WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 30, 2009

เปิดแฟ้มคนดังหนีคดี ‘ฉนวน’ ดวล ‘กษิต’

ที่มา บางกอกทูเดย์

การส่งตัว “ราเกซ สักเสนา”ผู้ต้องหา คนสำคัญคดียักยอกทรัพย์ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ จำกัด(มหาชน) หรือบีบีซี กลับมา“รับโทษ” ในประเทศไทยการกลับมาของ “ราเกซ”อาจเป็นการสะกิด “แผลเก่า”ของนักการเมืองที่มีคอนเน็กชั่นเชื่อมต่อกันอย่างแน่นแฟ้น ในยุคที่แบงก์บีบีซี คือ แหล่งสินเชื่อ ชั้นดีของนักธุรกิจการเมือง พร้อมกับเป็นการชี้ “ศักยภาพ” ของเจ้ากระทรวงต่างประเทศด้วยอีกนัยหนึ่งการตามล่า! พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร อดีต นายกฯ แบบยอมตายถวายหัว..สำหรับ กษิตภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ...ฉายภาพงานอื่นไม่ยุ่งมุ่งแต่ล่าทักษิณ เป็นหลัก!!ว่ากันว่านัยยะของการตามล่า..ลึกๆ นั้นมีอะไรที่มากกว่า “เพื่อชาติ” แต่เพราะแค้นฝังหุ่นเลยต้องกระหืดกระหอบ“ลิ้นห้อย” เรื่องเล่าเมาธ์แต่ที่สอดคล้องกับ พฤติกรรมไม่นับรวมครั้งกษิตปีนเวทีสีเหลืองโจมตีทักษิณและคนใกล้ชิดทักษิณแบบไม่เลือกหน้า แม้แต่ “ฮุน เซน”นายกฯกัมพูชาก็ไม่รอด!!ชั่วโมงนี้..ที่เราเห็นคือ งานหลักก็ไม่ราบรื่น งานรองก็ไม่รุ่งเรืองสรุปกำแต่ลม ดมแล้วเหม็นอย่างที่เห็นนี่ล่ะ!!!คนดังหนีคดี.. ไปลี้ภัยในต่างแดนหลายต่อหลายคน แต่“รมว.ต่างประเทศ” มิได้รู้ร้อนรู้หนาวหากเทียบกับการไล่ล่าพ.ต.ท.ทักษิณเจ้าพ่อปากนํ้า เฮียวัฒนาอัศวเหม ในคดีอภิมหาโคตรโกง“บ่อบำบัดนํ้าเสียคลองด่าน”ใช้เงินลงทุนมหาศาลถึง 23,000ล้านบาท เพื่อประกาศว่าประเทศไทยมีบ่อบำบัดนํ้าเสียที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย รองรับนํ้าเสียได้ถึงวันละ 1,785,000 ลูกบาศก์เมตร บนเนื้อที่ 1,900 ไร่ จนกลายเป็นคดีโด่งดัง แต่ “กษิต” ลืมจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าททท. 11 กันยายน คณะลูกขุนนครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกาได้ตัดสินกรณี นายเจอรัลด์ และนางแพทริเซีย กรีน มีความผิดในข้อหาสมคบคิด และฟอกเงินตามคำฟ้องที่ระบุว่าสามีภรรยาคู่นี้ตั้งบริษัทขึ้นมาบังหน้า เพื่อติดสินบนนางจุฑามาศ ศิริวรรณผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในขณะนั้นรวมเป็นเงิน 18 ล้านดอลลาร์แลกกับการได้เป็นผู้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ระหว่างปี 2545-2550ศาลมีกำหนดตัดสินโทษในวันที่17 ธ.ค. ซึ่งทั้งคู่อาจถูกจำคุกตลอดชีวิต ขณะที่นางจุฑามาศ ยังไม่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีแต่อย่างใดสิ่งที่ได้มาจากนางจุฑามาศ คือการปฏิเสธว่า เธอไม่ได้รับสินบนเรื่องทั้งหมด เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองเท่านั้นแต่จนถึงชั่วโมงนี้ ไม่มีใครเห็นแม้เงาของอดีตผู้ว่า ททท. อีกเลย...บางคนบอกว่า เธอย้ายไปปักหลักที่ออสเตรเลียแล้วคนดังหนีคดี! มีอีกหลายกรณีที่“กษิต” ในฐานะเจ้ากระทรวงต่างประเทศ ต้องรับผิดชอบ... ด้วยอำนาจหน้าที่อย่างชอบธรรมมารับโทษเพียงแค่ “คนผิด” ที่เสวยสุขอยู่ในประเทศ และกำลังเตรียมตัวลงสมัครรับเลือกตั้งในสมัยหน้าหวังเข้าใช้สิทธิผ่านสภาหินอ่อน...เพราะรัฐบาล “มอง” ว่าการกระทำที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนจากคนกลุ่มนี้คือ “สิทธิโดยชอบตามกฎหมาย”ก็หนักแผ่นดินและเป็นบทเรียนที่นำไปสู่การเลียนแบบอันนำมาสู่การเป็น“ประชาธิปไตยบิดเบี้ยว” เกินพอแล้ว..

ถนนคนของ (ต้อง) หนีไม่ใช่เรื่องยากในการ “ล่องหน” ออกนอกประเทศข้อมูลเหล่านี้มีผู้รู้ตามตะเข็บชายแดนเล่าสู่กันฟัง แต่ผู้เขียนแอบ “บันทึก” ไว้.. เขาเล่าว่าตะเข็บชายแดนแถบภาคเหนือแถบรอยต่อแถวเชียงราย แม่ฮ่องสอน สามารถเดินทางต่อไปจนถึงคุนหมิงได้สะดวกโยธินสำหรับทางภาคอีสานผ่านทางด่านตรวจคนเข้าเมือง หนองคาย-ลาว ก็ง่ายแสนง่าย ไม่ต่างอะไรกับ เซเว่น-อีเลฟเว่นเพราะถ้ารู้จักคนก็สามารถเข้าออกได้ 24 ชั่วโมง แบบไม่ต้องผ่านตม. ซึ่งจากเมืองปากเซก็สามารถทะลไุปถึงเมืองดานังประเทศเวียดนามหากลงใต้ก็ไม่อับจนหนทาง ชายหาดโดยทั่วไป ภูเก็ต กระบี่ ระนอง จ้างเรือล่องปรื๋อ แป๊บเดียวก็รอดแล้ว หรือถ้าไม่ต้องการออกนอกประเทศก็จ้างเรือไปลง “อาศัย” อยู่ตามเกาะแก่งที่มีเพียบ! ให้เลือกสรร... “หลบซ่อน” ตัว แบบไม่ต้องลำบากลำบนทั้งนี้มีอีก 1 ถนน ที่สะดวก รวดเร็วคือ จ.ชลบุรีเพราะใกล้จาก กทม.แค่ 2 ชั่วโมงก็ถึงแถบฝั่งทะเลตะวันออก ตรงนี้เป็นจุดต่อเรือเข้า-ออกได้สะดวก... (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน บางกอกทูเดย์นำเสนอเพื่อเป็นวิทยาทาน มิใช่เจตนาเพื่อชี้โพรงให้

ตรงนี้ที่รอดคุกออกนอกประเทศเป็นของง่าย แต่ออกไปแล้วนี่ซิ“เรื่องไม่ง่าย” ฉะนั้นต้องวางแผนให้ “ดี” ไม่เช่นนั้นมีอดตาย มิวายจะกลับมาติดซังเต..“บ่อน” คือ ทางเลือกที่ง่ายที่สุด เน้นเฉพาะนักเสี่ยงโชค เพราะบ่อนบริเวณชายแดนหาง่าย ขอแค่เป็นนักเล่นตัวจริง เงินมีจริงทางบ่อนจะบริการให้อย่าง“เลิศหรู” หนีไปอยู่ที่กาสิโนรับประกันได้ว่า ไม่มีใครจับเพราะอิทธิพลบ่อนมันใหญ่คับฟ้า“เกาะ” เหมาะสมสำหรับ“คนรักสงบ” แต่ต้องอยู่ได้อย่างวางใจ ต้องมีคนเป็นหูเป็นตาให้ หากกลัว นํ้า ป่าเขาอุทยานต่างๆ ก็มีประโยชน์เพราะไกลหูไกลตาคน(โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน บางกอกทูเดย์นำเสนอเพื่อเป็นวิทยาทาน มิใช่เจตนาเพื่อชี้โพรงให้กระรอก)

ตรวจจีที 200 คำตอบที่

ที่มา บางกอกทูเดย์

“ฉันไม่เชื่อเครื่องมือตรวจวัตถุระเบิดเครื่องนี้แล้ว เพราะเคยโดนมาแล้วเมื่อวันที่ 19 ต.ค. วันนี้หูยังอื้ออยู่เลย อยากให้เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ เพราะที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตามหลังกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมาโดยตลอด”เป็นความรู้สึกของ นางรุ่งอรุณโนวัฒน์ เจ้าของเขียงหมูในตลาดสดพิมลชัยอ.เมือง จ.ยะลา ที่เข็ดขยาดกับเจ้าเครื่อง “จีที 200” หรือเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดที่หน่วยงานด้านความมั่นคงใช้กันเกร่อในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หลังจากเครื่องนี้แสดงอาการ “พลาด”มาถึง 2 ครั้งติดๆ กัน คือก่อนเหตุการณ์“คาร์บอมบ์” กลางเมืองสุไหงโก-ลกจ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2552 และก่อนเกิดเหตุ “มอเตอร์ไซค์บอมบ์”กลางตลาดพิมลชัย ในเขตเทศบาลนครยะลา เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2552ในสองวันดังกล่าว...เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องจีที 200 ตรวจรถต้องสงสัยของทั้งสองเหตุการณ์ แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติจากนั้นไม่ถึง 15 นาที รถก็ระเบิดขึ้นโดยเฉพาะระเบิดในครั้งหลังนางรุ่งอรุณ อยู่ในเหตุการณ์ด้วยจึงแสดงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมากับเครื่องมือชนิดนี้หลังความผิดพลาดครั้งแรกที่อ.สุไหงโก-ลก ฝ่ายความมั่นคงได้พยายามตรวจสอบหาสาเหตุ และได้ข้อสรุปใน

