WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, October 31, 2009

อิทธิพลสื่อกับการท้าทายอำนาจทางการเมือง

ที่มา ประชาไท

ปิยวรรณ จันทรศรี
สาขาภูมิภาคศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
ปฏิบัติงานสหกิจศึกษา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

สื่อมวลชนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการชี้นำกระแสทางการเมือง เป็นกลุ่มคนสำคัญที่นำเสนอข่าวสาร ที่ส่งผลและมีอิทธิพลต่อทุกคน ทำให้คนจำนวนมากสามารถรับรู้เรื่องราวในแง่มุมที่หลากหลายได้ในหลายรูปแบบ ทั้งวิทยุ สิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต และโฆษณาต่างๆ หรือเราอาจจะเรียกสั้นๆว่าสื่อ ซึ่งเป็นเหมือนกับ กระจกเงา ที่สะท้อนทั้งภาพ เสียง และข้อมูล ต่างๆที่ได้รับไปสู่มวลชนนั้นเอง แน่นอนว่าถ้าประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารด้านใดด้านหนึ่งเข้าไป ก็จะติดและเชื่อตามนั้นเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะปัจจุบันนี้เกือบทุกบ้านมีวิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งสามารถรับรู้ข่าวสารได้รวดเร็วตลอดเวลา บทบาทของสื่อจึงมีความสำคัญมากที่จะสื่อสารให้คนตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา ไม่ว่าจะอ่านหนังสือไม่ออก หรือเขียนไม่ได้ก็ตาม แต่พวกเขาก็สามารถที่จะรับรู้ข่าวสารได้ และจะตามกระแสนั้นโดยไม่ได้ตั้งคำถามและหาคำตอบว่าความจริงทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังข่าวนั้นเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่จะเชื่อในภาพแรกที่เห็น เป็นธรรมชาติของคนไทยที่เชื่อคนง่าย
สื่อสามารถกู้ชาติได้อย่างไร ?
กรณีของประเทศอินโดนีเซีย ที่เคยตกเป็นอาณานิคมของฮอลันดามาเป็นเวลานานตั้งปี ค.ศ.1614 ชาวอินโดนีเซียยอมจำนนต่อชะตากรรม ยอมให้ฝรั่งขูดรีดอย่างไม่ปราณี โดยไม่ได้คิดที่จะต่อสู้ แต่ต่อมายุคของคนสมัยใหม่ที่ได้รับการศึกษาจากตะวันตก นำโดย ระเด่น มัสติรโตอดิสุระโย (Raden Mas Tirtoadisurjo) ได้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ชื่อ Suenda Berita(ข่าวซุนดา) และหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ชื่อ Medan Prijaji ซึ่งต่อมาก็ได้เปลี่ยนมาเป็นหนังสือพิมพ์รายวัน ปี ค.ศ.1910 มีการเผยแพร่ข่าวสารปลุกระดมมวลชนให้เกิดกระแสชาตินิยม ให้จินตนาการถึงความเป็นชาติแบบไม่เคยมีมาก่อนหน้านี้ จากการรับรู้ข่าวสารที่ตอกย้ำทุกวันว่าเราคือคนอินโดนีเซีย ทำให้พวกเขาเริ่มมีจิตสำนึกร่วมถึงความเป็นชาติเดียวกัน การเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง ทำให้คนอินโดนีเซียมีความตื่นตัว และลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเข้มข้น จนในที่สุดก็สามารถประกาศเอกราชได้ในปี ค.ศ.1945 โดยถือได้ว่า สื่อ (หนังสือพิมพ์) เป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่ง จากหลายๆปัจจัยรวมกัน นำมาซึ่งเอกราชของประเทศอินโดนีเซียในทุกวันนี้
สำหรับสังคมไทย ตัวอย่างที่ทุกคนอาจเคยเจอกับตัว เช่น การเลือกตั้ง ซึ่งหมายถึงก้าวแรกของนักการเมือง ที่ต้องอาศัยสื่อ ถ้าพวกเขาเหล่านั้นลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ไม่มีการโฆษณา ไม่มีการสื่อสาร เพื่อหาเสียง เขาเหล่านั้นก็จะไม่เป็นที่รู้จัก ยากที่จะมีคนยอมรับ เพราะไม่เป็นที่รับรู้ว่าเขามีดีอย่างไร อาจส่งผลต่อการไม่ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง แต่ถ้าคนเหล่านั้นมีการโฆษณา หาเสียง ประกาศกิตติศัพท์ เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวาง นอกจากญาติก็อาจจะทำให้มีคนส่วนใหญ่เชื่อเขาเพราะการโฆษณาหาเสียงนั้นเอง ก็คืออิทธิพลของสื่อที่นักการเมืองสามารถซื้อได้ด้วยเงิน และสามารถนำมาซึ่งอำนาจทางการเมือง นี้ซึ่งเป็นเพียงภาพเริ่มต้นในบ้านเรา
นอกจากสื่อสามารถสร้างกระแสให้คนคล้อยตามจนถึงขั้นเปลี่ยนอุดมการณ์ของคนได้แล้ว สื่อยังมีพลังอำนาจในการสร้างแรงกดดันให้คนยอมทำตามได้
กรณีของน้อง เคอิโงะ ที่ถูกพ่อชาวญี่ปุ่นทอดทิ้งไปนานแล้ว ถึงแม้เขาจะมีเหตุผลใดก็ตาม แต่ถ้ากรณีของน้อง เคอิโงะ ไม่เป็นข่าว ไม่เป็นกระแสที่คนส่วนใหญ่ติดตาม ชายชาวญี่ปุ่นคนนี้ ก็อาจจะยังไม่มีจิตสำนึกมาหาลูกในเร็ววันแน่ หรือไม่รู้หรอกว่ายังมีลูกที่ตามหาเขาอยู่ แต่ด้วยอิทธิพลของสื่อ ที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักของคนส่วนใหญ่ และตกเป็นเป้าสายตา ต้องคอยตอบคำถาม ทำให้ชีวิตของเขาไม่ปกติสุขอีกต่อไป มันกลายเป็นแรงกดดันให้เขาต้องเลือกทำตามกระแส ทำตามความต้องการของสังคม ถึงแม้ว่าเขายังไม่พร้อมและไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงของเขาก็ตาม
จากทั้งสามตัวอย่างที่ได้ยกมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประโยชน์ของสื่อ ที่สามารถนำเสนอข่าวสารได้รวดเร็ว ให้ความรู้ ความบันเทิง แต่มีคนบางกลุ่มที่มองเห็นถึงประโยชน์ของการควบคุมสื่อ และต้องการที่จะเข้าไปแทรกแซง เพื่อที่จะเป็นประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง เข้าไปครอบครองสื่อให้นำเสนอแต่ด้านดีๆของฝ่ายตนเอง เพื่อสร้างภาพและปิดบังความจริงบางอย่างที่ไม่ต้องการให้ประชาชนรับรู้ คือสื่อของใครก็นำเสนอให้เข้าข้างฝ่ายตนเอง เช่น สื่อของรัฐบาลที่เสนอให้รัฐบาลมีแต่ความถูกต้อง แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะนำเสนอข่าวสารเข้าข้างฝ่ายค้าน ซึ่งจากการที่สื่อถูกครอบงำเช่นนี้ ผลที่ตามมาคือเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นในสังคม ประชาชนจะถูกครอบงำด้วยอำนาจของสื่อที่เอนเอียงเข้าข้างใดข้างหนึ่ง ยากที่จะสามารถรับรู้ความจริงบางอย่างได้อย่างรอบด้านโดยเสรี
อิทธิพลคนกุมสื่อ จึงกลายเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทยในปัจจุบัน เพราะสื่อนั้นถูกแทรกแซงหลายครั้งหลายคราว การนำเสนอข่าวที่ตรงไปตรงมา ถูกต้องตามความจริง เป็นเรื่องที่ทำได้ยากในปัจจุบัน เพราะนอกจากต้องอยู่ภายใต้กฎหมายแล้ว ยังอยู่ภายใต้อำนาจบางอย่าง ที่คอยควบคุมตรวจสอบไม่ให้ข่าวบางข่าวเล็ดลอดออกมาได้ จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจสื่อมวลชน ที่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ และน่าหนักใจแทนประชาชนชาวไทย ที่ไม่สามารถรับรู้ความจริงได้อย่างหมดเปลือก ซึ่งบางเรื่องถูกปล่อยให้คลุมเครือแล้วก็เงียบไป หรือข่าวบางเรื่องไม่มีโอกาสที่จะออกมาเผยแพร่ได้
ดังกรณี คำสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยจอม เพชรประดับ ทางสถานีวิทยุ FM 100.5 MHz ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “รัฐบาลอภิสิทธิ์จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะไม่มีอิสระในการทำงาน เกือบทุกฝ่ายมีคนที่มีอิสระเหนือรัฐบาลเข้าไปแทรกแซง ทำให้เขาไม่เชื่อในกระบวนการความยุติธรรมของสังคมไทย ดังกรณีซื้อที่ดินที่รัชดา ที่คนซื้อไม่ผิด คนขายไม่ผิด แต่ตลกที่คนผิดเป็น ทักษิณ ที่เขาเอาบัตรประชาชนไปค้ำประกันให้ภรรยาซื้อที่ดิน”
จะเห็นได้ว่าเนื้อหาบางส่วนนั้นเป็นการโจมตีรัฐบาล จึงทำให้โดนสั่งห้ามเผยแพร่ข่าวนี้ ทั้งๆ ที่มันเป็นสิทธิของนักข่าวที่จะสัมภาษณ์ใครก็ได้ แม้แต่นักโทษประหารยังมีโอกาสให้สัมภาษณ์ได้ และอดีตนายกฯก็มีสิทธิ์ในการให้สัมภาษณ์ ซึ่งน่าจะไม่ผิดที่สื่อให้ความเป็นกลางนำเสนอข่าวทั้งสองด้าน แต่รัฐบาลไม่ต้องการให้ข่าวนี้นำเสนอออกไป เท่ากับว่ารัฐบาลใช้อำนาจเข้าไปแทรกแซงสื่อไม่ให้นำเสนอข่าวของคนฝ่ายตรงข้าม ทั้งที่เป็นแค่ให้สำภาษณ์ทั่วไปอาจจะเป็นความจริงหรือเป็นแค่การกล่าวอ้าง แต่มันก็คือข่าวที่เป็นการเคลื่อนไหวอยู่ขณะนั้น ซึ่งประชาชนมีสิทธิ์ที่จะรู้
ในทางกลับกันกรณี ของรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ที่สนับสนุนและเปิดโอกาสให้จัดรายการสนทนาวิพากษ์วิจารณ์การเมือง ชื่อรายการความจริงวันนี้ โดยมีเนื้อหาโจมตีฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลอย่างรุนแรง เท่ากับว่ารัฐบาลสมัยนั้นเลือกปฏิบัติและเปิดโอกาสใช้สื่อไม่เท่าเทียมกันทุกฝ่าย โดยใช้สื่อเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาลฝ่ายเดียว
ทั้งสองกรณีตัวอย่างเป็นการแทรกแซงสื่อโดยรัฐบาลที่ได้ตัดสินใจแทนประชาชนว่าไม่ควรรู้ ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะเชื่อคำพูดของใคร การทำให้ประชาชนไม่สามารถที่จะรับรู้ในสิ่งที่อีกฝ่ายตอบโต้ได้ คือประชาชนต้องรับรู้ข่าวสารเพียงด้านเดียว เมื่อรับรู้ซ้ำๆ นานๆ เข้าคนส่วนใหญ่จะเกิดความเชื่อว่านั้นคือเรื่องจริงที่ถูกต้อง ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงข่าวลวงก็ตาม เพราะสื่อสามารถสร้างความเชื่อได้ (เป็นโชคดีของผู้เป็นใหญ่ทุกยุคทุกสมัยที่ใช้อำนาจสร้างความเชื่อได้)
จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงกรณีตัวอย่างที่หยิบยกขึ้นมา เพื่อให้เห็นภาพของอิทธิพลของสื่อ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม อย่างมีพลัง อำนาจ แต่ไม่มีโอกาสอยู่เหนือการควบคุม เพราะสื่อเป็นเครื่องมือ ที่ถูกแทรกแซงโดยผู้ที่มีอำนาจรัฐ ดังนั้นความถูกต้องเที่ยงตรง จริงแท้และยุติธรรม จึงยากที่จะเกิดขึ้นในสังคมข่าวสารของไทย โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง เป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยความสับสน ซับซ้อนและซ่อนเล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง เต็มไปด้วยผลประโยชน์ตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่างก้าวเข้ามาเล่นเกมการเมือง และต้องใช้กระแสสื่อเป็นตัวหล่อเลี้ยงอำนาจของตนให้อยู่รอดต่อไป ดังนั้นมันก็เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับนักการเมืองที่ต้องเข้าไปดึงสื่อมาไว้เป็นพวก
สำหรับประชาชนทั่วไปผู้เสพสื่อ ควรจะต้องเพิ่มความระมัดระวังและพิจารณา คิดตั้งคำถามความเป็นไปได้ของกระแสข่าวและควรหาคำตอบเพิ่มเติม ก่อนรับเอาข้อมูลเหล่านั้นมาเชื่อจดจำและวิพากษ์วิจารณ์
สำหรับสื่อมวลชน ผู้นำสื่อ ผู้สื่อสาร ควรที่จะคำนึงถึงจรรยาบรรณ ความถูกต้องและความเป็นธรรมแก่ประชาชนเป็นส่วนใหญ่ ทำหน้าที่นำพาแต่ข่าวสาร ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เป็นกลาง ไร้การควบคุม โดยคำนึงถึงความสมานฉันท์ในสังคมเป็นสำคัญ เพราะสื่อมวลชนคือคนกลางที่สามารถประสานความเข้าใจให้กับทุกฝ่ายได้ ด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่ของสื่อที่ซื่อตรง ที่อาจนำมาซึ่งความสงบสุขในสังคมได้

