WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, November 8, 2009

"แม้ว"เตรียมแจงปมที่ปรึกษา"ฮุนเซน-รบ.เขมร"10พ.ย.เย้ยปล่อยรบ.-กต.บ้าให้สุดๆ พท.ขู่ฟ้องเรียกทูตกลับ

ที่มา มติชน

"แม้ว"โพสทวิตเเตอร์" แจงปมที่ปรึกษา"ฮุนเซน-รบ.กัมพูชา"ผ่านวิทยุ"ทักษิณไลฟ์"10 พ.ย. เย้ยตอนี้ปล่อยรัฐบาล-ก.ต่างประเทศบ้าไปให้สุดๆ "ยิ่งลักษณ์"เชื่อพี่ชายมีเจตนาดี รักประเทศไทยเสมอ ขณะที่เพื่อไทย กร้าวยื่นฟ้องศาลปกครองเรียกทูตกลับประเทศ


"แม้ว"ทวิตยังไม่พูดเรื่องเขมรปล่อย"รบ.-บัวแก้ว"บ้าให้สุดๆไปเลย


พ.ต.ท.ทักษิณ​ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสผ่าน ทวิตเตอร์ เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ว่า ขออภัยสมาชิก ที่เอสเอ็มเอส อันเดิมถูกบล็อกข้อความ โดยเตรียมจะปรับเทคโนโลยีวิธีใหม่ ซึ่งดีกว่าเดิม คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะสามารถใช้ได้


นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังโพสข้อความอีกว่า "ท่านคงสงสัยว่าทำไม ผมไม่พูดอะไรเรื่องกัมพูชา เอาเป็นว่าปล่อยรัฐบาลกับกระทรวงต่างประเทศบ้าให้สุดๆไปเลย แล้วผมจะพูดให้ฟังในรายการวิทยุอังคาร (10 พ.ย.)นี้"

“สมชาย”ภูมิใจ"แม้ว"กุนซือเขมร


ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 7 พ.ย. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่จ.พระนครศรีอยุธยา กับพรรคเพื่อไทย ถึงกรณีที่กัมพูชาแต่งตั้งพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลกัมพูชา ว่า ประเทศไทยเสียหายอะไรบ้าง แต่ควรภูมิใจด้วยซ้ำที่เราไปช่วยคนอื่นได้

"สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหานั้นอาจจะเป็นเพราะมีความระหองระแหงของทั้งสองรัฐบาลมาก่อน แต่เรื่องนี้ควรแยกแยะ เพราะไม่ควรเอาประเทศชาติไปสุ่มเสี่ยงกับความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน"


นายสมชายกล่าวว่า ไม่อยากให้เรื่องนี้บานปลาย เพราะการที่รัฐบาลเอาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาทำแบบนี้มันอันตราย เมื่อถามว่า กรณีที่รัฐบาลมีแนวคิดจะยกเลิกเอ็มโอยูต่างๆ กับรัฐบาลกัมพูชาที่ทำไว้ในสมัยรัฐบาลทักษิณ นายสมชายกล่าวว่า รัฐบาลต้องพิจารณาให้ดี ว่าทำไปแล้วประเทศชาติเสียหายหรือไม่ อย่าเอาความรู้สึกของตัวเองมาทำให้ต้องกระทบกระเทือนคนส่วนใหญ่ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องแค่คนๆ เดียว


"ยิ่งลักษณ์"ยันพี่ชายเจตนาดี


เมื่อเวลา 14.30 น.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวกับประชาชนระหว่างรับฟังปัญหาประชาชนเรื่องแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คิดถึงประเทศไทยมากและอยากกลับบ้านมารับใช้ประชาชน แต่ขณะนี้โอกาสยังไม่อำนวย หวังว่าวันหนึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ จะได้กลับประเทศไทยมารับใช้ประชาชนอีกครั้ง


น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและรัฐบาลกัมพูชาว่า ขอให้ทุกคนรอฟัง พ.ต.ทักษิณ ชี้แจงในรายการ “ ทักษิณไลฟ์ ” ที่ออกอากาศทาง www.thaksinlive.com และสถานีโทรทัศน์พีเพิ่งชาแนลในวันที่ 10 พฤศจิกายนดีกว่า สำหรับตนได้พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นการพูดในฐานะของพี่น้องว่าสบายดีไหม เมื่อถามถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกโจมตีว่าทำลายประเทศ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า " ดิฉันเชื่อว่าพ.ต.ท.ทักษิณ มีเจตนาที่ดีและยังรักประเทศไทยเสมอ "


พท.ขู่ยื่นศาลปค.กรณีเรียกทูตกลับ


นายวิทยา บุรณะศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย(พท.) และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) ว่า ตนมองว่ารัฐบาลชุดนี้เลือกใช้วิธีที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ แถมรัฐบาลยังไม่นำเรื่องนี้มาหารือรัฐสภาตามมาตรา 190 ถ้านายกฯต้องการชี้แจงเรื่องนี้เอง ก็สามารถขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติได้ หากนายกฯนิ่งเฉยตนจะยื่นศาลปกครองให้พิจารณาเรื่องการเรียกเอกอัคราชทูตไทย ประจำพนมเปญกลับประเทศ

"มาร์ค"สะดุด เกมแห่ง"โอกาส"

ที่มา ข่าวสด





แม้ว่าเซียนเศรษฐกิจจะชี้ตรงกันว่า ขณะนี้ เศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจไทย ได้ผ่านจุดวิกฤตที่สุดไปแล้ว

ต่อไปนี้คือการฟื้นตัวของประ เทศใครประเทศมัน

จะช้าหรือเร็วขึ้นกับปัจจัยต่างๆ รวมถึง "กึ๋น" และ "ฝีมือ" ของแต่ละรัฐบาล

ในแง่ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้แนวโน้มเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยอันเป็นคุณ หรืออาจจะเรียกว่า "ตัวช่วย" อย่างดี

นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาแล้ว มีการโหวตให้ประเทศไทยเป็นเมืองน่าเที่ยวและคุ้มค่าระดับท็อปของเอเชีย

แต่การจะขยายปัจจัยที่ดี ให้เป็นผลสำเร็จที่ชัดเจน ยังมีอุปสรรคขวากหนามกองโตมโหฬาร ตั้งขวางทางอยู่

เรียกว่ามีโอกาส มีจังหวะ แต่ยิงไม่ได้ เพราะสถานการณ์จริง ไม่เหมือนฟุตบอลกระชับมิตร ที่มีตัวช่วยป้อนลูกให้ทำแฮตทริก

แต่ชีวิตจริง มีด่านสกัดที่เล่นเสียบเอาถึงตาย ทั้งภายนอกรัฐบาล ภายในพรรคร่วมรัฐบาล และภาย ในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง

ในขณะที่นายกฯอภิสิทธิ์เอง ก็เดินหมากผิดพลาด

ตั้งแต่ความโน้มเอียงไปทางกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิป ไตย ในขณะที่สีเหลืองสีแดง ยังไม่ยุติการเผชิญหน้า

การข่าวผิดพลาดอย่างรุนแรง ทำให้ตัดสินใจผิดพลาดจากการแต่งตั้งผบ.ตร.