เบื้องต้นว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับเครื่องมือแต่น่าจะเกิดจากความไม่พร้อมของ“ตัวผู้ใช้” ที่อาจจะอ่อนเพลีย นอนไม่พอเพราะเครื่องมือดังกล่าวใช้ไฟฟ้าสถิตจากตัวคนไปตรวจหาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากตัวสสารที่ต้องการค้นหาจากคำตอบที่ว่านี้...ทำเอานักวิทยาศาสตร์ถึงกับ อยู่นิ่งไม่ไหว และตั้งข้อสังเกตว่า...เครื่องมือตรวจวัดอะไรก็ตามที่ความแม่นยำของเครื่องขึ้นอยู่กับความพร้อมของร่างกายหรือสภาพจิตใจผู้ใช้ เครื่องมือนั้นย่อม “ไม่ใช่วิทยาศาสตร์”ในช่วงที่ผ่านมา มีแต่คำถามจากฝ่ายที่สงสัย...แต่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากฝ่ายผู้ใช้งาน นั่นก็คือ ฝ่ายความมั่นคงกระทั่งล่าสุด พล.ท.กสิกร คีรีศรีผู้บัญชาการกองบัญชาการผสมพลเรือนตำรวจ ทหาร (ผบ.พตท.) ได้ออกมาชี้แจงแถลงไขเกี่ยวกับเรื่องนี้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่เครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด จีที 200 ดูจะตกเป็นจำเลยอยู่หลายครั้ง ซึ่งปัจจุบันทาง พตท.ได้กำหนดมาตรการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้เครื่องให้แก่พี่น้องประชาชนประการแรกได้มีการตรวจสอบเครื่อง จีที200 ทั้งหมด เพื่อยืนยันว่าอยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งานหรือเปล่าประการที่สองได้จัดให้มีการฝึกทบทวนเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการฝึกพื้นฐาน และการฝึกในขั้นสูง เพื่อใช้เครื่องจีที 200 ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพประการที่สาม ได้กำหนดมาตรการว่าหลังจากนี้ไป ห้ามผู้ที่ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมมาใช้เครื่อง จีที 200 เป็นอันขาด“ส่วนการใช้นั้น จะต้องใช้ควบคู่กัน2 คน หากพบวัตถุต้องสงสัยแล้วคนแรกตรวจไม่พบ ก็จะใช้คนที่ 2 ตรวจซํ้าเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซํ้ารอยเดิม”พิจารณาจากคำสัมภาษณ์ของพล.ท.กสิกร จะเห็นได้ว่ามีแต่มาตรการสร้างความมั่นใจให้กับตัวเครื่อง จีที 200แต่ไม่มีการยืนยันว่าเครื่องมือตัวนี้มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ 

(ติดตามอ่านฉบับต่อไป)

อย่าเอากิจการ ‘รัฐวิสาหกิจ’ เป็นเครื่องมือการเมืองของตน

ที่มา บางกอกทูเดย์

รัฐวิสาหกิจ โดยจุดมุ่งหมายหรือปรัชญาแล้ว ก็คือ รัฐต้องจัดหากิจการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานเพื่อยกระดับมาตรฐานการดำรงชีวิตของคนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศให้อยู่ในระดับที่ไม่ทุเรศน่าสังเวชใจจนเกินไปโดยคิดราคาที่พอสมควรหรือในบางกรณีอาจจะให้ใช้ฟรีเลยทีเดียว เช่นกิจการไฟฟ้า นํ้าประปา รถไฟ รถเมล์ ฯลฯอันที่จริงกิจการ รัฐวิสาหกิจ ของไทยเรา...ล้นเกล้าล้นกระหม่อม รัชกาลที่ 5ภายหลังจากที่พระองค์ทรงเสด็จประพาสยุโรปสองครั้งพระองค์ก็ได้เริ่มต้นหลายกิจการด้วยพระราชหฤทัยที่ประสงค์จะพระราชทานการบริการที่จำเป็นสำหรับชีวิตให้แก่พสกนิกรของพระองค์เพื่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ศิวิไลซ์ดุจทางต่างประเทศเขาในนั้นก็มีกิจการ “การรถไฟไทย” ด้วย!พระองค์ทรงพระราชทานที่ดินทั่วประเทศจำนวนนับ หลายแสนไร่ ให้แก่กิจการรถไฟหากคิดคำนวณข้อมูลตาม“ความเป็นจริง” น่าจะมีที่ดินประมาณสามแสนไร่ เป็นอย่างน้อยแต่ต่อมาภายหลังกลายเป็นว่าเส้นทางที่รถไฟผ่านได้กลายเป็นตลาดเป็นชุมชน เป็นเมือง สำคัญขึ้นมา...ทำให้ราคาที่ดินของการรถไฟทั่วประเทศแพงขึ้นอย่างมากมายที่สำคัญในกรุงเทพฯ...ที่ดินบริเวณห้าแยกลาดพร้าว ที่ดินตลาดนัดสวนจตุจักร ที่ดินสองข้างทางถนนรัชดาภิเษก มีราคาแพงยิ่งกว่าทองคำเสียแต่สหภาพไม่เห็นสนใจที่จะช่วยฝ่ายบริหารดูแลให้ทำกำไรเพื่อไปชดเชยการขาดทุนกว่าเจ็ดหมื่นล้านที่เป็นอยู่ใู่นปัจจุบันไม่ทราบว่า...มีส่วนร่วมในผลประโยชน์กับฝ่ายบริหารหรืออย่างไร?จึงเป็น

เช่นนี้มานานหลายสิบปีซึ่งแสดงให้เห็นพระมหาเมตตากรุณาธิคุณของพระองค์เป็นล้นพ้นรวมไปถึงพระราชวิสัยทัศน์อันยาวไกลของพระองค์ดังนั้น พนักงานรัฐวิสาหกิจจึงมีหน้าที่เป็นเพียง องคาพยพที่สำคัญของรัฐในการที่จะให้บริการกิจการต่างๆดังกล่าวให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ไม่ใช่เช่นที่เป็นอยู่และเป็นมาอย่างยาวนาน กล่าวคือ...สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจหลายแห่งในหลายยุคที่ผ่านมา โดยผู้นำบางคนมักจะนำเอากิจการรัฐวิสาหกิจมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองของตนในการบีบบังคับให้รัฐบาลต้องยอมอ่อนข้อต่อข้อเรียกร้องที่สนองตอบต่อผลประโยชนข์ องกลมุ่พวกบางสว่ นของตนแน่นอนครับ! ผู้เขียนยอมรับว่า...พนักงานรัฐวิสาหกิจที่ดีก็มีไม่น้อย และผู้นำสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจที่ดีก็ย่อมมีอยู่เช่นกันแตย่ งัมีผนู้ าํสหภาพรฐั วสิ าหกจิ บางคนที่นำเอากิจการรัฐวิสาหกิจมาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อบรรลุจุดประสงค์ของตนเองเท่านั้นโดยที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนทั่วไปอย่างแสนสาหัส...ประชาชนเราต้องประณามอย่างรุนแรงส่วนการดำเนินการตามกฎหมายและทางกฎระเบียบปฏิบัติอะไรต่างๆ ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหมาดๆ ก็คือการที่พนักงานรถไฟบางคนส่งใบลากิจใบลาป่วยด้วยจำนวนมากอย่างผิดสังเกตจนเป็นเหตุให้รถไฟที่หาดใหญ่ต้องหยุดเดินต่อมาทำให้ขบวนรถไฟใต้ต้องหยุดทั้งหมดนอกจากนั้นยังเป็นเหตุสำคัญให้ต้องเชิญ(ไล่) ผู้โดยสารลงจากรถไฟกลางทางที่ละแม...ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับการยึดสนามบินสุวรรณภูมิของพันธมิตรฯ เสียนี่กระไรและผู้นำของสหภาพรัฐวิสาหกิจการรถไฟคนนี้ก็เป็นแกนนำรุ่นที่สองของพันธมิตรฯ ด้วยเช่นกันประเด็นหลักเป็นเพราะการหยุดงานของพนักงานรถไฟบางคนที่หาดใหญ่นั่นแหละ...ที่ทำให้รถไฟสายใต้ทั้งหมดต้องหยุดเดินและทำให้ผู้โู้ดยสารต้องถูกเชิญลงที่ละแม้สองพันคนและที่สุราษฎร์อีกห้าร้อยคนโดยทั้งหมดได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส บางคนเป็นหญิงมีครรภ์ก็ทุลักทุเล

