WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 3, 2009

เกมบีบเล่นประคอง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_44120

อภิสิทธิ์

ฟอร์มเข้าฝักอย่างนี้ "โดนเปลี่ยนตัวออก" ก็แปลกแล้ว

แต่นั่นหมายถึงในเกมฟุตบอลที่ล่าสุด "มาร์คคี่" นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โชว์ลีลาดาวซัลโว ทำแฮททริก เหมาคนเดียว 3 ประตูรวด ในเกมดวลแข้งกับทีมรวมสมาชิกวุฒิสภา

ตำแหน่ง "ศูนย์หน้าตัวเป้า" ยากที่ใครจะเบียดแย่งได้

อย่างไรก็ตาม ในอารมณ์คนละเรื่องกับสนามการเมือง เกมชิงอำนาจประเทศไทย ที่มีคนคอยจังหวะดักเตะสกัด จ้องล้มโต๊ะนายกฯอภิสิทธิ์

ชนิดที่เผลอเมื่อไหร่ โดนเบียดตกเก้าอี้ง่ายๆ

ที่แน่ๆโดยกระแส ณ คาบนี้ ถ้าหลุดวงโคจรเมื่อไหร่ ก็เป็นอะไรที่รู้กัน โดยยี่ห้อประชาธิปัตย์ แทบจะปิดโอกาส "อภิสิทธิ์" รีเทิร์นกลับมาเบิ้ลเก้าอี้รอบสอง

ตามเกมที่บีบให้เล่นประคอง

ภายใต้เงื่อนไขห้วงเวลาพิเศษที่รู้กันภายใน แม้แต่การปรับ ครม.ตามโปรแกรมที่วางคิวให้ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี เข้ามาเสียบเก้าอี้รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ แทนนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ที่จะลดชั้นไปนั่งเก้าอี้เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ถึงตอนนี้ก็ยังเป็นแค่คิวลอยๆ

ช็อตไฮไลต์ ยังปรับ ครม.ไม่ได้ โดยเงื่อนไขบังคับ ก็ไม่ต้องพูดถึงคิวอื่นก็ยากขยับ

ตามจังหวะการเมืองแล้ว "อภิสิทธิ์" ยังมีพื้นที่ มีเวลาให้โชว์ลีลาลากเลื้อย ประคองลูกไปได้อีกพักใหญ่

แม้จะมีเรื่องให้ตื่นเต้นระทึกใจ

กับคิวที่กองทัพเสื้อแดงส่งสัญญาณป่วนขั้นรุนแรง ประกาศดีเดย์ชุมนุมใหญ่แบบลากยาว ปักหลักรบยืดเยื้อ ตั้งธงไล่รัฐบาลประชาธิปัตย์ให้ได้ก่อนสิ้นปี

นอกจากบทขู่ขึงขังๆของทีมงาน "สามเกลอ" โหมโรงเรียกคนดู

ก็ยังไม่มีลางบอกเหตุอะไรที่จะถึงขั้นเกิดเหตุพลิกผัน

ที่แน่ๆกับอาการขยับของ พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 ของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เตรียมชงแผนงานตามแนวนโยบายเสนอที่ประชุมพรรคเพื่อไทย

โดยมีเรื่องการต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหารเป็นเรื่องหลักอยู่ด้วย

กลุ่มทหารเฒ่าเพื่อนนายใหญ่ เทกแอ็กชั่น ตื่นตัวกับแผนป้องกันการปฏิวัติรัฐประหารกันตั้งแต่หัววัน

โดยอาการที่สะท้อนว่า ฝ่าย เสธ.ของ "นายใหญ่" ระแวงยุทธการ "ล้มกระดาน" แหยงฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทยส่งซิกทหารปฏิวัติ

ปิดเกมนักเลือกตั้งไม่ให้ลงสนาม

และนั่นก็หมายถึง "ฟาวล์" กระแสพรรคเพื่อไทยที่กำลังแรงวันแรงคืน ถึงขนาดเชื่อขนมกินได้ เลือกตั้งเมื่อไหร่ก็เข้าป้าย

ไม่ได้ลงสนามก็เปล่าประโยชน์

โดยเกมมันถึงต้องมีแผนสอง ยุทธศาสตร์สำรองอยู่ที่การซุ่มฝึกกำลังกองทัพแดง พร้อมยุทธการแดงทั้งแผ่นดิน เพื่อลุยสู้กับทหาร

ไพ่ใบสุดท้ายที่จะวัดดวงกับเกมปฏิวัติ

ทั้งหมดทั้งปวง ตามจังหวะเกมที่เล่นยาก "นายใหญ่" เปิดฉากโหมโรงล้มโต๊ะรัฐบาล ก็ต้องระวังเข้าทางพวกจ้องปฏิวัติ ล้มกระดาน

งานนี้จึงเป็นอะไรที่อ่านกันตามเชิงแล้ว ยังไงก็ต้องประคองจังหวะ

อย่างที่เห็นๆ เดี๋ยวก็รุกขู่เผด็จศึก เปิดเกมโลกล้อมประเทศไทย ทำท่าจะมาปักหลักบัญชาการที่ประเทศกัมพูชา เดี๋ยวก็แย็บแล้วถอย ยืนยันปักหลักอยู่ดูไบ เปิดช่องทางส่งสารตรงกับกองเชียร์ ทั้งโพสต์ผ่านทวิตเตอร์ส่งข้อความเอสเอ็มเอส เปิดทีวี 100 ช่อง

เด้งเชือก เล่นกระแสไปพลางๆ

และก็ยังมีเวลายึกยัก กับคิวของ "บิ๊กบัง" พล.อ.สนธิ บุญย-รัตกลิน อดีตประธาน คมช. ที่ยังเล่นบทพระเอกลิเกรำป้อไปป้อมา หาวิกปักหลักไม่ได้

โยนหิน จะเข้ามาเสียบหัวค่ายมาตุภูมิหลายรอบ แล้วก็เงียบหาย

ไม่มีสัญญาณตอบรับจากปลายทาง

ที่แน่ๆถ้าปักหลักเปิดวิกกันจริงๆ "บิ๊กบัง" ตกปากรับเก้าอี้หัวหน้าค่ายมาตุภูมิเมื่อไหร่ ก็จะเป็นอะไรที่ตัดสินใจง่าย กับคิวของ "บิ๊กผิว" พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ที่รอคั่วอยู่เหมือนกัน ก็คงหอบหิ้วลูกทีมสายอีสานไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย

เพราะยี่ห้อ "บิ๊กบัง" ขายได้แค่ 3 จังหวัดชายแดนใต้.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

กลบกระแส

ที่มา ไทยรัฐ

โดย หมัดเหล็ก

การเอาจริงเอาจังอาการกระเหี้ยนกระหือรือทางการเมืองของ รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ ออกอาการพร้อมรบ เตรียมประกาศศึกแตกหักกับศัตรูที่เป็นหนามยอกอกอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะถ้าปฏิบัติภารกิจไม่สำเร็จ สถานการณ์ทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปทันที

หมดความหมาย

รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ก็จะถึงจุดจบโดยปริยาย จบทั้ง ความศรัทธาของประชาชน และจบทั้งความไว้เนื้อเชื่อใจ

ในการอาสาเข้ามาปฏิบัติภารกิจลับ ลวง พราง ให้สำเร็จ

วันนี้ มีคำสั่งลับให้สื่อของรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ปัจจุบันก็มีแต่ สื่อของรัฐผูกขาดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกองทัพบก องค์การสื่อสาร มวลชนแห่งประเทศไทย และกรมประชาสัมพันธ์

พิจารณาการนำเสนอข่าวตามใบสั่ง

นักการเมืองคนนี้ ข่าวนี้ ห้ามออกอากาศ ข่าวประเภทนี้ห้ามออกอากาศ ไม่อยากจะระบุถึงตัวคนสั่งการที่กำลังบ้าจี้ ความแตกต่างระหว่างสื่อของรัฐกับสื่อของเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์มีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

สื่อของรัฐ หรือสื่อที่กำลังมัวเมากับผลประโยชน์บางสำนักอุ้มรัฐบาลกันสุดฤทธิ์ ในขณะที่หนังสือพิมพ์วิจารณ์การทำงานรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ชนิดไม่เลี้ยงเหมือนกัน

