WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, November 1, 2009

การเมืองใหม่ระดมทุน ลุยเลือกตั้ง ฝันได้200ล้าน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_43825

นายสำราญ รอดเพชร

"สำราญ รอดเพชร" เผย พรรคการเมืองใหม่ เตรียมจัดงานระดมทุน 24 ธ.ค. ใช้ลุยเลือกตั้งปี 2553 "สนธิ" มอบ "บักใส-ประพันธ์" กำหนดรูปแบบการจัดงาน ฝันระดมเงินได้ 200 ล้าน

ที่บ้านพระอาทิตย์ เมื่อวันที่ 1 พ.ย. นายสำราญ รอดเพชร ว่าที่ โฆษกพรรคการเมืองใหม่ กล่าวว่า จากกรณีที่มีการคาดหมายว่า จะมีการเลือกตั้งในปี 2553 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่ จึงกำหนดให้มีงานระดมทุนของพรรค ในวันที่ 24 ธ.ค. โดยคณะกรรมการบริหารพรรค ตั้งเป้า ระดมทุนหารายได้เข้าพรรค ให้ได้อย่างต่ำ 100 ล้านบาท

นายสำราญ กล่าวต่อว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่าที่หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ มอบหมายให้ นายสุริยะใส กตะศิลา ว่าที่เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ และ นายประพันธ์ คูณมี ว่าที่กรรมการบริหารพรรค เป็นผู้กำหนดรูปแบบการจัดงาน เป้าหมายของพรรคการเมืองใหม่ ต้องการให้เป็นงานที่มีส่วนร่วมระหว่างประชาชน นักธุรกิจ และผู้สนับสนุน โดยพรรคคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้ถึง 200 ล้าน

ทุ่งนวมทอง

ที่มา Thai E-News



ในยามใดใจท้อไม่ต่อสู้
กับศัตรูเหมือนมะเร็งเร่งอาสัญ
เมื่อเหนื่อยเกินเดินไกลในไพรวัลย์
คอยนับวันนับคืนไม่รื่นรมย์

ยามนภาฟ้ามืดดาวชืดแสง
ในยามแล้งแห้งผากจนปากขม
ในเวลาหน้าชื่นแต่อกตรม
ในเวลาสังคมไม่สมควร

ยามเช่นนี้มีหนึ่งที่พึ่งได้
เหมือนดวงไฟจากสวรรค์ยามปั่นป่วน
เป็นจิตทองของแท้ไม่แปรปรวน
เดินท้าดวลสวนอำมาตย์ว่าชาติใคร

นั่นแหละนาม “นวมทอง” ทองของชาติ
ชีพประกาศสละทิ้งจึงยิ่งใหญ่
เสรีชนคนแท้ไม่แพ้ไฟ
ประกาศไว้ศักดาประชาชน

ขับรถชนภาพทหารสัญลักษณ์
เสมือนหลักปักเด่นให้เป็นผล
ประกาศกู่ก้องหล้าในสากล
เราล้วนคนเสรีไม่มีกลัว

รอดแล้วมาปลงชีพอย่างชายชาติ
คำประกาศคนไทยก้องไปทั่ว
ลุงนวมทองจากไปก็แต่ตัว
แต่ทิ้งหัวใจไว้ในใจเรา

จดหมายลุงนวมทองของมีค่า
ชาวประชาธิปไตยไม่มีเหงา
หลักการลุงนวมทองก็ของเรา
อำมาตย์เขายึดครองประลองกัน

ประเทศนี้ยกย่องแต่คนใหญ่
แล้วประชาชนไปไหนหมดเล่าท่าน
คนเดินดินธรรมดาสารพัน
ไม่มีวันหวังบุญอย่างขุนนาง

ลุงนวมทองจากไปจึงได้คิด
ประทีปติดประกายไฟไสวสว่าง
เพื่อประชาธิปไตยในเส้นทาง
เรามวลชนร่วมวางระหว่างกัน

ไม่นั่งรออัศวินแม้สีไหน
ไม่ต้องรอเทพใดมาเข้าฝัน
ไม่ต้องรอใครอื่นคอยตื้นตัน
จงสร้างสรรค์รัฐไทยด้วยใจตน

ลุงนวมทองตัวอย่างท่านวางไว้
ฝ่ายขุนนางว่าอย่างไรใครจะสน
รัฐของคน โดยคน และเพื่อคน
เพราะมวลชนคนจริงคือสิ่งเดียว

ลุงนวมทองจากไปคือกายจาก
ใจท่านฝากโจทย์ไว้ไม่โดดเดี่ยว
ประชาชนคนแท้ไม่แดเดียว
ให้ผูกเกลียวเคี่ยวสมานเพื่อบ้านเมือง

ไว้อาลัย...นวมทอง...ทองอร่าม
เกียรติยศงดงามนามกระเดื่อง
มาร่วมสู้ฟันฝ่ารักษาเมือง
ให้รุ่งเรืองเฟื่องฟุ้ง “ทุ่งนวมทอง”.

จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธเรื่อง นสพ.ไทยเรดนิวส์ ฉบับที่ 23
--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ: คุณจักรภพฯ ได้แต่งและอ่านบทกลอนชิ้นนี้ครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลาประมาณเที่ยงวัน เพื่อแสดงความระลึกถึง “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” ผ่านทางเว็ปไซต์เสรีชน

พฤศจิกาฯเดือด "ทักษิณ"เร่งเกม"ยุบสภา" รัฐบาลเดินเครื่องตอบโต้

ที่มา มติชน

วิเคราะห์




การเมืองไทยยังคงครองแชมป์ความอ่อนไหว

เมื่อศาลฎีกาประเทศแคนาดาตัดสินเด็ดขาดให้ส่งตัวนายราเกซ สักเสนา อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หรือบีบีซี กลับประเทศไทย เพื่อดำเนินคดีในข้อหาทุจริตเงินธนาคารในช่วงนั้น

การเมืองไทยก็เริ่มวิตกกังวล

เหตุเพราะนายราเกซคนนี้ ทำงานคู่กับนายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) และมีสายโยงใยกับนักการเมืองหลากหลาย

รวมทั้งนักการเมืองกลุ่ม 16 ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่มีนายเนวิน ชิดชอบ เป็นแกนนำ

นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นคนคนเดียวกับที่เป็นแกนนำพรรคภูมิใจไทยในปัจจุบัน

ดังนั้น เมื่อปรากฏข่าวว่า ศาลฎีกาประเทศแคนาดาตัดสินให้ส่งตัวนายราเกซ สักเสนา กลับไทย แวดวงการเมืองก็วิจารณ์กันให้แซด

ถ้านายราเกซอ้าปากซัดทอดใครต่อใครที่มีชีวิตอยู่ในขณะนี้ ผลที่เกิดขึ้นก็ย่อมส่งแรงสะเทือนต่อการเมืองไทย

แต่การกลับมาของนายราเกซ ยังร้อนแรงสู้เกมการเมืองภายในไทยที่กำลังห้ำหั่นกันอยู่ในขณะนี้ยังไม่ได้

เมื่อปรากฏออกมาว่า เดือนพฤศจิกายน พลพรรคคนเสื้อแดงเริ่มเกาะกลุ่มเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง โดยมีกำหนดนัดชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

ดีเดย์กันว่า ก่อนสิ้น "ปีวัว" ขึ้นสู่ "ปีขาล" จะคว่ำรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ให้จงได้

ความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงดังกล่าว สอดรับกับความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ผันตัวเองไปเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย

พล.อ.ชวลิตยังคงเดินหน้าพบปะผู้นำประเทศรอบๆ ไทย หลังจากใช้ยุทธวิธี "ยืมปาก" สมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ประจานประเทศไทยสำเร็จมาแล้ว

ครั้งนั้น พล.อ.ชวลิตเดินทางไปประเทศกัมพูชา แต่ครั้งนี้ พล.อ.ชวลิตมีกำหนดเดินทางไปประเทศมาเลเซีย

ไม่รู้ว่าการเดินทางคราวนี้จะ "ปล่อยของ" อะไรมาป่วนการเมืองกันอีก

การเคลื่อนไหวของ พล.อ.ชวลิตครานี้ถูกมองว่า เป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องการให้ประเทศเพื่อนบ้านร่วมกดดัน ให้รัฐบาลไทยประนีประนอมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณถูกการเมืองกลั่นแกล้ง

เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงที่ระดมเพื่อขับไล่รัฐบาล พร้อมโยนข้อกล่าวหา "รัฐบาลจากอำนาจเผด็จการ" และ "กลั่นแกล้ง พ.ต.ท.ทักษิณ" เป็นประเด็นแห่งการเคลื่อนไหว

ดูเหมือนว่าเกมการเมืองของฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มปรากฏอย่างชัดแจ้งแล้วว่า ต้องการการเลือกตั้งใหม่ให้เร็วที่สุด เพราะมั่นใจว่า หากรัฐบาลยุบสภา และมีการเลือกตั้งใหม่ขึ้นมา พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกัน ทางฟากฝั่งรัฐบาลเองก็มองเกมการเมืองออก

แม้นายอภิสิทธิ์จะมั่นใจว่าหากมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคประชาธิปัตย์จะได้กลับมาครองอำนาจ แต่ในระยะเวลาเช่นนี้ รัฐบาลจะยุบสภาไปทำไม

ยุทธศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์จึงยืนอยู่ตรงกันข้ามกับยุทธศาสตร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ

การเมืองในช่วงเดือนพฤศจิกายนจึงทวีความรุนแรง

แม้การถอดยศและริบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเป็นไปตามกฎระเบียบ และได้รับการยืนยันจากปากคำนายกรัฐมนตรีว่าไม่ได้กลั่นแกล้ง แต่ข่าวการถอดยศและริบเครื่องราชฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่แพร่กระจายออกมาในห้วงเวลานี้ ย่อมสะท้อนภาพแห่งการโต้ตอบศอกกลับให้แลเห็น

ยิ่งประจวบเหมาะกับคำสั่งปัดฝุ่นคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ที่เคยใช้เมื่อสมัยปี 2529 ตอนที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

เหมือนกับการระดมพลระดับ "คีย์แมน" ของแต่ละหน่วยงานราชการมาเพื่อทำ "สงครามข่าวสาร"

วันนี้เป้าหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชัดเจน

นั่นคือ เร่งเกมเพื่อกดดันให้ยุบสภา และทวงอำนาจกลับคืน

วันนี้เป้าหมายของรัฐบาลก็ชัดแจ้ง

นั่นคือ ไม่ทำตามความต้องการของ พ.ต.ท.ทักษิณ

เมื่อเป้าหมายไม่สามารถปรองดองกันได้ การเมืองก็มิอาจสงบนิ่ง

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป การเมืองไทยจะยิ่งร้อนแรง

แม้วรุกหนัก พ.ย.อันตราย!

ที่มา ข่าวสด



กระท่อนกระแท่นผ่านมาได้ 10 เดือน

รัฐบาลผสมที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัว ต่อสำคัญอีกครั้ง

โดยเฉพาะเดือนพ.ย.ที่มีปัจจัยหลายอย่างทั้งภายนอกและภายใน บ่งชี้ว่าเป็นช่วงที่การเมืองจะกลับมาร้อนแรงมากเป็นพิเศษ

ปัจจัยภายนอกที่เห็นกันอยู่คือความเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ได้ระดมยุทธปัจจัยทุกอย่างที่มีอยู่ในมือ เปิดเกมเขย่ารัฐบาลเต็มรูปแบบเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการยุบสภาเลือกตั้งใหม่โดยเร็วที่สุด

เพื่อให้ทันการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านที่งวดเข้ามาทุกที

ในบรรดายุทธปัจจัยของพ.ต.ท. ทักษิณ อย่างแรกคือการดึงเอา พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ เข้ามาเป็น"นอมินี" นำการขับเคลื่อนพรรคเพื่อไทย

ผลงานการล่อ"ป๋าเปรม"ออกจากถ้ำ ต่อด้วยการเดินทางไปพบปะ"ฮุนเซน"นายกฯกัมพูชา และยังมีคิวเตรียมเดินทางไปพบผู้นำเพื่อนบ้านอีก 2-3 ประเทศ

สร้างความหวั่นไหวให้รัฐบาลพอสมควร

หลังจากยุทธการ"อาเซียนล้อมไทย" ที่ทำให้การประชุมอาเซียนซัมมิทที่รัฐบาลเป็นเจ้าภาพกร่อยลงไปถนัดตา

พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเตรียมเปิดสงครามข่าวสารอีกระลอก ดีเดย์ 1 พ.ย. ด้วยการส่งเอสเอ็มเอสผ่านโทร ศัพท์มือถือถึงแฟนคลับระดับรากหญ้า

ว่ากันว่าการสื่อสารด้วยวิธีนี้เข้าถึงชาวบ้านได้กว้างขวาง และง่ายกว่าการโฟนอินหรือวิดีโอลิงก์ หรือเว็บไซต์ทวิตเตอร์ที่พ.ต.ท.ทักษิณใช้อยู่

จะได้ผลมากน้อยขนาดไหน

บททดสอบแรกอยู่ที่การนัดชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดงเดือนพ.ย.นี้

กล่าวกันว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือนพ.ย. มีความแตกต่างออกไปจากการชุมนุมหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาที่มีลักษณะเป็นการชุมนุมแบบวันเดียวจบ รวมตัวกันช่วงบ่ายเพื่อรอ พ.ต.ท.ทักษิณวิดีโอลิงก์เข้ามาในช่วงหัวค่ำ แล้วสลายตัวไม่เกินเที่ยงคืน

แต่ครั้งนี้จะยกระดับเป็นการชุมนุมยืดเยื้อ

ในการโฟนอินถึงคนเสื้อแดง จ.อุดรธานี เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณสั่งการให้ทุกคนตระเตรียมข้าวของเสบียงกรังไว้ให้พร้อมสำหรับการชุมนุมที่คาดว่าต้องอยู่ยาว

สอดรับกับแกนนำคนเสื้อแดงที่เตรียมโหมโรง จัดงานคอน เสิร์ตที่โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ตั้งเป้าระดมเงินทุนสำหรับการชุมนุมใหญ่ปลายเดือน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประกาศเทหมดหน้าตักในการรบครั้งสุดท้าย

"เราจะนำคนล้านคนมาร่วมตั้งเวทีเดียวจุดเดียวที่ข้างทำเนียบรัฐบาล และไม่เลิกจนกว่ารัฐบาลจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่"

ถ้าดูจากจำนวนคนเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุม ระยะหลังจะยืนอยู่ที่ระดับไม่เกิน 3 หมื่นคน การบอกว่าจะนำคนเป็นล้านมาร่วมชุมนุมนั้น จึงอาจจะเว่อร์เกินไป

อีกทั้งอารมณ์คนที่สะท้อนผ่านการสำรวจโพลบางสำนัก ทำให้เห็นว่าส่วนใหญ่เริ่มเบื่อหน่ายการเมืองแบบแบ่งสีแบ่งฝ่าย และต้องการเลือกยืนอยู่ตรงกลางมากกว่า

ดังที่เห็นได้จากคะแนนนิยมทั้งของ"ทักษิณ"และ"อภิสิทธิ์" ที่หดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับไปปูดที่ตัวเลขของคนที่ไม่ฝักฝ่ายใดถึงร้อยละ 53

ดังนั้น ถ้าหากแกนนำคนเสื้อแดงตีโจทย์ตัวเลขตรงนี้ไม่แตก จับอารมณ์คนส่วนใหญ่ไม่ถูก ก็มีสิทธิ์ถูกกระแสดีดกลับเหมือนเมื่อครั้งการชุมนุมเดือนเม.ย.

