WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 30, 2009

บิ๊กจิ๋วลงใต้3พย. มีคนเชิญ ปัตตานีประเดิม

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_43286

บิ๊กจิ๋ว เตรียมลงพื้นที่ จ.ปัตตานี 3 พ.ย. นี้ ยืนยัน ไม่มีภารกิจอื่นใดเป็นพิเศษ แค่ไปตามคำเชิญกลุ่มภูมิบุตร พร้อมโต้ มีหนังสือรับรองจากรัฐสภา ช่วงบินไปพบฮุนเซน ...

พล.ท.เชวงศักดิ์ ทองสลวย นายทหารคนสนิท พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐออนไลน์ โดยเปิดเผยว่า พล.อ.ชวลิต จะเดินทางไป จ. ปัตตานี ในวันที่ 3 พ.ย. นี้ อย่างไรก็ดี พล.ท.เชวงศักดิ์ ยืนยัน การเดินทางลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ของอดีตนายกรัฐมนตรี ในครั้งนี้ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะไปปฏิบัติภารกิจอะไรเป็นพิเศษ แต่เดินทางไปตามคำเชิญให้เข้าร่วมเป็นประธานการประชุม ของกลุ่มภูมิบุตร หรือ กลุ่มคนท้องถิ่นที่มีความแตกต่างด้านศาสนา แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ในพื้นที่ 4 อำเภอทดลอง ซึ่งได้ขอดูแลสอดส่องเรื่องความปลอดภัยกันเองในกลุ่ม โดยหลังการเสร็จสิ้นการประชุม พล.อ.ชวลิต ก็คงจะเดินทางกลับทันที ไม่ได้มีแผนที่จะค้างคืนหรือเดินทางไปยัง จ.นราธิวาส หรือ จ.ยะลา แต่อย่างใด

ส่วน พล.อ.ชวลิต จะเดินทางไปพบกับ นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย เมื่อใด นั้น พล.ท.เชวงศักดิ์ กล่าวว่า ขอดูความชัดเจนอีกสักระยะ ส่วนการที่ นายวิรัช วิริยะพงษ์ โฆษกคณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย กล่าวหาว่า การเดินทางไปเยือนประเทศกัมพูชา เพื่อเข้าพบ สมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ของ พล.อ.ชวลิต ไม่ได้เป็นการเดินทางไปในฐานะที่เป็นตัวแทนของคณะกรรมาธิการฯ ตามที่มีการกล่าวอ้าง และ พล.อ.ชวลิต ไม่มีหน้าที่หรือมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับคณะกรรมาธิการฯ นั้น พล.อ.เชวงศักดิ์กล่าวว่า คนที่พูดคงจะไม่ได้เข้าร่วมการประชุมกับทางคณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย มากกว่า เพราะ พล.อ.ชวลิต ได้รับหนังสือรับรองที่ใช้ซองของรัฐสภาส่งมาให้นานแล้ว เพราะฉะนั้นจะบอกได้อย่างไรว่า ไม่ได้รับการรับรองจากกรรมาธิการฯ

ชาวบ้านเดือดร้อน

ที่มา ไทยรัฐ

ความปั่นป่วนวุ่นวายใน การรถไฟแห่งประเทศไทย ทำท่าจะบานปลาย ชาวบ้านเดือดร้อนอย่างหนัก โดยเฉพาะในจังหวัดภาคใต้ ตั้งแต่สงขลาลงไปเป็นอัมพาต ถึงขนาดเจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปยึดหัวรถจักรคืน แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ล่าสุดเห็นข่าวว่า รถไฟจากหาดใหญ่ไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ออกวิ่งแล้ว โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและ อส.คุ้มกันเป็นอย่างดี

เคยมีการพูดกันเล่นๆว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจิตวิทยาเป็นของฝ่ายโน้นเขาหมดแล้ว เหลือแค่การ ตัดเส้นทางคมนาคมเท่านั้น ถ้าตัดเส้นทางคมนาคม บก อากาศ ทางทะเลได้เมื่อไหร่ ก็คงไม่ใช่ประเทศไทยอีกต่อไป

ใครได้ใครเสีย มีการเจรจาต่อรองผลประโยชน์อะไรกันบ้าง ระหว่าง นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับขบวนการปฏิบัติการ ยึดหัวรถจักรครั้งนี้เกินกว่าจะคาดเดา หรือจะเอาแค่สั่งสอนดิสเครดิตภาวะผู้นำประเทศก็แล้วไป แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นเสียหายทั้งภาครัฐและเอกชน หยุดวิ่งไม่กี่วันเสียหายไป 40-50 ล้านบาทแล้ว

เชื่อว่าปฏิบัติการยึดหัวรถจักรยังคงไม่สะเด็ดน้ำ

ที่นั่งรอต่อคิวก็คือ เครือข่ายตะวันออก ต่อต้านโครงการทำลายสิ่งแวดล้อมในมาบตาพุด เดินทางมาถึงทำเนียบรอถกกับนายกฯอภิสิทธิ์ ว่าจะเอาอย่างไร เมื่อไหร่จะดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครองให้ปิดโรงงานทั้ง 76 โครงการซะที

ปัญหานี้ก็ยังมืดแปดด้าน

เห็นข่าวล่าสุดเรื่องของคดีฉ้อโกงธนาคารบีบีซี ที่ราเกซ สักเสนา ตกเป็นผู้ต้องหา และหนีไปอยู่ที่ประเทศแคนาดา จนคดีเกือบจะหมดอายุความในปีหน้า ปรากฏว่าศาลฎีกาแคนาดาให้นำตัวราเกซกลับมาดำเนินคดีในไทยได้ตามคำร้องขอของอัยการสูงสุด ถ้าเป็นตามข่าวก็จะได้เห็นหน้าคุณราเกซตัวจริงเสียงจริงซะที ส่วนจะพาดพิงไปถึงผู้มีอิทธิพลคนใดบ้าง อันนี้ก็น่าติดตาม กลัวว่าราเกซจะเดี้ยงซะก่อนเท่านั้น

เฮ้อ ไม่รู้จะเร่งสร้างผลงานไปถึงไหน มีข่าวแพลมๆออกมาอีกแล้วว่า จะมีการเสนอเรื่องให้ สตช.พิจารณา เสนอถอดยศและเรียกเครื่องราชคืนจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บางคนความผิดชัดเจน นอนอยู่ในคุกยังไม่รู้อนาคต ยังไม่เห็นกระเหี้ยน กระหือรือขนาดนี้

หน้ามืดตามัว

ท่ามกลางกระแสเตะตัดขา การเดินหน้ายุทธศาสตร์เชื่อม สัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ยิ่งทุบก็ยิ่งสู้ มาเลเซีย พม่า จีน เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย จองคิวกันมาอื้อ

เบื้องหน้าเบื้องหลังอันที่จริงบิ๊กจิ๋วก็ไม่อยากทำอะไรกระโตกกระตาก เพราะเกรงใจรัฐบาลอยู่เหมือนกัน กลัวจะขายหน้า แต่รัฐบาลเองนั่นแหละที่ไปประโคมข่าวให้บิ๊กจิ๋ว

งานเลยเข้า.

หมัดเหล็ก

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(30ต.ค.):งานเข้า!สมาคมนักข่าว รีบออกแถลงการณ์ชื่นชมเปลว สีเงิน ด่วน

ที่มา Thai E-News


ภาพหายาก-พระฉายาลักษ์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสัมผัสพระหัตถ์กับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้ลือลั่น ข่าวไม่ได้แจ้งว่าเมื่อไหร่ ก่อนหรือหลัง24มิถุนายน2475 ที่ไหน อย่างไร ผู้ใดทราบประวัติของภาพกรุณาแจ้งมาด่วน เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยได้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณกษัตรยิ์นักประชาธิปไตย


***เมื่อวานประชาไทบอร์ดปิดซ่อม วันนี้ฟ้าเดียวกันล่ม ทางชุมชนเว็บบอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกันบอกมาอย่าตกใจ ยังไม่ได้"โดนของ" แค่ประสบปัญหาเว็บล่มชั่วคราว ตั้งแต่เวลาประมาณ 9 โมงเช้าของวันนี้ กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไข และขอให้แฟนๆและสมาชิกเจ้าของชุมชนฟ้าเดียวกันทุกท่านติดตามความเคลื่อนไหว ได้ทาง
http://twitter.com/sameskyliberalไปก่อนพลางๆระหว่างซ่อม...เวบไหนจะเป็นรายต่อไปเนี่ย อย่าเป็นไทยอีนิวส์ก็แล้วกัน ซ่อมไม่เป็งอ่ะ***


***แฟนๆของ"ใบตองแห้ง"แห่งไทยโพสต์โปรดทราบ เจ้าตัวที่ไม่ได้เขียนคอลัมน์ว่ายทวนน้ำมาหลายวัน ก็เพราะเปลว สีเงิน ไม่อยากให้เขียน ให้นั่งกินเงินเดือนเฉยๆก็พอ เพราะเป็นสื่อที่ทรงคุณค่าสมควรเลี้ยงดูโดยไม่ต้องให้ทำงานแนวถนัด แต่ใบตองแห้งไม่ชอบนั่งกินนอนกินก็เลยยื่นใบลาออกแล้ว มีผลสิ้นเดือนนี้ เอ่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยของเสี่ยเก๊ะ-ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ กับเสี่ยประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ จะไม่มีแถลงการณ์ชื่นชมเปลว สีเงินหน่อยเหรอครับ หายากนะคนที่รักลูกน้องขนาดที่ว่ามึงนั่งอยู่เฉยๆไม่ต้องทำงานทำการหรอก แล้วกูจะหาเงินเดือนจ่ายนี่นะ...เอ้า!หุยฮา***

***ฝ่ายประชาธิปไตยอุตส่าห์ให้ราคาเปลว สีเงินว่ามีใจคอกว้างขวาง ปล่อยให้คอลัมนิสต์อย่าง"ใบตองแห้ง"แสดงความเห็นโดยอิสระ ไม่ต้องเปรี้ยงๆดังเสียงฟ้าฟาด เป็นพวกปฏิกริยาล้าหลังขวาจัดกัดจมเขี้ยวฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเดียว ทำให้ไทยโพสต์ดูราวกับดอกไม้สวยหลากสีล้วนเบ่งบานในอุทยานเดียว ต่อไปนี้ก็คงจะเหลืองอื๋อสาแก่ใจเปลว สีเงินเป็นแน่แท้ ที่สำคัญบทสัมภาษณ์คมๆของนักวิชาการ หรือนักเคลื่อนไหวฝ่ายประชาธิปไตยฉบับวันหยุดก็คงหายไปด้วย เพราะนี่เป็นฝีมือของ"ใบตองแห้ง"เขา***

***ผลสำรวจรอบสัปดาห์ล่าสุดนี้ ไทยอีนิวส์ตั้งปุจฉา"ท่านคิดว่าใครคือผู้ทรยศต่อชาติ" มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 3,116 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้

-คนที่คุณก็รู้ว่าใคร? เพราะเป็นผู้บงการชักใยเปรมกับสมุนบริวาร มีผู้ตอบข้อนี้ 1,929 ท่าน (61%)
-พลเอกเปรม เพราะทำลายประชาธิปไตย ย่ำยีเสียงประชาชนส่วนใหญ่ มีผู้ตอบข้อนี้ 988 ท่าน (31%)
-ทักษิณ เพราะคอรัปชั่น และไม่จงรักภักดีสถาบันฯดังที่อำมาตย์กล่าวโทษ มีผู้ตอบข้อนี้ 164 ท่าน (5%)
-พลเอกชวลิต เพราะทรยศต่อเปรมและเครือข่ายอำมาตย์ มีผู้ตอบข้อนี้ 16 ท่าน (ไม่ถึง1%)
-อื่นๆ มีผู้ตอบว่าเป็นคนอื่นๆ 19 ท่าน (ไม่ถึง1%)


ผลสำรวจนี้ชี้ว่าท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ไม่เชื่อว่า"บีเจ-บิ๊กจิ๋ว"จะเป็นผู้ทรยศต่อชาติเมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยตามที่พลเอกเปรมพูดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน แถมท่านผู้อ่านของเรากลับมีความเชื่อมากถึง31%ของผู้ตอบแบบสำรวจว่า พลเอกเปรมต่างหากที่ทรยศต่อชาติ แต่ก็ยังห่างไกลจากแชมป์รายการนี้คือ"คนที่คุณก็รู้ว่าใคร? ได้ไปตั้ง61% เพราะเป็นผู้บงการชักใยเปรมกับสมุนบริวาร

อย่างไรก็ดีจนป่านนี้ทาง"นักข่าวชาวรากหญ้า"ก็ยังไม่รู้นะฮะว่า "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร?"นี่เขาเป็นใคร(วะ)? ทำไมท่านผู้อ่านของเรายกย่องให้เป็นแชมเปี้ยนทรยศต่อชาติขาดลอยขนาดนี้

***ที่เซอร์ไพรส์พอสมควรสำหรับผลการสำรวจหนนี้ก็คือคำตอบว่า ทักษิณคือผู้ทรยศต่อชาติ เพราะคอรัปชั่น และไม่จงรักภักดีสถาบันฯดังที่อำมาตย์กล่าวหา มีคนตอบมาตั้ง164 ท่าน คิดเป็น5%...นี่เป็นตัวสะท้อนว่า ท่านผู้อ่านของไทยอีนิวส์ไม่ได้มีแต่คน"รักทักษิณ"เท่านั้น ซึ่งเราอยากให้มีมากๆขึ้น เพราะสะท้อนว่า ความพยายามก้าวไปเป็น"สื่อของฝ่ายประชาธิปไตย"จะบรรลุผล ไม่งั้นคนก็ยังมองว่าไทยอีนิวส์เป็นสื่อของ"คนรักทักษิณ"แต่เพียงอย่างเดียว(ซึ่งว่ากันตรงๆนะ ไม่ค่อยชอบเลย)***

***เย็นวันศุกร์นี้(30ต.ค.)มีงานช้างยักษ์ใหญ่บั๊กเอ้กครับ ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น ผอ.หนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ จัดงาน "มหกรรมการเมืองเสริมสร้างประชาธิปไตย" ที่ ห้องคอนเวนชั่น อาคารห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว ศุกร์ 30 ตุลานี้ โดยรูปแบบจะเป็นการดินเนอร์ทอล์ก เวลา19.30 น. "บีเจ-บิ๊กจิ๋ว"ซึ่งเปิดตัวเข้าพรรคไทยได้สุดฮือฮาจะขึ้นเวทีปราศรัย เปิดใจครั้งแรกถึงสาเหตุ และผลกระทบในการหวนกลับเข้ามาสู่วงการเมือง จากนั้นเวลา 20.30 น.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะวิดิโอลิงก์เข้ามาร่วมงานจะทักทายพูดคุยกับ พล.อ.ชวลิต ให้ผู้ที่ร่วมงานฟังด้วย***

