WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 29, 2009

"สุเทพ"ติง พธม.ล้อมสถานทูต"เขมร"อย่าแต่ใช้อารมณ์ บอกไม่มีบินเจ็ตไล่จับ"แม้ว" รับขอตัวจาก"ฮุนเซ็น"ยาก

ที่มา มติชน

"สุเทพ"ติง พธม.ล้อมสถานทูต"เขมร"อย่าแต่ใช้อารมณ์ บอกไม่มีบินเจ็ตไล่จับ"แม้ว" รับขอตัวจาก"ฮุนเซ็น"ยาก "นพดล"เผย"แม้ว"ยังไม่เยือนกัมพูชาขอบคุณ"ฮุน เซน"เร็วๆนี้ เย้ยปชป.ปูดข่าว"สุเทพ"เคลียร์แล้วแค่ปลอบใจตัวเอง


"สุเทพ"ฝากพธม.อย่าใช้แต่อารมณ์


นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ไม่พอใจการกระทำของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่จะให้การต้อนรับพ.ต.ท.ทักษิณ นายสุเทพ กล่าวว่า ทุกอย่างคงใช้อารมณ์ไม่ได้ และเราควรจะคำนึงถึงการมีสัมพันธภาพที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนการแสดงออกก็ทำได้ปกติ แต่ขอให้อยู่ในกฎหมาย ส่วนการประกาศจะไปล้อมสถานฑูตกัมพูชานั้นก็ต้องบอกว่ารัฐบาลมีหน้าที่ดูแลคุ้มครองสถานฑูตประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติของทุกรัฐบาลทุกประเทศ


เมื่อถามว่ารัฐบาลได้ชี้แจงไปแล้วแต่ก็ยังมีการประกาศใช้ความรุนแรงอยู่จะทำอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า ก็ประเทศเรามีหลายกลุ่มและแต่ละคนมีเป้าหมายทางการเมืองแตกต่างกัน แต่จะต่างกันอย่างไรก็ควรมีสิ่งที่ควรคำนึงถึงเหมือนกันคือความอยู่รอดของประเทศ หากคิดอย่างนี้ก็ไม่ออกนอกกรอบและไม่เป็นปัญหา

"สุเทพ"รับขอตัว"แม้ว"จาก"ฮุนเซ็น"ยาก


นายสุเทพ กล่าวถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศจะมาขอบคุณสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ประเทศกัมพูชาว่า ต้องติดตามดู พราะแค่ประกาศคงไปขอตัวไม่ได้ ถ้าเรารู้ทันที่ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เข้าไปในกัมพูชาและอยู่ถาวร เรามีหลักฐานชัดเจนก็ทำเรื่องขอตัวไป


"ถ้าเขาเข้าไป 3 -5 ชั่วโมง วันเดียว ผมจะไล่เขาทันหรือ ผมก็ไม่มีเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวที่จะไปไล่จับคุณทักษิณ ผมก็ต้องซื้อตั๋วไป" นายสุเทพ กล่าว และว่า ส่วนกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศเตือนพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แกนนำพรรคเพื่อไทย ให้ระวังการเดินสายพบผู้นำประเทศพื่อนบ้านเพราะจะเป็นการทำการเมืองไม่สร้างสรรค์นั้น ตนคงไม่สามารถตอบอะไรแทนกระทรวงการต่างประเทศได้

"บิ๊กป้อม"แนะ"จิ๋ว"แยกแยะให้เป็นเรื่องส่วนตัว


พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ถึงกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ตระเวนเดินสายพบผู้นำอาเซียนว่า การเดินทางไปพบ สมเด็จ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ตนคงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะนายกรัฐมนตรีได้พูดไปหมดแล้ว ต้องไปเรียนถาม พล.อ.ชวลิต ว่าท่านได้ดำเนินการอย่างไร เพราะถือเป็นวิจารณญาณของพล.อ.ชวลิตที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่าง ตนอยากให้ประเทศชาติเกิดความสงบสุขในภาพรวม ซึ่งขณะนี้ประเทศชาติกำลังเดินไปข้างหน้าด้วยดีไม่อยากให้มีอะไรทำให้เกิดความเคลือบแคลงใจ


เมื่อถามว่า การตระเวนพบผู้นำอาเซียนของ พล.อ.ชวลิต จะส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ต้องแยกแยะในเรื่องของความเป็นเพื่อนก็เป็นเพื่อน แต่ในเรื่องของประเทศชาติและส่วนรวมจะต้องแยกกัน ทั้งนี้ ตนยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติตามแนวชายแดน เพราะขณะนี้ทหารทั้งสองฝ่ายก็มีการพูดจากันเรียบร้อยในเรื่องของการประสานงาน ซึ่งเรามีคณะกรรมการในการพิจารณาทุกขั้นตอนและกำลังดำเนินการกันอยู่อย่างไรก็ตาม การพบกันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่เป็นเพื่อนกันก็ต้องว่ากันไป


เมื่อถามว่า พล.อ.ชวลิต มีกำหนดการที่จะเดินทางไปเยือนประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งประเทศมาเลเซีย และประเทศพม่า พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องส่วนตัวของท่านไม่ใช่เรื่องของประเทศชาติ ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้วก็จะต้องหวังดีกับประเทศชาติ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำไปนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวทั้งนั้น


เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่าการกระทำของ พล.อ.ชวลิต คล้ายเป็นการชักศึกเข้าบ้าน พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า จะต้องพิจารณาดูในภาพรวมของทุกฝ่าย ซึ่งมันมีความชัดเจนอยู่แล้ว และเขาก็พูดออกมาแล้วว่าสิ่งไหนที่เป็นในส่วนของราชการก็เป็นเรื่องของราชการ แต่ส่วนเรื่องไหนเป็นเรื่องส่วนตัวก็เป็นเรื่องส่วน ส่วนเรื่องไหนเป็นเรื่องของประเทศชาติก็เป็นเรื่องของประเทศชาติจะต้องแยกแยะกันให้ดี

"นพดล"เย้ยข่าว"สุเทพ"เคลียร์"ฮุน เซน"

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ วิดีโอลิงก์ในที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) ว่าจะเดินทางไปกัมพูชาเพื่อขอบคุณสมเด็จฯฮุน เซน นายกฯกัมพูชา ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่มีกำหนดการที่จะเดินไปทางกัมพูชาในเร็วๆ นี้ แต่ในระยะยาวนั้นตนไม่ทราบ


เมื่อถามว่าแสดงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่กลัวว่าจะถูกส่งตัวกลับไทยตามสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน นายนพดลกล่าวว่า ถ้าท่านไปก็คงไม่กลัว


เมื่อถามถึงท่าทีของสมเด็จฮุน เซน ที่ลดความแข็งกร้าวกับรัฐบาลไทยภายหลังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงเข้าหารือ นายนพดลกล่าวว่า คงเป็นเรื่องที่พูดเพื่อปลอบใจตัวเองของรัฐบาลมากกว่า เพราะขนาดความล้มเหลวในการประชุมอาเซียน รัฐบาลยังบอกว่าประสบความสำเร็จ ทั้งนี้สมเด็จฯฮุน เซน กับ พ.ต.ท.ทักษิณ สนิทสนมกันมานาน ขณะที่นายสุเทพนั้นมาภายหลังและต้องประสานผ่าน พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก ซึ่ง พล.อ.วิชิต ก็ทำงานให้กับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯและประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย(พท.)


