WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 26, 2009

ตายเร็ว หรือ อายุยืน เลือกเอา!

ที่มา บางกอกทูเดย์

เวลานี้เห็นได้ชัดถึงนํ้าอดนํ้าทนของนักมวยทั้ง2 ฝั่ง...ฝ่ายหนึ่งกำลังอ่อนล้าโรยแรง ขณะที่อีกฝ่ายถูกละเลงหมัดชกจนหน้าน่วมบวมตุ่ยแต่ก็ยังยืนหยัดสามารถปักหลักไม่มีล้มตั้งแต่อดีต...บุคคลสำคัญ อาทิจอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพลถนอมกิตติขจร พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์รวมไปถึง ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์จำเป็นต้องระหกระเหินเร่ร่อนลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ เพราะ“เกมการเมือง” ทำให้ไม่มีที่ยืน...ถูกบีบบังคับให้จนตรอกมองแล้วไม่ผิดแผกแตกต่างอะไรไปจากอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณชินวัตร” ในยุคประชาธิปไตยแห่งผู้ปฏิวัติ 19 กันยา 2549แต่ประวัติศาสตร์ที่เป็นตำราสอนให้คนได้คิดได้อ่าน...ในความเหมือนย่อมมีความแตกต่างซึ่งความแตกต่างที่ว่า...ก็เป็นหนึ่งในกระบวนการพัฒนา“ประชาธิปไตย” ของประเทศไทย...เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มคนและความคิดของ “สองฝ่าย”ผลัดกันขึ้น...ผลัดกันลง แลกกันคนละหมัด อยู่ที่การช่วงชิงจังหวะโดยมีบรรดา “นักการเมือง” เป็นองค์ประกอบเวลานี้เห็นได้ชัดถึง “นํ้าอดนํ้าทน”ของนักมวยทั้ง 2 ฝั่ง...ฝ่ายหนึ่งกำลัง“อ่อนล้าโรยแรง” ขณะที่อีกฝ่ายถูกละเลงหมัดชกจนหน้าน่วมบวมตุ่ยแต่กระนั้นก็ยืนหยัดจนสามารถ“ปักหลักไม่มีล้ม”ไม่มีใครเป็นผู้ทำนายอนาคตได้ว่า “ทักษิณ ชินวัตร” จะได้กลับมายังถิ่นฐานบ้านเกิด หรือได้กลับเข้ามาทำหน้าที่ในตำแหน่งบริหารประเทศอีกหรือไม่?แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้อดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้สามารถ “ยืนหยัด” และได้รับการ “ยอมรับ” เป็นผลเนื่องมาจากมวลชนคนส่วนใหญ่จากกระแสโลกภายนอก รวมถึงประชาชนภายในชาติในเรื่องที่ผ่านมา...โดยเฉพาะการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนมีบางบุคคลกล่าวว่า...นี่เป็นแผนการ“เชิงสูง” ในการใช้ประชาคมโลกเข้าปิดล้อมประเทศทำให้รัฐบาลนำโดยนายกรัฐมนตรี“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในฐานะประธานอาเซียน หมดหนทางในการใช้เวทีนานาชาติแสดงภาวะความเป็น“ผู้นำ”

งานเลี้ยงย่อมต้องเลิกรา...หากแต่งานนี้ประเทศชาติมิอาจหา “มูลค่าเพิ่ม”อะไรนอกจากการ “จับมือถ่ายรูป”ผลงานเหน็ อยวู่า่ อะไรเปน็ อะไร...รัฐบาลมีหน้าที่เต็มในการจัดงานประชุม...ขณะทฝี่ า่ ยตรงขา้ มอยา่ ง กลมุ่ ชนคนเสื้อแดง ก็ได้แสดงสัญญาในคำมั่นว่าจะไม่มีการเข้าไปร่วม “ขัดขวาง”การติด “ภารกิจ” ของเหล่าผู้นำชาติที่มิอาจเข้าร่วมฟังการหารืออย่างเป็นระเบียบแบบแผน...เชื่อเถิดว่านี่เป็น“กำลังใจอย่างแรงกล้า”เพื่อให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ทำงานบริหารราชการแผ่นดินได้ต่อไปความสำคัญและความยิ่งใหญ่ของการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนก็คือ ตัวบุคคลซึ่งมาในฐานะ “ผู้นำ”ของแต่ละชาติแม้จะติดภารกิจสำคัญขนาดไหน...แต่งานนี้ต้อง ใส่สูท...รองเท้าหนังเดินทางมาร่วมงานให้จงได้นี่คือ “มารยาท” ที่เหล่าประชาคมโลกในพื้นที่ทวีปนี้ต้องการ “สื่อสาร”ไปถึงรัฐบาลประชาธิปัตย์ด้วยความสุภาพนอบน้อมทักษิณ ชินวัตร...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีในอดีต กับ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน...ทำไม ? ผู้นำเหล่านั้นถึงแสดงออกด้วยท่าทีและความร่วมมือที่แตกต่างกันต่อจากนี้...จะเข้าสู่ช่วงที่ลำบากยากยิ่งของประชาธิปัตย์ เพราะผู้นำไม่สามารถบริหารงานได้...เหล่าสาวกภายใต้ “ร่มใบประชาธิปัตย์” ก็คอยแต่“กอบโกย” สร้างปัญหาไม่หยุดหย่อนโดยเฉพาะ “นานาอารยประเทศ”ก็เริ่มไม่เอาด้วยกับรัฐบาล โดยเฉพาะการแสดงออกด้วยท่าทีที่ชัดเจนถามว่า...แบบนี้มันจะเหลืออะไร...นอกจากที่ “รกร้างว่างเปล่า”“ทักษิณ ชินวัตร” เหมือนได้สมัครพรรคพวกเพิ่มขึ้นทีละคนสองคน...แม้ไม่จำเป็นต้องไปนั่งบอกนั่งกล่าวแก่ทุกคนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น“ประชาธิปัตย์” ต้องคิดทบทวนรวมทั้งต้องรีบปรับปรุงแก้ไข...ทำไม?ตัวเองยิ่งลงมือทำ แต่มันกลับยิ่งแย่ลงเพราะเมื่อใดหาก ฝ่ายอมาตย์ที่ทั้งยัน ทั้งช่วยประคับประคองคิดกลับหลังหัน เพราะช่วย “คํ้ายัน”ประชาธิปัตย์ต่อไปไม่ไหวตัดหางปล่อยวัด...ปล่อยให้มันเป็นไปตามมีตามเกิดถึงวันนั้นพวกท่านจะทนทุกข์ทรมาน...เพราะแม้แต่เสียงมวลชนยังเป็นเรื่องที่ “ต้องสร้างใหม่”ฉลาดกว่า...คิดก่อนสมองกร่อน...รอลอกภาวนา...ไม่อยากให้เกิดเรื่องเลวร้าย...อยากตายเร็ว หรือ อายุยืน เป็นสิ่งที่“ประชาธิปัตย์” ต้องเลือกเอา!! 

ชวน-บัญญัติ ได้เวลาดึง‘มาร์ค’จากเหว

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทั้งๆ ที่บทบาทในเรื่องเหล่านี้ นายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นทั้งนายกรัฐมนตรี และเป็นทั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จำเป็นที่จะต้องเป็นคนทำ แต่กลับกลายเป็นว่านายชวนต้องกลายมาเป็นคนออกโรงเสียเองสะท้อนว่า กระแสที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ หากดูบทบาทความสำคัญที่เริ่มหมุนกลับมาที่นายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ในขณะนี้

หากความเป็นจริง คือ ยิ่งพูดมากเท่าไร คนยิ่งเชื่อถือน้อยลงเท่านั้นในหลักของการบริหารที่ดี มีเพียงประการเดียวเท่านั้น ก็คือต้องเปลี่ยนตัวคนพูดเสียใหม่
ต้องหาคนที่ยังคงได้รับการยอมรับ ยังคงมีเครดิตหรือความน่าเชื่อถือ ให้เป็นคนที่ออกมาพูดแทนไม่น่าเชื่อว่า ภายในระยะเวลาแค่ไม่ถึงปี รัฐบาล “เทพประทาน” ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะล้มเหลวในการสร้างผลงาน สร้างศรัทธาการยอมรับ และความเชื่อถือขนาดนี้แต่คงยากที่บรรดา นายทหารกลุ่ม คมช. กับทายาทอย่าง คตส. หรือแม้กระทั่ง ปปช. จะยื่นมือมาช่วยสร้างคะแนนได้อีกรวมทั้งกลุ่มพันธมิตร ซึ่งวันนี้ได้กลายสภาพมาเป็นพรรคการเมืองใหม่แล้ว ย่อมถือว่าลงมาอยู่ในสนามเดียวกัน จะมาให้อุ้มกระเตงกันต่อไปดูท่าจะไม่ไหวแล้วแม้ว่าจะยังตัดบัวเหลือใย ด้วยการงดที่จะไม่ส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม เขต 1 ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งมองได้ทั้งให้โอกาสรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ กับอีกประเด็นก็คือ พรรคการเมืองใหม่เองก็อาจจะยังไม่พร้อมสำหรับการเลือกตั้งขืนเปิดหน้าชนเพื่อแย่งพื้นที่กับประชาธิปัตย์ในตอนนี้อาจจะทำให้ไก่ตื่น ฉะนั้นเอาไว้รอแลกหมัดในช่วงเลือกตั้งใหญ่พร้อมกันทั่วประเทศไปเลยน่าจะเหมาะสมกว่ารวมทั้งเช่นเดียวกับกลุ่มอำมาตยาธิปไตย และผู้มีบารมีทั้งหลาย ที่วันนี้ก็พลาดแล้วพลาดอีก จนความเชื่อถือสั่นคลอนไปไม่ใช่น้อย... แทบไม่ต่างจากภาพลักษณ์ของรัฐบาลเลยก็ว่าได้ดังนั้น วันนี้ลึกๆ แล้วประชาธิปัตย์ กำลังเดินอย่างลำพังบนความประมาทของตนเอง ที่เชื่อว่ายังเหนือชั้น และพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่มีใครจะทาบรัศมีได้ จะมีก็แต่พรรคเพื่อไทย และอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องใช้กลไกอำนาจสกัดเอาไว้อย่างสุดฤทธิ์แต่เมื่อในความเป็นจริง ผลงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้ ยกเว้นแต่ผลงานฉาวโฉ่ในเรื่องทุจริตที่ประชาชนเชื่อมั่นว่ามี แม้จะยังจับไม่มั่นคั้นไม่ตายก็ตามยิ่งผลงานในเรื่องของการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีอะไรที่จะเป็นหน้าเป็นตาได้เลย แถมยังแสดงความอ่อนหัดทางการเมืองระหว่างประเทศ กรณีสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชา ที่ทำให้บรรดากลุ่มประเทศอาเซียนพากันส่ายหน้า ว่าเด็กเกินไปจริงๆวันนี้คำพูด เครดิต และความน่าเชื่อถือของ นายอภิสิทธิ์ จึงต้องถือว่าตกต่ำอย่างน่าเป็นห่วงฉะนั้นในภาวะล่อแหลมทางการเมือง ที่สามารถชี้เป็นชี้ตายให้กับพรรคประชาธิปัตย์ได้ ก็ขนาดโพลยังระบุชัดเจนว่า เลือกตั้งเมื่อไหร่ก็แพ้เพื่อไทยเมื่อนั้นประชาธิปัตย์วินาทีจึงยิ่งกว่าเดินไต่ลวดบนปากเหว