กลายเป็นปัญหาสั่นสะเทือนอย่างลึกซึ้ง ข้ามปีงบประมาณ เดินหน้าไม่ได้ถอยหลังก็ไม่ได้

บุคคลสำคัญในพรรคประชาธิ ปัตย์ อย่าง นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ต้องลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ

ขณะที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ก็ออกอาการเหน็ดหน่ายกับหัวหน้ารัฐบาลเต็มที

จากนักการเมืองต้นทุนสูง ที่หลายฝ่ายในสังคมให้การสนับสนุน ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป

หลังจากดิ้นรนหาทางแก้ไขปัญหามาพักใหญ่ แต่ไม่เป็นผล

ขณะนี้ เริ่มมีกระแสข่าวจากภายในรัฐบาลว่า นายอภิสิทธิ์จะตัดสินใจยุบสภาในต้นปีหน้า 2553 นี้



จุดแข็งของนายอภิสิทธิ์ คือเรื่องการต่างประเทศ ซึ่งทำให้เสียงคุยโม้ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่าตัวเองเป็นบุคคลที่ต่างประเทศซูฮกยกนิ้ว ต้องเงียบเหงาไปหลายเดือน

ก่อนจะกลับมาอีกครั้ง โดยประกบคู่มากับสมเด็จฮุนเซน

จุดแข็งของนายอภิสิทธิ์ กลายเป็นเป้าถล่มของฮุนเซนและพ.ต.ท.ทักษิณ

ตีไปที่ความอ่อนไหวต่อการยั่วยุของนายอภิสิทธิ์ และได้ผลระดับหนึ่ง

โดยเฉพาะกรณีล่าสุดคือการที่สมเด็จฮุนเซน มีประกาศ ตั้งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวและที่ปรึกษา ประเทศกัมพูชา

ไทยใช้มาตรการแข็งกร้าว เรียกทูตกลับ เข้าทางกัมพูชาซึ่งเรียกทูตกลับเช่นกัน

ในครั้งนี้ เหตุเกิดก่อนที่นายอภิสิทธิ์จะไปราชการ ต่างประเทศครั้งสำคัญ ซึ่งจะเป็นไฮไลต์ในแง่ข่าวของรัฐบาลในห้วงเดือนพฤศจิกายน

คือไปเยือนญี่ปุ่น ไปประชุมผู้นำเอเปกที่สิงคโปร์ และเป็นประธานการประชุมผู้นำอาเซียน กับประธานาธิบดีบารัก โอบามา

คล้ายๆ ก่อนหน้านี้ การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ชะอำ-หัวหิน ถูกบดบังด้วยเกมการเมืองจากสมเด็จฮุนเซนและพ.ต.ท.ทักษิณ

ครั้งนี้ เป็นจุดตกต่ำสุดอีกครั้งของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

ปัญหาไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ แยกไม่ออกจากความเคลื่อน ไหวของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และพ.ต.ท.ทักษิณก็จริง

แต่พล.อ.ชวลิตและพ.ต.ท.ทักษิณ ถือเป็นศัตรูทางการเมืองของรัฐบาล แม้จะไปจับมือกับผู้นำต่างประเทศ ก็ยังถือเป็นปัญหาการเมืองระหว่างรัฐบาล

การจะนำเอาชื่อประเทศไทยไปตอบโต้ ยกฐานะบุคคลเหล่านี้เป็นศัตรูของประเทศ จะต้องใคร่ครวญอย่างรอบคอบ

อาจจะต้องผ่านกระบวนการให้ความเห็นชอบของตัวแทนประชาชน โดยนำเข้าหารือในสภาด้วยซ้ำ

แม้จะมีโพลระบุว่า ประชาชนสนับสนุนการตัดสินใจของนายอภิสิทธิ์ แต่รัฐบาลจะต้องพิจารณาปัญหาทั้งหมดจากผลประโยชน์ของประเทศไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลเท่านั้น

รัฐบาลที่ดี นอกจากจะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชาติมหาอำนาจ ชาติห่างไกล เพื่อนร่วมทวีปแล้ว

กับเพื่อนบ้านที่มีรั้วติดกัน ต้องคุยกันให้รู้เรื่องยิ่งกว่า

เพื่อประโยชน์ในการทำมาหา กินและไปมาหาสู่ของประชาชน และเพื่อเป็นพลังต่อรองร่วมกันของชาติจากภูมิภาคเดียวกัน

หากประโยชน์นี้เสียไป ก็ย่อมหมายถึงความเสียหายทางการเมืองของผู้นำรัฐบาลนั่นเอง



ในขณะที่จุดอ่อนของรัฐบาลนับวันยิ่งขยายใหญ่

จุดอ่อนของรัฐบาลผสม คือความ ขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์ที่แตกต่างกันอยู่แล้วโดยพื้นฐาน

เพียงแต่ตอนที่มาจับมือร่วมกันตั้งรัฐบาล ปัญหานี้จะถูกเก็บซุกไว้ก่อน แต่จะค่อยๆปรากฏตัวออกมา และเพิ่มความรุนแรง แล้วแต่ความสามารถในการบริหารจัดการของพรรคแกนนำ

เวลาผ่านไป 10 เดือน สภาพที่เรียกกันว่า "เตะจานข้าว" ในวงรัฐบาล เพิ่มความถี่มากขึ้นเรื่อยๆ

ตั้งแต่เรื่องรถเมล์ 4 พันคัน ที่แม้จะอนุมัติแล้ว แต่พรรคแกนนำรัฐ บาลก็ตั้งเงื่อนไขวางยาเอาไว้

มาจนถึงเรื่องมันสำปะหลังในกระทรวงพาณิชย์ การหยุดเดินรถของสหภาพแรงงานการรถไฟฯ ที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยงัดข้อกันอย่างรุนแรง

การกลับจากแคนาดามาสู่คุกไทยของนายราเกซ สักเสนา จำเลยระดับคีย์แมนของคดีธนาคารบีบีซี ที่เคยมีกลุ่ม 16 เป็นลูกค้ารายใหญ่ ก็สร้างบรรยากาศหวาดระแวงขึ้นภายในพรรครัฐบาล