***นอกจากนี้ ในงานจะมีนักการเมือง แกนนำ นปช.เสื้อแดง ร่วมปราศรัยกันอย่างคับคั่ง อาทิ นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล เลขาธิการมูลนิธิบ้าน 111 นพ.เหวง โตจิราการ นายอดิศร เพียงเกษ และ นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำคนเสื้อแดง เป็นต้น โดยจำหน่ายบัตรร่วมงานให้กับบุคคลภายนอก ราคา 800 บาท พร้อมจะมีการถ่ายทอดทางสถานี พีเพิลแชนแนล ด้วย***

***วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 พบกับทีมงานความจริงวันนี้ทั้งหมด และถ้าไอ้หมีหน้าฮาร์ก ยุบสภา พวกเราคนเสื้อแดงก็มาร่วมฉลองชัยชนะกันที่จันทบุรี จองบัตรได้ที่สจ.จันท์ 0863384988 ราคาโต๊ะละ 2000 บาท รายได้เพื่อทำวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง ครับ ***

***เวทีเสวนา เชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย เพื่อจัดตั้งศูนย์ประสานงานกลาง แดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย สร้างองค์ความรู้ร่วมกัน ฝ่าฟันอย่างมียุทธศาสตร์ เสริมสร้างพลังอำนาจของประชาชน ให้ทุกผู้คนได้ร่วมกันต่อสู้
รักและเชิดชูประชาธิปไตย สร้างประเทศไทยเพื่อประชาชน วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2552 ห้องประชุมพรรคเพื่อไทย
อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ( ตรงข้ามวัดพระนอนปูคา )

กำหนดการ
07.30 - 08.30 น. ลงทะเบียน
08.30 - 09.00 น. กล่าวต้อนรับและเปิดงาน โดยคุณสุเทพ สายทอง (รักษาการ) เลขาธิการศูนย์ประสานงานแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย
09.00 – 10.30 น. ปาฐกถา เรื่ององค์ความรู้และยุทธศาสตร์ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย วิทยากร ดร.สุนัย จุลพงศธร
10.45 – 12.00 น.ปาฐกถา เรื่องวิถีคนเมืองความเป็นอยู่ร่วมกัน ประสานการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย วิทยากร ดร. ธเนศวร์ เจริญเมือง
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหาร
13.00 – 14.00 น. เสวนา การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
วิทยากร คุณสมชาย ไพบูลย์
14.00 – 17.00 น. เสวนาประสาคนเสื้อแดงเพื่อรวมพลังของมวลมหาประชาชนชาวเชียงใหม่ ให้เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ทรงอำนาจ ในการเรียกร้องและปกป้องระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงและสมบูรณ์ พร้อมทั้งการคัดเลือกคณะกรรมการ ศูนย์กลางประสานงานแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย และผู้ประสานงานประจำอำเภอ ซึ่งจะเป็นตัวแทนของคนเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่ในการประสานงานกลุ่มเสื้อแดงทุกกลุ่มสมาชิก ให้ทำงานเป็นเอกภาพและทิศทางเดียวร่วมกัน เพื่อรวมพลังกันทำกิจกรรมเพื่ออนาคตของลูกหลานเรา ที่จะต้องอาศัยในแผ่นดินไทยอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีเสรีภาพที่เท่าเทียมกันตลอดไป

(เชิญร่วมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย )***

***ชาวแดงแห่งบ้านโป่งในนาม(นปช.บ้านโป่ง52) นัดรวมพลเช็คขุมกำลัง เตรียมความพร้อม ขอฝากส่งสารถึงพี่น้องรอบๆบ้านโป่งเรา ร่วมด้วยท่าน สุรชัย แซ่ด่าน และท่าน สุนัย จุลพงศธร รับเชิญมาอภิปรายในแนวทางร่วมกัน พี่น้องอย่าพลาดและให้กำลังใจเปิดตัวพี่น้องที่เตรียมพร้อมไปนอน ณ ทำเนียบ ห้ามพลาด 5 โมงเย็น พุธที่ 4 พ.ย.ณ ลานวัดดอนตูม อาหารฟรีสอบถามรายละเอียดที่ k.บริบูรณ์ 0818907921 และ k แต๋ม 0804229622***

***ขอเชิญพี่น้องชาวเสือแดงร่วมงานชุมนุมคนเสื้อแดงชมรมเสรีชน นครสวรรค์ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2552 ระหว่าง เวลา 16.00-24.00 น. บัตรราคา 50 บาท พร้อมอาหารและเครื่องดื่ม ซื้อบัตรติดต่อ นิภา เสรีชนนครสวรรค์ 087 5205648 หรือ 087 8380548 หรือ ซื้อหน้างาน***

***คุณน้อง พลังสตรีเพื่อประชาธิปไตยแจ้งข่าวดีๆฟรีๆมา วันนี้มีงานมาประชาสัมพันธ์อีกแล้วนะค่ะ รับ 15 ท่าน อบรมฟรีค่ะ

ชื่อโครงการ : เป็นโครงการอบรมคอมพิวเตอร์ให้บุคคลทั่วไปเพื่อสร้างรายได้เสริมด้วยการออกแบบโปสการ์ดค่ะเนื้อหาครอบคลุมถึงเรื่องการเลือกใช้กระดาษ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ การประกอบชิ้นงาน และช่องทางการขายออนไลน์

วันที่จัดอบรม : วันเสาร์ที่ 7 พ.ย. 2552
สถานที่ : ที่มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต วิทยาเขตพัฒนาการ
เวลา : เปิดรับ 2 กลุ่ม
ช่วงเช้า เวลา 09.30 -11.30 น.
ช่วงบ่าย เวลา 13.30 -15.30 น.
สนใจส่งชื่อและเบอร์โทรฯมาที่เมลล์ young-angel-nong26@hotmail.com ได้เลยนะค่ะ ถ้ามีข้อสงสัยทุกท่านสามารถติดต่อได้โดยตรงที่08 4768 9139 ค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ**

***กิจกรรมดีๆ กำหนดการทอดผ้าป่า อุทยาน ภูคา เดินทางพฤหัสบดี ที่ 12 พฤศจิกายน ปีนี้ ทอดองค์ผ้าป่าศุกร์ที่ 13 พย.นี้ ครับ ใครจะไปรีบแจ้งด่วน จำนวนจำกัด ไหว้พระเก้าวัด เสร็จ เดินทางกลับ วันอาทิตย์แถมได้ไปเที่ยวรับลมหนาว สนับสนุน กองผ้าป่า โครงการ บ้านล้อมป่า อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ร่วมกับ www.dcm-club.comและโรงเรียน บ้านเปียงซ้อ อ.เฉลิมพระเกียรติ จว.น่าน สามารถเข้าไปดูได้ ตามนี้เลย ครับ www.piengsor.org ติดตามรายละเอียด ได้ใน ข่าวประชาสัมพันธ์ www.dmc-club.com เสื้อผ้า ชุดนักเรียน รองเท้านักเรียน เสื้อกันหนาว หนังสืออ่านเล่น หนังสือเรียน อุปกรณ์ กีฬา และ อุปกรณ์ เครื่องเขียน จักรยาน และ ทุนการศึกษาและ เงินทุนสนับสนุน โครงการ บ้านล้อมป่า สถานที่รับบริจาค ร้าน ดีซายน์ หน้า สนามกอล์ฟ เกียรติธาดา เลขที่ 35/548 ถนน สุคนธสวัสดิ์ ลาดพร้าว 71 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพ 02 570 9624 – 5 กรุณาประสานงานก่อนนำของไปบริจาค กลุ่มแดงลำปาง ติดต่อที่ ร้าน ผึ้งน้อย เบเกอรี่ ลำปาง,กลุ่มเมือง น่าน ติดต่อที่ คุณ ออ โดเรมี หมูกะทะ ห้างนรา ไฮเปอร์มาร์ท สนันสนุนเป็นเงิน บัญชี ธนาคาร กรุงไทย สาขาย่อย ลาดพร้าว 71 ชื่อบัญชี นส.ปิยนุช คืนคงดี (ออมทรัพย์) หมายเลขบัญชี 760 - 0 –05293- 8 หลังจากโอน กรุณา แจ้ง เจ้าหน้าที่ ฝ่ายบัญชี 081 285 8320 ***
*****
*********************************
รู้จักกันวันละเวบ-รู้จักเวบบอร์ดประชาธิปไตย(ฉายซ้ำอีกวัน)

*******************************

พอดีตอนนี้บอร์ดประชาไทเขาซ่อมอยู่นะฮะ มีเรื่องยุ่งๆคนนิสัยไม่ดีไปปลอมชื่อคนอื่นทำให้เป็นเรื่องไม่ปลอดภัยในการใช้งาน ทางประชาไทเขาเลยขอซ่อมซัก2-3วัน เผื่อใครหลงมาแล้วตกข่าว เลยขอแจ้งให้รับทราบ

และระหว่างที่อึดอัดขัดข้องเข้าไปเล่นในบอร์ดประชาไทไม่ได้กันนี้ ท่านสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการไปแจมเวบบอร์ดอื่นๆได้นะครับ ลองอ่านรายนามเวบบอร์ดที่ทางไทยอีนิวส์ได้ลงลิ้งค์ไว้ให้ ตรงเมนูของเวบที่ฝั่งขวามือนะครับ ไล่ลงไปหน่อยเดียวเลยตรงหัวข้อข่าว-บทความล่าสุดก็เจอแล้ว เท่าที่ลงไว้ก็มี


เว็บบอร์ดRedthai
เว็บบอร์ดDemocraticThai
เว็บบอร์ด Thai People Voice
เว็บบอร์ดคนไทยUK
เว็บบอร์ดเสรีชน
เว็บบอร์ด คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ
เว็บบอร์ด คุยกับ เสธแดง
เว็บบอร์ด ชมรมฟ้าใหม่
เว็บบอร์ด ชุมชนฟ้าเดียวกัน
เว็บบอร์ด ประชาไท
เว็บบอร์ด พลังประชาธิปไตย
เว็บบอร์ด มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เว็บบอร์ด ศูนย์เฝ้าระวังการรัฐประหารแห่งชาติ
เว็บบอร์ดนปช.USA
เว็บบอร์ด ห้องราชดำเนิน พันทิป
เว็บบอร์ดThailandmirror
เว็บบอร์ดแดงนนทบุรี


หรือเจ้าของเวบบอร์ดใดเห็นว่าเราลงตกหล่นไม่ได้ลงลิ้งค์บอร์ดสนทนาของท่านไว้ ให้แจ้งมาทางthaienews@googlegroups.comแล้วจะเพิ่มให้ครับ เร็วๆน๊าวิกฤตบอร์ดประชาไทปรับปรุง เป็นโอกาสแจ้งเกิดของพวกท่านแว้ว อิอิอิ***

นักการเมืองคนไหน?สุมหัวราเกซปล้นแบงก์BBC

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 ตุลาคม 2552

ควรบันทึกไว้ว่าหมา2ตัวที่กัดกันจนแบงก์BBCล้ม เศรษฐกิจพังในวันนั้น เวลานี้มันเลิกกัดกันแล้ว และหันมาจูบปากกันอย่างดูดดื่ม จนคนตลึงกับความรักของ"หมาต่างพันธุ์2ตัว"



ราเกซ สักเสนา-สมรสกับสุวรรณา หาญวรเกียรติ ญาติของสุชาติ ตันเจริญ ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่BBCคือนายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ หนีออกจากไทยตั้งแต่15พ.ค.2539 โดนดำเนินคดียักยอกทรัพย์ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ(BBC)

สุเทพ เทือกสุบรรณ&เนวิน ชิดชอบ-เป็นมหากาพย์รักระหว่างรบ โดยเนวินกับนักการเมืองกลุ่ม16มีบทบาทสำคัญในการโค่นสุเทพ เทือกสุบรรณ ในคดีสปก.4-01 ส่วนสุเทพมาเอาคืนด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจแฉเนวินและกลุ่ม16ในวันที่8พ.ค.2539 จนทำให้คนไม่มั่นใจแห่ถอนเงินจากแบงก์BBC ทำให้BBCล้มครืน ต่อมาภายหลังสุเทพกับเนวินกลับมาจูบปากกัน หักเหลี่ยมทักษิณ ชินวัตร จัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

บัญญัติ บรรทัดฐาน-ในยุครัฐบาลชวน1 บัญญัติเป็นรองนายกฯเคยเข้าไปมีส่วนสนับสนุนฝ่ายเกริกเกียรติ-ราเกซด้วยการดำเนินคดีกับเสี่ยสอง วัชรศรีโรจน์ ที่เข้าไปไล่ซื้อหุ้นBBC ทำให้BBCยังอยู่ในมือเกริกเกียรติ&ราเกซต่อมา และบัญญัติได้โทรข้ามประเทศไปบอกเกริกเกียรติไม่ให้เดินทางกลับไทยเพราะจะถูกจับกุม เนื่องจากข้อตกลงว่าจะไม่ดำเนินคดี"เปลี่ยนแปลง"


สุชาติ ตันเจริญ-เกี่ยวดองเป็นญาติราเกซ กู้เงินBBCในนามส่วนตัว117ล้านบาท แต่บริษัทในเครือของเขากู้4,020ล้านบาท เพื่อไปซื้อหุ้นBBCและเทกโอเวอร์กิจการ โดยมีที่ดินในหนองคายเป็นหลักประกัน ณ เวลานั้นที่ดินบางผืนที่ค้ำประกันมีราคาประเมิน1,037ล้านบาท แต่ธปท.บอกว่าของจริงเพียง437ล้านบาท สุชาติได้ชักชวนนักการเมืองกลุ่ม16เข้ามาร่วมกิจกรรมกู้BBCไปถลุงในยุคราเกซเรืองอำนาจหลายคน

