WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 28, 2009

กระเหี้ยนกระหือรือ

ที่มา บางกอกทูเดย์

จะดันอย่างไรก็ไม่ขึ้น...จะขุนอย่างไรก็ไม่อ้วนหมีพีมัน โดยเฉพาะรัฐบาล“ประชาธิปัตย์” รวมถึงเหล่า “แบ็คอัพ”ที่ต้องช่วยกันพยายาม ร้องสีตีเป่าทำไม? กระแสข่าวการเมืองเวลานี้ถึงได้ “วกไปเวียนมา”โดยเฉพาะประเด็นล่ามาแรง...ทั้งเรื่องการส่งตัวพ่อมดการเงิน“ราเกซ สักเสนา” กลับประเทศไทย...รวมถึงการนำเหล้าเก่ามารินในขวดใหม่ให้ชุ่มคอ เรื่องถอดยศอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร”ทั้งหมดทั้งมวลดูเหมือนมาจากการสิ้นสุดวาระการเป็นเจ้าภาพ“ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน”ที่เพิ่งผ่านไปสดๆ ร้อนๆจะดันอย่างไรก็ไม่ขึ้น...จะขุนอย่างไรก็ไม่อ้วนหมีพีมัน โดยเฉพาะรัฐบาล“ประชาธิปัตย์” รวมถึงเหล่า“แบ็คอัพ” ที่ต้องช่วยกันพยายามร้องสีตีเป่าเพื่อให้ประชาชน“เบี่ยงเบนประเด็น”ความสนใจแก่ความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน...รวมถึงการไม่ยอมรับของนานาอารยประเทศใน เนื้อแต่ตัวตน ของรัฐบาลชุดนี้โดยเร็วดูได้จากกรณี “พ่อใหญ่จิ๋ว”พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งทำเอาคนภายในรัฐบาลหนาวๆ ร้อนๆเพราะต่างชาติอย่าง “ประเทศมาเลเซีย” ถึงกับเสนอตัวเชื้อเชิญ...เพื่อเดินทางไปพบปะหารือเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ทำไม? ประเทศเพื่อนบ้านจึงขยันจ้อกับ “พ่อใหญ่” โดยข้ามหน้าข้ามตาผู้นำประเทศอย่างนายกรัฐมนตรี“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”มันเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึง

“ความล้มเหลว” ในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลชุดนี้หรือไม่?สถานการณ์บ้านเมือง...มีแต่ปัญหารุมเร้ามากมาย ทั้งสังคม เศรษฐกิจการเมือง...ปัญหาเพื่อนบ้านระหว่างประเทศโดยเฉพาะสิ่งสำคัญคือ“การเอาชนะคะคาน” ต้องการกำจัดคนเพียงคนเดียว...ถึงกับเอาบ้านเมืองเป็นเดิมพัน...เข้าตำราเผาที่นาเพื่อฆ่าหนูเพียงตัวเดียว3–4 ปีที่ “ผู้มีอำนาจ” อ้าปากพูดปาวๆ พยายามดิ้นรนทำกันมาเพื่อสร้าง “ความสมานฉันท์”แต่พฤติกรรมกลับตรงกันข้าม...สับปลับแอบอ้าง และหลอกลวงกันตลอดมาประชาชนคนหนึ่งกล่าวว่า...พุทธทำนาย ที่เข้ากับยุคสมัยนี้ เกี่ยวกับพระสุบินนิมิตของ พระเจ้าปเสนทิโกศลมี 16 เรื่องแต่มีเรื่องหนึ่งในข้อที่ 4 ที่ท่านสุบินนิมิตว่า...“เห็นคนเอาโคมีกำลังแข็งแรงให้ปล่อยปละไม่นำมาใช้งานลากเกวียนแต่ไปเอาโครุ่นหนุ่ม ที่ปราศจากพละกำลังมาใช้งานลากเกวียน ซึ่งเจ้าโคหนุ่มก็ไม่สามารถลากเกวียนให้แล่นได้ ก็สลัดแอกออกไม่ยอมทำงาน”พระพุทธเจ้าท่านทรงทำนายพยากรณ์ว่า...“ต่อไปผู้มีปัญญา จะไม่ได้รับการยกย่องในหน้าที่ราชการ แต่ยศศักดิ์และการงานจะนำไปให้คนหนุ่มที่มีความโง่เขลาเบาปัญญา ซึ่งไม่สามารถปฏิบัติราชการให้ดีได้เหมือนคนปล่อยให้โคที่มีกำลังแข็งแรง ออกไปเดินเล่นเฉยๆแล้วนำโครุ่นหนุ่มไม่มีกำลังมาใช้งาน”จากอดีตถึงปัจจุบัน...มนุษย์มีความรู้และได้เรียนรู้ เพราะความกรุณาความมีเมตตาของบรรพชนแต่ทำไม? คนรุ่นหลังจึงไม่คิดตรึกตรองให้รอบคอบในการนำความคิดเหล่านี้มาใช้ให้เกิด “ประโยชน์”เพื่อพัฒนาคนในชาติ ก้าวไปสู่ความเจริญอย่างสมบูรณ์ความเน่าสกปรกในประเทศไทย...เป็นสิ่งที่รู้ไปทั่วโลก...ประชาชนกำลังเผชิญกับความยากลำบากตรงจุดไหน...ทำไมประเทศนี้จึงไม่พัฒนาประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้...มิใช่แผ่นดินนี้เป็นของคนเพียงไม่กี่คนนี่แหละที่เขาเรียกว่า “ความกระเหี้ยนกระหือรือ” อย่างแท้จริง!ใกล้จะสิ้นศรัทธาในอำนาจยิ่ง “กระเหี้ยนกระหือรือ” ใครที่จะเข้ามาขวางทางอำนาจ...ทุกคนต้องมีอันเป็นไป!

แหยงกลุ่ม 16 ไม่กล้าแตะ ‘ราเกซ’

ที่มา บางกอกทูเดย์

บี้ ‘ทักษิณ’ สุดขอบฟ้าไล่ล่าอัปยศใต้เงา ‘กษิต’กับบุคลที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างแท้จริง “กษิต ภิรมย์” กลับไม่เคยนำพา หรือว่าเป็นเพราะบางคดีมีเงื่อนงำและโยงใยคนการเมืองอย่างลึกซึ้ง

เรื่องความสำเร็จของผลงาน สำหรับกระทรวงการต่างประเทศในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ ภายใต้การบริหารของนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการ คงเป็นเรื่องที่ยากจะหยิบยกขึ้นมาเอ่ยอ้างเพราะจับไปตรงไหนก็ยุ่ยไปหมดยิ่งในการจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ถือเป็นผลงานติดลบที่เห็นได้ชัดที่สุด ว่ากระทรวงการต่างประเทศในยุคนายกษิตไม่ได้มีประสิทธิภาพในการจัดงานระดับภูมิภาคเลยเพราะการเตรียมการในเรื่องนี้ใช้เวลานานร่วม 6 เดือน นับตั้งแต่การประชุมล่มไปเมื่อเดือนเมษายนแถมยังมีการใช้งบประมาณในการจัดงานไปกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินงบประมาณที่มาจากภาษีอากรของประชาชนคนไทยทั้งประเทศโปรแกรมงานระดับนี้ จะต้องเป็นที่รู้ตัวล่วงหน้าสำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างน้อยที่สุดก็ 2-3 เดือน

หากกระทรวงการต่างประเทศทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศทำหน้าที่อย่างชนิดที่มิตรประเทศให้การยอมรับ ประเทศไทยคงไม่ต้องประสบกับภาวะหน้าแตกขนาดนี้การอ้างภารกิจจนไม่สามารถมาร่วมเปิดประชุมได้ของผู้นำ 4 ชาติ สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินงานที่ไม่มีประสิทธิภาพและล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของนายกษิตปัญหาก็คือ วันนี้นายกษิตได้มีการทบทวนบทบาทหน้าที่ในการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือยังเพราะสิ่งที่นายกษิตยังคงมุ่งมั่นทำ ก็คือ การติดตามไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างออกหน้าออกตา ด้วยเหตุผลที่นายกษิตรู้อยู่แก่ใจลึกๆ ว่าทำเพราะอะไร?หากมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่เพื่อติดตามคนที่ถูกกล่าวหา หรือคนที่ต้องคดีกันจริงๆ แล้ว ยังมีคดีของคนดังๆ อีกมากมายที่หลายคนชัดเจนแล้วด้วยซ้ำว่า ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติไปแล้วแตกต่างจากกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เป็นการกล่าวหาโดยคณะบุคคลที่มาจากการกระทำรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 จนทำให้หลายๆ ประเทศยังคงยินดีต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะถือว่าเป็นคดีทางการเมืองเป็นการลี้ภัยทางการเมือง ซึ่งประเทศทั่วโลกถือว่าเป็นกรณียกเว้นที่จะไม่มีการส่งตัวกลับ ในขณะที่คดีเศรษฐกิจดังๆ หลายคดี นายกษิตไม่เคยคิดที่จะใส่ใจดำเนินการอย่างถึงลูกถึงคนบ้างเลย ไม่ว่าจะเป็นการติดตามตัวนายปิ่น จักกะพาก อดีตผู้บริหารอาณาจักรเอกธนกิจที่อื้อฉาว ซึ่งปัจจุบันหลบหนีคดีไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษอย่างเปิดเผย ไม่ต้องยุ่งยากในการติดตามแต่กระทรวงการต่างประเทศ หรือนายกษิต ไม่เคยที่จะให้ความสนใจติดตามเลยแม้แต่น้อยอีกคนหนึ่งที่หลบหนีคดีมาเป็น 10 ปีแล้ว ทั้งๆ ที่ระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในครั้งนั้น คือการล้มของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ หรือแบงก์บีบีซี ซึ่งมีผลกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศไทยนับหมื่นล้านบาท

