WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 29, 2009

สาวิทย์รับมึน คำสั่งเด้ง ยันรถไฟวิ่งแน่

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_42981

นายสาวิทย์ แก้วหวาน

ประธาน สร.รฟท.รับเสียความรู้สึกคำสั่งปลดแกนนำพนักงานรถไฟหาดใหญ่ 6 คน ยันดิ้นสู้ทางกฎหมายต่อ พร้อมประกาศเดินรถไฟ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้วันที่ 29 ต.ค.นี้...

วันนี้(29 ต.ค.)นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.)กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการเดินรถไฟ โดยยืนยันการเรียยกร้องเป็นการเรียกร้องเพื่อให้มีการแก้ไขปัญหา สหภาพฯไม่ได้เอาประชาชนมาเป็นเครื่องมือต่อรอง อย่างไรก็ตามขณะนี้ปัญหาได้ถูกแก้ไปบางส่วน โดยเฉพาะเมื่อตัวแทนผู้บริหาร ร.ฟ.ท.และสหภาพฯ ได้เปิดโต๊ะเจรจา โดยมีนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย เป็นคนกลาง ซึ่งทุกฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันว่า จะเริ่มเรินรถไฟในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 29 ต.ค.นี้

ส่วนการสั่งปลดพนักงานรถไฟทั้ง 6 คนนั้น นายสาวิทย์ กล่าวว่า ก็ต้องมีการต่อสู้กันทางกฎหมายต่อไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจะต้องให้เกียรติ รมช.มหาดไทย ที่ลงมาเคลียร์ปัญหา ซึ่งยอมรับว่า เสียความรู้สึกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังคงมีการเดินรถตามข้อตกลง รถพร้อม คนพร้อม ก็พร้อมเดินรถตามกำหนด ทั้งนี้ก็จะต้องให้สอดคล้องกับระบบท่ีจะต้องมีความปลอดภัยด้วย.

ตร.เตรียมใช้พรบ.คอมออกหมายจับต้นตอข่าวลือไม่เป็นมงคล ทำหุ้นตก

ที่มา ประชาไท

(28 ต.ค.) เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รายงานข่าวแจ้งว่า วันที่ 29 ต.ค. พนักงานสอบสวนคดีกลุ่มบุคคลปล่อยข่าวลือไม่เป็นมงคล ทำให้ราคาหุ้นไทยตกต่ำ เตรียมนำพยานหลักฐานเพื่อขอให้ศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 4-5 คน ในข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14

แหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงการดำเนินคดีกับผู้ไม่ประสงค์ดีปล่อยข่าวที่ไม่เป็นมงคล ว่า ในเรื่องของการปั่นหุ้นเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งการดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่กระทำนั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ กลต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ในส่วนของ ตร. สามารถที่จะดำเนินคดีในส่วนของผู้ที่ปล่อยข่าวลวงอันเป็นเท็จและไม่เป็นมงคล ซึ่งเป็นความผิดตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งขณะนี้เราก็ดำเนินการอยู่ไม่ได้นิ่งนอนใจ

การใช้สิทธินัดหยุดงานกับบริการสาธารณะ

ที่มา ประชาไท

จากที่ผู้เขียนได้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ประท้วงด้วยการหยุดเดินรถไฟอันส่งผลให้ประชาชนในฐานะของผู้ใช้บริการทั่วไปได้รับความเดือดร้อน ผู้เขียนจึงอยากที่จะได้นำเสนอแนวคิดว่าด้วย “สิทธิการนัดหยุดงาน” ในมุมมองของต่างประเทศพร้อมทั้งเสนอแนะประเด็นที่น่าคบคิดโดยมุ่งเน้นในมิติของกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายปกครองเป็นหลัก

แนวคิดว่าด้วยการนัดหยุดงานถือได้ว่าเป็นแนวคิดที่มีประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน ในทางวิชาการแล้ว มีการถกเถียงกันอยู่พอสมควรไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่ว่าการนัดหยุดงานถือเป็น “สิทธิ” (Right) หรือ “เสรีภาพ” (Freedom) (ซึ่งบทความนี้ผู้เขียนขอใช้คำว่า “สิทธิการนัดหยุดงาน”) และจะถือว่าเป็น “สิทธิมนษยชน” (Human Rights) หรือ “สิทธิขั้นพื้นฐาน” (Fundamental Rights) หรือไม่

บางประเทศได้ให้ความสำคัญกับสิทธิการนัดหยุดงานโดยได้ทำการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ อาทิเช่น ประเทศฝรั่งเศส (คำปรารภข้อที่ 7 ในรัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ. 1946) ประเทศอิตาลี (มาตรา 40) และประเทศแอฟริกาใต้ (มาตรา 23 (2)(c)) เป็นต้น ในบางประเทศอย่าง ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศเบลเยี่ยม แม้มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแต่ก็ได้ให้การรับรองผ่านคำพิพากษาของศาล ขณะที่บางประเทศ เช่น ประเทศเยอรมัน ประเทศอังกฤษ ซึ่งต่างก็มิได้มีบัญญัติว่าด้วยการนัดหยุดงานไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีการเทียบเคียงจากตัวบทบัญญัติและกฎหมายใกล้เคียงเพื่อการคุ้มครองในสิทธิข้างต้น

ประเทศฝรั่งเศสถือเป็นประเทศหนึ่งที่ “สิทธิการนัดหยุดงาน” หรือ “Right to strike” ค่อนข้างศักดิ์สิทธิ์โดยจะเห็นได้จากระบบสหภาพแรงงานที่มีความแข็งแกร่งมาก ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากการที่รัฐธรรมนูญฝรั่งเศสฉบับปี 1946 ได้บัญญัติรับรองสิทธินี้ไว้ในคำปรารภข้อที่ 7 และในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (1958) ได้รับรองส่วนของคำปรารภข้างต้นไว้ในอรัมภบทอีกด้วย กล่าวคือ “การนัดหยุดงาน” ในฝรั่งเศสนั้นถือได้ว่าเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ (Constitutional Rights)

ตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว สิทธิการนัดหยุดงานถือได้ว่าเป็นสิทธิประเภทสัมพัทธ์ (Relative Rights) หาใช่สิทธิประเภทสัมบูรณ์ (Absolute Rights) ไม่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นสิทธิที่หากมีความจำเป็นอันถือเอาประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) เป็นสำคัญ รัฐสามารถที่จะออกกฎหมายมาจำกัดการใช้สิทธิของประชาชนได้ แต่ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวจำต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเท่านั้น ตัวอย่างของสิทธิแบบสัมพัทธ์ เช่น เสรีภาพการชุมนุม สิทธิในชีวิตและร่างกาย (การจับและการคุมขังบุคคล การค้นตัวบุคคล) ฯลฯ เป็นต้น
ในขณะที่สิทธิประเภทสัมบูรณ์นั้น รัฐไม่สามารถที่จะออกกฎหมายใดๆ มาจำกัดสิทธิได้ ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนของสิทธิประเภทนี้คือ เสรีภาพในการนับถือศาสนาและสิทธิที่ไม่ต้องรับโทษทางอาญาย้อนหลัง (Ex Post Facto) เป็นต้น

ที่ผู้เขียนกล่าวว่าสิทธิการนัดหยุดงานเป็นสิทธิประเภทสัมพัทธ์สืบเนื่องมาจากการบัญญัติรับรองไว้ไม่ว่าจะในคำปรารภข้อที่ 7 ของรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสฉบับ 1946 ที่กล่าวไว้ว่า “สิทธิในการนัดหยุดงานอาจใช้ได้ภายในขอบเขตของรัฐบัญญัติที่กำหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องนั้น” หรือจะเป็นกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (ICESCRs) ที่ได้บัญญัติไว้ในข้อที่ 8 (d) โดยให้รัฐภาคี “รับรองสิทธิในการนัดหยุดงานหากปฏิบัติตามตัวบทกฎหมายของแต่ละประเทศ” ซึ่งความข้างต้นทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่ารัฐสามารถที่จะออกกฎหมายมาจำกัดสิทธิการนัดหยุดงานได้หากมีความจำเป็น

ทั้งนี้ เป็นการสอดคล้องกับการที่ศาลยุติธรรมแห่งยุโรป หรือ European Court of Justice (ECJ) และศาลสิทธิมนุษยชนแห่งสหภาพยุโรป (European Court of Human Rights) ได้เคยมีคำวินิจฉัยยืนยันไว้ในคดี Laval คดี Viking และคดี Enerji ตามลำดับว่า “สิทธิการนัดหยุดงานถือได้ว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานภายใต้กฎหมายแห่งสหภาพยุโรป แต่ในขณะเดียวกันนั้นเราก็รับรู้ด้วยว่าสิทธิดังกล่าวนี้หาได้บริบูรณ์จนกระทั่งไม่สามารถจำกัดได้ไม่”

อนึ่ง การอนุญาตให้ฝ่ายบริหารสามารถออกกฎหมายมาเพื่อจำกัดสิทธิประเภทสัมพัทธ์อันรวมถึงสิทธิการนัดหยุดงานก็มิได้หมายความว่าจะออกกฎหมายอย่างไรก็ได้ หากแต่การออกตัวบทกฎหมายจำต้องอยู่บนหลักนิติรัฐ (Legal State) และระบอบประชาธิปไตยซึ่งต้องคำนึงทางด้านกระบวนการในการบัญญัติกฎหมายประการหนึ่ง และต้องคำนึงทางด้านเนื้อหา (Substantive Matter) ของกฎหมายอีกประการหนึ่ง กล่าวคือ ในแง่มุมของกระบวนการตรากฎหมายจำกัดสิทธิของประชาชน รัฐจำต้องให้รัฐสภาในฐานะของ “องค์กรตัวแทนของประชาชน” เป็นผู้ตราเท่านั้น ส่วนในแง่มุมเกี่ยวกับเนื้อหาของกฎหมายที่จะออกมาจำกัดสิทธินั้นจำต้องมีเนื้อหาที่ค่อนข้างชัดเจนว่าเมื่อใดที่จะให้รัฐสามารถเข้าไปล่วงล้ำในแดนแห่งสิทธิของประชาชนได้ อีกทั้งการเข้าไปล่วงล้ำในแดนแห่งสิทธิดังกล่าวจะต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุในการรักษาไว้ซึ่งประโยชน์สาธารณะอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หากปรากฎว่าแม้ตัวบทกฎหมายที่ถูกตราขึ้นโดยรัฐสภายังคงมีเนื้อหาที่เข้ามาล่วงล้ำแดนแห่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากจนเกินกว่าเหตุ รัฐธรรมนูญในฐานะกฎหมายสูงสุดของประเทศ (Supreme Law of the Land) ก็จะเป็นอีกกลไกในการป้องกันมิให้กฎหมายนั้นสามารถบังคับใช้ได้ ทั้งนี้ โดยผ่านคำวินิจฉัยของฝ่ายตุลาการ หากปราศจากกลไกในการควบคุมกฎหมายมิให้ขัดกับรัฐธรรมนูญทำนองนี้แล้ว ในบางครั้งรัฐสภาก็อาจจะออกกฎหมายมาไม่เพียงแต่ “จำกัด” สิทธิเสรีภาพของประชาชนมากเกินสมควรกว่าเหตุเท่านั้น หากแต่ออกมาเพื่อ “กำจัด” สิทธิเสรีภาพของประชาชนไป