เนวิน ชิดชอบ-เนวินกู้BBCในนามส่วนตัวเพียง89ล้านบาท มีที่ดินราคาประเมิน76ล้านบาทค้ำประกัน เนวินได้นายเอกชัย อธิคมนันทะ (1ใน3คนที่มีบทบาทสูงสุดในการบริหารBBCนอกจากเกริกเกียรติ และราเกซ)เป็นที่ปรึกษา ทำให้เนวินซึ่งตอนนั้นจบเพียงปกศ.สูงพูดจาอภิรายเรื่องหุ้นเรื่องการเงินได้คล่องแคล่ว

เกริกเกียรติกับราเกซได้ปล่อยกู้ให้อัดนัน คาช็อกกี้ มหาเศรษฐีซาอุฯกู้BBC 3,302ล้านบาทไปเทกโอเวอร์กิจการบริษัทชลประทานซีเมนต์(JCC) และSVI โดยน่าสนใจตรงที่ว่ามีที่ดินอำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ ในราคาประเมิน914ล้านบาทเป็นหลักประกัน และต่อมากลายเป็นหนี้เน่า

บรรหาร ศิลปอาชา-ขณะมีการดำเนินคดีต่อเกริกเกียรติ-ราเกซนั้น เป็นยุครัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา เมื่อนายราเกซหนีไปจากประเทศไทยเขาให้สัมภาษณ์กล่าวหาว่านักการเมืองบางคนรวมทั้ง นายบรรหาร,แกนนำกลุ่มเทิดไทคือณรงค์ วงศ์วรรณ และสุชาติ ตันเจริญได้รับเงินจากเขาไป300ล้านบาท เพื่อ"เคลียร์"ไม่ให้ดำเนินคดี

นักการเมืองคนอื่นๆ
-กลุ่มหาญสวัสดิ์ กู้BBCในนามชูชาติ หาญสวัสดิ์ และเครือ มีภาระคงค้างตอนเดือนพ.ค.2539จำนวน978ล้านบาทไปเทกโอเวอร์กิจการบริษัทมรกตอินดัสตรี้
-นายวีรพล หรือฉัฐวัสส์ มุตตามะระ กู้BBCและมีภาระคงค้างในเดือนพ.ค.2539จำนวน2,325ล้านบาท
-นายธานี ยี่สาร กู้และมีภาระคงค้างในตอนเดือพ.ค.2539จำนวน 103ล้านบาท
-นายสนธยา คุณปลื้ม กู้และมีภาระคงค้างในตอนเดือนพ.ค.2539จำนวน36ล้านบาท มีข่าวกู้ไปเทกโอเวอร์บริษัทภูเก็ตไอส์แลนด์
-นายจำลอง ครุฑขุนทด กู้และมีภาระคงค้างในตอนเดือนพ.ค.2539จำนวน 3 ล้านบาท
-นายไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ ซึ่งใกล้ชิดนักการเมืองหลายกลุ่ม กู้และมีภาระคงค้าง1,797ล้านบาท
-กลุ่มมะไข่ซอว์ ซึ่งใกล้ชิดสุชาติ ตันเจริญ กู้และมีภาระคงค้าง2,004ล้านบาท เพื่อเทกโอเวอร์หุ้นเน่าตุ๊กตาผี(เอิร์ธอินดัสเตรียล)

หมา2ตัวกัดกันแบงก์BBCล้ม เศรษฐกิจไทยฟองสบู่แตกปี40

อัจรา ปราโมช-ลูกหลานของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้ก่อตั้งแบงก์บีบีซีเปรียบเปรยว่า สมัยหนึ่งแบงก์ใหญ่ในฮ่องกงเกือบล้มเพราะมีหมากัดกันหน้าแบงก์2ตัว คนที่นั่งแท็กซี่ผ่านไปไม่รู้อะไรเป็นอะไรเห็นแต่คนมุงอยู่หน้าแบงก์เยอะมาก พอดีมีคนหนึ่งพูดขึ้นแบบคะนองปากว่า"สงสัยคนมามุงๆเพื่อถอนเงิน เนื่องจากแบง์นี้จะล้ม"ข่าวเลยสะพัดออกไปเร็วมาก ในที่สุดแบงก์แห่งนั้นเลยล้มจริงๆ

"เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับแบงก์ในฮ่องกง ก็เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับแบงก์BBCที่มีหมา2ตัวมากัดกันในสภา และสุดท้ายผลกรรมก็ต้องตกอยู่ที่BBC"

นอกจากBBCล้มครืนลงแล้ว ก็บานปลายขยายผลกระทบต่อสถาบันการเงินวงกว้าง ทำให้ปีถัดมาคือ2540ก็เกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตกขึ้นในประเทศไทย

ควรบันทึกไว้ว่าหมา2ตัวที่กัดกันจนแบงก์ล้ม เศรษฐกิจพังในวันนั้น เวลานี้มันเลิกกัดกันแล้ว และหันมาจูบปากกันอย่างดูดดื่ม จนคนตลึงกับความรักของ"หมาต่างพันธุ์2ตัว"

เนชั่นหักเหลี่ยมจึงรุ่งเรืองกิจ NBCที่มั่นใหม่หยุ่น

ที่มา Thai E-News


ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา-เนชั่นตั้งราคาขายตึกไว้ที่1,380ล้านบาท สุดท้ายขายได้เพียง955ล้านบาทเมื่อปีกลาย แต่ยังไม่ทำให้กิจการดีขึ้น งวดครึ่งปี52นี้NMG-เนชั่นมัลติมีเดียขาดทุน111ล้านบาท ซึ่งไม่ต้องห่วงเพราะเนชั่นทีวี-NBC ที่เป็นบริษัทลูกกลับมีกำไรแทนที่ ด้วยเส้นสายแน่นปึ๊กกับรัฐบาลในลักษณะ"ต่างตอบแทน" และก็กำลังนำหุ้นออกขายเพื่อเข้าตลาดหุ้น11พ.ย.นี้ ส่วนNMGมีพวก"จึงรุ่งเรืองกิจ"ติดดอยอ่วมอรทัยไปแล้ว เพราะหลงเชื่อใครบางคน


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 ตุลาคม 2552

"จึงรุ่งเรืองกิจ"โอดครวญเสียท่า ถูกประธานเนชั่นหว่านล้อมให้เข้ามาซื้อหุ้นเนชั่นมัลติมีเดีย(NMG) หลังเกี่ยวดองผ่านการแต่งงานหวังเป็นทองแผ่นเดียวกัน จากนั้นโดนตลบหลังโชว์ผลขาดทุนอ่วม แถมขายตึกNATION TOWERทิ้ง จนไม่เหลืออะไรมีค่าแล้ว ตอนนี้ขาดทุนทางบัญชี50%ติดแหง็กบนดอย พ้นทุนเมื่อไหร่ขอขายทิ้งสาปส่ง เผยของดีๆมีกำไรยักย้ายไปให้NBCบริษัทลูกหมด สุดท้ายบริษัทแม่ทำสิ่งพิมพ์กำลังกลายเป็นอดีต ส่วนอนาคตคือเนชั่นทีวี ใครสนับสนุนคนข่าวดีๆมีคุณค่าแบบนี้เชิญรีบจองหุ้นNBCเผื่อจะ"รวยเละ"แบบกนกโฆษณาไว้


สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่NMG:บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น


นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของสมพร: เราเข้ามาซื้อหุ้นNMGเพราะพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ไม่ใช่เพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร ไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลย ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ


บริษัทแม่เนชั่นกำลังทรุด แต่เนชั่นทีวีคืออนาคตของสุทธิชัย หยุ่น?


ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของธุรกิจสื่อสารมวลชนเคยตกตลึงเมื่อเครือเนชั่น ของสุทธิชัย หยุ่น ประกาศขายตึกเนชั่นที่บางนาเพื่อชำระหนี้ ถึงกับทำให้นายสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นขมิ้นกับปูนกับสื่อถึงกับ"โพล่ง"ออกมาในช่วงเขาเป็นนายกรัฐมนตรีว่า"เนชั่นขายตึกใช้หนี้ กำลังล้มละลายแล้วหรือ?" ต่อมามีสื่อบางฉบับลงข่าวทำนองว่าเนชั่นมีฐานะกิจการสั่นคลอน ซึ่งในที่สุดก็ต้องลงแก้ไขข่าวในที่สุด เพราะเนชั่นมีการดำเนินการตามกฎหมาย และต้องลงข่าวแก้ไขว่าฐานะกิจการยังมั่นคงแข็งแรงดี

จากการตรวจสอบของไทยอีนิวส์พบว่า ก็น่าให้นายสมัคร หรือสื่อบางฉบับตั้งข้อสงสัยทำนองนั้นได้ เพราะเวลาไล่เลี่ยกันนั้นหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจได้ขายตึกออกมาชำระหนี้ และดูเหมือนฐานะกิจการจะไม่มั่นคงดังแต่ก่อน เพราะเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ฐานเศราฐกิจถึงกับต้องปลดพนักงานออกชุดใหญ่ 60 คน สะท้อนถึงฐานะกิจการได้ดี

เนชั่นก็มีการเปิดโอกาสให้พนักงานเกษียณโดยสมัครใจเช่นกัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นปลดชุดใหญ่แบบฐานเศรษฐกิจ เนชั่นพยายามหาเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการทุกทาง แม้แต่พาทัวร์ไปไหว้แดนพุทธภูมิที่อินเดีย จัดกิจกรรมสอนคนที่อยากเป็นนักข่าวแล้วเก็บเงินค่าอบรม หรือประเภทที่ว่าหาได้ทางไหนก็ต้องเอา แม้เป็นเงินเล็กเงินน้อย อย่างขายวีซีดีสุทธิชัยไปเที่ยวต้นแม่น้ำโขง เป็นอาทิ

สิ่งที่ทำให้เนชั่นต่างจากฐานเศรษฐกิจก็คือ"เส้นสาย"และการแทงข้างทางการเมืองที่ชัดเจนและเนชั่นอยู่ข้างชนะในที่สุด ผลจึงปรากฎว่าหลังรัฐประหาร19กันยา เนชั่นได้เข้าไปทำรายการฟรีทีวีแทบทุกช่อง คือ 3 5 9 11 (ไม่นับTPBSที่เทพชัย หย่อง น้องสุทธิชัย หยุ่น เข้าไปบริหารเต็มตัว) เพราะการเอื้อเฟื้อต่างตอบแทนจากผู้มีอำนาจทางการเมือง รวมไปถึงงบการโฆษณาจากรัฐบาลที่ทุ่มเทมาให้ รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ(event)ที่ค่ายเนชั่นแทบจะผูกขาดเหมาจัด และถ่ายทอดสดผ่านทีวีเนชั่น แล้วเก็บเงินจากรัฐบาลเป็นกอบเป็นกำ

แต่จุดสำคัญของเรื่องนี้คือ ผลประโยชน์นั้นตกกับบริษัท เนชั่นบรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBCที่เนชั่นกำลังขายหุ้นจองในช่วงนี้ และจะนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดMAIในวันที่11พ.ย.นี้ ไม่ได้่ตกเป็นผลประโยชน์ของบริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือNMG บริษัทแม่ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทร้พย์มาก่อนแต่อย่างใด

หากคุณรักสุทธิชัย หยุ่น และเด็กๆของเขาอย่างกนก ธีระ จอมขวัญ และรักค่ายเนชั่น นี่เป็นโอกาสอันดีที่ควรซื้อหุ้นNBCเพื่อส่งเสริมการหา"ฟูกนิ่มๆ"สำหรับคนเหล่านี้ ส่วนNMGนั้นไม่ต้องห่วง เพราะมีพวกตระกูล"จึงรุ่งเรืองกิจ"มหาเศรษฐีแบกรับภาระไว้ด้วยความอ่วมอรทัย ชนิดที่กลืนก็ไม่เข้า คายก็ไม่ออก ได้แต่กลอกตา

สมาคมนักข่าวยืนยันเนชั่นอาการแย่ พนักงานเผยขวัญระส่ำ


ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย รายงานว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในปีนี้มีผลกระทบต่อธุรกิจสื่อสารมวลชนหลายค่าย รวมทั้งเครือเนชั่นที่ได้เปิดโอกาสให้พนักงานสมัครใจลาออก(เออลี่รีไทร์)มาหลายรอบแล้ว

พนักงานเนชั่นรายหนึ่งที่ขอสงวนนามได้ยินดีเปิดเผยกับ"ไทยอีนิวส์"ว่า ยอดขายสิ่งพิมพ์ในเครือตกหนักมากในช่วง4ปีมานี้ ทั้งหนังสือพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษTHE NATION หนังสือพิมพ์คมชัดลึก กรุงเทพธุรกิจ และเนชั่นรายสัปดาห์ โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน เนื่องจากคนใน2ภาคดังกล่าวมองว่าเครือเนชั่นเลือกที่จะเอียงข้างฝ่ายอำมาตย์ และรัฐบาลประชาธิปัตย์ มีอคติต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และผู้สนับสนุนทักษิณ รวมทั้งพวกเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง

"ยอดขายแย่มาก ขนกลับมากองพะเนินตลอด พนักงานเนชั่นขวัญกำลังใจตกต่ำมาก ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงคิวตัวเองต้องโดนบีบออก ขนาดบริษัทขายตึกที่บางนาแล้วก็ไม่ได้ช่วยให้สภาพการณ์ดีขึ้นเลย"พนักงานเนชั่นกล่าว

ขณะนี้เนชั่นต้องหารายได้ทุกทาง เช่น การจัดทัวร์ไปเที่ยวไหว้พระตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดีย การจัดโครงการสอนอบรมนักข่าวเพื่อหารายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการ แต่ที่ได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆคือการจัดอีเว้นต์ให้กับรัฐบาลชุดนี้ และโฆษณาผ่านรายการที่รัฐบาลให้เวลาไปทำทางฟรีทีวีช่องต่างๆหลังรัฐประหาร19กันยา แต่เนชั่นไปบันทึกลงบัญชีเป็นกำไรของNBCที่เป็นบริษัทลูก ส่วนNMGที่เป็นบริษัทแม่แสดงผลขาดทุน

ขายตึกเนชั่นหวังฟัน1,380ล้าน แต่จบที่ราคา955ล้าน


เมื่อวันที่ 2 5มกราคม 2551 วงการสื่อก็ตกตลึง เมื่อนายธนะชัย สันติชัยกูล กรรมการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)-NMG เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ เมื่อวันที่ 23 มกราคม มีมติอนุมัติขายสินทรัพย์ของบริษัทรวมมูลค่า 1,379.75 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย ที่ดิน 4 ไร่ 3 งาน 72 ตร.ว. พร้อมอาคารสำนักงานใหญ่ พื้นที่รวม 14,212 ตารางเมตร และพื้นที่สำนักงานอาคารเนชั่นทาวเวอร์ ซึ่งเป็นห้องชุดจำนวน 191 ห้องชุด พื้นที่รวม 44,950.32 ตารางเมตร ในอาคารชุดชื่อ อาคารชุดเนชั่นทาวเวอร์

นายธนะชัยกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการขายสินทรัพย์ดังกล่าว เพื่อการปรับปรุง process ในการดำเนินงาน และเพื่อนำเงินที่ได้รับไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งจะช่วยลดภาระหนี้สินและลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และทำให้บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น

ต่อมา NMG แจ้งว่า ได้ลงนามในสัญญาจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัท ในส่วนที่เป็นอาคารสำนักงานใหญ่ (พร้อมด้วยที่ดินที่อาคารตั้งอยู่) และพื้นที่สำนักงานซึ่งเป็นห้องชุดในอาคารเนชั่น ทาวเวอร์แล้ว โดยขายให้กับบริษัท ช.ชนะอนันตพาณิชย์ จำกัดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 คาดว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 30 เมษายน 2551 มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน 955 ล้านบาท ชำระเงินงวดเดียวในวันโอนกรรมสิทธิ์

การขายตึกครั้งนี้เนชั่นขายถูกกว่่าที่ตั้งไว้ถึง 425 ล้านบาททีเดียว สำหรับบริษัทช.ชนะอนันต์ เป็นกิจการในเครือเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ปรากฎการณ์ครั้งนี้ทำให้วงการสื่อมองว่าเนชั่นน่าจะถูกกดราคาลงมากเพราะ"ร้อนเงิน"

ขายตึกแล้วแต่NMGอาการหนักกว่าเก่าขาดทุนเพิ่ม แต่บริษัทลูกทำทีวีรวยขึ้่น

ผู้บริหารNMGบอกว่าหลังขายตึกแล้ว ในงวดปี2552น่าจะพลิกมาเป็นกำไร แต่เรื่องจริงคือครึ่งแรกปี2552นี้ขาดทุนหนักกว่าเก่า ในงวด6เดือนแรกปีนี้ บริษัทแจ้งผลขาดทุนสุทธิ 111 ล้านบาทจากปีก่อนกำไรสุทธิื1.11ล้านบาท

NMGแจ้งว่า สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2552 มีขาดทุนจากการดำเนินงานก่อนภาษีเงินได้ ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิและอื่นๆจำนวน 68.22 ล้านบาท หากรวมภาษีเงินได้ 16.17 ล้านบาท ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิ 25.03 ล้านบาท
และรายการตั้งค่าเผื่อสินค้าล้าสมัยของสินค้าคงเหลือ 1.51 ล้านบาท ผลประกอบการสำหรับ 6 เดือนแรกของปี2552 จะแสดงเป็นขาดทุน 110.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานของบริษัทมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

รายได้จากการขายและบริการในช่วง 6 เดือนแรก 2552 ลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ 27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36 เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อยละ 8 นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19 โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8 และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33 นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ และบริการรับขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 35

สุทธิชัยเจอฟูกนิ่มNBCรองรับ แต่"จึงรุ่งเรืองกิจ"ติดดอยบ่นอุบ

คนทั่วไปมักเข้าใจว่าสุทธิชัยถือหุ้นใหญ่NMG แต่ความจริงเป็นสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งไทยซัมมิต ออโตพาร์ต บริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งเป็นพี่สะไภ้ของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

คนมักเข้าใจผิดอีกว่า ทักษิณ ชินวิตร เป็นแบ็คให้สุริยะกับพวกจึงรุ่งเรืองกิจ เข้ามาซื้อNMGเพื่อเทกโอเวอร์กิจการเนชั่น เพราะหมั่นไส้ที่ถูกเนชั่นตามล้างตามราวี

สรุปคือผิดทั้ง 2 เรื่อง

รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่NMG : บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ณ วันที่ 10 มีนาคม 2552

ลำดับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวนหุ้น (หุ้น) % หุ้น



1. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 27,093,300 16.44

2. นางมยุรี สุขศรีวงศ์ 16,972,938 10.30

3. นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ 16,272,309 9.88

4. นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น 14,600,054 8.86

5. DOW JONES & COMPANY 12,000,000 7.28

6. นายทวีฉัตร จุฬางกูร 8,000,000 4.86

7. นายนิวัตน์ แจ้งอริยวงศ์ 4,485,878 2.72

8. นางสุภาภรณ์ ชื่นวิจิตร 3,641,911 2.21

9. บริษัท กรีนสยาม จำกัด 3,184,779 1.93

10. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 3,053,883 1.85

11. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 2,500,000 1.52

12. น.ส.สุมาลี ธารพิพิธชัย 2,400,000 1.46

13. นายเอกวุฒิ เนื่องจำนงค์ 2,400,000 1.46

14. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 2,349,600 1.43

15. นางสุภา สุพรรณธะริดา 2,097,200 1.27

16. น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ 2,000,000 1.21

17. นายณรงค์ศักดิ์ โอปิลันธน์ 1,900,000 1.15

18. นายสมศักดิ์ วรรณสินธพ 1,660,000 1.01

19. MELLON NOMINEES (UK) 1,630,188 0.99

20. นายปราบดา หยุ่น 1,319,739 0.80

21. นายยรรยง ภัทรเลาหะ 1,251,800 0.76

22. นางชุลีวรรณ วิวัฒนาเกษม 1,200,000 0.73

23. นายศิริชัย จรุงสถิตพงศ์ 1,164,600 0.71

24. นายพิชัย จิราธิวัฒน์ 1,063,946 0.65


นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง NMG กล่าวเปิดเผยว่า กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเข้าไปซื้อหุ้นเนชั่นตั้งแต่ปี 2546 ด้วยเงินลงทุนหลายร้อยล้านบาท และปัจจุบันถือหุ้นประมาณ 20% นั้น หากราคาหุ้นเนชั่นขึ้นมาถึงต้นทุนที่ราคา 10 บาทต้นๆ ก็พร้อมจะขายทิ้ง แต่ยืนยันว่าจะไม่ยอมขายขาดทุนแต่อย่างใด

ราคาปิดของNMGเมื่อวันที่29ตุลาคม2550คือ5.50บาท ซึ่งหากนางสมพรต้องการขายที่ราคาทุน10บาทต้นๆก็แปลว่าเวลานี้น่าจะขาดทุนทางบัญชีอยู่กว่า50%

สาเหตุที่ตัดสินใจอยากขายหุ้นเนชั่นทิ้ง นางสมพร กล่าวว่า แม้บริษัทจะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น แต่บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ทั้งนี้กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเป็นเพียงผู้ถือหุ้น ไม่มีส่วนร่วมบริหารแต่อย่างใด

“ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น” นางสมพร กล่าว

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของนางสมพร และหลานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดทักษิณคนหนึ่ง และเขาเป็นผู้ถือหุ้นเนชั่นมัลติมีเดียอยู่ด้วย เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารสารคดี ถึงเบื้องหลังการเข้าไปซื้อหุ้นNMGว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ คือพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ผมคิดว่าไม่มีอะไรซับซ้อน คือไม่มีเหตุผลเชิงธุรกิจ คุณแม่ไม่ได้ต้องการซื้อหุ้นเนชั่นเพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร และตั้งแต่วันที่ซื้อจนถึงวันนี้ มันไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลยว่าจะซื้อเพื่อทำกำไร หรือเพื่อเข้าไปยึดครอง

"คืออย่างนี้ครับ ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ ผมคิดว่าด้วยความเป็นสื่อ อย่างแรกที่สุดคุณจะต้องมีภาพลักษณ์อะไรบางอย่างในการที่จะเข้าไปบริหารสื่อได้ และเรารู้อยู่แล้วว่าด้วยภาพลักษณ์ด้วยนามสกุลของเรา เราไม่สามารถเข้าไปได้ เราไม่ได้คิดว่าจะซื้อเพื่อเข้าไปยึดครอง ทั้งหมดนั้นเป็นความเข้าใจผิดของคนอื่น"

ฐานเศรษฐกิจไม่มีเส้นต้องปลดพนักงานรวดเดียว60คน

กิจการสื่อมวลชนอีกรายที่มีปัญหาจนต้องขายตึกคือฐานเศรษฐกิจ โดยตอนแรกได้ขายอาคารฐานเศรษฐกิจ 2 ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานพื้นที่ 2 หมื่นตารางเมตร ที่ในบริเวณใกล้กันกับตึก1ให้กับบริษัท คอม-ลิ้งค์ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อใหม่อาคาร ไอ ทาวเวอร์ เป็นอาคารสูง 32 ชั้น ถนนวิภาวดีรังสิต ใกล้ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว

ต่อมา บมจ. เจ-มาร์ท ได้ใช้เงินลงทุนประมาณ 700 ล้านบาท เข้าซื้ออาคารฐานเศราฐกิจตึก1 เนื่องจากฐานเศรษฐกิจ มีเจ้าหนี้คือ ธนาคารกรุงเทพ มีมูลหนี้ประมาณ 800 ล้านบาท และการเจรจาซื้อ อาคารฐานเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นหนึ่งในแผนการแก้ไขปัญหาหนี้ของบริษัท


ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อฯรายงานว่า ภาวะทางเศรษฐกิจที่สั่นคลอนในขณะนี้ ทำให้ภาคธุรกิจหลายส่วนต้องปรับตัวให้อยู่รอด ไม่เว้นแม้แต่วงการธุรกิจสื่อมวลชน ล่าสุดบริษัทหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ มีคำสั่งเลิกจ้างพนักงานเมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมาจำนวน 60 คน

งานเลี้ยงอำลา-บรรยากาศงานเลี้ยงอำลาพนักงานหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจที่ถูกบอกเลิกจ้าง 60 คนในคราวเดียวกัน

นายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจให้ข้อมูลว่า บริษัทได้บอกเลิกจ้างพนักงาน 60 คนจริง ซึ่งไม่ใช่นักข่าวทั้งหมด มีพนักงานของแผนกอื่นรวมอยู่ด้วย

สำหรับสาเหตุที่ต้องเลิกจ้างเพราะปัญหาสภาวะทางการเงินของบริษัทที่มีรายจ่ายมากกว่ารายได้จำนวนมาก จึงจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยปรับลดขนาดองค์กรเพื่อให้อยู่ได้ และการปรับลดพนักงานครั้งนี้ทางบริษัทได้จ่ายค่าชดเชยตามกฏหมายแรงงาน ซึ่งต้องดูตามอายุงานพนักงานแต่ละคน แต่การจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานนั้น ทางบริษัทไม่สามารถจ่ายครั้งเดียวได้ จึงจำเป็นต้องขอผ่อนจ่ายเป็นรายงวด

ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อฯกล่าวว่า อย่างไรก็ตามภายในรอบปีนี้ ไม่เพียงบริษัทฐานเศรษฐกิจเท่านั้นที่ถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงานจนต้องเลิกจ้างพนักงานเป็นจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ บริษัทจีจีนิวส์เน็ตเวริ์ค หรือคลื่น บิสิเนสเรดิโอของนายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ก็ต้องปิดตัวลงเพราะภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน รวมถึงเครือเนชั่นก็มีการเปิดให้พนักงานเออลี่รีไทร์มาหลายรอบ

**********
เกาะติดรายงานข่าวเชิงสืบสวน(investigative news)กรณีเนชั่นปั่นหุ้นจองก่อนหน้านี้:

แฉ'เวชชาชีวะ'สมคบสื่อโล้นงาบผลประโยชน์ชาติ
โบรกฯคุกคามสื่อ!เตือนแมงเม่าอย่าซื้อหุ้นจองNBC
สื่อโล้นเย้ยกฎหมายซ้ำซาก เอาอีกแล้วขึ้นป้ายหราออกทีวีขายหุ้นจอง ไม่หวั่นเสือกระดาษกลต.
กลต.เงื้อฟันเนชั่นปั่นหุ้นจอง กนกหายซ่าคุก2ปี
เนชั่นเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาด เตือนแมงเม่าจองซื้อต้องระวัง ปัจจัยเสี่ยงการเมืองพลิกขั้ว
ลากไส้สื่อโล้น:ผิดจากนี้กรูให้เหยียบ!
เบื้องหลังโชคมหาศาลของเนชั่น มันคืออาชญากรรมย่ำยีชาติและประชาธิปไตย
*จำนนหลักฐานเนชั่นจ๋อย หยุดแล้วโฆษณาขายหุ้น สาวลึกเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาดขายแมงเม่า
*ไม่รู้จะรวยหรือซวยเละ หุ้นใหม่เนชั่นเสกพ้วงเดียว จากเน่าๆเอาล้างน้ำเข้าตลาดหุ้นเฉยเลย!
*เอาอีกแล้วสื่อโล้นกระบอกเสียงมาร์ค ไม่กลัวเสือกระดาษกลต. ตีปี๊บขายหุ้นผิดกม.โจ่งครึ่ม
*กนกปั่นหุ้นคุก2ปีไม่พอ กฎหมายชี้ต้องโดนเฉดหัวด้วย รู้แกวส่งเมียเป็นนอมินี จี้กลต.เร่งฟัน
*ร้องกลต.ฟันกนกคุก2ปีลูกพี่หยุ่นโดนด้วย ซี้ปึ๊กมาร์คเย้ยกฎหมายปั่นหุ้นเนชั่นกลางอากาศ
*ใครทุบหุ้นยังไม่แน่ แต่คนปั่นหุ้นคาหนังคาเขา มันเป็น"พวกเรา"-มาร์คว่าไง?!

บันทึกอดีตสหายเดือนตุลา:หาเรื่องรบ

ที่มา Thai E-News


โดย วันลา วันวิไล
ที่มา หนังสือบันทึก"ตะวันตกที่ตะนาวศรี"
29 ตุลาคม 2551

สำหรับผมนี่จะเป็นการรบครั้งแรกในชีวิต มันบอกไม่ถูกว่าขวัญและกำลังใจคืออะไร ทั้งกระสับกระส่ายและเครียด เพราะรู้สึกว่าเวลาที่ผ่านไปแต่ละนาทีนั้นช่างนานเหลือเกิน นานจนสามารถนับเสียงเต้นของหัวใจได้ถี่ถ้วนทุกจังหวะ นั่งอยู่สัก 2 ชั่วโมงได้ก็มีเสียงกระซิบมาว่ารถมาแล้ว ใจผมยิ่งเต้นแรง...