บทสัมภาษณ์ ดร.ปิยสวัสดิ์ ดีดีคนใหม่ของบริษัทการบินไทย

ที่มา thaifreenews

ชวนอ่านบทสัมภาษณ์พิเศษ ดีดีคนใหม่ของการบินไทย

ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์

"ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมคนไทยเราจะต้องทนดูให้บุคคลเหล่านั้นเข้ามาหาผลประโยชน์กับการบินไทย

ต่อ ไป ผมจึงอาสาเข้ามาแก้ไขปัญหา เพื่อฟื้นฟูการบินไทยให้เป็นองค์กรที่มีความยั่งยืน และแข็งแกร่ง กลับมาเป็นที่ภาคภูมิใจของคนไทยทุกคนอย่างแท้จริงอีกครั้ง"

ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) คนใหม่ บอกกับพนักงานในวันแถลงนโยบาย ณ วันที่เขาเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 ต.ค.

ขณะที่สภาพการณ์ปัจจุบันการบินไทยประสบปัญหาหนัก จากทั้งปัจจัยภายนอกอย่างที่ทราบ และปัจจัยภายในคือถูกเอาเปรียบจากบุคคลบางกลุ่ม จนกลายเป็นประเพณีปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับที่รัฐวิสาหกิจหลายแห่งถูกกระทำ

ว่าแต่ปัญหาของการบินไทยดูจะหนักกว่าในความเห็นของ ดร.ปิยสวัสดิ์

ดร.ปิยสวัสดิ์ ยังเปิดเผยด้วยว่า เขาถูกตั้งคำถามมากมายจากบรรดาญาติสนิทมิตรสหาย และคนรู้จัก ว่าจะเอาชื่อเสียงที่สะสมตลอดชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ทำไม

บทสัมภาษณ์พิเศษของทีมเศรษฐกิจ

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/42118


วิกฤติศรัทธากอบกู้ใจลูกค้า

นอกจากปัญหาภายนอกที่รุมเร้าอยู่ในขณะนี้ ทั้งวิกฤติเศรษฐกิจโลก การเมืองภายใน ราคาน้ำมัน และการแข่งขันที่รุนแรงระหว่างธุรกิจการบิน ทั้งจากสายการบินคู่แข่งในภูมิ-ภาคที่เข้มแข็งและปรับมาตรฐานการบริการที่ดี ขึ้น การบุกตลาดของสายการบินหน้าใหม่ทุนหนาจากตะวันออกกลาง รวมทั้งการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของสายการบินต้นทุนต่ำแล้ว

ความ อ่อนแอภายในองค์กรยังเป็นปัจจัยสำคัญซ้ำเติมสถานภาพของการบินไทยให้ตกต่ำ รุนแรงต่อเนื่อง จนสะท้อนให้เห็นผ่านผลประกอบการปี 2551 ซึ่งขาดทุนสุทธิสูงถึง 21,450.36 ล้านบาท

แต่ที่สำคัญที่สุด การบินไทยต้องเผชิญกับภาวะการขาดผู้นำที่มีวิสัยทัศน์มาตลอด หลายปีที่ผ่านมา ด้วยปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่รุมเร้า ทำให้การบินไทยสายการบินแห่งชาติของประเทศ ซึ่งเคยครองตำแหน่งสายการบินดีเด่นที่สุดอันดับที่ 2 ของโลก เมื่อปี 2549 หล่นฮวบลงมาอยู่ที่อันดับ 10 ในการจัดอันดับครั้งล่าสุด

"จากการ สำรวจความพึงพอใจของลูกค้าล่าสุด เราได้คะแนนต่ำมากในหลายด้าน ทั้งเรื่องที่นั่ง โปรแกรมความบันเทิงบนเครื่อง (In-Flight Entertainment) เอกสารสำหรับอ่านบนเครื่อง อาหาร การติดต่อสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต และคุณภาพการบริการ ซึ่งข้อหลังนี้เราเคยมีชื่อเสียงมาก แต่ภายหลังถดถอยลงไป"

วิกฤติศรัทธากอบกู้ใจลูกค้า

นอก จากปัญหาภายนอกที่รุมเร้าอยู่ในขณะนี้ ทั้งวิกฤติเศรษฐกิจโลก การเมืองภายใน ราคาน้ำมัน และการแข่งขันที่รุนแรงระหว่างธุรกิจการบิน ทั้งจากสายการบินคู่แข่งในภูมิ-ภาคที่เข้มแข็งและปรับมาตรฐานการบริการที่ดี ขึ้น การบุกตลาดของสายการบินหน้าใหม่ทุนหนาจากตะวันออกกลาง รวมทั้งการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของสายการบินต้นทุนต่ำแล้ว

ความ อ่อนแอภายในองค์กรยังเป็นปัจจัยสำคัญซ้ำเติมสถานภาพของการบินไทยให้ตกต่ำ รุนแรงต่อเนื่อง จนสะท้อนให้เห็นผ่านผลประกอบการปี 2551 ซึ่งขาดทุนสุทธิสูงถึง 21,450.36 ล้านบาท

แต่ที่สำคัญที่สุด การบินไทยต้องเผชิญกับภาวะการขาดผู้นำที่มีวิสัยทัศน์มาตลอด หลายปีที่ผ่านมา ด้วยปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่รุมเร้า ทำให้การบินไทยสายการบินแห่งชาติของประเทศ ซึ่งเคยครองตำแหน่งสายการบินดีเด่นที่สุดอันดับที่ 2 ของโลก เมื่อปี 2549 หล่นฮวบลงมาอยู่ที่อันดับ 10 ในการจัดอันดับครั้งล่าสุด

"จากการ สำรวจความพึงพอใจของลูกค้าล่าสุด เราได้คะแนนต่ำมากในหลายด้าน ทั้งเรื่องที่นั่ง โปรแกรมความบันเทิงบนเครื่อง (In-Flight Entertainment) เอกสารสำหรับอ่านบนเครื่อง อาหาร การติดต่อสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต และคุณภาพการบริการ ซึ่งข้อหลังนี้เราเคยมีชื่อเสียงมาก แต่ภายหลังถดถอยลงไป"

ดร.ปิยสวัสดิ์บอกว่า ข้อบกพร่องที่ลูกค้าติเตียนมานั้น จะได้รับการแก้ไขทันที บางปัญหาต้องอาศัยเวลา โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เช่น การปรับที่นั่งให้สบายขึ้น การเพิ่มความบันเทิงส่วนตัว (จอภาพยนตร์) ให้กับลูกค้าในชั้นประหยัด ขณะที่ปัญหาที่แก้ไขได้เลย เช่น เรื่องของอาหาร เอกสารแมกกาซีนที่ให้บริการบนเครื่อง รวมทั้งระบบอินเตอร์เน็ต จะได้รับการปรับปรุงในทันที


เขาเล่าว่า เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งได้มีโอกาสเข้าไปดูงานด้านอาหาร สำรวจหน้าตาอาหาร ของการบินไทยกับสายการบินอื่นๆ ยอมรับว่าอาหารของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ และสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิก ดูน่ารับประทาน กว่า ทั้งที่มาจากที่เดียวกัน เพราะครัวการบินไทยเป็นคนรับจ้างทำ "เรื่องรสชาติคงไม่มี ความแตกต่าง แต่เมนูเขาน่ารับประทานกว่า หลากหลายกว่า เราจึงต้องปรับเมนู หน้าตาให้ดีขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก"

การไม่สามารถให้บริการได้ตรง ตามความพึงพอใจของลูกค้า ทำให้การบินไทยสูญเสียโอกาสในการตั้งราคาขายตั๋ว ทำให้ขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าสายการบินคู่แข่ง

ปัจจุบันราคาตั๋วการ บินไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 1.90 บาทต่อตั๋วต่อคนต่อกิโลเมตรต่อเที่ยว เปรียบเทียบกับสิงคโปร์แอร์ไลน์ซึ่งอยู่ที่ 2.20 บาท
"สิงคโปร์แอร์ ไลน์ขายตั๋วได้ราคา เพราะมีบริการและคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าสม่ำเสมอ กว่า ของเราบางทีเที่ยวไปได้นั่งเครื่องดี แต่พอเที่ยวกลับต้องบินอีกเครื่อง อย่างนี้เรียกว่าคุณภาพ ผลิตภัณฑ์ไม่สม่ำเสมอ ตรงนี้ต้องปรับปรุงที่เครื่องบิน เรามีแผนทั้งซื้อเครื่องใหม่และปรับปรุงเครื่องที่มีอยู่เดิม เรามีแผนที่จะซื้อเครื่องบินใหม่อีก 4-7 ลำ ซึ่งคงจะสรุปให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ ส่วนแผนซื้อ A380 นั้น ยังไม่ได้ยกเลิก แค่เลื่อนไปก่อน รอช่วงปี 2555-2556 เศรษฐกิจดีขึ้นความต้องการบินระยะยาวกลับคืนมา เราจะได้มีโอกาสในการขายตั๋วในราคาที่ดีขึ้นได้"

ส่วนเส้นทางไหนที่ เป็นภาระ ก็คงต้องมีการทบทวน การบินไทยมีจุดหมายปลายทางมาก แต่เที่ยวบินที่บินในเส้นทางนั้นๆ มีน้อย ทำให้ต้นทุนสูง อีกทั้งโครงสร้างราคาตั๋วเครื่องบินมีหลายราคา บางครั้งราคาตั๋วที่ซื้อตรงจากสำนักงานกับราคาที่ซื้อกับเอเย่นต์ แตกต่างกันมาก ซึ่งก็คงต้องปรับตามความเหมาะสมต่อไป แนวทางหนึ่งที่จะแก้ไขได้ คือการเพิ่มการขายในช่องทางอินเตอร์เน็ตให้มากขึ้น จากปัจจุบันอยู่ที่ 4% ของปริมาณการขายทั้งหมด ตั้งเป้าหมายให้ขยับถึง 15% ภายในปี 2553 ซึ่งตรงนี้ต้องปรับปรุงระบบอินเตอร์เน็ตทั้งหมด เพราะยังให้บริการได้ล่าช้าอยู่มาก

