WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, November 6, 2009

ถอดรหัส ‘นครปัตตานี’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ติดเครื่องได้ทันที สำหรับไอเดีย “นครปัตตานี” เขตปกครองพิเศษ ที่จะมาดับไฟใต้ที่ “บีเจ” หรือ “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิตยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ขายไอเดียให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยและพรรครัฐบาลได้ซี๊ด! กันอีกครั้ง“พรรคเพื่อไทยเสนอแนวทางนครปัตตานี ที่มีลักษณะคล้ายกับนครเชียงใหม่ คือให้มีการออกพระราชบัญญัติให้ประชาชนสามารถดูแลตัวเอง โดยให้เกียรติกับประชาชนในพื้นที่ แต่ยังอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายไทยส่วนรายละเอียดขึ้นอยู่กับรัฐบาล”เป็นคำอธิบายจาก “บิ๊กจิ๋ว” เจ้าของฉายาในอดีต “ขงเบ้งแห่งกองทัพ”ก่อนจะอธิบายลงลึกอีกนิดว่า“นครปัตตานีเหมือนเชียงใหม่ และกทม. (กรุงเทพมหานคร) คือต้องออกพระราชบัญญัติให้มีขอบเขตดูแลตนเองโดยเฉพาะวิถีมุสลิมของประชาชนที่นั่นแต่การดำเนินการใดๆ ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายไทย คือให้เกียรติให้ดูแลตนเองได้ในระดับหนึ่ง”พิจารณาจากคำแถลงก็ยังไม่มีรายละเอียดอะไรมากนัก และที่สำคัญ พล.อ.ชวลิตก็ยอมรับในอีกประโยคหนึ่งว่า “รายละเอียดต้องมีการพูดคุยกันไม่พูดก็คงไม่รู้ ”้ และคงต้อง “ขึ้นอยู่กับรัฐบาล” อีกด้วยฉะนั้นหากต้องการ “ถอดรหัส”แนวคิดของ พล.อ.ชวลิต ต้องย้อนไปพิจารณาบทสัมภาษณ์เก่าๆ ของเขาซึ่งเจ้าตัวเคยพูดเรื่องนี้เอาไว้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวมากที่สุด เมื่อเดือน ส.ค.2550 ในช่วงปลายของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ในหนังสือที่ชื่อ“การต่อสู้ครั้งสุดท้าย” ที่ พล.อ.ชวลิตเคยเขียนเอาไว้เป็นประวัติศาสตร์กรอบความคิดที่เป็นดั่งคัมภีร์ของการจัดการ “ความขัดแย้ง” ในมุมมองของ“บิ๊กจิ๋ว” ก็คือ ในสงครามที่เป็นความขัดแย้งทางอุดมการณ์ที่เราเรียกว่าการก่อการร้ายนั้น ไม่มีทางที่จะได้ชัยชนะด้วยการ

ใช้ปฏิบัติการทางทหารแต่จะต้องใช้ปฏิบัติการทางการเมืองเพราะการเอาชนะทางการเมืองคือชัยชนะที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด“เมื่อไหร่ที่บอกว่าชนะแล้ว เพราะล้อมปราบได้ 150 คน อันนี้ถือว่าอันตรายอย่างที่สุด” พล.อ.ชวลิตกล่าวเอาไว้เมื่อกว่า 2 ปีที่แล้วในครั้งนั้น พล.อ.ชวลิต ยังเสนอแนวทางการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ซึ่งก็คือการเอาชนะทางความคิดว่า มีอยู่ 3 ทฤษฎีใหญ่ๆ โดยทั้งหมดปรากฏอยู่ในหนังสือที่ชื่อ “การต่อสู้ครั้งสุดท้าย” ด้วยกล่าวคือ
1. ทฤษฎีดอกไม้หลากสี หมายถึงการทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้แม้จะมีความแตกต่างด้านเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม เพราะสังคมของคนสามจังหวัดภาคใต้ในอดีต คือสังคมของความเป็นมิตร ความปรองดองไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธหรือมุสลิม ซึ่งวันนี้ต้องเรียกกลับมาให้ได้
2. ทฤษฎีถอยคนละสามก้าว หมายถึงต้องมีผู้หนึ่งผู้ใดเป็นผู้เสียสละ และตัดสินว่าจะไม่อยู่ร่วมในกระบวนการแห่งความขัดแย้ง ซึ่งความจริงไม่จำเป็นต้องถอยทั้งสองฝ่าย แค่ถอยเพียงฝ่ายเดียวก็ได้ผลแล้วเพราะจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งตีไม่ถึง และ
3. ทฤษฎีนครปัตตานี หมายถึงการให้อำนาจคนในพื้นที่ได้ปกครองและดูแลตัวเอง ในรูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น“นครรัฐปัตตานีก็คือการให้อำนาจการปกครองและดูแลตัวเอง เพราะไม่มีประเทศไหนหรอกที่มีชนกลุ่มน้อยอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนแล้วจะไม่ให้อำนาจในการดูแลตัวเอง แม้กระทั่งประเทศที่มีการปกครองในระบอบเผด็จการ ยังให้มากกว่านี้เลย คือให้เป็นเขตปกครองพิเศษด้วยซํ้าไป”จากท่าทีในอดีต ถอดรหัสได้ว่า“นครปัตตานี” ซึ่งเป็นหนึ่งในสามทฤษฎีว่าด้วยการเอาชนะทางความคิดในสงครามที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของ พล.อ.ชวลิต หาใช่ข้อเสนอการตั้ง“เขตปกครองพิเศษ” ไม่?เป็นแต่เพียง

การจัดรูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษขนาดใหญ่กว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดและเทศบาล เพื่อให้มีการเลือกตั้ง“ผู้นำระดับนคร” ของตัวเองรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่มีสิทธิมีเสียงเลือกตั้งผู้ำนำของตนเองนั้นมีรูปแบบที่ใี่ช้เหมือนกันทั่วประเทศอยู่ 3 รูปแบบใหญ่ๆ คือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาลและองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)แต่ทั้ง 3 รูปแบบนี้เป็นการบริหารงานท้องถิ่นที่ซ้อนอยู่ภายใต้ “การบริหารราชการส่วนภูมิภาค” ซึ่งมี “ผู้ว่าราชการจังหวัด” ที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลในส่วนกลางปกครองอยู่อีกชั้นหนึ่งอย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังมีการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอีก 2 แห่งคือ กรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยาโดยเขตปกครองพิเศษทั้ง 2 แห่งมีลักษณะการปกครองที่คล้ายกัน คือ มีการเลือกตั้งผู้บริหารเอง และปกครองด้วยรูปแบบที่ไม่ขึ้นตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ขึ้นตรงกับ กระทรวงมหาดไทยโดยตรงดังนั้น อำนาจเต็มจึงอยู่ที่ “ผู้บริหาร”ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์หวั่นใจว่า...ในอนาคตจะไม่สามารถบริหารจัดการอำนาจแบบพิเศษนี้ได้ จึงต้องติดตามกันอีกยกว่า ไอเดียนี้จะนำมาสู่การปฏิบัติได้หรือไม่ได้ 

บีบีซี – กลุ่ม 16 ปชป. ทิ้งเรื่องทำลายชาติ?

ที่มา บางกอกทูเดย์

อย่าไปมองว่ากรณี “บีบีซี” เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับนายราเกซ เท่านั้นแต่เรื่องนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รากฐานทางเศรษฐกิจของไทยทรุดหนักถึงขั้นพังทลายไปในปี 2540 เลยทีเดียวทั้งนี้เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการฉ้อฉลเงินจำนวนนับแสนล้านบาท แล้วรัฐบาลประชาธิปัตย์จะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนกับเรื่องนี้อย่างงั้นหรือ?เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า...กรณีบีบีซีนั้น มีการปล่อยสินเชื่อกระจุกตัวหลายหมื่นล้าน ให้กับกลุ่มนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองบางกลุ่มที่เป็นรัฐบาลอยู่ในสมัยนั้นซึ่งเรียกขานกันว่า “กลุ่ม 16”โดยมีหลายคนเป็นรัฐมนตรีในชุดของรัฐบาล บรรหาร ศิลปอาชาด้วยวิธีการที่อาจจะกล่าวได้ว่าผิดกฎหมายอย่างแนบเนียนเช่น ให้วงเงินโอดีโดยไม่มีหลักทรัพย์คํ้าประกันให้เงินกู้เกินกว่าหลักทรัพย์ หรือนำเอาหลักทรัพย์คุณภาพต่ำมากเู้งินตีราค้าที่ดินสูงเกินจริงนับสิบเท่านำเอาที่สาธารณะหรือป่าสงวนมาออกเอกสารสิทธิชนิดน.ส.3 หรอื น.ส.3ก.แล้วมา้ค้าํประกันเงินกู้นับพันนับหมื่นล้้านกลุ่มนักธุรกิจนักการเมืองดังกล่าวนำเงินที่ได้มาไปทำการเก็งกำไร ปั่นราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทำเงินให้กับพวกของตนนับร้อยนับพันล้านบาทแต่เกิดความเสียหายขึ้นกับ บีบีซี เกือบแปดหมื่นล้านบาท จนในที่สุด...บีบีซีก็ล้มครืนลง และนำพาเอาสถาบันการเงินแห่งอื่นๆ พลอยล้มลงไปด้วยจนเกิดกลายเป็น “โรคต้มยำกุ้ง” ซึ่งไม่เพียงทำให้ประเทศไทยเสียหายเท่านั้นแต่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกสั่นสะเทือนไปด้วยที่จริงในวันนั้นพรรคประชาธิปัตย์โดย “สุเุทพ เทือกสุบรรณ”ได้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล บรรหาร ศิลปอาชาโดยวางนํ้าหนักในเรื่องที่ กลุ่ม 16 เกี่ยวข้องกับการฉ้อฉลทางการเงินที่เกิดขึ้นกับบีบีซี และได้มีการแสดงหลักฐานหลายอย่างในเรื่องที่นักการเมืองในฟากรัฐบาลบรรหารไปรับเงินจากบีบีซีโดยมีต้นขั้วเช็คเป็นจำนวนเงิน 75 ล้านบาทใบหนึ่ง และเช็คธนาคารแหลมทองลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2539 จำนวน20 ล้านบาทอีกใบหนึ่งเพื่อแลกกับการไม่เอาเรื่องกับบีบีซี...แล้ว สุเทพ เทือกสุบรรณยังกล่าววาทะโด่งดังในตอนนั้นด้วยว่า...หาก “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เป็นรัฐมนตรีมหาดไทยจะจับนักการเมืองรัฐบาลนั้นเข้าคุกภายในสองเดือนมาในวันนี้ สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายก

รัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงภายในทำไมไม่ดำเนินการตามกฎหมายกับบรรดานักการเมืองที่ทำลายชาติบ้านเมืองเหล่านั้นเล่าครับ ทั้งๆ ที่อายุความยังไม่หมดสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็รู้รายละเอียดทุกเรื่องเป็นอย่างดีอย่าดิ้นหนีอย่างด้านๆ ว่า...ในวันนั้นทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านจึงทำหน้าที่ของฝ่ายค้านที่ดี และหน้าที่นั้นก็จบแล้วได้ส่งเอกสารทุกอย่างให้กับประธานรัฐสภาไปแล้วหมดหน้าที่ของตนแล้ว ในวันนี้เป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องผู้เสียหายในการที่จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไปกรณีบีบีซีได้สร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศต้องใช้ภาษีอากรของประเทศหลายหมื่นล้านบาทเข้าไปแก้ปัญหาและยังเป็นรากเหง้าสำคัญของการทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศพังพินาศยับเยินลงในปี 2540 ด้วยดงันนั้ ประเทศไทยและประชาชนไทยทงั้ ประเทศเปน็ ผเู้สยี หายซึ่งรัฐบาลในฐานะที่เป็นฝ่ายบริหารของประเทศ จะปฏิเสธความรับผิดชอบในการดำเนินการตามกฎหมาย กับนักการเมืองและนักธุรกิจทุกคนที่สร้างความเสียหายให้กับบีบีซีดังกล่าวไม่ได้เลยแม้แต่น้อยไม่เช่นนั้น...คุณมาเป็นรัฐบาลทำไม?หรือว่า...นักการเมืองนักธุรกิจดังกล่าวในวันนี้มาเป็น รัฐบาลร่วมกับคุณ คุณก็เลยทำ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่รู้เรื่องรู้ราวโยนเรื่องไปให้พ้นตัว เพื่อไม่ให้รัฐบาลล้มครืนลงเพราะเรื่องนี้เรื่องบีบีซี เรื่องกลุ่ม 16 เรื่องราเกรซ คงไม่จบลงง่ายๆ อย่างที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ และ พรรคประชาธิปัตย์ พยายามที่จะ“ปัดสวะ” ให้พ้นตัวอย่างนี้ดอกครับท้ายที่สุดหาก พรรคประชาธิปัตย์ และ สุเทพ เทือกสุบรรณไม่ชิงเป็นฝ่ายกระทำในการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดต่อผู้กระทำผิดทั้งหมดแล้วละก็เรื่องนี้ก็จะกลายเป็น “บูมเมอแรง” หวนกลับมาทำลายล้างพรรคประชาธิปัตย์และตัวนายสุเทพ อย่างไม่ต้องสงสัย! 

ทักษิณ-ฮุน เซ็น สอนมวยมาร์ค!

ที่มา บางกอกทูเดย์

2 ตำแหน่งใหญ่-ดังไปทั้งโลกเพราะที่ผ่านมาคำพูดของนายอภิสิทธิ์ขาดความสุภาพอ่อนน้อมทางการทูต วันนี้สมเด็จฯ ฮุน เซน จึงสอนมวยให้เห็นว่า กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ รัฐบาลกัมพูชามีจุดยืนที่ชัดเจนอย่างไร ล่าสุดจึงเป็นข่าวกระหึ่มโลกอีกครั้ง เพราะรัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์แต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาซึ่งอาจจะมองว่าเป็นเพราะมิตรภาพก็ได้ แต่ที่สำคัญคือให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชาด้วยนี่สิ นี่คือการรับรองอย่างเป็นทางการของรัฐบาลกัมพูชาเลยทีเดียว

ค่าของคนอยู่ที่ผลของงานแม้ว่าจะเป็นคำพูดคำสอนที่มีมานานในสังคมไทยหลายสิบปีแล้วก็ตาม แต่ก็พบว่ามีคนไม่น้อยเหมือนกันที่ทำไม่ได้ ซ้ำร้ายบางคนยังเป็นประเภท เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ออกหูหมาทะลุหูควายไปโน่นเลยและคนประเภทเด็กแสบเหล่านี้แหละที่มักทำตัวเป็นสุนัขจิ้งจอกหางด้วน เมื่อไม่มีผลงานก็พยายามที่จะทำให้คนอื่นไม่มีผลงานไปด้วย ใครที่มีผลงานหรือพยายามสร้างผลงานก็จะถากถางสารพัด อ้างโน่นอ้างนี่ไปเรื่อยสุดท้ายที่รับกรรมจริงๆ ก็คือประเทศชาติ ที่ย่ำอยู่กับที่หรือไม่ก็ถอยหลังไปเลยในขณะที่ประเทศอื่นๆ ก้าวล้ำหน้าแซงประเทศไทยไปหน้าตาเฉยอย่างวันนี้ ต้องยอมรับความจริงว่าประเทศเวียดนามกำลังมาแรง และในการพัฒนาประเทศหลายๆ ด้านนั้น ได้แซงหน้าประเทศไทยไปแล้ว จนทำให้นักลงทุนต่างชาติหันไปลงทุนที่เวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นจังหวะที่ประเทศไทยถูกแช่แข็งจากการกระทำรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 และเกิดปัญหาการเมืองต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงปัจจุบันทุกรัฐบาลที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 19 กันยายน ไม่สามารถที่จะอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะวาระซ่อนเร้นของกลุ่มทหาร คมช. กลุ่มอำมาตยาธิปไตย และกลุ่มม็อบการเมือง ยังคงเล่นไม่เลิก ทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ

แม้แต่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่คมช. กลุ่มอำมาตยาธิปไตย และกลุ่มม็อบพันธมิตร อุ้มขึ้นมาให้เป็นรัฐบาล แต่ก็ขาดเสถียรภาพ เพราะประชาชนจำนวนมากไม่ยอมรับ เห็นว่าขึ้นมาเป็นรัฐบาลอย่างไม่สง่างามซ้ำร้ายเมื่อขึ้นมาเป็นรัฐบาลแล้ว กลับไม่ได้ทุ่มเทในการพัฒนาบริหารประเทศอย่างเต็มที่ กลับมุ่งแต่จะทำลายล้างคู่แข่งทางการเมืองเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็เล่นเกมกับพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ ไม่หยุดหย่อนจนทำให้ลึกๆ แล้วในพรรคร่วมรัฐบาลขาดความสามัคคีที่แท้จริง การเกาะเกี่ยวที่ยังคงอยู่ได้เป็นเรื่องของการต่อรองกันและกันอยู่ตลอดเวลาสะท้อนชัดเจนถึงการไม่มีผลงาน และการไม่มีเสถียรภาพในขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรี อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เสียอีก ที่แม้จะต้องระเห็จระเหเร่ร่อน เพราะพิษการเมืองในประเทศ กลับมีประเทศต่างๆ ให้การต้อนรับ และต้องการให้เข้าไปช่วยทำงานพัฒนาบ้านเมืองและเศรษฐกิจให้ประเทศเหล่านั้นกรณีของประเทศกัมพูชา เป็นประเทศหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน ถึงการมองเห็นคุณค่าในฝีมือการทำงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งการยืนยันในเรื่องมิตรภาพ ของ สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่าพ.ต.ท.ทักษิณคือมิตรแท้ จนทำให้นายอภิสิทธิ์ เกิดอาการขัดใจอย่างรุนแรงและใช้คำพูดที่ขาดประสบการณ์ทางการทูต ขาดวุฒิภาวะในการเป็นผู้นำ ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 กลายเป็นข่าวฉาวไปทั่วโลก และทำให้ประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนอึ้งกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นไปตามๆ กันและวันนี้ สมเด็จฯ ฮุน เซน และประเทศกัมพูชา ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ในเมื่อนายอภิสิทธิ์ไม่มีการระมัดระวังคำพูดใดๆ กับผู้นำมิตรประเทศ กัมพูชาก็ไม่ต้องมีการเกรงใจใดๆ กับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ด้วยเช่นกันล่าสุดจึงเป็นข่าวกระหึ่มโลกอีกครั้ง เพราะรัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์แต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาซึ่งอาจจะมองว่าเป็นเพราะมิตรภาพก็ได้ แต่ที่สำคัญคือให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชาด้วยนี่สิ นี่คือการรับรองอย่างเป็นทางการของรัฐบาลกัมพูชาเลยทีเดียวและพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันแห่งกัมพูชา ก็ได้ทรงลงพระนามรับรองพระราชกฤษฎีกาแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยในแถลงการณ์ที่ถูกเผยแพร่ผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งชาติกัมพูชาเมื่อเวลา ประมาณ 21.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา ไม่เพียงแค่เป็นการแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณอย่างเป็นทางการให้รับรู้กันทั่วโลก