มาก บางคนต้องกลับบ้านก่อน 18.00 น. เพราะอยู่ในสามจังหวัดภาคใต้ก็มีอันไม่สามารถทำได้พนักงานรถไฟที่หยุดงานปฏิเสธไม่ได้ดอกครับว่า...ท่านนั่นแหละทำให้ประชาชนทั่วประเทศเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสแต่ต่อมาเพื่อให้ข้ออ้างเดิมที่ถูกตั้งข้อสงสัยอย่างมากถึงความเป็นจริงแล้วมีนํ้าหนักเพิ่มขึ้นมาอีกก็กล่าวอ้างว่า...เปน็ หว่ งความปลอดภยั ของผโู้ดยสารเพราะกล่าวหาว่า...มีหัวรถจักรจำนวนไม่น้อยอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์อาจเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ แล้วก็โยงไปยังเหตุการณ์รถไฟตกรางที่เขาเต่าทั้งที่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดส่วนตัวของ พขร.ทานยาแก้แพ้ที่ทำให้ง่วงในทางสาธารณะนั้นอาจจะรับฟังได้...แต่ในทางเป็นจริงแล้วนอกจาก“เด็กอมมือ” เท่านั้นจึงจะเชื่อว่าสหภาพรถไฟ ไม่รู้เรื่องอะไรแต่จะมีส่วนเกี่ยวข้องร่วมวางแผนขนาดไหนนั้นย่อมไม่อาจจะยืนยันได้เพราะผู้นำสหภาพหลายรุ่นก็ได้กล่าวไว้ต่างกรรมต่างวาระว่า...วิธีการหยุดงานก็ทำได้ง่ายๆ โดยให้ พขร.หรือช่างเครื่องส่งใบลากิจลาป่วยกะทันหัน หรือกล่าวอ้างว่าเครื่องจักรไม่สมบูรณ์ซึ่งก็เป็นดังเช่นว่านั่นเองเหตุการณ์ดังกล่าว...เป็นเพราะประชาชนได้ออกมาประณามอย่างรุนแรง จึงทำให้ฝ่ายบริหารสามารถเข้าดำเนินการให้รถไฟกลับเดินได้อย่างปกติแต่ทั้งหมดนี้ทำให้ประชาชนเห็นชัดว่า...พนักงานรถไฟบางคน ผู้นำสหภาพรถไฟบางคนใช้กิจการรัฐวิสาหกิจเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ของตน...ในการบีบบังคับรัฐบาลสนองตอบต่อความต้องการของตนเท่านั้นน่าจะไม่ต่างอะไรกับเมื่อตอนที่ผู้นำบางคนนำเอากิจการรัฐวิสาหกิจบางแห่งไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองของพวก พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สร้างความพินาศวอดวายใ้ห้แก่ประเทศชาติและประชาชนเมื่อปีที่ผ่านมาประชาชนควรเรียกร้องให้รัฐวิสาหกิจกลับมาเป็นของประชาชนโดยตรงได้แล้วครับ 

ความเป็นเพื่อนบ้านไร้พรมแดน:พตท.ดร.ทักษิณ-สมเด็จฯ ฮุน เซน

ที่มา Thai E-News


การทำหน้าที่ของสมเด็จฯ ฮุน เซน ในฐานะเพื่อนบ้านไร้พรมแดน คือ การสร้างภาพ “ผู้ลี้ภัย”ให้พตท.ดร.ทักษิณ เป็นบวกกับสื่อมวลชน ไม่ใช่ลบต่อนานาประเทศ ซึ่งคำพูดของสมเด็จฯฮุน เซน ในเวทีอาเซียนเป็นการสะท้อนภาพได้อย่างดี


โดย อรรคพล สาตุ้ม

ภาพการยกระดับของพรรคการเมืองใหม่ ก็ไม่ก้าวข้ามพ้นว่า ภาพพรรคการเมืองใหม่เป็นชาตินิยม..ไม่มีประเด็นอะไรแข่งขันเพิ่มคะแนนเสียงของประชาชน กับพรรคเพื่อไทย พันธมิตร เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่อาจสู้แข่งกับพตท.ดร.ทักษิณ-สมเด็จฯ ฮุน เซน เรื่องแข่งขันความเป็นเพื่อนบ้านไร้พรมแดน


จึงเปรียบเหมือนว่า แข่งพายแข่งได้ แต่ว่าพรรคการเมืองใหม่ ไม่มีประเด็นอะไรแข่งขันเพิ่มคะแนนเสียงของประชาชน กับพรรคเพื่อไทย สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหม่ๆ ที่ทำให้เป็นเพื่อน,พันธมิตร เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่อาจสู้แข่งกับพตท.ดร.ทักษิณ-สมเด็จฯ ฮุน เซน เรื่องแข่งขันความเป็นเพื่อนบ้านไร้พรมแดน

การทำหน้าที่ของสมเด็จฯ ฮุน เซน ในฐานะเพื่อนบ้านไร้พรมแดน คือ การสร้างภาพ “ผู้ลี้ภัย”ให้พตท.ดร.ทักษิณ เป็นบวกกับสื่อมวลชน ไม่ใช่ลบต่อนานาประเทศ ซึ่งคำพูดของสมเด็จฯฮุน เซน ในเวทีอาเซียนเป็นการสะท้อนภาพได้อย่างดี

โดยฐานะของประเทศเพื่อนบ้านของสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีพรมแดนของประเทศใกล้ชิดติดกับไทย ก็สร้างบ้านให้พตท.ดร.ทักษิณ ในฐานะเพื่อน อันเป็นผลงานสถาปัตยกรรมสำหรับที่อยู่พักอาศัยพักผ่อน ท่ามกลางสถานการณ์ของความขัดแย้งเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ที่มีปัญหาเรื่องพรมแดนไทยกับกัมพูชา

และอย่าลืมว่า ความเป็นเพื่อน คือ จุดเริ่มต้นของสันติภาพ ไม่ใช่ความเป็นศัตรู นำไปสู่สงคราม

สมเด็จฯฮุน เซน กับข่าวสารสื่อด้านบวกให้พตท.ดร.ทักษิณ เป็นเพื่อน

การเคลื่อนไหวของ พล.อ.ชวลิต ด้วยการเดินทางไปพบผู้นำกัมพูชา แม้จะมี "คำตอบ" 3 ข้อ หลังการเดินทางกลับ แต่เป็น "คำตอบ" ที่ซ่อนคมเขี้ยวที่ฝ่ายตรงข้ามรู้เท่าทัน โดยเหตุเพราะ พล.อ.ชวลิตเปิดหน้าแล้วว่าจะยืนอยู่ข้างพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะฉะนั้น "คำตอบ" ใน 2 ข้อแรก คือ หนึ่ง ปัญหาข้อขัดแย้งบริเวณตามแนวชายแดนไทยกัมพูชากรณีปราสาทพระวิหาร ซึ่งทางการกัมพูชาต้องการให้ลดการเผชิญหน้า และสอง สิทธิในการค้นหาขุดค้นบ่อน้ำมัน หรือก๊าซในทะเล ยังคงเป็นข้อตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงมีคำสร้อยต่อท้ายว่า "รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ ยังคงเพิกเฉย ไม่ดำเนินการใดๆ.."

หากแต่การเคลื่อนของ พล.อ.ชวลิต คงไม่ใช่อยู่ที่ 2 คำตอบแรก แต่น่าจะอยู่ที่คำตอบที่สาม คือชะตากรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องเป็นคนไม่มีแผ่นดินอยู่มากกว่า ก็คือ "ภริยาของสมเด็จฯฮุน เซน เล่าให้ฟังถึงกับร้องไห้ เขามีความจำเป็นที่จะต้องประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่า ตัวเขาเองกับ พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นเพื่อนกันตลอดกาล กัมพูชาพร้อมให้ พ.ต.ท.ทักษิณมาพำนักอาศัย วันนี้เขาได้จัดบ้านพักอย่างดี สวยงามด้วย ไว้พร้อมต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างมีเกียรติในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง"(1)

กรณี “ฮุน เซน”นายกฯ กัมพูชา มาไทยเพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน แต่กลับมาให้สัมภาษณ์ โดยคำพูดที่ออกมาจากปากสมเด็จฯ ฮุน เซน นอกจากจะแสดงความเห็นใจ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างออกนอกหน้าแล้ว ยังส่อก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรมของไทยด้วย “ในฐานะเพื่อน ผมรู้สึกว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง ประสบเคราะห์กรรม แต่ผมกับทักษิณยังเป็นเพื่อนกัน ในฐานะที่ทำประโยชน์ให้ประเทศมานาน แต่ทำไมวันนี้ถึงไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ผมมีความรู้สึกเจ็บปวดในเรื่องนี้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนไทย...ภรรยาผมถึงกับร้องไห้ และมีความเห็นที่จะสร้างบ้านให้ พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาอยู่ในกรุงพนมเปญ ในฐานะเพื่อนอย่างมีเกียรติ”

สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังอ้างด้วยว่า คำพูดและท่าทีของตนที่มีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย พร้อมยกย่องเชิดชู พ.ต.ท.ทักษิณให้เทียบเท่ากับอองซาน ซูจี ของพม่า “นี่ไม่ใช่การแทรกแซงกิจการภายในของไทย แต่เป็นสิทธิและอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา...สิ่งที่ผมทำคือการให้การสนับสนุน ทางด้านจิตใจของผมต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ คนไทยเสื้อแดงนับล้านสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วทำไมผมในฐานะมิตรจากแดนไกลจะไม่สามารถสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณได้ ถ้าไม่มีการปฏิวัติเมื่อปี 2549 เรื่องแบบนี้ก็ไม่เกิดขึ้น คนพูดถึงซูจี ในพม่า แล้วทำไมฮุน เซน จึงจะพูดถึงทักษิณไม่ได้ อย่ามาตำหนิผม”(2)

จากข่าวสารที่ปรากฏให้เห็นดังกล่าว เมื่อเพื่อนบ้านไร้พรมแดนอย่างสมเด็จฯฮุน เซน ที่ยังเห็นผู้ลี้ภัยเป็นด้าน “บวก” เหมือนกัน และพยายามที่จะให้คนไทย และกัมพูชา ได้เห็นทุกแง่มุมของของ "ผู้ลี้ภัย" ให้เป็นในเชิง “บวก” และวิธีที่จะทำให้คนไทย และคนกัมพูชา เข้าใจตรงกันก็คือ “การทำสื่อ” เท่านั้นยังไม่พอ มันยังเป็นการพูดของสมเด็จฯฮุน เซน โดยทำการยกระดับเรื่องให้พตท.ดร.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของกัมพูชา ซึ่งมันทำให้ภาพบวกของพตท.ทักษิณ ต่อมาก็คือ การสร้างบ้านให้อยู่ที่กัมพูชา สะท้อนว่าสมเด็จฯฮุน เซน ทำการยกระดับประเทศเพื่อนบ้าน เท่ากับเป็นเพื่อนบ้านของพตท.ดร.ทักษิณ นั่นเอง