นั่นคือฝีมือของนายราเกซ สักเสนา อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงก์บีบีซีซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความล้มเหลวที่เห็นได้ชัดของกระทรวงการต่างประเทศ ในกาติดตามคนร้ายที่หลบหนีคดีไปอยู่ในต่างประเทศคดีเหล่านี้ นายกษิตไม่เคยที่จะสนใจ ผิดกับการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ที่สนใจมากเป็นพิเศษมากเสียจนสร้างความเอือมระอาให้กับวงการทูต วงการรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศอื่นๆ จนกลายเป็น rumor ว่าเซ็งกับอาการก้าวร้าวและเก็บกดของนายกษิตเต็มทีแล้วจนทำให้การที่ไปเที่ยวคาดคั้น ขู่เข็ญหรือตั้งแง่ในเรื่องการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ รวมไปกระทั่งถึงระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กลายเป็นเรื่องตลกร้ายในวงการทูต ที่ไม่มีประเทศไหนให้ราคาอีกแล้วในขณะที่กรณีของราเกซ ทางประเทศแคนาดา รอแล้วรออีกให้ทางกระทรวงบัวแก้วของไทยแข็งขันในการที่จะดำเนินเรื่องให้ส่งตัวกลับ แต่ที่ผ่านมาทางไทยกลับเรื่อยๆ มาเรียงๆ เสียอย่างนั้นแหละหรือเป็นเพราะว่า หากนายราเกซ กลับมา จะกระเทือนไปถึงบรรดาบุคคลการเมืองที่คาบเกี่ยวอยู่กับการล้มของแบงก์บีบีซี จึงมีบางคนบางกลุ่มไม่ต้องการให้นายราเกซถูกส่งตัวกลับมาเมืองไทย เพราะในรอบนี้ ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม กระแสข่าวการส่งตัวนายราเกซกลับเมืองไทย มาจากทางประเทศแคนาดา โดยศาลอุทธรณ์มณฑลบริติช โคลัมเบีย ประเทศแคนาดา พิพากษายืนตามคำตัดสินของ นายมาร์ติน คูชอน รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมแคนาดา ที่จะให้ส่งตัวนายราเกซ มาให้ทางการไทยดำเนินคดีในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน และไม่ให้ประกันตัว เพราะเกรงว่าจะหลบหนีนั่นคือสะท้อนว่าศาลฎีกาประเทศแคนาดา ให้ความสำคัญในการส่งตัวนายราเกซ กลับมาให้ไทย เพราะคดียักยอกทรัพย์แบงก์บีบีซี มีมูลค่าสูงถึงกว่า 72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,500 ล้าน

เนื่องจากคดีกำลังจะหมดอายุความภายในปี 2553แต่นายศิริศักดิ์ ติยะพรรณ อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ กลับยังคงออกตัวว่า จนถึงเวลานี้ ศาลฎีกาประเทศแคนาดา ยังไม่มีคำสั่งใดๆ ออกมา หลังจากที่นายราเกซ ยื่นเอกสารฎีกาไปแล้วเมื่อเดือน สิงหาคมที่ผ่านมา สิ่งที่ทางอัยการฝ่ายต่างประเทศ ทำคือเพียงแค่การประสานงานกับอัยการประเทศแคนาดา ซึ่งตรวจดูรายละเอียดคำร้องฎีกาของนายราเกซแล้ว ยังหวังว่าน่าจะมีการส่งตัวนายราเกซกลับ แต่ก็ต้องสัปดาห์หน้าเลยถึงอาจจะมีความชัดเจนในเรื่องนี้นี่คือประสิทธิภาพของการทำงานในการไล่ล่าคนของนายกษิต ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณคำถามที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ทำไมกรณี ราเกซ สักเสนา พ่อมดทางการเงินที่อื้อฉาวเมื่อปี 2538 จึงมีคนไม่อยากที่จะให้กลับมาประเทศไทยหรือเพราะว่าเป็นเรื่องจริงที่นายราเกซพร้อมพวกได้ใช้ความแยบยลในการยักยอกทรัพย์ของแบงก์บีบีซี ด้วยการใช้วิธีการปล่อยกู้ที่มีความเสี่ยงสูง และกิจกรรมที่ใช้เงินทุนสูงมากให้พรรคพวกที่เป็น “นักการเมือง” ว่ากันว่าเป็นจำนวนหลายหมื่นล้านบาทก็ที่ดินเป็นหมื่นไร่ ซื้อมาในราคาไร่ละ 30,000 บาท แต่สามารถจำนองได้ถึงไร่ละ 300,000 - 500,000 บาทจากนั้นก็ใช้การแต่งบัญชีให้มีผลกำไรนับร้อยนับพันล้านบาท ทั้งที่ขาดทุนย่อยยับ! สุดท้ายแบงก์บีบีซี จึงล่มสลายลง เนื่องจากมีหนี้สินมหาศาลราว 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ต้องสั่งให้ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น ดำเนินการสั่งปิดบีบีซี และตั้งคณะกรรมการเข้าควบคุมชำระบัญชีและทรัพย์สิน ในครั้งนั้นนายราเกซ ทิ้งคำพูดเป็นปริศนาเอาไว้ว่าเป็น “แพะรับบาป” จากกลุ่มผู้บริหารของบีบีซี และจากกลุ่มนักการเมืองซึ่งในเวลานั้น กลุ่มการเมืองที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับแบงก์บีบีซี ก็คือ กลุ่ม 16 นั่นเอง

โดยที่กลุ่ม 16 เป็นชื่อกลุ่มการเมืองที่เกิดจากการรวมกันของ ส.ส.รุ่นใหม่ ในยุค 2535 โดยส่วนใหญ่เป็น ส.ส.พรรคชาติไทย และ พรรคชาติพัฒนา ก่อตั้งกลุ่มเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 โดยมี นายเนวิน ชิดชอบ ส.ส.บุรีรัมย์ ร่วมกับ ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา นายจำลอง ครุฑขุนทด ส.ส.นครราชสีมา นายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคชาติไทย นายธานี ยี่สาร ส.ส.เพชรบุรี นายวราเทพ รัตนากร ส.ส.กำแพงเพชร เป็นแกนนำ และมี นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคชาติพัฒนา รับบทหนุมานอาสาเป็นหัวหน้ากลุ่มวันนี้หลายคนยังวนเวียนอยู่บนถนนการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายเนวิน ชิดชอบ ที่แม้ว่าจะถูกตัดสินให้เว้นวรรคทางการเมือง แต่ก็ยังสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ทุกรูปแบบ เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ความเกรงใจเป็นพิเศษยิ่งนายเนวิน ประกาศที่จะให้พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเกิดมาจากนายเนวินและก๊วนเพื่อนเนวิน เติบโตเป็นพรรคใหญ่ และยึดครองเสียง ส.ส.ภาคอีสาน เพื่อสานฝันในการเป็นนายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกับที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยฝัน และทหารอุ้มให้ความฝันเป็นจริงมาแล้วดังนั้นแน่นอนว่าความหลังเมื่อครั้งเป็นกลุ่ม 16 จึงสมควรที่จะต้องเป็นตำนานที่ต้องปิดฉากไปให้สนิท ไม่ควรให้มาปนเปื้อนกับความฝันครั้งใหญ่ของนายเนวินในวันนี้แม้ว่าการกลับมาของนายราเกซ อาจจะไม่ส่งผลอะไรกับบรรดาคนการเมือง หรือหลายๆคนในกลุ่ม 16 แต่บางคนก็อาจจะรู้สึกว่า ระวังไว้ก่อนก็ไม่เสียหายเพราะต้องไม่ลืมว่านายราเกซ ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์อันดีกับนักการเมืองมากหลาย โดยเฉพาะคนในกลุ่ม 16 หากเกิดมี “ข้อมูลลับ” ขึ้นมาจริงๆ และเป็นข้อมูลชนิดที่หากออกมาแฉเมื่อไร ได้สะท้านแวดวงการเมืองเมื่อนั้นถ้าแบบนี้ สู้ให้นายราเกซอยู่ต่างประเทศต่อไปอีก 1 ปี เพื่อให้คดีขาดอายุความจะไม่ดีกว่าหรือก็คงต้องดูว่า กับคดีที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศระดับนี้ นายกษิตจะจริงใจในการล่าเอาตัวกลับมาดำเนินคดีเพียงใด

พลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย บุกสถานทูตประนามเปรม โจรขบถทำประเทศแตกแยก

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 ตุลาคม 2552

พลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย จึงขอประกาศ ณ ที่นี้ เพื่อประนาม พล.อ. เปรม ซึ่งเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งที่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย และถ้าเกิดมีการรัฐประหารขึ้นอีกจริง เราจะไม่ยอมหยุดนิ่ง ให้พวกโจรขบถทำลายประเทศอีกต่อไป พวกเราจะร่วมกับองค์กรอื่นๆ ทั้งในและนอกประเทศ ทำการต่อต้านทุกวิถีทาง


วันนี้กลุ่มพลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย ได้รวมตัวกันยื่นหนังสือประนาม พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่วางตัวไม่เป็นกลางใช้อำนาจก้าวก่ายการเมืองการปกครองที่ สถานกงสุลใหญ่นครชิดนีย์ โดยมีรองกงสุลใหญ่ นครชิดนีย์ ออกมารับหนังสือ โดยรายละเอียดของหนังสือเปิดผนึกประนามมีดังต่อไปนี้


พลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย
จดหมายเปิดผนึก
ณ วันที่ 28 ตุลมคม 2552


เรียน ท่านกงสุลใหญ่ไทย ประจำมหานครซิดนีย์
เรื่อง ขอคัดค้านการพยายามเข้ามามีอำนาจ โดยไม่ผ่านวิถีทางประชาธิปไตยทุกรูปแบบ

ด้วยพวกเราชาวไทยที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย ได้รวมตัวกันก่อตั้งองค์กรของชาวไทย ที่มีเป้าหมายยึดมันต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ ได้ร่วมกันวิเคราะห์เป็นบทสรุป ถึงความเสียหายและความหายนะ ซึ่งเกิดจากการทำรัฐประหารที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้สร้างความเสียหายให้ประเทศ อย่างเหลือคณานับ จนขยายลุกลามทำให้คนไทยในชาติต้องแตกแยก แบ่งเป็นพวกเป็นฝ่าย รบราฆ่าฟันกันเอง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในอดีตของความเป็นชาติไทย

จากสภาพต่อเนื่องของความขัดแย้ง ซึ่งไม่มีทีท่าจะสิ้นสุด และจากการที่กลุ่มอำนาจซึ่งร่วมกันทำรัฐประหาร ขัดแย้งกันเอง ด้วยการไม่สามารถจัดการเรื่องผลประโยชน์ได้ลงตัว และจากวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา พล.อ เปรม ประธานองคมนตรี ออกมาเพิ่มความขัดแย้ง ด้วยการตอกย้ำแสดงจุดยืนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมอย่างแจ้งชัด ด้วยการแสดงคำพูดถึงความมีนัยยะ บ่งบอกความต้องการในการสร้างกระแส เพื่อแสดงอำนาจและการแสวงหาทางใช้อำนาจนอกระบบ เข้ามาช่วยเหลือคุ้มครอง ปกป้องตัวเองและกลุ่ม จึงยิ่งทำให้เพิ่มความแตกแยก เสียหายตอกย้ำถึงการซ้ำเติมประเทศ และความเดือดร้อนต่อประชาชนมากยิ่งขึ้นไปอีก

