WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 28, 2009

ถกผู้นำมาเลย์ จิ๋วแย่งซีน นายกมาร์ค

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_42748

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

"บิ๊กจิ๋ว" ไม่หวั่นถูกกล่าวหา "ชักศึกเข้าบ้าน" ยันเป็นการเข้่าใจคลาดเคลื่อน เดินหน้าแก้ปัญหาชายแดนใต้ พบนายกมาเลย์ 3พ.ย. ก่อนหน้า นายกฯอภิสิทธิ์ ที่จะหารือ"นาจิบ ราซัค" ต้นเดือน ธ.ค.

ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 27 ต.ค. ตัวแทนกลุ่มแท็กซี่สุวรรณภูมิประมาณ 5-6 คน เดินทางมามอบดอกไม้ให้กำลังใจ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แกนนำพรรคเพื่อไทย เพื่อให้กำลังใจในต่อสู้ อย่าหวั่นไหวต่อการสร้างกระแสรักชาติเพียงคนเดียวโดย พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ขอรับรอง จะไม่ไปไหน เพราะเป็นภารกิจสุดท้าย ที่ต้องทำให้ได้ 71 ปี แล้วยังทำไม่สำเร็จ แต่จะต้องทำให้ได้

จากนั้น พล.อ.ชวลิต กล่าวตอบข้อถามผู้สื่อข่าวกรณีถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ชักศึกเข้าบ้าน หลังเดินทางไปพบ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่า บ้านไหน อย่าไปต่อว่าเขา เพราะทุกคนห่วงใยบ้านเมือง ในรายละเอียดอาจจะเข้าใจผิดกันได้ แต่ ไม่เป็นไร พี่น้องกันทั้งนั้น แต่เมื่อพูดมา ก็ต้องพึงระวังในการทำงานให้บ้านเมือง เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ก็จะยิ่งมีปัญหา แต่ก็เข้าใจว่าที่พูดนั้นเป็นความหวังดี เมื่อถามถึงบทบาทที่จะเดินทางไปเยือนประเทศสหภาพพม่าและมาเลเซียจะเป็นอย่างไร พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ปกติแล้วจะต้องลงไปที่ 5 จังหวัดภาคใต้ในวันที่ 28 ต.ค. แต่ต้องชี้แจงกับพรรคเพื่อไทยในวันที่ 29 ต.ค. จึงต้องเลื่อนไปเป็นวันที่ 3 พ.ย. เพื่อไปดูว่าจะจัดการอย่างไรกับปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สื่อมวลชนคนไหนอยากไปก็ไปด้วยได้ นี่ก็เป็นการทำงานให้บ้านเมืองเหมือนกัน

เมื่อถามอีกว่า จะเดินทางไปสหภาพพม่าเพื่อพบใคร พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ก่อนเดินทางไปพม่าต้องไปมาเลเซียก่อน จะมีจดหมายเชิญมา อาจจะเป็นปลายอาทิตย์นี้หรือต้นอาทิตย์หน้า นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เคยเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเช่นเดียวกับตนในช่วงเวลานั้น คงจะมีโอกาสได้เจอ และพูดคุยแลกเปลี่ยนกันตามประสาเพื่อนบ้าน

พล.อ.ชวลิตกล่าวต่อกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า บังเอิญอยู่ในความสนใจของประชาชนจึงกินพื้นที่ข่าวที่ต้องการให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน เช่น การลดการเผชิญหน้า พื้นที่ติดต่อค้าขายซึ่งกันและกัน รวมถึงข้อขัดแย้งที่มีมานาน และอยากให้องค์กรที่จัดตั้งขึ้นร่วมกันมาทำงานต่อไป ตรงนี้ตนไปทำงานให้กับกรรมาธิการกิจการชายแดน สภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ได้บอกให้ใครรู้ ที่ถามว่าคิดอย่างไรกับการที่มีคนมาบอกว่าขายชาตินั้น ตนเคารพการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะก็หวังดีกันทั้งนั้น

ต่อข้อถามว่า ผู้นำพม่ามีความสนิทกับพ.ต.ท.ทักษิณและประเทศก็ไม่เป็นประชาธิปไตย พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า 20 กว่าปีที่รู้จักกัน ตนเป็นคนแรกที่เดินทางไป เพราะในขณะนั้นไม่มีใครอยากจะไป จึงมีความเป็นมิตรผูกพันกันมา และ ไม่ได้ไปยุ่งกิจการภายในของเขา เมื่อถามว่า จะเดินทางไปพบนางออง ซาน ซู จี ด้วยหรือไม่ พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า แค่นี้ก็ยุ่งพอแล้ว

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 13.00 น.วันเดียวกัน ที่ศูนย์แถลงข่าวตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกรณี นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ให้สัมภาษณ์แสดงความเห็นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยที่ต้องจัดเป็นเขตปกครองพิเศษอย่างแท้จริงว่า หากดูรายละเอียดทั้งหมดจะเห็นว่าเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลทำ เพียงแต่ต้องสามารถผลักดันให้เห็นเป็นรูปธรรมให้ได้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นเดือน ธ.ค.นี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียจะเดินทางมาเยือนไทย ในลักษณะการปรึกษาหารือประจำปี ตนและนายกรัฐมนตรีมาเลเซียมีกำหนดการที่จะเดินทางไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยกัน

ทนาย 'ดา ตอร์ปิโด' ยื่นอุทธรณ์คดีหมิ่น

ที่มา ประชาไท

วันที่ 27 ต.ค. 2552 เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. ที่ศาลอาญา รัชดา นายประเวศ ประภานุกูล เดินทางไปพร้อมด้วยสมาชิกสมัชชาสังคมก้าวหน้าและประชาชนผู้ติดตามคดีของน.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด และตัวแทนกลุ่มคนเสื้อแดง ลาดพร้่าว เพื่อยื่นอุทธรณ์ในคดีที่ น.ส. ดารณี ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 18 ปี ในความผิดตามมาตรา 112 โดยการกล่าวปราศรัยที่เวทีสนามหลวง 3 ครั้ง หลังจากนั้นได้แยกย้ายกันเดินทางกลับ

ทนายความของ 'ดา ตอร์ปิโด' และตัวแทนกลุ่มสมัชชาัสังคมก้าวหน้า พร้อมด้วยตัวแทนกลุ่มคนเสื้อแดงลาดพร้าว ถ่ายรูปร่วมกันที่หน้าศาลอาญารัชดา ก่อนยืนอุทธรณ์คดี

นายชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ กรรมการผู้ประสานงานสมัชชาสังคมก้าวหน้ากล่าวกับประชาไทว่าทางกลุ่มฯ จะติดตามความคืบหน้าของคดีดังกล่าวอย่างต่อเนื่องทุกกระบวนการ และขณะนี้ ทางกลุ่มกำลังริเริ่มกิจกรรมระดมหนังสือเพื่อบริจาคให้กับห้องสมุดของทัณฑสถานหญิงกลาง โดยจะเน้นเรื่องวรรณกรรม สารคดี และศิลปวัฒนธรรม และหนังสือธรรมะ ซึ่งขณะนี้ทางกลุ่มได้รวบรวมหนังสือและเริ่มได้รับหนังสือบริจาคบ้างแล้วจำนวนหนึ่ง