การทุ่มทุนชิงพื้นที่สื่อครั้งนี้ ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกหลายตัว โดยเฉพาะกระแสข่าวการทุจริตคอรัปชัน ที่วอร์รูมพรรคประชาธิปัตย์เองยอมรับว่าประชาชนเริ่มเชื่อพรรคประชาธิปัตย์มีการทุจริตจริง

อาการอดอยากปากแห้งยังไม่จบ จู่ๆมีคำสั่งเขตบางเขนให้ เกณฑ์ครู กทม.ทุกโรงไปเที่ยว อ้างว่าเป็นการทัศนศึกษาในภาคใต้ บังคับว่าทุกคนต้องไป หากใครไม่ไปต้องมีใบรับรองแพทย์มายืนยัน ใช้งบประมาณจำนวน 2 ล้านบาท โปร่งใสไม่โปร่งใสไม่รู้

เด็กก็เดือดร้อน เนื่องจาก ต้องมาเรียนชดเชยในวันหยุด เหตุผลและความจำเป็นการที่ต้องไปทัศนศึกษาในยามที่ต้องพึ่งเศรษฐกิจพอเพียงก็ฟังไม่ขึ้น

มีจดหมายเปิดผนึกจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกลุ่มภาคใต้และภาคกลาง ถึง คุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ ระบุว่าได้รับการจัดสรรงบประมาณคุรุภัณฑ์โครงการภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 ไทยเข้มแข็ง ด้านสัตวศาสตร์จำนวน 1 ชุด วงเงิน 2 ล้านบาท ด้านพืชศาสตร์ 1 ชุด วงเงิน 1 ล้าน 2 แสนบาท ปรากฏว่าหลังจากนั้นได้มีตัวแทนร้านค้านำคุรุภัณฑ์ดังกล่าว เช่น ชุดผสมเทียม ชุดเก็บเกี่ยว ไปให้สถานศึกษาดู และข่มขู่ว่าสินค้าเป็นของผู้ใหญ่ในพรรครัฐบาล หากไม่สั่งซื้อจะมีผลต่อการโยกย้าย ทั้งที่คุรุภัณฑ์เหล่านั้นไม่เหมาะสมกับการเรียนการสอน

ปล้นกันดื้อๆ.

ชัยป้องเนวิน ลูกชาย ไม่เกี่ยวโกงบีบีซ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_44131

นายชัย ชิดชอบ

ประธานชัย อ้าง ลูกชาย-เนวิน ชิดชอบ ช่วงคดีโกงบีบีซี ยังเป็น แค่ ส.ส.ทำหน้าที่อภิปรายในสภาฯ ไม่มีบทบาทกู้เงิน ไล่ให้ไปดูว่าใครเป็นหัวหน้ากลุ่ม 16

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภากล่าวภายหลังบรรยายนักศึกษาหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง ระดับสูง รุ่นที่ 1 กรณีมีการระบุว่า นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย บุตรชาย เกี่ยวข้องกับคดียักยอกทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ จำกัด (มหาชน) หรือ บีบีซี ว่า นายเนวินไม่เกี่ยวข้องอะไร เพราะในช่วงนั้น นายเนวินเป็นเพียง ส.ส.เท่านั้นไม่มีบทบาทอะไรทำได้เพียงอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร เท่านั้น ไม่มีบทบาทอะไรในการกู้เงิน

ส่วนที่มีระบุว่ากลุ่ม 16 เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย นั้น นายชัย กล่าวว่า คงต้องดูว่ากลุ่ม 16 มี ส.ส. 16 คนและใครเป็นหัวหน้า "ตอนนี้สื่อเขียนใส่มัน (เนวิน) เยอะ ความจริงไม่มีส่วนได้ส่วนเสียสื่อสงสารมันบ้าง ตอนนั้นก็มีคนอยู่ในกลุ่มเยอะแยะ เช่น นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นายสุชาติ ตันเจริญ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม และนายวราเทพ รัตนากร"

ป่วยการเมือง เทพเทือก หนีโผตำรวจ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_44124

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

รองนายกฯสุเทพ เผยไปตรวจไข้หวัดแล้วไม่พบเป็น หวัด 09 ยันไม่น้อยใจนายกฯ ดึงตัว "ธานี"มาช่วยงาน เผยเหตุเลื่อนประชุม ก.ตร. เพราะ นายกฯแก้โผตร. ไม่ให้เด็กในคาถามานั่ง น.1

เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 2 พ.ย. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ระหว่างไปร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสบุตรชาย นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ที่ห้องรอยัลจูบิลี่ บอลรูม อิมแพค เมืองทองธานี ว่า ไข้หวัดที่ตนเป็นนั้น ได้ไปตรวจแล้วโล่งใจ ไม่มีเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 วันที่ 3 พ.ย. ถ้ามีแรงก็จะไปทำงาน ไม่ได้น้อยใจที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีทาบทาม พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ อดีต รอง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาร่วมงานด้านความมั่นคง เพราะรู้จัก พล.ต.อ.ธานีมานานแล้ว เคยเรียนปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกามาด้วยกัน ยินดีหากนายกรัฐมนตรีจะดึง พล.ต.อ.ธานีมาร่วมงาน ส่วนข่าวลือว่าตนจะลาออกนั้นไม่จริง ถึงนายกรัฐมนตรีจะไล่ออก ผมก็ยังไม่ออก เพราะต้องรับผิดชอบทำงานให้บ้านเมือง ส่วนการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อพิจารณาโผโยกย้ายตำรวจจะต้อง นัดกันก่อน คาดว่าจะเป็นวันศุกร์ที่ 6 พ.ย. โดยขั้นตอน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการแทน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท. ผบ.ตร.) ประชุมพิจารณาคัดเลือกรายชื่อในช่วงเช้าก่อนเสนอเข้าที่ประชุม ก.ตร.ชุดใหญ่ในช่วงบ่าย และคงจะได้ข้อยุติในวันนั้น ขอยืนยันว่าจะเลือกคนให้เหมาะสมกับงาน ไม่มีเด็กเส้น เด็กฝาก

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า สาเหตุที่นายสุเทพเลื่อนการประชุม ก.ตร.อย่างไม่มีกำหนด เนื่องจาก นายกรัฐมนตรี มีการเปลี่ยนโผนายพลบางตำแหน่ง การเปลี่ยนโผที่นายอภิสิทธิ์ ดำเนินการนั้น ได้เปลี่ยนตำแหน่งสำคัญคือ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (ผบช.ภ.8) ที่นายสุเทพเสนอให้โยกไปนั่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ท.สัณฐานมีความใกล้ชิดกับนายสุเทพ ถือว่าเป็นเด็กในคาถาและต้องการให้มานั่ง บัญชาการคุมม็อบเสื้อแดงที่ประกาศจะชุมนุมใหญ่ยืดเยื้อขับไล่รัฐบาล แต่นายอภิสิทธิ์ได้รับข้อมูลสำคัญมาจาก พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร .และ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ อดีต รอง ผบ.ตร. และ รรท.ผบ.ตร.ว่า พล.ต.ท. สัณฐานกำลังถูกคณะกรรมการสอบวินัยอยู่หลายกรณี

Monday, November 2, 2009

ฮุน เซนนอกตลาดสด โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

ที่มา มติชน



ในฐานะประเทศเล็กๆ ซึ่งต้องถูกขนาบข้างด้วยอำนาจที่เหนือกว่าทั้งสองฝั่ง กัมพูชาจะเอาตัวรอดได้อย่างไร?

