WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 5, 2009

กัมพูชาแต่งตั้ง “ทักษิณ” ที่ปรึกษา “ฮุน เซน” ควบเศรษฐกิจแล้ว

ที่มา ประชาไท

(4 พ.ย.2552) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวว่า รัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์แต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา รวมถึงดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชา ขณะที่พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันแห่งกัมพูชา ได้ทรงลงพระนามรับรองพระราชกฤษฎีกาแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ แถลงการณ์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งชาติกัมพูชาเมื่อเวลา ประมาณ 21.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นวันที่ 4 พ.ย. และเนื้อหาในแถลงการณ์ยังระบุเพิ่มเติมด้วยว่าข้อกล่าวหาที่รัฐบาลไทยมีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นประเด็นทางการเมือง พร้อมยืนยันว่าหากอดีตนายกรัฐมนตรีไทยตัดสินใจจะพำนักที่กัมพูชาก็จะไม่มี การส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณกลับมายังไทยเป็นอันขาด และรัฐบาลกัมพูชาอนุญาติให้ พ.ต.ท.ทักษิณสามารถเดินทางเข้าหรือออกนอกประเทศได้ตามสะดวก เพื่อปฏิบัติหน้าที่ที่ปรึกษารัฐบาล

สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานเพิ่มเติมด้วยว่าแถลงการณ์ของกัมพูชา อาจส่งผลกระทบระลอกใหม่ต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา หลังจากที่สมเด็จฯ ฮุน เซน เคยสร้างความไม่พอใจแก่รัฐบาลไทยเมื่อครั้งเดินทางมาเข้าร่วมการประชุม อาเซียนซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนด้วยการประกาศให้ที่พำนักในกัมพูชาแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ

ทั้งนี้ สำนักข่าวชื่อดังหลายสำนักของต่างประเทศ ทั้งเอเอฟพี ซินหัว สเตรทไทมส์ และแชแนลนิวส์ เอเชีย ได้รายงานข่าวจากการแถลงของรัฐบาลกัมพูชา

ที่มา: มติชนออนไลน์, ไอเอ็นเอ็น

บันทึกอดีตสหายเดือนตุลา(11):3วัน7คืน

ที่มา Thai E-News


กบฎหรือคือผู้นำชัย เข่นฆ่าโพยภัยหมดสิ้นดินทอง-ขบวนการนักศึกษาที่เร่าร้อนต่อการเปลี่ยนแปลงประเทศให้พ้นสภาพเผด็จการไปเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ถูกทำลายลงในการล้อมปราบ6ตุลาคม2519 แต่การเข้าป่าร่วมกับพคท.พวกเขาก็กลายเป็นกบฎต่อพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีสภาพเผด็จการอีกแบบหนึ่ง(ภาพประกอบ:จากภาพยนตร์เรื่อง14ตุลาสงครามประชาชน)


โดย วันลา วันวิไล
ที่มา หนังสือตะวันตกที่ตะนาวศรี
4 พฤศจิกายน 2552

แนวทาง, นโยบาย, เข็มมุ่ง และคำชี้แนะของพรรคฯจะถูกต้องเสมอ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ ดังนั้นเมื่อนำมาสอนและศึกษาให้อภิปรายได้ว่า “ถูกต้องอย่างไร” ห้ามสงสัยว่า “ถูกต้องหรือไม่” นี่เป็นความคิดแบบเผด็จการอย่างหนึ่ง

อันที่จริงไม่เพียงแต่ในป่า แต่เราจะพบเห็นความคิดแบบเผด็จการแอบแฝงแทรกซึมอยู่ทั่วไปในสังคมไทย


16. 3 วัน 7 คืน


มีนาคม 2523 ผมได้กลับกรุงเทพฯ เพื่อเยี่ยมทางบ้านเป็นครั้งแรกที่ได้พบเพื่อนที่ออกจากป่าเขตอีสาน เขาชักชวนไม่ให้ผมกลับเข้าป่าอีกและพูดถึงปัญหามากมายที่แก้ไม่ได้ ผมบอกว่าทำไมไม่พยายามให้มากกว่านี้ ผมจะกลับไปอีกและจะไม่ออกมาตราบที่ไม่เข้าใจว่าปัญหาคืออะไร

เพื่อนสนิทผมคนหนึ่งถูกส่งไปปฏิบัติงานในเขตงานภาคใต้ ได้พบเห็นรับรู้ปัญหาหลายอย่างจนตัดสินใจบอกกับผมในวันหนึ่งในขณะที่นอนซุ่ม ต.ช.ด. อยู่ว่าจะออกจากป่าแล้ว

เพื่อนอีกสองคนที่ไปรักษาอาการป่วยไข้เรื้อรังในเมืองก็เขียนจดหมายมาเป็นนัย ๆ ว่าจะไม่กลับเข้าป่าอีกแล้ว ข่าวการคืนเมืองของนักศึกษาเขตภาคใต้และภาคอีสานเริ่มทะลักเข้ามาหนาหูทั้ง ๆ ที่เรื่องเหล่านั้นเกิดขึ้นเป็นปีมาแล้ว แต่เหมือนกับเป็นนโยบายของพรรคฯที่ไม่ให้แพร่งพรายอะไรที่จะมีผลต่อกำลังใจ

นอกจากจะกรอกหูอย่างเดียวว่า “สถานการณ์ดีขึ้นทุกวัน”

ความรู้สึกผิดหวังเริ่มเข้ามาเกาะกุมในใจด้วยคำถามง่าย ๆ 2 ข้อ คือ มีปัญหาขัดแย้งอะไรกันระหว่างพรรคฯและนักศึกษา และทำไมต้องปิดบัง สำหรับตัวผมเป็นเพียงผู้ปฏิบัติงานในระดับล่าง มีความเข้าใจกระง่อนกระแง่นในการปฏิวัติ

นอกเหนือจากการทำตามที่พรรคฯสั่งแล้ว ก็มีเพียงหัวใจเท่านั้นที่เสรี ด้วยข้อตรรกะทีไม่ซับซ้อนอะไรนัก ผมบอกตัวเองว่าไม่อาจรับได้เลยถ้าให้อยู่ในขบวนการนี้ไปเรื่อย ๆ 5 ปี 10 ปี แล้วอยู่ๆวันหนึ่ง พรรคฯก็มาบอกว่าทุกคนกลับกันหมดแล้วเราไปกันเถอะ

พวกเรา(นักศึกษา)เริ่มแสวงหาความจริงหรือคำตอบโดยจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์และบอกเล่าข่าวคราวกัน ซึ่งเป็นการสั่นคลอนวินัยเหล็กเพชรข้อหนึ่งของพรรค คือการพูดคุยให้ข่าวกันข้ามหน่วยที่อาจทำให้การจัดตั้งอ่อนแอลงและเกิดความเสียหายได้ เรียกว่า “การไร้จัดตั้ง”

เริ่มมีการแบ่งแยกเป็น 2 พวก คือนักศึกษาเป็นพวก “สหายใหม่” และพวก “สหายเก่า” มีคนอธิบายว่าการที่นักศึกษาคืนเมืองก็เพราะปรับตัวไม่ได้ และทนความยากลำบากไม่ได้ พวกเราไม่เชื่อในคำตอบนี้เพราะเชื่อมั่นในอุดมการณ์อันเด็ดเดี่ยวของนักศึกษา(ส่วนใหญ่)ด้วยกัน แต่มองว่าพรรคฯต้องมี “จุดอ่อน” บางอย่างแน่นอน

เมื่อฝ่ายนำของพรรคฯรับไม่ได้กับ “จุดอ่อน” ที่พวกเราสงสัยจึงเปิดการประชุมขึ้นเพื่อทำความกระจ่างกับปัญหาและสถานการณ์ ช่วงนั้นต้องดายหญ้าในไร่ข้าว เมื่อการประชุมยืดเยื้อถึง 3 วันเต็มๆยังไม่อาจยุติ จึงต้องใช้เวลากลางคืนจาก 1 ทุ่มถึง 4-5 ทุ่มติดต่อกันอีกถึง 7 คืน เราจึงเรียกกันว่า การประชุม 3 วัน7 คืน

เมื่อผ่านการประชุมแทนที่เรื่องราวจะเป็นที่เข้าใจมากขึ้นกลับส่อเค้าเลวร้ายลง “สหายเก่า” ส่วนหนึ่ง เริ่มตั้งข้อระแวงและยั่วยุกันให้ร้าวรานมากขึ้น กระทั่งมีคนพูดว่า อยากออกไปก็ไปเลย ไม่ต้องอยู่ให้เปลืองข้าวสาร

มีการตั้งข้อหาเปรียบเทียบทำนองเดียวกับการค้านพรรคบอลเชวิค ในสมัยปฏิวัติรัสเซีย พวกเราเริ่มก่อตัวกันเหนียวแน่นและใช้ห้องสมุดเป็นที่จับกลุ่มนั่งคุยกัน

ห้องสมุดเป็นเพียงเพิงเล็ก ๆ มีตู้ไม้เก่า ๆ 2 ใบ ในนั้นมีหนังสือเรื่องราวทฤษฎีการปฏิวัติทั้งหมด ส่วนมากเป็นของ เหมาเจ๋อตุง มีสรรนิพนธ์ครบทั้ง 8 เล่ม มีสรรนิพนธ์ของเลนิน ว่าด้วยปรัชญาวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ของมาร์กซ์และแองเกล นอกนั้นก็เป็นนิยายปฏิวัติของจีน เช่น วีรชน จางซือเต๋อและหลิวหูหลาน