สะสางเส้นสาย-สิทธิประโยชน์

ดร.ปิยสวัสดิ์ ยังกล่าวถึงคุณภาพของการบริการ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่เขาต้องเข้ามาสะสางว่า ระยะหลังชื่อเสียงด้านบริการของการบินไทยตกต่ำลงไปมาก สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะขวัญและกำลังใจของพนักงานที่ลดลง อันเนื่องมาจากระบบเส้นสาย

"การประเมินผลที่ไม่มีมาตรฐานชัดเจน การโยกย้าย แต่งตั้งที่ใช้เส้นสายรุนแรงมาก ทำให้คนเก่ง คนดีท้อแท้ นำไปสู่คุณภาพและบริการที่แย่ลง การบินไทยถูกร้องเรียนเรื่องวัฒนธรรมเด็กฝากมาตลอด แค่ผมเข้ามานั่งทำงานได้ไม่เท่าไร ก็มีคนเอาเด็กมาฝากแล้ว การบินไทยถูกแทรกแซงจากคนทุกกลุ่ม ทุกวงการ ไม่เฉพาะนักการเมืองเท่านั้น เมื่อมีการแทรกแซง คนดีก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม"

เขาบอกว่า ถ้าจะพยายามหยุดยั้งระบบเส้นสาย ก็จำเป็นต้องมีมาตรฐานการประเมินผลที่ชัดเจน น่าประหลาดใจมากที่การบินไทยไม่มีดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการทำงาน KPI สำหรับพนักงานมาก่อน มีเพียงตำแหน่งดีดีเท่านั้น ที่มี KPI ชี้วัด ซึ่งเขาได้เริ่มต้นใช้ KPI วัดประสิทธิภาพการทำงานผู้บริหารระดับรองกรรมการผู้อำนวยการ (EVP) แล้ว และคงเริ่มกับพนักงานระดับรองลงมาได้ต่อไป รวมทั้งพนักงานต้อนรับบนเครื่อง ซึ่งถือเป็นด่านหน้าที่ต้องเน้นการบริการเป็นสำคัญ

นอกจากนั้น พนักงาน ฝ่ายบริหาร และบอร์ดยังต้องยอมรับกับการถูกปรับลดสิทธิประโยชน์ลง โดยเฉพาะเรื่องตั๋ว เพื่อที่จะนำกลับมาขายให้ลูกค้ามากขึ้น

"เริ่ม ตั้งแต่ตัวผมเอง EVP ผู้บริหารที่เกษียณไปแล้ว จากเดิมให้ใช้บริการเฟิร์สคลาส ลดลงมาเหลือบิซิเนสคลาส ส่วนบอร์ดลดตั๋วฟรีจากปีละ 15 ใบ เหลือ 7 ใบ และจะลดสิทธิ ประโยชน์ตั๋วฟรีในส่วนอื่นลงอีก เราแจกตั๋วฟรีสูงถึงปีละ 180,000 ใบ คิดเฉลี่ยตั๋วใบละ 10,000 บาท คิดเป็นรายได้ที่เสียไปปีละตั้ง 1,800 ล้านบาท"

เขาฝากไว้ว่า หากรักเขา รักการบินไทย ก็ขอให้เห็นใจ อย่านำเด็กมาฝากทำงาน หรือแม้แต่ขอปรับระดับชั้นที่นั่ง (อัพเกรด) จากชั้นอีโคโนมีเป็นบิซิเนส หรือจากบิซิเนสเป็นเฟิร์สคลาส ก็ขออย่าทำ เพราะนั่นคือการแทรกแซงอย่างหนึ่งเหมือนกัน

ก้าวอี้ First Class การบินไทย

ที่นั่ง First Class การบินไทย

ที่นั่ง First Class ของสิงคโปร์แอร์ไลน์



สู่ 1 ใน 5 สายการบินชั้นนำ

ดร.ปิยสวัสดิ์ กล่าวถึงเป้าหมายของเขาว่า 2 ปีแรกของการเข้าทำงาน เป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูการบินไทยให้มีความแข็งแกร่ง ทั้งฐานะการเงิน คุณภาพบริการ จุดหมายปลายทาง อยู่ที่การผลักดันให้การบินไทยผงาดกลับขึ้นติดอันดับ 1 ใน 3 สายการบินชั้นนำของเอเชีย และ 1 ใน 5 สายการบินชั้นนำของโลกอีกครั้ง

ขณะ ที่ 2 ปีหลัง จะเป็นเวลาแห่งการรุกก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง มีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำทางการบินพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะสิ่งอำนวยความสะดวกบนเครื่องบิน ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ผู้โดยสาร จอชมภาพยนตร์ส่วนตัว อินเตอร์เน็ต ให้ทัดเทียมสายการบินชั้นนำ
"ปี 2553 เราจะครบรอบ 50 ปี การปรับปรุง เปลี่ยนแปลงในทุกๆด้าน จะมีเป้าหมายที่ชัดเจน จากนั้นจะเป็นการพัฒนาเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปถึง 100 ปี"

เขาเล่าว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา ถูกตั้งคำถามบ่อยมากว่า ไม่เป็นห่วงการทำงานกับพนักงานการบินไทยหรือ มีแต่พวกเขี้ยวลากดินทั้งหมด
แต่ หลังจากที่ได้สัมผัสพนักงานมาตลอด 3 เดือน เขาบอกว่าเป็นห่วงในเรื่องนี้ น้อยที่สุด เพราะได้พบปะคนที่มีความสามารถและตั้งใจหลายต่อหลายคน ทำงานอยู่ ในทุกส่วนขององค์กร และนี่เป็นที่มาของการเจรจากับบอร์ด เพื่อปรับปรุงหน้าที่ระหว่างดีดีกับบอร์ด ทั้งอำนาจการแต่งตั้งพนักงานระดับผู้อำนวยการใหญ่ (VP) ลงมา และการเพิ่มวงเงินอนุมัติงบประมาณของดีดีจาก 50 ล้านบาท เป็น 200 ล้านบาท
"หาก รัฐบาลต้องการให้การบินไทยเข้มแข็ง ต้องอย่ามัดมือมัดเท้าพวกเราในการทำงาน การบินไทยจะไม่สามารถกลับมายิ่งใหญ่ได้ ถ้าพวกเรา ผู้บริหารและพนักงานไม่ได้เป็นผู้กุมชะตาบริษัท"

เขามั่นใจว่า การก้าวเดินเพื่อฟื้นฟูการบินไทยในครั้งนี้ไม่ได้เริ่มต้นจาก "ศูนย์" แน่นอน เพราะการบินไทยมีจุดแข็งไม่น้อย ทั้งที่ตั้งของประเทศ ซึ่งเอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางทางการบิน พนักงานที่มีจิตสำนึกของการให้บริการ มีความรู้ความสามารถ นอกจากนั้นการบินไทยยังมีระบบปฏิบัติการด้านการบิน (Operation) ที่ยอดเยี่ยมได้มาตรฐาน ที่มีความปลอดภัยสูง

เขาจะทำงานภายใต้พันธ กิจ 3 ข้อ อันได้แก่ 1. ผลักดันให้การบินไทยเป็นองค์กรปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าได้ ตลอดเวลา และเป็นเลิศด้านการบริการ 2. เป็นองค์กรที่แข่งขันได้ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนให้ อยู่ในระดับต่ำ โครงสร้างทางการเงินที่แข็งแรง และ 3. เป็นองค์กรที่ปรับเปลี่ยนได้รวดเร็ว สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอก

ดร.ปิยสวัสดิ์ยัง กล่าวถึงแผนปรับโครงสร้างทางการเงินของการบินไทยเป็นการตบท้ายว่า ฐานะทางการเงินของการบินไทยยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร เป็นผลมาจากภาระหนี้สินสูงถึง 163,000 ล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะสั้นที่ต้องชำระคืนภายใน 5-6 ปี อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีเงินกู้เข้ามาแล้วจำนวน 35,000 ล้านบาท ซึ่งทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ปีหน้ายังมีหนี้ครบกำหนดต้องชำระคืน 29,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าจะให้ฐานะการเงินมั่นคง ก็จำเป็นต้องเพิ่มทุน

สำหรับปีนี้ การบินไทยตั้งเป้ารายได้จากการดำเนินการรวม 157,000 ล้านบาท จากประมาณ การเดิม 202,000 ล้านบาท ส่วนปีหน้าคาดว่าน่าจะมีรายได้เพิ่มเป็น 186,000 ล้านบาท

"ตอนนี้สภาพคล่องยังพอมีดำเนินกิจการไปได้สักระยะ ซึ่งในระยะเวลาอันใกล้ เราต้องใช้งบกว่า 6,000 ล้านบาท ปรับปรุงเรื่องเก้าอี้นั่ง ส่วนหากจะซื้อเครื่องบินใหม่ก็คงจำเป็นต้องเพิ่มทุนภายในปี 2553 รวมทั้งการยืดอายุชำระหนี้ ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ หากเราปรับปรุงองค์กรให้ดีขึ้น คนก็คงอยากเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุน".

เครื่องแบบปีใหม่ของพนักงานการบินไทย

สามัญชนที่ยิ่งใหญ่ นิคม จันทรวิทุร

ที่มา Thai E-News


สถาบันนิคม หรือมูลนิธินิคม หรือห้องสมุดนิคม ห้องประชุมนิคม จะมีความหมายก็ต่อเมื่อ สามารถสืบสาน “งาน” ที่อาจารย์นิคมยังทำค้างไว้ต่อไป………เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง ขบวนการกรรมกรที่เข้มแข็ง และเพื่อผู้ด้อยโอกาส ที่จะไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบอีกต่อไป



โดย วิภา ดาวมณี
31 ตุลาคม 2552

วันที่ 14 ตุลาคม อาจารย์นิคมสวมเสื้อชุดเก่งเตรียมออกจากบ้านแต่ 6 โมงเช้า แต่ไม่มีใครอาสาพาท่านไปเพราะเห็นว่าป่วย และนั่งรถเข็นตลอด แต่พอได้เวลา 8 โมงก็บอกลูกชายคนโตให้พาพ่อไป ลูกก็ยอมพา ไป…แล้วตอนเย็นยังให้พาไปอีก แต่ฝ่าฝูงคนเข้าไปไม่ไหว …..เย็นวันนั้น ท่านต้องอยู่นอกบริเวณอนุสรณ์สถาน14ตุลาฯ ทั้งๆที่สร้างมากับมือ


วันที่ 31 ตุลาคม 2544 หลังจากร่วมงานเปิดอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ที่สี่แยกคอกวัวเพียง 2 สัปดาห์ อาจารย์นิคมก็จากพวกเราไป

เวลา 2 ปีสุดท้ายที่วิภาได้ช่วยงานของ อ.นิคมในฐานะที่ท่านเป็นประธานมูลนิธิ 14 ตุลา นับเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก และยิ่งเมื่อทราบว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมากว่า40 ปี ท่านได้สร้างคุณูปการไว้มากมายในแวดวงผู้ใช้แรงงาน ด้วยความริเริ่มกล้าหาญ จริงจัง ผลักดันกฎหมายแรงงานสำคัญๆ หลายต่อหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นการประกันสังคม การจัดตั้งสหภาพแรงงาน การดูแลสวัสดิการ คัดค้านการนำรัฐวิสาหกิจออกนอกระบบ

รวมทั้งนโยบายก้าวหน้าอีกมากมาย เพื่อประโยชน์ของสามัญชนคนเล็กๆ ที่ด้อยโอกาส ก็ยิ่งรู้สึกเสียดายเวลา เสียดายว่าเราไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้ตั้งคำถาม และไม่ได้ลงเรี่ยว ลงแรงกับ “งาน” อีกมากมายที่ท่านตั้งใจ จะทำ และมอบหมายให้…..