จากเพื่อนบ้านไร้พรมแดน ทำให้ผู้นำประเทศ เป็นเพื่อนบ้าน

เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. วันที่ (22 ต.ค.2552) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์กรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ระบุสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สร้างบ้านไว้ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม ว่า คงไม่มีอะไร และไม่ใช่เรื่องที่ต้องแปลกใจอะไร เป็นเรื่องปกติ ตอนที่ตนไปเจอสมเด็จฮุนเซน ท่านก็พูดคุยกับตนอย่างนี้

“ท่านบอกผมมาเองว่า ไม่ต้องกังวลใจเรื่องกรณีคุณทักษิณ ท่านแยกแยะได้ว่าเรื่องความเป็นเพื่อนก็เป็นเพื่อนกันอยู่ ท่านบอกว่าคนเป็นเพื่อนก็คบกันเป็นเพื่อน และท่านยืนยันกับผมมาเหมือนกันว่า คุณทักษิณเป็นเพื่อนท่าน แต่เรื่องภาระหน้าที่ของบ้านเมืองในการเป็นหัวหน้ารัฐบาล ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องแยกกัน ตอนนั้นท่านพูดกับผมอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น” นายสุเทพ กล่าวไว้(3)

แหล่งข่าวในกัมพูชาเผยสื่อตีข่าว"ทักษิณ"จะมาร่วมงานแข่งเรือ-ลอยกระทง ที่พนมเปญ ในวันที่ 2พ.ย.2552 และทางด้าน"สุเทพ"ระบุถ้ารู้เข้าไปกัมพูชาและอยู่ถาวรจะทำเรื่องขอตัวกลับประเทศไทยทันที โดย แหล่งข่าวใกล้ชิดทหารกลุ่มเขมรแดง เปิดเผยกับ"กรุงเทพธุรกิจออนไลน์" ว่าในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาสื่อมวลชนหลายแขนง โดยเฉพาะโทรทัศน์และวิทยุของกัมพูชาได้เสนอข่าวอย่างคึกโครมว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย จะบินมาร่วมงานแข่งเรือประจำปีและงานลอยกระทงที่กรุงพนมเปญ และประชาชนกัมพูชาต่างตื่นเต้นฮือฮากับข่าวนี้มาก

เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะอยู่นานแค่ไหนและจะเข้าพักอาศัยบ้านที่นายกรัฐมนตรีฮุนเซนได้สร้างไว้รองรับหรือไม่ แหล่งข่าวกล่าวว่า เรื่องพักบ้านดังกล่าวหรือไม่รู้แน่นอน แต่คงมาอยู่ช่วงสั้นๆ เป็นการตอบแทนที่นายกฯฮุนเซนได้ประกาศแสดงน้ำใจ..(4)

ดังนั้น ข่าวสาร สะท้อนสถานะของประเทศเพื่อนบ้านของสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน กับการสร้างบ้านให้เพื่อน อันเป็นผลงานสถาปัตยกรรมสำหรับที่พักอาศัยพักผ่อน มันทำให้พตท.ดร.ทักษิณ เป็นเพื่อนบ้าน ในฐานะความสัมพันธ์ส่วนตัว มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ส่วนร่วมทำประวัติศาสตร์ของการจัดเวทีอาเซียน โดยประเด็นต่อมา คนนอกในเวทีอาเซียนของพรรคการเมืองใหม่ ทียังไม่มีส่วนร่วมเป็นรัฐบาล แต่ว่าก็ทำการปิดความสัมพันธ์ของไทยกับกัมพูชา โดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (อังกฤษ: People's Alliance for Democracy, PAD) หรือเรียกว่า กลุ่มพันธมิตรกู้ชาติ หรือ เสื้อเหลือง เกี่ยวพันสื่อผู้จัดการ แล้วมาเป็นกลุ่มทางการเมือง คือ พรรคการเมืองใหม่ ก็ไม่มีอะไรใหม่จริงในเวทีอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ภาพการยกระดับของพรรคการเมืองใหม่ ก็ไม่ก้าวข้ามพ้นว่า ภาพพรรคการเมืองใหม่เป็นชาตินิยม ในสถานการณ์ทางการเมือง “ประเด็นปราสาทเขาพระวิหาร” อันเป็นอุดมการณ์ของกระแสชาตินิยม ต่อมาจนถึงในเรื่องพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นอคติต่อพรมแดนไทยกับกัมพูชา ในเวทีอาเซียน สะท้อนออกมาเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองของไทยกับกัมพูชาดังกล่าว ซึ่งหากเทียบกับพตท.ดร.ทักษิณไปงานแข่งเรือและงานลอยกระทง ซึ่งมันเป็นวันพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนกัมพูชา โดยผูกโยงเรื่องวัฒนธรรมประเพณีของกัมพูชาด้วย

จึงเปรียบเหมือนว่า แข่งพายแข่งได้ แต่ว่าพรรคการเมืองใหม่ ไม่มีประเด็นอะไรแข่งขันเพิ่มคะแนนเสียงของประชาชน กับพรรคเพื่อไทย สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหม่ๆ ที่ทำให้เป็นเพื่อน,พันธมิตร เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่อาจสู้แข่งกับพตท.ดร.ทักษิณ-สมเด็จฯ ฮุน เซน เรื่องแข่งขันความเป็นเพื่อนบ้านไร้พรมแดน
********************
เชิงอรรถ
(1)อากัปกิริยา"ฮุน เซน" อากัปกิริยา"บิ๊กจิ๋ว" ส่งผลต่อปฏิกิริยา รบ.มาร์ค
วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11549 มติชนรายวัน

2)รายงานพิเศษ : ฮุน เซน... “มิตรแท้” หรือ “จอมตลบตะแลง”?
ASTV ผู้จัดการออนไลน์

(3)ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2552
สุเทพเผยคุยฮุนเซ็นแล้ว ย้ำแก้ปัญหาประเทศเพื่อนบ้านด้วยสันติวิธีและการเจรจา

(4) สื่อเขมรตีข่าวทักษิณจะมาลอยกระทงพนมเปญ2พ.ย.: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ทำอย่างไรการต่อสู้ของ สรส. จึงจะไม่โดดเดี่ยว

ที่มา Thai E-News


โดย รุ่งโรจน์ วรรณศูทร
30 ตุลาคม 2552

ไม่ละเมิดหลักการผลประโยชน์ร่วมกันของผู้ใช้แรงงานและประชาชนส่วนใหญ่ ประสานตัวเองเข้ากับการเคลื่อนไหวในทิศทางใหญ่ของขบวนประชาธิปไตย รูปธรรมของการนัดหยุดงานนั้น ก็ให้เป็นยุทธวิธีขั้นสุดท้าย และทำอย่างจำกัดวงที่สุด ทำความเข้าใจเพื่อสร้างแนวร่วมให้กว้างไกลที่สุด นั่นเอง - การต่อสู้ของผู้ใช้แรงงานใน สรส. ก็จะไม่โดดเดี่ยว ไม่ถูกแยกสลาย



มิตรสหายทั้งหลาย,

ในเวลานี้ มีมิตรสหายบางส่วนยกอ้าง "การเดินแนวทางมวลชน" ในความขัดแย้งระหว่าง "รัฐหรือฝ่ายบริหารการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)" กับ "สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สรส. รฟท.)"

ก่อนอื่น การอธิบาย "แนวทางมวลชน" นั้น ต้องประกอบไปด้วย "การรักษาผลประโยชน์ประชาชน" เป็นพื้นฐาน

"สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ (สรส.)" มีภาระหน้าที่ 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือภาระหน้าที่ในการเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของแรงงานในรัฐวิสาหกิจนั้นๆเอง และอีกด้านหนึ่ง "ต้อง" เป็นตัวแทนรักษาผลประโยชน์ของประชาชนผู้เสียภาษีด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภค

"ลัทธิรัฐวิสาหกิจ" มุ่งแต่จะสร้างอำนาจต่อรอง "เฉพาะส่วน" เนื่องจากกิจการรัฐวิสาหกิจโดยทั่วไปมีลักษณะ "ผูกขาด" หรือ "กึ่งผูกขาด" ทำให้โดยธรรมชาติของ "สรส." มีความโน้มเอียงที่มีลักษณะ "อามาตย์-อภิชน" ได้โดยง่าย

และด้วยลักษณะธรรมชาติดังกล่าวนี้เอง นับจากปี 2548 "สรส." ส่วนใหญ่จึงกระโจนเข้า "ร่วมวงไพบูลย์" กับ กลุ่ม "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)" และพรรคการเมืองเครือข่าย "อำมาตย์-อภิชน" (ไม่ใช่แค่ "นอมินี") และในภาวะ "น้ำลดตอผุด" ผ่าน "อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ" และ "นโยบาย 2 มาตรฐาน" ดำเนินการโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งถึง 3 รัฐบาล

ในขณะเดียวกัน มีความจำเป็นที่ "สรส." จะต้องก้าวออกมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ใช้แรงงานภาคเอกชน หรือ "สหภาพแรงงานทั่วไป" เช่นที่เคยเกิดขึ้นก่อนปี 2500 และที่เคลื่อนไหวดุจ "คลื่นสึนามิ" ช่วง "ตุลาคม 2516-2519" ตัวอย่างรูปธรรมใกล้ตัวที่สุด ในกรณีการไม่ได้รับความเป็นธรรมในกรณี "จิตรา คชเดช และกรรมการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์" และ "สหภาพแรงงานโฮย่า" รวมทั้งอีกหลายสิบกรณีหรืออาจจะเป็นหลายร้อยหลังวิกฤตเศรษฐกิจทุกครั้ง

นั่นคือ ตลอดมา หลัง "เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535" บรรดาผู้นำ "สรส." ล้วนมองข้ามผลประโยชน์ของมิตรสหายผู้ใช้แรงงานอื่นๆนอกรัฐวิสาหกิจ ทั้งยังโน้มเอียงไปในทางดูแคลนบทบาทและภาระหน้าที่ของมวลชนผู้ใช้แรงงานภาค อุตสาหกรรมอันไพศาลซึ่งเป็น "คนรากหญ้า" โดยธรรมชาติ

