ที่มา Voice TV
คณะพนักงานสอบสวนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำตัวนายราเกซ ซึ่งอยู่ในสภาพต้องนอนอยู่บนเตียงรถเข็นจากอาการป่วย ไปขออำนาจศาลฝากขังนัดแรก
พนังงานสอบสวน นำตัวนายราเกซ ซึ่งมีอาการป่วย ไปขออำนาจศาลฝากขัง โดยมีหน่วยคอมมานโดและเจ้าหน้าที่จาก กองบัญชาการตำรวจนครบาลกว่า 30 นาย อารักขาเข้ม
ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องว่า นายราเกซ ถูกกล่าวหาว่า ร่วมกับพวกยักยอกทรัพย์ของธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ โดยอุปโลกตั้งบริษัท ทำทีมาขอกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ กว่า 1,600 ล้านบาท อันเป็นความผิดตาม พรบ.หลักทรัพย์มีโทษจำคุกและปรับ พนักงานสอบสวนได้จับกุมและรับตัวผู้ต้องหาไว้ดำเนินคดีเมื่อวันที่ 30 ต.ค เวลา 21.00 น. ขณะนี้การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น จึงขออำนาจศาลฝากขังเป็นเวลา 12 วัน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พร้อมยื่นคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นคดีร้ายแรงและมีผู้เสียหายจำนวนมาก รวมทั้งผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลบหนี ซึ่งศาลได้รับคำร้องไว้พิจารณาต่อไป ขณะที่ ทนายความของนายราเกซ ได้ยื่นขอประกันตัว โดยอ้างว่า ขณะนี้ นายราเกซ กำลังป่วยหนัก
ขณะที่ เมื่อเวลา 09.00 น. พล.ต.ท.พงศพัศ พงศ์เจริญ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ว่า ได้เข้าพบกับนายราเกซ ที่ห้องขัง พบว่า นายราเกซ สภาพสดชื่น ขณะที่ผลการตรวจร่างกายผู้ต้องหาของแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ เมื่อเวลา 03.00 น. พบว่าแข็งแรงเป็นปกติทุกอย่าง พร้อมขึ้นให้การในชั้นศาลได้ จึงได้นำตัวไปพิมพ์ลายนิ้วมืทำประวัติผู้ต้องหา และได้ยื่นขอคัดค้านการประกันตัว
โฆษก สตช. ยังกล่าวถึงสำนวนคดีว่า พนักงานสอบสวนได้ทำสำนวนเสร็จสิ้นแล้ว พร้อมนำส่งอัยการในวันจันทร์ที่ 2 พ.ย.นี้ เพื่อให้คดีขึ้นสู่ชั้นศาลได้โดยเร็ว
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, October 31, 2009
ฝากขัง ราเกซผลัดแรก12 วัน ค้านการประกันตัว
สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(31ต.ค.):เฉลยภาพปริศนาที่ยังเป็นปริศนา
ที่มา Thai E-News
เฉลยภาพปริศนาที่ยังคงเป็นปริศนา?-ภาพบนพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯรัชกาลที่7ตรวจแถวกองเกียรติยศของเยอรมนีระหว่างเสด็จเยือนเยอรมนีเมื่อ12ก.ค.2477 ภาพล่างฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมนีในขณะนั้นสัมผัสพระหัตถ์อำลาร.7เพื่อส่งเสด็จฯขึ้นเครื่องบินเมื่อ13ก.ค.247 ภาพนี้มาจากInternational news photo ปัญหามีอยู่ว่า สมเด็จพระปกเกล้าฯได้ประกาศสละราชบัลลังก์ตั้งแต่2มี.ค.2477 แต่คำบรรยายนี้บอกว่าเป็นการเสด็จเยือนในฐานะกษัตริย์ของสยาม(ที่มา:คลิ้กที่นี่) หากท่านใดทราบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ โปรดแจ้งเรามาด้วย เพื่อบันทึกไว้อย่างถูกต้องที่สุด
***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 วันนี้มีเหตุสำคัญต้องรำลึกถึงสามัญชนผู้ยิ่งใหญ่ 2 ท่านครับ ท่านแรกคือลุงนวมทอง ไพรวัลย์ วีรชนสามัญชนผู้สละชีพอุทิศให้การต่อต้านเผด็จการ อีกท่านคือศาสตราจารย์นิคม จันทรวิทุร ข้าราชการผู้ใหญ่ อธิบดีกรมแรงงานยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน นักรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของแรงงานและคนยากจนด้อยโอกาส และนักวิชาการด้านแรงงานคนสำคัญคนหนึ่งของไทย ผู้ต่อสู้เพื่อสวัสดิการสังคม***
***หลังรัฐประหาร19กันยา2549 สังคมไทยและสื่อกระแสหลักก็ดูเหมือนจะ"บ้าไปแล้ว"เมื่อพยายามpropagandaอย่างหนักว่าชาวไทยทั้งหมดเห็นด้วยกับการรัฐประหาร ทั้งนำดอกไม้ไปให้ ทั้งการพาลูกหลานไปทัวร์ลานพระบรมรูปทรงม้าที่กองทหารตั้งรถถังที่ใช้อำนาจอยู่ แม้กระทั่งมีสาวโคโยตี้ไปแด๊นซ์กระจาย เช้ามืดวันที่30กันยายน2549 ลุงนวมทองควบแท็กซี่คู่ชีพชนรถถัง ได้รับบาดเจ็บ นอกจาก"คอหวย"ที่ตามท้ายทะเบียน ทน 345 รวยกันทั้งประเทศ เพราะเลขท้ายงวด1ตุลาคม2549ออก45แล้ว ก็มีรองโฆษก คมช.ออกมาพูดหมิ่นแคลนทำนองว่าไม่ได้ทำตามอุดมการณ์ เพราะไม่มีใครยอมตายเพื่ออุดมการณ์***
***คืนวันที่ 31 ตุลาคม 2549 ลุงนวมทองผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้...น่าสังเวชใจแต่ว่าผ่านมา3ปีแล้ว พวกสื่อหลักสื่อเหลืองยังป้ายสีคนเสื้อแดงไม่เลิกว่า"รับจ้างทักษิณ เป็นทาสน้ำเงินแม้ว สู้เพื่อเหลี่ยมคนเดียว"...บิดาคุณสิครับ ใครมันจะเอาเงินมาจ้างให้ใครตายเพื่อใครได้ ลองดูกรณีลุงนวมทองสิ หากพวกคุณยังหมิ่นแคลนอย่างนี้ก็แปลว่าพวกคุณประเมิน"คน"ต่ำเกินไปแล้ว...ส่วนด้านล่างเป็นบทกวีของโชติ วงษ์ชน(หรือ จิ้น กรรมาชน เขียนให้ลุงนวมทอง หลังการ"เสียสละ"เพียง2วัน)***

เขาชื่อ..นวมทองนวมทองขอพลีชีพโดย จิ้น กรรมาชน
จุดประทีปแห่งสมัย
เกิดมาเ่พื่อรับใช้
พิทักษ์ไว้อุดมการณ์
เชื่อมั่นต่อจุดยืน
เขาลุกขึ้นอย่างกล้าหาญ
คัดค้านเผด็จการ
รัฐประหารน่าชิงชัง
เป็นเพียงสามัญชน
พุ่งรถยนต์ชนรถถัง
หนึ่งคนมิอาจยั้ง
เกินกำลังจะประลอง
วีรชนไม่ตายเปล่า
หากปลุกเร้าเราทั้งผอง
คนซื่อชื่อนวมทอง
จักเรียกร้องความเป็นธรรม
***นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นปช.- แดงทั้งแผ่นดิน แถลงว่า นปช.จะจัดกิจกรรมในเวลา 10.00 น.วันที่ 31 ตุลาคมนี้ เพื่อรวมตัวกันที่บริเวณสะพานลอยหน้าที่สำนักงาน นสพ.ไทยรัฐ เพื่อจัดพิธีอุทิศส่วนกุศลแก่ลุงนวมทอง จากนั้น 11.00 น.จะนิมนต์พระสงฆ์มาที่ ซอยวิภาวดี 3 สำนักงานวิทยุชุมชนคนแท๊กซี่ จากนั้น นปช.จะมีการจัดรำลึกแก่ลุงนวมทองในวันดังกล่าวที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ในเวลา 16.00 - 24.00 น. อีกทั้งวันดังกล่าวจะมีการเปิดเวทีปราศรัยพร้อมกันที่ จ.จันทบุรี และจ.ภูเก็ตด้วย พี่น้องสะดวกช่วงเวลาใด เชิญเวลานั้นครับ***
***มูลนิธินิคม จันทรวิทุร ร่วมกับ สถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เชิญร่วมสัมมนาวันนิคม จันทรวิทุร ประจำปี 2552
เรื่อง “บทเรียนและอนาคตของการประกันสังคมไทยกับเส้นทางสู่รัฐสวัสดิการ”
วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 เวลา 8:00-13.30 น. ณ ห้องประชุมประภาสอวยชัย ชั้น 4 ตึกอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
8:15 - 8:30 น. ลงทะเบียน
8:30 - 8:45 น. กล่าวต้อนรับ โดย ศ. ดร. ธีระ ศรีธรรมรักษ์ ประธานมูลนิธินิคม จันทรวิทุร
8:45 – 9:00 น. กล่าวเปิดการสัมมนา โดยรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
9:15 - 9:30 น. แนะนำองค์ปาฐก โดย
• นายพงศักดิ์ เปล่งแสง กรรมการ มูลนิธินิคม จันทรวิทุร
9:30 - 10:15 น. การปาฐกถานิคม จันทรวิทุร ครั้งที่ 7ประจำปี พ.ศ. 2552 หัวข้อ “บทเรียนและอนาคตของการประกันสังคมไทย" โดย
• นายอำพล สิงหโกวินท์ ผู้ทรุงคุณวุฒิประจำคณะกรรมการประกันสังคม
10:15 – 10:30 น. รับประทานอาหารว่าง
10:30 – 11:45 น. การอภิปรายเชิงวิชาการและนโยบาย หัวข้อ “การประกันสังคมไทยกับเส้นทางสู่รัฐสวัสดิการ” โดย
• นายพนัส ไทยล้วน ผู้แทนฝ่ายลูกจ้างในคณะกรรมการประกันสังคม
• นายประสิทธิ์ จงอัศญากุล ผู้แทนฝ่ายนายจ้างในคณะกรรมการประกันสังคม
• รศ.ดร.ปรีชา สิทธิกรณ์ไกร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
• นายโกวิทย์ บุรพธานินทร์ กรรมการมูลนิธินิคม จันทรวิทุร
• ดร.โชคชัย สุทธาเวศ เลขาธิการ มูลนิธินิคม จันทรวิทุร (ดำเนินการอภิปราย)
11.45 -12.15 น. ซักถามและร่วมแสดงความคิดเห็นโดยผู้เข้าร่วมสัมมนา
12:15-12:30 น. สรุปและกล่าวปิดการสัมมนา โดย
• นายฐาปบุตร ชมเสวี รองประธาน และ ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธินิคม จันทรวิทุร
12:30 – 13:30 น. รับประทานอาหารกลางวัน
หมายเหตุ:พิธีกรดำเนินงาน โดยผู้แทนจากสถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์***
***วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 พบกับทีมงานความจริงวันนี้ทั้งหมด และถ้าไอ้หมีหน้าฮาร์ก ยุบสภา พวกเราคนเสื้อแดงก็มาร่วมฉลองชัยชนะกันที่จันทบุรี จองบัตรได้ที่สจ.จันท์ 0863384988 ราคาโต๊ะละ 2000 บาท รายได้เพื่อทำวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง ครับ ***
***เวทีเสวนา เชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย เพื่อจัดตั้งศูนย์ประสานงานกลาง แดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย สร้างองค์ความรู้ร่วมกัน ฝ่าฟันอย่างมียุทธศาสตร์ เสริมสร้างพลังอำนาจของประชาชน ให้ทุกผู้คนได้ร่วมกันต่อสู้
รักและเชิดชูประชาธิปไตย สร้างประเทศไทยเพื่อประชาชน วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2552 ห้องประชุมพรรคเพื่อไทย
อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ( ตรงข้ามวัดพระนอนปูคา )
กำหนดการ
07.30 - 08.30 น. ลงทะเบียน
08.30 - 09.00 น. กล่าวต้อนรับและเปิดงาน โดยคุณสุเทพ สายทอง (รักษาการ) เลขาธิการศูนย์ประสานงานแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย
09.00 – 10.30 น. ปาฐกถา เรื่ององค์ความรู้และยุทธศาสตร์ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย วิทยากร ดร.สุนัย จุลพงศธร
10.45 – 12.00 น.ปาฐกถา เรื่องวิถีคนเมืองความเป็นอยู่ร่วมกัน ประสานการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย วิทยากร ดร. ธเนศวร์ เจริญเมือง
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหาร
13.00 – 14.00 น. เสวนา การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
วิทยากร คุณสมชาย ไพบูลย์
14.00 – 17.00 น. เสวนาประสาคนเสื้อแดงเพื่อรวมพลังของมวลมหาประชาชนชาวเชียงใหม่ ให้เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ทรงอำนาจ ในการเรียกร้องและปกป้องระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงและสมบูรณ์ พร้อมทั้งการคัดเลือกคณะกรรมการ ศูนย์กลางประสานงานแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย และผู้ประสานงานประจำอำเภอ ซึ่งจะเป็นตัวแทนของคนเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่ในการประสานงานกลุ่มเสื้อแดงทุกกลุ่มสมาชิก ให้ทำงานเป็นเอกภาพและทิศทางเดียวร่วมกัน เพื่อรวมพลังกันทำกิจกรรมเพื่ออนาคตของลูกหลานเรา ที่จะต้องอาศัยในแผ่นดินไทยอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีเสรีภาพที่เท่าเทียมกันตลอดไป
(เชิญร่วมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย )***
***ชาวแดงแห่งบ้านโป่งในนาม(นปช.บ้านโป่ง52) นัดรวมพลเช็คขุมกำลัง เตรียมความพร้อม ขอฝากส่งสารถึงพี่น้องรอบๆบ้านโป่งเรา ร่วมด้วยท่าน สุรชัย แซ่ด่าน และท่าน สุนัย จุลพงศธร รับเชิญมาอภิปรายในแนวทางร่วมกัน พี่น้องอย่าพลาดและให้กำลังใจเปิดตัวพี่น้องที่เตรียมพร้อมไปนอน ณ ทำเนียบ ห้ามพลาด 5 โมงเย็น พุธที่ 4 พ.ย.ณ ลานวัดดอนตูม อาหารฟรีสอบถามรายละเอียดที่ k.บริบูรณ์ 0818907921 และ k แต๋ม 0804229622***
***ขอเชิญพี่น้องชาวเสือแดงร่วมงานชุมนุมคนเสื้อแดงชมรมเสรีชน นครสวรรค์ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2552 ระหว่าง เวลา 16.00-24.00 น. บัตรราคา 50 บาท พร้อมอาหารและเครื่องดื่ม ซื้อบัตรติดต่อ นิภา เสรีชนนครสวรรค์ 087 5205648 หรือ 087 8380548 หรือ ซื้อหน้างาน***
***คุณน้อง พลังสตรีเพื่อประชาธิปไตยแจ้งข่าวดีๆฟรีๆมา วันนี้มีงานมาประชาสัมพันธ์อีกแล้วนะค่ะ รับ 15 ท่าน อบรมฟรีค่ะ
ชื่อโครงการ : เป็นโครงการอบรมคอมพิวเตอร์ให้บุคคลทั่วไปเพื่อสร้างรายได้เสริมด้วยการออกแบบโปสการ์ดค่ะเนื้อหาครอบคลุมถึงเรื่องการเลือกใช้กระดาษ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ การประกอบชิ้นงาน และช่องทางการขายออนไลน์
วันที่จัดอบรม : วันเสาร์ที่ 7 พ.ย. 2552
สถานที่ : ที่มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต วิทยาเขตพัฒนาการ
เวลา : เปิดรับ 2 กลุ่ม
ช่วงเช้า เวลา 09.30 -11.30 น.
ช่วงบ่าย เวลา 13.30 -15.30 น.