ที่จบลงด้วยความสะบักสะ บอมของคนเสื้อแดง

อย่างไรก็ตามมีนักวิเคราะห์บางคนมองต่างออกไป

ว่าในเดือนพ.ย.สถานการณ์การ เมืองอาจยังไม่ถึงขั้นแตกหักตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคนเสื้อแดงอยากให้เป็น

เพราะถึงแม้ว่านายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเที่ยวพูดว่าพร้อมยุบสภาเลือกตั้งใหม่ โดยมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้รับเลือกกลับมาเป็นรัฐบาล

แต่สภาพความเป็นจริงในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคการเมืองจึงทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งภายในมากมาย

อย่างล่าสุดปัญหาความไม่ลงรอยกันในกระทรวงพาณิชย์ ระหว่างนาย อลงกรณ์ พลบุตร รมช.จากพรรคประชาธิปัตย์ กับนางพรทิวา นาคาศัย รมว. จากพรรคภูมิใจไทย

หรือกรณีนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย กับนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม จากเหตุการณ์วุ่นๆ ภายในการรถไฟแห่งประเทศไทยกับสหภาพแรงงาน

ไม่รวมถึงปัญหาทุจริตที่เริ่มส่งกลิ่นรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

และที่สำคัญคือรอยปริร้าวในหมู่แกนนำประชาธิปัตย์อันสืบเนื่องมาจากการแต่งตั้งผบ.ตร. และการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยังเป็นปัญหาคาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน

ความขัดแย้งเหล่านี้ทำให้รัฐบาลไม่สามารถผลักดันผลงานออกมาได้เป็นชิ้นเป็นอัน

ทุกอย่างจึงดูเหมือน"สุกงอม"ในสายตาฝ่ายตรงข้าม

นอกจากนี้การที่รัฐบาลออกมาเปิดเกมเล่นเรื่องถอดยศ-ริบเครื่องราชฯของพ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ต่างจากการกวักมือเชื้อเชิญให้คนเสื้อแดงออกมาร่วมชุมนุมเสียเอง

แต่ปัญหาของคนเสื้อแดงก็คือหากคิดจะชุมนุมยืดเยื้อโดยเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนพ.ย. เมื่อย่างเข้าสู่เดือนธ.ค.ก็จะต้องผ่านวันสำคัญต่างๆ รวมถึงบรรยากาศเดือนแห่งการเฉลิมฉลอง

ประชาชนอาจไม่มีอารมณ์ร่วมกับสงครามแตกหักทางการเมือง

ด้วยเงื่อนไขข้อจำกัดเรื่องเวลาดังกล่าวอาจช่วยให้รัฐบาลยืดสถานการณ์ออกไปอีก

แต่จะยืดไปได้อีกเท่าใดนั้น

ต้องดูว่ารัฐบาลจะหาทางดับกระแสความร้อนแรงในเดือน พ.ย.นี้ได้หรือไม่

ก่อนถึงช่วงวิกฤตแท้จริงอีกครั้งต้นปีหน้า

ไทยกัดกันไม่เลิก ฆาตกรรมประเทศ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_43530

ภารกิจในเวทีนานาชาติ ผ่านพ้นไปแล้ว

ภาระของประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนถือว่า เสร็จสิ้นสมบูรณ์ หลังเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ชะอำ-หัวหิน

สามารถจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนนัดล้างตาผ่านพ้นไปได้ พร้อมทั้งส่งไม้ต่อให้ประเทศเวียดนามรับหน้าที่ประธานอาเซียนต่อไป

ดับฝันร้ายประชุมล่มที่พัทยา

กู้เครดิตในสายตากลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย

รวมไปถึงประเทศคู่เจรจาอย่าง จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ตลอดจนนานาชาติทั่วโลกที่เฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวของกลุ่มอาเซียนในครั้งนี้

ที่สำคัญ ในแง่ของการเมืองเมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินภารกิจในการจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเสร็จสิ้นไปแล้ว

ก็ถือว่าหมดความกังวลในเรื่องการรักษาภาพลักษณ์ของประเทศที่อาจเกิดเหตุขยายไปสู่เวทีนานาชาติ

แม้ว่าเกิดปัญหาคลื่นแทรก กรณีสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาเปิดปมร้อนในห้วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน

ประกาศตัวเป็นเพื่อนแท้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

โหมประเด็นเตรียมสร้างบ้านหรูให้ "ทักษิณ" พักอาศัยในกรุงพนมเปญ

เล่นบทเห็นอกเห็นใจอดีตนายกฯ ที่ทำงานให้กับประเทศ แต่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และไม่มีแผ่นดินอยู่

แถมประกาศกร้าวจะไม่ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณให้ทางการไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน เพราะมองว่าเป็นคดีการเมือง

จนนายกฯอภิสิทธิ์ต้องออกมาตอบโต้ ขอให้สมเด็จฮุน เซน ไตร่ตรองให้ดีระหว่างความสัมพันธ์ของบุคคล กับความสัมพันธ์ระหว่าง
ประเทศและผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ จะเลือกอะไร

พร้อมส่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ชี้แจงทำความเข้าใจกับ "ฮุน เซน"

ว่ากันไปตามเหลี่ยมคูการเมืองระหว่างประเทศ

ไม่มีอะไรรุนแรงถึงขั้นกระทบกับความสัมพันธ์ทางการทูต

ที่แน่ๆ ภารกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ในห้วงต่อจากนี้ไป คือการเดินหน้าแก้ไขปัญหาต่างๆในประเทศ

ทั้งปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่รุมเร้าอย่างหนัก กระทบถึงความเดือดร้อนปัญหาปากท้องของประชาชน

ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสังคมทั้งหลายแหล่

แต่ละเรื่อง แต่ละปัญหา สาหัสสากรรจ์ทั้งสิ้น

แม้ในห้วงที่ประเทศอยู่ในสภาวะปกติ ถึงจะระดมความร่วมไม้ร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ปัญหาต่างๆเหล่านี้ ก็ยังยากที่จะฝ่าไปได้ง่ายๆ

ยิ่งในสภาวะปัจจุบัน มีปัญหาความแตกแยกแบ่งฝ่ายของคนในชาติ ที่กำลังขยายวง ขยายความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

จนแทบหาจุดร่วมในการสร้างความสมานฉันท์กันไม่เจอ

การเดินหน้าภารกิจในการแก้ไขปัญหาประเทศของรัฐบาล ก็ต้องเผชิญกับความยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีก

ทั้งนี้จากสถานการณ์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า อุปสรรคสำคัญที่รัฐบาลของนายกฯอภิสิทธิ์จะต้องเจอแน่ๆ ก็คือ

"วิกฤติทักษิณ"

ไล่ตั้งแต่ยุทธการเปิดเกมลุยของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ขยายช่องทางสื่อสารกับมวลชน โหมทำสงครามโฆษณาชวนเชื่อ
ดิสเครดิตรัฐบาลทุกรูปแบบ

โฟนอินจากดูไบตรงเข้าพื้นที่เป้าหมายทุกจังหวัด ปลุกระดมฐานมวลชนที่ให้การสนับสนุนเป็นรายวัน

ส่งวีดิโอลิงค์รุกคืบเข้าไปถึงที่ประชุมพรรคเพื่อไทย ให้นโยบาย บริหารจัดการ สั่งการขับเคลื่อนแนวทางการเมืองของพรรคด้วยตัวเอง

เปิดเว็บทวิตเตอร์เขียนข้อความโต้ตอบ โจมตีรัฐบาล "อภิสิทธิ์" ทุกดอกทุกประเด็นตลอดทั้งวัน

ตามด้วยการสื่อสารระบบเอสเอ็มเอส ส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ ยิงตรงถึงตัวบรรดาแฟนคลับทั่วประเทศ

ยังไม่รวมถึงการเปิดโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมโชว์หน้าโชว์ตัวพูดจากับพี่น้องประชาชนที่ให้การสนับสนุนถึงครัวเรือน

แน่นอน ทุกช่องทางสื่อสารของ "ทักษิณ" มีเป้าหมายหลักในการโจมตีหวังโค่นล้มรัฐบาลเต็มที่

เป็นอุปสรรคที่ลิดรอนความมั่นคงของรัฐบาลเต็มๆ

เหนืออื่นใด นอกจาก พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินเกมใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัวโหมโฆษณาชวนเชื่อถล่มรัฐบาลมาจากต่างประเทศแล้ว

อีกทางหนึ่งก็ใช้กลไกตัวแทนอย่าง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ขับเคลื่อนเดินเกม "เพื่อนบ้านล้อมประเทศไทย"

ดิสเครดิต กดดันรัฐบาลไปพร้อมๆกัน

โชว์ผลงานชิ้นแรกให้เห็นกันมาแล้ว จากการเดินทางไปพบสมเด็จฮุน เซน นายกฯกัมพูชา ช่วงก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน

จุดประเด็นข่าวฮือฮา "ฮุน เซน" เพื่อนแท้ "ทักษิณ"

เปิดช่องให้นายกฯเขมร แขวะประเทศไทยไม่ให้ความเป็นธรรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

ประกาศกร้าว ถ้า "ทักษิณ" เข้าไปพำนักอยู่ในประเทศกัมพูชาจะไม่ส่งตัวให้ทางการไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน เพราะเป็นคดีการเมือง

สร้างความปั่นป่วนให้รัฐบาลในช่วงจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนพอสมควร

ที่สำคัญ พล.อ.ชวลิตยังได้วางโปรแกรมที่จะเดินสายไปพบปะผู้นำประเทศเพื่อนบ้านทั้งมาเลเซีย พม่า เวียดนาม ตามคำสั่งการของ "นายใหญ่"

ทำตัวเหมือนเป็นนายกฯเงาของประเทศไทย

ทั้งนี้ จากการเดินเกมไปพบนายกฯฮุน เซน ของ พล.อ.ชวลิต ถือว่ามีผล เป็นการเขย่าเวทีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ส่งผลกระทบด้านจิตวิทยา ทำลายสมาธิของผู้นำประเทศต่างๆในระดับหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อ พล.อ.ชวลิตมีคิวที่จะไปพบปะกับผู้นำประเทศ เพื่อนบ้านอื่นๆอีก จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาว่า

จะทำให้เกิดปัญหาที่มีผลกระทบต่อรัฐบาลตามมาอีกหรือไม่

ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน ก็เดินเกมในสภาฯตามแนวทางของ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างเต็มที่

โดยเฉพาะการขวางลำแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นตามแนวทางของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมกับฝ่ายรัฐบาลและสมาชิกวุฒิสภา

บีบให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องกลายเป็นหมันไปโดยปริยาย

ในขณะที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เป็นฝ่ายปฏิบัติการมวลชนของ "ทักษิณ" ก็เดินเกมขับเคลื่อนการเมืองนอกสภาอย่างต่อเนื่อง

ประกาศเป้าหมายชัดเจน "ล้มล้างรัฐบาล"

กำหนดปฏิทินเคลื่อนไหวเป็นช็อตๆ อุ่นเครื่องด้วยการจัดงานระดมทุนขับไล่รัฐบาลในวันที่ 14 พฤศจิกายน

ต่อจากนั้นจะจัดกิจกรรมสัมมนาแกนนำคนเสื้อแดง กำหนดยุทธศาสตร์ในการต่อสู้กับรัฐบาล ภายใต้สโลแกน "เปิดโรงรบแดงทั้งแผ่นดิน"

เตรียมนัดชุมนุมใหญ่เผด็จศึกรัฐบาล ปลายเดือนพฤศจิกายนนี้

ล่าสุด เมื่อมีข่าวสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะพิจารณาถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ยิ่งเป็นชนวนที่จะชูขึ้นมาเป็นประเด็นปลุกระดมได้ง่ายขึ้น

ที่สำคัญ นอกจากมีการกำหนดปฏิทินนัดระดมพลเคลื่อนไหวใหญ่แล้ว ยังมีการใช้วิธีจรยุทธ์

คอยขัดขวางไม่ให้รัฐบาลทำงานได้อย่างสะดวก

อย่างที่เห็นๆกัน ไม่ว่านายกฯอภิสิทธิ์ หรือรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจก็มักเจอกองกำลังคนเสื้อแดงชูตีนตบ โห่ร้องขับไล่

หันมาทางซีกรัฐบาลเอง การเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคปกติก็มีปัญหาเรื่องความเป็นเอกภาพอยู่แล้ว

ยิ่งแต่ละพรรคจ้องปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง เกิดปัญหาปีนเกลียวกันอยู่บ่อยๆ

ความเป็นเอกภาพในการทำงานแก้ปัญหาของประเทศก็ยิ่งถดถอย

แถมมีปัญหาส่อทุจริตคอรัปชันในโครงการต่างๆผุดขึ้นมาตลอดเวลา ความเชื่อมั่นและเสถียรภาพก็ยิ่งสั่นคลอน

ขณะเดียวกันเมื่อมองไปที่สภาผู้แทนราษฎร ที่ถือเป็นเวทีในการแก้ปัญหาของประเทศในระบอบประชาธิปไตย

ยิ่งมองไม่เห็นความหวัง เพราะแทนที่จะเป็นเวทีแก้ปัญหา กลับกลายเป็นเวทีเพิ่มปัญหา

ไม่มีบรรยากาศในการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ระหว่าง ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ประชุมเกือบทุกนัดมีแต่ฟาดฟันกันแบบเอาเป็นเอาตาย

ระบายความแค้น ความเกลียดชังใส่กันเป็นหลัก

จากสถานการณ์ทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะของประเทศไทย ที่เปรียบเสมือนคนป่วยหนักเข้าขั้นโคม่า

คนไทย 60 กว่าล้านคนอาศัยอยู่ในประเทศที่กำลังโคม่า

แต่คนไทยด้วยกันเองก็ยังแบ่งฝ่ายฟาดฟันกันไม่ลืมหูลืมตา ซ้ำเติมทำร้ายประเทศ

ฉะนั้น คนไทยต้องไปคิดกันเอาเอง

จะจมอยู่ในภาวะร่วมกันฆาตกรรมประเทศอย่างนี้หรือ.

"ทีมข่าวการเมือง"

"เสื้อแดง"รำลึก ‘นวมทอง ไพรวัลย์’ วางเป้าระดมทุน ชุมนุมใหญ่ตลอดธันวาคม

ที่มา ประชาไท

ภาพโดย คำเกิ่ง แห่งทุ่งหมาหลง
(http://www.cbnpress.com/index.php/photos/category/90---3------31-10-2552)
31 ต.ค.52 เวลา 10.00 น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน นำกลุ่มคนเสื้อแดงจัดพิธีรำลึกและอุทิศส่วนกุศลครบรอบการเสียชีิวิต 3 ปี นายนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่ ที่แขวนคอตนเองกับสะพานลอยเพื่อต่อต้านการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 บริเวณสะพานลอย ถนนวิภาวดีรังสิต หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จากนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงไปทำบุญเลี้ยงพระเพลที่สำนักงานวิทยุชุมชนคนรักแท็กซี่ ริมถนนวิภาวดีรังสิต

นายจตุพร แกนนำกลุ่มเสื้อแดง กล่าวว่า หลังจากจัดคอนเสิร์ตที่เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา วันที่ 14 พฤศจิกายนแล้ว จะจัดประชุมแกนนำ นปช.ทั้งหมดเพื่อกำหนดชุมนุมใหญ่แบบยืดเยื้อแบบไม่จบไม่เลิกในเดือนธันวาคมตลอดทั้งเดือน โดยจะปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลและจะไปสิ้นสุดที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ คาดว่าจะใช้เงิน 18 ล้านบาทที่ได้จากการจัดคอนเสิร์ตที่เขาใหญ่ คาดว่าจะมีผู้มาร่วมชุมนุมเป็นล้านคน และขอให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในฯ ไว้ได้เลย อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐบาลนี้อยู่ไม่ถึงสิ้นปีแน่นอน

จตุพรวอนราเกซเปิดนักการเมืองเอี่ยวทุจริต
นายจตุพร ให้สัมภาษณ์กรณี นายราเกซ สักเสนา ถูกส่งตัวมาดำเนินคดีในประเทศไทย กรณียักยอกทรัพย์ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การหรือ บีบีซี ว่า ตนขอเรียกร้องให้นายราเกซ ทำความดีครั้งสุดท้ายในชีวิต ด้วยการเปิดเผยว่า มีนักการเมืองคนไหนได้รับผลประโยชน์จากการล่มสลายของธนาคารบีบีซี ถ้าให้ดีอยากให้ทุกคนไปแกะการอภิปรายของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ สมัยที่เป็นฝ่ายค้าน ก็จะรู้ว่าใครเป็นใคร
นายจตุพร ยังกล่าวถึงการชุมนุมใหญ่ว่า หลังจากการจัดคอนเสิร์ตการเมือง เพื่อระดมทุนที่เขาใหญ่ในวันที่ 14 พ.ย.แล้วเสร็จ นปช.จะประชุมแกนนำทั้งหมด เพื่อกำหนดวันชุมนุมใหญ่แบบยืดเยื้อที่ทำเนียบรัฐบาล ไปจนถึงบ้านสี่เสาเทเวศร์ โดยจะใช้เงินที่ได้จากการระดมทุน ที่คาดว่าจะได้ประมาณ 18 ล้านบาท มาเคลื่อนไหว ยืนยันว่า เราจะชุมนุมยืดเยื้อเพื่อไล่รัฐบาล ชนิดแบบไม่จบ ไม่เลิก คาดว่าจะมีผู้ชุมนุมเป็นล้านคน ขอให้รัฐบาลประกาศ พ.ร.บ.ความมั่งคงล่วงหน้าได้เลย ทั้งนี้ หากเป็นไปตามแผนคงเป็นการเคลื่อนไหวในช่วงเดือนธ.ค.ทั้งเดือน และคิดว่ารัฐบาลคงอยู่ไม่เกินสิ้นปีนี้
ผู้สื่อข่าวถามถึง กระแสข่าวกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอิน มายังงานระดมทุน นสพ.ไทยเรดนิวส์ ที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลลาดพร้าว โดยยอมรับว่า มีเสื้อแดงบางกลุ่มต้องการล้มสถาบัน นายจตุพร กล่าวว่า ตนไม่ได้ฟังต้นฉบับเต็มว่าเป็นอย่างไร แต่ยืนยันตรงนี้ได้เลยว่า กลุ่ม นปช.มีจุดยืนเดียวคือ โค่นล้มอำมาตย์ ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ประธานองคมนตรี และยึดมั่นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และจะรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ให้ยกเลิกกรณีองคมนตรีที่เป็นไพร่ สามารถสำเร็จราชการแทนได้ มาเป็นเฉพาะ องค์รัชทายาท หรือ พระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น
ต่อมาเวลา 18.00 น. ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า กลุ่มวิทยุชุมชนคนรักแท็กซี่ประมาณ 500 คน นำโดยนายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ ตั้งเวทีปราศรัย "ทลายโซ่ตรวนเผด็จการ ครบรอบ 3 ปี รำลึกถึงวีรบุรุษประชาธิปไตย นวมทอง ไพรวัลย์" มีแกนนำชมรมคนรักแท็กซี่ นักวิชาการ และนักแสดง อาทิ นายเมธี อมรวุฒิกุล นายอรรถชัย หรือโด่ง อนันตเมฆ ดาราดัง ร่วมกล่าวปราศรัย โดยเนื้อหายกย่องนายนวมทอง ที่เสียสละชีวิตต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย รวมทั้งกล่าวโจมตีระบอบอำมาตยาธิปไตยและโจมตีการทำงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ พร้อมกับมีการเล่นดนตรีสลับบนเวทีตลอด

