WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, November 8, 2009

รักเชียงใหม่ 51 ฮือไล่ ผบช.ภ.5

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 52 ที่ผ่านมา ที่ จ.เชียงใหม่ น.ส.กัญญาภัค มณีจักร หรือดีเจอ้อม แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 พร้อมสมาชิกกว่า 100 คน พยายามเคลื่อนขบวนไปยัง กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เพื่อเรียกร้องให้ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 เข้ารับทราบข้อกล่าวหา คดีอุ้มนักธุรกิจชาวซาอุฯ
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระดมกำลังชุดปราบจลาจลมาตั้งแถวตรึงกำลังบนถนนมหิดล ห่างจากประตูทางเข้าสำนักงานกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ประมาณ 100 เมตร ต่อมา พล.ต.ท.สมคิด พร้อมด้วย พล.ต.ต.สมหมาย กองวิสัยสุข ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ นั่งรถตู้ออกมาเจรจาตนเอง
พล.ต.ท.สมคิดกล่าวว่า จะมาขับไล่อะไรก็ไม่ว่ากัน แต่ขอชี้แจงว่าเรื่องคดีขอยืนยันในความบริสุทธิ์ และได้ชี้แจงกับกรมสอบสวนคดีพิเศษไปแล้วขอให้ว่ากันไปตามกฎหมาย แต่ตอนนี้ขอร้องไม่ให้คนเสื้อแดงมาชุมนุม เพราะจะมีแขกบ้านแขกเมือง คือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเนเธอร์แลนด์ และคณะ
"ถ้าไม่ชอบก็ไม่ว่ากัน แต่ผมขอกราบเรียนว่ามาทำหน้าที่ และมาทำความเข้าใจให้ทราบว่าถ้ามีคำพิพากษาเรื่องคดี ผมจะลาออกไม่อยู่รับเงินเดือน และผมขอยืนยันว่าถ้าพวกท่านไม่รักผม ไม่ต้องการผม ผมจะไปทันที" พล.ต.ท.สมคิดกล่าว
โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก พล.ต.ท.สมคิดชี้แจง กลุ่มเสื้อแดงพอใจ ยอมสลายการชุมนุม
ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: www.dailynews.co.th / www.matichon.co.th

2009-11-07 คนสกลรักทักษิณ ครบทุกคลิป ทุกผู้อภิปราย

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

บริจาคสนับสนุนคนเสื้อแดง เลขที่บัญชี 224-209-6275
บ.เพื่อนพ้องน้องพี่ จำกัด ออมทรัพย์ ธ.ไทยพาณิชย์
สาขา อิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว

๒๐๐๙-๑๑-๐๗ คนสกลนคร รักนายกทักษิณ


WMV 52.0Mb , MP3 9.13Mb 53.10นาที สมพร, เสรี &เกษม สส.สกลนคร,ไพจิตร สส.นครพนม,พีระเพชร สส.กาฬสินธุ์, นริศร

WMV 56.64Mb , MP3 9.94Mb สมชาย ไพบูลย์&อดิศร

WMV 13.00Mb , MP3 2.28Mb นายกทักษิณผู้ยิ่งใหญ่

WMV 60.37Mb , MP3 10.53Mb พัฒนา วรชัย วรวุฒิ สมหวัง พายัพ & หมอลำ

WMV 50.1Mb , MP3 8.64Mb จตุพร

WMV 45.47Mb , MP3 8.10Mb ณัฐวุฒิ

จบแล้วครับ

แฉลึกองค์กรมืดสมคบแผนกระหายสงครามเขมร

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 พฤศจิกายน 2552

ผ่าแผนลับลวงพรางขององค์กรซ่อนเงื่อน สมคบคิดหนุนนโยบายล้าหลังคลั่งชาติกระหายเลือดกระหายสงคราม ก่อศึกกับเพื่อนบ้านกัมพูชา เริ่มจากเอแบคโพลล์ที่เปิดปุ๊บติดปั๊บแค่มาร์คเรียกทูตกลับไม่ข้ามวัน มั่วผลสำรวจรัฐบาลหุ่นเชิดคะแนนนิยมพุ่ง70% คนในแฉเองผลุบเข้าทำเนียบซุกอภิสทธิ์ประจำ ส่วนประธานหอการค้ามาแปลกไม่แหกปากร้องซักคำทั้งที่กระทบการค้าแสนล้าน แต่ออกโรงหนุนหน้าตาเฉย เผยที่ไปที่มาลึกลับก้าวขึ้นเป็นประธานหอแทนตัวเต็งอันดับ1 ไม่สนผลประโยชน์การค้าอาศัยองค์กรบังหน้าเคลื่อนไหวการเมืองเป็นเครือข่ายอำมาตย์ ส่วนทูตสุรพงษ์วงการเผยตามแก้แค้นเรื่องส่วนตัวที่เคยถูกรัฐบาลทักษิณเตะโด่งไปอยู่แอฟริกา


หลังจากรัฐบาลหุ่นเชิดอำมาตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้นโยบายล้าหลังคลั่งชาติลดความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านกัมพูชาลง ก็มีองค์กรหน่วยงานบางแห่งที่มีภาพลักษณ์ที่ดู"เป็นกลาง"อย่างเอแบค โพลล์,สภาหอการค้าไทย รวมทั้งคนในแวดวงการฑูตออกมาสนับสนุนให้ท้ายรัฐบาลหุ่นเชิดอำมาตย์ กับประณามอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ว่าขายชาติ

หากมองปรากฎการณ์เพียงผิวเผินนี่อาจเป็นการแสดงตัวของกระแสชาตินิยมโดยปกติธรรมดา แต่หากล้วงลึกลงไปในเบื้องหลังแล้ว องค์กรอย่างเอแบค โพลล์,ประธานหอการค้า หรือทูตสุรพงษ์ ชัยนามที่ออกมาแสดงบทบาทนี้ ไม่ได้มีพฤติการณ์ทำนองนี้เป็นหนแรก แต่เป็นมาอย่างต่อเนื่อง จนเราเรียกว่านี่เป็นปรากฎการณ์ของเครือข่ายองค์กรซ่อนเงื่อนที่เคลื่อนไหวทำลายฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย สนับสนุนความเคลื่อนไหวของอำมาตย์เผด็จการอย่างสอดประสานกัน

ต่อไปนี้เป็นการลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อนทั้ง3แห่งในเบื้องลึกที่เต็มไปด้วยข้อมูลเบื้องหลังที่ไม่น่าพลาด

ดร.นพพดลAbac Pollผลุบเข้าทำเนียบซุกมาร์คเป็นประจำ


น่ากังขามากว่าทันทีที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ประกาศลดความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาปุ๊บ วันรุ่งขึ้นดร.นพดล กรรณิกา ก็เปิดเผยโพลล์สำรวจในวันรุ่งขึ้นได้แบบฉับไวทันใจว่า สาธารณชนเพิ่มการสนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์จากกรณีนี้ทันที 3 เท่าตัว ขึ้นมาเกือบ 70 % ( คลิ้กดูข่าว )

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของAbac poll เปิดเผยว่า ดร.นพดลนั้นมีทัศนะทางการเมืองไปในทางเดียวกันกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ โดยมักได้รับเชิญไปแลกเปลี่ยนทัศนะเรื่องบ้านเมืองกับนายอภิสิทธิ์ที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นประจำ

"ดร.นพดลนั้นมีทัศนะทางการเมืองสอดคล้องกับคุณอภิสิทธิ์ และคุณอภิสิทธิ์เองก็อยากขอคำปรึกษาในเรื่องของประชามติสาธารณะที่มีต่อตัวเขา และรัฐบาลของเขา ทางดร.นพดลก็ให้คำชี้แนะทางวิชาการไป แต่ก็อย่างว่าคนเราพอมันมีpersonal contact(ความสัมพันธ์ส่วนตัว)กันขึ้นมาซะแล้ วเรื่องที่ทางคุณอภิสิทธิ์จะขอความร่วมมืออะไรก็อาจจะคงมีมั่ง แต่ไม่ใช่แลกกันด้วยเงินทองผลประโยชน์"เจ้าหน้าที่ระดับสูงของAbac Pollระบุ

ขณะเดียวกันเขายอมรับว่าภาพลักษณ์ของเอแบคโพลล์ดูจะเอนเอียงมาทางรัฐบาลจริง แต่คู่แข่งของเราคือสวนดุสิตโพลล์ก็มีข้อครหาว่า เอนเอียงไปทางเสื้อแดงเช่นกัน...