8. ไปหาปลากันเถอะ



เพื่อนชาวกระเหรี่ยงคนหนึ่ง เอาแหครอบก้อนหินแล้วเอามือล้วงเข้าไปจับปลา เขาชูปลาขึ้นเหนือหัวแล้วเต้นพร้อมกับร้องลั่น “นาโล่นี้ม่ามีหย่ากว่านี้อิแล้ คูเอ๋ย" (ในโลกนี้ไม่มีใหญ่กว่านี้อีกแล้ว คุณเอ๋ย)


ป่าเขตตะวันตกไม่เคยถูกล้อมปราบเหมือนกับทางเหนือ, อีสาน และใต้

ในสถานการณ์ที่สงบเรียบร้อย มีบางมื้อที่เราสามารถหาเนื้อสัตว์มาทำให้อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ขึ้นได้ ผมพูดถึงเนื้อสัตว์ เพราะมื้อปกตินั้นมีแต่ผักและผัก

เราได้กินเนื้อหมูหรือไก่ เฉพาะในวันงานฉลองหรือรื่นเริงเท่านั้น ใครก็ตาม(ยกเว้นเป็นมังสวิรัติ)ที่อยากรู้ว่ากินเนื้อหมูและไก่ต้มหรือผัดใส่เกลือธรรมดาอร่อยแค่ไหน ก็ให้ลองกินแต่ผักต้มทุกมื้อสัก 5-6 เดือน แล้วกินเนื้อสักมื้อหนึ่งก็จะได้พบว่าอาหารอร่อยนั้นหาไม่ยากเลย

มื้อที่ทำให้เรากินดีนั้น บางครั้งมีเพื่อนผู้ชำนาญไพรบางคนยิงสัตว์ป่ามาได้ บ่อยที่สุดก็คือ ค่าง ส่วนที่นานๆครั้งได้แก่ หมูป่า, เก้ง, กวาง, วัวแดง, และกระทิง จริงๆแล้วเราได้กินเนื้อสัตว์ป่าเหล่านี้อย่างละครั้งหรือสองครั้งเท่านั้นใน 4 ปี

เมื่ออยู่ในป่าก็ควรจะถูกเรียกว่าคนป่า การกินอาหารในป่าจึงไม่ใช่เรื่องแปลกในความคิดของผม ไม่เคยได้ยินใครพูดถึงการอนุรักษ์สัตว์ป่าแม้แต่ครั้งเดียว แต่ก็ไม่เชื่อว่าสัตว์ป่าจะสูญพันธ์ ถ้ามีคนอยู่กันในลักษณะที่ต้องอาศัยป่าเช่นนั้น คนเมืองเท่านั้นที่สามารถทำลายป่าลงอย่างรวดเร็ว และราบคาบ จนกระทั่งคนเมืองอีกพวกหนึ่งทนไม่ได้ต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อการอนุรักษ์ป่า

หลังจากที่คนป่ากลับออกมาแล้ว หลายปีต่อมาผมได้กลับไปเยี่ยมถิ่นที่เคยเดินตะลอนๆ อยู่แต่ก่อน ป่าทั้งหมดกลายเป็นไร่สับปะรดและผืนดินรกร้างสุดลูกหูลูกตา ถึงจะรู้สึกเสียดายป่าแต่ก็ไม่อาจโทษคนทำไร่ ระบบเศรษฐกิจในบ้านเราไม่เพียงแต่ไม่ได้ทำให้ที่ดินเป็นปัจจัยในการผลิตทางเกษตรกรรม ซึ่งต้องถือครองโดยเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังทำให้มันเป็นทรัพย์สินและสินค้าราคาแพงเพื่อให้พ่อค้านายทุนถือครองเพื่อแสวงหากำไรเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้ก่อผลผลิตที่เพิ่มมูลค่า หรือแม้แต่ผลผลิตที่ได้จากผืนดินบางครั้งก็ไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นแต่อย่างใด

ผมจะไม่บังอาจเล่าเรื่องกินเนื้อเก้ง, เนื้อกวาง หรือ เนื้อกระทิง และที่จริงก็สมควรจะลืมมันได้แล้ว ด้วยว่าคนรุ่นใหม่แต่นี้ไปคงไม่มีวันได้รู้จักรสชาติมันอีก ก็เหมือนกับที่แม่ผมเล่าถึง ความทุกข์ทรมานของคนในรุ่นเขาที่เคยเป็นโรคฝีดาษ ให้คนรุ่นเราฟังโดยไม่รู้เรื่องและไม่ได้ใส่ใจเลย



โลกมันเปลี่ยนไป ความคุ้นเคยของคนก็เปลี่ยนไปด้วย ผมอยากพูดถึงปลาเท่านั้น ด้วยเหตุผลตื้นๆว่าคนเราทั่วโลกควรกินโปรตีนจากปลา เพราะผิวโลกเป็นน้ำทะเลเสียสามส่วนสี่ บนแผ่นดินก็มีสายน้ำแอ่งน้ำมากมาย อาหารเนื้อปลาน่าจะมีมากกว่าเนื้อสัตว์อื่นๆรวมกัน

น้ำในประเทศเขตร้อนอุดมสมบูรณ์ สมัยก่อนแม่เล่าให้ฟังว่า ตอนที่แม่เป็นรุ่นสาว บ้านอยู่ใกล้คลองน้ำใส เมื่อตกเย็นจะแกงปลาก็เพียงแต่เอาเครื่องแกงใส่หม้อน้ำยกขึ้นตั้งไฟ แล้วถือกระชอนลงไปอาบน้ำที่ท่าเท่านั้น ก็จะได้ปลามาใส่หม้อแกงได้เลย ไม่เคยคิดว่าแม่คุยโม้ ต่อมาเมื่อเห็นปลาในสายน้ำตะวันตกก็ยิ่งเข้าใจว่าแม่พูดจริง

ราวๆ เดือนกุมภา 2520 ผมตามเขาไปจับปลา 3-4 วัน เพิ่งจะรู้จักป่าหมาดๆ ก็เลยเดินตามเขาไปลูกเดียว ไม่รู้ทิศเหนือใต้ขึ้นไปตามสายห้วยน้ำตื้นที่มีหินลื่นๆ ด้วยรองเท้าฟองน้ำ ทำให้เจ็บเท้าระบมไปหมด พอบ่ายแก่ๆ ก็ถึงแอ่งหินใหญ่ๆ มีปลาว่ายอยู่ตามซอกหินมากมาย ปลาพลวงหินทั้งนั้นไม่มีชนิดอื่นปน

เพื่อนชาวกระเหรี่ยงคนหนึ่ง เอาแหครอบก้อนหินแล้วเอามือล้วงเข้าไปจับปลา เขาชูปลาขึ้นเหนือหัวแล้วเต้นพร้อมกับร้องลั่น “นาโล่นี้ม่ามีหย่ากว่านี้อิแล้ คูเอ๋ย" (ในโลกนี้ไม่มีใหญ่กว่านี้อีกแล้ว คุณเอ๋ย)

ปลาพลวงขนาดโตๆ ยาวสัก 1 ศอก เห็นจะได้ มันว่ายน้ำหนีเข้าไปในซอกหินและจนมุมอยู่ตรงนั้น เป็นครั้งแรกที่ผมจับปลาใหญ่ขนาดนี้ด้วยมือได้ ทุกคนจะชูปลาขึ้นแล้วร้องว่า “ใหญ่กว่านี้ไม่มีอีกแล้ว” สนุกสนานกันจนมืดค่ำ

เราทำที่พักริมห้วยตรงที่สายน้ำ 2 สายมาบรรจบกันสายหนึ่งน้ำเย็น อีกสายหนึ่งน้ำอุ่นๆ ไม่รู้ว่าจะมีสัตว์อื่นชุมหรือไม่ แต่มีเหลือบ เจ้าแมลงดูดเลือดตัวร้ายชุมเหลือเกิน พอฝนตกพรำๆ และอากาศสลัว ฝูงเหลือบก็เข้ามารุมกัดทั้งตัว แม้แต่เสื้อผ้าหนาอย่างเสื้อทหารมันก็ทิ่มปากทะลุเข้าไปได้ เจ็บเหมือนโดนเข็มทิ่ม ผมทนไม่ไหวก็กระโดดลงน้ำ ดำลงไปพออึดใจก็โผล่มาปัดเหลือบบนหัวพัลวัน ทำอยู่อย่างนั้นจนมืดสนิท เจ้าตัวร้ายจึงหายไป

วันต่อมาเรายังหาปลาอยู่ในสายห้วยนั้น มีคนเดินแยกไปทอดแหคนเดียว ส่วนผมเขาให้นั่งขอดเกล็ดปลาอยู่ที่หาดหินกลางแดดเปรี้ยง พอผ่าปลาทาเกลือตากแดดเกือบหมด อีกคนหนึ่งก็มาถึงโยนปลาลงโครมใหญ่ สองวันที่ต้องนั่งทำปลา จนคอโดนแดดเผาแสบไปหมด ขากลับเรา 4 คน เป้ปลาที่ตากแดดหมาดๆ ไม่ต่ำกว่าคนละ 70-80 ตัว

อีกครั้งหนึ่งในปี 2523 เดือนมกราคม อากาศยังเย็นๆ อยู่ น้ำที่หลากขุ่นดินโคลนในช่วงเดือนพฤศจิกายนหายไปแล้ว และกลับใสเหมือนตาตั๊กแตน

ในช่วงเดินทางเข้าหมู่บ้าน เรามีเวลาวันสองวันที่จะเดินทวนน้ำไปจับปลาพลวงมากิน ที่น้ำตื้นแค่หน้าแข้ง เราไล่ปลาให้วิ่งเข้าซอกหินแล้วเอามือล้วงเอา ที่เป็นวังน้ำกว้างปลาฝูงใหญ่โดดฮุบลูกไทร เราเอาตาข่ายดัก 2 ข้าง แล้วลงไปลุยจับ วังนี้ปลาตัวใหญ่มากขนาดน่อง ยาวสัก 50-60 ซม. บางตัวดิ้นจนเราสู้แรงมันไม่ไหว หลุดรอดไปก็มี เมื่อจับด้วยมือไม่ได้ต้องเอาแขนข้างหนึ่งกอดปลาที่ติดตาข่ายอีกข้างหนึ่งถือไม้ทุบหัวปลา วันนั้นได้ปลามากจนต้องเป้ปลาหลังแอ่นไปเลย

ทุกครั้งที่หาปลาได้ จะเป็นมื้อที่กินดีที่สุด ทั้งปิ้ง ทั้งต้ม ทั้งแกง ถึงจะไม่มีเครื่องปรุงอะไรมากก็ยังอร่อย ด้วยความชอบส่วนตัวผมไม่มีเนื้อสัตว์ชนิดไหนอร่อยเท่ากับเนื้อปลาในสายน้ำของภูเขาที่ใสสะอาดและไหลเชี่ยวซัดสาดไปตามโขดหิน

สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ เราจับปลาได้ก็ทำเป็นอาหารทันทีไม่ต้องแช่น้ำแข็งข้ามวันข้ามเดือนคล้ายๆ กับที่แม่ผมเคยเล่าว่า ยกหม้อแกงตั้งไฟแล้วไปอาบน้ำได้ปลา 2-3 ตัวมาใส่หม้อพอดี

ที่ใกล้ๆ หมู่บ้าน สายห้วยบางตอนลึกน้ำไหลช้าลง ปลาน้อยลงมาก วันธรรมดาเอาเบ็ดไปวางตามโคนต้นไม้ ได้ปลาหมอช้างเหยียบเพียง 2-3 ตัวเท่านั้น

ช่วงหน้าฝนโชคดีหน่อย ชาวบ้านให้เรายืมลอบดักปลามาใช้ เอาใบละหุ่งใส่ในลอบแล้วไปวางในน้ำสัก 6-7 วัน พอใบละหุ่งเน่าเหม็นเหมือนกับอุจจาระ อย่างไรอย่างนั้น ปลาขี้ขมจะเข้าไปกินใบละหุ่งแน่นคลั่ก

ถึงคราวน้ำป่ามาในคืนฝนตก ชาวบ้านเกือบทุกบ้านจะเดินทอดแหตามสายน้ำ ผมอดตาหลับขับตานอน ตามเขาไปดู “ปลาขึ้น” ด้วย ตามที่ลาดน้ำตื้น ปลาขี้ขม นับร้อยนับพันจะแถขึ้นเหนือน้ำเพื่อไปวางไข่ จำนวนมากต้องติดแหชาวบ้าน ไม่สามารถไปถึงที่มันต้องการได้

ปลาขี้ขมขี้มันคงขมแต่เนื้อมันหวานอย่างปลาภูเขาน้ำใส อย่างไรเสียมันก็เป็นมื้อที่กินดีมื้อหนึ่งในจำนวนไม่กี่มื้อตลอดเวลาที่เป็นคนป่า

เมื่อเรากลับมาเป็นคนเมืองนานเข้า เพื่อนๆ บางคนชวนไปกินข้าวตามภัตตาคารแล้วยังบ่นว่าอะไรๆ ก็ไม่ค่อยอร่อย ผมบอกว่าลองกลับไปกินผักต้มกับข้าวปนมันสักเดือนสองเดือนแล้วจึงกลับมากินอาหารอย่างนี้ใหม่ ต้องอร่อยแน่นอน คนเราหากไม่พบพานความทุกข์และความยากลำบากบ้างแล้ว อย่างไรจึงจะเรียกว่าความสุขและความสบาย

ในความสุขทั้งมวล บางทีความเป็นไปที่ง่ายและสามัญที่สุดอาจจะเป็นความสุขใจที่มีคุณค่าให้จดจำมากกว่าความสมหวังอื่นใดเสียอีก

ความก้าวหน้าในการงานลึกๆ แล้ว เราอาจยังต้องคิดถึงภาระที่หนักขึ้น เป้าหมายที่ใหญ่และยากขึ้น แต่ความสุขใจเหมือนที่ผมรู้สึก เมื่อจับปลาได้มาชูเหนือหัวแล้วร้องว่า “ในโลกนี้ไม่มีใหญ่กว่านี้อีกแล้ว” นั้น เป็นความสุขที่ไม่มีอะไรเคลือบแฝง เรียบที่สุด, ธรรมดาที่สุด ผ่อนคลายที่สุด ดุจเดียวกับเด็กเล็กๆ คนหนึ่งได้เล่นลูกโป่ง ความรู้สึกเช่นนั้นมีไม่บ่อยครั้งนัก พริบตาที่ลูกโป่งแตกเราก็อยู่กับดิน ไม่ได้ล่องลอยอีกต่อไป