ด้วยเหตุนี้พวกเราทุกคนจึงมีปัญญาเล็ก ๆ เพียง 2 อย่างเท่านั้นคือ อย่างแรก รู้แต่เรื่องปฏิวัติ เรื่องอื่นไม่รู้ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง, การปกครอง, กฎหมาย, เรื่องราวของต่างประเทศ, เศรษฐกิจ, การศึกษา และสังคม อย่างที่สอง รู้แต่การปฏิวัติแนวทางนี้, วิธีคิด, วิธีมองปัญหาเป็นอย่างเดียวกันหมด คุยกันไปคุยกันมาทำให้รู้สึกว่าถ้าห้องสมุดนี้เป็นผลพวงหนึ่งของความคิดแบบเหมาเจ๋อตง ความคิดแบบนั้นก็ดูจะไม่ฉลาดหลักแหลมอะไรเลย

ผมอ่านหนังสือน้อยมาก ในสรรนิพนธ์ 8 เล่ม ได้ผ่านตาเพียงเรื่อง “จิ่งกังซาน” และ “เยนอาน” เท่านั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผมเขลาเกินไปที่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง พวกเรานั่งกันที่ห้องสมุดจนดึกดื่นทุกคน โดยไม่ได้หยิบหนังสืออ่านแม้แต่เล่มเดียว แต่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนซักถามกัน มีการเอาปัญหารูปธรรมที่แต่ละคนได้ประสบมาทั้งในอดีต 3-4 ปีและที่ยังดำรงอยู่มาเล่า ตีแผ่และวิพากษ์ ทำให้ได้มีการประมวลผลเห็นผิดถูกชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ

บทกวี “ค้านพรรค” และเพลงก็เกิดขึ้นที่นี่ เรียกว่าเป็นบทกวีใต้ดินของใต้ดินเนื่องจากไม่ได้พิมพ์ผ่านหนังสือพิมพ์กำแพง ชื่อ รวมพลัง ซึ่งส่วนหนึ่งเคยเป็นหนังสือพิมพ์ใต้ดินออกมาเผยแพร่ในเมือง เพื่อนบางคนไม่เคยจับปากกาเขียนเลยกลับเขียนกลอนแปดและกลอนเปล่ามาอ่านกัน สิ่งที่แสดงออกมันเจ็บปวดและปลอดโปร่งระคนกัน

ผมและเพื่อนอีก2 คน ได้เทปเพลงของ Simon & Garfunkel มาไปเปิดฟังที่โรงผลิตน้ำเกลือ บางคืนก็ไปนอนเปิดเพลงฟังที่โรงนา เพลงเหล่านี้ก่อนหน้านั้นถือเป็นวัฒนธรรมของจักรพรรดินิยมอเมริกา ใครร้องใครฟังจะถูกวิจารณ์ว่า “เสรี”

แต่เวลานั้นเราฟังด้วยความรู้สึกปิติและสมใจ

ก่อนหน้านั้นผมบันทึกข้อสงสัยไว้หลายข้อโดยไม่กล้าเอ่ยปากกับใคร ทั้งการเสี่ยงกับงานทหารโดยไม่ได้ผลอะไรเลยและงานมวลชนที่ไม่เคยเป็นรูปเป็นร่าง

ที่ห้องสมุด เดือนสิงหาคม 2523 ผมสรุปปัญหาหลายอย่างที่เกิดจากกระบวนการคิดอันมาจากการบ่มเพาะของพรรคฯ เช่น ความโน้มเอียงในการเข้มงวดตนเอง มาจากการมองว่าอัตวิสัยชี้ขาด ดังนั้นเมื่อทำงานไม่ประสบความสำเร็จก็ให้ค้นหาที่ตัวเองแทนที่จะหาปัจจัยภายนอก

ขณะเดียวกันทุกคนมีพรรคนำอย่างเบ็ดเสร็จทั้งทางความคิดและการปฏิบัติ แต่มองกันว่าคนทำดีและมีผลงานได้ก็เพราะการอบรมและชี้แนะของพรรค นี่กลับตรงกันข้ามกับวิธีคิดข้างต้น หรือเมื่อนักศึกษาส่วนหนึ่งคืนเมืองก็มองว่าเป็นปัญหาจุดยืนทางชนชั้น(ชนชั้นนายทุนน้อยที่โลเลต่อการปฏิวัติ) ไม่ยักมองว่าเพราะพรรคฯสอนไม่ดี

แนวทาง, นโยบาย, เข็มมุ่ง และคำชี้แนะของพรรคฯจะถูกต้องเสมอ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ ดังนั้นเมื่อนำมาสอนและศึกษาให้อภิปรายได้ว่า “ถูกต้องอย่างไร” ห้ามสงสัยว่า “ถูกต้องหรือไม่” นี่เป็นความคิดแบบเผด็จการอย่างหนึ่ง

อันที่จริงไม่เพียงแต่ในป่า แต่เราจะพบเห็นความคิดแบบเผด็จการแอบแฝงแทรกซึมอยู่ทั่วไปในสังคมไทย ระบบอุปถัมภ์ทำให้เกิดผู้ใหญ่และผู้น้อยซึ่งต้องเกรงใจและไม่กล้า มีการควบคุมและรักษาอำนาจโดยการปิดบังข้อมูล และหลอกลวงโดยการแบ่งแยกหน้าที่แบบเบ็ดเสร็จ รวมทั้งมีกฎและค่านิยมของสังคมที่ไร้เหตุผล

ถึง พ.ศ. นี้ เด็กนักเรียนไทยตัวเล็ก ๆ ยังถูกสั่งให้ตัดผมเกรียนเพื่อแสดงว่าเคารพคำสั่ง คนไทยก็ถูกสั่งทั้งโดยทางตรงและอ้อมให้เคารพศรัทธาในสถาบันหลักที่มีอำนาจโดยไม่มีสิทธิตั้งคำถามดังๆ มิฉะนั้นอาจถูกตั้งข้อหาร้ายแรงหรือถูกตราหน้าจากสังคมทั้งๆที่บอกว่าประเทศเราเป็นประชาธิปไตย

เช่นเดียวกันกับในป่า ที่ก่อนนั้นทฤษฎีทั่วไปของการปฏิวัติไทยของ พ.ค.ท.เริ่มต้นวิเคราะห์สังคมไทยว่าเป็นกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา (เหมือนกับที่เหมาเจ๋อตุง วิเคราะห์สังคมจีนก่อนการปฏิวัติ)ดังนั้นการต่อสู้จึงกำหนดให้ทำลายระบบเมืองขึ้น

แบบใหม่ที่มีจักรพรรดินิยมอเมริกาเป็นตัวแทน และระบบศักดินาที่มีนายทุนใหญ่ ขุนศึก และเจ้าที่ดินเป็นตัวแทน ให้กำลังหลักคือชาวนา กรรมกร โดยมีนายทุนน้อยเป็นกำลังส่วนหนึ่งที่ไว้ใจได้ ให้มีขอบเขตปฏิบัติงานในป่าเขาและชนบทอันกว้างใหญ่ไพศาล และรูปแบบหลักเป็นการปลุกระดมมวลชนให้เข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธโดยมีพ.ค.ท.นำโดยเด็ดขาด

ฟังดูแล้วน่าจะเป็นแนวทางที่มีเหตุผล แต่ตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่พ.ค.ท.ดำเนินงาน ไม่เคยมีใครถามถึงจุดเริ่มต้นการวิเคราะห์เช่นนี้ ถ้าการวิเคราะห์สังคมเป็นกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาได้มาจากความสัมพันธ์ระหว่างพรรคฯกับจีนหรือจีนเป็นผู้ชี้นำทางทฤษฎี การยอมรับและคิดเช่นนั้นก็คือลัทธิคัมภีร์ ที่มักจะชอบสวมหมวกให้คนอื่นนั่นเอง

กระบวนการคิดดังกล่าวแม้บางเรื่องไม่มีการเขียนเป็นกฎหรือข้อห้ามอะไร แต่คำว่าลัทธิหลายๆลัทธิทำให้เราตัวลีบ วิธีคิดเช่นนี้แทรกซึมและครอบงำทุกคนจนเป็นสำนึกในการปฏิบัติตลอดมา พวกเราบางคนตั้งประเด็นคำถามถึง “การสร้างคน” ของพรรคฯ ที่ทุกคนถูกสร้างและเหนี่ยวนำให้คิดและมองปัญหาคล้ายกันหมด เหมือนถูกแกะออกจากพิมพ์เดียวกัน

เดือนกันยายน 2523 ความร้าวฉานหนักหน่วงขึ้นจนฝ่ายนำท่านหนึ่งล้มป่วยลง มีการตั้งกลุ่มเจรจากันเพื่อหาทางไกล่เกลี่ยให้ความหมางเมินผ่อนคลายลง หัวหน้าหน่วยถามผมว่า จะวางอาวุธแล้วหรือ ผมตอบเลี่ยง ๆ เบี่ยง ๆ ในขณะที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะไปยืนตรงไหนต่อไป

พวกเรายังนั่งที่ห้องสมุดทุกคืน แสงจากตะลือบ๊อ(ขี้ไต้) จับที่ใบหน้าขาวซีดของทุกคน ควันดำ ๆ ลอยขึ้นรำไร จนดึกดื่น
สิ่งที่ตกผลึกที่ห้องสมุดก็คือ ที่นี่ไม่ใช่ที่ ๆ เราจะพบกับความสำเร็จในการต่อสู้เพื่อประชาชน ในการสร้างสังคมใหม่และไม่ใช่ที่จะอยู่ร่วมกันได้อีกแล้ว