พูดง่ายๆว่าหากหาว่า เอแบคโพลล์เอียงข้างรัฐบาลหุ่นเชิดอำมาตย์ คู่แข่งของเอแบคโพลล์ก็เอียงข้างเสื้อแดงแล้ว ถือว่าหายกัน !

*ประธานหอการค้าที่มาลึกลับ ที่ไปก็เป็นภารกิจในทางลับเครือข่ายอำมาตย์


ที่สังคมต้องประหลาดใจมากก็คือการลดระดับความสัมพันธ์กับกัมพูชานั้นกระทบต่อมูลค่าการค้าระหว่าง2ประเทศซึ่งมีนับแสนล้านบาท แทนที่ประธานหอการค้าจะออกมาเรียกร้องสันติภาพจะได้ทำมาค้าขายกันต่อไป กลับออกมาสนับสนุนอย่างออกนอกหน้า

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า รัฐบาลตอบโต้เขมรทำถูกต้องเหมาะสมแล้ว การปกป้องศักดิ์ศรีประเทศชาติต้องมาก่อน ลั่นรับไม่ได้หากปล่อยให้ใครมาย่ำยี ดูหมิ่นเหยียดหยามประเทศไทย (คลิ้กดูรายละเอียดข่าว)

นายดุสิตเพิ่งขึ้นมาเป็นประธานหอการค้าไทยเมื่อต้นปีนี้แบบ"ลึกลับ แต่รู้กันแซดในวงการพ่อค้าใหญ่ แต่ใครหละจะกล้าพูด"

ตามคิวและตามสัญญาสุภาพบุรุษแล้ว เมื่อนายประมณฑ์ สุธีวงศ์ ประธานหอการค้าคนก่อนหมดวาระลงในตอนต้นปีนี้ จะเป็นคิวของนายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานหอการค้าคนที่ 1 ขึ้นเป็นแทน แม้แต่นายประมณฑ์ก็กล่าวสนับสนุน(ดูข่าว คลิ้ก) จนมีการแจกประวัติ"ว่าที่ประธานหอการค้าคนใหม่"และเตรียมเลี้ยงฉลองยกใหญ่( ลิ้งค์ ) แต่แล้วพอใกล้วันเลือกประธานเข้าจริงๆ ก็เกิด"ข้อมูลใหม่"ขึ้นมา อันมีผลให้นายพงษ์ศักดิ์ต้องประกาศไม่ขอชิงตำแหน่งนี้ โดยอ้างเหตุผลอย่างกะทันหันว่า ต้องไปดูแลธุรกิจทอผ้าของตัวเอง เพราะเจอผลกระทบทางเศรษฐกิจ และขอให้รองประธานคนที่2คือดุสิต นนทะนาคร ขึ้นเป็นแทน...

ซึ่งคนในวงการบอกว่า เป็นเหตุผลที่ต้องประกาศไปทั้งน้ำตา และไม่มีใครเชื่อ แต่ก็ต้อง"ตามนั้น" เพราะนี่เป็นเหตุผลที่ฟังแล้วดูจะกล้อมแกล้มไปได้ที่สุดแล้วต่อสถานการณ์พลิกผันครั้งใหญ่ของวงการหอการค้า

อะไรคือเหตุของการพลิกผัน และทำไมต้องเป็นดุสิต?


ดุสิต มีบทบาทก่อนหน้านั้น โดยออกมาพูดตอนม็อบพันธมิตรยึดสนามบินว่า
"ไทยจะต้องยุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ ภาคธุรกิจจะมีปัญหาแน่นอน โดยมองว่า การที่รัฐบาลไม่สามารถยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ขณะที่สังคมไทยก็มีความแตกแยก ไม่มีความสามัคคี ทำให้รัฐบาลหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงควรที่จะประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดโอกาสให้นักการเมืองหรือพรรคการเมืองอื่น ๆ เข้ามาบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม หากนายกรัฐมนตรีไม่ลาออก ก็ควรที่จะประกาศยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่"


ต่อมาเมื่อมีการแก้ไขปัญหาพันธมิตรยึดสนามบินด้วยการรีบร้อนสั่งยุบพรรคพลังประชาชน มีผลให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 2 ธันวาคม
ตอนนั้นดุสิตซึ่งเป็นรองประธานสภาหอฯก็ออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีแถลงข่าวร่วมกับสภาอุตสาหกรรม กับสมาคมธนาคารไทยว่า พรรคพวกแม้วพอได้แล้ว เป็นนายกฯมา 2 คนแล้ว ทั้งสมัคร สุนทรเวช ทั้งสมชาย บ้านเมืองก็ชิบหายมากพอแล้ว ให้คนอื่นคือฝ่ายมาร์ค-ประชาธิปัตย์ลองเป็นมั่ง พวกพ่อค้าจะได้ทำมาหากินกันเป็นปกติสุข...


ต่อมาไม่นานก็เกิดม็อบเสื้อแดงชุมนุมใหญ่ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ตอนสงกรานต์ ซึ่งหากเป็นไปตามมาตรฐานเดิม ดุสิตก็ควรต้องออกมาแถลงข่าวให้ท้ายม็อบ และไล่รัฐบาลออกเพราะคุมม็อบไม่อยู่บ้านเมืองวุ่นวาย พ่อค้าทำการค้าขายไม่ได้ แต่หนนี้ดุสิตพูดอีกอย่างว่า

ภาคเอกชนเรียกร้องให้ผู้ที่ออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาล ยุติการกระทำใดๆ ที่จะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก่อนที่ผลกระทบจะส่งผลเสียหายไปมากกว่านี้ เอกชนได้พยายามร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อให้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศคลี่คลาย ส่วนรัฐบาลก็ได้ดำเนินนโยบายและมาตรการเพื่อทำให้บรรยากาศด้านการค้า การลงทุน รวมทั้งความเชื่อมั่นของประเทศดีขึ้น บุคคลที่เป็นต้นเหตุของการบั่นทอน ควรจะใช้สติทบทวนและไตร่ตรองโดยรอบคอบ ต้องมองถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ มิใช่ประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง


ต่อมาเมื่อมีการชมนุมใหญ่ของเสื้อแดงเพื่อรำลึกการรัฐประหาร 19 ก.ย.เมื่อไวๆนี้ ดุสิตออกมาหนุนรัฐบาลเต็มที่ โดยกล่าวว่า
การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงนั้น ขึ้นอยู่กับประชาชนว่ามีความรัก ความสามัคคี และมองประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักหรือไม่ ควรคิดว่าจะสามารถร่วมกันระดมความคิดว่าภายหลังจากที่เศรษฐกิจโลกดีขึ้น จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวรวมทั้งจะทำอย่างไรในการเสริมสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