ผมคิดว่านี่คือปัญหาใหญ่ของชนชั้นนำกัมพูชามาหลายศตวรรษแล้ว ความวิตกกังวลนี้ไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่มาจากประสบการณ์จริงที่ผ่านมาในอดีตหลายร้อยปี แม้จนเมื่อไม่นานเกินความทรงจำนี้เอง ฝรั่งเศสบอกและคงจะสอดคล้องกับความคิดของเขมรด้วยว่า หากไม่มีฝรั่งเศส กัมพูชาคงถูกทั้งไทยและเวียดนามกลืนหายไปจากแผนที่โลกแล้ว

ฉะนั้น ประเด็นทางการเมืองที่สำคัญในกัมพูชา ไม่ว่าผู้นำจะเป็นใคร ก็ต้องรวมเอาการรักษากัมพูชาที่เหลืออยู่นิดเดียวนี้ให้รอดในฐานะประเทศเอกราชตลอดไป

หนทางหนึ่งที่ผู้นำกัมพูชาใช้ตลอดมา (ตั้งแต่ก่อนตกเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส) ก็คืออาศัยเงื่อนไขในสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในวงแคบๆ เฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือในวงกว้างระดับโลกก็ตาม แต่สถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ประเทศเล็กๆ อย่างกัมพูชาสามารถเอาตัวรอดจากไทยและเวียดนามได้

ในระหว่างสงครามเย็น เจ้าสีหนุ (เมื่อทรงออกจากพระราชอิสริยยศกษัตริย์เพื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) ทรงเลือกที่จะสังกัดฝ่ายที่ "เป็นกลาง" เพราะรู้ว่ากัมพูชาไร้ความสำคัญทางเศรษฐกิจหรือยุทธศาสตร์เสียจนกระทั่ง สหรัฐคงปล่อยให้กัมพูชาเป็นกลางได้ต่อไป ในขณะเดียวกัน ก็ใช้ความเป็นกลางนี้เป็นอำนาจต่อรองกับไทย รวมทั้งนำเรื่องปราสาทพระวิหารขึ้นศาลโลก สิ่งที่กัมพูชาได้มาจากชัยชนะในครั้งนั้น ไม่ใช่แค่ตัวปราสาทพระวิหาร แต่คือการรับรองเส้นเขตแดนที่ไทยทำไว้กับฝรั่งเศส อันเป็นสิ่งที่กัมพูชาสามารถใช้เป็นกุญแจสำหรับไขล็อคอันเป็นข้อพิพาททางพรมแดนกับไทยได้อีกหลายจุดในอนาคต

เวียดนามในช่วงนั้นไม่น่าห่วงสำหรับกัมพูชานัก นอกจากถูกแยกประเทศเป็นเหนือ-ใต้แล้ว ยังมีสงครามระหว่างกันอย่างรุนแรง เพราะสหรัฐเข้าแทรกแซง

อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์ของสหรัฐเปลี่ยนไป เพราะต้องการปิดเส้นทางส่งกำลังบำรุงของเวียดนามเหนือให้เด็ดขาด จึงเกิดความจำเป็นที่สหรัฐจะต้องล้มล้างรัฐบาลภายใต้การกำกับของสีหนุลง แม้ว่ารัฐบาลกัมพูชาในช่วงนั้นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับการละเมิดของสหรัฐ โดยทิ้งระเบิด "เส้นทางโฮจิมินห์" ส่วนที่อยู่ในประเทศกัมพูชาอย่างหนักก็ตาม

นายพลลอนนอลจึงทำรัฐประหาร ภายใต้การสนับสนุนหรือแม้แต่กำกับควบคุมของสหรัฐ

ในปัจจุบัน สถานการณ์สงครามเย็นและสงครามเวียดนามสิ้นสุดลงแล้ว เวียดนามกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันซึ่งยิ่งคุกคามกัมพูชาได้สะดวกขึ้น ส่วนไทยเองก็เข้มแข็งขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจกัมพูชาที่ต้องประสบความพินาศย่อยยับภายใต้เขมรแดง และกัมพูชายังมีกรณีพิพาทหรือที่ตกลงกันไม่ได้เรื่องเขตแดนทั้งกับไทยและเวียดนาม

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศเช่นนี้ นายกฯฮุน เซน เลือกที่จะยอมอยู่ใต้บารมีของเวียดนาม แต่ในขณะเดียวกันก็คานอำนาจเวียดนามไว้ด้วยความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน, เป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน (ทั้งสองอย่างนี้คานไทยไปพร้อมกัน), นอกจากนี้ก็เปิดประเทศให้แก่การลงทุนของมหาอำนาจตะวันตก คำว่าเปิดประเทศในที่นี้ หมายถึงการสร้าง "ระเบียบ" ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่นักลงทุนตะวันตกพอจะรับได้ กัมพูชามีทรัพยากรบางอย่างที่อาจดึงดูดตะวันตกได้ง่าย เช่น ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เป็นต้น ฉะนั้น หากกัมพูชาสามารถให้สัมปทานแก่บริษัทตะวันตกได้ จึงมีความหมายแก่กัมพูชามากกว่าเงินอย่างมาก

นี่เป็นทางเลือกเดียวที่น่าจะดีที่สุดในการยับยั้งเวียดนามไว้ที่พรมแดน ซึ่งมีข้อพิพาทกันอีกหลายจุด และรวมพื้นที่ซึ่งใหญ่กว่าที่เป็นกรณีพิพาทกับไทยเสียอีก แต่อย่างน้อยก็น่าจะชะลอเวียดนามไว้ได้ในช่วงหนึ่ง จนกว่าสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศจะเปลี่ยนไป

สถานการณ์ขณะนี้เอื้อให้กัมพูชาจัดการกับไทยมากกว่า อย่างน้อยก็ทำให้เกิดเส้นเขตแดนที่ไทยยอมรับ และโดยกระบวนการที่นานาชาติยอมรับเช่นกัน เหตุดังนั้นจึงเกิดกรณี "พิพาท" ระหว่างไทยและกัมพูชาในหลายจุดตามพรมแดน ทั้งทางบกและทางทะเล ถ้าไม่นับบริเวณปราสาทเขาพระวิหารแล้ว ความขัดแย้งไม่ได้พัฒนาขึ้นเป็นกรณี "พิพาท"

การจัดการกับไทยนั้น กัมพูชารู้ดีว่าสงครามไม่ใช่คำตอบ นอกจากกองทัพกัมพูชาไม่อาจสู้ไทยได้แล้ว (เช่นไทยอาจยึดครองน่านฟ้ากัมพูชาได้ในไม่กี่วัน) ยังจะมีผลร้ายด้านเศรษฐกิจตามมาแก่กัมพูชาเป็นอันมาก ในทางตรงกันข้ามไทยเองก็น่าจะรู้เหมือนกันว่า สงครามไม่ใช่คำตอบ เพราะไทยจะต้องเผชิญสงครามยืดเยื้อซึ่งไทยไม่อยู่ในสถานะที่จะทำสงครามประเภทนั้นได้

กัมพูชาก็น่าจะรู้ดีว่า หากเกิดสงครามกับไทย กัมพูชาไม่อาจพึ่งพาเวียดนามได้เต็มที่ เพราะเวียดนามจะมีอะไรสูญเสียมากเกินกว่าจะช่วยกัมพูชาได้ อย่างน้อยก็ช่วยโดยเปิดเผยไม่ได้ หากเป็นสงครามยืดเยื้อ เวียดนามจะถูกมหาอำนาจกดดันจนกระทั่ง ก้าวแรกของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จของเวียดนามจะพังลงมาหมด

ฉะนั้น หนทางเดียวที่เหลืออยู่สำหรับกัมพูชาในการจัดการเรื่องเส้นเขตแดนและกรณีพิพาทกับไทยก็คือ การเจรจา

ประเด็นที่สำคัญกว่าการให้ที่พำนักแก่ทักษิณ แต่ได้รับความสนใจจากสื่อน้อยเกินไปก็คือ ฮุน เซน บอก พลเอก ชวลิต ว่า ข้อพิพาทเรื่องพรมแดนกับไทยนั้น จะอาศัยการเจรจาตกลงกันในระดับคณะกรรมการร่วมเรื่องเส้นเขตแดน แปลว่ากัมพูชาจะไม่ยกเรื่องนี้ขึ้นไปสู่ระดับนานาชาติ ตรงกับที่ไทยต้องการอยู่แล้ว และกัมพูชายังไม่เคยให้สัมปทานสำรวจก๊าซในอ่าวไทยแก่ใคร ความหมายก็คืออย่างน้อยข้อพิพาททางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทยยังไม่ฉุกเฉินรีบด่วน ซึ่งก็สอดคล้องกับผลประโยชน์ของไทยเหมือนกัน