ที่สุดผู้อาวุโส ผู้ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์เองก็เริ่มทนไม่ไหว จะมองว่าต้องเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงเด็ก ช่วยแก้สถานการณ์ให้ก็ได้หรือจะมองว่าเตรียมที่จะดึงอำนาจกลับคืนมาก่อนที่พรรคจะตกต่ำมากไปกว่านี้ก็ได้ฉะนั้นการที่ นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ต้องออกมาช่วยในเรื่องที่พูดกันหนักมากว่า จะมีการเลือกตั้งในต้นปีหน้าว่า เป็นเรื่องที่แต่ละคนก็ประเมินกันไป พร้อมกับมองว่าการที่รัฐบาลจะอยู่สั้นหรืออยู่ยาว นั่นคงตอบไม่ได้ แต่ยังหวังว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ ที่สำคัญยอมรับว่า รัฐบาลต้องอย่าทำเป็นประมาท เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะรัฐบาลอย่าไปออกนอกแนว และกติกาบ้านเมือง หากไม่เคารพกฎเกณฑ์กติกาออกนอกวิถีทางประชาธิปไตย ถึงมีอำนาจก็มีโอกาสเกิดปัญหาตามมาได้เสมอ และต้องระวังเรื่องทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญคู่กันไป และต้องระมัดระวังอย่างมาก “ รัฐบาลยังมีเสียงข้างมาก ซึ่งฝ่ายเสียงข้างมากก็ยังคุมเสียงของตัวเองได้ ดังนั้น การจะพ่ายแพ้ญัตติในสภาก็ไม่เกิดขึ้น แต่การทะเลาะกันในสภา หรือนอกสภาบ้างอย่าไปถือเป็นสาระ ขอให้ดูที่เหตุผลว่า ทะเลาะกันเรื่องอะไร” ส่วนปัญหาระหว่างพรรคร่วมและภายในพรรคประชาธิปัตย์นั้น นายชวนมองว่า ในพรรคประชาธิปัตย์คงไม่มีปัญหา เพียงแต่ว่าต้องคุยกันให้มากขึ้น ซึ่งเรื่องเป็นคนเสนอไปเองแล้วด้วยว่าจะต้องมีทั้งๆ ที่บทบาทในเรื่องเหล่านี้ นายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นทั้งนายกรัฐมนตรี และเป็นทั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จำเป็นที่จะต้องเป็นคนทำ แต่กลับกลายเป็นว่านายชวนต้องกลายมาเป็นคนออกโรงเสียเองสะท้อนว่า กระแสที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้หากดูบทบาทความสำคัญที่เริ่มหมุนกลับมาที่นายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ในขณะนี้แม้แต่เก้าอี้เลขาธิการพรรค ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ยังทำท่าว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน ซึ่งถ้าเกิดขึ้นก็เท่ากับว่าอาถรรพ์เก้าอี้เลขาฯพรรคประชาธิปัตย์มีจริงเมื่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็เพลี่ยงพล้ำ ตำแหน่งหัวหน้าพรรคก็วุ่นวาย รวมทั้งตำแหน่งเลขาธิการพรรค ซึ่งเป็นคนทำหน้าที่ “ผู้จัดการรัฐบาล” ตัวจริงก็พลอยสั่นไหวสถานการณ์ที่การเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ ถูกเร่งเร้าและเรียกร้องให้มีการคืนอำนาจให้ประชาชนเสียที และดูท่าการยื้อและซื้อเวลาด้วยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 50 อาจจะใช้มุขนี้อีกไม่ได้นานแล้ว

การเมืองเวลานี้มองข้ามช็อตไปที่การเลือกตั้งกันหมด ฉะนั้น ลึกๆ แล้วพรรคร่วมรัฐบาลเองก็เริ่มเตรียมพร้อมกันแล้ว หากต้องเลือกตั้งในต้นปีหน้าจริงๆ
แม้โดยหน้าไพ่ที่หงายอยู่ในตอนนี้บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่จะออกมามาบอกว่า ยังแน่นแฟ้นกันดีอยู่ ยังไม่มีการแตกแถวแต่อาการที่มีการเชือดเฉือนกันอยู่ในทีตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการช่วงชิงงบประมาณ เรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นว่าวินาทีนี้ไม่มีใครยอมใครจริงๆ แล้วการปฏิเสธข้อเสนอในเรื่องของรัฐบาลแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นความเห็นที่ออกมาจาก นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำ พรรคชาติไทยพัฒนา ที่ว่านอกจากจะเป็นไปไม่ได้แล้ว ในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีทางที่จะเกิดรัฐบาลแห่งชาติ ได้ด้วยนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี แต่โอกาสที่จะมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติก็คงน้อย เพราะสถานการณ์ ความขัดแย้งทางการเมืองในเวลานี้ ต้องยอมรับว่ามีระดับความรุนแรงของการเผชิญหน้าสูง และดำเนินมาอย่างยาวนาน “แต่ตามธรรมชาติของการเมือง การที่จะปิดตายเรื่องข้อเสนอดังกล่าวไปเลยนั้น คงไม่อาจพูดได้ เพราะธรรมชาติของการเมืองอะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้ และก็เห็นแล้วว่ามีการพลิกขั้วการเมืองกันมาแล้วหลายหนหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปี ที่ผ่านมา สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งก็คือ ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสองพรรคใหญ่คือ พรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคเพื่อไทย ว่าจะตัดสินใจทางการเมืองอย่างไร เพราะพรรคเล็ก ๆ อื่น ๆ ก็เป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้น” นายสุวัจน์ กล่าวเช่นเดียวกับ นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกตัวว่า เรื่องรัฐบาลแห่งชาติ คนที่ต้องตัดสินใจควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพรรคภูมิใจไทยเป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาล มี ส.ส.เพียงน้อยนิดดูเหมือนรัฐบาลยังคงจับมือกันได้ แต่จริงๆ แล้วใช่หรือไม่ว่า เป็นเพราะประวิงเวลาให้การเลือกตั้งใหม่มาถึงให้ช้าที่สุดเสียมากกว่าหากเกมซื้อเวลาแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ผล และการเลือกตั้งเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้าจริงอย่างที่ทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมืองคาดโอกาสที่จะมีการผ่าตัดเกิดขึ้นในพรรคประชาธิปัตย์ก็มีสูงเพราะวันนี้ พี่เลี้ยงเด็ก เริ่มหงุดหงิดกับ “เด็กดื้อ”บ้างแล้วเหมือนกัน

กกต.พร้อมจัดเลือกตั้งหากยุบสภา
นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต. กล่าวว่า พร้อมจัดการเลือกตั้งหากมีการยุบสภา แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ เป็นเรื่องปกติที่พรรคการเมืองจะประเมินคะแนนเสียงพื้นที่ในภาคต่างๆ นอกจากนี้ ยังยืนยันถึงความพร้อมของการทำประชามติด้วยว่า จะทำแบบสอบถามแยกเป็น 6 ร่าง หรือ ทำเพียงร่างเดียวก็ไม่มีปัญหา พร้อมที่จะดำเนินการเนื่องจากกฎหมายกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการไว้แล้วส่วนสำนวนเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ 258 ล้านบาท นั้น นายประพันธ์ ปฏิเสธที่จะชี้แจงสาเหตุที่ กกต.ให้อนุกรรมการไต่สวนฯ ไปสอบสวน นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตผู้บริหาร บริษัท ทีพีไอ หลังจาก นายประชัย ปฏิเสธที่จะชี้แจง โดยระบุเพียงว่า ต้องรอผลการสรุปสำนวนของอนุกรรมการไต่สวนก่อน

บันทึกอดีตสหายเดือนตุลา:ความลำบากนั่นคือมิตร ล้างอุปสรรค

ที่มา Thai E-News


โดย วันลา วันวิไล
ที่มา หนังสือตะวันตกที่ตะนาวศรี

3. คลองอีนง : สายน้ำที่ไม่มีวันเปลี่ยน


เหตุการณ์ทั้งหมดบนฝั่งคลองอีนง เป็นเรื่องเรียบๆ แต่ที่ต้องพูดถึงเพราะคลองอีนงเป็นฐานที่พักอันมั่นคง เนื่องจากอยู่ลึกไปจากเขตแดนตะนาวศรี พวกเราใช้ชีวิตอย่างแกร่งกล้าอดทนและสงบ..แต่สิ่งที่จะต่อกรด้วยจริงๆ คือจุดมุ่งหมายที่ใหญ่โตมาก ใหญ่โตจนมีคนกล่าวว่าเป็นการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน


เดือนสิงหาคมหน้าฝน ขณะเช้าที่หมอกบางยังกรุ่นเมื่อพักจากการดายหญ้าในไร่ข้าว ผมนั่งบนขอนไม้ใหญ่ในที่ซึ่งลาดสูงขึ้นจนเกือบถึงยอดเนิน มองลงมา เห็นแนวสีม่วงที่คดเคี้ยวสุดตา ช่างเป็นสีม่วงที่ชื่นใจจริงๆ นั่นคือดอกอินทนิลน้ำ ไม้สูงที่ครึ้มไปทั้งแนวห้วยคลองอีนง

คลองอีนงเป็นสายน้ำเส้นชีวิตของพวกเรา ไม่เคยได้ไถ่ถามประวัติและต้นตอเป็นมาของลำน้ำว่าเหตุใดมีชื่อเช่นนั้น ต้นน้ำมาจากไหน ไหลไปออกแม่น้ำหรืออ่าวทะเลใด เท่าที่เห็นคลองอีนงไหลมาจากทิศเหนือ ผ่านเขตบ้านชาวกะเหรี่ยง ผ่านหน้าค่ายบนหรือค่ายสาม ผ่านไร่นาริมเขาและไหลลงไปทางทิศใต้ มีห้วยไผ่ดำสายเล็กอ้อมลงมาสมทบ สายห้วยบางตอนตื้นแค่เข่า บางตอนเป็นแอ่งลึก มีต้นตะไคร่น้ำและไม้น้ำเล็กๆ อยู่ทั่วไป

ฝั่งห้วยทางทิศตะวันตกเป็นที่ราบกว้างขวางพอที่จะทำนาได้ ส่วนพื้นที่สูง

ขึ้นถัดไปก็ทำเป็นไร่ข้าวและข้าวโพดจนถึงบริเวณเขาชัน ผืนนาส่วนที่ติดกับ

ทางน้ำไหลก็เป็นแปลงผัก ที่ว่างบางส่วน นาก็ทำไม่ได้ไร่ก็ไม่ได้ทำจะปลูกพริก,ฟักเขียว,ฟักทอง อยู่ทั่วไปพอถึงหน้าฟักเขียวจะมีฟักเขียวเป็นอาหารทุกเมื้อ ถึงหน้าฟักทองก็เช่นเดียวกันจนผมเคยคำนวณคร่าวๆว่าผมน่าจะได้กินฟักทองวันละ 3 มื้อไม่ต่ำกว่า 300 วัน ใน 4 ปี

ยามหน้าน้ำหลากท่าอาบน้ำของเราก็สนุกสนานยิ่งขึ้น ขอนไม้ใหญ่ที่ล้มพาดเหนือสายน้ำก็จะเป็นที่กระโดดน้ำของเด็กหนุ่มทุกคน เมื่อน้ำป่ามาน้ำสีโคลนขุ่นไหลเชี่ยวแรง ฝนหนักตอนกลางดึกเคยทำให้บางคนต้องไปนั่งทนหนาวเฝ้าเขื่อนหินเนื่องจากกลัวน้ำจะเซาะพัง เขื่อนดังกล่าวกั้นน้ำเพื่อให้หมุนใบพัดไม้ในโรงสี โรงสีความจริงก็คือโรงตำข้าว ใบพัดไม้จะหมุนเพลาสำหรับกระเดื่องที่ยกขึ้นตำข้าวในครกไม้ซึ่งฝังเสมอพื้นดิน ยามน้ำน้อยกลางคืนต้องปิดเขื่อนกักน้ำให้สูงขึ้น เพื่อกลางวันจะได้ปล่อยน้ำมาตำข้าว แต่ยามน้ำมากกลางคืนต้องคอยระวังหูเขื่อนพัง

พอหมดฝนและแล้งลึก ข้าวในนาออกรวงแล้ว บางวันผมไปผูกเปลนอนใกล้ฝั่งคลองอีนง เฝ้าไล่นกกระจอกฝูงใหญ่ที่จะมากินข้าว พูดว่านกฝูงใหญ่ก็อาจนึกไม่ออกว่าใหญ่แค่ไหน แต่พอเราตะโกนไล่นก มันจะบินขึ้นจากนาข้าวพร้อมๆกัน ดูแน่นเหมือนมีตาข่ายสีน้ำตาลผืนใหญ่คลุมฟ้า มันไม่ได้บินหนีไปไหน โผขึ้นจากฟากนี้ไปลงที่ฟากโน้นเท่านั้นเอง เราต้องตะโกนไล่ตลอดเวลาจนเสียงแหบแห้ง

ผมไม่ได้ไล่นกคนเดียว และไม่ได้มีเพียงตะโกนวิธีเดียว พวกเรา 3-4 คนทั้งตะโกน ทั้งตีกะละมัง ทั้งโบกผ้าขาวผ้าแดงสารพัด ธงแดงค้อนเคียวของพรรคฯผืนใหญ่ก็เคยเอามาโบก จนถูกวิจารณ์เสียป่นปี้ว่าไม่รู้จักที่เหมาะที่ควร สุดท้ายผมโมโหนกขึ้นมาก็เอา “อีแก่” ปืนไรเฟิลเก่าคร่ำคร่าของเพื่อนมายิงไปหลายนัด นกบินหนีพรึบ ผมสะใจ แต่ก็โดนวิจารณ์จนอ่วมไปเหมือนกัน

เหตุการณ์ทั้งหมดบนฝั่งคลองอีนง เป็นเรื่องเรียบๆ แต่ที่ต้องพูดถึงเพราะคลองอีนงเป็นฐานที่พักอันมั่นคง เนื่องจากอยู่ลึกไปจากเขตแดนตะนาวศรี พวกเราใช้ชีวิตอย่างแกร่งกล้าอดทนและสงบ แม้จะลำบากในการกินอยู่ โดยต้องทำการผลิตเอาเองแทบทั้งสิ้น เป็นการผลิตตามแบบธรรมชาติล้วนๆและเทคนิคพื้นๆเท่านั้น

ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือที่แทบไม่มีอะไรเลยความจริงผมไม่คิดว่าพวกเราจะต้องการต่อกรกับธรรมชาติเช่นนั้น นอกจากเพื่อให้ความเป็นอยู่สบายขึ้นบ้างสักเล็กน้อย แต่สิ่งที่จะต่อกรด้วยจริงๆ คือจุดมุ่งหมายที่ใหญ่โตมาก ใหญ่โตจนมีคนกล่าวว่าเป็นการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