ส่วนการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็เป็นกฎหมายสากลที่ใช้กันทั่วโลก ซึ่งจะเอามาใช้เมื่อมีความจำเป็น และไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าตกใจหากจะเอามาประกาศใช้ในภาวะที่ประชาชนในประเทศไม่มีความสามัคคี


ลูกหม้อเครือซิเมนต์ไทยผู้สืบมรดกต่อจากลูกหม้อซิเมนต์ไทยอีกราย


หลังพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ยอมกลืนเลือดสละการชิงเก้าอี้ประธานหอแล้ว ดุสิตก็หมดก้างฉลุยขึ้นเป็นประธานสภาหอการค้าคนใหม่ฉลุยในวันที่ 26 มีนาคม 2552

ดุสิตจบปริญญาโทจากอเมริกา เป็นลูกหม้อทำงานกับเครือซิเมนต์ไทยมาแต่ต้นจนเกษียณ เขาเป็นมือบริหารปูนใหญ่ในรุ่นเดียวกับชุมพล ณ ลำเลียง มีตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของเครือซิเมนต์ไทยหลายบริษัท ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาฝ่ายจัดการ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)ขึ้นชื่อเรื่องเป็นมือการตลาดของซิเมนต์ไทย

เป็นเครือซิเมนต์ไทยอันมีสำนักงานทรัพย์สินฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เป็นกิจการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ก่อนหน้าดุสิตนั้น ประธานหอการค้าไทยชื่อ ประมนต์ สุธีวงศ์ โดยเขามีโควต้ามาจากการเป็นประธานคณะกรรมการโตโยต้าประเทศไทย และเป็นคนไทยคนแรกที่เป็นประธานโตโยต้า

เขาเก่งกล้าสามารถมาจากไหน? หากใครรู้จักบริษัทญี่ปุ่นดีก็จะพบว่าเขาใช้คนญี่ปุ่นเป็นประธานทั้งนั้น หรือไม่งั้นก็ต้องเรียนจบญี่ปุ่น แต่ประมนต์นี่จบตรี โทจากอเมกา...แล้วทำไมมาเป็นได้..

คำตอบคือพอดีว่าประมนต์มาจากเครือซิเมนต์ไทย

นายประมณฑ์เป็นลูกหม้ออยู่ที่เครือซิเมนต์ไทยมาแต่หนุ่มยันเกษียณในปี2542 ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย..ปูนซิเมนต์ไทยที่มีสำนักงานทรัพย์สินฯถือหุ้นใหญ่นั่นเอง

เครือซิเมนต์ไทยถือหุ้นใหญ่ในโตโยต้าประเทศไทย 10% เช่นเดียวกับบริษัทจากต่างประเทศที่มาลงทุนในไทยโดยทั่วไปที่เครือสำนักงานทรัพย์สินฯจะได้รับเกียรติให้เข้าไปร่วมถือหุ้นด้วยในฐานะเจ้าบ้านที่ดี รวมทั้งกรณีของรถไถนาคูโบต้า รถไถนาเดินตามที่มียอดขายสูงสุดในเมืองไทย ก็มีทรัพย์สินเข้าไปถือหุ้น 10 %

เมื่อประมณฑ์หมดวาระลง แทนที่เก้าอี้ประธานหอการค้าจะตกเป็นของแคนดิเดตอันดับ1 กลับถูกผูกขาดจากคนที่เป็นลูกหม้อเครือทรัพย์สินฯ จากนั้นก็มีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองสอดคล้องกับรัฐบาลอภิสิทธิ์และเครือข่ายอำมาตย์อย่างเป็นจังหวะจะโคน ก็ทำให้ข้อสงสัยต่างๆคลี่คลายลงว่า เพราะเหตุใดนายดุสิต นนทนาคร จึงเหมาะสมกับตำแหน่งประธานหอการค้า

ผลประโยชน์การค้าไทย-กัมพูชาปีละนับแสนล้านบาท อาจไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับเครือข่ายองค์กรซ่อนเงื่อนของอำมาตย์ที่ขอพิฆาตทักษิณเป็นภารกิจหลัก

*ทูตสุรพงษ์ ชัยนามกับปฏิบัติการแค้นฝังเหลี่ยม


นายสุรพงษ์ ชัยนาม อดีตเอกอัคราชทูตคนหนึ่ง ซึ่งเคลื่อนไหวสอดคล้องกันได้ออกมาเคลื่อนไหวล่าสุด โดยไปออกรายการASTV กล่าวสนับสนุนรัฐบาลหุ่นเชิดว่า "คราวนี้ต้องตอบโต้ที่หนักขึ้น นอกจากเรียกทูตกลับ แล้วยังชะลอ ความช่วยเหลือ ความร่วมมือในโครงการต่างๆด้วย เพื่อดูท่าที ฮุนเซน อีกครั้ง ทั้งนี้หาก ฮุนเซน ยังไม่เข้าใจอีก สิ่งที่ชะลอไว้อาจยกเลิกไปเลย"( คลิ้กดูข่าว )

นายสุรพงษ์แม้จะเป็นทูต ซึ่งภาพลักษณ์ดีเป็นกลาง แต่ก็พบว่าเบื้องหลังความเคลื่อนไหวของเขานั้นมาจากได้รับผลกระทบส่วนตัวเมื่อครั้งยังรับราชการอยู่

เขาเป็นน้องชายของทูตผู้ใหญ่อีกรายคือนายอัษฎา ชัยนาม ทั้งสองมีศักดิ์เป็นหลานนายดิเรก ชัยนาม อดีตผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475และอดีตเสรีไทย

ปัญหาเกิดขึ้นในยุครัฐบาลทักษิณ มีดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ถูกนายอัษฎา ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในกระทรวงซึ่งใกล้เกษียณอายุราชการ ได้วิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่างประเทศของดร.สุรเกียรติ์หลายเรื่อง สร้างความไม่พอใจให้สุรเกียรติ์มาก จึงหันไปเล่นงานนายสุรพงษ์ผู้น้องชายแทน เพราะนายอัษฎาเกษียณอายุราชการไปก่อน

โดยสุรเกียรติ์ได้ย้ายนายสุรพงษ์จากอธิบดีกรมใหญ่ในกระทรวงต่างประเทศ ลดชั้นให้ไปเป็นทูตเยอรมนี และเอาไปเอามาก็ย้ายไปเป็นทูตที่แอฟริกา เทียบได้กับย้ายไปอยู่ชายแดนเป็นการลงโทษ นายสุรพงษ์จึงลาออกแล้วมาเคลื่อนไหวบนเวทีพันธมิตรไล่รัฐบาลทักษิณเพื่อแก้แค้น

หลังรัฐประหาร19กันยา นายสุรพงษ์ได้ไปมีตำแหน่งในรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ และในฐานะเคยเป็นปัญญาชนศึกษาลัทธิมาร์คซ์มามาก เขาได้เขียนบทความเรื่อง"กองทัพกับประชาธิปไตย"หลังรัฐประหาร19กันยา ความสำคัญโดดเด่นอยู่ตรงมันเป็นบทความที่มุ่งอธิบายและให้ความชอบธรรมโดยนัยแก่การรัฐประหารของกองทัพเพื่อกอบกู้ฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย ด้วยหลักเหตุผลวิชาการอย่างจริงจัง จากกรอบแนวคิดทฤษฎีของฝ่ายซ้าย

เรื่องนี้ทำให้นักวิชาการฝ่ายซ้ายเก่า อย่างดรเกษียร เตชะพีระ ถึบกับทนไม่ไหว ได้เขียนบทความวิจารณ์สุรพงษ์ว่า "เมื่อเอาหูแนบตั้งใจฟังข้อความของสุรพงษ์ ก็พอจะแว่วกังวานแห่งคำประกาศ "สงครามครั้งสุดท้าย" ของสนธิ ลิ้มทองกุล..."