สำหรับประเทศไทย สิทธิในการนัดหยุดงานมิได้มีการบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญโดยประจักษ์ชัดเช่นเดียวกับประเทศฝรั่งเศส ประเทศอิตาลี และประเทศแอฟริกาใต้ แต่ก็มิได้หมายความว่าสิทธิดังกล่าวนี้จะถูกปฏิเสธการรับรองและคุ้มครอง ทั้งนี้เป็นไปตามที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่าสิทธิการนัดหยุดงานได้รับการยอมรับในระดับระหว่างประเทศว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน หรือสิทธิมนุษยชนเลยทีเดียว

กระนั้นก็ดี แม้ว่าสิทธิการนัดหยุดงานจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่ก็มิได้หมายความว่าจะสามารถนัดหยุดงานเมื่อใดก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วหากเป็นการนัดหยุดงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำงานในภาคส่วนของการให้บริการสาธารณะ (Public Service) ที่มีความสำคัญและจำเป็น อาทิ ทางด้านการคมนาคมขนส่งต่างๆ เพราะการนัดหยุดงานย่อมของเจ้าหน้าที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยทั่วไปในการใช้บริการสาธารณะ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัจเจกชนมิอาจที่จะใช้สิทธิเสรีภาพของตนไปตามอำเภอใจไม่ หากแต่จำต้องตระหนักว่าตนเองนั้นอยู่ในสังคมอันประกอบไปด้วยบุคคลอื่น หากตนเองใช้สิทธิเสรีภาพของตนเองไปโดยไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ก็ย่อมจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นซึ่งส่งผลต่อผลประโยชน์ส่วนรวมของมหาชน

กล่าวโดยสรุปแล้ว หากพิจารณาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สิทธิเสรีภาพของเจ้าหน้าที่รัฐที่ให้บริการสาธารณะแล้ว ถ้ามีการใช้สิทธิเสรีภาพไปโดยมิได้ตระหนักถึงผลกระทบต่อผลประโยชน์มหาชนแล้ว ท้ายที่สุดก็จะนำพาประเทศไปสู่ปัญหามากมาย ทั้งนี้ นอกจากจะเป็นการไม่ชอบด้วยหลักการของกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วก็ยังเป็นการขัดต่อหลักการของกฎหมายปกครองว่าด้วย “บริการสาธารณะ” อีกด้วย

ตามหลักทั่วไปของกฎหมายปกครอง (ฝรั่งเศส) แล้ว บริการสาธารณะมีหลักการสำคัญอยู่ 3 ประการซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม “หลักการของโรแลนด์” หรือ “Rolland Principles” อันได้แก่ หลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ (Continuity) หลักความเปลี่ยนแปลงได้ของบริการสาธารณะตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของสาธารณะ (Adaptability) และหลักความเสมอภาคสำหรับผู้ใช้บริการสาธารณะ (Equality)

อย่างไรก็ดี นอกจากหลักการทั้ง 3 ข้างต้นแล้ว อีกหลักการหนึ่งซึ่งโดยปกติแล้วจะมีการบัญญัติเสริมเพิ่มเติมเข้าไปในหลักการว่าด้วยบริการสาธารณะอยู่เสมอนั่นคือ หลักภววิสัย (Neutrality) หลักการดังกล่าวมีความหมายว่า เจ้าหน้าที่รัฐจำต้องดำรงตนอย่างเป็นกลางในการให้บริการสาธารณะ เช่น เจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่เลือกให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนี่งได้ประโยชน์จากบริการของตนเอง เป็นต้น

จากปรากฏการณ์ของการนัดหยุดงานในประเทศไทยที่เพิ่งเกิดขึ้นมาโดยสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทยอันส่งผลให้รถไฟต้องหยุดวิ่งไปในเส้นทางภาคใต้ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบให้ “บริการสาธารณะซึ่งเป็นภาระกิจสำคัญของฝ่ายปกครอง” ต้องมีความขาดตกบกพร่องไป จากการพินิจพิเคราะห์ตามหลักกฎหมายปกครองว่าด้วยเรื่องบริการสาธารณะที่ได้นำกล่าวมาแล้วพอสังเขปในข้างต้น หลักความต่อเนื่อง (Continuity) ของบริการสาธารณะถือได้ว่าเป็นหลักการที่สำคัญที่สุดสำหรับบริการสาธารณะ เพราะหากบริการสาธารณะซึ่งมีความจำเป็นต้องหยุดชะงักไปก็จะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการโดยทั่วไปรวมไปถึงธุรกิจบางประเภทซึ่งจะเกิดผลเสียต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศอันหลีกเลี่ยงมิได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แต่เฉพาะประเทศไทยที่ต้องเผชิญกับผลกระทบของการนัดหยุดงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐในภาคการขนส่งสาธารณะ (Public Transports) ไปทั่วเยี่ยงปัจจุบัน หากแต่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศฝรั่งเศสซึ่งเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง การณ์ดังกล่าวนำไปสู่คดีความต่างๆ บนชั้นศาล จนศาลปกครองและคณะตุลาการรัฐธรรมนูญในประเทศฝรั่งเศสต่างก็ได้มีคำวินิจฉัยที่เป็นการยืนยันรับรองหลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะที่จำต้องมีไว้ ยกตัวอย่างเช่น ศาลปกครองสูงสุดในคดี Dehaene ได้ให้ความเห็นว่าทางภาครัฐจำต้องวางกฎในการจัดทำบริการสาธารณะอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการใช้สิทธิการนัดหยุดงาน ซึ่งต่อมาแนวคิดดังกล่าวก็ได้ถูกสนับสนุนโดยคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ (Conseil constituionnel) ด้วย เป็นต้น

หลังจากคำวินิจฉัยข้างต้นจึงได้เกิดการถกเถียงกันเป็นอย่างมากอันนำไปสู่การเกิดของแนวคิดว่าด้วยความต่อเนื่องของการให้บริการสาธารณะและเกิดแนวคิดมาตราการในการเข้ามาทำให้หลักความต่อเนื่องดังกล่าวสามารถกระทำได้จริง กล่าวคือ 2 มาตรการที่ถูกคิดประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างการให้บริการขั้นต่ำ (Minimum Service) มาตรการหนึ่ง และการเข้าดำเนินการเองอีกมาตรการหนึ่ง จะสามารถทำให้หลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะดำรงคงอยู่ได้

สำหรับหลักการแรกว่าด้วยการให้บริการขั้นต่ำนั้นถูกนำมาแก้ไขปัญหาการนัดหยุดงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ให้บริการสาธารณะ โดยภาครัฐจำต้องกำหนดมาตรการเพื่อรองรับการหยุดงานว่าท้ายที่สุดแล้วการบริการสาธารณะจะไม่หยุดไปทั้งหมด หากแต่ต้องมีบริการให้แก่ประชาชนทั่วไปได้ใน

นอกจากมาตรการการให้บริการขั้นต่ำข้างต้นแล้ว หากภาครัฐมิอาจสามารถที่จะรักษาให้บริการสาธารณะสามารถที่จะให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง มาตรการที่สองอย่าง “การเข้าดำเนินการเอง” จะถูกหยิบยกขึ้นมา เพื่อทำให้ความต่อเนื่องของการให้บริการสาธารณะบรรลุผล กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากปรากฏว่าการหยุดงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ให้บริการสาธารณะค่อนข้างรุนแรงจนนำไปสู่การหยุดการให้บริการ ทางภาครัฐอาจจัดส่งคนเข้าไปดำเนินการแทนเจ้าหน้าที่รัฐนั้นๆ ได้ ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาการหยุดชะงักของการให้บริการสาธารณะ

แนวความคิดและมาตรการต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้เพื่อทำให้การบริการสาธารณะของประเทศฝรั่งเศสมีประสิทธิภาพข้างต้น มาในยุคหนึ่งได้ถูกทำให้เป็น “รูปธรรม” มากขึ้น กล่าวคือ ในยุคของประธานาธิบดี นิโกลาร์ ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) ได้มีการผลักดันร่างกฏหมายว่าด้วยการให้บริการขั้นต่ำ (Minimum Service Bill) ซึ่งมีหลักการสำคัญว่ารัฐมิได้ห้ามมิให้มีการนัดหยุดงาน หากแต่ต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนที่จะทำการหยุดงานเป็นระยะเวลา 48 ชม. ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ติดต่อประสานงานกับนายจ้างของตนเองในการจัดการบริการสาธารณะขั้นต่ำให้แก่ผู้ใช้บริการ สุดท้ายแล้วรัฐสภาฝรั่งเศสก็ได้เห็นชอบและผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวและประกาศใช้เป็นรัฐบัญญัติว่าด้วยการให้บริการขั้นต่ำนับตั้งแต่ปี 2007 จนทำให้นานาประเทศให้การยอมรับว่าประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศหนึ่งที่สามารถรักษาความสมดุลระหว่างการใช้สิทธินัดหยุดงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและบริการสาธารณะตามหลักกฎหมายปกครองที่ถือประโยชน์สาธารณะของประชาชนทั่วไปเป็นสำคัญได้เป็นอย่างดี

จากหลักการของกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง กอปรกับประสบการณ์ของประเทศฝรั่งเศสที่ได้ประสบพบเจอกับปัญหาของการนัดหยุดงานของเจ้าหน้าที่ให้บริการสาธารณะที่ผู้เขียนได้นำเสนอมาในข้างต้น ถือได้ว่าสามารถเป็นอุทธาหรณ์ให้ประเทศไทยเราได้ฉุกคิดกรณีดังกล่าวได้ กล่าวคือ นอกจากการเจรจาพูดคุยกันโดยเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทยเพิ่งเกิดขึ้นของในปัจจุบันแล้ว ผู้เขียนต้องการเสนอประเด็นให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐและภาคประชาชนผู้ใช้สิทธิในการนัดหยุดงานได้นำไปขบคิดถึงหลักการให้บริการสาธารณะอันมีความสำคัญยิ่งแก่ประชาชนผู้ใช้บริการสาธารณะส่วนมากเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาวต่อไป

อาจจะถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะต้องมีการนำปัญหาของสิทธิการนัดหยุดงานมาถกเถียงกันในทุกมิติเพื่อนำไปสู่การกำหนดกรอบกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน หรือแม้แต่การตราเป็นตัวบทกฎหมายโดยเฉพาะ (Sui Generis) ว่าด้วยการให้บริการสาธารณะเฉกเช่นเดียวกันกับประเทศฝรั่งเศสได้กระทำหรือไม่อย่างไร เพื่อมิให้กระทบต่อหลักบริการสาธารณะซึ่งต้องมีความต่อเนื่องในการให้บริการกับประชาชนนั่นเอง

อนึ่ง สำหรับประเทศไทยแล้ว แม้ว่าจะมิได้มีคดีความต่างๆ อันนำไปสู่พัฒนาการของหลักว่าด้วยความต่อเนื่องของบริการสาธารณะมากมายเท่าประเทศฝรั่งเศส แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มีการบัญญัติหลักการดังกล่าวไว้ในมาตรา 64 วรรค 2 ว่า “ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐย่อมมีเสรีภาพในการรวมกลุ่มเช่นเดียวกันกับบุคคลทั่วไป แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินและความต่อเนื่องในการจัดทำบริการสาธารณะ” อันเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็ตระหนักและให้ความสำคัญในหลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะนี้ด้วยเช่นกัน