ขณะเดียวกัน "ฝ่ายนำ สรส." อาจเกิดภาวะ "สำคัญตัวผิด" ในอำนาจต่อรองกับกลุ่ม "อำมาตย์-อภิชน" หรือแม้แต่ "ขุนศึกฟาสซิสต์" ซึ่งยิ่งมีโอกาสถลำลึกไปสู่การ "สมคบคิด" กับ "ชนชั้นนำ (elite)" ในสังคม โดยที่ "ฝ่ายนำ สรส." เหล่านั้น กลายเป็น "elite ในหมู่ผู้ใช้แรงงาน" เสียเอง

แน่นอนว่า "สิทธิในการนัดหยุดงาน" เป็นทั้ง "สิทธิ" และ "อาวุธอันทรงพลังที่สุด" ในการต่อสู้ให้พ้นจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ แต่การนัดหยุดงานของกิจการสาธารณูปโภคนั้น ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางไม่เฉพาะแต่ประชาชนผู้บริโภคเท่าั้นั้น หากยังรวมถึงอาจก่อให้เกิดความเสียแก่ผลประโยชน์ของชาติและประชาชาติโดยรวม เช่นการสนับสนุนให้มีการยึดสนามบินนานาชาติ ซึ่งเป็นปฏิบัติการในลักษณะผู้ก่อการร้ายสากลและย่อมเป็นศัตรูกับอารยธรรม สมัยใหม่ โดยการนำของ พธม. ช่วงหลังกลางปี 2551

และผลสะเทือนจากเหตุการณ์คราวนั้น ยังตกเป็นภาระ "บาป" ของประเทศชาติและประชาชน อย่างหาผู้ออกมารับผิดชอบหรือดำเนินการแก้ไขจัดการให้ถูกต้องตามครรลองที่ ยึดถือเป็นสากล ในสังคมอารยะยุคหลังโลกาภิวัตน์แต่อย่างใด

จุดยืนและท่าทีในการเคลื่อนไหวต่อสู้กับ "ความไม่ถูกต้อง" หรือแม้แต่ "ความไม่ชอบมาพากล" ในการบริหารจัดการ "รัฐวิสาหกิจ" ซึ่งเป็นสมบัติของชาติและประชาชนนั้น ย่อมเป็นสิทธิโดยชอบ และมีความชอบธรรมอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

แต่ การไม่กำหนดทิศทางและลำดับขั้นตอนในการเคลื่อนไหว-ตอบโต้ความไม่เป็นธรรม ทั้งหลายเหล่านั้น จากมาตรการขั้นเบาไปหาหนัก พร้อมไปกับการทำความเข้าใจกับประชาชนผู้บริโภค ตลอดจนกลุ่มและองค์กรที่มีบทบาทต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ที่รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรม

ทั้งนี้โดยไม่ละเมิดหลักการผล ประโยชน์ร่วมกันของผู้ใช้แรงงานและประชาชนส่วนใหญ่ ประสานตัวเองเข้ากับการเคลื่อนไหวในทิศทางใหญ่ของขบวนประชาธิปไตย รูปธรรมของการนัดหยุดงานนั้น สำหรับกิจการสาธารณูปโภคคือ ให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด หรือหากมีความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ให้เป็นยุทธวิธีขั้นสุดท้าย และทำอย่างจำกัดวงที่สุด ทำความเข้าใจเพื่อสร้างแนวร่วมให้กว้างไกลที่สุด

หากทำได้อย่างนั้น แล้ว เป็นไปได้ว่าประชาชนผู้บริโภคในวงการต่างๆ จะเป็นหรือไม่เป็นรากหญ้าก็ตาม จะเป็นหรือไม่เป็นพลังการผลิตในภาคแรงงานก็ตาม จะหันมาสนับสนุนและเข้าร่วมการต่อสู้กับ "สรส." หรือเฉพาะหน้า "สรส. รฟท." ในระดับใดระดับหนึ่งอย่างแน่นอน

นั่นเอง - การต่อสู้ของผู้ใช้แรงงานใน สรส. ก็จะไม่โดดเดี่ยว ไม่ถูกแยกสลาย และทำลายทีละหน่วยอย่างที่เป็นอยู่ต่อหน้าต่อตาในเวลานี้

หา ไม่แล้ว ผู้ใช้แรงงานทั้งหลายที่เป็นสมาชิก สรส. นั้น จะก้าวออกมายืนในท่ามกลางวิกฤตขององค์กร และ/หรือวิกฤตของชาติ แล้วดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ สรส. ที่ตนเองสังกัดอยู่ หวนกลับมาก้าวเดินและนำพามวลชนในวิสาหกิจนั้น ก้าวเดินไปบนหนทางที่ถูกต้อง - เพื่อไปสู่ชัยชนะในที่สุด

โค่นอำมาตย์ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ สร้างรัฐธรรมนูญประชาชน
ประชาธิปไตยจงเจริญ ประชาชนจงเจริญ
ด้วยภราดรภาพ

************
ข่าวและบทความเกี่ยวข้อง:
-ทำไมคนเสื้อแดงควรเข้าข้างสหภาพแรงงานรถไฟ

-เสื้อแดงเสียงแตก หนุนVSต้านรถไฟหยุดงาน

ชิงมวลชน

ที่มา มติชน

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12

โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร



มีรายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม

ที่ใช้ คำว่า "รายงานข่าว" แสดงให้เห็น 2 นัย

นัยหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ทีมงานโฆษกรัฐบาลจึงไม่หยิบมาแถลง

หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่เปิดเผย แต่ผู้สื่อข่าวได้เบาะแสมาจากแหล่งข่าว จึงหยิบมานำเสนอ

จึงอาจประเมินยากสักหน่อยว่า เรื่องนี้ คณะรัฐมนตรี ให้น้ำหนักเพียงใด

รายงานข่าวดังกล่าว ระบุว่า ครม.รับทราบผลการดำเนินโครงการ "สู้วิกฤตด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ห้วงที่ 2 (เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม) ตามที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เสนอ

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ 4 ประการ คือ

1.ช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

2.สร้างภูมิคุ้มกันให้ปลอดภัยจากความมั่นคง

3.ปกป้องและเทิดทูนสถาบันมิให้ล่วงละเมิดพระบรมราชานุภาพ

และ 4.เสริมสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ

โดยห้วงที่ 2 กอ.รมน.รายงานว่าได้จัดส่งวิทยากรของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) และ กอ.รมน.ภาค 1-4 ไปให้ความรู้และความช่วยเหลือแก่ประชาชนใน 43,282 หมู่บ้าน

แบ่งเป็น กอ.รมน.ภาค 1 จำนวน 10,484 หมู่บ้าน

กอ.รมน.ภาค 2 จำนวน 18,533 หมู่บ้าน

กอ.รมน.ภาค 3 จำนวน 9,268 หมู่บ้าน

และ กอ.รมน.ภาค 4 จำนวน 4,982 หมู่บ้าน

รายงานข่าวแจ้งว่าเมื่อสรุปภาพรวมในการดำเนินโครงการ "สู้วิกฤตด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ห้วง 1 และ 2 ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ปรากฏว่าชุดวิทยากรจำนวน 2,974 คน ได้เข้าไปปฏิบัติงานในหมู่บ้าน/ชุมชน รวม 76,697 ครั้งแล้ว

ภายใต้งบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลประมาณ 963 ล้านบาท

จากรายงานของ กอ.รมน.นี้ แสดงว่า ในแต่ละวัน จะมีทีมของ ศปก.ทบ. ออกไป "ปฏิบัติการ" หลายแห่ง และถี่ยิบ

ขณะเดียวกันก็ใช้งบประมาณมหาศาลเกือบพันล้าน

จึงชวนให้เกิดคำถามว่า "ปฏิบัติการถี่ยิบและแพงระยับ" ที่มีการรายงานต่อคณะรัฐมนตรี มีมรรคผลตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ 4 ประการ ทั้งด้านคุณภาพชีวิตชาวบ้าน ด้านความมั่นคงปลอดภัย ด้านการป้องกันการละเมิดพระบรมราชานุภาพ และด้านการสร้างความสมานฉันท์ อย่างไร

พูดตามหลักการ ถ้าทุ่มเทขนาดนี้ ก็น่าจะมีผล "บวก" ไม่น้อย

แต่ ที่ผ่านมา วัตถุประสงค์ ทั้ง 4 ประการที่ไปทำนั้น ก็ยังเป็น ปัญหาที่รุนแรง และ รุนแรงขึ้นเป็นตามลำดับ

ไม่ได้มีสัญญาณที่บ่งบอกว่าจะมีอะไรดีขึ้น

แล้วการเข้าไปชุมชน/หมู่บ้าน 76,697 ครั้ง ใช้เงินไป 963 ล้าน มีความหมายอย่างไร

ที่ ทีมงานโฆษกรัฐบาลไม่แถลงเรื่องนี้ เพราะ ครม.รับทราบไปแกนๆ หรือ รับทราบไปงั้นๆ

หรือ ปิดลับเอาไว้ เพื่อเป็นทีเด็ด ไว้ตลบหลัง กลุ่มมวลชนเสื้อแดง และสมาชิกพรรคเพื่อไทย

ซึ่งอันหลังนี้ โดยส่วนตัวไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่

เพราะเห็น และได้รับทราบมาตลอดว่า มวลชนเสื้อแดงเพิ่มขึ้นทุกวัน ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยก็ตีปี๊บประโคมข่าวว่าทำโพลแล้ว พวกเขาชนะแน่ๆ

แสดงว่า "งานมวลชน" ของฝ่ายรัฐบาล ฝ่อ

จำนวนปฏิบัติการอันถี่ยิบ และ จำนวนเงินที่ใช้ ไม่ได้ส่งผลในทางบวกต่อฝ่ายรัฐบาลเลย

นี่คือสิ่งที่น่าห่วงใยแทนรัฐบาล ว่ายังคลำไม่ถูกเป้า

โครงการเอิกเกริก อย่างร้องเพลงชาติทั่วประเทศ หรือล่าสุดคือการตั้งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ดูดี หรูหรา