00000000000

อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อนชุดใหญ่เต็มๆเนื้อๆ


-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่5):ผลสำรวจเบื้องหลังคนทำโพลล์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่6):ใครสั่งโค่นเหลี่ยม?
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่7):Conspiracy theoryชู้รักเลดี้แชตเตอร์ลีย์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่8):ฉากและบางถ้อยคำสำคัญวันยึดอำนาจ
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่9):Between the lineของระบอบเทวดา
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่10):ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก
ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่11):กลุ่มกษัตริย์นิยมกับประชาธิปไตยแบบไท้ยไทย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่12):มหาลัยใหญ่โตเหวย! มืดจริงหนอสถาบันอันกว้างขวาง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่13):นักศึกษาประชาชนและมวลชนผู้ขมขื่น รวมกันหยัดยืน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่14):เบื้องลึก"ข้อมูลใหม่"หอการค้าถือหางปชป.-พธม.กระทืบเสื้อแดง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่15):ยมฑูต3ตัว ตัวที่ร้ายลึกคือเคยแสดงปรากฏการณ์ว่าเป็น'ซ้าย'
00000000
บทความเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์สุดมันส์รวมฮิตลากไส้สื่อเห้เสร็จแล้ว เชิญโหลดกระจาย

จักรภพแฉหุ่นเชิดอำมาตย์กลืนเลือดสะบั้นเขมร

ที่มา Thai E-News


ถ้อยแถลงของรัฐบาลกัมพูชา-รัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งว่า ในกรณีของ ฯพณฯ ทักษิณ กัมพูชาเห็นว่ามีเหตุทางการเมืองอย่างชัดแจ้งในการโค่นผู้นำผู้นี้ลงจากตำแหน่งด้วยการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ในขณะที่อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ที่องค์การสหประชาชาติ คดีความมากมายที่ตามมาหลังจากนั้น รวมทั้งการตัดสินลงโทษต่อตัวท่านทั้งสิ้น ล้วนเป็นเรื่องการเมืองทั้งสิ้น การเชิญ ฯพณฯ ทักษิณ มายังกัมพูชา เกิดจากความตระหนักในธรรมเนียมโบราณของเราที่ว่า “เพื่อนในยามยาก คือเพื่อนยากที่แท้จริง”


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบบล็อกประชาธิปไตย100%
7 พฤศจิกายน 2552

นายจักรภพ เพ็ญแข ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการทูตระหว่างประเทศได้วิเคราะห์ข้อพิพาทล่าสุดระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชากรณีที่กัมพูชาได้แต่งตั้ง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ควบกับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา โดยให้สัมภาษณ์กับเวบไซต์คนไทยUK-www.konthaiuk.com เมื่อค่ำวานนี้


ประเด็นสำคัญที่นายจักรภพวิเคราะห์กรณีพิพาทครั้งนี้ ประกอบด้วย

- การที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ปลุกกระแสคลั่งชาติหาเหตุทะเลาะกับเพื่อนบ้าน โดยยกเลิกความตกลงเกี่ยวกับการสำรวจน้ำมันและพลังงานในอ่าวไทยที่นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศประกาศ ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งของฝ่ายประชาธิปไตย เนื่องจากเบื้องหลังจริงๆแล้ว รัฐบาลอภิสิทธิ์และฝ่ายอำมาตย์พยายามติดสินบนกัมพูชาด้วยเรื่องนี้ โดยแลกกับการเลิกคบและงดให้ความช่วยเหลือกับอดีตนายกฯทักษิณในทุกด้าน แต่กัมพูชากลับแต่งตั้งนายกฯทักษิณสู่ตำแหน่งที่ปรึกษาสำคัญถึง ๒ ตำแหน่ง เท่ากับปฏิเสธการลวงล่อของรัฐบาลไทยและย้ำจุดยืนทางการเมืองของตัวเอง

สำหรับการแต่งตั้งครั้งนี้ ตำแหน่งทั้งสองเรียกเป็นทางการว่า:


๑. Personal Advisor to Prime Minister of the Kingdom of Cambodia หรือ ที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

๒. Advisor to the Royal Government in charge of economic affairs หรือ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลแห่งชาติ


- การแต่งตั้งนี้เป็นพระราชกฤษฎีกาที่ลงพระนามโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสีหโมนี กษัตริย์แห่งกัมพูชา ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๒

- กัมพูชาใช้ประกาศเดียวกันยืนยันว่านายกทักษิณเป็นผู้บริสุทธิ์ และถูกกล่าวโทษเอาผิดต่างๆ เพราะการเมืองหลังรัฐประหาร พ.ศ.๒๕๔๙ รัฐบาลของเขาจึงเห็นว่าเป็นเรื่องสมควรและมีประโยชน์ที่จะเชิญนายกทักษิณเข้ามาช่วยบริหารราชการแผ่นดินของกัมพูชา และประกาศแต่งตั้งดังกล่าว พูดง่ายๆ คือทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกันในทัศนะของกัมพูชา

คำประกาศนี้ไม่มีเสียงคัดค้านจากฝ่ายค้านหรือฝ่ายใดๆ ในกัมพูชาเลย

สำหรับรายละเอียดแถลงการณ์ของกัมพูชาเรื่องแต่งตั้งครั้งนี้ ซึ่งแปลโดยนายจักรภพ มีเนื้อหาดังนี้


เนื่องมาจากเหตุการณ์ในวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ ที่เกี่ยวข้องกับ ฯพณฯ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ผู้นำไทยส่วนหนึ่งได้แสดงปฏิกิริยาอย่างต่อเนื่องบนบรรทัดฐานของสนธิสัญญาส่งตัวระหว่างกัมพูชาและไทยว่า จะร้องขอให้มีการส่งตัวอดีตนายกรัฐมนตรีไทยกลับ หากเดินทางเข้ามายังกัมพูชา สำนักอัยการสูงสุดของไทยได้ยกประเด็นขึ้นว่า ทางราชอาณาจักรกัมพูชามีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธคำขอดังกล่าว แต่ต้องอธิบายความและให้เหตุผลอันสอดคล้องกับหลักปฏิบัติระหว่างประเทศ

ในอีกกรณีหนึ่ง รองนายกรัฐมนตรีของไทยกล่าวว่าไทยมีสิทธิ์ที่จะขอให้ส่งตัวคุณทักษิณกลับไทยตามหลักการของสนธิสัญญาส่งตัวระหว่างกัมพูชาและไทย ตลอดจนหลักกฎหมายระหว่างประเทศ (แหล่งข่าวจาก: เอเอสทีวี เมเนเจอร์ ออนไลน์ ที่ขึ้นข้อความข่าวนี้เมื่อ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ที่ตีพิมพ์เมื่อ ๒๗ และ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ และในหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นเมื่อ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๒)

หลังได้พิจารณาประเด็นดังกล่าวแล้ว รัฐบาลกัมพูชาขอตั้งข้อสังเกตต่างๆ ดังนี้:

๑. โดยมาตรา ๓ แห่งสนธิสัญญาส่งตัวระหว่างกัมพูชาและไทยที่ลงนามในกรุงเทพมหานครเมื่อ ๖ พฤษภาคม ๒๕๔๑ และให้สัตยาบรรณพร้อมประกาศใช้ในพระราชบัญญัติที่ N CS/RKM/0799/08 ลงวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ผู้ได้รับการร้องขอคือกัมพูชาสามารถพิจารณาได้ก่อนว่า กรณีของคุณทักษิณเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่