ในประวัติศาสตร์ของบางประเทศบางชุมชน กว่าจะมาถึงสังคมที่น่าอยู่อาศัยมากขึ้นล้วนผ่านการต่อสู้เจ็บปวดมากมาย ประเทศเราก็ไม่อาจยกเว้น

ความพยายามในการปฏิวัติทางการเมือง แม้จะไม่เห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แต่มันย่อมกระทบความสัมพันธ์ในทุกปริมณฑล ทั้งทำลายและสร้างโครงสร้างทางสังคมขึ้นใหม่ ถูกต้องหรือไม่เราก็กล้าที่จะถกเถียงกัน แน่นอนสิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้ย่อมนำมาซึ่งความขัดแย้ง, เจ็บปวด และลำบากยากแสน

นิพนธ์บางตอนของเหมาเจ๋อตงเกี่ยวกับการเดินทัพทางไกลของกองทัพปลดแอกจีนในปี 1936 ทำให้ผมเตลิดไปว่า ถ้าหากพวกเราต้องเดินทัพและยากลำบากเช่นนั้นมันจะสู้ไหวไหมนะ ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่การต่อสู้ในบ้านเราในอดีตที่ไม่ไกลนักไม่ได้วิกฤติและลำเค็ญยิ่งใหญ่เพียงนั้น มิน่าเล่าประเทศนี้จึงค่อนข้างขาดแคลนวีรบุรุษและวีรสตรี

แม้ว่าน้ำดื่มของพวกเราอยู่ที่ห้วยไผ่ดำ ห้วยเล็กที่น้ำใสสะอาดกว่าแต่คลองอีนงก็เป็นที่ดื่มกิน, อาบชำระ,ซักล้าง ของชาวกะเหรี่ยง รวมทั้งเป็นที่อาบ,ซักล้างของพวกเราเช่นกัน แม้ว่าจะฟังดูว่าน้ำในคลองอีนงอาจจะไม่บริสุทธิ์นัก แต่ทุกคนที่โผลงไปว่ายเล่นน้ำในคลองนี้ก็ดูชื่นอกชื่นใจทุกครั้ง

ถึงวันนี้แม้ริมฝั่งคลองไม่มีนักรบนักสู้อยู่อาศัย ผู้คนอื่นก็ยังอยู่ต่อสู้กับชีวิต และร่องรอยของจิตใจรักอิสระก็ยังหลงเหลือให้พบเห็นได้ แม้สายห้วยนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากนัก ผมก็ยังเชื่อว่าธรรมชาติได้สร้างมันมาถูกต้องแล้ว เช่นเดียวกับความหยิ่งผยองของคนเล็กๆในแผ่นดิน ไม่มีวันเหือดหายและเปลี่ยนแปลง

แน่นอน...ไม่มีวัน




4. ความยากลำบาก


อาจองสำหรับการเป็นนักรบ
ความพ่ายแพ้หรือสยบให้ดับสูญ
ทั้งมิต้องมีใครมาเทอดทูน
แสงสูรย์สิสามารถสาดมาเอง

ฝึกฝนก็เกลือกกายลงลำบาก
ผู้อ่อนแอต่างหากถูกข่มเหง
เมื่อประกาศจะแลกเลือดลงละเลง
นรกร้ายก็กริ่งเกรงเลิกลำพอง



ผมสรุปเลยว่าความยากลำบากทางร่างกาย 4 อย่างเป็นดรรชนีพิสูจุน์ความคงทนของจิตใจในการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์เช่นนั้น คือ 1. ความเจ็บป่วย 2. งานหนัก 3. การขาดแคลนอาหาร 4. อันตราย

ทั้ง 4 อย่างนี้แต่ละคนจะประสบหนักเบาต่างกันรวมทั้งความสามารถของร่างกายในการทนทานหรือเอาตัวรอดด้วย

ในป่ามีโรคร้ายไม่มาก แต่ร้ายจริงนั้นคือมาลาเรีย เจ้าสัตว์เซลเดียวสปอโรซัว ที่มากับยุงป่า นักเทคนิคการแพทย์ของเราเคยส่องกล้องดูเลือดแล้วบอกว่าป่าทางตะวันตกมีอยู่ 2 พันธุ์ คือฟัลซิปารัมและไวแวกซ์ เราไม่รู้หรอกว่าเวลาเป็นไข้เจ้าพันธุ์ไหนมันมาอยู่ในเลือด รู้แต่ว่ามันฟักตัวอยู่ประมาณ 1 เดือน

พวกเราไปถึงตะนาวศรีได้ประมาณ 1 เดือนก็ล้มป่วยทีละคนสองคนจนครบทุกคน ผมทำงานในไร่ราวตอนเที่ยงแดดเปรี้ยง ทันใดก็รู้สึกเพลียๆ ตะครั่นตะครอจึงเดินกลับที่พัก พอล้มตัวนอนก็หนาวสั่นสะท้าน หนาวอยู่ในเนื้อในกระดูก จนห่มผ้าห่มเท่าไรก็ไม่พอ ตกเย็นคอจืด น้ำลายขม มึนหัวและคลื่นไส้อย่างแรง บางคนจะนอนครางฮือๆ ทีเดียว

ที่ว่ามาลาเรียร้ายนักก็เพราะว่าจับไข้เย็นนี้ พอรุ่งขึ้นอีกวันก็ไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นไปฉี่เสียแล้ว ผมค่อยๆ พยุงตัวเดินจับราวไม้ตัวสั่นขยับทีละก้าวอย่างลำบากเพื่อไปทำธุระโดยมีเพื่อนถือถุงน้ำเกลือให้ตามหลัง พอตอนเที่ยงพยุงตัวเองไม่ไหวต้องปล่อยลงกระบอกไม้ไผ่นั่นเอง ทั้งกินยา ฉีดยา และให้น้ำเกลือร่วมอาทิตย์จึงจะดีขึ้น แต่บางคนก็โชคร้ายมากเมื่อมีอาการอย่างอื่นแทรก

เพื่อนผู้หญิงของเราคนหนึ่งต้องสังเวยชีวิตให้กับไข้ป่านี้ไปด้วยเวลาเพียง 2 เดือนที่ไปถึงตะนาวศรี

ผมป่วยและหายป่วยก่อนที่เธอจะเป็นไข้ เมื่อพวกเราหายได้ ทุกคนก็ไม่มีใครคาดคิด จนกระทั่งเช้ามืดวันหนึ่งมีคนมากระซิบว่าเธอเสียชีวิตแล้ว ผมใจหายและชาไปทั้งตัว

แค่ 2 เดือนเรายังไม่ทันคิดว่าจะทำอะไรเลย เธอก็ด่วนจากไปแล้ว มันคล้ายกับเกิดอุบัติเหตุ เหมือนกับพวกเราเดินขึ้นภูเขาสูงที่ทางแคบชันอยู่ๆ ก็มีใครคนหนึ่งตกหายไปอย่างลี้ลับ เหล่าหมอและพยาบาลประชุมหาสาเหตุการตายอย่างเคร่งเครียดเพื่อหาคำอธิบายให้กับโศกนาฎกรรม

บ้างก็ว่าเธอเป็นตะคริวที่หลอดลมในขณะที่อาการเริ่มทุเลา แต่ผมไม่อยากฟังคำอธิบายใดๆ ไม่ใช่ไม่เชื่อแต่เป็นเพราะไม่มีประโยชน์ถ้าหากเงื่อนไขทางการแพทย์และเครื่องไม้เครื่องมือเป็นเช่นนั้น ในป่านั่น ทุกชีวิตมีสิทธิ์เท่าเทียมกันที่จะพ่ายแพ้ต่อโรคร้าย ยกเว้นแต่ธรรมชาติของร่างกายใครจะทนทานกว่ากัน

หลังจากป่วยครั้งแรกแล้วครั้งต่อไปอาการไม่ทรุดหนักเช่นนั้นอีก จนกระทั่งผมมองว่ามาลาเรียไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอีกต่อไป เมื่อได้เป็นพยาบาลคนหนึ่ง ใครที่เป็นมาลาเรียแล้วมาหา แค่ให้ยากินตามจำนวนที่คิดว่าเหมาะสมแล้วจะหายใน 3-4 วันทุกคน แม้กระทั่งชาวกะเหรี่ยงที่อยู่กับป่ามาตลอดก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครตายเพราะมาเลเรีย

ครั้งสุดท้ายที่ผมเป็นมาลาเรียคือประมาณต้นปี 2524 ตอนกลับมาอยู่บ้านในเมืองแล้ว ไม่ได้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลด้วยกลัวว่าเขาจะซักประวัติแล้วรู้ว่าออกมาจากป่า จึงไปซื้อยาควินินและแฟนซีดาร์มากินเอง พอหายแล้วกินพาลูดรินอีก 1 เดือน แต่นั้นมาผมก็ไม่รู้จักมาลาเรียอีกเลย

คำว่างานหนัก บางครั้งก็ตัดสินไม่ได้จากปากของคนๆ หนึ่ง มันขึ้นกับความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจเขาด้วย ในสายตาผมงานที่เราไม่เคยทำไม่เคยชิน ไม่ถนัด ล้วนยากและหนักทั้งนั้น

แต่คนเรามักจะไม่โชคดีกับงานง่ายและเบา อย่าว่าแต่งานหนักและยากก็มักจะให้ผลตอบแทนทางใจที่สูงลิ่ว โดยสถานการณ์แล้วไม่มีใครปฏิเสธงานในป่าได้ ไม่ว่าเขาจะเรียกให้ทำอะไร ต้องขุดดินถางหญ้าจนเหนื่อยอ่อนตัวสั่นเมื่อตะวันตกดินก็เคยอยู่บ่อยครั้ง

สำหรับอาหารการกิน เกลือและกะปิเป็นเครื่องปรุงรสเพียง 2 อย่างเท่านั้นสำหรับที่นั่น ประมาณสัก 3-4 เดือน จะยกขบวนไปขนเกลือกันทีหนึ่ง ผมก็เคยไปกับเขาอยู่ 2-3 ครั้ง เส้นทางไปขนเกลือเดินเลียบไปตามริมห้วยที่มีทากชุกชุมมาก ยังดีที่เส้นทางนี้มีผักหวานพม่า(พุ่มดกใบใหญ่กว่าผักหวานไทย)ให้เด็ดมาต้มน้ำแกงกินอร่อยได้ทุกมื้อ

ก่อนจะถึงจุดหมายที่เราจะขนเกลือกลับ ต้องนอนค้างที่บ้านอาจารย์ หมอผีอาวุโสชาวกะเหรี่ยงหนึ่งคืน เมื่อตื่นตอนเช้ามืดไปถ่ายหนักก็ต้องเอาเสียมไปขุดหลุมในไร่ร้าง ที่เรียกว่าไปทุ่งนั่นเอง เมื่อนั่งลงถ่ายทุกข์มันกลับยิ่งทุกข์หนักขึ้นไปอีก

ไร่ที่ชื้นน้ำค้างยามเช้าขมุกขมัวเต็มไปด้วยยุงและริ้น เจ้าแมลงกินเลือดที่ผมคิดว่าอยู่คู่โลกนี้เพื่อท้าทายมนุษย์ในทุ่งเขตร้อนอย่างแท้จริง ริ้นจะโจมตีด้านบนคือใบหน้าตามเปลือกตา รูหู ส่วนยุงจะโจมตีด้านล่างคือโคนขา และก้น ทั้งเจ็บทั้งคัน ถ่ายไปก็เกาไป ตบไป ขยี้ไป ไม่รู้จะพูดอย่างไรจึงจะสมกับความทุกข์ทรมาน พอดีผมปวดท้องเพราะท้องเสียด้วย เช้านั้นเหมือนตกนรกไปเลย

การเป้เกลือจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่งานหนักหนาอะไร สำหรับบางคนถือเป็นการพักผ่อนเพื่อหลุดจากความจำเจจากงานในไร่ด้วยซ้ำ ที่เรียกว่าหนักสำหรับผมมีอยู่ 2 ครั้ง ครั้งหนึ่งไปเป้ข้าวเปลือกจากค่ายหนึ่ง เพื่อจะนำมาทำข้าวพันธุ์ เนื่องจากทางไกลไปกลับตั้ง 2 วัน เมื่อจะเป้ทั้งทีก็ต้องแบกเอาให้คุ้ม คนอื่นๆ ล้วนแต่เป้ข้าว 3 ถัง ประมาณ 30 กิโลกรัม ทั้งนั้น ตัวผมจะน้อยกว่าผู้อื่นได้อย่างไร