ฉนั้น พลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย จึงขอประกาศ ณ ที่นี้ เพื่อประนาม พล.อ เปรม ซึ่งเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งที่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย และถ้าเกิดมีการรัฐประหารขึ้นอีกจริง เราจะไม่ยอมหยุดนิ่ง ให้พวกโจรขบฎทำลายประเทศอีกต่อไป พวกเราจะร่วมกับองค์กรอื่นๆ ทั้งในและนอกประเทศ ทำการต่อต้านทุกวิถีทาง โดยจะคัดค้านไม่ยอมรับทุกสิ่งที่เป็นผลเกิดจากการรัฐประหาร ร่วมทั้งการนิรโทษกรรมใดๆ เพื่อให้อำนาจนอกระบบเหล่านี้ หมดไปจากผืนแผ่นดินไทย

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

พลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย

****ภาพกิจกรรม****


ทำไมคนเสื้อแดงควรเข้าข้างสหภาพแรงงานรถไฟ

ที่มา Thai E-News


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
28 ตุลาคม 2552
*ข่าวเกี่ยวเนื่อง: เสื้อแดงเสียงแตก หนุนVSต้านรถไฟหยุดงาน

ในกรณีรถไฟ เราไม่ได้ออกแถลงการณ์เพื่อให้ดูดี แต่เราอยากกระตุ้นการถกเถียงในวงเสื้อแดง เพื่อให้หันมาเน้นการขยายมวลชน หรือช่วงชิงการนำในขบวนการแรงงาน ตราบใดที่สมาชิกสหภาพรถไฟปล่อยให้เสื้อเหลืองนำตราบใดที่เสื้อแดงละเลยขบวนการแรงงาน เราจะขาดพลังในการโค่นอำมาตย์


ผมถือว่าคนเสื้อแดงเป็นคนที่รักประชาธิปไตยแท้ และรักความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งแปลว่าเราเข้าข้างผลประโยชน์คนส่วนใหญ่ที่เป็นคนจน เราต่อต้านการผูกขาดอำนาจและอภิสิทธิ์พิเศษของชนชั้นสูง และเรากำลังหาทางต่อสู้กับอำมาตย์ด้วยวิธีต่างๆ

ดังนั้นในกรณีสหภาพแรงงานรถไฟ ประเด็นสำคัญที่เราจะต้องพิจารณาคือ

1. ถ้าเราจะล้มอำนาจอำมาตย์ เราจะแค่ชุมนุม แค่ยื่นฏีกา แค่รอให้เราชนะการเลือกตั้งเพื่อให้เขาล้มรัฐบาลอีกรอบ? หรือเราจะขยายมวลชนและสมรภูมิการต่อสู้ไปสู่ส่วนสำคัญอื่นๆของสังคม เช่นขบวนการแรงงาน

เพราะขบวนการแรงงานมีพลังซ่อนเร้นที่มาจากการนัดหยุดงาน มันเป็นอำนาจที่จะมาสู้กับอำมาตย์ได้ ถ้าเราเข้าไปช่วงชิงการนำจากเสื้อเหลือง

คนเสื้อแดงละเลยขบวนการแรงงานมาตลอด ทั้งๆ ที่คนงานส่วนใหญ่เป็นคนที่เคยเลือกพรรคไทยรักไทย ตอนนี้ถึงเวลาที่จะต้องทบทวนแนวปฏิบัติของคนเสื้อแดงว่าจะขยายการต่อสู้ หรือจะถอยหลัง จะหาแหล่งพลังใหม่ๆ หรือจะสร้างความเพ้อฝันว่าจะสร้างกองกำลังติดอาวุธ หรือหาพรรคพวกในหมู่อำมาตย์

2. พันธมิตรฯ อย่างสมศักดิ์ โกศัยสุข และสาวิทย์ แก้วหวาน ไม่เคยนำการต่อสู้ของพนักงานรถไฟเพื่อประโยชน์ของพนักงานและประชาชนเลย

ค่าจ้างสวัสดิการยังตกต่ำ มีลูกจ้างชั่วคราวจำนวนมาก สภาพระบบรถไฟก็แย่เพราะขาดการลงทุนมานาน พวกพันธมิตรฯก็แค่ใช้สหภาพเป็นเครื่องมือ ที่สำคัญคือ เราควรเหมารวมคนขับรถไฟ เจ้าหน้าที่บนขบวนรถ เจ้าหน้าที่สถานีต่างๆ คนซ่อมทางฯลฯ เข้ากับแกนนำเหลืองหรือ?

หรือเราจะค่อยๆช่วงชิงมวลชนคนจนเหล่านี้จากการนำโดยพันธมิตรฯ? ในความเป็นจริงแกนนำเสื้อเหลืองไม่สามารถนำสหภาพรถไฟเพื่อประโยชน์สมาชิกและประชาชนได้ เพราะเสื้อเหลืองคัดค้านประชาธิปไตย คัดค้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ให้สวัสดิการกับคนส่วนใหญ่ คัดค้านการลงทุนของรัฐเพื่อสร้างสาธารณูปโภค

อย่าลืมว่าฝ่ายทหารอำมาตย์คัดค้านสิทธิในการนัดหยุดงานของพนักงานรัฐวิสาหกิจมานาน ตัวอย่างที่ดีคือสมัย ร.ส.ช. นอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย์มีประวัติการผลักดันให้ขายรัฐวิสาหกิจมาตลอด

ดังนั้นถ้าเราเสนอให้แก้ปัญหาสำหรับพนักงานและประชาชนอย่างจริงจัง และคัดค้านการแปรรูป เน้นการลงทุนของรัฐเพิ่มขึ้น เราแข่งแนวกับคนอย่างสาวิทย์ได้ในระยะยาว

3. คนเสื้อแดงนิ่งเฉยและหวังว่าประวัติผลงานของ ไทยรักไทย จะช่วยครองใจประชาชนต่อไปได้

พรรคเพื่อไทย ยังไม่มีนโยบายและข้อเสนอใหม่ๆ เลย เราย่ำอยู่กับที่ในการด่าเปรม ด่าอำมาตย์ซึ่งไม่พอ คนเสื้อแดงต้องมีนโยบายที่เกี่ยวกับปัญหาปากท้องของประชาชน เหมือนกับที่ ไทยรักไทย เคยมี

เราต้องสนใจประเด็นความปลอดภัย ประเด็นโลกร้อน ประเด็นสิทธิแรงงาน ประเด็นเศรษฐกิจ ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายเสื้อเหลืองหรือเอ็นจีโอเหลือง สร้างภาพว่าเขาแคร์เรื่องแบบนี้เพื่อครองใจคน ศัตรูของเราคืออำมาตย์ทุกรูปแบบ ไม่ใช่ประชาชนบางส่วนที่ถูกอำมาตย์ครอบงำชั่วคราว

4. การนัดหยุดงานคือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานในระบบประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยมากกว่าการลงคะแนนเสียง มันรวมถึงการกำหนดชีวิตตนเอง

อำมาตย์คัดค้านเสรีภาพนี้มาตลอด ตั้งแต่สมัยสฤษดิ์จนถึงปัจจุบัน เพราะมันเป็นวิธีที่ประชาชนคนทำงานสร้างอำนาจต่อรองกับนายจ้างและรัฐบาลเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่

สิทธิในการนัดหยุดงานแยกออกจากประชาธิปไตยไม่ได้ การนัดหยุดงานอาจบอกล่วงหน้า หรือไม่บอกก็ได้แล้วแต่สถานการณ์ ในกรณีด่วน เช่นการลงโทษคนขับ เพราะรัฐบาลไม่ยอมรับผิดชอบกับความปลอดภัย ต้องหยุดงานทันที อันนี้เป็นมาตรฐานสากล

นอกจากนี้คนงานภาครัฐทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นคนรถไฟ ครู พยาบาล หมอ บุรุษไปรษณีย์ คนขับรถเมล์ คนดับเพลิง เจ้าหน้าที่สนามบิน ฯลฯ เวลานัดหยุดงานย่อมมีผลต่อประชาชนเป็นธรรมดา แต่ถ้าเขาชนะประชาชนจะได้ประโยชน์ไปด้วย เพราะจะพัฒนาคุณภาพการบริการ และคนงานเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาชน

ดังนั้นคนที่อ้างแต่ว่า “ประชาชนเดือดร้อน” เป็นคนที่ใช้คำพูดของนายทุนกับอำมาตย์ อย่าลืมว่าเวลาคนเสื้อแดงปิดถนนอย่างมีความชอบธรรม ก็มีคนมาว่าเราว่าเราทำให้ประชาชนเดือดร้อน ทำไมพวกเราเชื่อสื่อกระแสหลักที่ด่าสหภาพรถไฟ ในขณะที่เรารู้ว่ามันโกหกในทุกเรื่อง? ทำไมต้องไปเข้าข้างนายกอภิสิทธิ์ เวลาเขาด่าสหภาพ?

5. การพูดว่าการนัดหยุดงานครั้งนี้มาจากแผนทางการเมืองของพันธมิตรฯ เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นความจริงว่าในรถไฟมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย สภาพการจ้าง และการขาดการลงทุน

มันเป็นการยืมความคิดและคำพูดของอำมาตย์มาใช้อีก เพราะอำมาตย์พูดเสมอว่า คนเสื้อแดงไม่ได้สนใจหรือเข้าใจประชาธิปไตยจริง แต่เป็นแค่เครื่องมือของทักษิณที่ถูกจูงมาในระบบอุปถัมภ์ เราต้องถามตัวเองว่าความคิดแบบนี้มันกลายเป็นข้อแก้ตัวของคนเสื้อแดงที่จะมีอคติต่อไปต่อสหภาพรถไฟ และไม่จริงใจในการขยายมวลชนหรือไม่

สำหรับผม ในฐานะที่เป็นนักสังคมนิยม ผมมองว่าขบวนการแรงงานมีความสำคัญมาก เราต้องขยายอิทธิพลของคนเสื้อแดงในขบวนการนี้ เราต้องเป็นสะพานเชื่อมสหภาพแรงงานต่างๆ กับเสื้อแดงที่ก้าวหน้า เราต้องเข้าข้างคนชั้นล่าง ผู้ด้อยโอกาส และคนที่ถูกรังแกเสมอ เช่นแรงงานพม่า หรือคนมุสลิมในภาคใต้

ในกรณีกฎหมายหมิ่นฯ สมัชชาสังคมก้าวหน้ามีจุดยืนที่ดียิ่งในการชูประเด็นคุณดา โดยไม่ต้องถามว่าคุณดาพูดว่าอะไร หรือในอดีตทำอะไร เราพยายามปกป้องคุณดาเพื่อผลักดันประชาธิปไตยแท้ ในขณะที่เสื้อแดงอื่นๆ โดยเฉพาะแกนนำพรรคเพื่อไทย อาจต้องการลืมเขาเพื่อประนีประนอมกับอำมาตย์ในอนาคต