แฉ'เวชชาชีวะ'สมคบสื่อโล้นงาบผลประโยชน์ชาติ

ที่มา Thai E-News


ลุงอภิสิทธิ์ผู้นิยมปชป.-นายนิสสัย เวชชาชีวะ(ซ้าย) นอกจากจะเป็นลุงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังเป็นพ่อของนายสุรนันท์ เวชชาชีวะ เล่ากันว่าเขาเป็นคนกดดันให้ลูกชายยุติบทบาททางการเมืองสนับสนุนทักษิณ แล้วยื่นคำขาดให้มาอยู่พรรคเดียวกับนายอภิสิทธิ์ หากยังต้องการใช้นามสกุลเวชชาชีวะอยู่ต่อไป นายนิสสัยเป็นกรรมการอิสระของเนชั่น และเป็นบอร์ดNBCชุดล้างขาดทุนสะสมนำเข้าตลาดหุ้น


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 ตุลาคม 2552

ทำถูกกฎหมายก็ทำได้ แต่เนชั่นเพิ่งจะทำหลังกลต.รับเรื่องลงดาบจ่อฟัน

หลังจากโฆษณาขายหุ้นจองเนชั่น บรอดแคสติ้ง-NBC อย่างผิดกฎหมายมาโดยตลอด จนประชาชนจำนวนมากร้องเรียนให้กลต.ดำเนินคดีตามกฎหมาย และกลต.ได้เปิดเผยว่าจะเข้าไปตรวจสอบ มาวันนี้ช่วงเวลาราว09.05 น.ในรายการ"เก็บตกจากเนชั่น"ทางเนชั่นแชนัล ได้มีการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นครั้งแรกแล้ว โดยในป้ายข้อความโฆษณาขายหุ้นจองNBCนั้น ได้มีการขึ้นข้อความ"คำเตือน:การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง นักลงทุนพึงศึกษารายละเอียดจากหนังสือชี้ชวน"


ทุนสามานย์?-ไม่ใช่เพียงทัศนะการเมืองที่ไปทางเดียวกันของสุทธิชัย หยุ่นกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เท่านั้น แต่เป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน โดยฝ่ายอภิสิทธิ์ให้เวลาฟรีทีวีแทบทุกช่องกับประเคนโฆษณาให้ ส่วนเนชั่นเป็นองครักษ์คอยพิทักษ์ปกป้องและเป็นกองเชียร์ ทั้งหมดนี้มีผลประโยชน์ทับซ้อนสำคัญกับผลประโยชน์ของสาธารณชนชาวไทย นั่นคือภาษีและทรัพยากรของประชาชน-ของรัฐตกไปเป็นของเนชั่น ส่วนเนชั่นก็ไม่ได้ทำหน้าที่หมาเฝ้าบ้านที่ซื่อสัตย์อีกแล้ว แต่เป็นหมาบ้าที่กัดทุกคนหากข้องแวะกับอภิสิทธิ์(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในรายงานข่าวเชิงสืบสวน:เบื้องหลังโชคมหาศาลของเนชั่น มันคืออาชญากรรมย่ำยีชาติและประชาธิปไตย และข่าวเนชั่นได้เข้าไปทำรายการทางฟรีทีวีแทบทุกช่องหลังรัฐประหาร19กันยา:คลิ้กที่นี่ )


นามสกุลเวชชาชีวะเป็นกรรมการNBCชุดล้างเน่าแต่งตัวเข้าตลาดหุ้น

บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) -NBC เจ้าของเนชั่นทีวี และเจ้าของรายการโทรทัศน์เครือเนชั่นทางฟรีทีวีแทบทุกช่อง ซึ่งกำลังนำเสนอขายหุ้นจองต่อประชาชนในช่วงนี้ยังมีเรื่องอื้อฉาวไม่้เว้นแต่ละวัน นอกเหนือจากการโฆษณาขายหุ้นผ่านสื่อของตนเองอย่างน่าเกลียด และผิืดกฎหมายเพราะไม่ขึ้นคำเตือนเรื่องการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง แถมนายกนก รัตน์วงศ์สกุล นักเล่าข่าวอื้อฉาวเครือเนชั่นยังโฆษณาเกินจริงว่า"หากใครจองซื้อNBCก็จะรวยไม่รู้เรื่อง รวยเละ"แล้ว ยังมีข้อครหาว่าอิบแอบแนบชิดกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในลักษณะต่างตอบแทนกันทางผลประโยชน์ด้วย

โดยเนชั่นได้ผลประโยชน์จากการเข้าไปจัดรายการทางฟรีทีวีช่องต่างๆ และได้ผลประโยชน์จากงบโฆษณาที่รัฐบาลจัดให้ ทำให้งวด6เดือนแรกปีนี้มีรายได้จากสื่อโทรทัศน์วิทยุพุ่งขึ้นกว่าปีก่อน16% ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมเดียวกันทรุดฮวบลง13% สอดคล้องกับที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้ืชื่อว่าซื้อสื่อโฆษณามากเป็นอันดับที่2เหนือกว่าบริษัทหรือสินค้าชื่อดังทั้งหลาย ตามที่ไทยอีนิวส์เสนอไปแล้ว แลกกับการที่เนชั่นทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์อภิสิทธิ์และเป็นกระบอกเสียงให้

ภาษาข่าว-เมื่อพูดถึงอดีตนายกฯทักษิณ นักเล่าข่าวจอมอื้อฉาวอย่างกนกจะใช้คำว่า"ทักษิณ"หรือ"นักโทษชายทักษิณ" แต่เมื่อพูดถึงนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เขาจะใช้คำว่า"ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์" และเมื่อพูดถึงพลเอกเปรมเขาจะใช้คำว่า"พณะท่านพลเอกเปรม" ล่าสุดวานนี้กนกบอกว่าเหตุที่โพลล์สำรวจคะแนนนิยมรัฐบาลและผู้ว่ากทม.ออกมาต่ำก็เพราะพวกโพลล์ไปทำสำรวจตอนที่มีข่าวลบกับรัฐบาลอย่างข่าวทุจริต ควรไปสำรวจช่วงปีใหม่ที่ประชาชนอารมณ์ดี คะแนนของ"ท่านนายกรัฐมนตรี"จะสูงแน่นอน


ล่าสุดเราตรวจสอบพบด้วยว่า ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งเป็นวันที่NBCได้มีมติล้างขาดทุนสะสมทางบัญชี และแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนนั้นมีชื่อนายนิสสัย เวชชาชีวะ เป็นกรรมการบริษัทอยู่ด้วย เช่นเดียวกับที่นายสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งตอนนั้นเป็นประธานบริษัทNBC แต่ต่อมาชื่อของทั้งคู่ก็หายไปอย่างปริศนา ไม่มีรายชื่อในคณะกรรมการNBCชุดปัจจุบัน

คณะกรรมการของ NBC ณ วันที่ 10กุมภาพันธ์ 2552

รายชื่อ ตำแหน่งใน NBC

คุณสุทธิชัย แซ่หยุ่น ประธานกรรมการ
คุณธนะชัย สันติชัยกูล กรรมกา และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
คุณอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการอำนวยการ
*คุณนิสสัย เวชชาชีวะ กรรมการ
คุณปกรณ์ บริมาสพร กรรมการ
คุณปณต วิเลปสุวรรรณ กรรมการ


*ปัจจุบันนายนิสัย เวชชาชีวะ ยังเป็นกรรมการอิสระในเนชั่นมัลติมีเดีย(NMG)บริษัทแม่ของNBC( คลิ้กดู )
ที่มา:สารสนเทศ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด

ส่วนคณะกรรมการของ NBC ณ ปัจจุบันนี้ ประกอบด้วย
นายธนะชัย สันติชัยกูล ประธานกรรมการ
นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการและกรรมการผู้อำนวยการ
*นางลักขณา รัตน์วงศ์สกุล กรรมการ
นางสาวเอี่ยมศรี บุญหชัยรัตน์ กรรมการ
นางสาวนภาพร เอื้อเฟื้อ กรรมการ
ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล กรรมการอิสระและประธานกรรมการตรวจสอบ
นายเมธา สุนทรจิตร์ กรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ
นายศิวะพร ชมสุวรรณ กรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ

*ภรรยานายกนก รัตน์วงศ์สกุล ซึ่งเป็นผู้บริหารNBCในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนงานผู้ประกาศข่าว
ที่มา:เวบไซต์ของNBC

ลุงของอภสิทธิ์ เวชชาชีวะซี้ปึ้กโล้นยังนั่งเป็นบอร์ดบริษัทแม่NBC

ปัจจุบันนี้นายนิสสัย เวชชาชีวะ ยังคงเป็นกรรมการอิสระในเนชั่นมัลติมีเดีย (NMG) บริษัทแม่ของNBC โดยนายนิสสัย เป็นพี่ชายของนายแพทย์อรรถสิทธื์ เวชชาชีวะ(บิดาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี) จึงมีศักดิ์เป็นลุงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายนิสสัยเป็นบิดาของนายสุรนันท์ เวชชาชีวะ ซึ่งเคยสังกัดพรรคไทยรักไทยของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร มีคอลัมนิสต์ไทยรัฐ คือ"เหล็กน้ำพี้"เคยนำเสนอว่านายนิสสัยเป็นผู้กดดันให้นายสุรนันท์ต้องลาออกจากสมาชิกพรรคไทยรักไทย และยื่นคำขาดให้ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเขานิยมอยู่ หาไม่แล้วนายสุรนันท์ก็ต้่องเลิกใช้นามสกุลเวชชาชีวะ หรือนายนิสสัยอาจไปลงบัญชีปาร์ตี้ลิสต์พรรคประชาธิืปัตย์เสียเอง แต่นายสุรนันท์สนองเพียงยุติบทบาทในไทยรักไทย แต่ไม่ยอมสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิืปัตย์ (อ่านรายละเอียด คลิ้ก )

เปิดมติที่ประชุมฟอกเน่าเนชั่นทีวีชุดนิสสัย เวชชาชีวะรวมหัว

เนชั่นรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อ10กุมภาพันธ์2552(คลิ้กดูรายละเอียดที่นี่)ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 1/2552 ของบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ("บริษัทฯ" หรือ "NMG") ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 ได้มีมติเอกฉันท์

(i) อนุมัติแผนการนำบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ("NBC") เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม
เอ ไอ ("ตลาดหลักทรัพย์ฯ")
โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ NBC ให้แก่ประชาชนและบุคคลทั่วไป (IPO)
(รวมทั้งผู้ถือหุ้นสามัญของ NMG) จำนวน 50,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท คิดเป็นร้อยละ 29.41
ของทุนชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายครั้งนี้

(ii) อนุมัติให้ลดทุนจดทะเบียนของ NBC จาก 240,000,000 บาท เป็นทุนจดทะเบียน 120,000,000 บาท โดยการลดจำนวนหุ้นลง เป็นจำนวน 12,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10.00 บาท เพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสม

(iii) อนุมัติให้เปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ของ NBC จากมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10.00 บาท เป็นมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00
บาท

(iv) อนุมัติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนของ NBC จาก 120,000,000 บาท เป็นทุนจดทะเบียน 170,000,000 บาท โดยการ
ออกหุ้นสามัญใหม่เพื่อขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ NMG และแก่ประชาชนทั่วไป เป็นจำนวน 50,000,000 หุ้น มูล
ค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท

(v) อนุมัติการแปรสภาพ NBC จากบริษัทจำกัดเป็นบริษัทมหาชน

(vi) อนุมัติให้นำหุ้นของ NBC เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตลาดหลักทรัพย์ฯ