ต่อมาเวลา 18.30 น. ที่โรงเรียนมูลนิธิสตรีไทยมุสลิม ถนนเจริญกรุง เขตบางคอแหลม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานรวมใจสู่ชมรมมุสลิมสงเคราะห์ผู้ประสบภัย โดย ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายเจริญ คันธวงศ์ พร้อมชาวไทยมุสลิมเข้าร่วมเนืองแน่น ทั้งนี้ขณะขบวนรถนายกฯ เลี้ยวเข้าโรงเรียน มีกลุ่มเสื้อแดงประมาณ 20 คนมารอเขย่าตีนตบไล่บริเวณฟุตบาธฝั่งตรงข้าม ขณะที่อีกฝั่งเป็นกลุ่มเสื้อเหลืองพร้อมมือตบกว่า 200 คน ทั้งสองฝ่ายต่างตะโกนท้าทายกันประมาณ 10 นาที ฝ่ายเสื้อแดงตะโกนไล่นายอภิสิทธิ์ ขณะที่ฝ่ายเสื้อเหลืองตะโกนอภิสิทธิ์สู้ๆ ท่ามกลางตำรวจและเจ้าหน้าที่เทศกิจคอยดูแล เมื่อฝ่ายเสื้อแดงเห็นว่าคนน้อยกว่าจึงล่าถอยกลับไปโดยไม่มีเหตุรุนแรง ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ใช้เวลาเปิดงานราว 1 ชั่วโมงจึงเดินทางกลับ
เวลา 21.05 น.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้ามาพูดคุยกับผู้ร่วมชุมนุม ทั้งที่ไม่มีกำหนดการมาก่อน โดยพ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวสดุดี นายนวมทองว่าเป็นคนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การปฏิวัติครั้งที่ผ่านมาถือเป็นครั้งที่แย่ที่สุด เพราะมีแต่การล้างแค้น นายนวมทอง เป็นคนที่รู้สึกถึงเรื่องนี้ เป็นคนแรก ๆ และได้ประกาศให้ทราบถึงความเลวร้ายของการปฏิวัติ ถ้าตนเองได้กลับประเทศ ต้องทำอะไรเพื่อให้คนไทยระลึกถึงนายนวมทอง
พ.ต.ทักษิณ กล่าวอีกว่า รัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากประชาธิปไตย แม้ปากจะบอกว่า เป็นประชาธิปไตย แต่หัวใจเป็นเผด็จการ ดังนั้น ขอให้ทุกคนร่วมต่อสู้เพื่อให้ประชาธิปไตยที่แท้จริงโดยการเลือกตั้งครั้งหน้า ขอให้เลือกพรรคที่ยึดมั่นในระบบประชาธิปไตย หลังการโฟนอิน พ.ต.ท.ทักษิณได้ ร่วมไว้อาลัยร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยขอให้ผู้ชุมนุมจุดเทียนสีแดง และยืนสงบนิ่ง เป็นเวลาครึ่งนาที ส่วนบนเวทีภรรยานายนวมทอง ได้ขึ้นมารับมาอบเงินช่วยเหลือจำนวน 20,000 บาทโดยนายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ สส.กทม.พรรคเพื่อไทย เป็นผู้มอบ


ด้านนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีกลุ่มเสื้อแดงใช้วิธีเปิดโรงเรียนประชาธิปไตยว่า โรงเรียนนั้นเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ส่งผลไปถึงการยกระดับไปให้การชุมนุมรุนแรงมากขึ้น การเคลื่อนไหวไม่ต้องเปิดโรงเรียนสอนก็ทำกันอยู่
ขณะที่พระบรมรูปทรงม้าเวลา 19.10 น. มีแกนนำเสื้อแดงมาร่วมปราศรัยมากขึ้น อาทิ นายอดิศร เพียงเกษ นายสุพร อัตถาวงศ์ และนายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ ส.ส.กทม. เพื่อไทย จากนั้นนายไพโรจน์เป็นตัวแทนมอบเงิน 20,000 บาทแก่ครอบครัวนายนวมทอง มีนายชินวัตร แกนนำชมรมคนรักแท็กซี่ รับมอบแทน
แดงขอนแก่นเดือด อดีตผู้ว่าฯ ว่าทักษิณหมาเน่า
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สนามกีฬาต้านยาเสพติดบึงแก่นนคร เทศบาลนครขอนแก่น วันเดียวกัน นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แกนนำคนเสื้อแดงขอนแก่น นายศักดา อ้อพงษ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ประธานกลุ่มมวลชนคนรักประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น นางซาบีน่า ชาห์ ประธานชมรมเสื้อแดงขอนแก่น 51 และคนเสื้อแดงกลุ่มรักทักษิณ อ.บ้านไผ่-โนนศิลา คนรักประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น และคนเสื้อแดง อ.น้ำพอง เมืองพล กระนวน ท่าพระ จ.ขอนแก่น ประมาณ 1,000 คน ชุมนุมแบกโลงศพที่ทำด้วยกล่องกระดาษขนาดใหญ่ประท้วง นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย แห่ไปตามถนนสายต่างๆ ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ไปถึงซอยชาตะผดุง 14 ชุมชนย่อยที่ 50 ถนนชาตะผดุง ต.ในเมือง อ.เมืองขอนแก่น ซึ่งบ้านนายปัญญาอยู่กลางซอย

ต่อมา พล.ต.ต.พัฒนี ศิริพัฒนี ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น พ.ต.อ.สุจินต์ นิจพานิชย์ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น พ.ต.ท.วีระวุฒิ เสียงใส สวป.สภ.เมืองขอนแก่น นำตำรวจควบคุมฝูงชน ภ.จว.ขอนแก่น ประมาณ 300 นาย ตั้งแถวหน้าปากซอยและหน้าบ้านนายปัญญา ทั้งนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงได้เผาหุ่นฟางรูปนายปัญญาและโลงศพเป็นการประท้วง

นางซาบีน่า กล่าวว่า นายปัญญาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นหมาเน่า พวกเราคนเสื้อแดงเป็นหนอนรุมกินหมาเน่า วันไหนที่กินหมดแล้วจะอยู่ได้อย่างไร จึงมาชุมนุมและขอถามนายปัญญาว่าเริ่มต้นมาจากไหน นายปัญญาเกิดมาจากพรรคไทยรักไทย และพลังประชาชน ซึ่งเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ อาศัยบารมี พ.ต.ท.ทักษิณ และชาวขอนแก่นเลือกเข้ามา พวกเราเห็นว่านายปัญญาเป็นหมาเน่าเสียเอง
ที่มา: เว็บไซต์มติชน และเว็บไซต์คมชัดลึก

สัมภาษณ์ไชยันต์ รัชชกูล: ระลึกถึงลุงนวมทอง และ 3 ปี 19 กันยา

ที่มา ประชาไท

ในโอกาส 3 ปี 19 กันยายน 2552 และ 3 ปีแห่งการจากไปของนวมทอง ไพรวัลย์ “อรรคพล สาตุ้ม” สัมภาษณ์ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล อาจารย์ประจำสถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ ในประเด็นสื่อมวลชนก่อนและหลังรัฐประหาร เครื่องมือสื่อสารของคนเสื้อแดง และ “นิสัยตกตะกอนของพวกฝ่ายอำมาตย์”