หลังจากนั้นไม่นานห้องสมุดก็เงียบร้าง เขตป่าตะนาวศรีมีกองกำลังติดอาวุธอาศัยอยู่อีกหลายปี มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง การประชุม 3 วัน 7 คืน เป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงครั้งหนึ่งเท่านั้น แต่สำหรับผมมันมากพอที่จะให้จดจำ

***********

บันทึกในตอนที่ผ่านมา:

บันทึกอดีตสหายเดือนตุลา:ตะวันตกที่ตะนาวศรี

Wednesday, November 4, 2009

คนชั่วอย่างมนูญกฤตเป็นประธานวุฒิได้ยังไง?หนังสือถามไปยังเปรม

ที่มา THAILAND MIRROR

๑๐๖/๕ ซอยลาดพร้าว๓๕
ถ.ลาดพร้าว แขวงจันทน์เกษม
เขตจตุจักร กทม. ๑๐๙๐๐

๙ กันยายน ๒๕๕๑

กราบเรียน ฯพณฯ ประธานองคมนตรี (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์)
๑. กระผมมีเรื่องเรียนว่า ติดใจตลอดเวลาเกี่ยวกับคำพูดของฯพณฯถึงผมว่า “คนชั่วอย่างมนูญเป็นประธานวุฒิได้ยังไง ?”
เอาเรื่องประธาณวุฒิ กระผมได้รับการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมของวุฒิสภา ผมได้คะแนน ๑๑๔ เสียง ในขณะคนที่ ๒ ได้ ๒๘ เสียง ผมจึงได้เป็นประธานวุฒิสภาครับ
๒. ฯพณฯ ได้สั่งไม่ให้กระทรวงกลาโหมรับผมกลับเข้ารับราชการ คนที่ไปขอให้ผมและบอกผมคือ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์
๓. ฯพณฯ สั่งยิงและเก็บผม(ซึ่งเรื่องนี้ได้คุยกับ ฯพณฯ แล้ว เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๓๑ ตอนผมกลับมาจากประเทศเยอรมัน) คนที่บอกผมมีหลายคนและมีพฤติกรรมดังนี้
๔. ฯพณฯ เล่นการเมืองกับผมตั้งแต่ 1 เมษายน ๒๕๒๔ และผมเสนอให้ ฯพณฯ เข้าเฝ้าในหลวงตอนหัวค่ำเพื่อขอพระราชทานคำแนะนำ แต่ ฯพณฯบอกผมว่า ดึกแล้วไม่รบกวน แต่พอ พ.อ.ประจักษ์ ฯ จะยิง ฯพณฯท่าน ฯ ก็ให้ผมช่วย ผมก็ช่วย ทำให้ พ.อ.ประจักษ์ ฯ ไม่ยิง ฯพณฯ ท่าน
- คราวนี้ถึงข้อที่ผมติดใจว่า คนชั่วในความคิดของ ฯพณฯท่าน, ในสายตาของ ฯพณฯ ท่านผมไม่ทราบว่า ฯพณฯ ท่านพิจารณาจากปัจจัยอะไร ? ผมอยากทราบจริงๆ แต่ไม่เป็นไรครับ ผมอยากให้ ฯพณฯท่านพิจารณาตนเอง(รูป-นาม) ว่า ฯพณฯ จากที่เป็นแม่ทัพภาคที่ ๒ มาเป็นผู้ช่วยบัญชาการทหารบกนั้นเป็นอย่างไร ฯพณฯ มีเพื่อนเพียงไม่เกิน ๕ คน คือ พล.ต. สุดสาย,พล.อ.ประจวบ,พล.อ.ไพจิต,พล.ท.สท้าน ในขณะนั้น ฯพณฯ พูดกับ รณชัย(ปี้ด) ว่า ฯพณฯ ท่านคงเกษียนแค่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก แต่ผมคิดว่า เหล่าม้า เราหาคนดียาก ผมจึงนำเสนอเพื่อน ขอร้องให้พิจารณา ฯพณฯ เมื่อส่วนใหญ่เห็นด้วย ผมกับ พ.ท. ชัยชาญ เทียนประภาส จึงไปขอความกรุณาจาก พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมในขณะนั้น(กลางเดือน กันยายน ๒๕๒๑) ตอนแรก ฯพณฯ ถามผมว่าจะเอา พล.อ. เสริม ณ นคร ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ไปอยู่ที่ไหน แล้ว ๕ เสือ ทบ.เก่า อาวุโสกว่าทั้งนั้น เขาจะว่าอย่างไร ผู้ใหญ่ใน ทบ. , บก.สส.(เสือป่า) ในกลาโหม ขณะนั้นไม่มีผู้ใดเห็นด้วยเลยกับการที่ ฯพณฯ ท่าน จะเป็นผู้บัญชาการทหารบก โดยไปไล่ พล.อ.เสริม ณ นคร ฯพณฯท่าน ทราบไหมว่า ? ทำไมท่านจึงได้เป็นผู้บัญชาการทหารบก ๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ ข้ามผู้ใหญ่หลายคน และดันพล.อ. เสริม ณ นคร ซึ่งเป็นผบ.ทบ. ไปเป็น ผบ.สส.ด้วยความที่ ฯพณฯ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ต้องเสียสละให้ ฯพณฯท่าน ส่วนพล.อ. เสริม ฯ ต้องเสียใจมาก แต่ท่านดีใจบนความไม่สบายใจของอื่นแล้วท่านเคยถามผมสักคำไหมว่า ผมกับ พ.ท.ชัยชาญ เทียนประภาส ต้องปฎิบัติการอย่างไร ผมต้องทำทุกอย่างให้ ฯพณฯ ท่านเป็น ผบ.ทบ.ใน เดือนตุลาคม ๒๕๒๑ ให้จนได้ ในที่สุด ๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ ท่านก็ได้เป็น ผบ.ทบ. ท่ามกลางคนด่า ผมถูกรุ่นพี่ จปร.๕-๖ ด่าทุกวัน ท่านรู้ไหมครับ ? เขาด่าว่าผมทำลายระบบกองทัพบก อีกอย่างท่าน ฯพณฯ ไม่มีผลงานอะไร? ที่เป็นการริเริ่มและโดดเด่น และเป็นต้นเหตุให้เกิดการแตกความสามัคคีในกองทัพ