(vii) อนุมัติการขายหุ้นสามัญที่บริษัทฯ ถืออยู่ใน NBC จำนวนไม่เกิน 15,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท
พร้อมกับการทำ IPO ของ NBC

(viii) อนุมัติการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ NBC ให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญของบริษัทฯ ตามสัดส่วนการถือหุ้น (Pre-
emptive Right) จำนวนไม่เกิน 20,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท คิดเป็นร้อยละ 11.76 ของทุน
ชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายครั้งนี้

(ix) อนุมัติให้เสนอที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติแผนการนำ NBC เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (Spin-
off) โดยภาพรวม โดย NBC จะดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 120,000,000 บาท เป็นทุนจดทะเบียน
170,000,000 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 50,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท เพื่อ
เสนอขายให้แก่ประชาชนและบุคคลทั่วไป (รวมทั้งผู้ถือหุ้นสามัญของ NMG) ทั้งนี้ แผนการ Spin-off นี้ อยู่ภายใต้
เงื่อนไขที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ NBC อนุมัติ

(x) อนุมัติให้เสนอที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการกำหนดสัดส่วนการให้สิทธิในการจองซื้อหุ้นที่ออกใหม่
ของ NBC จำนวนไม่เกิน 20,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท คิดเป็นร้อยละ 11.76 ของทุนชำระแล้ว
ทั้งหมด ให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญของบริษัทฯ ตามสัดส่วนการถือหุ้น (Pre-emptive Right)
************
เกาะติดรายงานข่าวเชิงสืบสวน(investigative news)กรณีเนชั่นปั่นหุ้นจองก่อนหน้านี้:

โบรกฯคุกคามสื่อ!เตือนแมงเม่าอย่าซื้อหุ้นจองNBC
สื่อโล้นเย้ยกฎหมายซ้ำซาก เอาอีกแล้วขึ้นป้ายหราออกทีวีขายหุ้นจอง ไม่หวั่นเสือกระดาษกลต.
กลต.เงื้อฟันเนชั่นปั่นหุ้นจอง กนกหายซ่าคุก2ปี
เนชั่นเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาด เตือนแมงเม่าจองซื้อต้องระวัง ปัจจัยเสี่ยงการเมืองพลิกขั้ว
ลากไส้สื่อโล้น:ผิดจากนี้กรูให้เหยียบ!
เบื้องหลังโชคมหาศาลของเนชั่น มันคืออาชญากรรมย่ำยีชาติและประชาธิปไตย
*จำนนหลักฐานเนชั่นจ๋อย หยุดแล้วโฆษณาขายหุ้น สาวลึกเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาดขายแมงเม่า
*ไม่รู้จะรวยหรือซวยเละ หุ้นใหม่เนชั่นเสกพ้วงเดียว จากเน่าๆเอาล้างน้ำเข้าตลาดหุ้นเฉยเลย!
*เอาอีกแล้วสื่อโล้นกระบอกเสียงมาร์ค ไม่กลัวเสือกระดาษกลต. ตีปี๊บขายหุ้นผิดกม.โจ่งครึ่ม
*กนกปั่นหุ้นคุก2ปีไม่พอ กฎหมายชี้ต้องโดนเฉดหัวด้วย รู้แกวส่งเมียเป็นนอมินี จี้กลต.เร่งฟัน
*ร้องกลต.ฟันกนกคุก2ปีลูกพี่หยุ่นโดนด้วย ซี้ปึ๊กมาร์คเย้ยกฎหมายปั่นหุ้นเนชั่นกลางอากาศ
*ใครทุบหุ้นยังไม่แน่ แต่คนปั่นหุ้นคาหนังคาเขา มันเป็น"พวกเรา"-มาร์คว่าไง?!

'ถอดยศ - ริบเครื่องราชฯ' ..... หนูเอ๋ย โตได้แล้วนะ

ที่มา Thai E-News

โดย คุณขนมต้ม
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
29 ตุลาคม 2552

คือความจริงไม่อยากจะตั้งกระทู้ในทำนองนี้เท่าไหร่ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่อง "ไร้สาระอีกอย่างหนึ่ง" ที่ กลุ่มคนกลัวทักษิณ "คิดออก"

ประเด็นของกระทู้นี้มีอยู่ว่า การถอดยศนั้น สามารถทำได้ตามที่ระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเขากำหนดไว้

แต่คนทั่วไป (หมายถึงรัฐบาลที่มีสติปัญญา) เขาจะไม่ทำกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีของ ดร.ทักษิณ

สาเหตุเป็นเพราะ ดร.ทักษิณ นั้น ไม่ได้เป็น "ตำรวจ" ที่อยู่ในตำแหน่ง กล่าวคือ เขาได้ลาออกจากราชการมานานแล้ว

พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นเพียง พลเรือนคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีผลอะไรเลยกับชีวิตของเขา

พล.ต.ท.ชะลอ เสียอีก ...ที่ต้องคำพิพากษา (โดยการกระทำผิดชัดเจน มีการพิพากษาจากศาลยุติธรรมถึงสามศาล) ในขณะที่ตัวเองยังเป็นตำรวจในหน้าที่ (ตอนนั้นอยู่)

โดยหลักการประเพณีปฏิบัติแล้วนั้น การจะไปถอดยศของคนที่ไม่ได้ประจำการแล้วนั้น เป็นเรื่องที่น่าพิศวงในความคิดของคนที่จะทำมาก (แต่ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่า รัฐบาลชุดนี้ คิดอะไรเองไม่เป็น ขนาดธรรมเนียมปฏิบัติที่ตั้ง ผบ.ตร. เขายังทำไม่ได้เลย)

ประเด็นต่อมาก็คือ ตอนที่ ดร.ทักษิณ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ฯ ให้เป็นเจ้าภาพในการสวดพระศพ สมเด็จพระพี่นาง ฯ นั้น (ซึ่งแม้แต่คณะรัฐบาลขณะนั้น [คุณสมัคร] และสมาชิกรัฐสภา ยังได้รับ ฯ ทีหลังคุณทักษิณเสียอีก [ถ้าจำไม่ผิด] )

พระสงฆ์จากวัด (จำไม่ได้) ได้แสดงธรรมเรื่อง "โลกธรรม 8" ให้แก่ ดร.ทักษิณได้สดับฟัง

โลกธรรม 8 ก็คือ ลาภ ยศ สรรญเสริญ สุข, เสื่อมลาภ, เสื่อมยศ, นินทา, ทุกข์

ฉะนั้น การ "เสื่อมยศ" ครั้งนี้ของ คุณทักษิณ จึงเป็นเรื่อง "จิ๊บ ๆ " มาก

แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดของกระทู้นี้ก็คือ ข่าวว่า จะมีการ "ริบ" เครื่องราช ฯ ของคุณทักษิณด้วย..

ผมอยากจะบอกว่า คิดให้ดีก่อนจะทำ เพราะ...เครื่องราช ฯ นั้น ไม่ใช่ว่าจะขอกันได้ง่าย ๆ

เพราะเมื่อหลายปีก่อน เคยมีคดีการปลอมเครื่องราช ติดคุกไปหลายคนแล้ว

หนึ่ง.. การที่จะทรงโปรดเกล้า ฯ พระราชทานให้ผู้ใดนั้น ถือเป็นพระราชประสงค์ของพระองค์

ถ้าใครสังเกตให้ดี ปีนี้ มีใคร (ในรัฐบาลนี้) ได้เครื่องราชอะไรบ้าง ผมพูดแค่นี้...

สอง...หากใครจำได้ ในราชกิจจา ฯ ฉบับหนึ่ง ที่มีการ ถอดยศ และริบเครื่องราช ของนายทหารอากาศ ชั้น พลอากาศเอกนายหนึ่ง สมัย พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นนายก ฯ ในราชกิจจานั้น ได้ระบุว่า กระทำผิดร้ายแรง โดยให้ถอดยศและเรียกคืนเครื่องราช ....ฯลฯ

สรุป อภิสิทธิ์... คุณเป็นนายก ฯ เพราะทหารกลุ่มหนึ่งอุ้มสม... แล้ววันวาน คุณก็ตอบแทน โดยมติ ครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ให้งบลับแก่กลาโหมไป 12 ล้านบาท (รวยมาก) นั้น

วันก่อนคุณ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" (ตามข้อกล่าวหาของชาวเสื้อแดง) ไปแล้วครั้งหนึ่ง กรณีไม่นำคณะนายทหารเข้าเฝ้า ฯ ทั้งที่ทำหนังสือขอพระราชทานไปแล้ว...

นั่นคือครั้งหนึ่ง

วันนี้.. คุณจะ "บังอาจ" กรณีเครื่องราชทักษิณอีกหรือ...??

หรือแค่ต้องการ "กลบข่าว" ความล้มเหลวประชุมอาเซียน??

อยากจะบอกว่าหนูเอ๋ย.. โตได้แล้วนะ...

แฉลุงมาร์คบิ๊กNBCร่วมล้างเน่าสื่อโล้นเข้าตลาด

ที่มา Thai E-News


ผลประโยชน์ทับซ้อน-ไม่ใช่เพียงทัศนะการเมืองที่ไปทางเดียวกันของสุทธิชัย หยุ่นกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เท่านั้น แต่เป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน โดยฝ่ายอภิสิทธิ์ให้เวลาฟรีทีวีแทบทุกช่องกับประเคนโฆษณาให้ ส่วนเนชั่นเป็นองครักษ์คอยพิทักษ์ปกป้องและเป็นกองเชียร์ ทั้งหมดนี้มีผลประโยชน์ทับซ้อนสำคัญกับผลประโยชน์ของสาธารณชนชาวไทย นั่นคือภาษีและทรัพยากรของประชาชน-ของรัฐตกไปเป็นของเนชั่น ส่วนเนชั่นก็ไม่ได้ทำหน้าที่หมาเฝ้าบ้านที่ซื่อสัตย์อีกแล้ว แต่เป็นหมาบ้าที่กัดทุกคนหากข้องแวะกับอภิสิทธิ์


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 ตุลาคม 2552



นามสกุลเวชชาชีวะเป็นกรรมการNBCชุดล้างเน่าแต่งตัวเข้าตลาดหุ้น

ลุงอภิสิทธิ์ผู้นิยมปชป.-นายนิสสัย เวชชาชีวะ(ซ้าย) นอกจากจะเป็นลุงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังเป็นพ่อของนายสุรนันท์ เวชชาชีวะ เล่ากันว่าเขาเป็นคนกดดันให้ลูกชายยุติบทบาททางการเมืองสนับสนุนทักษิณ แล้วยื่นคำขาดให้มาอยู่พรรคเดียวกับนายอภิสิทธิ์ หากยังต้องการใช้นามสกุลเวชชาชีวะอยู่ต่อไป นายนิสสัยเป็นกรรมการอิสระของเนชั่น และเป็นบอร์ดNBCชุดล้างขาดทุนสะสมนำเข้าตลาดหุ้น


บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) -NBC เจ้าของเนชั่นทีวี และเจ้าของรายการโทรทัศน์เครือเนชั่นทางฟรีทีวีแทบทุกช่อง ซึ่งกำลังนำเสนอขายหุ้นจองต่อประชาชนในช่วงนี้ยังมีเรื่องอื้อฉาวไม่้เว้นแต่ละวัน นอกเหนือจากการโฆษณาขายหุ้นผ่านสื่อของตนเองอย่างน่าเกลียด และผิืดกฎหมายเพราะไม่ขึ้นคำเตือนเรื่องการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง แถมนายกนก รัตน์วงศ์สกุล นักเล่าข่าวอื้อฉาวเครือเนชั่นยังโฆษณาเกินจริงว่า"หากใครจองซื้อNBCก็จะรวยไม่รู้เรื่อง รวยเละ"แล้ว ยังมีข้อครหาว่าอิบแอบแนบชิดกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในลักษณะต่างตอบแทนกันทางผลประโยชน์ด้วย