แต่ในเนื้อหาของแถลงการณ์ยังมีการระบุยืนยันไว้ด้วยว่า ข้อกล่าวหาที่รัฐบาลไทยมีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นประเด็นทางการเมือง ดังนั้นหากอดีตนายกรัฐมนตรีไทยตัดสินใจจะพำนักที่กัมพูชา ก็จะไม่มี การส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมายังไทยเป็นอันขาด และรัฐบาลกัมพูชาอนุญาตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถเดินทางเข้าหรือออกนอกประเทศได้ตามสะดวก เพื่อปฏิบัติหน้าที่ที่ปรึกษารัฐบาล ในหลักของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การแถลงการณ์ดังกล่าว เป็นการประกาศจุดยืนอย่างเปิดเผย ไม่ซ่อนเร้นอำพราง ซึ่งสากลประเทศยอมรับได้ เพราะถือว่าเป็นการกระทำโดยเปิดเผยซึ่งเหมาะสมกว่าการกระทำแบบปิดๆ บังๆ หรือไม่มีความชัดเจนในจุดยืนดังนั้นในเรื่องนี้แม้แต่สหประชาชาติก็ยังเห็นว่าเป็นเรื่องที่กัมพูชาสามารถทำได้อย่างถูกต้อง ที่เปิดเผยชัดเจนเช่นนี้แต่แน่นอนว่า สำหรับรัฐบาลไทยแล้ว เรื่องนี้ถือว่าเป็นการศอกกลับภาวะผู้นำของนายอภิสิทธิ์อย่างตรงๆบรรดาสื่อต่างประเทศทั่วโลก ต่างวิเคราะห์ในทิศทางที่สอดคล้องกันว่า แถลงการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบระลอกใหม่ต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาเพราะลักษณะนิสัยของนายอภิสิทธิ์ และบรรดาคนใกล้ชิดรอบข้างนั้น ขณะนี้อยู่ในภาวะอำนาจครอบงำจนขาดซึ่งความสุภาพอ่อนน้อมและสัมมาคารวะที่พึงมีไปแล้วจึงเชื่อว่าจะต้องมีการใช้คำพูดที่ไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองทางการทูตออกมาอย่างแน่นอนโดยเฉพาะกับบรรดาคนของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีแต่ใช้คำพูดที่ไม่เคยสร้างความสมานฉันท์ใดๆ ให้กับประเทศชาติได้เลย จะยิ่งตอกย้ำให้ระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกัมพูชา ของสมเด็จฯ ฮุน เซน กับรัฐบาลไทยของนายอภิสิทธิ์ มองหน้ากันไม่สนิทมากขึ้นแต่ยังดีที่ในแง่ของการทหารที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าอาจจะมีการปะทะกัน และกลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศขึ้นได้นั้น ทาง พล.อ.เตีย บันห์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ว่า ตอนนี้ทหารของทั้งสองฝ่ายก็ยังคงตรึงกำลังเพื่อดูแลความเรียบร้อย ซึ่งทหารของทั้งสองประเทศเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี และไม่มีปัญหาอะไรต่อกัน และกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็พูดจากันรู้เรื่องอยู่แล้ว

ส่วนที่ว่า สมเด็จฯ ฮุน เซน เป็นห่วงเรื่องการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่าย จึงอยากจะให้มีการถอนกำลังทหารเพื่อลดความตรึงเครียด พล.อ.เตีย บันห์ กล่าวว่า ไม่มีอะไร สมเด็จฯ ฮุน เซน ไม่ได้มีการสั่งการอะไรมาเป็นพิเศษ ตอนนี้คิดมากกันไปเอง “ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ทางการทหารนั้น ไม่มีปัญหา ทั้งสองกองทัพไม่มีปัญหา เรายังแน่นปึ้กกันอยู่ และยังสามารถพูดคุยตกลงกันได้ ไม่มีปัญหาอะไร” พล.อ.เตีย บันห์กล่าวยืนยันนั่นถือเป็นเรื่องที่ดีระหว่าง 2 ประเทศ ที่ยังไม่มีเรื่องความตึงเครียดทางการทหารเข้ามาเกี่ยวข้องเท่ากับว่ายังคงเป็นการแยกแยะ ระหว่างเรื่องประเทศกับประเทศนั้น ไม่ได้มีอะไรต่อกันเป็นแต่เรื่องของรัฐบาลต่อรัฐบาลเท่านั้น ที่มีมุมมองแตกต่างกันดังนั้นรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และตัวนายอภิสิทธิ์เอง จะต้องนิ่งกว่านี้ ควบคุมอารมณ์ให้ดีกว่าที่ผ่านมา เพราะแม้ว่าในประเทศไทย นายอภิสิทธิ์จะแสดงอารมณ์เด็กดื้อออกมาอย่างไรก็อาจจะไม่มีใครกล้าตำหนิแต่สำหรับกรณีระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาลแล้ว จะให้อารมณ์เด็กหรือการยังไม่มีวุฒิภาวะผู้นำไม่เพียงพอมาก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน หรือผู้นำมิตรประเทศนั้น เป็นเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์อย่างยิ่งวันนี้นายอภิสิทธิ์จะต้องสุขุมและนิ่งให้มากที่สุดขณะเดียวกันก็ต้องกำชับห้ามปรามบรรดาสมุนที่นิยมการแกว่งปากหาเรื่องให้สงบเสงี่ยมลงมาบ้างเพราะโชคดีอย่างยิ่งแล้วที่เป็นแค่เรื่องระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ผู้นำรัฐบาลกับผู้นำรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องระหว่างประเทศกับประเทศซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งเกิดขึ้นในอนาคต รัฐบาลใหม่ ผู้นำรัฐบาลคนใหม่ ก็สามารถที่จะสานสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลให้กลับคืนมาดีดังเดิมได้เพียงแต่ว่าการเมืองของกัมพูชาเวลานี้นิ่งกว่าไทยมาก ฉะนั้นโอกาสที่รัฐบาลกัมพูชา ผู้นำรัฐบาลกัมพูชาจะเปลี่ยนแปลงนั้นคงยาก ผิดกับรัฐบาลไทยที่สถานการณ์ล่อแหลมมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่านายอภิสิทธิ์จะฝืนไม่ยุบสภาได้อีกนานแค่ไหนฉะนั้นถ้านายกรัฐมนตรีไม่ใช่นายอภิสิทธิ์ และรัฐมนตรีต่างประเทศไม่ใช่นายกษิต ภิรมย์ เชื่อว่าปัญหาระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ก็น่าจะแก้ไขได้ง่ายขึ้นเพราะวันนี้ประเทศชาติสำคัญที่สุด

เหตุ-ปัจจัย-เชื้อไฟ ปชป.สะดุดขาตัวเอง?

ที่มา มติชน



เพราะเชื่อมั่นว่า สถานะมั่นคงและปลอดภัย บรรดาขุนพลพรรคประชาธิปัตย์จึงมองการเคลื่อนของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตั้งแต่เรื่องไปยืมมือเพื่อนบ้านมาถล่มรัฐบาล และล่าสุดเป็นผู้เปิดประเด็น นครปัตตานี ว่าเป็น "มุขแป้ก" เกมเรียกก้อนอิฐมากกว่าดอกไม้ เพราะคนออกมาเดินเรื่องถูกตั้งข้อหาหนักถึงขั้นว่า "ชักศึกเข้าบ้าน"

ถึงแม้การเคลื่อนไหวของ "พ่อใหญ่จิ๋ว" จะสอดรับกับการเคลื่อนไหวแดงทั้งแผ่นดินของคนเสื้อแดง แต่ค่ายแม่พระธรณีบีบมวยผมประเมินแล้วว่า แรงบีบจากนอกสภาไม่ทรงประสิทธิภาพพอที่จะล้มรัฐบาล "ชำนิ ศักดิเศรษฐ์" ประธานวอร์รูม ถึงมั่นใจว่าอยู่ได้เลย 6 เดือนแน่นอน

แต่ก็อย่าลืมว่าหนังสือประวัติศาสตร์ได้ระบุเตือนใจไว้ว่า รัฐบาลผสมไทยมักล้มจากความขัดแย้งภายในกันเอง ..??

และเมื่อมองย้อนเข้าไป "ตรวจภายใน" พรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อดูพยาธิสภาพว่าเกิดปัญหาตรงไหนอย่างไรบ้างหรือไม่ ก็พบว่าการ "งัดข้อ" ของคู่ปรับขาประจำ ระหว่าง "ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย" ที่เห็นเป็นประจำทุกสัปดาห์ ไม่น่าเป็นห่วง

ไม่น่าห่วงเพราะ "ผู้จัดการเทพประทาน" สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยัง "กุมหัวใจ" พรรคร่วมอยู่ได้ และสามารถเดินสายเคลียร์ใจกับบรรดา "เจ้าของพรรคตัวจริง" ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

อาการอาจจะเหมือนความสัมพันธ์ร้าวฉานหนัก แต่ก็ไม่เป็นห่วงมากนัก เพราะอาการที่น่าเป็นห่วงมากกว่ากลับกลายเป็นอาการป่วยของพรรคประชาธิปัตย์เสีย มากกว่า !!

สถานการณ์ภายในพรรคสะตอที่ดูเหมือนว่าใกล้จะเกินกว่าที่มือเลขาธิการพรรคที่ชื่อ "สุเทพ" จะเอาอยู่

สภาพของการแตกคอ แตกเหล่า แยกก๊กก๊วน มีทั้งช่วงชิงการนำกันเอง และจ้องตะลุมบอนบดขยี้แม่บ้านพรรคในยามเพลี่ยงพล้ำ ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ในยุคที่มีหัวหน้าชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" และเลขาธิการพรรคชื่อ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" นอนหลับกันไม่ค่อยเป็นสุขนัก เพราะเริ่มติดโรคระบาดที่ชื่อ "หวาดระแวง"

โบราณว่าสนิมเกิดแต่เนื้อในตน กรณีพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ต่างกัน !

กับเหตุการณ์ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ที่ทำให้ ส.ส.จำนวนหนึ่งเตรียมตบเท้าให้กับใจนายกฯ หลังการประชุม ก.ต.ช.ล่มครั้งแรก ก่อนถูกผู้ใหญ่บางคนห้ามไว้ก่อน

กับเหตุการณ์การแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์ รวมไปถึงการพิจารณาจัดสรรงบประมาณต่างๆ ที่ทำให้ "คนกันเอง" จับกลุ่มซุบซิบแสดงความไม่พอใจ ยังไม่รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ ส.ส.จำนวนหนึ่งถึงขั้นประกาศล่าชื่อ "ขับเลขาฯเทพ" ออกจากตำแหน่ง

เหล่านี้คือ "เหตุ-ปัจจัย-เชื้อไฟ" ความไม่พอใจในตัวสุเทพที่ยังดำรงอยู่ภายในพรรค และส่งผลให้อำนาจบารมีที่เคยมีอยู่ลดลง แม้จะออกมาส่งเสียงขู่ "ไม่ส่งลงสมัคร" ก็ยังไม่ทำให้ ส.ส.หลังยาว กลับตัวกลับใจเข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎร จนเกิดเหตุการณ์สภาล่มซ้ำซากได้

หากนำมาประกบกับ "ระเบิดเวลา" ลูกใหญ่ ว่าด้วยการตรวจการบ้านรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หลังทำงานครบรอบ 1 ปี ซึ่งอาจจะส่งผลให้มีการปรับ-ขยับที่นั่ง หรือปลดออกกันบ้าง ย่อมทำให้ "ก๊วนอกหัก" ออกมาตีปีกทวงสัญญาสลับเก้าอี้

วันนี้ บรรยากาศ "การเมืองภายใน" ของพรรคประชาธิปัตย์ จึงอยู่ในข่ายร้อนและเร้าใจมากกว่าการเมืองภายนอก !!