สนใจส่งชื่อและเบอร์โทรฯมาที่เมลล์ young-angel-nong26@hotmail.com ได้เลยนะค่ะ ถ้ามีข้อสงสัยทุกท่านสามารถติดต่อได้โดยตรงที่08 4768 9139 ค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ**
***กิจกรรมดีๆ กำหนดการทอดผ้าป่า อุทยาน ภูคา เดินทางพฤหัสบดี ที่ 12 พฤศจิกายน ปีนี้ ทอดองค์ผ้าป่าศุกร์ที่ 13 พย.นี้ ครับ ใครจะไปรีบแจ้งด่วน จำนวนจำกัด ไหว้พระเก้าวัด เสร็จ เดินทางกลับ วันอาทิตย์แถมได้ไปเที่ยวรับลมหนาว สนับสนุน กองผ้าป่า โครงการ บ้านล้อมป่า อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ร่วมกับ www.dcm-club.comและโรงเรียน บ้านเปียงซ้อ อ.เฉลิมพระเกียรติ จว.น่าน สามารถเข้าไปดูได้ ตามนี้เลย ครับ www.piengsor.org ติดตามรายละเอียด ได้ใน ข่าวประชาสัมพันธ์ www.dmc-club.com เสื้อผ้า ชุดนักเรียน รองเท้านักเรียน เสื้อกันหนาว หนังสืออ่านเล่น หนังสือเรียน อุปกรณ์ กีฬา และ อุปกรณ์ เครื่องเขียน จักรยาน และ ทุนการศึกษาและ เงินทุนสนับสนุน โครงการ บ้านล้อมป่า สถานที่รับบริจาค ร้าน ดีซายน์ หน้า สนามกอล์ฟ เกียรติธาดา เลขที่ 35/548 ถนน สุคนธสวัสดิ์ ลาดพร้าว 71 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพ 02 570 9624 – 5 กรุณาประสานงานก่อนนำของไปบริจาค กลุ่มแดงลำปาง ติดต่อที่ ร้าน ผึ้งน้อย เบเกอรี่ ลำปาง,กลุ่มเมือง น่าน ติดต่อที่ คุณ ออ โดเรมี หมูกะทะ ห้างนรา ไฮเปอร์มาร์ท สนันสนุนเป็นเงิน บัญชี ธนาคาร กรุงไทย สาขาย่อย ลาดพร้าว 71 ชื่อบัญชี นส.ปิยนุช คืนคงดี (ออมทรัพย์) หมายเลขบัญชี 760 - 0 –05293- 8 หลังจากโอน กรุณา แจ้ง เจ้าหน้าที่ ฝ่ายบัญชี 081 285 8320 ***
*****
*********************************
รู้จักกันวันละเวบ-รู้จักเวบบอร์ดประชาธิปไตย(ฉายซ้ำ)
*******************************
พอดีตอนนี้บอร์ดประชาไทเขาซ่อมอยู่นะฮะ เห็นบอกจะซ่อมไปถึงวันที่ 2 พ.ย. เพราะ มีเรื่องยุ่งๆคนนิสัยไม่ดีไปปลอมชื่อคนอื่นทำให้เป็นเรื่องไม่ปลอดภัยในการใช้งาน ทางประชาไทเขาเลยขอซ่อมซัก2-3วัน เผื่อใครหลงมาแล้วตกข่าว เลยขอแจ้งให้รับทราบ ...จะได้ไม่ลงแดง ระหว่างประชาไทบอร์ดกำลัง"ซ่อมได้"อยู่ในตอนนี้
และระหว่างที่อึดอัดขัดข้องเข้าไปเล่นในบอร์ดประชาไทไม่ได้กันนี้ ท่านสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการไปแจมเวบบอร์ดอื่นๆได้นะครับ ลองอ่านรายนามเวบบอร์ดที่ทางไทยอีนิวส์ได้ลงลิ้งค์ไว้ให้ ตรงเมนูของเวบที่ฝั่งขวามือนะครับ ไล่ลงไปหน่อยเดียวเลยตรงหัวข้อข่าว-บทความล่าสุดก็เจอแล้ว เท่าที่ลงไว้ก็มี
เว็บบอร์ดRedthai
เว็บบอร์ดDemocraticThai
เว็บบอร์ด Thai People Voice
เว็บบอร์ดคนไทยUK
เว็บบอร์ดเสรีชน
เว็บบอร์ด คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ
เว็บบอร์ด คุยกับ เสธแดง
เว็บบอร์ด ชมรมฟ้าใหม่
เว็บบอร์ด ชุมชนฟ้าเดียวกัน
เว็บบอร์ด ประชาไท
เว็บบอร์ด พลังประชาธิปไตย
เว็บบอร์ด มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เว็บบอร์ด ศูนย์เฝ้าระวังการรัฐประหารแห่งชาติ
เว็บบอร์ดนปช.USA
เว็บบอร์ด ห้องราชดำเนิน พันทิป
เว็บบอร์ดThailandmirror
เว็บบอร์ดแดงนนทบุรี
หรือเจ้าของเวบบอร์ดใดเห็นว่าเราลงตกหล่นไม่ได้ลงลิ้งค์บอร์ดสนทนาของท่านไว้ ให้แจ้งมาทางthaienews@googlegroups.comแล้วจะเพิ่มให้ครับ เร็วๆน๊าวิกฤตบอร์ดประชาไทปรับปรุง เป็นโอกาสแจ้งเกิดของพวกท่านแว้ว อิอิอิ***
วนิดาสมัชชาเขียนถึงนิคม จันทรวิทุร:พ่อพระของคนจน
ที่มา Thai E-News


วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ สมัยเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์เข้าไปสนับสนุนกรรมกรหญิงฮาร่าประท้วงนาน5เดือน และยึดโรงงานผลิตยีนส์ออกขายเอง ในว้นที่19พ.ค.2519ตำรวจเข้าสลายด้วยความรุนแรง(คลิ้ก) ในบทความชิ้นนี้วนิดาได้ย้อนเล่าไปถึงตอนเข้าไปเจรจากับอธิบดีกรมแรงงานสมัยนั้นคือ ศ.นิคม จันทรวิทุร และการได้ร่วมงานกับท่านผู้นี้ในอีก20ปีต่อมา
โดย วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ที่ปรึกษา สมัชชาคนจน
บทความเกี่ยวเนื่องของวิภา ดาวณี:สามัญชนที่ยิ่งใหญ่ นิคม จันทรวิทุร
หมายเหตุไทยอีนิวส์:ศ.นิคม จันทรวิทุร ถึงแก่กรรมเมื่อ 31 ตุลาคม 2544 ภายหลังจากการเปิดอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาเป็นทางการ ในปีเดียวกันคุณวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจนผู้ล่วงลับไปแล้ว ได้เขียนบทความรำลึกถีงท่านในหนังสืองานศพ ดังต่อไปนี้

ชายวัยกลางคน ที่มีตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมแรงงานคนแรกของประเทศไทย นั่งอยู่บนโซฟา ต่อหน้าข้าพเจ้า รอยยิ้มที่อ่อนโยนและเป็นมิตร ทำให้ข้าพเจ้าผ่อนคลายความตึงเครียดลง
ข้าพเจ้ากำลังจะเข้าไปปรึกษาหารือกับท่าน ในเรื่องการเรียกร้องของกรรมกรฮาร่า ท่านรับฟังปัญหาและพูดคุยกับข้าพเจ้าเหมือนผู้ใหญ่ใจดี
เนื้อใหญ่ใจความจำไม่ได้ชัดเจนแล้ว แต่ประมาณว่าการแก้ปัญหาของกรรมกรที่เดือดร้อนในยุคนั้นช่างยากลำบากเสียจริง ท่านเตือนข้าพเจ้าให้กลับไปเรียนหนังสือด้วยความเป็นห่วงใย
เพราะสถานการณ์ในช่วงปี 2518-2519 เป็นสถานการณ์ที่ประชาชนผู้ทุกข์ยากทั้งชาวนาและกรรมกรที่ถูกกดขี่มาช้านาน ได้ลุกฮือขึ้นทำการประท้วงครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อเรียกร้องชีวิตที่ดีขึ้น ต่อต้านความไม่เป็นธรรมต่างๆของระบบการปกครอง ที่สะสมมายาวนาน
ในยุคเผด็จการก่อน 14 ตุลาคม 2516 ความตื่นตัวอย่างมหาศาลของประชาชนคนยากจน ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาโต้กลับอย่างสุดขั้วของชนชั้นปกครองในสมัยนั้น ที่ต้องการรักษาอำนาจแบบเดิมเอาไว้
การปลุกระดมเพื่อทำลายภาพพจน์ของขบวนการประชาชนที่ก้าวหน้าและการปราบปรามก็เริ่มทวีความเข้มข้นและโหดร้ายทารุณมากขึ้น
การลุกฮือขึ้นของกรรมกรในโรงงานต่างๆ เป็นเหมือนคลื่นที่ซัดสาดถาโถมเข้าสู่ชายฝั่งระลอกแล้วระลอกเล่าไม่ขาดสาย ข้าพเจ้าและเพื่อนนักศึกษาตัวเล็กๆหลายสถาบันที่รวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือการเรียกร้องของกรรมกร ต้องวิ่งวุ่นไปมาระหว่างโรงงานต่างๆ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของพี่น้องคนงาน
ด้วยความอ่อนหัดต่อโลกแห่งความเป็นจริงของสภาพการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ในสังคมไทยสมัยนั้น ความขัดแย้งในเรื่องลัทธิอุดมการณ์ ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ปกปิดอำพราง การดิ้นรนเพื่อรักษาอำนาจเผด็จการของฝ่ายชนชั้นปกครอง และการปราบปรามทารุณประชาชนอย่างโหดร้ายก็ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่กลายเป็นตราบาปของชนชั้นปกครองไทยไปชั่วนิรันดร์
ที่เขียนบรรยายมายืดยาว เพื่อที่จะบอกว่า ภาระที่อาจารย์นิคมแบกรับในสมัยนั้น หนักหนาสาหัสเพียงไร
หลังจากนั้นอีก 20 ปี ข้าพเจ้าก็ได้กลับมาร่วมงานกับอาจารย์นิคมอีกครั้งหนึ่ง ในการทำงานด้านด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็ไม่ได้ง่ายไปกว่าการทำงานในสมัยเยาว์วัยเท่าไรนัก อาจารย์นิคมได้เข้ามารับตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาชาวบ้านผู้ไดรับผลกรรมจากการสร้างเขื่อน ถึง 4 เขื่อนด้วยกัน