"หากเปรียบประเทศไทยเป็นรถ สมเด็จฯฮุน เซน รักรถคันนี้ แต่ไม่รับคนขับรถซึ่งก็คือรัฐบาลนายอภิสิทธิ์" นายนพดลกล่าว

ม็อบใหญ่จะมาอีกแล้ว

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ดูแล้ว เมืองไทยหลีกไม่พ้นจะมีรายการชุมนุมใหญ่กันอีกครั้ง ในเดือนพ.ย.ที่จะถึงนี้

หลังจากครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งคราวนั้น บรรยากาศบ้านเมืองตึงเครียด และน่าหวาดเสียวมากๆ

หลังจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประเมินตัวเลขส.ส.ในมือ เห็นว่าหากจะมีการเลือกตั้งใหม่ตอนนี้

พรรคเพื่อไทย น่าจะเป็นฝ่ายชนะพรรคประชาธิปัตย์!

อันเนื่องจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ยังแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านไม่ได้ แม้จะทุ่มเงินไปกับโครงการประชานิยมมากมายแล้วก็ตาม

พ.ต.ท.ทักษิณจึงฉวยเป็นโอกาสทอง ต้องเร่งเครื่องทำอะไรก็ได้

ให้มีการเลือกตั้งใหม่เร็วที่สุด

เครื่องมือขับไล่รัฐบาลยอดฮิต จึงถูกนำมาปัดฝุ่นอีกหน...ม็อบ

จากการโฟนอินไปยังจ.อุดรธานีครั้งล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณกระตุ้นคนเสื้อแดงที่นั่นให้เตรียมตัวเข้ากรุง ไปสมทบกับม็อบใหญ่ของนปช.

"ขอให้ไปชุมนุมกันอย่างสันติ เตรียมหม้อข้าวหม้อแกงไปทำกินกันด้วย เพราะทราบว่าจะอยู่กันยาวจนกว่ารัฐบาลจะยุบสภา"

พร้อมกันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณทุ่มทุนอีกก้อนใหญ่ จะบริการส่ง SMS แจ้งข่าวของตนเอง ส่งตรงถึงมือถือคนเสื้อแดงแบบฟรีๆ ไม่ต้องเสียค่าบริการ

นึกย้อนกลับไปเมื่อคราวม็อบเสื้อแดงชุมนุมใหญ่ เดือนเม.ย.ปีนี้

ต้องยอมรับว่าครั้งนั้นบรรยากาศของคนนับแสน เขย่าขวัญรัฐบาลได้มากทีเดียว

บีบให้รัฐบาลต้องเดินไต่เส้นลวด ตัดสินใจผิดพลาดนิดเดียว...แพ้ทันที!

พ.ต.ท.ทักษิณที่โฟนอินมายังสนามหลวงแทบประจำทุกคืน เห็นภาพแล้วยังครึ้มใจ ร้องเพลงโชว์พ่อแม่พี่น้องอีกต่างหาก

คราวนั้น ถ้านายกฯอภิสิทธิ์ไม่สามารถสั่งการทหารตำรวจให้เข้าเกียร์เดินหน้ากับม็อบได้

นายกฯก็ไม่แคล้วต้องลาออกไปอย่างหมดสภาพ

หรือถ้าสั่งไปแล้ว ทหารตำรวจฝ่ายปฏิบัติทำล้ำเส้น ยิงคนในม็อบตายไปสักคน

นายกฯก็หมดความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อในตำแหน่ง

หรือถ้าทหารเห็นว่าบรรยากาศบ้านเมืองมันวุ่นวายน้องๆ จลาจล คุมจะไม่อยู่แล้ว ตัดสินใจผ่าทางตันด้วยการปฏิวัติ

รัฐบาลก็ต้องสิ้นอายุขัยอีกนั่นแหละ

เพราะฉะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณก็คงไม่เห็นทางอื่นใดที่จะเร่งวันเผด็จศึกดีเท่ากับม็อบ

ยิ่งม็อบใหญ่เท่าใด อยู่ได้ยาวนานยืดเยื้อเท่าไร ถึงขนาดจะยกครัวมาต้มยำทำแกงไม่ไปไหน

ก็จะกลายเป็นโจทย์หนักอกรัฐบาลได้ทันที

ที่น่าจับตา เห็นจะเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของคำสั่งนายกรัฐมนตรีในรอบนี้

หลังจากดื้อดึง ก่อเรื่องไว้กับกลุ่มทหารตำรวจที่มีอำนาจไว้ไม่น้อย

กลไกที่จะใช้ควบคุมฝูงชนเดือนพ.ย.นี้ อาจแตกต่างไปไม่เหมือนเดิมกับเดือนเม.ย.ก็เป็นได้

เป็นสถานการณ์ที่น่าจับตา

เจอไม้หน้าสาม

ที่มา เดลินิวส์

จอร์จ บุช เคยประกาศลั่น หลังถูกกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงจี้เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์จนราพณาสูรว่า ใครหน้าไหน หากไม่อยู่ข้างสหรัฐ ก็จงเป็นศัตรู (กับข้า) ซะ

ก็เลยสมใจ อเมริกันชนไปตายในอิรักไม่รู้เท่าไหร่ เงินที่ทุ่มไปทำสงคราม กู้ศักดิ์ศรี ไม่รู้กี่ล้านล้านดอลลาร์ ขนาด ซัดดัม ฮุสเซน ถูกแขวนคอไปแล้ว สหรัฐยังงมโข่งจบไม่ลงจนบัดนี้

ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยึดโพเดียม (ของชอบ) ที่ชะอำ ชนแหลก บอก นายกฯ ฮุนเซน จะเอาผลประโยชน์ไทย-กัมพูชา หรือ จะยอมตกเป็นเหยื่อ หรือ เบี้ยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เชิดเล่น

จงเลือกซะ แล้วไงต่อ

อย่างที่รู้ นายกฯกัมพูชาถือโอกาสมาร่วมประชุม “อาเซียนซัมมิท” พูด โปรทักษิณสุด ๆ ว่า “สามารถอยู่ในกัมพูชาได้ในฐานะแขกและในฐานะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของผม” สร้างบ้านหรูไว้รับรองแล้ว

เทพเทือกก็เคยเห็น !!!

ขณะที่โฆษกกัมพูชา ก็ออกแถลง การณ์ยัน จะไม่ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณให้ไทย หากมีการร้องขอ ยกข้อ 3 ในสนธิสัญญาอ้าง หากเป็นคดีการเมือง ไม่ส่ง เพราะเป็นคดีเกิดหลัง คมช.ยึดอำนาจ เป็นอำนาจอธิปไตยของเค้า

แล้วไงต่อ ???