แม่ทัพภาค ๑ (พล.ท.อำนาจ ดำริห์การ) เรียกผมไปพบที่กองทัพภาคที่ ๑ ในขณะที่ผมเดินทางไปทหารราบ ร๑รอ. เขาเตรียมกำลัง เบิกอาวุธกันแล้ว แต่ถูก คุณหญิงแสงเดือนบอก พล.อ.เสริม ณ นคร ให้หยุดท่านจึงหยุด มิฉะนั้น เช้าวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ คงได้มีการปะทะกันระหว่าง ทหารม้า(ผม) กับทหารราบแล้ว ฯพณฯ ท่านเคยทราบบ้างไหมครับ ? แล้ว ฯพณฯ ท่านก็เสวยสุข เอาแต่เพื่อน ๆ และคนคอยประจบสอพลอ มาใช้อย่างใกล้ชิด ทำผิดระบบ “คุณธรรม” ( MERIT SYSTEM) ทางการ จึงทำให้ทหารซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการปัองกันประเทศต้องอ่อนแอลง นับตั้งแต่ ฯพณฯ เป็น ผบ.ทบ. เป็นต้นมา แล้ว ฯพณฯรู้ไหมว่า จะมีคนยิง ฯพณฯ ที่หนองคุง แต่ผมก็ต้องเอาตัวผมกัน ฯพณฯท่านไว้ ที่ผมเล่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งตอนที่ ฯพณฯ ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก เมื่อ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ ผมชั่วใช่ไหมครับ ?
สมัคร สุนทรเวช สัมภาษณ์ ด่าว่าเอาหมาขี้เรื้อนที่ไหนมาเป็น ผบ.ทบ.พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิต รู้จึงได้ไปว่านายสมัคร ครับ ผมชั่วใช่ไหมครับ? ที่ทำให้ท่านเป็นผู้บัญชาการทหารบก ฯพณฯ ท่านครับ ใครเป็นคนไปกับ ฯพณฯ ที่เข้าไปพักบ้านสี่เสา จนถึงปัจจุบัน ทั้งที่ พล.อ กฤษณ์ สีวะรา บอกผมว่า บ้านสี่เสาอนุญาตให้ พล.ร.อ สงัด ชะลออยู่ พักแทนท่านเพราะตอนนั้นท่านอยู่สวนพุดตาน ผมชั่วใช่ไหมครับ ? ฯพณฯ ท่านสั่งยิงผม ทั้งๆ ที่ผม SAFE ชีวิตฯพณฯท่าน ตลอดเวลา ทำคุณบูชาโทษ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการเป็น ผบ.ทบ.ของ ฯพณฯ ท่าน ยังมีอีกครับ
ส่วนตอนที่สอง คือ เดือนพฤกษภาคม ๒๕๒๒ ฯพณน ท่านเป็นรัฐมนตรีการกลาโหม และตอนที่สาม คือ เดือนมีนาคม ๒๕๒๓ ฯพณฯท่านเป็นนายกรัฐมนตรี (แล้วผมจะอธิบายรายระเอียดในการปฎิบัติที่แสนยากเข็นอย่างไร? ) รวมทั้ง เบื้องหลัง ๑ เมษายน ๒๕๒๔ และ ๙ กันยายน ๒๕๒๘ ครับ ...
ในคืนวันหนึ่งกลางเดือนกันยายน ๒๕๒๑ ฯพณฯ จำได้ไหมว่า ฯพณฯ พูดว่า “ต้องเป็นเดี๋ยวนี้”ที่บ้านพัก ผช.ผบ.ทบ. (สวนรื่น) ถ้าไม่ได้ก็ต้องยึดอำนาจ ผมเป็นผู้เรียนฯพณฯว่า ต้องเข้ากราบพระบาททูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อน ฯพณน พยักหน้า ผมก็สั่งเตรียมกำลังหลังจากนั้น ผมและพ.อ.แสงศักดิ์ ฯ พ.ท.ชัยชาญ เทียมประภาส จึงไปบ้าน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ และเข้าไปในคืนวันนั้นเลย และไปเรียนขอตำแหน่งผบ.ทบ.ให้ ฯพณฯ ท่าน ปัญหากองทัพที่เป็นวิกฤตมาจากสมัยท่านเป็น ผบ.ทบ.และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้กองทัพอ่อนแอ และแตกความสามัคคีเช่น ปล่อยให้มีการโกงทุกระดับ ทั้งผู้บังคับหน่วย,ข้าราชการทุกระดับ(การจัดซื้อ,จัดจ้าง, รับเหมก่อสร้าง) โดยเฉพาะการจัดซื้ออาวุธยุทธโทปกรณ์ที่ไร้ประสิทธิภาพ ท่านปล่อยนายทหารที่มีโอกาสโกง ดูผลจากความมั่นคง ร่ำรวย ของนายทหารทุกชั้นยศ ที่ทำงานเกี่ยวกับการเงิน นายทหารที่เคยยากจน เดี๋ยวนี้มั่งคั่ง ,ร่ำรวยผิดปกติ เช่น พล.อ.อู๊ด เบื้องบน ,พล.อ มงคล อัมพรพิสิฐ ,พล.อ. เชษฐา ฐานะจาโร โดยเฉพาะ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ซึ่งกระทำผิดกฎหมายเรื่องบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ (เขายายเที่ยง) และยังมีอีกว่า(ครั้งหนึ่งฯพณฯท่านเคยพูดกับผมว่า พล.อ.สุรยุทธ ฯ ไม่มีปมด้อย และ ครั้งหนึ่งเมื่อก่อนเดือนกันยายน ๒๕๒๑ ฯพณฯ ท่านเคยพาพวกผมไปบ้านของ ฯพณฯ ท่านเองที่เขาใหญ่ก่อนที่ ฯพณฯ ท่านจะเป็นผบ.ทบ. )เช่นกัน
ยังมีอีกเรื่องคือ พ.ท.ชัยชาญ เทียนประภาส ยังเป็นคนสำคัญและเป็นหลักช่วย ฯพณฯ ท่านโดยไม่หวังผลอะไรเลย ซึ่งตอนนั้น ฯพณฯ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ฯ เป็นนายกฯ ก็เชื่อในเหตุผลของ พ.ท.ชัยชาญ ฯ และสนับสนุน ฯพณฯ ให้เป็น ผบ.ทบ.
แต่พ.ท. ชัยชาญก็มาถูกยิงที่ จ.อุบลราชธานี ในเขตพื้นที่ กองทัพภาคที่ ๒ ซึ่งตอนนี้ ฯพณฯ ท่านเป็น ผบทบ. รมว.กลาโหม และ นายกรัฐมนตรี จนป่านนี้เวลาล่วงเลยมา ๒๘ ปีแล้ว แต่ฯพณฯ ท่านคงรู้อยู่แก่ใจว่าใครเป็นคนสั่งยิง พ.ท. ชัยชาญ เทียนประภาส ฯพณฯ ท่านต้องรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ฯพณฯ ท่านคิดว่าสมัยนั้น ฯพณฯ ท่านได้ทำถูกต้องตามหลักคุณธรรมและบริหารประเทศดีแล้วหรือ ครับ ?

ขอแสดงความนับถือ
พล.ต. (ลายเซ็น)
( มนูญกฤต รูปขจร )

โทร.๐๒-๕๑๒๕๒๕๒
โทรสาร.๐๒-๕๑๒๒๕๕๒


หมายเหตุ
กองบรรณาธิการ Voice of Taksin ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า หนังสือลงวันที่ 9 กันยายน 2551 ฉบับนี้ของ พล.ต. มนูญกฤต รูปขจร ที่ได้เขียนถึง พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี จะเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าต่อชนรุ่นหลัง ซึ่งการอ่านทำความเข้าใจ และการตีความนั้นย่อมเป็นสิทธิ์ที่อยู่อ่านสามารถใช้ดุลยพินิจได้ด้วยตนเอง
ทั้งนี้ได้พิจารณาแล้วเห็นควรจะนำเสนอโดยไม่มีการตัดทอนใด ๆ รวมทั้งเห็นควรที่จะไม่ปิดบังชื่อของผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะทุกท่านก็ล้วนแต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมืองที่มีตำแหน่งสำคัญทั้งในอดีตและปัจจุบันอีกทั้งยังเป็นบุคคลสาธารณะที่ต้องให้สังคมสามารถตรวจสอบได้ทั้งสิ้นการพิมพ์จึงน่าจะเกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านและประเทศชาติโดยรวม นิตยสาร Voice of Taksin มีความยินดีและพร้อมเปิดกว้างที่จะให้ท่านที่มีชื่อปรากฏในเอกสารลับนี้ และอาจจะได้รับความเสียหาย ใช้พื้นที่แบบไม่จำกัดเพื่อการชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวท่านและช่วยการชำระสะสางสิ่งที่สังคมไทยสมควรจะได้รับรู้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ที่มา Voive of Taksin ปีที่ 1 ฉบับที่ 8 ปักษ์แรก พฤศจิกายน 2552 ...สองแนวรบสยบ...เปรม....

"แม้ว"ยำเละเอสพี2เตือนเจ๊ง ป้อง"จิ๋ว"เปล่าพูดรัฐปัตตานี

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในระหว่างจัดรายการวิทยุผ่านเว็บไซต์ทักษิณไลฟ์ (www.thaksinlive.com) ว่า ในโอกาสวันลอยกระทงน่าจะได้ลอยเคราะห์ลอยโศกออกไปได้แล้ว คิดถึงบรรยากาศและหวังว่าไม่ช้าไม่นานก็จะมีโอกาสกลับบ้านเกิดเสียที จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณวิพากษ์วิจารณ์นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ "ไทยเข้มแข็ง" ของรัฐบาลว่า การจะใช้เงินอะไรควรมีแผน ไม่ใช่เอาเงินมาตั้งแล้วอยากได้อะไรก็เขียนๆ เสียบลงไปแล้วต่อรองกันในพรรคร่วมรัฐบาล

"นโยบายที่รัฐบาลผมทำมาในอดีต และเราไม่เคยเรียกมันว่าประชานิยม แต่พวกท่านไปตั้งชื่อให้เองว่าประชานิยม แล้ววันนี้มาลอกก็ลอกไม่เป็น เพราะท่านไม่เข้าใจปรัชญาของมัน ประเทศไทยใช้ประชานิยมและรัฐสวัสดิการไม่ได้ จะเจ๊งทั้งคู่ เพราะประเทศมีสองสังคม แต่ต้องใช้เงินที่เหลือในระบบมาจุนเจือแบ่งๆ กันไป ซึ่งการเปลี่ยนของคุณ ผมบอกได้เลยว่าล้มละลายแน่ ผมเป็นอดีตนายกฯ ก็อยากช่วยประเทศ แต่มาคิดว่าผมเป็นศัตรู แล้วก็ไม่มานั่งคุยกับผมเอง" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว และว่า วันนี้ปัญหาสังคมดูเหมือนรัฐบาลละเลย ทำให้มีข้อสงสัยว่าอาจจะมีข้อตกลงกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือเปล่า หวยบนดินก็เอาลงดิน ยาเสพติดก็ละเลย ก็เป็นห่วงว่ามีข้อตกลงเรื่องพวกนี้หรือเปล่า ถ้าไม่จริงก็ขอให้ปราบเสีย

อดีตนายกฯกล่าวว่า วันนี้มีข่าวเรื่อง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แกนนำพรรคเพื่อไทย พูดเรื่องนครรัฐปัตตานี ซึ่งตนยืนยันว่า พล.อ.ชวลิตไม่ได้พูดอย่างนั้น แต่พูดว่าเหมือนพัทยาหรือ กทม. ที่เอาคนท้องถิ่นมาเลือกตั้งเหมือนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิเศษ แต่มีการบิดข่าวแล้วออกมาโจมตี ซึ่งรัฐบาลนี้ถนัดเหลือเกิน เพราะตนก็เคยโดนหาว่าขายชาติ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเอาชาติไปขายได้อย่างไร เพราะวันนี้ยังไม่มีที่จะอยู่เลย

(กรอบบ่าย)

"บิ๊กจิ๋ว"ขายฝัน"นครปัตตานี" "ไอเดียดี"บนโคลนการเมือง

ที่มา มติชน



ลีลาพลิกพลิ้วในการให้สัมภาษณ์ของ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย (พท.) จนหมิ่นเหม่กับการพูดไม่รู้เรื่องที่คนทั่วไปเคยชาชินนั้น เกือบทำให้เจ้าตัวเสียคนในการให้ข่าวเปิดตัวนโยบาย "ไทยร่มเย็น เป็นมิตรเพื่อนบ้าน" วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

เมื่อคนทั่วไปต่างเข้าใจว่านโยบายดับไฟใต้ที่ "พ่อใหญ่จิ๋ว" เสนอ คือการจัดตั้ง "นครรัฐปัตตานี" ที่ตรงกับความต้องการของผู้ก่อความไม่สงบซึ่งหวังสถาปนารัฐปัตตานี ทำเอา เจะอามิง โตะตาหยง ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโหวกเหวกว่า เป็นการซ้ำเติมโหมไฟ