ผู้ที่เข้าข่ายถูกแซะเก้าอี้ มีทั้ง "วิทยา แก้วภราดัย" รมว.สาธารณสุข จากปัญหาการทุจริตงบไทยเข้มแข็งการจัดซื้อครุภัณฑ์ "อลงกรณ์ พลบุตร" รมช.พาณิชย์ จากความขัดแย้งเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการ หรือแม้กระทั่ง "ถาวร เสนเนียม" รมช.มหาดไทย ก็ยังถูกเพ่งเล็งเพราะแก้ปัญหาไฟใต้ไม่คืบหน้า

วันนี้ จะพูดว่าคลื่นใต้น้ำทั้งหลายเตรียมถาโถมถล่มเข้าใส่พรรคสะตอก็คงไม่ผิด โดยเฉพาะผลพวงที่จะเกิดจากภาวะ "แตกคอ" กันอย่างหนักของ "หัวหน้า-เลขาฯพรรค" จนพูดกันว่า หากการประชุม ก.ตร. วันที่ 6 พฤศจิกายน ยังมีปัญหาใส่คอนเวิร์สเข้าหากันอยู่ ก็ยากที่ "อภิสิทธิ์-สุเทพ" จะทำงานร่วมกันต่อไปอย่างไร ??

"เหตุ-ปัจจัย-เชื้อไฟ" เหล่านี้ มีโอกาสที่รัฐบาลเทพประทานจะสะดุดขาตัวเองล้มไม่เป็นท่าเอาง่ายๆ

จึงไม่แปลกที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะกล้าปลุกเร้าลูกพรรคเพื่อไทย ให้ระดมสรรพกำลังลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้ง เพราะเชื่อว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ได้อีกไม่เกิน 3 เดือน !!

หนทางดับไฟ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




แนวคิด "นครปัตตานี" ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ คงไม่ได้รับการขานรับจากรัฐบาลผู้มีอำนาจแน่

เพราะปัญหาข้อแรกที่สะดุดติดขัด

รัฐบาลไม่ได้มองว่า พล.อ.ชวลิตเสนอแนวคิดอย่างบริสุทธิ์ใจ!

แต่มันแฝงเชิงการเมืองบางอย่าง คล้ายๆ ตอนบินไปเขมรพบ ฮุนเซน

เท่านี้ก็จบเห่แล้ว ไม่มีทางจูนความคิดกันติดแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ข้อดีของความเคลื่อนไหวนี้ก็มีอยู่

ช่วยให้คนในสังคมมานั่งคิด มาถกแถลงกัน เกี่ยวกับ "นครปัตตานี"

ระหว่างเสนอวิธีการผ่าทางตันปัญหาภาคใต้ พล.อ.ชวลิตยังถือโอกาสฉะนโยบายรัฐบาลด้วย

ก็นโยบายที่เข้าใจยากที่ชื่อว่า "การเมืองนำการทหาร" อย่างที่นายกฯ พูดบ่อยๆ

เพราะมันจับต้องให้เป็นรูปธรรมได้ยาก พอๆ กับ "นครปัตตานี"

แล้วก็ยังไม่เห็นผลงานจนบัดนี้

"การเมืองนำการทหาร" ช่วยบรรเทาไฟใต้ได้มากน้อยแค่ไหน?

การฆ่ารายวัน ทั้งฆ่าชาวบ้าน ฆ่าตำรวจ-ทหาร การวินาศกรรม ก็ยังเกิดขึ้นในพื้นที่

ทั้งที่กำชับแล้วว่า "การเมืองนำการทหาร" ก็ดูเหมือนจะมีความผิดพลาดแบบเก่าๆ อยู่เช่นเดิม

อย่างคดียิงถล่มคนตายหมู่ในมัสยิด รูปคดีก็ไม่ยักใช่โจรใต้ก่อสถานการณ์

แต่เป็นคนในเครื่องแบบนี่แหละ ที่บ้าเลือดไปก่อเหตุ!

กลับมาที่เรื่อง "นครปัตตานี"

สมมติว่าจะยอมกระจายอำนาจให้ จ.ปัตตานี มีสภาพแบบเมืองกรุงเทพฯ หรือเมืองพัทยา

มันก็จะมีคำถามยุ่งๆ เกิดขึ้น

เมืองกรุงเทพฯ กับพัทยา เกิดขึ้นจากสภาพจริง คือความเป็นเมืองใหญ่

แต่ปัตตานียังเป็นจังหวัดเล็กในชนบทห่างไกล

รัฐบาลไหนที่กล้าตัดสินใจเรื่องนี้เด็ดขาด เท่ากับเอาประเทศไทย ไปเดิมพันครั้งใหญ่

จะให้อิสระกับจังหวัดที่ยังมีอาชญากรรมร้ายแรง

เพราะไม่มีใครรู้แน่ชัด หากยกระดับให้เป็น "นครปัตตานี" หรือเขตปกครองพิเศษอะไรก็ตาม

พวกโจรจะยอมวางปืนหรือเปล่า?

นักการเมืองคงจะได้เป็นใหญ่ใน "นครปัตตานี" ตามกระบวน การเลือกตั้ง

แต่ถามว่าส.ส.มุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างที่มีเวลานี้ มีใครคนไหนกล่อมโจรได้บ้าง?

ผู้ปกครองนครปัตตานี จะปกครองโจรให้สงบเสงี่ยมได้ไหม?

หรือพวกโจรจะแสดงตัวออกมา เพื่อเป็นผู้ปกครองนครปัตตานีเสียเอง?

ทุกวันนี้ทางการยังไม่รู้ทะลุปรุโปร่ง เกี่ยวกับเครือข่ายโจรใต้ทั้งหมด

ที่รบๆ กันอยู่ ก็ยังไม่รู้แน่ รบกับใคร

พล.อ.ชวลิตอาจมีผลงานเด่นในอดีต สมัยนิรโทษกรรมให้ผกค.ที่จับปืนในป่า

ออกมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย

แต่นั่น ค่อนข้างรู้ว่าใครเป็นใคร

ขณะที่ขบวนการของพวกโจรใต้ มีความลึกลับซับซ้อนกว่ามาก

สังคมไทยเองก็ต้องไม่แตกกันอย่างทุกวันนี้ด้วย ถึงจะมีแรงไปผลักดันเรื่องใหญ่ๆ

อย่าง "นครปัตตานี"

รัฐตำรวจของแท้

ที่มา ไทยรัฐ

โดย หมัดเหล็ก

ความพยายามที่จะเข้ามาสะสางปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในสายตาของรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ คงเป็นของแสลงเป็นธรรมดา เพราะถ้า พล.อ.ชวลิตเกิดทำสำเร็จขึ้นมา ประชาธิปัตย์ คงหน้าแหกเป็นริ้ว

ทั้งคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและคุณถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ที่ดูแลปัญหาภาคใต้ เป็น ส.ส.ในพื้นที่ เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของภาคใต้ แต่ให้ พล.อ.ชวลิตที่อยู่พรรคการเมืองคู่แข่งมาแก้ ปัญหาจนสำเร็จ คงไม่ต้องบรรยายอะไรให้เมื่อยตุ้ม

ไม่ว่าบิ๊กจิ๋วจะทำอะไรก็จะ ถูกคัดค้านโจมตีและขัดขวางทุกวิถีทาง เพราะความใจแคบของรัฐบาล ถ้ามองว่าปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาของประเทศซักนิด ก็คงไม่ ออกมาแสดงอาการป่วยถึงขนาดนี้

ไปขุดเอาเรื่องเก่าที่ไม่เป็นสาระมาโจมตีเพื่อดิสเครดิตสารพัดเรื่อง เข้าทำนองมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ว่ากันตามเนื้อผ้าใครจะรู้เรื่องภาคใต้ดีเท่ากับบิ๊กจิ๋ว ทุกกระบวนการ ทุกอุดมการณ์ บิ๊กจิ๋วรู้ลึกรู้จริง

และความนัยบางอย่างที่ พล.อ.ชวลิต ตั้งใจจะแก้ปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ หรืออย่างน้อย ก็คลี่คลายลงไปได้ในระดับหนึ่ง ต้องมองในหลายมิติ

ต้องมีจุดหมายปลายทางสำคัญ

และจุดหมายปลายทางต้องไม่ธรรมดา วันนี้ที่ พล.อ.ชวลิตลงมาในเวทีการเมืองอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างที่เข้าใจกัน เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นคงตัดสินใจไปนานแล้ว

ปริศนาตรงนี้ต้องขบให้แตก

ที่จั่วหัวเอาไว้ว่า รัฐตำรวจของจริง ก็เพราะว่า ตำรวจยุคนี้ ไม่เหลืออะไรเลย ศักดิ์ศรีของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ป่นปี้ ไม่มีเรื่องของลำดับอาวุโส ไม่มีรุ่น ไม่มีเรื่องของความรู้ความสามารถ

แล้วแต่นักการเมืองจะล้วง

ตำรวจไม่ใช่สินค้าที่จะต่อรองราคากันได้ แต่ตำรวจคือที่พึ่งของประชาชน เอาเฉพาะในพรรคประชาธิปัตย์อย่างเดียวก็แย่งชิงกันฝุ่นตลบ ล้วงแล้วล้วงอีก จนตั้งกันไม่ได้ โผไม่ลงตัว ต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีก

มีแต่ยุคนี้เท่านั้น

เรื่องของ ผบ.ตร.ไม่ต้องพูดถึง งามหน้า แก้ตัวไปข้างๆคูๆ พฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้มองแค่การใช้อำนาจเข้าก้าวก่ายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น

แต่แสดงออกถึง วุฒิภาวะของนักบริหาร ความซื่อสัตย์ สุจริต ความเป็นธรรม ความโปร่งใส หลักนิติรัฐ หรือแม้แต่วิถีของประชาธิปไตยยังหาพิกัดไม่เจอ

มีแต่หลักกู.