กษิต ภิรมย์ ไม่ใช่หรือ เคยให้สัมภาษณ์ใหญ่โต จะให้ฮ่องกงส่งทักษิณเป็นผู้ร้ายข้ามแดน หลังเจ้าตัวโผล่ไปพูดกับนักข่าวฝรั่งที่นั่น อ้างมีข้อตกลงแล้ว แล้วไง ฮ่องกงส่งให้มั้ย ยังไม่นับ แล้วเอาจีนไปไว้ไหน

คราวนี้อัยการสูงสุดเอาบ้าง ให้ตัดสัมพันธ์กัมพูชาเลย หากไม่ส่งแม้วให้ ดูไบ ด้วยสิ รมช.จ้อนอุตส่าห์ปลอมตัวไปดูบ้านมาแล้ว นี่ล่ะ ความอ่อนหัด ห่วยแตก ด้านต่างประเทศของรัฐบาลชุดนี้ เอาแต่เที่ยวไล่ล่าทักษิณ

จนหน้ามืดตามัว

ยิ่ง ฮุนเซน บอก สิ่งที่ทำ เป็นการสนับสนุนด้านจิตใจ เพราะทักษิณ ไม่ได้รับความเป็นธรรม “คนมากมาย พูดเรื่อง อองซาน ซูจี ทำไมผม จะพูดถึงทักษิณบ้างไม่ได้ เป็นเหยื่อ เหมือนกัน”

ตรงไหนที่ ฮุนเซน ยกย่องทักษิณเทียบชั้น ซูจี เรื่องประชาธิปไตย ไม่มี อ่านดี ๆ สิ จะว่า แค่ตีฝีปากไปเรื่อย ก็ว่าไป แต่นี่ล่ะ ความเขี้ยวสุด ๆ ของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา

ชนะขาดทางการทูต

ก็ยังดี สุเทพ เทือกสุบรรณ กู้หน้าไว้ คราวนี้พูดได้ดีมาก ๆ เทพเทือก บอก “นายกฯกัมพูชาสามารถคบกับใครก็ได้ เป็นเพื่อน เป็นมิตร กับคนทั้งหลายได้ ถ้าบังเอิญคนนั้นอาจไม่ถูกใจผม มันก็ไม่ใช่หน้าที่ของผมที่จะไปโกรธท่าน เหมือนผมคบกับใคร ท่านก็ไม่ต้องมาโกรธผม เราอย่าไปตื่นเต้นเกินเหตุ”

คติไทย ใครมาถึงเรือนชาน ต้องต้อนรับ ไม่ใช่ถ่มใส่ คุณหนูมาร์ค คงลืมว่าเป็นทั้งประธานและเจ้าภาพด้วย มัวไปเชื่อวอลล์เปเปอร์ที่ตอแหลว่า พูดได้ สุดยอด เหมือนไม้หน้าสามตีแสกหน้า ฮุนเซน ??

ผู้นำ 4 ชาติไม่มาร่วมวันเปิดประชุม ทะเลาะกับแขกลั่นบ้าน กษัตริย์บรูไน ก็พักบ้านแม้ว ที่หัวหิน อาเซียนเลน ถูกด่าเละ รถทูตลาว หงายหลัง คนขี่มอเตอร์ไซค์ข้ามเลนไปมา จนชนแหลกนับสิบราย

เรื่องไม่ใหญ่ แค่ถูกไม้หน้าสามตีแสกหน้าไง !!!.

ดาวประกายพรึก

สาละวันเตี้ยลง

ที่มา ไทยรัฐ

ไม่รู้ว่านักการเมืองจะสำเหนียกกันมากน้อยแค่ไหนว่าสถานการณ์บ้านเมืองในทุกวันนี้มันทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย ว้าเหว่กันเต็มประดาแล้ว ฝ่ายรัฐบาลก็แก้ไขปัญหาไม่ได้สักอย่าง ฝ่ายค้านก็เล่นเกมการเมืองไม่หยุดหย่อน

แต่ในฐานะรัฐบาล ซึ่งทำหน้าที่บริหารจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เข้าไปมั่วหรือสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นมาอีก

ก็แค่ตั้งอธิบดีคนหนึ่ง รัฐมนตรี 2 คน ต้องเปิดศึกรบกันแล้ว นับประสาอะไรอย่างนี้มันจะไปบริหารงานให้เกิดประสิทธิภาพขึ้นมาได้อย่างไร

ยังดีนะครับ...ที่เศรษฐกิจยังพอไปได้ มิฉะนั้นก็ตัวใครตัวมันได้เลย

ว่ากันถึงเรื่องรัฐธรรมนูญมาถึงขั้นนี้ มีทางเดียวหยุดเอาไว้ก่อนดีกว่า เพราะมันตั้งเค้าที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง พรรคร่วมรัฐบาลซึ่งก็ อยากอยู่บริหารประเทศต่อไป แต่ถ้ายังดึงดันกันอยู่อย่างนี้ก็ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว

คงเป็นอย่างที่นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ผู้อาวุโสแห่งประชาธิปัตย์ ได้ร้องเตือนว่า ควรจะยุติเอาไว้ก่อน เพราะมิฉะนั้นจะทำให้รัฐบาลเกิดปัญหา ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่ถูกต้องกับความเป็นจริงทางการเมือง

วันนี้รัฐบาลน่าจะรู้ดีว่าปัญหาต่างๆมันอยู่ตรงไหน หากยังแยกแยะไม่ออก จัดลำดับความสำคัญก่อนหลังไม่ได้ ก็ยากที่จะบริหารประเทศต่อไปได้ เพราะมันมีแต่สุมปัญหาให้มากขึ้นและหนักเข้าไปทุกที

แม้แต่เรื่องการหยุดงานของพนักงานรถไฟภายใต้การนำของ สร.รฟท. ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนไปทั่ว โดยเฉพาะ 3 จังหวัดภาคใต้ที่เป็นจุดล่อแหลมอย่างที่ทราบกันดี นอกเหนือจากชีวิตที่ต้องเสี่ยงภัยรายวันที่รัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว ยังต้องมาเจอเรื่องนี้เข้าไปอีก เหมือนถูกลอยแพไม่มีผิด

จะเอากันอย่างนั้นหรือ

10 กว่าวันแล้วที่ปัญหายังยืดเยื้อ และดูเหมือนว่ารัฐบาลยังไม่ สามารถเข้าถึงปัญหาที่แท้จริงได้ รัฐมนตรีคมนาคมก็ไม่มีนํ้ายา นายกฯ ก็ไม่กล้าตัดสินใจที่จะดับเหตุ สร.รฟท.ก็ต้องการเอาชนะคะคานโดยไม่ได้คิดถึงประชาชนแม้แต่น้อย

นายกฯบอกว่าต้องปฏิรูปกันขนานใหญ่ แต่ก็ไม่มีรูปธรรมชัดเจนว่าจะจัดการอย่างไร เริ่มต้นตรงไหน นั่นเพราะมีแต่ความคิด แต่ไม่มีรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร ตรงไหน ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากโครงการไทยเข้มแข็งที่หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

มีแต่แท่งความคิดว่าจะต้องกระจายเงินไปทั่วประเทศ แต่ไม่มีรายละเอียดว่าควรจะทำอย่างไร จุดไหนเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด เมื่อ เริ่มดำเนินการรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงที่รับผิดชอบก็ไม่รู้เหมือนกันปล่อยให้ข้าราชการว่ากันไปเอง ชงกันสนุกสนาน

ก็แน่นอนว่า ข้าราชการย่อมเสนอโครงการที่เอาใจนักการเมือง ซึ่งรู้ดีว่าต้องการอะไร หาเสียงได้ มีนํ้าจิ้มเข้ากระเป๋าอีกต่างหาก

สุดท้ายมันยิ่งกว่าตำนํ้าพริกละลายแม่นํ้า นอกจากไม่ได้เนื้อได้หนังแล้ว ยังมีกลิ่นคาวทุจริตคอรัปชันตามมาเป็นพรวน