และเปิดช่องให้ "เทพเทือก" สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ได้ทีออกฟุตเวิร์กว่า รู้จักกับ พล.อ.ชวลิตมา 30 ปี บางทีพูดอะไรก็งงๆ ขอเวลาไปศึกษาก่อนว่าท่านหมายความว่าอย่างไร แต่ถ้าเป็นการทำให้ปกครองเอกเทศคงยอมไม่ได้

ดักคอป้ายสีไว้ล่วงหน้า

ทั้งที่ข้อเสนอของพ่อใหญ่จิ๋วก็คือการจัดตั้ง "นครปัตตานี" ที่มีลักษณะคล้าย จ.เชียงใหม่ หรือ กทม. พัทยา โดยให้เหตุผลว่า "ปัญหาภาคใต้ เกิดจากการไม่ได้รับความเป็นธรรม การปกครองที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้นนโยบายพรรคเพื่อไทยคือให้ชาวบ้านดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง"

อันที่จริงแล้ว แนวคิด "ให้ชาวบ้านได้ปกครองกันเอง" ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการพูดถึงเขตบริหารพิเศษหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนเลยที่หยิบมาปฏิบัติอย่างจริงจัง เพราะเห็นว่าน่าจะมีผลเสียมากกว่าผลดี

ย้อนความทรงจำ ความไม่สงบด้ามขวานไทย เริ่มต้นเวลารุ่งสางของวันที่ 4 มกราคม 2547 เมื่อเกิดเหตุปล้นปืนจากค่ายทหาร ใน จ.นราธิวาส

ขุนพลพรรคสะตอมักแจงสาเหตุที่ปัญหานี้เรื้อรัง ว่ามาจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไปประกาศยุบกองกำลังผสมพลเรือนทหารตำรวจ หรือ พตท.43 ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ทำให้แนวทางการพัฒนาขาดตอน พร้อมตอกย้ำว่า นายกฯคนเหนือไม่เข้าใจจิตใจและวิถีชีวิตคนใต้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม

แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีโอกาสได้เป็นรัฐบาล สถานการณ์ในพื้นที่แม้จำนวนการก่อเหตุจะลดลง แต่ความรุนแรงกลับเพิ่มขึ้น

แกนนำ ปชป.คนหนึ่ง ยอมรับว่า การแก้ปัญหาใต้ของรัฐบาลแม้ยังไม่ล้มเหลว แต่ไม่ค่อยคืบหน้ามากนัก ปัญหาสำคัญนอกจากการต่อกับทางการมาเลเซีย โดยเฉพาะกับพรรคฝ่ายค้านมาเลย์ที่มีอิทธิพลทางตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย ที่ยังต่อไม่ติด

ยังมีปัญหาด้านโครงสร้างที่ใช้ กอ.รมน.เป็นหน่วยงานหลัก ทำให้อิทธิพลสีเขียวเต็มพรืดพื้นที่สีแดง จนงบประมาณที่รัฐบาลเคยทุ่มลงไปหลายหมื่นล้าน มีเม็ดเงินถึงมือชาวบ้าน จริงๆ ไม่กี่พันล้านเท่านั้น

"ตราบใดที่ยังใช้มิติด้านความมั่นคงนำ ไม่มีทางแก้ปัญหาภาคใต้ได้สำเร็จ จะรอให้ ศอ.บต. ใหม่เกิดก็ยังไม่รู้ว่าจะทันกาลหรือเปล่า" บิ๊ก ปชป.คนหนึ่งระบุ

การเปิดนโยบายดับไฟใต้ของ พท. ด้านหนึ่งจึงเป็นการดิสเครดิต ปชป.ด้วยว่า เป็น พรรคของคนใต้แท้ๆ ทำไมถึงดับไฟใต้ไม่ได้สักที!

ว่ากันว่า นครปัตตานี เป็นความฝันของ พล.อ.ชวลิตที่เจ้าตัวคาใจมานาน

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงคนหนึ่ง เปิดเผยว่า พล.อ.ชวลิตได้รับแนวคิดนี้มาจากการเจรจากับแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น หลายปีก่อน ที่มีการยื่นข้อเสนอให้ตั้งจังหวัดชายแดนใต้ไทยเป็นเขตปกครองตนเอง โดยให้ จ.ปัตตานีเป็นศูนย์กลาง และให้คนท้องถิ่นเลือกผู้บริหารกันเอาเอง

แต่ พล.อ.ชวลิตได้นำข้อเสนอนี้ไปปรับให้โทนอ่อนลง ให้มีเพียงการเลือกผู้บริหารของตัวเองเช่นเดียวกับ จ.เชียงใหม่และ กทม.เท่านั้น

แต่ท้ายสุดข้อเสนอนี้ก็แท้งไป หลังเกิดความแตกแยกในหมู่แกนนำบีอาร์เอ็นด้วยกัน

แต่เมื่อ พล.อ.ชวลิตคิดปัดฝุ่นแนวคิดนี้มาใช้อีกครั้ง นักการเมืองสุดเขี้ยวฟากรัฐบาลก็ออกโรงสกัดทันที อย่างคำพูดของนายสุเทพที่กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวอย่างมีเลศนัย ว่า

"คนที่เคยฆ่าประชาชนจะมาทำตัวเป็นพระเอก"

ซึ่งไม่รู้ว่าหมายถึงใคร แต่ภาพของ พล.อ.ชวลิตที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดจากการสั่งสลายม็อบ 7 ตุลาคม 2551 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต รวมถึงคนสนิทอย่าง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.รมน.กับเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ กลับลอยเด่นออกมาทันที

น่าจับตาว่า พล.อ.ชวลิตปลุกปั้น "ความฝัน" เรื่องนี้จนสำเร็จหรือไม่?

เพราะภาพของ "บิ๊กจิ๋ว" กับความล้มเหลวในการบริหารประเทศ ผูกติดกันอย่างแยกไม่ออก

หรือเรื่องนี้จะเป็นแค่ 1 ในมุขแคมเปญทัวร์รอบบ้านด่ารัฐบาลตัวเอง เพื่อให้ต่อยอดไปสู่การชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดงในเดือนธันวาคม เท่านั้น!??

กุญแจสำคัญ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




เป็นประเด็นที่ต้องตามติดกันต่อไป

ว่าการที่ นายราเกซ สักเสนา ผู้ต้องหา "ตัวพ่อ" ในคดียักยอกทรัพย์แบงก์บีบีซี ถูกส่งตัวจากแคนาดามาเข้าคุกเมืองไทย

ใครจะหายใจไม่ทั่วท้องกันบ้าง?

โดยเฉพาะนักการเมืองที่เคยมีส่วนรวมหัวกันปล้นเงินแบงก์บีบีซี จนกลายเป?นจุดเริ่มของวิกฤต "ต้มยำกุ้ง" เมื่อปี 2540 สะเทือนกันทั้งภูมิภาคเอเชีย

การกลับมาของนายราเกซ ทำให้ชื่อของนักการเมืองกลุ่ม 16 ถูกรื้อฟื้นนำมาพูดถึงอีกครั้ง

ถึงแม้บางคนในกลุ่ม 16 ได้วางมืออำลาจากการเมืองไปแล้ว

แต่ส่วนใหญ่ยังมีบทบาทสำคัญทั้งฉากหน้าและฉากหลัง อีกทั้งหลายคนยังเป็นแกนนำ "ตัวจริง" ของพรรคร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบันอีกด้วย

ในส่วนของภาคการเมืองนั้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คือหนึ่งในผู้ร่วมเขียนตำนานคดีแบงก์บีบีซี

ในฐานะผู้เปิดโปงขบวนการปล้นบันลือโลก ที่เป็นการร่วมมือกันระหว่างผู้บริหารระดับสูงของธนาคารและนักการเมืองกลุ่มหนึ่ง

ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา เมื่อปี 2539

กระทั่งเวลาล่วงเลยมานานกว่า 10 ปี การเมืองบนพื้นฐานคำว่า "ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร"

นายสุเทพยืนยันว่าภารกิจของตนเองเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ไปแล้วตั้งแต่การอภิปรายครั้งนั้น

เมื่อนายราเกซ ถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในไทยจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของตำรวจต้องดำเนินการ

ชัดเจนสำหรับท่าทีของ "เทพเทือก"

กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่มาร่วมงานกันเป็นรัฐบาลก็ดำเนินไปในลักษณะสามวันดีสี่วันไข้มาตลอด

มีเรื่องกระทบกระทั่งกันอยู่เนืองๆ

ตั้งแต่เรื่องการรับจำนำพืชผลการเกษตร การแต่งตั้งผบ.ตร. การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การโยกย้ายข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดเรื่องไล่ออกพนักงานการรถไฟฯ

ฝุ่นยังไม่ทันจางก็มีประเด็นเรื่องแบงก์บีบีซีโผล่แทรกขึ้นมาเขย่าความสัมพันธ์ของ 2 พรรคนี้อีก

โดยคราวนี้มีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ และว่าที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรีคนใหม่

เป็นกุญแจสำคัญที่จะไขไปสู่จุดไคลแมกซ์ของเรื่อง

การตัดสินใจของนายกอร์ปศักดิ์ไม่เพียงแต่เกี่ยวพันกับเกียรติภูมิส่วนตัว

แต่ยังเกี่ยวพันไปถึงเกียรติภูมิของรัฐบาลชุดนี้อีกด้วย

"นครปัตตานี"ตอบโจทย์ไฟใต้?