000
จากบทความของอาจารย์ไชยันต์ รัชชกูล ซึ่งพิมพ์ใน วิภาษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 ปี 2550 ใน เรื่องรัฐประหาร ‘19 กันยา’ กล่าวถึง รัฐประหารว่าได้รับการต้อนรับจากกลุ่มสื่อมวลชน ผมขอให้อาจารย์ช่วยขยายความ
ยิ่งผ่านไป 3 ปี ยิ่งไม่น่าประหลาดใจที่สื่อมวลชนตอบรับการรัฐประหารอย่างสุดจิตสุดใจ แต่ตอนนั้น มันน่าตกใจ ว่าการกระทำที่เป็นอาชญากรรมกับประเทศขนาดนั้น สื่อมวลชนกลับเห็นดีเห็นงามไปด้วย หรือไม่ก็แก้ต่างให้ แม้กระทั่งบางฉบับที่อ้างตัวว่า เป็นหนังสือพิมพ์คุณภาพ เป็นเสียงของประชาชน ยึดถือจรรยาบรรณของสื่อ อะไรก็ว่าไปเรื่อย แต่สิ่งที่เขาทำ มันตรงกันข้ามกับที่อ้าง ตอนนั้นก็น่าประหลาดใจ แต่วันนี้ไม่ตกใจแล้ว เพราะโลกทัศน์ของพวกนี้ ก็คือ ดูถูกดูแคลนราษฎรส่วนใหญ่ของประเทศ แม้ว่าเขาจะไม่กล้าพูดว่า เขารังเกียจประชาธิปไตยแบบรัฐสภา แต่จะถากถางบริภาษอ้อมไปว่า ไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงบ้าง เป็นประชาธิปไตยแบบหนึ่งนาทีบ้าง หรือไม่ก็ทำตัวนั่งบัลลังก์ชี้นิ้วว่า ส.ส. กระเลวกระราด โกงกิน คำวิจารณ์ คำด่าทอพวกนี้มันคือมนตร์เดิมๆ ซึ่งเป็นทัศนะคติแบบเดียวกับพวกชนชั้นนำ (Elite) ถ้าจะว่าไปแล้วพวกนี้ ก็ได้รับการสั่งสอนมาจากระบบการศึกษาและมหาวิทยาลัยไทย ซึ่งถ่ายทอดกันมาเป็นรุ่นๆ มัน น่าเศร้า แต่ก็ไม่น่าประหลาดใจ มาถึงวันนี้ ก็ไม่น่าบ่นแล้ว พวกนี้มีทัศนะคาบเกี่ยวกับพวกทำรัฐประหาร แต่เขาจะปฏิเสธ แน่นอน เขาต้องปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่ แต่สิ่งที่อยากจะได้ฟังจากเขาตลอด 3 ปีมานี้ ก็คือ เขายังเห็นแบบเดิมหรือเปล่า เพราะมีเพื่อนผมบางคน เขารู้สึกเสียใจ ที่เขาไปตะโกนชุมนุมขับไล่ทักษิณก่อนรัฐประหาร ซ้ำร้ายเขายังเห็นชอบกับรัฐประหาร แต่ตอนนี้เขาเสียใจ เขาไม่ใช่ตัวแทนของเสื้อเหลืองอะไรทั้งสิ้น ล้วนเป็นเพียงปัจเจกชน
แต่ที่อยากถามพวกหนังสือพิมพ์พวกนี้ก็คือ มันมองย้อนกลับไปไหม มีการสะท้อนความคิดของตนหรือไม่? หนังสือพิมพ์ที่อ้างว่าเป็นของปัญญาชน ผมฝากบอกไปเลยก็ได้ว่า ตั้งแต่หลังรัฐประหารผมไม่อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ เพราะผมไม่ใช่ปัญญาชน แต่ที่สำคัญกว่า คือ ปัญญาชนชอบแต่งตั้งตัวเองเป็นผู้รู้ ชอบสั่งชอบสอน ผมอาจจะพูดตีขลุมไปหน่อย เพราะบางข้อเขียนก็พอทนอ่านได้อยู่ แต่โดยรวมๆก็ไม่น่าประหลาดใจ หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ สมัยพฤษภาทมิฬ ตอนเริ่มต้นเข้าข้างสุจินดา นะครับ ผมท้าให้ไปอ่านดูเลย
ก่อนรัฐประหารจากบทความของอาจารย์ กล่าวว่าสื่อมวลชนสนับสนุนทักษิณน้อยมาก
อย่าว่าแต่จะสนับสนุนเลย ถล่มทักษิณทุกวัน แถมซ้ำยังมัดมือชกข้างเดียวอีกว่า “ทักษิณคุกคามสื่อ” ผมอยากจะมองว่า เป็นความบ้องตื้นต่อการตั้งคำถามและต่อการวิเคราะห์ทางการเมือง พวกนี้รู้ข่าวเยอะมาก รู้รายละเอียดมาก แต่ว่าจะเอาข้อมูลมาสังเคราะห์อย่างไร ผมสงสัยมากเลย แล้วก็อาจจะไปเชื่อพวก Elite (ชนชั้นนำ) พวกปัญญาชน นักวิชาการจำนวนมาก พวก Elite ก็เหมือนกันเป็นไปในแนวเดียวกันนี้หมดเลย
จุดยืนของสื่อ หลังยุคทักษิณ ถูกรัฐประหารไปแล้วเปลี่ยนไปไหมครับ
ผมว่าไม่นะ ไม่เฉพาะแต่พวกเสื้อเหลือง รวมทั้งชนชั้นนำไม่เปลี่ยนไปเลย ถ้าเรามองย้อนไปตั้งแต่พวก กกต. รุ่นวาสนา เพิ่มลาภ ที่ถูกสั่งให้ลาออก แล้วถูกตัดสินจำคุก ตั้งแต่สมัยนั้น จนถึงรัฐประหาร 3 ปี ที่แล้ว แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพวกอำมาตย์ ไม่ได้ระย่อเลยต่อความไม่ชอบมาพากล ไม่สะเทือนเลยต่อสิ่งที่คนเขาระอากันทั่วเมืองว่า ใช้เหตุผลลักลั่น หรือแปลกันว่าเหตุผล 2 มาตรฐาน ไม่มีความละอายตลอดมาจนถึงวันนี้ ตั้งแต่เรื่องฟ้องการปราบ ‘7 ตุลา’ เรื่องดา ตอร์ปิโด เรื่องทำเป็นทองไม่รู้ร้อนกับฝ่ายพันธมิตรฯ คือ เขาไม่ได้รู้สึกอะไรเลยว่า เรื่องเหล่านี้เป็นความวิปลาส พวกนี้ไม่มีหิริโอตตัปปะเลย แสดงว่า เขาคิดว่า เขาถือไพ่เหนือกว่า และคงคิดว่าไอ้พวกเสื้อแดงเนี่ย ไม่มีน้ำยาอะไรหรอก หรือว่าถึงมีน้ำยา เขาก็คิดว่า เขาจัดการได้ และไม่มีการอ่อนข้อ แม้แต่นิดเดียว ถึงทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากล ก็ไม่เกรงใจ ซึ่งผมคิดว่า คนที่สมเหตุสมผล คนที่มีสามัญสำนึกเบื้องต้น ก็เห็นแล้วว่า แบบนี้ มันเป็นเหมือนประเทศแอฟริกาใต้ คือ เป็นประเทศแบ่งแยกสีผิว ว่ากฎหมายหนึ่งใช้กับคนขาว กฎหมายหนึ่งใช้กับคนดำ นี่คือ ระบบ Apartheid เมืองไทยก็เป็นอย่างนั้น บังเอิญก็เป็นสงครามสีเหมือนกัน แต่ที่แอฟริกาใต้เมื่อก่อนเป็นระหว่างสีขาวกับสีดำ ระบบนี้ก็ใช้กับคนปาเลสไตน์ในอิสราเอล ถ้าไปถามว่า พวกอิสราเอลว่ารู้สึกไหม ผมว่ามันไม่รู้สึกหรอก รัฐบาลอิสราเอลมันก็ไม่รู้สึก และมันก็ปราบชาวปาเลสไตน์ต่อไป ผมก็คิดว่าเมืองไทยถึงขั้นนั้น พวกอำมาตย์เขาก็คิดว่า เขาถูกไง และถึงแม้ว่า เขาไม่คิดว่าเขาถูก เขาก็จะว่าอีกข้างหนึ่งเป็นพวกทักษิณ มันแดงไง หรือไปถามคนขาว ที่แอฟริกาใต้ ถามว่า ทำอย่างนี้มันถูกหรือ กูอาจจะไม่ถูกก็ได้ แต่มึงดำไง ถ้าไปถามรัฐบาลอิสราเอล ก็อาจจะบอกว่ากูอาจจะไม่ถูกก็ได้ แต่มึงเป็นพวกปาเลสไตน์ไง เป็นพวกก่อการร้ายไง การปฏิบัติ 2 มาตรฐาน มีในประเทศไหนบ้าง ผมว่ามันเหมือนกันล่ะครับ ประเทศไทยกับประเทศอิสราเอล แอฟริกาใต้ ประเทศเราเจริญทัดเทียมกับประเทศเหล่านี้แล้ว เอวัง
เสื้อแดงกับเครื่องมือโฟนอินในฐานะการสื่อสารจากทักษิณ และจักรภพต่างๆ
ก็ดีนี่ครับ เขาก็มีสิทธิจะโฟนอิน เมื่อเขาอยู่ในประเทศเถื่อนๆ นี้ไม่ได้ เขาจะสื่อสารกับคนในประเทศโดยเทคโนโลยีก็ไม่เห็นเป็นไร ไม่เห็นเป็นประเด็นอะไรเลย คนที่อยู่ต่างประเทศจะใช้เทคโนโลยีสื่อสารแสดงความคิดเห็น ก็เหมือนโทรศัพท์ธรรมดา ทำไมจะโทรศัพท์ไม่ได้เหรอ เพียงแต่ว่า โทรศัพท์อีกข้างหนึ่งพูด ใช่ไหม อีกข้างหนึ่งคนฟังเยอะ ทำไมรัฐบาลไทยจะไม่ให้โทรศัพท์ เหรอ
อย่าง จอม เพชรประดับ ก็ไปเซ็นเซอร์เขา ผมขอเตือนความจำว่าตอนสมัยทักษิณ เป็นนายกฯ มีคนด่าเขาเยอะมากเลยว่า คุกคามสื่อ ตอนนี้มีใครด่าบ้างไหม รวมทั้งนักวิชาการสื่อด้วย ไอ้ 2 มาตรฐาน นี่ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลนะ ไม่ใช่เฉพาะพวกอำมาตย์นะ มันรวมทั้ง พวกนักวิชาการสื่อ รวมทั้งพวกสิทธิมนุษยชนด้วย ผมว่า พวกนี้ อย่าเรียกว่า 2 มาตรฐาน เลย อย่างนี้เรียกว่า หน้าไหว้หลังหลอก พวกตี 2 หน้า ผมอยากฝากถามพวกนักวิชาการสื่อ พวกที่เคยด่าทักษิณว่าตอนนี้ไปไหน แต่เดี๋ยวเขาจะมาด่าผมว่า แล้วมึงทำไมไม่ด่าเองล่ะ คำถามก็คือว่า คุณเสมอต้นเสมอปลายหรือไม่ ในฐานะที่คุณเป็นนักวิชาการสื่อ ที่เรียกร้องเสรีภาพสื่อ คุณทำอะไรคงเส้นคงวาไหม คุณจะทำตัว เหมือนอำมาตย์หรือ ผมก็ไม่เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์จะละอายเลย แต่นี่ก็ไม่ต้องไปหวังอะไรมันอยู่แล้ว การเล่นลิ้น โป้ปด มดเท็จ พูดอย่างทำอย่างนะฮะ ในพรรคประชาธิปัตย์เป็นกันมาก สิ่งที่น่ากลัว ก็คือว่า คนอื่นๆรวมทั้งนักวิชาการสื่อ ก็จะมีลักษณะทำแบบนี้เหมือนกัน มิไปกันใหญ่ เหรอ
พูดเรื่องนี้ก็ได้ คือ เขาบอกว่า สื่อต้องเป็นกลาง และ ‘2 ไม่เอา’ เป็นคำขวัญเก๋ๆ ดี เออ ความคิดแบบนี้ก็ไม่เลวนะ เหมือนกับยาม ที่ ESCAP (Economic and Social Commission for Asia and the Pacific- ESCAP) เลย เขาอยู่ที่ถนนราชดำเนินนอก เห็นการประท้วงตลอดมาหลายสิบปี คำสั่งจากเหนือหัวของเขา คือว่า ต้องกั้นไม่ให้คนเข้าใกล้ตึก UN คุณไปสัมภาษณ์ยาม ที่ ESCAP ดูสิครับ เป็นกลางมากเลย พอสีเหลืองชุมนุมเขาก็ไม่ให้เข้า พอสีแดงชุมนุม เขาก็กั้น ก็against สีแดง เรียกว่ากั้นทั้ง 2 ฝ่าย คือ เขายืนอยู่บนฐานศีลธรรมที่สูงส่งมาก (Moral high ground) แต่นี่ ผมไม่ได้หมายความว่า คุณต้องเลือกข้างนะ เพียงแต่ผมขอตั้งคำถามว่า ไอ้การที่คุณบอกว่าเป็นกลาง มันหมายความว่าไง คุณ ตั้งตนอยู่บนตำแหน่งศีลธรรมสูงกว่าคนอื่นเหรอ สีเหลืองก็ลิงกะล่อน สีแดงก็ลูกกะโล่ทักษิณ เหลวไหลทั้งคู่ ถ้าผมนิยมคนวางตัวแบบนี้นะครับ มีอีกเยอะ ยามที่ ESCAP เขาไม่ได้คิดเอง มาจากหัวหน้าเขา พวกนั่งรถแอร์ ทำงานห้องแอร์ เขาไม่ชอบ ครับ การชุมนุม เขารำคาญ ไปทำงานไม่สะดวกรถติด และไม่สุภาพ
จะทำให้คนเข้าใจเรื่องการสื่อสารประเด็นการชุมนุม ในเรื่องประชาธิปไตยบนท้องถนนอย่างไร
ก็ทำอย่างที่พูด มันมีอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ เปรียบเทียบอย่างนี้ดีกว่า ถามได้อย่างไรว่า พระควรรักษาศีลหรือไม่ ก็ทำตามกำหนดสิ ไม่ใช่ว่า แต่งตัวเป็นพระแล้ว ฉันข้าวเย็น ก็มีรัฐธรรมนูญอยู่อย่างนั้น คุณจะให้ทำอย่างไร จับสึกเหรอ ผมก็ไม่รู้ว่า จะให้พวกทำงานไม่มีเหงื่อเข้าใจได้อย่างไร พวกนี้น่ะครับ นิสัยสั่งสมมานาน จนเป็นนิสัยที่ตกตะกอน คือ ตัดสินคนอื่น ตำหนิคนอื่น อันนี้เป็นลักษณะของพวกที่คิดว่าตนอยู่เหนือสามัญชน เหนือมนุษย์ที่ทำงานเหงื่อตก ตอนนี้ผมดีใจมากเลยนะ ที่มีขบวนการเสื้อแดง เขาไม่ยอมให้ถูกตัดสินข้างเดียวแล้ว กูจะตัดสิน (Judge) มึงบ้าง ให้มึงมาเป็นจำเลยของกูบ้าง
มุมมองต่อสื่อวิทยุ สื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ของคนเสื้อแดง
วิทย ดีมากเลย ดีมากๆ มันต้องอย่างนี้ครับ มีวิทยุท้องถิ่น ผมอยากจะถามสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยว่า ทำไมต้องถ่ายทอดข่าวอย่างเดียวกันทั่วทุกสถานี วิทยุท้องถิ่นให้คนชาวบ้าน Phone in ทำไมสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ไม่ทำอย่างนั้นบ้างล่ะ ไหนว่ารับฟังความคิดเห็นของประชาชนไง ประชาชน มีส่วนร่วมไง ทำไมต้องบังคับให้คนฟังเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่แค่ข่าวราชการนะ แม้แต่ข่าวฟุตบอลอะไรของมัน ทำไมคนไทยทั้งประเทศต้องสมควรรู้เรื่องผลฟุตบอลหรือ
ส่วนวิทยุท้องถิ่นวิเศษมากให้ทุกคนโฟนอินเข้ามาได้ ตอนนี้ได้ข่าวว่า หนังสือพิมพ์ นิตยสารข่าวของเสื้อแดงได้ข่าวว่าขายดีมาก บางฉบับถึงกับต้องพิมพ์ใหม่ การต่อสู้ทางการเมืองสมัยก่อนพิมพ์เป็นใบปลิวไว้แจก ถึงการเขียนข่าวดูแล้วจะเป็นมวยวัดอยู่บ้าง ผมก็ไม่ว่าไม่เป็นไรนี่ มาจาก website บ้าง เขียนแบบไม่ค่อยได้พิถีพิถันบ้าง นี่ก็ไม่เป็นไร ผมเข้าใจว่าคงมาจากทุนเล็กๆ ไม่ใช่เงินถุง เงินถังอะไร คงไม่มีสตางค์จ่ายค่าเรื่องให้นักเขียนดังอย่างพวก ด็อกเตอร์ โปรเฟสเซอร์มือโปร แต่ถ้าเกิดเรามองมาถึง Idea ความเป็นประชาธิปไตย นี่ครับ ก็เป็นปรากฏการณ์ที่น่าทึ่ง ฝากถามนักวิชาการที่เรียกร้องประชาธิปไตยว่าเห็นด้วยไหม ที่อ่านหนังสือของ de Tocqueville ประชาธิปไตยในอเมริกา (แปลโดยสมบัติ จันทรวงศ์ – ผู้สัมภาษณ์) พวกนักวิชาการรัฐศาสตร์คงต้องได้อ่าน de Tocqueville กันมาแล้ว พวกเสื้อแดงกำลังทำทำนองนั้น น่ารังเกียจนักหรือ ขอถามหน่อย เสื้อแดงจะชนะหรือไม่ชนะเป็นเรื่องของกาลข้างหน้า ไม่รู้ได้ แต่ที่รู้ได้ตอนนี้คือ สปิริตประชาธิปไตยที่เติบโตอยู่ขณะนี้น่ายินดีกว่านักมวยไทยได้เหรียญทองโอลิมปิก และถ้าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากรัฐประหาร ‘19กันยา’ พวกอำมาตย์ก็ไม่ได้ชนะฟรีๆเสียแล้ว เสียใจด้วย
ผมอ่านบทสัมภาษณ์ของจอม เพชรประดับ ซึ่งผมสนใจที่ทักษิณ ตอบว่า พวกคนต่างประเทศ ก็รู้หมดแหละว่าไม่ยุติธรรม อาจารย์ไชยันต์ คิดเห็นอย่างไร
เอาอย่างนี้หละกัน ไม่ต้องไปถึงต่างประเทศไกลๆ แค่ข้ามแม่น้ำโขงไปนี้น่ะครับ ผมพบคนลาวในที่ประชุมนานาชาติมาเมื่อเร็วๆนี้ คนลาวรู้หมด คนลาวรับข่าวสารเกี่ยวกับเมืองไทย และรับข่าวกระแสหลักด้วยนะครับ คนลาวเข้าใจดีเลยว่าอะไรเป็นอะไร อะไรไม่ยุติธรรม อะไรบิดเบือน นะฮะ แล้วจะมาบอกว่า คนไทย ที่เป็นพวกเสื้อแดงเป็นพวกเหยื่อของทักษิณ ได้ประโยชน์จากทักษิณ คน ลาวได้ประโยชน์อะไรจากทักษิณหรือเปล่า คนลาว เขายังเห็นเหมือนเสื้อแดงเลยครับ เขารับสื่อข้างเดียวด้วยนะครับ สื่อของฝ่ายเสื้อแดงก็ไม่ค่อยถึงเขา แม้ว่าเขาดูจะโทรทัศน์ จะอ่านหนังสือพิมพ์กระแสหลัก เขาก็รู้ได้ คิดได้ว่า อะไรชอบธรรม อะไรไม่ชอบธรรม นี่เป็นสามัญสำนึก สามัญสำนึกที่ไม่ได้พอกไว้ด้วยอคติ ผมว่าไม่ต้องไปอาศัยสติปัญญาอะไรลึกซึ้งนัก คือ สามัญสำนึกว่า ระหว่างทำกับข้าวกับยึดสนามบินน่ะ อะไรมันทำให้ประเทศฉิบหายกว่ากัน มันมีที่ไหนล่ะครับ ในโลกนี้ที่ยึดสนามบิน แล้วจัดการไม่ได้ ยึดไม่ใช่แค่สนามบิน ยังยึดที่ทำงานรัฐบาลด้วย แต่ว่าอีกด้านหนึ่ง มันเป็นการเปิดเผยให้เห็นสิ่งที่เราเรียกว่า ธาตุแท้ของพวกอำมาตย์ ที่กูจะครองแผ่นดินอยู่อย่างนี้ มึงจะทำไม เราก็ต้องถามกลับบ้างว่า แผ่นดินนี้เป็นของมึงพวกเดียวหรือ
อำนาจของสื่อเสื้อแดง คิดว่าพอจะเพิ่มจำนวนคนเสื้อแดง รวมทั้งแนวทางการต่อสู้ของสื่อสำหรับคนเสื้อแดง
แง่นี้น่าดีใจมาก ภายในเวลาไม่กี่เดือน สื่อออกมาตั้งหลายฉบับ และวิทยุมีตั้งหลายสถานี แล้วแต่ละสถานี กระตือรือร้น (Active) ตลอดน่ะ ไม่ใช่เปิดเพลงคั่นเวลาน่ะครับ คือไม่ใช่ไม่รู้จะพูดอะไรแล้วเปิดเพลงคั่นเวลา และมีคนโฟนอินต่อเนื่อง เท่าที่ผมทราบ ผมก็ไม่ได้ฟังทุกสถานี ก็เปิดไปสถานีนั้นสถานีนี้ ก็รู้สึกได้ว่ามีคนสนใจมาก เมื่อวานนี้เอง ผมออกไปอำเภอรอบนอก เป็นตำบล หมู่บ้านเล็กๆ ยังมีลานชุมนุมเลย ซึ่งคนในหมู่บ้านนั้น เขาก็รู้ว่าใครเป็นใคร ใครคิดอย่างไร แต่ก็มีการชุมนุมกันในหมู่บ้าน เหมือนเป็นสนามหลวงของหมู่บ้าน กอ.รมน. คงรู้แล้วมั้ง ถ้าไม่รู้ ก็ไม่ควรรับเงินเดือนหรอก นี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งมาก ดวงวิญญาณของคณะราษฎรคงจะยินดีอยู่บนสรวงสวรรค์