"เงินกู้" ซึ่งคนไทยต้องรับผิดชอบร่วมกัน จึงถูกผลาญเผาไปต่อหน้าต่อตา

และก็อย่าได้แปลกใจที่รัฐบาลบอกว่าสร้างผลงานเอาไว้หลายอย่างในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา แต่เหตุไฉนไม่มีเสียงขานรับ ไม่มีเสียงชื่นชม โธ่ถัง...ก็ทำกันอย่างนี้มันจึงไม่มีอะไรมาโชว์ที่เป็นชิ้นเป็นอันให้เขาเหน็บแนมได้ทุกวัน

แม้นายกฯจะมีความตั้งใจดีที่จะแก้ไขปัญหาของชาติ และต้องการให้ทุกอย่างมันดี แต่หากบริหารจัดการอย่างนี้มันมีแต่สาละวันเตี้ยลงไปเรื่อยๆ แล้วจะเอาอะไรไปสู้เขาได้ ทั้งๆที่รู้ดีว่าบ้านเมือง ณ วันนี้ ปัญหามันอยู่ตรงไหน ปัญหาการเมืองมันเรื่องใหญ่ และไม่ใช่แก้ได้ง่ายๆวันสองวันจบ ก็ยังเข้าไปมั่วจนเปรอะ

หากไม่รีบปรับเปลี่ยนเสียใหม่ มีแต่แพ้ขาดลอยเท่านั้น ไม่มีสูสีหรอก.

"สายล่อฟ้า"

ไม่โปร่งใสไร้มาตรฐาน

ที่มา ไทยรัฐ

จนถึงเวลานี้ศาลฎีกา ประเทศแคนาดา ยังไม่มีคำสั่งใดๆเกี่ยวกับการขอตัว ราเกซ สักเสนา อดีตที่ปรึกษาธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ หรือบีบีซี กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยฐานยักยอกทรัพย์ ในขณะที่คดีนี้มีผู้เสียหายจำนวนมาก มีทรัพย์สินของประเทศถูกโกงไปเป็นจำนวนกว่า 2.5 พันล้านบาท

ในขณะที่คดีจะหมดอายุความในปี 2553 นี้

รัฐบาลน่าจะแสดงอาการกระเหี้ยนกระหือรือกว่าการตามตัว อดีตผู้นำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งเยอะ คำว่ามีมาตรฐานหรือ ไม่มีมาตรฐานหรือไร้มาตรฐาน คงจะใช้กับประเทศไทย ใช้กับรัฐบาลยุคนี้ไม่ได้ เพราะบ้านเมืองเป็นสุญญากาศของประชาธิปไตย ไร้กฎเกณฑ์กติกามานานแล้ว

ทำงานตามใบสั่ง

ขึ้นอยู่กับอำนาจนอกระบบ ที่จะ ขีดเส้นให้ผู้บริหารประเทศ ซ้ายหันขวาหัน ไปวันๆ จะพอมีช่องว่างของอำนาจอยู่บ้างก็เป็น จังหวะในการต่อรองแสวงหาผลประโยชน์

ไม่เชื่อดูอย่าง รัฐตำรวจในรัฐบาลชุดนี้ ไม่มีหัวก็ไม่เป็นไร ตั้งตำแหน่งรักษาการ ผบ.ตร.ชนิดไม่มีเหตุผลก็ไม่เป็นไร ยังจะเข้าไปล้วงลูกในการแต่งตั้งโยกย้ายช่วงสุญญากาศกันอุตลุด

คนละหนุบคนละหนับ

ข่าวว่าวันที่ 30 ต.ค.นี้ รองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ นัดประชุม ก.ตร.พิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งใน สตช.ตั้งแต่ ระดับรอง ผบ.ตร.ลงมา ดัน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี และ พล.ต.อ. ปานศิริ ประภาวัต ที่ปรึกษา (สบ 10) ขึ้นรอง ผบ.ตร. ตามด้วยตำแหน่ง ผช.ผบ.ตร.ทั้ง พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผบช.ส. พล.ต.ท.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ผบช.สตม. พล.ต.ท.จิโรจน์ ไชยชิต ผบช.ศ. ขึ้นกันเป็นแผง

มีพิเศษที่ต้องจับตาอยู่ 2 ตำแหน่ง พล.ต.ท.สัญฐาน ชยนนท์ ผบช.ภ.8 คุ้นๆในแวดวงการเมืองลับ ลวง พราง แถมเป็นคนสนิท ของรองนายกฯสุเทพ ซะด้วย

อีกชื่อ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 น้องชาย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีต คมช.ที่ตั้งใจจะให้ไปรับมือเสื้อแดงภาคเหนือ แต่ขณะนี้กลับถูกรื้อพัวพันคดีสำคัญอุ้มนักธุรกิจคดีเพชรซาอุฯ

จะได้โบนัสตรงไหน

ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นหนักกว่า ภาคใต้ร้อนแรงเป็นไฟ จะหามือดีลงไปทำหน้าที่ลำบากเพราะถูกล้วงลูกจนเอียงไปเอียงมา อยู่นี่แหละ ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเลยถูกละเลยไปฉิบ

มัวแต่เหลิงอำนาจ

คิดอยู่ว่าถ้าประเทศไทยตกอยู่ในสภาพนี้ไปนานๆ อนาคตจะเป็นอย่างไร เศรษฐกิจการเมืองสังคมเละเทะไปหมด อยู่กันแบบตัวใครตัวมัน ไม่มีกติกา มีแต่ความเห็นแก่ตัว บ้านเมืองแตกแยก สุดท้ายก็สิ้นชาติ.

ไม่โปร่งใสไร้มาตรฐาน

หมัดเหล็ก

เข้าเหลี่ยมสกัดดาวรุ่ง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_42961

อย่างน้อยด้วยดีกรีอดีตนายกรัฐมนตรี ก็ยังพอใช้สรรพนามคำนำหน้าเรียกได้ว่า

"อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร"


ฟังแล้วก็ยังดีกว่า "นายทักษิณ ชินวัตร" ห้วนๆ เหมือนอย่างที่ "ขาใหญ่" ม็อบพันธมิตรฯ จิกเรียกกันมาตั้งแต่เริ่มยุทธการถล่มล้มโต๊ะ

และที่สุดก็เป็นไปตามปาก สถานการณ์เข้าใกล้ความจริง

กับปฏิบัติการ "ทุบเกียรติยศ" สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาส่งความเห็นมายังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้เรียกคืนเครื่องราชฯและถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เนื่องจากต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

เปิดมุกหักดิบขั้นรุนแรง

"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ใช้สิทธิ์ ขอ "ตัวช่วย" ในประเทศไทย

ตามเงื่อนเวลาที่บังเอิญจงใจ ไล่เลี่ยกับปรากฏการณ์ "อาเซียนล้อมประเทศไทย" อดีตนายกฯทักษิณเดินเกมใช้ "ตัวช่วย" นอกประเทศ


อาศัยสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรี กัมพูชา เป็นพยานแก้ต่างป่าวประกาศให้ได้ยินกันทั่วโลก อดีตนายกฯไทยเป็นนักโทษการเมือง ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549

