WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 5, 2009

นครปัตตานี

ที่มา ไทยรัฐ

ความจริงย่อมหนีความจริงไปไม่พ้น การเสนอแนวคิดเขตการปกครอง นครปัตตานีของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ไม่ใช่ของใหม่และไม่ใช่แนวความคิดของ พล.อ.ชวลิตเพียงผู้เดียว ทั้งนักการทหาร นักการเมืองและนักวิชาการ ที่ไม่ดัดจริต เห็นว่าถ้าจะแก้ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้คืนสู่สันติสุขก็จะต้องแก้ปัญหาด้วยการเจรจาไม่ใช่ทำสงคราม

ไม่รู้กี่รัฐบาลที่ผ่านมา ทุ่มเทกำลังทหารลงในพื้นที่ภาคใต้ ใช้กำลังเข้าควบคุมกดดัน ในระยะต้นๆอาจจะได้ผลในเรื่องของยุทธศาสตร์ แต่ในด้านจิตวิทยาแล้วนานเข้าก็จะเป็นการกดดันความรู้สึกของพี่น้องชาวมุสลิม จนในที่สุดกลุ่มคนร้ายก็ได้แนวร่วมไปโดยปริยาย

วันนี้ต้องยอมรับความจริงกันซะทีว่า การทุ่มเทกำลังทหารและงบประมาณลงสู่ภาคใต้ ไม่ได้ก่อประโยชน์ในการยุติปัญหาความไม่สงบแต่อย่างใด

แต่ยิ่งกลับเป็นการเพิ่มปัญหา

อาจจะเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้ปฏิบัติ อาจจะมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ของผู้ที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์จากความขัดแย้งในครั้งนี้ โดยเฉพาะกองทัพกับการเมืองถูกเพ่งเล็งมากที่สุด ถึงกับมีการพูดกันว่า กองทัพและฝ่ายการเมืองไม่อยากให้ปัญหายุติเนื่องจากเป็นแหล่งผลประโยชน์มหาศาล

บางฝ่ายถึงกับมีความคิดแปลกๆว่า เงื่อนไขความขัดแย้งจะเป็นยุทธศาสตร์หนึ่ง ในการที่จะควบคุมอธิปไตยจังหวัดชายแดนภาคใต้ เอาไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

การที่เจ้าหน้าที่เข้าไปรังแกประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นสาเหตุหลักทำให้อุดมการณ์และความคิดในการแบ่งแยกดินแดนเกิดขึ้นในความรู้สึกลึกๆที่ว่า ดินแดนทางภาคใต้นั้นเป็นดินแดนของนครรัฐปัตตานี เช่นเดียวกับพื้นที่ติดกับชายแดนในด้านอื่นๆ

ภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ก็มีอิทธิพลต่อแนวคิดและอุดมการณ์ พี่น้องมุสลิมที่รักความสงบบางส่วนย้ายถิ่นฐานเข้าไปอยู่ในประเทศมาเลเซียด้วยปัจจัยของความปลอดภัย มีงานให้ทำ มีการศึกษาให้เด็กๆ ที่สำคัญก็คือ มีภาษาและวัฒนาธรรมเดียวกับประเทศนั้น

เคยมีการเสนอแนวคิดจากผู้นำมุสลิมว่า ให้ถอนกำลังทหารออกมา เหลือไว้เพียงเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยบางส่วนก็พอและปล่อยให้ชาวบ้านได้เข้าไปพูดคุยดูแลกันเอง

แต่กองทัพไม่ยอม ให้เหตุผลว่า จะสูญเสียอธิปไตยและอำนาจรัฐไปทันที เลยอยู่กันด้วยความหวาดระแวง เลยกลายเป็นเหยื่อของนักแสวงหาผลประโยชน์โดยมีชีวิตของชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เป็นเดิมพัน

ทหารชั้นผู้น้อยแบกปืนล่อเป้าไปวันๆ

สรุปได้ว่า แนวความคิดของ พล.อ.ชวลิต เป็นแนวทางการแก้ปัญหาภาคใต้ที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่ไปรบกับศัตรูที่มองไม่เห็น วิกฤติประเทศเวลานี้มีความพยายามหาทางออกร่วมกันทุกฝ่ายยกเว้นรัฐบาล

มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ.

หมัดเหล็ก

รอได้แต่ถ้ายุบเร็วก็ดี

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_44631

จากเขมรมาถึงนครรัฐปัตตานี

โดยเกม "เรียกแขก" ของ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานพรรคเพื่อไทย


"นำแห่" ได้ครึกครื้นเลย

และก็เป็นอะไรที่ไม่ได้แตกต่างจากคิวเยือนเขมร แสดงบทเพื่อนรักข้ามชาติกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่เสี่ยงท้าทายกระแส "ชาตินิยม" โดยปมนครรัฐปัตตานีก็ยิ่งล่อแหลมเข้าไปใหญ่

กับความเป็นดินแดนราชอาณาจักรไทย

ตามรูปการณ์อย่างไรเสีย "บิ๊กจิ๋ว" ก็โดนด่าเละแน่


แต่ในท่ามกลางเสียงรุมด่าจากฝ่ายรัฐบาลประชาธิปัตย์ และเครือข่ายม็อบพันธมิตรฯ มันก็มีเสียงเชียร์ออกมาจากฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย คอเดียวกับกองหนุนม็อบเสื้อแดง ในอารมณ์เกลียดก็ด่า รักก็เชียร์

"แต้มขึง" ตึงตัวซะแล้ว

ตามปรากฏการณ์ขั้วใครขั้วมัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ "บิ๊กจิ๋ว" จะเดินหน้าลุยถั่ว "เรียกแขก" แบบเอาหูทวนลม ไม่สนเสียงด่า

เพราะทำยังไง คะแนนก็ไม่ได้เพิ่ม ไม่ได้ลดลงจากที่เป็นอยู่


แต่กับผลที่เกิดขึ้นตรงหน้า โดยเกมเรียกแขกของ "บิ๊กจิ๋ว" จากเขมรมาถึงนครรัฐปัตตานี โดยกระแสฮือฮา ยึดพื้นที่ข่าวพาดหัวไม้บนหน้าหนังสือพิมพ์ สื่อมวลชนเล่นข่าวเป็นประเด็นหลัก ลากยาว

แผนการตลาดเข้าเป้า

แต่นั่นไม่เท่ากับว่า ลากประชาธิปัตย์ให้มาเล่นตามเกมได้


ในจังหวะอย่างที่เห็นกัน แม้ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง จะเปิดเกมบลัฟแรงๆ ข้อเสนอนครรัฐปัตตานีเป็นเรื่องที่ไม่มีสาระ

แต่พรรคประชาธิปัตย์เองก็อยู่เฉยได้ซะที่ไหน

โดยเฉพาะอาการนั่งไม่ติดของทีมผู้แทนฯ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ต้องรีบตั้งโต๊ะแถลงข่าว โหมโรงตีปี๊บว่า ส.ส.ภาคใต้พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการประชุมติดตามปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้เป็นประจำทุกเดือน


ล่าสุด มีการจี้ให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา เร่งดำเนินคดีต่างๆที่ค้างอยู่ ทั้งคดีกรือเซะและตากใบ ใส่ใจกับติดตามการใช้งบประมาณในจังหวัดภาคใต้ถึงมือประชาชนหรือไม่ ให้รัฐบาลจัดจ้างล่ามภาษามลายูประจำสถานีตำรวจทุกสถานีในพื้นที่ เนื่องจากชาวบ้านมีความกังวลเรื่องสำนวนคดีที่จะมีการแปล

เทกแอ็กชั่นเอาใจชาวบ้านกันยกใหญ่

คำถามก็คือ ถ้า "บิ๊กจิ๋ว" ไม่ลงพื้นที่ ประชาธิปัตย์จะตื่นตัวอย่างนี้หรือไม่

อาการลุกลี้ลุกลน เถียงลำบาก

ที่แน่ๆ ถ้าเปิดเกมเล่นแล้วไม่คุ้ม "บิ๊กจิ๋ว" จะยอมถูกด่าฟรีไปทำไม

ทั้งหมดทั้งปวง ต้องยกให้เกมชิงกระแสของโคตรเซียนการตลาด ที่ปัดฝุ่นทหารเฒ่าอย่าง "บิ๊กจิ๋ว" ออกมาเล่นแต้มได้น้ำได้เนื้อ


และเหมือนจะได้ใจ ล่าสุดตามรายงานข่าวที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้วีดิโอลิงค์เข้าที่ประชุมพรรคเพื่อไทย กำชับให้ ส.ส.ลงพื้นที่ให้มากขึ้น

เพื่อเตรียมตัวเลือกตั้ง

เพราะจากการประเมิน อย่างช้าที่สุดอาจจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ภายใน 3 เดือน


โหมโรง เร้ากระแสกันภายในหมู่ขุนศึก

ตามหมากลึกๆที่วางกันไว้ ถ้าบี้ให้เลือกตั้งตามเกมของนักเลือกตั้งด้วยกันได้ ก็ถือว่าเข้าทางพรรคเพื่อไทยที่มั่นใจกระแส

ยึดภาคเหนือกับภาคอีสานเป็นทุนหน้าตัก

แต่ในจังหวะที่ยังเผื่อกั๊กไว้ ถ้าไม่เป็นไปตามแผนไล่บี้ยุบสภา

เหลือเวลาอีก 2 ปี ครบเทอมสภาผู้แทนฯ ก็ไม่นานเกินรอสำหรับ "นายใหญ่" ถ้าเทียบกับการเร่งเกมโหมโรง หักดิบล้มโต๊ะรัฐบาล "อภิสิทธิ์"

เผลอเข้าทางฝ่ายที่จ้องปฏิวัติ ล้มกระดานนักเลือกตั้ง

เหนื่อยฟรี โดยไม่จำเป็น


และตามจังหวะถ้ายิ่งลากยาวออกไป โดยผลงานฟอร์มบู่ ยิ่งอยู่ยาวคะแนนประชาธิปัตย์ยิ่งถลำลึก

"นายใหญ่" รอมะม่วงงอมร่วงเอง

ไม่ต้องออกแรงสอย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

นพดลเย้ยรัฐวิตกจริต เขมรตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษา

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_44758

นายนพดล ปัทมะ

“นพดล”บอกรัฐเลิกกังวล“แม้ว”ยันไม่ใช่ประเด็นทางการเมืองและไม่เกี่ยวข้องกับการลี้ภัย ขณะที่ 40 ส.ว.จี้รัฐตอบโต้เขมร ประณามรัฐบาลกัมพูชาหมิ่นศักดิ์ศรีระบบยุติธรรมไทย แนะตัดความสัมพันธ์ทันที....

วันนี้(5 พ.ย.)นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ประเทศกัมพูชาแต่งตั้งให้พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ของรัฐบาลกัมพูชาและเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านเศรษฐกิจส่วนตัว ของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่า ได้คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ท่านรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และยินดีที่จะให้คำปรึกษาในเรื่องที่ท่านมีประสบการณ์ อย่างไรก็ตามไม่ใช่แค่ประเทศกัมพูชาเท่านั้นที่แต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา ก่อนหน้านี้ก็มีหลายประเทศที่แต่งตั้งและเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปเป็นที่ปรึกษา ดังนั้นรัฐบาลไม่ต้องกังวลหรือหวั่นไหว เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นทางการเมืองและไม่เกี่ยวข้องกับการลี้ภัยใดๆ ทั้งสิ้น

ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา แกนนำกลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวถือว่า รัฐบาลกัมพูชา กล่าวหากระบวนการการยุติธรรมของไทยอย่างรุนแรง เพราะรู้อยู่แล้วว่า คดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคดีการทุจริตซึ่งเป็นคดีอาญา ฉะนั้น รัฐบาลไทยต้องออกแถลงการณ์ตอบโต้และประณามรัฐบาลกัมพูชาที่กระทำการหมิ่นศักดิ์ศรีประเทศไทย และต้องตัดความสัมพันธ์กับรัฐบาลกัมพูชาทันที อย่าบอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของสมเด็จฮุนเซน หรือถ้าคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของสมเด็จฮุนเซนจริงๆ ก็ตัดความสัมพันธ์กับนายฮุนเซนไปเลย ไม่ควรจะบอกว่า ไม่เป็นไร หรืออยู่เฉยๆ ซึ่งจะถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

นายไพบูลย์ ยังกล่าวถึงท่าทีของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ระบุเป็นเรื่องส่วนตัวของสมเด็จฮุน เซน ว่า นายกฯและรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงของไทย ที่มีท่าทีอ่อนแอ ไร้น้ำยา ควรพ้นตำแหน่งไปได้แล้ว หากไม่ดำเนินการเรื่องนี้ซึ่งเป็นศักดิ์ศรีของประเทศ ก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม.