ความแตกแยกในพรรคร่วมรัฐ บาล ผูกประสานกันไว้อย่างหลวมๆ ด้วยโอกาสในการเป็นรัฐบาล

มีอำนาจสั่งราชการ มีอำนาจสั่งใช้งบประมาณแผ่นดิน

ประกอบกับความไม่พร้อมที่จะเลือกตั้งในเร็ววัน เพราะพรรคเพื่อไทยยังครองความได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง

ทำให้ต้องอยู่กันแบบวันต่อวันไปก่อน

ขณะที่ภายในพรรคประชาธิปัตย์เอง ก็เกิดความแตกร้าวจากความไม่พอใจวิธีการนำ วิธีการบริหารของนายอภิสิทธิ์

สภาพจึงกลายเป็นว่า นายอภิสิทธิ์ยังดำรงสถานะผู้นำอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะผลงานหรือความนิยม

แต่เพราะทุกฝ่ายมีศัตรูร่วมคือพ.ต.ท.ทักษิณ หากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์มีอันเป็นไป ก็จะเข้าทางพ.ต.ท. ทักษิณ

เกมในขณะนี้ จึงได้แก่การเร่งรัดเผด็จศึก จากอดีตผู้นำในแดนไกลอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ

ขณะที่ขั้วรัฐบาลตั้งรับอย่างสะเปะสะปะ

ขึงพืดประเทศ เร่งเกม "ทักษิณ"

ที่มา ไทยรัฐ

ผ่าสถานการณ์ "บิ๊กจิ๋ว" นำร่องเปิดเกมป่วนรอบบ้าน

เพียงแค่ 2-3 อาทิตย์ ที่โดดเข้ามารับหน้าเสื่อ

ทำหน้าที่เป็นตัวแทนคนใหม่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

"บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานพรรคเพื่อไทย ก็สามารถสร้างข่าวครึกโครมได้อย่างต่อเนื่อง

เปิดฉากจากการเดินสายไปพบกับสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชา



ผลที่ตามมาก็อย่างที่เห็นๆ นายกฯ ฮุน เซน เล่นเกมตามน้ำ

ประกาศตัวเป็นเพื่อนแท้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมสร้างบ้านหรูในกรุงพนมเปญให้ พ.ต.ท.ทักษิณเข้าพำนัก

แสดงความเห็นอกเห็นใจอดีตนายกฯไทยที่ทำงานให้กับประเทศ แต่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่มีแผ่นดินอยู่

ประกาศกร้าวหาก พ.ต.ท.ทักษิณเข้าไปพำนักในกัมพูชา รัฐบาลกัมพูชาจะไม่ส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนให้ทางการไทย เพราะมองว่าเป็นคดีการเมือง

ปมร้อนๆเรื่องนี้ กลายเป็นคิวแทรกทำให้การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพต้องกร่อยลงไปเยอะ

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา เริ่มมีอาการสั่นคลอน

ล่าสุด นายกฯฮุน เซน ยังเดินเกมต่อเนื่อง ประกาศพระราชกฤษฎีกาแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา และเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านเศรษฐกิจส่วนตัวของนายกฯฮุน เซน

ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างแรง

ถึงขั้นที่รัฐบาลไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศ มีคำสั่งเรียกตัวเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ กลับประเทศไทยทันที

ถือเป็นการประท้วงอย่างรุนแรง ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต

เพราะการกระทำของรัฐบาลกัมพูชาในครั้งนี้ ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน เป็นการไม่เคารพและยอมรับต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย

เนื่องจากการกระทำใดๆของกัมพูชา ที่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อาจแยกออกจากความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศได้ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้หลบหนีคดีอาญา และมีบทบาททางการเมืองในประเทศไทยอยู่ในเวลานี้

พร้อมทั้งทบทวนพันธสัญญา ข้อตกลงความร่วมมือ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือต่างๆที่ประเทศไทยมีต่อกัมพูชา

ในขณะที่รัฐบาลกัมพูชา ก็แสดงอาการตอบโต้กลับทางการทูต เรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย กลับประเทศเช่นกัน

จากเรื่องความสัมพันธ์ของตัวบุคคล ระหว่าง พล.อ.

ชวลิต พ.ต.ท.ทักษิณ นายกฯฮุน เซน บานปลาย กลายเป็นเรื่องกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ไทย-กัมพูชา ขัดแย้งอย่างรุนแรง

ปรากฏการณ์ตรงนี้ ถือเป็นผลงานชิ้นเอกของ พล.อ.ชวลิต หลังหวนกลับเข้ามาเล่นการเมือง

รับงานจาก "นายใหญ่" เข้ามานำพรรคเพื่อไทย

และก็ตามมาติดๆกับคิวที่ "บิ๊กจิ๋ว" เดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ชูธงจัดตั้ง "นครปัตตานี"

อ้างเป็นรูปแบบเขตปกครองพิเศษ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถดูแลตัวเองตามวิถีมุสลิม อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

พร้อมขยายความ "นครปัตตานี" คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบหนึ่ง ต้องกำหนดขึ้นมาโดยพระราชบัญญัติ ที่จะเขียนหรือมีรายละเอียดอย่างไรก็ต้องคุยกันก่อน

แถมด้วยการเสนอแนวคิดที่จะให้มีการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

ชี้เปรี้ยง นี่คือกระบวนการสันติภาพ ที่จะนำไปสู่ความสงบและสันติสุข

ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมากระหึ่มเมือง ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

แต่ส่วนใหญ่จะออกมาในโทนโต้แย้งคัดค้าน เพราะมองว่ารูปแบบ "นครปัตตานี" ที่ พล.อ.ชวลิตนำเสนอ ไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจน

ที่สำคัญ ทำให้เกิดความระแวงว่าเป็นแนวคิดที่ล้อมาจาก "รัฐปัตตานี" แปลงมาเป็น "นครรัฐปัตตานี" จนมาถึง "นครปัตตานี"

คาบลูกคาบดอกที่จะตั้งเป็นเขตปกครองพิเศษ เพื่อมุ่งไปสู่การเป็นรัฐอิสระหรือไม่ และจะส่งผลกระทบต่อเอกราชและอธิปไตยของไทยในอนาคตหรือเปล่า

เรื่องเหล่านี้ยังเป็นคำถาม และความกังวลของผู้คนส่วนใหญ่

ทั้งนี้ ถ้าพูดถึงยุทธศาสตร์ในเรื่องการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่

แนวคิดนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเคยมีคนบางกลุ่มบางฝ่ายเสนอกันมาโดยตลอด

แต่ทุกรัฐบาล ฝ่ายความมั่นคงทุกยุค ฟันธงในแนวทางเดียวกันว่า

ยุทธศาสตร์อย่างนี้ สุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่การสูญเสียดินแดน