ในประเด็นสหภาพแรงงานไทรอัมฟ์ ซึ่งเคยเป็นสหภาพที่เข้มแข็ง แต่ถูกนายจ้างและเสื้อเหลืองทำลาย บทเรียนสำคัญคือไม่มีการดึงเสื้อแดงเข้ามาร่วมต่อสู้ และไม่มีการขยายขอความช่วยเหลือเป็นรูปธรรมจากส่วนอื่นของขบวนการแรงงานไทย พร้อมกันนั้นไม่มีการพยายามขยายการต่อสู้ไปสู่นครสวรรค์และส่วนอื่นของบริษัท

แทนที่จะทำสิ่งเหล่านี้กลับไปหวังว่าเพื่อนต่างประเทศจะช่วย และหวังสร้างแนวร่วมกับนักวิชาการเสื้อเหลือง ในประเด็นเหล่านี้องค์กรเลี้ยวซ้ายชัดเจนมานาน และพยายามฝากแง่คิดไว้กับแกนนำ แต่เราไม่สามารถทำอะไรแทนสหภาพได้

ในกรณีรถไฟ เราไม่ได้ออกแถลงการณ์เพื่อให้ดูดี และไม่ได้หวังเรียกร้องอะไรจากรัฐบาลอำมาตย์ แต่เราอยากกระตุ้นการถกเถียงในวงเสื้อแดง เพื่อให้หันมาเน้นการขยายมวลชน หรือช่วงชิงการนำในขบวนการแรงงาน ตราบใดที่สมาชิกสหภาพรถไฟปล่อยให้เสื้อเหลืองนำ เขาจะมีสภาพการจ้างงานที่แย่ตลอดไป ตราบใดที่เสื้อแดงละเลยขบวนการแรงงาน เราจะขาดพลังในการโค่นอำมาตย์ เราจึงต้องค่อยๆดึงสองฝ่าย สหภาพกับคนเสื้อแดง มาใกล้ชิดกัน

จุดยืนที่หลากหลายของนักสหภาพแรงงาน หรือคนเสื้อแดงเอง แค่สะท้อนความหลากหลายของความคิดทางการเมืองในสังคม การเมืองกำหนดทุกอย่าง รวมถึงวิธีในการต่อสู้และการวิเคราะห์สถานการณ์ นั้นคือสาเหตุที่เราต้องมีองค์กรทางการเมืองที่มีแนวคิดชัดเจน เพื่อขยายแนวที่เรามองว่ามีประโยชน์มากที่สุดต่อการต่อสู้

และเราต้องขยายความคิดนี้ในแนวร่วมและมวลชนส่วนอื่นๆ

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(28ต.ค.):แดงอินเตอร์คึก ยิ่งบี้แม้วหนักมือ ยิ่งลามไปทั่วโลก

ที่มา Thai E-News


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันพุธที่ 28 ตุลาคม 2552 มาแว้วๆสำหรับคนที่ตั้งตารอสมัครรับข้อมูลข่าวสารSMSจากดร.ทักษิณ ชินวัตรฟรีๆ วิธีสมัครก็แค่ใช้โทรศัพท์มือถือของทุกท่าน พิมพ์ TS ส่งไปที่หมายเลข 426425 มีค่าใช้จ่ายแค่ตอนสมัครเริ่มแรก 3 บาท ต่อจากนั้นฟรีตลอดรายการ เสื้อแดงก็ต้องอ่าน เสื้อเหลืองยิ่งต้องอ่าน เพราะไม่งั้นเดี๋ยวจะโง่ถาวร!***

***คนเสื้อแดงเขาฝากบอกมาว่า รำคาญพวกอำมาตย์เต็มแก่ ทำรัฐประหารยึดอำนาจก็แล้ว คนก็ยิ่งรักแม้วมากขึ้น ตัดสินจำคุกทักษิณก็แล้วคนยิ่งสงสารเห็นใจแม้ว นี่จะถอดยศ ยึดคืนเครื่องราช ก็เร็วๆหน่อยอย่ามัวแต่เงื้อง่าคนทั้งประเทศจะได้ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าจะมอบยศใหม่"ทักษิณมหาราษฎร์"กันไำวๆ ของเก่าเขาเบื่อคราบไคลศักดินาเต็มแก่แล้ว แต่คนเสื้อแดงเขาฝากมาว่า อย่าถอดยศ"ป๋าลอ"กับ"ผู้พันตึ๋ง"เชียวนะ ปล่อยไว้งี้แหละ จะได้ประจานสะตอบอแหลแลนด์***

ชื่อ-ยศ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ
คดี ฆ่าแม่ลูกตระกูลศรีธนะขันฑ์
คำตัดสิน ศาลฎีกาตัดสินประหารชีวิต เมื่อ 16 ต.ค.2552
ปัจจุบัน ยังมียศพลตำรวจโท

ชื่อ-ยศ พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ
คดี ฆ่าผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร
คำตัดสิน ศาลฎีกาตัดสินให้ประหารชีวิต เ้มื่อ 29 ก.ย.2549
ปัจจุบัน ยังมียศพันตรี

ชื่อ-ยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
คดี เซ็นชื่อรับรองให้เมียประมูลซื้อที่ดินรัฐในราคาสูงกว่าราคากลาง
คำตัดสิน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุก 2 ปี เมื่อ 21 ต.ค.2551
ปัจจุบัน คณะกรรมการกฤษฎีกาแทงความเห็นให้ถอดยศ และเรียกคืนเครื่องราช เพราะคดีถึงที่สุดแล้ว ประชาชนไทยกำลังมอบยศใหม่ให้เป็น"ทักษิณมหาราษฎร์"แปลว่า ทักษิณ ราษฎรสามัญผู้ยิ่งใหญ่ในใจคน***

***"ความยุติธรรมไม่มี ความสามัคคีไม่เกิด" อย่าว่าแต่คนไทยในสะตอบอแหลแลนด์จะรับไม่ได้ คนไทยทั่วโลกก็สุดจะทนไหว ความเคลื่อนไหวต่อต้านจึงลุกลามไปทั่วโลก วันนี้ไทยเรดออสเตรเลีย รวมตัวกัน ยื่นจดมายประนาม เปรม ที่ทำตัวผิดรัฐธรรมนูญ ก้าวก่ายอำนาจบริหารแผ่นดินที่สถานกงสุลใหญ่นครชิดนีย์ เวลา 11.00 น. ร้องขอคืนความเป็นธรรมให้ทักษิณ แดงทั่วไทย แดงไปทั่วโลก ...คุณสมศักดิ์แดงแดนจิงโจ้แจ้งข่าวมา***

***คุณปิคกี้ ผู้ประสานงานแดงไทยในญี่ปุ่น แจ้งข่าวมาว่า จากการไม่ได้รับความเป็นธรรมในการตัดสินคดี(ที่ถูกยัดเยียดแบบทุเรศๆ) ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และการตัดสินคดีคนเสื้อแดงที่รวดเร็วทันใจทำได้ดังใบสั่ง เปรียบกับการตัดสินคดีที่ล่าช้าถึงช้ามากของพวกพันธมิตรซึ่งพอถามถึงเรื่องนี้ทีไร คำตอบเดิมๆที่ได้รับคือ กำลังสอบพยานอยู่ จึงทำให้เกิดศัพท์ใหม่ที่ใช้พูดกันจนติดปากคนธรรมดาอย่างพวกเรา คือคำว่า"สองมาตรฐาน" มวลชนคนเสื้อแดงชาวไทยในญี่ปุ่น จึงเห็นสมควรออกมาเรียกร้องให้ แก๊งค์เดอะตุ๊ด คืนอำนาจให้กับประชาชนโดยเร็ว ตอนนี้มวลชนคนไทยที่อาศัยอยู่ต่างแดน เค้าทนไม่ไหวกับการยึดอำนาจการปกครองแบบไร้ซึ่งความยุติธรรม ไร้ซึ่งความเสมอภาคของรัฐบาลโจรเต็มทน พวกเราจึงขอออกมาเรียกร้องความยุติธรรม ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม***

*** RED IN JAPAN เป็นกลุ่มมวลชนที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรากระจายมวลชนไปหลายจังหวัดในประเทศญี่ปุ่นด้วยอุดมการณ์เดียวกันความคิดเดียวกันพลังมวลชนจึงมากขึ้น และเร็วๆนี้ กำลังพลคนเสื้อแดง กลุ่ม RED IN JAPAN กลุ่มรักทักษิณ กลุ่มชมรมรักและปกป้องทักษิณ มวลชนอีกหลายกลุ่มในประเทศญี่ปุ่น และตัวแทนจะเตรียมยื่นเอกสาร เพื่อขอความพิจารณาการออกวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่น ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กระทรวงการต่างประเทศ ณ ประเทศญี่ปุ่น ในเร็ววันนี้..จริงๆต้องขอบคุณแก๊งค์เดอะตุ๊ด ที่ทำให้เรารู้ว่าไม่ใช่แค่แดงในไทย แต่แดงทั่วโลก***

***ขอเรียนเชิญคนเสื้อแดง กลุ่ม RED IN JAPAN กลุ่มรักทักษิณ กลุ่มชมรมรักและปกป้องทักษิณ และพี่น้องที่มีแนวคิดทางการเมืองในทางเดียวกัน ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมที่ คุณpickyค่ะ อีเมล์ติดต่อ tatswilai@hotmail.com พร้อมกันนี้ขอฝากประชาสัมพันธ์ว่า พี่น้องแดงไทยในญี่ปุ่นท่านใดที่พลาดไม่ได้มาร่วมงานที่ จังหวัดชิบะ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา ไม่ต้องเสียใจ
เพราะในวันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2552 นี้ พี่น้องชาวเสื้อแดงไทยในจังหวัดอิบาราหงิ ฝากเรียนเชิญพี่น้องคนไทยที่อยู่จังหวัดใกล้เคียง ร่วมพบปะสัมนาทางการเมือง ใครอยากเจอบรรยากาศการเมืองเข้มข้น พี่น้องจังหวัดอิบาราหงิเรียนเชิญค่ะ คุณพี่สมพิศและเจ้าภาพร่วมคุณศิริวรรณเจ้าของร้านจัสมิน ร้านบัว และคุณพี่นุช เจ้าของร้าน จูงโกะ ฝากบอกงานนี้อาหารไทยๆเพียบค่ะ สอบถามเพิ่มเติมที่คุณพี่สมพิศ(คุณนัท) เบอร์ 080-5931-8500 หรือติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 090-2720-4029 คุณPICKY ***

***ข่าวจากแดนไกลอเมริกา คุณทิฟฟี่สาวน้อยเสื้อแดงบอกว่า แดงไทยUSAกำลังเตรียมจัดคอนเสิร์ตใหญ่ กำลังรอคิวว่าง"จุ๋ง-ไพจิตร อักษรณรงค์"กับวิสา คัญทัพอยู่
แต่ก็ไม่ว่างเว้นกิจกรรม รวมทั้งการออกหนังสือพิมพ์ RedNews USA จะมีแทรกอยู่ในหนังสือพิมพ์ข่าวสด ยูเอสเอ อาทิตย์ที่ 2 และ 4 ของเดือน...ที่แจกฟรีและส่งให้กับสมาชิกทั่วสหรัฐอเมริกา......จะสังเกตุเห็นว่าปกหน้าจะมีบอกว่า RedNews USA อยู่หน้ากลาง Page 6-7 ค่ะ...***