และขึ้นชื่อว่าการเจรจาแล้ว ย่อมหมายถึงอำนาจต่อรอง ในฐานะประเทศเล็กกว่าทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมือง อำนาจต่อรองที่กัมพูชามีอยู่ไม่อาจทำให้กัมพูชาสามารถเจรจาอย่างเท่าเทียมกับไทยได้

ยกเว้นแต่ว่าไทยอ่อนแอทางการเมือง และในปัจจุบันไทยก็อ่อนแอทางการเมืองอย่างหนักด้วย กรุงเทพฯ ยังไม่อาจนำความสงบมาสู่สามจังหวัดภาคใต้ และกรุงเทพฯ เผชิญกับความแตกแยกทางการเมืองชนิดที่ไม่เคยประสบมาก่อนในสังคมสมัยใหม่ของไทย ดังนั้นความอ่อนแอของไทยในช่วงนี้จึงเป็นประโยชน์แก่กัมพูชา หากจะเกิดการเจรจาขึ้น

การแสดงความเป็นมิตรแก่ทักษิณของสมเด็จฯฮุน เซน จึงเป็นยุทธวิธีทางการเมืองที่จะรักษาความไม่ราบรื่นทางการเมืองของไทยเอาไว้ ยุทธวิธีนี้ต้องถือว่าทำได้อย่างฉลาดด้วย เพราะหากมีการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศไทย แล้วพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล รัฐบาลใหม่ของไทยก็จะไม่รู้สึกขุ่นเคืองกับกัมพูชา อีกทั้งกลุ่มไม่เอาทักษิณยิ่งหวาดหวั่นกับทักษิณที่มีมิตรอยู่ใกล้ๆ มากขึ้น จนกระทั่งป่วนเมืองอย่างหนักเพื่อไม่ให้เกิดความราบรื่นทางการเมืองแก่รัฐบาลใหม่ การเมืองไทยก็จะยังอ่อนแอด้วยความสับสนต่อไป ในทางตรงกันข้าม หากทหารกดดันการเมืองจนกระทั่ง ปชป.กลับมาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ความกลัวทักษิณของรัฐบาลไทยก็จะดำเนินต่อไป และทำให้ประชาชนกลุ่มเอาทักษิณป่วนรัฐบาลใหม่อย่างไม่เลิกรา

ที่จริงแล้ว ฮุน เซนมีความเป็นมิตรกับทักษิณมากน้อยเพียงไร ไม่อาจทราบได้ แต่ความสัมพันธ์ที่ผ่านมาของคนทั้งสองใช่ว่าจะราบรื่นนัก ปฏิกิริยาของทักษิณหลังกรณีเผาสถานทูตไทยในพนมเปญนั้นแข็งกร้าวกว่าที่มิตรพึงกระทำต่อกัน และที่จริงกรณีนั้นก็เกิดขึ้นจากการหนุนหลังของ ฮุน เซนซึ่งประกาศตัวเป็นมิตรกับทักษิณเองในครั้งนี้

แต่การประกาศความเป็นเพื่อนที่แสนดี ทำให้ฮุน เซนสามารถยืนยันได้ว่า ตนไม่ได้แทรกแซงกิจการภายในของไทย ไม่ขัดกับข้อตกลงของอาเซียน และที่จริงแล้ว ทักษิณก็ไม่ได้เป็นศัตรูของคนไทยทั้งประเทศ มีคนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งหรือมากกว่านั้นคงยินดีกับคำแถลงของฮุน เซน อาจจะมากกว่าจำนวนคนไทยที่ยินดีให้จีนและฝรั่งเศสเปิดประเทศให้ที่พำนักแก่ท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ และยินดีที่อังกฤษเปิดให้แก่ท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์

และหากทักษิณฉลาดน้อยพอจะย้ายที่พำนักมาอยู่กัมพูชาจริง ก็เท่ากับเพิ่มไพ่ให้กัมพูชาอีกใบหนึ่งในการเจรจา ใช้การดำรงอยู่ของทักษิณในกัมพูชาเพื่อป่วนการเมืองไทยก็ได้ หรือถึงที่สุดขอให้ทักษิณเดินทางออกนอกประเทศไปเพื่อแลกเปลี่ยนกับบางอย่างในการเจรจาก็ได้

ฮุน เซนเลือกที่จะย้ำท่าทีนี้ด้วยตนเอง และเลือกที่จะแถลงในประเทศไทยด้วย หลังจากที่ได้แถลงผ่านปากของชวลิตและดูจะได้ผลน้อยเกินไปมาแล้ว

การกระทำเช่นนี้ของสมเด็จฯฮุน เซนถูกกล่าวหาว่าเสียมารยาททางการทูต

มารยาททางการทูตที่เราพูดถึงกันบ่อยๆ นั้น ที่จริงแล้วเกิดขึ้นในบริบททางการเมืองระหว่างประเทศของยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา และต่อมาก็ถูกเสริมด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจและประเทศอื่นในช่วงจักรวรรดินิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ไม่มีมารยาททางการทูตที่เป็นสากลและนิรันดร์กาลในโลกนี้ ปัจจุบันมารยาททางการทูตถูกใช้เป็น "ภาษา" ที่แสดงความปกติ (normalcy) ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงเป็นกติกาสำหรับทูต ไม่ใช่สำหรับผู้นำประเทศ อย่างน้อยเขาก็ฝึกทูตให้ผูกเน็คไทได้สวย และกินค็อกเทลเป็น

ครูสชอฟเคยถอดรองเท้าขึ้นทุบโต๊ะในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ก่อนหน้านั้นขึ้นไป ญี่ปุ่นโจมตีสหรัฐก่อนให้ทูตไปยื่นคำประกาศสงคราม (เพราะอาศัยเวลาที่เหลื่อมกันเมื่อข้ามเส้นแบ่งวันกลางมหาสมุทรแปซิฟิก) จะหาตัวอย่างประเภทนี้ได้อีกมาก

ผู้นำประเทศจะแสดงท่าทีต่อต่างประเทศอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับข้อพินิจว่า ท่าทีนั้นๆ จะเป็นประโยชน์ต่อนโยบายต่างประเทศของตนมากน้อยเพียงไร จะข้ามหรืออยู่ภายใต้มารยาททางการทูตของตะวันตกเป็นเรื่องรอง

ผมคิดว่าคนไทยต้องเข้าใจเงื่อนไขการดำเนินนโยบายของฮุน เซนให้ดี ก่อนที่จะตอบโต้อะไร หากต้องการตอบโต้ด้วยสติปัญญา การก่นด่าอย่างเมามันไม่ช่วยให้รู้เขา และรู้เราแต่อย่างใด

หากนักการทูตไทย (และสื่อไทย) เก่งแต่การตอบโต้กันกลางตลาด สถานะของไทยบนโต๊ะเจรจาจะยิ่งอ่อนแอลง

กระเท่เร่

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




พยายามไม่เชื่อว่านายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเห็นดีเห็นงามกับม็อบเหลืองไปเสียทุกเรื่อง

หากเป็นเรื่องนายกฯอภิสิทธิ์ไม่เห็นม็อบเสื้อแดงอยู่ในสายตานั้นเป็นปกติวิสัย คงไม่มีใครเห็นด้วยกับกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านตัวเองอยู่แล้ว

แต่จะถึงขนาดหัวปักหัวปำไปกับม็อบพันธมิตร มันก็ยังไงๆ อยู่

ตอนแรกๆ ที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ ก็คิดว่าน่าจะเป็นการต่อสู้ดิ้นรนของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องการสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง โดยใช้วิธีใส่ร้ายป้ายสีนายกฯอภิสิทธิ์

เพราะเชื่อว่าคงไม่มีนายกฯที่ไหนในโลกจะเอนเอียงได้ขนาดนั้น

แต่พอเวลาผ่านมาแล้วกว่า 10 เดือนที่รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศ ได้สะท้อนให้เห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเอนเอียงของนายกฯอภิสิทธิ์ไม่ใช่แค่ข่าวโคมลอย

ไม่ใช่แค่การใส่ร้ายป้ายสี

ดูกันง่ายๆ คดีม็อบพันธมิตรเสื้อเหลืองก่อการร้ายยึดสนามบิน 2 แห่ง เดือดร้อนกันไปทั้งบ้านทั้งเมืองตั้งแต่ปี 51 เศรษฐกิจช่วงนั้นแทบย่อยยับ ตำรวจเพิ่งออกหมายเรียกแกนนำมารับทราบข้อหาเมื่อเร็วๆ นี้เอง

ขาใหญ่ม็อบบางคนก็ใช้อภิสิทธิ์ ทำตัวเป็นคนใหญ่คนโต พูดจาอวดบารมี ทวงบุญคุณรัฐบาลซะยังงั้น

แต่คดีม็อบแดงประท้วงป่วนเมืองกรุงช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา รัฐบาลกำชับสั่งการเด็ดขาด ออกหมายจับดำเนินคดีแกนนำม็อบแดงทันที

ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น

เลยทำให้อดคิดไม่ได้ว่ารัฐบาลนี้ตอบแทนบุญคุณใครหรือเปล่า !?