ชี้สำนวนกกต. ตัด'ประชัย' มิชอบด้วยกม.

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_44738

ประชัย เลี่ยวไพรัตน์

โฆษกพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือ กกต.คัดค้านกระบวนการสอบสวนคดีเงินบริจาค ปชป. 258 ล้าน มิชอบด้วยกฎหมายละเว้นดำเนินคดีกับ "ประชัย เลี่ยวไพรัตน์" ที่ขัดคำสั่งไม่ยอมมาให้ปากคำ กลับรีบสรุปสำนวน..

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 พ.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และนายพิชา วิจิตรศิลป์ ประธานชมรมกฎหมายภิวัฒน์แห่งประเทศไทย และเครือข่ายฯ เดินทางมายื่นหนังสือคัดค้านกระบวนการสืบสวนสอบสวนของคณะอนุกรรมการของ กกต.กรณีสำนวนเงินบริจาค 258 ล้านบาท ที่มีการกล่าวหาว่าบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) บริจาคให้แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ และกรณีเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาทที่อาจมีการใช้ผิด วัตถุประสงค์

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า การดำเนินการสืบสวนสอบสวนของอนุกรรมการในคดีนี้ อาจมีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยขั้นตอนของกฎหมาย เนื่องจากได้ตัดพยานปากสำคัญออกไป คือ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตผู้บริหารบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ทั้งที่นายประชัยเป็นผู้ที่ถูกระบุว่า เป็นเจ้าของเงินจำนวน 258 ล้านบาท ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการได้ใช้ระยะเวลาสืบสวนสอบสวนมาเป็นเวลานาน มีการออกหนังสือเรียกให้นายประชัย มาให้ถ้อยคำหลายครั้ง แต่นายประชัย ไม่ยอมเข้าพบอนุกรรมการ แสดงให้เห็นถึงการจงใจขัดคำสั่งของ กกต.ตามมาตรา 26 (3) ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.พ.ศ. 2550 ซึ่งถือเป็นความผิดมาตรา 44 แต่แทนที่คณะอนุกรรมการจะเสนอ กกต.เพื่อใช้อำนาจกล่าวโทษนายประชัย อนุกรรมการกลับรีบสรุปสำนวนที่ไม่สมบูรณ์ และส่งเรื่องให้ กกต.วินิจฉัยในวันที่ 10 พ.ย.นี้

"การตัดพยานปากสำคัญ ย่อมมีผลกระทบต่อรูปคดี และน่าจะมิชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นการจงใจให้ความช่วยเหลือ ทำให้สำนวนอ่อนลง ดังนั้นคณะอนุกรรมการต้องร่วมกันรับผิดชอบโดยผลของกฎหมายทุกประการ" โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าว และขอให้ กกต.ดำเนินคดีกับนายประชัยโดยด่วย มิเช่นนั้นจะดำเนินการฟ้องร้องเอาผิดมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ครบรอบ3ปีไทยอีนิวส์:ไม่ขอดอกไม้ ไม่ขอคำอวยพร...ขอประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News


โดย กองบรรณาธิการ ไทยอีนิวส์
5 พฤศจิกายน 2552

ไทยอีนิวส์ของท่านผู้อ่าน เริ่มต้นก้าวแรกวันนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว วันนั้นตรงกับวันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2549 ด้วยบทความแรกชื่อ"แถลงการณ์ขบวนทัพประชาชน"

ซึ่งบทความชิ้นแรกที่เผยแพร่ในไทยอีนิวส์ขึ้นต้นว่า

"ประชาชนไทยทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของประชาชนทุกคนเสมอกัน ไม่ใช่ของพวกอภิสิทธิ์ชน เผด็จการอำนาจนิยม ในระบอบอมาตยาเปรมาธิปไตย ตามที่เขายัดเยียดให้"


บทความชิ้นนั้นลงท้ายว่า
"ขอให้มีความเชื่อมั่นในพลังของขบวนทัพประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตย มีความศรัทธาในเกียรติประวัติการต่อสู้ของพวกเรา และแน่นอนว่า ชัยชนะของประชาชนกำลังจะมาถึง พวกอสัตย์อธรรมกำลังจะพบจุดจบในไม่ช้านี้"


จากวันแรกที่ยังไม่มีใครรู้จักไทยอีนิวส์เลย มีคนคลิ้กเข้ามาอ่านวันละ 5 คลิ้ก วันไหนถึง 10 คลิ้กก็นับเป็นกำลังใจต่อทีมงานอย่างยิ่งแล้ว มาถึงวันนี้มีท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์รวม 12,828,951 ( สิบสองล้าน แปดแสน สองหมื่น แปดพัน เก้าร้อย ห้าสิบเอ็ด )ครั้ง รวมๆเฉลี่ยมีท่านผู้อ่านเข้ามาอ่านวันละ 40,000 คลิ้ก ในวันที่สถานการณ์การเมืองเข้มข้นอาจเลยทะลุไปที่แสนคลิ้กต่อวัน

ทีมข่าวไทยอีนิวส์คืออาสาสมัครสื่อภาคพลเมืองจุดยืนประชาธิปไตย

ไทยอีนิวส์เป็นการรวมตัวกันของอาสาสมัครภาคพลเมือง ที่มีจุดยืนเพื่อประชาธิปไตย โดยเราเคยเป็นเพียงนักท่องอินเตอร์เน็ตที่เข้าไปเยี่ยมชมและแสดงความเห็นในเวบบอร์ดราชดำเนิน เวบพันทิป แต่ต่อมาพันทิปมีการเซ็นเซอร์ตัวเองเข้มงวดขึ้น หลังรัฐประหาร19กันยายน2549

ขณะที่สื่อกระแสหลักต่างก็เซ็นเซอร์ตัวเองอย่างระมัดระวัง บางสำนักบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร หันไปมอมเมาให้ยาพิษแก่ประชาชน สนับสนุนให้ท้ายเผด็จการ กลุ่มพันธมิตรที่ต่อต้านประชาธิปไตย ชนชั้นนำที่ทำทุกอย่างในการแทรกแซงการเมืองทำลายประชาธิปไตยของประชาชนไทย

เราจึงได้เปิดสื่อทางเลือกคือไทยอีนิวส์ขึ้น เพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน เปิดโปงฝ่ายเผด็จการทำลายชาติต่อต้านประชาธิปไตย แสดงจุดยืนสนับสนุนความเคลื่อนไหวของประชาชนไทยที่ต่อต้านคัดค้านเผด็จการ และเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย และความเป็นธรรม

ทีมข่าวไทยอีนิวส์ไม่มีสำนักงาน ไม่มีเงินเดือนหรือค่าตอบแทน และไม่ขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลใดๆ เพราะการทำเวบไทยอีนิวส์นั้น สิ่งที่เราทุ่มเทลงไปคือ"แรง และ ใจ" รวมๆคือ"แรงใจ" เวบนี้จึงไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องลงเงิน ไม่ต้องมีค่าจ้าง ไม่มีเงินเดือน ไม่มีรายรับ ดังนั้นก็ไม่มีค่าใช้จ่าย เราจึงไม่แสวงหารายได้ใดๆ และไม่ขอรับการอุดหนุนช่วยเหลือจากใคร เพื่อที่เราจะได้ทำงานอย่างตรงไปตรงมาที่สุด

ประการหนึ่งทีมข่าวไทยอีนิวส์เป็นทีมอาสา โดยอาสาสมัครแต่ละรายมีงานประจำของตน และเลี้ยงตัวเองได้อยู่แล้ว นี่เป็นจุดที่เราอยากบอกใครต่อใครในวาระนี้ว่า นี่คือสื่อภาคพลเมืองที่แท้จริง ป่วยการที่จะนินทาว่าเราเป็นสื่อของเสื้อแดง หรือเสื้อสีไหน หากแม้รับเงินทองจากทักษิณ ชินวัตร หรือจากใครมาแม้แต่สลึงเดียว ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ย่อมไม่ใช่เราแน่นอน ไม่ว่าจะเอาไปฆ่าให้ตายก็ต้องยืนยันสัจจะข้อนี้


ไม่หวังดอกไม้ คำอวยพรใด..เราขอประชาธิปไตยก็พอ

บนหนทางเพื่อประชาธิปไตย และเพื่อความเป็นธรรม ความยากลำบากเป็นปกติธรรมดา เราเจอมาหมดแล้ว ตั้งแต่สถานเบาคือการข่มขู่ หนักขึ้นมาอีกหน่อยคือปิดกั้นเวบ ปิดเวบ ทั้งในนามของกฎหมายเผด็จการ ประกาศฉุกเฉิน หรือการบีบผู้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ตปิดกั้น หนักหนากว่านั้นคือสถานการณ์ที่ยุ่งยากถึงตัวทีมงานอย่างยากจะอธิบายได้ในวันเวลานี้ วันที่บ้านเมืองไร้ประชาธิปไตย เต็มไปด้วยเผด็จการทุกย่างก้าว

เช่นเดียวกับท่านผู้อ่านของเรา นับจากก้าวแรกในการเริ่มต้นมาจนวันนี้ครบขวบ 3 ปี ก้าวย่างสู่ปีที่4 สิ่งที่เราพึงหวังไม่ใช่คำสรรเสริญให้กำลังใจ ดอกไม้ หรือคำอวยพร...เพียงแค่ประชาธิปไตย และบ้านเมืองที่เป็นธรรม นั่นคือสิ่งที่เราปรารถนาร่วมกัน

ประชาชนไทยทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของประชาชนทุกคนเสมอกัน ไม่ใช่ของพวกอภิสิทธิ์ชน เผด็จการอำนาจนิยม ในระบอบอมาตยาเปรมาธิปไตย ขอให้มีความเชื่อมั่นในพลังของขบวนทัพประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตย มีความศรัทธาในเกียรติประวัติการต่อสู้ของพวกเรา และแน่นอนว่า ชัยชนะของประชาชนกำลังจะมาถึง พวกอสัตย์อธรรมกำลังจะพบจุดจบในไม่ช้านี้


ในนาม กองบรรณาธิการไทยอีนิวส์

5 พฤศจิกายน 2552


00000000000000000000000000

**บทความแรกที่เผยแพร่ในไทยอีนิวส์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2552(คลิ้กอ่านฉบับเผยแพร่ครั้งแรก)**


แถลงการณ์ขบวนทัพประชาชน

ประชาชนไทยทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของประชาชนทุกคนเสมอกัน ไม่ใช่ของพวกอภิสิทธิ์ชน เผด็จการอำนาจนิยม ในระบอบอมาตยาเปรมาธิปไตย ตามที่เขายัดเยียดให้

บรรดาเผด็จการอำนาจนิยม พวกอภิสิทธ์ชนกี่ยุคสมัยไม่เคยเปลี่ยนธาตุแท้ของพวกเขาเลย นั่นก็คือการกดขี่หยามเหยียดประชาชนร่วมชาติ ร่วมแผ่นดินให้อยู่ภายใต้การปกครองเยี่ยงทรราชย์ โดยไม่ยินยอมให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงมีเสรีภาพ มีการตั้งตัวแทนของตนขึ้นปกครองบ้านเมืองตามระบอบประชาธิปไตย

เมื่อครั้งจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475 พวกอภิสิทธิ์ชนก็บังอาจอ้างว่า ประชาชนทั่วไปยังโง่อยู่ จึงไม่ยอมให้ในหลวงรัชกาลที่ 7 พระราชทานรัฐธรรมนูญตามพระราชประสงค์ จนต้องมีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ผ่านไป70ปีเศษ คณะรัฐประหาร19กันยายน2549 ก็บังอาจกล่าวอ้างอย่างซ้ำซากว่า ประชาชนยังโง่อยู่ เลือกผู้บริหารประเทศตามอามิสสินจ้าง แล้วก็ยึดอำนาจรวบรัดกลับไปยังพวกตน ทั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้ตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 ดังที่ทราบกันทั่วไป แม้การกระทำอันหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเช่นนี้ พวกซากเดนล้าหลังอภิสิทธิ์ชนก็บังอาจกระทำลงไป