แต่ชีวิตก็ควรจะได้เลื่อนลอยและเหลวไหลเช่นนั้นบ้าง



เตาหุงข้าว คือหลุมขนาดใหญ่ วางกระทะเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร สบายๆ ต้องหุงถึง 2 เตา เลี้ยงสหายเป็นร้อย ที่สำคัญปล่องควันไม่มี ใช้วิธีขุดปล่องยาวเป็นร้อยเมตรไปกระจายควันห่างจากค่าย เพื่อไม่ให้ศัตรูรู้ที่ตั้ง


9. หาเรื่องรบ


ปี 2521 "ชั้นบน" ชี้แนะลงมาว่า สถานการณ์เป็นผลดีต่อการปฏิวัติ ผมได้รับคำสั่งให้ไปอยู่หน่วยรบ ปฏิบัติการทางทหารเปิดแนวรบใหม่เพื่อหนุนช่วยเขตอื่น และจะทำให้กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ท.ป.ท.) มีบทบาทหนักแน่นขึ้น


เมื่อเขาให้ไปผมก็ก้มหน้าก้มตาตามเขาไปจนโผล่ที่ไร่สับปะรดแห่งหนึ่ง กว้างขวางไปจดภูเขาเตี้ยๆ ทั้ง 4 ด้าน เราเดินข้ามไร่จากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งใช้เวลา 1 วัน เต็มๆ ตอนหยุดพักกินข้าวกลางวัน เป็นเนินเขา ยื่นเข้ามาในไร่จนทำให้ดูเหมือนมี 2 ไร่ ติดกัน

เราตั้งชื่อไร่ด้านหนึ่งว่าไร่เตี่ยอั๊ว อีกด้านหนึ่งเป็นไร่เตี่ยลื้อ เพื่อต้องการล้อวินัยข้อหนึ่งของ ท.ป.ท. ที่ว่าไม่เอาข้าวของของประชาชน ความจริงเมื่อถึงไร่สับปะรดเรากินสับปะรดกันเต็มที่ กับข้าวทุกมื้อเป็นผัดหรือแกงสับปะรด ยามเดินทางหยุดพักหิวน้ำก็กินสับปะรด เมื่อรู้สึกว่าผิดวินัยจึงเฉไฉไปว่าไร่นี้เป็นของเตี่ยอั๊ว ดังนั้นจึงกินสับปะรดได้ไม่เป็นไร อีกไร่หนึ่งเป็นไร่เตี่ยลื้อ

เตี่ยลื้อเป็นเพื่อนกับเตี่ยอั๊ว จึงสามารถกินสับปะรดได้อีก

เรากินสับปะรดไปไม่น้อย ทั้งทำเป็นของหวานของคาวผักผลไม้ แต่ถ้าเทียบกับช้างป่าบุกเข้ามาแล้วนับว่าเล็กน้อยมาก ช้างแสนฉลาดจะกัดกินหัวสับปะรดส่วนที่หวานเพียงคำเดียวเท่านั้น บริเวณที่ถูกช้างป่าบุกจะราบเป็นหน้ากลอง เศษสับปะรดครึ่งลูกหล่นเกลื่อนกลาด กลิ่นสับปะรดเน่าเหมือนไวน์ผลไม้คลุ้งไปทั้งไร่

กลางคืนเรานอนอยู่ริมไร่สับปะรด ไกลออกไปเป็นบ้านคนอยู่กันห่างๆ มีหน่วย น.ป.พ. (หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ของตำรวจตระเวนชายแดน) ตั้งค่ายอยู่ ผมไม่ได้รู้สึกกลัวว่า น.ป.พ. จะลาดตระเวนมาปะทะกัน แต่ผมกลัวช้าง ที่ที่เราผูกเปลนอนเป็นด่านช้างซึ่งจะผ่านไปย่ำไร่สับปะรด เสียงช้างร้องและเสียงไม้หักโครมครามทำให้ผมนอนตัวแข็งทื่อในความมืด ในป่าที่เงียบสงัดแม้แต่เสียงหายใจของช้างก็เหมือนดังอยู่ข้างๆ ที่เรานอนอยู่นั่นเอง

2 วันก่อนหน้าที่จะมาถึงไร่นี้ พวกเราก็เดินปะทะกับช้างแม่ลูกอ่อนตัวหนึ่ง ขณะเดินอยู่ตอนบ่ายแถวเรียงหนึ่งของเราร่นไปติดกันเมื่อคนหน้าหยุดเดิน ได้ยินเสียงช้างคำรณเหมือนเสียงมอเตอร์ไซค์ เมื่อยังมองไม่เห็นตัวช้างผมยังนึกแปลกใจว่าในป่าอย่างนี้ชาวบ้านที่ไหนอุตส่าห์ขับมอเตอร์ไซค์เข้ามาได้ พอคนข้างหน้าหันมากระซิบว่าช้างขวางทางอยู่ห้ามวิ่ง

ทุกคนก็ก้าวเหยาะ ๆ ทิ้งเป้แล้วขึ้นต้นไม้โดยอัตโนมัติ คนที่ขึ้นต้นไม้ไม่ค่อยเป็นก็โหนเถาวัลย์ขึ้นไป เสียงขู่ของมันทำให้น่าขนลุกจริง ๆ

ทุกย่ำรุ่งและเย็นค่ำเราจะออกเดินสอดแนม ดูลาดเลาและจับความเคลื่อนไหวของหน่วย น.ป.พ. คืนเดือนหงายจะเดินไปตามถนนลูกรังจนดึกดื่น ในไร่สับปะรดที่ท้องฟ้ามีดาวเกลื่อน ในโลกเหมือนมีพวกเราเพียง 7-8 คนเท่านั้น เดินสวบสวบกลางแสงจันทร์สลัว ไม่รู้ว่าจะไปหนแห่งใด ไม่รู้ว่ากำลังหาอะไร

ในทางทฤษฎี สงครามประชาชนจะมีประชาชนเรือนหมื่นเรือนแสนเข้าร่วมและสนับสนุน แต่ในคืนที่เราย่ำเท้าดั้นด้น ไม่มีประชาชนแม้แต่คนเดียว เราไม่รู้จักใครเลย ไม่สามารถหาข่าวคราวแม้แต่ความเคลื่อนไหวของหนูสักตัว อย่าว่าแต่หน่วย น.ป.พ.

เย็นวันหนึ่งเพื่อน 2 คนพาผมไปด้อม ๆ ใกล้ค่ายที่ตั้งของตำรวจชายแดน เดินฝ่าป่าอ้อยและหญ้าแฝกสูงท่วมหัวไปโผล่ตรงหน่วยตำรวจกำลังนั่งล้อมวงกินข้าวอยู่บนรถกระบะ เรารีบหันหลังกลับหลบแทบไม่ทัน มีเชือกกับดักทุ่นระเบิดขวางอยู่ในหญ้ารก ดีที่เพื่อนคนหนึ่งตาไวจึงรอดมาได้

จนกระทั่งวันหนึ่ง เช้าขึ้นมาผมก็ต้องตื่นเต้นใจตูมตามเมื่อได้ยินกลุ่มนำหมู่กระซิบกระซาบกันว่าวันนี้ได้ยิงกันแน่ พวกเราออกเดินเมื่อแดดเริ่มแผดกล้า เมื่อไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับหน่วยรบของทางการ ก็ได้แต่เดาสุ่มเอา ดักซุ่มตรงโน้นทีตรงนี้ทีเหมือนกับจะ “หาเรื่อง” รบให้ได้

จนเที่ยงวันแดดร้อนเร่า เราเดินกันจนหิวข้าวหิวน้ำตาลาย หลบกินข้าวห่อในดงอ้อย เพื่อนคนหนึ่งเดินมาบอกว่า อีกด้านหนึ่งมีรอยล้อรถยีเอ็มซี แสดงว่าหน่วยตำรวจต้องลาดตระเวนถึง หัวหน้าหน่วยรีบวางแผนการซุ่มโจมตีให้เราหลบร้อนอยู่ในดงอ้อยซึ่งมีคันดินเป็นแนวกำบัง เพื่อนคนหนึ่งเอาทุ่นระเบิดไปวางไว้กลางถนนกะว่าจะใช้ระเบิดรถ

แนวรบเรายาวร่วม 40-50 เมตร จุดที่เราซ่อนตัวอยู่ต้องมองเห็นเพื่อนอย่างน้อย 1 คน สำหรับผมนี่จะเป็นการรบครั้งแรกในชีวิตมันบอกไม่ถูกว่าขวัญและกำลังใจคืออะไร ทั้งกระสับกระส่ายและเครียดเพราะรู้สึกว่าเวลาที่ผ่านไปแต่ละนาทีนั้นช่างนานเหลือเกิน นานจนสามารถนับเสียงเต้นของหัวใจได้ถี่ถ้วนทุกจังหวะ นั่งอยู่สัก 2 ชั่วโมงได้ก็มีเสียงกระซิบมาว่ารถมาแล้ว ใจผมยิ่งเต้นแรง
เหมือนมีใครรัวกลองอยู่ในอก ผมบอกให้ตัวเองใจเย็น เอามือจับชีพจรตัวเองแล้วจับเวลาได้ประมาณ 120 ครั้งต่อนาที

เงียบอีกราวครึ่งชั่วโมง แถวของพวกเราเริ่มรวนถอยไปนั่งปรึกษากับเพื่อนอีกคนว่าจะเอาอย่างไรดี หัวแถวกระซิบมาว่ารถยีเอ็มซีหยุดตรงบริเวณไถดินทำถนนไม่ผ่านมาแล้ว ชะเง้อดูเห็นรถเกรดดินไกลลิบ แนวพวกเราเริ่มจับความคำสั่งไม่ได้ รู้แต่ว่ามีเพื่อนบางคนพยายามเคลื่อนเข้าใกล้จุดที่รถไถทำงานอยู่ ไม่ทันรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรเสียงปืนก็ดังขึ้นชุดหนึ่ง เพื่อนบางคนเริ่มยิง ส่วนผมนอนหมอบที่คันดินไม่รู้จะยิงอะไร

ไม่รู้ว่ารถไถนั้นเป็นเป้าใช่หรือไม่ และมันก็ไกลเหลือเกิน ยังไม่ทันได้หายใจฝ่ายตรงข้ามก็ยิงสวนมา ลูกปืนพรูมาผ่านเหนือหัวตัดใบอ้อยเสียงดังเฟี้ยว บ้างก็เป็นหัวระเบิดแตกอยู่กลางอากาศ เสียงปืนฝ่ายโน้นแน่นมาก อึดใจเดียวหัวหน้าหน่วยเราก็สั่งถอย

ปกติแล้วคำสั่งในสนามรบจะตกลงกันเป็นโค้ด เช่น ตีโอบ หมายถึง การถอย ถ้าบอกว่า ถอย หมายถึง ให้บุกไปข้างหน้า แต่ตอนนั้นทุกคนลืมหมด คำสั่งถอย ก็คือ ถอย

ผมวิ่งอ้าวออกด้านหลังแนวต้นอ้อยทันที วิ่งจนเพื่อนตะโกนบอกว่าหยุดเดินได้แล้ว รู้ตัวอีกทีเมื่อตัวเองนำโด่งอยู่หน้าสุด บังเอิญเคยเป็นนักวิ่งระยะ 400 เมตร ตอนอยู่มหาวิทยาลัย ฝีเท้าผมจึงไม่เป็นรองใคร

เราเดินหอบฟังเสียงปืนไล่หลังอยู่ตลอดทาง จนไกลมากแล้วจึงนั่งพักกินสับปะรดแก้กระหายน้ำ ขณะที่เพื่อนเริ่มเฮฮาล้อผมว่าวิ่งเร็วนั้น มีเสียงดังตุ๊บตกลงข้างวงที่เรานั่ง พอหันไปเห็นเป็นเม็ดกลม ๆ สีดำเท่าหัวแม่มือ ทุกคนก็แตกฮือพร้อมกัน ผมวิ่งตามเพื่อนคนหนึ่งบุกเข้าไปในป่าระบุด้วยความเร็ว วนไปวนมาอยู่ หนึ่งรอบแล้วออกมาพบกันอีกที คราวนี้ทุกคนนั่งหอบแล้วเริ่มหัวเราะกันด้วยความขบขันในท่าทางตระหนกของแต่ละคน

เหลียวกลับไปดูป่าระบุที่เพิ่งจะบุกผ่านมา ไม่รู้บุกเข้าไปได้ยังไง มันเป็นดงมะเขือพวงและกระทกรก ทึบเสียจนแม้แต่ลูกหมาก็ไม่น่าจะลอดเข้าไปได้ เสียงตุ๊บก่อนหน้านั้นก็คือ หัวลูกปืน M60 นั่นเอง

เรากลับเข้าที่พักชายป่า นอนฟังเสียงเฮลิคอปเตอร์บินวนพร้อมเสียงปืนเป็นระยะ ๆ อีกครึ่งคืนถึงได้หลับลงอย่างอ่อนเพลีย พอตื่นตอนเช้ามืดขณะที่ยืนเหนี่ยวเถาวัลย์แปรงฟันอยู่ ได้ยินเสียงเพื่อนคนหนึ่งเปิดวิทยุฟังข่าวยามเช้า ทันใดนั้นเขาตะโกนว่า ”มาแล้ว” ทุกคนวิ่งพรวดเข้าหาต้นไม้ ผมล้มตัวนอนใจหายวาบเพราะวางปืนไว้ไกลมือ อยู่ตรงไหนก็จำไม่ได้แล้ว

ชั่วอึดใจเพื่อนก็หัวเราะงอหงายบอกว่าที่ว่า “มาแล้ว” คือ ข่าวที่พวกเรายิงเมื่อวาน ข่าวนั้นไม่ได้บอกว่ามีใครบาดเจ็บล้มตายกี่คน เชื่อว่าคงไม่โดนอะไรหรอกเพราะไกลกันจนเห็นคนเท่าลูกแมวเพิ่งหย่านมเท่านั้น

ถ้าผมบอกว่านั่นคือสงคราม เหล่าทหารผ่านศึกและเพื่อนนักรบคงจะหัวเราะเยาะ แต่ถ้าบอกว่านั่นคือการทัศนาจร อีกหลายคนคงหาว่าผมทะลึ่ง