ทั้งนี้นายชัยนรินทร์ กล่าวว่าหนังสือที่รวบรวมบรืจาคไม่มีหนังสือที่มีเนื้อหาทางการเมืองเพราะเป็นข้อห้ามของทางเรือนจำ

สำหรับผู้สนใจบริจาคหนังสือสามารถติดต่อได้ที่ น.ส.บุญธิดา ผ่านทางอีเมล์ mosquito_kae@hotmail.com

คุกคามสื่อ กดดัน \"ดารุณี กฤตบุญญาลัย\"

ที่มา thaifreenews

คุกคามสื่อ กดดัน ดารุณี กฤตบุญญาลัย

โดย ice angel ไทยฟรีนิวส์

ดีเจ ดารุณี กฤตบุญญาลัย ยุติบทบาทตำแหน่งดีเจ รายการลูกทุ่งมหานคร

คลื่นวิทยุอสมท FM 95 MHz

กระแสข่าวการยุติบทบาทการเป็นดีเจจัดรายการวิทยุของเธอครั้งนี้

เกิดขึ้นและสะสมมาจากสมัยที่คมช.ทำการรัฐประหาร เธอเชื่อว่าสมัยนั้นหัวหน้าสถานีได้รับการกดดันจากคมช. จีงได้มีการพูดเตือนมายังเธอในตำแหน่งดีเจว่า

ห้ามพูดเรื่องการเมือง

เธอเข้าใจเหตุการณ์ครั้งนั้นได้เป็นอย่างดี และมาในสมัยรัฐบาล นายกสมัคร- นายกสมชายเรื่องการห้ามไม่ให้เธอพูดเรื่องการเมืองผ่านในรายการที่เธอจัดอยู่ดูเหมือนจะผ่อนคลายลงไป

แต่แล้วกระแสการกดดันห้ามพูดเรื่องการเมืองผ่านรายการก็กลับมากดดันดีเจดารุณีอีกครั้ง จนถึงขนาดที่เธอตัดสินใจขอยุติบทบาทการทำงาน

เธอเล่าว่า "รูปแบบรายการของเธอที่ทำคือเปิดเพลงลูกทุ่งตามคำขอจากแฟนรายการ สลับกับ อ่านกลอน สอนให้คนคิดเป็น สอนให้คนมีพลังในการต่อสู้กับชีวิตและให้กำลังใจพร้อมกับอ่าน sms จากแฟนคลับคนอื่นๆ ที่ส่งข้อความเข้ามาในรายการและเธอก็อ่านออกอากาศ"

สำหรับ sms แฟนรายการของเธอมันจะเขียนเล่าถึงชีวิตส่วนตัว บ้างก็พรรณาถึงภาวะความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ สังคม ซึ่งเธอก็จะใช้ประสบการณ์วิชาปริญาโทที่ได้ร่ำเรียนมาตอบคำถามเหล่านั้น และแทบจะเกือบทุกๆ sms ที่ส่งเข้ามา เธอก็อ่านออกอากาศตามความเป็นจริง ชมก็อ่าน แซวก็อ่าน แม้บางคนเขียน sms ข่มขู่เธอ เธอก็ยังอ่าน เธออ่านข้อความให้ฟังพร้อมเบอร์โทรศัพท์คนที่ส่ง sms นั่นคือสไตล์การจัดรายการวิทยุของเธอ

เธอยังเล่าต่ออีกว่า "ระยะหลังๆ สมัยรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ เธอมักจะได้รับการสะกิดและพูดเตือนผ่านเข้ามาให้เธอได้ยินหลายครั้ง จากหัวหน้าสถานีว่า ห้ามไม่ให้เธอพูดถึงเรื่องการเมือง ทั้งๆ ที่เธอก็พูดตาม sms ที่แฟนคลับส่งเข้ามาในรายการเท่านั้น ไม่ได้พยายามชี้นำทางการเมืองแต่อย่างใด"

จากการเตือนหลายๆ ครั้งของหัวหน้าสถานนีทำให้เธอรู้สึกว่าถูกกดดันด้านอิสรเสรีภาพของการจัดรายการวิทยุอีกครั้งหนึ่ง

และแล้วก็มาถึงวันที่เธอตัดสินใจขอยุติบทบาทการทำงานด้านดีเจวิทยุรายการลูกทุ่งมหานคร เธอเล่าว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เธอก็จัดรายการวิทยุอย่างปกติไสตล์ดารุณี

เธออ่าน sms ออกอากาศเหมือนที่ผ่านๆ มา ล่าสุดมีการแซวเธอและท้าเธอให้อ่านออกอากาศ เธอก็อ่าน นั่นคือไสตล์ของเธอ แต่ครั้งนั้นกลับทำให้เธอถูกเรียกพบจากหัวหน้าสถานีรายการวิทยุ และออกคำสั่งห้ามเธอพูดเรื่องการเมืองเด็ดขาด โดยในครั้งนั้นหัวหน้าสถานนีวิทยุพูดกับเธอว่า

ไว้รอให้ทักษิณได้กลับมาเป็นนายกค่อยจัดรายการแบบนี้

ที่นี่ไม่ใช่วิทยุชุมชน และห้ามพูดเรื่องการเมืองเด็ดขาด

เธอเล่าเสริมพร้อมกับตั้งคำถามว่า "คลื่นลูกทุ่งมหานครอุดมปัญญา แปลว่าอะไร ?"

เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเกิดจากการสะสมการกดดันการทำงาน สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เธอมองย้อนไปว่า ก่อนหน้านี้เคยมีกระแสข่าวกล่าวหารัฐบาลนายกทักษิณต่างๆ นาๆ ว่า คุกคามสื่อ แต่มาวันนี้เธอกลับได้รับสัมผัสผลกระทบนี้ด้วยตัวเอง หากแต่ว่าเป็นการ คุกคามสื่อ จากรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่นเอง

ถอดยศพันตำรวจโท ได้ยศใหม่ทักษิณมหาราษฎร์

ที่มา Thai E-News



โดย ไทยอีนิวส์
27 ตุลาคม 2552


ชื่อ-ยศ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ
คดี ฆ่าแม่ลูกตระกูลศรีธนะขันฑ์
คำตัดสิน ศาลฎีกาตัดสินประหารชีวิต เมื่อ 16 ต.ค.2552
ปัจจุบัน ยังมียศพลตำรวจโท

ชื่อ-ยศ พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ
คดี ฆ่าผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร
คำตัดสิน ศาลฎีกาตัดสินให้ประหารชีวิต เ้มื่อ 29 ก.ย.2549
ปัจจุบัน ยังมียศพันตรี

ชื่อ-ยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
คดี เซ็นชื่อรับรองให้เมียประมูลซื้อที่ดินรัฐในราคาสูงกว่าราคากลาง
คำตัดสิน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุก 2 ปี เมื่อ 21 ต.ค.2551
ปัจจุบัน คณะกรรมการกฤษฎีกาแทงความเห็นให้ถอดยศ และเรียกคืนเครื่องราช เพราะคดีถึงที่สุดแล้ว