เพราะไม่ใช่เรื่องของการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่เขตปกครองพิเศษเป็นเรื่องของการปกครอง ความมั่นคง และดินแดน

ที่อาจมีการผูกโยงกับเป้าหมายของคนบางกลุ่มที่ต้องการปกครองแบบรัฐอิสระประกาศจัดตั้งเป็นรัฐปัตตานี

แนวคิดนี้จึงถูกปฏิเสธ ไม่มีรัฐบาลยุคไหนขานรับ



ที่สำคัญ การจัดตั้งเขตปกครองพิเศษไม่ว่าจะใช้ชื่อ "นครปัตตานี" หรือชื่อใดก็ตาม โดยแนวทางขั้นตอนจะต้องมีการเสนอกฎหมาย ออกเป็นพระราชบัญญัติ ใช้เสียงข้างมากในสภาตัดสินชี้ขาด

ที่ผ่านมา พล.อ.ชวลิตเคยเป็นนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลพรรคความหวังใหม่

รวมทั้งเคยนั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ดูแลแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทย ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี

คุมเสียงข้างมากในสภาฯ เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ทำไมถึงไม่เสนอกฎหมายเขตปกครองพิเศษจัดตั้ง "นครปัตตานี" ในช่วงนั้น

แต่กลับมาคิดและเสนอแนวทางในช่วงที่เพิ่งรับงานเป็นประธานพรรคเพื่อไทย มีสถานะเป็นฝ่ายค้านในสภาฯ

ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การที่ "บิ๊กจิ๋ว" ออกมาเสนอตั้ง "นครปัตตานี" ในช่วงนี้ ต้องการอะไรกันแน่

ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคของรัฐบาล "ทักษิณ" ที่มี พล.อ.ชวลิตเป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ดูแลปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

อดีตนายกฯทักษิณออกมากระแทกใส่กลุ่มก่อความไม่สงบ เป็นแค่โจรกระจอก

สั่งแก้ปัญหาด้วยการยกเลิกศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ยกเลิกกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร หรือ พตท.43

ยัดตำรวจมือปราบลงไปในพื้นที่ เกิดคดีอุ้มฆ่า วิสามัญฆาตกรรม

จุดเชื้อให้สถานการณ์ความไม่สงบยิ่งรุนแรง เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนค่ายทหาร โหมไฟใต้ให้ลุกโชน

จนเกิดเหตุการณ์ยิงถล่มกลุ่มก่อความไม่สงบในมัสยิดกรือเซะ ที่มีนายทหารใกล้ชิดของ พล.อ.ชวลิต อย่าง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี รอง ผอ.รมน.ในขณะนั้น เป็นผู้สั่งการ

ยังไม่รวมถึงกรณีเหตุการณ์สลายม็อบตากใบ จับผู้ชุมนุมยัดใส่รถจีเอ็มซี จนขาดอากาศหายใจเสียชีวิตไปหลายสิบศพ

ปรากฏการณ์เหล่านี้ คือข้อเท็จจริงที่เกิดจากการปฏิบัติตามนโยบายของฝ่ายความมั่นคงในขณะนั้น

ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกับแนวทางที่ พล.อ.ชวลิตออกมานำเสนอในตอนนี้

นี่คือความจริง ที่ยังไม่นานเกินไปจนทำให้คนในสังคมลืมเลือน

และด้วยเหตุนี้ การที่ พล.อ.ชวลิตออกมาจุดพลุเสนอตั้ง "นครปัตตานี" เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ จึงทำให้ถูกมองว่า ไม่ได้หวังผลในทางปฏิบัติ

แต่ทำเพื่อให้เกิดกระแส เกิดความเห็นแตกต่างในพื้นที่

พร้อมทั้งเป็นการดิสเคดิตรัฐบาลเรื่องการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเร่งเกม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายยุทธ-ศาสตร์ "ทักษิณ" ที่ต้องการกลับประเทศไทยโดยไม่มีความผิด ไม่ต้องติดคุก และได้ทรัพย์-สินที่ถูกอายัดเอาไว้คืน

ต่อรองให้ "อโหสิกรรม"

ถ้ายังไม่ได้ตามยุทธศาสตร์ ไม่มีการอโหสิกรรม

ก็ต้องเพิ่มดีกรีความเข้มข้นในการเขย่าประเทศไทย ให้หนักเข้าไปอีก

อย่างที่เห็นๆกัน สถานการณ์ในวันนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ร้าวฉาน ปะทุถึงขั้นลดความสัมพันธ์ทางการทูตกันแล้ว

กระพือปัญหาชายแดนภาคใต้ จุดประเด็นร้อนจัดตั้งเขตปกครองพิเศษ "นครปัตตานี"



นอกจากนี้ พล.อ.ชวลิตยังมีโปรแกรมไปพบปะกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ต่อด้วยการไปพบผู้นำประเทศพม่า

คาดเดาได้เลยว่า ถ้ายังไม่มีการอโหสิกรรมให้ "นายใหญ่" ก็จะต้องมีปรากฏการณ์ความยุ่งยากให้ประเทศไทย เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เพราะทุกหมากเกมขับเคลื่อนของ "บิ๊กจิ๋ว" ประสานควบคู่อยู่กับ "ทักษิณ"

แน่นอน การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และยุทธวิธีเหล่านี้ ฝ่ายรัฐบาลที่กุมอำนาจรัฐก็รู้ แต่จะรับมือการเร่งเกมครั้งนี้ได้หรือไม่

มาถึงวันนี้ ยังมองไม่เห็นความชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ภารกิจสำคัญ คือการใช้กลไกอำนาจรัฐ แก้ปัญหาของประเทศชาติ

เมื่อมีเหตุการณ์ที่สร้างความปั่นป่วน สร้างปัญหาให้กับประเทศ

รัฐบาลต้องใช้ศักยภาพกลไกอำนาจรัฐที่มีอยู่คลี่คลายปัญหาให้ได้

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า วันนี้รัฐบาลมีเอกภาพเพียงพอในการแก้ปัญหาหรือไม่ หรืออยู่กันแบบ ตัวใครตัวมัน รอแย่งสำรับกับข้าวกันอย่างเดียว.

ทีมการเมือง

แม้วทวิตฯแจงกรณีเขมรอังคารนี้

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_45319

อดีตนายกฯทักษิณ​ ยืนยันเตรียมชี้แจงกรณี กัมพูชา ในวันอังคารนี้ ทางรายการวิทยุ ขณะเตรียมปรับวิธีส่งเอสเอ็มเอสใหม่ หลังถูกบล็อก ...