แต่ละเขื่อนก็ล้วนเป็นโครงการที่มีความขัดแย้งสูง ระหว่างชาวบ้านผู้ไม่ต้องการให้สร้าง เพราะอยากจะรักษาวิถีชีวิต การทำมาหากินของตนไว้ กับเจ้าหน้าที่กรมชลประทานเจ้าของโครงการ 4 เขื่อนที่ว่า ได้แก่ เขื่อนแก่งเสือเต้น จ.แพร่ เขื่อนรับร่อ จ.ชุมพร เขื่อนโป่งขุนเพชร จ.ชัยภูมิ เขื่อนลำโดมใหญ่ จ.อุบลราชธานี
อาจารย์นิคม เป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ชุดเดียวก็ว่าได้ในสมัยนั้น(ปี 2540-2541) ที่ขยันเรียกประชุมทุกอาทิตย์ จนนักวิชาการหลายคนที่เป็นกรรมการร้องโอดโอยว่าทำงานไม่ทัน ความขยันขันแข็งของท่านก็เนื่องมาจากความตะหนักในความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการที่ทบทวีขึ้นเรื่อยๆ จากการดำเนินการของรัฐ
ข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการที่ท่านดำรงตำแหน่งประธานจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ในการแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน แต่ที่น่าเจ็บปวดก็คือ ความตั้งใจดีของท่านกลับถูกข้าราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหลายเมินเฉย เตะถ่วงการทำงาน รวมทั้งทำผิดกติกาที่ได้ตกลงในที่ประชุมตลอดเวลา
อาจารย์นิคม เป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพที่สุดคนหนึ่งสำหรับข้าพเจ้า ความมีเมตตาต่อชาวบ้านที่ยากจนเป็นพื้นฐานนิสัยที่ดีงามอย่างไม่ต้องสงสัย ท่านไม่เคยหวาดระแวง หรือมองผู้คนในแง่ร้าย ท่านให้โอกาสและปรารถนาดีต่อคนทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นชาวบ้านธรรมดา หรือเป็นนักการเมืองระดับนายกรัฐมนตรี
ท่านต้องการสมานฉันท์ระหว่างคนในสังคมเดียวกัน และสิ่งที่ท่านปรารถนาอยู่ตลอดเวลาก็คือ การแก้ปัญหาคนจน การให้ความเป็นธรรมกับคนจน มาเป็นอันดับแรก ท่านเป็นข้าราชการที่ไม่ยึดติดในตำแหน่ง หรือพอใจแต่เพียงสถานภาพที่สุขสบายในชีวิตของท่าน ความเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจตลอดเวลาของท่าน ล้วนอยู่บนพื้นฐานของการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ที่เป็นการเข้าไปแก้ไขปัญหาในระดับโครงสร้าง และการสร้างความเป็นธรรมให้สังคม
คงไม่มีคำกล่าวใดๆที่จะมีค่าเพียงพอที่จะบรรยายคุณงามความดีที่ท่านได้กระทำระหว่างที่ท่านมีชีวิตอยู่ มีแต่การปฏิบัติการที่สืบทอดและสอดคล้องกับสิ่งที่ท่านได้ทำมาเท่านั้น จึงจะมีความหมายที่แท้จริงมากกว่าการพร่ำพรรณนาถีงคุณงามความดีของท่าน ดังชาวบ้านยากจนที่ตื่นตัวทั้งหลายที่กำลังกระทำอยู่ในปัจจุบัน
นั่นก็คือการรักษาวิถีชีวิตที่เรียบง่าย พอเพียง มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ และธรรมชาติ
ถ้ากล้า-ไม่ต้องกลัว
ที่มา มติชน
บทนำมติชน
ทั้งการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เหลือเพียง "นายทักษิณ ชินวัตร" และการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ภายหลังจากคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 2 ส่งหนังสือมาถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2552 ลงความเห็นว่า สามารถถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้ เพราะอยู่ในหลักเกณฑ์ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ว่า หน่วยงานต้องปฏิบัติไปตามหลักเกณฑ์ นั่นคือปฏิบัติตามคำแนะนำหรือคำปรึกษาของกฤษฎีกา ไม่มีเรื่องนโยบายเข้าไปเกี่ยวข้อง
แม้นายอภิสิทธิ์จะบอกว่าไม่ใช่เรื่องนโยบาย หากแต่เป็นเรื่องของการปฏิบัติงานไปตามปกติของหน่วยราชการ แต่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเป็นผู้เสนอเรื่องการเรียกคืนเครื่องราชฯของ พ.ต.ท.ทักษิณไปยังสำนักราชเลขาธิการเพื่อกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชฯทุกชั้นตรา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอาจทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกคืนเครื่องราชฯแต่เพียงบางชั้นตราก็ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงเท่ากับว่าคนเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นฝ่ายนโยบายจะต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า การตั้งเรื่องกราบบังคมทูลกรณีเรียกคืนเครื่องราชฯ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นจะเป็นอย่างไร รวมไปถึงการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีความเกี่ยวพันอย่างแยกไม่ออกกับการเรียกคืนเครื่องราชฯ นายกรัฐมนตรีก็ต้องร่วมพิจารณา และเหนืออื่นใดต้องรับผิดชอบในทุกด้านกับการกระทำที่จะเกิดผลตามมา ไม่ใช่จะไปโยนให้ข้าราชการประจำฝ่ายเดียว
ต่อผลที่จะเกิดขึ้นหากมีการดำเนินการจริง ทั้งการถอดยศและการเรียกคืนเครื่องราชฯของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นยังไม่มีใครพยากรณ์ได้ว่าจะเป็นอย่างไร พิจารณาในแง่ข้อกฎหมายก็มี พ.ต.ท.ทักษิณและนักการเมืองจากพรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง ฯลฯ ได้ออกแถลงการณ์ให้สัมภาษณ์ในทางโต้แย้งว่าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์แห่งกฎหมายในการลงโทษบุคคล เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้กระทำผิดร้ายแรง อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการขอพระราชทานอภัยโทษตามฎีกาของคนเสื้อแดง 3.5 ล้านคน ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและนักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์ ฯลฯ ก็อ้างความเห็นของกฤษฎีกาและหลักเกณฑ์ของระเบียบที่เปิดช่องให้ดำเนินการได้ ในแง่ทางการเมือง ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคนแสดงความเป็นห่วงว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นบ้านเมือง "ลุกเป็นไฟ" ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลดูเหมือนจะมองข้ามประเด็นนี้ อาจเชื่อว่าบ้านเมืองยังมีขื่อมีแปอยู่ และคิดว่าจะรับมือไหว
บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟหรือไม่ ย่อมเป็นเรื่องที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ในฐานะเป็นฝ่ายนโยบายจะต้องวิเคราะห์สถานการณ์และประเมินกำลังและยุทธวิธีการต่อสู้ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณและพวกให้ถูกต้อง ถ้าวิเคราะห์ผิดประเมินพลาดอาจรับมือไม่ทัน สุดท้ายความไร้เสถียรภาพให้กับรัฐบาลก็จะบังเกิดขึ้น
ทั้งการถอดยศและการเรียกคืนเครื่องราชฯได้ถูกรั้งรอมานานแล้ว นับแต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาเมื่อเดือนตุลาคม 2551 ให้จำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ 2 ปี แต่ไม่ปรากฏว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ดำเนินการใดๆ ทั้งๆ ที่หากอ่านระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการถอดยศและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเรียกคืนเครื่องราชฯ ก็จะเข้าใจได้ทันทีว่า การถูกศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นเข้าหลักเกณฑ์การถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชฯ แต่ก็รั้งรอมาจนครบปี หากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์มีความกล้ามากพอก็ไม่ต้องกลัวผลที่จะเกิดขึ้นตามมา ปัญหาอยู่ที่จะกล้าหรือเปล่าเท่านั้นเอง เพราะลำพังแค่ยังไม่ถอดยศและไม่เรียกคืนเครื่องราชฯ ก็ยังวุ่นวาย โกลาหลทั้งในและนอกสภามากมายถึงขนาดนี้
หาเรื่อง?