สัญญาณทางใจไม่สู้ดี

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_44862

อภิสิทธิ์

แล้วก็ชัดว่า ไม่ใช่แค่เกมหลอกปั่นกระแสกันเล่นๆ

เมื่อสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานไปทั่วโลก รัฐบาลของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ออกพระราชกฤษฎีกา แต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ทั้งในฐานะส่วนตัวของนายกฯฮุน เซน

และประจำคณะรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการ

รุ่งขึ้นอีกวัน อดีตนายกฯทักษิณก็ได้โพสต์ทวิตเตอร์ ขอบคุณนายกฯฮุน เซน พร้อมระบุว่า นายกฯกัมพูชาเพิ่งส่งสำเนาที่พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี โปรดเกล้าฯมาให้แล้ว และก็นับเป็นเกียรติ

แต่คงไม่สนุกเหมือนลงมือทำเองให้คนไทยหายจนแน่นอน

"นายใหญ่" เดินแต้ม เร้าอารมณ์ "เสียดาย" ของกองเชียร์ได้ถึงบทถึงบาท

กำลังครึ้มกับยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศไทย

ในสถานการณ์ตรงกันข้าม ฝ่ายคุมอำนาจ รัฐบาลประชาธิปัตย์ต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับเกมบุกทุกทิศทางของอดีตนายกฯทักษิณ มือเป็นระวิง

โดยเกม "เชียร์แขก" ของ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานใหญ่พรรคเพื่อไทย เริ่มจากกัมพูชา ล่อไปนครรัฐปัตตานี แล้วก็วกกลับมาเขมร

ประชาธิปัตย์ "ตามแห่" ยังไงก็ไม่ทัน

นั่นไม่สำคัญเท่ากับเร่งเครื่องไม่ขึ้นอีกต่างหาก จากอาการรวนภายในรัฐบาลเอง

เอาเป็นว่า รอจังหวะผ่านพ้นห้วงเวลาพิเศษเมื่อไหร่ ช่องเปิดให้ขยับปรับเปลี่ยนทางการเมืองได้

คิวไหลจ่อรอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เต็มมือก็แล้วกัน

อันดับแรกเลยคือ รายการปรับ ครม. อย่างน้อยก็รายของนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี ที่อยู่ในโผลอยลมค้างมาเป็นเดือนๆ แล้วไหนจะคิววุ่นๆของนายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข จากค่ายภูมิใจไทย ที่เจอพิษหุ้นหล่นเก้าอี้

หัวเชื้ออย่างดีที่จะเร่งกระแสรื้อใหญ่ ครม.

แต่ทั้งหมดทั้งปวง โดยสัญญาณที่หลุดออกมาจากข่าววงในแกนนำระดับขาใหญ่ พรรคร่วมรัฐบาล ที่ต่อสายส่งซิกถึงกัน

สะท้อนอาการทางใจที่เปราะบางเต็มแก่

โฟกัสไปที่ครูใหญ่อย่าง "เนวิน ชิดชอบ" ก็ไม่สบอารมณ์ ไม่พอใจแกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์ในหลายๆเรื่องที่โดนขวางทางปืน

โดยเฉพาะฉากชัดๆ คิวแย่งซีนสางปัญหาการรถไฟ ที่ค่ายภูมิใจไทย โดยมวยบู๊อย่างนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม เดินหน้าแลกหมัดกับขบวนการ "ปู่โสมเฝ้าทรัพย์" เปิดฉากหักดิบสหภาพ รฟท.ที่จับเอาความเดือดร้อนของชาวบ้านเป็นตัวประกัน

ได้อกได้ใจ รับมุกกับเสียงเชียร์ให้ปฏิรูปใหญ่การรถไฟ

แต่แล้วก็เป็นฝ่ายประชาธิปัตย์ ไล่ตั้งแต่จอมเก๋ายี่ห้อนายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ที่ออกมาแหย่ขาเสียบสกัด

เล่นบทโอ๋ม็อบสหภาพรถไฟแบบออกหน้าออกตา

ทำเหมือนไม่ให้เกียรติ ไม่ให้ราคาพรรคภูมิใจไทยที่เป็นเจ้าภาพหลักมาตั้งแต่ต้น

ตามอาการของคน "เก็บกด" หลายช็อตแล้วที่ยี่ห้อ "เนวิน" โดนลูกเขี้ยวของประชาธิปัตย์เหยียบบ่าตีกินกระแสมาตลอด

ขีดระดับความหมั่นไส้เริ่มปริ่มๆเต็มที

ก่อนอื่นเลยโดยตัวเลขต้นทุนของค่ายภูมิใจไทย คงต้องมีคิวปั่นมูลค่าให้เห็นกันมั่ง

ใครจะปล่อยให้เหยียบบ่าตีกินฟรี

และไม่ใช่แค่ 30 เสียงของพรรคภูมิใจไทย ที่รอจังหวะวัดใจแกนนำอย่างประชาธิปัตย์

โดยยุทธศาสตร์แตะมือเป็นพันธมิตรฯ พรรคเพื่อแผ่นดินในปีกของนายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ และว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี ก็แพ็กกันแน่นอยู่กับนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ บอสใหญ่ค่ายรวมใจไทยชาติพัฒนา โดยมีค่ายกิจสังคมของนายสุวิทย์ คุณกิตติ พร้อมกอดคอไปไหนไปกัน

นับหัวแล้วก็เกินหลัก 30 ที่นั่งเหมือนกัน มีผลพลิกคว่ำพลิกหงายไม่แพ้กัน

โดยเกมมันไม่ใช่ง่ายๆ ที่ฝ่ายประชาธิปัตย์จะใช้วิธีเหยียบบ่าเพื่อนตีกินกระแส แอบบี้แอบทุบ สยบพรรคร่วมรัฐบาลไม่ให้หือไม่ให้อือ

ถ้า "เบี้ยล่าง" พร้อมใจกันลุกฮือเมื่อไหร่

"อภิสิทธิ์" ก็จบเมื่อนั้น.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ไทยตอบโต้เขมร เรียกทูตกลับ สัมพันธ์ตึงเครียด

ที่มา thaifreenews

อ้างถึง

"อภิสิทธิ์" สั่งก.ต่างประเทศเรียกตัวทูตไทยในพนมเปญกลับด่วนเย็นนี้
พร้อมทบทวนพันธกรณี-ความช่วยเหลือ
หลังกัมพูชาตั้ง "ทักษิณ" เป็นที่ปรึกษา ศก. ชี้หมิ่นกระบวนการยุติธรรมไทย..

เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 5 พ.ย. ที่กระทรวงการต่างประเทศ
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงท่าทีของรัฐบาลไทยต่อกรณีรัฐบาลกัมพูชาแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ และที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา
รวมถึงยืนยันที่จะไม่ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ให้กับไทยตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน
หากได้รับการร้องขอ
ว่า กระทรวงการต่างประเทศขอแถลงว่า รัฐบาลได้ชี้แจงกับรัฐบาลกัมพูชาไปแล้วในโอกาสต่างๆ ว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ต้องอยู่เหนือความสัมพันธ์ส่วนบุคคล
การดำเนินการใดๆ ของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่สามารถแยกแยะออกจากความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศได้
และกระทบต่อความรู้สึกของคนไทยทั้งชาติ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้หลบหนีคดีอาญา และยังคงมีบทบาททางการเมืองในประเทศอยู่

การแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชา
และที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถือว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทย และเป็นการปฏิเสธกระบวนการยุติธรรมของไทย รวมทั้งทำให้ความสัมพันธ์
และผลประโยชน์ส่วนบุคคลอยู่เหนือความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ รัฐบาลไทยจึงนิ่งเฉยไม่ได้
และมีความจำเป็นจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งประเทศ
การดำเนินมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลไทย
เพื่อจะให้ฝ่ายกัมพูชารับรู้ถึงความไม่พึงพอใจของประชาชนไทยทั้งปวง

นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า จากการดำเนินการของรัฐบาลกัมพูชา ทำให้รัฐบาลไทยจำเป็นต้องทบทวนสถานะความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
และดำเนินการ ดังนี้
เรียกตัว นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ กลับ
ทบทวนพันธกรณีต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับฝ่ายกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา
และทบทวนความร่วมมือต่างๆ ที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการกับกัมพูชา
ซึ่งการทบทวนนี้ รัฐบาลไทยจะกระทำด้วยความจำใจ เนื่องจากรัฐบาลไทยประสงค์มาโดยตลอดที่จะให้ความร่วมมือกับฝ่ายกัมพูชา
เพื่อพัฒนาการอยู่ดีกินดีของชาวกัมพูชา
เพื่อลดช่องว่างของประชาชน
และลดช่องว่างระหว่างกัมพูชากับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ

ต่อมาเวลา 15.20 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การแถลงของรัฐบาลกัมพูชามีส่วนที่พาดพิงถึงกระบวนการยุติธรรมของไทย และตนเชื่อว่ากระทบความรู้สึกของประชาชนพอสมควร
ดังนั้นทางกระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินมาตรการ
เพื่อที่จะให้ทางกัมพูชาได้รับทราบถึงความรู้สึกของประชาชนไทย ซึ่งจะเป็นการดำเนินการตอบโต้ตามขั้นตอนทางการทูต
โดยตนจะให้นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ชี้แจงในรายละเอียด แต่มาตรการทั้งหมดจะทำโดยไม่ให้กระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชน เพราะเชื่อว่าประชาชนไทยกับกัมพูชาต้องการที่จะเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน แต่เมื่อรัฐบาลมาทำในสิ่งซึ่งมีปัญหาก็จะเป็นการตอบโต้ในส่วนของรัฐบาล