สำหรับคนตัวไม่ค่อยสูง ข้าวเปลือกในเป้พอยกขึ้นหลังจะสูงท่วมหัวเดินเซไปเซมากว่าจะเข้าที่และก้าวเดินอย่างแข็งใจ เพียงชั่วโมงแรกผมก็ปวดเมื่อยหลัง ตะโพก และต้นขาไปหมดแล้ว พอถึงสันเขาฝนก็ตก ทางเดินลื่นยิ่งทำให้ต้องก้าวช้าๆ พอตกบ่ายต้องปล่อยให้ทุกคนเดินล่วงหน้าไปก่อน ส่วนตัวเองก็หยุดให้บ่อยขึ้น ตกเย็นฝนยังปรอยๆ คนที่เดินเป็นเพื่อนทนไม่ไหวก็เดินนำไปก่อนแล้ว ปล่อยให้ผมก้าวอย่างยากเย็นเพียงลำพัง เดินสัก 10 นาที แล้วหยุดพักสัก 7-8 นาที หอบตัวโยน ขาแทบจะไม่มีแรงพยุงตัวพร้อมข้าวเปลือกหนัก 30 กิโลกรัมอีกต่อไป แต่เวลานั้นจะเรียกให้ใครช่วยก็ไม่ได้ หรือจะล้มแผ่ลงนอนรอให้มืดค่ำเผื่อเพื่อนๆ เขาจะมาตามหา

ผมไม่รู้ว่าตัวเองกลัวจะเสียหน้า เสียเชิง หรือเสียความนับถือไปหรืออย่างไร แม้จะต้องพักนานขึ้น และยามเดินล้มลุกคลุกคลานอย่างน่าเวทนาตัวเอง ก็ไปถึงจุดหมายเมื่อทุกคนเริ่มจุดตะเกียงและกินข้าวกินปลาอิ่มกันแล้ว

อีกครั้งหนึ่งไปหามใบเลื่อยกลับเข้าค่ายในระยะทาง 4 วัน 4 คืน ใบเลื่อยเป็นแผ่นเหล็กกลม เส้นผ่าศูนย์กลางสัก 1.2 เมตร ฟังว่าพวกตัดไม้ได้ทิ้งเอาไว้เนื่องจากเจ้าหน้าที่ขึ้นมาตรวจจับการลอบตัดไม้ ส่วนพวกเราจะเอาใบเลื่อยไปแปรรูปเป็นมีดสำหรับใช้งาน ใบเลื่อยหนักสัก 30 กิโลกรัมเศษ มีรูตรงกลาง เราเอาเชือกไนล่อนร้อยแล้วใช้ไม้คานหาม 2 คน ความหนักของการหามใบเลื่อยอยู่ที่ความทุลักทุเล ใบเลื่อยจะกระดกขึ้นลงทำให้คานหามกดบ่าจนปวดระบมไปหมดทั้งบ่าซ้ายบ่าขวา เดินผ่านทางขึ้นเขาลงห้วยมีเถาวัลย์รกชัฎ ที่ทางขึ้นถ้าเดินอยู่ข้างหน้าที่สูงกว่าต้องใช้มือปลดคานให้ลดระดับลง ถ้าเดินอยู่หลังต้องยกคานขึ้นสูงเหนือหัว ไม่ให้ใบเลื่อยรูดลงมาทับ คู่หามของผมแข็งแรงกว่า เมื่อไม่ทันใจเขาก็รีบเดินลากไปถูลู่ถูกัง ผมเดินเก้งก้าง บิดขาเอี้ยวตัวหลบตอไม้กิ่งไม้จนปวดระบมไปทั้งตัว 4 วันเต็มๆ เช่นเดียวกับงานหนักอื่นๆ ไม่อาจร้องให้ใครช่วย ที่มีอยู่คือทนให้ได้และไปให้ถึง

ที่จริงมีเพื่อนหลายคนทำงานหนักกว่าผมมากจนบางคนมีปัญหากับกระดูกสันหลังและกระดูกคออีกหลายปี คนบางคนทำงานหนักเพราะถูกคนอื่นบังคับให้ทำ บางคนทำเพราะถูกตัวเองบังคับตัวเอง แต่บางครั้งเหนือตัวเองและคนที่บังคับก็คือ “กฎ” อะไรสักอย่างที่บังคับให้เราทำ หรือแม้แต่มี “กฎ” ที่บังคับให้เราต้องทำให้ได้ดี ถ้าไม่ทำหรือทำไม่ได้จะต้องถูก “กฎ” ลงโทษโดยขึ้นต่ำที่สุดอาจจะถูกดูแคลน ที่หนักไปกว่านั้นอาจเสียหายทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นจนประมาณมิได้

ผมได้ยินมาว่ามีเพื่อนหญิงคนหนึ่งเปรยว่า เธอชอบผมต่อหน้าผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ผู้ใหญ่ท่านนั้นกลับเอ่ยตำหนิว่าไม่เหมาะสมเพราะผมฝึกฝนตนเองไม่ดี ผมไม่ได้กล่าวโทษใคร ในสังคมกสิกรรม พระเอกควรจะเป็นกสิกรที่เก่ง ในหมู่นักรบจะมีใครเล่าที่ได้รับการยอมรับเท่านักรบที่รบเก่งกล้า ผมเพียงแต่ผ่านเข้าไปในสถานการณ์ที่การใช้แรงงานเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น และผมก็ไม่ได้เป็นพระเอกด้วย

ได้ยินมาว่าป่าแถบอีสานหรือภาคเหนือยามถูกล้อมปราบจะอัตคัดในเรื่องอาหารการกินมาก แต่ทางตะวันตกของผมไม่เคยแห้งแล้ง ความชุ่มฉ่ำของสายน้ำ และป่าเขียวทำให้สัตว์และคนดำรงชีวิตได้โดยไม่ขาดแคลนมากนัก

มีนักรบผู้กล้าหาญของเราคนหนึ่งบาดเจ็บจากการรบ ในคืนที่มืดมิดเขาพลัดหลงไปคนเดียวจนใครต่อใครคิดว่าเขาตายไปแล้ว แต่เมื่อ 1 เดือนผ่านไปเขากลับมาได้ ทั้งๆที่แผลถูกยิงที่โคนขาเน่าเปื่อยสาหัส เขากระเถิบลากขาอยู่คนเดียวกลางป่าใหญ่ ไม่มีอาหารและอาวุธติดตัว นอกจากเก็บใบไม้ที่กินได้มาห้อยไว้รอบคอเพื่อกินประทังหิว

สำหรับพวกเรา มื้อปกติคือข้าวปนมันสำปะหลัง บางครั้งปนลูกเดือยหรือข้าวโพด ส่วนกับข้าวจะเป็นผัก 1-2 ชนิด ทั้งต้มใส่เกลือ ใส่กะปิ, ใส่เครื่องแกงเผ็ดๆ ใส่ถั่วให้มันๆ ถึงรสชาติจะซ้ำซากน่าเบื่ออย่างไรก็มีกินอิ่มทุกมื้อ เมื่อผมไปทำงานใกล้ๆ บ้านชาวบ้านหาผักปลาไม่ได้เลย ก็เอาเครื่องแกงเผ็ดที่ผัดน้ำมันเก็บเอาไว้คลุกข้าว อยู่ได้เป็นเดือนๆ อย่างไรก็ตามมื้อที่แย่มากๆ เมื่อหาผักไม่ได้ หรือผักโตไม่ทันกินคือ ผัดยอดสับปะรด,ต้มต้นมะละกอ และต้มหัวกลัก

ผัก 3 อย่างนี้มีรสชาติเลวทรามลงตามลำดับ ยอดสับปะรดนั้นขมๆ เผื่อนๆ แต่กรอบ ต้นมะละกอนั้นจืดสนิทและขื่นมีกลิ่นยางมะละกอ ส่วนหัวกลักเป็นพืชประเภทบอนขึ้นอยู่ริมห้วยที่เป็นดินเลนน้ำนิ่ง รสชาติทั้งจืด,เผื่อน และแหยะๆ เมื่อได้กินหัวกลักแสดงว่าไม่มีอะไรกินเลยในเวลานั้น เมื่อท้องหิวเราก็ต้องกลืนมันลงคอไปบ้าง ทั้งๆ ที่ในใจคิดว่าอย่าว่าแต่เอามาให้คนกินเลย แม้แต่หมู่มันก็ไม่กิน อย่างไรก็ตามมื้อที่เป็นหัวกลักนั้นมีไม่มากนัก ไม่เกิน 20 มื้อใน 4 ปี

เมื่อเคยชินกับป่า ผมก็ไม่รู้สึกว่าในป่ามีอันตราย เราไม่เคยพบสัตว์ร้าย ไม่เคยกลัวอะไรแม้จะนอนอยู่กลางป่าเปลี่ยวคนเดียว ที่เคยพบมีคนถูกงูกะปะกัดครั้งเดียวเท่านั้น นอกนั้นก็โดนผึ้งต่อยแตนต่อต่อยเอา แค่เจ็บๆและบวมๆ

แต่อันตรายเกิดได้จากสถานการณ์ 2 อย่างคือ สงคราม และเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือไม่สบายยามอยู่ตามลำพัง สถานการณ์อย่างแรกเป็นสิ่งที่พวกเราเลือกกันเอง ไม่ว่าจะเลือกกันด้วยความคิดความเข้าใจเช่นไรก็ตาม แต่สถานการณ์อย่างหลังเป็นความเสี่ยงที่ไม่ค่อยน่าเสี่ยง

กลางปี 2521 ผมเดินทางกับหน่วยงานเล็กๆ โดนเห็บกัดตามคอและใบหู จนอักเสบและมีไข้ต่ำๆ บังเอิญนักรบยิงเนื้อได้ตัวหนึ่งก็ย้ายที่พักไปเพื่อจะแล่เนื้อตากแห้งแล้วบอกว่าให้ตามไปช่วย พอเดินไปได้สักครึ่งกิโลเมตร ผมรู้สึกสะท้านตามสะโพกและสันหลัง เห็นท้องฟ้าและสิ่งรอบตัวเป็นสีเหลืองไปหมด ทำท่าจะเป็นลม เลยขอตัวกลับไปนอนที่เดิมคนเดียว เย็นมากแล้วผูกเปลเสร็จก็เตรียมจะหุงข้าว รู้สึกหน้ามืดจึงล้มตัวนอนและหลับไปจนเช้ามืด ตื่นมาก็รู้สึกหิวเพราะไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เย็นวาน เตรียมจะหุงข้าวอีกก็หน้ามืดอีกครั้งจึงล้มตัวลงนอนและหลับไปอีก

พอตื่นก็เห็นดวงอาทิตย์เปรี้ยงอยู่ตรงหน้า รู้สึกตัวเองนอนกับพื้นดิน ตัวชาๆ และมึนงง มีคนกำลังให้น้ำเกลืออยู่ ถามได้ความว่าบังเอิญหน่วยเล็กอีกหน่วยหนึ่งมีพยาบาลสนามอยู่ด้วยรู้ว่าผมไม่สบายก็มาหาและพบขณะกำลังช็อคหมดสติ ตาเหลือกค้างอยู่พอดี เขาฉีดยาแอดเรนาลินให้จึงรอดตายมาได้ ต้องขอบคุณเพื่อนผมคนนั้นที่ตัดสินใจได้เหมาะเจาะทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่อย่างใด

ชีวิตของคนเรา ด้านหนึ่งก็เปราะบางมาก บ้างก็ตายด้วยสาเหตุง่ายๆ เพียงพริบตาเดียว อีกด้านหนึ่งก็แข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง บางทีความตายก็เอาชนะชีวิตมนุษย์ไม่ง่ายนัก ผมไม่รู้ว่าตัวเองแข็งแกร่งแค่ไหน และไม่รู้ว่าอะไรชักนำให้เฉียดใกล้สงครามอยู่หลายครั้ง แต่ไม่เคยอยู่ในเหตุการณ์ตะลุมบอนแม้แต่ครั้งเดียว เคยผ่านความยากลำบากช่วงสั้นๆ แต่ไม่เคยพบเห็นความลำบากสาหัสต่อเนื่องยาวนาน เช่นเหล่าเพื่อนพี่น้องที่ดิ้นรนในป่าเขาต่อไป หลังจากที่พวกเราออกมาแล้ว กระทั่งถูกทางการล้อมปราบจนต้องระหกระเหินสุดแสนเข็ญ หรือแม้กระทั้งความลำบากของผมคงเทียบไม่ได้กับชาวไร่ชาวนายากจนจำนวนมากในประเทศนี้ที่ตรากตรำกับความเจ็ดปวดรวดร้าวตลอดชีวิต ในขณะผมเฉียดใกล้สงคราม หลายคนต้องครวญครางอยู่ท่ามกลางสมรภูมิเลือด ในขณะที่ผมเหนื่อยหอบฮักๆ หลายคนต้องร้องห่มร้องไห้ทุกข์ทรมาน

ในใจผมเคารพทุกชีวิตที่ต่อสู้กับความลำบาก ต่อสู้กับความโหดร้ายทั้งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นและมนุษย์ยัดเยียดให้กันเอง เพียงแต่ผมจะเคารพยิ่งกว่ากับผู้ที่ต่อสู้ด้วยความมุ่งมั่นเข้าใจตัวเอง ไม่ใช่เป็นแค่ผู้สร้างวีรกรรมให้คนอีกชั้นหนึ่งในสังคมฉกฉวยเอาไปอวดอ้างในหน้าประวัติศาสตร์

ผมจะเคารพยิ่งกว่ากับผู้ที่ต่อสู้ความยากเข็ญด้วยจิตใจกล้าหาญไม่เพียงแต่นั่งโอดครวญร้องขอ
******
บทความชุดนี้ ตอนก่อนหน้านี้:


บันทึกอดีตสหายเดือนตุลา:ตะวันตกที่ตะนาวศรี

อภิสิทธิ์ 'สมองที่คิดได้ไม่ครบ' กับคำวิจารณ์ของนักข่าวต่างชาติ

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ นิติภูมิ นวรัตน์
ที่มา เวบไซต์ ไทยรัฐ
26 ตุลาคม 2552

"นายกรัฐมนตรีไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดเหมือนเด็กสอนผู้ใหญ่ เป็นเด็กไป เลือกคำพูดไม่เหมาะสม อันดับแรก นายอภิสิทธิ์บอกว่า ฮุน เซน อาจได้รับข้อมูลไม่ถูกต้องเกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เดิมพูดว่าเป็นหน้าที่ของเราจะอธิบายและให้ข้อมูลจริงกับท่าน ต่อมานายอภิสิทธิ์ก็พูดอีก ซึ่งพวกเราหลายคนคิดว่า เป็นคำพูดเด็กๆ ท่านบอกว่า ข้าพเจ้าเชื่อว่า ในเมื่อรู้ข้อมูลจริงแล้ว สมเด็จฮุน เซน จะเปลี่ยนท่าที นายอภิสิทธิ์บอกว่า สมเด็จฮุน เซน จะต้องคิดให้ดีว่า มาเมืองไทยคราวนี้นี่ มาทำอะไร เราต้องทำให้อาเซียนเป็นเอกภาพ"

"คนต่างประเทศไม่ต้องการดูว่า ใครถูก ใครผิด แต่ทุกคนอยากรู้ว่า ใครพูดอยู่นอกขอบเขตการทูต ซึ่งทั้งคู่ใช้คำที่รุนแรงไปหน่อย แต่สำหรับสมเด็จฮุน เซน ก็ไม่ได้พูดอะไรที่จะผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ท่านพูดแบบผู้นำผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่รู้จักสิทธิของตน และรู้ซึ้งถึงขอบเขตอันสมควรในคำพูด

อย่างเช่น ฮุน เซน บอกว่า กรณีทักษิณไม่มีลักษณะเป็นผู้ร้ายข้ามแดน เพราะตามมาตรา 3 สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นมาตรามาตรฐาน มีในทุกสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในโลก มาตรา 3 มีความหมายว่า

บุคคลที่โดนคดีการเมือง ไม่สามารถจะส่งให้ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนได้ ฝ่ายนายอภิสิทธิ์จะว่า คดีทักษิณเป็นคดีทุจริต ฮุน เซน ไม่ได้พูดถึงคดีอันนี้เลย

แต่ฮุน เซน พูดชัดว่า เรื่องอะไรทั้งหลายที่อดีตนายกฯทักษิณโดนอยู่ในขณะนี้ จะไม่มี ถ้าไม่เกิดปฏิวัติรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2549 ความหมายก็คือว่า คดีทุจริตนั้น เกิดขึ้นหลังจากที่ทักษิณถูกรัฐประหารหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว"

"ฮุน เซน ปฏิเสธว่า ตัวเองไม่ได้แทรกแซงปัญหาภายในของไทย แต่บอกว่า ถ้ามีหลายคนพูดถึงออง ซาน ซูจี ในพม่า และคำพูดเขาไม่ถือว่าเป็นการแทรกแซง ทำไมข้าพเจ้าพูดถึงทักษิณไม่ได้ ทั้งที่ทักษิณก็ตกเป็นเหยื่อการเมืองเหมือนกัน"

"อภิสิทธิ์ตอบว่า น้อยคนจะเห็นด้วย ถ้ามีการเปรียบเทียบทักษิณกับนางซูจี คำพูดนี้ สำหรับชาวต่างชาติ ยิ่งดูเหมือนว่าเป็นคำพูดของเด็ก ที่โต้ตอบไม่ถูกประเด็น ในสังคมผู้สื่อข่าวระหว่างประเทศ ฮุน เซน ได้คะแนนมากกว่านายอภิสิทธิ์เยอะ"

"รัฐกรชื่อดังของฝรั่งเศสที่มีชื่อว่า ชาร์ลส์ มอรีส เดอ ตาลเลย์รานด์ เคยกล่าวไว้ว่า อายุที่เหมาะสมสุกงอม และสมบูรณ์แบบที่สุดของนักการเมือง คือ 70 ปี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังมีเวลาอีกเกือบจะ 30 ปี ที่จะถึงห้วงเวลาที่จะเป็นนักการเมืองสมบูรณ์ คนไทยที่เหมาะสมที่จะไปปะทะคารมกับสมเด็จฮุน เซน ผู้สื่อข่าวอย่างพวกเราพิจารณาแล้วว่า น่าจะเป็นพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เพราะวันนี้ ท่านมีอายุสมบูรณ์แบบที่สุดของนักการเมืองตามคำพูดของชาร์ลส์ มอรีส เดอ ตาลเลย์รานด์"

"ในสายตาของชาวต่างประเทศ นโยบายการต่างประเทศของไทยในปัจจุบันทุกวันนี้ก็คือ นโยบายที่ไม่มีนโยบาย ผู้สื่อข่าวฝรั่งคนหนึ่งบอกว่า ตามข่าวคราวเมืองไทยแล้ว ก็งงเหมือนกัน ว่าอะไรคือนโยบายการต่างประเทศของประเทศนี้กันแน่ ที่เป็นข่าวทุกวันนี้ ก็เป็นเพียงบทบาทของไทย ในกลุ่มอาเซียนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่สังเกตไม่ได้ว่า สูงขึ้นเพราะอะไรกันแน่ เพราะว่าเป็นประธานอาเซียน หรือเพราะว่าเป็นการต่างประเทศที่ลงลึกใน เรื่องอาเซียน หรือทุกอย่างนี้ เป็นผลงานของบุคคลคนเดียว คือ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน พวกเราดูกันแทบไม่ออกว่า อะไรเป็นสาเหตุ"

"นักข่าวต่างประเทศอีกคนหนึ่งบอกว่า เดิมที่เสื้อเหลืองกระดิกพลิกตัวอย่างแรงนั้น ประเทศไทยเสียหายมาก เพราะมีการทำผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล ต่างประเทศและสังคมโลกรับไม่ได้ ภาพพจน์ต่ำมากของประเทศไทยอยู่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตอนที่เสื้อแดงประท้วงที่พัทยา หลังจากนั้น ภาพของประเทศไทยก็เริ่มดีขึ้น เพราะพวกเสื้อแดงและเสื้อเหลืองประท้วงอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย มีอารยธรรม และมีความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง"

เพื่อนชาวไทยของผมคนหนึ่ง ซึ่งนั่งนิ่งเป็นลิงป่วยฟังเพื่อนชาวต่างประเทศวิจารณ์การบ้านการเมืองของไทยอยู่นาน คราวนี้ออกความเห็นบ้าง "ผมว่าขณะนี้เพื่อนบ้านของไทย ทั้งใกล้ ทั้งไกล ขาดความมั่นใจต่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมไปที่ไหน มีแต่คนถามเรื่องพรรคนำของรัฐบาลที่ไม่ได้เสียงข้างมาก มีความชอบธรรมขึ้นมาบริหารประเทศได้อย่างไร ประกอบกับปัจจุบันทุกวันนี้ ยังมีข่าวของประชาชนคนไทยที่นิยมอดีตนายกรัฐมนตรีของตัวเอง แพร่ขยายกระจายไปทุกตรอกซอกมุมของโลก

ไปที่ไหน มีแต่คนเอา พ.ต.ท.ทักษิณ ที่รัสเซีย ปูตินก็ชอบทักษิณ ปูตินนี่แหละเคยเรียกตัวเองว่า เป็นเพื่อนทักษิณ คนพม่าจำนวนไม่น้อย ก็พูดถึงทักษิณในแง่ดีมาก คนจีนนั้นไม่ต้องพูดถึง หายใจเข้าออกเป็นนายกฯทักษิณอยู่แล้ว สำหรับคนกัมพูชา พวกเราทั้งหลายก็ทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าคิดอย่างไรกับนายกฯทักษิณ"

ผู้อ่านท่านที่เคารพครับ วันนี้นิติภูมิของท่านขออนุญาตไม่เขียนคอลัมน์ แต่นำคำพูดการสนทนาบนโต๊ะอาหารเย็นที่บ้านของผมมาเขียนรับใช้ ในวันนี้พวกเรามาชุมนุมสุมหัวกัน ทั้งชาวออสเตรเลีย รัสเซีย ลาว ไทย ฯลฯ

ในอดีต ถ้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รู้จักคบเพื่อนชาติต่างๆ อย่างนี้บ้าง วันนี้ ท่านก็คงจะมีทัศนคติที่ถูกต้อง ไม่ต้องมี "สมองที่คิดได้ไม่ครบ" อย่างนี้.

กลต.เงื้อฟันเนชั่นปั่นหุ้นจอง กนกหายซ่าคุก2ปี

ที่มา Thai E-News


คาหนังคาเขา-1ในหลักฐานที่ประชาชนจำนวนมากได้ชี้เบาะแสร้องเรียนก.ล.ต.ให้ดำเนินคดีผู้บริหารเนชั่น โดยเฉพาะกนก รัตน์วงศ์สกุล คือการโฆษณาขายหุ้นผ่านหน้าจอทีวีเนชั่นด้วยคำว่า"ติดต่อจองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรศัพท์ โดยอาจไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีข้อความเตือนตามกฎหมาย ส่วนการที่นายกนกพูดว่า"จองซื้อแล้วรวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง"อาจเข้าข่ายการกระทำซึ่งไม่เป็นธรรม มีโทษจำคุก 2 ปี


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 ตุลาคม 2552

เนชั่นงานเข้าแล้ว กลต.รับเรื่องร้องเรียนคดีปั่นหุ้นจองNBCรวยเละ แถมทำผิดโฆษณาซื้อหุ้นผิดกฎหมายไม่ขึ้นคำเตือน ก่อนจะเปิดขายหุ้นจองไม่กี่วัน หากพบ"กนก"ผิดจริงมีโทษจำคุก2ปี นักวิเคราะห์เตือนนักเลงหุ้นอย่าเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟ เหตุพบเนชั่นอาจเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาด เพราะก่อนแต่งตัวเข้าMAIยังขาดทุนสะสมบักโกรก ใช้วิธีทางบัญชีพลิกมากำไร ที่สำคัญมีปัจจัยเสี่ยงการเมือง เพราะเครือเนชั่นแทงข้างรัฐบาลนี้ชัดเจน ทำให้ได้เวลาออกอากาศฟรีทีวีแทบทุกช่อง พร้อมประเคนงบโฆษณาให้ แต่หากการเมืองพลิกขั้วจะอันตรธานเรียบ


นางจารุพรรณ อินทรรุ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำหกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐในการกำกับควบคุมการกระทำความผิดเกี่ยวกับหุ้น ได้มีหนังสือแจ้งมายังประชาชนที่ร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการก.ล.ต.จำนวนมาก เพื่อชี้เบาะแสและให้ดำเนินคดีต่อผู้บริหารเครือเนชั่น โทษฐานปั่นหุ้น,ประกาศโฆษณาชี้ชวนซื้อหุ้นจองเครือเนชั่นคือNBCอันเป็นเท็จ หรืออำพรางให้นักลงทุนเข้าใจผิด อันเป็นการกระซึ่งไม่เป็นธรรม

หนังสือของก.ล.ต.มีรายละเอียดดังต่อไปนี้


26 ตุลาคม 2552

เรียน คุณ...
ที่ ล. 82/2552
เรื่อง การตอบรับเรื่อง

ตามที่ท่านได้มี e-mail เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2552 ชี้เบาะแสกรณีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นจองของ บมจ. เนชั่น บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น ผ่านสื่อโทรทัศน์และวิทยุ ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น

สำนักงานขอขอบคุณเป็นอย่างมากที่ท่านได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวไปยังสำนักงาน โดยสำนักงานจะพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของสำนักงานต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ


ขอแสดงความนับถือ

(นางจารุพรรณ อินทรรุ่ง)
ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการ


ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน
ฝ่ายงานเลขาธิการ
โทรศัพท์ 0-2263-6000
โทรสาร 0-2256-7755
E-mail : info@sec.or.th


เนชั่นเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาด เตือนแมงเม่าจองซื้อต้องระวัง ปัจจัยเสี่ยงการเมืองพลิกขั้ว

นักวิเคราะห์เตือนแมงเม่าระวังบินเข้ากองไฟ ชี้NBCหุ้นจองน้องใหม่เครือเนชั่นน่ากลัว เหตุเคยเป็นกิจการขาดทุนสะสมบักโกรก แต่ใส่ตะกร้าล้างน้ำเล่นกลทางบัญชีเสกพ้วงเดียวพลิกมากำไร เผยเหตุที่พลิกมากำไรยังเพราะสายสัมพันธ์หนึบกับรัฐบาลมาร์คในลักษณะต่างตอบแทน โดยแนชั่นเป็นกองเชียร์และบอดี้การ์ดให้ ฝ่ายมีอำนาจดลบันดาลคืนทั้งการให้เข้าไปผลิตรายการทางทีวี3 5 7 9 11 และประเคนงบโฆษณาให้ รวมไปถึงจัดอีเว้นต์ให้รัฐมนตรี แต่ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงเพราะเลือกข้างชัด หากการเมืองเปลี่ยนขั้วจะทำให้ลำบากหนัก เหตุต้องยืมจมูกนักการเมืองหายใจ แนะหากชอบหุ้นทีวีให้ลุยหุ้นช่อง3หรือMCOTปลอดภัยกว่า