โดยเนชั่นได้ผลประโยชน์จากการเข้าไปจัดรายการทางฟรีทีวีช่องต่างๆ และได้ผลประโยชน์จากงบโฆษณาที่รัฐบาลจัดให้ ทำให้งวด6เดือนแรกปีนี้มีรายได้จากสื่อโทรทัศน์วิทยุพุ่งขึ้นกว่าปีก่อน16% ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมเดียวกันทรุดฮวบลง13% สอดคล้องกับที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้ืชื่อว่าซื้อสื่อโฆษณามากเป็นอันดับที่2เหนือกว่าบริษัทหรือสินค้าชื่อดังทั้งหลาย ตามที่ไทยอีนิวส์เสนอไปแล้ว แลกกับการที่เนชั่นทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์อภิสิทธิ์และเป็นกระบอกเสียงให้

ล่าสุดเราตรวจสอบพบด้วยว่า ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งเป็นวันที่NBCได้มีมติล้างขาดทุนสะสมทางบัญชี และแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนนั้นมีชื่อนายนิสสัย เวชชาชีวะ เป็นกรรมการบริษัทอยู่ด้วย เช่นเดียวกับที่นายสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งตอนนั้นเป็นประธานบริษัทNBC แต่ต่อมาชื่อของทั้งคู่ก็หายไปอย่างปริศนา ไม่มีรายชื่อในคณะกรรมการNBCชุดปัจจุบัน

คณะกรรมการของ NBC ณ วันที่ 10กุมภาพันธ์ 2552

รายชื่อ ตำแหน่งใน NBC

คุณสุทธิชัย แซ่หยุ่น ประธานกรรมการ
คุณธนะชัย สันติชัยกูล กรรมกา และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
คุณอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการอำนวยการ
*คุณนิสสัย เวชชาชีวะ กรรมการ
คุณปกรณ์ บริมาสพร กรรมการ
คุณปณต วิเลปสุวรรรณ กรรมการ


*ปัจจุบันนายนิสัย เวชชาชีวะ ยังเป็นกรรมการอิสระในเนชั่นมัลติมีเดีย(NMG)บริษัทแม่ของNBC( คลิ้กดู )
ที่มา:สารสนเทศ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด

ส่วนคณะกรรมการของ NBC ณ ปัจจุบันนี้ ประกอบด้วย
นายธนะชัย สันติชัยกูล ประธานกรรมการ
นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการและกรรมการผู้อำนวยการ
*นางลักขณา รัตน์วงศ์สกุล กรรมการ
นางสาวเอี่ยมศรี บุญหชัยรัตน์ กรรมการ
นางสาวนภาพร เอื้อเฟื้อ กรรมการ
ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล กรรมการอิสระและประธานกรรมการตรวจสอบ
นายเมธา สุนทรจิตร์ กรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ
นายศิวะพร ชมสุวรรณ กรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ

*ภรรยานายกนก รัตน์วงศ์สกุล ซึ่งเป็นผู้บริหารNBCในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนงานผู้ประกาศข่าว
ที่มา:เวบไซต์ของNBC

ลุงของอภสิทธิ์ เวชชาชีวะซี้ปึ้กยังนั่งเป็นบอร์ดบริษัทแม่NBC

ปัจจุบันนี้นายนิสสัย เวชชาชีวะ ยังคงเป็นกรรมการอิสระในเนชั่นมัลติมีเดีย (NMG) บริษัทแม่ของNBC โดยนายนิสสัย เป็นพี่ชายของนายแพทย์อรรถสิทธื์ เวชชาชีวะ จึงมีศักดิ์เป็นลุงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายนิสสัยเป็นบิดาของนายสุรนันท์ เวชชาชีวะ ซึ่งเคยสังกัดพรรคไทยรักไทยของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร มีคอลัมนิสต์ไทยรัฐ คือ"เหล็กน้ำพี้"เคยนำเสนอว่านายนิสสัยเป็นผู้กดดันให้นายสุรนันท์ต้องลาออกจากสมาชิกพรรคไทยรักไทย และยื่นคำขาดให้ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเขานิยมอยู่ หาไม่แล้วนายสุรนันท์ก็ต้่องเลิกใช้นามสกุลเวชชาชีวะ หรือนายนิสสัยอาจไปลงบัญชีปาร์ตี้ลิสต์พรรคประชาธิืปัตย์เสียเอง แต่นายสุรนันท์สนองเพียงยุติบทบาทในไทยรักไทย แต่ไม่ยอมสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิืปัตย์ (อ่านรายละเอียด คลิ้ก )

************
เกาะติดรายงานข่าวเชิงสืบสวน(investigative news)กรณีเนชั่นปั่นหุ้นจองก่อนหน้านี้:

โบรกฯคุกคามสื่อ!เตือนแมงเม่าอย่าซื้อหุ้นจองNBC
สื่อโล้นเย้ยกฎหมายซ้ำซาก เอาอีกแล้วขึ้นป้ายหราออกทีวีขายหุ้นจอง ไม่หวั่นเสือกระดาษกลต.
กลต.เงื้อฟันเนชั่นปั่นหุ้นจอง กนกหายซ่าคุก2ปี
เนชั่นเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาด เตือนแมงเม่าจองซื้อต้องระวัง ปัจจัยเสี่ยงการเมืองพลิกขั้ว
ลากไส้สื่อโล้น:ผิดจากนี้กรูให้เหยียบ!
เบื้องหลังโชคมหาศาลของเนชั่น มันคืออาชญากรรมย่ำยีชาติและประชาธิปไตย
*จำนนหลักฐานเนชั่นจ๋อย หยุดแล้วโฆษณาขายหุ้น สาวลึกเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาดขายแมงเม่า
*ไม่รู้จะรวยหรือซวยเละ หุ้นใหม่เนชั่นเสกพ้วงเดียว จากเน่าๆเอาล้างน้ำเข้าตลาดหุ้นเฉยเลย!
*เอาอีกแล้วสื่อโล้นกระบอกเสียงมาร์ค ไม่กลัวเสือกระดาษกลต. ตีปี๊บขายหุ้นผิดกม.โจ่งครึ่ม
*กนกปั่นหุ้นคุก2ปีไม่พอ กฎหมายชี้ต้องโดนเฉดหัวด้วย รู้แกวส่งเมียเป็นนอมินี จี้กลต.เร่งฟัน
*ร้องกลต.ฟันกนกคุก2ปีลูกพี่หยุ่นโดนด้วย ซี้ปึ๊กมาร์คเย้ยกฎหมายปั่นหุ้นเนชั่นกลางอากาศ
*ใครทุบหุ้นยังไม่แน่ แต่คนปั่นหุ้นคาหนังคาเขา มันเป็น"พวกเรา"-มาร์คว่าไง?!

บันทึกอดีตสหายเดือนตุลา:ควานหาเขตปลดปล่ิอยจิ่งกังซาน

ที่มา Thai E-News


โดย วันลา วันวิไล
ที่มา หนังสือ"ตะวันตกที่ตะนาวศรี"
28 ตุลาคม 2552

ชาวบ้านรู้ว่าฝนจะตกหรือไม่ จากการฟังเสียงร้องของนกถึดทือ ผมจึงรู้สึกผิดพลาดที่บังอาจไปสอนว่าพวกเขาควรลุกขึ้นต่อสู้ ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักนกถึดทือ ที่บ้านไร่แห่งนั้น ผมหามวลชนไม่พบ “มวลชน” อาจจะอาศัยอยู่ในประเทศจีนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ตะนาวศรีจึงไม่มีโอกาสได้เป็น จิ่งกังซาน


6. จิ่งกังซาน

ก่อนที่จะได้รับมอบหมายหน้าที่และสังกัดตามหน่วยงานต่างๆ พวกเราได้ศึกษากันอยู่ช่วงหนึ่ง คล้ายๆ โรงเรียนการเมืองที่ป่าเขตอื่นเขาทำกัน แต่ไม่ได้ใหญ่โตและเข้มงวดจริงจังนัก

ในมหาวิทยาลัยเราไม่เคยได้ร่ำเรียนลัทธิมาร์กซ์ ,ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม, หรือปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธีอะไรทำนองนั้น เชื่อว่ามหาวิทยาลัยในช่วงก่อนปี 2519 ก็ไม่มีการสอนหลักสูตรวิชาเหล่านี้ อาจเนื่องจากผู้ปกครองขี้ขลาดหวาดกลัวเกินไปที่จะให้นักศึกษารู้เรื่องที่เกี่ยวข้องกับลัทธิคอมมิวนิสต์ เพียงแต่มีพ็อคเก็ตบุ๊คมากมายให้ซื้ออ่านตามแต่ใครจะสนใจในยุคสมัยที่มีเสรีภาพในการรับรู้ แต่จะถูกป้ายสีทางความคิด

การศึกษาในป่านั้นห่างไกลเกินไปที่จะสอนทฤษฎีเหล่านี้ นอกจากมีหนังสืออยู่ไม่มีเล่มให้อ่านกันเอง ตีความกันเอง เพื่อจะได้ถกเถียงกับเพื่อนแล้วทำให้เขารู้ว่า เราก็รู้ทฤษฎีก้าวหน้าเหมือนกัน

บทเรียนบทแรกของเราคือ"ใครสร้างใครเลี้ยง" ที่กล่าวว่าชนบทเป็นผู้ผลิตหลักในการเลี้ยงสังคม แต่บทสำคัญคือ นิพนธ์ ของเหมาเจ๋อตง ว่าด้วยการต่อสู้ที่จิ่งกังซาน ผมอ่านแล้วไม่เข้าใจอะไรเลย มีการอภิปรายกันกระท่อนกระแท่นพอรู้ว่า จิ่งกังซานเป็นที่มั่นในชนบทแห่งแรกๆ ของการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

แปลเป็นนัยได้ว่านี่คือหนทางการต่อสู้ที่ถูกต้อง ตะนาวศรีจะต้องเป็นจิ่งกังซาน

เมื่อจบทฤษฎีการปฏิวัติฉบับย่อที่สุดแล้ว ผมก็ได้รับเลือกให้เรียนเพื่อจะเป็นพยาบาลสนาม ที่นั่นเขาเรียกว่าหมอ แต่ผมไม่กล้าใช้คำๆ นี้ เพราะเราเรียนกันแค่ 2 เดือน ด้วยตำราพ็อคเก็ตบุ๊ค 2-3 เล่มเท่านั้น

เนื่องจากเป้าหมายของการเรียนคือไปเป็นพยาบาลสนามในหน่วยเคลื่อนไหว(หน่วยงานโฆษณามวลชนและหน่วยรบ) ผมจึงได้รับการฝึกฝนการผ่าตัดขนาดเล็กด้วย