อีกประการหนึ่งที่พวกซากเดนล้าหลังอภิสิทธิ์ชน เผด็จการอำนาจนิยมมักเข้าใจผิดก็คือ ดูถูกหมิ่นแคลนไม่มีความเชื่อมั่นศรัทธาในพลังสามัคคีของประชาชนอันกว้างใหญ่ไพศาล มักคิดสั้นๆว่าเมื่อเด็ดหัวขบวนผู้นำการต่อสู้แล้ว ขบวนแถวของประชาชนผู้รักชาติจะล่มสลายลง ซึ่งเป็นการคิดผิดทุกครั้ง

อาทิในคราวการลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อ14ตุลาคม 2516 พวกเผด็จการอำนาจนิยมได้จับกุมผู้นำการเรียกร้องรัฐธรรมนูญไป 13 ราย โดยคิดว่าจะกำหราบให้อยู่หมัด แต่มวลมหาประชาชนก็ได้เคลื่อนขบวนทัพออกมาเรือนล้านจนโค่นล้มพังทลายคณะผู้เผด็จการลงไปอย่างราบคาบ

หรือในคราวการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ในช่วงของการต่อสู้อันแหลมคมนั้น พวกเผด็จการอำนาจนิยมได้จับกุมพลตรีจำลอง ศรีเมือง ผู้นำขบวนการต่อสู้ในขณะนั้น โดยหวังว่าขบวนทัพประชาชนจะยอมแพ้ แต่เท่ากับจุดประกายให้ประชาชนผู้รักชาติขยายวงการต่อสู้ออกไปอย่างกว้างขวาง และโค่นล้มผู้เผด็จการออกไปในท้ายที่สุด

พวกเผด็จการอำนาจนิยม ซากเดนอภิสิทธิ์ชนล้าหลังไม่เคยสำนึกในประวัติศาสตร์ความพ่ายแพ้ของฝ่ายตนเลย ล่าสุดกำลังย้ำรอยความพ่ายแพ้ให้แก่พวกเขา เมื่อคิดว่าเด็ดยอดขจัดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกไปจากเวทีการเมืองแล้วจะสลายพลังของขบวนทัพประชาชนลงได้

พวกเผด็จการอำนาจนิยม ซากเดนอภิสิทธิ์ชนทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ทักษิณก็เป็นเพียงสัญลักษณ์ของฝ่ายประชาชนคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ต่างไปจากพลตรีจำลองในเดือนพฤษภาคม2535 หรือ13กบฎในกรณี14ตุลาคม2516 แม้จะเด็ดยอดจับกุมคุมขัง หรือขจัดให้พ้นเวทีการเมืองไปได้ แต่ไม่มีทางเลยที่จะหยุดยั้งขบวนทัพอันเกรียงไกรของประช่าชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยรักความเป็นธรรมได้

เพราะขบวนทัพของประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยรักความเป็นธรรม ในทางประวัติศาสตร์ไม่เคยขึ้นตรงต่อผู้ใด ธรรมชาติเป็นไปเพื่อการปกปักรักษามรดกประชาธิปไตยอันเป็นของปวงชนเอาไว้ด้วยเลือดเนื้อชีวิต และจักสืบสานการต่อสู้สืบทอดต่อไปยังอนุชนในอนาคต

พลังบริสุทธิ์ของผู้รักชาติรักประชาธิปไตย ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อเผด็จการอำนาจนิยม ระบอบอภิสิทธิ์ชนล้าหลัง มีแต่เกียรติประวัติแห่งชัยชนะ ดังนั้นระบอบอมาตยาเปรมาธิปไตย ก็เตรียมตัวเป็นรายต่อไปที่จะถูกบดขยี้ให้พังพินาศในเร็ววัน

ประชาชนไทยทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของประชาชนทุกคนเสมอกัน ไม่ใช่ของพวกอภิสิทธิ์ชน เผด็จการอำนาจนิยม ในระบอบอมาตยาเปรมาธิปไตย ขอให้มีความเชื่อมั่นในพลังของขบวนทัพประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตย มีความศรัทธาในเกียรติประวัติการต่อสู้ของพวกเรา และแน่นอนว่า ชัยชนะของประชาชนกำลังจะมาถึง พวกอสัตย์อธรรมกำลังจะพบจุดจบในไม่ช้านี้

ขบวนทัพประชาชนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

3 ตุลาคม 2549

หมายเหตุ:แถลงการณ์ฉบับนี้เผยแพร่ในห้องราชดำเนิน เวบพันทิปเป็นครั้งแรก และไทยอีนิวส์ได้นำมาเสนอเป็นบทความแรกของเรา

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(5พ.ย.):ครบรอบ3ปีไทยอีนิวส์ สื่อภาคพลเมืองเดินเครื่องด้วย"แรง+ใจ"

ที่มา Thai E-News



***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2552 วันนี้"นักข่าวชาวรากหญ้า"เจ้าเก่าขาประจำ กลับมาปฏิบัติหน้าที่รับใช้พี่น้องฝ่ายประชาธิปไตยตามเคย 2-3วันที่หายหน้าไปได้คุณพี่บก.หัวเห็ดตีนขาดมาว่าราชการแทน นับเป็นความกรุณาในยามยากเป็นอย่างยิ่ง ขอกราบขอบพระคุณมาอย่างสุดซึ้งในโอกาสนี้ และยังคงขออนุญาตแจ้งต่อทุกท่านที่จะส่งข่าวสารต่างๆมาเผยแพร่ เนื่องจากเราได้เปลี่ยนแปลงอีเมล์ใหม่สำหรับการติดต่อประสานงาน ส่งข่าวส่งบทความเป็นอีเมล์อันนี้thaienews99@googlegroups.com จึงกราบขออภัยในความไม่สะดวก....***

***ไทยอีนิวส์ของท่านผู้อ่าน เริ่มต้นก้าวแรกวันนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว วันนั้นตรงกับวันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2549 จากวันแรกที่ยังไม่มีใครรู้จักไทยอีนิวส์เลย มีคนคลิ้กเข้ามาอ่านวันละ 5 คลิ้ก วันไหนถึง 10 คลิ้กก็นับเป็นกำลังใจต่อทีมงานอย่างยิ่งแล้ว มาถึงวันนี้มีท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์รวม 12,828,951 ( สิบสองล้าน แปดแสน สองหมื่น แปดพัน เก้าร้อย ห้าสิบเอ็ด )ครั้ง รวมๆเฉลี่ยมีท่านผู้อ่านเข้ามาอ่านวันละ 40,000 คลิ้ก ในวันที่สถานการณ์การเมืองเข้มข้นอาจเลยทะลุไปที่แสนคลิ้กต่อวัน***

***ทีมข่าวไทยอีนิวส์ไม่มีสำนักงาน ไม่มีเงินเดือนหรือค่าตอบแทน และไม่ขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลใดๆ เพราะการทำเวบไทยอีนิวส์นั้น สิ่งที่เราทุ่มเทลงไปคือ"แรง และ ใจ" รวมๆคือ"แรงใจ" เวบนี้จึงไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องลงเงิน ไม่ต้องมีค่าจ้าง ไม่มีเงินเดือน ไม่มีรายรับ ดังนั้นก็ไม่มีค่าใช้จ่าย เราจึงไม่แสวงหารายได้ใดๆ และไม่ขอรับการอุดหนุนช่วยเหลือจากใคร เพื่อที่เราจะได้ทำงานอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ***

***ประการหนึ่งทีมข่าวไทยอีนิวส์เป็นทีมอาสา โดยอาสาสมัครแต่ละรายมีงานประจำของตน และเลี้ยงตัวเองได้อยู่แล้ว นี่เป็นจุดที่เราอยากบอกใครต่อใครในวาระนี้ว่า นี่คือสื่อภาคพลเมืองที่แท้จริง ป่วยการที่จะนินทาว่าเราเป็นสื่อของเสื้อแดง หรือเสื้อสีไหน หากแม้รับเงินทองจากทักษิณ ชินวัตร หรือจากใครมาแม้แต่สลึงเดียว ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ย่อมไม่ใช่เราแน่นอน ไม่ว่าจะเอาไปฆ่าให้ตายก็ต้องยืนยันสัจจะข้อนี้***

***ที่คนบอกว่า"พวกเมิงทำอะไรไม่เคยผิด พวกกรูทำอะไรก็ผิด หรือไม่ทำเมิงยังบอกว่าผิด"ท่าจะจริง ล่าสุดชาวเวบบอร์ดประชาไทผนึกพลังกันแน่นหนึบ จะลงขันตั้งกองทุนเพื่อเป็นค่าทนายสู้คดีให้กับ คุณbbbสมาชิกน้ำดีมือแปลข่าวให้ความรู้กับสมาชิกเรื่อยมา จากการที่ตำรวจไทยจับเป็นแพะ อ้างเป็นคนปล่อยข่าวอัปมงคลทุบหุ้น ทั้งที่ว่าคุณbbbแปลข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศ และนำเสนอตอน6โมงเย็น หลังตลาดหุ้นไทยตกมาทั้งวันและเป็นช่วงหลังปิดการซื้อขายไปแล้ว ที่สำคัญงานนี้จะลงขันเป็นกองทุนให้ฟ้องกลับด้วย***

***ความจริงคุณbbbคงไม่มีปัญหาจ่ายค่าทนายหรอก เพราะบังเอิญบ้านรวย แต่สมาชิกบอร์ดประชาไทเขาอยากแสดงสัญลักษณ์การไม่ยอมรับการจับกุมคุณbbbและคุณคธาที่นำข่าวไปโพสต์ต่อที่ฟ้าเดียวกัน...อย่านึกว่าเสื้อแดงเป็นเบี้ยเป็นหญ้าแพรกจะกดจะขี่ย่ำยียังไงก็ได้ งานนี้"นักข่าวชาวรากหญ้า"ขอสนับสนุนอย่างแรง ให้แจ้งเบอร์บัญชีมาด้วย จะชวนแฟนๆไทยอีนิวส์ลงขันกันสู้กับอยุติธรรมอำมหิต***


***คุณนกไฟ สายข่าวคนขยันจากปักษ์ใต้ รายงานข่าวภาพมา เมื่อวันที่ 3 พ.ย.เวลาประมาณ 13.30 น. บิ๊กจิ๋ว หรือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางมาถึงสนามบินหาดใหญ่ เพื่อจะเดินทางไปต่อที่ จ.ปัตตานี ตามคำเชิญของกลุ่มภูมิบุตร หรือ กลุ่มคนท้องถิ่นที่ความแตกต่างกันทางด้านศาสนา แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ในพื้นที่ 4 อำเภอทดลอง ซึ่งได้ขอดูแลสอดส่องเรื่องความปลอดภัยกันเองในกลุ่ม***

***หลังจากบิ๊กจิ๋วเดินทางมาถึงสนามบินหาดใหญ่ ก็ได้รับการต้อนรับจากหลายๆกลุ่ม อาทิเช่น กลุ่มมุสลิมภาคใต้ กลุ่ม ส.ส. พรรคเพื่อไทย ตลอดจนกลุ่มชาวเสื้อแดงภาคใต้ เป็นต้น โดยไม่ปรากฎกลุ่มที่ต่อต้าน เ่ช่น กลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลือง แต่อย่างใด พล.อ.ชวลิต บอกว่า รู้สึกอบอุ่นและดีใจมากมาก ที่ได้มาเยื่ยมเยียนพี่น้องทางภาคใต้อีกครั้ง และตอนเวลาประมาณ 17.00 น. กลุ่มมวลชนเสื้อแดงชาวใต้ รวมทั้งกลุ่มสมาชิก ส.ส. พรรคเพื่อไทย และคุณฤทธิ์ ลือชา ดาราเจ้าบทบาทเจ้าของรางวัลตุ๊กตาทองชื่อดัง ก็ได้มาร่วมพบปะพูดคุยตลอดจนรอส่งท่านขึ้นเครื่องเที่ยวเวลาประมาณ 19.40 น.ด้วย ส่วนข้อความต้อนรับในป้ายว่า"ชาวสงขลายืนเคียงข้าง พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ รัฐบุรุษประชาธิปไตยตัวจริง"จะไปกระเทือนซางใครนั้น ก็แล้วแต่จะคิด...***