๒. อ้างถึงกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรา ๓ ในอนุสัญญายุโรปเกี่ยวกับการส่งตัว ที่ลงนามใช้เมื่อ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ และมาตรา ๓ ของต้นแบบสนธิสัญญาส่งตัวในกรอบองค์การสหประชาชาติเมื่อ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๓๓ การส่งตัวจะกระทำมิได้เลยภายใต้เงื่อนไข ๒ ประการต่อไปนี้:

a. หากคดีความอันเป็นเหตุให้เกิดข้อเรียกร้องส่งตัว มีลักษณะเป็นคดีการเมืองตามความเห็นของประเทศที่ได้รับการร้องขอ

b. หากประเทศผู้ถูกร้องขอมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าการขอให้ส่งตัวเป็นไปโดยจุดประสงค์เพื่อเอาผิดหรือลงโทษกับบุคคลนั้นๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับเชื้อชาติ สัญชาติ เผ่าพันธุ์ ทัศนะทางการเมือง เพศ ศาสนา หรือสถานภาพทางสังคม จนบุคคลนั้นๆ อาจถูกตัดสินอย่างมีอคติได้

๓. นอกจากนั้นแล้ว เพื่อเน้นหลักปฏิบัติระหว่างประเทศให้ชัดเจนขึ้นอีก โฆษกรัฐบาลขอยกกรณีตัวอย่างจำนวน ๒ กรณีจากคดีที่มีอยู่มากมายและเป็นที่รับรู้ทั่วไปในระดับระหว่างประเทศ นั่นคือคดีระหว่างญี่ปุ่นและเปรู และคดีระหว่างอังกฤษและรัสเซีย ญี่ปุ่นได้ปฏิเสธคำขอของเปรู และอังกฤษก็ได้ปฏิเสธคำขอของรัสเซีย บนหลักการว่าคำร้องขอทั้งสองกรณีนั้นเกี่ยวข้องกับการเมือง

ในกรณีของ ฯพณฯ ทักษิณ กัมพูชาเห็นว่ามีเหตุทางการเมืองอย่างชัดแจ้งในการโค่นผู้นำผู้นี้ลงจากตำแหน่งด้วยการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ในขณะที่ท่านอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ที่องค์การสหประชาชาติ คดีความมากมายที่ตามมาหลังจากนั้น รวมทั้งการตัดสินลงโทษต่อตัวท่านทั้งสิ้น ล้วนเป็นเรื่องการเมืองทั้งสิ้น

จากข้อพิจารณาทางกฎหมายดังกล่าวทั้งหมด และโดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศทั้งมวล เราจึงขอย้ำอย่างเด็ดขาดว่า ไม่ว่าจะในกรณีใดๆ ก็ตาม ราชอาณาจักรกัมพูชาจะไม่ส่งตัว ฯพณฯ ทักษิณกลับตามคำร้องขอจากประเทศไทย ไม่ว่าในขณะที่ท่านตัดสินใจเข้ามาพำนัก หรือเดินทางผ่านกัมพูชาไปยังประเทศอื่นๆ ก็ตาม เพื่อให้เป็นไปตามความในพระราชกฤษฎีกาที่ NS/RKT/1009/1018 ลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๒ ที่ได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งท่านเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฮุนเซ็นผู้เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาลแห่งชาติกัมพูชา

โฆษกรัฐบาลขอแสดงเจตนารมย์ด้วยว่า รัฐบาลกัมพูชาจะไม่เปลี่ยนแปลงท่าทีในการธำรงรักษาความสัมพันธ์อันดีและความร่วมมือในทุกๆ ด้าน ระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย การเชิญ ฯพณฯ ทักษิณ มายังกัมพูชา เกิดจากความตระหนักในธรรมเนียมโบราณของเราที่ว่า “เพื่อนในยามยาก คือเพื่อนยากที่แท้จริง” (“a friend in need is a friend in deed”)


กรุงพนมเปญ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

Saturday, November 7, 2009

เปิดเอกสารลับ"นามบัตร-เอกสาร" ลายมือ 5บอร์ดกลั่นกรองฝากเด็กสมัย "พัชรวาท"

ที่มา มติชน

ร.ต.อ.ปุระชัยนำนามบัตรและเอกสารลายมือชื่อของบอร์ดกลั่นกรอง 5 ใน 9 ของอนุ ก.ตร. ที่ใช้ฝากฝังในการแต่งตั้งโยกย้ายในสมัยที่ พล.ต.อ.พัชรวาทเป็น ผบ.ตร. มาแสดงต่อที่ประชุม ก.ตร.

การประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.)-ผู้บัญชาการ (ผบช.) ซึ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. ต้องเลื่อนออกไปเป็นครั้งที่ 3 โดยการประชุมเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 พฤศจิกายน นายสุเทพต้องยุติการประชุม เมื่อ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบรูณ์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ท้วงติงกรณีคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการซื้อขายตำแหน่ง ที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ร้องเรียนว่ามีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในสมัย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็น ผบ.ตร. มีหลายประเด็นที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

ร.ต.อ.ปุระชัยลุกขึ้นอภิปราย พร้อมนำนามบัตรและเอกสารลายมือชื่อของบอร์ดกลั่นกรอง 5 ใน 9 ของอนุ ก.ตร. ที่ใช้ฝากฝังในการแต่งตั้งโยกย้ายในสมัยที่ พล.ต.อ.พัชรวาทเป็น ผบ.ตร. มาแสดงต่อที่ประชุม พร้อมถามว่าลายเซ็นเหล่านั้นเป็นของ อนุ ก.ตร.ชุดพิเศษหรือไม่ และอนุ ก.ตร.ไปเรียกรับผลประโยชน์กับการฝากฝังหรือเปล่า นอกจากนี้ยังถามหาคุณธรรม จริยธรรม ของอนุ ก.ตร.ชุดพิเศษ ที่เข้าไปทำหน้าที่ในบอร์ดกลั่นกรองด้วยว่ามีความถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร เพราะ ก.ตร.ก็ออกกฎว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ.2551 ทำให้บรรยากาศการประชุมเคร่งเครียดทันที กระทั่งนายสมศักดิ์แสดงความรับผิดชอบด้วยประกาศขอลาออกจากประธานบอร์ดกลั่นกรอง ซึ่ง ร.ต.อ.ปุระชัยยังอภิปรายว่าน่าจะรับผิดชอบใน ก.ตร.ด้วย นั่นหมายถึงการลาออกจาก ก.ตร. โดยบรรดาอนุ ก.ตร.คนอื่นได้นิ่งเงียบ

โต้คลื่นที่ลาว

ที่มา เดลินิวส์

สมเด็จฮุนเซน นายกฯ กัมพูชา แต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ อย่างที่เคยให้สัมภาษณ์แล้ว แต่ ดร. โกร่ง วีรพงษ์ รามางกูร นายกสมาคมมิตรภาพไทย-ลาว ของเรานั้น

ไปเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของ สปป.ลาว มานานแล้ว ไป ที่ไหน ใครก็เรียก อาจารย์โกร่ง อาจารย์โกร่ง

พลอยให้คณะเราหน้าบานไปด้วย

ปีนี้เป็น ปีทอง ของ สปป. ลาว เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เป็น เจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ในสนามกีฬาเวียงจันทน์มีป้ายดิจิ ตอล บอกเวลานับถอยหลัง เพื่อให้รู้ว่า เหลืออีกกี่วันแล้ว

คนลาวตื่นเต้นมาก มีการปรับปรุงสนามกีฬาเก่า และ สร้างใหม่ รวมทั้งที่พักนักกีฬาด้วย

มองจากหน้าต่างในโรงแรม 5 ดาว ลาวพลาซ่า เห็นสนามกีฬาขนาดกลาง ๆ สร้างเสร็จอยู่ไกลออกไป