ผมคิดอย่างนี้น่ะครับ แต่ก่อนขบวนการของประชาชน ส่วนมากเป็นเฉพาะกลุ่ม เช่น ขบวนการแรงงาน สมมติว่า สหภาพแรงงานสไตร์ค เกษตรกร ก็บอกว่าไม่ใช่เรื่องของกู พอเวลาเกษตรกรประท้วงหอมแดงราคาต่ำ สหภาพแรงงานก็บอกว่า เรื่องของมึง หรือในแง่ทางถิ่นที่อยู่ก็ได้ สมมติเรื่องเขื่อนปากมูลที่อุบลฯ คนอุดรฯยังไม่ร่วมด้วยเลย อย่าว่าแต่คนลพบุรี แก่งเสือเต้นประท้วงไป คนระยองก็บอกว่าบอกไม่เกี่ยวกับข้าพเจ้า แต่ปัจจุบันนี้ขบวนการเสื้อแดงรวมคนหลากหลายอาชีพ รวมคนจากถิ่นฐานกระจายทั้งประเทศ ถ้าใช้ศัพท์ฝ่ายซ้ายสมัยก่อน ก็เรียกว่าเป็น แนวร่วมมวลชนอันไพศาล จะมีประเด็นอะไรที่สามารถเป็นร่มให้ผู้คนนานาอาชีพ นานาภูมิหลัง จนกระทั่งนานาความฝันมารวม มาร่วมกันได้กว้างขวางขนาดนี้ มันเป็นการรวมของความทุกข์ ความคับข้องใจ ความรู้สึกต่อความพิลึกของสังคมไทย จนกระทั่งความปรารถนาที่อยากจะเห็นสังคมเราพ้นไปจากตมปลักศักดินา เพราะฉะนั้นขบวนการเสื้อแดงจึงไม่ใช่ขบวนการของกลุ่ม ‘Thaksinists’ (แม้จะไม่มีศัพท์นี้ในโลก แต่ถ้าจะมี ก็ไม่เห็นแปลก ก็ทีคำว่า Thaksinomics พวก นักเศรษฐศาสตร์ใหญ่น้อยทั้งหลายก็ไม่เห็นว่าอะไร) พวกนิยมทักษิณทุกคนเป็นเสื้อแดงนั้นใช่ แต่สมการกลับกันนั้นไม่ใช่ คือ ไม่ใช่พวกเสื้อแดงทุกคนเป็นพวกนิยมทักษิณ ลำพังทักษิณไม่สามารถสร้างเสื้อแดงมาขนาดนี้ได้ ต้องมีตัวช่วย และตัวช่วยตัวสำคัญก็คือ รัฐประหาร ‘19 กันยา’ รวมทั้งอำนาจสนับสนุนอื่นๆ ผมคิดว่า เป็นการพัฒนาทางการเมืองที่น่าประทับใจมาก สรุปง่ายๆก็แล้วกันว่า ผมดีใจกับ 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่รัฐประหาร ระบบอำมาตย์ถูกเขย่าเสาคลอน แม้จะไม่ล้มในตอนนี้ หรืออาจจะไม่ล้มในช่วงชีวิตผมก็ได้ การช่วยกันคนละไม้คนละมือเป็นพลังพังทำนบได้
ขอฟังความเห็นต่อพลังคนเสื้อแดง
กลัวจะพูดซ้ำกับที่เคยสัมภาษณ์มา ขอเพียงเสริมว่า ถ้าจะชุมนุมแต่ละจังหวัด ผมคาดว่า คงอาจจะมีคนมาเป็นหลักหมื่น หรืออย่างน้อยก็หลักพัน ถ้าจัดที่ส่วนกลาง เราเห็นหลักแสนมาแล้ว นี่ไม่ใช่ธรรมดาๆ และ ที่น่านิยมอย่างยิ่งก็คือ การประท้วง เรียกร้องต่างๆนั้นยังอยู่ในรูปเสียงเพลงอีกด้วย แถมมีหลายเพลงเสียด้วย นี่คือสาเหตุที่ก็รู้กันทั่วไปว่า ทำไมฝ่ายโน้นถึงไม่ต้องการเลือกตั้ง แม้ว่าจะราวีกันภายในขนาดไหน
พลังเสื้อแดงยังต้องพิจารณาสัมพันธ์กับฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายโน้นไม่มีความคิดเป็นพลัง เมื่อก่อนเขายังมี “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรเลย สมัยเสื้อเหลืองเรืองรอง ก็มีเรื่องทักษิณโกง แต่ตอนนี้เรื่องนี้ขายไม่ออกแล้ว อุตส่าห์ลงทุนทำรัฐประหารก็ยังหาเรื่องเอาผิดทักษิณไม่ได้ เรื่องที่ทักษิณถูกตัดสินจำคุก ไม่ใช่เรื่องที่เป็นข้ออ้างทำรัฐประหาร และตอนนี้ก็ไม่มีใครพูดเรื่องการเมืองใหม่แล้ว อย่าว่าแต่จะมีคนฟังเลย การที่ไม่มีความคิดเป็นพลัง ทำให้ฝ่ายอำมาตย์และฝ่ายเสื้อเหลืองทั้งฟ่ามทั้งกลวง ข้อเสนอเศรษฐกิจแนวพุทธ แบบชูมาร์คเคอร์ “Small is beautiful” ไทยเวอร์ชั่น เป็นธงรบไม่ได้ นี่คือสาเหตุว่าทำไมตอนนี้จึงไม่มี mass movement จึงต้องใช้ไม้อื่น เลยใช้วิธีติดบิลบอร์ดบ้าง พ่นลมเรื่องความสมานฉันท์บ้าง เอาคนมาร้องเพลงชาติตอนชักธงลงบ้าง ฝ่ายเสื้อแดงเหนือกว่าในแนวรบด้านพลังความคิด น่าเสียดายที่ฝ่ายอำมาตย์มีคนมีปริญญาเยอะมาก ถ้าเอาปริญญามาเรียงต่อกันแล้ว อาจจะยาวเท่าเส้นศูนย์สูตร แต่ไม่มี ideas อะไร มาเสนอ ขนาดคุมสื่อของรัฐ ก็ยังไม่มีเนื้อหาความคิดอะไรมาใส่ เขาถึงต้องใช้พลังอื่นๆมาสู้ นี่คือสาเหตุว่าทำไมสัญลักษณ์ความยุติธรรมจึงกลายเป็นครกกระเดื่องไปแล้ว และทำไมถึงต้องใช้วิธีนักเลงข้างถนน
อาจารย์ไชยันต์ คิดเห็นว่ารัฐประหารจะเกิดขึ้นอีกครั้ง
เรามีรัฐประหาร 17 ครั้ง มาแล้ว แล้วทำไมจะมีครั้งที่ 18, 19 และ 20 ไม่ได้ ประเทศไทยจะดีวิเศษอะไรปานนั้น ทำไมพระศรีอาริย์จะมาโปรดเร็วขนาดนั้น แต่ถ้ามีอีก มันคงไม่ใช่กินรวบแบบครั้งก่อนๆ ส่วนจะเกิดเมื่อไหร่ เราไม่รู้ ไม่ใช่หมอดู
สื่อของกลุ่มคนเสื้อแดงกับการเมืองท้องถิ่นในกรณีเลือกตั้งเทศบาลนครเชียงใหม่
การเมืองท้องถิ่นไปโยงผูกกับการเมืองของชาติ ทั้งที่จริงๆ ประเด็นเทศบาลมันเป็นเรื่องเก็บขยะ แต่ว่าการเมืองระดับชาติทำให้การเมืองท้องถิ่นทั่วไปเป็นไปอย่างนี้ กรณีเชียงใหม่ คนที่อยากได้รับเลือกตั้ง ก็พยายามที่จะอิงตัวเองกับเสื้อแดง พวกสมัครคนอื่นที่เคยอิงกับฝ่ายอำมาตย์ หรือว่า สนับสนุนเสื้อเหลือง หรือว่าไม่ได้เต็มใจกับเสื้อแดง เขาจะพยายามไม่ให้ปรากฏในการหาเสียง ผู้สมัครบางคน เมื่อก่อนใช้ยศทหารหาเสียง แต่ว่าตอนนี้ขายเฉพาะความเป็นดอกเตอร์ เพราะอะไรก็รู้กันอยู่แล้ว ผมคิดว่า การเลือกตั้งเทศบาลคราวนี้ ผู้สมัครที่อิงกับเสื้อแดงคงชนะ อันนี้คงจะเป็นการบอกถึงว่า ขบวนการเสื้อแดง รากหญ้า ไร้การศึกษาไม่ทันคนนั้นไม่เหมือนเดิม ดูสิว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ใครจะชนะ ชนะเท่าไร แล้วจะลบทฤษฎีของพวกหากินด้วยน้ำลายกับน้ำหมึกที่ชอบดูแคลนคนหากินด้วยน้ำ เหงื่อหรือไม่ ผมขอกลับไปประเด็นเดิมอีกครั้ง คือ พวกปริญญายาวเหล่านี้แต่งตั้งวางตัวเองเป็นผู้พิพากษาเหล่านี้รับค่านิยมที่ เป็นนิสัยตกตะกอนของพวกฝ่ายอำมาตย์มา
นิสัยถูกผลิตซ้ำเรื่อยๆ
เพราะเขาเป็นฝ่ายปกครอง เป็นฝ่ายที่คิดว่า ตัวเองอยู่เหนือคนอื่น เราอยู่เหนือคนอื่น เราอยู่เหนือทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางอำนาจทางการเมือง เราก็อยู่เหนือทางศีลธรรมด้วย ก็คิดไปเองน่ะ แต่ถ้าเกิดจะไปว่าเขา หรือวิจารณ์เขากลับ เขาจะจับเอาน่ะครับ เอางี้ ผมยกตัวอย่างให้ว่า กฎหมายหมิ่นประมาท คุณไปด่าว่า ชาวนาโง่ ศาลไม่ตัดสินว่าเป็นหมิ่นประมาทนะ แต่คุณลองไปด่าว่า อาจารย์โง่ซิฮะ เขาฟ้องตายเลยใช่ไหม แล้วศาลก็เห็นว่าผิด และไอ้การที่เรา มีข้อหาหมิ่นศาล คือ มึงอย่ามาตั้งคำถามกับคำพิพากษาของกูน่ะ มันมีกฎหมายเลย ห้ามเลย มึงอย่ามาตั้งคำถาม ส่วนกูจะตัดสินใครยังไงก็ได้
แต่คราวนี้ก็ดีนะ เพราะ 3 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านเขาก็ได้เห็นธาตุแท้หลายอย่าง เช่น นักวิชาการบางคน สมัยเสื้อเหลืองเฟื่องฟู ทำป่าๆ เถื่อนๆ ก็บอกว่าเขาจะไม่เขียนอะไรที่ทำให้เสื้อเหลืองอ่อนแอ โอ้ย ตลกมาก แล้วก็ยังมีพวก ‘2 ไม่เอา’ รวมทั้งพวกอีแอบสีเหลืองด้วย What kind of position is this? อย่างนี้เนี่ย แย่กว่ายาม ESCAP
สมัยหลัง ‘14 ตุลา’ นัก วิชาการเห็นไปในทำนองเดียวกันกับรัฐบุรุษอาวุโส สมัยนี้ก็เป็นเช่นนั้นอยู่ สำหรับนักวิชาการบางคน แต่ที่ต่างกันมาก คือ มันเป็นรัฐบุรุษอาวุโสคนละเบอร์ สมัยนี้บางคนเขาเห็นเหมือนคนเบอร์สองเลยที่ว่าอภิสิทธิ์ควรเป็นนายกฯ
อำนาจ ของนักวิชาการ ที่มีสัมพันธ์กับสื่อทำร้ายเสื้อแดง โดยจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว และนักวิชาการ ก็ออกสื่อต่างๆ และผลิตความรู้สำหรับครอบงำคนได้
อาจ จะมีส่วนกับบางกลุ่ม แต่ผมคิดว่า มันไม่ได้มีอำนาจมากมายอย่างที่เขาคิดหรอก ไม่มีอำนาจเหนือสามัญสำนึก เสมอไปหรอก ไม่ใช่ว่าพูดอะไรแล้วเขาจะเชื่อ ผมประทับใจมากเลย กับคนลาว เขาก็ยังคิดได้ ทั้งที่เขารับแต่สื่อพวกนี้ เขาก็มีสามัญสำนึกว่าอะไรที่มันเกินเลย และการพูดอะไร แสดงความคิดเห็นอะไร มันต้องตัดสินกันข้ามเดือน ข้ามปี เราจะเห็นว่า มีคนพูดกลับไปกลับมา เอาแค่ 3-4 ปี คนพูดกลับไป-กลับมา คนพูดว่า รับร่างรัฐธรรมนูญปี ’50 ไปก่อน รับไปก่อนแล้วค่อยแก้ ตอนนี้แล้วทำไมมึงไม่แก้ มันพูดว่า เราไปเสียรู้เรื่องเขาพระวิหาร นักวิชาการประวัติศาสตร์ นักโบราณคดีมีอยู่ตั้งเยอะแยะ แหมเฉยเลย เหรอ แล้วตกลงเขาพระวิหารเป็นของไทย เหรอ ทำไมไม่ออกมาเถียงพวกเสื้อเหลืองบ้าง แต่ผมคิดว่า อำนาจของเขาไม่เกินสามัญสำนึกครับ
คิดว่า การรับข้อมูลข่าวสาร คนตื่นตัวกันมากขึ้นในการรับรู้ข่าวสารมากไหม?
ผมคิดว่า คนสนใจติดตามข่าวสารกันมาตั้งแต่รัฐประหาร 3 ปี ที่แล้ว ซึ่งทำให้นำคนมาสนใจและเกี่ยวข้องกับการเมืองกันมากขึ้น แต่ก่อนเขาก็ทำมาหากินของเขา ปลูกหอม ทำนา รับจ้างกันไปแต่ละวัน ไม่ใช่แค่สนใจการเมืองมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ (Distrust) ฝ่ายผู้มีอำนาจ ความรู้สึกนี้แพร่ไปทั่ว เมื่อก่อนเสื้อเหลืองชุมนุม นักปราชญ์ฝ่ายนี้เขาเรียกว่าเป็นมหาวิทยาลัยราชดำเนิน ถ้าเรายืมสำนวนนี้มาใช้ ก็พูดได้เลยว่า มหาวิทยาลัยเกิดขึ้นไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ดีมากๆ เขาฟังแล้ววิเคราะห์วิจารณ์ ชาวบ้านคิดเอง ทำให้เขาไม่เชื่อทางการ ยิ่งชาวบ้านจับโกหกได้ ก็ยิ่งเพิ่มภูมิต้านทานโฆษณาชวนเชื่อ การโกหกโป้ปดมดเท็จ มันมีผลดีได้ผลประโยชน์ระยะสั้น แล้วฝ่ายครองเมืองเขาก็ทำกันอย่างนี้ แต่บังเอิญว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 3 ปี ทำให้คนไม่ลืม เลยเห็นคนโกหกเต็มไปหมด เห็นเด็กเลี้ยงแกะเต็มไปหมด ยิ่งเกิดความไม่ไว้วางใจ มันก็เป็นสามัญสำนึกชาวบ้าน ความจริงน่าจะเป็นบทเรียนของการชอบมุสา คนที่ไม่ต้องศึกษาประวัติศาสตร์การเมือง ตั้งแต่สมัยปรีดี สมัยบรรหารหรอก เอาแค่ 3 ปีนี้ก็เห็นเยอะเลย
จากการที่รัฐบาลประกาศวันรักการอ่าน แล้วอาจารย์คิดเห็นอย่างไรบ้าง
ถ้ามันเป็นเพียงแค่มีวันเฉยๆ มันก็งั้นๆ แหละ สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ เงื่อนไขทำให้คนอ่านหนังสือ มันมีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ทำให้คนอ่านหนังสือเพิ่ม เช่น หนังสือราคาถูก มีห้องสมุดทั่วไปให้คนอ่าน และเงื่อนไขของเวลาและโอกาส เป็นที่รู้กันว่า คนอ่านหนังสือในอังกฤษเคยมีมากกว่าปัจจุบัน แต่หลังจากที่มีโทรทัศน์แพร่หลายไปทุกบ้าน ทำให้คนอ่าน หนังสือน้อยลง อัน นี้มีข้อเท็จจริงที่ยืนยัน มีงานวิจัยที่พิสูจน์ประเด็นนี้ ถ้าอยากให้การสร้างการรักการอ่านเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น ก็ต้องสร้างเงื่อนไข ที่เริ่มต้นได้เดือนหน้าเลย คือ ลดเวลาละครโทรทัศน์ลง เลิกข่าวไร้สาระ และโฆษณาบ้าดีเดือด แล้วช่วยเอาเวลาเหล่านี้แทนที่ด้วยการอภิปรายเรื่องหนังสือ เลยอยากจะรู้ว่า นอกจากประกาศวันรักการอ่านแล้ว จะมีมาตรการอะไรบ้าง เช่น มีกองทุนสนับสนุนให้ราคาหนังสือถูกลงไหม ยกตัวอย่างกรณีคุณสุชาติ ทำ โลกหนังสือ ก็ขาดทุน และก็มีความคิดในสมัยรัฐบาลทักษิณ ก็คือ หมอสุรพงศ์ สืบวงศ์ลี ที่จะสนับสนุนโครงการให้มีโลกหนังสืออีก แต่ก็ล้มไป แล้วมีบ้างไหม โครงการแบบนี้ ไม่ใช่บ้วนน้ำลายแล้วหายไป
ผมได้ยินได้ฟังมาว่า สื่อเสื้อแดง เป็นพวกหัวรุนแรง ชอบใช้กำลังทำร้ายผู้คน และปลุกระดมมวลชน อาจารย์คิดว่าอย่างไร
ผมได้ฟังวิทยุคนเสื้อแดงบางสถานี มีคนโฟนอินเข้าไป ก็ชวนให้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ซึ่งมันก็เป็นที่เข้าใจได้ มันเป็นปรอทวัด ความเหลืออด ความโกรธแค้นจากการถูกย่ำยี ถูกข่มเหงรังแก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่า จากความโกรธ ความไม่พอใจนี้ เพราะฉะนั้น จึงต้องปลุกระดมทำร้ายกัน มันไม่ใช่เป็นเหตุเป็นผลที่ต่อเนื่องกัน เพียงแต่ว่าทำให้เราทราบคนรู้สึกอย่างไร แต่ว่าการที่พูดเหมาว่า คนเสื้อแดงชอบปลุกระดมให้คนทำร้ายกัน เป็นการใส่ร้าย ผมเคยไปชุมนุมที่ข้างอาเขต (สถานีรถโดยสารที่เชียงใหม่ - ผู้สัมภาษณ์) ที่ กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้รู้สึกเป็นอย่างนั้น คนเป็นหมื่นเป็นแสน ก็มีคนที่อาจจะคิดอย่างนั้นบ้าง และผมคิดว่า ทางฝ่ายนำก็คงต้องจัดการดูแลไม่ให้เกินเหตุ เกินผลไป อย่าให้ไปถึงขั้นเลือดตกยางออก พูดไปพูดมาเหมือนพวกนักสันติวิธี พวกนักสันติวิธีนี่น่ารักมาก พูดจาสุภาพ ใครๆก็ต้องเห็นด้วย มีผู้นำสันติวิธีคนหนึ่งจิตใจเต็มเปี่ยมไปด้วยการต่อต้านรัฐประหาร อุตส่าห์ตั้ง ครป. แต่นั่นมันสมัยสุจินดา แต่รัฐประหารคราวนี้ทำเป็นเฉย ซ้ำยังเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาตินี่เสียอีก นักสันติวิธี ผู้น่ารัก ยังจะน่านับถือกันต่อไปไหมเนี่ย
เราต้องระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เรา ต้องเชิดชูถึงความเด็ดเดี่ยวของท่าน เป็นคนที่ผมเคารพมากเลย ผมยังไม่เห็นในเมืองไทยเลย ที่คิดว่า มีคนอย่างนี้ ผมไม่ได้หมายความนะครับว่า อยากให้ท่านเสียชีวิต แต่นี่คือ คนยอดคน นี่คือ คนจริง งานศพของท่านอยู่ในวัดเล็กๆ ที่เมืองนนทบุรี เข้าไปลึกหน่อยจากถนนใหญ่ เป็นงานศพของคนกระจอก แต่มีพวงหรีดของสุรยุทธ์ จุลานนท์ด้วย และมีตำรวจเต็มไปหมด ถ้าคนไม่บอก ก็นึกว่า งานศพนี้จัดที่วัดเทพศิรินทร์ ซะอีก ในอนาคตข้างหน้า น่าจะสร้างอนุสาวรีย์ให้ท่าน สร้างที่ลานที่ท่านขับรถแท็กซี่ชนรถถังนั่นแหละ แต่ไม่ต้องออกแบบให้เป็นอัศวินขี่ม้าขาวนะ เอาแบบขี่แท็กซี่ดีที่สุด เป็นเอกลักษณ์ดี ไม่เหมือนใคร