***ขอให้คนเสื้อแดงทุกท่านช่วยสนับสนุนพวกเราที่ช่วยกันหาข่าวสำคัญกันคนละเล็กละน้อยมาแจ้งให้พี่น้องคนเสื้อแดงที่อาศัยอยู่ในอเมริกาได้ทราบถึงความคืบหน้าในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทั้งทางเมืองไทยและต่างประเทศ...พวกเราทุกคนมีใจรักที่จะทำ บางครั้งก็ต้องควักกระเป๋ากันบ้าง แต่ก็ไม่มีใครท้อหรือบ่น....เริ่มทำมาได้ 5 เดือนแล้วซึ่งผลเป็นที่น่าพอใจ..ได้รับการแจ้งข่าวจากสมาชิกที่มีธุรกิจตลาด หรือร้านอาหารว่า ถ้าหนังสือพิมพ์ข่าวสดยูเอสเอฉบับไหนมี ก็จะหมดไปอย่างรวดเร็ว..ทำให้ทีมงานเป็นปลื้มมากค่ะ ..... เวลานี้ต้องการเพื่อน ๆ ที่จะพอแบ่งเวลามาช่วยกันทำหนังสือตามแต่ใครจะถนัดช่วยทางไหนให้แจ้งมาได้ที่ Dolly, PO Box 2307, Montclair, CA 91763 หรือจะสมัครเป็นสมาชิก...หรือมีข้อติชมอะไรก็เขียนส่งมาได้นะค๊ะ...ติดต่อทิฟฟี่ สาวน้อยเสื้อแดงทางอีเมล์tiffyvor@yahoo.com***

***พร้อมกันนี้ได้ส่ง RedNews USA ฉบับแรก ปฐมฤกษ์มาให้ดูค่ะ... แค่สองหน้าพวกเราก็วิ่งกันให้วุ่นค่ะ...อิอิ...เศรษฐีไทยเสื้อแดงร่ำรวยในการขุดทองอเมริกาท่านใดจะมีเมตตาลงประชาสัมพันธ์ให้ได้เมื่อไหร่ก็ตามสะดวกนะค๊ะ***

***คุณเบญแห่งกลุ่มประชาธิปไตยไทยในเยอรมนี ส่งข่าวเยอรมันตะวันแดง เอ๊ย!คนเสื้อแดงเยอรมันมาว่า ได้รวมตัวกัน ณ Preussenpark กรุงเบอร์ลิน กลุ่มได้อ่านแถลงการณ์เพื่อประกาศจุดยืนและเจตนารมย์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย คือ

๑. กลุ่ม”ประชาธิปไตยไทยในเยอรมัน”จะร่วมประสานการต่อสู้กับขบวนการประชาธิปไตยทั้งในประเทศไทยได้ แก่กลุ่ม “แนวร่วมเพื่อประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ” หรือ นปช และกลุ่ม “แดงสยาม” และกลุ่มประชา ธิปไตยทั่วโลกเพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริงในประเทศไทย

๒. จะยืนหยัดคัดค้านสถาบันเผด็จการ ตราบเท่าที่สถาบันเผด็จการ และองค์กร ที่ทำงานรับใช้ยังเข้ามาแทรกแซงกิจการทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอยู่ดังเช่นปัจจุบัน

๓.มีความศรัทธาในระบบการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และมีประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิป ไตย

๔. เชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งว่าระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงเท่านั้น ที่จะสร้างความ ผาสุขแก่ประชาชนไทยได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน และระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงเท่านั้นจะสร้างความเจริญ พัฒนาถาวรให้กับประเทศชาติได้เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก***

***นอกจากนี้ กลุ่ม”ประชาธิปไตยไทยในเยอรมนี” ได้ร่วมกันจัดทำวิทยุอินเทอร์เน็ตชื่อ “คนไทเยอรมนี” หรือ www.kontaigermany.com เพื่อเผยแพร่ข่าวสารข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสังคมการเมืองไทย และเพื่อปลุกสำนึกรักชาิติ รักประชาธิปไตยแก่คนไทยเรือนแสนที่อาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนี และคาดว่าจะเริ่มเผยแพร่สัญญานกระจายเสียง ได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ศกนี้เป็นต้นไป ***

***กิจกรรมลำดับต่อไปคือ จัดกิจกรรมสัมมนาประชาธิปไตย เพื่อสร้างแกนนำประชาธิปไตยในหมู่สมาชิกของกลุ่มเพื่อ ประโยชน์ในการขยายและสร้างแนวร่วมใหม่ๆ กลุ่มจะแจ้งรายละเอียดและกำหนดการให้สมาชิกทราบทั่วถึงกัน ทางวิทยุ “คนไทเยอรมนี” และสื่อประชาสัมพันธ์อื่นๆ อีกครั้งหนึ่งต่อไป***

***ความเคลื่อนไหวทางเมืองไทยมั่ง กำหนดการ เวทีเสวนาหัวข้อ “สื่อทางเลือกกับการเปิดพื้นที่ประชาธิปไตย”วันที่ 29 ตุลาคม 2552 ณ ห้องประชุม12 ตึก3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เวลาระหว่าง 16.30 – 18.45 น. พร้อมเปิดตัวเว็บไซต์ OpenThaiDemocracy.com มีผู้ร่วมเสวนา ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการสำนักข่าวประชาไท ,จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการ iLaw (iLaw.or.th) จอม เพชรประดับ นักจัดรายการอิสระ,พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอาทิ ดำเนินรายการโดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ คนเนชั่น ฝากยำ เอ๊ย!ฝากถามจอมขวัญด้วยว่า เนชั่นนี่ยังเรียกว่าเป็นสื่อกันอยู่อีกเหรอ? นึกว่าเป็นองครักษ์พิทักษ์เปรมแล้วซะอีก***

*** ขอเชิญร่วมงาน รวมพลังแดงทั้งแผ่นดินที่จันทบุรี เรียนพี่น้องเสื้อแดงทุกๆท่าน วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 เวลา 14.00 น.เป็นต้นไป พบกับการปราศรัยของแกนนำ นปช. ท่านวีระ มุกสิกพงษ์ คุณจตุพร คุณณัฐวุฒิ พร้อมทีมงาน นปช. ครบชุด สถานที่จัดงาน สนามสามเหลี่ยมทุ่งนาเชย อ.เมือง จ.จันทบุรี พร้อมรับฟังการโฟนอินสดๆ จากท่านทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรีในดวงใจ หรือถ้าท่านเดินทางมาไม่ได้ สามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม people Channel ได้ครับ สนใจร่วมงาน สอบถามเส้นทาง ติดต่อจองโต๊ะ นั่ง โทร 086-3359356 คุณชาติชายได้โดยตรง***

***ท่านที่ต้องการเผยแพร่ข่าวคราวกิจกรรม หรือกำหนดการงานนัดหมายต่างๆทั้งส่วนรวม ส่วนตัว ธุรกิจการค้าสารพัดสารพันงานบุญงานบวช หรืออยากแนะนำเวบไซต์ คลื่นวิทยุ สื่อต่างๆของท่าน บอกมาได้ที่"นักข่าวชาวรากหญ้า"อีเมล์ ะhaienews@googlegroups.com แล้วเราจะตีข่าวให้ฟรีๆไม่คิดสตังค์ แถมมีคนรออ่านอยู่ทั่วโลกหลายล้านคนคะร้าบ***

***********
รู้จักกันวันละเวป
***********
วันนี้มารู้จักกับ ห้องกบสีแดง

หลังการรัฐประหาร19กันยา คนเสื้อแดงจำนานมากได้กระจัดกระจายกันไปตามที่ต่างๆๆทุกมุมโลก..ในวันนี้เราจะเจอคนเสื้อแดงได้จากทุกมุมโลกผ่านชุมชนคนเสื้อแดงในโลกของแคมฟร็อกหรือที่เรียกง่ายๆๆว่ากบ..

ขอเชิญพี่น้องชาวเสื้อแดงจากทุกมุมโลกเข้ามาเยี่ยมมาเยือนคนเสื้อแดงได้ที่ห้องต่างๆๆดังนี้..

ห้อง SIAM_RED
ห้อง.Sanamluang_info
ห้องroom_thai_red
_Business_Bloody_Karaoke_Room_

Rajdamnern_Red,
Room_Red_Fright,
todayfact,
sapalanna_red1,
voice_of_change,
REDTHAI_NET,
Democracy_FC
,Red_Cyber_Club,
SAKOLNAKHON_RED


และยังมีอีกมากมายในโลกแคมฟร็อก...

ส่วนการเข้าพบปะสังสรรค์กับพี่ๆๆน้องเสื้อแดงต้องดาวน์โหลดโปรแกรมแคมฟร็อกเสียก่อน..โดยวิธีการสุดง่าย ไม่เกิน5นาที ก็จะได้มาเจอพวกเราชาวกบแดงแล้ว

http://download.camfrog.com/ ไปโหลดได้ที่เวปนี้ครับ..
แล้วท่านจะได้มิตรภาพสีแดงไร้พรมแดนเลยครับ..