คนไข้รายแรกของผมที่ถูกผ่าตัดไส้ติ่ง เป็นหมาตัวหนึ่ง

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ผมก็ได้ผ่าไส้ติ่งให้เพื่อนๆอีก 6-7 ราย ทั้งผ่าเองและเป็นผู้ช่วยหมอ ไม่ว่าจะอย่างไรคนป่วยที่รับการผ่าตัดของเราก็ไม่เคยมีใครเป็นอะไรเลย ทั้งๆที่ห้องผ่าตัดเป็นเพียงมุ้งขนาดใหญ่ที่ครอบบนเตียงไม้ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นดินภายใต้โรงพยาบาลหลังคามุงจากเท่านั้น

พอจบพยาบาล ก็ถูกส่งไปอยู่หน่วยงานมวลชน ที่หมู่บ้านเล็กๆ ชายแดนตะวันตกซึ่งเป็นที่ราบริมเทือกเขา มีห้วยเล็กๆไหลเลียบบ้านชาวไร่ที่ตั้งอยู่ห่างๆกัน มีชาวบ้านเพียง 2-3 ครอบครัวเท่านั้นที่เราติดต่อด้วย และมีอยู่ครอบครัวเดียวที่เป็นหลักให้เราอาศัยช่วยซื้อข้าวของและยาที่จำเป็นจากตลาด

ช่วงเวลานั้นพอตกเย็นก่อนทางเดินจะมืด เราจะพากันเดินลัดเลาะป่าไผ่และละเมาะริมห้วยแห้งไปนั่งคุยกับลุงเจ้าของบ้านทุกคืน

เรื่องที่อธิบายแรกๆ ก็เป็นเรื่องที่นักศึกษาถูกปราบปรามในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และเหตุผลที่ต้องเข้าป่า หลังจากนั้นไม่กี่คืน เมื่อวงสนทนาเริ่มใหญ่ขึ้น ชาวบ้านเริ่มคุ้นเคยกับพวกเรามากขึ้น เรื่องที่พูดคุยกันกลับเป็นเรื่อง ยิงเก้ง จับปลา หากระรอก เสียเป็นส่วนใหญ่ ผมก็ได้แต่นั่งฟังสูบยาฉุนแก้เก้อ

ตามทฤษฎีปฏิวัติแล้ว ชาวนาชาวไร่ในชนบทคือกำลังหลักในการต่อสู้ แต่จนแล้วจนเล่าผมเฝ้าถามตัวเองว่าทำไมเขาปล่อยให้ผมเป็นกำลังหลัก แล้วพวกเขากลับเป็นกำลังสำรอง อยู่กับเหย้า เฝ้าไร่นาและหากระรอกอยู่อย่างนั้น

ที่พักแถบนั้นค่อนข้างลำบาก เราผูกเปลนอนในป่าไผ่โปร่งๆ กลางวันอากาศร้อนมาก อาศัยน้ำจากบ่อเล็กๆ ที่ขุดในแอ่งห้วยแห้ง ส่วนมากผมจะอาบน้ำกลางดึกหลังจากกลับมาจากบ้านชาวบ้านแล้ว บ่อมีน้ำน้อยแต่มียุงและลูกน้ำเยอะมาก ต้องวิ่งเข้าไปจ้วงตักน้ำแล้วรีบวิ่งหนียุงออกมา อาบน้ำครั้งหนึ่งได้แค่ 1 แกลลอนเท่านั้น (ประมาณ 5 ลิตร) ใช้น้ำราดตัวสักครึ่งแกลลอนก็ถูสบู่แล้วราดที่เหลือเป็นอันเรียบร้อย

ย่างเข้าหน้าฝนในห้วยมีน้ำไหล ผมนอนตากยุงจนเป็นไข้มาลาเรีย นอนตัวสั่นอยู่ในป่าชื้นๆ ทำให้อาการไม่ค่อยดี จึงย้ายไปนอนบ้านลุงและซมด้วยพิษไข้อยู่ทั้งวันทั้งคืน เช้าวันหนึ่งรู้สึกอ่อนเพลียมากจึงให้เพื่อนช่วยฉีดกลูโคสให้ พอถอนเข็มออกกลับหนาวสั่นอย่างแรง คิดว่าเป็นเพราะแพ้เข็มหรือกลูโคสที่ไม่สะอาด ในชีวิตไม่เคยหนาวถึงขั้วหัวใจเช่นนั้นมาก่อนเป็นอยู่เกือบชั่วโมงจึงหาย

2 วันต่อมาพอไข้เริ่มทุเลาพวกเราก็เดินทางกลับค่าย มีข่าวตามหลังมาว่ามีชาวบ้านคนหนึ่งที่เราไว้ใจให้ไปซื้อของในตลาดได้นำตำรวจชายแดนไปล้อมบ้านลุงที่ผมนอนป่วย หลังจากที่พวกเรากลับออกมาเพียงวันเดียวเท่านั้น ลุงถูกจับแต่ได้รับการปล่อยตัวพร้อมได้ข้าวของเครื่องใช้เป็นของแถมมากมาย จากนั้นมาผมก็ไม่เคยได้ไปที่นั่นอีก

พอตะวันตกดินบางครั้งจะได้ยินเสียงนกถึดทือร้อง บางวันมันร้องเสียงคึกคักติดต่อกัน บางวันก็ร้องห้วนๆ เหมือนนกหดหู่ ชาวบ้านรู้ว่าฝนจะตกหรือไม่ จากการฟังเสียงร้องของนกถึดทือ จากนั้นก็รู้ว่าจะต้องเตรียมทำอะไรต่อไป ผมจึงรู้สึกผิดพลาดที่บังอาจไปสอนว่าพวกเขาควรลุกขึ้นต่อสู้ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักนกถึดทือ และไม่รู้ว่าชาวบ้านสามารถช่วยเหลือตัวเองได้เพียงแค่ได้ฟังเสียงร้องของนก

ชนบทไทยถูกการปกครองทำให้แยกตัวจากกันและอ่อนแอลงในการดูแลตนเอง เนื่องจากรัฐเข้าไปครอบงำการจัดการทั้งหมด กระทั่งตั้งตัวเป็นผู้อุปถัมภ์ที่ท้องถิ่นต้องพึ่งพาอาศัย

ถึงวันนี้ชนบทได้เปลี่ยนแปลงไปมาก บางแห่งในบางสายตาก็ว่าเจริญขึ้นแม้ว่าจะเป็นหย่อมๆ ไม่เท่าเทียมกัน เมื่อหมดยุคการปลุกระดมมวลชน วันนี้และวันหน้าผู้คนที่ลำบากต้องต่อสู้เอาเองตามแต่กำลังของท้องถิ่น หรือกลุ่มประโยชน์ร่วมเช่นกลุ่มหมู่บ้าน,กลุ่มป่า,กลุ่มเขื่อน,กลุ่มฝาย,กลุ่มหนองน้ำ กระทั่งกลุ่มผู้ผลิตพืชผล เป็นต้น หากจำเป็นรัฐก็คงจะช่วยแก้ปัญหาให้เป็นครั้งคราว หรือไม่ก็ทำลายการต่อสู้เป็นส่วนๆ เนื่องจากง่ายที่จะทำเช่นนั้น

ที่บ้านไร่แห่งนั้น ผมหามวลชนไม่พบ และคนอื่นๆ ก็อาจไม่เคยค้นพบ นอกจากเป็นคำตามความหมายนามธรรมในหนังสือ หรือไม่ “มวลชน” อาจจะอาศัยอยู่ในประเทศจีนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ตะนาวศรีจึงไม่มีโอกาสได้เป็น จิ่งกังซาน



7. ป่าไผ่หนามกับป่าไผ่ดำ

ในความคิดของผมเส้นกั้นอาณาเขตระหว่างพม่ากับไทยไม่ใช่เทือกเขา แต่เป็นความชื้นที่ต่างกัน เมื่อเรามองทัศนียภาพของป่า มันเหมือนกับภาพวาด 2 ภาพที่ลงสีพื้นฉากหลังเป็นสองแบบ ภาพหนึ่งออกเขียวเข้มๆ ส่วนอีกภาพหนึ่งเจือสีน้ำตาลอ่อน


ข้ามเทือกเขาตะนาวศรีไปทางทิศตะวันตกก็คือป่าในเขตประเทศพม่า โดยปกติเราใช้เวลาประมาณ 4 ชม. เดินจากพื้นราบถึงสันแดน และอีกประมาณ 4 ชม.

จากสันแดนลงพื้นราบอีกฝั่งหนึ่ง ผมไม่ได้เป็นนักสำรวจป่าและไม่ได้เป็นพรานไพร ปกติเดินไปเดินมาไม่รู้เลยว่าตัวเองอยู่ตรงไหน แต่จะรู้ได้ว่ามาถึงสันเขาเขตแดนโดย 2 วิธี

วิธีแรกคือ มีคนบอกว่าถึงสันแดนแล้ว วิธีที่สองสังเกตความแตกต่างระหว่างป่า 2 ฝั่ง ฝั่งตะวันตก ป่าชื้นเขียวมีทากชุม มีไม้ใหญ่มากดินเป็นดินเหนียวและโคลนสีดำ พบเห็นไผ่ดำอยู่ทั่วไปถือเป็นต้นไม้ประจำป่าก็ว่าได้ พอข้ามมาฝั่งตะวันออกเป็นป่าแล้งดินปนกรวดและทราย ไม่มีทาก มีไม้พุ่มเตี้ยและเถาวัลย์หนาม มีไผ่หนามและต้นกระชิดลำต้นคดๆงอๆ กิ่งและใบมีหนาม เป็นต้นไม้ประจำป่า

ในความคิดของผมเส้นกั้นอาณาเขตระหว่างพม่ากับไทยไม่ใช่เทือกเขา แต่เป็นความชื้นที่ต่างกัน เมื่อเรามองทัศนียภาพของป่า มันเหมือนกับภาพวาด 2 ภาพที่ลงสีพื้นฉากหลังเป็นสองแบบ ภาพหนึ่งออกเขียวเข้มๆ ส่วนอีกภาพหนึ่งเจือสีน้ำตาลอ่อน

ทั้งที่ในป่าลึก และป่าริมไร่ ที่เราเดินไปทั่วทั่วทุกหน ไม่ค่อยได้เห็นสัตว์ป่าต่อหน้าต่อตา ส่วนมากจะได้ยินแต่เสียงร้อง ที่เคยปะทะสวนทางกันบ้างก็มีแต่ ลิง ค่าง ชะนี และช้าง ซึ่งอยู่เป็นฝูงใหญ่ นอกนั้นก็มี เก้ง กับ กระทิง นานๆครั้ง

สังเกตุเห็นว่าฝั่งไทยจะพบสัตว์มากชนิดกว่า อาจเนื่องจากสภาพดินและฝน เช่นมีดินโป่งมาก ไม่มีฝนมากเกินไป เหมาะสำหรับสัตว์ที่ชอบที่แห้งและทนแล้ง เช่นไก่ป่า และเต่าหกตัวใหญ่ แต่สัตว์ชอบน้ำและชอบกินหน่อไม้มักจะไปรวมกันที่ฝั่งพม่าในหน้าฝน เช่น ช้าง กระทิง และหมูป่า บริเวณใกล้เขาแดนฝั่งไทยจะพบเห็นนกกะฮัง (นกเงือก) อยู่เสมอ

ที่แตกต่างกันค่อนข้างชัดระหว่างฝั่งไทยและฝั่งพม่าก็คือเราจะพบลิงเสนในฝั่งไทยมากกว่า แต่พอข้ามแดนไปป่าจะเต็มไปด้วยผีเสื้อและทาก