***คุณอ้อ-วรนาถจากเมืองย่าโม โคราชแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์"งานฉลอง วันแห่งชัยชนะสมเด็จพระเจ้ตากสินมหาราชกู้ชาติไทย"ในวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2552 จึงขอเชิญชวนคนเสื้อแดงในโคราชและจังหวัดใกล้เคียงมาร่วมงาน มีอาหารฟรีตลอดงาน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่คุณวรนารถ (อ้อ) 044-262198-9***

***คนรักประชาธิปไตยเชียงรายจัดงาน วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2552 เวลาบ่ายสามโมงเป็นต้นไป ที่ห้องฑิฆัมพร โรงแรมลักษวรรณ รีสอร์ท แอนด์ สปา บ้านใหม่ซอย 1 บ้านใหม่ริมกก อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง สามมุมมอง + 1 กับ สมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) นักประกอบการทางสังคม อ.ณัฐกร วิทิตานนท์ (อ.แบ๊งค์) นักวิชาการ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ นักการเมือง และสุดท้ายพบกับ จักรภพ เพ็ญแข ดำเนินรายการโดยจุฬาพงษ์ หาญเจริญ สื่อสารมวลชนภูธร ถ่ายทอดสดตลอดรายการผ่าน www.newskythailand.us โดยทีมงาน www.chiangraipower.us***


****วันที่ 8 พ.ย. 2552 ขอเชิญผู้รักประชาธิปไตยชาว สงขลา และ จังหวัดใกล้เคียง ร่วมชุมนุมพบปะเสวนาเพื่อต่อต้านเผด็จการและระบอบอมาตยาธิปไตย ที่ ชั้น 2 โรงแรมไดอิชิ หาดใหญ่ งานนี้ผู้จัดได้เตรียมรายการยาวจนถึงค่ำ เพื่อผู้เข้าร่วมงานจะได้พูดคุยกันให้จุใจ งานนี้ฟรี แต่ท่านใดจะร่วมบริจาคช่วยงานตามกำลังและศรัทธาก็ไม่ปฎิเสธค่ะ ติดต่อ โทร.089-8788636***

***งานนี้มีชาวเสื้อแดงหาดใหญ่ สงขลา เป็นโต้โผ เริ่มงานตั้งแต่เวลาประมาณ บ่ายโมง ยาวไปจนถึง ประมาณ สามทุ่ม ความจริงในตอนแรกได้เชิญพลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร มาเป็นวิทยากรทรงคุณวุฒิ(แต่ตอนนี้พลเอกชัยสิทธิ์ประสบอุบัติเหตุ อาจจะมาไม่ทัน)ตลอดจนวิทยากรจากทางส่วนกลางมาให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวมวลชนขับเคลื่อนประชาธิปไตย ตลอดจนแกนนำและมวลชนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆในพื้นที่ เจ้าภาพบอกว่า คนใต้ไม่เอาเผด็จการเยอะมาก แต่ยังไม่อยากกล้าแสดงตัว ก็เลยถือโอกาสขอเชิญผู้ที่ยังหลบอยู่หลังตู้เย็นมาแสดงพลังกันนะครับ และเพื่อความสบายใจ ในเบื้องต้นทางผู้ัจัดงานได้ตระเตรียมเ้จ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาดูแลความเรียบร้อยให้ด้วย***

***กิจกรรมช่วงสุดสัปดาห์นี้คึกคักทั่วประเทศ อันนี้ก็เป็นเรื่องไม่ยุติธรรมอีกเรื่อง ขอความร่วมมือพี่น้องผู้รักความเป็นธรรมทุกท่าน ให้กำลังใจ พล.ต.ท. สุชาติ เหมือนแก้ว นายตำรวจที่ถูกระบบ 2 มาตรฐานเล่นงานจนถูกปลดออกจากราชการในที่สุด ทั้งที่ทำหน้าที่ระงับเหตุไม่ให้ม็อบพันธมิตรเส้นใหญ่บุกเข้าไปฆ่าฟันส.ส.และคนที่อยู่ในสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เราพี่น้องผู้รักประชาธิปไตย สมควรอย่างยิ่งที่จะพากันไปให้กำลังใจ เป็นสัญลักษณ์ ว่าเรารักความถูกต้อง สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่อันชอบธรรมของ จนท.ตร.ทุกนายในวันนั้น***

***่จึงขอเรียนเชิญพี่น้องเสื้อแดงผู้รักความเป็นธรรม ไปร่วมกันเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ ตร.ที่ทำดี แต่ถูกกลั่นแกล้ง ขอให้พวกเราช่วยกันใส่เสื้อหลากสีสันไปร่วมกับ อาสาสมัคร ตำรวจชุมชน ข้าราชการตำรวจนอกเครื่องแบบ นัดหมายเจอกันในวันเสาร์ ที่ 7 พย. 52 เวลา 07.00 น ที่ อู่บางเขน ( เขตการเดินรถที่ 1 ขสมก. ) อยู่ฝั่งขาออก ก่อนถึงวัดพระศรีมหาธาตุ ( เลย ม.ศรีปทุม ตรงข้าม ราบ 11 ) หรือใครสะดวกไปที่บ้านท่านได้ ที่ สี่แยกวังหิน ซอย 4 โทร.สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณปุ๊ก 085-118-7680 , 089-200-1237 ขอแรงพี่น้องช่วยกันอีกสักครั้ง เพื่อแสดงให้สังคมได้รับรู้ว่า เราคนไทย ขอต่อต้านระบบ 2มาตรฐาน ต่อต้านการหระทำของม็อบพันธมิตร และคัดค้านเส้นใหญ่ที่อยู่ฉากหลังอยุติธรรมอำมหิต และความอยุติธรรม ของระบบ อำมาตย์อย่างถึงที่สุด ***

***สังคมข่าวดีๆของชาวเสื้อแดงกันมั่ง งานกอล์ฟสามัคคี คนเสื้อแดง จัดขึ้น ณ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2552 ณ สนามกอล์ฟ เบสท์ โอเชียน จ.สมุทรสาคร(ทีกระเด็น) ก๊วนแรก เริ่มเวลา 12.00 น. และ 17.00 น. (งานเลี้ยงอาหารค่ำ+สุรา+ไวน์) ขอทำตัวเลิศหรู ให้มันดูว่าจะจ้างพวกกรูมาก่อม็อบคนละเท่าไหร่***

***ตอนนี้ยังมีที่เหลือ สำหรับสมาชิกบอร์ดประชาไท โดยเฉพาะ นักกอล์ฟหัวใจแดงแปร๊ด เราเก็บค่ากรีนฟี + อาหาร ท่านละ 1500 บาท ขาดตัว สุรายาเมาฟรี ตามที่เราจะจัดกฐินสามัคคี (คือใครหิ้วมา ก็มาลงกองกลาง ตอนนี้ มีแบ็ลกเลเบิ้ล 2 ลิตรไว้เป็นทุนแล้ว)
สำหรับท่าน ๆ ที่ ยังตีกอล์ฟไม่เป็น ทานอาหารอย่างเดียว 400 บาท (บุฟเฟ่ต์)ใครที่ไม่อยากตกรถด่วนขบวนสุดท้าย อดได้โชว์วงสวิง ให้รีบติดต่อด่วนจี๋ตามกระทู้นี้ที่ประชาไท คลิ้กโลด***

***ข้อมูลข่าวสารดีๆ อันนี้ฟรีของอดีตนายกฯทักษิณ สมัครได้โดยพิมพ์ TS แล้วส่งไปที่ 426425 (ต้องเสียค่าสม้ครเพื่อรับข่าวสารครั้งแรกครั้งเดียว เพียง 3 บาทเท่านั้น ที่เหลือฟรีตลอดงาน)***

***ส่วนอันนี้TPnews โดยทีมข่าวชาวเสื้อแดง รายงานข่าวชาวเสื้อแดงเป็นหลัก มีสารพัดข่าว การเมือง เศราฐกิจ สังคม รวมฮิตกิจกรรมชาวเสื้อแดง รู้ลึกรู้ไวก่อนใคร รวมทั้งข่าวหุ้น แต่ไม่ปล่อยข่าวทุบหุ้น นอกจากจะได้ข้อมูลข่าวสารดีๆยังได้สนับสนุนกิจกรรมของฝ่ายประชาธิปไตย สมัครง่ายๆแค่พิมพ์PNส่งไปที่4552146เดือนละไม่กี่ตังค์ แต่ให้พลังใจคนทำงานเพื่อพวกเราชาวเสื้อแดง***


***ศูนย์เรียนรู้วิถีธรรมชาติเพื่อชุมชน ได้ดำเนินการจัดโครงการสัมมนา ร่วมกำหนดอนาคตคนสงขลา “บนฐานทรัพยากรที่ยั่งยืน”ขึ้น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อร่วมกันเสนอข้อคิด แนวทางและนโยบายสาธารณะการพัฒนาพื้นที่จังหวัดสงขลา ในวันพุธ ที่ ๔ พฤศจิกายน ตั้งแต่เวลา ๐๘.๓๐–๑๖.๓๐น. ห้องประชุมเกษม ลิ่มวงศ์ อาคารศูนย์ประชุมคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จ.สงขลา สอบถามเพิ่มเติมเพื่อร่วมงานกับสุรัตน์ 086-9666147***

***ขอเชิญพี่น้องชาวเสือแดงร่วมงานชุมนุมคนเสื้อแดงชมรมเสรีชน นครสวรรค์ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2552 ระหว่าง เวลา 16.00-24.00 น. บัตรราคา 50 บาท พร้อมอาหารและเครื่องดื่ม ซื้อบัตรติดต่อ นิภา เสรีชนนครสวรรค์ 087 5205648 หรือ 087 8380548 หรือ ซื้อหน้างาน***

***คุณน้อง พลังสตรีเพื่อประชาธิปไตยแจ้งข่าวดีๆฟรีๆมา วันนี้มีงานมาประชาสัมพันธ์อีกแล้วนะค่ะ รับ 15 ท่าน อบรมฟรีค่ะ

ชื่อโครงการ : เป็นโครงการอบรมคอมพิวเตอร์ให้บุคคลทั่วไปเพื่อสร้างรายได้เสริมด้วยการออกแบบโปสการ์ดค่ะเนื้อหาครอบคลุมถึงเรื่องการเลือกใช้กระดาษ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ การประกอบชิ้นงาน และช่องทางการขายออนไลน์

วันที่จัดอบรม : วันเสาร์ที่ 7 พ.ย. 2552
สถานที่ : ที่มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต วิทยาเขตพัฒนาการ
เวลา : เปิดรับ 2 กลุ่ม
ช่วงเช้า เวลา 09.30 -11.30 น.
ช่วงบ่าย เวลา 13.30 -15.30 น.
สนใจส่งชื่อและเบอร์โทรฯมาที่เมลล์ young-angel-nong26@hotmail.com ได้เลยนะค่ะ ถ้ามีข้อสงสัยทุกท่านสามารถติดต่อได้โดยตรงที่08 4768 9139 ค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ**

***กิจกรรมดีๆ กำหนดการทอดผ้าป่า อุทยาน ภูคา เดินทางพฤหัสบดี ที่ 12 พฤศจิกายน ปีนี้ ทอดองค์ผ้าป่าศุกร์ที่ 13 พย.นี้ ครับ ใครจะไปรีบแจ้งด่วน จำนวนจำกัด ไหว้พระเก้าวัด เสร็จ เดินทางกลับ วันอาทิตย์แถมได้ไปเที่ยวรับลมหนาว สนับสนุน กองผ้าป่า โครงการ บ้านล้อมป่า อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ร่วมกับ www.dcm-club.com สอบถามเพิ่มเติมโทร 081 285 8320 ***