"นายใหญ่" เปิดปฏิบัติการ "ตบหน้า" ฝ่ายคุมเกมอำนาจในเมืองไทยอย่างจัง

"ทักษิณ" อาศัยตัวช่วยนอกประเทศ "อภิสิทธิ์" ก็ขอใช้สิทธิ "ตัวช่วย" ในเมืองไทย

แลกหมัดกันคนละดอก


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตามขั้นตอนและกระบวนการถอดยศ โดยเฉพาะเรียกคืนเครื่องราชฯ ที่จะต้องผ่านการพิจารณาตามลำดับอีกหลายคิว กว่าจะจบที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่

ที่น่าจับตา มันอยู่ตรงกระแสเบื้องหน้าที่จะเกิดขึ้นมากกว่า


ในอารมณ์ที่ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ออกอาการเอะใจ กับคำถามเหตุใดถึงได้มีข่าวการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ในช่วงนี้

เข้าใจว่ามีคนแกล้งปล่อยข่าวให้มันมั่วๆ เพื่อหวังผลให้ปั่นป่วนเข้าไว้


ในจังหวะสะท้อนกลับที่อ่านกันง่ายๆ ตามเกมไล่ถอดยศ ข่าวยึดคืนเครื่องราชฯของอดีตนายกฯทักษิณ เหมือนช่วยโหมเชื้อ แหย่ชนวนให้คนเสื้อแดงที่ประกาศโปรแกรมชุมนุมใหญ่ ลากยาวไล่รัฐบาลประชาธิปัตย์กันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนช่วงส่งท้ายปี

คิวนี้ก็เลยไม่แน่ใจ ใคร "เขี่ยลูก" เข้าทางใคร

และในอารมณ์ที่ไม่ชัวร์ว่า ใครจุดชนวนให้ลูกไหลเข้าเท้าใครเหมือนกัน

กับมหกรรมประท้วงของสหภาพแรงงานรถไฟฯ ที่ยิ่งลากยาวก็ยิ่งเปิดหน้าโชว์ตัวออกมาหนุนกันชัดๆ

ล่าสุดแกนนำม็อบพันธมิตรฯ แถลงจุดยืนอยู่เคียงข้างสหภาพรถไฟฯ

เดินหน้าไล่บี้ให้รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมและผู้บริหาร รฟท.ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขระบบความปลอดภัยของหัวรถจักร และอุปกรณ์เดินรถ รวมถึงการไล่บี้เด้งนายยุทธนา ทัพเจริญ ออกจากตำแหน่งผู้ว่าการ รฟท.

ตามเงื่อนไขข้ออ้างของสหภาพรถไฟฯเป๊ะ

แต่ก็เป็นอะไรที่ยิ่งลากยาวก็ยิ่งเข้าทางเหมือนกัน โดยปรากฏการณ์ ประท้วงมาราธอนของสหภาพรถไฟฯ หยุดเดินรถ สร้างความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสให้กับประชาชน

ล่อสหบาทา เสียงก่นด่าออกมาในโทนเดียวกัน


กระแสสังคมไม่เอาด้วยกับขบวนการจับเอาความเดือดร้อนของชาวบ้านเป็นตัวประกันต่อรองผลประโยชน์เพื่อตัวเอง เล็งหาตัว "ไอ้โม่ง" เบื้องหลัง

และนั่นก็เข้าเหลี่ยมของพรรคประชาธิปัตย์ที่ชิงจังหวะเล่นแต้ม


ตามเกมที่นายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ แพลมไต๋ว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ได้มอบหมายให้ ส.ส.ปักษ์ใต้ ของพรรค หาวิธีการเพื่อยุติปัญหาการหยุดเดินรถไฟ จากหาดใหญ่ไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

แต่หากไม่มีการดำเนินการตามข้อเรียกร้อง กลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์ จะจัดทีมเพื่อเจรจากับสหภาพการรถไฟฯ และอาจมีการนำประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนไปร่วมเจรจาด้วย

พร้อมกันนี้ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงการต่อสู้ของสหภาพการรถไฟฯ มีความสอดคล้องกับการดำเนินการของพรรคการเมืองบางพรรค


ขยายผล ตอกลิ่มความเดือดร้อนให้ชาวบ้านในพื้นที่

ตามเหลี่ยมชี้เป้าไปที่ยี่ห้อพรรคการเมืองใหม่ที่กำลังเปิดตลาด มาแรงแข่งกับยี่ห้อเก่าอย่างประชาธิปัตย์ที่ผูกขาดในปักษ์ใต้

ประชาธิปัตย์ได้จังหวะดักแทงเข่าสกัดดาวรุ่งจุกเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ลากไส้เมล์4พันคัน ปปช.โต้ ปัดทำสังคมเขว

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_43038

ป.ป.ช.ปัดทำสังคมไขว้เขว ประเด็นเปิดโปงโครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน ระบุชี้ช่องให้ รบ.ป้องกันทุจริต เตือนดันทุรังโ จนเกิดความเสียหาย ส่อเจตนาทุจริต เผยเตรียมส่งผลการศึกษาให้นายกฯ ทราบใน 2 วัน

เมื่อวันที่ 29 ต.ค. นายเมธี ครองแก้ว กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการป้องกันการทุจริตด้านเศรษฐกิจ ของ ป.ป.ช. กล่าวว่า ป.ป.ช.จะส่งผลการศึกษากรณีโครงการประกวดราคาเช่ารถยนต์โดยสารปรับอากาศใช้ ก๊าซธรรมชาติ (ซีเอ็นจี) จำนวน 4,000 คัน ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)ให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีทราบ ภายใน 1-2 วันนี้ ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีว่า จะนำผลการศึกษาดังกล่าวไปดำเนินการอย่างไรต่อไป

นายเมธี กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าข้อมูลที่นำเสนอไม่มีเจตนาให้สังคมเกิดความไขว้เขวตามที่นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมระบุ แต่เป็นการทำตามมาตรา 19 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ที่ให้ ป.ป.ช.เสนอความเห็น ข้อเสนอแนะต่อ คณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐสภา ศาลยุติธรรม เพื่อให้มีการปรับปรุงระบบราชการหรือเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตต่อ หน้าที่ในส่วนราชการ ผลการศึกษาโครงการการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน เป็นการชี้ช่องให้เห็นถึงสิ่งที่อาจเกิดความเสียหาย หรือช่องทางทุจริต จึงเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่ต้องอุดช่องโหว่ หาก ป.ป.ช.ชี้ช่องไปแล้ว ไม่มีการปฏิบัติตามจนเกิดความเสียหายขึ้น ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะพิสูจน์เจตนาในการกระทำผิด เพราะถือว่าได้บอกไปแล้ว แต่ยังกระทำอีก ถือเป็นการส่อเจตนา

สาวิทย์รับมึน คำสั่งเด้ง ยันรถไฟวิ่งแน่

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_42981

นายสาวิทย์ แก้วหวาน

ประธาน สร.รฟท.รับเสียความรู้สึกคำสั่งปลดแกนนำพนักงานรถไฟหาดใหญ่ 6 คน ยันดิ้นสู้ทางกฎหมายต่อ พร้อมประกาศเดินรถไฟ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้วันที่ 29 ต.ค.นี้...