พอมาเรื่องสหภาพแรงงานการรถไฟประท้วงหยุดเดินรถเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ก็สะท้อนอีกว่านายกฯอภิสิทธิ์ยังคงเอียงเอนไม่เปลี่ยนแปลง

ก็รู้กันอยู่แล้วว่าการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานรถไฟครั้งนี้มีม็อบเหลืองอยู่เบื้องหลัง

ทุกอย่างสอดคล้องเชื่อมโยงกันไปหมด ท่าทีของพรรคการเมืองใหม่ หรืออีกนัยหนึ่งคือร่างใหม่ของม็อบพันธมิตรก็ประกาศชัดเจนว่าสนับสนุนการประท้วงครั้งนี้

นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพรถไฟก็เป็นแกนนำม็อบพันธมิตรรุ่น 2 ใช้วิธีเดียวกับที่นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำรุ่น 1 เคยนำรถไฟหยุดประท้วงมาแล้ว

คนทั่วประเทศจับจ้องดูท่าทีของนายกฯอภิสิทธิ์ว่าจะแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างไร

แต่นายกฯก็ทำได้แค่อู้อี้ไปวันๆ ไม่มีคำสั่งเด็ดขาดจัดการกับการสไตรก์หยุดเดินรถเลย

ไม่รู้ว่าเกรงอกเกรงใจอะไรกันหนักหนา !?

พอม็อบแดงพยายามจะไปยื่นหนังสือประท้วงในการประชุมอาเซียนที่หัวหินในห้วงเวลาเดียวกัน แค่ยื่นหนังสือร้องเรียนอย่างเดียว ไม่ได้ประท้วงหยุดงานหรือสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน

นายกฯกลับสั่งกำลังทหารตำรวจสกัดกั้นเฉียบขาด สั่งล่าตัวแกนนำเสื้อแดงทันที

เรียกได้คำเดียวว่า 2 มาตรฐาน

ไม่เชื่อคำร่ำลือคงไม่ได้แล้ว

ยังจะเหลืออะไร

ที่มา ไทยรัฐ

หลัง ราเกซ สักเสนา ถูกส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนจากประเทศแคนาดา ข้อหาฉ้อโกงธนาคารบีบีซี กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ มีการต่อสู้คดียาวนานถึง 13 ปี ข้อหายักยอกทรัพย์ธนาคาร จำนวน 82 ล้านดอลลาร์ และมีการตามยึดทรัพย์ได้คืนมาพอสมควร แต่ก็เชื่อว่ายังมีทรัพย์สินอีกจำนวนหนึ่งยังถูกซุกซ่อนอยู่ในมือใครบางคน

กลุ่มการเมืองที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุดก็คือ กลุ่ม 16 ในขณะนั้น เมื่อยังตามตัวราเกซมาดำเนินคดีไม่ได้ ผู้ต้องสงสัยว่าจะมีส่วนในการฉ้อโกงก็ยังลอยนวล จึงเป็นที่จับตาว่าหลังราเกซถูกส่งตัวมาดำเนินคดีแล้ว จะส่งผลกระทบกับการเมืองที่จมปรักอยู่ในวิกฤติอีกอย่างไรหรือไม่

หรือจะเป็นหมากเกมทางการเมือง

ราเกซ สักเสนา ชาวอินเดีย ที่ได้รับฉายาว่า พ่อมดการเงิน มีความแตกฉานเรื่องของธุรกิจการเงินที่สลับซับซ้อน จากนักการเงิน นักข่าว ไปสู่ที่ปรึกษาแบงก์กรุงเทพฯพาณิชย์การ หรือบีบีซี ในเวลาอันรวดเร็ว ตรงนี้ยังเป็นปริศนาว่าเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์นักการเมืองอย่างไร

คดีคงต้องว่ากันยาวแต่เหลือเวลาอายุความสั้น

สำหรับคดีข้อกล่าวหาของราเกซก็ยังคลุมเครือ เมื่อทนายของราเกซให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า ทางเจ้าหน้าที่ไทยที่เดินทางไปรับตัวราเกซยืนยันกับทางการแคนาดา ราเกซจะถูกพิจารณาคดี ในข้อหาที่เกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติแล้ว คงหลีกเลี่ยงที่จะเกี่ยวโยงกับ ประเด็นทางการเมือง ไม่ได้ ในยามหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ ในยามที่การเมืองกำลังเข้าโค้งสุดท้าย

เต็มไปด้วยสารพัดวิชามาร

จุดประเด็น นายกฯสมเด็จฮุน เซน แห่งกัมพูชา ประกาศ ยินดีต้อนรับเพื่อนที่ชื่อทักษิณ เกิดประเด็น การขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

รัฐบาลเปิดเกมรุกใช้กฎหมายเป็นเกราะกำบัง ตั้งใจจะล้างบางการเมืองด้วยเงื่อนไขกลไกของกฎหมาย บวกสร้างภาพอดีต รมว.สาธารณสุข รักเกียรติ สุขธนะ ได้รับการปล่อย ตัวก่อนกำหนด พิจารณาโทษทางวินัยร้ายแรงกับนายตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม เร่งปิดคดีบริจาคเงิน 258 ล้านบาท

ล้วนมีนัยสำคัญ

หมายถึงการเปิดฉากไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างจริงจังและเด็ดขาด ถอดยศริบเครื่องราชย์ ตามจี้ใช้วิธีทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศ เปิดแนวปะทะขั้นสุดท้าย

ท่ามกลางซากปรักหักพัง.

หมัดเหล็ก

ปัญหาอยู่ที่ลูกเขี้ยว?

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_43900

สัญญาณป่วนขั้นรุนแรงถูกส่งออกมาแล้ว

ล่าสุด "ตุ๊ดตู่" นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง ประกาศโปรแกรม


หลังจากจัดคอนเสิร์ตที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา วันที่ 14 พฤศจิกายนแล้วจะจัดประชุมแกนนำ นปช.ทั้งหมด เพื่อกำหนดชุมนุมใหญ่แบบยืดเยื้อ ไม่จบไม่เลิก โดยจะปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลและจะไปสิ้นสุดที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์

ที่แน่ๆจะชุมนุมยืดเยื้อในเดือนธันวาคมตลอดทั้งเดือน ตั้งท่าจะไล่รัฐบาลให้ได้ภายในสิ้นปีนี้กันเลย

ม็อบแดงตีปี๊บยุทธการเผด็จศึก

ขณะเดียวกันก็มีโปรโมชั่นส่งตรงจาก "นายใหญ่" ตามโปรแกรมที่นายนพดล ปัทมะ อดีตโฆษกส่วนตัว คนสนิทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แถลงเปิด 6 ช่องทางที่จะติดต่อสื่อสารระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณกับประชาชน


1. ทางเว็บไซต์ทักษิณไลฟ์ดอทคอม (www.thaksinlives.com) ซึ่งเป็นข่าวสารทั่วไปของ พ.ต.ท.ทักษิณ

2. ทางเว็บไซต์ทักษิณไลฟ์ดอทคอม/เรดิโอ (www.thaksinlives.com/radio) เป็นการจัดรายการวิทยุทุกวันอังคารเวลา 20.30-21.30 น.