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




1.อิสมาแอ อาลี / 2.ศรีสมภพ จิตรภิรมย์ศรี

ข้อเสนอแนวทางตั้ง "นครปัตตานี" แก้ปัญหาไฟใต้ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ถูกขยายความทั้งในแง่ลบและบวก

นักวิชาการและกรรมการอิสลาม ในฐานะคนพื้นที่และคลุกคลีกับปัญหาอย่างต่อเนื่อง มองข้อเสนอนี้ในมุมไหน อย่างไร



1.อิสมาแอ อาลี

ผอ.วิทยาลัยอิสลามศึกษา มอ.ปัตตานี



ความคิดเห็นที่เสนอต่อสาธารณะจากทุกฝ่ายเราต้องรับฟัง นำมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ว่าถูกต้องหรือไม่ จะแก้ปัญหาระยะยาวได้หรือไม่ ปัญหาหลักคืออะไร

นครปัตตานี อาจตอบโจทย์ได้บางอย่าง ผมให้เครดิตที่เสนอ แต่ประเด็นหลักที่ผมเข้าใจคือทำอย่าง ไรให้คนในพื้นที่รู้สึกภูมิใจในอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ ภูมิใจในประวัติ ศาสตร์ชาติพันธุ์ โดยอยู่ในกรอบกฎหมาย

หากข้อเสนอเป็นอย่างที่กล่าวมาก็พอตอบโจทย์ได้ แต่ต้องศึกษาวิจัย สอบถามทั้งคนรับผิดชอบ ประชาชนในพื้นที่และส่วนที่เกี่ยวข้อง ว่ารูปแบบปัญหานี้จะแก้อย่างถาวรควรทำอย่างไร

ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีหลายฝ่าย หลายหน่วยงานที่ศึกษาพบว่าไม่ใช่ความขัดแย้งศาสนา บางคนบอกต้องแก้ 1.ความเป็นมลายู 2.เอกลักษณ์ เพราะปัตตานีมีประวัติของตัวเอง 3.วัฒนธรรมที่แตกต่าง จะแก้อย่างไรให้คนในพื้นที่ได้สิทธิในการอนุรักษ์เรื่องเหล่านี้

การลงพื้นที่ของพล.อ.ชวลิต เราก็ต้องเปิดกว้างรับความช่วยเหลือ เพียงแต่จะตอบโจทย์ได้สมบูรณ์หรือไม่ อาจตอบได้ส่วนหนึ่ง เหมือนการมีศอ.บต. ที่อาจแก้เรื่องความเป็นเอกภาพของส่วนราชการที่ลงมาแก้ปัญหา แต่ปัจจุบันปัญหาพัฒนาไปมาก ศอ.บต.รูปแบบเดิมคงไม่สามารถตอบโจทย์ได้

ข้อเสนอจากฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านยังไม่เห็นแนวทางที่จะตอบโจทย์ได้เลย เพราะปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ไม่ใช่ปัญหาระบบราชการ กองกำลัง หรือกองทัพ แต่เป็นปัญหาการเมืองที่ต้องแก้โดยวิธีทางการเมืองและน่าจะเป็นเหตุผลหลัก

รัฐบาล-ฝ่ายค้านขัดแย้งกัน ผมพอเข้าใจและรับได้ แต่ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้น่าจะจับมือกันแก้ไขเพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์ชาติและเรื่องเร่งด่วน

การแก้ปัญหาต้องมีเอกภาพและได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย

3.หะยีอับดุลรอชัค อาลี /4.อัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง/5.อับดุลอาซิซ ตาเดอินทร์





2.ศรีสมภพ จิตรภิรมย์ศรี

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี

ผอ.ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้



มองแง่ปัญหาเชิงโครงสร้าง แนวคิดของพล.อ.ชวลิตอาจเป็นส่วนหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหาได้ด้วย หากมองแบบให้สิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและอัตลักษณ์ ก็แก้ปัญหาได้

ไม่ได้แปลกใหม่ เป็นข้อเสนอที่ทำให้การบริหารเหมือน กทม. พัทยา เป็นรูปแบบการปกครองท้องถิ่นตามกฎหมายการปกครองของไทย

เป็นทางเลือกหนึ่งในหลายรูปแบบที่นักวิชาการผู้ศึกษาวิจัยเรื่องนี้เสนอโมเดลมาแล้ว เช่น การบริหารในรูปแบบทบวง การปกครองพิเศษในภาคใต้ อาจมีกระทรวงขึ้นมาดูแลโดยตรง มีการเสนอเป็นเขตปกครอง พิเศษเหมือนอาเจะห์ อินโดนีเซีย หรือการปกครองพิเศษในจีน

ข้อเสนอที่จะแก้ปัญหาได้ต้องลดเงื่อน ไขสงคราม เชื่อมโยงอัตลักษณ์ เรื่องท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ชาติ พันธุ์ ศาสนา โครง สร้างการปกครอง การบริหาร ซึ่งจะแก้ปัญ หาเรื่องอำนาจรัฐ เรื่องความยุติธรรมได้ด้วย และจะทำให้สอดคล้องการปกครองส่วนท้องถิ่นได้ ต้องดูว่าเป็นโครงสร้างที่ท้องถิ่นมีส่วนร่วมได้อย่างไร

การบริหารจัดการปัตตานีมีหลายรูปแบบ หลายรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้ดำเนินการ อาจไม่ไว้ใจคนชายแดนภาคใต้ มองว่าขัดแย้งรัฐธรรมนูญ ขัดหลักรัฐเดี่ยว ในรัฐธรรมนูญมาตรา 1

ความจริงสามารถเดินไปได้ด้วยกันกับรัฐเดี่ยวและการปกครองพิเศษ ไม่ขัดแย้งกัน แต่ใช้ความกลัวว่าขัดหลักการนี้เป็นข้ออ้าง รูปแบบการปกครองเป็นคนละเรื่องกับเรื่องความมั่นคง เรื่องทหาร

ส่วนกฎหมายที่แข่งกันเสนอเข้าสภาตอนนี้ มีร่างที่ก้าวหน้ากว่าของรัฐบาลคือ ร่างของน.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ ที่มีเรื่องสมัชชาประชาชน และร่างของนายนัจมุดดีน อูมา ที่ปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมด เป็นโครงการกระทรวงใหม่ทั้งชุด มีเรื่องการบริหารงานภูมิภาคและท้องถิ่นในรูปแบบของการบริหารงานแบบพิเศษ

ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นต้องแก้ด้วยการเมือง การปกครอง การบริหารที่เป็นนโยบายใหม่ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นจะไม่สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น ขณะที่ปัจจุบันเน้นที่การทหารเป็นหลัก

รัฐบาลน่าจะพิจารณาทางเลือกต่างๆ ศึกษารายละเอียดให้ประชาชนมีส่วนร่วมพิจารณาด้วย จะช่วยแก้ปัญหาภาคใต้ได้



3.หะยีอับดุลรอชัค อาลี

ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.นราธิวาส

อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)



พล.อ.ชวลิตยังไม่ได้อธิบายถึงรายละเอียดว่านครปัตตานี ตามแนวคิดของท่านเป็นอย่างไร

หากถามคน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เชื่อว่ามีแนวคิดเรื่องเขตปก ครองแบบ กทม. และเมืองพัทยา อยู่แล้ว แต่ต้องพิจาร ณาให้รอบคอบเรื่อง "จุดสมดุล" ของการกระจายอำนาจการบริหาร

ต้องคำนึงว่าฝ่ายนโยบายคือรัฐบาลและประชาชนทั้ง 3 จังหวัดมีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่าควรอยู่ตรงไหน

ส่วนความหวาดกลัวว่าการแยกเป็นเขตปกครองพิเศษแล้วจะทำให้ไทยเสียดินแดนหรือการปกครอง

ต้องทำความเข้าใจร่วมกันตั้งแต่ระดับรัฐบาลและท้องถิ่น ไม่ว่ารูปแบบการปกครองจะออกมาอย่างไร ความสำคัญอยู่ที่ทุกคนต้องยอมรับได้ คงไม่ใช่เรื่องการเสียดินแดนอย่างที่ คิดกัน

การเสนอนครปัตตานีของพล.อ.ชวลิตเป็นเพียงนามธรรม เป็นจิตวิทยา ยังไม่ใช่แนวปฏิบัติที่คนทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าใจ ต้องนำไปพิจารณาผลดีผลเสีย ยังบอกไม่ได้ว่าสนับสนุนแนวคิดนี้หรือไม่ ขอศึกษารายละเอียดและฟังหลายฝ่ายว่ามีความคิดเห็นอย่างไร ข้อเสนอของพล.อ.ชวลิตยังไม่ตกผลึกพอที่จะให้คำตอบได้

สำหรับนโยบายกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น นายกฯ และรัฐบาลมีความตั้งใจดี แต่วันนี้นโยบายดังกล่าวยังไม่เป็นรูปธรรมเพียงพอ แต่ไม่ใช่เรื่องต้องมาตำหนิกัน เพราะทุกรัฐบาลมีนโยบายการแก้ปัญหาที่ต่างกัน

ถ้าให้ตอบวันนี้ยังไม่มีรัฐบาลไหนเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา อย่างแท้จริง ต้องปรับปรุงอีกมาก รัฐบาลต้องได้รับความร่วมมือจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง



4.อัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง

อดีตคณะกรรมการอิสระ

เพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ(กอส.)