ห้ามรับของเกิน 3,000 บาท : เรื่องโจ๊กของข้อกฎหมาย

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ อัคนี คคนัมพร
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
28 ตุลาคม 2552

เวลามีเรื่องอะไรที่ไม่เหนือไปกว่าความคาดหมาย คนไทยเรามักมีคำอุทานฮิตติดปากว่า “แหม ทีแทงหวยไม่ถูก

“แหม ทีแทงหวยไม่ถูก” ก็ใช้ได้กับเรื่องที่ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้อง ไม่ดำเนินการกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในข้อหารับของกำนัลที่มีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท กรณีไปรับงาช้างที่เป็นมรดกตกทอดของตระกูลนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีคมนาคม ในวันที่เดินสายลงพื้นที่อีสานหนแรก

มติ ป.ป.ช. ตามถ้อยแถลงของนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. ระบุว่า

“จากข้อเท็จจริง ฟังได้ว่านายกรัฐมนตรีไม่มีเจตนาหรือมีความประสงค์ที่จะรับงาช้างไว้เป็นสิทธิของตนเอง เนื่องจากเมื่อรับงาช้างจากนายโสภณ ได้ส่งให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีตรวจสอบมูลค่าให้ถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมาพิจารณาเห็นว่า ไม่สมควรรับงาช้างไว้ จึงได้ส่งคืน ส่วนที่ไม่ได้รายงานเรื่องนี้ต่อ ป.ป.ช. ในทันที ก็เพราะติดวันหยุดราชการ และได้มอบหมายให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือลงวันที่ 22 กรกฎาคม รายงานเรื่องดังกล่าวให้ ป.ป.ช. ทราบข้อกล่าวหาว่า กระทำการขัดหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด โดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ. 2543 จึงไม่มีมูล ข้อกล่าวหาตกไป”

ผู้เขียนเห็นว่า มติของ ป.ป.ช. เรื่องนี้ มีข้อให้น่าท้วงติงอยู่พอสมควร โดยเฉพาะประเด็นที่ ป.ป.ช. อ้างว่านายอภิสิทธิ์ไม่มีเจตนา

ไม่รู้ว่า ป.ป.ช. ไปนั่งในใจนายอภิสิทธิ์ได้ตั้งแต่เมื่อไร จึงเที่ยวไปเดาใจ หรืออ่านใจนายอภิสิทธิ์ออกว่า ไม่มีเจตนา

งาช้าง 1 คู่ ที่นายโสภณมอบให้ เด็กอมมือก็น่าจะรู้ว่า มันมีมูลค่าเกิน 3,000 พันบาทแน่ๆ ถ้าไม่มีเจตนา จะรับมาทำไม

เมื่อผลของเรื่องงาช้าออกมาซะอย่างนี้ ก็ไม่ต้องไปรอลุ้นเรื่องแหวนทองที่นายกฯรูปหล่อ ไปรับมาจากบรรดาแม่ใหญ่ในภาคอีสาน เพราะรับแล้วคืนไม่ผิด

เมื่อกรรมการ ป.ป.ช. เข้าไปนั่งในใจนายอภิสิทธิ์ได้ ผู้เขียนก็ขอเข้าไปนั่งในใจนายอภิสิทธิ์บ้าง ซึ่งในมุมมองเห็นว่า นายอภิสิทธิ์รู้อยู่แล้วว่า ของที่รับมามีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท แต่ก็เลือกเล่นตามเกมการเมืองที่ถนัด เรียกว่าไม่ทิ้งโอกาสที่จะสร้างภาพ เมื่อปูกันมาอย่างนี้ ก็ต้องตบกินเก็บแต้มเข้ากระเป๋าสักหน่อยเพราะกรณีอย่างนี้ ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไร อยู่ๆ ก็มีคนชงมาให้ตบกินเก็บแต้ม และยังเป็นการตบหนเดียวได้ 2 แต้ม เข้ากระเป๋าฟรีๆ อีกด้วย

แต้มแรก คือได้ใจคนที่ให้ของ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล หรือแม่ใหญ่ในอีสาน เพราะคนไทยจะถือกันมากเรื่องให้ของแล้วถูกปฏิเสธ

แต้มที่สอง คือได้ภาพความเป็นคนที่ซื่อสัตย์สุจริต เพราะเมื่อรับมาแล้ว ก็ให้ตรวจสอบว่า มีมูลค่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ (ทั้งที่รู้อยู่ว่าเกิน) จากนั้นก็ส่งคืนเจ้าของ

เรียกว่าตบกินนิ่มๆ ได้ 2 แต้มเข้ากระเป๋าฟรีๆ

ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะมีข้อห้ามเรื่องรับของเกิน 3,000 เอาไว้ทำไม

ต่อให้รอจนถึงชาติหน้า ก็เอาผิดใครไม่ได้ เพราะพอมีคนรู้ พอเป็นข่าว แค่ส่งคืน ก็พ้นความผิด

ส่วนไอ้ที่ไม่เป็นข่าว ไม่มีคนรู้ ก็หวานปากเก็บใส่กระเป๋า เข้าบัญชีอย่างสบายใจ

โบรกฯคุกคามสื่อ!เตือนแมงเม่าอย่าซื้อหุ้นจองNBC

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา NBC
28 ตุลาคม 2552

เนชั่นเข็นหุ้นจองNBCออกขายประเดิมวันนี้ หลังเย้ยกฎหมายแหกกฎกลต.มาตลอด ทั้งการโฆษณาขายหุ้นจองโดยไม่แจ้งเตือนความเสี่ยง ทั้งการที่กนกพูดเท็จใครจองแล้วจะรวยเละรวยไม่รู้เรื่อง ทั้งที่เป็นกิจการเน่าขาดทุนสะสมบานทะโรค เพิ่งเล่นกลล้างขาดทุนสะสมพลิกมากำไรทางบัญชี ขนาดกลต.เงื้อดาบจ่อฟันก็ยังคงทำผิดซ้ำซาก โบรกเกอร์เตือนแมงเม่าอย่าบินเข้ากองไฟ เหตุมีปัจจัยเสี่ยงการเมืองสูง ตอนนี้สื่อโล้นได้ผลประโยชน์เพราะแทงข้างอำมาตย์ชัด แต่หากขั้วอำนาจการเมืองเปลี่ยนจะทำให้กลายเป็นปัจจัยลบหนัก


พัฒนาการที่สำคัญข่าวสืบสวน"เนชั่นปั่นหุ้นจองNBC"

-ปี2536ก่อตั้งบริษัท ผลิตโทรทัศน์ เข้าไปบริหารITV ต่อมาคือเนชั่นแชนัล
-ปี2549มียอดขาดทุนสะสม 163 ล้านบาท ล้ำทุนจดทะเบียนที่มีอยู่ 140 ล้านบาท
-18ก.พ.2552 ลดทุนจดทะเบียนเพื่อล้างขาดทุนสะสมทั้งหมด
-21เม.ย.2552 แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นMAI
-30มิ.ย.2552 งบการเงินที่ยังไม่ตรวจสอบ กลายเป็นมีกำไร
-20ต.ค. NBCแถลงข่าวจะขายหุ้นจอง 65 ล้านหุ้น หุ้นละ2.90บาท เริ่มขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมของเนชั่น28ต.ค.
-21ต.ค. กนก รัตน์วงศ์สกุล พูดออกเนชั่นทีวีว่าใครจองซื้อหุ้นตัวนี้จะรวยเละรวยไม่รู้เรื่อง เพราะพื้นฐานดี ปันผลงาม
-22ต.ค. เนชั่นทีวีขึ้นป้ายโฆษณา"จองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรติดต่อ แต่ไม่ขึ้นคำเตือนเรื่องความเสี่ยงตามกฎหมาย
-26ต.ค. สำนักงานกลต.เผยได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก และจะตรวจสอบความผิดของเนชั่น
-27ต.ค. เนชั่นทีวีขึ้นป้าย"จองซื้อหุ้นNBC"เด่นชัดขึ้นในล้อมกรอบ แต่ยังทำผิดกฎหมายเพราะไม่ขึ้นคำเตือน
-28ต.ค.เริ่มให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อหุ้นNBC เนชั่นทีวีทำสกู๊ปโฆษณาขายหุ้นจองในเวลาข่าวภาคเที่ยง โดยไม่แจ้งเตือนความเสี่ยงตามประกาศกลต. ซึ่งเป็นกาีรกระทำผิดซ้ำซาก
-11พ.ย.หุ้นNBCจะเปิดการซื้อขายในตลาดMAIเป็นครั้งแรก


8 มกราคม 2536 ก่อตั้ง บริษัท แน็ทค่อน มีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในสายธุรกิจสื่อกระจายภาพและเสียงของ เนชั่น กรุ๊ป ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 1 ล้านบาท เพื่อดำเนินการธุรกิจผลิตรายการข่าวในรูปแบบต่างๆ แพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวี และเคเบิลทีวี

2539 เปลี่ยนชื่อบริษัทฯ เป็นบริษัท เนชั่น เทเลวิชั่น จำกัด และเข้าร่วมเป็นผู้ผลิตรายการข่าวของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี

ปี 2540เปลี่ยนชื่อบริษัทฯ เป็นบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด

ปี 2542 ยุติการเป็นผู้ร่วมผลิตรายการข่าวกับสถานีโทรทัศน์ไอทีวี

ปี 2543 จัดตั้งสถานีข่าวโทรทัศน์ 24 ชั่วโมงแห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้ชื่อสถานีโทรทัศน์ "Nation Channel" แพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิก UBC ช่อง 8

ปี 2546 ยุติการออกอากาศ Nation Channel ทาง UBC ช่อง 8 และเปลี่ยนการแพร่ภาพมายังสถานีโทรทัศน์ไททีวีช่อง 1 (TTV ช่อง 1) ผ่านทางระบบ MMDS คลอบคลุมพื้นที่การรับชมในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้ง ขยายช่องทางการแพร่ภาพเพิ่มขึ้นทางเคเบิลทีวีท้องถิ่นทั่วประเทศ และทีวีดาวเทียม ABS1 ระบบ C-Band ครอบคลุมพื้นที่การรับชมทั่วประเทศไทยและบางประเทศในทวีปยุโรป

ปี 2549 เปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้จาก 100 บาทต่อหุ้น เป็น 10 บาทต่อหุ้น และเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 20 ล้านบาท เป็น 140 ล้านบาท มูลค่าหุ้นละ 10 บาท เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม คือ NMG

19 กันยายน 2549 หลังเหตุการณ์รัฐประหาร เนชั่นได้เข้าไปผลิตรายการฟรีทีวีแทบทุกช่องดังนี้
-ช่อง 3 เรื่องเด่นเย็นนี้
-ช่อง 5 สยามเช้านี้
-ช่อง 9 จับชีพจรโลก,ข่าวข้นคนข่าว และ เช้าข่าวข้นคนข่าวเช้า
-ช่อง 11 จับกระแสโลก และ ตรงเป้าเข้าประเด็น
*TPBS อำมาตย์ยุบITVเปลี่ยนเป็นTPBS และเทพชัย หย่อง น้องสุทธิชัย หยุ่นเข้าไปบริหาร(ไม่เกี่ยวข้องกับNBCทางธุรกิจ)


ปี 2550 รับโอนกิจการธุรกิจรายการวิทยุของ NRN มาดำเนินการแทน

ปี 2552

•เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 140 ล้านบาท เป็น 240 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 24,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม คือ NMG

•ลดทุนจดทะเบียนจาก 240 ล้านบาท เป็น 120 ล้านบาท เพื่อล้างขาดทุนสะสม

•ดำเนินการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนและเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ของหุ้นสามัญของบริษัทฯ จาก 10 บาทต่อหุ้น เป็น 1 บาทต่อหุ้น พร้อมทั้ง เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 120 ล้านบาท เป็น 170 ล้านบาท ด้วยการเพิ่มทุนจำนวน 50 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหญ่ จำนวน 50 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อรองรับการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก

*์NMGหรือเนชั่นมัลติมีเดย บริษัทแม่ของNBC ระบุในงบการเงินงวดครึ่งปีนี้ว่า รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุของเนชั่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 สวนทางธุรกิจสื่อในภาพรวมที่ลดลง13% และจากการตรวจสอบพบว่าช่วงนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เป็นผู้ซื้อโฆษณารายใหญ่ที่สุดมากกว้่าโค้ก เป๊บซี่ บริษัทขายมือถือ

นักวิเคราะห์เตือนแมงเม่าปัจจัยเสี่ยงเพียบ เพราะเลือกขั้วการเมืองชัด

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จากโบรกเกอร์แห่งหนึ่งให้ความเห็นว่า NBCมีปัจจัยบวกสำคัญคือมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้ได้เข้าไปจัดรายการในสถานีโทรทัศน์แทบทุกช่อง และได้เงินโฆษณาจากรัฐบาลและภาครัฐ รวมทั้งการจัดกิจกรรมพิเศษ(event)ให้กับรัฐบาล ทำให้พลิกสถานการณ์จากบริษัทที่มียอดขาดทุนสะสมมาโดยตลอดกลับมาเป็นกำไร แต่ช่วงนี้ก็เป็นกำไรทางบัญชีจากการลดทุนจดทะเบียน

อย่างไรก็ตามปัจจัยบวกดังกล่าว มองกลับกันก็เป็นปัจจัยลบ เพราะการเมืองไทยไร้เสถียรภาพ มีการเปลี่ยนแปลงขั้วรัฐบาลบ่อย และขั้วการเมืองเวลานี้แตกเป็นสองขั่วชัดเจน และค่ายเนชั่นก็เลือกข้างชัดเจน ทำให้ได้ผลประโยชน์จากขั้วอำนาจที่เป็นรัฐบาลในขณะนี้ แต่หากขั้วอำนาจเปลี่ยนแปลงไปอีกฝั่ง จะทำให้เจอสถานการณ์ที่ลำบาก

เตือนแมงเม่าอย่าเสี่ยงบินเข้ากองไฟ หากสนใจไปเล่นช่อง3กับMCOTเวิร์คกว่า

"เนชั่นไม่มีสถานีโทรทัศน์ ไม่มีสัมปทานเป็นของตนเอง อย่างช่องเนชั่นแชนัลทางไททีวีช่อง1ก็เป็นของคุณไกรวัฒน์ ศรีวุฒิวงศ์ ทางเนชั่นเข้าไปเช่าเวลาผลิตเท่านั้น ส่วนการเข้าไปมีรายการทีวีทางช่อง3 5 7 9 NBT ก็น่าสังเกตว่ามามีรายการเหล่านี้หลังเหตุการณ์ยึดอำนาจ19กันยา2549 หากการเมืองพลิกขั้วก็อาจเสี่ยงหลุดหมดทุกช่อง เช่นเดียวกับโฆษณาก็ได้จากรัฐบาลเป็นหลัก หากพลิกขั้วจะทำให้ลำบาก"นักวิเคราะห์กล่าว

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ชี้ว่า หากสนใจลงทุนหุ้นที่ทำทีวีหรือสื่อ หุ้นMCOTของอสมท. หรือBECช่อง3น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า เพราะเป็นเจ้าของสัปมทาน กิจการมั่นคง มีกระแสเงินสดในมือมาก มีอัตราการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ ความเสี่ยงจากการเมืองเพราะเปลี่ยนขั้วแทบจะไม่มี

NBC แถลงข่าวว่า ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้น NBC จำนวน 65 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ไว้ที่ระดับราคา 2.90 บาทต่อหุ้น โดยจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อได้ระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2552 นี้ และมีบล.ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) บล. ไอร่า จำกัด เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

ขณะเดียวกันได้เปิดให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ NBC ได้ใช้สิทธิ์จองซื้อหุ้น (Pre-emptive Right) ในวันที่ 28-30 ตุลาคม 2552 โดยกำหนดสัดส่วนการจองซื้อ 9 หุ้นสามัญของ NMG ต่อ 1 หุ้นสามัญของ NBC

ทั้งนี้ คาดว่า NBC จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้ในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ โดยใช้ชื่อย่อว่า NBC
***************
สื่อโล้นเย้ยกฎหมายซ้ำซาก เอาอีกแล้วขึ้นป้ายหราออกทีวีขายหุ้นจอง ไม่หวั่นเสือกระดาษกลต.
รายงานข่าวเชิงสืบสวน( Investigative news) เกี่ยวเนื่องที่นำเสนอไปก่อนหน้านี้:

กลต.เงื้อฟันเนชั่นปั่นหุ้นจอง กนกหายซ่าคุก2ปี
เนชั่นเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาด เตือนแมงเม่าจองซื้อต้องระวัง ปัจจัยเสี่ยงการเมืองพลิกขั้ว
ลากไส้สื่อโล้น:ผิดจากนี้กรูให้เหยียบ!
เบื้องหลังโชคมหาศาลของเนชั่น มันคืออาชญากรรมย่ำยีชาติและประชาธิปไตย
*จำนนหลักฐานเนชั่นจ๋อย หยุดแล้วโฆษณาขายหุ้น สาวลึกเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาดขายแมงเม่า
*ไม่รู้จะรวยหรือซวยเละ หุ้นใหม่เนชั่นเสกพ้วงเดียว จากเน่าๆเอาล้างน้ำเข้าตลาดหุ้นเฉยเลย!
*เอาอีกแล้วสื่อโล้นกระบอกเสียงมาร์ค ไม่กลัวเสือกระดาษกลต. ตีปี๊บขายหุ้นผิดกม.โจ่งครึ่ม
*กนกปั่นหุ้นคุก2ปีไม่พอ กฎหมายชี้ต้องโดนเฉดหัวด้วย รู้แกวส่งเมียเป็นนอมินี จี้กลต.เร่งฟัน
*ร้องกลต.ฟันกนกคุก2ปีลูกพี่หยุ่นโดนด้วย ซี้ปึ๊กมาร์คเย้ยกฎหมายปั่นหุ้นเนชั่นกลางอากาศ
*ใครทุบหุ้นยังไม่แน่ แต่คนปั่นหุ้นคาหนังคาเขา มันเป็น"พวกเรา"-มาร์คว่าไง?!

"เหลือง"เกิน?

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวบ้านทั่วประเทศต้องเดือดร้อนจากปัญหาการประท้วงหยุดเดินรถไฟของสหภาพแรง งานการรถไฟแห่งประเทศไทย

รถไฟกว่า 120 ขบวนหยุดเดินรถปั่นป่วนไปหมด

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าสหภาพแรงงานการรถไฟฯ จับผู้โดย สารเป็นตัวประกัน

พนักงานขับรถไฟส่วนใหญ่จะใช้ช่องว่างกฎระเบียบของการรถไฟฯ เอง ใช้วิธีลาป่วยบ้าง ลากิจบ้าง ลาพักร้อนบ้าง

สุดท้ายก็เกิดปัญหาไม่มีรถไฟวิ่งบริการประชาชน

แต่ข้อเรียกร้องคือให้รัฐบาลปลดผู้ว่าฯการรถไฟฯ

อ้างว่าสาเหตุที่ต้องหยุดวิ่งเพราะหัวรถจักรไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน หยิบยกปัญหาอุบัติเหตุตกรางที่เขาเต่าเป็นกรณีตัวอย่าง

แต่คนนอกจำนวนไม่น้อยมองไปว่านี่คือปัญหาการแปรรูปการรถไฟฯ ที่เป้าหลักคือพรรคภูมิใจไทยของนายเนวิน ชิดชอบ

ผสมโรงกับเรื่องแอร์พอร์ตลิงก์ และปัญหาที่ดินที่ อ.สะตึก จ.บุรีรัมย์

เกี่ยวโยงถึงแกนนำม็อบพันธมิตรฯ ที่เคยเคลื่อนไหวต่อต้านเรื่องพวกนี้มาตลอด

ล่าสุดมีพันธมิตรหลายจังหวัดภาคใต้ออกมาสนับสนุน การหยุดงานครั้งนี้ด้วย

ยิ่งนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพแรงงานการรถไฟฯ ก็เป็นแกนนำพันธมิตรรุ่นที่ 2

นายศิริชัย ไม้งาม แกนนำพันธมิตรรุ่นที่ 2 อีกคน ในฐานะอดีตประธานสหภาพรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ก็ออกมาเคลื่อนไหว ขู่จะนำรัฐวิสาหกิจทั่วประเทศหยุดงานประท้วงด้วย

ก่อนหน้านี้ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำม็อบพันธมิตร รุ่น 1 ก็เคยนำสหภาพรถไฟหยุดเดินรถประท้วงมาแล้วสมัยรัฐบาลพลังประชาชน

ถึงตอนนี้ชักหวั่นๆ เห็นภาพรางๆ เมื่อครั้งม็อบพันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองขึ้นมาทันที!?

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนา คม ถือว่าใช้ได้

ใช้ไม้อ่อน ทุ่มงบประมาณซ่อมแซมหัวรถจักรที่ชำรุดตามข้อเรียกร้อง

ใช้ไม้แข็งส่งเจ้าหน้าที่ยึดหัวรถจักรหลายขบวนกลับมาใช้งาน ให้พนักงานที่เกษียณไปแล้วมาช่วยขับแทน และประกาศจัดการพนักงานที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบ

ถือว่าช่วยบรรเทาได้บ้าง แต่ไม่ทั้งหมด

เพราะล่าสุดการเดินรถไฟในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังไม่เปิดบริการ

การประเมินค่าเสียหายที่เป็นตัวเงินเกิน 40 ล้านบาทแล้ว

แต่ความเดือดร้อนของประชาชนนั้นมากมายจนประเมินไม่ได้!!

ปัญหาตอนนี้อยู่ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งประกาศยึดมั่นในตัวบทกฎหมายมาตลอด

กลับทำเป็นทองไม่รู้ร้อนกับวิกฤตรถไฟ เหมือนไม่กล้าหักขาใหญ่ม็อบเหลือง

พูดจาอู้อี้ไปวันๆ ปล่อยประชาชนประสบชะตากรรมต่อไป

จนโดนวิพากษ์วิจารณ์กันกระหึ่มเมือง

นายกฯ จะ "เหลือง" เกินไปหรือเปล่า!?