ลดอำนาจสถาบันกษัตริย์ไทย ให้อยู่ในระดับที่ไม่ขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News


โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา ประชาไทบอร์ด
27 ตุลาคม 2552

ทั้งหมดนี้ ความจริง รวมกันแล้ว ไม่ใช่การ "ล้มเจ้า" เลย แต่เป็นเพียงการทำให้ (ถ้าพูดแบบรูปธรรมให้เห็นชัด) สถาบันกษัตริย์ไทย = สถาบันกษัตริย์ญี่ปุ่น


หมายเหตุผู้เขียน:ข้อความต่อไปนี้ ความจริง เป็นการไปเขียนตอบกระทู้ ของ ธนาพล ที่ฟ้าเดียวกัน
http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=39071ในขณะที่ ข้อความข้างล่างนี้สามารถอ่านเข้าใจในตัวเองได้ ผมแนะนำว่า จะเข้าใจยิ่งขึ้นหากลองกลับไปอ่านกระทู้ดังกล่าวด้วย และ กระทู้ที่เกี่ยวข้องกัน http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=39016 โดยเฉพาะในส่วนที่แลกเปลี่ยน กับ อ.ปิยบุตร

....................



ผมไม่คิดว่า สถาบันไทย และพวกสถาบันนิยมของไทย มีความเป็นไปได้ ที่จะยอมรับ ข้อเสนอทำนองนี้

1. ยกเลิก มาตรา 8 เพิ่มมาตรา ในลักษณะเดียวกับ รธน.27 มิ.ย. 2475 (สภาพิจารณาความผิดของกษัตริย์)
2. ยกเลิก ม.112
3. ยกเลิก องคมนตรี
4. ยกเลิก พรบ. จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491
5. ยกเลิก การประชาสัมพันธ์ด้านเดียวทั้งหมด การให้การศึกษาแบบด้านเดียวเกี่ยวกับสถาบันทั้งหมด
6. ยกเลิก พระราชอำนาจ ในการแสดงความเห็นทางการเมืองทั้งหมด (4 ธันวา, 25 เมษา "ตุลาการภิวัฒน์" ฯลฯ)
7. ยกเลิก พระราชอำนาจ ในเรื่อง โครงการหลวง ทั้งหมด
8. ยกเลิก การบริจาค / รับบริจาค โดยเสด็จพระราชกุศล ทั้งหมด


ทั้งหมดนี้ ความจริง รวมกันแล้ว ไม่ใช่การ "ล้มเจ้า" เลย แต่เป็นเพียงการทำให้ (ถ้าพูดแบบรูปธรรมให้เห็นชัด) สถาบันกษัตริย์ไทย = สถาบันกษัตริย์ญี่ปุ่น(ประเด็นต่างๆ ที่ลำดับข้างต้น ส่วนใหญ่ ญี่ปุ่น เคยมีมาก่อนเช่นกัน จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริกา มายกเลิกให้ทั้งหมด)

ที่สำคัญ ผมเข้าใจว่า (ดูที่ผมแลกเปลี่ยนกับปิยบุตร ในอีกกระทู้หนึ่ง เรื่อง "ประธานาธิบดี") นี่คือ maximum ที่สามารถเรียกร้องได้ โดยไม่ผิดกฎหมายในขณะนี้

ส่วน ideal form ของรัฐ ควรเป็นอย่างไร ผมเคยนำเสนอในลักษณะ "เชิงทฤษฎี" (คือไม่เจาะจงกรณีไทย) - ข้อเสนอเรื่อง "Secular Democratic Republic" - ในที่สัมมนามนุษยศาสตร์ ที่ มธ.เป็นเจ้าภาพ เมื่อ 3 ปีก่อน (พ.ย.49)

ปล. ผมขอเพิ่มเติมเล็กน้อย ถ้าใครตามวิวาทะที่ผมไปเปิดที่ประชาไท (เช่น ในกระทู้เรื่องวีระล่าสุด) จะเห็นว่า จริงๆแล้ว บรรดาเสื้อแดงเชียร์ทักษิณส่วนใหญ่ ไม่ได้มีความเข้าใจโดยแท้จริง เกี่ยวกับปัญหาอำนาจของสถาบัน แต่อย่างใด (รวมทั้งกรณี ผู้ใช้นาม"ลูกชาวนาไทย" ด้วย) เช่น ประเด็นองคมตรี ที่ยังพูดว่า "เป็นอำนาจที่ละเมิดไม่ได้" ฯลฯ

เรื่องนี้ ในช่วงฎีกา ก็เช่นเดียวกัน ที่แกนนำออกมาโฆษณาชวนเชื่อ (หลอกคน) ย้ำว่า เป็น "อำนาจเด็ดขาด" ของกษัตริย์ "ก้าวล่วง" ไม่ได้ แล้วบรรดาลิ่วล้อ ก็ขานรับกันใหญ่ โดยไม่มีความเข้าใจเลยว่า นี่ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชแล้ว การที่มี ระเบียบต่างๆ ที่กำหนดในวิอาญา เกี่ยวกับ ขั้นตอนในการยื่น ก็เพราะถือว่า กษัตริย์ ไมใช่สมบูรณาญาฯ แล้ว

โดยความเป็นจริง พวกเสื้อแดงเชียร์ทักษิณส่วนใหญ่ (เช่นเดียวกับทักษิณ) พอใจเพียงแค่ จะได้เห็นคนอย่างเปรม ฯลฯ "หลุดไป" แต่อื่นๆทั้งหมด เกี่ยวกับ พระราชอำนาจ คงอยู่เหมือนเดิม ลองเอา list ข้างต้น ให้คนเหล่านี้ดูก็ได้ ว่า พวกเขาคิดถึงเรื่องเหล่านี้เีพียงใด

กรณีหันมา "เชียร์ เบอร์ 4" ที่ "ลูกชาวนาไทย" เป็นคนนำคนหนึ่งเลย สะท้อนให้เห็นเรื่องนี้ ว่า ไม่เข้าใจเรื่องอำนาจที่ขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตยของสถาบันฯ ในขณะนี้เลย ("ไม่เคยรังแกประชาชน อย่างมากแค่ตัวบุคคล")

Tuesday, October 27, 2009

สมัครรับข้อความ ThaksinLiveSMS

ที่มา ThaksinLive

มาร์คเริ่มเดือด ถูกท้ายุบสภา เชื่อ'ฮุนเซน'จบ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_42660

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

"มาร์ค" ชักไม่พอใจถูกสื่อถาม "ทักษิณ" ท้ายุบสภา ตอบกลับห้วนๆ เกี่ยวอะไรด้วย ยันไม่หวั่นโดนเกมกดดันขอเดินหน้าทำงานลูกเดียว ลั่นใครมีเป้าอะไรอย่าให้ชาติเดือดร้อน เชื่อ "ฮุนเซน" คงไปทบทวนแล้ว..