3. ทวิตเตอร์ ซึ่งมีอยู่ 2 ช่องทาง คือ thaksinlives ที่เป็นข่าวสารทั่วไปและเปิดช่องทางอีกอย่างคือ thaksinbiz เพื่อเปิดโอกาสให้นักธุรกิจได้สอบถามปัญหาและขอคำแนะนำต่างๆ

4. ช่องทางเฟซบุ๊ก

5. โทรทัศน์ 100 ช่อง และ

6. เอสเอ็มเอส ที่ประชาชนสามารถส่งขอรับข้อความได้โดยเสียค่าบริการในการส่งครั้งแรก 3 บาท จากนั้นจะรับข้อมูลจาก พ.ต.ท.ทักษิณฟรีตลอดจนกว่าจะเลิกใช้บริการ ปูพรมส่งสารตรงถึงกองเชียร์

รัฐบาลยากจะไล่เบี้ย ทีมงานของนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ไล่ตามอุดกันไม่ทันก็แล้วกัน


"นายใหญ่" ต่อสายตรงเร้าเกมกันได้เต็มที่ เข้าจังหวะกับที่กองกำลังคนเสื้อแดงรัวเกราะเคาะไม้โหมโรงยุทธ

การล้มโต๊ะรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

และก็เป็นอะไรที่แม้จะแตกต่างกันที่อุดมการณ์ แต่เป้าหมายตรงกันโดยบังเอิญ

อีกทางหนึ่งก็เป็น "เดอะลิ้ม" นายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ แกนนำใหญ่ม็อบพันธมิตรฯ ร่วมด้วยช่วยขย่มอีกทาง

ด่ายับรัฐบาลประชาธิปัตย์ 9 เดือนทำสังคมฟอนเฟะ แก้ไม่ตกเรื่องคอรัปชัน

แต่นั่นก็ไม่แรงเท่ากับการฟื้นฝอยประจาน "กำพืด"


พรรคประชาธิปัตย์เกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลเดียว คือเป็นเครื่องมือของฝ่ายอำมาตย์ เพื่อมารองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ฉะนั้น รากเหง้าของพรรคประชาธิปัตย์ก็มาจากการรวมตัวของอำมาตย์ ซึ่งปัจจุบัน ก็ยังเป็นเช่นนี้อยู่

ประทับตรา ฝังเนื้อกันเลย

แต่ที่ลึกไปกว่านั้น "เดอะลิ้ม" หักมุมตบท้าย ขณะนี้อำมาตย์เริ่มรับพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้แล้ว เพราะทำงานไม่เป็น

ตอกลิ่ม เขย่า "ตัวช่วย"


ค่ายการเมืองใหม่โดยยี่ห้อ "เดอะลิ้ม" ออกโรงเอง เครือข่ายคนเสื้อเหลืองสะท้อนอาการหมั่นไส้เต็มที่ เป้าหมายตรงกันโดยบังเอิญกับคนเสื้อแดงตีปี๊บยุทธการเผด็จศึก โหมโรงโค่นรัฐบาลภายในสิ้นปี รับมุกกับอดีตนายกฯทักษิณที่เปิดช่องทางสื่อสารตรงกับประชาชน

ร่วมด้วยช่วยกันโหมโรงเกมล้มโต๊ะรัฐบาลประชาธิปัตย์

ถึงคิว "งานเข้า" นายกฯอภิสิทธิ์ต้องระดมทีม ตั้งป้อมสกัดกันเต็มที่

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ตราบใดที่เสียงในสภาฯยังมากกว่าฝ่ายค้าน พรรคร่วมรัฐบาลยังเกาะกันแน่น โดยเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญไม่มีใครจะโค่นรัฐบาลลงได้


รัฐบาลจะพังเพราะขัดขากันเองล้ม


ประเภทที่ว่าค่ายภูมิใจไทยโดยนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ขี่ซาเล้งเดินหน้าลุยแลกหมัดกับคิวประท้วงของสหภาพการรถไฟฯ รุกคืบยกเครื่องใหญ่ ได้ใจได้แต้มจากชาวบ้านที่เซ็งกับเกมจับเอาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นตัวประกัน

แต่อีกทางหนึ่งก็เป็นยี่ห้อประชาธิปัตย์ โดยนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ที่ขี่เบนซ์มาแย่งซีนตอนฉากใกล้จบ เล่นบทโอ๋สหภาพฯเคลียร์ให้จบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง ตามสูตรสำเร็จดั้งเดิม

ขณะที่จอมเก๋าอย่างนายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ ก็ส่งซิกให้ลูกทีมออกมาช่วยกันเคลียร์หน้าเสื่อปัญหาสหภาพรถไฟฯนัยว่า

บลัฟแต้มตีกินเจ้าภาพหลักอย่าง "ภูมิใจไทย"

เขี้ยวลากเกี่ยวใส่เพื่อนแบบนี้นี่แหละที่จะอยู่กันลำบาก.