***ไปที่ความเคลื่อนไหวของเสื้อแดงทั่วโลกกันมั่ง พี่น้องเสื้อแดงไทยในญี่ปุ่นบอกกล่าวและขอความอนุเคราะห์ผู้รู้มาว่า ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นมีข่าวว่ามาร์คจะมาเยือนญี่ปุ่นไม่เกินปลายสัปดาห์นี้ แต่ยังไม่รู้รายละเอียดอะไรนัก หากท่านใดเป็นคนแวดวงในพอจะทราบกำหนดการสถานที่ วัน ว. เวลา น.แน่ชัด ช่วยแจ้งไปที่เสื้อแดงไทยในญี่ปุ่น อีเมล์ tatswilai@hotmail.com เพื่อที่คนไทยที่นั่นจะได้ต้อนรับมาร์คให้สมเกียรติ หึหึหึ***

***เสื้อแดงไทยในเยอรมันแจ้งข่าวมาว่า ขอชะลอการออกอากาศของสถานีวิทยุคนไทเยอรมนีออกไป เนื่องจากมีการเปลี่ยนทีมงานทำเว็บไซต์และวิทยุ เมื่อพร้อมออกอากาศเมื่อไหร่จะประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องทราบอีกครั้งหนึ่ง ต้องขออภัยสำหรับท่านที่กำลังรอคอยไว้ ณ โอกาสนี้ ..ก็ขอให้กำลังใจเสื้อแดงไทยในเยอรมันมา ณ โอกาสนี้นะครับ สู้ๆคร้าบ***

***แจ้งอีกหน่อยย้ำๆมายังแฟนๆไทยอีนิวส์ มิตรรักนักรบทั้งหลาย ท่านนักเขียน คอลัมนิสต์ทั้งขาประจำขาจร ท่านแกนนำกลุ่มต่างๆทั้งในไทยและทุกมุมโลก เราได้ยกเลิกอีเมล์เก่าเปลี่ยนอีเมล์ใหม่สำหรับการติดต่อประสานงาน ส่งข่าวส่งบทความเป็นอีเมล์อันนี้thaienews99@googlegroups.com ขอความกรุณาให้ท่านทั้งหลายติดต่อมาใหม่ที่เบอร์นี้ กราบขออภัยในความไม่สะดวก***


**********
********
รู้จักกันวันละเวบ-เวบชุมชนฟ้าเดียวกัน


*******

โด่งดังที่สุดเวลานี้มี2เวบ เพราะตำรวจไปจับตัวสมาชิกที่โพสต์ลง และนำไปโพสต์ต่อ คือ เวบประชาไท กับ ชุมชนฟ้าเดียวกัน วันนี้ขอฉายซ้ำเผื่อเมื่อวานใครพลาด

*ธนาพล อิ๋วสกุล

เดิมทีเวบไซต์ฟ้าเดียวกัน หรือwww.samesky.orgเป็นส่วนหนึ่งของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เจ้าของนิตยสารฟ้าเดียวกัน และสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เปิดขึ้นมาเพื่อให้บรรดานักคิดนักเขียนนักวิชาการ พลเมืองชาวเน็ตเข้ามาแลกเปลี่ยนสนทนากันในเรื่องแวดวงวิชาการและบ้านเมืองแบบไม่จำกัดเพดาน

*สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ฟ้าเดียวกันก็เลยได้แฟนๆที่ไปคุยสนทนาที่ไหนก็ลำบาก เพราะส่วนมากมีการจำกัดเพดานการสนทนามารวมตัวกันที่นี่ มีบิ๊กเนมอย่างดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ผู้ใช้ชื่อนามสกุลจริงในการโพสต์ข้อความ และมีแฟนๆจำนวนหนึ่ง แต่บอร์ดสนทนาฟ้าเดียวกันมาคึกคักกันมากช่วงหลังเหตุการณ์วันที่ 13 ตุลาคม 2551 เรียกกันว่า"วันตาสว่างแห่งชาติ" คนเลยทะลักเข้ามาหนาแน่นมาก

เจ้าหน้าที่ทั้งICT สันติบาลก็แวะเวียนไปเยี่ยมมอนิเตอร์บอร์ดเป็นประจำ เจ้าของบอร์ดคือคุณธนาพลก็ต้องไปพบเจ้าหน้าที่ตามที่ถูกเรียกอยู่เรื่อยๆ หลังๆมาช่วงไม่กี่เดือนมานี้ก็เลยตัดใจตัดขาดบอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกันออกไปให้เด็ดขาดจากสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน และตัวคุณธนาพล

มีทีมงานใหม่เข้ามารับช่วงบอร์ดสนทนาฟ้าเดียวกันไปแล้ว และเปลี่ยนชื่อทางเข้าเป็น http://sameskyboard.com ช่วงที่ผ่านมาจึงถือว่าบอร์ดสนทนาฟ้าเดียวกันไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน และคุณธนาพลโดยสิ้นเชิง เพียงแต่อนุญาตให้ใช้ชื่อ"ฟ้าเดียวกัน"ได้ต่อไป ส่วนคนเข้ามาใหม่ได้ตั้งคณะกรรมการชุดใหญ่ประมาณ 180 คนเป็นคณะกรรมการชุมชนร่วมกันดูแลบอร์ด และมีสมาขิกทุกคนเป็นเจ้าของเวบบอร์ดนี้ร่วมกัน

แต่หากจะถามว่าใครคือผู้บริหารหรือผู้รับผิดชอบต้องไปตอบคำถามต่างๆต่อเจ้าหน้าที่ คำตอบคือเขาชื่อ"คุณซาบซึ้ง"ซึ่งมีอัตลักษณ์คือมีความซาบซึ้งน้ำตาไหลพรากๆอยู่ตลอดเวลาผู้นี้นี่เอง

*คุณซาบซึ้ง ปาง8ทิศ

บอร์ดสนทนาฟ้าเดียวกันนอกจากจะเป็นการสนทนาอย่างไม่จำกัดเพดาน แต่ว่าสมาชิกก็ต้องรับผิดชอบการกระทำของตนเองแล้ว ก็ยังมีกระดานให้สนทนาเรื่องศิลปะ บันเทิง หนังสือ ภาพยตนร์ เพลง วรรณกรรม และไลฟ์สไตล์อีกด้วย

เชิญแวะเยี่ยมชมบ่นสนทนากับคุณซาบซึ้งและชาวฟ้าเดียวกันได้ที่ กระดานสนทนาฟ้าเดียวกัน
000000000000000000000000000000

แอบมองบั้นท้าย(สิบล้อ)

อะไรๆก็กู

บทความ: ทักษิณให้ทุน อภิสิทธิ์ให้ทาน(ที่แสบกว่านั้นคือกู้มาให้ ต้องใช้คืนในอนาคตด้วยซิ)

ที่มา Thai E-News

โดย เม็ดหินสีน้ำเงิน
ที่มา พันทิป
5 พฤศจิกายน 2552

ท่ามกลางกระแสแห่งโลกทุนนิยม ที่พัดโหมกระหน่ำสู่ทุกพื้นที่ของโลกใบนี้ ทำให้ทุกประเทศต้องปรับตัวรับกับเศรษฐกิจรูปแบบนี้ แม้ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม ขนาดประเทศที่ปกครองแบบคอมมิวนิสต์เช่น จีน ยังต้องปรับระบบเศรษฐกิจเพื่อรองรับกับระบบทุนนิยม ที่พัดโหมเข้ามา แม้ว่าประเทศจีนจะยิ่งใหญ่ ทั้งขนาดพื้นที่ จำนวนประชากร กองทัพทหาร อันเกรียงไกร แต่ก็ไม่อาจฝืนกระแสระบบทุนนิยมได้

ประเทศไทยก็เฉกเช่นเดียวกัน การที่ระบบทุนนิยมเข้ามา ก็ได้ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองการปกครอง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจัยที่ทำให้อยู่รอดและประสบผลสำเร็จในระบบทุนนิยม นั่นก็คือ คุณต้องมีทุน

ทักษิณเห็นในจุดนี้ จุดที่เขาสั่งสมประสบการณ์ล้มลุกคลุกคลานจนกระทั่งผงาดถึงจุดที่สูงในภาคธุรกิจ ทักษิณตระหนักดีว่า การอยู่รอดและประสบผลสำเร็จจำเป็นอย่างยิ่งต้องใช้ทุน แต่ทำอย่างไรให้ชาวบ้านได้เข้าถึงแหล่งทุนได้ล่ะ ทักษิณตอบโจทย์นี้แบบระยะยาวคือการให้การศึกษาและข้อมูล และขณะเดียวกันก็ได้ตอบโจทย์นี้แบบระยะสั้นเห็นผลได้รวดเร็วคือ "กองทุนหมู่บ้าน"

เมื่อได้เข้ามาบริหารประเทศ ทักษิณก็ได้ดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้อย่างจริงจัง นั่นคือ นโยบายกองทุนหมู่บ้าน โครงการธนาคารประชาชน 1 อำเภอ 1 ทุนเรียนนอก OTOP ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ประชาชนได้สัมผัสจากภาคการเมืองที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเมืองไทย นั่นก็คือ การที่พรรคการเมืองหนึ่งได้รักษาสัญญาที่ได้ให้ไว้ตอนหาเสียงและปฏิบัติเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนตอนเป็นรัฐบาล และก็เป็นสิ่งที่ทำให้ ทักษิณ โดดเด่นและแตกต่างจากนายกในอดีตของประเทศไทย คือการรักษาคำมั่นสัญญา

แม้ว่านโยบายกองทุนหมู่บ้าน จะถูกคัดค้าน ประนามจากบรรดานักวิชาการ สื่อสารมวลชน นักการเมืองฝ่ายค้าน หรือไม่เว้นแม้กระทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองในเวลานั้น ต่างก็ออกมาคัดค้าน มาแสดงความ "รู้ทัน" แสดงความไม่เห็นด้วย ต่างก็ วิจารณ์ โจมตี ว่าจะทำให้ชาวบ้านผิดวินัยการเงินไม่รู้คุณค่าของเงิน นำเงินไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ซื้อมือถือ ซื้อมอเตอร์ไซด์ ว่าจะทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้เป็นสินเพิ่มขึ้น ว่าจะก่อเกิดหนี้สูญมหาศาล เป็นเรื่องที่ทำให้ชาวบ้านนิสัยเสียด้านวินัยการเงิน ฯลฯ

แต่วันเวลาที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า วิสัยทัศน์และกระบวนการแก้ปัญหาของนายกทักษิณ เยี่ยมยอดเพียงใด การที่ทักษิณเปิดโอกาสให้ชาวบ้านเข้าถึงแหล่งทุนอย่างมีระบบ ให้มีการบริหารและจัดการกันเองภายในหมู่บ้าน ด้วยการกำหนดให้มีคณะกรรมการกองทุน 15 คนและอย่างน้อยครึ่งหนึ่งต้องเป็นผู้หญิง เนื่องจากเป็นเพศที่ละเอียดอ่อน ดูแลและจัดการด้านการเงินได้ดีกว่าเพศชาย ทำให้การปล่อยสินเชื่อเป็นไปอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากคณะกรรมการในหมู่บ้าน ย่อมรู้จัก นิสัยใจคอ พื้นเพ การประกอบอาชีพของลูกบ้านเป็นอย่างดี ทำให้เกิดหนี้เสียจากโครงการนี้น้อยมากๆ และที่สำคัญ มันได้เปลี่ยนชาวบ้านจากสภาพก้มหน้าก้มตา เป็นลืมตาอ้าปาก เดินยืดอกได้เต็มหน้าได้ในระยะเวลาอันสั้น

หันกลับมามองรัฐบาลชุดนี้ เริ่มต้นก็เริ่ม แจกแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่มีแบบแผนรองรับ ไม่มีจุดหมายว่าต้องการอะไร เพียงแค่เชื่อเด็กสองคนว่า จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้แน่นอน อันเป็นที่มาของโครงการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำที่มีชื่อว่า "เช็คช่วยชาติ" ผลของโครงการก็อย่างที่เห็นๆ กันอยู่ มันเหมือนเอาน้ำไปสาดกลางทะเลทรายแล้วหวังว่าจะเป็นบ่อน้ำ แต่สาดโครมวูบหาย พร้อมๆ ไปกับการหายตัวไปอย่างลี้ลับของเด็กที่ดูด้านการคลัง ทราบข่าวอีกทีก็รู้ว่ากำลังเดินสายให้สัมภาษณ์ชีวิตครอบครัวแก่บรรดานิตยสารต่างๆ ยังไม่ว่างทำหน้าที่รมต.คลัง