9 โมงตรง เช้าวันที่ 15 ตุลาคมเมื่อปี 2544 หลังจากงานสมโภชน์สถูปดวงวิญญาณวีรชนประชาธิปไตยเพิ่งผ่านพ้นไป เสียงโทรศัพท์ ดังมาคาดไม่ผิดว่าต้องเป็นโทรศัพท์จาก อ.นิคม คำแรกที่อาจารย์ทักทาย ก็คือ “เป็นยังไง เหนื่อยไหม” ต่อด้วย “….งานสำเร็จ เรียบ ร้อยดี ต้องขอบใจหนูมาก ? ”

คนรับโทรศัพท์อย่างเราย่อมรู้สึกหัวใจพองโตเป็นธรรมดา….จนยิ้มออกมานอกหน้า เสียงอาจารย์ฟังดูสดชื่น กระชุ่มกระชวย ไม่หลงเหลือความเจ็บป่วยผ่านน้ำเสียงเหมือนหลายวันก่อนหน้า…. เราได้แต่คิดในใจว่าภารกิจที่อาจารย์พยายามผลักดันได้สำเร็จลงไปแล้วในระดับหนึ่ง อาจารย์คงดีใจ อิ่มใจ เราเองก็พลอยดีใจไปด้วย

“ เอ้อ…หนูพักสัก 2-3 วัน แล้วมาคุย กันว่า จะเชิญผู้เกี่ยวข้องมาประชุมเรื่องดูแลอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา กันยังไง อีกทีนะ เอาล่ะไม่รบกวน ไปพักผ่อนต่อ…..” แม้ท่านจะเคยดำรง ยศ ตำแหน่งทางราชการใหญ่โต แต่มักจะพูดอย่างเกรงใจอย่างนี้เสมอ

ผ่านไปหลายวัน เสียงโทรศัพท์ที่มักจะดังมาทุกเช้า ก็ดูจะหายไป เมื่อโทร.ไปตามที่บ้านสัมมากร ก็ทราบว่าท่านป่วยเข้าโรงพยาบาล คิดในใจว่าคงเหมือนที่ผ่านมา คือท่านจะเข้าออกโรงพยาบาลอยู่เป็นระยะๆ แต่ก็จะโทรศัพท์มาสั่งงานตามงานเกี่ยวกับการ เปิด อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา อย่างสม่ำเสมอ….

มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านถึงกับฝืนคำสั่งแพทย์มาร่วมประชุมเตรียมงานเปิดอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาที่ ทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งวันนั้น มีรัฐมนตรีสุธรรม แสงประทุม เป็นประธานการประชุม เหตุที่อาจารย์ต้องมาเอง และพยายามมา ทั้งๆ ที่ สุขภาพไม่อำนวย ใบหน้าอิดโรยจนดูขาวซีด เพราะอาจารย์เป็นผู้เสนอให้จัดการประชุม และหมายมั่นที่จะให้ที่ประชุมรับข้อเสนอที่เตรียมไว้เกี่ยวกับการเปิดอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

อาจารย์กล่าวถึงจดหมายที่ส่งให้รัฐมนตรี และแสดงความยินดีที่จัดให้มีการประชุมด้วยเสียงเบา และแหบพร่า คนรถที่พามาแจ้งว่าขอหมออกมา บอกว่าจะมาไม่เกินชั่วโมง จะให้กลับก็ไม่ยอม อาจารย์อยู่ร่วมการประชุมจนครบวาระ

คราวนี้อาจารย์เงียบหายไปนาน และทางบ้านแจ้งว่าไม่อยากให้รบกวน ที่ผ่านมาอาจารย์จะกำชับว่า “อย่าบอกใครว่าเข้าโรงพยาบาล” “ไม่ต้อง มาเยี่ยม หรอก” …“ไม่เป็นไรมาก นิดหน่อย..” ต้องยอมรับว่าท่านเป็นคนที่คิดถึงตัวเองน้อยมาก หรือแทบจะไม่คิดถึงเลย ดูราวกับทุกนาที มีแต่เรื่อง งาน…งาน…งาน

วัยเกษียณ กับฐานะของท่านไม่จำเป็นที่ท่านจะต้องตรากตรำทำงานอะไรเลย ท่านสามารถจะพักผ่อน อยู่กับหลานๆ มีความสุขในบั้นปลายชีวิต แต่ท่านกลับเลือกที่จะทำงานต่อไป….

นอกจากเรื่องของอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แล้วยังมี บทความสุดท้ายเกี่ยวกับปัญหาแรงงาน ที่อาจารย์ฝากให้นำส่งหนังสือพิมพ์มติชน ในโอกาสครบรอบ “มติชน 24 ปี” เมื่อ มกราคม 2544 แม้จะเป็นบทความสั้นๆ แต่ก็สะท้อนความใส่ใจในผู้ใช้แรงงาน ปัญหาของกรรมกร และสะท้อนวิสัยทัศน์ที่มองไปถึงอนาคต สุ้มเสียงที่จริงจังของบทความนี้สะท้อนตั้งแต่ชื่อเรื่องที่ว่า “ระเบิดเวลา ของรัฐบาลใหม่” ท่านวิเคราะห์ว่า

“....ปัญหาระเบิดเวลา ซึ่งจะรุนแรงกว่าเรื่องแรก ก็คือ ปัญหาของพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในช่วง เดือน ที่แล้วได้ประท้วงการแต่งตั้งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจชุดใหม่ โดยฝ่ายรัฐบาลได้นำบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้ไกล้ชิดนักการเมือง ที่ ไม่มีคุณสมบัติและประสบการณ์ตามที่ระเบียบตั้งไว้ เข้ามา พนักงานที่รัฐวิสาหกิจเกรงว่าการนำบุคคลใกล้ชิดเข้ามาจะเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์อันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ทำให้รัฐวิสาหกิจต้องเสียผลประโยชน์จากการประมูลการก่อสร้างโครงการสำคัญๆ

การประท้วงการแต่งตั้งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ เป็นเรื่องที่มีเหตุผลและไม่ควรให้เกิดขึ้น รัฐบาลมีรัฐวิสาหกิจอยู่ทั้งหมดในขณะนี้ประมาณ 30 แห่ง มีทรัพย์สินมูลค่าหลายแสนล้านบาท และเท่าที่ผ่านมาเป็นขุมทองของนักการเมืองที่แสวงหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินนี้ โดยแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ที่ตนไว้ใจ ให้ดำเนินการกำกับควบคุม พนักงานรัฐวิสาหกิจตระหนักดีที่จำเป็นต้องเข้าไปดูแลรวมถึงการปรับปรุงกิจการต่างๆ เชื่อได้ว่าพนักงาน รัฐวิสาหกิจซึ่งขณะนี้ได้จัดตั้งเป็นสหภาพแรงงานทุกองค์กรแล้วจึงได้ถือเรื่องนี้เป็นสำคัญที่จะทำงานต่อไป …..”


ระเบิดเวลาลูกต่อไปคือเรื่องแรงงานสัมพันธ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับคนงานหลายแสนคน......

“....กฎหมายแรงงานฉบับแรกออกมาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว กำหนดกรอบความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างลูกจ้าง เวลาลูกจ้างนายจ้างมีปัญหาให้พูดจาหารือและเจรจากัน 50 ปีผ่านไป ก็ไม่ได้ปฏิบัติกันมาก ในระยะหลังความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างกลับยุ่งยากเลวร้าย ขณะนี้เรามีโรงงานอยู่ประมาณ 2 แสนแห่ง แต่การพูดจาหารือเจรจากันปฏิบัติกันเพียงปีละ 4-5 ร้อยราย

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาแม้กฎหมายจะวางกรอบให้ นายจ้างก็ไม่ยอมพูดจาหารือกับลูกจ้าง เกิดปัญหาความขัดแย้งจนลุกลามไปถึงการประท้วงและการนัดหยุดงาน ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด ก็คือแทนที่นายจ้างจะพูดคุยหารือและต่อรองไกล่เกลี่ย กลับใช้กำลังคนจากบุคคลภายนอกเข้า เผชิญหน้าและบางครั้งถึงกับทำร้ายคนงานเช่น กรณีที่เกิด ขึ้นที่โรงงานไทยเกรียง ชายฉกรรจ์ถืออาวุธทุบตีคนงานหญิงจนได้รับบาดเจ็บเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงมาก มีการเสนอ ข่าวไปทั่วโลกทำให้ภาพพจน์ด้านแรงงานของไทยเป็นที่เสื่อมเสียและเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันในต่างประเทศ….”




คนงานไทยเกรียงกว่า 300 ชีวิต ไม่ได้กลับเข้าทำงาน กฎหมายแรงงานทำอะไรนายจ้างที่ละเมิดกฎหมายยังลอยนวล การกลั่นแกล้งผู้นำสหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นองค์กรถูกต้องชอบธรรมยังมีสม่ำเสมอ คนงาน กรรมกร ทั้งภาคอุตสาหกรรม และบริการ ไม่มีปาก ไม่มีเสียง

สื่อมวลชนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสนใจ ขบวนการกรรมกรอ่อนแอ ฝ่ายนายทุน ฮึกเหิมเอาเปรียบ ลอยแพ ปิดงาน ฟ้องสวนเอาความกับผู้นำกรรมกรเป็นว่าเล่น… อาจารย์นิคมได้บรรจุความหวังดีฝากไว้ให้รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยและต่อๆมาด้วยความห่วงใย แต่เสียงของท่านอาจจะไม่ดังพอที่รัฐบาลจะใส่ใจ และรับฟัง

“……..ปัญหาบ้านเมืองของเรามีมากมาย บางปัญหาสะสมเรื้อรังมานาน บางปัญหาก็เกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ฉะนั้นรัฐบาลใหม่ ที่จะเกิดขึ้นจะต้องเตรียมรับปัญหาเหล่านี้ บทความนี้จะกล่าวถึงปัญหาที่สะสมมานานและรุนแรงขึ้นทุกวัน จนกลายเป็นระเบิด เวลา ที่จะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้….”
อาจารย์นิคม ฟันธงไว้ในบทความเพื่อบอกกล่าวกับรัฐบาลใหม่ขณะนั้น

8 ปีมาแล้วทุกสิ่งอย่างในเรื่องแรงงานสัมพันธ์ ยังเหมือนเดิม

อาจารย์นิคมจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ท่านถึงแก่กรรมด้วยอาการหัวใจล้มเหลว ณ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ในงานสวดพระอภิธรรมศพ ที่วัดเบญจมบพิตร คุณป้าน้อย (ภริยาอาจารย์นิคม) เล่าว่า “ ช่วงที่อยู่ ไอซียู ยังเพ้อแต่เรื่อง “งาน” ให้ตามวิภามาจัดเตรียมการ ประชุม ….ท่านเพ้อซ้ำๆ เช่นนั้น ” ศาลา 100 ปี คลาคล่ำด้วยผู้คน ทั้งผู้นำสหภาพแรงงาน ผู้นำกรรมกร นักวิชาการ ญาติวีรชนเดือนตุลา ข้า ราชการ กระทั่งรัฐมนตรี ผู้ที่ให้ความเคารพรักใคร่ และลูกศิษย์ลูกหาต่างมาร่วมคารวะ และรดน้ำศพ เพื่ออำลาอาจารย์เป็นครั้งสุดท้าย “ ในงานศพ ต่างคนต่างกล่าวว่าจะสืบทอดอุดมการณ์ของท่าน หรีดมากมายหลายร้อยจนเป็นพันไม่มีที่จะแขวน

ภายหลังการจัดงานเดือนครบรอบ 24 ปี 6 ตุลาที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์นิคมได้นัดให้วิภามาพบที่คณะสังคมสงเคราะห์ ท่านถือไม้เท้าพยุงตัวขึ้นบันไดทีละก้าวโดยไม่ยอมให้ช่วย เมื่อใครทำท่าจะเข้าไปพยุง ท่านจะจ้องหน้าไม่พูดอะไร…. แล้วก็ก้าวต่อ เราได้แต่คาดเดาว่าท่านไม่ต้องการให้ใครเห็นว่าเป็นคนชรา และไม่ต้องการความช่วยเหลือ หรือแม้แต่ความรู้สึกสงสาร การแนะนำและคำชี้แจงที่พรั่งพรูจากปากท่านเมื่อแรกพบกัน เพื่อให้เป็นต้นร่างประกอบการประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา ในเดือนมกราคม ล้วน ชัดเจน เป็นระบบ วัยและสังขารไม่ใช่อุปสรรคในการทำงานแต่อย่างใด ท่านทบทวนวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ซึ่งมีอยู่ 6 ประการ ให้เราฟัง อย่างแม่นยำ….โดยไม่ต้องใช้เอกสารประกอบ