ด้วยความที่ไม่ใช่เป็นผู้สนใจศึกษาพืชพันธุ์ไม้ ป่าทั้งป่าสำหรับผมก็ล้วนแต่เป็นลำต้นกิ่งใบ รู้จักชื่อแต่เพียงดาดๆ จะสามารถจำแนกได้บ้างก็ตามแต่สาระที่สำคัญต่อชีวิตของพวกเรา ผู้อาศัยพักพิงชั่วคราวเท่านั้น

เราจะพบเห็นไผ่หนามอยู่ทั่วไปในฝั่งไทย ลำต้นออกเหลืองซีดๆ มีกิ่งเกะกะเต็มไปด้วยหนาม ยามหน้าฝนต้นไผ่ออกหน่อมากมาย มากจนเพื่อนผมคนหนึ่งปรารภว่าเสร็จงานปฎิวัติแล้วจะมาตั้งโรงงานทำหน่อไม้กระป๋อง หน่อไผ่อยู่ในพงหนามขุดยากมากเคยมีคนวิ่งหนีช้างป่าคลานเข้าไปในกอไผ่หนามสามารถหลบรอดจากการถูกช้างไล่เหยียบได้ ป่าที่ราบดินทรายจะมีต้นกระชิดขึ้นอยู่ทั่วไป ต้นกระชิดทั้งต้นกิ่งและใบล้วนมีหนามแหลมและยาว พื้นรองเท้าของพวกเราจะมีหนามกระชิดฝังจมอยู่เสมอ ไม้กระชิดคดๆ งอๆ ไม่น่าจะนำมาทำอะไรได้นอกจากทำไม้ฟืน ผมคิดว่าป่ากระชิดน่าจะเป็นป่าที่ปรับตัวจากความแล้งอันเนื่องมาจากถูกสันแดนบังฝนที่มากับลมมรสุม

ที่ไหล่เขาดินปนกรวดไม้กระดูกแตกจะเรียงเป็นแนว เป็นไม้พุ่มเตี้ยลำต้นเล็กๆ ขนาดข้อมือ เปราะหักง่ายมากจึงนิยมนำมาทำฟืน ถึงหน้าฝนจะแตกใบอ่อนสีเขียวอมเหลือง ทั้งป่าตัดกับสีเขียวเข้มของใบไม้อื่นดูสวยงามที่สุด ยอดอ่อนมีรสเปรี้ยวๆ ฝาดกินกับน้ำพริกได้

ล่างลงมาใกล้น้ำ ต้นขี้เหล็กดอกเหลืองสะพรั่ง ส่วนเถาวัลย์ดอกจอกดอกเล็กๆ สีขาว เมื่อหล่นลอยไปตามน้ำกลิ่นหอมราวกับสายน้ำผ่านการอบแป้งร่ำ ผมอาบน้ำห้วยใสเย็นกลางแสงจันทร์ได้กลิ่นเถาวัลย์ดอกจอก ถ้ามีใครสักคนให้คิดถึง ก็เหมือนดั่งได้อยู่ใกล้ๆสวรรค์ เพียงแต่วันเวลานั้นมีอยู่น้อยเหลือเกิน

พื้นที่จำนวนมากในป่าตั้งแต่ทุ่งราบถึงบนสันแดนเป็นป่าระบุ (ป่าเกิดใหม่หลังจากไม้ใหญ่ถูกตัดหรือเกิดไฟป่าแล้วถูกทิ้งร้างส่วนมากเป็นเถาวัลย์) ซึ่งรกรุงรังเต็มไปด้วยหนาม บางแห่งไม้เล็กและเถาวัลย์แน่นขนัดจนเดินบุกไปไม่ได้ต้องใช้มีดพม่าฟันนำทาง บางทีถูกหนามขอเกี่ยวแขนขาและลำตัวจนเสื้อผ้าขาดและเป็นแผลเจ็บแสบเลือดซิบ

ส่วนฝั่งพม่า น่าสนใจที่มีไม้แปลกๆเช่น ไม้งาช้าง เป็นไม้เนื้อแข็งสีขาวนวลแบบงาช้าง ขัดแล้วลื่นเรียบสวยงามมาก แต่เป็นไม้หายาก ผมเคยพบเห็นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นเมื่อเพื่อนบางคนนำมันมาทำไม้หัวเปล และด้ามมีด ไม้ด้ามขวานก็แปลก มันมีชื่อคล้ายกับว่าน่าจะนำไม้มาทำด้ามขวาน ก็ไม่เคยเห็นต้นจริงเลย เห็นเพียงแต่ต้นที่ตัดมาเป็นท่อนๆ ขนาดต้นขายาวสัก 60-70 ซม. เขานำมาผ่าเป็นซี่บางๆ ตากแดดพอแห้ง ใช้จุดไฟเป็นคบเพลิงส่องสว่างในยามค่ำคืนได้

ครั้งแรกๆที่เราเดินบุกไร่ร้างมักมีเสียงเตือนด้วยความเป็นห่วงว่าให้ระวัง "อีกะปือ" ฟังแล้วผมไม่รู้ว่าเป็นอะไร เป็นภาษาไทยหรือกะเหรี่ยงหรือพม่ากันแน่ ผมก็กลัวไว้ก่อนเพราะชื่อมันน่าขนลุกดี แท้จริงอีกะปือเป็นพืชล้มลุกวัชพืชในไร่ มีใบขนาดใหญ่ ผิวใบเป็นขนสากๆ มีพิษ ไปโดนมันเข้าทำให้คันแสบๆ ร้อนๆ ถ้าโดนใบหน้าก็คงจะเห่อบวมพิลึก เพราะต้นมันสูงขนาดหัวพอดี

ถ้าเดินบนไหล่ทางริมน้ำเราจะเห็น ต้นลูกมัน ที่ชอบขึ้นตามซอกหิน หรือสันดินริมห้วยเท่านั้น เป็นไม้พุ่มต้นขนาดน่อง มีลูกขนาดหัวแม่มือติดอยู่ตามลำต้นโดยเฉพาะบริเวณใกล้ๆ กับโคนต้นลูกของมันเราเรียกว่าลูกมัน แกะเปลือกเขียวๆ ออกแล้วเอาเมล็ดกลมๆไปต้มกินเหมือนถั่ว ผมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งชอบมาก เดินไปเก็บลูกมันไปได้ถุงเป้ใหญ่ ถึงที่พักก็ต้มกินกันจนหนำใจ แต่อร่อยได้ครั้งเดียวก็เข็ดขยาดเพราะท้องเสียโครกครากอยู่สามถึงวัน

ในจำพวกใบไม้ป่าต้มน้ำแกงกินได้คงไม่มีอะไรอร่อยเกินผักหวานพม่า มันคงมีชื่ออะไรสักอย่างแต่เราเรียกว่าผักหวานเพราะยอดที่เราเก็บได้ตามพุ่มข้างทางซึ่งมีสีเขียวอ่อนๆ ระบัดใบตลอดทางเดินนั้นทำน้ำแกงรสชาติไม่ต้องพึ่งผงชูรสเลย เรียกผักหวานพม่าเพราะอยู่ข้างฝั่งพม่า ไม่เคยพบเห็นข้างฝั่งไทย

สุดท้ายไม้ไผ่ก็เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของป่าฝั่งพม่า เป็นไผ่ที่ได้รับฝนมาก โตเร็ว ปล้องยาว ได้แก่ ไผ่ดำ และไผ่มัน ไผ่ดำมีผิวสีเขียวคล้ำ ส่วนไผ่มันมีผิวลื่นมันๆ ขึ้นอยู่ทั่วไปตั้งแต่ริมห้วยมืดครึ้มจนถึงสันเขาในหมอกพร่างพราว เนื่องจากมีลำปล้องยาวจึงเหมาะที่จะเอาลำต้นมาจักตอกทำเครื่องจักสาน

ผมเดินไปเดินมาระหว่างฝั่งไทยและพม่าในเขตตะนาวศรีทำให้รู้สึกได้ว่า ด้วยธรรมชาติที่เหมาะสมและในจำนวนประชากรที่ไม่มากนัก ชีวิตคนเราที่จริงก็สามารถอยู่ได้ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ง่ายๆ ที่อยู่นั้นคือป่า อาหารป่าก็ให้มาแล้วครึ่งหนึ่ง เราลงแรงปลูกพืชเลี้ยงสัตว์อีกครึ่งหนึ่ง มีแต่เสื้อผ้านุ่งห่มและหยูกยาเท่านั้นที่ซื้อจากการผลิตของเมือง

นอกเหนือจากความเรียบง่ายขึ้นไป มักจะเป็นความหรูหราซึ่งกำหนดจาก มาตรฐานการครองชีพและการตลาดที่สลับซับซ้อน ยิ่งกว่านั้นยังมีความโลภหลงในวิถีของทุนนิยม เพื่อสนองตอบต่อความจำเป็นที่สมมุติ อำนาจ และตัณหา คนบางคนก็รักที่จะให้เกียรติยศหน้าตามาก่อน การบริโภคและนิยมในวัตถุ บางครั้งจึงเป็นเพียงการอวดโอ่ต่อกันเท่านั้น

การดิ้นรนแข่งขันเพื่อความสูงส่งทำให้ประเทศเจริญก็จริง แต่มากไปทำให้เสียสมดุล เกิดมลพิษทั้งทางธรรมชาติและจริยธรรม ยิ่งไปกว่านั้น มันทำให้ความเป็นปัจเจกชนสูงจนห่างเหินจากความเป็นชุมชนและสังคม ทำให้ขาดการคิดถึงองค์ประกอบใหญ่ของการอยู่ร่วมกัน หรือแม้แต่การเอื้อเฟื้อต่อกันเล็กๆน้อยๆ

วิถีชีวิตไม่ได้บ่งชี้ความโง่หรือฉลาด แต่มาตรฐานที่ต่างกันทำให้คนเรามองคนอื่นด้วยสายตาที่เหยียดหยามหรือยอมรับต่างกัน ทั้งๆ ที่คนที่ถูกมองว่าด้อยกว่า

บางครั้งเขาต้องการแค่ปัจจัยที่พออยู่ได้,ความรัก และความงามอีกนิดหน่อยเท่านั้น

********
บันทึกในบทความชุดนี้ ก่อนหน้านี้:
บันทึกอดีตสหายเดือนตุลา:ตะวันตกที่ตะนาวศรี

Wednesday, October 28, 2009

I LOVE ME

ที่มา บางกอกทูเดย์

ก็เป็นเรื่องแปลกที่...ปัจจุบันนายกรัฐมนตรี ที่กำลังทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน..จะได้รับความนิยมตํ่ากว่า อดีตนายกรัฐมนตรี..ที่ไม่อยู่ในประเทศการสำรวจครั้งล่าสุดของสำนักโพล..รายงานว่า...นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับความนิยมน้อยกว่า นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตรคะแนนของ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...ดีมากเมื่อเริ่มต้นเข้ามารับหน้าที่..ในระหว่างที่ นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร..กลายเป็นผู้ต้องหาของ..ศาลการเมือง...จนต้องหลีกลี้หนีคำพิพากษาอยู่ในนานาประเทศคำตอบมีอยู่ประการเดียวอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...กับการบริหารราชการของเขาติดลบในสายตาประชาชนหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์..แยกแยะไม่ได้ระหว่างการทำงานในตำแหน่งหัวหน้าพรรคกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..เขาจึงเอาเรื่องที่ควรทำในพรรคไปทำในทำเนียบและเอาเรื่องที่ควรทำในทำเนียบไปทำในพรรคหมวก 2 ใบ..บนศีรษะเดียวกัน..มีแต่ผู้สามารถเท่านั้น ถึงจะแยกแยะและบริหารให้เป็นไปตามความต้องการของมวลชนภายนอกได้..แต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..เรียนรู้แต่เรื่องราวของตนเองภาษาแสลงอาจจะใช้คำว่า.... “I LOVE ME”กับอาการหลงตัวตนของท่านนายกรัฐมนตรี..ทำให้ท่านมองทุกเรื่องที่เกิดขึ้นและประดังกันเข้าหา..เป็นเรื่องการทำลายจากฝ่ายตรงกันข้าม...ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงนั้น..มันเป็นเรื่องปรกติธรรมดาในเกมแห่งอำนาจและการเป็นบุคคลทางการเมืองอารมณ์..จึงจะต้องถูกควบคุมไว้อย่างเคร่งครัด...การต่อปากต่อคำมีแต่จะทำให้เรื่องราวขยายขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น...ในตำแหน่งผู้บริหารประเทศและหัวหน้าพรรคการเมืองอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือ นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย...เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งรัฐสภาไทย...ในฐานะนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย..ข้าราชการทั้งสิ้นทั้งหลายคือ..ผู้ใต้บังคับบัญชา..ในฐานะนายกรัฐมนตรีของรัฐสภา..สมาชิกรัฐสภาคือ ผู้แทนปวงชนชาวไทย..เขาตั้งประโยคขึ้นมาสวยหรู....ประชาชนต้องมาก่อนแต่ประชาชนไม่เคยได้อะไรจากเขา...ประชาชนจึงเบื่อเขา..และอยากเปลี่ยน 