วันนี้(29 ต.ค.)นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.)กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการเดินรถไฟ โดยยืนยันการเรียยกร้องเป็นการเรียกร้องเพื่อให้มีการแก้ไขปัญหา สหภาพฯไม่ได้เอาประชาชนมาเป็นเครื่องมือต่อรอง อย่างไรก็ตามขณะนี้ปัญหาได้ถูกแก้ไปบางส่วน โดยเฉพาะเมื่อตัวแทนผู้บริหาร ร.ฟ.ท.และสหภาพฯ ได้เปิดโต๊ะเจรจา โดยมีนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย เป็นคนกลาง ซึ่งทุกฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันว่า จะเริ่มเรินรถไฟในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 29 ต.ค.นี้

ส่วนการสั่งปลดพนักงานรถไฟทั้ง 6 คนนั้น นายสาวิทย์ กล่าวว่า ก็ต้องมีการต่อสู้กันทางกฎหมายต่อไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจะต้องให้เกียรติ รมช.มหาดไทย ที่ลงมาเคลียร์ปัญหา ซึ่งยอมรับว่า เสียความรู้สึกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังคงมีการเดินรถตามข้อตกลง รถพร้อม คนพร้อม ก็พร้อมเดินรถตามกำหนด ทั้งนี้ก็จะต้องให้สอดคล้องกับระบบท่ีจะต้องมีความปลอดภัยด้วย.

ตร.เตรียมใช้พรบ.คอมออกหมายจับต้นตอข่าวลือไม่เป็นมงคล ทำหุ้นตก

ที่มา ประชาไท

(28 ต.ค.) เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รายงานข่าวแจ้งว่า วันที่ 29 ต.ค. พนักงานสอบสวนคดีกลุ่มบุคคลปล่อยข่าวลือไม่เป็นมงคล ทำให้ราคาหุ้นไทยตกต่ำ เตรียมนำพยานหลักฐานเพื่อขอให้ศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 4-5 คน ในข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14

แหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงการดำเนินคดีกับผู้ไม่ประสงค์ดีปล่อยข่าวที่ไม่เป็นมงคล ว่า ในเรื่องของการปั่นหุ้นเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งการดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่กระทำนั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ กลต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ในส่วนของ ตร. สามารถที่จะดำเนินคดีในส่วนของผู้ที่ปล่อยข่าวลวงอันเป็นเท็จและไม่เป็นมงคล ซึ่งเป็นความผิดตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งขณะนี้เราก็ดำเนินการอยู่ไม่ได้นิ่งนอนใจ

การใช้สิทธินัดหยุดงานกับบริการสาธารณะ

ที่มา ประชาไท

จากที่ผู้เขียนได้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ประท้วงด้วยการหยุดเดินรถไฟอันส่งผลให้ประชาชนในฐานะของผู้ใช้บริการทั่วไปได้รับความเดือดร้อน ผู้เขียนจึงอยากที่จะได้นำเสนอแนวคิดว่าด้วย “สิทธิการนัดหยุดงาน” ในมุมมองของต่างประเทศพร้อมทั้งเสนอแนะประเด็นที่น่าคบคิดโดยมุ่งเน้นในมิติของกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายปกครองเป็นหลัก

แนวคิดว่าด้วยการนัดหยุดงานถือได้ว่าเป็นแนวคิดที่มีประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน ในทางวิชาการแล้ว มีการถกเถียงกันอยู่พอสมควรไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่ว่าการนัดหยุดงานถือเป็น “สิทธิ” (Right) หรือ “เสรีภาพ” (Freedom) (ซึ่งบทความนี้ผู้เขียนขอใช้คำว่า “สิทธิการนัดหยุดงาน”) และจะถือว่าเป็น “สิทธิมนษยชน” (Human Rights) หรือ “สิทธิขั้นพื้นฐาน” (Fundamental Rights) หรือไม่

บางประเทศได้ให้ความสำคัญกับสิทธิการนัดหยุดงานโดยได้ทำการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ อาทิเช่น ประเทศฝรั่งเศส (คำปรารภข้อที่ 7 ในรัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ. 1946) ประเทศอิตาลี (มาตรา 40) และประเทศแอฟริกาใต้ (มาตรา 23 (2)(c)) เป็นต้น ในบางประเทศอย่าง ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศเบลเยี่ยม แม้มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแต่ก็ได้ให้การรับรองผ่านคำพิพากษาของศาล ขณะที่บางประเทศ เช่น ประเทศเยอรมัน ประเทศอังกฤษ ซึ่งต่างก็มิได้มีบัญญัติว่าด้วยการนัดหยุดงานไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีการเทียบเคียงจากตัวบทบัญญัติและกฎหมายใกล้เคียงเพื่อการคุ้มครองในสิทธิข้างต้น

ประเทศฝรั่งเศสถือเป็นประเทศหนึ่งที่ “สิทธิการนัดหยุดงาน” หรือ “Right to strike” ค่อนข้างศักดิ์สิทธิ์โดยจะเห็นได้จากระบบสหภาพแรงงานที่มีความแข็งแกร่งมาก ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากการที่รัฐธรรมนูญฝรั่งเศสฉบับปี 1946 ได้บัญญัติรับรองสิทธินี้ไว้ในคำปรารภข้อที่ 7 และในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (1958) ได้รับรองส่วนของคำปรารภข้างต้นไว้ในอรัมภบทอีกด้วย กล่าวคือ “การนัดหยุดงาน” ในฝรั่งเศสนั้นถือได้ว่าเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ (Constitutional Rights)

ตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว สิทธิการนัดหยุดงานถือได้ว่าเป็นสิทธิประเภทสัมพัทธ์ (Relative Rights) หาใช่สิทธิประเภทสัมบูรณ์ (Absolute Rights) ไม่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นสิทธิที่หากมีความจำเป็นอันถือเอาประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) เป็นสำคัญ รัฐสามารถที่จะออกกฎหมายมาจำกัดการใช้สิทธิของประชาชนได้ แต่ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวจำต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเท่านั้น ตัวอย่างของสิทธิแบบสัมพัทธ์ เช่น เสรีภาพการชุมนุม สิทธิในชีวิตและร่างกาย (การจับและการคุมขังบุคคล การค้นตัวบุคคล) ฯลฯ เป็นต้น
ในขณะที่สิทธิประเภทสัมบูรณ์นั้น รัฐไม่สามารถที่จะออกกฎหมายใดๆ มาจำกัดสิทธิได้ ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนของสิทธิประเภทนี้คือ เสรีภาพในการนับถือศาสนาและสิทธิที่ไม่ต้องรับโทษทางอาญาย้อนหลัง (Ex Post Facto) เป็นต้น

ที่ผู้เขียนกล่าวว่าสิทธิการนัดหยุดงานเป็นสิทธิประเภทสัมพัทธ์สืบเนื่องมาจากการบัญญัติรับรองไว้ไม่ว่าจะในคำปรารภข้อที่ 7 ของรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสฉบับ 1946 ที่กล่าวไว้ว่า “สิทธิในการนัดหยุดงานอาจใช้ได้ภายในขอบเขตของรัฐบัญญัติที่กำหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องนั้น” หรือจะเป็นกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (ICESCRs) ที่ได้บัญญัติไว้ในข้อที่ 8 (d) โดยให้รัฐภาคี “รับรองสิทธิในการนัดหยุดงานหากปฏิบัติตามตัวบทกฎหมายของแต่ละประเทศ” ซึ่งความข้างต้นทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่ารัฐสามารถที่จะออกกฎหมายมาจำกัดสิทธิการนัดหยุดงานได้หากมีความจำเป็น