1.ร่วมดำเนินการจัดสร้างอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาคม 2516 และร่วมในการดำเนินกิจการของอนุสรณ์สถานฯ

2.ส่งเสริมให้ความสนับสนุนการศึกษา ค้นคว้าและเผยแพร่ด้านประชาธิปไตยและการพัฒนา

3.จัดกิจกรรมที่เป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย

4.ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่อุทิศตนเพื่อการเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตย

5.ร่วมมือและประสานงานกับองค์กรหรือหน่วยงานที่มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน

มูลนิธิจะไม่ดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการแสวงอำนาจ หรือ ประโยชน์ทางการเมือง การฝักใฝ่ทางการเมืองหรือการสนับสนุนพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดโดยเฉพาะ

6.เพื่อดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์หรือร่วมมือกับองค์การการกุศลอื่น ๆ เพื่อสาธารณประโยชน์


และท่านยังได้ขยายความถึงบทบาทและภาระหน้าที่ ของมูลนิธิ 14 ตุลา ไว้ เพื่อให้บทบาทและภาระหน้าที่ของมูลนิธิมีความชัดเจน และสามารถดำเนินการได้ในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จึงมีการกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) และ ภารกิจในระยะ 3 ปี (Mission) จนถึงวาระครบรอบ 30 ปี 14 ตุลาไว้ดังนี้

วิสัยทัศน์ของมูลนิธิ 14 ตุลา คือ
“....เป็นสื่อกลางในการสนับสนุนพลังใหม่ทางสังคม โดยเฉพาะสนับสนุนเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้เข้าใจอุดมการณ์ประชาธิปไตย เป็นศูนย์เครือข่ายและแกนกลางข้อมูลเกี่ยวกับจิตวิญญาณของวีรชน 14 ตุลา และส่งเสริมให้เจตนารมณ์ของวีรชน 14 ตุลา ไปสู่การปฏิบัติ โดยมีภารกิจในการสร้างฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนกิจกรรมอันสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของมูลนิธิ เพื่อให้เยาวชนมีบทบาทในการสร้างเสริมอุดมการณ์ประชาธิปไตยในสังคมไทย ศึกษารวบรวมเจตนารมณ์ของวีรชน 14 ตุลา และ เผยแพร่และส่งเสริมเจตนารมณ์ตามเป้าหมายของวีรชน 14 ตุลาคม …….

งานหลักในช่วง 3 ปีข้างหน้า คือ เราจะเป็นศูนย์ที่มีข้อมูล เกี่ยวกับ 14 ตุลา ครบถ้วนที่สุด เป็นแหล่งที่ใครอยากรู้เรื่อง 14 ตุลามาติดต่อเรา และส่งเสริมให้เห็นว่าเจตนารมณ์แท้จริงไม่ใช่การก่อความไม่สงบ แต่เป็นการส่งเสริมประชาธิปไตย ทำให้ทราบว่าจิตวิญญาณ 14 ตุลาว่าอยู่ที่นี่ และต้องอุปการะดูแลญาติวีรชน ทั้ง 2 เหตุการณ์ ทั้ง 14 ตุลา และ 6 ตุลา ”


เกี่ยวกับอาคารใช้สอย อาจารย์นิคม ได้ยืนยันว่า อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา จะเป็นอาคารเล็ก ๆ เรียบ ๆ ไม่หรูหรา ไม่โอ่อ่า แสดงถึงจิตวิญญาณประชาธิปไตยของวีรชน 14 ตุลา และอนุสรณ์สถานนี้จะเป็น สถานที่พักผ่อน หย่อนใจของประชาชนในบริเวณใกล้เคียง และให้ความรู้ ให้การศึกษา ถึงเจตนารมณ์ 14 ตุลาและความรู้เรื่องประชาธิปไตย

คุณป้าน้อยเล่าย้อนหลังให้ฟังว่า “ วันที่ 14 ตุลาคม อาจารย์นิคมสวมเสื้อชุดเก่งสีน้ำเงินที่สั่งให้เด็กรีดไว้เมื่อสามวันก่อน เตรียมออกจากบ้านแต่ 6 โมงเช้า แต่ไม่มีใครอาสาพาท่านไปเพราะเห็นว่าป่วย และนั่งรถเข็นตลอด หลังจากออกจากโรงพยาบาลครั้งสุดท้าย พอบอกว่าจะไม่มีใครพาไป ท่านก็เงียบ นิ่งไม่พูดอะไร แต่พอได้เวลา 8 โมงก็บอกลูกชายคนโตให้พาพ่อไป ลูกเค้าก็ยอมพา ไป…หน้าตาก็ดูดีขึ้นมาทันที แล้วตอนเย็นยังให้ป้าพาไปอีก แต่ฝ่าฝูงคนเข้าไปไม่ไหว ได้แต่นั่งฟังนายกทักษิณพูดบนเวที อยู่ห่างๆ…..”

เย็นวันนั้น ท่านต้องอยู่นอกบริเวณอนุสรณ์สถาน ทั้งๆที่สร้างมากับมือ นักการเมืองพากันขึ้นเวที่ที่อยู่บนรถ 10 ล้อขนาดใหญ่ ปิดทางเข้าอนุสรณ์ไว้

ในคำปราศรัย ครั้งสุดท้ายซึ่งท่านได้ร่างขึ้นก่อนหน้างานร่วม 2 สัปดาห์ มีความตอนหนึ่งว่า

“……อนุสรณ์สถานแห่งนี้เป็นที่รวบรวมตั้งแต่อัฐิของผู้เสียชีวิต 14 ตุลา และ ประวัติศาสตร์ผู้ที่เกี่ยวข้อง กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในเหตุการณ์เดือนตุลาคม กล่าวได้ว่าที่นี่เป็นแหล่งรวม ไม่ใช่เฉพาะอิฐปูนและวัตถุต่างๆ ตรงกันข้ามราก ฐานของอนุสรณ์สถาน เป็นที่ตั้ง และรวมจิตวิญญาณของนักประชาธิปไตย เป้าหมายสำคัญของอนุสรณ์สถานอยู่ที่จะเป็น ประจักษ์พยานของนักต่อสู้ผู้ส่งเสริมประชาธิปไตยพร้อมทั้งสืบทอดปณิธานของวีรชนเดือนตุลา เป็นสำคัญ

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ เราควรจะแสดงความยินดีแก่ตัวเราเองและผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถสร้างอนุสรณ์สถานสำเร็จในครั้งนี้ ซึ่งเป็น งานที่ยาก ต้องอาศัยความอดทน และการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ยากที่จะกล่าวนามของผู้มีส่วนสำคัญได้ครบถ้วน เพียงแต่จะขอกล่าว ว่าอนุสรณ์สถานนี้ เป็นความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทั้งชาติ และหวังอย่างยิ่งว่าพื้นฐานดังกล่าวจะดำรงคงอยู่ และสถิตสถาพร ตลอดเวลาของการปกครองระบอบประชาธิปไตย และตลอดไป "



เมื่อได้พิมพ์ร่างคำปราศรัยนี้ให้อาจารย์ ก็เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของท่านมากขึ้น ในการประชุมครั้งหนึ่งของคณะกรรมการจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติอาจารย์นิคมครั้งหนึ่ง มีการอภิปรายกันเรื่องการตั้งสถาบัน หรือมูลนิธิในนามท่าน ลูกชายคนเล็กของ อาจารย์ กล่าวว่า “พ่อพูดกับผมว่า….ให้เอา “งาน” ไว้ก่อน อย่าไปสนใจ ชื่อนิคม แม่ก็ภูมิใจ แต่ไม่อยากให้ติดชื่อ นิคม จันทรวิทุร สิ่งสำคัญ ที่ผมอยากถามทุกท่านคือ เมื่อพ่อผมเสียไปแล้ว มี “งาน”อะไรที่ไม่ได้ดำเนินการต่อไปบ้าง ?? …. อีก 2-3 ปี สังคมไทยจะเกิดอะไรขึ้น งานวิจัยด้านแรงงาน การระดมสมองเกี่ยวกับสังคม และวิวัฒนาการของแรงงาน ใครจะผลักดันเพื่อผู้ด้อยโอกาส…. ควรจะพิจารณาที่ “งาน”เป็นหลัก ให้ลืมคำว่า “นิคม”ไปเลย….”

สถาบันนิคม หรือมูลนิธินิคม หรือห้องสมุดนิคม ห้องประชุมนิคม จะมีความหมายก็ต่อเมื่อ สามารถสืบสาน “งาน” ที่อาจารย์นิคมยัง ทำค้างไว้ต่อไป………เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง ขบวนการกรรมกรที่เข้มแข็งและเพื่อผู้ด้อยโอกาส ที่จะไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบอีกต่อไป

ณ วันนี้อนุสรณ์สถาน14 ตุลา ที่สร้างขึ้นแล้ว ไม่ใช่แค่อิฐปูนที่สร้างไว้กราบไหว้ หรือสร้างให้ยิ่งใหญ่ หรูหรา อลังการ เช่นเดียวกับการรำลึกถึงท่านอาจารย์นิคม จันทรวิทุร ก็ย่อมไม่ใช่จำนวนหรีดนับพันที่นำมาแสดงคารวะ ไม่ใช่ปิยะวาจาหรือสัญญาที่สวยหรู ไม่ใช่สายน้ำตาที่หยาดริน หากคือการสืบทอดอุดมการณ์ ตามรอยปณิธานของท่าน คือการปฏิบัติ คือการทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่เคยมีคำว่าหยุดพัก…….

การคารวะท่านเช่นรูปเคารพจะไม่มีคุณค่าอะไรเลย !! เราเตือนใจตนเองเช่นนี้

**************

มูลนิธินิคม จันทรวิทุร ร่วมกับ สถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เชิญร่วมสัมมนาวันนิคม จันทรวิทุร ประจำปี 2552

เรื่อง “บทเรียนและอนาคตของการประกันสังคมไทยกับเส้นทางสู่รัฐสวัสดิการ”

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 เวลา 8:00-13.30 น. ณ ห้องประชุมประภาสอวยชัย ชั้น 4 ตึกอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

8:15 - 8:30 น. ลงทะเบียน

8:30 - 8:45 น. กล่าวต้อนรับ โดย ศ. ดร. ธีระ ศรีธรรมรักษ์ ประธานมูลนิธินิคม จันทรวิทุร

8:45 – 9:00 น. กล่าวเปิดการสัมมนา โดยรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

9:15 - 9:30 น. แนะนำองค์ปาฐก โดย
• นายพงศักดิ์ เปล่งแสง กรรมการ มูลนิธินิคม จันทรวิทุร

9:30 - 10:15 น. การปาฐกถานิคม จันทรวิทุร ครั้งที่ 7ประจำปี พ.ศ. 2552 หัวข้อ “บทเรียนและอนาคตของการประกันสังคมไทย" โดย
• นายอำพล สิงหโกวินท์ ผู้ทรุงคุณวุฒิประจำคณะกรรมการประกันสังคม

10:15 – 10:30 น. รับประทานอาหารว่าง

10:30 – 11:45 น. การอภิปรายเชิงวิชาการและนโยบาย หัวข้อ “การประกันสังคมไทยกับเส้นทางสู่รัฐสวัสดิการ” โดย

• นายพนัส ไทยล้วน ผู้แทนฝ่ายลูกจ้างในคณะกรรมการประกันสังคม
• นายประสิทธิ์ จงอัศญากุล ผู้แทนฝ่ายนายจ้างในคณะกรรมการประกันสังคม
• รศ.ดร.ปรีชา สิทธิกรณ์ไกร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
• นายโกวิทย์ บุรพธานินทร์ กรรมการมูลนิธินิคม จันทรวิทุร
• ดร.โชคชัย สุทธาเวศ เลขาธิการ มูลนิธินิคม จันทรวิทุร (ดำเนินการอภิปราย)