พ.ต.ท.ทักษิณ​ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ วันนี้ (8 พ.ย.) ว่า ขออภัยสมาชิก ที่เอสเอ็มเอส อันเดิมถูกบล็อกข้อความ โดยเตรียมจะปรับเทคโนโลยีวิธีใหม่ ซึ่งดีกว่าเดิม คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะสามารถใช้ได้

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังระบุอีกว่า "ท่านคงสงสัยว่าทำไม ผมไม่พูดอะไรเรื่องกัมพูชา เอาเป็นว่าปล่อยรัฐบาลกับกระทรวงต่างประเทศบ้าให้สุดๆไปเลย แล้วผมจะพูดให้ฟังในรายการวิทยุอังคารนี้"

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นแล้ว โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ กล่าวเพียงว่า วันนี้ (8 พ.ย.) จะไปที่สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที จากนั้น จะไปร่วมการสัมมนาที่รัฐสภา โดยจะให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา

รายงาน: ดูตัวเลข “เศรษฐกิจ-การค้า” ของกัมพูชา ก่อนความขัดแย้งล่าสุดกับไทย

ที่มา ประชาไท

ประชาไทขอนำเสนอตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจของกัมพูชา ข้อมูลการค้าระหว่างไทยและกัมพูชา สำหรับการเป็นเครื่องเคียงประกอบในการวิเคราะห์ข่าวสารความขัดแย้งครั้งล่าสุดระหว่างเราและเพื่อนบ้านเก่าแก่ที่คงจะย้ายประเทศหนีกันไปไหนไม่ได้ แม้จะมีความขัดแย้งกันมากมายแค่ไหนก็ตาม

ข้อมูลด้านเศรษฐกิจของกัมพูชา
ในปี 2551 กัมพูชามีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) ร้อยละ 6.0 (ปี 2550 ร้อยละ 10.2) จากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 7 เนื่องจากภัยแล้งและอุทกภัย ส่งผลกระทบต่อผลผลิตด้านการเกษตรซึ่งเป็นรายได้หลักของประชากรร้อยละ 70 ของประเทศ รวมถึงการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป สิ่งทอ รองเท้า ที่ลดลง เพราะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯและสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของกัมพูชา และการที่สหรัฐฯ ยกเลิกการใช้มาตรการ Safeguard ต่อสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากจีน
IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจ (GDP Growth) ของกัมพูชา ในปี 2552 จะเติบโตร้อยละ - 0.5 และจะขยับสูงขึ้นเป็นร้อยละ 3.0 ในปี 2553 ทั้งนี้ เนื่องจากการพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวลงเพราะปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินโลก ที่กระทบผู้ลงทุนรายใหญ่ในกัมพูชา คือ เกาหลีและจีน ทำให้หลายโครงการชะลอตัวและบางโครงการถอนการลงทุน
ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาส่งผลให้อำนาจซื้อของประชาชนลดลง ประกอบกับภาครัฐได้เข้มงวดต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน แม้ว่าราคาวัสดุก่อสร้าง เช่น เหล็ก จะลดลงอย่างมาก ก็ไม่จูงใจให้มีการก่อสร้าง ตลาดหลักทรัพย์ที่คาดว่า จะเปิดตัวครั้งแรกในปี 2552 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนได้ชะลอโครงการโดยไม่มีกำหนดตามสภาวะของตลาดหลักทรัพย์โลกที่มีการอ่อนตัวลงตามวิกฤติเศรษฐกิจโลก
รายได้ต่อหัวของประชากร ในปี 2551 เฉลี่ย 598 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคน เพิ่มร้อยละ 7.17 จากปี 2550 ซึ่งเฉลี่ย 558 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน
อัตราเงินเฟ้อ ในปี 2551 ร้อยละ 22.7 โดยราคาข้าวเพิ่มร้อยละ 82 ขณะที่สินค้าบริโภค/อุปโภคขั้นพื้นฐานเพิ่มระหว่างร้อยละ 40-60 ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2550 - เดือนกรกฎาคม 2551 ราคาสินค้าหมวดอาหารเพิ่มเนื่องจากราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นทั่วโลก เช่น ข้าวและเนื้อสัตว์ ประกอบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯและเงินเรียล อ่อนค่าลงขณะที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้นตามไปด้วย
อัตราการว่างงาน โครงสร้างอาชีพหลักของคนกัมพูชา คือ ภาคเกษตรกรรม ประมาณร้อยละ 70 ภาคบริการประมาณ ร้อยละ 17 ภาคอุตสาหกรรมโรงงานประมาณร้อยละ 8 และภาคการก่อสร้างประมาณร้อยละ 5
ผลการสำรวจจำนวนประชากรที่จัดทำในปี 2551 พบว่ามีจำนวนแรงงานที่พร้อมเข้าสู่การจ้างงาน 8.6 ล้านคน หรือร้อยละ 58.8 ของจำนวนประชากรรวมทั้งประเทศ โดยอัตราการว่างงานของกัมพูชาไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นจำนวนเท่าใด เนื่องจากประชากรมากกว่าร้อยละ 70 มีอาชีพทำการเกษตร ซึ่งไม่ได้ทำงานตลอดทั้งปี เป็นการทำงานช่วงระยะที่มีการเพาะปลูกซึ่งอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก และมีการประกอบอาชีพอื่นเสริมเช่นการรับจ้าง การค้าขาย การทอผ้า และการหาของป่า ในเวลาที่ว่างจากการเพาะปลูก
อัตราดอกเบี้ยในปี 2551 เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ อัตราดอกเบี้ย เงินกู้เฉลี่ยร้อยละ 15.9 ต่อปี ส่วนเงินฝากออมทรัพย์ร้อยละ 3.6 และ เงินฝากประจำร้อยละ 3.25-8.00 ต่อปีเงินสกุลเรียล อัตราดอกเบี้ย เงินกู้เฉลี่ยร้อยละ 22.5 ส่วนเงินฝากออมทรัพย์ร้อยละ 5.1 และ เงินฝากประจำร้อยละ 6.70-9.50
ในด้านภาวะการค้าทั่วไป ในปี 2551 กัมพูชามีมูลค่าการค้ารวม 7.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แยกเป็นการนำเข้า 4.42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งออก 3.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขาดดุลการค้า 1.06 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ดุลการค้า ในปี 2551 กัมพูชาขาดดุลการค้ากับต่างประเทศ 1,065.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ปี 2550 กัมพูชาขาดดุลการค้ากับต่างประเทศ 601.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในปี 2549 กัมพูชาขาดดุลกับต่างประเทศ 910.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เห็นว่าในปี 2551 กัมพูชาขาดดุลการค้ากับต่างประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาวะการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป สิ่งทอ รองเท้า ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯและสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตามรัฐบาลกัมพูชาได้มุ่งเน้นนโยบายการส่งเสริมให้ลงทุนผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าและส่งเสริมการผลิตเพื่อส่งออกมากขึ้น