แต่เอาเข้าจริง กลับมี มรรคผล น้อยยิ่ง

คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานและแวดล้อมด้วยข้าราชการประจำอีกหลายสิบ ยังไม่ได้นัดเวลาประชุมครั้งแรกเลย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็งัดมุขใหม่ ให้ฝ่ายรัฐบาลตามไล่อีกแล้ว

โดยหลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้ ทวิตเตอร์ มาระยะหนึ่ง ปรากฏว่าสามารถสื่อสารกับชาวบ้านและยึดพื้นที่ข่าวได้ในระดับที่น่าพอใจ

แต่ทวิตเตอร์ ก็มีข้อจำกัด คือสื่อสารได้เฉพาะกับพวกที่เล่นอินเตอร์เน็ต ยังไม่กระจายไปถึงมวลชนระดับล่าง

พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้ต่อยอดเข้าไปสู่เรื่อง เอสเอ็มเอส ที่สามารถส่ง "ข่าวสารของ พ.ต.ท.ทักษิณ" เข้าไปยังมือถือได้โดยตรง และเปิดให้ชาวบ้านสมัครเป็นสมาชิกฟรีๆ ซึ่งมีการโฆษณาชวนเชื่อจากฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณว่า แค่เริ่มต้นก็มีสมาชิกหลายหมื่นคนแล้ว

แสดงว่าอะไร

แสดงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และเครือข่าย จะสามารถกดปุ่มครั้งเดียว ข่าวสารที่ต้องการสื่อสาร ก็จะกระจายไปถึงคนเป็นหมื่นๆ หรือแสนๆ คนในอนาคตทันที

การเหน็ดเหนื่อยลงพื้นที่ของ กอ.รมน. 7 หมื่นครั้ง ใช้เงิน 900 ล้าน เป็นเรื่องเด็กๆ ไปเลย

นี่คือสิ่งที่ฝ่ายตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องจับให้ได้ไล่ให้ทัน

ไม่เช่นนั้น "มวลชน" ที่หวังจะช่วงชิงนั้น หายไปกับกระแส "แดง" ยิ่งขึ้นๆ ทุกที

วิถี การทูต "นอกแบบ" วิถี แห่ง ชวลิต ยงใจยุทธ วิถี แห่ง "ศปก.315"

ที่มา มติชน



ทั้งๆ ที่การเคลื่อนไหวผ่าน ศปก.315 ของ พ.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กับน้องๆ น่าจะยุติลงได้เมื่อสามารถผลักดัน คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ ให้นายกรัฐมนตรีลงนาม

ลงนาม เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2523

แต่เอาเข้าจริงๆ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ไม่ว่าจะเมื่อเป็น นายกรัฐมนตรี (พฤศจิกายน 2539) ไม่ว่าเมื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิก พรรคเพื่อไทย (ตุลาคม 2552)

ก็ยังต้องเดินทางไกล

เป็นการเดินทางไกลที่แม้กระทั่ง นายกรัฐมนตรี ซึ่งลงนามในคำสั่งที่ 66/2523 ก็ออกมาประกาศบทสรุปอันเฉียบคมว่าด้วย "ทรยศชาติ"

เมื่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตัดสินใจเป็นส่วนหนึ่งกับพรรคเพื่อไทย

เป็นการเดินทางทันทีที่กลับจากเข้าเยี่ยมคารวะ สมเด็จฯฮุน เซน ณ กรุงพนมเปญ ก็นำไปสู่ข้ดขัดแย้งทางการเมืองอย่างมากด้วยสีสันจากบรรดานักพูดแห่งพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มคนซึ่งยืนตรงข้ามกับพรรคเพื่อไทย

เป็นบทสรุปว่าด้วย "ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน" เป็นบทสรุปที่บางคนสวมวิญญาณโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ตั้งคำถาม

"รู้แล้วว่าพระยาละแวกกลับชาติมาเกิดเป็นใคร"

ต้องยอมรับว่า บทเรียนและความจัดเจนของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในห้วงที่เคลื่อนไหวผ่าน ศปก.315 คือ การสะสมปริมาณซึ่งต่อมาได้ยกระดับเป็นคุณภาพแห่งหลักการ

การเมือง นำ การทหาร

แน่นอน ความจัดเจนนี้ปัจจัยหนึ่งมาจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับอดีตกรรมการกลาง พคท.ระดับ นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร และ นายผิน บัวอ่อน

ปัจจัยหนึ่ง มาจากการลงมือปฏิบัติที่เป็นจริงทางการเมือง การทหาร

วาทกรรมสำคัญอันเป็นเงาสะท้อนทางความคิดก็คือ การเสนอให้ การต่อสู้ เข้ามาแทนที่การปราบปราม ต่อปัญหาคอมมิวนิสต์

นั่นก็คือ แทนที่จะปราบปรามคอมมิวนิสต์ก็เป็น การต่อสู้กับคอมมิวนิสต์

การปราบปรามเป็นเรื่องของการใช้กำลังเป็นเรื่องการทหาร ขณะที่การต่อสู้เป็นเรื่องของความคิด เป็นเรื่องของการเมือง

หากไม่ยึดกุมการต่อสู้ทางความคิดให้มั่นแน่ว การปราบปรามก็จะสะเปะสะปะไร้ทิศทาง

เนื้อแท้ของคำสั่งที่ 66/2523 ก็คือ การเมืองนำการทหาร ก็คือ อาศัยการต่อสู้เพื่อเอาชนะทางความคิดสำคัญกว่าการปราบปรามด้วยกำลังและความรุนแรง

กระนั้น ชัยชนะเมื่อปี 2523 ก็มิได้เป็นชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ

ที่ว่ามิได้เป็นชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ แม้ขบวนของ พคท.จะแตกสลายภายหลังสมัชชา 4 กระทั่งมิอาจดำรงอยู่ทางการจัดตั้ง

กระนั้น "ภายใน" กลุ่ม "ผู้ชนะ" ก็ใช่ว่าจะเป็นเอกภาพในทางความคิด

รูปธรรมเด่นชัดอย่างมากก็คือ วาทกรรมว่าด้วย "ทรยศชาติ" สะท้อนถึงความเข้าใจต่อแก่นแท้ คำสั่งที่ 66/2523 โดยเฉพาะที่ปรากฏผ่านรูปธรรม คำสั่งที่ 65/2525

เพราะหากยึดกุมคำสั่งที่ 66/2523 ก็คงไม่พูดออกมาอย่างนี้

รูปธรรมเด่นชัดอย่างมากก็คือ วาทกรรมว่าด้วย "ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน" และชี้นิ้วประณามเสมือนเป็น "พระยาละแวก" กลับชาติมาเกิดคงไม่ปรากฏ

หากแนวทางแห่งคำสั่งที่ 66/2523 ยังมีความหมายอยู่ในทางเป็นจริง

แท้จริงแล้ว ปฏิบัติการครั้งใหม่ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็เช่นกับเมื่อยังดำรงยศเป็น พ.อ. และทำงานผ่านโครงสร้าง ศปก.315 อันเป็นการสะสมความจัดเจนเพื่อกาลข้างหน้า

อย่างหนึ่ง คือ การนำไปสู่การตกผลึกและสรุปเป็นคำสั่งที่ 66/2523

อย่างหนึ่ง คือ การนำไปสู่ความสามารถในการสถาปนาแนวร่วมเขมร 3 ฝ่าย เพื่อยุติสงครามกลางเมืองอันเป็นจุดแปรเปลี่ยนอย่างสำคัญทั้งในกัมพูชาและประเทศไทย

เพียงแต่การเคลื่อนไหวครั้งใหม่ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผ่านพรรคเพื่อไทย อันเป็นองค์กรทางการเมือง มิได้ผ่าน ศปก.ทบ. และมิได้ผ่านกระบวนการทางการทูตใต้ดินที่มีกองทัพบกเป็นองค์ประกอบหลัก

การเคลื่อนไหวนี้จึงมากด้วยความสลับซับซ้อนและมากด้วยตัวแปร

หากไม่ศึกษา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อย่างเป็นกระบวนการและด้วยความเข้าใจในอดีต

ก็ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะทำความเข้าใจในกาละอันรวดเร็ว และก็ยากที่จะยอมรับในความโลดโผนของท่วงทำนองการเคลื่อนไหว

น่ายินดีที่การเดินทางครั้งใหม่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็ตระเตรียมตัวเองมาได้ค่อนข้างรัดกุม

ชทพ.เชื่อ"แม้ว"ไม่สนใจถูกถอดยศ ชี้ถ้ารบ.ตั้งใจทำ นับว่าเสี่ยงมาก "สุเทพ" เมินคำขู่แผ่นดินลุกเป็นไฟ

ที่มา มติชน

"มาร์ค"ปัดการเมืองบีบ"กฤษฎีกา"ถอดยศ"แม้ว" ไม่ใช่นโยบายรัฐบาล "สุเทพ"เมินพท.ขู่แผ่นดินลุกเป็นไฟ สั่งจับตาดำเนินคดี บอกเสื้อแดงตั้งใจล้มรัฐบาลอยู่แล้ว เสื้อแดงซัดสมัย"ชวน"คืนยศ"ถนอม"ทั้งที่เป็นอดีตผู้นำทรราช


ชทพ.ชี้ถ้ารบ.ตั้งใจทำ ถือว่าแรง-เสี่ยงมาก

ที่พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกชทพ. แถลงเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ถึงกรณีจะมีการถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า หากเป็นการถอดยศตามขั้นตอนปกติ ถือว่ารัฐบาลโชคไม่ดี ซวยหรือเคราะห์ร้าย เพราะเรื่องดังกล่าว เป็นประเด็นร้อนและแรง แต่หากเข้าข่ายกรณีที่มีการชงขึ้นมาจากฝ่ายใดก็แล้วแต่ โดยเป็นเรื่องตั้งใจ ซึ่งไม่ใช่การเสนอขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ จะถือเป็นเรื่องที่แรงและเสี่ยงมาก อาจเป็นเงื่อนไขที่สามารถนำไปสู่ความรุนแรงและปลุกให้ประชาชนอีกส่วนที่นิยม พ.ต.ท.ทักษิณ เกิดรู้สึกด้านลบต่อความไม่ยุติธรรมได้


"ไม่ว่าจะถอดยศหรือเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หากให้เดาวันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รู้สึกอะไรกับการถอดยศ แต่จะกลับกลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้สถานการณ์ร้อนและเสี่ยงต่อรัฐบาลและประเทศไทย ดังนั้น ขอเรียกร้องให้ฝ่ายการเมือง ไปถึงทีมทนายความของพ.ต.ท.ทักษิณ กรุณาต่อสู้ในเชิงกฎหมาย อย่านำเอามาเป็นการเมืองเพื่อกดดัน เพราะเรื่องนี้อาจสุ่มเสี่ยงที่จะนำประเทศไปสู่ความรุนแรงมากขึ้นอีกครั้ง และขอให้รัฐบาลใช้กระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งอย่าพยายามใช้คำพูดยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องขอกันตรงๆ ด้วย ซึ่ง ชทพ.กำลังดูด้วยความเป็นห่วงและกังวลใจ" นายวัชระ กล่าว

"มาร์ค"ยันถอดยศไม่ใช่นโยบาย รบ.