11.45 -12.15 น. ซักถามและร่วมแสดงความคิดเห็นโดยผู้เข้าร่วมสัมมนา

12:15-12:30 น. สรุปและกล่าวปิดการสัมมนา โดย
• นายฐาปบุตร ชมเสวี รองประธาน และ ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธินิคม จันทรวิทุร
12:30 – 13:30 น. รับประทานอาหารกลางวัน

หมายเหตุ:พิธีกรดำเนินงาน โดยผู้แทนจากสถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บันทึกอดีตสหายเดือนตุลา(7):สหายหญิง และนิยายของชมพู

ที่มา Thai E-News


วันที่จะจากป่าเขา ผมและเพื่อนหลายคนไปร่ำลาเธอด้วย ยามเช้าที่สดใส ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยรวมทั้งคำอวยพรของแม่คนหนึ่งที่เราเคารพ นอกจากเสียงร่ำไห้ของชมพูและอ้อนวอนไม่ให้จากไป เสียงร้องไห้นั้นดังเนิ่นนาน จนผมเดินลับมาแสนไกลก็คล้ายยังได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นอยู่ตามภูเขาและต้นไม้..ทุกหนแห่ง(ภาพประกอบ:ภาพยนตร์"ฟ้าใสใจชื่นบาน")


โดย วันลา วันลิไล
30 ตุลาคม 2552


10. นิยายของชมพู


10.1 ผมเดินขึ้นที่พักอย่างอ่อนแรง ทั้ง ๆ ที่มือสองข้างหิ้วเพียงถังน้ำข้างละใบเท่านั้น

ท่าน้ำตรงนั้นค่อนข้างชัน น้ำลึกและมีหินก้อนใหญ่ระเกะระกะ เรากินข้าวกันก่อนที่จะมืดจะได้ไม่ต้องเปลืองน้ำมันตะเกียง เสร็จแล้วต่างก็เดินกลับไปพักผ่อนที่เปล

อากาศเริ่มขมุกขมัวมากขึ้น เสียงแมลงกลางคืนเริ่มกรีดปีกแข่งกันเซ็งแซ่ ผมเอาวิทยุแนบหูเปิดหมุนหาคลื่นไปเรื่อย ได้ยินเพลงฝรั่งก็จะหยุดฟัง เพลงอะไรก็ดูจะไพเราะไปหมด เมื่อเทียบกับเพลงจากสถานีคลื่นสั้น ส.ป.ท.ที่มักจะมีเสียงแทรกแกรก ๆ และยิ่งไพเราะเมื่อรู้สึกว่าต้องแอบฟัง มันหายากและไม่ได้ฟังมาแสนนานแล้ว

สักครู่หนึ่งคุณยุเดินมาบอกว่าช่วยไปดูคุณชมพูหน่อยเขาบอกว่าปวดท้องมาก เมื่อผมเดินไปถึงก็รู้สึกตกใจ คนป่วยซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เห็นจะมีทีท่าอะไรนอนบิดตัวร้องครวญคราง และเล่าด้วยน้ำเสียงกัดฟันว่า เธอกระโดดน้ำใขณะที่อาบน้ำที่ท่าในตอนเย็น

เมื่อถามว่ากระโดดไปโดนก้อนหินหรือเปล่า เธอส่ายหน้า แต่เอามือกดตรงตำแหน่งที่ปวดใต้ชายโครงด้านขวาแล้วร้องเสียงดังขึ้น ดังจนทำให้ผมลุกลี้ลุกลนไปด้วย นึกเดาไปว่าหรือจะมีอะไรมากระแทกที่ตับ เดาไปก็ใจหายเพราะที่ติดตัวมาก็มียาเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น

เธอทั้งร้องทั้งดิ้นเหมือนดังจะขาดใจในบัดดล ผมค้นเป้แล้วไม่มียาฉีดอาโทรปิน ทำให้ตัดสินใจข้ามยาเม็ดจำพวกพาราเซทตามอลไปเลย แล้วนึกถึงโซเซกอน (มีตัวยาโคเดอินหรือมอร์ฟีนผสมอยู่ด้วย) ถึงจะไม่เคยใช้แต่เสียงร้องนั้นไม่ยอมให้ผมหยุดคิดเลย

พอฉีดยาเสร็จอาการกลับเลวร้ายลงอีก ทั้งครวญครางอย่างเจ็บปวดด้วยเสียงที่แผ่วลง ทั้งดูหน้าซีดตัวเย็นเหมือนกับจะเป็นลมหรือช็อก ผมรีบให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดอย่างรวดเร็ว ใจก็คิดแผนอื่นไว้ทั้ง ๆ ที่รู้สึกสับสนและมีทางเลือกไม่มาก มือข้างหนึ่งก็จับชีพจรแล้วนับไปเรื่อย

รอดูอยู่พักหนึ่งเห็นค่อย ๆ สงบลง สีหน้าอ่อนเพลียและคล้ายจะหลับไปแล้ว ผมถอนใจโล่งอกและหลบมานั่งคนเดียว

คืนข้างแรมมันมืดมาก ไม่มีเสียงลม ไม่มีการเคลื่อนไหว เหตุฉุกละหุกเมื่อครู่เหมือนทำให้ต้นไม้สายลมหยุดจ้องมองอย่างเงียบงันไปด้วย ชมพูตัวผอม ๆ เคยเป็นไข้และไอเรื้อรังเหมือนกับเป็นวัณโรค ฟังว่าเคยไปตรวจแต่ไม่พบเชื้อแต่อย่างใด


10.2 คุณสนองซึ่งเคยเรียนหมอและเป็นหัวหน้าหน่วยอีกหน่วยหนึ่งมาถึงแต่เช้า

พอเล่าเรื่องให้ฟัง เขาได้แต่ยิ้มเล็กน้อยแล้วบอกว่าไม่เป็นไรหรอก ให้ดูอาการอีกที คำแนะนำเช่นนี้ทำให้ผมรู้สึกแปลก ๆ คุณสนองนั่งคุยกับหัวหน้าหน่วยผมอีกไม่กี่นาทีก็กลับไป สรุปแล้วยังหาคำตอบไม่ได้เลยว่าเมื่อคืนชมพูเป็นอะไร

ค่ำมากแล้วหัวหน้าหน่วยกับเพื่อนอีกคนออกจากที่พักชายป่าไปคุยกับชาวบ้านปล่อยให้ผมกับคุณยุคอยดูชมพู ราวสัก 3 ทุ่มคุณยุก็ย่องมาหาผมแล้วบอกว่าไปดูเธอหน่อยเห็นบอกว่าเริ่มปวดท้องอีกแล้ว พอเดินไปถึงคราวนี้เสียงครวญครางดังกว่าคืนก่อน และเปลี่ยนเป็นร้องว่าช่วยด้วยทนไม่ไหวแล้ว

จะเอาอย่างไหนระหว่างรอดูอาการอีกทีกับต้องทำอะไรบางอย่าง เธอยึดมือผมไว้และร้องให้ช่วยไม่ขาดปาก เมื่อหมดหนทางจึงจำใจใช้แผนเดิมโดยฉีดโซเซกอน เพราะคืนก่อนยังผ่านมาได้ แต่คราวนี้ยิ่งหนักกว่าเก่า คนป่วยหายใจหอบถี่และแผ่วลง ชีพจรเบามากแทบไม่รู้สึกเลย เสียงครวญครางหยุดไปแล้ว ดูเหมือนทุกอย่างกำลังนิ่งเงียบ

ผมฉีดแอดเรนาลินที่ติดตัวไว้ยามฉุกเฉิน แล้วหันไปบอกคุณยุให้ช่วยจับชีพจรและให้ทำใจไว้ คงจะช่วยได้แค่นี้

จากเสียงร้องครวญครางจนถึงฉีดยาแก้ปวดและฉีดยากระตุ้นหัวใจ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเร็วมากจนไม่มีเวลาคิดทบทวนเลย ตะเกียงน้ำมันดวงเดียวให้แสงว็อมแวม มองเห็นใบหน้าซีดของคนป่วย ทุกอย่างเงียบเชียบ คุณยุหันมาบอกว่าจับชีพจรไม่ได้เลย ผมใจหายวาบ

เมื่อตรวจหาการเต้นของหัวใจที่ข้อมือและลำคอไม่พบทั้งสังเกตไม่เห็นอาการหายใจ ผมตัดสินใจเอามือกดลงไปที่ทรวงอก
3-4 ครั้ง แล้วจับหน้าเธอหงายขึ้น บีบจมูกไว้ เป่าลมเข้าไปในปอดแรง ๆ แล้วหันมากดทรวงอกอีก คราวนี้เห็นปฏิกิริยาแสดงถึงการหายใจและรับรู้ได้ถึงการเต้นของชีพจร

พอใจชื้นขั้นก็นึกถึงน้ำเกลือที่มีเหลืออยู่ถุงเดียว โชคดีที่ในที่มืดกับผู้ป่วยที่หาเส้นเลือดดำยากผมกลับสอดเข็มลงในหลอดเลือดสำเร็จอย่างรวดเร็ว สักพักเมื่อคนอื่นกลับมาถึง เธอก็พูดคุยได้แล้ว


10.3 กลางแสงจันทร์ บางคืนเรานั่งคุยกัน 3-4 คน บางคืนก็นั่งคุยกันแค่ 2 คน เราพูดถึงทัศนะต่อชีวิต ความหวัง ความศรัทธา และแน่นอนหนุ่มสาวอย่างเราย่อมพูดถึงความรักบ้าง เธอบอกผมว่ามีใครคนหนึ่งมาชอบผม เมื่อซักไซร้ถามก็เอ่ยชื่อออกมา หัวใจผมพองโตอย่างน้อยก็มีคนมาชอบกับเขาเหมือนกัน

รู้สึกตัวเองคงไม่ขี้เหร่จนเกินไป เธอยังบอกว่ามีใครคนหนึ่งมาบอกรักและขอคำปรึกษาว่าจะตอบรับเขาไปดีหรือไม่ ผมตอบเธอตรงไปตรงมาว่า หัวใจเป็นของคุณถ้ารักเขาก็ตอบรับไปสิ เธอจ้องตาผมเขม็ง ในขณะที่ผมรู้ตัวเองดีว่า ในดวงตาผมไม่เคยมีประโยคที่สองและที่สามซ่อนเอาไว้

ผมเล่าเรื่องของตัวเองให้เธอฟังว่า เมื่อคราวเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ถึงตอนปิดเทอมก็กลับไปอยู่ที่บ้านต่างจังหวัด เย็นวันหนึ่งขณะที่นั่งในสนามหญ้าในทุ่งหลังบ้านคนเดียว คิดถึงเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมาจนอยากให้เปิดเทอมเร็ว ๆ

เมื่อตอนอยู่มหาวิทยาลัยก็เคยชอบใครคนหนึ่ง แต่ไม่กล้าเอ่ยปากบอก ต้องแกล้งทำท่าทีให้ห่างเหิน ทั้งๆที่ใจอยากอยู่ใกล้ชิด จนวันหนึ่งอดไม่ไหว ก็เอ่ยปากบอกรักไปโดยไม่อ้อมค้อม ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร จำได้ว่าทั้งคนบอกรักและคนถูกบอกรัก ต่างนั่งมือไม้สั่นเหงื่อแตกกันทั้งคู่

ชมพูหัวเราะคิกคักกับเรื่องเชยๆของผม ผมก็หัวเราะตัวเองเช่นกัน


10.4 ชมพูเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อรักษาอาการป่วย ผมประคองเธอตลอดทางที่นั่งรถจากชายป่าถึงถนนใหญ่ หลายวันต่อมาเราพบกันอีกเมื่อกลับจากกรุงเทพฯ และเดินทางเข้าป่าพร้อมกันกับเพื่อนอีกหลายคน เพื่อนที่มาส่งชมพูบอกว่าหมอตรวจอย่างละเอียดแล้วบอกว่าไม่เป็นอะไรเลย ไม่เป็นอะไรเลยจริง ๆ เธอหายป่วยตั้งแต่วินาทีแรกที่ถึงกรุงเทพฯแล้ว

พวกเราเดินข้ามเขาอย่างรีบเร่ง เย็นวันนั้นแดดร้อนมาก ทุกคนเหนื่อยและหิวน้ำจนตาลาย ก่อนจะถึงที่พักประจำต้องหยุดพักระหว่างทางคืนหนึ่งก่อน

รุ่งขึ้นอีกวันขบวนเราเดินถึงทางแยก พวกหนึ่งซึ่งมีหมอมียาพร้อมจะแยกไปทำธุระอีกทางหนึ่ง เขาถามผมว่าจะให้ชมพูไปทางไหนดี ผมลังเลแต่ก็ตอบไปว่าไปกับกลุ่มผมดีกว่า เพราะได้ยินเธอบ่นปวดท้องเมื่อต้องเดินทางมาก ๆ พวกนั้นพยักหน้ายิ้ม ๆ เห็นด้วยทุกคน อากาศเริ่มเย็นทึม ๆ ลง แถวที่เดินเป็นแนวในทางแคบ ๆ ทางเช่นนั้นเดินง่ายไม่ต้องกลัวหลง คนแข็งแรงเดินเร็วก็จะจ้ำทิ้งไปไกล คนที่เดินช้าก็ค่อย ๆ กระย่องกระแย่งไป

เมื่อถึงที่พักผมพยายามทำโน่นทำนี่ไม่อยู่ใกล้พูดคุยกับเธอมากนัก พอตกค่ำเธอก็บอกว่าปวดท้องอีก แต่ไม่ร้องรุนแรงเหมือนเมื่อก่อน คราวนี้ผมให้ยาแก้ปวดและวิตามินสีลูกกวาด พร้อมทั้งบรรยายสรรพคุณว่าเป็นยากดประสาทส่วนกลางคลายความเจ็บปวดและตึงเครียด ยังใช้คำศัพท์ทางการแพทย์หลายคำเพื่อให้วิตามินเม็ดนั้นขลังมากขึ้น ไม่ค่อยได้ผลนักแต่ไม่มีอาการรุนแรงอย่างที่เคยเป็น ผมเหนื่อยมาก พอให้ยาแล้วก็หลบออกมานั่งห่าง ๆปล่อยเธอไว้กับใครบางคนได้ยินเสียงบ่นและร้องเจ็บปวดสักพักก็เงียบไป


10.5 คืนจันทร์ครึ่งดวง มีงานรื่นเริงที่ค่าย เสียงกลองและฉิ่งฉาบรำวงดังจนคึกคัก
ผมก็เตรียมตัวจะร้องเพลงกับเขาด้วย เดินอยู่คนเดียวระหว่างบ้านโน้นบ้านนี้ เที่ยวตามหาเพื่อน ๆ และเครื่องดนตรีให้ครบชิ้น เสียงหีบเพลงปากดังอยู่อีกบ้านหนึ่ง

คืนนี้จะขาดเครื่องดนตรีชิ้นนี้ไม่ได้เพราะมือแอ๊คคอเดี้ยนไม่อยู่ ทางเดินที่ทอดไปยังบ้านนั้นมืดเพราะเงาไม้ไผ่รกครึ้ม

มีแสงสว่างจากคบไม้ด้ามขวานสวนมาเป็นแถว ผมรู้สึกยินดีเข้าไปทักทายเพื่อนที่มาจากค่ายสาม หญิงชายหลายคนยิ้มอย่างร่าเริง เด็กกะเหรี่ยงรูปหล่อฮัมเพลงผ่านไปจนถึงคนสุดท้าย ชมพูนั่นเองเธอจับมือผมไว้ แล้วยัดกระดาษก้อนหนึ่งให้ ผมบอกไม่ถูกว่าเกิดความรู้สึกอย่างไร เพราะถึงจะไม่เปิดอ่านก็เดาได้ว่าข้อความในกระดาษแผ่นนั้นเขียนว่าอย่างไร

ผมเก็บก้อนกระดาษไว้ในกระเป๋ากางเกง แล้วขึ้นไปร้องเพลงและรำวงกับเพื่อนๆจนงานเลิกราวตีหนึ่ง พอไฟที่เวทีดับลงและเพื่อนๆกลับไปนอนหมดแล้วผมยังคงนั่งอยู่คนเดียวที่ห้องสมุดกับตะเกียงน้ำมันดวงเล็ก ตัดสินใจอยู่ครู่ใหญ่ที่จะเผาก้อนกระดาษเสีย สุดท้ายก็คลี่มันออกมาอ่าน หมึกสีซีดในกระดาษที่ขยำจนยับยู่ยี่นั้นบอกว่าผมมีน้ำใจกับเธอ เธอก็อดไม่ได้ที่จะมีน้ำใจให้ ผมยิ้มอย่างหดหู่

ในใจคิดว่าน้ำใจจะเป็นอะไรก็ได้ขอแต่มี “ให้” แค่นั้นก็พอแล้ว


10.6 วันที่จะจากป่าเขา ผมและเพื่อนหลายคนไปร่ำลาเธอด้วย ยามเช้าที่สดใส ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยรวมทั้งคำอวยพรของแม่คนหนึ่งที่เราเคารพ นอกจากเสียงร่ำไห้ของชมพูและอ้อนวอนไม่ให้จากไป เสียงร้องไห้นั้นดังเนิ่นนาน

จนผมเดินลับมาแสนไกลก็คล้ายยังได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นอยู่ตามภูเขาและต้นไม้

ทุกหนแห่ง


11. สหายหญิง


เพื่อนผมคนหนึ่งหลงรักสหายหญิงอยู่ฝ่ายเดียว เมื่อบอกกล่าวกับผู้ใหญ่แล้ว สาส์นปฏิเสธของอีกฝ่ายก็ตอบผ่านกลับมา ความเสียใจทำให้น้ำตานักรบที่แกร่งกล้าคนหนึ่งไหลพรากต่อหน้าผม ผมช่วยอะไรไม่ได้เลย

ได้แต่คิดว่าน้ำตาเขาควรจะไหลลงต่อหน้าหญิงสาวที่เขารัก แม้ว่าเธอจะยืนกรานปฏิเสธก็ตาม


จะปฏิวัติกันได้อย่างไรถ้าขาดสหายหญิง เราเรียกผู้หญิงของที่นั่นเช่นนั้น

แน่นอนพวกเธอมีบทบาทไม่แพ้ผู้ชาย บางคนเคยออกรบมาแล้ว บางคนออกไปพูดปลุกระดมชาวบ้าน เดินขึ้นเขาสูง ฝ่าสายน้ำเชี่ยว เป้ของหนัก ปลูกผัก ปลูกข้าว เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ทำครัว เย็บผ้า เป็นหมอฉีดยาและผ่าตัด เล่นดนตรี เต้นระบำ ดูแลผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา เป็นแม่และครูของเด็ก ๆ รวมทั้งเป็นคู่รักของชายหนุ่ม และภรรยาของสามี

ในวงศึกษาสัมมนา พวกเธอบางคนก็เป็นนักอภิปรายแสดงความเห็นอย่างน่าชื่นชม ผมชื่นชมเพราะส่วนหนึ่งของพวกเธอมาจากชาวนาหรือแม่ค้าแม่ขายที่ไม่ได้ร่ำเรียนสูงในการศึกษาตามแบบแผน อาศัยการบ่มเพาะตามแบบฉบับในป่า

ถึงความเข้าใจและโลกทัศน์มีกรอบจำกัด ก็ยังแตกต่างกันลิบกับผู้หญิงชาวบ้านตามไร่นาและบ้านเรือนในชนบททั่วไปที่ขาดการอ่าน การศึกษา และใส่ใจในวิทยาการอื่น นอกเหนือจากการทำมาหากินในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตามในแววตาที่จริงจัง เด็ดเดี่ยว ย่อมซุกซ่อนความสดชื่น,อ่อนหวานซึ่งธรรมชาติได้สร้างมาให้พร้อมกัน สังคมในป่าไม่ใช่ลัทธิของนักปฏิบัติธรรม แต่เป็นสังคมของผู้รักความเป็นธรรมที่มีเลือดเนื้อวิญญาณอย่างปุถุชน ทุกคนแม้นมือหนึ่งจะถือปืนแต่อีกมือหนึ่งมักจะถือดอกไม้ และเรียกร้องให้ “ถนอมรัก” กัน เช่นนี้จึงสามารถจะคลี่คลายปัญหา “ความคิด” ที่แต่ละคนพลัดพรากบ้านมาจากทั่วทุกสารทิศ ทำงานที่เหนื่อยยากยิ่ง อันตรายอย่างยิ่ง และยังไม่เคยกล้าคิดถึงผลสำเร็จในอนาคตเลย

ในเรื่องส่วนตัว(ที่นั่นไม่มีคำว่าครอบครัวและสังคม มีแต่คำว่าส่วนตัวและส่วนรวม) ชายและหญิงต่างเกิดความผูกพันรักใคร่กันมีทั้งเรื่องสุขเรื่องเศร้า งดงามและหยาบคาย เช่นเดียวกับในสังคมอื่น ๆ

โดยสถานการณ์ที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวย ทุกคนถูกเรียกร้องให้ชะลอการสร้างภาระทางครอบครัวที่เรียกว่ากันว่า “3 ช้า” อย่าเพิ่งมีคู่รัก, อย่าเพิ่งแต่งงาน และอย่าเพิ่งมีลูก

ในความเป็นจริงแม้บางคนจะเกรงอกเกรงใจกับนโยบายนี้อยู่บ้าง แต่สำหรับบางคนเรื่องของหัวใจอะไรก็ห้ามไม่ได้ ในกองทัพมีผู้หญิง, มีแววตาหวานซึ้งและอบอุ่นจะห้ามไม่ให้เกิดนิยายรักได้อย่างไร

คุณสงวน มีลูกชายเล็ก ๆ น่ารักคนหนึ่งกับภรรยาสาวชาวกะเหรี่ยง มีคนเล่าตำนานรักของเขาสั้น ๆ ว่า เมื่อถึงคืนวันที่โศกใจ คุณสงวนนอนกอดหมอนร้องไห้ไม่เป็นอันทำงานเลย ความรักของเขาต่อหญิงสาวไม่อาจจะคลี่คลายเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากผู้ใหญ่ต้องจัดการแต่งงานให้ ไม่เช่นนั้นเขาคงจะเศร้าเสียใจจนตายไปต่อหน้าต่อตาทุกคน เรื่องนี้มีบางคนให้ข้อสังเกตว่า “ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก”

คุณชำนาญ พกเอาความรักความปรารถนาเต็มอกต่อหญิงสาวที่เขารักจนไม่อาจเก็บความรู้สึกไว้ได้ เขาย่องไปเปิดมุ้งคนรักในขณะที่เพื่อน ๆ คนอื่นนอนหลับ ด้วยความอ่อนเพลียจากงานในไร่นา ความลับถูกเปิดเผยออกมาต่อเมื่อคนรักของเขาตั้งท้อง และผู้ใหญ่จำต้องจัดพิธีแต่งงานให้ตามระเบียบ ยุทธวิธี “มัดมือชก”

เช่นนี้ทำให้หลายคนยกนิ้วให้ เพียงแต่ไม่กล้าทำตามอย่างเท่านั้น

ส่วนคุณพิสิฐก็อาศัยโอกาสที่ต้องทำงานด้วยกันกับหญิงสาวคนหนึ่งจัดการรวบหัวรวบหางโดยอีกฝ่ายตั้งตัวไม่ทัน นี่ก็เป็นยุทธวิธี “รบเร็ว” ที่ได้ผลเกินคาด

เขายอมที่จะถูกเลื่อนพิจารณารับเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูงสำหรับที่นั่น เขายอมวิจารณ์ตนเองและให้เพื่อน ๆ นั่งล้อมวงวิจารณ์หลังจากยอมรับหน้าตาเฉยว่าเรียบร้อยกันแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ในพิธีแต่งงานที่เรียบง่าย พวกเราก็ยินดีที่ได้ช่วยมุงหลังคาสร้างบ้านใหม่ให้เป็นเรือนหอและช่วยโห่นำเจ้าบ่าวไปยังบ้านซึ่งเจ้าสาวรออยู่ บ้างก็ช่วยแต่งโคลงกลอนให้เป็นของขวัญ และมีความสุขเล็กๆน้อยๆร่วมกัน กับการกินเลี้ยงขนมหวานกับงานบันเทิงง่ายๆและสั้นๆ