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
ดูเหมือนรัฐบาลเองก็พอจะรู้ว่านี่คือ "เผือกร้อน"
เพราะทั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และ นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ต่างประสานเสียงว่าไม่ใช่แอ๊กชั่นของรัฐบาล แต่เป็นเรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว
และที่กลายเป็นข่าวใหญ่ขึ้นมาเพราะตร.แห่งชาติ ส่งไปให้กฤษฎีกาตีความว่าคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองนั้น จะมีผลเท่ากับศาลฎีกาทั่วไปหรือไม่
กฤษฎีกา ชี้กลับมาว่ามีผลเท่ากันทุกประการ
ขั้นต่อไปคือดำเนินการถอดยศและริบเครื่องราชฯ
ไม่รู้เหมือนกันว่าคนที่ทำเรื่องนี้ต้องการเอาใจรัฐบาล หรือวางยารัฐบาลกันแน่!??
เพราะที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดง พยายามชี้ให้ประชาชนเห็นว่าถูกกลั่นแกล้งและรัฐบาลดำเนินการ 2 มาตรฐานมาตลอด
ไม่ต้องอื่นไกลคดีม็อบเสื้อแดงกับม็อบเสื้อเหลือง เห็นได้ชัดเจนที่สุด
ม็อบแดงที่อาละวาดเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ทั้งในกรุงเทพฯและการประชุมอาเซียนที่พัทยา คดีเดินหน้าแบบพรวดๆ ออกหมายจับและดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องแทบจะครบทุกกระบวนการแล้ว โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น
แต่ม็อบเสื้อเหลืองที่ทั้งยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน สร้างความเสียหายให้ประเทศชาติยิ่งกว่าม็อบเสื้อแดงหลายเท่า
จนป่านนี้คดียังไปไม่ถึงไหนทั้งๆ ที่ผ่านมากว่า 1 ปีแล้ว
ทั้งที่จะว่าไปแล้วการปิดสนามบินเข้าข่ายการก่อการร้ายสากล และพยานหลักฐานก็ชัดเจน ชนิดถ้าเป็นโจรก็ประมาณว่าถูกจับได้คาหนังคาเขา
รัฐบาลเองก็ดูเหมือนจะไม่สนใจเร่งรัดให้ดำเนินการแต่อย่างใด
ยิ่งมาเกิดเรื่องถอดยศและริบเครื่องราชฯ ด้านหนึ่งกลุ่มที่ไม่ชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะสะใจ
แต่อีกด้านก็มองได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้งชนิดจองเวรไม่เลิก
เพราะการถอดยศหรือริบเครื่องราชฯ มันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมาเลย
เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ใช้ข้อหา 2 มาตร ฐาน การกลั่นแกล้งของรัฐบาล เรียกร้องขอความเห็นใจจากคนไทยได้มากโขอยู่แล้ว
เชื่อว่าฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทยจะนำเรื่องนี้ไปขยายผลเพื่อขอความเห็นใจมากขึ้นไปอีก
เพราะธรรมชาติของคนไทย เป็นคนขี้สงสารอยู่แล้ว
และถ้าหากจะหาเรื่องกันจริงๆ เกิดมีใครจุดประเด็นให้รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ถอดยศและริบเครื่องราชฯ ของจำเลยทุกคนที่คดีถึงที่สุดแล้ว
มันจะไม่ยุ่งกันใหญ่หรือ!??
"ราเกซ"กลับไทย เตะตัดขาพรรคร่วม หรือขู่"แม้ว"
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ รายงานพิเศษ
ภายหลังศาลฎีกาไม่รับอุทธรณ์ของนายราเกซ ที่ยื่นร้องคัดค้านความเห็นรมว.ยุติธรรมแคนาดา ที่ให้ส่งตัวเขากลับ
นายราเกซ หรือที่หลายคนรู้จักดีในฉายา "พ่อมดทางการเงิน" ตกเป็นผู้ต้องคดีร่วมกับนายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ กรรมการผู้จัดการบีบีซี ในคดียักยอกทรัพย์บีบีซีราว 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,000 ล้านบาท
เนื่องจากมีพฤติกรรมปล่อยกู้ที่มีความเสี่ยงสูงให้แก่นักการเมือง ตกแต่งบัญชีให้มีผลกำไรนับพันล้านบาท เปิดบริษัทกระดาษหลายแห่งเพื่อขอกู้จากบีบีซีแล้วผ่องถ่ายเงินโดยไม่ได้ทำธุรกิจจริง โดยนำที่ดินถิ่นทุรกันดารมาค้ำประกันแล้วตีราคาสูงเกินจริง สร้างเกมเทกโอเวอร์หุ้นในตลาดหลัก ทรัพย์ โดยแบงก์บีบีซีสนับสนุนเงินกู้ในการเทกโอเวอร์ให้นักการเมือง เป็นเหตุให้บีบีซีต้องล้มละลาย และธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ายึดกิจการไปบริหารจัดการแทน
ปี 2539 นายราเกซ หนีคดีไปอยู่แคนาดา และถูกตำรวจออกหมายจับเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ปี เดียวกัน อีก 1 เดือนต่อมา คือวันที่ 7 ก.ค. ตำรวจไทยร่วมกับตำรวจแคนาดา จับกุมนายราเกซ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองแวนคูเวอร์ และถูกคุมขังในคุกเมืองแวนคูเวอร์
นายราเกซ แสดงเจตนาไม่ต้องการกลับมาขึ้นศาลในไทย และติดต่อให้นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ เป็นทนายความแก้ต่างในชั้นศาลไทย ฝ่ายไทยทำหนังสือถึงรมว.ยุติธรรมแคนาดา คัดค้านการประกันตัว
ปี 2546 นายมาร์ติน คูชอน รมว.ยุติธรรมของแคนาดา มีคำตัดสินให้ส่งตัวราเกซให้ทางการไทย นายราเกซ ยื่นอุทธรณ์ อ้างว่าถ้ากลับมาไทยจะถูกสังหารหรือถูกทารุณ แต่วันที่ 11 มิ.ย. 2552 ศาลอุทธรณ์มณฑลบริติชโคลัมเบีย มีคำพิพากษาเห็นตามคำตัดสินของรมว.ยุติธรรมแคนาดา
นายราเกซ อาศัยความสลับซับซ้อนของกฎหมายระหว่างประเทศยื้อเวลามากว่า 13 ปี จน หลายคดีหมดอายุความไปแล้วในเดือนก.พ. 2552
ก่อนที่หลายคดีจะหมดอายุความในปี 2553 ศาลฎีกาแคนาดา ยกคำร้องของนายราเกซ ให้ส่งตัวกลับไทย
ขณะที่ นายเกริกเกียรติ พร้อมผู้บริหารระดับสูงหลายคนของบีบีซี ถูกจับกุมดำเนินคดีฐานฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ รวมถึงความผิดตามพ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ และพ.ร.บ. ธนาคารพาณิชย์ หลายคดี 1 ม.ค. 2548 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาจำคุก นายเกริกเกียรติ 3 คดี คดีละ 10 ปี รวมเป็น 30 ปี ปรับ 3,330 ล้านบาท ทั้งหมดอยู่ระหว่างสู้คดีในชั้นอุทธรณ์
การส่งตัวนายราเกซ กลับมาดำเนินคดีที่เมืองไทย ส่งผลกระทบต่อวงการการเมือง เนื่องจากการล้มของแบงก์บีบีซี มีนักการเมืองไทยและแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนี้เข้าไปมีส่วนพัวพันด้วย