ท่ามกลางการทำงานแบบไปคนละทิศ มีชีวิตคนละสไตล์ ของรัฐบาลวิ่งราว ประชาชนตาขาวๆ ดำๆ ได้แต่ทำตาปริบๆ ดูรมต.ต่างประเทศ ทำหน้าที่ตำรวจสากล ดู รมต.พานิชย์ทำหน้าที่เป็นหลงจู๊โรงรับจำนำ ดูรมต.คลังทำหน้าที่ สวัสดิการและครอบครัว เห็นคนทำงานแต่ละตัว ก็ปวดหัวเวียน Head

และที่สำคัญ ต้องทนนั่งดูคนที่

"ความสามารถต่ำ คะแนนนิยมตก เป็นได้แค่นายกฯโพเดี้ยม"

บริหารบ้านเมืองด้วยปาก สร้างศัตรูรอบทิศ คิดแล้วมันน่าอนาถใจไทยแลนด์เสียจริงๆ

บทความ: อภิสิทธิ์ ผมจะมาเฉลยให้คุณได้รับรู้ว่า ทำไมหลายประเทศยังยอมรับทักษิณ

ที่มา Thai E-News

โดย เม็ดหินสีน้ำเงิน
ที่มา พันทิป
5 พฤศจิกายน 2552

ไม่ใช่แค่ทักษิณเพียงอย่างเดียวหรอก แต่เป็นเพราะ คำว่า "ประชาธิปไตย" ไงครับ มวลชนส่วนใหญ่ยังคงรัก และเรียกหาทักษิณ มวลชนส่วนใหญ่ยังคงเรียกร้องให้เขากลับมาบริหารประเทศ

อภิสิทธิ์คุณก้าวขึ้นมาอย่างไร? ใครอุ้มคุณมาบ้าง? ใช่ด้วยระบอบประชาธิปไตยหรือไม่? แค่การก้าวขึ้นตำแหน่ง คุณก็ไม่ได้รับการยอมรับเสียแล้ว ยิ่งถ้าดูฝีมือในการบริหารด้วยแล้วยิ่งแล้วใหญ่ ทักษิณทิ้งห่างคุณไม่เห็นแม้แต่ซากโมเลกุลของฝุ่นเลยทีเดียว

ขนาดคนในประเทศ ยังไม่ยอมรับคุณเลย คุณจะไปหวังให้ต่างประเทศยอมรับคุณรึไง? คนจีนทั้งประเทศ นิยมชอบทักษิณขนาดไหน คุณลองไปเที่ยวจีนดูซักครั้งซิ ลองถามแท๊กซี่ ลองถามคนจีนซิ ว่ารู้จักทักษิณไหม คิดยังไง

ลองดูเพื่อนบ้านเราบ้างซิครับ คุณอภิสิทธิ์ พม่ากับทักษิณ ลาวกับทักษิณ กัมพูชากับทักษิณ มาเลเซียกับทักษิณ ไม่เว้นแม้แต่รัสเซีย กับทักษิณ แม้กระทั่ง ปูติน ยังบอกว่าทักษิณเป็น"เพื่อน" มาแล้ว ล่าสุดก็กัมพูชา ฮุนเซน ถึงกับสร้างบ้านให้อยู่ และพูดรองรับ "เพื่อน" ของเขาอย่างไม่ไว้หน้าคุณแต่อย่างใด เพราะฮุนเซนรู้ดีไงว่า คนที่อยู่ในหัวใจของประชาชนไทยส่วนใหญ่ คนที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่เรียกร้องให้เป็นนายก คือ ทักษิณ ชินวัตร หาใช่คุณไม่ อภิสิทธิ์

ฮุนเซนคนที่ทักษิณ เคยโทรสายตรงไป ตอนเผาสถานฑูตไทยในเขมรไง ฮุนเซนคนที่ทักษิณเคยส่งคอมมาโดบินไปรับคนไทยถึงแผ่นดินเขมรไง ขนาดเรามีเรื่องเข้าใจผิดกันขนาดนั้น ฮุนเซนยังรักและยอมรับฝีมือเพื่อนที่ชื่อว่า "ทักษิณ" ไม่เปลี่ยนแปลง

ล่าสุดทักษิณไปเยือนศรีลังกา คนระดับรัฐมนตรีเขาให้การต้อนรับใหญ่โต ต้อนรับอย่างดีในฐานะผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ที่เขาชื่นชม มีมิตรไมตรีด้วย ผมอยากทราบว่า วันหนึ่งถ้าคุณอภิสิทธิ์หมดอำนาจวาสนา ไม่ได้เป็นนายก(แบบขโมยมา)ของไทย คุณไปต่างประเทศ เขาจะต้อนรับคุณฉันท์มิตรที่ดีต่อกัน อย่างที่ทักษิณได้รับการต้อนรับหรือไม่?

อภิสิทธิ์ คนที่แทบไม่ค่อยมีเพื่อนอย่างคุณ คงไม่เข้าใจว่าทำไม ทักษิณถึงผูกสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านไว้เป็นอย่างดี ทำไมทักษิณถึงได้ใส่ใจประเทศเพื่อนบ้านมากกว่ามหาอำนาจที่คุณยอมเป็นเด็กดีเสียอีก นั่นก็เพราะ เรามีชายแดนติดกันไงอภิสิทธิ์ เราเป็นเพื่อนบ้านกันไงอภิสิทธิ์ เรามีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน มีสินค้าที่ผลิตออกมาคล้ายคลึงกัน มีปัญหาที่ประสบคล้ายคลึงกันไงอภิสิทธิ์

ทักษิณมองเห็นจุดนี้ จุดที่กิ่งไม้หนึ่งกิ่งหักง่าย แต่ถ้ารวมกันเป็นกำใหญ่ๆ ก็หักลำบาก

แต่อภิสิทธิ์ คุณกลับเลือกเป็นเด็กดีของประเทศมหาอำนาจที่ดินแดนไกลโพ้น หันมาด่าเพื่อนบ้าน ให้ประเทศเป็นฐานด่าเพื่อนบ้าน คุณคิดเหรอว่าคุณทำแบบนั้นแล้วมันจะส่งผลดีต่อคุณ คุณเองยังโดนประเทศมหาอำนาจโยนเศษเงินให้คุณพร้อมกับแหนบแนมอย่างแสบสันต์ว่า "ให้มาพัฒนาประชาธิปไตย" เขาด่าคุณ คุณยังไม่รู้สึกตัวอีกเหรอ อภิสิทธิ์

ตอนนี้แถบเอเซียไม่มีใครยอมรับคุณอีกแล้ว อภิสิทธิ์ เขารอเห็นวันที่ประเทศไทยมีการเลือกตั้งใหม่ เขารอเห็นวันที่ทักษิณ ชินวัตรเพื่อนของเขา ได้กลับมาบริหารในตำแหน่งนายกของประเทศไทยอีกครั้ง เขารอสานต่อความร่วมมือต่างๆ ที่ทักษิณ ชินวัตรได้วางโครงร่างเอาไว้ ให้มาดำเนินการต่อไป เขาหวังให้เอเซีย ยิ่งใหญ่ สามารถรวมตัว ต่อรองกับประเทศมหาอำนาจได้ คุณอภิสิทธิ์ ซึ่งคนที่เขาหวังว่า มีศักยภาพเพียงพอ ที่จะต่อกรกับประเทศมหาอำนาจ ที่จะประสานประเทศต่างๆ ในแถบนี้ให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ร่วมมือร่วมใจกัน คือ"ทักษิณ ชินวัตร" เขาคือผู้นำในแทบภูมิภาคนี้ ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งคุณไม่มีทางได้สัมผัสมัน อภิสิทธิ์ เพราะขนาดเรื่องง่ายๆ แค่แต่งตั้งตำแหน่ง ผู้บังคับการตำรวจให้ชาติคุณยังไม่มีปัญญา ได้แต่หวังว่า ตำแหน่งหัวหน้าพรรคที่คุณสวมหัวโขนอยู่ คงจะไม่หลุดลอยในเร็ววันนี้หรอกนะ อภิสิทธิ์ระวังให้ดีเถิด พรรคนี้เวลาเขาคับขัน เขาจะมี "แพะ" เสมอ ไม่เชื่อก็ลองไปคุยกับ "ธารินทร์ นิมานเหมินทร์" บ้างดูซิ เผื่อจะเข้าใจอะไรในชีวิตได้ดีขึ้นนะ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

Investigative News:ช็อตต่อช็อตเปิดโปงสื่อโล้น

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 พฤศจิกายน 2552



หากหวังพึ่งก.ล.ต.และกระบวนการยุติธรรมประเทศนี้อย่างเดียวอาจจะล่าช้า หรือไม่มีประสิทธิภาพ สังคมทั้งสังคมต้องผนึกพลังกดดันให้เกิดความยุติธรรมทางสังคมได้ เราไม่สงวนลิขสิทธิ์ใดๆและจะขอบคุณอย่างยิ่ง หากท่านผู้อ่านจะเผยแพร่ข่าวชิ้นนี้ออกไปให้กว้างไกลมากที่สุดในทุกช่องทาง เป้าหมายสำคัญอันดับแรกคือเพื่อน ครอบครัว ที่ทำงาน หรือคนที่ท่านรู้จักที่เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย และเป้าหมายต่อมาคือสาธารณชนชาวไทย จากพฤติการณ์ของเนชั่นกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ให้พวกนายอภิสิทธิ์กับสุทธิชัย หยุ่นและเด็กๆของเขาได้ตระหนักว่า พวกเขาจะมีพฤติการณ์สมคบกันย่ำยีทำลายประชาธิปไตยอย่างไร้ยางอายเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว


ในรอบ 15 วันที่ผ่านมา ไทยอีนิวส์ได้นำเสนอข่าวเกาะติดเชิงสืบสวน(investigative news)กรณีนายกนก รัตน์วงศ์สกุล นักเล่าข่าวเครือเนชั่นพูดโฆษณาผ่านทีวีและวิทยุเนชั่นให้คนจองซื้อหุ้น เนชั่น บรอดแคสติ้ง-NBCที่กำลังเปิดให้คนจองซื้อช่วงนี้ โดยบอกว่าใครจองซื้อแล้วจะ"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง"ซึ่งเป็นความผิดฐานปิดบังอำพรางแบบไม่เป็นธรรมมีโทษจำคุก 2 ปี


และเนชั่นยังกระทำผิดซ้ำด้วยการโฆษณาทางทีวีของเนชั่น โดยไม่ขึ้นคำเตือนตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีประชาชนร้องเรียนไปจำนวนมาก ซึ่งก.ล.ต.หน่วยงานควบคุมเรื่องหุ้นได้แจ้งว่าจะเข้าไปดำเนินการในกรณีนี้ ส่งผลให้เนชั่นโฆษณาโดยหลบเลี่ยงกฎหมายไม่ได้ โดยได้ขึ้นคำเตือนตามกฎหมายกำหนดแล้ว

อย่างไรก็ตามเราได้ตรวจสอบพบว่า NBCอาจไม่ใช่หุ้นดีที่ถึงกับทำให้คนจองซื้อรวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง เพราะก่อน"แต่งตัวเข้าตลาด"ยังเป็นกิจการที่ขาดทุนสะสมบักโกรก เพิ่งพลิกมาเป็นกำไรภายหลังแต่งตัวเข้าตลาด เนื่องจากวิธี"ทางบัญชี"

แต่ก็น่าสนใจว่าช่วงเดียวกันนี้เนชั่นมัลติมีเดีย(NMG)ที่เป็นบริษัทแม่ของNBCกลับขาดทุนหนักขึ้น ซึ่งจากการพิจารณางบการเงินอาจเป็นไปได้ว่ามีการยักย้ายรายได้และกำไรมาให้NBC ที่จะกลายเป็นฐานที่มั่นแห่งใหม่เครือเนชั่น