เรื่องนครปัตตานี เป็นแนวคิดที่ดี น่าจะเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ปัญหา

การขับเคลื่อนของพล.อ.ชวลิตมี 2 นัยยะ 1.การใช้วิกฤตปัญหาความอ่อนแอและความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ปัญหา ภาคใต้ เป็นโอกาส 2.การเสนอทุนเดิมเรื่องความสำเร็จที่เคยมีไว้แก่คนมุสลิม โดยการให้โอกาสคนมุสลิมขึ้นมานั่งเป็นประธานรัฐสภา และรัฐมนตรี

งานหนักคือปัญ หาภาคใต้ต้องใช้การเมืองเป็นทางออก ซึ่งจำเป็นต้องแปลงสัญญาณความคิดในการแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เช่น เรื่องการใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกอย่างเต็มรูปแบบ การถอนหรือการเลิกใช้กฎหมายที่กระทบและล่อแหลมกับการทำลายสิทธิมนุษยชน การใช้กำลังทหารที่มากเกินความจำเป็น

ตลอดจนส่งเสริมการศึกษา การพัฒนารายได้ การพัฒนาการเมืองภาคประชาชน เพื่อนำไปสู่การปกครองที่ประชาชนต้องการตามรูปแบบการกระจายอำนาจอย่างสมบูรณ์แบบ

อย่าใช้หรือเล่นการเมืองเพื่อประโยชน์แก่งานการเมืองของพรรคหรือพวกเพียงอย่างเดียว



5.อับดุลอาซิซ ตาเดอินทร์

ที่ปรึกษาสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย



5 ปีที่ผ่านมา เหตุ การณ์ไม่ได้ดีขึ้น รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญในการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของเขตปกครองพิเศษ โดยใช้กฎหมายและรัฐ ธรรมนูญของไทย ผมมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

ถ้าจะเรียกว่านครปัต ตานี อาจถูกต่อต้าน แต่ถ้าเรียกว่าเขตปกครองพิเศษอย่างเช่นพัทยาหรือกทม. ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ผมเห็นด้วย เนื่องจากสอดคล้องกับแนวคิดของภาคประชาชนและองค์กรต่างๆ ในพื้นที่

จริงๆ แล้วการปกครองที่ว่านั้นคือการกระจายอำนาจ

เนื่องจากที่ผ่านมาในพื้นที่ไม่ได้มีอำนาจในการปกครองอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่ยังเป็นอำนาจที่มาจากส่วนกลางมากกว่า หากสามารถกระจายอำนาจลงพื้นที่ได้เต็ม ปัญหาต่างๆ ก็จะหมดลง

หากนำนโยบายดังกล่าวมาใช้ ความรุนแรงในพื้นที่ก็มี ความเป็นไปได้ว่าจะลดลง เนื่องจากประชาชนมีส่วนร่วมแก้ปัญหา

ข้อยกเว้นส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ที่มา ไทยรัฐ

บทความของ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายคำว่า การส่งผู้ร้ายข้ามแดน ไว้สั้นๆง่ายๆ โดยทั่วไปแล้วเป็นช่องทางประชาคมระหว่างประเทศในการที่จะติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดหรือผู้ถูกกล่าวหาหนีไปประเทศอื่น

แต่ด้วยข้อจำกัดของ อำนาจอธิปไตย เมื่อไม่ได้รับความยินยอมจากรัฐใดรัฐหนึ่งก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปใช้อำนาจอธิปไตย เหนือกว่ารัฐนั้นไม่ได้

จึงเกิดความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนขึ้นมา โดยต้องขีดเส้นใต้ประโยคที่ว่า เป็นความร่วมมือ จะไปบังคับกดดันย่อมไม่ได้เช่นกัน หลักใหญ่ใจความก็คือต้องได้รับความยินยอมจากประเทศนั้นก่อน จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

แม้จะไม่มีสัญญาระหว่างกัน รัฐก็จะสามารถใช้หลักต่างตอบแทนได้

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน ก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อมีคำร้องขอให้ส่งผู้ร้าย ข้ามแดนแล้วก็จะได้รับตัวตามคำร้องขอเสมอไป

จะต้องมีกฎเกณฑ์เงื่อนไขในการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเป็นตัวกำหนดด้วย โดยทั่วไปก็คือ ความผิดนั้นจะต้องเป็นความผิด ที่ทั้งสองประเทศบัญญัติว่าเป็นความผิดทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเรียกฐานความผิดนั้นว่าอะไรก็ตาม

ต้องมีการ ระบุโทษขั้นต่ำของการกระทำความผิดไว้เป็นมาตรฐาน และเมื่อมีการส่งตัวให้ดำเนินคดี รัฐที่ขอตัวจะสามารถพิจารณาคดีและลงโทษตามที่ร้องขอไว้เท่านั้น

ทั้งนี้ มีข้อยกเว้นที่เป็นสากลก็คือ ประเด็นความผิดทางการเมือง ซึ่งก็จะมีปัญหาอยู่ไม่น้อย เนื่องจากคำว่าความผิดทางการเมืองสามารถมีความเห็นที่แตกต่างกันได้

แบ่งเป็นความผิดทางการเมืองโดยแท้ เช่น ความผิดฐานกบฏ การยุยงปลุกปั่นทางการเมือง การทำจารกรรม การต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมือง การวิจารณ์ทางการเมือง เป็นต้น

ส่วนความผิดที่มี ลักษณะเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับการเมือง เช่น ในระหว่างที่มีการชุมนุมประท้วงอาจมีการกระทำความผิดทางอาญาพ่วงเข้ามาด้วย ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาก็อาจจะต่อสู้ว่าแยกออกจากการชุมนุมประท้วงไม่ออก อาจถือได้ว่าเป็นลักษณะเกี่ยวข้องกับการเมืองได้

หรืออย่างกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อาจจะต่อสู้ว่าที่ถูกตัดสินดำเนินคดีอาญา เพราะมีเหตุผลอันเกี่ยวเนื่องมาจากเหตุการณ์ยึดอำนาจที่ผ่านมาก็ได้

นอกจากนี้ ยังคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ที่จะต้องได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ศาลจะหยิบยกสิ่งเหล่านี้มาเป็นเหตุผลในการพิจารณายกเว้นการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้ทั้งสิ้น ยิ่งถ้าประจักษ์ว่าการกระเหี้ยนกระหือรือให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองด้วยแล้ว เอวัง.

หมัดเหล็ก
mudlek@hotmail.com

จ่อเสียบตามโปรแกรม

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_44333

"ป่วยการเมือง"

ในเครื่องหมายคำถามโดยภาพข่าวบนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับเช้าวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ยืนสนทนากับนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ และนายพินิจ จารุสมบัติ สองบอสใหญ่พรรคเพื่อแผ่นดิน ในงานเลี้ยงฉลองสมรสบุตรชายของนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์


สีหน้าซีดๆ แววตาอิดโรย

บ่งบอกอาการของคนกำลังมีไข้รุมๆ


แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่ออย่างที่เป็นข่าวว่าเจ้าตัวแจ้งผ่านเลขาฯ ขอลาป่วย ต้องขอเลื่อนการประชุม ก.ตร.เพื่อพิจารณาวาระแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ช่วยผู้บัญชาการฯ ออกไปกะทันหัน

และก็เป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ช่วยยืนยันว่า นายสุเทพป่วยเป็นไข้หวัดจริง และค่อนข้างป่วยหนักถึงขั้นต้องใส่หน้ากากอนามัย

นัยว่าแหยงเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009


แล้วก็ปรากฏในภาพข่าว "เทพเทือก" มาร่วมงานเลี้ยงแต่งงานได้ แต่มาร่วมประชุมจัดโผบิ๊กตำรวจไม่ได้

โดยนัยมันก็แปร่งๆอยู่แล้ว


เอาเป็นว่า ตามข่าวจากสายตำรวจรายงานเบื้องหลังคิวเลื่อนประชุม ก.ตร. เนื่องจากปัญหาความไม่ลงตัว
ของบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายบิ๊กตำรวจ และความไม่ลงรอยของบิ๊กการเมืองที่ถือหาง

โดยเฉพาะคิวของเด็กเส้นสาย "เทพเทือก" ที่ตกลงกันไม่ได้กับบัญชีเด็กฝากที่นายกฯอภิสิทธิ์ส่งเข้าประกวด

ยังไม่นับคิวของตำรวจในสายที่ยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" จองตัวไว้

ทับสัมปทานกันอุตลุด

แต่จุดที่กระตุกอาการทางใจกันจริงๆ ในมุมของนักข่าวสายการเมืองจ้องไปที่คิวที่นายกฯอภิสิทธิ์ ออกหน้าทาบทาม พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ อดีตรอง ผบ.ตร.เข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคง


ส่งเทียบเชิญกันอย่างออกหน้าออกตา เป็นข่าวครึกโครม

ทั้งๆที่ "เทพเทือก" ก็นั่งหัวโด่ ในเก้าอี้รองนายกฯคุมงานด้านความมั่นคง

ตำแหน่งซ้อนกัน มันก็ต้องสะอึกเป็นธรรมดา


แม้นายกฯอภิสิทธิ์จะยืนยัน นายสุเทพทราบมานานแล้วเรื่องการทาบทาม พล.ต.อ.ธานีและเจ้าตัวก็ยังช่วยออกปากทาบทาม ขณะที่

"เทพเทือก" ก็ออกตัว ไม่ได้น้อยใจที่นายกฯอภิสิทธิ์ทาบทาม พล.ต.อ.ธานีมานั่งเป็นกุนซือด้านความมั่นคง เพราะรู้จักกันมานาน เคยเรียนปริญญาโทที่อเมริกาด้วยกัน

ยินดีหากจะได้ร่วมงาน

ฉากหน้าใครจะกล้าโวยวายกันตรงๆ

แต่ตามวงใน เบื้องหลังเบื้องลึก กับชื่อของ พล.ต.อ.ธานี มีการวางโปรแกรมกันมาตั้งแต่ก่อนเกษียณอายุราช
การแล้ว


"อภิสิทธิ์" ปลื้มเป็นพิเศษ

ก็อย่างที่ย้อนกลับไปไล่ดูต้นทางของ พล.ต.อ.ธานีถูกนายกฯอภิสิทธิ์เจาะจงเลือกตัวมาไล่เคลียร์ตอคดีลอบสังหาร "เดอะลิ้ม" นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำใหญ่ม็อบพันธมิตรฯ

ดิสเครดิต นำร่องเกมไล่บี้ไล่ต้อน "บิ๊กป๊อด" พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.ออกจากเก้าอี้เบอร์หนึ่งสีกากี

และช่วงหนึ่ง พล.ต.อ.ธานีก็ได้บำเหน็จรางวัลรักษาการเก้าอี้ผบ.ตร.