สถิติการนำเข้า-ส่งออกของกัมพูชา
หน่วย : ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
รายการ
มูลค่า
อัตราการขยายตัว (%)
2548
2549
2550
2551
2549
2550
2551
1.มูลค่าการค้ารวม
4,565.80
5,465.90
6,853.20
7,777.90
19.70
25.40
13.49
2.การส่งออก
2,081.50
2,279.70
3,126.10
3,356.20
9.50
37.10
7.36
3.การนำเข้า
2,484.30
3,190.20
3,727.10
4,421.70
28.40
16.80
18.64
4.ดุลการค้า
-402.80
-910.50
-601.00
-1,065.50
126.04
-33.99
77.29

ที่มา : กรม CAMCONTROL กระทรวงพาณิชย์ กัมพูชา
ประเทศคู่ค้าสำคัญของกัมพูชา
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่กัมพูชาส่งออกมากที่สุด โดยมีมูลค่าการค้ารวม 2,176.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แยกเป็นการส่งออก 2,040.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และนำเข้า 136.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนเวียดนามเป็นประเทศที่กัมพูชานำเข้ามากที่สุด โดยมีมูลค่าการค้ารวม 1,072.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แยกเป็นการนำเข้า 988.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งออก 84.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สามารถแซงจีน ซึ่งเคยเป็นประเทศที่กัมพูชานำเข้ามากที่สุด โดยมีมูลค่าการค้ารวม 794.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แยกเป็นการนำเข้า 784.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งออก 9.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 3 โดยมีมูลค่าการค้ารวม 688.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แยกเป็นการนำเข้า 674.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งออก 13.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
สินค้าส่งออกที่สำคัญ สินค้าเกษตรกรรม ได้แก่ ยางพารา ข้าว ผลิตภัณฑ์ปลา ข้าวโพด ถั่วเหลือง ใบยาสูบและ ผลิตภัณฑ์ไม้ สินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และ สิ่งทอ
ตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่สหรัฐอเมริกา กลุ่มสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ฮ่องกง แคนาดา และ สิงคโปร์
สินค้านำเข้าที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูป อาหารและเครื่องดื่ม ผ้าผืน รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ปูนซีเมนต์ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว น้ำตาลทราย และ ผลิตภัณฑ์ยาง
แหล่งสินค้านำเข้าที่สำคัญ เวียดนาม จีน ไทย ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ อังกฤษ มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย

สถิติมูลค่าการนำเข้า-ส่งออกของกัมพูชา ปี 2551 (เรียงตามลำดับมูลค่าการนำเข้า)

หน่วย : ดอลลาร์สหรัฐฯ
ลำดับ
ประเทศ
การส่งออก
การนำเข้า
การค้ารวม
1
Vietnam
84,525,529
988,340,100
1,072,865,629
2
China
9,812,629
784,344,714
794,157,343
3
Thailand
13,923,689
674,485,950
688,409,639
4
Hong Kong
8,942,046
581,212,018
590,154,064
5
Taiwan
5,472,855
336,867,309
342,340,164
6
South Korea
10,245,901
224,787,752
235,033,653
7
Singapore
9,212,616
204,894,756
214,107,372
8
United States
2,040,595,814
135,983,520
2,176,579,334
9
Malaysia
6,150,519
113,056,709
119,207,228
10
Indonesia
5,907,266
80,721,155
86,628,421

ที่มา : กรม CAMCONTROL , กระทรวงพาณิชย์กัมพูชา
การค้าการลงทุนระหว่างไทย-กัมพูชา
จากสถิติของกรมศุลกากรไทย การค้าระหว่างไทยกับกัมพูชา ในปี 2551 มีมูลค่าการค้ารวม 2,130.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มจากระยะเดียวกันของปี 2550 ซึ่งมีมูลค่าการค้ารวม 1,404.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวน 725.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 51.70 แยกเป็นการส่งออก มูลค่า 2,040.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มร้อยละ 50.52 และนำเข้ามูลค่า 89.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มร้อยละ 84.5 ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังมีการชะลอตัวเนื่องจากปัญหาข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร และการชะลอตัวของเศรษฐกิจกัมพูชาตามวิกฤติการเงินโลก และอัตราเงินเฟ้อที่สูงถึงร้อยละ 22.7

ข้อมูลการค้าระหว่างไทยกับกัมพูชา
หน่วย : ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
มูลค่า
อัตราการขยายตัว (%)
รายการ
2549
2550
2551
2549
2550
2551
มูลค่าการค้า
1,270.13
1,404.13
2,130.04
33.47
10.55
51.70
การส่งออก
1,235.47
1,355.38
2,040.08
34.26
9.71
50.52
การนำเข้า
34.68
48.76
89.97
10.37
40.66
84.52
ดุลการค้า
1,200.80
1,306.62
1,950.11
-
-
-

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

สินค้าส่งออกสำคัญ 10 อันดับแรกของไทยไปกัมพูชา
หน่วย : ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
รายการ
มูลค่า
อัตราการขยายตัว %
2549
2550
2551
2549
2550
2551
น้ำมันสำเร็จรูป
144.70
215.20
404.90
11.82
48.72
88.15
เหล็ก เหล็กกล้าฯ
42.50
42.80
123.10
33.65
0.71
187.62
รถจักรยานยนต์ฯ
64.40
82.20
116.70
70.82
27.64
41.97
น้ำตาลทราย
88.40
61.00
100.00
37.69
-31.00
63.93
รถยนต์ และอุปกรณ์
40.20
49.90
98.40
55.81
24.13
97.19
เครื่องดื่ม
69.20
74.10
93.10
31.81
7.08
25.64
ปูนซีเมนต์
72.00
86.20
90.70
24.78
19.72
5.22
เคมีภัณฑ์
51.10
54.50
78.50
17.20
6.65
44.04
เครื่องยนต์สันดาปภายใน
29.70
46.40
72.70
36.87
56.23
56.68
ผลิตภัณฑ์ยาง
32.00
42.10
56.60
19.85
31.56
34.44
อื่นๆ
601.30
601.00
805.40
40.13
-0.05
34.01
รวมทั้งสิ้น
1,235.40
1,355.40
2,040.10
34.26
9.70
50.52