กมล กมลตระกูล: คณาธิปไตยทางเศรษฐกิจการเมือง

ที่มา ประชาไท

ระบอบคณาธิปไตย(Oligarchy) คือระบอบการปกครองโดยแก๊งส์หรือก๊วนผลประโยชน์ หรือเครือญาติที่มีเป้าหมายเข้ามากุมอำนาจทางการเมืองและอำนาจรัฐเพื่อปกป้องผลประโยชน์ที่ตนคุมอยู่ หรือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจหรือสัมปทานหรือสิทธิประโยชน์ที่ตนไม่มี โดยขนานนามตัวเองว่าพรรคการเมืองอย่างไร้ยางอาย เพราะว่าไม่มีลักษณะหรือเป็นไปตามคำจำกัดความของพรรคการเมือง (Political party) ตามที่ยอมรับกันในทางสากลหรือตำราทางรัฐศาสตร์
ระบอบการเมืองในวันนี้คือระบอบคณาธิปไตยเต็มรูปแบบ มิใช่ระบอบประชาธิปไตยอย่างที่อวดอ้างกัน
แม้แต่ระบอบประชาธิปไตยที่อวดอ้างกันก็ยังอ้างกันอย่างเอาสีข้างเข้าถู คืออ้างเอาการเลือกตั้งมาเป็นข้ออ้าง และยึดเอาประชาธิปไตยเป็นจุดหมาย(End) คือจบหรือสิ้นสุดที่ “การเลือกตั้ง”
แต่ระบอบประชาธิปไตยตามทฤษฏี หรือ หลักการ คือ เป็น “กระบวนการ” (Means) หรือวิธีการเพื่อมุ่งไปสู่จุดหมาย ที่มนุษยชาติอยู่ร่วมสังคมกันอย่างมีจริยธรรม มีความเป็นธรรม มีความยุติธรรมทั้ง ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม มีหลักนิติรัฐที่มีประสิทธิภาพเท่าเทียมและโปร่งใส
ระบอบที่อ้างเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งแล้วดำเนินการปกครองหรือบริหารบ้านเมืองอย่างไร้หลักการ ใช้อำนาจหน้าที่อย่างมิชอบ ใช้อำนาจอย่างเผด็จการ ละว้นการปฎิบัติหน้าที่ ฉ้อฉล ตะกละตะกลาม คดโกง คอรัปชั่น ฉ้อราษฏรบังหลวงทางนโยบาย เล่นพรรคเล่นพวก รังแกคนดี รังแกข้าราชการที่ดีอย่างไร้จริยธรรม จึงไม่อาจจะอ้างได้ว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยแต่เป็นระบอบคณาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ เพราะเป็นการใช้กระบวนการที่สวนทางกับจุดหมายของระบอบประชาธิปไตย
ดังนั้นสังคมที่หลักนิติรัฐไร้ประสิทธิภาพ กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย ผู้นำไร้อำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย มีการใช้อำนาจหน้าที่อย่างมิชอบ และเลือกปฏิบัติ มีการคอรัปชั่นสูงที่กระบวนการยุติธรรมไร้ประสิทธิภาพ ระบอบตรวจสอบไร้ประสิทธิภาพ ประชาชนไร้กลไกตรวจสอบนักการเมือง ไม่สามารถไช้สิทธิในการตรวจสอบและถอดถอนนักการเมืองทางตรงอย่างมีประสิทธิภาพจึงไม่อาจเรียกว่าสังคมประชาธิปไตย หรือการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย
อาริสโตเติ้ลกล่าวไว้หลายพันปีมาแล้วว่า “เป็นความไม่ถูกต้องอย่างยิ่งในการให้นักการเมืองมีอำนาจสูงสุดเหนือกฎหมาย แต่ตรงกันข้าม กฎหมายต้องมีอำนาจสูงสุด”
จอห์น ล๊อก(John Locke) นักปรัชญาประชาธิปไตยคนสำคัญของยุโรปได้กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง “เสรีภาพ” กล่าวไว้ในทำนองเดียวกันว่า “การใช้อำนาจฉ้อฉลเป็นเชื้อโรค และยาที่จะใช้แก้โรคนี้ได้คือกฎหมาย” (Abuse of power is the disease and law is the cure)
ล๊อกยังกล่าวไว้อีกว่า “รัฐหมดความชอบธรรมในการปกครองเมื่อแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติหรือ ได้ใช้อำนาจ หรือเงินในการซื้อเสียงหรือบังคับให้ลงคะแนนเสียงในทางใดทางหนึ่ง หากเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น ประชาชนมีเสรีภาพในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ไม่ใช้อำนาจอย่างฉ้อฉ้ลและไม่ทรยศต่อเจตจำนงค์และความไว้วางใจของประชาชน” (On Liberty)
สภาพบ้านเมืองไทยในทางการเมืองวันนี้มีลักษณะข้างต้น และเป็นปัจจัยกำหนดลักษณะคณาธิปไตยและอนาธิปไตยทางธุรกิจ ของระบอบการค้าเสรีในยุคทุนครอบโลก คือทุนใหญ่และทุนข้ามชาติใช้ทุนและอำนาจผูกขาดเหนือตลาด(อำนาจสูงสุด)อย่างมิชอบ และฉ้อฉล ใช้ทุนซื้อข้าราชการให้ออกกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ทำผิดกฎหมาย หลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆที่มีไว้เพื่อให้สังคมมีระเบียบและความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
เป็นเรื่องเศร้าที่กลุ่ม แก๊งส์ และก๊วนคณาธิปไตยทางการเมืองกลายเป็นกลุ่ม แก๊งส์ และก๊วนทุนข้ามชาติและทุนยักษ์เดียวกันทางธุรกิจด้วย
คณาธิปไตยทางเศรษฐกิจสร้างกฎกติกา และระเบียบการค้าที่ทำลายสภาพแวดล้อมและสร้างมลภาวะให้กับสังคมด้วยข้ออ้างหรือคาถาการลงทุนเสรี หรือค้าเสรีแบบหมอผีที่ตัวหมอผีเองไม่เคยปฏิบัติตามคาถาของตน คือ รัฐต้องไม่ก้าวก่ายแทรกแซงควบคุมการลงทุนของเอกชน กรณีมาบตะพุดเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ปะทุขึ้นมาฟ้องและสะท้อนระบบคิดข้างต้นที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนเหนือชีวิตมนุษย์และชุมชน
ชุมชน ทุนเล็ก ชนชั้นกลาง และผู้ประกอบการรายย่อย ผู้บริโภค และคนงานกลายเป็นเหยื่อของปรัชญาการค้าเสรีที่ยึดถือกำไรสูงสุดเป็นพระเจ้า โดยไม่คำนึงถึงความหายนะของผู้อื่น(เมื่อแข่งขันไม่ได้ก็สมควรตาย)
ทุกวันนี้มีการใช้ทุนและอำนาจเหนือตลาดมากำหนดกติกาและข้อตกลงทางการค้าเสรีด้วยวิธีคิดและระบบการทำงานอย่างเจ้าอาณานิคม เช่น ระบบอนุญาโตตุลาการ(สิทธิสภาพนอกอาณาเขตยุคใหม่) ระบบสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า แฟรนไชส์ ระบบคอนแทรกฟาร์มมิ่ง ระบบขายตรง ระบบตัวแทนจัดจำหน่าย ระบบขยายสาขาทั้งใหญ่และเล็กของห้างค้าปลีกยักษ์และศูนย์การค้า
ระบบสัมปทาน(ธุรกิจพลังงาน รถใต้ดิน รถไฟฟ้าและทางด่วน) ระบบลูกจ้างชั่วคราว(กฎหมายแรงงานคุ้มครองไม่ถึง) ซึ่งทุนใหญ่หรือเจ้าของระบบเป็นผู้กำหนดกติกา กำหนดเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมแต่มีกฎหมายมารองรับ
ในระบบนี้คู่สัญญาและผู้บริโภคเป็นผู้ลงทุน เป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นผู้ทำงานตัวจริง แต่รายได้ถูกดูดกลับในรูปแบบต่างๆ เช่นค่าเช่า ค่าลิขสิทธิ์ ค่าสิทธิบัตร ค่าแบรนด์ ค่าบังคับซื้อสินค้า การกู้เงินมาทำเป้าตามเงื่อนไขบังคับที่มีลักษณะมัดมือชก ค่าบริหารจัดการซึ่งล้วนเป็นการดูดกำไรกลับสู่มือทุนใหญ่หรือทุนต่างชาติ
รัฐสูญเสียอำนาจการควบคุมและคุ้มครองผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบการท้องถิ่น ทุนท้องถิ่นและผู้บริโภคปล่อยให้มีบังคับใช้สัญญาที่ไม่เป็นธรรม การคิดค่าเช่าสถานที่ประกอบการสูง(ตามศูนย์การค้าและห้างยักษ์) อย่างไม่เป็นธรรมและไม่มีการควบคุม ทำให้ภาระถูกปัดมาให้ผู้บริโภค และการค้ากำไรเกินควรในทุกภาคส่วนของการค้า เช่นราคาน้ำเปล่าและน้ำแข็งในร้านอาหาร ราคาค่าทางด่วน ราคาน้ำมันและราคาไฟฟ้าที่ไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
ระบบข้างต้นทำลายผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบการท้องถิ่น ทุนท้องถิ่น ชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจและการจ้างงานที่สำคัญที่สุดของสังคมถูกทำลาย และแปรสภาพจากชนชั้นกลางอิสระกลายมาเป็นลูกจ้างหรือทาสแรงงานทางอ้อม โดยมีทุนธนาคารถือแซ่ควบคุม
ทุกวันนี้ผู้บริโภคกลายเป็นตัวประกันหรือเหยื่อที่ไร้เดียงสาที่ง่ายต่อการใช้สื่อโฆษณาชักจูงไปทางไหนก็ได้ ไม่ต่างกับการเป็นตัวประกันทางการเมืองของนักการเมือง
ระบบข้างต้นมองว่าคนงานไม่ใช่มนุษย์ที่มีลมหายใจ มีความคิด ความรู้สึกและอารมณ์ แต่มองว่าเป็นชิ้นส่วนหนึ่งของการผลิต จะทิ้งขว้างบีบบังคับด้วยกฎ ระเบียบอย่างไรก็ได้ มองว่าทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเป็นของฟรีที่จะแย่งกันหยิบฉวยหรือทำลายได้อย่างเสรี
ระบบข้างต้นทำให้ประเทศและประชาชนมีหนี้สินล้นพ้นตน สถิติหนี้ต่อหัวต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นทุกปี และเป็นต้นตอของความคับข้องใจ ความไม่สงบสุขทางการเมือง ปัญหาครอบครัว ปัญหายาเสพย์ติดและอาชญากรรมที่ตามมา
ระบอบ คณาธิปไตยทางเศรษฐกิจการเมืองข้างต้นควรต้องได้รับการทบทวนและตรวจสอบอย่างจริงจังเพื่อความอยู่รอดของสังคมและชาติไม่ล่มสลายในระยะยาว ประเทศไทยไม่เพียงต้องการระบบการเมืองใหม่เท่านั้น แต่เราต้องการระบบเศรษฐกิจใหม่ที่มีความเป็นธรรมต่อประเทศและประชาชนทุกภาคส่วนด้วย
ตีพิมพ์ครั้งแรก: ประชาชาติธุรกิจ ตุลาคม 52

ความรุนแรงเชิงโครงสร้างต่อเหยื่อคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์

ที่มา ประชาไท

หากการตีแผ่ความฉ้อฉลและการเอาเปรียบ หลอกลวงของกษัตริย์...
การทำลายโซ่ตรวนแห่งความเชื่องมงายทางการเมือง และการยกระดับมนุษย์ที่ต่ำต้อยให้มีฐานะอันสมค่า
หากสิ่งเหล่านี้ถือเป็นการหมิ่นประมาทกล่าวร้าย
ก็ขอให้จารึกนามบนหลุมฝังศพข้าพเจ้าว่านักหมิ่นประมาทเถิด
[1]

โทมัส เพน (Thomas Paine)
มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาไทย หรือกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ (นี่คือชื่อเรียกที่ถูกต้อง โทษที่เรียกว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” นั้นเป็นคำเรียกในทางสามัญที่ไม่ตรงกับหลักการของลักษณะโทษในมาตรานี้) นั้นกล่าวได้ว่า เป็นคดีที่มีบทลงโทษที่รุนแรงมากทั้งโดยตัวมันเอง และโดยเปรียบเทียบ นอกจากนี้ยังมีปัญหาในอีกหลายด้าน อาทิ การตีความ, การนำมาใช้, การลงโทษ, ความล้าหลัง, ความเป็นการเมืองในตัวข้อกฎหมาย เป็นต้น
มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญานั้นเป็นเพียงข้อความสั้นๆ ที่ทรงพลังทางการเมืองตลอดมา (ดังจะอธิบายต่อไป) และได้สร้างกระบวนการ และโครงสร้างทางความรุนแรงผ่านตัวบทกฎหมายนี้ด้วย มาตรา 112 นี้ ความว่า;
ผู้ใดหมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปี ถึงสิบห้าปี[2]
โดยหลักการแล้ว ในทางสากลนั้นการดำรงอยู่ และมีผลบังคับใช้ของกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ โดยแยกแยะมาตรฐานออกจากความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไปนั้น ย่อมเป็นการขัดต่อระบบตรรกะของระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างมาก เพราะนั่นหมายถึงการสร้างหลักความไม่เท่าเทียมกันภายใต้คติของความเสมอภาคของประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังขัดกับหลัก King can do no wrong, because King can do nothing.[3] อีกด้วย และได้ก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นในหลายระดับ ซึ่งเอกสารชิ้นนี้ (ด้วยพื้นที่นำเสนอ และเวลาที่จำกัด คงไม่สามารถนำเสนอทุกรายละเอียดได้ จึงขอนำเสนอเฉพาะในส่วนที่คิดว่าสำคัญที่สุด) จะนำเสนอภาพความรุนแรง 3 ประการของมาตรา 112 คือ 1) การตีความ และโทษ, 2) การเป็นเครื่องมือทางการเมือง, และ 3) การบังคับกล่อมเกลา แล้วจากนั้นเอกสารชิ้นนี้จะนำข้อสรุปจากความรุนแรงทั้ง 3 ประการนี้ มาอธิบายระบบโครงสร้างที่ได้เกิดขึ้นกับ “เหยื่อคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์” นี้ต่อไป โดยเอกสารชิ้นนี้ไม่ได้มุ่งอภิปรายว่ากฎหมายมาตรานี้ควรมีอยู่ต่อไปหรือไม่ (ซึ่งจะต้องแยกประเด็นไปอีกต่างหาก) แต่จะพูดถึง “ผลของการมีอยู่ของกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในฐานะเครื่องมือก่อความรุนแรงในเชิงโครงสร้างขึ้น” หลังจากนั้นแล้ววิญญูชนพึงพิจารณาด้วยตัวปัจเจกบุคคลเองต่อได้ว่า กฎหมายข้อนี้พึงมีต่อไปหรือไม่ อย่างไร
0 0 0
การตีความ และโทษ
กฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งหากกล่าวกันตามหลักการที่สุดแล้ว กฎหมายดังกล่าวนี้เป็นกฎหมายที่ต้องตีความตามตัวอักษรอย่างเคร่งครัด โดยห้ามนำจารีตประเพณี หรือกฎหมายเทียบเคียงมาลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้โดยเด็ดขาด[4] ฉะนั้นหากจะว่ากันตามหลักการอย่างแท้จริงแล้ว กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมการหมิ่นประมาทบุคคลเพียง 4 บุคคลเท่านั้น คือ 1) พระมหากษัตริย์, 2) พระราชินี, 3) รัชทายาท, และ 4) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรืออีกนัยยะหนึ่ง หากตีความอย่างเคร่งครัดตามตัวอักษรอย่างแท้จริงแล้ว กฎหมายนี้ไม่ใช่กฎหมายหมิ่นประมาท‘สถาบัน’ พระมหากษัตริย์เสียด้วยซ้ำ เพราะพระบรมวงศานุวงศ์อื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวถึงไปแล้วนั้น ย่อมไม่มีสิทธิคุ้มครองตามกฎหมายนี้ นอกจากนี้การตีความคำว่า ‘หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้าย” นั้นยังคงอยู่ในขอบเขตของการโต้เถียงที่ไม่รู้จักสิ้นสุดอีกด้วย
คำว่าหมิ่นประมาทนี้ มีรากฐานมาจากคำว่า Libel ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นมาตราที่ประเทศไทยนั้นคัดลอก (แปล) มาจากกฎหมายของอังกฤษโดยตรง[5] ซึ่ง Oxford Advanced Learners’ Dictionary ได้ให้ความหมายไว้ว่า;
noun [U, C] : the act of printing a statement about somebody that is not true and that gives people a bad opinion of them: He sued the newspaper for libel.a libel action (= a case in a court of law)
verb [vn] : to publish a written statement about somebody that is not true: He claimed he had been libelled in an article the magazine had published.[6]
(My Emphasis)
จากจุดนี้เราจะพบว่า รากทางความหมายของคำว่าหมิ่นประมาทนั้นอยู่บนฐานของ 1) เป็นข้อมูลเท็จ (Statement that is not true) และ 2) ข้อมูลเท็จดังกล่าวส่งผลในแง่ลบต่อบุคคลนั้น (that [statement] gives people a bad opinion of them) ฉะนั้นตามหลักการแล้วการจะพิจารณาว่าบุคคลใด กระทำการหมิ่นประมาทต่ออีกบุคคลหนึ่งนั้นควรจะอยู่บนฐานของปัจจัยทั้งสองนี้อย่างเคร่งครัด คือ ต้องเป็นข้อมูลเท็จที่ส่งผลในด้านลบแก่ชีวิตของอีกบุคคลหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่การตีขลุมไปทั่วอย่างไร้หลักเกณฑ์ (ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป)
แต่ปัญหาสำคัญในเรื่องการตีความนี้คือ 1) การตีความอย่างไม่ตรงตามหลักการ และ 2) การตีความอย่างไร้มาตราฐาน ซึ่งในที่สุดแล้วจะก่อร่างเป็นระบบโครงสร้างความรุนแรงที่สำคัญของสังคมไทย ที่ (ในระดับหนึ่ง) ผูกติดชีวิตคนไว้กับอัตตวิสัยทางความคิด ความนิยมชมชอบ และอคติของสถาบันตุลาการ
แท้จริงแล้วสองประเด็นดังกล่าวนั้นก็มีความเกี่ยวข้องกันอย่างสูงมากในระดับที่พอจะกล่าวได้ว่าประเด็นที่ 2 เป็นผลต่อเนื่องจากประเด็นที่ 1 (หรือคิดในอีกแง่ ก็อาจจะบอกได้อีกว่า 1 เป็นผลของ 2) การตีความอย่างไม่ตรงหลักการนั้น เริ่มมาจากการไม่ปฏิบัติตามกระบวนการพิจารณากฎหมายอาญาในระดับพื้นฐานที่สุด (ที่แม้แต่เด็กมัธยมก็ต้องรู้กันแล้ว) นั่นเอง ทั้งนี้เพราะการปฏิบัติตามหลักการอย่างเคร่งครัดนั้นย่อมหมายถึงการจำกัดขอบเขตอำนาจของตุลาการลงด้วย และในกรณีของประเทศไทยนี้การพิจารณาอย่างอยู่ในขอบเขตของหลักการอย่างเคร่งครัดยังหมายถึง “การอนุญาตให้ก้าวล่วงเข้าไปในพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์[7] (ที่บังคับให้ศักดิ์สิทธิ์) มากจนเกินไป” ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อตุลาการไม่พยายามดำเนินการตัดสินตามหลักการ (จนในระยะหลังสำหรับประเทศไทย ในบางแง่อาจจะกล่าวได้ด้วยซ้ำว่า ไม่จำเป็นต้องตัดสินตามหลักการอีกต่อไป) นอกจากจะเป็นการขยายขอบเขตอำนาจของตัวผู้พิพากษาหนึ่งๆ ให้มีอำนาจเหนือความศักดิ์สิทธิ์แท้จริงของตัวบทกฎหมายแล้ว ยังก่อให้เกิดประเด็นความรุนแรงอีกประเด็นคือ “ความไม่มีมาตราฐานในการตัดสิน” ตามมาด้วย
เมื่อความไม่ต้องมีหลักการในการตีความกฎหมายเกิดขึ้นแล้ว นั่นย่อมหมายความว่าอำนาจในการตีความกฎหมายทั้งหมด ขึ้นอยู่กับ “ตัวตน, อคติ, และอัตตวิสัย” แห่งผู้พิพากษา (ผู้ซึ่งได้รับอำนาจมา โดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบ และการตรวจสอบจากสังคมใดๆ เลย) ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าผู้พิพากษานั้นก็ย่อมเป็น “มนุษย์” ที่หาได้ไร้ความรู้สึกผิดชอบ และอุดมการณ์ส่วนบุคคลไป ฉะนั้นการสร้างระบบอันบิดเบี้ยวที่กองอำนาจในการตัดสินชะตาบุคคลใดๆ ไว้กับการพิจารณาโดยปราศจากหลักเกณฑ์ จากบุคคลากรผู้ซึ่งกอปรด้วยอคติได้โดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบ และตรวจสอบทางสังคมใดๆ ย่อมนำพามาซึ่งความไร้ หรือไม่ได้มาตราฐานในการพิจารณาคดี (Autonomous Jurisdiction) ซึ่งหากกล่าวไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรไปจากอำนาจเผด็จการในทางศาล (แต่พยายามเรียกกันให้เสนาะหูขึ้นว่า “ตุลาการภิวัตน์”) และนั่นทำให้โทษหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ที่มีความเกี่ยวพันธ์กับ “อุดมการณ์, สำนึกทางการเมือง และอคติส่วนบุคคล” อย่างลึกซึ้งนั้นกลายมาเป็นมาตราหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดโครงสร้างความรุนแรงในการพิพากษามนุษย์ด้วยกัน ด้วยความไม่เท่าเทียมกัน
ดังเราจะเห็นการทำงานของระบบอันบิดเบี้ยวนี้ได้จากกรณีของดา ตอปิโด หรือชื่อจริงว่า ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ที่ต้องโทษคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ด้วยการจำคุกเป็นเวลา 18 ปีและเป็นการดำเนินคดีอย่างลับ ที่ไม่อนุญาตให้มีการประกันตัวแต่อย่างใด ในขณะที่ข้อความดังกล่าวที่ดารณีกล่าวนั้น ได้ถูกกล่าวซ้ำอีกโดยสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งสุดท้ายกลับ “หลุด” จากคดีนี้ ด้วยเหตุว่า “กระทำไปด้วยความจงรักภักดี” ทั้งที่ตามหลักการแล้วผู้ที่เผยแพร่ซ้ำนั้นต้องระวางโทษเดียวกับผู้ริเริ่มถ้อยคำนั้นๆ (จุดนี้แสดงชัดเจนถึงความ “ไร้หลักการ และไม่ได้มาตราฐานในการพิจารณาไปพร้อมๆ กัน”)
ไม่ต้องเอ่ยถึงกรณีของ ส.ศิวลักษณ์ หรือสุลักษณ์ ศิวลักษณ์ ที่กล่าว “โจมตี/วิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์หลายต่อหลายครั้ง และรุนแรงมากๆ (เช่น มีการใช้คำว่า “เหี้ย” ประกอบ)” กลับ “หลุด” จากคดีลักษณะนี้ทุกครั้ง ด้วยอคติว่า “จงรักภักดี” แต่ดารณีนั้น ไม่ได้กล่าวโจมตีโดยตรงเลย เพียงแต่เอ่ยถึงสีเหลือง, สีฟ้า, ฯลฯ เท่านั้นกลับโดนโทษถึง 18 ปี[8]
ทั้งนี้ ขอให้เข้าใจด้วยว่า เอกสารนี้ไม่ได้มุ่งจะบอกว่าสนธิ ลิ้มทองกุล หรือสุลักษณ์ ศิวลักษณ์ นั้นสมควรโดนจับเข้าคุก หรือเป็นเหยื่อทางตรงต่อมาตรา 112 นี้อีก เพียงแต่มุ่งจะเทียบเคียงให้เห็นภาพถึงภาวะ “อัตตวิสัยในการตัดสินคดีของโครงสร้างเผด็จการทางการศาล” ที่เกิดขึ้นจากมาตรา 112 นี้ เท่านั้น (ยังไม่นับกรณีที่เพียงแค่ ไม่ยืนในโรงหนัง ของนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง และอีกหลายๆ กรณีที่ล้วนแต่ส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกันทั้งในทางตรง และเชิงสัมพัทธ์)
ในแง่ของโทษนั้นค่อนข้างจะชัดเจน (และมีการเอ่ยถึงประเด็นนี้หลายครั้งแล้ว) ถึงความไม่ได้สัดส่วนตามหลักความได้สัดส่วน (Proportionality / Proportional Justice / Retributive Justice) ซึ่งเป็นหลักที่อธิบายถึงคติว่าด้วยการกำหนดโทษต่อผู้กระทำผิดอย่างได้สัดส่วนเหมาะสมกับความผิดที่กระทำนั้นๆ[9] โดยมาตรา 112 นี้มีการกำหนดโทษสูงสุดไว้มากถึง 15 ปี (ซึ่งมากกว่าในช่วงการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งระวางโทษสูงสุดเพียง 7 ปีเสียอีก) ซึ่งระดับโทษของการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นี้ มีมากในระดับเดียวกับ ป. อาญา มาตรา 114 ซึ่งว่าด้วยการตระเตรียมการเพื่อก่อกบฏ ซึ่งเป็นการสะท้อนว่า โทษของมาตรา 112 นี้ได้ให้สัดส่วนความสำคัญกับการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์สำคัญเทียบเท่ากับการพยายามก่อกบฏล้มล้างการปกครอง และยังมีบทลงโทษที่รุนแรงมากกว่าการวางยาพิษคนทั้งชุมชน อย่างในมาตรา 237 ของ ป.อาญา อีกต่างหาก (ไม่ต้องเอ่ยถึงที่หลายต่อร้ายครั้งแม้แต่คดีฆ่าคนตาย ยังได้รับลดหย่อนโทษไปมา จนกระทั่งโทษน้อยกว่านักโทษคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นี้เลย)
ด้วยความที่โทษของ มาตรา 112 มีความรุนแรงมาก และวางอยู่บนฐานของอัตตวิสัยในการตัดสินความ จึงส่งผลให้การนำมาใช้นั้นกลายมาเป็นเครื่องมือชั้นยอดในทางการเมือง และความเป็นเครื่องมือดังกล่าวนั้นก็ได้ก่อระบบความรุนแรงที่น่าสะพรึงกลัวขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทย

0 0 0

การเป็นเครื่องมือทางการเมือง (การนำมาใช้)
กฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้น เป็นกฎหมายที่ถูกนำมาใช้ในฐานะ เครื่องมือ (Mechanism)” ที่สำคัญในทางการเมืองไทยมาตลอดหลายทศวรรษทั้งในแง่ผล 1) ทางตรง (คือการส่งคนเข้าคุก), และ 2) ทั้งในฐานะข้ออ้างทางการเมือง (ทั้งสร้างความชอบธรรมให้แก่ตน และความน่ารังเกียจเดียดฉันท์ให้แก่ผู้อื่น และรวมถึงการเป็นการ “ข่มขวัญ” ไปด้วยในที) ซึ่งประเด็นการนำมาตรา 112 มาใช้เหล่านี้ได้ก่อร่างระบบความรุนแรงในเชิงโครงสร้างในสังคมไทยขึ้นมา
การนำมาใช้ลงโทษในทางตรงนั้น กล่าวได้ว่าเกิดขึ้นอย่างถี่มาก (โดยเฉพาะในกรณีที่ผ่านเข้าสู่สื่อสารมวลชนหลัก) นับตั้งแต่การถือกำเนิดขึ้นของขบวนการที่เรียกว่า “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)” และการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยผลจากการที่การพิจารณา และตัดสินคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้นอยู่บนฐานของความ “ไร้หลักการ และมากด้วยอคติ” ดังได้กล่าวไปแล้วนั้น ทำให้การใช้มาตรา 112 มาลงโทษนี้ (เป็นไปในทางตรงกันข้ามกับข้อเสนอของวรเจตน์ ภาคีรัตน์) เป็นการพิจารณาลงโทษด้วยอุดมการณ์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ใช่อุดมการณ์ตามแบบรัฐธรรมนูญนิยม[10]
การนำโทษมาใช้ในทางตรง คือกระบวนการส่งคนเข้าคุกนั้น เป็นทั้งการสร้างความรุนแรงทางตรง (จากความรุนแรงทางโครงสร้าง) และในขณะเดียวกันยังเป็นกระบวนการที่สำคัญมากๆ ในการก่อตัวของชุดโครงสร้างความรุนแรงที่เป็นผลต่อเนื่องกันมา คือ การใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และเครื่องข่มขวัญ กล่อมเกลา กล่าวคือเอกสารนี้ต้องการจะนำเสนอว่า “การมีอยู่ของตัวมาตรา 112 นั้นไม่ใช่สารถะสำคัญในกระบวนการสร้างความรุนแรง หากแต่เป็นกระบวนการนำมันมาใช้จนปรากฏผลแก่สายตา” ต่างหาก ดังจะเห็นได้จากการที่ประเทศอังกฤษเองก็ยังคง “มีตัวกฎหมาย” ในลักษณะนี้อยู่ “แต่ไม่มีการบังคับใช้ (แม้จะยังคงอยู่ในอำนาจการบังคับใช้ได้)” ระบบความรุนแรงของตัวกฎหมายนี้ก็ไม่เกิดขึ้น เช่นกันกับกฎหมายหมิ่นประมาทประมุข/พระประมุขของรัฐอื่น ในประมวลกฎหมายอาญาของไทยเอง[11] ที่แม้จะเป็นโทษในลักษณะเดียวกัน แต่ไม่มีการบังคับใช้ ก็ย่อมไม่ได้ก่อให้เกิดความหวาดกลัว และความรุนแรงขึ้นทั้งในทางตรง และเชิงโครงสร้าง ดังจะเห็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือด่า ประณามประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผู้ซึ่งเป็นประมุขของประเทศอเมริกา หรือรัฐอื่นๆ ได้อย่างออกนอกหน้า และไม่ต้อง “หลบๆ ซ่อนๆ” หรือกรณีที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปราศัยประณามสมเด็จฮุนเซ็นข้ามวันข้ามคืน ในช่วงที่มีการประท้วงเรื่องกรณีพิพาทเขาพระวิหาร เป็นอาทิ ที่แม้จะเป็นโทษในลักษณะเดียวกัน แต่ไม่มีการบังคับใช้ ก็ย่อมไม่ได้ก่อให้เกิดความหวาดกลัว และความรุนแรงขึ้นทั้งในทางตรง และเชิงโครงสร้าง ดังจะเห็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือด่า ประณามประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผู้ซึ่งเป็นประมุขของประเทศอเมริกา หรือรัฐอื่นๆ ได้อย่างออกนอกหน้า และไม่ต้อง
ด้วยเหตุนี้เองกระบวนการลงโทษโดยตรง ให้ปรากฏแก่สายตานั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุด เกี่ยวกับมาตรา 112 นี้ (หากไม่นับประเด็นเรื่อง “การตีความ” ซึ่งกล่าวไปแล้ว) และดังได้กล่าวไปคือ ในบางแง่สำคัญเสียยิ่งกว่าการคงอยู่ของตัวบทมาตราเองเสียอีก เพราะการลงโทษโดยตรงคือการปูทางให้กับความสามานย์อีกหลายประการที่จะกล่าวถึงต่อไป
การถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองประเด็นนี้เป็นภาพที่ชัดเจนมากมาตั้งแต่สมัยนายปรีดี พนมยงค์แล้ว และก็ยังคงใช้อยู่เรื่อยๆ และหนักข้อขึ้นทุกที เหตุผลสำคัญที่มำให้กฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้นถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเสมอนั้นก็เพราะ 1) เป็นกฎหมายที่ว่าด้วยพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ (เชิงบังคับ) ของชาวไทยโดยตรง, 2) เป็นมาตราที่ใครอยากจะกล่าวอ้าง กล่าวหาก็ได้ นอกจากนี้หลักการในการพิจารณาคดีนั้นยังอยู่บนฐานของอัตตวิสัยที่มีความเลื่อนลอยสูง, และ 3) การมีบทลงโทษที่รุนแรง (ซึ่งเป็นผลโดยอ้อมในกรณีนี้ ดังจะอธิบายต่อไป)
สำหรับภาวะของเรื่องพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ (เชิงบังคับ) และผลโดยอ้อมของการมีบทลงโทษที่รุนแรงนั้น จะขอยกไปพูดในตอนหลังเนื่องจากจำเป็นจะต้องเข้าใจในประเด็นเพิ่มขึ้นจากส่วนนี้ก่อน (ประเด็นเหล่านี้จะชัดเจนในหัวข้อการบังคับกล่อมเกลา ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป)
ในกรณีสำคัญของส่วนนี้นั้นคือประเด็นเรื่องการที่มาตรา 112 นี้อยู่บนฐานที่ว่า “ใครจะฟ้องร้องก็ได้” ไม่จำเป็นจะต้องเป็นตัวเจ้าทุกข์เองโดยตรง (ดังเช่น กฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลโดยทั่วไป) ประเด็นนี้เองทำให้เกิด “ความลื่นไหลในการใช้งาน (Fluency)” และเป็นสิ่งที่ “เมื่อเกิดการฟ้องแล้ว (และหากคดีเกิดดังขึ้นมา)” ในระดับหนึ่งนั้นจะก่อให้เกิด “ความยากในทางเลือกในการตัดสิน ด้วยพลังทางสังคม ที่ไม่ต้องการให้ตัดสินว่าไม่ผิด” เพราะประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่ถูกทำให้รู้สึกว่า เพียงแค่เรื่องนิดๆ หน่อยๆ ก็ผิดแล้ว กล่าวคืออ่อนไหว (sensitive) เอาเสียมากๆ ฉะนั้นการกล่าวหาแบบด้วยประเด็นเล็กๆ น้อยๆ (เช่น การไม่ลุกยืนในโรงภาพยนตร์ ของโชติศักดิ์ อ่อนสูง เป็นอาทิ) หรือการกล่าวหาอย่างยังไม่รู้หลักฐานที่แน่ชัด หรือมีความคลุมเครือสูง (เช่น กรณีที่คณะรัฐประหารกล่าวหาทักษิณ ชินวัตร, หรือกรณีการไปกล่าวปาฐกถาของจักรภพ เพ็ญแข – กรณีหลังนี้ผู้เขียนเห็นว่าไม่ได้มีความผิดเลย – จนต้องลาออกจากตำแหน่ง และอยู่ในระหว่างการดำเนินคดี, เป็นอาทิ) ประเด็นนี้ เมื่อยิ่งเข้าไปผนวกกับภาวะอัตตวิสัยในการตัดสินความด้วยแล้ว ยิ่งก่อให้ระบบความรุนแรงนี้ฝังรากอย่างเหนียวแน่นในสังคมอย่างหนักข้อยิ่งขึ้นไปอีก
ความง่ายในการฟ้องร้อง ที่ใครคิดจะฟ้องก็ได้นี้เองที่ได้แพร่กระจายระบบแห่งความรุนแรงให้สะพัดไปทั่ว เพราะกลายเป็นระบบที่ ทำให้เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ (แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดภาพลบ) ไม่สามารถพูดในที่แจ้งได้ ต้องอาศัยการพูดกันอย่างลับๆ หรือกล่าวในอีกทางหนึ่ง มาตรา 112 นี้สร้างโครงสร้างแห่งความรุนแรง โดยการทำให้ ประชาชนกลายร่างเป็นตำรวจแห่งอัตตวิสัย ภายใต้ภาวะอ่อนไหวอย่างวิตกจริต นั่นเอง ในทางหนึ่งเราจึงพอจะกล่าวได้ว่า การนำมาตรา 112 มาใช้นั้น คือการมอบอำนาจให้ประชาชนก่อความรุนแรงให้กัน และกันเอง
เมื่อผนวกเรื่องการฟ้องร้องจากผู้ใดก็ได้ เข้ากับระบบอคติตัดสินความแล้ว ทำให้เป็นเรื่องที่ง่ายมากในการผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นประโยชน์ในทางการเมือง ในประเด็นนี้สุธาชัย ยิ้มประเสริฐได้เสนอไว้ในงานสัมนาว่าด้วยกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ กับสิทธิมนุษยชนที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2552 ที่ผ่านมา โดยสุธาชัยได้เสนอว่า ในระยะที่ผ่านมา (หลังจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549) ซึ่งมีการแบ่งฝากทางการเมืองอย่างชัดเจน เป็นฝ่ายเสื้อเหลือง (พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) และฝ่ายเสื้อแดง (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ – นปช.) นั้นสุธาชัยชี้ให้เห็นว่า แทบทุกกรณีที่เป็นคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ที่มีโด่งดังในสังคมนั้นมีแนวโน้มที่จำเลยฝ่ายเสื้อแดง หรือมีแนวโน้มไปทางเสื้อแดงมากกว่าเสื้อเหลือง จะโดนตัดสินว่ามีความผิด โดยสุธาชัยได้ยกกรณีตัวอย่างที่สุธาชัยนับได้ประกอบ 17 กรณีมาชี้ให้เห็นว่าทำคนที่โดนตัดสินว่ามีความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้นมีแนวโน้มอยู่ทางฝ่ายเสื้อแดง (หรือต่อต้านเสื้อเหลืองอย่างชัดเจน) ทั้งสิ้น ในขณะที่คดีที่ฝ่ายเสื้อเหลืองเป็นจำเลยในคดีแทบไม่มี (หรือไม่มีเลย) ที่โดนตัดสินว่ามีความผิด ทั้งที่ลักษณะทางการกระทำคล้ายกัน หรือเหมือนกันเลย หรือโดยสรุปก็คือ สุธาชัยได้เสนอกับว่าในระยะที่ผ่านมานี้ มาตรา 112 คือเครื่องมือที่ฝ่ายเสื้อเหลือง และ “อำมาตย์ (ซึ่งหมายรวมถึงตุลาการ และที่เหนือกว่านั้นขึ้นไปด้วย)” ใช้ในการข่มเหงทางการเมืองต่อฝ่ายเสื้อแดง (ซึ่งก็คงกล่าวได้ว่าจริงโดยมาก)
งานเขียนชิ้นนี้อยากจะเสนอเพิ่มเติมจากข้อเสนอของสุธาชัยด้วยว่า ประเด็นสำคัญ “ในนัยยะทางการเมือง” ต่อการนำมาตรา 112 มาลงโทษประชาชน (ฝ่ายเสื้อแดง) นั้นไม่ใช่การหมายหัวรายบุคคลต่อผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ แต่การลงโทษคนๆ หนึ่งนั้น เพื่ออาศัยพลังทางสัญญะในตัวมันมาสะท้อน / กล่าวหา (แบบเชิงบังคับ) ตัวตนของทั้งขบวนการ ที่กล่าวเช่นนี้หาได้ต้องการลด “คุณค่า และศักดิ์ศรี” ของผู้ถูกกล่าวหาไม่ (อนึ่งผู้เขียนนั้นมีคติในทางตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ) แต่ที่ต้องการจะสื่อนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องทำความเข้าใจ เพื่อจะได้เห็นหน้าที่ในฐานะเครื่องมือทางการเมืองอย่างแท้จริง ของมาตรา 112 ว่า การเป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้น ไม่ใช่ความคิดคับแคบอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล พยายาม “จัดการ” ดารณี หรือจักรภพ ในฐานะการจัดการปัจเจกนั้น ผู้เขียนเชื่อว่าไม่มีทางเป็นไปได้ หรืออย่างน้อยที่สุด “ไม่มีทางเป็นเป้าหมายหลัก” แต่การ “จัดการ” ดารณี หรือจักรภพนั้นคือ การจัดการขบวนการเสื้อแดงทั้งขบวนการต่างหาก เช่นเดียวกันกับภาพที่กว้างขึ้น กับบุคคลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับขบวนการเสื้อเหลือง หรือเสื้อแดง อย่างแฮร์รี่ นิโคไลเดส (Harry Nicolaides)[12] นั้นก็เป็นไปด้วยตรรกะแบบเดียวกัน เพียงแต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองในระนาบที่ใหญ่กว่า สูงกว่ากรณีเสื้อเหลือง – เสื้อแดง คือ การจัดการนิโคไลเดสนั้น คือการจัดการ “ขบวนการไม่นิยมเจ้า” หรือ “ขบวนการไม่นิยมการนิยมเจ้า” ทั้งขบวนการ โดย “ขบวนการนิยมเจ้า[13] นั่นเอง
0 0 0
การบังคับกล่อมเกลา[14]: ประชาชนชาวไทยทุกคน
(รวมถึงชาวต่างชาติในอาณาเขตประเทศไทย)