ทั้งหมดนั้นเป็นการให้กำลังใจกันเช่นเดียวกับการอวยพรให้คู่บ่าวสาวมีความสุขตามควร ทั้งๆที่หลังแต่งงานบางคู่แทบจะไม่เคยได้อยู่ด้วยกัน หรือไม่มีแม้แต่ "ฮันนี่มูน" เนื่องจากภาระหน้าที่ที่พรรคฯมอบหมาย

ประเพณีความรักของที่นั่น ส่วนใหญ่จะต้องผ่านการ “เสนอ” ผู้ใหญ่(เรียกกันว่า จัดตั้ง) เสมอ หมายความว่า เมื่อเกิดรักชอบใคร ต้องบอกเล่าผู้ใหญ่ให้ช่วยถามไถ่อีกฝ่ายหนึ่งอาจบางครั้งผู้ใหญ่มีความเห็นในเรื่องความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมบ้าง การไม่ผ่านพิธีการเช่นนี้จะถูกมองว่า “ผิดศีลธรรม” มิพักต้องพูดถึงการไปผิดลูกผิดเมียคนอื่นซึ่งจะเป็นความผิดร้ายแรงไม่อาจให้อภัยได้

ผมไม่เคยรู้และไม่เคยเห็นว่ามีใครทำผิดพลาดร้ายแรงถึงขึ้นเป็นชู้กับผัวเมียคนอื่นดังกล่าว นอกจากเรื่องความรักความคะนองของหนุ่มสาวดังเรื่องเล่าข้างต้น ทั้งนี้เพราะอาจมีกลไกบางอย่างคอยป้องกันความผิดพลาดไว้ เนื่องจากทุกคนล้วนติดอาวุธ หากอารมณ์ชักนำให้โกรธเคืองเคียดแค้นกันแล้วอาจเกิดผลร้ายใหญ่โตได้

แม้จะมีความในใจ แต่การเล่าสู่และพบปะกันข้ามหน่วยงานถือเป็นเรื่อง “ไร้จัดตั้ง” ซึ่งเป็นข้อห้ามเข้มงวดข้อหนึ่ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่หญิงชายจะได้สบตาและกุมมือกัน เหล่า "สหายชาย" ไหนเลยจะได้เคยเห็นท่าทางเอียงอายของ"สหายหญิง"

ในโลกที่เป็นจริงมันเหมือนกับทำให้ความเป็นคนตกหล่นไป เช่นเดียวกับความรักของหนุ่มสาว การคุยกันเรื่องของหัวใจผ่านผู้ใหญ่หรือผู้อื่นมันจะซาบซึ้งสุขใจเท่ากับได้คุยกัน 2 ต่อ 2 ได้อย่างไร

หรือแม้กระทั่งยามผิดหวังอกหัก จะให้หนุ่มสาวออดอ้อนระบายความกลัดกลุ้มต่อหน้าใคร เพื่อนผมคนหนึ่งหลงรักสหายหญิงอยู่ฝ่ายเดียว เมื่อบอกกล่าวกับผู้ใหญ่แล้ว สาส์นปฏิเสธของอีกฝ่ายก็ตอบผ่านกลับมา ความเสียใจทำให้น้ำตานักรบที่แกร่งกล้าคนหนึ่งไหลพรากต่อหน้าผม ผมช่วยอะไรไม่ได้เลย

ได้แต่คิดว่าน้ำตาเขาควรจะไหลลงต่อหน้าหญิงสาวที่เขารัก แม้ว่าเธอจะยืนกรานปฏิเสธก็ตาม

******
บันทึกทั้งหมดก่อนหน้านี้:

บันทึกอดีตสหายเดือนตุลา:ตะวันตกที่ตะนาวศรี

Friday, October 30, 2009

อินเตอร์เน็ต” ช่องทางเกิดสื่อทางเลือก

ที่มา Voice TV



OpenThaiDemocracy.com สื่อทางเลือกที่เปิดให้คนคุยกันได้แม้มองต่าง ด้านบก.ประชาไทระบุ สื่อทางเลือกจะเกิดขึ้นเมื่อสังคมไม่ปกติ

มหาเศรษฐีระดับโลกที่รวยด้วยอินเตอร์เน็ต

ที่มา Voice TV



นักธุรกิจชื่อดังและผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก ส่วนใหญ่เป็นผู้อยู่ในแวดวงอินเตอร์เน็ต และใช้โลกออนไลน์ ในการสร้างอาณาจักรทางธุรกิจ

ครบรอบ 40 ปี ต้นแบบอินเตอร์เน็ต

ที่มา Voice TV



ประวัติความเป็นมาของระบบอินเตอร์เน็ตและสถิติการใช้อินเตอร์เน็ตของประชากรทั่วโลก

อสส.เผยกัมพูชามีเอกสิทธิ์ปฏิเสธคำขอส่งตัว "พ.ต.ท.ทักษิณ" ได้

ที่มา Voice TV



อัยการสูงสุด ระบุส่งผู้ร้ายข้ามแดนทักษิณกัมพูชามีเอกสิทธิ์ปฏิเสธคำขอส่งตัวได้ แต่ต้องมีเหตุผลอธิบายตามหลักปฏิบัติสากล

สั่งสางคดี'ราเกซ'เต็มที่ นักการเมืองมีเอี่ยวก็โดน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_43416

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายกฯมาร์คไฟเขียวสางคดี "ราเกซ" เต็มที่ ลั่นเกี่ยวพันกับใคร นักการเมืองคนไหนไม่สน หากมีเอี่ยวให้ดำเนินการตาม กม. ไม่มีแกล้ง ไม่มีปกป้อง ..

วันนี้ (30 ต.ค.) ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการดำเนินคดีกับนายราเกซ สักเสนา ผู้ต้องหาคดีร่วมยักยอกทรัพย์ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ (บีบีซี) ว่า ให้ดำเนินตามกระบวนการ ทั้งหมดต้องเดิน และมีการขยายผลไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง เมื่อถามว่า ในส่วนนักการเมืองกลุ่ม16 มีส่วนเกี่ยวข้องและพรรคประชาธิปัตย์ในอดีตก็เคยอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ในขณะนั้นจะใช้ข้อมูลดังกล่าวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนของคดีให้ดำเนินการไป ตนว่าข้อมูลมีอยู่แล้ว เมื่อถามว่า อย่างที่ผ่านมานายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปประเทศแคนนาดาระบุว่ามีรายชื่อของนักการเมืองเกี่ยวข้องใน เรื่องนี้จะใช้ข้อมูลดังกล่าวด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าทุกคนต้องให้ความร่วมมือกับการดำเนินคดี เมื่อถามอีกว่าแต่คนเหล่านี้มีบทบาทอยู่ในรัฐบาลชุดนี้จะดำเนินการอย่างไร และจะ กระทบต่อการทำงานหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องดูตามข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่า คดีนี้เป็นคดีสำคัญที่รัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ก็เอาจริงเอาจังไม่เช่นนั้นไม่เอาตัวนายราเกซกลับมา ตอนนี้เอากลับมาแล้วก็ต้องเป็นการดำเนินการตามข้อเท็จจริง" เมื่อถามว่า จะทำให้เกิดความมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีการปกป้องคนที่เกี่ยวข้องที่มี บทบาทในรัฐบาลชุดนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ไม่มี ผมยืนยันไม่มีการปกป้อง การสืบสวนสอบสวนของตำรวจทำได้เต็มที่ รัฐบาลคงไม่ชี้นำคดี เพราะจะกลายเป็นว่าจะไปแกล้งคนนั้นจะไปช่วยคนนี้ ผมยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีแกล้ง ไม่มีช่วย" เมื่อถามว่าเกี่ยวพันกับนักการเมืองเราก็ไม่ละเว้นใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เกี่ยวพันกับใครก็ต้องโดนคนนั้น

เมื่อถามว่า ตอนนี้ในส่วนของนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อ้างว่าได้มีการประนอม หนี้แล้วคือจะมีการรับผิดชอบแค่เรื่องประนอมหนี้อย่างเดียวเท่านั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม

ประชาธิปืน

ที่มา บางกอกทูเดย์

ในประเทศนี้...ไม่มีใครไม่รู็จักพรรคประชาธิปัตย์กว่า 60 ปีที่คำว่าประชาธิปัตย์ติดอยู่คู่กับการเมืองไทย..ประชาธิปัตย์ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานประชาชนคนไทยกับประชาธิปัตย์เหมือนลิ้นกับฟัน..บางครั้งก็รักกันบางคราวก็แหนงหน่าย..คราวรักก็เลือกผู้คนเข้าสภาอย่างถล่มทลาย ยามหน่ายก็เทใจให้กับพรรคอื่น2512 เวลา 4 ปี ก่อนวันมหาวิปโยค..ทนายความหนุ่มน้อยวัย 26 คว้าตำแหน่งผู้แทนราษฎรชาวตรังเข้าสภา..หน้าตาดีในเรือนร่างบอบบาง..ไม่มีใครทายได้ว่านี่คือ...ผู้ท้าทายอำนาจเผด็จการที่ครอบครองประเทศมาอย่างเนิ่นนานติดต่อกัน เป็นเผด็จการครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ..ยิ่งกว่าเผด็จการ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์จอมพล ถนอม กิตติขจรจอมพล ประภาส จารุเสถียรผู้ยิ่งใหญ่เหนือปฐพี.พลตำรวจเอกประเสริฐ รุจิรวงศ์...พลเอก กฤษฌ์ สีหะวรา พลอากาศเอก ทวี จุลทรัพย์..และนักธุรกิจเศรษฐี พจน์ สารสิน..ประชาธิปัตย์..สู้อย่างทรหดสู้อย่างไม่ถดถอย..และปฏิเสธอำนาจเผด็จการในทุกรูปแบบ..ประชาธิปัตย์หน้าบาง..และประชาชนสามารถคาดหมายได้ล่วงหน้า..ว่าประชาธิปัตย์จะปฏิเสธลาภยศสักการะที่เผด็จการหยิบยื่นให้..และไม่ประนีประนอมอย่างเด็ดขาดกับอำนาจที่ไม่ได้มาจากคูหาเลือกตั้ง..อำนาจที่ไม่ได้มาจากกากบาทหรือขีดถูกจากมือ 1 ข้างของประชาชนทุกครั้งที่..ประธานสภาชี้มือมายังร่างกะทัดรัดในสูทสีขรึม..ในฟากของฝ่ายค้าน..นักข่าวในครั้งนั้นจะหยุดการสนทนาคว้ากระดาษและเตรียมปากกาเพื่อจะบันทึกทุกประโยคที่ได้ยิน..เพราะนั่นคือข่าวพาดหัวทุกๆ ตัวอักษร..จะพลาดไม่ได้.. ที่ประชุมจะเงียบสนิทไร้สรรพสำเนียงใดๆ ทุกสายตาจะพุ่งไปยัง 2 เป้าหมาย..คือ ผู้อภิปรายและผู้ถูกอภิปรายทุกครั้งที่เผด็จการจะทำได้หลังการอภิปรายของ..ผู้แทนจากจังหวัดตรัง..คือ จะรับไปดำเนินการและขอบคุณประชาธิปัตย์..ยิ่งใหญ่ในตำแหน่งฝ่ายค้าน.. ทุกตารางนิ้วของประเทศไทย..รองรับทุกชิ้นเนื้อที่เป็นประชาธิปัตย์เพราะเขา...ชวน หลีกภัยประชาธิปัตย์ของ ชวน หลีกภัย.. ช่างต่างกันมากมายกับ ประชาธิปืน ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีใครคิดว่า..นางธรณีจะหยุดบีบมวยผม..แล้วคว้าพระแสงปืนออกมาปกครองประชาชน.. 