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 27 ต.ค. ที่ศูนย์แถลงข่าวตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังประชุม ครม.ถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ท้าให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า "มันเกี่ยวอะไรกับท่าน" เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เพราะนายกฯ บอกว่าเลือกตั้งใหม่พรรคประชาธิปัตย์จะได้คะแนนสูสีกับพรรคเพื่อไทย นายอภิสิทธิ์ ตอบห้วนว่า "อันนั้นเรื่องของผม"
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในการประชุมอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องที่ผ่านมา ตนมีโอกาสคุยกับผู้นำประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ การทำงานอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจที่ดี กรณีของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เข้าใจว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว เชื่อว่าน่าจะเข้าใจดีขึ้นเพราะไม่เห็นว่าจะมีการแสดงความคิดเห็นอย่างใดเพิ่มเติม เมื่อถามว่า แต่ภายในประเทศมีความไม่พอใจ ล่าสุด มีประชาชนไปประท้วงหน้าสถานทูตกัมพูชา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราในฐานะประเทศ ตนและพี่น้องประชาชนได้แสดงออกคิดว่าทางกัมพูชาเข้าใจและรับทราบความรู้สึก ของเราแล้ว คงจะต้องใจเย็นและรอดูต่อไปว่ามันจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ ตนยังเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรที่ลุกลามไป

ส่วนการที่กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศชุมนุมใหญ่ยืดเยื้อในเดือน พ.ย.นั้น นายกฯ กล่าวว่า เป็นความพยายามของบางฝ่าย แต่รัฐบาลมีหน้าที่แก้ปัญหาของประชาชน ตนพยายามเดินหน้าทุกโครงการอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประกันรายได้เกษตรกร การทำงานด้านต่างประเทศ การกระตุ้นเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมานายกฯ เคยให้สัมภาษณ์ทำนองกลัวว่าจะมีการใช้อำนาจนอกระบบเข้ามา แก้ปัญหา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ผมไม่ได้บอกว่ากลัวจะมีการใช้อำนาจนอกระบบ แต่บอกว่าไม่ควรใช้อำนาจนอกระบบเท่านั้นเอง เพราะมันมีบางฝ่ายเคลื่อนไหวอยู่ว่าเคลื่อนไหวทุกรูปแบบแต่ผมก็มีหน้าที่ไม่ ให้มันกระทบผลประโยชน์ของประชาชนก็ทำเต็มที่ ก็อยากจะบอกไปว่าใครมีเป้าหมายอะไรก็แล้วแต่อย่าทำให้ประเทศเดือดร้อน"

วิวาทะ กัมพูชา-ไทย

ที่มา บางกอกทูเดย์

แผ่นดินนั้น เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ประเทศหนึ่งตั้งอยู่ี ณ ตำแหน่งใดมันก็จะตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งนั้นตลอดกาลรัฐบาลนั้น เปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีรัฐบาลใดดำรงตนอยู่ได้ตลอดกาล มันมีการเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลาจึงไม่แปลก ที่รัฐบาลไทยได้รับการสนองตอบอย่างกระอักกระอ่วนใจ จากผู้นำรัฐบาลแห่งประเทศทั้งหลาย ในการประชุมนานาชาติ ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยรัฐบาลของนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและยิ่งไม่แปลกใจ สำหรับราชอาณาจักร กัมพูชาที่มีพรมแดนยาวติดไทย 750 กิโลเมตร ยิ่งจะต้องระมัดระวังใหญ่ ระหว่างมิตรภาพในปัจจุบัน กับ รัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือมิตรภาพในวันฝ่ายค้านต้านทักษิณเพราะไม่มีใครเชื่อว่า ณ วันนี้บัดนี้ คณะปฏิวัติ คมช.กับรัฐบาลผสมเผด็จการประชาธิปไตยที่ครองอำนาจอยู่จะสามารถครองอำนาจได้ตลอดไป ในประเทศที่เขาต้องใช้กองทัพคุ้มครองตัวเองทุกครั้งที่ออกไปนอกกรุงเทพฯ ทุกวันเวลาที่มีประชุมใหญ่ทุกๆ ประเทศ แน่ใจว่า ประชาชนคนไทยจะนำรัฐบาลประชาธิปไตยของเขากลับมา เมื่อถึงวันเลือกตั้งครั้งหน้า หรือเมื่อวันเวลาของมันมาถึงทุกๆ ประเทศ เชื่อว่า ประชาชนที่เป็นประชาธิปไตยพร้อมจะเป็นระเบิดและกองไฟ หากความต้องการประชาธิปไตยของเขา ไม่ได้รับการสนองตอบประเทศทั้งหลาย จึงลำบากใจอย่างยิ่งในการเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับรัฐบาลไทยใส่ท็อปบู๊ทปัจจุบันของประเทศไทย และไม่ให้รัฐบาลประชาธิปไตยในอนาคตแค้นเคืองบรูไน- มาเลเซีย- สิงคโปร์- ศรีลังกา คงจะต้องขอบคุณต่อ สมเด็จอัครมหาเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักร กัมพูชา ที่กล้าแสดงความรู้สึกออกมา ในกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณชินวัตร แห่งประเทศไทยเขาคิดได้คล้ายกัน แต่ สมเด็จฯ ฮุน เซน คือคนกล้าพูดกล้าบอกฟังเขาแล้วเอามาไตร่ตรอง มองครบทุกด้านแล้วท่านจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยทั้งผองลองดู อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ยอดเยี่ยม & ยอดแย่! สุดยอดอาเซียนครั้งที่ 15

ที่มา บางกอกทูเดย์

ปิดฉากอย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยสำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 15 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ที่โรงแรมดุสิตธานีอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ระหว่างวันที่23-25 ต.ค.ที่ผ่านมาการประชุมครั้งนี้...เป็นผลพวงมาจากการเลื่อนประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพราะถูกคนเสื้อแดงยกพลประท้วงรัฐบาลถึงโรงแรมที่ประชุมแต่ครานี้ คนเสื้อแดง เจอ พ.ร.บ.ความมั่นคง...บุกแค่ยื่นหนังสือประท้วงรัฐบาล ที่หาดปึกเตียนจ.เพชรบุรี นอกเขต พ.ร.บ.ความมั่นคงส่งผลให้การประชุมโดยรวมเป็นไปด้วยความราบรื่นเกือบเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ที่กล่าวเช่นนี้เพราะว่า...การประชุมครั้งนี้ภาพรวมทั้งหมดดูเหมือนจะถูกจัดให้อยู่ใน “เกรดเอ”แต่เมื่อแยกส่วนพิจารณาดูแล้ว พบว่ามีทั้งสิ่งที่“ยอดเยี่ยมและยอดแย่”สิ่งที่ว่า “ยอดเยี่ยม” มากที่สุดเห็นจะเป็นการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองระดับผู้นำประเทศทั้ง10 ชาติอาเซียนในพิธีเปิดซึ่งไทยสามารถจัดพิธีเปิดที่เรียบง่าย และแสดงออกถึงความเป็นไทยได้อย่างดี ด้วยการแสดงโขนที่สวยสดงดงาม...เรียกเสียงปรบมือผู้นำที่เข้าร่วมได้เป็นอย่างดี“ยอดเยี่ยม” ต่อมาเห็นจะเป็นข้อตกลงในหลายๆ เรื่องที่เห็นความคืบหน้า ทั้งการเปิดเขตการค้าเสรี ในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อเป็นการยกระดับเศรษฐกิจให้เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนทั้งนี้ รวมไปถึงผลการหารืออาเซียนและประเทศคู่เจรจา ทั้ง ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้และจีนซึ่งทั้ง 3 ชาติ ต่างพร้อมจะให้การช่วยเหลือกลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งในส่วนของไทยก็ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่น การให้กู้ยืมเงินในภาคลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจส่วนทางด้านจีนยังบรรลุข้อตกลงการค้าและยกเว้นภาษีในสินค้าเกษตรและการสร้างระบบมหาศาล“ในการประชุมครั้งนี้มีผู้นำจากประเทศคู่เจรจาที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และอินเดียต่างก็พึงพอใจกับระดับความสัมพันธ์ของกลุ่มประเทศอาเซียน และจะมีความร่วมมือที่จะผลักดันเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จะเชื่อมโยงประเทศในอาเซียนเข้าด้วยกัน หรือจะเป็นเรื่องความร่วมมือในการเปิดเสรีทางด้านการค้า การลงทุน เพิ่มขึ้นทั้งหมดนี้ ผมถือว่าเราได้วางรากฐานที่ดีสำหรับการเดินหน้าของประชาคมอาเซียน” อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าว“ยอดเยี่ยม” ต่อมาเห็นจะเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยผู้นำตลอดการประชุมที่เข้มงวดและเรียบร้อยเป็นอย่างดี สมกับที่ระดมกำลังพลกว่า18,000 ทั้งทางบก ทางอากาศและทางนํ้าตามอำนาจที่ พ.ร.บ.ความมั่นคง กำหนดให้หน่วยงานด้านความมั่นคงดำเนินการ

งานนี้มี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรมว.กลาโหม เป็นแม่งานหลัก พร้อมด้วย ผบ.เหล่าทัพ ที่คอยเป็นกุนซือสั่งการตลอดการประชุม“ถ้าไม่มีเหตุที่พัทยา ก็คงไม่ต้องทำกันถึงขนาดนี้ ตนต้องสารภาพว่าประเมินผิดไป เพราะคิดว่าคนไทยจะไม่ทำกันถึงขนาดนั้น” นายกฯอภิสิทธิ์ ยอมรับถึงเหตุผลที่ต้องใช้กำลังตำรวจ-ทหารถึง 18,000 คนถึงตรงนี้ดูเหมือนทุกอย่างจะเรียบร้อยโรงเรียนอภิสิทธิ์ ไปหมดเสียทุกเรื่อง แต่อย่างที่กล่าวไว้แต่ตอนต้นว่า...ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 15 มีทั้งยอดเยี่ยมและยอดแย่จัดอันดับยอดแย่ที่สุด คงหนีไม่พ้น“อาเซียนเลน” ที่เปิดให้บริการผู้นำอาเซียนโดยเฉพาะ และกำหนดช่องทางที่ชัดเจน ด้วยกรวยพลาสติก เพื่อป้องกันรถยนต์ประชาชนทั่วไปเข้ามาใช้แต่ผลจากการเปิดใช้เพียงวันแรก...รถยนต์ของรัฐมนตรีพาณิชย์ประเทศลาวก็ชนเกาะกลางถนน เพราะมีรถตู้ที่ใช้ในภารกิจอาเซียนอีกคันกำลังกลับรถทำให้รถที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงเบรกกะทันหันเสียหลักพลิกควํ่าข้ามเกาะกลางถนน โชคดีที่คนขับไม่เป็นอะไรมากส่วนอีก 3 เหตุที่เหลือ เกิดขึ้นในวันนี้ (24 ต.ค.52) ตั้งแต่เวลา 01.30 น.บริเวณทางเข้าหมู่บ้านหนองคางรถจักรยานยนต์ประชาชน เฉี่ยวชนกับรถยนต์ของทหาร ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บต่อมาในเวลา 05.30 น. บริเวณจุดกลับรถห้วยซอยใต้ รถตู้ของประชาชนกลับรถกระชั้นชิด บริเวณจุดกลับรถร่วมของอาเซียนเลน จึงเฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่วิ่งมาในช่องทางปกติ เสียหายเล็กน้อยและเมื่อเวลา 12.30 น. บริเวณจุดกลับรถแยกโรงเรียนใหม่ หรือแยกวังไกลกังวล รถยนต์ของสถานทูตจีนซึ่งขับมาในช่องทางอาเซียนเลน เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์พ่วงของประชาชนที่เลี้ยวไม่พ้นอาเซียนเลน ทำให้คนขับรถจักรยานยนต์บาดเจ็บ ซี่โครงกระดูกสะโพกร้าว พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลหัวหิน“สาเหตุ ที่เกิดอุบัติเหตุในช่องทางอาเซียนเลน คือ การฝ่าฝืนเข้าไปใช้เส้นทางอาเซียนเลน ซึ่งกำหนดให้ผู้นำใช้ได้เท่านั้น โดยกำหนดไว้ให้ใช้ความเร็วในช่องทางอาเซียนเลนไม่เกิน90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และบริเวณเส้นทางนอกอาเซียนเลนต้องไม่เกิน60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และรถจักรยานยนต์มักจะฝ่าฝืนเข้ามาตัดไปตัดมาในช่องทางอาเซียนเลนเพราะความเคยชิน” พล.ต.อ.วิเชียร พจนโ์พธิ์ศีรที่ปรึกษาสบ 10 รองเสนาธิการศูนย์รักษาความปลอดภัย กล่าวส่วนอีกเรื่องเห็นจะเป็นกรณีการตอบโต้ประเด็นทางการเมือง ระหว่างสมเด็จฯ ฮุน เซน และ นายอภิสิทธิ์ที่หยิบยกประเด็น พ.ต.ท.ทักษิณขึ้นมาตอบโต้กัน จนทำให้บรรยากาศการประชุมถูกแย่งขโมยซีนเพราะสื่อทั้งไทยและเทศต่างจับตาท่าทีของสองผู้นำ ทำให้บรรยากาศการประชุมในช่วงต้นๆ ของการประชุมไม่ค่อยแฮปปี้เท่าที่ควรทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เรารวบรวมมาให้เห็นภาพทั้งสองด้านของการเป็นเจ้าภาพประชุมอาเซียนครั้งที่ 15 

บันทึกอดีตสหายเดือนตุลา:วงจรยุทธ

ที่มา Thai E-News


โดย วันลา วันวิไล
ที่มา หนังสือ"ตะวันตกที่ตะนาวศรี"

มีการแสดงละครหลายครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องประวัติของวีรชนปฏิวัติ เช่น จิตร ภูมิศักดิ์ ครูครอง จินดาวงศ์ ฉากสุดท้ายของละครมักเป็นการเสียสละของวีรชน เมื่อสิ้นเสียงประทัดแทนเสียงปืนซึ่งเด็ดชีพวีรชนจนล้มลงกองกับพื้น ป่าทั้งป่าจะเงียบสงัดได้ยินแต่เสียงเพลงคลอเบาๆ ปนเสียงสะอื้นของผู้ชมเท่านั้น


5. วงจรยุทธ


ส่วนหนึ่งของโลกสร้างจากศิลปวัฒนธรรม กองทัพแม้จะเดินด้วยท้อง แต่บางครั้งก็เดินด้วยเสียงเพลง มีวงดนตรีชื่อ “วงจรยุทธ” เกิดขึ้นในป่าหลายแห่ง

หลังจากมีนักศึกษาเข้าไปในปี 2519 ทั้งภาคใต้และภาคอีสาน รวมทั้งเขตเขาตะนาวศรีด้วย คิดว่าชื่อมาพ้องกันเพราะลักษณะกลุ่มคนเล่นดนตรี ต้องสังกัดหน่วยทหารที่รบเคลื่อนที่แบบจรยุทธ

ไม่รู้ว่าที่อื่นมีเหตุผลอื่นหรือไม่ แต่ที่ตะนาวศรีเป็นวง “จรยุทธ” จริงๆ เพราะผู้เล่นแต่ละคนล้วนไม่ได้เป็นนักดนตรีที่ฝึกฝนเล่าเรียนมา ยิ่งการเล่นบนเวที ก็เพียงแต่ซ้อมกันหลวมๆ ก่อนแสดงเท่านั้น คล้ายกันกับนักรบจรยุทธส่วนใหญ่ที่อาศัยความคล่องส่วนตัวและมั่วกันเอง มีน้อยคนมากที่ได้ฝึกฝนศึกษาจริงจังจากแนวหลัง ซึ่งได้แก่ เขตที่มั่นภาคเหนือ,อีสาน หรือลาว, เวียตนาม และจีนในยุคแรกๆ

หลังจากงานเลี้ยงฉลองต้อนรับเพื่อนใหม่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2519 แล้ว ผมนึกอยากจะมีกีตาร์สักตัว ยามพักงานไร่ตอนเที่ยงขณะที่เพื่อนๆ นอนเอาแรง ฉวยขวานกับเลื่อยไปตัดไม้ไผ่ตงหลังค่าย เลือกที่ต้นแก่จัดโคนใหญ่สัก 7-8 นิ้ว ได้มาแล้วก็ผ่า 2 ปล้องด้านบนทำเป็นคอกีตาร์ส่วนปล้องสุดท้ายเจาะเป็นโพรง ไปขอสายเอ็นที่ราวตากผ้ามาได้ขึงเป็น 4 สาย พอดีดดูกลับไม่มีเสียงดังเลย

ไม่นานนักเหล่านักรบไปขอซื้อกีตาร์ของชาวกะเหรี่ยงมาตัวหนึ่ง ขุดด้วยไม้ตัวเล็กขนาดโตกว่า ซึงอีสานเล็กน้อย ลูกบิดทำด้วยไม้ขึ้นด้วยลวด 6 สาย เสียงดังพอฟัง

ได้ แต่ช่องเสียง (Fret) มีตำแหน่งไม่เป็นบันไดเสียงแบบกีตาร์ นักรบคนหนึ่งช่วยหาเหล็กมาทำเฟรทใหม่โดยเทียบเสียงกับ ฮาโมนิการ์ เย็นวันหนึ่งผมก็เล่นเพลงคนกับควายให้นักรบฟังที่หน้าโรงครัว

ต่อมาเมื่อมีเพื่อนที่เล่นกีตาร์ได้ดีมาร่วม เราก็เริ่มทำกีตาร์กันเองโดยความช่วยเหลือของลุงพร นักรบอาวุโสใจดี ใช้เวลานอนเฉพาะตอนเที่ยงไปเลื่อยไม้จำปาขนาดใหญ่กว้างศอก ยาว 3 ศอก แบกกันมาจากไร่ขุดเป็นตัวกีตาร์โดยผมเป็นคนวาดแบบให้ แบบของกีตาร์นั้นนึกเดาเอาจากที่เคยเห็นมาขนาดกว้าง , ยาว ขนาดของคอล้วนกะเอาทั้งนั้น เราใช้เวลาทำร่วมเดือน เมื่อหน่วยขนส่งเอาสายกีตาร์มาให้วันนั้นก็ได้ลองจับคอร์ดดู โอ้โฮ มันไพเราะราวกับว่าไม่มีเครื่องดนตรีชิ้นไหนในโลกจะเทียบได้

เมื่องานบันเทิงมาถึงเราก็มีกีตาร์ทำเอง 2 ตัว รวมกับกีตาร์กะเหรี่ยงอีกตัว วงดนตรีเล็กๆ ก็ได้ขึ้นเวทีแสดงเป็นครั้งแรก แต่นั้นมาวงดนตรีแบบจรยุทธก็ถูกเรียกขานว่า “วงจรยุทธ” และได้รับใช้พี่น้องนักรบและชาวบ้านกะเหรี่ยงในงานบันเทิงเกือบทุกงาน ร้องและเล่น ทั้งเพลงเพื่อชีวิตเช่นของ “คาราวาน” และเพลงที่แต่งขึ้นเองจากบรรทัดฐานทางดนตรีชั้นประถมที่รู้จักคอร์ดไมเนอร์และเซเว่นเพียงไม่กี่คอร์ดเท่านั้น

เขตอื่นที่ฐานขนาดใหญ่เขาจะมีหน่วยศิลป์ ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการพัฒนางานศิลปร้องรำทำเพลงเพื่อแสดงให้ประชาชนในเขตงานหรือให้ทหารป่าได้ดูชม แต่ทีนี่เป็นหน่วยเล็กๆเรียกว่าหน่วยบันเทิง ทำหน้าที่จัดงานบันเทิงเป็นครั้งคราวเท่านั้น แต่หนุ่มๆสาวๆที่นั่นเกือบทุกคนจะชื่นชอบงานบันเทิงมาก เพราะนานๆครั้งเราจะได้ดูการร่ายรำ ร้องเพลง และทั้งได้แสดงให้ผู้อื่นดูด้วย รวมทั้งกลางวันจะได้กินขนมหวาน เช่น กล้วย มัน ลูกเดือย ต้มน้ำตาล หรือข้าวเหนียวปุ๊กลุ๊ก ตอนเย็นอาจเป็นอาหารอร่อยมื้อใหญ่สักมื้อหนึ่งที่มีเนื้อหมูในชามน้ำแกงให้ตักบ้างคนละ 3-4 ชิ้น

พอพลบค่ำหลังอาบน้ำอาบท่าแล้ว บรรยากาศในป่าเหมือนบ้านไร่บ้านนาที่นานๆจะมีลิเกหรือหนังกลางแปลงมาให้ดู หลายๆคนจะครึ้มอกครึ้มใจดั่งว่าได้รอวันเวลานี้มานานแล้ว

บันเทิงในป่าก็เหมือนงานวิวิธรีวิวของนักเรียนตอนปิดเทอมนั่นเอง มีทั้งร้องเพลงหมู่ ระบำรำฟ้อน ละครและดนตรี กิจกรรมที่ผู้ชมได้มีส่วนร่วมด้วยคือรำวง และตีไม้ โดยจัดเป็นรอบหญิงรอบชายไม่ให้ปนกัน การตีไม้ให้ผู้เล่นแต่ละคนถือไม้ 2 อันจับคู่กันตีและเต้นตามจังหวะ 4/4 คล้ายรำวงแต่เร็วกว่า สนุกสนานกันมากตรงที่ดนตรีเร่งเร็วขึ้นจนคนเล่นเหนื่อยเหงื่อไหลไคลย้อยกันทั่ว ส่วนทำนองดนตรีนั้นเข้าใจว่ามาจากเพลงพื้นบ้านของจีน ผมชอบทำนองนี้มากแม้บางคนจะรู้สึกว่าเป็นจีนมากไปหน่อย เคลิ้มๆไปนึกว่าเราอยู่ในมณฑลยูนาน

มีอยู่ช่วงหนึ่งเราฮิตเพลงพื้นบ้านไทยกันมากทุกงานจะมีการแต่งเพลงลำตัด,เพลงมะลิลา, เพลงอาใย และเพลงเกี่ยวข้าว เล่นกัน ผมเองก็เคยแต่งลิเกทั้งเรื่อง โดยดัดแปลงกลอนลิเกจากเพลงดาวลูกไก่ ของพร ภิรมย์ ล้อการทำรัฐประหารของพลเอกฉลาดในตอนนั้น

วัฒนธรรมที่นั้นยอมรับเฉพาะเพลงไทยที่เผยแพร่ทางสถานีวิทยุคลื่นสั้น ส.ป.ท. และเพลงจีน(ปฏิวัติ)เท่านั้น เมื่อเพื่อนนักเขียนของผมคนหนึ่งแต่งเพลงพื้นบ้านว่า โอ้เจ้าดอกเดซี่ ก็ยังถูกหลายคนค้อนให้ด้วยความรู้สึกไม่คุ้นเคย

เวทีของเราเป็นลานดิน ด้านหน้าฉากพื้นแดงมีตะเกียงเจ้าพายุที่ให้แสงนวล

ทุกครั้งที่มีงานบันเทิงก็ต้องเห็นภาพเช่นนี้ ภาพฉากซ้ำๆ แต่รายการแสดงมักไม่ค่อยซ้ำ ยกเว้นเพลงหมู่ที่น่าเบื่อหน่าย กับระบำรายการหนึ่งที่ผมประทับใจที่สุด นั่นคือ ระบำการผลิต เป็นรายการยอดนิยมชนิดเดียวที่แสดงซ้ำแล้วซ้ำเล่าและผู้ชมก็ปรบมือชื่นชมทุกครั้ง

พอกลองขึ้นจังหวะคล้ายรำวง แอคคอร์เดี้ยนก็ส่งเสียงทำนองอันไพเราะคึกคักออกมา นักระบำแต่งตัวแบบชาวนา ผ้าขะม้าคาดเอวและโพกหัวก็เต้นด้วยลีลาท่าทางอันสวยงาม ท่าเต้นดัดแปลงจากกิจกรรมในกระบวนการผลิตข้าวตั้งแต่ หว่าน ดำ ดายหญ้า ไล่นก เกี่ยวข้าว และฟาดข้าว ดนตรีเป็นท่วงทำนองพื้นบ้านจีนที่สนุกสนานทำให้ผู้ชมยิ้มแย้มแจ่มใส คล้ายกับยิ้มของชาวนา คือยิ้มที่ได้เห็นลีลาระบำของตัวเอง ระบำของผู้ทำงานไถหว่านอันยากเข็ญ

"งิ้ว" ที่มีรูปแบบเหมือนกับงิ้วล้อการเมืองของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นการแสดงอีกอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยม และเรียกเสียงหัวเราะได้เสมอ

เสื้อผ้าตัวละครงิ้วก็คือ ผ้าถุง มุ้ง ผ้าห่มนอนนั่นเอง แต่แต่งได้คล้ายของจริงมาก บทร้องจะมาจากเพลงจีนที่รู้จักกันดี เช่น จอมใจจักรพรรดิ ส่วนบทเจรจาก็ใช้ภาษาไทยแท้ เนื้อหามักเป็นไซอิ๋ว ล้อเลียนเรื่องราวต่างๆ กระทั่งล้อลัทธิแก้รัสเซียตามวิธีคิดของจีนในสมัยนั้น ผมชอบงิ้วที่รูปแบบสนุก บางครั้งยังไปช่วยตีกลองตุ้งแช่ให้เขาด้วย ส่วนเนื้อเรื่องลัทธิแก้นั้นก็ทำลืมๆ ไปบ้าง

เมื่อมีการแสดงร้องเพลงหมู่ ซึ่งมักจะเป็นเพลงมาร์ชกองทัพปลดแอก ผมมักจะหลบไปทำอย่างอื่น เพราะเพลงขลังๆพวกนี้เมื่อร้องโดยหมู่ทั้งเด็กผู้ใหญ่ บางทีก็คนเริ่มชรา ฟังแล้วมันจะเริ่มหมดอารมณ์ แต่ก็มีเพลงหมู่ที่ผมชอบ คือเพลงของชาวกะเหรี่ยง เพลงของพวกเขาบางเพลงได้รับอิทธิพลมาจากหมอสอนศาสนาคริสต์ ที่น่าแปลกก็คือเพลงที่เป็นภาษากะเหรี่ยง เนื้อหาปฏิวัติ แต่ทำนองเป็นพื้นบ้านอเมริกัน ทำนอง Clementine

ปือเสาะตาเก ลือพัวะพูตา ฮาเกเถาะ ลือตาเดอคา

เสาะไลมานี พัวะพูอากอ มาเตอดีดา เตอเกอเตอ


นอกจากนี้ ยังมีเพลงที่พวกเราคนหนึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษากะเหรี่ยงถึงขั้นอ่านออกเขียนได้แต่งให้พวกเขาร้อง โดยให้เนื้อร้องเป็นภาษากะเหรี่ยงที่แปลคำต่อคำมาจาก “คติพจน์” ท่อนหนึ่งของเหมาเจ๋อตง

ปือพัวะพู อูแถ่ ปือพัวะพู เลาะลือกือมาเถาะเก ตากงีตาโกล ลึกอคุครือ
ปือพัวะพู อูแถ่ ปือพัวะพู เลาะลือกือมาเถาะเก ตากงีตาโกล ลุกอคุครือ

ประชาชน มีแต่ประชาชนเท่านั้นที่เป็นพลังดัน ในการสร้างสรรค์ประวัติศาสตร์โลก
ประชาชนมีแต่ประชาชนเท่านั้นที่เป็นพลังดัน ในการสร้างสรรค์ ประวัติศาสตร์โลก


มีการแสดงละครหลายครั้งซึ่งส่วนให่ญ่จะเป็นเรื่องประวัติของวีรชนปฏิวัติ เช่น จิตร ภูมิศักดิ์ ครูครอง จินดาวงศ์ เรามีทั้งนักแต่งบทละคร ผู้กำกับ และผู้แต่งกายให้กับนักแสดงที่ยอดเยี่ยม ทั้งๆ ที่ศิลปเหล่านี้ล้วนจำมาจากการได้ดู และทดลองทำเองในช่วงเวลาอันจำกัดทั้งสิ้น

ผมมักจะรับหน้าที่ทำเพลงประกอบ โดยเลือกเพลงจากเทปมาเปิด หรือบางครั้งก็เล่นและร้องสด อยู่หลังเวที ฉากสุดท้ายของละครมักเป็นการเสียสละของวีรชน เมื่อสิ้นเสียงประทัดแทนเสียงปืนซึ่งเด็ดชีพวีรชนจนล้มลงกองกับพื้น ป่าทั้งป่าจะเงียบสงัดได้ยินแต่เสียงเพลงคลอเบาๆ ปนเสียงสะอื้นของผู้ชมเท่านั้น

อารมณ์ความรู้สึกของคนเราย่อมขึ้นอยู่กับความคิดจิตใจพื้นฐาน รวมทั้งความเชื่อและศรัทธา ศิลปะที่เราเสพย์กันในเวลานั้นหากให้กลุ่มคนอีกฝ่ายหนึ่งมาดู เขาคงหัวเราะอย่างงุนงง และอาจถึงกับปรามาสอย่างคึกคะนอง หรือเมื่อเวลาผ่านเลยกับความคิดอ่านเปลี่ยนไป อารมณ์รู้สึกและความเข้าใจก็ย่อมเปลี่ยนไป ด้วยในการยอมรับ เช่นเดียวกับที่เรามักรู้สึกว่าอะไรๆ มันเชยอยู่เสมอเมื่อผ่านยุคสมัยมานาน

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่ผมเห็นเพื่อนบางคนทำหน้าไม่สบายใจเมื่อได้ยินเพลงเก่าจากป่าเขา และบางคนกลับทำหน้าอิ่มเอิบเมื่อได้ยินเพลงที่เคยหันหลังให้เมื่อครั้งก่อน ผมเพียงแต่แปลกที่ระยะเวลาแค่ไม่กี่ปี ซึ่งถ้าเราอยู่เหนือมิติของกาลเวลา โลกก็เหมือนกันหยุดอยู่กับที่แต่คนมักจะเปลี่ยนไป ยิ่งการครอบงำทางวัฒนธรรมและการเมืองยิ่งทำให้คนเปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจ

วงจรยุทธทั้งวงมีคนรู้เรื่องดนตรีน้อยมาก คนที่รู้ดนตรีขนาดอ่านเขียนโน๊ตได้จะมีก็แต่ “สหายเก่า” ผู้ที่ชื่นชอบร้องเพลงจีน ประเภท ตงฟางหง (บูรพาแดง) หรือ เหว่ยต้าตี่เป่ยจิง (ปักกิ่งที่ยิ่งใหญ่) แต่พวกเขาไม่ค่อยได้เขียนเพลง เกือบจะเป็นผมคนเดียวที่กล้าเขียนเพลงแล้วเล่นกับเพื่อน 2-3 คน ภายหลังผมถึงได้รู้สึกมีความสุขและภูมิใจ มิใช่เพราะได้เขียนและทำเพลงดีเด่นอะไร แต่เพราะผมมีเพื่อนที่ช่วยกันทำให้ครึกครื้น เป็นจริงเป็นจัง พูดคุยและฝึกซ้อมกันเพื่อจะได้เล่นให้มิตรสหายได้ดูกันสักครั้งหนึ่งในคืนที่แม้แต่จั๊กจั่นก็พลอยระริกระรี้ไปกับเราด้วย

วงจรยุทธเล่นเป็นครั้งสุดท้ายในงานฉลองเสียงปืนแตก 7 สิงหาคม 2523 หลังจากที่กลุ่มนักศึกษากลายเป็นเด็กมีปัญหาและเริ่มเข้าใจการปฏิวัติน้อยลง ผมขอให้เพื่อนที่เล่นดนตรีแต่งชุดดำทั้งหมด ไม่ได้ตั้งใจจะไว้อาลัย แต่รู้ตัวว่าคงได้เล่นเป็นงานสุดท้ายแล้ว เป็นครั้งแรกที่เอาเพลงฝรั่งมาร้อง คือ Blowing In The wind เราซ้อมมาดีแต่เล่นได้ไม่ดีนัก คืนนั้นมีเพลงชีวิตต้องสู้ หรือ Blowing In The wind ภาคภาษาไทย ฉบับของผมเอง

ภายหลังมีผู้เข้าใจว่าเราร้องเพลงประท้วง “สงคราม” เรายังได้แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาเมื่อปฏิเสธคำขอให้ร้องเพลง ชนบทล้อมเมือง ที่เขียนไว้อย่างชัดเจนถึงยุทธศาสตร์การต่อสู้ก่อนหน้านี้ และได้ร้องเพลง ระวีสีแดง ของอดีตวงกงล้อ เป็นเพลงสุดท้ายเพื่อแสดงความเคารพและรำลึกถึงความเชื่อ ความรุ่งโรจน์อย่างขมขื่น รายการคืนนั้นจบลงอย่างหมองๆ ไม่มีเสียงปรบมือ และแน่นอนไม่มีอีกต่อไปแล้ว

ในด้านความบันเทิงวงจรยุทธได้ทำหน้าที่ไม่ได้ดีไปกว่ากองเชียร์รำวงในงานวัด แต่จุดมุ่งหมายย่อมต่างกันลิบลับ เพลงแรกๆ ที่เราร้องอย่าง แสงดาวแห่งศรัทธา หรือ เปิบข้าว และเพลงท้ายๆ ที่ผมเขียนอย่าง บ้านป่ากระชิด แม้จะฟังไม่สนุกเท่าแต่ก็ต่างกันมากกับ หนุ่มนาข้าว-สาวนาเกลือ ไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไร ผมเพียงหวังให้ลูกหลานรุ่นต่อไปอยู่ในโลกที่สดสวยขึ้นกว่าเดิม เพลงที่เคยร้อง ดนตรีที่เคยเล่นก็ล้วนหวังเช่นนี้เท่านั้น

บ้านป่ากระชิด


พักลงตรงโคน คดโค้ง กระชิดกลางดงใบดกร่มชื้น ชื่นชม
ใต้แดดอุ่นมีสายลม คอยพลิ้วพรม ให้รื่นรมย์ยามแดดกร้าน
ป่ากระชิดนี้ ที่นี่บ้านไพร กินนอนหลับฝันไม่พรั่นหวั่นไหว ใจหาญ

ปลายหนามเจ้าแหลมดำตำต้าน สู้ทนร้าวรานด้วยการหยัดกาย
ระเบิดอาจทุ่มลงตรงนี้ อย่าได้หนีขวัญหาย
หากเลือดแดงล้นโลมทราย จงซับซึมไว้ในต้น
ตอกย้ำเลือดข้นแก่คนต่อไป

นับไว้เป็นเพื่อนพึ่งพิง กระชิดเรือนอิงเจ้ามีมากมายถมไป
ป่าไม้พื้นที่กว้างใหญ่ แผ่คลุมคล้ายโอบกอดไว้เป็นวงล้อม
อบอุ่นใจนี้เดือนปีล่วงเลย หากมีชีวิตป่ากระชิดเอ๋ย ถิ่นเคยหล่อหลอม

จะกี่ชั่วกาลไกลก็ยอม เมื่อพร้อมจะอำลากลับไปหาบ้าน

*********
อ่านบันทึกก่อนหน้านี้ในซีรีส์ชุดนี้/บันทึกอดีตสหายเดือนตุลา:ตะวันตกที่ตะนาวศรี