ส่วนจะถึงขั้นต้องปิดพรมแดนหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มี เพราะเรื่องการค้าขายตามชายแดนเป็นผลประโยชน์ของประชาชนร่วมกัน แต่ในแง่มาตรการตนได้คุยกับทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคิดว่าจะมีมาตรการที่เหมาะสมที่จะดำเนินการ
โดยประชาชนคนไทยจะไม่เดือดร้อน

http://www.thairath.co.th/content/pol/44791

รัฐบาลมาร์ค ให้เงินกู้เขมรสร้างถนน สร้างความร่วมมือที่ดีไทยกัมพูชา

ที่มา thaifreenews

Sep 29,2009

ภาพโดยหนังสือพิมพ์ดืมอัมปึล (Duem Ampil) ในกรุงพนมเปญ สมเด็จฯ ดอกเตอร์ ของกัมพูชาระหว่างปราศรัยในพิธีเปิดใช้อาคารการท่องเที่ยวหลังใหม่ ซึ่งได้กล่าวในตอนหนึ่งว่า ได้สั่งให้ทหารที่ประจำชายแดนยิงผู้ประท้วงชาวไทยทุกคนที่รุกล้ำเข้าไปใน "เขตทับซ้อน 4.6 ตร.กม." ผู้นำกัมพูชากล่าวว่า ที่นั่นไม่มี "เขตทับซ้อน" มีแต่ดินแดนของกัมพูชา คำกล่าวท่อนนี้ได้รับเสียงปรบมือเกรียวจากผู้เข้าร่วมพิธีเมื่อวันจันทร์

เอเอฟพี - นายกรัฐมนตรีกัมพูชาออกคำสั่งกับกองกำลังทหารที่ตรึงกำลังอยู่ในพื้นที่ชาย แดนบริเวณปราสาทพระวิหาร หากพบว่ามีผู้ใดรุกล้ำชายแดนสามารถยิงได้ทันที

คำสั่งของนายกฯ เขมรคราวนี้ มีขึ้นหลังจากเหตุการณ์ที่กลุ่มผู้ประท้วงชาวไทยได้เดินทางมาล้อมในพื้นที่ใกล้กับปราสาทพระวิหาร

"ถ้าพวกเขาล่วงล้ำเข้ามาอีกเราจะยิง" สมเด็จฯ ฮุนเซน กล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ยืนยันว่านายกเขมรได้สั่งกองกำลังทหารตามบริเวณชายแดนให้ สามารถยิงผู้ที่บุกรุกไม่ว่าจะเป็นพลเรือนหรือทหารก็ตามที่เข้ากัมพูชาอย่าง ผิดกฎหมาย

"ทหาร ตำรวจ และกองกำลังต้องทำตามคำสั่งนี้ สำหรับผู้บุกรุกจะไม่มีการใช้โล่หรือเกราะกำบังสกัดกั้นอีกแล้ว แต่จะใช้ลูกกระสุนแทน" สมเด็จฯ ฮุนเซน กล่าวระหว่างการปราศรัยในการทำพิธีเปิดอาคารกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชา แห่งใหม่

นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังได้ตำหนิอย่างรุนแรง ถึงคำกล่าวอ้างของไทยในพื้นที่กรณีพิพาทรอบปราสาทพระวิหารกว่า 4.6 ตารางกิโลเมตร และกล่าวว่าจะนำเรื่องนี้เข้าพูดคุยในระหว่างการประชุมอาเซียนที่จะมีขึ้นใน เดือนหน้า

"นี่เป็นคำกล่าวอ้างเพียงฝ่ายเดียวเพราะความปรารถนาที่จะครอบครอง พื้นที่ดินแดนกัมพูชา ถ้านายกฯของไทยเอาแผนที่มากางต่อหน้า ผมก็จะฉีกมัน" สมเด็จฯ ฮุนเซนกล่าวต่อผู้ที่เข้าฟังการปราศรัยครั้งนี้

"กัมพูชาไม่ต้องการสงคราม แต่กัมพูชาสมควรที่จะได้รับสิทธิที่สามารถกำจัดศัตรูที่บุกรุกดินแดนของเราได้"

นายกฯ กัมพูชา กล่าวอีกว่า หากไทยกระทำการอันใดที่ก้าวร้าวเขาจะนำเรื่องเข้าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ.

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงจากประเทศไทย กำลังรับฟังสมเด็จฯ ฮุนเซน นรม.กัมพูชา ระหว่างไปร่วมพิธีเปิดใช้ทางหลวงที่เมืองเสียมราฐวันที่ 4 ก.ค.2552 ทางหลวงสายเสียมราฐ-ช่องสะงัม ระยะทางกว่า 130 กม. สร้างขึ้นด้วยเงินกู้และเงินให้เปล่าของรัฐบาลไทยกว่า 1,000 ล้านบาท

ไทยใจกว้างให้อีก 1,400 ล้าน ช่วยเขมรซ่อมถนน

แผนที่ Google Map ทำขึ้นใหม่แสดงทางหลวงเลข 67 ช่องสะงัม-เสียมราฐ (เส้นสีแดง) ที่รัฐบาลไทยช่วยกัมพูชาสร้างแล้วเสร็จเปิดใช้งานตลอดสายแล้ว กับอีกสายหนึ่ง ช่องโอสะมัก -อ.สัมโรง-บ้านกระลัญ (เส้นสีน้ำเงิน) ที่ไทยตกลงช่วยสร้างอีก เพื่อต่อไปยังเสียมราฐ หรือ ชายแดนไทยด้านปอยเปต สัปดาห์นี้ไทยมอบเงินช่วยกัมพูชาอีก 40 ล้านดอลลาร์เพื่อซ่อมแซมทางหลวงเลข 67 ช่วงที่เปิดใช้ในปี 2550 สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธิ์ จุลานนท

รัฐบาลไทยให้เงินช่วยเหลือกัมพูชาอีก 40 ล้านดอลลาร์ หรือ กว่า 1,400 ล้านบาท เพื่อเป็นงบประมาณในการซ่อมทางหลวงเลข 67 ใน จ.อุดรมีชัย (Oddar Meanchey) มีการเซ็นสัญญารับมอบในสัปดาห์นี้ ระหว่างรักระทรวงการคลังและเศรษฐกิจกัมพูชา กับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย ทั้งนี้เป็นรายงานของหนังสือพิมพ์ดืมอัมปึล (Deum Ampil) หนังสือพิมพ์ภาษาเขมรในกรุงพนมเปญ

นายเกียรติชน (Keat Chhon) รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงการคลังฯ ได้เป็นประธานในพิธีเซ็นสัญญาในวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา ระหว่าง นายวงวิสุทธิ์ (Vong Visoth) ปลัดกระทรวงการคลังฯ กัมพูชา กับ นายอรรคศิริ บุรณศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นองค์กรมหาชนของไทย

นายวง วิสุทธิ์ กล่าวหลังพิธีเซ็นสัญญาว่า รัฐบาลไทยได้เพิ่มความร่วมมือช่วยเหลือรัฐบาลกัมพูชา ในความพยายามลดปัญหาความยากจน ทำให้สองประเทศมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด โครงการความช่วยเหลือต่างๆ เหล่านี้จะเป็นประโยชน์ระหว่างสองประเทศ ในท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ

ทางหลวงเลข 68 จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาภาคเหนือของกัมพูชา และจะเป็นเส้นทางหลักสำหรับการค้าขายระหว่างสองประเทศ นายวง วิสุทธิ์กล่าว

เจ้าหน้าที่กัมพูชาผู้นี้กล่าวอีกว่า ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่รัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชาทางการเงิน สำหรับโครงการคล้ายๆ กันนี้ ทำให้ยอดเงินเพิ่มขึ้นเป็น 99 ล้านดอลลาร์

ก่อนหน้านี้รัฐบาลไทยให้ช่วยกัมพูชาฟื้นฟูบูรณะและสร้างทางหลวงเลข 48 ระหว่าง จ.เกาะกง (Koh Kong) กับ อ.เสรอัมเบล (Srey Ambel) ตามเส้นทางไปยังเมืองท่าสีหนุวิลล์กับกรุงพนมเปญ กับ ทางหลวงเลข 67 ช่องสะงำ-อันลองแวง (Anlong Veng) จ.อุดรมีชัย กับ เมืองเสียมราฐ

เงินก้อนใหม่นี้จะนำไปใช้ซ่อมทางหลวงเลข 67 ช่วงอันลองแวงกับบันทายศรี (Banteay Srey) และซ่อมสะพานอีก 4 แห่งตามทางหลวงเลข 48 เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังฯ กัมพูชากล่าวกับดืมอัมปึล

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตรองนายกฯ และรัฐมนตรีศึกษาธิการ ได้ไปร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดใช้ทางหลวงเลข 48 เดือน พ.ค.ปีที่แล้ว นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ไปร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดทางหลวงเลข 67 ช่วงเสียมราฐ-บันทายศรี ในสัปดาห์ต้นเดือน ส.ค. นี้

วันที่ 4 ก.ค.2552 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ไปร่วมกับสมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในพิธีเปิดใช้ทางหลวงเลข 67 ช่วงเสียมราฐ-ปราสาทบันทายศรี ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของทางหลวงสายหลักจากช่องชะงัม ชายแดน อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ไปยังดินแดนที่ตั้งปราสาทนครวัด สัปดาห์นี้ไทยช่วยกัมพูชาอีก 1,400 ล้านบาท เพื่อใช้ซ่อมถนนกับสะพานที่ไทยช่วยสร้าง

ทางหลวงเลข 67 ตลอดทั้งสายใช้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลไทยรวม 47 ล้านดอลลาร์ ในนั้น 30% เป็นเงินให้เปล่า ที่เหลือเป็นเงินกู้ระยะยาวดอกเบี้ยต่ำ ระยะปลอดหนี้ 10 ปี และระยะใช้คืน 30 ปี อันเป็นเงื่อนไขเดียวกันกับเงินช่วยเหลือก้อนอื่นๆ ที่ไทยให้แก่กัมพูชาที่ผ่านมา

เมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลไทยยังอนุมัติการช่วยเหลือให้แก่โครงการสร้างถนนสายโอสะมัก (O Smach) ด้าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ กับ อ.สำโรง (Samrong) จ.อุดรมีชัย อีกสายหนึ่งด้วย.