ทีมข่าวการเมือง

ฮุน เซน-ทักษิณ: เพื่อนบ้านไร้พรมแดน

ที่มา ประชาไท

การทำหน้าที่ของสมเด็จฯ ฮุน เซน ในฐานะเพื่อนบ้านไร้พรมแดน คือ การสร้างภาพ “ผู้ลี้ภัย” ให้ ทักษิณ ชินวัตร เป็นบวกกับสื่อมวลชน ไม่ใช่ลบต่อนานาประเทศ ซึ่งคำพูดของสมเด็จฯ ฮุน เซน ในเวทีอาเซียนเป็นการสะท้อนภาพได้อย่างดีโดยฐานะของประเทศเพื่อนบ้านของสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีพรมแดนของประเทศใกล้ชิดติดกับไทย โดยสมเด็จฯ ฮุน เซน ก็สร้างบ้านให้ทักษิณในฐานะเพื่อน อันเป็นผลงานสถาปัตยกรรมสำหรับที่อยู่พักอาศัยพักผ่อน ท่ามกลางสถานการณ์ของความขัดแย้งเรื่องปราสาทเขาพระวิหารที่มีปัญหาเรื่องพรมแดนไทยกับกัมพูชา และอย่าลืมว่าสมเด็จฯ ฮุนเซน ก็มีกองทัพของกัมพูชาอยู่ตามแนวชายแดนของปราสาทเขาพระวิหาร อันเป็นพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ฉะนั้น ความเป็นเพื่อนไร้พรมแดน คือ จุดเริ่มต้นของสันติภาพ ไม่ใช่ความเป็นศัตรู นำไปสู่สงคราม ทำลายความมั่นคงของชาติหมดสิ้นไป
สมเด็จฯ ฮุน เซน กับข่าวสารสื่อด้านบวกให้ทักษิณ เป็นเพื่อน
การเคลื่อนไหวของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ด้วยการเดินทางไปพบผู้นำกัมพูชา แม้จะมี "คำตอบ" 3 ข้อ หลังการเดินทางกลับ แต่เป็น "คำตอบ" ที่ซ่อนคมเขี้ยวที่ฝ่ายตรงข้ามรู้เท่าทัน โดยเหตุเพราะชวลิตเปิดหน้าแล้วว่าจะยืนอยู่ข้างพรรคเพื่อไทย และทักษิณ เพราะฉะนั้น "คำตอบ" ใน 2 ข้อแรก คือ หนึ่ง ปัญหาข้อขัดแย้งบริเวณตามแนวชายแดนไทยกัมพูชากรณีปราสาทพระวิหาร ซึ่งทางการกัมพูชาต้องการให้ลดการเผชิญหน้า และสอง สิทธิในการค้นหาขุดค้นบ่อน้ำมัน หรือก๊าซในทะเล ยังคงเป็นข้อตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงมีคำสร้อยต่อท้ายว่า "รัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ ยังคงเพิกเฉย ไม่ดำเนินการใดๆ..."
หากแต่การเคลื่อนของชวลิต คงไม่ใช่อยู่ที่ 2 คำตอบแรก แต่น่าจะอยู่ที่คำตอบที่สาม คือชะตากรรมของ ทักษิณ ที่ต้องเป็นคนไม่มีแผ่นดินอยู่มากกว่า ก็คือ "ภริยาของสมเด็จฯฮุน เซน เล่าให้ฟังถึงกับร้องไห้ เขามีความจำเป็นที่จะต้องประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่า ตัวเขาเองกับ พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นเพื่อนกันตลอดกาล กัมพูชาพร้อมให้ พ.ต.ท.ทักษิณมาพำนักอาศัย วันนี้เขาได้จัดบ้านพักอย่างดี สวยงามด้วย ไว้พร้อมต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างมีเกียรติในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง" (1)
กรณี “ฮุน เซน” นายกฯ กัมพูชา มาไทยเพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน แต่กลับมาให้สัมภาษณ์ โดยคำพูดที่ออกมาจากปากสมเด็จฯ ฮุน เซน นอกจากจะแสดงความเห็นใจทักษิณอย่างออกนอกหน้าแล้ว ยังส่อก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรมของไทยด้วย “ในฐานะเพื่อน ผมรู้สึกว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง ประสบเคราะห์กรรม แต่ผมกับทักษิณยังเป็นเพื่อนกัน ในฐานะที่ทำประโยชน์ให้ประเทศมานาน แต่ทำไมวันนี้ถึงไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ผมมีความรู้สึกเจ็บปวดในเรื่องนี้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนไทย...ภรรยาผมถึงกับร้องไห้ และมีความเห็นที่จะสร้างบ้านให้ พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาอยู่ในกรุงพนมเปญ ในฐานะเพื่อนอย่างมีเกียรติ”
สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังอ้างด้วยว่า คำพูดและท่าทีของตนที่มีต่อทักษิณ ไม่ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย พร้อมยกย่องเชิดชูทักษิณให้เทียบเท่ากับอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านของพม่า “นี่ไม่ใช่การแทรกแซงกิจการภายในของไทย แต่เป็นสิทธิและอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา...สิ่งที่ผมทำคือการให้การสนับสนุน ทางด้านจิตใจของผมต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ คนไทยเสื้อแดงนับล้านสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วทำไมผมในฐานะมิตรจากแดนไกลจะไม่สามารถสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณได้ ถ้าไม่มีการปฏิวัติเมื่อปี 2549 เรื่องแบบนี้ก็ไม่เกิดขึ้น คนพูดถึงซูจี ในพม่า แล้วทำไมฮุน เซน จึงจะพูดถึงทักษิณไม่ได้ อย่ามาตำหนิผม”(2)
จากข่าวสารที่ปรากฏให้เห็นดังกล่าว เมื่อเพื่อนบ้านไร้พรมแดนอย่างสมเด็จฯ ฮุน เซน ที่ยังเห็นผู้ลี้ภัยเป็นด้าน “บวก” เหมือนกัน และพยายามที่จะให้คนไทย และกัมพูชา ได้เห็นทุกแง่มุมของของ "ผู้ลี้ภัย" ให้เป็นในเชิง “บวก” และวิธีที่จะทำให้คนไทย และคนกัมพูชา เข้าใจตรงกันก็คือ “การทำสื่อ” เท่านั้นยังไม่พอ มันยังเป็นการพูดของสมเด็จฯ ฮุน เซน โดยทำการยกระดับเรื่องให้ทักษิณเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของกัมพูชา ซึ่งมันทำให้ภาพบวกของทักษิณ ต่อมาก็คือ การสร้างบ้านให้อยู่ที่กัมพูชา สะท้อนว่าสมเด็จฯฮุน เซน ทำการยกระดับประเทศเพื่อนบ้าน เท่ากับเป็นเพื่อนบ้านของทักษิณ นั่นเอง
จากเพื่อนบ้านไร้พรมแดน สู่การทำให้ผู้นำประเทศเป็นเพื่อนบ้าน
เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์กรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ระบุสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สร้างบ้านไว้ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม ว่า คงไม่มีอะไร และไม่ใช่เรื่องที่ต้องแปลกใจอะไร เป็นเรื่องปกติ ตอนที่ตนไปเจอสมเด็จฮุนเซน ท่านก็พูดคุยกับตนอย่างนี้
“ท่านบอกผมมาเองว่า ไม่ต้องกังวลใจเรื่องกรณีคุณทักษิณ ท่านแยกแยะได้ว่าเรื่องความเป็นเพื่อนก็เป็นเพื่อนกันอยู่ ท่านบอกว่าคนเป็นเพื่อนก็คบกันเป็นเพื่อน และท่านยืนยันกับผมมาเหมือนกันว่า คุณทักษิณเป็นเพื่อนท่าน แต่เรื่องภาระหน้าที่ของบ้านเมืองในการเป็นหัวหน้ารัฐบาล ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องแยกกัน ตอนนั้นท่านพูดกับผมอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น” นายสุเทพ กล่าวไว้ (3)
แหล่งข่าวใกล้ชิดทหารกลุ่มเขมรแดง เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจออนไลน์" ว่าในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาสื่อมวลชนหลายแขนง โดยเฉพาะโทรทัศน์และวิทยุของกัมพูชาได้เสนอข่าวอย่างคึกโครมว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย จะบินมาร่วมงานแข่งเรือประจำปีและงานลอยกระทงที่กรุงพนมเปญ และประชาชนกัมพูชาต่างตื่นเต้นฮือฮากับข่าวนี้มาก
เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะอยู่นานแค่ไหนและจะเข้าพักอาศัยบ้านที่นายกรัฐมนตรีฮุนเซนได้สร้างไว้รองรับหรือไม่ แหล่งข่าวกล่าวว่า เรื่องพักบ้านดังกล่าวหรือไม่รู้แน่นอน แต่คงมาอยู่ช่วงสั้นๆ เป็นการตอบแทนที่นายกฯ ฮุนเซนได้ประกาศแสดงน้ำใจ..(4)
แม้นภดล ปัทมะ จะออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว แต่กระแสข่าวที่เกิดขึ้นก็สะท้อนสถานะของประเทศเพื่อนบ้านของฮุน เซน ผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน กับการสร้างบ้านให้เพื่อน อันเป็นผลงานสถาปัตยกรรมสำหรับที่พักอาศัยพักผ่อน มันทำให้ทักษิณเป็นเพื่อนบ้านในฐานะความสัมพันธ์ส่วนตัว มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ส่วนร่วมทำประวัติศาสตร์ของการจัดเวทีอาเซียน โดยประเด็นต่อมา คนนอกในเวทีอาเซียนของพรรคการเมืองใหม่ ที่ยังไม่มีส่วนร่วมเป็นรัฐบาล แต่ว่าก็ทำการปิดความสัมพันธ์ของไทยกับกัมพูชา โดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือกลุ่มเสื้อเหลือง ที่เกี่ยวพันกับสื่อผู้จัดการ แล้วมาเป็นกลุ่มทางการเมือง คือ พรรคการเมืองใหม่ ก็ไม่มีอะไรใหม่จริงในเวทีอาเซียน
อย่างไรก็ตาม ภาพการยกระดับของพรรคการเมืองใหม่ ก็ไม่ก้าวข้ามพ้นว่า ภาพพรรคการเมืองใหม่เป็นชาตินิยม ในสถานการณ์ทางการเมือง “ประเด็นปราสาทเขาพระวิหาร” (5) อันเป็นอุดมการณ์ของกระแสชาตินิยม ต่อมาจนถึงในเรื่องพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นอคติต่อพรมแดนไทยกับกัมพูชา ในเวทีอาเซียน สะท้อนออกมาเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองของไทยกับกัมพูชาดังกล่าว ซึ่งหากเทียบกับกระแสข่าวทักษิณไปงานแข่งเรือและงานลอยกระทง ซึ่งมันเป็นวันพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนกัมพูชา โดยผูกโยงเรื่องวัฒนธรรมประเพณีของกัมพูชาด้วย จึงเปรียบเหมือนว่า แข่งพายแข่งได้ แต่ว่าพรรคการเมืองใหม่ ไม่มีประเด็นอะไรแข่งขันเพิ่มคะแนนเสียงของประชาชนกับพรรคเพื่อไทย ที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหม่ๆ ที่ทำให้เป็นเพื่อน เป็นพันธมิตร เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่อาจสู้แข่งขันช่วงชิงชัยชนะกับทักษิณ-ฮุน เซน ในความมั่นคงของความเป็นเพื่อนบ้านไร้พรมแดน
อ้างอิง
(1) อากัปกิริยา"ฮุน เซน" อากัปกิริยา"บิ๊กจิ๋ว" ส่งผลต่อปฏิกิริยา รบ.มาร์ค, มติชนรายวัน, 23 ต.ค. 52
(2) รายงานพิเศษ : ฮุน เซน... “มิตรแท้” หรือ “จอมตลบตะแลง”?, ASTV ผู้จัดการออนไลน์
(3) สุเทพเผยคุยฮุนเซ็นแล้ว ย้ำแก้ปัญหาประเทศเพื่อนบ้านด้วยสันติวิธีและการเจรจา, ประชาไท, 28 ต.ค. 52 http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26368
(4) สื่อเขมรตีข่าวทักษิณจะมาลอยกระทงพนมเปญ2พ.ย.: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 29 ต.ค. 52
วันที่ 29 ตุลาคม 2552 17:50
(5) อรรคพล สาตุ้ม: ปรัชญา ปวศ. ศิลปะแบบชาตินิยม 'ปราสาทพระวิหาร-อนุสาวรีย์ชัยฯ'