มีคนเล่าให้ฟังว่า จีน พี่เอื้อยเอเชีย ให้เงินลาวสร้างสนามกีฬาเป็นพันล้าน แต่มีเงื่อนไขที่ฟังแล้วอึ้งทึ่งเสียว ขอส่งคนจีนหลายพัน คนมาอยู่หลวงพระบางด้วย

ว่ากันว่า คนลาวไม่น้อย กระอักกระอ่วนใจ แต่ไม่กล้าแสดง ออกหรอก

เวียดนาม มิตรร่วมอุดมการณ์ ก็ให้เงินทำที่พักนักกีฬา 4,000 เตียง หรือพันห้อง ๆ ละ 4 เตียง นัยว่าเป็นเงินเกือบพันล้านเช่นกัน พร้อมเงื่อนไข ขอสัมปทาน ทำป่าไม้ด้วย

อาหารกลางวันฟรี ไม่มีในโลก

ไทยก็ให้สนามกีฬาในร่ม ไม่รู้เท่าไหร่ คงเป็นร้อย ๆ ล้านแหละ แต่ไม่ได้ขออะไรตอบแทน ให้เปล่าเลย

เมื่อเป็นเจ้าภาพ ก็ย่อมอยากได้เหรียญทองไว้เชยชมให้สมศักดิ์ ศรี กับลาวแล้ว เรื่องใหญ่ จะหานักกีฬาเก่ง ๆ จากที่ไหน เลยมีข่าวรัฐบาลลาว กำลังจีบ แอน แก้วทะวงศ์ นักตีสักหลาดสาวเลือดลาว

ที่ไปหากินในระดับโลก ให้กลับมาสวมเสื้อ ทีมชาติลาว แต่ ถ้าเธอติดแข่งนัดอาชีพอยู่ ก็อาจแห้ว

ถ้าได้ ก็ดีมาก ใครก็ลุ้น อยากให้ลาวได้เหรียญทองในฐานะ เจ้าภาพ เอาใจช่วยนะ ขอให้สมหวัง

ที่ลาวไม่มีทะเล ใครก็รู้ แต่เชื่อมั้ย คณะเราได้โต้คลื่น น้อง แจ็ค คนขับรถตู้หน้ามน บอก จะพาโต้คลื่น โห ตื่นเต้นสิ หรือลาว จะมีทะเลเทียมแบบ “สวนสยาม” แล้ว

แล้วคณะก็ได้โต้คลื่นจริง ๆ !!!

เป็นคลื่นสูง ๆ ต่ำ ๆ บน ถนนสาย 13 จากเวียงจันทน์ ไป วังเวียง (เหมือนเมืองปาย) หัวสั่น หัวคลอนซะ เจอเข้าไปร้อยโค้ง โต้คลื่นกันแทบอ้วกแตกอ้วกแตนเลย นั่นแหละ

แสบสันจริง ๆ นะ น้องแจ็ค !!!

อ้อ ยังมีอีกคลื่นนะ ไม่มีทะเล ก็โต้ได้ ก็ 3 จี ไง คนลาวใช้โทรศัพท์ 3 จี นานแล้ว แต่พี่ไทยยังงมโข่งอยู่เลย.

ดาวประกายพรึก

กรณีศึกษาผลกระทบลับลวงพราง

ที่มา ไทยรัฐ

ท่าทีที่ชัดเจนของประเทศกัมพูชา ของ สมเด็จฮุน เซน นายกฯกัมพูชา ต่อกรณีอาการยินดีต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่รัฐบาลไทยให้สถานะว่าเป็นนักโทษหนีคดี อย่างเป็นทางการและเปิดเผยไม่จำเป็นต้องไปอธิบายความอะไรไปมากกว่านี้

ชัดเจน

รัฐบาลไทยจะทำอย่างไร นี่คือโจทย์ที่ยากกว่า แล้วระหว่างความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศกับภารกิจไล่ล่าของรัฐบาลชุดนี้กับการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จ่อคอหอยรัฐบาลเข้าไปทุกขณะ

จะหาทางลงอย่างไร

ความละเอียดอ่อนของปัญหาไม่ธรรมดา เช่นเดียวกับปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างความเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองที่จะเกิดขึ้นบนสถานะของความเป็นจริงและนำไปสู่การเจรจาอย่างสันติ กับการที่คนไทยต้องมาฆ่ากันเองรายวันกับอธิปไตยของประเทศ รัฐบาลจะเลือกเอาทางไหน

จะตัดสินใจแก้ปัญหาหรือปล่อยคาราคาซัง

ถ้าผู้นำหนีปัญหาก็ไม่ใช่ผู้นำที่ดี ถ้าผู้นำรับรู้ปัญหาแล้วไม่กล้าแก้ไขก็ยิ่งจะทำร้ายประเทศ จริงเท็จประการใดไม่ทราบ วันที่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ได้หยิบยกปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเจรจา นายกฯ นาจิบ ราซัค ของมาเลเซียได้เชิญหัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายมาพบนายกฯอภิสิทธิ์โดยตรง มีการพูดถึงเงื่อนไขบางอย่างที่นายกฯอภิสิทธิ์ก็ตอบไม่ได้ จึงยังไม่มีคำตอบมาจนถึงวันนี้ และมีความเห็นบางอย่างจากนายกฯมาเลเซียถึงคำแนะนำในการแก้ปัญหาภาคใต้ที่ทางมาเลเซียก็ไม่ค่อยสบายใจคำแนะนำนั้นแนวทางคล้ายๆกับที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นำเสนอซะด้วย

ข้อนี้นายกฯน่าจะตอบได้ดีที่สุด

พลาดหรือไม่ที่ประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พลาดหรือไม่ที่เอาคุณอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ พลาดหรือไม่ที่เอาคุณกษิต ภิรมย์ เป็น รมว.ต่างประเทศ พลาดหรือไม่ที่เอาคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เป็นรองนายกฯคุมเศรษฐกิจ และพลาดหรือไม่ที่เอาคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง

เจ้าของแผนบันไดสี่ขั้นต้องคิดหนัก

ระหว่างหวยบนดินกับ เจ้ามือหวยใต้ดิน ระหว่าง การแก้ รัฐธรรมนูญกับ อำนาจในกองทัพ ระหว่างการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ และ บุญคุณที่ต้องตอบแทน ระบบรัฐสภาล่มแล้วล่มอีก รัฐบาลทำงานไม่เต็มก้น เป็นเพราะกับดักที่วางเอาไว้ทั้งนั้น

คือเงื่อนไขที่เป็นเงื่อนปมมัดคอตัวเอง

ประเทศไทยเริ่มจะถอยหลังลงคลองเพราะบ้านเมืองไม่มีกฎเกณฑ์กติกาและกฎหมายที่เป็นมาตรฐาน อำนาจประชาธิปไตยอ่อนแอตกอยู่ภายใต้เผด็จการซ่อนรูป ถ้าวันนี้ยังไม่รู้จักเริ่มต้น

ประเทศไทยย่อมตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ชั่วนิรันดร์.

หมัดเหล็ก

ล่อให้เข้าทางอยู่แล้ว

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_45109

อภิสิทธิ์ & กษิต

แล้วเปลวไฟเผาป่าล่าหนูที่เริ่มจากความขัดแย้งภายในเมืองไทย ก็ไหม้ลามข้ามไปกัมพูชา กลายเป็นปมปัญหาการเมืองระดับประเทศ

เพลิงโหมลุกบานปลายใหญ่ เป็นเป้าสนใจไปทั้งโลก

สมใจ เข้าแผน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่นั่งกระดิกขาโพสต์ ทวิตเตอร์บลัฟรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อยู่ที่คฤหาสน์เมืองดูไบ

"ทำไมเด็กจัง over react ไป?"