หนังสือพิมพ์ดืมอัมปึล (Deum Ampil) รายงานเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งหลังจาก ก่อนหน้านี้ได้รายงานโดยรายงานการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่กระทรวงการเงินและ เศรษฐกิจที่กล่าวว่า เงินช่วยเหลือก้อนดังกล่าวจะนำไปซ่อมแซมทางหลวงเลข 67 ช่องสะงัม-เสียมราฐ กับซ่อมสะพานอีก 4 แห่งบนทางหลวง 48 เกาะกง-เสรย์อัมเบล

การเซ็นสัญญาเงินกู้กับความช่วยเหลือครั้งใหม่มีขึ้นในวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างนายวงศรี วิสุทธิ์ (Vongsey Visoth) รองปลัดกระทรงวงการเงินฯ กับ นายอัครศิริ บุรณศิริ รองปลัดกระทรวงการคลังของไทย พิธีจัดขึ้นที่กระทมรวงการคลังและเศรษฐกิจในกรุงพนมเปญ โดยการเป็นประธานของนายเกียรติ ชน (Keat Chhon) รองนายกฯ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดังกล่าว

นายวิสุทธิ์กล่าวระหว่างพิธีเซ็นสัญญาว่า เงินกู้และเงินช่วยเหลือให้เปล่าก้อนใหม่นี้ จะใช้สำหรับฟื้นฟูบูรณะและสร้างทางหลวงเลข 68 จากช่องโอสะมัก อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ของไทย ผ่าน อ.สัมโรง จ.อุดรมีชัย (Oddar Meanchey) ไปเชื่อมเข้ากับทางหลวงเลข 6 แนวตะวันออก-ตะวันตก ที่บ้านกระลัญ (Khalanh) ซึ่งจะสามารถต่อไปยังเมืองเสียมราฐทางตะวันตก หรือไปยัง อ.ปอยเปต ทางตะวันออกจนถึงชายแดนไทยด้าน อ.อรัญประเทศได้

ภาพของหนังสือพิมพ์ดืมอัมปึล พิธีเซ็นสัญญารับมอบเงินช่วยเหลือ 1,400 ล้สยดอลลาร์จากรัฐบาลไทย จัดขึ้นวันที่ 27 ส.ค. ที่กระทรวงการคลังและเศรษฐกิจ ในกรุงพนมเปญ โดยนายเกียรติชน (ยืนกลาง) รองนายกฯ และ รมว.กระทรวงฯ เป็นประธานในพิธี เงินจำนวนนี้จะนำไปสร้างและบูรณะทางหลวงสายใหม่ช่องโอสะมัก-อ.สำโรง-บ้านกระ ลัญ

เจ้าหน้าที่ผู้นี้กล่าวอีกว่า เงินกู้กับเงินให้เปล่าที่รัฐบาลไทยให้แก่กัมพูชาครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ สาม ทำให้เงินช่วยเหลือจากไทยเพิ่มขึ้นเป็นทั้งหมด 99 ล้านดอลลาร์ในขณะนี้

รัฐบาลไทยให้เงินกู้-เงินให้เปล่าก้อนแรก 21 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างและบูรณะทางหลวงเลข 48 จาก จ.เกาะกง ไปยัง อ.เสรย์อัมเบล ซึ่งทำให้สามารถเชื่อมต่อชายแดนไทยด้าน จ.ตราด กับเมืองท่าสีหนุวิลล์และกรุงพนมเปญได้

ก้อนที่สองเป็นเงิน 37 ล้านดอลลาร์สำหรับสร้างและบูรณะทางหลวงสายอันลองแวง (Anlong Veng)-เสียมราฐ เวลาต่อมารัฐบาลไทยได้ให้อีก 10 ล้านดอลลาร์ เพื่อต่อทางหลวงจากอันลองแวงไปจนถึงช่องสะงัม ที่ชายแดนไทย รองปลัดกระทรวงการคลังฯ ของกัมพูชากล่าว

นายวิสุทธิ์กล่าวอีกว่าเงินกู้และเงินช่วยเหลือให้เปล่าที่เพิ่งเซ็น รับมอบในสัปดาห์ที่แล้ว นับเป็นอีกก้าวหนึ่งในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นที่ฐานต่างๆ ซึ่งจะเพิ่มการไปมาหาสู่ การท่องเที่ยว ตลอดจนการขนส่งสินค้าระหว่างสองประเทศ

รัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศเพื่อนบ้านที่ผ่านมา โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ 30% จะเป็นการช่วยเหลือแบบให้เปล่า อีก 70% เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ มีระยะปลอดหนี้ 10 ปี และเวลาใช้คืนพร้อมดอกเบี้ย 30 ปี

วันที่ 4 ก.ค.2552 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ไปร่วมกับสมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในพิธีเปิดใช้ทางหลวงเลข 67 ช่วงเสียมราฐ-ปราสาทบันทายศรี ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของทางหลวงสายหลักจากช่องชะงัม ชายแดน อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ไปยังดินแดนที่ตั้งปราสาทนครวัด สัปดาห์ที่ผ่านมาช่วยกัมพูชาอีก 1,400 ล้านบาท เพื่อสร้างทางหลวงอีก 1 สายเชื่อมชายแดนด้าน จ.สุรินทร์ กับเสียมราฐ

เจ้าหน้าที่ของไทยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า ในปี 2547 รัฐบาลไทยในอดีตได้ให้คำมั่นจะช่วยกัมพูชาสร้างและฟื้นฟูบูรณะทางหลวง 2 สายแรก ส่วนสายที่สามฝ่ายไทยได้ตอบตกลงในหลักการในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

นอกจากนั้น วันอังคาร (25 ส.ค.) ที่ผ่านมา ธนาคารพัฒนาเอเชียหรือเอดีบี ได้อนุมัติเงินกู้ 16.3 ล้านดอลลาร์ และรัฐบาลเกาหลีให้อีก 25.6 ล้านดอลลาร์ รวมเป็น 41.9 ล้าดอลลาร์ เพื่อบูรณะทางหลวงเลข 6 ระยะทาง 113 กิโลเมตร จาก อ.ศรีโสภณ (Sisophon) จ.บ้านใต้มีชัย (Banteay Meanchey) ไปยังเสียมราฐ อีกด้วย

เอดีบีและรัฐบาลเกาหลีใต้ออกคำแถลงฉบับหนึ่งระบุว่า ความช่วยเหลือเป็นเงินกู้ดังกล่าวเป็นไปใต้กรอบความร่วมมือกลุ่มอนุภูมิภาค แม่น้ำโขงหรือ GMS (Greater Mekong-Sub Region) ซึ่งประกอบด้วยกัมพูชา จีน ลาว พม่า ไทยและเวียดนาม

ทางหลวงเลข 6 ของกัมพูชาเป็นช่วงหนึ่งของ "ถนนสายเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก" (East-West Economic Corridor) สายที่สอง ที่เริ่มจากเมืองกวีเญิน (Quy Nhon) เมืองเอกของ จ.บี่งดีง (Binh Dinh) ชายฝั่งทะเลจีนใต้ในเวียดนาม ไปยังปลายสุดทางตะวันตกที่กรุงเทพฯ.



www.thaifreenews.org/forum/index.php

ภาพมันฟ้อง ใครรุกใคร ใครทำด้วยเรื่องส่วนตัวกันแน่ ?

ด่วน...จดหมายสำคัญของ เอกอัครราชทูตกัมพูชา!!!

ที่มา thaifreenews

ด่วน...จดหมายสำคัญของ เอกอัครราชทูตกัมพูชา!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ความล้มเหลวในการประชุมเอเชี่ยนซัมมิท ซึ่งแสดงออกโดยความไม่พร้อมเพรียงของผู้นำชาติอาเซียน ในการเข้าร่วมในพิธีเปิด ขาดชาติสำคัญไปถึง 5 ชาติด้วยกันคือ
บรูไน-ฟิลิปปินส์-มาเลเซีย-อินโดนีเซีย และที่สำคัญคือประเทศที่อาจกลายเป็น “คู่ศึก” เพราะความโง่เง่าของรัฐบาลนายอภิแสบ ภักดีโพเดียม ซึ่งผู้คนจับจ้องคือ
“กัมพูชา”
นี่เป็นบทแสดงถึงความไม่เป็นเอกภาพ และความล้มเหลว ขององค์กรอายุเข้าวัยกลางคน อย่าง “อาเซียน”
ท่าทีของผู้นำต่างชาติ ที่แสดงออกถึงความเหน็ดหน่ายต่อรัฐบาลไทย ที่ทะเลาะเบาะแว้งกับชาติเพื่อนบ้านเขาไปทั่ว จนแม้กระทั่งผู้คนในชาติ ก็แสดงการต่อต้านอย่างกว้างขวาง
ความไม่ปกติเช่นว่านั้น จึงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า
ทำให้การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ นอกจากเป็นครั้งที่ไม่ประสบความสำเร็จ และไม่น่าสนใจเลย
ยิ่งไปกว่านั้น นายอภิแสบ ภักดีโพเดียม ยังได้แสดงออกถึงภาพลักษณ์ผู้นำที่ต่ำต้อยเสียจริงๆ ทั้งการควบคุมอารมณ์และคำพูด ในการโต้ตอบท่านสมเด็จ ฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการแสดงท่าทีที่ก้าวร้าว เหมือนกับท้าตีท้าต่อยอะไรทำนองนั้น ซึ่งสื่อก็ระบุว่า เป็นท่าทีที่
...แย่มาก!
มันน่าขันเหลือเกิน ที่นายอภิแสบฯ ผู้ถูกกล่าวหาจากผู้คนในประเทศว่า “หนีทหาร” แล้วบังอาจไปแสดงวาจาแบบนักเลงโตกับขุนทหารชำนาญศึก อย่างท่านสมเด็จฮุนเซน
ดังนั้น ผมจึงไม่ลังเลใจ ที่จะกล่าวว่า ในฐานะที่ไทยเป็นประธานอาเซียน นายอภิแสบฯ ได้สร้างความอับอาย ให้กับผู้คนในชาติเป็นอย่างมาก!