เดือนพ.ค.ปี 2539 รัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา สั่งปิดธนาคารบีบีซี ภายหลังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นำข้อมูลการทุจริตฉ้อฉลที่สลับซับซ้อนมาอภิปรายเปิดโปงอย่างละเอียด ถือเป็นข้อมูลเด็ดที่ประชาชนไม่เคยรับรู้เกี่ยวกับการฉ้อโกงอย่างมโหฬารของธนาคารอย่างนี้มาก่อน จนประชาชนแห่ถอนเงินจากธนาคาร
เจตนาของนายสุเทพ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านขณะนั้นต้องการเล่นงานและเอาคืนกลุ่ม 16 ที่เคยเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และตัวเขา กรณีส.ป.ก.4-01 จนนายชวน หลีกภัย ต้องประกาศยุบสภา ในเดือนพ.ค. 2538
หลังการเลือกตั้ง 2 ก.ค. 2538 พรรคชาติไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล นายบรรหาร เป็นนายกฯ ขณะที่แกนนำกลุ่ม 16 ได้บำเหน็จเป็นเก้าอี้รัฐมนตรี ประกอบด้วย นายเนวิน ชิดชอบ เป็นรมช.คลัง นายสุชาติ ตันเจริญ รมช.มหาด ไทย ว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี รมช.พาณิชย์
การอภิปรายของนายสุเทพ ส่งผลให้ทั้งหมดต้องลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 23 พ.ค. 2539 แต่ไม่มีใครถูกดำเนินคดี
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2547 ว่า เขาเคยไปพบนายราเกซ ที่แคนาดา นายราเกซสารภาพว่าให้เงินใครบ้าง โดยทำเอกสารและเซ็นชื่อรับรองไว้ด้วย
เมื่อนายราเกซ ถูกนำตัวกลับไทยจริงๆ ในวันนี้ จึงมีการตั้งข้อสังเกตถึงเอกสารหลักฐานที่นายกอร์ปศักดิ์ อ้างว่ามีอยู่ในมือนั้นมีจริงหรือไม่
ขณะที่ นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ อดีตที่ปรึกษากฎหมายของนายราเกซ ระบุว่า สำเนาบันทึกคำให้การของนายราเกซ เป็นการรวบรวมการทำหน้าที่สมัยเป็นที่ปรึกษาบีบีซี ไม่พบในคำให้การมีการพาดพิงถึงกลุ่ม 16 แต่หากมีข้อมูลใหม่ที่พาดพิงถึง เชื่อว่าไม่มีใครเปลี่ยนแปลงความถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรมได้
ด้านนายเนวินปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีของนายราเกซ จึงไม่รู้สึกกังวลหากนายราเกซ จะถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในไทย และได้เคลียร์บัญชีธุรกรรมทางการเงินกับบีบีซีหมดไปนานแล้ว
เช่นเดียวกับ นายสนธยา คุณปลื้ม ที่มองว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรและไม่รู้สึกวิตกกังวล
เรื่อง"เอกสารลับ" ยังไม่กระจ่าง
พรรคประชาธิปัตย์จะใช้เรื่องนี้เป็นเกมสกัดพลังต่อรองของพรรคภูมิใจไทย หรือไม่
หรือว่าจะใช้ประเด็นการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนของนายราเกซ มาข่มขู่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ยืมมือเพื่อนบ้านไทยเคลื่อน ไหวอยู่ในขณะนี้
เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป
สวัสดีหลวงพระบาง
ที่มา เดลินิวส์
สมาคม ไทย-ลาว เพื่อมิตรภาพ (ในลาวเป็นสมาคมลาว-ไทย เพื่อมิตรภาพ) ที่มีอาจารย์โกร่ง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เป็นนายกฯ กระตือรือรนมาก มีกิจกรรมต่อเนื่องไม่เคยขาด
แต่ก็ยังมีช่องว่างของความไม่เข้าใจมาแทรกเป็นยาดำ หลายกรณีเกิดโดยไม่เจตนาและรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ล่าสุด เกิดกับ เป้-อารักษ์ พระเอกที่ดังทะลุจอ จากหนังทีวี แจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา ที่แสดงคู่กับดาราเซ็กซี่ตลอดกาล อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ
ดังขนาดนั้น เสียงริงโทนเรียกเข้าของสาวลาว คือเพลง โอ๊ย โอ๊ย ฉันรักเธอ เหมือนสาวไทยไม่ผิดเลย
และตอนนี้ที่ดังมาก ๆ ก็คือละคร ชิงชัง ช่อง 5 (เพิ่งจบไป) ดูกันแทบทุกบ้าน
นี่เป็นการไหลบ่าของวัฒนธรรมจากไทยไปลาว ผ่านละครทีวี เหมือนซีรีส์เกาหลีที่ถล่มไทยตอนนี้
เรื่องของเป้ เกิดระหว่างเล่นหนัง “สวัสดีหลวงพระบางภาค2” โดยภาคแรกพระเอกคือ อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม ที่สุดหล่อเข้ม บวกเจ้าบทบาทมาก คู่กับ ดาราสาวลาว
ถ่ายไปซักพัก นักข่าวถามเป้ว่า มาถ่ายหนังที่ลาว ไม่กลัวจะติดใจ ได้สาวลาวเป็นแฟนหรือ
พี่เป้ ก็พาซื่อ (หรือเซ่อ) ก็ไม่รู้ ตอบ ไม่หรอก ผู้หญิงไทยสวยกว่าเยอะ โอ๊ย โอ๊ย... นี่ถ้ามีลูกเล่นซะหน่อย บอก ผู้หญิงไทย กับ ผู้หญิงลาว สวยกันคนละแบบ เทียบกันไม่ได้หรอกครับ
รับรอง ได้ใจแม่หญิงลาวตรึม เคราะห์ร้ายที่ภริยา รมต.วัฒนธรรมลาวดูทีวีอยู่ เลยไปบอกสามีว่า พูดงี้ เหมือนโดนหมิ่นศักดิ์ศรีอย่างจัง เป้เลยซวยโดยไม่รู้ตัว!!!
ต้องสวัสดีหลวงพระบางจริง ๆ เจ้าของเสียฟิล์มถ่ายไปเป็นล้าน แต่ต้องหาพระเอกใหม่ เวรกรรม !!!
แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรก นักร้อง เท่ห์-อุเทน พรหมมินทร์ ก็เคยถูกกล่าวหา ไปตำหนิแม่หญิงลาว ตัวไม่หอมเท่ห์ยืนยันนั่งยัน ไม่เคยพูด จะพูดได้ไง บรรพบุรุษผมก็ลาว
เปิดเทปย้อนดูกี่ครั้ง ก็ไม่มีคำพูดนี้ แต่ก็ลือจนบานปลาย ที่สุด เรื่องก็เงียบไป เพราะไม่มีมูลจริง ๆ
ทั้งหลายแหล่ หากเจาะถึงที่สุด มันมีเรื่องการเมืองที่รัฐบาลลาวไม่อยากให้ไทยครอบงำวัฒนธรรมเค้า ก็ต้องตัดตอนบ้าง รวมทั้งความรู้สึกลึก ๆ ว่า คนไทยชอบดูถูกคนลาว ปนเปกันไป
ปี 51 ไทยค้ากับลาวถึง 7-8 หมื่นล้าน และไทยเป็นฝ่ายเกิน ดุลกว่าครึ่ง แล้วเรื่องอะไรที่เราจะไม่พยายามเรียนรู้และเข้าใจเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว ให้ลึกซึ้งมากขึ้น
คนไทยที่นึกว่าตัวเองเป็นเทวดา เที่ยวดูถูกคนลาว ก็คงมี บ้างหรอก แต่คนส่วนใหญ่ตรงข้าม พวกชอบดูถูกคนก็ เป็นพวกมี ปมด้อย ต้องสร้างปมเขื่องข่มคนอื่น พวกนี้ ป่วยทางจิต
ก็ดูสิ ในหลวง ทรงพระประชวร แม่หญิงลาว พาลูก ๆ พร้อมรายชื่อคนลาวในเวียงจันทน์ เดินทางมาลงนามถวายพระพรด้วยตัวเอง ขอให้ทรงหายเร็ว ๆ กลับมาเป็นมิ่งขวัญคน 2 ฝั่งโขงต่อไป น้ำใจแม่หญิงลาว
ช่างงดงามเหลือเกิน.
