอนุมติงบประมาณลงพื้นที่แบบกระจุกตัวที่ จ.นครราชสีมา จ.ขอนแก่น จ.ร้อยเอ็ด จ.นครพนม และ จ.เลย โดยเฉพาะจ.เลย รีบอนุมัติงบตามแผนยุทธศาสตร์จังหวัดทั้งหมด 66 โครงการ วงเงิน 127 ล้านบาท โดยไม่ผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อพิจารณาโครงการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ ราคาสูงกว่าราคากลาง ทั้งที่ผู้รับเหมาก่อสร้างกว่า 20 รายที่ขอยื่นประกวดราคาพร้อมที่จะลดราคาโครงการละ 22% แต่กลับไม่ได้งาน จึงส่อทุจริต โดยมีนักการเมืองใหญ่ชื่อย่อ “ศ” ปากห้อยอยู่เบื้องหลังอนุมัติงบประมาณแบบกระจุกตัวไปในจังหวัดที่มีคนของพวกตัวเองอยู่ และในวันนี้ยังได้มีชาวบ้านกว่า 20 คน จาก ต.ห้วยแห้ง ต.กุดนกเปล้า ต.หนองปลาไหล อ.เมือง จ.สระบุรี นำโดยนางวิรัญชนา ธันวรัตนกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษบ่อขยะ มาร้องเรียนว่า กระทรวงธารณสุข อนุมัติงบ 250 ล้านบาท เพื่อตรวจสุขภาพชาวบ้าน 3 ตำบล เป็นราคาที่สูงเกินจริง ส่อทุจริต เพราะชาวบ้านมีบัตรทองอยู่แล้ว เรื่องนี้จะเสนอให้หัวหน้าพรรค เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบต่อไป

นายพร้อมพงศ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้คณะทำงานฯรตรวจสอบพบว่า ตลอด 9 เดือน รัฐบาลได้ใช้งบโฆษณากว่า 2,848 ล้านบาท โดยเฉพาะสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯกำกับดูแล ได้ใช้งบมากที่สุด 734 ล้านบาท ที่น่าตกใจนายสาทิตย์อนุมัติงบประชาสัมพันธ์ 7 โครงการ วงเงิน141,890,000 บาท โดยใช้วีธีจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ และเมื่อเดินก.ย.เพิ่งอนุมัติโครงการร้อน เป็นงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินเป็นเงิน 49,922,800 บาท เพื่อจัดทำโครงการประชาสัมพันธ์แผนปฏิบัติการโครงการไทยเข้มแข็ง โดยอ้างความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการเหล่านี้ส่อทุจริต เพราะมีบุคคลที่เป็นญาติสนิทของผู้มีอำนาจบางคนในทำเนียบรัฐบาล ที่มีชื่อย่อ “ท” เข้ามาเกี่ยวข้องกับการรับงานทำธุรกิจรับจ้างงานประชาสัมพันธ์ ทำให้ข้าราชการอึดอัด คับข้องใจกลัวจะถูกร้องเรียนและติดคุก ดังนั้นคณะทำงานจะร่วบรวม ติดตามการทุจริตทุกโครงการในรัฐบาล ที่นับวันการทุจริตได้ขยายวงกว้าง ไม่เกรงกลัวกฎหมาย จนเป็นรัฐบาลฟาสฟู๊ดแบบกินด่วน เสนอให้คณะกรรมาธิการสามัญชุดที่มีอำนาจตรวจสอบในเรื่องนั้น 14 ชุดที่มีส.ส.พรรคเพื่อไทยเป็นประธาน เพื่อแต่งตั้ง ตท.10 ตท.9 ที่เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เข้าไปเป็นประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบ

นายพร้อมพงศ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้คณะทำงานฯรตรวจสอบพบว่า ตลอด 9 เดือน รัฐบาลได้ใช้งบโฆษณากว่า 2,848 ล้านบาท โดยเฉพาะสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯกำกับดูแล ได้ใช้งบมากที่สุด 734 ล้านบาท ที่น่าตกใจนายสาทิตย์อนุมัติงบประชาสัมพันธ์ 7 โครงการ วงเงิน141,890,000 บาท โดยใช้วีธีจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ และเมื่อเดินก.ย.เพิ่งอนุมัติโครงการร้อน เป็นงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินเป็นเงิน 49,922,800 บาท เพื่อจัดทำโครงการประชาสัมพันธ์แผนปฏิบัติการโครงการไทยเข้มแข็ง โดยอ้างความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการเหล่านี้ส่อทุจริต เพราะมีบุคคลที่เป็นญาติสนิทของผู้มีอำนาจบางคนในทำเนียบรัฐบาล ที่มีชื่อย่อ “ท” เข้ามาเกี่ยวข้องกับการรับงานทำธุรกิจรับจ้างงานประชาสัมพันธ์ ทำให้ข้าราชการอึดอัด คับข้องใจกลัวจะถูกร้องเรียนและติดคุก ดังนั้นคณะทำงานจะร่วบรวม ติดตามการทุจริตทุกโครงการในรัฐบาล ที่นับวันการทุจริตได้ขยายวงกว้าง ไม่เกรงกลัวกฎหมาย จนเป็นรัฐบาลฟาสฟู๊ดแบบกินด่วน เสนอให้คณะกรรมาธิการสามัญชุดที่มีอำนาจตรวจสอบในเรื่องนั้น 14 ชุดที่มีส.ส.พรรคเพื่อไทยเป็นประธาน เพื่อแต่งตั้ง ตท.10 ตท.9 ที่เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เข้าไปเป็นประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบ

นพดล ชี้ ศึกวิวาทะผู้นำอาจทำไทยเสียดินแดน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_42150

“นพดล”ชี้ วิวาทะผู้นำไทย-กัมพูชา อาจลุกลาม ทำเพลี่ยงพล้ำเสียดินแดนพระวิหาร ...

นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ และที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงวิวาทะระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรี กัมพูชา สืบเนื่องจากข้อถกเถียงเรื่องการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ของพ.ต.ท.ทักษิณ ว่า นายอภิสิทธิ์ประสบความล้มเหลวในการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ซ้ำยังทำให้เสื่อมทรามลงโดยเฉพาะประเทศกัมพูชาจากกรณีล่าสุดที่นายกฯรวมทั้งนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศไปพูดเชิงสั่งสอนกัมพูชา ถือเป็นการผิดมารยาททางการทูต

ผลที่จะตามมาคืออาจทำให้กัมพูชานำข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนปราสาทพระวิหารเข้าสู่เวทีโลก ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทย เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ย่อหย่อนในเรื่องดังกล่าว ปล่อยให้ฝ่ายกัมพูชาสร้างถนนในพื้นที่ทับซ้อน เหมือนเป็นการสูญเสียเขตแดนโดยพฤตินัย ทั้งที่รัฐบาลชุดก่อนๆพยายามปกป้องมาตลอด ดังนั้นหากเกิดอะไรขึ้นมารัฐบาลชุดนี้ต้องรับผิดชอบ จริงๆแล้วสิ่งที่รัฐบาลควรทำคือใช้แนวทางการเจรจาระดับประเทศ ไม่ควรปล่อยให้เรื่องเข้าไปสู่เวทีสหประชาชาติ จนกว่าจะมีการปักปันเขตแดนถาวรตามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา

ตะวันตกที่ตะนาวศรี(2):การต่อสู้ด้วยอาวุธ

ที่มา Thai E-News


โดย วันลา วันวิไล
24 ตุลาคม 2552
ที่มา บันทึกเรื่อง"ตะวันตกที่ตะนาวศรี"

ไม่กี่เดือนที่ผมไปถึงที่นั้น อยู่ ๆ “ฝ่ายนำ” ก็เรียกประชุมแจ้งว่า นักรบ 3 คนได้ “เสียสละ” ไปแล้ว พวกเขาหลายสิบคนได้ไปโจมตีค่าย ต.ช.ด. เพื่อ “สั่งสอน” และ “แก้แค้น” ให้กับนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลา แต่เกิดความผิดพลาดทางยุทธวิธี ต้องสูญเสียนักรบไปในคืนที่มืดสนิทคืนหนึ่ง มันเหมือนกับบทนำเรื่องบทแรกของการต่อสู้ว่า “สงครามก็เป็นเช่นนี้แหละ”


2. ตะวันตกที่ตะนาวศรี

ผมไปถึงตะนาวศรีในตอนกลางเดือนพฤศจิกายน 2519

เขตเทือกเขานี้อยู่ระหว่างชายแดนไทยกับพม่า เป็นส่วนของแผ่นดินที่ได้รับมรสุมจากมหาสมุทรอินเดียเต็มที่ ป่าทึบชุ่มชื่นมีฝนตกเกือบตลอด ปีมีทากและแมลงดูดเลือดชุกชุม พื้นดินก็อุดม ลาดและหุบเขามากมายเป็นถิ่นของชาวกะเหรี่ยง ซึ่งหักร้างถางพงทำไร่และเคลื่อนย้ายไปมาอยู่แถบนั้นมานานแล้ว ที่เป็นป่าดูทึบ ที่เป็นไร่ดูเขียว และน้ำก็ดื่มได้ชื่นใจทุกสาย

หลังวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นักศึกษาจำนวนมากได้ตัดสินใจเข้าป่า อันหมายถึงการร่วมกับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.) ต่อสู้กับรัฐบาลในยุคนั้นด้วยกำลังอาวุธ

วิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (ส.ป.ท.)ดูจะคึกคักที่สุดเมื่อได้ยินคำประกาศการต่อสู้ของอดีตผู้นำนักศึกษาหลายคนเป็นระยะๆ กระทั่งคำประกาศของพวกเรา นักศึกษาเขตเทือกเขาตะนาวศรี

“การต่อสู้ด้วยอาวุธ” ฟังดูแล้วรู้สึกรุนแรงดุเดือดและน่ากลัวในเวลานั้น แต่เมื่อผ่านมานานปี ผมรู้สึกนึกถึงแต่ชีวิตที่เรียบง่าย เป็นเพียงความเคลื่อนไหวเล็กๆ เงียบๆกลางป่าเขาเท่านั้น และยังเทียบไม่ได้กับความรุนแรงดุเดือดในเหตุการณ์ 6 ตุลา หรือแม้กระทั่ง 17 พฤษภา ในอีกหลายปีต่อมา

ชีวิตเรียบๆกลางสงครามแย่งชิงประชาชนในชนบทที่ผมกล่าวถึง ก็คือชีวิตจำลองของชาวไร่ชาวนาผู้ทุกข์ยากนั่นเอง

ฤดูแล้งปี 2520 ผมอยู่ที่ค่ายสอง หรือค่ายใหญ่ (ในป่าเขตอื่นเรียกที่พักต่างๆกัน เช่น ฐานที่มั่น ฐาน ทับ แต่ที่นี่เรียกง่ายๆว่า ค่ายหนึ่ง ค่ายสอง ค่ายสาม) ต้องลงไร่ปลูกมันสำปะหลังเกือบทุกวัน ก็แค่เอาเท้าเขี่ยดินให้เป็นร่อง แล้วเอาต้นมันสำปะหลังที่ถูกสับเป็นท่อนๆ ยาวราว 1 คืบวางลงไป เขี่ยดินกลบและกระทืบ 2-3 ทีเท่านั้น เราไม่ค่อยนึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างในชีวิต จากการเรียนหนังสือในห้องเรียนเป็นทำไร่มันกระทันหันไปหน่อย แต่มันต้องทำ

บางวันเขาก็ให้ปลูกบ้านอยู่ในค่าย เมื่อไปถึงใหม่ๆ บ้านจะปลูกเรียงกันตามสันเขาแคบๆ ด้านหนึ่งมีทางเดินลงห้วย อีกด้านหนึ่งค่อนข้างชัน เมื่อมีคนมากขึ้นสันเขาแคบก็ไม่มีที่ว่างพอ จึงต้องกระเถิบลงด้านล่างซึ่งกว้างขวางกว่า บ้านจะเรียงรายกันรอบๆ ลานและกอไผ่ มีสโมสรหลังคาแผ่นไม้และห้องสมุดเล็กๆ มีสนามใหญ่พอจะบรรจุคนตั้งแถวได้ประมาณ 3-4 ร้อยคน บ้านผู้หญิงจะมีฝาบ้านมิดชิด ส่วนบ้านผู้ชายจะมีฝาไม้ขัดแตะเพื่อกันฝนเพียงด้านเดียว

มีบ้านที่ยังไม่เสร็จอีก 2-3 หลัง ผมทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง นอกจากแบกเสามาลงหลุม แบกใบตะคร้อมาส่งให้ และขึ้นหลังคามุงตะคร้อตามอย่างคนที่เขาทำเป็น ชอบเลือกอย่างหลังสุดเพราะสนุกกว่าการแบก

ใกล้เที่ยงวันหนึ่งได้ยินเสียงเครื่องบินมาแต่ไกลมีคนบอกกว่าเป็น โอวีสิบ เสียงดังมากจนดูเหมือนมันจะอยู่เหนือหัวเรานี่เอง ไม่รู้ว่ามันใกล้หรือไกลขนาดไหน ได้แต่คิดเอาเองว่ามันน่าจะใกล้จนเห็นตัวเราแล้ว ก็เลยรีบตาลีตาเหลือกลงจากหลังคามาหลบใต้ต้นไม้ใหญ่ ใจก็ระทึกว่าเดี๋ยวจะมีระเบิดลงไหนหนอ เสียงเครื่องบินวนอยู่ 2-3 รอบ ก็เงียบหายไป หลังจากวันนั้นก็มีเหตุการณ์เช่นนี้อีกตั้งหลายครั้งจนผมเริ่มคุ้นเคยและจำเสียง โอวีสิบได้ติดหู สามารถรู้ว่ามันมาตั้งแต่เสียงแว่วอยู่ในสายลม