ขณะที่NMGนั้นแม้จะขายตึกเนชั่นทาวเวอร์ที่บางนาไปแล้ว แต่ก็ไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย ขณะที่นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งเข้ามาถือหุ้นใหญ่อันดับ1ของNMGตำหนิว่าผู้บริหารNMGทำไม่ถูกที่ขายตึกออกไปใช้หนี้ ทำให้NMGไม่เหลือทรัพย์สินมีค่าแล้ว และเธออยากขายหุ้นออกหากขึ้นไปแถว10บาท

ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจเผยด้วยว่า ไม่ได้เข้ามาซื้อด้วยเหตุผลทางการเมือง เพื่อเทกโอเวอร์กิจการ หรือ"คุกคามสื่อ"เลย แต่เพราะมีความสัมพันธ์เกี่ยวดองผ่านการแต่งงานกับ"บิ๊ก"เนชั่น และทางประธานเนชั่นมาหว่านล้อมให้ไปซื้อหุ้นเพื่อให้ความสัมพันธ์เป็นทองแผ่นเดียวกัน และตอนนี้รู้สึกแยที่ต้องติดหุ้น และเจอขายตึก ซึ่งเป็นทรัพย์สินใหญ่ที่สุดออกไป ในขณะที่NBC กลับโชว์ผลกำไร เพื่อจูงใจคนมาซื้อจองหุ้นใหม่

ต่อไปนี้เป็นหนังสือของก.ล.ต. และการประมวลข่าวในรอบ 15 วันที่เรานำเสนอไป


26 ตุลาคม 2552

เรียน คุณ...
ที่ ล. 82/2552 เรื่อง การตอบรับเรื่อง

ตามที่ท่านได้มี e-mail เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2552 ชี้เบาะแสกรณีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นจองของ บมจ. เนชั่น บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น ผ่านสื่อโทรทัศน์และวิทยุ ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น

สำนักงานขอขอบคุณเป็นอย่างมากที่ท่านได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวไปยังสำนักงาน โดยสำนักงานจะพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของสำนักงานต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ


ขอแสดงความนับถือ

(นางจารุพรรณ อินทรรุ่ง)
ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการ


ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน
ฝ่ายงานเลขาธิการ
โทรศัพท์ 0-2263-6000
โทรสาร 0-2256-7755
E-mail : info@sec.or.th


เกาะติดรายงานข่าวเชิงสืบสวน(investigative news)กรณีเนชั่นปั่นหุ้นจองที่ไทยอีนิวส์นำเสนอมาในรอบ15วัน:

*21ต.ค.2552-ร้องกลต.ฟันกนกคุก2ปีลูกพี่หยุ่นโดนด้วย ซี้ปึ๊กมาร์คเย้ยกฎหมายปั่นหุ้นเนชั่นกลางอากาศ

*21ต.ค.2552 ใครทุบหุ้นยังไม่แน่ แต่คนปั่นหุ้นคาหนังคาเขา มันเป็น"พวกเรา"-มาร์คว่าไง?!

*22ต.ค.2552 กนกปั่นหุ้นคุก2ปีไม่พอ กฎหมายชี้ต้องโดนเฉดหัวด้วย รู้แกวส่งเมียเป็นนอมินี จี้กลต.เร่งฟัน

*22ต.ค.2552 เอาอีกแล้วสื่อโล้นกระบอกเสียงมาร์ค ไม่กลัวเสือกระดาษกลต. ตีปี๊บขายหุ้นผิดกม.โจ่งครึ่ม

*23ต.ค.2552 ไม่รู้จะรวยหรือซวยเละ หุ้นใหม่เนชั่นเสกพ้วงเดียว จากเน่าๆเอาล้างน้ำเข้าตลาดหุ้นเฉยเลย!

*23ต.ค.2552 จำนนหลักฐานเนชั่นจ๋อย หยุดแล้วโฆษณาขายหุ้น สาวลึกเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาดขายแมงเม่า

*24ต.ค.2552 เบื้องหลังโชคมหาศาลของเนชั่น มันคืออาชญากรรมย่ำยีชาติและประชาธิปไตย

*25ต.ค.2552 ลากไส้สื่อโล้น:ผิดจากนี้กรูให้เหยียบ!

26ต.ค.2552 เนชั่นเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาด เตือนแมงเม่าจองซื้อต้องระวัง ปัจจัยเสี่ยงการเมืองพลิกขั้ว

*26ต.ค.2552 กลต.เงื้อฟันเนชั่นปั่นหุ้นจอง กนกหายซ่าคุก2ปี

*27ต.ค.2552 สื่อโล้นเย้ยกฎหมายซ้ำซาก เอาอีกแล้วขึ้นป้ายหราออกทีวีขายหุ้นจอง ไม่หวั่นเสือกระดาษกลต.

*28 ต.ค.2552 โบรกฯคุกคามสื่อ!เตือนแมงเม่าอย่าซื้อหุ้นจองNBC

*29ต.ค.2552 แฉ'เวชชาชีวะ'สมคบสื่อโล้นงาบผลประโยชน์ชาติ

*30ต.ค.2552 ทิ้งเนชั่นหักเหลี่ยมจึงรุ่งเรืองกิจ NBCที่มั่นใหม่หยุ่น


2 พ.ย.-ลากไส้แก๊งเด็กนรกNATION

3พ.ย.เดินหน้าเปิดโปงสื่อโล้น อย่าปล่อยเนชั่นลอยนวล

4พ.ย.-ปิดฝาโลงเนชั่น เปิดสัมพันธ์แก๊งหยุ่นเปรมมาร์ค

*11พ.ย.2552 คาดว่าหุ้นNBCจะเปิดการซื้อขายครั้งแรกในตลาดMAI

ไทยอีนิวส์ยังจะเกาะติดและนำเสนอข่าวเชิงสืบสวนในกรณีนี้ต่อไป หากท่านผู้อ่านเกรงว่าคนที่กระทำผิดจะลอยนวล ท่านสามารถแจ้งร้องเรียน หรือชี้เบาะแสการกระทำผิดไปได้ที่


ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน

ฝ่ายงานเลขาธิการ
โทรศัพท์ 0-2263-6000
โทรสาร 0-2256-7755
E-mail : info@sec.or.th


และหากหวังพึ่งก.ล.ต.และกระบวนการยุติธรรมประเทศนี้อย่างเดียวอาจจะไม่มีประสิทธิภาพ สังคมทั้งสังคมสามารถกดดันให้เกิดความยุติธรรมทางสังคมได้ เราไม่สงวนลิขสิทธิ์ใดๆหากท่านผู้อ่านจะเผยแพร่ข่าวชิ้นนี้ออกไปให้มากที่สุด เป้าหมายสำคัญอันดับแรกคือเพื่อน หรือครอบครัว หรือคนที่ท่านรู้จักที่เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย และสาธารณชนชาวไทยที่เสียหายร่วมกันจากพฤติการณ์ของเนชั่นกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์

เปิดคำวินิจฉัยผู้พิพากษาเสียงส่วนน้อย ปฏิเสธอำนาจคณะรัฐประหาร!!!!!

ที่มา ประชาไท

“หากศาลรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เท่ากับศาลไม่ได้รับใช้ประชาชน จากการใช้อำนาจโดยมิชอบและเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตยดังกล่าวมาข้างต้น ทั้งเป็นการละเลยหลักยุติธรรมตามธรรมชาติที่ว่าบุคคลใดจะรับประโยชน์จากความฉ้อฉลหรือความผิดของตนเองหาได้ไม่ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป”...........

28 กันยายน 2552 องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีมติเสียงข้างมากพิพากษาตัดสิทธิทางการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีต รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเวลา5 ปี กรณีปกปิดข้อเท็จจริงในการยื่นบัญชีแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้งยังพิพากษาให้มีโทษทางอาญา ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยมีคำสั่งให้จำคุก 2 เดือน ปรับ 4 พันบาท แต่โทษจำคุกให้รอไว้ก่อน 1 ปี

คดีดังกล่าว มี ป.ป.ช.เป็นผู้ร้อง โดยยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่า นายยงยุทธ อาจเข้าข่ายจงใจปกปิดการยื่นรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อปี 2548

ข่าวเลือนหายไปจากความสนใจอย่างเงียบเชียบในเวลาไม่นาน แม้แต่ตัวของนายยงยุทธเองก็น้อมรับคำวินิจฉัยอย่างไม่ยี่หระพร้อมกล่าวว่า "คมช.เข้ามา ผมก็ถูกดำเนินคดีโหลนึง วันนี้เป็นคดีที่ 4 ยังมีคดีที่เหลือต้องขึ้นศาลอีก รอดครั้งนี้ ก็ไม่รู้ว่าครั้งหน้าจะรอดหรือไม่"

ทว่ามติของศาลฏีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองครั้งนี้ จะกลายเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์กระบวนการกฎหมายไทยที่ผู้พิพากษารายหนึ่งมีคำวินิจฉัยปฏิเสธอำนาจของคณะรัฐประหารอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมอ้างอิงหลักกฎหมายในการวินิจฉัยความไม่ชอบธรรมของคณะรัฐประหารผ่านคำวินิจฉัยส่วนตนซึ่งใช้ประกอบการลงมติตัดสินคดีดังกล่าว และนี่คือคำวินิจฉัยของผู้พิพากษาเสียงส่วนน้อย

000

"ส่วนหนึ่งจากคำวินิจฉัยส่วนตนของนายกีรติ กาญจนรินทร์ ในคดีหมายเลขแดงที่ อม. ๙/๒๕๕๒"

.................................................
ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีอำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้อง) คดีนี้หรือไม่ เห็นว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ศาลเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นของประชาชน ศาลจึงต้องใช้ อำนาจดังกล่าวเพื่อประชาชนอย่างสร้างสรรในการวินิจฉัยคดีเพื่อให้เกิดผลในทางที่ขยายขอบเขตการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหากศาลไม่รับใช้ประชาชน ย่อมทำให้ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถูกท้าทายและสั่นคลอน

นอกจากนี้ศาลควรมีบทบาทในการพิทักษ์ความชอบด้วยกฎหมายรวมถึงพันธกรณีในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจโดยมิชอบและพันธกรณีในการปกปักรักษาประชาธิปไตยด้วย

การได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยความไม่ยินยอมพร้อมใจจากประชาชนส่วนใหญ่ เท่ากับเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย การปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ย่อมเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย

หากศาลรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เท่ากับศาลไม่ได้รับใช้ประชาชน จากการใช้อำนาจโดยมิชอบและเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตยดังกล่าวมาข้างต้น ทั้งเป็นการละเลยหลักยุติธรรมตามธรรมชาติที่ว่าบุคคลใดจะรับประโยชน์จากความฉ้อฉลหรือความผิดของตนเองหาได้ไม่ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป ยิ่งกว่านั้นยังเป็นช่องทางให้บุคคลหรือคณะบุคคลดังกล่าวยืมมือกฎหมายเข้ามาจัดการสิ่งต่างๆ

ข้อเท็จจริงเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ปัจจุบันอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ นานาอารยะประเทศส่วนใหญ่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่ยอมรับอำนาจที่ได้มาจากการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ฉะนั้นเมื่อกาละและเทศะในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้วจากอดีต ศาลจึงไม่อาจที่จะรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็นรัฎฐาธิปัตย์

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปเช่นกันว่า ผู้ร้องประกอบด้วยคณะกรรมการที่เป็นผลพวงของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) แต่ คปค. เป็นคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหาร เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 จึงเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตยดังเหตุผลข้างต้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แม้จะได้รับการนิรโทษกรรมภายหลังก็ตาม หาก่อให้เกิดอำนาจที่จะสั่งการหรือกระทำการใดอย่างรัฏฐาธิปัตย์

ผู้ร้องประกอบด้วยคณะบุคคลที่เป็นผลพวงของ คปค. ย่อมไม่มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันปราบปรามการทุจริต พุทธศักราช 2542 ด้วยเช่นกัน ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้อง) คดีนี้ อำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้อง) เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาว่าผู้คัดค้านจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

วินิจฉัยให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
นายกีรติ กาญจนรินทร์

หมายเหตุ คำวินิจฉัยมีทั้งหมด 10 หน้า ประชาไทลงเฉพาะคำวินิจฉัยหน้า 8-10 จากเนื้อหาทั้งหมด 10 หน้า เนื่องจากก่อนหน้านั้นเป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงในคำร้องของป.ป.ช.