เอสเอ็มเอส..ที่รอคอย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ได้เวลารัฐบาลแดนซ์กันอีกสักเพลง...เมื่อโครงการยิงเอสเอ็มเอสถึงแฟนคลับคนรักทักษิณ พร้อมกดปุ่มส่งชัวร์และฟรี! ในวันที่ 1 พ.ย. 2552เรื่องนี้มิได้โม้แต่ได้รับการยืนยันจาก “นพดล ปัทมะ” ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของอดีตนายกรัฐมนตรีว่า จะเกิดขึ้น “ชัวร์” ไม่มั่วและไม่โม้สร้างกระแสให้ “รัฐบาล” ต้องเหนื่อยฟรี..อีก 3 วัน! เอสเอ็มเอสข้อความแรกจะปรากฏขึ้นที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือตั้งแต่ราคาไม่กี่สตางค์ จนถึงแพงโคตรโคตร เรียกว่า จะรวยหรือจนถ้าสนใจก็จัดให้..ไม่มี 2 มาตรฐานเวลานี้สมาชิกคนรักทักษิณหลายคนเตรียมปัดฝุ่น เช็คสัญญาณรอรับเอสเอ็มเอส ในขณะที่สมาชิกคนต้านทักษิณเตรียมงัดมาตรการ “สกัด”เอสเอ็มเอสกันหัวหกก้นขวิด..สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มองว่า เอสเอ็มเอส คือยุทธศาสตร์เกมการเมืองเป็นการพัดไฟการเมืองให้ร้อนแรงมากขึ้น..ส่วนจะใช่หรือไม่? ผู้เขียนไม่ฟันธงให้ เพราะไม่รู้เหมือนกันแต่ที่ฟันธงได้ก็คือความรู้สึก นึกคิดของ“สาทิตย์” บ่งชี้ว่า เก้าอี้ทางการเมืองของคณะบริหาร“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”เริ่มอุ่นจนเข้าขั้นร้อน..“ฉะนั้นรัฐบาลจะไม่ละเลย และการประชาสัมพันธ์เชิงรุกของรัฐบาลต้องทำต่อไป” นี่คือ มาตรการของรัฐบาลว่ากันจริงๆ จังๆ ไม่โกหก ต้องบอกว่าดีเดย์ 1 พ.ย. นี้หลายชีวิต รอลุ้นดู“เอสเอ็มเอส” กันสลอน ..เพราะสื่อเอสเอ็มเอสมันมีประสิทธิภาพเร็วกระชับ ฉับไวผู้รู้ทางเทคนิค บอกผู้เขียนว่าเอสเอ็มเอส หรือข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือ คลิกเดียวแต่มีผู้รับพร้อมกันได้เป็นล้านคน ที่สำคัญการจัดส่งเอสเอ็มเอสระหว่างบุคคลถึงบุคคลไม่มีใครสามารถเข้าไปตรวจสอบหรือดูแลได้ เพราะเป็นสิทธิ์ในการสื่อสารถึงกัน...นี่คือประสิทธิภาพของเอสเอ็มเอสดว้ ยประสทิ ธภิ าพไวกวา่แสง คงจะยากหากรัฐบาลจะไม่หวั่นไหว!!ฉะนั้นไม่แปลก!! ที่เราจะเห็นภาพรัฐบาล ตั้งหน้า คอตั้งบ่ารอ ทำตัวเป็นสปายแวร์ (โปรแกรมตรวจจับไวรัส)ตรวจสอบเอสเอ็มเอสหาก ไม่เข้าตา ต้องใจ “เอสเอ็มเอส” ทักษิณมีหวัง “โดนบล็อค”ในฐานะเขาเป็นรัฐบาล มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงของประเทศ ป้องกันมิให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ1 พ.ย. 2552อย่ากะพริบตากับมาตรการตรวจจับเอสเอ็มเอสของรัฐบาล..เราอาจจะเห็น“ผู้สุขุม” วีนแตก-จบ- 

เปิดบัญชีงบพันล้านเยียวยา ‘เหยื่อไฟใต้’

ที่มา บางกอกทูเดย์

หากมองในมิติทางสังคมผลกระทบอันสืบเนื่องมาจากความรุนแรงมีแง่มุมลึกซึ้งมากกว่าการต่อกรกับกลุ่มก่อความไม่สงบ เพื่อยุติสถานการณ์ร้ายรายวัน

ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมายาวนานเกือบจะ6 ปีเต็ม...ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยต้องทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลระดับ“แสนล้าน” เพื่อคลี่คลายสถานการณ์เท่านั้นแต่ยังมีงบอีกก้อนหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกัน ก็คืองบประมาณสำหรับเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรงนับเฉพาะช่วงปี 2548 ถึงสิ้นเดือน ก.ย.2552 รัฐบาลใช้จ่ายงบในส่วนนี้ไปแล้วถึง 2,225 ล้านบาทจากเอกสารของสำนักงบประมาณ พบว่า งบฯ ภาพรวมในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ตั้งแต่ปี 2547 ถึง 2552งบปกติของหน่วยงาน ปี 2547 อยู่ที่ 5,039 ล้านบาท จากนั้นก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2551 อยู่ที่ 15,488 ล้านบาท และปี 2552พุ่งสูงถึง 27,547 ล้านบาทนอกจากนั้นยังมีงบซีอีโอ งบกลาง งบค่าใช้จ่ายการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รายการค่าใช้จ่ายในการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เช่น ค่าใช้จ่ายช่วยเหลือเยียวยาตัวเลขรวม 5 ปีอยู่ที่ 9,959 ล้านบาท!เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2552 เพิ่งมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายและอำนวยการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทำเนียบรัฐบาลโดยมี สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการฯ เป็นประธานนายสาทิตย์ แถลงว่า...ที่ประชุมได้สรุปผลการดำเนินงานของคณะกรรมการเยียวยาฯ ตั้งแต่ปี 2548 ถึงเดือน ก.ย.2552 พบว่าใช้งบประมาณสำหรับการเยียวยาไปแล้วทั้งสิ้น 2,225 ล้านบาทผู้ที่อยู่ในข่ายได้รับการเยียวยาคือผู้ที่เสียชีวิตและทุพพลภาพจากเหตุการณ์ความไม่สงบทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ รวมถึงเงินชดเชยทรัพย์สินที่เสียหายและฟื้นฟูธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ด้วยนอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณากรอบวงเงินงบประมาณสำหรับการดำเนินงานในปี 2553 ซึ่งในงบกลางประจำปีตั้งรวมเอาไว้ที่900 ล้านบาทเมื่อได้พิจารณาจากผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการเยียวยาที่ผ่านมาพบว่ามีแนวโน้มใช้งบส่วนนี้เพิ่มขึ้นทุกปีโดยเฉพาะการช่วยเหลือบุตรหลานของผู้เสียชีวิตให้ได้เล่าเรียนจนจบปริญญาตรี และ

ช่วยเหลือผู้ทุพพลภาพ คณะกรรมการเยียวยาฯ จึงมีมติของบปี 2553 เฉพาะสำหรับการเยียวยา 400 ล้านบาทขณะเดียวกัน...คณะกรรมการเยียวยาฯ ยังมีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมการประเมินผลงานของคณะกรรมการเยียวยาฯ ซึ่งมีที่มาจากทุกภาคส่วน ทั้งนักวิชาการ สื่อสารมวลชน ภาคประชาชน และหน่วยงานภาครัฐโดยจะสามารถตั้งคณะกรรมการชุดนี้ได้ภายในกลางเดือน พ.ย.เพื่อกำหนดกรอบให้ประเมินผลงานทั้งหมดภายในเดือน ก.พ. 2553จากนั้นจะมีการจัดงานครบรอบ 6 ปีมาตรการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้“ที่สำคัญ คณะกรรมการฯ ยังมีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแลปัญหาสุขภาพจิตของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นแม่หม้ายกว่า3,000 คน รวมถึงบุตรหลานที่ได้รับผลกระทบด้วย” นายสาทิตย์ กล่าวทั้งนี้ หากมองในมิติทางสังคม ผลกระทบอันสืบเนื่องมาจากความรุนแรงมีแง่มุมลึกซึ้งมากกว่าการต่อกรกับกลุ่มก่อความไม่สงบเพื่อยุติสถานการณ์ร้ายรายวันเพราะตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบซึ่งกลายเป็นเด็กกำพร้าและแม่หม้ายมากมายจนน่าตกใจในการเสวนาหัวข้อ “5 ปีไฟใต้: จุดสำคัญในการแก้ปัญหาอยู่ตรงไหน สิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ไม่ควรทำ” ที่ห้องประชุมจุมพฎ-พันธุ์ทิพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อไม่นานมานี้ตัวแทนจากกลุ่มสตรีชายแดนใต้ให้ข้อมูลว่า...ในพื้นที่ขณะนี้มีเด็กกำพร้ามากกว่า 5,000 คน และมีหญิงหม้ายมากกว่า 1,500 คนแล้วส่วนข้อมูลของรัฐที่จัดเก็บโดยศูนย์สุขภาพจิตที่ 15 กรมสุขภาพจิตกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค.2547 จนถึงสิ้นเดือน ส.ค.2551 จำนวนเด็กกำพร้าใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีมากถึง 3,014 คนแยกเป็น จ.ปัตตานี 921 คน จ.ยะลา 821 คน จ.นราธิวาส 1,141 คนและ จ.สงขลา 131 คน ขณะที่หญิงหม้ายมีจำนวน 1,605 คน แยกเป็นจ.ปัตตานี 542 คน จ.ยะลา 502 คน จ.นราธิวาส 492 คน และ จ.สงขลา69 คนปัญหาใหญ่ขนาดนี้คงแก้ไม่ได้ด้วยเงินงบประมาณแต่เพียงอย่างเดียว...ทว่าการเยียวยาจิตใจคือสิ่งสำคัญ และดูเหมือนภาครัฐจะยังคงละเลย... 