ปัจจัยบวกที่เป็นปัจจัยลบ-ความใกล้ชิดของผู้บริหารเนชั่นกับนายกรัฐมนตรีและผู้มีอำนาจเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่สุดต่อNBCหุ้นใหม่เครือเนชั่น แต่ในด้านกลับก็เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด หากขั้วอำนาจพลิกเปลี่ยน เนชั่นก็จะลำบากไปด้วย เพราะไม่ได้เป็นเจ้าของสถานี เป็นเพียงผู้ผลิตที่แล้วแต่ลมการเมืองจะพัดไปทางไหน


*ทำผิดกฎหมายโฆษณาขายหุ้นออกสื่อเนชั่นโจ่งครึ่ม

ไทยอีนิวส์นได้นำเสนอข่าวพฤติการณ์เข้าข่ายทำผิดกฎหมายปั่นหุ้นของนายกนก รัตน์วงศ์สกุล นักเล่าข่าวโทรทัศน์สังกัดเนชั่น และยังมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ NBC โดยเมื่อวันพุธก่อนนายกนกพูดโฆษณาออกทีวีและวิทยุเนชั่น อันอาจเป็นเท็จว่า หากใครจองซื้อหุ้นตัวนี้ก็จะ"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง" ต่อมาเมื่อถูกทักท้วง ทางรายการเก็บตกจากเนชั่นก็ไม่ให้นายกนกพูดโฆษณาขายหุ้นแล้ว แต่เนชั่นก็ทำผิดกฎหมายเรื่องใหม่ขึ้นมาอีก

โดยเมื่อวันพฤหัสฯก่อน เนชั่นทีวีหลีกเลี่ยงไม่ให้นายกนกพูดโฆษณาขายหุ้นน้องใหม่NBC แต่ขึ้นข้อความโฆษณาว่า "ติดต่อจองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ ซึ่งเป็นการทำผิดประกาศกลต.เรื่องการโฆษณาขายหุ้นผ่านสื่อที่กำหนดไว้ว่าต้องขึ้นข้อความคำเตือน"การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน"ให้เด่นชัดควบคู่กันไปด้วย

*เนชั่นเล่นกลเสกหุ้นเน่าขาดทุนบักโกรกกลายเป็นกำไรชั่วพริบตาก่อนแต่งตัวเข้าตลาด

ไทยอีนิวส์ได้ตรวจสอบดูงบการเงินของNBCว่าดีถึงขั้นจะทำให้ผู้จองซื้อหุ้นตัวนี้มีโอกาส"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง แค่เงินปันผลก็รวยไม่รู้เท่าไหร่แล้ว"ดังที่นายกนกพูดโฆษณาชี้ชวนหรือไม่ ก็พบว่า นายกนกอาจพูดเกินจริง หรือกระทั่งเข้าข่ายพูดจาอันเป็นเท็จ เพราะบริษัทนี้ไม่กี่ปีก่อนจะ"แต่งตัวเข้าจดทะเบียนในตลาด"ฐานะย่ำแย่ถึงขั้นส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ มียอดขาดทุนสะสมจำนวนมาก โดยเมื่อสิ้นปี2549 มียอดขาดทุนสะสมอยู่ถึง163ล้านบาท ขณะที่มีทุนจดทะเบียน140ล้านบาท ณ ปีนั้น

อย่างไรก็ตามก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเพียง2เดือน บริษัทใช้กลวิธีทางบัญชีทำให้ยอดขาดทุนนั้นหายวับไปกับตา โดยการลดทุนจดทะเบียนลง จากนั้นก็พลิกหน้ามือเป็นหลังมือมาเป็นกำไรในทันควันเมื่อสิ้นงวดครึ่งปี2552นี้

พอแต่งตัวเข้าตลาดในปี50พลิกจากขาดทุนอ่วมมาเริ่มกำไร แต่ยอดขาดทุนสมบักโกรก

งบการเงินงวดสิ้นปี2550ของNBC (รายละเอียด คลิ้ก ) มีผลขาดทุนสะสมจำนวน 153 ล้านบาท ลดลงจากขาดทุนสะสมในปีก่อนที่ขาดทุนสะสม163ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นจากที่เคยติดลบ23.8ล้านบาท พลิกมาเป็นบวก86ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิสิ้นปี50เป็นบวก10.6ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุนสุทธิ41.8ล้านบาท มีกำไรต่อหุ้น0.54บาท จากขาดทุนต่อหุ้น3.1บาท

ส่วนงบการเงินงวดสิ้นปี2551 (รายละเอียด คลิ้ก )บริษัทรายงานว่ายอดขาดทุนสะสมลดลงเหลือ126.3ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิเพิ่มเป็น26.9ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้นเพิ่มเป็น1.12บาท

เสกได้ดังใจนึกจากขาดทุนสะสมบานกลายเป็นกำไร

งบการเงินของNBCงวดล่าสุด คือสิ้นสุดไตรมาส 2/2552 สิ้นสุด30มิถุนายน ( รายละเอียด คลิ้ก )

18 กุมภาพันธ์ 52 ลดทุนจาก240ล้านบาท เหลือ120ล้านบาท โดยลดจำนวนหุ้นลงเหลือ12ล้านหุ้น ราคาพาร์10บาท เพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสม

21เมษายน52แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนเข้าจดทะเบียนตลาดMAI ลดราคาพาร์เหลือ1บาท แตกออกเป็น120ล้านหุ้น

จากนั้นเพิ่มทุนจาก120ล้านบาท เป็น170ล้านบาท โดยออกหุ้นสามัญใหม่50ล้านหุ้น รวม50ล้านบาท

ในจำนวนดังกล่าวนี้จัดสรรหุ้นเพิ่มทุน20ล้านหุ้นให้NMGหรือเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่99.99%ให้กรรมการและผู้บริหาร42,129หุ้น และนำมาขายประชาชนทั่วไป 30 ล้านหุ้น รวมทั้งNMGนำส่วนที่ถืออยู่มาขายด้วยรวม65ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ2.90บาท คาดว่าหากขายหมดจะได้เงินราว190ล้านบาท

จากนั้นผู้สอบบัญชีกล่าวว่าได้"คำนวณกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานเสมือนว่าการแตกหุ้นได้เกิดขึ้นตั้งแต่วันเริ่มต้นของปีแรกที่เสนอรายงานจำนวน120ล้านหุ้น" มีผลให้งบงวดครึ่งปีที่ยังไม่ได้ตรวจสอบสิ้นสุด30มิถุนายน52พลิกมากำไร17ล้านบาท กำไรต่อหุ้น0.14บาท จากปีก่อนกำไร13ล้านบาท กำไรต่อหุ้น0.11บาท

ยอดขาดทุนสะสมจาก140ล้านบาท พลิกมาเป็นทุนชำระแล้ว240ล้านบาท

นักวิเคราะห์เตือนแมงเม่าปัจจัยเสี่ยงเพียบ เพราะเลือกขั้วการเมืองชัด


นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จากโบรกเกอร์แห่งหนึ่งให้ความเห็นว่า NBCมีปัจจัยบวกสำคัญคือมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้ได้เข้าไปจัดรายการในสถานีโทรทัศน์แทบทุกช่อง และได้เงินโฆษณาจากรัฐบาลและภาครัฐ รวมทั้งการจัดกิจกรรมพิเศษ(event)ให้กับรัฐบาล ทำให้พลิกสถานการณ์จากบริษัทที่มียอดขาดทุนสะสมมาโดยตลอดกลับมาเป็นกำไร แต่ช่วงนี้ก็เป็นกำไรทางบัญชีจารการลดทุนจดทะเบียน

อย่างไรก็ตามปัจจัยบวกดังกล่าว มองกลับกันก็เป็นปัจจัยลบ เพราะการเมืองไทยไร้เสถียรภาพ มีการเปลี่ยนแปลงขั้วรัฐบาลบ่อย และขั้วการเมืองเวลานี้แตกเป็นสองขั่วชัดเจน และค่ายเนชั่นก็เลือกข้างชัดเจน ทำให้ได้ผลประโยชน์จากขั้วอำนาจที่เป็นรัฐบาลในขณะนี้ แต่หากขั้วอำนาจเปลี่ยนแปลงไปอีกฝั่ง จะทำให้เจอสถานการณ์ที่ลำบาก

เตือนแมงเม่าอย่าเสี่ยงบินเข้ากองไฟ หากสนใจไปเล่นช่อง3กับMCOTเวิร์คกว่า

"เนชั่นไม่มีสถานีโทรทัศน์ ไม่มีสัมปทานเป็นของตนเอง อย่างช่องเนชั่นแชนัลทางไททีวีช่อง1ก็เป็นของคุณไกรวัฒน์ ศรีวุฒิวงศ์ ทางเนชั่นเข้าไปเช่าเวลาผลิตเท่านั้น ส่วนการเข้าไปมีรายการทีวีทางช่อง3 5 7 9 NBT ก็น่าสังเกตว่ามามียการเหล่านี้หลังเหตุการณ์ยึดอำนาจ19กันยา2549 หากการเมืองพลิกขั้วก็อาจเสี่ยงหลุดหมดทุกช่อง เช่นเดียวกับโฆษณาก็ได้จากรัฐบาลเป็นหลัก หากพลิกขั้วจะทำให้ลำบาก"นักวิเคราะห์กล่าว

นักวิเราะห์หลักทรัพย์ชี้ว่า หากสนใจลงทุนหุ้นที่ทำทีวีหรือสื่อ หุ้นMCOTของอสมท. หรือBECช่อง3น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า เพราะเป็นเจ้าของสัปมทาน กิจการมั่นคง มีกระแสเงินสดในมือมาก มีอัตราการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ ความเสี่ยงจากการเมืองเพราะเปลี่ยนขั้วแทบจะไม่มี

NBC แถลงข่าวว่า ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้น NBC จำนวน 65 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ไว้ที่ระดับราคา 2.90 บาทต่อหุ้น โดยจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อได้ระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2552 นี้ และมีบล.ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) บล. ไอร่า จำกัด เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

ขณะเดียวกันได้เปิดให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ NBC ได้ใช้สิทธิ์จองซื้อหุ้น (Pre-emptive Right) ในวันที่ 28-30 ตุลาคม 2552 โดยกำหนดสัดส่วนการจองซื้อ 9 หุ้นสามัญของ NMG ต่อ 1 หุ้นสามัญของ NBC

ทั้งนี้ คาดว่า NBC จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้ในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ โดยใช้ชื่อย่อว่า NBC

*********
ข่าวเกี่ยวเนื่องที่นำเสนอไปก่อนหน้านี้:

เนชั่นเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาด เตือนแมงเม่าจองซื้อต้องระวัง ปัจจัยเสี่ยงการเมืองพลิกขั้ว
ลากไส้สื่อโล้น:ผิดจากนี้กรูให้เหยียบ!
เบื้องหลังโชคมหาศาลของเนชั่น มันคืออาชญากรรมย่ำยีชาติและประชาธิปไตย
*จำนนหลักฐานเนชั่นจ๋อย หยุดแล้วโฆษณาขายหุ้น สาวลึกเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาดขายแมงเม่า
*ไม่รู้จะรวยหรือซวยเละ หุ้นใหม่เนชั่นเสกพ้วงเดียว จากเน่าๆเอาล้างน้ำเข้าตลาดหุ้นเฉยเลย!
*เอาอีกแล้วสื่อโล้นกระบอกเสียงมาร์ค ไม่กลัวเสือกระดาษกลต. ตีปี๊บขายหุ้นผิดกม.โจ่งครึ่ม
*กนกปั่นหุ้นคุก2ปีไม่พอ กฎหมายชี้ต้องโดนเฉดหัวด้วย รู้แกวส่งเมียเป็นนอมินี จี้กลต.เร่งฟัน
*ร้องกลต.ฟันกนกคุก2ปีลูกพี่หยุ่นโดนด้วย ซี้ปึ๊กมาร์คเย้ยกฎหมายปั่นหุ้นเนชั่นกลางอากาศ
*ใครทุบหุ้นยังไม่แน่ แต่คนปั่นหุ้นคาหนังคาเขา มันเป็น"พวกเรา"-มาร์คว่าไง?!