เมื่อศาลปฏิเสธรัฐประหาร : ก้าวแรกในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย
ปิยบุตร แสงกนกกุล
หากพิจารณาประวัติศาสตร์กฎหมายไทยยุคใหม่ คงไม่เกินเลยไปนักหากจะกล่าวว่า เป็นวัฒนธรรมทางกฎหมายไปแล้วที่ศาลไทยยอมรับ-ให้ความสมบูรณ์แก่รัฐประหาร และผลิตผลของรัฐประหาร
เมื่อเผชิญหน้ากับรัฐประหาร ศาลไทยไม่เคยปฏิเสธรัฐประหาร ไม่เคยประกาศผ่านคำพิพากษาว่ารัฐประหารไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตรงกันข้ามในคำพิพากษาศาลฎีกาหลายกรณี ศาลยอมรับการดำรงอยู่ของคณะรัฐประหาร โดยถือหลักว่าเมื่อเริ่มแรกรัฐประหารเป็นสิ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนกระทั่งคณะรัฐประหารได้กระทำการจนสำเร็จและยึดอำนาจได้อย่างบริบูรณ์ สามารถยืนยันอำนาจของตนและปราบปรามอำนาจเก่าหรือกลุ่มที่ต่อต้านให้เสร็จสิ้น เมื่อนั้นคณะรัฐประหารก็มีสถานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจออกรัฐธรรมนูญใหม่หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่า ตลอดจนการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมายได้
พูดง่ายๆก็คือ ศาลไทยให้ความสำคัญ อำนาจ ในความเป็นจริงเป็นสำคัญ มากกว่าจะพิจารณาถึงความถูกต้องของ กระบวนการได้มาซึ่งอำนาจ นั่นเอง
เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๖๒/๒๕๐๕ ในพ.ศ.๒๕๐๑ คณะปฏิวัติได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมือง ข้อความใดที่หัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชนก็ต้องถือว่าเป็นกฎหมาย แม้พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงตราออกด้วยคำแนะนำหรือยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรก็ตามหรือคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๓๔/๒๕๒๓ แม้จะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกประกาศใช้แล้วก็ตาม แต่ก็หาได้มีกฎหมายยกเลิกประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองผ่นดินไม่ ประกาศหรือคำสั่งนั้นจึงยังคงเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่
ถึงกระนั้นก็ตาม ศาลไทยพยายามใช้และตีความกฎหมายเพื่อพิพากษาไปในทางที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากประกาศคณะรัฐประหารอยู่บ้าง โดยพิจารณาว่าประกาศของคณะรัฐประหารขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังกรณี “กฎหมายควบคุมอันธพาล” หรือกรณีประกาศ รสช.เรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมือง กรณี “กฎหมายควบคุมอันธพาล” นั้น ศาลแขวงอุบลราชธานีในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๙๑๘/๒๕๑๒ เห็นว่าประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๔๓ พ.ศ.๒๕๐๓ เกี่ยวกับการควบคุมตัวอันธพาลนั้นขัดรัฐธรรมนูญ เพราะ ให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยว่าบุคคลใดเป็นอันธพาล และมีอำนาจส่งตัวบุคคลนั้นไปยังสถานอบรมและฝึกอาชีพจึงมีผลเท่ากับเป็นการตั้งให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจพิจารณาคดีชี้ความผิดและลงโทษบุคคลได้ นอกจากนี้ประกาศฉบับนี้ยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาการลงโทษที่แน่นอนชัดเจน และโทษที่จะลงนั้นหนักเบาสถานใด สุดแท้แต่คณะกรรมการจะพิจารณา ทำให้โทษที่ได้รับไม่ได้สัดส่วนกับความผิดและไม่เป็นธรรมต่อผู้ถูกลงโทษ อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้ยืนยันในคำวินิจฉัยที่ ๑/๒๕๑๓ ว่าประกาศฉบับนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
แม้ศาลจะไม่ปฏิเสธความเป็นกฎหมายของประกาศคณะรัฐประหาร แต่ศาลก็พยายามใช้และตีความเพื่อลดความเข้มข้นของประกาศคณะรัฐประหารและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เช่น กรณีเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามประกาศคณะรัฐประหารต่างๆ เพื่อควบคุมตัวในข้อหาบ่อนทำลายความมั่นคงบ้าง ในข้อหากระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์บ้าง ในข้อหาเป็นภัยต่อสังคมบ้าง ศาลก็จะใช้และตีความกฎหมายไปในทางที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยการสั่งให้ปล่อยตัวบ้าง ลดจำนวนวันคุมตัวบ้าง ตลอดจนพิจารณาว่ามูลเหตุแห่งการควบคุมตัวนั้นตรงตามที่ประกาศคณะรัฐประหารกำหนดหรือไม่
มีข้อควรสังเกตว่า เมื่อศาลไทยเผชิญหน้ากับรัฐประหาร ผลิตผลของคณะรัฐประหาร คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารแล้ว ศาลจะรับรองการดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านี้ เว้นเสียแต่ว่า ผลิตผลของคณะรัฐประหารเข้ามารุกล้ำศาล มีผลกระทบกระเทือนต่อศาล หรือลิดรอนอำนาจของศาล เมื่อนั้นศาลก็ไม่ลังเลที่จะปฏิเสธคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธผ่านทางคำพิพากษา หรือปฏิเสธผ่านทางการแสดงออกด้วยการกดดัน
การปฏิเสธประกาศคณะรัฐประหารผ่านทางคำพิพากษา ก็โดยการวินิจฉัยว่าประกาศคณะรัฐประหารขัดรัฐธรรมนูญ เพราะ “ตั้ง “คณะบุคคลที่มิใช่ศาล” ให้มีอำนาจทำการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเช่นเดียวกับศาล” หรือ “ใช้กฎหมายที่มีโทษทางอาญาย้อนหลังไปลงโทษบุคคล” ส่วนการปฏิเสธประกาศคณะรัฐประหารด้วยการกดดัน ก็เช่นกรณี “กฎหมายโบดำ” ที่คณะรัฐประหารของจอมพลถนอม กิตติขจรได้ตราประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๙ เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ เกี่ยวกับระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ฝ่ายตุลาการเห็นกันว่าประกาศนี้ส่งให้ฝ่ายบริหารเข้าแทรกแซงความเป็นอิสระของศาล มีการรณรงค์คัดค้านประกาศนี้อย่างกว้างขวาง ประธานศาลฎีกาออกโรงมาเขียนแถลงการณ์สาธารณะแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน มีการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกประกาศนี้ เพียงสองสัปดาห์ รัฐบาลถนอมก็ทนแรงกดดันไม่ไหว ต้องผลักดันให้ตราพ.ร.บ.ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๙๙
คงไม่เกินเลยไปที่จะกล่าวว่า ศาลไทยพร้อมจะ “ชน” กับคณะรัฐประหาร ถ้าคณะรัฐประหารเข้ามาล้ำแดนความเป็นอิสระของศาลหรือเข้ามาแตะต้องวัฒนธรรมองค์กร แต่กับกรณีที่คณะรัฐประหารเข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลอันขัดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรงนั้น ศาลไทยกลับยอมรับ หรือกรณีที่หัวหน้าคณะรัฐประหารใช้อำนาจเผด็จการตามมาตรา ๑๗ แบบสฤษดิ์ ศาลไทยกลับนิ่งเฉยไม่รับคำฟ้องโดยให้เหตุผลว่าไม่มีอำนาจ ตลอดจนกรณีที่คณะรัฐประหารตราธรรมนูญการปกครองชั่วคราวเพื่อใช้แทนรัฐธรรมนูญเดิม โดยมีเนื้อหาที่ขัดกับหลักนิติรัฐ-ประชาธิปไตย ให้อำนาจเผด็จการแก่หัวหน้าคณะรัฐประหารเพียงผู้เดียว ศาลไทยกลับยืนยันว่าทำได้
อาจเหมือนที่เสน่ห์ จามริกตั้งข้อสังเกตไว้ใน “การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ” ว่าท่าทีของฝ่ายตุลาการที่ต่อต้านประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๙ อย่างจริงจังถึงขั้นชุมนุมประท้วงนั้น เพราะเนื้อหาของประกาศฉบับนี้กระทบต่อการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตุลาการ น่าเสียดายที่ท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจนรุนแรงขององค์กรตุลาการเช่นนี้กลับไม่เกิดขึ้นกับการก่อการรัฐประหารหรือประกาศคณะรัฐประหารที่มีเนื้อหาไม่เป็นธรรมอื่นๆ
เมื่อพิจารณาประกอบกับบทบัญญัติในมาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ซึ่งบัญญัติว่า บรรดาการใดๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราขอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฏหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้แล้ว คงแทบไม่ต้องคาดหวังเลยว่าศาลไทยจะประกาศไม่ยอมรับรัฐประหาร ๑๙ กันยายน
นับแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ มีบททดสอบหลายกรณีขึ้นไปสู่ศาล ศาลมีโอกาสหลายครั้งในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับรัฐประหารหรือผลผลิตของรัฐประหาร แต่คำตอบที่สังคมได้รับยังคงอยู่ในสูตรเดิมๆ ประเภทที่ว่า “คณะรัฐประหารเป็นรัฏฐาธิปัตย์” หรือทันสมัยหน่อยก็เช่น “บทบัญญัติในมาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญให้กับรัฐประหารและผลผลิตของคณะรัฐประหาร”
จนกระทั่งมาถึงคดีที่สังคมสนใจไม่มากเท่าไรนัก อย่างคดีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ (คดีหมายเลขแดงที่ อม.๙/๒๕๕๒) ดังที่ปรากฏตามข่าว ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ด้วยมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า นายยงยุทธจงใจแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินหนี้สินอันเป็นเท็จโดยปกปิดข้อเท็จจริงไม่แจ้งให้ทราบ จึงต้องห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ และถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา ๕ ปี และมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. ให้จำคุก ๒ เดือน ปรับ ๔,๐๐๐บาท แต่นายยงยุทธไม่เคยมีคดีถูกลงโทษจำคุก จึงให้รอลงโทษไว้ ๑ ปี
ผลของคำวินิจฉัยอาจไม่เกินความคาดหมายของนายยงยุทธ ผู้สนับสนุนนายยงยุทธ ผู้สนับสนุนขั้วการเมืองขั้วเดียวกับนายยงยุทธ ตลอดจนศัตรูทางการเมืองของนายยงยุทธ แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ ในคำวินิจฉัยส่วนตนของผู้พิพากษาท่านหนึ่งที่ร่วมเป็นองค์คณะในคดีนี้ (เสียงข้างน้อย) ได้ประกาศชัดเจนและตรงไปตรงมาถึงการไม่รับรองรัฐประหาร
ผมมีข้อสังเกตสั้นๆ สามประเด็น
หนึ่ง ผู้พิพากษาท่านนี้เห็นว่าศาลมีพันธกิจในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และปกปักรักษาประชาธิปไตย
สอง ผู้พิพากษาท่านนี้เห็นว่าหากศาลรับรองรัฐประหาร ย่อมเป็นการส่งเสริมให้เกิดรัฐประหาร เป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป
สาม ผู้พิพากษาท่านนี้เห็นว่าโลกปัจจุบัน นานาอารยะประเทศไม่ยอมรับรัฐประหาร เมื่อกาละและเทศะเปลี่ยนไปจากเดิม ศาลจึงไม่อาจรับรองรัฐประหาร ดังที่เคยปรากฏตามคำพิพากษาในอดีต
ขอคารวะในความกล้าหาญ ความกล้าที่จะเป็นหินก้อนแรกของท่านผู้พิพากษากีรติ กาญจนรินทร์ หินก้อนแรกที่หย่อนลงไปในสายธารประวัติศาสตร์ ประกาศให้สังคมได้รับรู้ว่า...
ในนิติรัฐ “แบบไทยๆ” และประชาธิปไตย “แบบไทยๆ” เป็นไปได้ที่ศาลจะไม่ยอมรับรัฐประหาร