ด้วยผู้คนจำนวนหนึ่งหมิ่นแคลนว่า เราหลงผิดและนิยมความรุนแรง แต่ถ้าเทียบกับความทารุณที่ประชาชนบางส่วนเคยได้รับ เรื่องของผมก็เหมือนกับนิยายอ่านเล่นเท่านั้น

ประเทศเราแม้จะผ่านเรื่องราวยาก ๆ มาได้โดยไม่ย่อยยับ แต่ทุกชีวิตล้วนมีความเสี่ยงต่อความรุนแรง อาชญากรรมที่ก่อกันง่าย เมื่อขัดแย้งกัน บ้างก็ตัดสินใจปลิดชีพคนอื่นเหมือนกับการตัดสินใจเช่าพระมาบูชาสักองค์ การปราบปรามของอำนาจรัฐต่อผู้คนมือเปล่า คล้ายดังว่าเมื่อมีอำนาจ ความทุกข์ยากและชีวิตของผู้คนอื่นๆดูไม่มีค่าเลยเมื่อเทียบกับคำสั่งสามหาวเพียงคำเดียว

เหตุการณ์ 14 ตุลา, 6 ตุลา และ 17 พฤษภา มีคนตาย มีคนยิงปืนทำให้คนตาย มีคนสั่งให้คนยิงคนจนตาย แต่ทั้งคนสั่งยิง คนยิง และฆ่าคนตายต่อหน้าต่อตาฝูงชนไม่เคยมีความผิด และได้รับโทษทัณฑ์แม้แต่น้อย บางคนยังคงมีหน้ามีตาในสังคมด้วยซ้ำ เช่นนี้แล้วเราจะกำหนดอย่างไรว่าอะไรคือความรุนแรง คนถือปืนในป่าเป็นมาร แต่คนยิงคนในสนามฟุตบอลเป็นผู้รักชาติและกระทำตามหน้าที่ที่ถูกต้องกระนั้นหรือ

ไม่ว่าใครจะผ่านเหตุการณ์เช่นไร แม้หนักหนาสาหัสหรือเบาบางต่างกัน ล้วนไม่ใช่พระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า คนเท่านั้นที่ก่อความรุนแรงกับคน มนุษย์ส่วนมากมักภูมิใจที่ได้รับขนานนามว่า "นักรบ" ผมไม่ค่อยเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เกลียดกลัวสงคราม เขาเกลียดกลัวความตายต่างหาก ถ้าตราบใดที่เขาทำสงครามโดยตัวเองไม่ตาย พื้นพิภพนี้อาจเป็นสมรภูมิไปทั่วทุกหย่อมหญ้า

และตราบนั้น โลกอาจจะไม่มีคำว่า "ให้อภัย" เลย

********
บันทึกทั้งหมดในบทความชุดนี้ก่อนหน้านี้:บันทึกอดีตสหายเดือนตุลา:ตะวันตกที่ตะนาวศรี

คนป่วยหรือเด็ก

ที่มา บางกอกทูเดย์

เด็กก็คือเด็กคนป่วยก็คือคนป่วยเพราะ..สมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศกัมพูชาที่เป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 24 ปี..ยืนยันความเป็นมิตรไมตรีกับ พันตำรวจโท ดอกเตอร์ทักษิณชินวัตร..ไว้อย่างหนักแน่นและไม่หวาดหวั่นต่อความเป็นผู้นำรัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย..จึงมีเรื่องราวเกิดใหม่..จะให้มีการถอดยศ พันตำรวจโทของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี..ยืนหน้ากระจกแล้วลองตั้งคำถาม ถามตัวเองได้ไหมว่า...การใช้อำนาจในฐานะรัฐบาล..ถอดยศทักษิณแล้ว...คนถอดจะได้ประโยชน์อะไรถอดแล้วทักษิณจะเป็นอย่างไรหลายๆ ประเทศในโลก..โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย..ยศเป็นสิ่งที่หลงเหลือมาจากรากเหง้าของเผด็จการ การปกครองโดยคนๆ เดียวเมื่อสหรัฐอเมริกาปฏิเสธการปกครองของควีนอลิซาเบธแห่งราชอาณาจักรอังกฤษ..อเมริกันในยุคสร้างชาติ ปฏิเสธยศถาบรรดาศักดิ์ไปพร้อมๆ กันถึงวันนี้สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก..ใหญ่ที่สุดในกองทัพของเขาก็แค่พลเอก..ตำรวจของเขามีแต่ตำแหน่งไร้ยศนำหน้า อธิบายได้ว่า..ยศถาบรรดาศักดิ์นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเจริญก้าวหน้าของประเทศและอยากจะกล่าวว่า เป็นเครื่องถ่วงความเจริญด้วยซํ้าไปเพราะมันไปแยกประชาชนออกจากกันสมัยหนึ่ง...ประเทศไทยมี ชั้นยศจอมพล..หลังวันมหาวิปโยค..พลเอกกฤษณ์ สีหะวราผู้บัญชาการทหารบกได้จัดการให้ยศจอมพลหมดไปจากประเทศไทย..การเอากิเลสตัณหาส่วนตน การหมกมุ่นอยู่กับความโกรธแบบไม่ลืมหูลืมตา..นอกจากจะทำให้จิตใจอันคับแคบนั้นทำสติสัมปชัญญะให้ง่อยเปลี้ยเสียขาแล้วยังเป็นการบอกกล่าวกับชาวโลกและประชาชนคนไทยโดยทั่วไปว่า..นี่คืออาการของคนป่วยที่มีจิตใจวิปลาศอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีดีกรีถึงดอกเตอร์ทางการศึกษา..มีโภคทรัพย์มหึมาจากการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จนั้น..ยศ “พันตำรวจโท” ซะอีกที่ทำให้เขาดูเล็กลงไปส่วนจะเอาให้ถึงขั้นที่ว่า...ถอดยศปลดเครื่องราชฯ...ด้วยหรือไม่นั้น..รัฐบาลจะต้องประเมินสถานะของตนเองให้ดี..เพราะอาจจะเสียหน้าเสียเครดิตเอาง่ายๆ..เพราะเครื่องราชนั้นเป็นเรื่องพระราชทาน..มีแต่เรื่องตกตํ่าอายซํ้าอายซาก..จะไหวหรือ..ว่าที่อดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 

แก้รัฐธรรมนูญละครที่กำลังลาโรง

ที่มา บางกอกทูเดย์

พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50แต่ที่ทำอยู่นี้ก็เพื่อยืดเวลาของรัฐบาลออกไปให้นานที่สุดห่างหายจากพื้นที่ข่าวไปแล้วสำหรับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีเจ้าภาพใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ และมีพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง“ภูมิใจไทย-ชาติไทยพัฒนา”ที่ดูเหมือนเริ่มออกตัวจะเป็นไปในทิศทางที่สมานฉันท์ ตามที่หลายฝ่ายต้องการอยากให้เป็นแต่พอเจอเข้าจริงๆ ก็คงไม่ต่างจาก“ละครฉากหนึ่ง” ที่ถูกเขียนบทไว้ล่วงหน้าแล้วว่า “ตัวละคร”แต่ละคน ใครจะเล่นบทไหนเพราะนับตั้งแต่คนเสื้อแดงออกมาประกาศจุดยืน“ล้มรัฐบาล” ด้วยการค้านแก้รัฐธรรมนูญ ทำให้พรรคเพื่อไทย ต้องกลับตัว360 องศา ตามแทบไม่ทันด้วยเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่สามารถช่วยให้เกิดความสมานฉันท์ได้ แม้ก่อนหน้านี้จะเห็นด้วยกับรัฐบาลผ่านการหารือจากวิป 3 ฝ่าย ทั้ง“วิปรัฐบาล-วิปฝ่ายค้าน-วิปวุฒิ”จนเล่นเอา “วิทยา บุรณศิริ”ประธานวิปฝ่ายค้าน ออกอาการ“เกาเหลา” กับสารวัตร เหลิมร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เล่นบทโหดไม่ขอสังฆกรรมกับรัฐบาลไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้นพร้อมยื่นคำขาดว่า รัฐบาลต้องนำรัฐธรรมนูญปี 2540กลับมาใช้ใหม่เท่านั้น คำว่า“สมานฉันท์” จึงจะเกิดขึ้นจริงขณะที่ในงาน “เสวนาประชาธิปไตย เอารัฐธรรมนูญปี 40 ฉบับประชาชนคืนมา”เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ที่ผ่าน ซึ่งจัดโดยพรรคเพื่อไทย ได้เชิญนักวิชาการและนักการเมืองมาบรรยายให้สมาชิกพรรค รับฟังโดย ปลอดประสพ สุรัสวดีรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยยํ้าว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าถ้าพรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งเสียงข้างมากเกินครึ่งจะแก้รัฐธรรมนูญภายใน 1 เดือนโดยนำฉบับปี 2540 กลับมาใช้ด้าน “เสี่ยอ๋อย” จาตุรนต์ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยระบุว่า การที่พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งครั้งที่แล้วแสดงว่าประชาชนต้องการให้เข้ามาแก้รัฐธรรมนูญปี 50 แต่ยังไม่ทันได้ทำพรรคก็ถูกยุบเสียก่อน“พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50แต่ที่ทำอยู่นี้ก็เพื่อยืดเวลาของรัฐบาลออกไปให้นานที่สุดจึงจำเป็นที่ต้องรณรงค์ให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยและนำรัฐธรรมนูญปี 40กลับมาใช้ใหม่ รธน. ปี 50ยิ่งใช้ยิ่งไม่เป็นประชาธิปไตย”นั้นคือสิ่งที่ฝ่ายค้านออก

มาเรียกร้องให้รัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ ดำเนินการ ณ เวลานี้แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาล รัฐบาลยังประกาศเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญต่อ“ขณะนี้ท่าทีในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงคงต้องมีการประชุมหารือและแจ้งให้ทราบ” สุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวแต่อีกด้านหนึ่งในฟากฝั่ง“พรรคร่วมรัฐบาล” ดูเหมือนจะสวนทางกับความเห็นของรองนายกฯ สุเทพโดย “เสี่ยตือ” สมศักดิ์ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย เปิดเผยว่าเท่าที่ได้พูดคุยกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ถ้าบรรยากาศทางการเมืองยังเป็นอย่างนี้ เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น“พรรคร่วมรัฐบาลได้มีการนำเรื่องนี้มาหารือกันตลอด และเห็นเหมือนกันว่าถ้าแก้ไปแล้วจะมีปัญหาตามมา ก็ไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญก็ได้” นายสมศักดิ์ กล่าวส่วน “วรพล พรหมิกบุตร”อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เกื้อหนุนอำมาตย์ทำลายประชาธิปไตยดังนั้นต้องพยายามไม่ให้มีผู้คั่นกลางระหว่างประชาชนกับพระมหากษัตริย์ ต้องทำให้ระบอบอำมาตย์ถอยร่นไป เพราะต่างประเทศและประชาคมโลกไม่ต้องการระบอบนี้อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้นายกฯ อภิสิทธิ์ ได้กล่าว ในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ว่ายังเชื่อว่าการทำประชามติจะทำให้ความขัดแย้งเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญยุติลงได้ เพราะผลประชามติน่าจะเป็นที่ยอมรับ“หากทุกคนจะเอาตามความต้องการของตนเองต้องเลิกพูดเรื่องสมานฉันท์แต่ถ้าอยากสมานฉันท์ทุกคนต้องพร้อมถอยบ้าง ผมถอยแต่ไม่ให้เสียหลกั การ โดยอยบู่ นเงอื่ นไขและจะทำตามที่ประชาชนตัดสินคือประชามติ”ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังส่งสัญญาณพร้อมลุยศึกเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเวลาไม่ใกล้ไม่ไกล กำลังเกิดขึ้น“ถ้าเลือกพรุ่งนี้ก็ต้องพร้อมไม่มีปัญหา จะแพ้หรือชนะอยู่ที่ประชาชน แต่ประเมินว่าไม่ว่าจะแพ้หรือชนะคะแนนก็ไม่ต่างกันมาก”สุดท้ายแล้วประเด็นแก้รัฐธรรมนูญก็เป็นแค่ “ละคร” ที่กำลังจะลาโรงตามกระแสของข่าวสารในยุคโลกาภิวัตน์เท่านั้น 

ย้อนฉากการเมือง ‘โซ่ข้อกลาง’

ที่มา บางกอกทูเดย์

สังคมกำลังหยุดนิ่ง จับจ้องการเคลื่อนไหวของบุรุษชื่อ“พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ”มาแรง แซง “กษิต ภิรมย์” รมว.ต่างประเทศ แบบ “น็อครอบ”..เขาพระวิหารบานปลายเกือบจะกลายเป็น “ฉนวนดวลปืน”ในขณะที่ พล.อ.ชวลิต ได้รับการเชิญไปดื่มนํ้าชา – ชมจันทร์ที่กัมพูชาพล.อ.ชวลิต เตรียมลงพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในเดือนพฤศจิกายนเพื่อหาลู่ทาง “แก้ปัญหา” ในขณะที่รัฐบาลเดินทางลงพื้นที่อันตรายเพื่อให้กำลังใจ “เหยื่อ” เป็นหลักความต่างที่มีนัยยะ! แต่ไม่ใช่ประเด็นที่บางกอกทูเดย์จะหยิบมาบรรเลง...รีเพลย์ถอยหลังไปต้นม้วนสำหรับฉากการเมืองของ“พล.อ.ชวลิต” แบบคร่าวๆ น่าจะ “เจ๋ง” กว่า ในฐานะที่ตอนนี้ได้รับตำแหน่ง “บุคคลที่ได้รับความสนใจ” มากที่สุดเอาเต็มๆ อีกสักรอบ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี คนที่ 22 ของไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม และอดีตผู้บัญชาการทหารบกเจ้าของฉายา “ขงเบ้งแห่งกองทัพบก” เคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็น สมาชิกวุฒิสภา ขณะดำรงตำแหน่งทางทหารเป็นผู้ก่อตั้งและหัวหน้าพรรคความหวังใหม่คนแรกและเป็นอดีตส.ส.หลายสมัย มีคะแนนเสียงหนาแน่นในจังหวัดนครพนมสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป เรียก พล.อ.ชวลิต ว่า“บิ๊ก

จิ๋ว” คนในพื้นที่ภาคอีสาน เรียก ว่า “พ่อใหญ่จิ๋ว” และอีกฉายาหนึ่งคือ “จิ๋วหวานเจี๊ยบ” จากการมีบุคคลิกพูดจานุ่มนวลบิ๊กจิ๋วลาออกจากราชการมาทำงานการเมือง ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในสมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๓๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี ๒๕๓๕- ๒๕๓๗ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปี ๒๕๓๘ - ๒๕๓๙ปลายปี ๒๕๓๙ ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรพ.ศ.๒๕๓๙ เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๓๙ รัฐบาลขณะนั้นซึ่งมี นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ได้กลายเป็นรัฐบาลรักษาการและได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นใหม่เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ผลการเลือกตั้งครั้งนั้นพรรคความหวังใหม่ ซึ่งมีบิ๊กจิ๋วเป็นหัวหน้าพรรค มีสมาชิกพรรคได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรจำนวนมากที่สุด จึงได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลผสม ๖ พรรค ประกอบด้วยพรรคความหวังใหม่ พรรคชาติพัฒนา พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย พรรคเสรีธรรม และพรรคมวลชนช่วงหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 บิ๊กจิ๋วเกือบจะมีเรื่องขัดแย้งกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เพราะถูกมองว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ระเบิด 11 จุดในกรุงเทพฯแต่ภายหลังก็มีการไกล่เกลี่ยกันได้ช่วงการเลือกตั้งทั่วไป 2550 เขาพยายามนำเสนอไอเดียโซ่ข้อกลาง หรือแนวคิดสมานฉันท์ แต่ไม่ได้รับความสนใจมากนักดีกรีเบียดกันแน่น! บนช่วงเวลาเกือบ 20 ปี ในสังเวียนการเมือง ทั้งร้อนจี๋-หนาวจัด ผ่านมาเกือบหมด ..รีเทิร์นครั้งนี้กับบทบาทสมาชิกพรรคเพื่อไทยโปรดอย่ากะพริบตา!!! 