ดาวประกายพรึก
บิ๊กจิ๋วย้อนคนด่า ขายชาติ เคยทำอะไรบ้าง
ที่มา ไทยรัฐ
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
อดีตนายกฯ จวกรัฐบาลอย่ารีบตัดสินใจว่าเป็นคนขายชาติ โวยทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมานาน สวนกลับคนที่ด่าเคยทำอะไรเพื่อชาติมาบ้าง เผย "ทักษิณ" ปัดไม่ขอพักพิงเขมรกลัวความสัมพันธ์สองชาติร้าว
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย กล่าวเมื่อวันที่ 30 ต.ค. กรณีถูกโจมตีภายหลังการพบสมเด็จ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่า เป็นคนชักศึกเข้าบ้าน พร้อมกับโชว์เอกสารที่ นายอิทธิเดช แก้วหลวง ประธานคณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย สภาผู้แทนราษฎร ที่เสนอมาให้ในการเดินทางไปพบสมเด็จ ฮุน เซน ว่า เป็นจุดมุ่งหมายในชีวิตที่ต้องทำให้กับประเทศชาติ และราชบัลลังก์ วันนี้คนไทยมีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน การเดินทางไปกัมพูชาไม่มีอะไรผิดแผกเป็นการปฏิบัติภาระหน้าที่เพื่อประเทศชาติ ส่วนที่มองว่า เป็นการชักศึกเข้าบ้าน คงเป็นข้อห่วงใยของรัฐบาล ใครเป็นรัฐบาลก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา ว่าการเดินทางไปจะนำสิ่งไม่ดีไปบอกหรือไม่ อย่าไปห่วง เมื่อรัฐบาลเตือนมาก็รับฟังกันไว้ การเดินทางไปกัมพูชาไม่มีใครมอบหมายตนให้เดินทางไป แต่ได้รับการร้องขอจากน้อง ๆ ที่อยู่ในคณะกรรมาธิการฯได้ประสานมา ถือเป็นเจตนาที่ดีที่ต้องทำให้การเดินทางครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง
"ความสัมพันธ์กับประเทศกัมพูชาไม่มีปัญหาอะไร เพราะทุกอย่างจบแล้วสิ่งที่ผมอยากเห็น และสิ่งที่ สมเด็จ ฮุน เซน เสนอคือ การถอนกำลังทางทหารของทั้งสองฝ่าย แต่พื้นที่ตรงนั้นเป็นความขัดแย้งอยู่ จึงไม่มีใครถอนกำลังทหารออก ทำให้ต่างคนต่างไม่สบายใจ ประชาชนทั้งสองชาติยังรักกันดีไม่มีปัญหาอะไรกัน รวมถึงการค้าขายตามแนวชายแดน ส่วนที่รัฐบาลเกรงว่า การเดินทางไปกัมพูชาจะนำปัญหาให้กับประเทศไทยนั้น ผมทำงานให้ประเทศชาติ ให้แผ่นดิน สนองพระเดชพระคุณ ตั้งแต่ปี 2497ทำงานถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และที่เป็นห่วงผม มันเกิดขึ้นหรือยัง เมื่อมันยังไม่เกิดก็อย่าไปว่าเขา คิดไม่ได้หรือ ว่า พล.อ.ชวลิต ทำอะไรให้บ้านเมืองมาบ้างก่อนที่จะมาชี้หน้าว่า เราขายชาติคิดซักนิดไม่ได้หรือ ถ้าพล.อ.ชวลิต ขายชาติ แล้วคนที่พูดทำอะไรให้กับชาติบ้าง แต่พูดแบบนั้นก็คงไม่ดี เพราะเขาห่วงเรา เราทำงานใหญ่ต้องเปิดใจและยอมรับ" อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าว
เมื่อถามว่า การเดินทางไปเยี่ยมประเทศเพื่อนบ้านครั้งหน้าจะทำให้เกิดปัญหาอีกหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า สนุกแน่ เพราะเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดิน พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย ประธานรัฐบาลทหารพม่า รู้จักกันมานานมีความผูกพันกัน ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าค่อนข้างมีปัญหา เราก็จะไปบอกว่าคนกันเอง "กากี่นั้ง" มาเป็นเพื่อนกันดีกว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็ขอให้เข้าใจกันว่าเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อถามถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปพำนักที่ประเทศกัมพูชา พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ตนไม่ได้ถามคนที่อยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะไปอยู่ทำไมมันอากาศร้อนจะตาย มาอยู่ที่กัมพูชาดีกว่า ตนเคยถามว่าทำไมไม่มาอยู่ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกผ่านคนอื่นมาว่า ไม่อยากสร้างปัญหาให้กับประเทศทั้งสองซึ่งเป็นความคิดที่ดี และที่ตนถามเพื่อทดสอบจิตใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าคิดอย่างไร ดังนั้นช่วยกันพิจารณาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนอย่างไร
"พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อยากให้ทั้งสองประเทศเกิดปัญหา ซึ่งไม่ห่วงในเรื่องความสัมพันธ์ของทหารไทย และทหารกัมพูชา เขารักกัน แม่ทัพภาคที่ 2 และ แม่ทัพของกัมพูชา ผูกพันกัน แม้ว่าฝ่ายการเมืองจะติดขัดก็ตาม การเมืองเป็นเรื่องธรรมดา รู้หรือไม่เมื่อ 10-20 ปีก่อน มีนายพลคนหนึ่ง หนีคดีฆาตกรรม สมเด็จ ฮุน เซน จากกัมพูชา มาหลบอยู่ที่ประเทศไทย ทางกัมพูชาส่งหมายมายังประเทศไทยเพื่อขอตัวกลับ แต่ไม่รู้ว่านายคนนั้นไปอยู่ที่ไหน เรื่องนี้ไม่มีอะไรหรอกพี่น้องอย่าตกใจอะไรมาก ส่วนแนวที่เสนอไปรัฐบาลยังปฏิเสธอยู่นั้น ถ้าปฏิเสธก็จะต้องบอกด้วยว่าจะให้ทำอย่างไรไม่ใช่ว่าจะไปทำให้ท่านไม่สบายใจ แต่ผมอยากรู้ว่าจะเอาแนวทางใหม่อย่างไรดี เพราะเราเห็นว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางที่ดีที่สุด แต่เราคิดว่าท่านคงจะมีความคิดอยู่แล้ว อย่าเพิ่งไปคิดว่าจะมีอะไรที่ไม่ดี" พล.อ.ชวลิต กล่าว
เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าภารกิจที่เดินทางไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านจะทำให้เกิดความ สมานฉันท์ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า วันแรกที่เข้ามาทำงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทย ว่าตนจะไม่รอดูเหตุการณ์ที่กำลังพัฒนาในประเทศไทย และจะไม่ทิ้งประเทศไทย เพราะเราเป็นข้าในแผ่นดิน เราต้องทำแผ่นดินนี้ให้เกิดความสงบ นี่คือภาระหน้าที่ของพวกเราที่ได้รับการอบรมสั่งสอน และเราเคยทำให้ประเทศนี้ประสบความสงบสุขมาแล้ว เราคงไม่อยากปล่อยให้มาเละเทะในช่วงนี้ มันทนไม่ได้ แต่ก็รอว่าจะมีผู้ใดจะเสนอแนวทางหรือวิเคราะห์ปัญหาของชาติ วันนี้มัวแต่ดูเรื่องรัฐธรรมนูญ ดูเหมือนรัฐธรรมนูญเป็นยาวิเศษในการแก้ไขปัญหา รัฐธรรมนูญมี 18 ฉบับยังไม่พอสำหรับคนไทย จะเอาซักกี่ฉบับนี่คือสิ่งที่ห่วงใย ในฐานะที่ผ่านงานด้านนี้มา
"ผมเห็นว่าถ้าประเทศชาติย้ำอยู่อย่างนี้ พี่น้องจะยากจน และยากลำบาก ถ้าแก้ไม่ได้ก็น่าละอาย เหตุนี้ทำให้ตนเห็นว่า ไม่มีคนที่จะมาวิเคราะห์ปัญหาชาติได้อย่างตรงไปตรงมา และเสนอแนวทางแก้ไข ผมรออยู่และพยายามพูดแต่ก็ไม่เป็นผลจึงต้องเข้ามาดำเนินงานด้านการเมือง ตนอยากพูดอยู่ 5 ข้อ 1.จะทำอย่างไรที่จะลบคำพูดที่เลอะเทอะว่าพรรคนี้สีนี้คนๆ นี้ไม่จงรักภักดี 2.แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง 3.ภาคใต้ 4.ปัญหารอบบ้าน และ 5.ความยากลำบากของประชาชน อย่ากระพริบตาเป็นอันขาด ตนมีเวลา 1 ปีในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เมื่อตนอายุ 79-80 ปีคงไม่ไหวแล้ว" พล.อ.ชวลิต กล่าว
เมื่อถามว่า จะเชิญพ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศไทยได้หรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ยังไม่เคยคุยกัน ส่วนมากเวลาคุยจะผ่านสื่อเสียส่วนใหญ่เพราะมีคนสื่อให้ เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) มาจับมือเพื่อพัฒนาประเทศชาติหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า พล.อ.สนธิ เป็นคนน่ารัก เป็นคนตั้งอกตั้งใจทำงาน ตนได้ส่งหนังสือเชิญ พล.อ.สนธิ ลงไปในพื้นที่ จ.ปัตตานี ในวันที่ 3 พ.ย.นี้ เพราะการแก้ไขจะต้องแสดงถึงความสมานฉันท์ แสดงออกถึงการอโหสิกรรมกันมีจุดร่วมตรงกันเพื่อแก้ไขปัญหา ส่วนที่ พล.อ.สนธิจะเล่นการเมืองนั้น ตนขอแสดงความชื่นชมที่เลือกหนทางนี้