กับยุทธการตอบโต้ทางการเขมรที่บังอาจแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตผู้นำไทยที่หนีโทษจำคุก 2 ปีในคดีเซ็นรับรองให้ภรรยาประมูลที่ดินจากรัฐ เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจทั้งในฐานะส่วนตัวของนายกฯฮุน เซน และที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการ

สำนักข่าวเอเอฟพีตีข่าวกระจายไปทั่วโลก

โดยการต่อสายด่วน พูดคุยระหว่างนายกฯอภิสิทธิ์ กับนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ถกกันหน้าดำหน้าแดง ก่อนได้บทสรุป

ตัดสินใจเรียกตัวเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ กลับเมืองไทย


เปิดเกมตอบโต้เขมรขั้นรุนแรง ไล่ระดับจากเบาไปหาหนัก เริ่มจากเรียกทูตกลับ ก่อนถึงระดับสอง ส่งตัวทูตกัมพูชากลับประเทศ และมาตรการสุดท้ายปิดพรมแดน และตัดสัมพันธ์ทางการทูตทุกระดับ

เทกแอ็กชั่น ซัดกลับแบบไม่ไว้หน้า

โดยเกมปลุกเร้ากระแสชาตินิยม สู้กับยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศไทย

รัฐบาลประชาธิปัตย์สวนหมัดวัดใจนายกฯฮุน เซน ขู่กันตรงๆ จะเลือกใครระหว่างอดีตนายกฯทักษิณกับผู้ถืออำนาจปัจจุบันของไทย

และก็ไม่ต้องเสียเวลารอคำตอบเลย


โดยไม่ต้องรอให้ถึงการตอบโต้ขั้นสองจากไทย รัฐบาลกัมพูชาก็เรียกตัวเอกอัครราชทูตประจำกรุงเทพฯกลับด่วนในห้วงไม่กี่ชั่วโมงไล่หลัง ตอบโต้ทันควันเหมือนกัน

ในอารมณ์ ถ้ากลัวคงไม่กล้า

กัมพูชาให้คำตอบสุดท้าย เลือกอยู่ข้างอดีตนายกฯทักษิณ

ตามจังหวะที่เข้าทาง "ตีกิน" เหลี่ยมแพรวพราวยี่ห้อ "ฮุน เซน" มีหรือจะอ่านเกมไม่ขาด ในสถานการณ์แบ่งขั้วเลือกข้างในประเทศไทย

"เกมตอกลิ่ม" ดึงอดีตนายกฯทักษิณเป็นกุนซือเศรษฐกิจ

แลกกับการโดนไทยขั้วเหลืองรุมถล่มด่า แต่ขณะเดียวกันก็ได้ใจไทยเสื้อแดง กองเชียร์อดีตนายกฯทักษิณ

ฮุน เซน ได้คิวย้อนศร "ไทย 2 ฝ่าย" ล้อ "เขมร 3 ฝ่าย"

และก็เป็นอะไรที่แทงหวยล่วงหน้าได้ ในสถานการณ์ทางการเมืองไทย ณ คาบนี้

รัฐบาลประชาธิปัตย์จะลากยาวไปได้อีกนานแค่ไหน

ที่แน่ๆโดยกระแสทั้งกึ๋นด้านบริหารที่เข็นไม่ขึ้น แล้วยังแทรกด้วยคิวทุจริตโผล่มาประจาน แทบจะปิดโอกาส "อภิสิทธิ์" รีเทิร์น

ยากจะเบิ้ลเก้าอี้นายกรัฐมนตรีรอบสอง


รัฐบาลเขมรแค่หลอกล่อ ดึงจังหวะรอเวลาเปลี่ยนถ่ายอำนาจการเมืองไทย

และชนวนหัวเชื้อเร่งเกมก็มาแล้ว

กับ "ข่าวปล่อย" ปรับ ครม. โดยสัญญาณคลื่นความถี่สูง ที่ถูกส่งออกมาจากคนในพรรคประชาธิปัตย์ อ้างว่าเป็นสายของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ รองหัวหน้าพรรค หลังนัดลูกวงตั้งโต๊ะกินข้าว

เตือนความจำของผู้ใหญ่ในพรรค

กดดันให้ปรับ ครม.ตามเงื่อนไขครบรอบ 1 ปีรัฐบาล ตามที่เคยตกลงกันไว้

โดยเฉพาะการล็อกเก้าอี้ในส่วนของนายเฉลิมชัย จะได้ เสียบแทนนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ที่กำลังมีปัญหาเหยียบตาปลากันอย่างแรงกับค่ายภูมิใจไทย ว่าด้วยคิวแย่งซีนแก้ปัญหา สหภาพฯรถไฟ

ประชาธิปัตย์ "เขี่ยลูก" เกมปรับ ครม.เอง


ตามจังหวะเข้าทาง "เกมทวงมูลค่า" ครูใหญ่อย่าง "เนวิน ชิดชอบ" ที่อึดอัดกับการโดนขวางทางปืน พรรคร่วมรัฐบาลอื่นที่ตกเป็น "เบี้ยล่าง" เกมเหยียบบ่าตีกินกระแส

ถึงคิวกระตุกราคา

ได้เวลารัฐบาลกระเพื่อม ลุ้นพลิกหงาย พลิกคว่ำ.

ทีมข่าวการเมือง

แม้วแถลงการณ์ ซัดรัฐขาดสติ ผลีผลามโต้เขมร

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_45070

นพดล ปัทมะ

ระบุการให้คำปรึกษาทางเศรษฐกิจแก่รัฐบาลกัมพูชา เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนบ้าน ไม่มีวาระแอบแฝงซ่อนเร้น เผยรัฐบาลมาร์คกำลังนำปัญหาการเมืองภายใน ไปกดดันประเทศเพื่อนบ้าน....

เมื่อเวลา 21.30 น.วันที่ 6 พ.ย.52 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ผ่าน นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย ว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่รัฐบาลของนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินมาตรการเช่นนั้น เพราะเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ตอบโต้อย่างผลีผลาม ใช้อารมณ์และขาดสติยั้งคิด ซึ่งจะส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศเสื่อมทรามลง อันจะนำไปสู่ความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงต่อทั้ง 2 ประเทศ

การให้คำปรึกษาทางเศรษฐกิจแก่รัฐบาลกัมพูชานั้น เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนบ้าน และเป็นการช่วยประเทศไทยทางตรงและทางอ้อม ตนได้กระทำไปโดยบริสุทธิ์ใจ ไม่มีวาระแอบแฝงซ่อนเร้นแต่ประการใดทั้งสิ้น นอกจากประเทศกัมพูชาแล้ว ตนยังได้ตอบรับเป็นที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจให้แก่หลายประเทศ

กรณีของกัมพูชานี้ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์กำลังนำปัญหาการเมืองภายใน ไปกดดันประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขจัดตน โดยเอาประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นตัวประกัน ขอกราบเรียนพี่น้องชาวไทยว่า ตนเทิดทูนสถาบันและรักชาติเช่นคนไทยทุกคน ไม่เคยคิดร้ายต่อบ้านเมือง กำลังพยายามแสวงหาโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้นักธุรกิจไทยให้สามารถ แข่งขันได้ในเวทีโลก โดยหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้เดินทางกลับแผ่นดินแม่ของ เพื่อนำความรู้และประสบการณ์มารับใช้พี่น้องคนไทยต่อไป.