แม้จะในห้วงเวลาสั้นๆ 10 กว่าวันก่อนเกษียณ

เหมือนปูทางล่วงหน้าตามโปรแกรมที่แว่วๆก่อนหน้านี้ว่า ชื่อของ พล.ต.อ.ธานีจะเสียบเก้าอี้ใหญ่ใน ค
รม.เพื่อคุมงานด้านความมั่นคง

ตามเป้าประสงค์ฝ่าย เสธ.ของนายกฯอภิสิทธิ์ วางเกมคานกับปีกของกลุ่มอำนาจใหม่ที่แท็กทีมระหว่างคนในอย่าง "เทพเทือก" ที่จับมือกับคนนอกยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" และโยงกับเครือข่าย "บูรพาพยัคฆ์" ของ
"บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม

และวันนี้ก็มาจ่อแล้วที่ตำแหน่งกุนซือนายกฯ

"เทพเทือก" ไม่วิตกให้รู้ไป.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

จับ “ราเกซ” -กระเทือนซาง “นักการเมืองไทย”

ที่มา thaifreenews

โดยนายปกครอง News Chapraya

เรียกได้ว่าดัชนีการเมืองต้องเปลี่ยนอีกระลอก ภายหลังจากพ่อมดการเงิน “ราเกซ สักเสนา” ถูกส่งตัวกลับมาเมืองไทย ในคดียักยอกทรัพย์ธนาคารกรุงเทพพณิชยการ หรือบีบีซี

เหตุเพราะว่า “ราเกซ” คือกุญแจดอกสำคัญ ที่จะไขความกระจ่างของขบวนการเหลือบไรในคราบ “นักการเมือง” ที่สูบเลือดสูบเนื้อธนาคารบีบีซี จนต้องล้มไม่เป็นท่าเมื่อ 13 ปีก่อน

หากว่า “ราเกซ” ตัดสินใจให้การซัดทอด เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยพูดไว้ว่า หากเขาโดนเมื่อไหร่ ก็จะแฉผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

เพราะแน่นอนว่า ไม่ใช่เพียงราเกซคนเดียวที่ทำให้ธนาคารบีบีซีต้องเจ๊ง หากแต่มีขบวนการนักการการเมืองในนาม “กลุ่ม16″ ที่เกี่ยวพันในฐานะผู้ขอกู้ โดยส่วนหนึ่งอาศัยการเล่นแร่แปรธาตุจากที่ดินราคาถูก นำมาขอกู้เกินกว่าราคาประเมินชนิดสูงลิบลิ่ว

หากย้อนรอยคดีนี้กลับไป ตัว “ราเกซ” เอง เขามีบทบาทอย่างสูงในวงการเมืองและเศรษฐกิจ ในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาให้กับ “เกริกเกียรติ ชาลีจันทร์” กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ ซึ่งถูกทางการไทยยื่นฟ้องเมื่อปี 2539 ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์บีบีซีราว 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 3,000 ล้านบาท อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ธนาคารเก่าแก่ของไทยแห่งนี้ตกอยู่ในภาวะล้มละลายในปี 2538
การยักยอกทรัพย์ของ “ราเกซ” พร้อมพวก จะใช้วิธีการปล่อยกู้ที่มีความเสี่ยงสูงให้กับพรรคพวกที่เป็น”นักการเมือง”จำนวนหลายหมื่นล้านบาท จากนั้นจึง “ตบแต่งบัญชี” ให้มีผลกำไรนับร้อยนับพันล้านบาท ทั้งที่ขาดทุนย่อยยับ!
ต่อมา “บีบีซี” จึงล่มสลายลง เนื่องจากมีหนี้สินมหาศาลราว 3
,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 1.2 แสนล้านบาท) ในสมัยรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา

และตามมาด้วยการปิดตัวของสถาบันการเงินกว่า 50 แห่งจนเป็นชนวนสำคัญให้เกิดการขาดความเชื่อมั่นในระบบธนาคารไทย และนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจการเงินในเอเชียหรือที่เรียกว่า โรคต้มยำกุ้งในปี 2540 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

หลังการปิดตัวลงของธนาคารบีบีซี พรรคฝ่ายค้านโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ได้นำทีมซักฟอกรัฐบาลบรรหาร พร้อมกับโยงเข้าหานักการเมือง “กลุ่ม 16″ เกี่ยวพันกับการปล่อยกู้ของบีบีซี ด้วยการนำเอาที่ดินที่ไม่มีราคามาค้ำประกันเงินกู้
จากนั้นจึง “ตบแต่งบัญชี” ให้มีผลกำไรนับร้อยนับพันล้านบาททั้งที่ขาดทุนย่อยยับ ส่งผลให้มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล และทำให้ “บีบีซี” ต้องล้มละลาย ถูกปิดกิจการ และถูกควบคุมโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

ขณะที่ “กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ” ซึ่งขณะนั้นอยู่พรรคชาติพัฒนาและเป็นฝ่ายค้าน ก็ได้อภิปรายในสภากล่าวหาว่า พรรคชาติไทยที่มี “บรรหาร ศิลปอาชา” เป็นหัวหน้าพรรค ได้รับบริจาคเงินจาก “ราเกซ” นักการเงินชาวอินเดีย ผ่าน “สุชาติ ตันเจริญ” สมาชิกกลุ่ม 16 ซึ่งสังกัดพรรคชาติไทย

อันถือเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะตามกฎหมาย ห้ามพรรคการเมืองรับบริจาคเงินจากชาวต่างชาติ ซึ่งมีโทษถึงขั้นถูกยุบพรรค !!!

สำหรับ “ส.ส. กลุ่ม 16 ” นั้นเป็นชื่อกลุ่มการเมืองที่เกิดจากการรวมกันของ “ส.ส. รุ่นใหม่” ในขณะนั้น หรือที่เรียกว่า “ยังบลัด” ในยุค 2535

ส่วนใหญ่เป็น ส.ส. พรรคชาติไทย พรรคชาติพัฒนา และพรรคเอกภาพ ได้ก่อตั้งกลุ่มขึ้นเมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2535 มี “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ “เป็นหัวหน้ากลุ่ม

ขณะที่นักการเมือดังๆในกลุ่มได้แก่ เนวิน ชิดชอบ , ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี , จำลอง ครุฑขุนทด , สุชาติ ตันเจริญ , สรอรรถ กลิ่นประทุม , ธานี ยี่สาร , วราเทพ รัตนากร , ฉัฐวัสส์ มุตตามระ

ปัจจุบันหลายคนยังมีบทบาทบนถนนการเมือง โดยเฉพาะ “เนวิน ” ที่เป็นแกนนำสำคัญในพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนี้
ดังนั้น การที่ “ราเกซ” กลับมาปรากฏตัวในเมืองไทย และเตรียมขึ้นศาลเพื่อสู้คดี ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า “ราเกซ” จะกล้าซัดทอดนักการเมืองคนใดหรือไม่

ขณะเดียวกันก็เป็นที่น่าจับตามองว่า รัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่อภิปรายไว้เมื่อ 13 ปีที่แล้ว จะกล้าฟื้นฝอยหาตะเข็บหรือเปล่า

เพราะนั่นหมายถึงเสถียรภาพรัฐบาลที่อาจสั่นคลอนได้ เหตุเพราะนักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวพันกับคดีนี้เมื่อ 13 ปีก่อน บัดนี้ได้เป็นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลแทบทุกพรรค ทั้งภูมิใจไทย , ชาติไทยพัฒนา , รวมใจไทยชาติพัฒนา และเพื่อแผ่นดิน

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหากจะเห็นท่าทีกระดี๊กระด๊าของพรรคเพื่อไทย ที่รีบเร่งปฏิกิริยา ขย่มซ้ำ ตอกลิ่มรอยร้าวในพรรคร่วมรัฐบาลทันที ด้วยการให้รีบประชาธิปัตย์จัดการกับนักการเมืองที่เกี่ยวพันกับบีบีซี

แต่หากมองอีกด้าน งานนี้อาจทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้ หากว่าประชาธิปัตย์จะใช้เป็นตัวต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาล

กระนั้น ก็ต้องจับตามองอย่ากระพริบตา เพราะสถานการณ์การเมืองนับจากนี้จะเข้มข้นขึ้นทุกขณะ และพร้อมจะกลับตาลปัตรได้ตลอดเวลา

ขอบคุณที่มา

ที่มา www.chaoprayanews.com/2009/11/03/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/