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

สินค้านำเข้า 10 อันดับแรกของไทยจากกัมพูชา
หน่วย : ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
รายการ
มูลค่า
อัตราการขยายตัว %
2549
2550
2551
2549
2550
2551
พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช
7.6
15.1
39.3
-15.56
98.68
160.26
สินแร่โลหะอื่นๆ
5.0
5.5
16.8
733.33
10.00
205.45
เหล็กเหล็กกล้า
7.2
9.6
15.1
67.44
33.33
57.29
เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ
1.6
2.5
4.0
166.67
56.25
60.00
ผัก ผลไม้
0.1
1.0
3.6
-
900.00
260.00
ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่นๆ
4.8
5.6
2.2
-41.46
16.67
-60.71
เสื้อผ้าสำเร็จรูป
0.9
1.6
1.9
200.00
77.78
18.75
เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค
1.7
1.6
1.1
21.43
-6.25
-31.25
กาแฟ ชา เครื่องเทศ
0.1
0.4
0.8
-
300.00
100.00
สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
1.1
0.5
0.8
22.22
-54.55
60.00
อื่นๆ
4.6
5.4
4.4
-22.03
17.39
-18.52
รวมทั้งสิ้น
34.7
48.8
90.0
10.51
40.63
84.43

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร
สำหรับสถิติการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในกัมพูชานั้น พบว่าปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในกัมพูชา 65 โครงการ ได้แก่กิจการประเภทสินค้าอาหาร กิจการโรงพยาบาลและธนาคารเป็นต้น คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 287 ล้านเหรียญสหรัฐ
โดยกลุ่มธุรกิจที่มีชื่อเสียงของไทยที่ไปลงทุนในกัมพูชา มีอาทิเช่น กลุ่มไทยนครพัฒนา หรือทิฟฟี่ ลงทุนจำนวนมากในกัมพูชา เป็นเจ้าของโรงแรมโซฟิเทล อังกอร์ โภคีธารา กอล์ฟแอนด์ สปา รีสอร์ท ที่เมืองเสียมราฐ สนามกอล์ฟโภคีธารา คันทรีคลับ รวมทั้งผู้ผลิตและจำหน่ายยา น้ำดื่มแบรนด์ LYON และธุรกิจสื่อ ในประเทศกัมพูชา นอกจากนี้ยังมีกลุ่มทุนที่สำคัญๆ ได้แก่ Thai Beverage, กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ, กลุ่มบริษัทน้ำตาลขอนแก่น เป็นต้น
ด้านการค้าชายแดนกับกัมพูชา ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัด คือ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด ในปี 2551 มีมูลค่าการค้ารวม 50,299 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2550 ซึ่งมีมูลค่า 34,930 ล้านบาท ร้อยละ 44.0 โดยไทยเกินดุล 44,445 ล้านบาท สัดส่วนการค้าชายแดนร้อยละ 71.8 ของมูลค่าการค้าระหว่างไทย-กัมพูชา ลดจากปี 2550 ซึ่งมีสัดส่วนการค้าชายแดนร้อยละ 72.2
การลงทุนจากต่างชาติ และการส่งเสริมการลงทุนของกัมพูชา
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกัมพูชา (Cambodian Investment Board : CIB) ได้อนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,628 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 8,148.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ในปี 2551 CIB อนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุน 101 โครงการ เงินลงทุน 259.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับปี 2550 ปรากฎว่าการอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนลดลง 29 โครงการ หรือลดลงร้อยละ 22.31 ขณะที่เงินลงทุนลดลง 220.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือลดลงร้อยละ 45.93 โดยเป็นการลดลงในครึ่งปีหลังของปี 2551 ซึ่งมีการจัดการเลือกตั้งในกัมพูชา นักลงทุนจึงรอดูผลการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ รวมถึงผลกระทบจากปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่สูง และวิกฤติการเงินโลก
โดยโครงการส่งเสริมการลงทุนที่ CIB อนุมัติ ได้แก่
- อุตสาหกรรม Garment 38 โครงการ เงินลงทุน 48.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 37.62 และร้อยละ 18.74 ของโครงการและเงินลงทุนที่ได้รับอนุมัติรวม จากนักลงทุนจีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน กัมพูชา สหรัฐอเมริกา แคนาดา สิงคโปร์ ออสเตรเลีย มาเลเซีย และอังกฤษ
- ธุรกิจการท่องเที่ยว เป็นธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมและยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวบนเกาะสัมปทาน และชายหาด ในเขตกรุงพระสีหนุ (จังหวัดกัมปงโสม) การก่อสร้างโรงแรมและรีสอร์ท ที่พักอาศัย ร้านอาหาร และสนามกอล์ฟ ได้รับการอนุมัติฯ รวม 20 โครงการ เงินลงทุน 101.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 19.80 และร้อยละ 39.02 ของโครงการและเงินลงทุนที่ได้รับอนุมัติรวม จากนักลงทุนกัมพูชา แคนาดา รัสเซีย จีน เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ออสเตรีย และอิสราเอล
- อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรได้รับอนุมัติฯ 4 โครงการ เงินลงทุน 24.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 3.96 และร้อยละ 9.23 ของโครงการและเงินลงทุนที่ได้รับอนุมัติรวม โดยนักลงทุนกัมพูชา จีน เวียดนาม และไทย โดยโครงการของไทย คือ การผลิตอ้อยและน้ำตาลของกลุ่มบริษัท Thai Beverage ร่วมกับนักลงทุนกัมพูชา ในสัดส่วน 49 : 51 ซึ่งได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551
- อุตสาหกรรมด้านพลังงานได้รับอนุมัติฯ 4 โครงการ เงินลงทุน 13.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากนักลงทุนกัมพูชา จีน และไทย โดยโครงการของไทย คือ การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ขนาด 10 MW ของกลุ่ม Thai Beverage ร่วมกับนักลงทุนกัมพูชา ในสัดส่วน 49 : 51
- อุตสาหกรรมเหมืองแร่ (Mining) ได้รับอนุมัติฯ 4 โครงการ เป็นการขุดทรายเพื่อการส่งออกของนักลงทุนกัมพูชา เงินลงทุนรวม 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
- ธุรกิจบริการได้รับอนุมัติฯ 5 โครงการ แยกเป็นบริการด้านศูนย์การค้า ศูนย์บริการด้านการเงิน และรีสอร์ท 3 โครงการ เงินลงทุน 4.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ของนักลงทุนกัมพูชา จีน เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ อีก 2 โครงการ เป็นการลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาล เงินลงทุน 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยนักลงทุนกัมพูชา และไทย (กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ในนามบริษัท Phnom Penh Medical Service จำกัด)
- ธุรกิจโทรคมนาคม ได้รับอนุมัติฯ 2 โครงการ เงินลงทุน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยนักลงทุนกัมพูชา เกาหลีใต้ และรัสเซีย
- การเพาะปลูกและผลิต ยางพารา มันสำปะหลัง และมะม่วงหิมพานต์ ได้รับอนุมัติฯ 2 โครงการ เงินลงทุน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยนักลงทุนกัมพูชา และเวียดนาม
- อุตสาหกรรมผลิตรองเท้า ได้รับอนุมัติฯ 2 โครงการ เงินลงทุน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยนักลงทุนกัมพูชา และไต้หวัน
- ธุรกิจภาคการขนส่ง ได้รับอนุมัติฯ 1 โครงการ เงินลงทุน 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสร้างท่าเรือ โดยเป็นการลงทุนร่วมของบริษัทโรงงานน้ำตาลเกาะกง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มบริษัทน้ำตาลขอนแก่นของไทย กับนักลงทุนกัมพูชา จีน และญี่ปุ่น ในอัตราส่วนร้อยละ 50 : 20 : 15 : 15
- อุตสาหกรรมผลิตอาหาร (ผลิตอาหารทะเล) อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ วัสดุก่อสร้าง การก่อสร้าง โรงงานผลิตพลาสติก โรงงานผลิตยารักษาโรค และโรงงานยาสูบ ได้รับอนุมัติฯ อย่างละ 1 โครงการ เงินลงทุนรวม 11.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในปี 2551 ไทยลงทุนในกัมพูชาเป็นอันดับที่ 6 จากจำนวนโครงการที่ได้รับอนุมัติ โดยนักลงทุนจากจีนลงทุนในกัมพูชามากที่สุด จำนวน 27 โครงการคิดเป็นร้อยละ 26.73 ของโครงการที่ได้รับอนุมัติ รองลงมา คือ เกาหลีใต้ 16 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 15.84 ของโครงการที่ได้รับอนุมัติ ไต้หวัน 8 โครงการ สหรัฐอเมริกา 5 โครงการ ไทย และ แคนาดาประเทศละ 4 โครงการ
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากยอดเงินลงทุนพบว่า ไทยมีเงินลงทุน 30.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากเป็นอันดับที่ 2 ของจำนวนเงินลงทุนจากต่างชาติทั้งหมดที่ไปลงทุนในกัมพูชา รองจากจีน ที่มีเงินลงทุน 37.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยการลงทุนของไทยที่สำคัญ คือ การก่อสร้างท่าเรือ ธุรกิจโรงพยาบาล อุตสาหกรรมผลิตอ้อยและน้ำตาล และอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้า