ลืมทักษิณได้แล้ว ‘นิธิ’ แนะประเด็น ‘อภิสิทธิ์’ ฮุนเซนตั้งที่ปรึกษา เรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวรัฐไทย

ที่มา ประชาไท





"นิธิ" ติงรัฐบาล ลืมทักษิณได้แล้ว ไม่เห็นด้วยเรียกทูตกลับแรงเกิน แนะมองเขมรเท่าจีน-สหรัฐ และไม่ใช่เรื่องที่ฮุนเซนจะต้องฟังอภิสิทธิ์ อย่าเหมาว่า คนไทยไม่พอใจกรณีตั้งที่ปรึกษา เพราะรัฐบาลไม่ใช่ตัวแทนความรู้สึกของคนไทยทั้งหมด


เว็บไซต์มติชนรายงานการให้สัมภาษณ์ของ ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนิน เมื่อวันที่ 6 พ.ย. โดยกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลไทยเรียกเอกอัคราชทูตไทยประจำกัมพูชากลับประเทศว่า เป็นมาตรการที่แรงเกินและไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้ ตนเชื่อว่า ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาจะทำให้อีกหลายประเทศดีใจ เพราะหากดูจากคำแถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศของไทย สิ่งที่รัฐบาลไทยจะทักท้วงกัมพูชาได้ คือเรื่องที่ ฮุนเซน ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกตัดสินด้วยเหตุผลทางการเมือง ซึ่งเท่ากับเป็นการละเมิดว่าศาลไทยเชื่อถือไม่ได้ ประเด็นนี้สามารถประท้วงได้ แต่ต้องเลือกวิธีที่เหมาะสม เช่น การเรียกทูตกัมพูชามารับหนังสือชี้แจงหรือการส่งคำประท้วงโดยตรง ทำแค่นี้ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องทำถึงขั้นเรียกทูตกลับประเทศ


นายนิธิ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยถือว่า เป็นเรื่องส่วนตัวของผู้นำกัมพูชา ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐไทย เพราะสิ่งที่รัฐไทยไม่พอใจ คือเรื่องที่กัมพูชาดูถูกว่าระบบยุติธรรมของไทยใช้ไม่ได้ เพราะหากจะเอาคนไทยที่พอใจจากการที่กัมพูชารับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่แน่ว่า อาจจะมากกว่าคนที่ไม่พอใจก็ได้ รัฐบาลจะมาบอกว่า เป็นตัวแทนความรู้สึกของคนไทยทั้งหมดไม่ได้


เมื่อถามว่า รัฐบาลไทยได้ระบุว่า ก่อนหน้านี้เคยคุยกับสมเด็จฮุนเซนแล้ว นายนิธิกล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ ถ้าสมเด็จฮุนเซนจะบอกว่า ไม่รู้เรื่อง หรือมีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วย เพราะไม่ได้เป็นลูกน้องหรือวอลเปเปอร์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่จะต้องฟังนายอภิสิทธิ์ทุกเรื่อง


เมื่อถามว่า นายกฯกัมพูชากำลังเห็นความสัมพันธ์ส่วนตัวสำคัญกว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใช่หรือไม่ นายนิธี กล่าวว่า ถ้อยคำดังกล่าวเป็นคำพูดของนายอภิสิทธิ์ แต่ตนคิดว่าไม่ใช่แบบนั้น เพราะอย่าลืมว่ากัมพูชาเป็นประเทศเล็กๆ จึงต้องการอำนาจต่อรองที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย เพราะทั้ง 2 ประเทศต่างก็เห็นว่าสงครามไม่ใช่คำตอบกัมพูชาต้องการนำเรื่องขึ้นสู่โต๊ะเจรจา จึงสร้างอำนาจต่อรองให้ตัวเองเพื่อผลประโยชน์ของเขาและประเทศกัมพูชา


“ผมเกรงว่า เราเรียกทูตกลับมาด้วยความคิดว่า เรื่องมันจะค่อยๆ คลี่คลาย หากเป็นแบบนั้นถือว่าไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่คลี่คลายก็แปลว่าทั้ง 2 ฝ่ายต้องยกระดับความขัดแย้งให้มันแรงขึ้นๆ ตรงนี้น่ากลัว เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะมีการยกระดับความรุนแรงถึงขั้นไหน ทั้งนี้ กัมพูชาไม่จำเป็นต้องยอมหรือเห็นด้วยกับข้อเสนอของประเทศไทยในทุกเรื่อง เพราะเขาเป็นคนละประเทศกับเรา ดังนั้น อยากให้รัฐไทยมองกัมพูชาในระดับที่เท่ากับเรามองสหรัฐ หรือจีนได้หรือไม่ ไม่ควรมองว่าเป็นลูกน้องที่จะต้องยอมเราตลอด เพราะถ้าเรามองตามความจริงแบบนี้จะทำให้เรากลับมาคิดว่าเราจะต้องวางแผนอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น และต้องทำอย่างไรจึงจะไม่เสียเปรียบกัมพูชา เพราะหากรัฐไทยยังมองกัมพูชาด้วยทัศคติเช่นนี้ ก็ไม่แน่ใจว่ารัฐไทยจะสามารถรักษาผลประโยชน์ของรัฐได้หรือไม่” นายนิธิ กล่าวว่า


เมื่อถามถึงความได้เปรียบเสียเปรียบในเรื่องข้อพิพาทชายแดนไทย -กัมพูชา นายนิธิ กล่าวว่า สมเด็จฮุนเซน ได้ฝากบอก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯว่า กัมพูชาเห็นว่า ควรจะเจรจาในลักษณะทวิภาคีซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยต้องการอยู่แล้วใช่หรือไม่ เพราะไทยไม่ต้องการให้กัมพูชานำประเด็นดังกล่าวไปสู่เวทีนานาชาติ เพราะในการเจรจาแบบ 2 ฝ่าย รัฐไทยจะได้มีอำนาจต่อรองมากกว่าใช่หรือไม่ ส่วนเรื่องข้อพิพาททางทะเล ทางกัมพูชาได้ขอให้เป็นเรื่องการเจรจาร่วมกันของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมทาง บกไทย-กัมพูชา ที่จะต้องทำการตกลงกัน ซึ่งถ้าไทยเป็นกัมพูชาที่ถูกแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนในสัดส่วนประมาณ 70 ต่อ 30 โดยกัมพูชาได้ 30% เขาก็ต้องไม่พอใจอยู่แล้ว เพราะถ้าเป็นประเทศไทยก็คงยอมรับไม่ได้ แต่ไทยก็คิดว่า การแบบนี้ถือว่ายุติธรรมแล้วเพราะพื้นที่ทับซ้อนที่มีทรัพยากรอยู่ในฝั่งไทยมากกว่าฝั่งกัมพูชา ไทยก็ควรได้ส่วนแบ่งมากกว่า ปัญหาคือ จะทำให้กัมพูชายอมรับข้อตกลงตรงนี้ได้อย่างไร เพราะถ้ามีการใช้กำลัง แม้ว่ารัฐไทยจะชนะ แต่ถามว่าไทยพร้อมทำสงครามระยะยาวหรือไม่ ไหวหรือเปล่า


นายนิธิ กล่าวด้วยว่า อยากเสนอรัฐบาลว่า ลืม พ.ต.ท.ทักษิณ ไปเสีย เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ จบชีวิตทางการเมืองไปแล้ว อย่าไปห่วง พ.ต.ท.ทักษิณ เลย อย่างไรก็ตาม คนที่มีเงินและได้รับความนิยมสูงสามารถสร้างความปั่นป่วนให้กับประเทศได้ แต่ตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือว่าไม่มีความหมายแล้ว ดังนั้นอย่าไปสนใจคนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ เลย





.......................................................

ที่มา : เว็บไซต์มติชนออนไลน์