วิกฤตกาลฮอนดูรัสคลี่คลาย รัฐบาลรักษาการยอมคืนตำแหน่ง “เซลายา”

ที่มา ประชาไท

สถานการณ์การเมืองหลังการรัฐประหารในฮอนดูรัสที่ยึดเยื้อมากว่า 4 เดือน ใกล้เข้าสู่บทสรุปอีกขั้นเมื่อรัฐบาลรักษาการยอมรับข้อตกลงคืนตำแหน่ง “เซลายา” เนื่องจากเกรงว่าการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. จะไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ รัฐสภาฮอนดูรัสบอกเลื่อนลงมติคืนตำแหน่งเซลายาไปเป็นวันที่ 3 พ.ย.

มานูเอล เซลายา ซึ่งยังคงอยู่ในสถานทูตบราซิลประจำฮอนดูรัส
เล่นกีตาร์ระหว่างที่มีญาติมาเยี่ยมภายในสถานทูต เมื่อ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา
(ที่มา: Reutres/daylife.com)
ประธานาธิบดีบารัค โอมาม่า ของสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลรักษาการของฮอนดูรัสยอมตกลงให้ประธานาธิบดีมานูเอล เซลายากลับคืนตำแหน่ง เนื่องจากเกรงว่าประชาคมโลกจะไม่ยอมรับการเลือกตั้งที่จะขึ้นในอีกไม่นานนี้
คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายในฮอนดูรัสคือ มานูเอล เซลายา ประธานาธิบดีผู้ถูกทำรัฐประหารและถูกบังคับให้ออกนอกประเทศเมื่อ 28 มิ.ย. ที่ผ่านมา และ โรเบอร์โต มิเชลเลตตี ประธานาธิบดีในนามรัฐบาลรักษาการของฮอนดูรัสที่ขึ้นดำรงตำแหน่งหลังการรัฐประหาร
โดยในการเจรจาวันที่ 29 ต.ค. ทั้งสองฝ่ายก็มีมติร่วมกันว่าจะสร้างรัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติ ซึ่งจะทำหน้าที่ไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนถัดไป และยอมให้เซลายาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไปจนถึงหมดวาระในเดือนมกราคมปี 2010
รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ฮิลลารี่ คลินตัน ชื่นชมความร่วมมือในครั้งนี้ว่าเป็น "การฝ่าวิกฤติ" รอยเตอร์รายงานว่าความคืบหน้าในการเจรจาเกิดขึ้นหลังจากที่กลุ่มเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เดินทางไปร่วมเจรจาในฮอนดูรัสเพื่อสร้างแรงกดดัน
"มันเป็นชัยชนะของประชาธิปไตยในฮอนดูรัส" เซลายากล่าว "พวกเราพึงพอใจ พวกเรามองในแง่ดีว่ากำลังจะมีการฟื้นฟูเกิดขึ้น"
ขณะที่โรเบอร์โต มิเชลเลตตี ผู้ที่เคยไม่ยอมรับการคืนตำแหน่งประธานาธิบดีให้เซลายามาโดยตลอดก็ยอมถอย เขากล่าวในการแถลงข่าวคืนวันที่ 29 ต.ค. ว่า "ผมสั่งให้ทีมเจรจาลงนามสัญญาข้อตกลงที่จะเริ่มทำให้ปัญหาการเมืองภายในประเทศจบลง"
อย่างไรก็ตาม มิเชลเลตตีบอกว่า เซลายาจะสามารถกลับสู่ตำแหน่งได้หลังการลงมติจากรัฐสภา ภายใต้ศาลสูงของฮอนดูรัส โดยในข้อตกลงยังได้ระบุให้ทั้งสองฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้งวันที่ 29 พ.ย. ที่จะถึงนี้ และโอนถ่ายอำนาจจากกองทัพไปสู่คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ซึ่งทางสภากล่าวว่าจะรอพิจารณาเรื่องนี้ไปจนถึงวันอังคาร (3 พ.ย.) โดยในข้อตกลงนั้นไม่ได้ระบุเส้นตายที่แน่ชัดในการคืนตำแหน่งแกเซลายา แต่ทางด้านทูตจากประเทศต่าง ๆ ก็เรียกร้องในสภาฮอนดูรัสมีมติออกมาโดยเร็ว ส่วนเซลายากล่าวผ่านสถานีวิทยุเรดิโอโกลโบว่า จะต้องมีการแต่งตั้งรัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติภายในวันพฤหัสบดี (5 พ.ย.) นี้
โทมัส แชนนอน และ ดาเนียล เรสเตรโป เจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงของทำเนียบขาวในแผนกละตินอเมริกา เป็นผู้เตือนให้มิเชลเลตตีเห็นว่าประเทศฮอนดูรัสจะยิ่งโดดเดี่ยวตัวเองออกจากนานาชาติหากการเลือกตั้งไม่เป็นที่ยอมรับจากประชาคมโลก
โดยที่ผ่านมา ทั้งสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และผู้นำละตินอเมริกาหลายคน กดดันรัฐบาลรักษาการให้เซลายากลับเข้าดำรงตำแหน่งจนกว่าจะหมดวาระ และขู่ว่าพวกเขาจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งในเดือน พ.ย.หากประชาธิปไตยในประเทศยังไม่กลับคืนมา
มิเชลเลตตีกล่าวว่าในข้อตกลงจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงสำหรับเรื่องเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขายังเรียกร้องให้ประชาคมโลกยกเลิกมาตรการลงโทษฮอนดูรัสกรณีรัฐประหาร เช่น การยับยั้งเงินสนับสนุน และการยกเลิกวีซ่าด้วย
ทางด้าน อิเลียน่า รอส-เลทิเนน หนึ่งในคณะกรรมการด้านการต่างประเทศจากพรรคริพับลิกัน ที่วิจารณ์โอบาม่าในเรื่องการสนับสนุนเซลายาเสมอมาบอกว่า ประชาคมโลกไม่ควรตั้งข้อสงสัยกับการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. และหวังว่าข้อตกลงร่วมกันครั้งนี้จะช่วยให้การเลือกตั้งในฮอนดูรัสปราศจากการแทรกแซงหรือบีบบังคับ
อิเลียน่า ยังได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ คืนการสนับสนุนฮอนดูรัสและยกเลิกการระงับวีซ่า ซึ่งเป็นมาตรการของสหรัฐฯ ในการตอบโต้รัฐประหารที่ฮอนดูรัส
ที่มา แปลและเรียบเรียงจาก
Zelaya seals deal with Honduras rival, Nicholas Kralev, Washington Times, 31-10-2009
Honduras' Zelaya set to return to power, Sean Mattson, Reuters, 30-10-2009