ยืมมือ ‘ราเกซ’ กดหัวก๊วน ‘เน’!

ที่มา บางกอกทูเดย์

แม้ว่า ในยุคปัจจุบัน คำว่า “กลุ่ม 16”อาจจะดูเหมือนไม่มีอะไรมากแต่หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อนในช่วงปี 2538–2539 ก่อนที่จะเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง จนเศรษฐกิจของประเทศในแถบเอเชียปั่นป่วนถล่มทลาย ชื่อเสียงและพฤติกรรมของกลุ่ม 16 ต้องถือว่าไม่ธรรมดา และโด่งดังอย่างมากในหลายกรณีโดยเฉพาะ 2 กรณี สำคัญ ก็คือ กรณีหญิงสาวชาวพม่า ที่ถูกเรียกขานว่า “มะไข่ซอ”อื้อฉาวจาก ประเด็นไม้พม่า และประเด็นหุ้นของบริษัท เอิร์ท อินดัสเตรียล จำกัด(มหาชน) ซึ่งโยงใยไปถึงคนหลายคน แต่คนที่ถูกจับตามองและพาดพิงถึงว่ามีความสัมพันธ์พิเศษกับ มะไข่ซอ ก็คือ 1 ในแกนนำกลุ่ม 16เจ้าของฉายา “ตี๋กร่าง” หรือนายสุชาติตันเจริญ นั่นเองกับอีกกรณีก็คือ การล่มสลายของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ หรือแบงก์บีบีซี ซึ่งเป็นแบงก์ในสายตระกูลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ปราโมช ผู้มากบารมีทางการเมืองสุดท้ายหลานตาสุดที่รัก ที่ชื่อ นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ ซึ่งเดินออกมาจากธนาคารแห่งประเทศไทยเองแท้ๆ แต่เมื่อ

เข้ามาเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงก์บีบีซีแทนมารดาคือ นางอินทิรา ชาลีจันทร์ กลับไม่สามารถรักษาแบงก์เอาไว้ได้แบงก์บีบีซีล้มพร้อมกับตำ นานพิสดารสารพัดที่ผุดขึ้นมาให้คนพากันอ้าปากค้างเพราะคิดไม่ถึงว่าจะมีรายการ “เปิดแบงก์ปล้น” กันเช่นนี้และที่สำคัญยังโผล่ชื่อของที่ปรึกษาใหญ่ของนายเกริกเกียรติ คือ นายราเกซ สักเสนาเป็นราเกซ สักเสนา ที่ในยุคนั้นต้องถือว่าใกล้ชิดกับนักการเมืองกลุ่ม 16 เป็นอย่างมากการถูกแคนาดาตัดสินให้ส่งตัวกลับมารับโทษของนายราเกซ ในครั้งนี้ จึงต้องจับตาอย่ากะพริบว่าจะพลิกผันเกมการเมืองในขณะนี้ได้มากน้อยเพียงใด?และการที่พรรคประชาธิปัตย์เลือกเล่นเกมนี้คงต้องดูว่าจะเป็นการเล่นเกมเพื่อสยบแกนนำกลุ่ม 16 ในอดีต ที่ยังอาละวาดอยู่ในปัจจุบันใช่หรือไม่?โดยเฉพาะกับ นายเนวิน ชิดชอบ อดีตหนึ่งในแกนนำกลุ่ม 16 ที่ตอนนี้มาเป็นหัวหน้าก๊วนเพื่อนเนวิน ที่มีแรงต่อรองสูงมากในรัฐบาลชุดนี้ จนแม้ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่พอใจในหลายต่อหลายครั้งแต่สุดท้ายก็ยังต้องยอมให้ก๊วนเพื่อนเนวินขี่คอไปเรื่อยๆหรือการเร่งเกมเอาตัวนายราเกซกลับมาดำเนินคดี จะเป็นเกมสำหรับปราบพยศ และตอกหมุดบรรดาผู้กระด้างกระเดื่องทั้งหลายให้รู้เสียบ้างว่า ... ใครเป็นใคร?เพราะต้องไม่ลืมว่า 2 กรณี มะไข่ซอ และแบงก์บีบีซี มีการพัวพันกันของข้อมูลอย่างลึกซึ้งเนื่องจากนางมะไข่ซอไม่ได้ทำแค่ไม้พม่า แต่เข้ามาเล่นเกมเทกโอเวอร์บริษัทในตลาดหุ้นไทยแล้วขายออกฟันกำไรมหาศาลในภายหลังโดยที่มีบัดดี้ในการเทกโอเวอร์ ก็คือ นายเอกชัย อธิคมนันทะ ซึ่งให้บังเอิญเป็น ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่แบงก์บีบีซีอยู่พอดิบพอดีและนายเอกชัย ผู้นี้ก็ได้เป็นที่ปรึกษาให้กับนายเนวิน ชิดชอบ สมัยที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังพอดีอีกเช่นกันกรณีเทกมาแล้วขายไปของหุ้นเอิร์ท ก็เลยมีข้อมูลปรากฏออกมาว่า นายเนวินและกลุ่ม16ก็ถือหุ้นเอิร์ทอยู่ 11.05 ล้านหุ้น ด้วยแถมแหล่งเงินของกลุ่มมะไข่ซอ กลุ่มนายเอกชัย รวมทั้งกลุ่มนายราเกซ ที่เอามาใช้ในการซื้อบริษัทแล้วขายออกเพื่อทำ กำ ไรเป็นร้อยเป็นพันล้านบาทในแต่ละดีล ด้วยระยะเวลาไม่ถึงปีนั้น ดันมีแหล่งเงินเดียวกันก็คือ แบงก์บีบีซีนั่นเอง

ซึ่งเรื่องนี้นายเกริกเกียรติ ได้เคยยอมรับว่าได้ปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มดังกล่าวจริง แต่ไม่ยอมที่จะเปิดเผยวงเงินว่าทั้งหมดแล้วเป็นจำนวนเท่าไรแน่ แต่ยอมรับว่าเกินหลักพันล้านบาทวงการธุรกิจและสถาบันการเงินขณะนั้นเชื่อกันว่า มีการปล่อยสินเชื่อให้กับนักธุรกิจ-นักการเมืองกลุ่ม 16 ในการเทกโอเวอร์บริษัทต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ถึง 15 บริษัท รวมทั้งสิ้น 21 ครั้ง ในช่วงเวลาแค่ปีเศษ เป็นวงเงินสูงถึง 36,000 ล้านบาทแต่ที่แน่ๆ ก็คือ ความเสียหายของแบงก์บีบีซีภายหลังแบงก์ชาติเข้าไปควบคุมและปิดกิจการนั้น ปาเข้าไปถึง 80,000ล้านบาทเลยทีเดียว... ซึ่งสูงมากสำหรับช่วงเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วข้อมูลปริศนาเหล่านี้แหละ ที่เชื่อกันว่าอยู่ในมือ และในหัวของนายราเกซดังนั้นหากนายราเกซ กลับมาแล้วพูดมากปากโป้ง มีหวังเกิดโศกนาฏกรรมนักการเมือง“ตายหมู่” ขึ้นแน่ประเด็นอยู่ที่ว่า ทำไมระหว่างกลุ่ม 16 กับพรรคประชาธิปัตย์จึงได้แฝงความนัยกันมายาวนาน จนถึงวันนี้แม้ว่านายเนวิน จะนำก๊วนมาสนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมใจอยากแล้วก็ตามแต่ก็ยังคงกินเหลี่ยม หวังขี่คอกันอยู่ไม่รู้จบสิ้นเรื่องนี้มาจากช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬสงบ แล้วมีการเลือกตั้งในเดือนกันยายน 2535พรรคประชาธิปัตย์ฉวยโอกาส จาก ข่าวลือเรื่องการพาคนไปตาย ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมืองจนทำให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง มี ส.ส.มากที่สุดเป็นจำนวน 79 คน จึงได้เป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลโดยมี นายชวนหลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีแต่นายชวนเป็นรัฐบาลได้ประมาณ 2 ปีครึ่ง ถึงกลางปี 2538 เกิดเหตุการณ์พลิกผันทางการเมือง จากเรื่องการออกเอกสารสิทธิที่เรียกว่า ส.ป.ก.4-01 ปัญหานี้กลายเป็นประเด็นที่ทำให้รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ อย่างมากจนในที่สุดนายชวนต้องชิงยุบสภา หนีการลงมติไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2538ซึ่งก็มาจากฝีมือของกลุ่ม 16 และพรรคชาติไทยที่ขุดคุ้ยเกี่ยวกับเรื่อง ส.ป.ก.4-01นั่นเองและการประกาศยืนยันของพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนั้น คือพรรคชาติไทยว่า จะไม่ไว้วางใจรัฐบาลกรณี ส.ป.ก.4-01 จนทำให้ต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2538แม้พรรคประชาธิปัตย์ จะได้ ส.ส.เพิ่มเป็น 86 คน แต่ก็ไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ สุดท้ายจึงต้องไปเป็นฝ่ายค้าน โดยพรรคชาติไทยได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และนายบรรหาร ศิลปอาชา ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแทน

เป็นการจุดความแค้นฝังหุ่นของประชาธิปัตย์ที่มีต่อทั้งพรรคชาติไทยและต่อกลุ่ม 16 มานับตั้งแต่นั้นและเมื่อเกิดกรณีแบงก์บีบีซี กรณีนายราเกซ กับพฤติกรรมฉ้อฉลในตลาดหุ้น เกิดขึ้นในปี 2538 ต่อเนื่องปี 2539 พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งแค้นอยู่แล้วที่โดนพลิกกลับมาเป็นฝ่ายค้านก็ใช้เป็นประเด็นในการทวงแค้นจากนักการเมืองกลุ่ม 16 ด้วยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2539ประเด็นที่ใช้ถล่มเวลานั้นก็คือ กรณีบริษัทในครอบครัว “ตันเจริญ” คือบริษัท ซีล่าร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์วิสและบริษัทวินิเวส ไปซื้อที่ดินจังหวัดหนองคาย แล้วนำไปคํ้าประกันการขอกู้เงินจากบีบีซี เพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นทำกำไรในระยะสั้น แต่ที่ดินเหล่านั้นกลายเป็นที่ดินที่ออก น.ส.3ก. โดยมิชอบ ส่งผลให้เกิดเอ็นพีแอลอย่างมหาศาลในแบงก์บีบีซีรวมถึงกรณีนักการเมืองกลุ่ม 16จำ นวนหนึ่งไปกู้ยืมเงินจากบีบีซีเพื่อนำ ไปซื้อหุ้นบริษัทต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลให้นายสุชาติตันเจริญ แถลงลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยทั้งนํ้าตาและกลายเป็นความหลังรอยแค้นที่ฝังกันมายาวนาน ซึ่งประชาธิปัตย์ไม่เคยลืมยิ่งมาถึงจังหวะเวลานี้ ก๊วนเพื่อนเนวินที่ตั้งพรรคภูมิใจไทยขึ้นมาเป็นหน้าฉากเนื่องจากนายเนวินจริงๆ แล้ว ยังต้องคำสั่งเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปีอยู่ยังไม่ได้พ้นโทษ แต่ว่านายเนวิน และก๊วนกย็ งักรา่ งและกดดนั รฐั บาลอยตู่ ลอดเวลา...เล่นเกมขี่คอพรรคเก่าแก่ในทุกทีที่มีโอกาสโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง การแต่งตั้ง ผู้บัญชาการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติคนใหม่ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ต้องการให้เป็น พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐแต่ก๊วนเนวิน และภูมิใจไทยไม่เห็นด้วยทำให้ตลอดมา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จำเป็นต้องสวนโหวตไม่เอา พล.ต.อ.ปทีป แต่สนับสนุนพล.ต.อ.จุมพล มั่นหมายถือเป็นการเพิ่มรอยแค้นระหว่างประชาธิปัตย์ กับ กลุ่ม 16 ในอดีตขึ้นมาอีก 1 รอยในปัจจุบันดังนั้นเมื่อในจังหวะที่นายราเกซจะต้องถูกส่งตัวกลับเมืองไทย และนายราเกซ เป็นคนที่กุมความลับธุรกรรมในแบงก์บีบีซี ที่โยงใยไปถึงกลุ่ม 16ด้วยโดยตรง!!!ทางพรรคประชาธิปัตย์จึงกระดี้กระด้าที่จะเล่นเกมหักเหลี่ยมโหดในครั้งนี้เป็นยิ่งนักทั้งทวงคืนความแค้นกลุ่ม 16รอบที่ 2 และยังใช้กดหัวก๊วนเพื่อนเนวินไม่ให้ซ่าได้อีกด้วย 