ความเห็นกฤษฎีกา ถอดยศ-ยึดเครื่องราชฯ"แม้ว"

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีหนังสือถึง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.) เมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา ให้ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้ ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา มีดังนี้



ความเห็นทางกฎหมาย ปีพ.ศ. 2552 เรื่องเสร็จที่ 692/2552

บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เรื่อง แนวทางการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถอดยศตำรวจและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์




สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีหนังสือ ที่ ตช 0039/0331

ลงวันที่ 4 ก.ย. 2552

หารือข้อกฎหมายมายังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา


สรุปความได้ว่า รองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี เห็นชอบตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอให้หารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาวันที่ 21 ต.ค. 2551 ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีความผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2552 มาตรา 100 (1) วรรคสาม และมาตรา 122 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นคู่สัญญา หรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี โดยพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสองปี

และยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์ สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น และ มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่า ความผิดตามคำพิพากษานี้ เป็นความผิดที่เกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเท่านั้น และการดำเนินคดีดังกล่าวแตกต่างจากการดำเนินคดีอาญาทั่วไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งมีวิธีพิจารณาและองค์กรศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ ซึ่งอาจมีเจตนารมณ์ของการกำหนดโทษแตกต่างไปจากข้าราชการตำรวจ หรือผู้ที่เคยเป็นข้าราชการตำรวจถูกจำคุก อันเนื่องมาจากความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา หรือพ.ร.บ.ที่มีโทษทางอาญาและถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยทั่วไป ที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยนำมาเป็นเหตุพิจารณาดำเนินการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถอดออกจากยศตำรวจตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547

จึงขอหารือว่า คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่พิพากษาให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีความผิดตามมาตรา 100 (1) วรรคสาม และพิพากษาให้รับโทษจำคุกตามมาตรา 122 วรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ถือเป็นเหตุในการพิจารณาถอดยศตำรวจ ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 หรือไม่

(2) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้เคยมีหนังสือ ที่ นร 0508/5493 ลงวันที่ 14 ก.ย. 2549

ขอความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการเสนอเรื่องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถอดยศตำรวจ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไปในคราวเดียวกันด้วย

ซึ่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548 ข้อ 7 กำหนดเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไว้ในข้อ 7 (2) ว่า "เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ"

ซึ่งเป็นเหตุเดียวกับการเสนอขอถอดยศตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 ข้อ 1 (2) โดยในการเสนอขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในรายนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่าควรเสนอเฉพาะเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เมื่อครั้งรับราชการตำรวจที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้เสนอขอไว้เดิมเท่านั้น ส่วนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับภายหลังเมื่อพ้นจากการเป็นข้าราชการตำรวจไปแล้วจะอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี



คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2 ) ได้พิจารณาข้อหารือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยรับฟังคำชี้แจงจากผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี) และผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว มีความเห็นดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง


ปัญหาว่า คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่พิพากษาให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีความผิดตามมาตรา 100 (1) วรรคสาม พิพากษาให้รับโทษจำคุกตามมาตรา 122 วรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 จะถือเป็นเหตุในการพิจารณาถอดยศตำรวจตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 หรือไม่นั้น

เห็นว่า การเสนอขอถอดยศตำรวจทั้งแก่ผู้ที่อยู่ในราชการตำรวจ และที่พ้นจากราชการตำรวจไปแล้วให้กระทำได้ เมื่อผู้นั้นต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท ตามข้อ 1 (2)[1] แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547

จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การกำหนดเหตุแห่งการถอดยศมุ่งหมายถึงผลที่ผู้นั้นได้รับจากคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเท่านั้น โดยไม่ได้มุ่งหมายถึงสถานะของบุคคล กระบวนการพิจารณาพิพากษาคดี หรือฐานความผิดว่าจะต้องเป็นไปตามกฎหมายใด

ดังนั้น ถ้าข้าราชการตำรวจผู้ใดมีกรณีต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าเป็นคำพิพากษาของศาลใด ย่อมอยู่ในหลักเกณฑ์ตามข้อ 1 (2) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547

ประเด็นที่สอง


การต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 จะถือเป็นเหตุในการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือไม่ และในกรณีที่สามารถเรียกคืนได้ หน่วยงานใดจะเป็นผู้ดำเนินการเสนอเพื่อขอให้เรียกคืน

เห็นว่า ในเรื่องนี้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2547 ได้บัญญัติเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไว้ในข้อ 7 (2)[2] ว่า เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จากบทบัญญัติดังกล่าว

จะเห็นได้ว่า การกำหนดเหตุแห่งการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มุ่งหมายกรณีเดียวกันกับเหตุแห่งการถอดยศตำรวจตามข้อ 1 (2) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547

ดังนั้น ถ้าข้าราชการตำรวจผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ย่อมอยู่ในเหตุตามข้อ 7 (2) แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548

ส่วนการเสนอขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ นั้น ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548

ข้อ 6[3] ให้ดำเนินการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา เว้นแต่กรณีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์แต่เพียงบางชั้นตรา

ข้อ 8[4] กำหนดให้ส่วนราชการต้นสังกัด หรือส่วนราชการที่เสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการรวบรวมเอกสารหลักฐาน และประวัติการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของผู้นั้นเพื่อส่งเรื่องไปสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้รับเรื่องแล้วหรือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี พิจารณาเห็นสมควร ให้เสนอรายชื่อพร้อมทั้งชั้นตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ที่สมควรขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา

ในกรณีนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติอาจรวบรวมเอกสารหลักฐาน และประวัติการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เฉพาะในส่วนที่มีเอกสารหลักฐานอยู่ก็ได้

และหากมีเอกสารหลักฐาน และประวัติการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของผู้นั้นในส่วนที่ยังขาดอยู่ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหรือส่วนราชการอื่นที่เสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็อาจดำเนินการเพิ่มเติมให้ครบถ้วน แล้วเสนอรายชื่อและชั้นตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่สมควรขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป

คุณพรทิพย์ จาละ


เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ต.ค. 2552



ส่งพร้อมหนังสือ ที่ นร 0901/1153 ลงวันที่ 26 ต.ค. 2552

ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี


[1] ข้อ 1 การเสนอขอถอดยศตำรวจทั้งแก่ผู้ที่อยู่ในราชการตำรวจ และที่พ้นจากราชการตำรวจไปแล้ว ให้กระทำได้เมื่อมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(2) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท

[2] ข้อ 7 เหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มีดังต่อไปนี้

(1) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิต

(2) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

[3] ข้อ 6 ในกรณีที่ปรากฏเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามข้อ 7 ให้ดำเนินการเรียกคืนทุกชั้นตรา เว้นแต่กรณีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์แต่เพียงบางชั้นตรา

[4] ข้อ 8 เมื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์รายใดมีกรณีที่ต้องถูกเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามข้อ 7 ให้ส่วนราชการต้นสังกัดหรือส่วนราชการที่เสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการรวบรวมเอกสารหลักฐานและประวัติการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของผู้นั้น เพื่อส่งเรื่องไปสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

เมื่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้รับเรื่องแล้ว หรือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นสมควร ให้เสนอรายชื่อพร้อมทั้งชั้นตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ที่สมควรขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืน ให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา

ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอรายชื่อและชั้นตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่จะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืน ไปยังสำนักราชเลขาธิการ เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

หากทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกคืนแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

เข้าตาจน

ที่มา ไทยรัฐ

ท่าทีของพลพรรค ประชาธิปัตย์ ในการเล่นการเมืองข้ามชาติดูจะออกอาการอย่างไรชอบกล โฆษกประจำตัว นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศจะนำความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ระหว่าง สมเด็จฮุน เซน กับ อดีตผู้นำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาแฉ โยงไปถึงธุรกิจการสื่อสารโทรคมนาคม

อาการน่าเป็นห่วง

มองในแง่ของธุรกิจ ปัจจุบันโครงข่ายการสื่อสารดังกล่าวเป็นของ กองทุนสิงคโปร์ ไปเรียบร้อยแล้ว ผลกระทบที่เกิดจากพิษการเมือง จะบานไปถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ไทยกับสิงคโปร์ อย่างไรหรือไม่ หรือจะกระทบไปถึงบริษัทธุรกิจดังกล่าวในลักษณะไหน คิดจะเผานาฆ่าหนูตามเคย

มองในแง่การเมือง การนำการเมืองภายในไปปะปนเป็นการเมืองระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน หรือพูดภาษาชาวบ้านว่าชักศึกเข้าบ้าน ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะนายกฯกัมพูชาพูดเอาไว้ชัดเจนว่าเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่ใช่การก้าวก่ายการเมืองภายในประเทศไทย ยิ่งดันทุรังก็ยิ่งแสดงถึงความเป็นเด็กดื้อ

ความใจแคบเพราะไม่ได้คิดเอง เพราะต้องทำตามใบสั่งเห็นใครก็ตามที่มาเกี่ยวข้องหรือติดต่อกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็จะผลักไสให้เป็นศัตรูคู่อาฆาตไปหมด เสมือนว่าชาตินี้ห้ามคบค้าสมาคมกับอดีตผู้นำอย่างเด็ดขาด การบริหารประเทศต้องแสดงถึงภาวะผู้นำ การมีภาวะผู้นำ

จะเอาอารมณ์อยู่เหนือเหตุผลไม่ได้

ถ้าประเทศไหนต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วจะถือว่า เป็นศัตรูของรัฐบาลไทย ก็คงใช้ไม่ได้ อีกหน่อยไม่มีใครคบ เรื่องนี้รัฐบาลต้องดูตัวเองด้วยว่าทำไมถึงยังมีผู้นำประเทศต่างๆคบหาสมาคมกับพ.ต.ท.ทักษิณด้วยมิตรจิตอันดี การออกอาการทุรนทุรายของรัฐบาล

แสดงว่าใกล้เข้าตาจนเต็มที

จะเข้ามาขุดรากถอนโคนอดีตผู้นำก็ทำไม่สำเร็จ แถม ความนิยมของอดีตผู้นำยังดีวันดีคืน บริหารประเทศก็ไม่ ประสบความสำเร็จ ปัญหาการเมืองวิกฤติประเทศก็ยังรุมเร้า แค่ตั้ง ผบ.ตร.ตำแหน่งเดียว แค่สหภาพการรถไฟฯดื้อแพ่งไม่ยอม เดินรถก็หมดปัญญา จอดป้ายเอาดื้อๆ

ยิ่งถ้าใจไม่กว้างจะมาดึงดันเอา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธเป็นศัตรูอีกคนก็ต้องคิดให้หนัก ลำพังแค่ พล.อ.ชวลิตเดินเกมพบเพื่อนเก่า จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า กัมพูชา รัฐบาลก็ไปไม่ถูกแล้ว

รีบออกมาสาดโคลนไม่ดูตาม้าตาเรือ ที่ พล.อ.ชวลิตเดินทางไปนั้น ได้รับเชิญในฐานะสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน รัฐบาลดันมาตั้งป้อมกดดัน จะถูกมองว่าประเทศไทยเป็น ประชาธิปไตยหรือเผด็จการ กันแน่ ขนาดประเทศเพื่อนบ้านปกครองโดยรัฐบาลทหาร ยังใจกว้างกว่ารัฐบาลบ้านเราเยอะ

ไม่คับแคบ.

หมัดเหล็ก