ทั้งนี้ เป็นการสอดคล้องกับการที่ศาลยุติธรรมแห่งยุโรป หรือ European Court of Justice (ECJ) และศาลสิทธิมนุษยชนแห่งสหภาพยุโรป (European Court of Human Rights) ได้เคยมีคำวินิจฉัยยืนยันไว้ในคดี Laval คดี Viking และคดี Enerji ตามลำดับว่า “สิทธิการนัดหยุดงานถือได้ว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานภายใต้กฎหมายแห่งสหภาพยุโรป แต่ในขณะเดียวกันนั้นเราก็รับรู้ด้วยว่าสิทธิดังกล่าวนี้หาได้บริบูรณ์จนกระทั่งไม่สามารถจำกัดได้ไม่”

อนึ่ง การอนุญาตให้ฝ่ายบริหารสามารถออกกฎหมายมาเพื่อจำกัดสิทธิประเภทสัมพัทธ์อันรวมถึงสิทธิการนัดหยุดงานก็มิได้หมายความว่าจะออกกฎหมายอย่างไรก็ได้ หากแต่การออกตัวบทกฎหมายจำต้องอยู่บนหลักนิติรัฐ (Legal State) และระบอบประชาธิปไตยซึ่งต้องคำนึงทางด้านกระบวนการในการบัญญัติกฎหมายประการหนึ่ง และต้องคำนึงทางด้านเนื้อหา (Substantive Matter) ของกฎหมายอีกประการหนึ่ง กล่าวคือ ในแง่มุมของกระบวนการตรากฎหมายจำกัดสิทธิของประชาชน รัฐจำต้องให้รัฐสภาในฐานะของ “องค์กรตัวแทนของประชาชน” เป็นผู้ตราเท่านั้น ส่วนในแง่มุมเกี่ยวกับเนื้อหาของกฎหมายที่จะออกมาจำกัดสิทธินั้นจำต้องมีเนื้อหาที่ค่อนข้างชัดเจนว่าเมื่อใดที่จะให้รัฐสามารถเข้าไปล่วงล้ำในแดนแห่งสิทธิของประชาชนได้ อีกทั้งการเข้าไปล่วงล้ำในแดนแห่งสิทธิดังกล่าวจะต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุในการรักษาไว้ซึ่งประโยชน์สาธารณะอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หากปรากฎว่าแม้ตัวบทกฎหมายที่ถูกตราขึ้นโดยรัฐสภายังคงมีเนื้อหาที่เข้ามาล่วงล้ำแดนแห่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากจนเกินกว่าเหตุ รัฐธรรมนูญในฐานะกฎหมายสูงสุดของประเทศ (Supreme Law of the Land) ก็จะเป็นอีกกลไกในการป้องกันมิให้กฎหมายนั้นสามารถบังคับใช้ได้ ทั้งนี้ โดยผ่านคำวินิจฉัยของฝ่ายตุลาการ หากปราศจากกลไกในการควบคุมกฎหมายมิให้ขัดกับรัฐธรรมนูญทำนองนี้แล้ว ในบางครั้งรัฐสภาก็อาจจะออกกฎหมายมาไม่เพียงแต่ “จำกัด” สิทธิเสรีภาพของประชาชนมากเกินสมควรกว่าเหตุเท่านั้น หากแต่ออกมาเพื่อ “กำจัด” สิทธิเสรีภาพของประชาชนไป

สำหรับประเทศไทย สิทธิในการนัดหยุดงานมิได้มีการบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญโดยประจักษ์ชัดเช่นเดียวกับประเทศฝรั่งเศส ประเทศอิตาลี และประเทศแอฟริกาใต้ แต่ก็มิได้หมายความว่าสิทธิดังกล่าวนี้จะถูกปฏิเสธการรับรองและคุ้มครอง ทั้งนี้เป็นไปตามที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่าสิทธิการนัดหยุดงานได้รับการยอมรับในระดับระหว่างประเทศว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน หรือสิทธิมนุษยชนเลยทีเดียว

กระนั้นก็ดี แม้ว่าสิทธิการนัดหยุดงานจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่ก็มิได้หมายความว่าจะสามารถนัดหยุดงานเมื่อใดก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วหากเป็นการนัดหยุดงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำงานในภาคส่วนของการให้บริการสาธารณะ (Public Service) ที่มีความสำคัญและจำเป็น อาทิ ทางด้านการคมนาคมขนส่งต่างๆ เพราะการนัดหยุดงานย่อมของเจ้าหน้าที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยทั่วไปในการใช้บริการสาธารณะ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัจเจกชนมิอาจที่จะใช้สิทธิเสรีภาพของตนไปตามอำเภอใจไม่ หากแต่จำต้องตระหนักว่าตนเองนั้นอยู่ในสังคมอันประกอบไปด้วยบุคคลอื่น หากตนเองใช้สิทธิเสรีภาพของตนเองไปโดยไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ก็ย่อมจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นซึ่งส่งผลต่อผลประโยชน์ส่วนรวมของมหาชน

กล่าวโดยสรุปแล้ว หากพิจารณาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สิทธิเสรีภาพของเจ้าหน้าที่รัฐที่ให้บริการสาธารณะแล้ว ถ้ามีการใช้สิทธิเสรีภาพไปโดยมิได้ตระหนักถึงผลกระทบต่อผลประโยชน์มหาชนแล้ว ท้ายที่สุดก็จะนำพาประเทศไปสู่ปัญหามากมาย ทั้งนี้ นอกจากจะเป็นการไม่ชอบด้วยหลักการของกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วก็ยังเป็นการขัดต่อหลักการของกฎหมายปกครองว่าด้วย “บริการสาธารณะ” อีกด้วย

ตามหลักทั่วไปของกฎหมายปกครอง (ฝรั่งเศส) แล้ว บริการสาธารณะมีหลักการสำคัญอยู่ 3 ประการซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม “หลักการของโรแลนด์” หรือ “Rolland Principles” อันได้แก่ หลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ (Continuity) หลักความเปลี่ยนแปลงได้ของบริการสาธารณะตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของสาธารณะ (Adaptability) และหลักความเสมอภาคสำหรับผู้ใช้บริการสาธารณะ (Equality)

อย่างไรก็ดี นอกจากหลักการทั้ง 3 ข้างต้นแล้ว อีกหลักการหนึ่งซึ่งโดยปกติแล้วจะมีการบัญญัติเสริมเพิ่มเติมเข้าไปในหลักการว่าด้วยบริการสาธารณะอยู่เสมอนั่นคือ หลักภววิสัย (Neutrality) หลักการดังกล่าวมีความหมายว่า เจ้าหน้าที่รัฐจำต้องดำรงตนอย่างเป็นกลางในการให้บริการสาธารณะ เช่น เจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่เลือกให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนี่งได้ประโยชน์จากบริการของตนเอง เป็นต้น