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(26ต.ค.):รู้จักกันวันละเวบ

ที่มา Thai E-News




มารยาทในการใช้โทรศัพท์-นายกรัฐมนตรีที่ไร้มารยาทของประเทศด้อยพัฒนาแห่งหนึ่งในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คุยโทรศัพท์มือถือระหว่างถ่ายภาพหมู่กับบรรดาผู้นำสูงสุดของประเทศย่านภูมิภาคนั้น

***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2552 นำเสนอข่าวกิจกรรมสารพัดของชาวเสื้อแดงตามเคย วันนี้ไม่พูดพล่ามทำเพลง ขอบรรเลงสังคมข่าวกันไปเลย***

***9โมงเช้าวันนี้เป็นต้นไป พรรคเพื่อไทยจัดงานเสวนาประชาธิปไตย-เอารัฐธรรมนูญปี40ฉบับประชาชนคืนมา เวลา 9.30-12.30 น.ใครอยู่ใกล้ไปให้ว่อง หากใครอยู่ไกลไปไม่ทัน เปิดชมถ่ายทอดสดทางนิวสกายไทยแลนด์ หรือwww.newskythailand.comเจ้าเก่าขาประจำ***

*** แดงสุพรรณ51 แจ้งข่าว วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2552 นี้ขอเชิญกรรมการกลุ่มแดงสุพรรณ 51 ทั้ง 10 อำเภอของสุพรรณบุรี เข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือวางแนวทางการขยายมวลชนและกำหนดกิจกรรมการปฎิบัติงานให้เข้มข้นยิ่งขึ้น และเชิญพี่น้องเสื้อแดงติดตามความเคลื่อนไหวกลุ่มแดงสุพพณ 51 ได้ ที่ FM.105.75 MHz เวลา 06.00 น-08.00 น.วันจันทร์-วันศุกร์***

***แดงจันทบุรี ตามรอยทัพพระเจ้าตาก ทุบหม้อข้าวหม้อแกงอีกครั้งหนึ่ง วันเสาร์ ที่ 31 ตุลานี้รวมพลคนเสื้อแดงที่จันทบุรีเพื่อเตรียมทัพบุกกรุงเทพฯเอาประชาธิปไตยคืนมา และเอาอำมาตยาออกไปจากประเทศนี้ นำทักษิณกลับมาบริหารประทศ เพื่อนำความรุ่งเรืองกลับมาสู่ประเทศ และเอเซียอีกครั้งหนึ่ง***

***การจัดงานเป็นแบบของดีเมืองจันท์ นำอาหารที่ดังๆในเมืองจันท์ที่เป็นของคนเสื้อแดงมาให้พวกเรารับประทานโดยจัดเป็นซุ้มๆ รับรองถูกใจคนเสื้อแดงแน่ๆ บัตรราคาใบละ200บาท จองบัตรได้ที่คุณสุทิน วรรณศิลป์ โทร 081-6835313 สจ.สำเริง ประจำเรือ 086-3384988 ***


***30 ต.ค.-4 ธ.ค. เทศกาลภาพยนตร์อุษาคเนย์ ครั้งที่ 6: ตอน “แด่ ASEAN ที่รัก”
ภาพยนตร์เพื่อความเข้าใจในเพือนบ้านและแผ่นดินของเรา มีเจ้าภาพคือโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉลองวาระครบรอบ 10 ปี แห่งการสถาปนา ด้วย การจัดฉายภาพยนตร์อุษาคเนย์เพื่อการศึกษา พร้อมการเสวนาภาพยนตร์โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาวิชา ในทุกวันศุกร์และ วันเสาร์ เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม ถึง วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้องเรวัติ พุทธินันท์ ชั้น U2 หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ชมฟรี ! (ไม่ต้องเสียบัตรผ่านประตู แต่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาเข้าชมภาพยนตร์)***

***สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 02-6132672 02-6132672 ชมรายละเอียดการจัดฉายภาพยนตร์ครั้งนี้และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองครบรอบ 10 ปี แห่งการสถาปนาโครงการ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาได้ที่http://seas.arts.tu.ac.th ***

***ประเดิมวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2552/ 30 October 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง Burma VJ ( Burma )
วิทยากร/Commentator : Soe Aung

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 / 31 October 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง Un Soir Apres La Guerre ( Cambodia)
วิทยากร/ Commentator: อ. ทรงยศ แววหงษ์/Songyote Waehongsa

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2552/ 6 November 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง My Magic ( Singapore)
วิทยากร/Commentator: ผศ. กำจร หลุยยะพงศ์ / Kamjohn Louiyapong

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2552/ 7 November 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง Bagong Buwan ( Philippines)
วิทยากร/Commentator: อ. ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์/Sirote Klampaiboon

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2552/ 13 November 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง Nerakhoon ( Laos)
วิทยากร/Commentator: อ.ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ/Dr. Charnvit Kasetsiri
วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2552/14 November 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง Wonderful Town (Thailand)
วิทยากร/Commentator: Prof. Benedict Anderson

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2552 / 20 November 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง Laskar Pelangi ( Indonesia)
วิทยากร/Commentator: อ. อรอนงค์ ทิพย์พิมล/Onanong Thippimol
วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2552/ 21 November 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง Journey From The Fall ( Vietnam)
วิทยากร/Commentator: ดร. ศรีประภา เพชรมีศรี/Dr. Sriprapha Petcharamesree

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2552/ 27 November 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง The Last Communist ( Malaysia)
วิทยากร/ Commentator: คุณสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี/Supalak Ganjanakhundee

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2552 / 28 November 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง Long Road To Heaven (Indonesia)
วิทยากร/ Commentator: อ.ชญานิตย์ พูลยรัตน์/Chayanit Poonyarat

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2552/ 4 December 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง A Hero's Journey ( Timor Leste)
วิทยากร/ Commentator: ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์/Dr. Saranarat Kanjanavanit***


***ตั้งแต่วันจันทร์เป็นต้นไปคอลัมน์นี้จะรายงาน"รู้จักกันวันละเวบ/วันละคลื่น" หากพี่น้องที่ทำเวบไซต์ เวบบล็อก คลื่นวิทยุ ทีวี หรือสื่อช่องทางใดๆรวมไปถึงทำฟอร์เวิร์ดเมล์ หรือเมล์กรุ๊ป แม้กระทั่งซีร็อกซ์แจก ส่งข่าวมาให้"นักข่าวชาวรากหญ้า"เลยครับ จะได้ช่วยตีปี๊บให้พี่น้องเสื้อแดงได้รู้จัก และไปเยี่ยมชมผลงานให้กำลังใจทุกๆท่านที่ทุ่มเทเพื่อประชาธิปไตย"

***ท่านที่ต้องการเผยแพร่ข่าวคราวกิจกรรม หรือกำหนดการงานนัดหมายต่างๆทั้งส่วนรวม ส่วนตัว ธุรกิจการค้าสารพัดสารพันงานบุญงานบวช บอกมาได้ที่"นักข่าวชาวรากหญ้า"อีเมล์ thaienews@googlegroups.com แล้วเราจะตีข่าวให้ฟรีๆไม่คิดสตังค์ แถมมีคนรออ่านอยู่ทั่วโลกหลายล้านคนคะร้าบ***

**********
รู้จักกันวันละเวบ

**********
นิวสกายไทยแลนด์ หรือwww.newskythailand.com

นิวสกายไทยแลนด์ ของชมรมฟ้าใหม่ ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อการถ่ายทอดสดกิจกรรมของชาวเสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นชุมนุมใหญ่ ปราศรัยย่อย กิจกรรมต่างๆสารพัด ท่านสามารถล็อกเวบนี้ไว้ในfavoriteของท่าน และตรวจดูการถ่ายทอดสดได้ทุกวัน

อย่างวันนี้ ตารางถ่ายทอดสด 26 ตุลาคม 2552

1. เสวนาประชาธิปไตย-เอารัฐธรรมนูญปี40ฉบับประชาชนคืนมา เวลา 9.30-12.30 น.

2. สมาพันธ์คนเสื้อแดงภาคอีสาน 19 จังหวัด ร่วมกับ นปช."แดงทั้งแผ่นดิน"ขอเชิญร่วมงานรวมพลคนเสื้อแดง นปช. "แดงทั้งแผ่นดิน" ณ สนามตลาดคลองถม อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เวลา 15.00 - 24.00 น.***

ชมรมฟ้าใหม่เคยโดนพวกสื่อหลักสื่อเอียงโจมตีในตอนก่อตั้งใหม่้ๆว่าเป็นพวกเวบไซต์hi-thaksinของ"ประดาบ"กลับมารีเทิร์น แต่วันเวลาก็พิสูจน์ว่าเป็นคนละเรื่องกัน ขณะที่ประดาบเปิดเผยธาตุแท้ในเวลาต่อมาว่าเป็นแค่เพียงมือปืนรับจ้างไร้ค่าให้เนรวิน ชิดชอบ แต่ชมรมฟ้าใหม่ปักหลักด้วยใจและอุดมการณ์อย่างยืนหยัด

เป็นเวบไซต์ที่เราขอแนะนำให้ท่านfavoriteไว้โดยพลัน***

"เพื่อไทย" โชว์ผลสำรวจสหรัฐขย่มชี้ชนะ ปชป.เกินครึ่งตั้งรบ.พรรคเดียว เอแบคโพลล์ระบุ"แม้ว"ชนะ"มาร์ค"

ที่มา มติชน

เพื่อไทยโชว์ผลสำรวจสหรัฐฯ ข่มผลชี้ชนะเกินครึ่ง ตั้งรัฐบาลพรรคเดียว เอแบคโพลล์ระบุ "ทักษิณ" ยังมีชัยเหนือ "อภิสิทธิ์"


โพลชี้"ทักษิณ"ยังเหนือ"มาร์ค"

เอแบคโพลล์ ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ถึงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่องฐานสนับสนุนนักการเมืองกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เปรียบเทียบระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และมิตรภาพสัมพันธ์คนเสื้อเหลือง - แดง ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดบสำรวจกลุ่มตัวอย่างประชาชน 4,286 ครัวเรือนจาก 27 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า ร้อยละ 53.4 ขออยู่ตรงกลาง ยังไม่สนับสนุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดระหว่าง นายอภิสิทธิ์-พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ร้อยละ 25 สนับสนุนนายอภิสิทธิ์ ร้อยละ 21.6 โดยเมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และแม้แต่ในพื้นที่กรุงเทพฯ มากกว่านายอภิสิทธิ์

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบแนวโน้มฐานสนับสนุนของสาธารณชนต่อนักการเมืองทั้งสอง พบว่า แนวโน้มตกต่ำลงทั้งคู่ เพราะคนไทยส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่ตรงกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยฐานสนับสนุนของ พ.ต.ท. ทักษิณ ตกลงจากร้อยละ 39.7 ในเดือนกันยายน 2552 มาอยู่ที่ร้อยละ 25 ส่วนฐานสนับสนุนของนายอภิสิทธิ์ ตกลงมาจากร้อยละ 27.1 มาอยู่ที่ร้อยละ 21.6


เพื่อไทยโชว์ผลโพล์"สหรัฐฯ"ข่ม

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พท. แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า จากผลสำรวจคะแนนนิยมล่าสุดของ พท. ซึ่งจัดทำโดยบริษัทรับทำโพลล์ชั้นนำของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่พรรคใช้บริการมาตั้งแต่สมัยที่ยังอยู่พรรคไทยรักไทย และทำให้คนในวงการการเมืองยอมรับมาแล้วว่า ผลโพลแม่นยำที่สุดนั้น ล่าสุดผลการสำรวจในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาพบว่า พท.ชนะการเลือกตั้งเหนือทุกพรรค โดยจะได้คะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั่วประเทศ จน พท.สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้แบบไม่มีปัญหา

"การทำโพลล์ของบริษัทดังกล่าว ระบุอย่างชัดเจนว่า ในพื้นที่ กทม.ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นเจ้าของอยู่ในปัจจุบัน หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พท.ก็ยังชนะพรรคประชาธิปัตย์ และได้ ส.ส.กทม.เกินครึ่ง" นายจตุพรกล่าว

"จตุพร"กร้าวได้เป็นรบ.แก้แน่"ผู้สำเร็จราชการ" ปชป.ซัด"วีระ"ทำตามบันได 3 ขั้น หวังกระทบชิ่ง"ป๋าเปรม"

ที่มา มติชน

ปชป.ซัด "ไข่มุกดำ" ปลุกแก้ผู้สำเร็จราชการ เดินตามบันได 3 ขั้น หวังกระทบชิ่ง "พล.อ.เปรม" แกนนำเสื้อแดงลั่นเป็นรัฐบาลรื้อใหม่แน่ ด้าน ปธ.ศึกษาแก้รธน.ระบุเขียนไว้เหมาะสมแล้ว


ปชป.ซัด"วีระ"มุ่งบันได3ขั้น


กรณีนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)-แดงทั้งแผ่นดิน เสนอให้รัฐบาลแก้รัฐธรรมนูญเรื่องไม่ให้ประธานองคมนตรีมาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวนั้น


เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แถลงว่า ขอเตือนไปยังนายวีระ เพราะเคยติดคุกในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาแล้ว แทนที่จะกลับเนื้อกลับตัว แต่พฤติกรรมที่ผ่านมาถึงวันนี้ที่เข้มขึ้นไปอีก เป็นการฟ้องว่าคนเหล่านี้คิดอะไรอยู่ และนายวีระมีอะไรในใจ รัฐธรรมนูญเขียนเงื่อนไขเรื่องผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชัดเจน ฉะนั้น สิ่งที่แกนนำเสื้อแดงกำลังดำเนินการถือว่าเป็นไปตามแผนบันได 3 ขั้นในการล้มล้างรัฐบาลหรือไม่


ชงแก้"ผู้สำเร็จฯ"กระทบ"ป๋า"


นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช โฆษกส่วนหัวหน้า ปชป. กล่าวว่า ขอถาม นปช.และคนเสื้อแดงว่าที่จุดประเด็นนี้ขึ้นมาเพื่อหวังผลอะไรทางการเมือง การที่รัฐบาลเสนอแก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น ก็เป็นไปตามข้อสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่มีการเสนอประเด็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นมา เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ข้อขัดแย้งของสังคมไทยโดยองค์รวม และเนื้อหาของมาตรานี้ก็บรรจุในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ไม่เห็นจะเป็นปัญหา


"เข้าใจว่าการยกประเด็นนี้ขึ้นมาก็เพื่อกระทบชิ่งต่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งอาจจะผลกระทบต่อสถาบันเบื้องสูงได้ อยากถามว่า นปช.ใช้ฐานะความเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) เอาที่ประชุมสภาเป็นเครื่องมือถล่ม พล.อ.เปรม ยังไม่เพียงพออีกหรือ ทั้งที่ประเด็นนี้คนเสื้อแดงใช้โจมตี พล.อ.เปรม บนเวทีการชุมนุมอย่างรุนแรงอยู่แล้ว สภาผู้แทนฯไม่ใช่สภาโจ๊ก จึงไม่ควรเอาการเมืองท้องถนนหรือที่สนามหลวงมาไฮด์ปาร์กโจมตีคนที่เป็นปฏิปักษ์ของตนเองในสภา" นายเทพไทกล่าว


"เสื้อแดง"ลั่นเป็นรบ.รื้อแน่


นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน เพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวถึงแนวคิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้ประธานองคมนตรี ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ว่า ตนและคนเสื้อแดงทั้งหมดไม่สามารถไว้ใจประธานองคมนตรีได้ เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมาชวนให้น่าสงสัย อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่ฝักใฝ่ทางการเมือง ที่สำคัญคือคนเสื้อแดงเห็นร่วมกันว่าผู้ที่เหมาะสมจะรับตำแหน่งสำเร็จราชการแทนพระองค์นั้นควรเป็นองค์รัชทายาทเท่านั้น ไม่สมควรจะจะเป็นสามัญชน ที่อาจจะทำให้เกิดปัญหาในอนาคต


"เราตกลงร่วมกันว่าหาก พท.เอาชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้ นอกจากจะต้องนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 แล้ว ยังจะต้องแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ ไม่ให้ประธานองคมนตรีสามารถรับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ และต้องกำหนดลงไปว่าผู้จะรับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้นจะต้องเป็นองค์รัชทายาทเท่านั้น" นายจตุพรกล่าว


"เสธ.อู้" ชี้เขียนไว้เหมาะสมแล้ว


พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา ประธานอนุกรรมการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ กล่าวถึงการแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ว่า เรื่องนี้ใหญ่เกิน เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่ควรไปยุ่งและไม่ควรแก้ไข ทั้งนี้ ในรัฐธรรมนูญหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ เขียนไว้เหมาะสมแล้ว และเขียนแบบนี้มาทุกฉบับ ผ่านมาหลายยุคสมัยแล้ว ไม่มีปัญหา


"ใครจะต่อสู้กับใคร ก็เป็นเรื่องความคิดคนสู้กัน ถ้าเอาทุกประเด็นคงไม่จบ แต่เรื่องผู้สำเร็จราชการเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผมคิดว่าเราไม่ควรเอามาต่อความยาวสาวความยืดเพราะไม่ดี ไม่มีประโยชน์ ใครต่อสู้ทางการเมืองกัน ส.ว.ไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่วิวาทะด้วย เราดูอะไรที่มันเป็นประโยชน์ และอย่าไปเติมเชื้อไฟอีกเลย" พล.อ.เลิศรัตน์กล่าว


นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ในฐานะวิปรัฐบาล กล่าวถึงการแก้รัฐธรรมนูญไม่ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น คงไม่น่าจะเป็นไปได้ และยังไกลเกินไปหากจะพูดกันในตอนนี้


*******************************************


การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์


กลุ่มคนเสื้อแดงได้เปิดประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยเสนอว่า ไม่ควรแก้เฉพาะ 6 ประเด็น ตามข้อสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ควรแก้ไขเรื่องการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วย ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ 2550 ได้กำหนดเรื่องการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนี้


มาตรา 18 ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ


มาตรา 19 ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา 18 หรือในกรณีพระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งสมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาประกาศในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ แต่งตั้งผู้นั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์


ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภาในการให้ความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง


มาตรา 20 ในระหว่างที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 หรือมาตรา 19 ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน

"ฮุน เซน"แสบ

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




การที่สมเด็จฮุน เซน ประกาศชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นเพื่อน

พร้อมให้การช่วยเหลือเต็มที่ ไม่ว่าจะสร้างบ้านหลังใหญ่ให้พำนักในพนมเปญ

หรือออกแถลงการณ์เป็นทางการ ว่ากัมพูชาจะไม่ส่งตัวพ.ต.ท. ทักษิณให้ไทย ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน!

จะเห็นว่าสิ่งที่ฮุน เซน สื่อมา ขัดแย้งกับความเชื่อของแกนนำรัฐบาลไทย

เพราะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งเป็นเพื่อนอีกคนของฮุน เซน

บอกไว้ก่อนหน้านี้วันเดียว ว่าเข้าใจดีในความสัมพันธ์ระหว่างฮุน เซน กับทักษิณ

แต่เชื่อว่าหากมีการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

ฮุน เซน ต้องยึดหลักความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติไว้ก่อน

ตอนนี้ ชัดแล้วว่าไม่ใช่อย่างนั้น

คนไทยที่ไม่ใช่เสื้อแดง ได้ยินคำพูดของฮุน เซนแล้ว ต้องไม่พอใจแน่

แต่ถ้าสงบสติอารมณ์มองดูเนื้อแท้ของเขมรแล้ว

ก็เป็นแค่ประเทศยากจน ที่ไม่มีอะไรจะมาเปรียบเทียบกับประเทศไทยได้เลยแม้แต่น้อย

อย่างพ.ต.ท.ทักษิณนั้น ต่อให้คนเขมรเชื้อเชิญให้มาอยู่ประจำในพนมเปญ หรือจะยกย่องให้เป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ไปเลย

ก็เชื่อว่าพ.ต.ท.ทักษิณก็คงไม่แฮปปี้กระดี๊กระด๊าอะไร

เขมร นอกจากมีความเจริญตามหลังเมืองไทยหลายสิบปีแล้ว ยิ่งล้าหลังกว่าประเทศที่พ.ต.ท.ทักษิณอยากอยู่อย่างอังกฤษหรืออาหรับแบบไม่เห็นฝุ่น

อย่างไรก็ดี ท่าทีแจ่มแจ้งของฮุน เซน รอบนี้ ก็เป็นร่องรอยเบาะแสกลายๆ

บอกให้รู้ว่าบางทีเรื่องราวแถวเขาพระวิหาร สมัยรัฐบาลของไทยรักไทยนั้น

ฝ่ายไทยอาจยอมไปซูเอี๋ย เป็นเบี้ยล่างให้เขมรอย่างเต็มใจ?

เพื่อแลกผลประโยชน์ต่างตอบแทนระหว่างบุคคล?

(เป็นเรื่องที่มีการกล่าวหากันอยู่แล้ว)

เป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่งของพ.ต.ท.ทักษิณ

จะวางโครงการใดๆ ให้ประเทศ ก็มักมีผลประโยชน์ส่วนตนผสมปนเปไปด้วยมากมาย

ข้อกล่าวหา "ผลประโยชน์ทับซ้อน" เป็นเรื่องจริงที่พ.ต.ท. ทักษิณปฏิเสธเคยก่อไว้กับบ้านเมืองตัวเอง

ฝ่ายฮุน เซนนั้น เป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ในการครองอำนาจมานานเต็มที

เขารู้วิธีจะเล่นกับกระแสความเกลียดชังระหว่าง "เขมร-ไทย" ให้พลเมืองของตัวเองส่งเสียงเชียร์

ยิ่งรัฐบาลประชาธิปัตย์ยังปัดแข้งปัดขาเขมร เกี่ยวกับเขาพระวิหาร

ฮุน เซนก็ต้องเล่นเกมเอาคืน และก็โกยคะแนนเสียงให้ตัวเองไปพร้อมกัน

ในส่วนของพ.ต.ท.ทักษิณ ต่อให้ย้ายจากดูไบมาอยู่เขมร หรือจ่อเข้าไทยเต็มที

แต่ดินแดนนั้น ก็ยังไม่ใช่เมืองไทยอยู่ดีวันยังค่ำ

ความล้าหลังด้านต่างๆ ของเขมร ไม่อาจรองรับเศรษฐีระดับโลกอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ

แล้วพ.ต.ท.ทักษิณก็อาจต้องระวังด้วย

คนแยบยลหลายชั้น อย่างฮุน เซน

อาจทำเอาพ.ต.ท.ทักษิณมาจนมุมที่เขมร ก็เป็นได้?

เพื่อนรัก-เพื่อนบ้าน

ที่มา ไทยรัฐ

การทำหน้าที่เจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด ผู้นำอาเซียน ที่ผ่านไป รัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงตระหนักถึงคำว่าภาวะผู้นำและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขึ้นเยอะ หลายปรากฏการณ์อาจจะมองว่ารัฐบาลหน้าแตก ซึ่งความเป็นจริงแล้วน่าจะอยู่ที่การไร้ซึ่งประสบการณ์และรู้เท่าไม่ถึงการณ์มากกว่า

ไม่อยากใช้คำว่าล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ แต่อยากจะใช้คำว่าเปล่าประโยชน์แทน และถ้าผลลัพธ์ที่เป็นผลลบกับการจัดประชุมครั้งนี้ไม่ใช่อยู่ที่คนเสื้อแดง อย่างที่รัฐบาลพยายามจะประโคมข่าวกัน

แต่เป็นเพราะตัวรัฐบาลเอง

ผู้นำบางประเทศ ไม่เข้าร่วมพิธีเปิด อ้างว่าติดภารกิจบ้าง ไม่สะดวกบ้าง ไม่สบายบ้าง แม้กระทั่งเดินทางมาถึงแล้วก็ตาม โดยวิถีทางการทูตแล้วถือว่าแรงมากๆ

ไม่ให้เกียรติ

ในฐานะประธานอาเซียน ในฐานะที่คนไทยเป็นเลขาธิการอาเซียน โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์และคนของพรรคประชาธิปัตย์

น่าจะตระหนักให้มากที่สุด ว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เต็มใจเฉพาะรัฐบาล ไม่ใช่ประเทศไทย ซึ่งยังต้องให้ความ ร่วมมืออยู่ในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน

กับปรากฏการณ์ที่ นายกฯฮุน เซน แห่งกัมพูชา ออกมาแถลงจุดยืนถึงเพื่อนรักที่ชื่อว่า ทักษิณ กับการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของรัฐบาลกัมพูชาถึงท่าทีต่ออดีตผู้นำที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่น่าจะต้องอธิบายความอะไรกันมาก ถ้ารัฐบาลมีวุฒิภาวะพอคงจะมองออกเช่นกัน

ในสายตาประเทศเพื่อนบ้าน เรายังคือเด็ก

เอาแค่การขับเคลื่อนของสมาชิกพรรคฝ่ายค้านคนหนึ่งที่ชื่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กับอาการต้อนรับของผู้นำอาเซียน จะเห็นว่ามีการแยกเด็กแยกผู้ใหญ่ชัดเจน การเป็นผู้นำประเทศกับความมีภาวะผู้นำนั้นแตกต่างกัน เป็นผู้นำประเทศได้แต่ไม่สามารถแสดงถึงภาวะผู้นำได้ก็ป่วยการ

ควันหลงจากการประชุมอาเซียนครั้งนี้ คงได้รับบทเรียนอะไรเยอะแยะ และหวังว่าจะเป็นบทเรียนสำคัญที่รัฐบาลจะ เปิดใจกว้าง รับไว้พิจารณา การออกอาการกระเหี้ยนกระหือรือต่ออดีตผู้นำของรัฐบาลชุดนี้ จะอ้างข้อกฎหมายหรือกิจการภายในประเทศอย่างเดียวคงไม่ใช่ข้ออ้างที่ดีนัก

แต่หลักการปฏิบัติตาม ระบอบประชาธิปไตย และภายใต้ รัฐธรรมนูญต่างหาก ที่ถือเป็นหลักสากลของทุกประเทศที่จะต้องยึดถือและใช้เป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกัน

ภาพนายกฯ อภิสิทธิ์ เลขาธิการอาเซียน สุรินทร์ พิศสุวรรณ รมต.ประจำสำนักนายกฯ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานบอร์ด อสมท สุรพล นิติไกรพจน์ รวมทั้ง ผอ.อสมท เปิดทีวีอาเซียน เห็นแล้วว้าเหว่

ความร้าวฉานทั้ง ในประเทศและต่างประเทศ ที่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีที่สุดสำหรับคนไทยที่จะใช้ วิจารณญาณ การเลือกผู้นำประเทศในอนาคต ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น.

หมัดเหล็ก
mudlek@hotmail.com