เมื่อเผาไร่เสร็จในเดือนเมษายนก็พอดีฝนตก เราเริ่มถางป่าฟันไม้ตั้งแต่เดือนกุมภา เมื่อคนมากขึ้นไร่และนาแต่เดิมก็ทำไม่พอกิน สภาวะเช่นนั้นยังต้องการข้าวเหลือเก็บเผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ไม่สามารถทำไร่ทำนาได้ด้วย การบุกเบิกไร่เริ่มจากการล้างท้องไม้ คือฟันไม้เล็กๆ ให้ราบเพื่อให้โล่งเตียน ฟันไม้ใหญ่ได้ง่ายและเมื่อมันแห้งจะได้เป็นเชื้อไฟในการเผาไร่ ผมช่วยเขาล้างท้องไม้จนแขนระบมแทบยกไม่ขึ้น ส่วนไม้ใหญ่นั้นถูกโค่นโดยผู้ชำนาญการเท่านั้น

ไร่ที่ถูกเผาแล้วจะต้องเก็บเศษไม้และกิ่งแห้งระเกะระกะมากองสุมๆ แล้วเผาอีกที เรียกว่า รื้อไร่ คราวนี้หน้าดินมีแต่ขี้เถ้า ท่อนไม้ใหญ่และตอเป็นถ่านดำ พอครึ้มฝน ลมพัดขี้เถ้าคลุ้งไอร้อนของดินและไอเย็นของลมฝนทำให้รู้สึกวูบวาบ หลังฝนลงเม็ดแล้ว กลิ่นไอดินและไม้ที่ถูกเผามันหอมเหลือเกินโดยเฉพาะเมื่อเราฉีกเปลือกไม้ก่อ

ผมชอบทำงานกลางฝน ยิ่งฝนหนักก็ยิ่งชอบเพราะไม่ร้อนและไม่ค่อยเหนื่อยแต่มักจะสั่นหนาว ทั้งลมทั้งฝนกลางไร่เสียงอื้ออึงชวนให้ร้องเพลงแข่งกับมันโดยไม่ต้องอายใคร พวกเราลากท่อนไม้ปีนลงไปตามลาดดินเหนียวลื่นไถลคลุกโคลนมอมแมมก่อนจะล่องฟืนไปตามห้วย บางทีก็เดินเรื่อยเปื่อยหาเห็ดแครงตามเปลือกต้นก่อและผักกูดตามริมห้วย เอาไปทำอาหารเย็น

ต้นพฤษภาคม ฤดูเพาะปลูกมาถึง ไร่ส่วนหนึ่งจะปลูกข้าวโพดอีกส่วนหนึ่งจะปลูกข้าวเจ้า วิธีปลูกข้าวโพดเขาใช้ตีหลุมแต่การปลูกข้าวเจ้าจะแทงหลุม การตีคือใช้จอบฟันดินลงไปตื้นๆ พอจอบกระดอนออกดินจะเป็นร่องกว้างๆ แล้วหยอด

เมล็ดข้าวโพดลงไปพร้อมก็เอาเท้าเกลี่ยดินกลบ ส่วนการแทงหลุมนั้นน่าจะเป็นวิธีดั้งเดิมของชาวเขาหรือไม่ก็ชนชาติตามภูเขาในจีนตอนใต้ เดาเช่นนี้ก็เพราะเคยเห็นท่าทางละม้ายกับระบำชาวไร่ประกอบดนตรีพื้นบ้านของจีน

ชาวกะเหรี่ยงขอบใช้ไม้ขนาดข้อมือจับพอเหมาะเสี้ยมให้แหลมทิ่มดินให้เป็น

หลุมเล็กๆ แล้วหยอดเมล็ดข้าวลงไป ส่วนการแทงหลุมที่ว่าใช้เสียมอันเล็กใส่ด้าม

ไม้ไผ่ยาวๆ ที่ปลายสะบัดได้ เวลาแทงหลุมปลายไม้จะดีดพร้อมกับจังหวะโยกตัว

ของคนทำให้ผ่อนแรงลงและทำให้เร็วขึ้นด้วย ท่าทางโยกตัวนั้นยังไงก็เหมือนกับระบำพื้นเมืองจีนอยู่นั่นเอง