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนยันการดำเนินการถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบ ไม่ใช่เรื่องนโยบายของรัฐบาล โดยให้สัมภาษณ์ เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 ตุลาคม ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ถนนวิทยุ ว่า การดำเนินการถอดยศกับพ.ต.ท.ทักษิณเป็นขั้นตอนตามปกติเวลาคนที่รับราชการมียศได้รับเครื่องราชฯ เวลาถูกศาลลงโทษตัดสินทุกคนจะมีกระบวนการนี้เกิดขึ้น บังเอิญว่าก่อนหน้านี้มีข้อสงสัย เพราะว่ามีเรื่องของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ถามไปทางคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังนั้น เมื่อทางกฤษฎีกาตอบมาก็จะดำเนินการตามปกติ


ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ฝ่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณแย้งว่า เป็นพระราชอำนาจ รัฐบาลไม่มีสิทธิก้าวก่าย นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ปฏิบัติกับคนทั่วไปอย่างไรก็ปฏิบัติอย่างนั้น ไม่มีการทำอะไรเป็นกรณีพิเศษ เมื่อถามว่ากรณีของนายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ถูกเรียกคืนเครื่องราชฯด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เข้าใจว่าทุกคนที่เข้าข่ายเหมือนกันหมด เมื่อถามว่าที่ผ่านมามีนักการเมืองเข้าข่ายในลักษณะนี้บ้างหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จะไปตรวจสอบยังไม่ได้มีข้อยุติ


ปัดการเมืองบีบ "กก.กฤษฎีกา"


ส่วนเกรงหรือไม่ว่าจะกลายเป็นประเด็นการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงมีน้ำหนักมากขึ้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้ามีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนต้องทำ แต่ถ้าไม่ถูกต้องก็ไม่ทำ เมื่อถามว่าจะกลายเป็นว่าขณะนี้มีแรงกดดัน เพื่อไม่ให้มีการทำตามกฎหมายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ก็จะมีแรงกดดันจากทุกฝ่าย คือถ้าเอาเรื่องความชอบไม่ชอบเป็นตัวตั้งก็ไม่จบ ถ้าเอาเรื่องกฎระเบียบเป็นตัวตั้งสังคมก็จะหาคำตอบได้ หลักของเรื่องดังกล่าวมีเพียงว่าปฏิบัติกับทุกคนอย่างไร ก็ปฏิบัติกับรายนี้เช่นนั้นเท่านั้นเอง"


เมื่อถามว่า นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่าการเมืองบีบคณะกรรมการกฤษฎีกา นายอภิสิทธิ์ย้อนถามว่า "ใครครับ"


ผู้สื่อข่าวตอบว่า เป็นคำพูดของนายนพดล นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ไม่มี การเมืองที่ไหนครับ ผมยังไม่ทราบเลยด้วยซ้ำว่าเรื่องอยู่ที่กฤษฎีกา จนกระทั่งเรื่องกลับเข้ามานี่แหละครับ"


เมื่อถามว่า นายกฯชี้แจงได้หรือไม่ว่าเหตุใดกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณจึงเป็นกรณีแรก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ ทางเจ้าหน้าที่ต้องทำเรื่องขึ้นมาและจะตรวจสอบไป ขณะนี้เรื่องอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ


ยันทำกฎ ไม่มีเลือกปฏิบัติ


เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่า กลั่นแกล้ง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "คุณทักษิณก็บอกทุกเรื่องเป็นการกลั่นแกล้งหมดนั่นแหละ เวลาถูกศาลตัดสินก็บอกว่ากลั่นแกล้ง แต่เวลาที่ตัวเองชนะคดีก็ไม่บอกว่ากระบวนการยุติธรรมมีปัญหา"


"ผมยืนอยู่อย่างเดียวคือ ผมทำตามกติกา ตามกฎ ไม่มีการเลือกปฏิบัติเท่านั้นเอง รัฐบาลขอยืนยันว่าบ้านเมืองจะอยู่ได้ สังคมจะมีความแตกต่าง ขัดแย้งกันปกติธรรมดาเหมือนกับทุกสังคม แต่ทุกคนก็ต้องเคารพกฎกติกา" นายอภิสิทธิ์กล่าว


"สุเทพ"เมินขู่แผ่นดินลุกเป็นไฟ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ระบุว่า แผ่นดินจะลุกเป็นไฟหากถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชฯ พ.ต.ท.ทักษิณว่า ขอให้เลิกขู่กันเสียที เพราะเป็นคนไทยด้วยกัน อีกทั้งทุกอย่างต้องว่ากันไปตามกฎเกณฑ์กติกา ไม่ได้เลือกปฏิบัติแน่นอน การจะถอดยศใครได้นั้นมีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจน ถ้าใครไปสั่งให้ดำเนินการโดยผิดกฎหมายก็จะถูกดำเนินคดีและติดคุกเสียเอง ไม่มีจะไปกลั่นแกล้ง เพราะความจริงไม่ได้ให้ความสำคัญด้วยซ้ำไป แต่เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติก็จะถูกข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และเสียหายอีก


"ส่วนเสื้อแดงไม่ว่าจะมีกรณีถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ก็ต้องชุมชน และก็ประกาศมาตั้งแต่ต้นว่ามีเป้าหมายเพื่อล้มล้างรัฐบาล ชัดเจนอยู่แล้ว การที่รัฐบาลจะอยู่หรือไปนั้นก็ต้องเป็นไปตามแนวทางประชาธิปไตย และพี่น้องประชาชนคนไทยไม่สบายใจหากมีกลุ่มคนพยายามจะเป็นอันธพาลทางการเมือง ก่อกวนสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายไม่รู้จักจบจักสิ้น นี่พี่น้องประชาชนเพิ่งถอนหายใจที่จัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเรียบร้อย นึกว่าจะมีเวลาแก้ปัญหาบ้านเมืองต่อไป ต้องมารับมือกับคนไทยที่สร้างความปั่นป่วนอีก ก็หนักใจเป็นธรรมดา แต่เรื่องนี้ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยก็คงไม่รอด" นายสุเทพกล่าว


ยันแม้วเข้ากัมพูขาทำเรื่องขอตัว


เมื่อถามว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) ระบุว่า จะถอดยศนั้นจะต้องเป็นตำรวจที่อยู่ในราชการที่ทำความผิดจนถึงขั้นถูกไล่ออก นายสุเทพกล่าวว่า ร.ต.อ.เฉลิมพูดจาผิดบ่อย แต่จะไม่ตอบโต้อะไร เมื่อถามว่า ทีมทนาย พ.ต.ท.ทักษิณออกแถลงการณ์ระบุว่า การถอดยศเป็นเรื่องพระราชอำนาจ นายสุเทพกล่าวว่า "ทนายความคนไหน ทนายคนที่ถูกศาลตัดสินว่าทำเงินหล่นบนศาลหรือ เชื่อไม่ได้หรอกแบบนั้น เพราะต้องรู้ว่าคนพูดเป็นใคร ประวัติมาอย่างไร"

"แดง"ซัดสมัย"ชวน"คืนยศทรราช


ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)-แดงทั้งแผ่นดิน เวลา 13.00 น. ที่ชั้น 6 ห้างอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษก นปช.แถลงว่า กรณีที่รัฐบาลจะถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ขอตั้งข้อสังเกตถึงการดำเนินการเรื่องนี้ว่ารัฐบาลทำโดยถูกต้องและยุติธรรม หรือบริสุทธิ์ใจมากน้อยแค่ไหน เพราะรัฐบาลกำลังเปิดเกมรุกหนักหลังจากตกเป็นฝ่ายรับมาตลอดในช่วงการจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ผ่านมาใช่หรือไม่


"การถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ขอตั้งสังเกตว่าพรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนต่อประชาธิปไตยอย่างไร เพราะสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯได้จัดคืนยศให้แก่จอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกฯ พร้อมคืนสิทธิราชการให้จอมพลถนอมด้วย ทั้งที่จอมพลถนอมเป็นอดีตผู้นำทรราช เป็นเผด็จการมือเปื้อนเลือด แต่รัฐบาลชวนจะพยายามคืนสิทธิให้แก่จอมพลถนอม ซึ่งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กลับทำสิ่งที่เราเรียกว่ากับทักษิณสั่งปลดแต่คืนยศทรราช ถือเป็นการแสดงของพรรคประชาธิปัตย์ที่ฝักใฝ่เผด็จการต่อต้านประชาธิปไตยใช่หรือไม่" นายณัฐวุฒิกล่าว