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2552 ทางประเทศกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ชัดเจนว่า
มีสิทธิ์ขาดที่จะปฏิเสธส่งผู้ร้ายข้ามแดน!
การที่กระทวงการต่างประเทศกัมพูชา ออกแถลงการณ์นี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำ หลังจากที่สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเปิดเผยเมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า ได้จัดเตรียมที่พักให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หรือหาก พ.ต.ท.ทักษิณฯต้องการที่จะอาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชา
หลังจากที่สมเด็จฯ ฮุนเซ็น ให้สัมภาษณ์ไปแล้ว มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงทำหน้าที่ไอ้ห้อยไอ้โหน รวมทั้งบรรดา “จระเข้วิชาการที่หาญเหี้ย” (อย่างที่ผมอ้างไว้ในตอนที่แล้ว ทูตถ่อย...ถึง “จิ๋ว-ป๋า!!!”) หลายคน ได้ออกมาวางเขื่อง แสดงความคิดเห็นที่แนะนำท่าทีของไทยว่า
หาก พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปยังกัมพูชา รัฐบาลไทยจะต้องยื่นเรื่องให้มีการส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณฯ กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่รัฐบาลทั้ง 2 ชาติได้ลงนามทำข้อตกลงกันไว้เมื่อปี 2541

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ
วันนี้ ผมจะลองสมมติตนเอง เป็นเอกอัครราชทูตกัมพูชา และได้รับหนังสือจากกระทรวงการต่างประเทศไทย ขอให้ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเดินทางเข้าไปตีกอล์ฟกับท่านสมเด็จฮุนเซ็นและคณะรัฐมนตรีกัมพูชา กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย
จดหมายตอบของผม คงจะเป็นอย่างนี้ครับ

ลับที่สุด

สถานเอกอัครราชทูตกัมพูชา
เหม่งจ๋าย
กทม.10310

พฤศจิกายน 2552

เรื่อง ขอให้ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ของราชอาณาจักรไทย กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย
เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ


ตามที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ขอให้เราส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ของราชอาณาจักรไทย กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ความละเอียดแจ้งอยู่แล้วนั้น

ข้าพเจ้าได้แจ้งคำขอของท่านไปยังรัฐบาลกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว ได้รับบัญชาจาก ฯพณฯ สมเด็จ ฮุนเซ็น ให้แจ้งกับท่านว่า
รัฐบาลกัมพูชาได้พิจารณาถึงระเบียบพิธีทางการทูต ตามแบบของนานานท่าอารยะประเทศ ที่ถือปฏิบัติต่อกันแล้ว ไม่มีทางพิจารณาเป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากจะกล่าวกับท่านว่า

1. ฯพณฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น ได้รับเลือกเข้าไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แห่งราชอาณาจักรไทย โดยเสียงข้างมากจากชาวไทยอย่างท่วมท้น แต่รัฐบาลของที่ได้รับความนิยมจากประชาชน กลับถูกรัฐประหารจากคณะทหาร ซึ่งเป็น
กระบวนการที่เลวร้าย ไม่สามารถยอมรับได้ในสังคมนานาชาติ!
รัฐบาลหลังการรัฐประหาร จึงได้รับการต่อต้านจากประเทศต่างๆอย่างกว้างขวาง จนไม่สามารถดำเนินการเช่นรัฐบาลที่มาตามระบอบประชาธิปไตย เช่น การจัดซื้ออาวุธ ยุทโธปกรณ์ ซึ่งถูกปฏิเสธจากประเทศมหาอำนาจได้ เป็นต้น

2. หลังจากการปฏิวัติรัฐประหาร ได้มีการตั้งคณะบุคคลขึ้นมาทำการสอบสวน หาความผิดของ ฯพณฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับพวก ซึ่งโลกก็รับรู้ว่า
บุคคลที่ตั้งมาทำการสอบสวนนั้น เป็นปฏิปักษ์กับอดีตนายกรัฐมนตรีทั้งคณะ
การกระทำของคณะรัฐประหาร ต่อรัฐบาลของ ฯพณฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรกับพวก เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และนอกจากไม่เคารพหลัก “ศุภนิติกระบวน” (Due Process of law) เยี่ยงอารยะประเทศแล้ว ยังขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ของประเทศท่านเองด้วย นั่นคือ
คณะผู้ยึดอำนาจ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่มีใช้อยู่ในขณะนั้น (และยังมีใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน) เป็นหลักในการดำเนินคดีกับ ฯพณฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ดังนั้น คำสั่งของคณะทหาร ได้ทำลายหลักประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ของประเทศท่านลงโดยสิ้นเชิง และทั้งชั้นอัยการและศาล กลับไปยอมรับกระบวนการหรือคำสั่งอันไม่ถูกต้องนั้น ด้วยความหวาดกลัวในอำนาจของคณะทหาร ที่ปล้นอำนาจการปกครองของชาวไทยที่น่าสงสาร ไปอย่างน่าอดสูเป็นที่สุด
แม้รัฐบาลไทยจะกล่าวอ้างว่า คดีของ ฯพณฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะมีการพิจารณาในศาล แต่พลเมืองของท่านนั่นแหละทราบดีว่า
ต้นทางของกระบวนการยุติธรรม ของประเทศท่านนั้น ดันไม่มีความยุติธรรมเสียแล้ว ถึงแม้กระบวนการชั้นอัยการ และศาล จะเป็นไปตามวิธีพิจารณาของคดีปกติก็ตาม แต่เมื่อขั้นต้นของกระบวนการยุติธรรม ไม่ชอบธรรมเสียแล้ว ย่อมทำให้กระบวนการยุติธรรมเสียไปทั้งหมด เปรียบเสมือนดังว่า
ท่านแช่เย็นอาหารสดที่เน่าเสียแล้ว 1 สิ่ง ปนกับอาหารดี 2 สิ่ง ในที่สุดอาหารดีก็พลอยเน่าเสียไปด้วย!
กระบวนการยุติธรรมของบ้านท่านนั้น ก็เปรียบอาหารที่เน่าเสียทั้งหมดเช่นกัน!!

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่บัดนี้ มีเสียงต่อต้านออกมาในทำนองว่ากระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ไม่ได้รับความเชื่อถือ แม้แต่ในประเทศของตนเอง!!!

3. ท่านรัฐมนตรีคงทราบดีว่า ฯพณฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ถูกตัดสินในคดีทุจริต แต่ศาลลงโทษตามความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. ประเทศของท่าน ซึ่งกัมพูชาของเราไม่มีกฎหมายลักษณะเดียวกันกับประเทศท่าน
ดังนั้น การที่ไม่ส่งตัว ฯพณฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตามคำขอของท่าน ก็เป็นไปตามหลัก DOUBLE CRIMINALITIES อันเป็นหลักการสากล ในกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ที่สังคมนานาชาติยึดถือกัน

4. รัฐบาลกัมพูชานั้น แน่ใจว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คงจะเข้าใจในหลักอธิปไตยของประเทศเอกราช ว่า การส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้น
เป็นเอกสิทธิของเราโดยแท้
ใครหรือประเทศไหน หรือแม้แต่ประเทศไทยก็ตาม จะบังอาจ “ทะลึ่ง” มาบังคับข่มขู่ประเทศเอกราชอย่างกัมพูชา โดยบอกว่าคนโน้นคนนี้เป็นผู้ร้าย ทั้งๆที่เขาไม่ได้เป็นอย่างที่กระบวนเลวร้ายของประเทศท่าน พยายามกลั่นแกล้งกล่าวหา และยกมาเป็นข้ออ้าง เพียงเพื่อจะให้เรา ส่งตัวไปดำเนินคดีในประเทศของตัวตามอำเภอใจ ในลักษณะเอแต่ได้ โดยเป็นการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน ที่สังคมระหว่างประเทศ ยึดถือกันเป็นแบบแผน นั้น
ไม่ได้อย่างเด็ดขาด!

บทสรุปแห่งจดหมายนี้ ข้าพเจ้าในฐานะตัวแทนของรัฐบาลและประชาชนชาวกัมพูชา ก็มีความเห็นสอดคล้องกับชาวโลกที่เจริญแล้ว ว่า
บรรดาสรรพคดีทั้งหลายแหล่ ที่ฯพณฯ พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร ถูกยัดเยียดข้อกล่าวหา โดยคณะกรรมการปรปักษ์ องค์กรที่น่ารังเกียจ ที่แต่งตั้งคณะผู้ยึดอำนาจจากปวงชนชาวไทย (ที่บัดนี้ได้กลายเป็น “คณะมั่งมีแห่งชาติ” หรือ ค.ม.ช. เพราะตอนนี้กลายเป็นเศรษฐี มั่งคั่งกันไปทั่วถ้วนแล้ว) ซึ่งเป็นการกระทำที่น่าเกลียดน่าชังเป็นอย่างยิ่ง

จะให้ประเทศกัมพูชาและโลกที่เจริญแล้ว เข้าใจเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากสรรพคดีเหล่านั้น
เป็น “คดีการเมือง” อย่างชัดเจน!

หวังใจว่า ท่านรัฐมนตรีซึ่งเคยปากเสีย เพราะบังอาจด่าทอ ดูถูกฯพณฯ ฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศของเรา แต่รัฐบาลที่ไม่ฉลาดของประเทศไทย กลับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คงจะเก็บจดหมายนี้ไว้เป็น “ความลับ” ทั้งนี้ก็เพราะว่า

หากท่านเปิดเผยจดหมายฉบับนี้ออกไปแล้ว ไม่เพียงแต่จะเป็นที่อับอายต่อประชาชนคนไทย ซึ่งปัจจุบันก็มองรัฐบาลปัจจุบันของท่าน เป็น “รัฐบาลโลซก” บ้าง “รัฐบาลแดกได้-แดกดี” บ้าง แต่รัฐบาลไทยจะกลายเป็นตัวตลก ที่น่าขบขัน และยังจะเป็นรัฐบาลซึ่งถูกดูถูกดูแคลน โดยพลโลกทั้งปวง ในสังคมระหว่างประเทศที่เจริญแล้วอีกด้วย

ด้วยความปรารถนาดี

ลงชื่อ

( )

เอกอัครราชทูต

....................
ขอบคุณที่มาเวปไซด์ วาทตะวัน ดอทคอม www.vattavan.com/detail.php