จากปรากฏการณ์ของการนัดหยุดงานในประเทศไทยที่เพิ่งเกิดขึ้นมาโดยสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทยอันส่งผลให้รถไฟต้องหยุดวิ่งไปในเส้นทางภาคใต้ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบให้ “บริการสาธารณะซึ่งเป็นภาระกิจสำคัญของฝ่ายปกครอง” ต้องมีความขาดตกบกพร่องไป จากการพินิจพิเคราะห์ตามหลักกฎหมายปกครองว่าด้วยเรื่องบริการสาธารณะที่ได้นำกล่าวมาแล้วพอสังเขปในข้างต้น หลักความต่อเนื่อง (Continuity) ของบริการสาธารณะถือได้ว่าเป็นหลักการที่สำคัญที่สุดสำหรับบริการสาธารณะ เพราะหากบริการสาธารณะซึ่งมีความจำเป็นต้องหยุดชะงักไปก็จะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการโดยทั่วไปรวมไปถึงธุรกิจบางประเภทซึ่งจะเกิดผลเสียต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศอันหลีกเลี่ยงมิได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แต่เฉพาะประเทศไทยที่ต้องเผชิญกับผลกระทบของการนัดหยุดงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐในภาคการขนส่งสาธารณะ (Public Transports) ไปทั่วเยี่ยงปัจจุบัน หากแต่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศฝรั่งเศสซึ่งเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง การณ์ดังกล่าวนำไปสู่คดีความต่างๆ บนชั้นศาล จนศาลปกครองและคณะตุลาการรัฐธรรมนูญในประเทศฝรั่งเศสต่างก็ได้มีคำวินิจฉัยที่เป็นการยืนยันรับรองหลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะที่จำต้องมีไว้ ยกตัวอย่างเช่น ศาลปกครองสูงสุดในคดี Dehaene ได้ให้ความเห็นว่าทางภาครัฐจำต้องวางกฎในการจัดทำบริการสาธารณะอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการใช้สิทธิการนัดหยุดงาน ซึ่งต่อมาแนวคิดดังกล่าวก็ได้ถูกสนับสนุนโดยคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ (Conseil constituionnel) ด้วย เป็นต้น

หลังจากคำวินิจฉัยข้างต้นจึงได้เกิดการถกเถียงกันเป็นอย่างมากอันนำไปสู่การเกิดของแนวคิดว่าด้วยความต่อเนื่องของการให้บริการสาธารณะและเกิดแนวคิดมาตราการในการเข้ามาทำให้หลักความต่อเนื่องดังกล่าวสามารถกระทำได้จริง กล่าวคือ 2 มาตรการที่ถูกคิดประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างการให้บริการขั้นต่ำ (Minimum Service) มาตรการหนึ่ง และการเข้าดำเนินการเองอีกมาตรการหนึ่ง จะสามารถทำให้หลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะดำรงคงอยู่ได้

สำหรับหลักการแรกว่าด้วยการให้บริการขั้นต่ำนั้นถูกนำมาแก้ไขปัญหาการนัดหยุดงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ให้บริการสาธารณะ โดยภาครัฐจำต้องกำหนดมาตรการเพื่อรองรับการหยุดงานว่าท้ายที่สุดแล้วการบริการสาธารณะจะไม่หยุดไปทั้งหมด หากแต่ต้องมีบริการให้แก่ประชาชนทั่วไปได้ใน

นอกจากมาตรการการให้บริการขั้นต่ำข้างต้นแล้ว หากภาครัฐมิอาจสามารถที่จะรักษาให้บริการสาธารณะสามารถที่จะให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง มาตรการที่สองอย่าง “การเข้าดำเนินการเอง” จะถูกหยิบยกขึ้นมา เพื่อทำให้ความต่อเนื่องของการให้บริการสาธารณะบรรลุผล กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากปรากฏว่าการหยุดงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ให้บริการสาธารณะค่อนข้างรุนแรงจนนำไปสู่การหยุดการให้บริการ ทางภาครัฐอาจจัดส่งคนเข้าไปดำเนินการแทนเจ้าหน้าที่รัฐนั้นๆ ได้ ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาการหยุดชะงักของการให้บริการสาธารณะ

แนวความคิดและมาตรการต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้เพื่อทำให้การบริการสาธารณะของประเทศฝรั่งเศสมีประสิทธิภาพข้างต้น มาในยุคหนึ่งได้ถูกทำให้เป็น “รูปธรรม” มากขึ้น กล่าวคือ ในยุคของประธานาธิบดี นิโกลาร์ ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) ได้มีการผลักดันร่างกฏหมายว่าด้วยการให้บริการขั้นต่ำ (Minimum Service Bill) ซึ่งมีหลักการสำคัญว่ารัฐมิได้ห้ามมิให้มีการนัดหยุดงาน หากแต่ต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนที่จะทำการหยุดงานเป็นระยะเวลา 48 ชม. ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ติดต่อประสานงานกับนายจ้างของตนเองในการจัดการบริการสาธารณะขั้นต่ำให้แก่ผู้ใช้บริการ สุดท้ายแล้วรัฐสภาฝรั่งเศสก็ได้เห็นชอบและผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวและประกาศใช้เป็นรัฐบัญญัติว่าด้วยการให้บริการขั้นต่ำนับตั้งแต่ปี 2007 จนทำให้นานาประเทศให้การยอมรับว่าประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศหนึ่งที่สามารถรักษาความสมดุลระหว่างการใช้สิทธินัดหยุดงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและบริการสาธารณะตามหลักกฎหมายปกครองที่ถือประโยชน์สาธารณะของประชาชนทั่วไปเป็นสำคัญได้เป็นอย่างดี

จากหลักการของกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง กอปรกับประสบการณ์ของประเทศฝรั่งเศสที่ได้ประสบพบเจอกับปัญหาของการนัดหยุดงานของเจ้าหน้าที่ให้บริการสาธารณะที่ผู้เขียนได้นำเสนอมาในข้างต้น ถือได้ว่าสามารถเป็นอุทธาหรณ์ให้ประเทศไทยเราได้ฉุกคิดกรณีดังกล่าวได้ กล่าวคือ นอกจากการเจรจาพูดคุยกันโดยเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทยเพิ่งเกิดขึ้นของในปัจจุบันแล้ว ผู้เขียนต้องการเสนอประเด็นให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐและภาคประชาชนผู้ใช้สิทธิในการนัดหยุดงานได้นำไปขบคิดถึงหลักการให้บริการสาธารณะอันมีความสำคัญยิ่งแก่ประชาชนผู้ใช้บริการสาธารณะส่วนมากเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาวต่อไป

อาจจะถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะต้องมีการนำปัญหาของสิทธิการนัดหยุดงานมาถกเถียงกันในทุกมิติเพื่อนำไปสู่การกำหนดกรอบกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน หรือแม้แต่การตราเป็นตัวบทกฎหมายโดยเฉพาะ (Sui Generis) ว่าด้วยการให้บริการสาธารณะเฉกเช่นเดียวกันกับประเทศฝรั่งเศสได้กระทำหรือไม่อย่างไร เพื่อมิให้กระทบต่อหลักบริการสาธารณะซึ่งต้องมีความต่อเนื่องในการให้บริการกับประชาชนนั่นเอง

อนึ่ง สำหรับประเทศไทยแล้ว แม้ว่าจะมิได้มีคดีความต่างๆ อันนำไปสู่พัฒนาการของหลักว่าด้วยความต่อเนื่องของบริการสาธารณะมากมายเท่าประเทศฝรั่งเศส แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มีการบัญญัติหลักการดังกล่าวไว้ในมาตรา 64 วรรค 2 ว่า “ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐย่อมมีเสรีภาพในการรวมกลุ่มเช่นเดียวกันกับบุคคลทั่วไป แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินและความต่อเนื่องในการจัดทำบริการสาธารณะ” อันเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็ตระหนักและให้ความสำคัญในหลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะนี้ด้วยเช่นกัน