การลงทุนที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในกัมพูชา
ระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2551
ลำดับ
ประเทศ
จำนวนโครงการ
มูลค่าจดทะเบียน (USD)
1
Cambodia
43
99,827,000
2
China
27
37,960,000
3
Korea
16
19,460,000
4
Taiwan
8
9,500,000
5
United State
5
12,350,000
6
Thailand
4
30,673,000
7
Canada
4
4,750,000
8
Russia
3
4,450,000
9
Singapore
2
12,000,000
10
Vietnam
2
7,490,000

ที่มา : Cambodia Investment Board
หมายเหตุ : ลำดับตามจำนวนโครงการที่ได้รับการอนุมัติ
ศักยภาพของกัมพูชา
กัมพูชามีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงการขนส่งกับต่างประเทศได้สะดวกประกอบกับมีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะป่าไม้ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แร่ธาตุและสัตว์น้ำ เป็นต้น นอกจากนี้อัตราค่าจ้างแรงงานในกัมพูชายังอยู่ในระดับต่ำ หากมีการนำทรัพยากรดังกล่าวมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้สินค้าที่ผลิตได้มีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่ง
กัมพูชาได้รับความช่วยเหลือด้านต่างๆ จากนานาประเทศ เช่น สถานะการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่งจากสหรัฐอเมริกา และได้รับสิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากรหรือ GSP (Generalized System of Preferences) จากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย แคนาดา และออสเตรเลีย สำหรับสินค้าที่ส่งออกจากกัมพูชา โดยจะได้รับการลดหย่อนอัตราภาษีหรือได้รับการอำนวยความสะดวก โดยการยกเว้นหรือลดระเบียบกฎเกณฑ์ เรื่องพิธีการการนำเข้า เช่น การรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (rules of origin) เป็นต้น
กัมพูชามีความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศในหลายมิติ ทั้งในกรอบ WTO, APEC, ASEAN ซึ่งจะเป็นเรื่องการจัดระบบและระเบียบทางการค้า และความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสาธารณสุขในลักษณะเป็นสากล เช่นความร่วมมือภายใต้กรอบ GMS ( Great Mekong Sub-region) และ ความร่วมมือภายใต้กรอบ ACMECS (Ayeyawady – Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy)
รัฐบาลกัมพูชาให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศ ดังจะเห็นได้จากนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งให้การอำนวยความสะดวกและการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่โครงการที่ได้รับการส่งเสริม ตลอดจนการอนุญาตให้นักลงทุนโอนเงินไปต่างประเทศได้อย่างเสรี ให้การรับประกันที่จะไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ยึดทรัพย์สินของเอกชนเป็นของรัฐ หรือกำหนดราคาสินค้าและบริการสำหรับโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการงทุนฯ
รัฐบาลกัมพูชาได้ลงนามในความตกลงทวิภาคีเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนกับรัฐบาลประเทศต่างๆ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ เกาหลีใต้ เยอรมนี สิงคโปร์ จีน เนเธอร์แลนด์ ฟิลิปปินส์ และคิวบา เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติว่า รัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลของประเทศคู่สัญญาจะสนับสนุนและปกป้องการลงทุนซึ่งกันและกัน
กัมพูชามีแหล่งเงินกู้จากต่างประเทศ เช่น ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และธนาคารโลก (WORLD BANK) ที่ให้การสนับสนุนโครงการเกี่ยวกับสาธารณูปโภคของรัฐบาล และ International Financial Corporation สนับสนุนโครงการของเอกชน
โดยสิทธิพิเศษ ที่ได้รับจากประเทศคู่ค้า ได้แก่
1. สถานะการปฏิบัติเยี่ยงชาติ ที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favoured Nation Treatment – MFN) จากสหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป
2. สิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากรหรือ GSP จากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย แคนาดา และออสเตรเลีย
เรียบเรียงจาก:
พาณิชย์หวั่นตัดสัมพันธ์ "เขมร" ค้า 7 หมื่น ล.สะดุด(เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ, 6 พ.ย. 2552)
การค้าไทย-กัมพูชา : อาจได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง
(ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, 6 พ.ย. 2552)
การประกอบธุรกิจในกัมพูชา (www.depthai.go.th 5 พ.ย. 2552)
สรุปภาวะการค้าระหว่างประเทศไทย - กัมพูชา ปี 2552 (ม.ค.–มิ.ย.) สรุปจากสถิติ Menucom กรมส่งเสริมการส่งออก
(www.depthai.go.th 6 ส.ค. 2552)
บีโอไอนำทัพนักธุรกิจไทยขยายการลงทุนในกัมพูชา(พิมพ์ไทย, 17 ก.ค. 2552)