การแทงหลุมดูแล้วน่าสนุกและง่าย แต่พอทำจริงก็ยากเหมือนกันสำหรับคนที่ไม่เคยทำ จังหวะเท้าที่ก้าวเดินจังหวะมือแทง จังหวะโยกตัวและจังหวะสะบัดปลายไม้ต้องสัมพันธ์กันหลุมที่แทงจึงจะลึกพอดี ระยะห่างพอดี เป็นแถวเป็นแนวพอดี และรวดเร็วพอดี บางคนเอาเศษผ้าติดปลายไม้ก็จะพลิ้วลมดูสวยงาม สำหรับคนหยอดข้าวจะเดินตามไปเรื่อยๆ มือหนึ่งถือกระบอกไม้ไผ่ยาวที่ใส่เมล็ดข้าวพันธุ์ มือหนึ่งกำเมล็ดข้าวก้มตัวลงหยอดข้าวให้ลงหลุมแล้วเอาเท้ากวาดดินกลบ ทำนองเดียวกันคนหยอดข้าวต้องทำตัวให้สัมพันธ์กับคนแทงหลุม คือหยอดข้าวให้จำนวนเมล็ดข้าวคงที่ ลงหลุมแม่นยำไม่หกเรี่ยราดด้วยความเร็วคงที่เท่ากัน

ผมชอบหลบมาดื่มน้ำในห้วย มองขึ้นไปเห็นแถวไม้ไผ่ร่ายรำตามการโยกตัวพร้อมกับคนหยอดข้าวก้มเงยเป็นจังหวะที่สอดคล้องกัน เหมือนจังหวะของชีวิตที่ขึ้นๆลงๆแต่ยังคงสร้างผลผลิตเพื่อกินอยู่และสืบเผ่าพันธุ์ต่อไป

ยามเย็นภูเขาทางทิศตะวันตกจะให้ร่มเงาเนิ่นนานก่อนจะมืดค่ำ หลังภูเขา

ดวงตะวันตกเร็วแค่ไหนเราไม่รู้ รู้ตัวอีกทีเมื่อเสียงจักจั่นหน้าแล้งขับเสียงระงม

ความมืดเหมือนผ้าดำผืนใหญ่คลุมลงมาจากฟ้าพร้อมกับไขแสงดาวนับพันนับหมื่น

ให้สุกสกาวขึ้นในคืนฟ้าโปร่ง ค่ำคืนได้แต่ฟังเสียงแมลงกลางคืนกรีดปีกดังระงมและบางคืนก็ต้องนอนเศร้าใจหาย . . . . . .

ไม่กี่เดือนที่ผมไปถึงที่นั้น อยู่ ๆ “ฝ่ายนำ” ก็เรียกประชุมแจ้งว่า นักรบ 3 คนได้ “เสียสละ” ไปแล้ว พวกเขาหลายสิบคนได้ไปโจมตีค่าย ต.ช.ด. เพื่อ “สั่งสอน” และ “แก้แค้น” ให้กับนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลา แต่เกิดความผิดพลาดทางยุทธวิธี ต้องสูญเสียนักรบไปในคืนที่มืดสนิทคืนหนึ่ง มันเหมือนกับบทนำเรื่องบทแรกของการต่อสู้ว่า “สงครามก็เป็นเช่นนี้แหละ”


หลายคนได้หลั่งน้ำตาและสะอึกสะอื้นท่ามกลางความเงียบ พิธีไว้อาลัยเป็นเพียงไม่กี่โอกาสที่ผมต้องแต่งชุดทหารเรียบร้อยสวมหมวกดาวแดง “ฝ่ายนำ” จะกล่าวสดุดีวีรกรรมของนักรบและเรียกร้องให้ทุกคนศึกษาจิตใจกล้าหาญเสียสละของพวกเขา

หมดพิธีเรามักอยู่กันอย่างเงียบๆ ยามตะวันตกดินไปแล้วได้ยินเสียงเรไรร่ำร้องทำให้เหงาเหลือเกิน ผมหลับตาในความมืด

นึกสงสัยว่ามันจะเป็นอย่างไรนะถ้าคืนนี้มันมืดไปชั่วนิรันดร์ และพรุ่งนี้ดวงตะวันจะไม่ขึ้นมาอีก

***********
บทความชุดนี้ตอนที่ผ่านมา:
-บันทึกเดือนตุลาฯ:ตะวันตกที่ตะนาวศรี (1)