ล้วนคือเหยื่อของกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น
เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “เหยื่อคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์” แล้ว โดยมากจะพาลนึกถึง “ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์” กัน ซึ่งเป็นเรื่องจริง และชัดเจนว่าพวกเขาเหล่านั้นคือ “เหยื่อที่ชัดเจน และรุนแรงที่สุดจากมาตรา 112 นี้” แต่จากที่งานชิ้นนี้อธิบายมาทั้งหมดนั้น ค่อนข้างจะเห็นได้ชัดถึงทิศทางที่งานชิ้นนี้จะนำเสนอ นั่นก็คือ ระบบความรุนแรงจากกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้น ทำให้ทุกคนที่เป็นคนไทย หรือต่างชาติในไทย ตกเป็นเหยื่อความความรุนแรงนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนิยมเจ้า หรือไม่นิยมเจ้า หรือกลุ่ม / ขบวนการ / สำนักคิดแบบอื่นๆ
ระบบความรุนแรงที่มาตรา 112 และการบังคับใช้มันได้ร่วมกันสร้างขึ้นนั้น ได้ก่อให้เกิดภาวะ “สงัดเงียบทางความคิด และแน่นิ่งทางความคิดความเชื่อ” ขึ้น กล่าวคือ มาตรา 112 ได้กลายเป็นเครื่องกักกันความคิด ที่ไม่อนุญาตให้มีการนำเสนอการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา และด้วยการบังคับใช้ที่เข้มข้นนั้นทำให้ การนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ถูกรีดเร้นเค้นออกมาแต่เพียงด้านเดียว คือ การเยินยอ สรรเสริญ
ด้วยเหตุนี้เองผู้เขียนจึงกล่าวว่าประชาชนชาวไทยทุกคน รวมถึงชาวต่างชาติในประเทศไทยนั้นล้วนตกเป็นเหยื่อของมาตรา 112 นี้ เพราะวาทกรรมด้านเดียวที่ผลิตขึ้นจากระบบความรุนแรงของมาตรา 112 ได้ทำการกล่อมเกลาเชิงบังคับ ให้เกิดความรู้สึกด้านบวกเท่านั้น ต่อสถาบันกษัตริย์ ฉะนั้น “ความเป็นเหยื่อขั้นพื้นฐาน” ที่ทุกคนได้รับเมื่อเกิดบนแผ่นดินนี้ก็คือ ค่านิยมตามแบบคติของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ต้องถูกบังคับให้เป็นไพร่โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว และเชื่อฟังประหนึ่งสุนัขทรงเลี้ยงนั่นเอง
สภาพการถูกกล่อมเกลาเชิงบังคับจากระบบความรุนแรงของมาตรา 112 นี้ทำให้ประชาชนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนถูกกดให้โงหัวไม่ขึ้น หรือจะเงยขึ้นก็ยากนัก และไม่สู้จะเงยได้อย่างเต็มกำลังอย่างที่อยากจะเงย และนั่นทำให้ในหลายๆ ระดับ ไม่เปิดช่องทางอื่นให้ประชาชนเลือกเดิน นอกจากแหงนคอรอความช่วยเหลือจากสถาบันกษัตริย์ (หรือเครือข่าย) และนั่นหมายถึงการเปิดโอกาสให้สถาบันกษัตริย์ลงมาคลุกคลีกับการเมืองทั้งที่ไม่ควรมีสิทธินั้น “ไม่ว่าจะกรณีใดๆ (นอกเสียจากจะต้องมีความรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ และตรวจสอบได้อย่างเต็มที่)” ตามหลัก The King can do no wrong, because The King can do nothing.หรือกล่าวอีกทางหนึ่งก็คือ ในแง่หนึ่งนั้นระบบความรุนแรงของมาตรา 112 ก็คือระบบที่ (เครือข่าย)สถาบันพระมหากษัตริย์สร้างขึ้นมา เพื่อเปิดประตูสู่การเข้าไปคลุกคลีในเวทีการเมืองของตนนั่นเอง
ระบบความรุนแรงของมาตรา 112 นั้นเป็นส่วนเติมเต็มที่สำคัญมากๆ ของพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งนั่นทำให้ความรุนแรงทวีกำลังมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะกับเหยื่อผู้ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์โดยตรง กล่าวคือ เมื่อระบบความรุนแรงดังกล่าวนี้ได้สร้างวาทกรรมด้านเดียวมากล่อมเกลาเชิงบังคับอยู่ตลอดเวลาแล้ว จึงก่อให้เกิดภาวะ “การอะลุ่มอลวย หรือผ่อนผันเพื่อสถาบันกษัตริย์” เป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการ “ปล่อยนักโทษผู้มีความประพฤติดี ในวันเฉลิมฉลองเสด็จพระราชสมภพ (5 ธันวาคม ของทุกปี)” เป็นอาทิ (ไม่ต้องเอ่ยถึง อำนาจการนิรโทษกรรม ที่ให้เอกสิทธิ์สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือกฎหมายทั้งมวล รวมถึงรัฐธรรมนูญด้วย)
ภาวการณ์ “อะลุ่มอลวยเพื่อพ่อ” นี้นี่เองที่ทำให้ผู้ต้องหา/ต้องขัง คดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้นอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ยิ่งขึ้นไปอีก จากที่เดิมทีก็ตกเป็นเป้าประณามของมวลมหาประชาชนที่ตกอยู่ใต้ภวังค์แห่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว เมื่อมาอยู่ในคุกนั้น แม้คดีที่พวกเขาเหล่านั้นก่อนั้น “โดยหลักการ” แล้วจะต้องนับว่าเบากว่าการฆ่าคน หรือค้ายาเสพติดจำนวนมหาศาลมาก แต่ก็จะถูกผลักดันให้อยู่ในระดับเดียวกัน หรืออาจะเหนือกว่านักโทษคดีร้ายแรงทั้งสองประเภทเสียอีก ทั้งนี้แน่นอนว่าในระดับหนึ่งนั้นเป็นเพราะนักโทษเหล่านั้นเองก็มีส่วนที่ตกอยู่ใต้ภวังค์แห่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วย แต่ประเด็นสำคัญนั้นคือ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์คือผู้ซึ่งกระทำผิดต่อบุคคลซึ่งนักโทษเหล่านั้นหวังว่าสักวันหนึ่งจะมาช่วยปลดปล่อยพวกตนไปสู่อิสรภาพ (จากโครงการอะลุ่มอล่วยเพื่อพ่อ, หรือนิรโทษกรรม, ฯลฯ) และนั่นทำให้ผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้นตกอยู่ในสถานะที่ย่ำแย่มาก
ผู้เขียนได้มีโอกาสไปฟังสัมมนาที่คุณ ประเวศน์ ประชานุกูล ทนายของดารณี ชาญเชิงศิลปกุลในคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นี้พูดถึงสภาพความเป็นอยู่ของคุณดารณีในเรือนจำ และได้มีโอกาสพูดคุยเป็นการส่วนตัวเล็กน้อย[15] จึงขอนำมาสรุปไว้ ณ ที่นี้ พอสังเขป เพื่อเป็นตัวอย่างประกอบการอธิบายของเอกสารชิ้นนี้
คุณ ประเวศน์ได้ให้ข้อมูล ไว้ว่าเริ่มแรกเลยนั้นสิ่งที่คุณดารณีต้องถูกกระทำก็คือการโดน “กักเดี่ยว”[16] ซึ่งขั้นตอนนี้ผู้ต้องขังทุกคนจะต้องประสบเหมือนกันทั้งหมด โดยผู้ต้องขังจะต้องโดนกักเดี่ยวนี้ประมาณคนละ 1 เดือน (คุณ ประเวศน์เล่าว่า เป็นเหมือนการ “รับน้อง” ของเรือนจำ) แต่กรณีของคุณดารณีนี้เมื่อแรกเข้า กลับโดนกักเดี่ยวมากกว่าผู้ต้องขังผู้อื่นถึง 2 เท่าตัว คือ ประมาณ 2 เดือน (ไม่ได้เข้าสังคมเลยในช่วงกลางวันเป็นเวลา 2 เดือน)
จากนั้นเมื่อพ้นระยะกักเดี่ยวแล้วคุณดารณีก็พบว่า ชื่อและหน้าตาของเธอเป็นที่รู้จักของคนแทบทั้งเรือนจำ เนื่องจากมีการปิดประกาศป้ายชื่อ ซึ่งการปิดประกาศป้ายชื่อดังกล่าวนี้จะปิดเฉพาะนักโทษที่มีคดีร้ายแรงที่สุด 5 คนเท่านั้น (ผู้เขียนเข้าใจว่า นัยหนึ่งก็เพื่อให้มีการระวังตัวกันเองในหมู่ผู้ต้องขังด้วย) ซึ่งคุณดารณี ผู้ต้องขังคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้นได้อยู่บนทำเนียบเดียวกันกับนักโทษคนอื่นๆ อีก 4 คน ผู้มีคดีฆ่าคนตายบ้าง หรือค้ายาเสพติดเกินกว่าหนึ่งหมื่นเม็ดบ้าง ซึ่งนั่นทำให้คุณดารณีเป็นที่จับตามองทั้งในหมู่ผู้ต้องขังเอง และต่อเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ด้วย
จากการเป็นที่จับตามองนี้เอง (ดาราเรือนจำจำเป็น?) ทำให้ในระยะแรกคุณดารณีได้รับเลือกให้เป็น “แม่ห้อง” (คล้ายกับหัวหน้าห้อง ในห้องขังหนึ่งๆ) ซึ่งทำให้เธอมีภาระหน้าที่มากขึ้น แต่ในจุดนี้นั้นคุณ ประเวศน์เล่าว่าตัวคุณดาเองไม่ได้มีปัญหามากนัก แต่การมีภาระหน้าที่มากขึ้นนั้นย่อมหมายถึงการเปิดโอกาสให้จับผิดได้มากขึ้นด้วย ซึ่งคุณดารณีเองก็โดน และถูกปลดออกจากตำแหน่งแม่ห้อง เมื่อนักโทษคนอื่นขึ้นมาเป็นแม่ห้อง ก็ได้มีส่วนในการกลั่นแกล้งคุณดารณี เช่น การไม่อนุญาตให้ไปเข้าห้องน้ำ (คือ เมื่อนักโทษต้องการจะเข้าห้องน้ำจะต้องขออนุญาตแม่ห้องทุกครั้ง และหากแม่ห้องไม่อนุญาตก็จะต้อง “กลั้น” ไว้เช่นนั้นจนกว่าจะถึงเวลาพัก) เป็นต้น
ร้ายแรงยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ เมื่อคุณดารณีป่วย (จนถึงปัจจุบันนี้ด้วย) ซึ่งทางโรงพยาบาลของทางราชทัณฑ์เองรักษาให้ไม่ได้ เนื่องจากขาดอุปกรณ์ จึงมีการทำเรื่องขอต่อศาลเพื่อนำตัวออกจากเรือนจำเป็นการชั่วคราว แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธินั้น โดยศาลอ้างว่าทางราชทัณฑ์เองก็มีโรงพยาบาลอยู่ (ในขณะที่โรงพยาบาลของราชทัณฑ์นั้นเอง บอกให้คุณดารณีหาทางออกมารักษาข้างนอก!!!)
นอกจากนี้อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากในสายตาผู้เขียนก็คือ การบีบให้คุณดารณียอมเซ็น “ไม่อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยม” ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นสิทธิของผู้ต้องขังที่จะให้ญาติเข้าเยี่ยมได้ และทางราชทัณฑ์ไม่มีอำนาจเหนือสิทธินี้ (มีเพียงแค่อำนาจในการตรวจค้น) ผู้ซึ่งตัดสินใจว่าจะให้ญาติเยี่ยมหรือไม่คือตัวผู้ต้องขังเท่านั้น ซึ่งในจุดนี้เองคุณประเวศน์ได้เล่าว่าทางราชทัณฑ์ได้บังคับให้คุณดารณีเซ็นไม่ยินยอมดังกล่าว
อนึ่งคุณประเวศน์ได้(ฝาก)ไว้อีกว่า ทุกๆ ครั้งที่มีการกระจายข่าวเรื่องความไม่ยุติธรรมของคุณดารณีที่เกี่ยวพันธ์กับทางราชทัณฑ์ให้เป็นที่รู้กันในทางสาธารณะจะเป็นการช่วยลดความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดกับผู้ต้องขังผู้นี้ได้ เพราะทางราชทัณฑ์จะทำการระงับ “บทลงโทษ” ที่จัดหามาให้คุณดารณีทันที เพื่อแลกเปลี่ยนกับการแก้ข้อความส่วนที่เกี่ยวกับราชทัณฑ์ออกไป
จากข้อมูลที่เราได้รับจากคุณประเวศน์นี้ทำให้เราได้เห็นถึงวิถีของการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม และรุนแรงต่อผู้ต้องหา/ต้องขังในคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ว่าไม่ยุติธรรมยิ่งนัก ทั้งจากสังคมภายนอก, เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ (บางส่วน), และในหมู่ผู้ต้องขังด้วยกันเอง โดยเฉพาะกรณีของคุณดารณีนี้ ที่ยังยืนยันจนถึงบัดนี้ว่าจะไม่ขอพระราชทานอภัยโทษ (Royal Pardon) ซึ่งเท่ากับเป็นการท้าทายอำนาจของ (เครือข่าย)สถาบันกษัตริย์อย่างหนักข้อขึ้นไปอีก
0 0 0
โดยสรุป มาตรา 112 และการนำมาใช้นั้น ได้ก่อระบบความรุนแรงทางโครงสร้างขึ้น ที่บังคับให้ทุกคนคิดได้ในทางเดียว และกำจัดสิ้นความเห็นอีกทางหนึ่งด้วยทุกวิถีทาง โครงสร้างความรุนแรงดังกล่าวนั้นได้ทำให้ประชาชนทุกคนที่เกิดบนแผ่นดินไทยกลายเป็นเหยื่อของวาทะ เป็นเหยื่อในระบบความรุนแรง ที่เป็นเบี้ยในการทำลายคู่ตรงข้ามของเจ้าของวาทะนั้น ซึ่งนั่นเป็นเรื่องน่าอาลัย และรุนแรงยิ่งบนดินแดนที่ (พยายาม) จะเรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย
ด้วยความเคารพ



[1] อ้างใน จรัล โฆษณานันท์, ความรุนแรงแห่งโทษที่ไม่เป็นธรรม และการปิดกั้น “ความจริง” ในมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา, ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 (เมษายน – มิถุนายน 2552), (กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน), หน้า 91.
[2] เข้าถึงได้จาก; http://www.lawyerthai.com/law/articles.php?articleid=9&cat=524
[3] อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในประเด็นนี้ได้จาก พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล, หลักการประชาธิปไตยว่าด้วย พระราชอำนาจ (ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม – สมบูรณ์), กระดานสนทนาฟ้าเดียวกัน, เข้าถึงได้จาก http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=37069&st=0&p=424584&fromsearch=1&#entry424584 [เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2552].
[4] โปรดดู ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ, หลักกฎหมาย: กฎหมายอาญาภาคทั่วไป, พิมพ์ครั้งที่ 9, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2550), หน้า 147 – 148.
[5] คำอภิปรายของ ศ.จิตติ ติงศภัทิย์ ใน ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข, ปาจารยสาร ปีที่ 14 ฉบับที่ 6 (พฤศจิกายน – ธันวาคม) 2530, หน้า 39 – 40. อ้างใน จรัล โฆษณานันท์, ความรุนแรงแห่งโทษที่ไม่เป็นธรรม และการปิดกั้น “ความจริง” ในมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา, อ้างแล้ว, หน้า 90.
[6] เข้าถึงได้จาก http://www.oup.com/oald-bin/web_getald7index1a.pl
[7] คำของ นิธิ เอียวศรีวงศ์
[8] คม ชัด ลึก, ฉบับ 28 สิงหาคม 2552.
[9] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก http://en.wikipedia.org/wiki/Proportionality_(law) และ http://en.wikipedia.org/wiki/Retributive_justice
[10] วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เสนอไว้ว่า “มาตรา 112 จะตีความโดยใช้อุดมการณ์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาปรับไม่ได้ จะต้องตีความให้สอบรับกันกับหลักในทางรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินี้ต้องตีความในแง่ที่ เป็นการคุ้มครองบุคคลของรัฐ” อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน; วรเจตน์ ภาคีรัตน์, กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับความมั่นคงของรัฐ ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ, ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 (เมษายน – มิถุนายน 2552), (กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน), หน้า 110 – 118. [ส่วนที่ยกมานั้นปรากฏในหน้า 115]
[11] มาตรา 133 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ความว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปีหรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” (เน้นคำโดยผู้เขียน)
[12] อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมกรณีของนิโคไลเดสได้จาก Times Online (19 January 2009), Writer Harry Nicolaides jailed for insulting Thai King, available at http://www.timesonline.co.uk/tol/news/world/asia/article5544354.ece [Date of Access 30 October 2009]
[13] คำว่าขบวนการนิยมเจ้าในที่นี้นั้นหมายรวมถึง “ราชสำนัก” เองด้วย ซึ่งในทางหลักการแล้ว ต้องนับว่าเป็นขบวนการนิยมเจ้าที่นิยมเจ้ามากที่สุด
[14] เนื้อหาในส่วนนี้อาจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, ถึงบรรดาผู้จงรักภักดี เวลาคุณพูดว่า “ในหลวงทรงทำความดี” (คนไทยจึงเคารพ): “ถ้าผมถามว่าคุณรู้ได้อย่างไร?” คุณตอบไม่ได้หรอก, กระดานสนทนาฟ้าเดียวกัน, เข้าถึงได้จาก http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=20957&st=0&p=239813&fromsearch=1&#entry239813สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, ความจงรักภักดี/ความเป็นศูนย์รวม แท้จริงต้องวางอยู่บนฐานของเสรีภาพ, กระดานสนทนาฟ้าเดียวกัน, เข้าถึงได้จาก http://sameskyboard.com/index.php showtopic=13789&st=0&p=146118&fromsearch=1&#entry146118 . ;
[15] ในเบื้องแรก ผู้เขียนมีความตั้งใจจะไปสัมภาษณ์กับคุณดารณีโดยตรง แต่เมื่อได้คุยกับคุณประเวศน์เป็นการส่วนตัวแล้ว จึงทราบว่า มีโอกาสจะทำเช่นนั้นได้น้อยมากๆ จึงได้ล้มเลิกความตั้งใจดังกล่าวไป แต่ความหวังดีต่อคุณดารณีนั้นหาได้เปลี่ยนแปลงไป และหากงานชิ้นนี้มีประโยชน์บ้าง สักเพียงน้อยนิด ก็ขอยกประโยชน์เหล่านั้นแด่คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล มา ณ ที่นี้ด้วย
[16] การกักเดี่ยวนั้น ไม่ใช่การ “ขังเดี่ยว” แต่เป็นการ กัก หรือ กัน ตัวผู้ต้องขังไม่ให้เข้าร่วมสังคมใดๆ กับผู้อื่นในช่วงกลางวัน ในขณะที่การขังเดี่ยวคือการขังแยกคนเดียวโดดๆ (คำอธิบายจากคุณประเวศน์)