ถอดยศ
ที่มา ไทยรัฐ
หลักเกณฑ์ การปลดและถอดยศ มีระบุไว้ใน พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494, ข้อบังคับ กห.ว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย เลื่อน และลดตำแหน่งข้าราชการกลาโหม พ.ศ.2502, ข้อบังคับ กห.ว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศทหาร และบรรดาศักดิ์ พ.ศ.2507, คำสั่ง ทบ.ที่ 176/2508 ลง 10 มิ.ย. 08 เรื่องการหมุนเวียนกำลังพล
และระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547 โดยมีเนื้อหาว่า เนื่องจากผู้ที่ดำรงอยู่ในยศตำรวจ สมควรประพฤติหรือวางตนให้เหมาะสมแก่เกียรติศักดิ์ มิฉะนั้นย่อมเป็นทางนำความเสื่อมเสียมาสู่หมู่คณะ โดยเหตุผลดังกล่าว หากผู้ใดประพฤติหรือวางตนให้เหมาะสมกับเกียรติศักดิ์ไม่ได้ ก็ไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศตำรวจต่อไป
การเสนอถอดยศตำรวจทั้งแก่ ผู้ที่อยู่ในราชการตำรวจและ ที่พ้นจากราชการตำรวจไปแล้ว ให้กระทำได้มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด ว่าทุจริตต่อหน้าที่ราชการ แม้ศาลจะพิพากษารอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษไว้ก็ตาม
โทษต้องเป็นโทษจำคุกหรือหนักกว่าจำคุก ยกเว้น ความผิด ลหุโทษหรือความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท
ต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้เป็นบุคคลล้มละลายเพราะก่อให้เกิดหนี้ขึ้นโดยทุจริต หรือกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและมีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ
ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงสำหรับ ผู้ที่มิได้อยู่ในราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ต้องคดีอาญาแล้วหลบหนีสำหรับผู้มิได้อยู่ในราชการหรือหน่วยงานของรัฐ
ทุกกรณีถ้าจะปฏิบัติกันโดยเคร่งครัด เข้าใจว่าคงจะมีข้าราชการ ที่ถูกถอดยศกันเป็นกระบุง โดยเฉพาะพวกที่ชอบทำตัวมีสีมี อิทธิพล ประพฤติชั่ว ซึ่งหมายถึงข้าราชการ ทหาร ตำรวจโดยทั่วไป
แต่ก็ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมาตลอด
พูดถึงกรณีนักการเมืองหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในอดีตมีบางท่านเคยถูกถอดยศก็ขอยศคืน หรือขอเพิ่มยศให้ตัวเองก็มี เรื่องยศ เรื่องตำแหน่ง เรื่องเครื่องราชย์ฯสมัยหนึ่งถูกชาวบ้านวิจารณ์กันมาก เพราะมีการนำไปแสวงหาประโยชน์อย่างไม่สมควร
ระยะหลังมีการเข้มงวดมากขึ้น นักการเมืองก็ไม่กล้าขยับจะขอเพิ่มยศให้ตัวเอง ส่วนที่มีการกระทำความผิดก็นำเหตุผลอื่นมาประกอบในลักษณะบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น เนื่องจากยศตำแหน่งมาจากการพระราชทานจึงมีการระมัดระวังกันมากขึ้น อดีตนายกฯหลายท่านถูกยัดข้อหาทุจริต ถูกยึดอำนาจ ถูกดำเนินการทำนองเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ก็ไม่ถึงกับถูกถอดยศ เพิ่งจะมากระตือรือร้นเอาในรัฐบาลชุดนี้.
หมัดเหล็ก
ต่อรองเดี๋ยวก็เงียบ!
ที่มา ไทยรัฐ
อภิสิทธิ์
"กับทักษิณสั่งปลด แต่คืนยศทรราช"
มุกไวทันกันจริงๆ
โดยลีลาสาดน้ำมัน โหมเชื้อไฟของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ออกมาย้อนศรมาตรฐานประชาธิปไตยของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เดินหน้าถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
แต่ย้อนกลับไปสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ ได้พยายามคืนยศ พร้อมสิทธิทางราชการให้จอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกฯ ที่แปดเปื้อนกับเหตุ "ตุลาวิปโยค"
นัยว่า โลกหมุนกลับไปล้อประวัติศาสตร์
ประชาธิปัตย์ก็มี "แผลเป็น" ให้เขี่ยสะเก็ด เรียกเลือดได้เหมือนกัน
ทั้งหมดทั้งปวง มันเป็นอะไรที่ "ไวไฟ" โดยปมถอดยศอดีตนายกฯทักษิณ เป็นชนวนอย่างดีที่จะเขี่ยเชื้อโหมเพลิงในใจของม็อบเสื้อแดงให้พรึบพรับ
จุดติด ลุกลามแล้วดับลำบาก
เดิมพันเกียรติยศ "ทักษิณ" ที่ฝ่ายประชาธิปัตย์เองก็เสี่ยงเหมือนกัน
แต่โดยจังหวะที่ดูจะผ่อนอาการขึงพืดลงไป
ล่าสุดอดีตนายกฯทักษิณ โพสต์ผ่านทวิตเตอร์ ปฏิเสธกรณีที่นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ออกมาตีปี๊บ "ล่อเป้า" ว่า "นายใหญ่" จะนั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวมายังกัมพูชา เพื่อร่วมงานประเพณีลอยกระทง และขอบคุณสมเด็จฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา ในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้
บอกปัดกันตรงๆเลยว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการปล่อยข่าว
พร้อมกับยืนยัน จะอยู่ถิ่นชาวมุสลิมที่เมืองดูไบ ยังไม่ไปไหน และในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ จะ SMS กับคนไทยได้โดยตรงแล้ว โดยจะเปิดช่องทางใหม่ในการติดต่อ และจะเน้นไปที่การพูดคุยด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก
ปรับมุกเล่นใหม่
ในจังหวะ "นายใหญ่" ผ่อนคันเร่งเกม "โลกล้อมประเทศไทย" อาศัย "ตัวช่วยนอกประเทศ" บี้กับ "ตัวช่วยในเมืองไทย" ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
หันไปเน้นจุดขาย โชว์ชั้นเชิงเศรษฐกิจบลัฟปมด้อยรัฐบาลประชาธิปัตย์
"ทักษิณ" ตีกรรเชียง แย็บเก็บคะแนน
สอดรับกับคิวที่ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ประธานพรรคเพื่อไทย ออกมาสำทับออกตัวแทนน้องรัก เป็นทำนองเคยถามอดีตนายกฯทักษิณเป็นการส่วนตัว ไปอยู่ทำไมแถบทะเลทรายร้อนๆ ไม่มาอยู่กัมพูชาสบายๆ
แต่ได้รับคำตอบว่า ไม่อยากสร้างปัญหาให้ประเทศทั้งสอง
เอาเป็นว่า "ปิดเกม" อดีตนายกฯทักษิณไม่มีแผนมาปักหลักลี้ภัยอยู่ในกัมพูชา กดดันฝ่ายคุมเกมอำนาจในเมืองไทยแค่ปลายจมูก
เลิกระแวงกันได้
โดยเกมมันก็น่าจะไม่ผิดไปจากที่ "บักใส" นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานม็อบพันธมิตรฯ ในฐานะเลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ ออกมาตั้งแง่ดักทาง แม้คณะกรรมการกฤษฎีกาจะมีมติเสนอไปแล้ว
แต่ในขั้นตอนถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณสำเร็จหรือไม่ เข้าใจว่าเรื่องนี้อาจถูกโยงเป็นเกมต่อรองทางการเมืองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลกับเครือข่ายอดีตนายกฯทักษิณ
หรืออาจทำให้เรื่องนี้ยืดเยื้อไปไม่มีที่สิ้นสุด
โดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อาจใช้วิธีปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป จนพ้นช่วงตัวเองมีอำนาจ แล้วปล่อยให้รัฐบาลชุดใหม่มาตอบคำถามสังคมต่อไป
อ่านทะลุช็อต ไล่ตามเกมทัน
"บักใส" แต้มสูงขึ้นเยอะ หลังโดดลงสนามการเมืองเต็มคราบในฐานะเลขาธิการพรรคการเมืองใหม่
ที่แน่ๆ เริ่มเข้าใจธรรมชาติของนักเลือกตั้ง
ในอารมณ์ของนักการเมืองอาชีพ ยังไงก็ไม่ไล่กันให้จนมุมจนแต้ม
บีบให้ฝ่ายตรงข้าม "สู้ตาย"
โดยเฉพาะในจังหวะที่ตัวเองก็ไม่ชัวร์ว่าจะชนะเด็ดขาด.
ทีมข่าวการเมือง