เตือน"เพื่อไทย"ระวังดาบสองคม


ทางด้านนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า กรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกามีมติเห็นควรให้ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจากต้องคำพิพากษาจำคุกถึงที่สุด ว่า หากกลุ่มคนเสื้อแดงจะเอาเรื่องนี้เป็นประเด็นเคลื่อนไหวใหญ่กดดันรัฐบาลนั้น ต้องมีคำอธิบายต่อสังคมว่าเป็นเหตุเป็นผลหรือมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ เพราะเป็นขั้นตอนตามกฎหมาย หากกลุ่ม นปช.และเครือข่ายพรรคเพื่อไทยจะใช้เรื่องนี้ไปเคลื่อนไหว อาจจะกลายเป็นดาบสองคมทำลายความชอบธรรม และคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยได้เช่นกัน คล้ายๆ กับกรณีที่ พล.อ.ชวลิตไปพบสมเด็จฯฮุน เซน ทำให้คนรู้สึกว่าพรรคเพื่อไทยกำลังชักศึกเข้าบ้าน ถ้าเป็นแบบนี้หากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาลยิ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวขนาดเป็นเพียงฝ่ายค้าน อยากจะให้พรรคเพื่อไทยคิดดูให้ดีหากจะเอาเรื่องนี้เป็นเกมการเมือง


นายสุริยะใสกล่าวว่า ส่วนที่คาดจะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้รับคะแนนสงสารจากประชาชนนั้น คิดว่าคาดการณ์ผิด เพราะถ้า พ.ต.ท.ทักษิณอยากให้คนไทยสงสารและเห็นใจ ควรเห็นใจสงสารคนไทยและประเทศไทยในขณะนี้ด้วย

บดขยี้"ทักษิณ"

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




พรรคประชาธิปัตย์ เตรียมเชือดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอีกครั้ง

ด้วยการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติถอดยศนายตำรวจสัญญาบัตรทุกชั้นยศ และให้สำนักนายกรัฐมนตรีทำเรื่องริบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งหมด

หลังจากคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความข้อกฎหมายกรณี พ.ต.ท.ทักษิณถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี ในคดีภริยาซื้อที่ดินรัชดาฯว่าเข้าข่ายสามารถดำเนินการตามกระบวนการดังกล่าวได้

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาตีปีกดีใจว่าจะดำเนินการไปพร้อมๆ กันทั้ง 2 ส่วน คือถอดยศและริบคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

สำหรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับพระราช ทาน ประกอบด้วย

พ.ศ. 2517 เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย (บ.ม.)

พ.ศ. 2519 จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย (จ.ม.)

พ.ศ. 2523 จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก (จ.ช.)

พ.ศ. 2528 ตริตาภรณ์มงกุฎไทย (ต.ม.)

พ.ศ. 2537 ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.)

พ.ศ. 2538 มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)

พ.ศ. 2539 มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)

พ.ศ. 2544 ปฐมดิเรกคุณาภรณ์ (ป.ภ.)

พ.ศ. 2545 ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.)

แม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะอ้างว่าไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล แต่เป็นการดำเนินการตามกระบวนการปกติ

แต่ก็ไม่อาจเลี่ยงเรื่องการเมืองไปได้

เพราะก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งตอนพ.ต.ท.ทักษิณถูกศาลพิพากษา นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนแรกที่ออกมาเรียกร้องให้ดำเนินการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งหมด

มีเสียงโต้แย้งจากพรรคเพื่อไทยว่าการถอดยศ จะต้องดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำความผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงระหว่างอยู่ในราชการเท่านั้น

แต่กรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ลาออกจากราชการไปแล้ว

ทีมทนายความของพ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี ไม่มีหน้าที่ที่จะถอดยศหรือริบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของพ.ต.ท.ทักษิณ คงมีหน้าที่เพียงถวายรายงานต่อพระมหากษัตริย์ว่ามีข้อเท็จจริงใดที่เกิดขึ้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น

เพราะการดำเนินการดังกล่าว ต้องเป็นไปตามมาตรา 3 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ต้องยึดตามหลักนิติธรรม และคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และหลักความเสมอภาค และการไม่เลือกปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 30, 31

การออกมาไล่บี้ของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ อาจได้ความสะใจในหมู่ผู้ที่ไม่ชอบพ.ต.ท.ทักษิณ

ขณะเดียวกัน ก็จะมีอีกส่วนหนึ่งรู้สึกว่าพ.ต.ท.ทักษิณถูกตามบดขยี้อย่างไม่เป็นธรรม

ขัดคอหมากกินสองต่อ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_43267

สะดุ้งโหยงเลย

ตามข่าวเห็นว่า นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพฯ รฟท. รีบย้อนถามนักข่าวว่า "มีชื่อผมมั้ย" ทันทีที่ทราบว่านายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการ รฟท.เซ็นคำสั่งให้ไล่ออกพนักงานรถไฟประจำสถานีหาดใหญ่ 6 คน

ฐานเป็น "หัวโจก" ก่อหวอดประท้วง


ก่อนที่นายสาวิทย์จะถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อรู้ว่าไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีโดนเชือด

โดนเข้าจริงๆก็เสียววาบเหมือนกัน

ในสถานการณ์เดินมาถึงจุด "แตกหัก" ตามเกมโหดๆที่นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม แตะมือแท็กทีมกับผู้ว่าการ รฟท. เดินหน้าลุยวัดดวงกับมหกรรมประท้วงลากยาวของสหภาพการรถไฟฯ

ตามจังหวะสุกงอมเต็มแก่


กระแสเสียงก่นด่าของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากรถไฟหยุดวิ่ง เอือมกับพฤติกรรมจี้จับเอาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นตัวประกัน กดดันเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง

คิวนี้รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมและผู้ว่าการ รฟท.ได้แต้มไป

ถ้าไม่บังเอิญว่า มันมีคิวแปร่งๆแทรกขึ้นมา

กับอาการฉุนเฉียวของนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ภายหลังทราบเรื่องที่ผู้ว่าการ รฟท.เซ็นคำสั่งไล่ออกพนักงาน รฟท.หาดใหญ่ 6 คน

ประกาศเสียงดังๆ "ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง"


เกรงว่าปัญหาที่ทำท่าจะยุติด้วยดี จะกลายเป็นกองไฟที่คุกรุ่นขึ้นมาอีกรอบ คงต้องประสานกับ รมว.คมนาคมและผู้ว่าการ รฟท.เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้

รวมถึงการรับผิดชอบหากเกิดเหตุบานปลายขึ้นมาอีกรอบด้วย

โดยจังหวะที่เข้าใจได้ว่า "เสียหน้า" เพราะตามข่าวเลย ก่อนที่จะมีคำสั่งเด็ดขาดของผู้ว่าการ รฟท.ไล่ออกหัวโจกก่อหวอดประท้วง นายถาวรได้โดดไปนั่งโต๊ะเป็นคนกลางเจรจากับแกนนำสหภาพรถไฟฯที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ทำท่าจะลงเอยกันแบบเกี้ยเซียะ แฮปปี้เอ็นดิ้ง


เจอเกมโหดของผู้ว่าการ รฟท.ที่รับมุกจากนายโสภณ ฉากจบที่วางไว้เลยผิดคิว

ประชาธิปัตย์โดนขัดคอ ก็เลยฉุนกึก

และเกมลึกๆแบบนี้ก็คงจะมีแค่เขี้ยวระดับครูใหญ่อย่าง "เนวิน ชิดชอบ" เท่านั้น

รอบทันกันอ่านขาด


ตามจังหวะที่จับได้จากคิวที่นายชวน หลีกภัย จอมเก๋ายี่ห้อประชาธิปัตย์ ส่งซิกให้ ส.ส.ปักษ์ใต้ของพรรคโดดลงมาสางปัญหาการประท้วงหยุดเดินรถของสหภาพการรถไฟฯ

นัยว่า "เทคแอ็กชั่น" ให้ชาวบ้านเห็น

และก็เป็นนายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาโหมโรง อาสาพาทีมเจรจากับสหภาพรถไฟฯให้เปิดเดินรถ พร้อมกับออกตัว ที่ไม่ออกมาดูแลเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นเพราะกระทรวงคมนาคมไม่ได้อยู่ในความดูแลของประชาธิปัตย์

ชิงแต้มบลัฟค่ายภูมิใจไทย


ในขณะเดียวกันก็ชี้เป้าไปที่พรรคการเมืองใหม่นัยว่า ท้าทะเลาะกับนายสาวิทย์ เพราะไม่ทราบว่ารับงานมาจากพรรคการเมืองใด แต่แนวทางการดำเนินงานสอดคล้องกับพรรคการเมืองใหม่

โดยเหลี่ยมดักแทงเข่าสกัดดาวรุ่ง

ประชาธิปัตย์เดินหมาก "กินสองต่อเข้าฮอส"

ทางหนึ่งแย่งซีนค่ายภูมิใจไทย ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ก็เป็นนายโสภณที่ขี่ "ซาเล้ง" ลุยฝ่าดงบาทา เสี่ยงโดนม็อบสหภาพรถไฟฯ ล้อมกรอบรุมสกรัมที่หาดใหญ่

อาศัยลูกบ้า สไตล์มวยบู๊ดุดันพะยี่ห้อค่าย "เนวิน"

ไล่ทุบ ไล่บี้ กดดันจนม็อบสหภาพรถไฟฯเริ่มไม่เป็นกระบวน

แต่พอถึงฉากจบ นายถาวรก็ขี่เบนซ์ วางมาดเนี้ยบเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย เกี้ยเซียะกับแกนนำสหภาพรถไฟฯ ตามสูตรจะจบกันไปแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง

อีกทางหนึ่งก็ดักจังหวะแทงเข่าสกัดดาวรุ่งค่ายการเมืองใหม่ ชี้เป้าให้เป็นนัยอยู่เบื้องหลังคิวป่วนของสหภาพรถไฟฯสร้างความเดือดร้อนให้ชาวปักษ์ใต้

ตามเหลี่ยมเซียนเขี้ยวลากดิน ฉวยเกมชิงแต้มจากคิวสางปมรถไฟ

ประชาธิปัตย์กะรวบทั้งขึ้นทั้งล่อง.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน