WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, November 9, 2009

สัมภาษณ์ ‘สาวตรี สุขศรี’: ชำแหละ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อาวุธใหม่สั่นสะเทือนโลกไซเบอร์

ที่มา ประชาไท

นับตั้งแต่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มีการตั้งข้อกล่าวหา และจับกุมผู้ต้องสงสัยไปแล้วหลายราย แต่ที่เป็นข่าวใหญ่ที่สุดคงหนีไม่พ้น 3 ผู้ต้องหากรณีปล่อยข่าวไม่เป็นมงคล กระทบกระเทือนตลาดหุ้น
เป็นชั่วสัปดาห์ที่อึกทึกคึกโครมอย่างยิ่ง แม้สัปดาห์ต่อมาจะถูกกลบเสียมิดด้วยปัญหาใหม่ที่ดูจะใหญ่กว่าของเพื่อนบ้าน ข้อเท็จจริงต่างๆ จึงยังไม่ทันคลี่คลาย คำถามมากมายต่อกรณีนี้ยังไม่ได้รับคำตอบ
อย่างไรก็ตาม ในโลกไซเบอร์ มันได้กลายเป็นประเด็น “ความมั่นคงของรัฐ” ที่สั่นสะเทือนความมั่นคงของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตผู้เสพเสรีภาพเป็นภักษาหารอย่างสำคัญ เพราะมันเต็มไปด้วยความคลุมเครือของตัวบท รวมถึงความเงียบเชียบ มืดดำในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ จนมีการตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายนี้ดูราวกับเป็นส่วนขยายของมาตรา 112 ดังเช่นแถลงการณ์ของชุมชนเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน
ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ถือเป็นความโชคดีที่อาจารย์สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ผู้ไปศึกษาเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ประเทศเยอรมนี และเป็นหนึ่งในเจ้าของบล็อก BioLawCom.De กลับมาเมืองไทยพอดี เธอศึกษาและเฝ้ามอง พ.ร.บ.ฉบับนี้มายาวนาน และพร้อมจะไขข้อข้องใจต่อกฎหมายนี้ (ที่อาจทำให้ข้องใจหนักขึ้นไปอีก)
0 0 0 0
“ถ้าพูดกันตรงๆ มาตรา 14 (2) นี้ต้องตัดไปเลย
นอกจากจะขัดกับหลักกฎหมายอาญาเพราะความคลุมเครือแล้ว
ถ้าเทียบดูเรื่องโทษก็จะเห็นว่าโทษมันเกินไปมาก
“ถ้าอ่านดูแล้วจะชัดเจนมากเลยว่า รัฐต้องการออกกฎหมายนี้มาเพื่อ
“ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด”
โดยที่มันไม่มีตรงไหนเลยที่เขียนว่าต้องคานกับคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนนะ
เพราะกฎหมายลักษณะนี้มันเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพสื่อ
เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
ดังนั้นต้องมีประเด็นนี้ขึ้นมาคิดนิดหนึ่ง แต่ไม่มี
“มาตรา 20 ตอนร่างที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม สี่ ห้า ไม่มีเรื่องนี้
เพิ่งโดนยัดเข้ามาตอนสมัย คมช. ซึ่งมันมีประวัติของมันอยู่ว่า
ก่อนหน้านี้มีการปิดเว็บกัน แต่พอคนโดนปิดถามว่าใช้อำนาจอะไรในการปิด
เจ้าพนักงานก็จะอ้ำอึ้ง ตอบไม่ได้
“ในเยอรมันเขาถกเถียงกันหนักเรื่องว่าควรปิด หรือไม่ปิด
แล้วล่าสุดในปัจจุบันนี้มันได้ข้อสรุปว่า
มาตรการปิดเว็บ ควรเป็นมาตรการสุดท้าย หลังจากที่ใช้มาตรการอื่นไม่ได้ผลแล้ว
...บ้านเรามันมีความสามารถพิเศษในการดูถูกวิจารณญาณคนดู คนอ่านให้ต่ำไว้ก่อน
ดังนั้น คอนเซ็ปท์มันจึงกลายเป็นว่าปิดเป็นหลัก
และปิดอย่างไรให้ทรงประสิทธิภาพ
“การปิดเป็นมาตรการเร่งด่วน ถ้าใช้รัฐมนตรีไอซีที และศาลมันถูกไหม
กลายเป็นคนของรัฐเป็นผู้กลั่นกรองทั้งหมด อย่างนี้เราใช้คณะกรรมการได้ไหม
เป็นคณะกรรมการร่วมหลายฝ่าย ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต กรรมการสิทธิมนุษยชน ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ต เพราะมันเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพด้วยน่าจะมีมุมมองจากหลายฝ่าย
“มาตรา 15 นี้ก็ร้ายกาจ มันเหมือนเป็นการรองรับคอนเซ็ปท์
เรื่องการเซ็นเซอร์ตัวเองที่เป็นลายลักษณ์อักษร
เป็นเรื่องการกำหนดโทษให้กับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต
“เรารอมา 9 ปี กับพ.ร.บ.นี้ แทนที่จะออกมาให้ชื่นใจ กลับมาเป็นตรงกันข้าม”
......
ถาม: กับกรณีล่าสุดที่มีการใช้พ.ร.บ.คอมฯ จับกุมผู้ต้องสงสัยว่าทุบหุ้น 3 คน อาจารย์มีความคิดเห็นยังไง
สาวตรี: ถ้าถามความเห็นส่วนตัว คิดว่าเป็นการตั้งข้อหาที่ดูเหมือนไม่ได้ดูข้อเท็จจริงเบื้องต้นนัก จริงๆ แล้วสามารถสืบคร่าวๆ ก่อนได้ อย่างน้อยช่วงระยะเวลาในการโพสต์ อย่างที่เกิดนี่ หุ้นตกไปแล้ว ค่อยมาโพสต์ที่หลัง คำถามคือทำไมจึงไม่ดูตรงนี้สักหน่อย ถ้าจะตั้งข้อหาทุบหุ้นจริงๆ กฎหมายที่ต้องใช้ก่อนคือกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ ไม่ใช่กฎหมายนี้ แสดงได้หรือเปล่าว่า ไม่ได้จริงจังกับฐานความผิดนี้
อันที่สองที่น่าตั้งคำถามคือ กรณีคุณธีรนันท์ ดูเหมือนจะเป็นการแปลข่าวจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ ถ้าเห็นว่าผิด ทำไมจึงไม่จับต้นฉบับ หรือสำนักข่าวอื่นที่เผยแพร่ต้นฉบับนั้นต่อ ทำไมจึงเจาะจงที่คนกลุ่มหนึ่งที่เขาแปลมาจากต้นฉบับอีกที และเจาะจงที่การโพสต์ในบางเว็บไซต์ด้วย แสดงว่ามีเป้าหมายในการขยายผลต่อหรือเปล่า ไม่แน่ว่าในอนาคตเขาอาจเอามาตรา 15 มาใช้ เรื่องการรับผิดชอบของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต แล้วอาจจะเลยไปถึงมาตรา 20 ในเรื่องปิดเว็บไซต์ เราจึงต้องตั้งคำถามว่ามันถูกต้องไหม มีอะไรเบื้องหลังไหม
อีกอันคือ เขาใช้มาตรา 14 (2) ซึ่งมันคลุมเครือ “ความมั่นคงของประเทศ” และ “ประชาชนตื่นตระหนก” มันคืออะไร ความคลุมเครือทำให้ตั้งข้อหาได้ง่าย กฎหมายตัวนี้มีปัญหาเรื่องถ้อยคำของกฎหมายที่คลุมเครืออย่างมาก
มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือ
ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือ
ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิด
ความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง
แห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและ
ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑)
(๒) (๓) หรือ (๔)
ลองดูในมาตรา 14 (3) ใช้ถ้อยคำเรื่อง “ความมั่นคง” เหมือนกันเลย แต่เราไม่บอกว่า (3) มีปัญหา ก็เพราะมันอ้างเข้าไปในประมวลกฎหมายอาญาได้ หมวดความมั่นคงของประมวลกฎหมายอาญามีตั้งแต่มาตรา 107 – 135 มีองค์ประกอบความผิดอะไรที่ชัดเจนอยู่แล้ว ประชาชนอ่านแล้วประชาชนรู้ว่า ถ้าฉันทำอย่างนี้ ฉันผิด แต่ถ้าไม่ทำอย่างนี้ ไม่เป็นไร แต่คำถามคือ ทำไมต้องเอาคำว่า ความมั่นคง มาใส่ใน(2) ด้วยอีกอันหนึ่ง เจตนาคือต้องการให้อำนาจเจ้าพนักงานในการตีความอย่างกว้างขวางใช่ไหม เพราะมันลอยมาก
อีกคำหนึ่งคือ “ประชาชนตื่นตระหนก” ตื่นตระหนกยังไง ความรุนแรงของการตื่นตระหนกต้องขนาดไหน เรื่องที่ตื่นตระหนกอันไหนผิดหรือไม่ผิด มันบอกอะไรไม่ได้ชัดเจน
ความคลุมเครือนี้มีที่มายังไง โดยหลักการแล้วคลุมเครือแบบนี้ไหม
กฎหมายที่มันมีโทษอาญาถ้าบัญญัติไว้คลุมเครือมันถูกต้องหรือเปล่า เราก็ต้องย้อนกลับไปดูที่หลักการบัญญัติกฎหมายอาญา หลักใหญ่อันหนึ่งคือ การไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย ถ้าอธิบายง่ายๆ ก็คือ สมมติมีพฤติกรรมหนึ่งขึ้นมา แล้วรัฐจะบอกว่ามันเป็นความผิด มันต้องมีกฎหมายบัญญัติ แล้วความผิดนั้นมีโทษยังไงกฎหมายก็ต้องบัญญัติโทษไว้ด้วย นี่คือหลักการบัญญัติกฎหมายอาญา
ขออธิบายเร็วๆ ว่าหลักนี้ก็ยังแบ่งออกเป็น 4 หลักย่อย 2 หลักแรกเป็นเรื่องการใช้การตีความ หลักแรกคือ ห้ามใช้กฎหมายจารีตประเพณีในทางที่เป็นโทษ หลักที่สองคือ การห้ามเทียบเคียงกฎหมายอื่นใด กฎหมายเอกชน กฎหมายแพ่ง เอามาทำให้เป็นโทษในทางกฎหมายอาญา
2 หลักหลังเป็นเรื่องการบัญญัติกฎหมาย เป็นเรื่องขององค์กรนิติบัญญัติ นั่นคือ หลักห้ามบัญญัติกฎหมายที่มีผลย้อนหลัง และอันสุดท้ายคือ ต้องบัญญัติกฎหมายที่ใช้ถ้อยคำชัดเจน ไม่คลุมเครือ
จะเห็นว่าความไม่คลุมเครืออยู่ในหลักใหญ่ของการบัญญัติกฎหมายอาญา
ถามว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ก็เพราะมันต้องมีหลักประกันให้ประชาชนรู้ว่า ฉันทำไอ้นี่ไปแล้วฉันมีความผิดหรือเปล่า หลักของประชาชนก็คือ ถ้ากฎหมายห้ามคุณทำไม่ได้ ถ้ากฎหมายไม่ห้ามคุณทำได้ แต่ในมุมการใช้อำนาจของรัฐนั้น กฎหมายต้องบัญญัติถึงจะทำได้ มันกลับกัน
ฉะนั้น ไม่ควรที่จะบัญญัติแบบนี้ ที่สำคัญกฎหมายอาญาบอกว่าห้ามอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย แต่เขาไม่ได้คิดต่อให้ว่าถึงแม้คุณจะรู้ แต่กฎหมายนั้นคลุมเครือแล้วมันจะยังไงต่อ
แล้วการบัญญัติกฎหมายอาญาจะเอาหลักของกฎหมายแพ่ง กฎหมายเอกชนมาใช้ไม่ได้ คือ หลักกฎหมายแพ่งมันมีเรื่องการรับผิดที่เขาเรียกว่า liability rules มันเป็นเรื่องของเอกชนก็ทำไปก่อน แล้วถ้าเกิดความเสียหายค่อยมาชดใช้กันทีหลัง เป็นการเรียกค่าเสียหาย ค่าสินไหมทดแทนกันได้ แต่ในทางอาญามันไม่ได้เพราะโทษที่มันมีเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ฉะนั้นจะบอกว่าบัญญัติไปให้คลุมเครือแล้วใช้หลักทางแพ่งไม่ได้
พ.ร.บ.คอม จึงขัดกับหลักกฎหมายอาญา โดยเฉพาะในมาตรา 14(2)
อันนี้ดูเป็นเครื่องมือใหม่ของรัฐที่ดูจะมีประสิทธิภาพพอสมควรในสายตารัฐ ซึ่งยังมีที่ถกเถียงว่ากระทบสิทธิเสรีภาพคนจำนวนมากในโลกไซเบอร์เหมือนกัน เพราะไม่รู้จะอ้างอิงสิทธิเสรีภาพจากไหนนอกจากหลักกว้างๆ ในรัฐธรรมนูญ อาจารย์มองเรื่องนี้ยังไง
ใช่ มันต้องย้อนไปดูหลักการและเหตุผลของการร่างกฎหมายนี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์ได้เป็นส่วนสำคัญของการประกอบกิจการและการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากมีผู้กระทำด้วยประการใด ๆ ให้ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานตามคำสั่งที่กำหนดไว้หรือทำให้การทำงานผิดพลาดไปจากคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือใช้วิธีการใด ๆ เข้าล่วงรู้ข้อมูล แก้ไข หรือทำลายข้อมูลของบุคคลอื่นในระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือมีลักษณะอันลามกอนาจาร ย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน สมควรกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ถ้าอ่านดูแล้วจะชัดเจนมากเลยว่า รัฐต้องการออกกฎหมายนี้มาเพื่อ “ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด” โดยที่มันไม่มีตรงไหนเลยที่มันเขียนว่าต้องคานกับคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนนะ เพราะกฎหมายลักษณะนี้มันเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพสื่อ เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ดังนั้นต้องมีประเด็นนี้ขึ้นมาคิดนิดหนึ่ง แต่ไม่มี รัฐตั้งใจให้เป็นแบบนี้
ในต่างประเทศเป็นแบบนี้ไหม
ในต่างประเทศไม่ใช่แบบนี้ คิดง่ายๆ เลย เขามีพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลข่าวสารก่อนที่จะมีกฎหมายลักษณะนี้ ฉะนั้น เขาจะดูเรื่องพวกนี้ตลอด จะไปปราบปรามแต่ก็ต้องดูเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย
ของเราคนร่างก็บอกว่าเอามาจากโมเดลต่างประเทศนะ
ใช่ แต่ว่าเขาเอามาไม่หมด ในนี้เขาว่าเอามาจาก Convention on Cyber Crime แล้วถ้าจำไม่ผิดก็เอามาจากกฎหมายของอิตาลี ออสเตรีย แล้วก็โซนของ Southeast Asia ขยำรวมๆ กันหลายอัน
แต่ทีนี้ลองเข้าสู่ตัวพ.ร.บ.นิดหนึ่ง ในส่วนของฐานความผิด เขาจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ตอนแรกเขาแทบจะลอกเลียนแบบมาจาก Cyber Crime Convention เลย คือเรื่องความผิดต่อความครบถ้วนของข้อมูล อะไรอย่างนี้ แต่ตอนหลังเขามาเปลี่ยนเป็น 2 ส่วนใหญ่ ตั้งแต่มาตรา 5-13 เป็นลักษณะของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ถ้าใช้คำของตัวเองก็จะเป็น อาชญากรรมคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม แบบคลาสสิก เช่น การจัดระบบการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่มีอำนาจ การจารกรรมข้อมูล การดักลับ การก่อวินาศกรรม ปล่อยvirus ปล่อย worm อะไรก็ว่ากันไป
แล้วมาตรา 14-17 ถ้าดูให้ดีจะเป็นเรื่องอาชญากรรมไซเบอร์ ถามว่าอาชญากรรมไซเบอร์เป็นอาชญากรรมคอมพิวเตอร์หรือเปล่า จริงๆ แล้วมันก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่มันมีลักษณะที่ต่างไป แทนที่จะใช้ PC ธรรมดาของส่วนบุคคลก็เป็นการใช้เครือข่ายเช่น อินเตอร์เน็ต อินทราเน็ต เป็นช่องทางในการทำผิด ซึ่งจะมีลักษณะที่ต่างออกไปเช่น เหยื่อจะเพิ่มขึ้น ลักษณะความเสียหายจะกระจายขึ้น การหาพยานหลักฐานจะยากขึ้น การติดตามตัวผู้กระทำผิดจะลำบากขึ้น มันก็เลยมีการคิดนวัตกรรมคำนี้ขึ้นมาว่า อาชญากรรมไซเบอร์ หรืออาชญากรรมออนไลน์ อาชญากรรมอินเตอร์เน็ต ฯ
ทีนี้ในอาชญากรรมไซเบอร์ไม่ได้มีความผิดเรื่องเผยแพร่เนื้อหาที่ผิดกฎหมายอย่างเดียว แต่จะมีความผิดฐานอื่นด้วย เช่น การพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย จริงๆ การพนันไม่ได้ผิดทุกตัว รัฐจะกำหนดไว้ว่าการพนันนี้ถ้าแจ้งต่อรัฐ มาลงทะเบียน รัฐคุมได้ก็ไม่เป็นความผิด แต่หลังจากมีอินเตอร์เน็ตติดต่อกันง่ายขึ้นก็มีการเอาการพนันบางตัวที่ต้องแจ้งรัฐเอามาใช้ในอินเตอร์เน็ต มันก็เลยกลายเป็นการพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย
แล้วก็ยังมีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทางอินเตอร์เน็ต พวก File Sharing, qBittorrent, Bit Torrent อะไรพวกนี้ เป็นเรื่องใหม่ที่เข้ามายัดอยู่ในนี้ แต่ของเราไม่มี
อันที่จริงพวกการพนันผิดกฎหมาย การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มีความจำเป็นต้องเอามาใส่ไว้ในพ.ร.บ.คอมไหม เพราะมันก็เป็นความผิดที่มีอยู่แล้วในกฎหมายอื่น
มีการตั้งคำถามกันเยอะ ในต่างประเทศเองเขาก็ไม่ได้เอามาบัญญัติใหม่ เว้นแต่ว่ามันมีลักษณะพิเศษจริงๆ ถ้าถามโดยส่วนตัวเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเอามาบัญญัติใหม่ แต่ถ้าดูเหตุผลของคนร่าง เขาบอกว่าเพื่อความชัดเจน จะได้ไม่ต้องมาตีความกันอีกว่า หมิ่นประมาทในสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ จะผิดด้วยไหมถ้าเอามาไว้ในอินเตอร์เน็ต
แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าไม่จำเป็น อย่างเยอรมันเองเขาก็ใช้วิธีการแก้เข้าไปในของเก่า อย่างการหมิ่นประมาท การเผยแพร่ภาพลามก ถ้าทำในสื่ออินเตอร์เน็ต สื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็รวมด้วย แต่เราแยกออกมาบัญญัติใหม่ แล้วก็เน้นมากในเรื่องการเผยแพร่เนื้อหา เราไม่มีเรื่องการพนัน ไม่มีเรื่องลิขสิทธิ์นะ มันจึงเป็นแค่เพียงส่วนเดียวของอาชญากรรมไซเบอร์และเขาเน้นเหลือเกิน
อย่างนั้นต่างประเทศเขามีกฎหมายอย่างพ.ร.บ.คอม ไหม และครอบคลุมแค่ไหน
ขอยกตัวอย่างเยอรมันแล้วกัน เขาไม่มีตัวพิเศษแบบนี้ แต่จะใช้วิธีการแก้เพิ่มเข้าไป ถ้าเป็นอาชญากรรมคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม แบบคลาสสิก เขาก็จะแก้เพิ่มเข้าไปเป็นหนึ่งมาตราเลยในกฎหมายอาญา ในหมวดนั้นๆ เช่น ก่อวินาศกรรมคอมพิวเตอร์ ก็จะแก้เพิ่มเข้าไปในการทำให้เสียทรัพย์ การปลอมแปลงข้อมูลคอมพิวเตอร์ก็จะแก้เพิ่มไปในหมวดการปลอมแปลงเอกสาร หรืออย่างหมิ่นประมาทก็แก้เพิ่มเข้าไปอีกวงเล็บหนึ่งว่าให้รวมถึงออนไลน์ด้วย ส่วนกรณีละเมิดลิขสิทธิ์ ก็แก้ในกฎหมายลิขสิทธิ์ตัวใหญ่ของเขาให้ครอบคลุมมากขึ้น
อย่างนี้ถ้ามีความผิดบางอย่างที่มีอยู่แล้วในอาญา และมีในกฎหมายเฉพาะอันใหม่นี้ด้วย จะกลายเป็นโดนลงโทษทั้ง 2 กฎหมายไหม
ในทางอาญามันจะมีเพดานโทษอยู่ การกระทำอันเดียวถ้าผิดกฎหมายหลายเรื่องก็จะมีคลุมโทษอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวว่ามันจะมาบวกๆ กัน เพียงแต่มันอาจจะเกิดความสับสนเวลาเจ้าพนักงานจะตั้งข้อหาว่าจะตั้งตามกฎหมายฉบับไหนดี แต่หลักทั่วไปในทางการใช้กฎหมายก็คือ ถ้ามีกฎหมายเฉพาะให้ใช้กฎหมายเฉพาะก่อน
กรณีเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ใน 14(2) ก็มีบัญญัติแล้ว
เรื่องข่าวลืออันเป็นเท็จ มีอยู่แล้วในกฎหมายอาญา แต่เป็นลหุโทษ ในมาตรา 384 จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน ปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท แต่พอมาอยู่ใน พ.ร.บ.คอมแล้วกลายเป็นจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับหนึ่งแสนบาท ก็ไม่รู้ว่าทำได้ยังไง ใช้หลักเกณฑ์อะไร
ถ้าพูดกันตรงๆ มาตรา 14 (2) นี้ต้องตัดไปเลย นอกจากจะขัดกับหลักกฎหมายอาญาเพราะความคลุมเครือแล้ว ถ้าเทียบดูเรื่องโทษก็จะเห็นว่าโทษมันเกินไปมาก
ฉะนั้นพ.ร.บ.นี้ ปัญหาก็คือ มาตรา 14(2)
มีอีกเยอะ (หัวเราะ) นี่เพิ่งอันแรก
ขอย้อนกลับมานิดหนึ่งเพื่อเป็นข้อมูล กรณีเรื่องที่ว่าหลักไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย ซึ่งเป็นหลักทางอาญานั้น ตอนหลังๆ มาเขามีการถกเถียง และมีข้อเสนอเหมือนกันว่า เนื่องจากกฎหมายลักษณะนี้ เกี่ยวกับเทคโนโลยี ฉะนั้น จึงควรดึงหลักเรื่องความยืดหยุ่นมาใช้แทน ไม่ควรเคร่งครัดเกินไปเดี๋ยวจะล้าสมัย ที่เยอรมันก็มีการพูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน ถ้าเราดูผิวเผินก็เหมือนจะเป็นอย่างนั้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่
หลักความยืดหยุ่น ควรจะใช้ก็เฉพาะกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์แบบคลาสสิกที่เราว่าไป เพราะมันมีการเปลี่ยนแปลงตลอด ยกตัวอย่างง่ายๆ ในนี้มีมาตราหนึ่งที่ว่าการเผยแพร่เครื่องมือในการกระทำความผิด เช่น เครื่องมือในการเจาะระบบ อาจเป็นโปรแกรมอะไรพิเศษซักอย่าง กฎหมายเขียนได้แค่ว่าการเผยแพร่โปรแกรม แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าโปรแกรมอะไร เพราะมันพัฒนาไปเรื่อยๆ หรือการก่อวินาศกรรม การปล่อย virus ปล่อย worm กฎหมายก็ระบุชัดไม่ได้ เพราะวันนี้มีแค่นี้ พรุ่งนี้มีตัวอื่นขึ้นมาเป็นโปรแกรมcat dog อะไรก็ได้ ตรงนี้จึงใช้หลักความยืดหยุ่นได้ เป็นไปตามพัฒนาการของเทคโนโลยี
แต่กลับมาที่อาชญากรรมไซเบอร์ ประเภทที่ว่าด้วยเรื่องการเผยแพร่เนื้อหา ถามว่าตรงนี้ต้องยืดหยุ่นหรือเปล่า ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งการพูดบางเรื่องอาจเป็นความผิดตามบรรทัดฐานของแต่ละสังคมในยุคนั้น อย่างของเยอรมันมีเรื่องห้ามพูดเรื่องชาตินิยมนาซี ห้ามเห็นด้วยกับความคิดแนวชาตินิยมขวาจัด แต่บรรทัดฐานของสังคมไม่ใช่เกิดขึ้นได้ชั่วข้ามคืน คุณจะบัญญัติให้ยืดหยุ่นทำไม บัญญัติให้ชัดเจนลงไปว่าวันนี้คุณพูดเรื่องนี้ผิด และถ้ามันเปลี่ยนไปคุณก็มีเวลาในการแก้ ดังนั้น มันจึงต้องแยกกัน ใช้หลักความยืดหยุ่นได้กับเรื่องทางด้านเทคนิค เทคโนโลยี
อย่างเรื่องปิดกั้น มาตรา 20 เขียนว่าขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน มันคืออะไร หรืออย่างเรื่องความมั่นคง มันควรต้องเจาะลงไปว่าเรื่องนี้พูดไม่ได้ และเรื่องนั้นมันคือเรื่องอะไร อย่าง 14 (3) ก็ยังเจาะลงไป ประชาชนจะได้เห็นชัดเจนว่าอะไรบ้าง

มาตรา ๒๐ ในกรณีที่การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการทำให้แพร่หลาย ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาคสอง ลักษณะ ๑ หรือลักษณะ ๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อย
หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคำร้อง
พร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูล
คอมพิวเตอร์นั้นได้
ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่ง ให้
พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการระงับการทำให้แพร่หลายนั้นเอง หรือสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการทำให้
แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นก็ได้

ดูๆ แล้วจากกรณีที่มีการจับกุมอันเกิดจากพ.ร.บ.นี้ เหมือนมีลักษณะร่วมบางประการในเรื่องของการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ กฎหมายนี้ดูเหมือนเป็นกฎหมายลูกของมาตรา 112 หรือเปล่า
(หยิบเอกสารให้ดู) ลองค้นดูเจอสรุปสาระสำคัญการประชุมกรรมการวิสามัญ ที่เขาแปรญัตติก่อนจะมีการบังคับใช้กฎหมายนี้ คนที่แปรญัตติบางคนก็พูดชัดเจนว่าเป็นกฎหมายลักษณะแบบนั้น
ดูเหมือนคนร่าง คนแปรญัตติก็มีเป้าหมายชัดเจน
ชัดเจน แต่จริงๆ เรายังพูดไปไม่ถึงมาตรา 20 นะ มาตรา 20 มีขึ้นมาเมื่อช่วงนั้นเอง ตอนร่างที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม สี่ ห้า ไม่มีเรื่องนี้ เพิ่งโดยยัดเข้ามาตอนสมัยคมช. ซึ่งมันมีประวัติของมันอยู่ว่า ก่อนหน้านี้มีการปิดเว็บกัน แต่พอคนโดนปิดถามว่าใช้อำนาจอะไรในการปิด เจ้าพนักงานก็จะอ้ำอึ้ง ตอบไม่ได้
เจ้าหน้าที่ก็จะบอกว่าใช้ คปค.ฉบับที่5
ก่อนหน้านั้นอีก เขาปิดกันเยอะนะ แต่เราไม่รู้ เจ้าหน้าที่ก็มักตอบไม่ได้ แล้วพอเจอประกาศคณะปฏิวัติฉบับ 5 เข้าไปก็เริ่มชัดเจนว่าฉันมีอำนาจ ก็ใช้อยู่พักหนึ่ง แล้วก็เกิดตัวมาตรา 20 ขึ้นมา และในมาตรา 20 เองก็คลุมเครือ
มาตรา 20 นี่มันส์มาก จริงๆ ก่อนที่จะมีมาตรานี้ ตัวเองก็เห็นด้วยนะ ในแง่ที่ว่า เฮ้ย มันต้องมีมาตราที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อจะชี้ว่าอะไรที่ควรปิด หรือไม่ควรปิด แต่ว่าที่คิดเอาไว้ในหัวก็คือต้อง “เปิดเป็นหลัก” จะปิดก็ต่อเมื่อ จุด จุด จุด เป็นข้อยกเว้นไง ซึ่งต้องตีความจำกัดมากว่าอะไรที่ปิดได้ แต่ปรากฏว่าพอมันออกมาแล้วกลายเป็น “ปิดเป็นหลัก”
ในต่างประเทศไม่ใช่ไม่มี ประเทศเสรีก็มีการปิดกั้นกัน ในเยอรมันก็มีเคสที่ต่อสู้กันยาวนานมาก ปี 2001 2005 เรื่องการไปปิดกั้นเว็บไซต์ 2-3 เว็บที่เกี่ยวกับชาตินิยมนาซี แล้วก่อนหน้านี้ราวปี 1986 ก็มีการปิดกั้นกัน ในเยอรมันเขาถกเถียงกันหนักเรื่องว่าควรปิด หรือไม่ปิด แล้วล่าสุดในปัจจุบันนี้มันได้ข้อสรุปว่า มาตรการปิดเว็บ ควรเป็นมาตรการสุดท้าย หลังจากที่ใช้มาตรการอื่นไม่ได้ผลแล้ว เช่น การเตือน ฯลฯ แต่ของเราเวลาคนร่างเขาถกเถียงกัน เขาเถียงว่า ใครจะใช้อำนาจในการปิด จะปิดบางส่วนหรือปิดมันทั้งเว็บ
บ้านเรามันมีความสามารถพิเศษในการดูถูกวิจารณญาณคนดู คนอ่านให้ต่ำไว้ก่อน ดังนั้น คอนเซ็ปท์มันจึงกลายเป็นว่าปิดเป็นหลัก และปิดอย่างไรให้ทรงประสิทธิภาพ แถมยังกำหนดไม่ชัดอีก ไปเจอเรื่องขัดต่อความสงบหรือศีลธรรมอันดีก็งงแล้ว
มันมีประเด็นนิดหนึ่งว่า จริงๆ แล้วมาตรา 20 ไม่ใช่โทษอาญา มันคือการปิด ก็มีคนตั้งคำถามว่า ไม่ใช่โทษทางอาญา ก็ไม่ตกอยู่ภายใต้หลักกฎหมายอาญาที่พูดไปสิ โทษอาญามี 5 อย่างคือ ริบทรัพย์ ปรับ กักขัง จำคุก และประหารชีวิต วงการกฎหมายเราสอนมาแบบนี้ ไปถามศาลศาลก็จะบอกแบบนี้ว่าอะไรที่จะตกอยู่ในหลักไม่มีความผิด ไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมายก็ต่อเมื่อกฎหมายนั้นมีโทษทางอาญา 5 ฐานนี้เท่านั้น จะไม่ตีความไปถึงการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในเรื่องอื่นเลย
แต่โดยส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยกับการตีความแบบนี้ วันก่อนไปถามอาจารย์ที่สอนอาญาว่าอาจารย์เห็นยังไง แกก็ว่าไม่เห็นด้วยนะ คือ มันต้องดูเจตนารมณ์ บางเรื่องลิดรอนสิทธิเสรีภาพมากกว่าการกักขังอีก ฉะนั้นจะมาบอกว่าไม่ใช่โทษอาญา บัญญัติคลุมเครือได้ มันไม่ใช่ เพราะที่สุดแล้วก็ลิดรอนสิทธิเสรีภาพคนเหมือนกัน
คำว่า “ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีต่อประชาชน” ก็มีอยู่ในกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงทั้งนั้น
ใช่ แล้วมันมีโทษอะไร ถ้ามันลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ก็ฟ้องศาลปกครองได้เลย เพราะมันไม่ควร จริงๆ ไอ้คำนี้มันปรากฏในกฎหมายแพ่งและกฎหมายเอกชน เช่น คุณห้ามไปทำสัญญาที่ขัดกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีนะ ถ้าคุณไปทำสัญญาแบบนั้น สัญญานั้นเป็นโมฆะใช้บังคับไม่ได้ อย่างเช่นไปทำสัญญาเป็นภรรยาน้อย อย่างนี้ก็ใช้บังคับไม่ได้เพราะมันขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี แต่ผลมันก็แค่สัญญาไม่มีผล ไม่ได้ไปลิดรอนอะไรใคร ไม่ได้บังคับอะไรใคร
แล้วทางออกของมาตรา 20 จะเป็นยังไง
ตอนแรกมาตรานี้เขาให้ปิดกันได้เลยโดยไม่ต้องผ่านศาล แต่ตอนหลังเขามามีการปรับเปลี่ยน มาตรา 20 ให้เจ้าพนักงานขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีไอซีที แล้วก็เอาไปขอหมายศาล ตอนแรกที่เขาจะไม่ขอเพราะมองว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องรวดเร็ว แต่ตอนหลังมีการประท้วงกันก็เลยใช้อำนาจศาล
คำถามที่ต้องตั้งก็คือ การปิดเป็นมาตรการเร่งด่วน ถ้าใช้รัฐมนตรีไอซีที และศาลมันถูกไหม กลายเป็นคนของรัฐเป็นผู้กลั่นกรองทั้งหมด อย่างนี้เราใช้คณะกรรมการได้ไหม เป็นคณะกรรมการร่วมหลายฝ่าย ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต กรรมการสิทธิมนุษยชน ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ต หรืออะไรก็ตามแต่มานั่งร่วมกันเป็นคณะกรรมการ แล้วพอมีคำร้องขึ้นมาก็ช่วยกันพิจารณา เพราะมันเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพด้วยน่าจะมีมุมมองจากหลายฝ่าย คุณยอมรับหรือเปล่าว่าพ.ร.บ.นี้เป็นกฎหมายเฉพาะ เป็นลักษณะพิเศษ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องตั้งคณะกรรมการพิเศษมาพิจารณา
ยังมีมาตราอื่นอีกไหมที่เป็นปัญหา
นี่ยังไม่ได้พูดถึงมาตรา 15 มาตรานี้ก็ร้ายกาจ มันเหมือนเป็นการรองรับคอนเซ็ปท์เรื่องการเซ็นเซอร์ตัวเองที่เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นเรื่องการกำหนดโทษให้กับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต

มาตรา ๑๕ ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔
ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตาม
มาตรา ๑๔

ปัญหาของมาตรา 15 คือ อันแรก เป็นเรื่องไม่แยกประเภทของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตมันมีหลายประเภท content provider, host provider, access provider มันควรต้องแยก
อันที่สองคือ การใช้ยาแรง คือ โทษเท่ากับตัวการ
เจออันนี้เข้าไปผู้ให้บริการทุกประเภทกลัวหมด เพราะมันโดนหมดทั้งสาย เจอยาแรงแถมยังคลุมเครืออีก เพราะมันอ้างอิงกับมาตรา 14 บอกว่าผู้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ตจะต้องรับโทษหากมีการสนับสนุน ยินยอมให้กระทำผิดตามมาตรา 14 ทีนี้พอมีเค้าก็ปิดก่อนเลย นี่คือการรองรับการเซ็นเซอร์ตัวเอง
คำถามที่ต้องตั้งคือ โทษเท่าตัวการ ควรเป็นอย่างนั้นไหม เราต้องตั้งคำถามในแง่หลักคิดเลยว่า ตอนคุณคิดคุณตั้งใจให้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตรับผิดในการกระทำของใคร มันมีอยู่ 2 อัน คือ รับผิดในการกระทำของเขาเอง กับรับผิดในการกระทำของคนอื่น
และจะรับผิดในการกระทำของเขาเองได้ก็ต่อเมื่อรัฐกำหนดหน้าที่ให้เขาตรวจสอบกลั่นกรองเนื้อหา แต่ถ้าเขารับผิดในการกระทำของคนอื่น คือมีคนนั้นคนนี้มาโพสต์แล้วคุณยินยอมปล่อย ถามว่ารัฐใช้หลักคิดอะไรมากำหนดมาตรา 15 ไม่รู้ รัฐไม่มีคำอธิบาย
ถ้าถามจี้ลงไป สมมติรัฐบอกว่า ผมใช้หลักการรับผิดในการกระทำของตัวเอง คำถามคือ ถ้าคุณบอกว่าใช้หลักนี้ แล้วทำไมโทษถึงไปอิงกับคนอื่นหรือตัวการ แต่ถ้ารัฐกลับคำบอกว่าผมใช้ความรับผิดของคนอื่น แล้วทำไมโทษถึงเท่าตัวการ เพราะมันเป็นการกระทำของคนอื่น และลักษณะถ้อยคำก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นการสนับสนุน อย่างมากก็เป็นได้แค่ผู้สนับสนุน ซึ่งมีโทษแค่ 2 ใน 3 สรุปแล้วมันอธิบายไม่ได้เลย แค่หลักคิดก็งงแล้ว
ในต่างประเทศมีแบบนี้ไหม
อย่างเยอรมัน มีกฎหมายเฉพาะเรื่องความรับผิดชอบของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต และแยกประเภทต่างๆ ประเภทไหนควรรับแบบไหน แค่ไหน แต่วิธีคิดของเขา ต้องบอกว่าเขาไม่ได้กำหนดขึ้นมาเพื่อกำหนดความรับผิด แต่กำหนดขึ้นมาเพื่อกำหนดเอกสิทธิ์ที่จะไม่ต้องรับผิด จะรับผิดก็ต่อเมื่อ จุด จุด จุด มันต่างกันนะคะ
ของเยอรมัน ชัดเจนว่า ถ้าเป็น content provider คุณเผยแพร่ข้อมูลของคุณ อาจจะมีใครเขียนให้ แต่ยอมรับว่าเป็นข้อมูลของคุณอันนี้ต้องรับผิดชอบแน่นอน ไม่มีปัญหา แล้วก็แยกเป็น access provider คนที่เล่นทางเรื่องเทคนิคการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต อันนี้เขาบอกเลยว่าไม่ต้องรับผิด เว้นแต่คุณรู้จริงๆ ถึงเนื้อหาที่ผิดที่จะเอาเข้าไปในอินเตอร์เน็ต หรือคุณไปแก้ไขเนื้อหานั้นจนเกิดความผิดขึ้นแล้วเอาเข้าไปในอินเตอร์เน็ต หรือมีเจตนาร่วมกันกับคนทำ ชัดเจนมาก แต่โดยหลัก access provider ไม่ต้องรับผิดเพราะเขาเป็นแค่ทางผ่าน ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา ในส่วนของ host provider พวกที่มี server แล้วเอาข้อมูลมาฝากไว้ โดยหลักจะต้องรับผิด เว้นแต่คุณไม่รู้ว่าเนื้อหามันเป็นความผิดอย่างไร หรือถึงแม้จะรู้แล้วแต่ในทางเทคนิคทำไม่ได้ ปิดกั้นไม่ได้ ลบไม่ได้ อย่างนี้ก็ไม่เป็นไร หรือแม้ถึงจะรู้แล้ว ทางเทคนิคทำได้ แต่จะเกิดภาระอันหนักหน่วงสำหรับผู้ให้บริการประเภทนั้นจนทำไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ภาระอันหน่วงก็เช่น การปิดอันเดียวแล้วไปกระทบกับอันอื่นๆ ก็เสี่ยงจะโดนฟ้องร้องจากลูกค้าเพราะมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอยู่
หลักๆ ทั่วไปแล้วก็คือ ไม่ต้องรับผิด ยกเว้นพฤติกรรมคุณแย่มากจริงๆ ถึงจะต้องรับผิดอะไรบางอย่าง แต่ของเราไม่ใช่ แยกประเภทก็ไม่แยก แถมยังรับผิดเข้าตัวการอีก อย่างนี้ก็ชัดเจนว่า เซ็นเซอร์ตัวเอง ง่ายๆเลยเพราะหลักคิดมันต่างกัน
เยอรมันเขาปรับปรุงกฎหมาย หรือเถียงกันเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
อย่างการแก้กฎหมายเรื่องอาชญากรรมคอม นี่ตั้งแต่ปี 1986 แล้วเขาก็แก้กันมาตั้งหลายรอบแล้ว
พ.ร.บ.คุ้มครองส่วนบุคคล ของไทยก็รู้สึกจะผ่าน ครม. อยู่ในชั้นกฤษฎีกาแล้ว
ถ้าจะพูดถึงประวัติมันแล้ว มันมีโปรเจ๊กในการร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีมาตั้งแต่ปี 2541 มีอยู่ 6 ฉบับ ร่างกันมาเรื่อยๆ แล้วก็ออกมาตัวเดียวในปี 2545 คือ ธุรกรรมออนไลน์ แล้วก็มาพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ขอพูดนิดหนึ่งว่า อันนี้ไม่ใช่ พ.ร.บ.อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ หรือ computer crime นะ แต่เป็น พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือ computer related crime ซึ่งมีกว้างกว่าคำว่าอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ มันไม่เหมือนกัน
อาจารย์ยังเห็นปัญหาในมาตราไหนอีกไหม
ยังมีปัญหาอีกในหมวดพนักงานเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจรัฐ ตั้งแต่มาตรา 18 -21 เป็นเรื่องการใช้อำนาจ จับ ค้น ยึด ถอดรหัส อะไรมากมายก่ายกอง จริงๆ ในแง่การเขียนก็พอใช้ได้เพราะจะทำได้ก็เฉพาะกับความผิดในพ.ร.บ.ฉบับนี้เท่านั้น แต่ประเด็นปัญหาที่เห็นคือ ในมาตรา 18 เขาให้ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรแค่ใน (4) ถึง (8) เพื่อแจ้งกับคนที่จะโดนกระทบ แต่ไม่ได้พูดถึง (1) กับ (3) ซึ่งเป็นการเรียกข้อมูลจราจร นู่น นี่ นั่น ที่จะสามารถสืบหาตัวผู้กระทำความผิดได้ เขาไม่ได้กำหนดให้ทำหนังสือแจ้งไปที่คนที่ถูกเรียก ทั้งที่มันควรทำทุกขั้นตอนเพื่อความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน
อีกอันที่ของไทยเราไม่มี แต่ของคนอื่นเขามี คือการจัดลำดับการใช้มาตรการ จะเห็นว่ามันมีวงเล็บเรียงลงมาก็จริง แต่ว่าไม่ได้กำหนดว่าควรใช้อันไหนก่อน อันไหนหลัง บางอันมันใช้อันนี้แล้วไม่จำเป็นต้องใช้อันอื่น เช่น ทำสำเนาได้แล้วไม่จำเป็นต้องยึดตัวเครื่อง เป็นต้น
อย่างของเยอรมันเขาจะมีหลักใหญ่เลยในการสืบสวน สอบสวน หาพยานหลักฐาน เรียกว่า หลักความสมเหตุสมผล เข้าใจว่าเขียนในรัฐธรรมนูญเลย
มันมี 3 ขั้นตอน คือ 1. ต้องเลือกใช้มาตรการที่เหมาะสมกับคดีนั้นๆ ถ้ามีหลายมาตรการก็ต้องเลือกมาตรการใดมาตรการหนึ่งที่เหมาะสมที่สุด 2.ต้องเลือกใช้เฉพาะที่จำเป็นจริงๆ 3. ต้องใช้มาตรการที่ไม่เกินกว่าเหตุ ถ้าไปสร้างภาระ หรือกระทบสิทธิเขาเกินกว่าเหตุ คุณก็ต้องเลี่ยงไปใช้อันอื่น
แต่ของเราไม่มีเลย แล้วแต่สะดวกว่าเจ้าหน้าที่จะใช้อะไร เอาแบบได้แน่ๆ แล้วกัน
อย่างบางกรณีที่เกิดขึ้นแล้ว เจ้าหน้าที่สำเนาข้อมูลไปทั้งหมด ไม่เลือกเลย เอารูปส่วนตัว อะไรไปด้วย อย่างนี้ทำได้ไหม
จริงๆ เจ้าหน้าที่ต้องคัดเลือก สำเนาไปได้เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความผิดเท่านั้น โต้แย้งได้เลย มันคือหลักเท่าที่จำเป็น
แต่มาตรา 22-24 ก็เป็นการคุ้มครองข้อมูลกลายๆ นะ อาจจะพอถูไถในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลได้บ้างในช่วงที่ไม่มีพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลข่าวสาร แต่มันก็กลับมาสู่มาตรา 26 ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการเก็บข้อมูลจราจรไว้ไม่น้อยกว่า 3 เดือน เรื่องเวลาไม่ค่อยมีปัญหานะของเยอรมันกำหนดไม่เกิน 6 เดือน แต่มันกลายเป็นว่าคุณออกมาตรา 26 มาก่อน แต่ยังไม่มีมาตรการคุมผู้ให้บริการเลย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเขาจะเอาข้อมูลไปทำอะไรต่อหรือเปล่า ของต่างประเทศเขามีพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลก่อนจะมีแบบพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ด้วยซ้ำ
เรารอมา 9 ปี กับพ.ร.บ.นี้ แทนที่จะออกมาให้ชื่นใจ กลับมาเป็นตรงกันข้าม
บางคนตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าอยากได้กฎหมายที่ผลักดันยากในรัฐบาลพลเรือนไม่ว่าจะเป็นกฎหมายสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ถ้าผลักดันในสมัยรัฐประหารก็จะเป็นไปได้
มันก็เลยออกมาเป็นแบบนี้ไง
ดู พ.ร.บ.ฉบับเต็มได้ที่http://www.cpc.ku.ac.th/news/50_july/(%20.%20.%20.%20).PDF

สัมภาษณ์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ: “ตอนนี้เป็นคนไทยกี่ฝ่ายที่ต่อสู้กัน ขณะที่กัมพูชาเหลืออยู่ฝ่ายเดียว”

ที่มา ประชาไท

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ประเมินความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา จะกลายเป็นความรุนแรงภายในประเทศไทยเองเพราะการตอบโต้ระหว่างขั้วการเมืองในไทยทีรุนแรงทั้งฝ่ายทักษิณและอภิสิทธิ์ ขณะที่ภาพลักษณ์ประเทศไทยกำลังตกต่ำในเวทีโลกพร้อมฉุดให้อาเซียนกลายเป็นตัวตลก ติงสื่อใช้วาทกรรมชาตินิยมแบบเก่า

วันนี้ (8 พ.ย. 52) ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ผู้บุกเบิกโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสถาบันที่มุ่งสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจประเทศเพื่อนบ้านของไทยในภูมิภาคอุษาคเนย์ ให้สัมภาษณ์ประชาไทถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งชาญวิทย์แสดงความวิตกกังวลว่า จะบานปลาย ขณะเดียวกันมีแนวโน้มว่าความรุนแรงจากความขัดแย้งจะขยายวงเป็นความรุนแรงในประเทศไทย เพราะขณะนี้ ไทยแตกเป็นหลายฝ่าย ขณะที่กัมพูชาไม่มีฝักฝ่ายทางการเมืองผนวกกับการเมืองระหว่างประเทศคงไม่สนับสนุนความขัดแย้งในภูมิภาคอาเซียน

000

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และผู้ก่อตั้งโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มธ.

จากกรณีความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ไทยใช้มาตรการรุนแรงเกินไปหรือไม่ และจะเกิดผลกระทบอย่างไร
ในเบื้องต้นผมคิดว่าการเรียกทูตกลับนั้นรุนแรงเกินไป เพราะมีมาตรการอื่นๆ ทางการทูตที่ยังทำได้ก่อนขั้นตอนเรียกทูตกลับ ดังนั้นในเบื้องต้น เรื่องนี้ถูกทำให้เป็นการเมืองภายใน ที่เริ่มต้นจากการเมืองภายในประเทศไทยเอง คือระหว่างคุณอภิสิทธิ์ กับคุณทักษิณ ซึ่งขยายไปเป็นการเมืองระหว่างประเทศ แล้วก็เป็นมาตรการซึ่งมองแต่ทางด้านของการเมือง โดยไม่เอาเรื่องเศรษฐกิจมาพิจารณา และไม่เอาเรื่องภูมิภาคมาพิจารณาด้วย คือ อาเซียน ดังนั้น ผมก็มองว่าทุกอย่างถูกทำให้เป็นการเมืองไปหมด

เราไม่ได้มองถึงผลเสียหายระยะยาวที่ตามมา ผมคิดว่าในกรณีนี้เป็นการนำชาตินิยมแบบเก่ามาใช้ในบริบทที่มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ในขณะนี้ขนาดของการลงทุนในกัมพูชามีมากมายมหาศาลเป็นจำนวนเงินกว่าพันล้านบาท และมีการลงทุนขนาดใหญ่มากๆ ตั้งแต่บริษัทใหญ่ๆ เช่น ปูนซีเมนต์ ธนาคารไทยพาณิชย์ โรงแรมขนาดใหญ่ก็ดี ไล่ลงมาถึงระดับกลาง ประเภทโรงงานอุตสาหกรรม หรือธุรกิจการค้า จนกระทั่งระดับเล็กน้อยที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนโดยคนระดับเล็กๆ

ผมว่านี่เป็นสถานการณ์ใหม่ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในอดีต ความขัดแย้งเรื่องเขาพระวิหารใน พ.ศ. 2505 ไม่มีบริบทพวกนี้เลย แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก

อาจารย์มองบทบาทของสื่อไทยต่อกรณีนี้อย่างไร
สื่อตกอยู่ในวาทกรรมชาตินิยมเดิม เป็นชาตินิยมเก่า ผมว่าการมองเรื่องนี้เป็นเรื่องเกียรติภูมิศักดิ์ศรีของประเทศนั้นเป็นวิธีการมองแบบเก่า เป็นการมองแบบการเมือง แต่ไม่ได้มองมิติทางเศรษฐกิจ หรือความร่วมมือในภูมิภาค

ผลการประชุมที่ประเทศญี่ปุ่น พบว่าทั้งญี่ปุ่นและสิงคโปร์ แม้แต่เลขาธิการอาเซียน คุณสุรินทร์ พิศสุวรรณ ก็แสดงความวิตกกังวลและเป็นห่วงเป็นใย ซึ่งความขัดแย้งครั้งนี้จะกระทบต่ออาเซียน ทำให้องค์กรอาเซียนกลายเป็นตัวตลกไป เพราะนี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังเมื่อประชาคมอาเซียนมีกฎบัตรอาเซียนได้ไม่นาน ภาพของไทยต่อโลกในฐานะเป็นประเทศใหญ่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองสูงก็จะตกต่ำในวงการระหว่างประเทศ

เมื่อมองในแง่นี้ ในเบื้องต้นผมคิดว่าประชาธิปัตย์ได้แต้มในตอนแรก ในแว่บแรกดูเหมือนเป็นมาตรการที่คนทั่วไปพอใจ แต่ระยะยาวเมื่อมีผลกระทบรุนแรง ผมไม่แน่ใจ มันอาจจะพิสูจน์ได้เมื่อมีการเลือกตั้งอีกครั้ง และผลสำรวจความคิดเห็น หรือโพลล์ก็จะเปลี่ยนในเวลาอีกไม่นาน ผมดูจากคอลัมน์ต่างๆ ในหนังสือพิมพ์ภายในเวลาสองวันเสียงติติงก็เริ่มเกิดขึ้นแล้ว

ฝ่ายไทยจะลดระดับความขัดแย้งนี้ลงได้หรือไม่ อย่างไร
ต้องพยายามไม่ให้เรื่องบานปลาย แล้วไม่ให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่บานปลายไปถึงเรื่องของความมั่นคง แต่จากการสังเกตผมคิดว่า ทหารของทั้งสองประเทศยังไม่เล่นด้วย ผู้นำทหารทั้งสองฝ่ายยังไม่ลงมาเล่นในเกมนี้ ไม่ว่าจะเป็นท่าทีของกองทัพบกฝ่ายไทย หรือกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาก็ดี แต่นี่ก็เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจมากว่าในการเมืองระหว่างเหลืองแดง สีเขียวยืนอยู่ตรงไหน

กลับมาประเด็นที่ว่าในที่สุดแล้ว ถ้าเราประเมินจริงๆ ถามว่านี่เป็นมาตรการที่รุนแรงเกินไปหรือไม่ และจะบานปลายหรือไม่ ผมเห็นว่าเป็นอย่างนั้น

แต่ในขณะนี้ทางนายกรัฐมนตรีไทยยังมีท่าทีแข็งกร้าว และยืนยันว่าเป็นปัญหาที่ทางกัมพูชาสร้างขึ้นกัมพูชาก็ต้องแก้ไข
เขาก็ต้องพูดอย่างนั้น ผมคิดว่าคุณทักษิณและคุณชวลิตเล่นแรง และคุณอภิสิทธิ์ก็เล่นแรงตอบ ก็ต้องแปลว่าเกมนี้เข้าทางประชาธิปัตย์หรือเข้าทางทักษิณ ผมคิดว่าเบื้องต้นประชาธิปัตย์อาจจะได้คะแนน แต่เราสามารถฟังธงได้ไหมว่าชาตินิยมเก่าที่ใช้กันมาประมาณ 100 ปีจะได้ผล ถึงจุดนี้ชาตินิยมแบบที่เรารู้จักอยู่กับที่หรือกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนใหม่ ชาติคืออะไรและเป็นของใครกันแน่

ผมเชื่อว่าปัญหามันใหญ่โตและรุนแรงมาก ฝ่ายคุณอภิสิทธิ์จะแรง และคุณทักษิณและคุณชวลิตก็แรง ก็จะนำไปสู่การขัดแย้ง การนองเลือดหรือจลาจลในที่สุด ความเสียหายจะมีมาก

อาจารย์มองว่าความรุนแรงจะเกิดขึ้นในประเทศไทยมากกว่าจะเป็นความรุนแรงระหว่างประเทศอย่างนั้นหรือ
ตอนนี้เป็นคนไทยกี่ฝ่ายที่ต่อสู้กันขณะที่กัมพูชาเหลืออยู่ฝ่ายเดียว การ์ตูนเกาเหลาชามเล็ก (หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 6 พ.ย. 2552 ) พูดได้ชัดเจนมากว่าคนไทยคงลืมไปแล้วว่าเมื่อตอนที่เขมรแตกเป็นหลายฝ่ายนั้น คนไทยสนับสนุนเขมรแดงอย่างลับๆ อยู่หลายปี ตอนนี้เราก็ต้องเผชิญกับเขมรที่สนับสนุนไทยแดง

สำหรับความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น เนื่องจากกรณีความขัดแย้งครั้งนี้มีตัวแปรมาก ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น จีน ซึ่งยังคงให้การสนับสนุนความร่วมมือการลงทุนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ล่าสุดหลังการประชุมที่ญี่ปุ่นก็อนุมัติความช่วยเหลือการลงทุนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงกว่าสองแสนล้านบาท นี่ยังพอทำให้อุ่นใจว่า การเมืองระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ภูมิภาคอาเซียนก็ดี จีน ญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกาก็ดี คงจะไม่ให้ความร่วมมือด้วย ปัญหาก็ไม่น่าจะบานปลาย สิ่งที่ผมคิดว่าน่าวิตกก็คือการใช้กำลังทางทหาร แม้ว่าโดยอาวุธยุทโธปกรณ์ของไทยอาจจะเหนือกว่ากัมพูชา แต่เราไม่พร้อมที่จะรบในระยะยาว และไม่พร้อมหากจะต้องรบแบบสงครามกองโจร

สิ่งที่รัฐบาลไทยทำจะไม่มีผลบีบบังคับกัมพูชาเลยหรือ
สิ่งที่ฮุน เซน ทำเหมือนกับเป็นการวางแผนอย่างยืดยาวทีเดียว เพราะฉะนั้นแปลว่า ก็คงไปบีบกัมพูชายากมาก เอาเข้าจริงแล้ว คนที่รู้ประวัติศาสตร์สักหน่อยก็จะรู้ว่าปกติไทยมักจะเข้าไปแทรกแซงการเมืองภายในกัมพูชา แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่กัมพูชาเข้ามาแทรกแซงการเมืองภายในของไทย โดยมีลาวและเวียดนามเป็นพันธมิตร นี่เป็นครั้งแรกในมิติประวัติศาสตร์ เพราะจากประวัติศาสตร์ ที่เรียกว่า ‘อันนัมสยามยุทธ์’ ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่จะเห็นศึกระหว่างเวียดนามกับไทยที่พยายามเข้าไปแทรกแซงการเมืองกัมพูชา โดยต่างฝ่ายต่างต้องการให้คนของตัวได้เป็นจักรพรรดิ ในตอนนี้ กัมพูชาเข้ามาแทรกแซงการเมืองที่แตกแยกของไทย ก็แสดงว่าไทยนั้นแตกแยกกันเหลือเกิน

ผมคิดว่าเราต้องไม่ปล่อยสถานการณ์ดำเนินไปอย่างนี้ ต้องช่วยกันกระตุก หยุดยั้ง โดยเฉพาะสื่อมวลชน ซึ่งต้องทำการบ้านให้มากทีเดียวคือการเห็นสถานการณ์แล้วก็ใช้ Common Sense (สามัญสำนึก) มาวิเคราะห์นั้นทำไม่ได้แล้ว ต้องทำการบ้านหนัก ต้องรู้ประวัติศาสตร์ และการเมืองระหว่างประเทศด้วย

อภิสิทธิ์ชวนให้ญี่ปุ่นมาลงทุนในไทย...แต่ไม่มีที่ให้เขาลงทุน เขาเลยไปลงทุนเขมร?

ที่มา thaifreenews

จากคุณ : ขนมต้ม

ผมนั่งดูความพยายามของอภิสิทธิ์ ในการเชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่น ให้มาลงทุนในไทย ก็เลยอดที่จะตั้งกระทู้เตือนรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้

ประการแรกคือ
การที่อภิสิทธิ์ไปชวนนักลงทุนญี่ปุ่นมาลงทุนในไทยนั้น ไม่ได้เพิ่งชวน.
แต่ชวนนานแล้วตั้งแต่ตอนไปขอกู้เงินเขาใหม่ ๆ เขาก็มาลงทุนกัน

แต่ทีนี้ เจอกระแสต่อต้านจากกลุ่มเอ็นจีโอ นำโดยกลุ่มลูกพี่ของรัฐบาลคือเอ็นจีโอสายพันธมิตร ไปปลุกกระแสต่อต้านโรงงานกว่า 40 โรง ในเขตนิคมมาบตาพุด
ทำให้ศาลปกครองได้สั่งระงับโครงการนี้เอาไว้ ก่อให้เกิดความเสียหายกว่าแสนล้านบาท

ผมจำได้ว่า มีข่าว ที่นักข่าวไปสัมภาษณ์ประธานหอการค้าญี่ปุ่นประจำประเทศไทย (หากจำผิดขออภัย) เขาให้สัมภาษณ์ว่า จะรอดูท่าทีก่อน หากไม่ได้จริง ๆ ก็เกิดความเสียหายกับประเทศเขามาก

ประการต่อมา
ได้ตรวจสอบดูข่าว ที่ทางญี่ปุ่นประกาศจะให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำมาลงทุนในประเทศลุ่มน้ำโขง โดยจะมีการลงทุนพัฒนาระบบรถไฟ ระบบน้ำ ฯลฯ นั้น พบว่า ญี่ปุ่นจะลงทุนให้กับสามประเทศ อันได้แก่
ลาว เขมร และ เวียดนามเป็นกรณีพิเศษ ในเขมรนั้น ญี่ปุ่นได้ร่วมลงทุน สร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญ (PPSEZ) โดยมีเป้าหมายดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นหลัก

ประการที่สาม
กฎหมายของกัมพูชา อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดินได้ 99 ปี จำกันได้มั้ยครับ
คนไทยกลุ่มหนึ่งออกมาด่าว่า รัฐบาลไทยยุคก่อนขายชาติ...แต่รัฐบาลกัมพูชา เขาไม่สนใจ
เขาก็ให้ต่างชาติเช่าืที่ดิน แล้วเก็บค่าเช่าเอา โดยจะมีการเชื่อมต่อถนนไปยังท่าเรือน้ำลึกสีหนุวิลล์ เพื่อจะเดินทางมาแหลมฉบังของไทย
(แต่ในอนาคต หากรัฐบาลไทยยังบ้าบออยู่ เขาก็จะวิ่งตัดเข้าไปหาสิงคโปร์และฮ่องกง โดยตรง)

ประการสุดท้าย
ผมคิดว่า การที่ญี่ปุ่นรีบเชิญกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงไป แล้วจะให้เงินช่วยเหลือในครั้งนี้
เพื่อเป็นการ "ตัดหน้า" จีน ที่กำลังจ้องภูมิภาคอินโดจีนเป็นมั่นเหมาะเหมือนกัน

ประเทศลาวนั้น ไม่ต้องพูดถึง เพราะแถวบ่อเ็ต็น ชายแดนลาว จีนนั้น เขาพูดภาษาจีนเสียเป็นส่วนใหญ่
ชาวหลวงน้ำทา ก็มีคนจีนเยอะ ยิ่งเวียดนามด้วยแล้ว สินค้าส่วนใหญ่ก็เป็นของจีนส่วนมาก

ฝรั่งเศสนั้น ด้วยความที่เจ้าอาณานิคมเดิมของทั้งสามประเทศ ก็ได้ให้ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีและการศึกษาไม่แพ้กัน

ถามว่า ประเทศไทยทำอะไรอยู่

ตอบ...ไล่จับทักษิณอยู่

การที่ผู้นำอาเซียน หักหน้าอภิสิทธิ์ ด้วยการไม่ร่วมเปิดงานประชุมอาเซียน ทำให้นักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่า เขาไม่สนใจไทยแล้ว แม้จะมีเหตุผลทางการทูตมาอ้างก็ตาม

ยิ่งเมื่อไทยส่งมอบตำแหน่งประธานอาเซียน ให้แก่เวียดนาม

ผลก็คือ เวียดนามไปประชุมที่อียู แนะนำตัว ตั้งแต่เขายังไม่ได้รับตำแหน่งเป็นทางการ

คุณทักษิณสมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้รับเชิญจากองค์กษัตริย์บรูไน ในฐานะพระสหาย ให้ไปร่วมงานฉลองพระชนมพรรษาที่บรูไน (คงจำกันได้นะครับ)

เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ที่รัฐบาลญี่ปุ่นเสนอมา ผมก็ไม่ทราบว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์จะเอาหรือไม่

แนวคิดเรื่องการแก้ไขหนี้นอกระบบของ รมว.คลัง กรณ์ จาติกวาณิช ตอนแรกผมฟังแล้ว เออ
รัฐบาลนี้ก็คิดดี ๆ เป็นเหมือนกัน แต่พอไปฟังพวกข้าราชการเขาบ่น ว่า ที่แท้รัฐบาลก็เข้าข้างธนาคาร เพื่อปรับโครงสร้างหนี้นี่เอง ก็เลยไม่แน่ใจว่า เขาคิดทำ เพื่อช่วยประชาชนคนเป็นหนี้จริงหรือไม่

หรือ คิดแต่จะกู้หนี้จากต่างชาติมาให้เป็นหนี้ท่วมอีก

พวก "คลั่งชาติ" จะช่วยใช้หนี้มั้ยหนอ??

สั้น ๆ นะครับ ไว้วันหลังจะสนทนาประเด็นนี้

คุณทักษิณเขาเป็นคนตั้ง ACD ขึ้นมา มีชาติสมาชิกในเอเชียตอนนี้รู้สึกจะยี่สิบกว่าชาติแล้วมั้ง

มีการประชุมอยู่ทุกปีครับ แต่หลังจากทักษิณโดนปฏิวัติ เขาไปประชุมกันเอง

คนไทยโง่ ๆ กลุ่มหนึ่ง ยังคิดว่า ประเทศไทย "เจ๋ง" ที่สุดในโลก ก็เลยเที่ยวไปทะเลาะกับเพื่อนบ้าน

วันก่อนผมเห็นตัวแทนสหรัฐ เข้าไปคุยกับนายก ฯ พม่า...แถมยังได้เจอกับอองซานซูจี

ผมเลยนึกสงสารอภิสิทธิ์ ที่ด่วนไปด่าพม่าไว้ก่อนหน้านี้ว่า ช่างไม่รู้อะไรเสียเลย

รู้ทัน...กระแสคลั่งชาติ...(Before Losing the Minds)

ที่มา thaifreenews

จากคุณ : ขนมต้ม


จากกระแสคลั่งชาติในหมู่ชนกลุ่มหนึ่งที่ปลุกเร้าระดมให้คนไทยส่วนใหญ่
เกิดความเกลียดชังประเทศเพื่อนบ้าน
และ เกลียดชังในตัวทักษิณ ชินวัตร รวมถึงอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับทักษิณนั้น
ทำให้เกิดคำถามว่า ใครกันแน่ที่ได้ผลประโยชน์จากกระแสนี้

กระแสคลั่งชาตินี้ หากจะมองย้อนไป เริ่มจากกลุ่มพันธมิตร ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการขับไล่
รัฐบาลทักษิณ, รัฐบาลสมัคร, และรัฐบาลสมชาย โดยมีพรรคการเมือง "ตาอยู่" คอยสนับสนุนข้าง ๆ อยู่ด้วย

ประโยคหนึ่งที่พวกเขานำมาหยิบยกว่า
เขมรไม่เคารพในกระบวนการยุติธรรมประเทศไทย ถือว่าเป็นการแทรกแซงกิจกรรมในประเทศนั้น

เมื่อตรวจสอบกลับไป พบว่า ไม่เฉพาะกัมพูชาเท่านั้น ที่มีความคลางใจในกระบวนการยุติธรรมของไทย

เห็นได้จาก อดีตทูตสหรัฐประจำประเทศไทย นาย William Itoh ในสมัยรัฐบาลคลินตัน ได้วิจารณ์การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ กรณียุบพรรคพลังประชาชน ว่า ทหารได้เข้ามามีบทบาท ในการไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลสมชาย เพื่อให้สลายกลุ่มพันธมิตรที่ไปปิดล้อมสนามบิน

(อ้างถึง
http://www.thomascrampton.com/thailand/ex-us-ambassador-critiques-thai-court-action/)

นอกจากนี้ เมื่อตอนเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2550 นั้น คณะกรรมาธิการของสหภาพยุโรป
ได้ทำหนังสือ เพื่อขอเข้าร่วมสังเกตการณ์ ในกระบวนการเลือกตั้งของไทย
เนื่องจากเขาได้รับรายงานว่า มีการส่งกองกำลังทหาร เข้าไปตามชุมชนต่าง ๆ เพื่อล็อบบี้ให้ไม่เลือกพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับทักษิณ ชินวัตร โดยเขาให้เหตุผลว่า เป็นไปตามบทบัญญัติของสหภาพยุโรป ที่ต้องเข้าไปตรวจสอบการเลือกตั้งของรัฐบาลทหารในทุกประเทศ

แต่ก็ได้ถูกปฏิเสธ ไม่ให้เข้าไปตรวจสอบ โดยอ้างอธิปไตยของไทย ของรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์

ทำให้คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป ทำได้เพียงแค่ สังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ เท่านั้น

นอกเหนือจากนั้น องค์กรนิรโทษกรรมสากล
โดยคุณ Zam Zarifi ได้แถลงข่าว ถึงระบบยุติธรรมของไทย ที่ให้การพิจารณาคดีความของ "ดา ตอร์ปิโด" เป็นความลับนั้น เขาได้ร่อนแถลงการณ์ไปยังสำนักข่าวบีบีซี ถึงความไม่ชอบมาพากลของระบบยุติธรรมของไทย โดยระบุว่า รัฐบาลไทยต้่องอธิบายว่า ทำไมการไต่สวนของคดีนี้ ถึงได้เป็น "ความมั่นคงของชาติ"

จากสามกรณีดังกล่าวนี้ จะเห็นได้ว่า ในสายตาของนานาชาิติ
ไม่เฉพาะกัมพูชา เท่านั้น ที่เห็นว่า ระบบยุติธรรมของไทย "มีปัญหา" ไม่เป็นไปตามหลักสากล

กลุ่มพันธมิตร ได้ผันตัวเองไปสู่การตั้งพรรคการเมือง แต่ด้วยความที่ว่า
พรรคนี้เป็นพรรคใหม่ ไม่มีสมาชิกในสภาฯจึงต้องอาศัยแนวร่วมพันธมิตรเดิมเป็นตัวชูโรงอยู่แล้ว

การที่ออกมาให้สัมภาษณ์ของแกนนำพรรค ฯ (ซึ่งก็คือแกนนำพันธมิตร) ต่อกรณี
ที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งครองตำแหน่งในภาคใต้ ออกมาต่อว่า ว่า การหยุดงานของสหภาพรถไฟใต้ เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใหม่ โดยระบุว่า "พรรคประชาธิปัตย์ ต้องการเป็นศัตรูกันใช่มั้ย" นั้น

ทำให้เห็นได้ว่า ทั้งสองพรรคการเมืองนี้ ต้องการ "แย่งมวลชน" ในเขตภาคใต้

ดังนั้น กระแสอะไรก็ตาม ที่ "ขายได้" ก็จึงจะต้องนำมาใช้กลยุทธ์
เพราะไม่ว่าจะเ็ป็นทั้ง ประชาธิปัตย์, เพื่อไทย, พรรคการเมืองใหม่ ฯลฯ
ต่างก็มีนักเลือกตั้ง ที่อยู่ในพรรคด้วยกันทั้งนั้น

ทุกคนต่างรู้ว่า อีกไม่นาน การเลือกตั้งใหม่คงจะเกิดขึ้นแน่
จึงต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อจะ "เอาใจ" ประชาชนคนมีสิทธิ์เลือกตั้งไว้ก่อน

จึงเป็นสิ่งที่ประชาชน ที่ยังมี "สติ" ทั้งหลาย
ควรจะได้รับรู้เท่าทัน เกมการเมืองเหล่านี้ไว้ด้วย ก่อนที่จะ "เสียสติ" ไปมากกว่านี้


http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8523091/P8523091.html

ชุมชน ‘ฟ้าเดียวกัน’ ออกแถลงการณ์ประณามการจับแพะกรณีทุบหุ้น

ที่มา Thai E-News

ที่มา เว็บไซต์ประชาไท
8 พฤศจิกายน 2552




เมื่อวันที่ 7 พ.ย.52 เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน ในนามผู้ประสานงานชุมชน ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง “ประณามการจับแพะกรณีทุบหุ้น” โดยระบุว่า การจับกุมผู้ต้องหาที่โพสต์ข้อความในเว็บบอร์ดทั้ง 3 คนเป็นการกระทำที่รัฐจงใจคุกคามสิทธิ เสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ด หรือกระดานสนทนาต่างๆ เพราะไม่ว่าจะพิจารณาในแง่มุมใด ผู้ต้องหาทั้งสามก็มิใช่ต้นเหตุของความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้น จึงเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีโดยเปิดเผย และยกเลิก พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นเหมือนส่วนขยายของมาตรา 112 ซึ่งขัดกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งรณรงค์ให้ประชาชนคัดค้านการดำเนินการเช่นนี้ของรัฐ

แถลงการณ์ประณามการจับแพะกรณีทุบหุ้น


การจับกุมอิสรชนสามท่าน ซึ่งได้แก่ คุณคฑา ปาจริยพงษ์ คุณธีระนันท์ วิปูชนินท์ และคุณ สมเจต อิทธิวรกุล ในข้อหาป่วนตลาดหุ้น จากข้อเท็จจริงคุณคฑา ได้แสดงความคิดเห็นถึงสาเหตุหลังเหตุการณ์หุ้นตกไปแล้ว และคุณจีระนันท์ ได้แปลข่าววิเคราะห์จากต่างประเทศถึงสาเหตุของการหุ้นตกที่ผ่านมา เห็นได้ว่า ทั้งสามท่านมิได้เป็น "ต้นเหตุ" ของภาวะเหล่านั้นไม่ว่าจะพิจารณาในทางใด เหล่านี้สะท้อนได้ว่า การจับกุมอย่างจงใจสะเพร่าเช่นนี้ เกิดขึ้นเพื่อรองรับมูลเหตุจูงใจบางประการ และพยายามเร่งขยายผลต่อไป เช่น การคุกคามเว็บบอร์ดของชุมชนฟ้าเดียวกัน(www. sameskyboard.com) เว็บบอร์ดประชาไท(www.prachataiwebboard.com) และกระดานสนทนาฟรีสปีช อื่นๆ โดยอาศัยกฎหมายล้าสมัยและไร้ศีลธรรมต่ำทรามอย่างที่สุด เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๑๑๒ ซึ่งพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ เป็นอีกหนึ่งในเครื่องมือแห่งการคุมคามนี้

การแสดงความคิดเห็น และการเผยแพร่ข่าวสารในเหตุการณ์ต่าง ๆ ล้วนเป็นสาระสำคัญพื้นฐานแห่งสิทธิเสรีภาพของประชาชน การอ้างภัยแห่งความมั่นคงนั้น ล้วนเป็นข้ออ้างของรัฐบาลเผด็จการทุกยุคสมัย

ในความเป็นจริง มีข่าวลือจำนวนมากในตลาดหุ้น รวมถึงปัจจัยตัวแปรต่าง ๆ การเจาะจงเรื่องนี้ ซึ่งก็คือ ข่าวลือเกี่ยวกับสถาบัน แสดงให้เห็นว่า ผู้มีอำนาจต้องการขยายผล เพื่อละเมิดสิทธิในเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนผู้ใช้อินเตอร์เน็ท- ชุมชนออนไลน์ต่างๆ โดยมีลักษณะเป็นเผด็จการในการปิดกั้นการรับรู้และแสดงออกทางการเมืองของ ประชาชน โดยพยายามอ้างนักลงทุนเป็นพวก

นอกจากนี้ ความปั่นป่วนในตลาดหุ้นที่เกิดขึ้น ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนมีความไม่ไว้วางใจต่อ "แถลงการณ์จากรัฐ" หรือ "แถลงการณ์จากราชสำนัก" ภายใต้สังคมที่ปฏิเสธความจริง หรือปิดกั้นเสรีภาพ อยู่เนือง ๆ ย่อมสร้างภาพแห่งความไม่น่าเชื่อถือ ไม่ว่านักลงทุนไทยหรือต่างชาติ คงตระหนักซึ้งในเรื่องเหล่านี้ดี

การถูกบังคับให้เชื่อ ให้ได้ยิน ให้ได้ฟัง อยู่ด้านเดียวนี้เอง เป็นกลไกหนึ่งที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือ "แถลงการณ์จากรัฐ" และ "แถลงการณ์จากราชสำนัก" จึงไม่น่าแปลกใจว่า "ข่าวลือ" จะสามารถปั่นป่วนตลาดหุ้นไทยได้ขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่แถลงการณ์สำนักพระราชวังได้ออกมาอย่างเนือง ๆ แต่หาสร้างน้ำหนักอันมีผลต่อการตัดสินใจไม่

ในครานี้ ฝ่ายรัฐ กลับตอกย้ำปมปัญหา โดยการคุกคามสิทธิเสรีภาพอีกครั้ง และเป็นการจับแพะได้อย่างน่าละอายยิ่ง วิญญูชนล้วนตระหนักดี และเล็งเห็นได้ว่าจะมีการ "หาเรื่อง" และ "จับแพะ" เพิ่มเติม การจงใจสะเพร่าเช่นนี้ จะอ้างว่า ให้พิสูจน์ในชั้นศาล ไม่อาจฟังขึ้น เพราะเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ อยากจับใครก็ได้ ให้พิสูจน์ในชั้นศาลเอาเอง ซึ่งขัดต่อหลักสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพในรัฐประชาธิปไตย และการบังคับใช้กฎหมายอย่างบิดเบือน อันบั่นทอนหลักนิติรัฐ เรื่องเหล่านี้ในนามชุมชนเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน ไม่อาจยอมรับได้ และขอเรียกร้องดังนี้

๑. แม้จะเป็นการเริ่มต้นดำเนินคดี อย่างมิชอบ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐ ได้ดำเนินคดีแล้ว ก็ต้องเคารพระเบียบกระบวนการทางกฎหมาย โดยหลักการประชาธิปไตยในโลกสากล ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ และรัฐธรรมนูญทุกฉบับของราชอาณาจักรไทย ได้เคารพในหลักการว่าผู้ถูกกล่าวหาคือผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะถูกพิสูจน์โดยกระบวนการอันชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำความผิด โดยกระบวนการพิสูจน์ตามกฎหมายนั้น จะต้องกระทำโดยเปิดเผยและให้โอกาสต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ในขณะนี้ ผู้ใช้อินเตอร์เน็ททั้งสามท่านที่ถูกดำเนินคดี จะต้องถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และ ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตลอดจนเจ้าพนักงานในกระบวนยุติธรรมทางอาญาทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามท่าน อย่างเปิดเผยและเป็นไปตามปฏิญญาสากลของสหประชาชาติ รัฐธรรมนูญ และกฎหมายด้วย

๒. พระราชบัญญัติความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ที่ถูกบังคับใช้ในครั้งนี้ ทำหน้าที่เสมือนส่วนขยายของ กฎหมายอาญาฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ซึ่งขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน มาตรา ๒ โดยชัดแจ้ง ในทางหนึ่ง แม้แต่องค์พระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันเอง ยังเคยมีพระราชดำรัสว่า กฎหมายดังกล่าวสร้างความเสื่อมเสียให้กับสถาบันกษัตริย์

๓. พลเมืองเสรีประชาธิปไตย โปรดประณามการจับกุมในรูปแบบนี้ และเผยแพร่พฤติกรรมที่น่าละอายของเจ้าพนักงานรัฐไทย แพร่ขยายไปยังสื่อทั้งในและนอกประเทศ

๔. พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ , บรรดากฎหมายซึ่งออกโดยคณะรัฐประหารทั้งปวง ตลอดถึงกฎหมายที่ละเมิดหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและที่ละเมิดต่อหลัก การสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน ทุกฉบับ ทุกมาตรา ต้องถูกยกเลิกโดยเร็วที่สุด

๕. การใช้อำนาจคุกคามสิทธิเสรีภาพทางความเห็น ไม่ว่าจะอาศัยอำนาจโดยในหรือนอกกฎหมาย ต้องไม่เกิดขึ้นอีก

๖. เราคาดว่าน่าจะมีการ"หาเรื่อง"และ" จับแพะ" เพิ่มเติม ซึ่งเราผู้รักประชาธิปไตยนั้นไม่เห็นด้วยและจะพยายามคัดค้านในทุกวิถีทาง

สุดท้ายนี้เราอาจกล่าวต่อท่านว่า แม้ท่านอาจจะปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงเจตนาเพียงใด แต่สิทธิอันท่านไม่อาจก้าวล่วง และไม่อาจหาเครื่องมือในการปิดกั้นหรือบังคับได้เลย คือ "สิทธิในการคิด ในความศรัทธา ในความรัก ในความเกลียดชัง" อันเป็นสิทธิสัมบูรณ์โดยแท้ที่ไม่มีผู้ใดเคยสามารถที่จะจำกัดบังคับได้

Sunday, November 8, 2009

ฮุนเซนเชิญแม้ว มาแน่12พ.ย. ประชุมเศรษฐกิจ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_45437

นายกรัฐมนตรีกัมพูชายืนยันแล้วว่า อดีตนายกฯไทย"พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"จะเดินทางไปกัมพูชาวันที่ 12 พ.ย.นี้ เพื่อทำหน้าที่ที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้แก่รัฐบาลกัมพูชา....

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้(8 พ.ย.)ว่า สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้แถลงข่าวที่ท่าอากาศยานนานาชาติพนมเปญว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปที่กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ เพื่อหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจของกัมพูชา 300 คน ผู้นำกัมพูชาถือโอกาสนี้ประกาศด้วยว่า จะถอนหน่วยพลร่มพิเศษออกจากพื้นที่พิพาทใกล้ปราสาทพระวิหาร จุดที่ทหารกัมพูชาและทหารไทยตรึงกำลังกันมาตั้งแต่ปีก่อน.

จักรภพ เพ็ญแข : องคมนตรีในรัฐธรรมนูญ

ที่มา Thai E-News

ที่มา คอลัมน์ 'ผมเป็นข้าราษฎร'
หนังสือพิมพ์ Thai red news

เมื่อวันก่อนผมสนทนายาวเกือบสามชั่วโมง กับทีมงานของเว็ปคนไทยยูเคในเรื่องต่างๆ ความจริงนัดคุยกันเรื่องการประชุมสุดยอดอาเซียนที่หัวหิน แต่คำถามจากท่านผู้ฟังที่ไหลเข้ามาดั่งสายน้ำ พาเราไปสู่เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจและเกี่ยวกับจุดยืนของฝ่ายประชาธิปไตยทั้งนั้น

เรื่องหนึ่งในนั้นคือ จุดยืนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลายท่านถามเข้ามาอย่างสนใจมาก ผมตอบไปแล้ว ก็มานั่งคิดในภายหลังว่า เรื่องนี้สำคัญเกินกว่าจะพูดแล้วก็ผ่านเลยไป

ผมจึงขอนำประเด็นหนึ่งที่ได้สนทนามาเขียนบันทึกไว้ ณ ที่นี้อีกครั้ง เพื่อให้ชัดเจนเป็นหลักฐานและเป็นสาธารณะพอที่จะถกเถียงกันต่อไป นั่นคือประเด็นที่เกี่ยวกับฐานะของกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า องคมนตรี ซึ่งในรัฐธรรมนูญปรากฏอยู่ในหมวดอันเกี่ยวแก่พระมหากษัตริย์

พูดเพียงเท่านี้ คนที่อยู่ในกรอบความคิดแบบประเพณีก็จะรู้สึกว่า เป็นเรื่องต้องห้าม ไม่ควรที่ใครจะเข้าไปแตะไปต้องทั้งสิ้น

แต่ปัญหาคือ องคมนตรีจำนวนหนึ่ง เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองมากเกินไป จนผู้คนเขารู้สึกกันทั้งบ้านทั้งเมืองว่า ไม่สมควร และไม่ใช่หน้าที่ พลอยให้คนอีกไม่น้อย คิดเลยไปถึงองค์พระมหากษัตริย์อย่างไม่สมควร และไม่เป็นมงคล

ถ้าองคมนตรีบางท่าน ไม่แสดงบทบาทดังกล่าว ประเด็นล่อแหลมอย่างนี้ ก็จะไม่เกิดขึ้น

อย่าลืมว่า เมื่อประธานองคมนตรีและองคมนตรี เข้ามาเป็นรัฐบาลพิเศษภายหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ จนกลายเป็นรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์นั้น สังคมเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรมาครั้งหนึ่งแล้ว เพราะถือว่า เป็นการยุติสภาพอนาธิปไตยในบ้านเมือง

แต่พฤติกรรมทั้งก่อนและหลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ หรือ ๓๓ ปี หลังรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นคนละเรื่องกัน เพราะเป็นพฤติกรรมของคนที่จงใจ เจตนา ทำลายรัฐบาลของมวลชนที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และมีทีท่าจะเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อได้ โดยอาศัยข้อกล่าวหาคลาสสิก ๓ ข้อคือ ไม่จงรักภักดี ทุจริตคดโกง และคิดเป็นเผด็จการ

เราต้องนำบทเรียนในเรื่องนี้มาแก้ไขเสียใหม่ ในรัฐธรรมนูญ และหาทางบังคับใช้ให้ได้ตามนั้น ไม่เช่นนั้นก็จะมีรัฐบาลเปรม ๑๐๐ หรือสุรยุทธ์ ๒ หรือพลากร ๑ ให้อับอายขายหน้าชาวโลกเขาต่อไป

ขนาดรัฐบาลอภิสิทธิ์ ๑ เขาก็แสดงอาการรังเกียจ จนการประชุมสุดยอดอาเซียนต้องล่มสลายในทางสาระไปเรียบร้อยแล้ว นี่อุตส่าห์ไปประชุมกันถึงหัวหินนะครับ

ตั้งประเด็นกันเสียให้ถูกว่า องคมนตรีคือใคร และมีความสัมพันธ์กับปวงชนชาวไทยอย่างไร

องคมนตรี คือคณะบุคคลที่พระมหากษัตริย์ทรงตั้งขึ้นตามพระราชอัธยาศัย เพื่อทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาตามพระราชอัธยาศัย รับสั่งไว้ในการเสด็จพระราชดำเนินเปิดทำเนียบองคมนตรีที่สวนสราญรมย์เองว่า องคมนตรี คือผู้ให้คำแนะนำแก่พระมหากษัตริย์ ถ้าไปให้คำแนะนำกับคนอื่น ถือว่าไม่ใช่องคมนตรี

แปลว่า บุคคลที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรี จะเป็นองคมนตรีเฉพาะกิจเท่านั้น ไม่ได้เป็นองคมนตรีไปจนถึงธนาคารกรุงเทพฯ ซีพี หรือเบียร์ช้าง

ในขณะที่ไปประสานให้เขาก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจ หรือห้ามมิให้เขาทำตามคำสั่งของรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามา ทั้งๆ ที่รัฐบาล มุ่งรักษากฎหมายบ้านเมือง ในกรณีการยึดสนามบินนานาชาติ และทำเนียบรัฐบาล อย่างนี้โดยกระแสพระราชดำรัสแล้ว ก็มิใช่องคมนตรีเป็นผู้ประสาน แต่เป็นเรื่องส่วนตัวของนายพลเกษียณ ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยเกษียณ และอื่นใดก็ตาม ที่ล้วนแต่เกษียณ หรือวางมือจากงานอื่นๆ แล้วทั้งสิ้น

จับประเด็นนี้แหละครับ มาแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียให้เป็นผู้เป็นคนสักที ประธานองคมนตรีและองคมนตรี เป็นเอกสิทธิ์ของพระมหากษัตริย์ที่จะโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ก็ให้ดำรงสภาพเช่นนั้นตามประเพณี ให้ถือว่า จะทรงเลือกใครหรือมีพระบรมราชโองการให้ทำงานอย่างใด เป็นเรื่องส่วนพระองค์ หรือตามวลีที่ว่า ตามพระราชอัธยาศัยทั้งสิ้น

หากเกี่ยวกับการสืบราชสันตติวงศ์ สภาผู้แทนราษฎรก็มีอยู่แล้วทั้งสภา และโดยเจตนารมณ์ของประชาชนผู้เลือกตั้ง ก็คงไม่มีใครทำสิ่งใดที่ถือว่า ฝ่าฝืนโบราณราชประเพณี ซึ่งกำกับอยู่อย่างเคร่งครัดในกฎมณเฑียรบาลแล้ว

เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ไม่ต้องใส่มาตราใดๆ ที่เกี่ยวกับองคมนตรีไว้ในรัฐธรรมนูญ ตัดออกไปเลยครับ รัฐธรรมนูญต้องระบุเฉพาะสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ตามระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น นอกเหนือจากนั้น ไม่ต้องมาพ่วงไว้ในรัฐธรรมนูญ

เราต้องช่วยกันระวังเรื่องการกล่าวอ้างอะไรผิดๆ และนำมาถกเถียงกันอย่างชุลมุนวุ่นวาย ทำให้ปัญหาบ้านเมืองรุ่มร้อนไม่จบสิ้น อย่างในประเด็นที่หลายคนเผลอคิดไปว่า องคมนตรีเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงสมควรเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ และลอกต่อกันมาโดยไม่กล้าแตะต้อง

นี่เป็นเรื่องส่วนพระองค์ และเป็นพระราชอัธยาศัย ไม่ต่างอะไรกับผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ปวงชนชาวไทยไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องเหมือนกัน

แก้ไขเสียอย่างนี้ ก็เท่ากับปลดพันธะทางการเมืองไปหนึ่งข้อ ซึ่งเป็นข้อใหญ่ ที่ออกจะมีความหมายและจะส่งผลกระทบในทางบวกต่อการพัฒนาประชาธิปไตยมาก

ที่สำคัญ จะเป็นการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเหมาะสมด้วยการกระทำ ไม่ใช่สอพลอ.

แกนนำเสื้อแดงลุยเปิดจดหมายลับสับเปรม

ที่มา Thai E-News


แกนนำแดงลุยพิสูจน์จดหมายลับ-นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเสื้อแดงแถลงข่าวระบุจดหมายลับของพลตรีมนูญ รูปขจรที่เขียนถึงพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จนเป็นเรื่องอื้อฉาวในเวลานี้ว่าเป็นจดหมายที่พลตรีมนูญเขียนขึ้นจริง และพร้อมรับผิดชอบต่อการแฉโพยหนนี้


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา มติชนออนไลน์ และนิตยสาร Voive of Taksin ปีที่ 1 ฉบับที่ 8
8 พฤศจิกายน 2552

มติชนออนไลน์รายงานข่าวว่า เกี่ยวกับจดหมายที่พลตรีมนูญ รูปขจร เขียนถึงพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในหัวข้อข่าว"แดงเปิดจ.ม."มนูญกฤต"เขียนถึง"เปรม" ถูกว่าเป็นคนไม่ดีแฉอดีตทหารคนสนิทดัน"ป๋า"จนสำเร็จถูกยิงตายปริศนา"

โดยโปรยข่าวว่า "เสื้อแดงแพร่จดหมาย"มนูญกฤต"แฉ"เปรม" ข้องใจถูกกล่าวหาเป็นคนไม่ดี สงสัยปมอดีตนายทหารคนสนิทถูกยิงตายปริศนาที่อุบลฯ แดงเชียงใหม่ฮือไล่"พล.ต.ท.สมคิด"ให้มอบตัวพัวพันคดีนักธุรกิจซาอุฯ"

เปิดจ.ม."มนูญกฤต"แฉ"เปรม"

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ กล่าวว่า คนเสื้อแดงได้รับจดหมายที่ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีตประธานวุฒิสภา ที่เขียนถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งได้ตรวจสอบแล้วว่า พล.ต.มนูญกฤต เขียนจริงและได้ส่งถึง พล.อ.เปรม จริง โดยลงวันที่ 9 กันยายน 2549 ซึ่งเนื้อหาในจดหมายระบุว่า พล.ต.มนูญกฤต ข้องใจในคำพูดของ พล.อ.เปรมที่ว่า พล.ต.มนูญกฤตเป็นคนไม่ดี และในจดหมายระบุถึงการเสียชีวิตของ พ.ท.ชัยชาญ เทียนประภาส อดีตนายทหารคนสนิทของ พล.อ.เปรม อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ พล.อ.เปรม มายาวนาน ถูกยิงเสียชีวิตที่ จ.อุบลราชธานี สำหรับจดหมายที่นำมาเผยแพร่ตนยินดีที่จะรับผิดชอบ



เปิดจดหมายมนูญถึงเปรม-จดหมายซึ่งอ้างว่าเป็นของพลตรีมนูญกฤต รูปขจร อดีตประธานวุฒิสภา และอดีตผู้นำก่อกบฎยึดอำนาจรัฐบาลของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ 2 ครั้ง ในเหตุการณ์กบฎ 1 เมษายน2524 และกบฎ 9กันยายน 2528 ส่งถึงพลเอกเปรม ซึ่งนิตยสารVoice of Taksinนำมาเสนอ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำระบุเป็นของจริง


หมายเหตุไทยอีนิวส์:นิตยสาร Voive of Taksin ปีที่ 1 ฉบับที่ 8 ปักษ์แรก เดือนพฤศจิกายน 2552 ได้ตีพิมพ์จดหมายลงวันที่ 9 กันยายน 2551 โดยระบุว่า พลตรีมนูญกฤต รูปขจร ได้เขียนถึง พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อย่างไรก็ตามในฉบับที่ไทยอีนิวส์นำเผยแพร่นี้ได้เซ็นเซอร์บางตอน และตัดชื่อบุคคลที่ถูกพาดพิงบางคนออกไปแล้ว ทั้งนี้เราขอให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณในการอ่านจดหมายฉบับนี้ เนื่องจากเราไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นจดหมายที่เขียนขึ้นโดยพลตรีมนูญจริงหรือไม่(Voice of Taksinได้ยืนยันว่าจริง และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อแถลงข่าวว่าจริง) หรือหากจริงก็ควรรับทราบว่าพลตรีมนูญกฤตนั้นเป็นศัตรูทางการเมืองกับพลเอกเปรม ดังนั้นก็อาจเลี่ยงไม่พ้นที่จดหมายฉบับนี้อาจเจือแฝงด้วยอคติ


จดหมายฉบับเต็ม-จดหมายฉบับเต็มซึ่งอ้างว่าพลตรีมนูญกฤตส่งถึงพลเอกเปรม ซึ่งท่านผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ เรายังไม่อาจยืนยันว่าเป็นจดหมายที่เขียนขึ้นจริงหรือไม่ และหากเขียนขึ้นจริงก็ควรพิจารณาด้วยว่า เนื่องจากพลตรีมนูญกฤตเป็นศัตรูทางการเมืองของพลเอกเปรม จึงอาจมีอคติเจือแฝงอยู่(คลิ้กที่ภาพเพื่อขยายใหญ่)


๑๐๖/๕ ซอยลาดพร้าว ๓๕
ถ.ลาดพร้าว แขวงจันทน์เกษม
เขตจตุจักร กทม. ๑๐๙๐๐

๙ กันยายน ๒๕๕๑

กราบเรียน ฯพณฯ ประธานองคมนตรี (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์)


๑. กระผมมีเรื่องเรียนว่า ติดใจตลอดเวลาเกี่ยวกับคำพูดของฯพณฯถึงผมว่าคนชั่วอย่างมนูญเป็นประธานวุฒิได้ยังไง ? ”

เอาเรื่องประธาณวุฒิฯ กระผมได้รับการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมของวุฒิสภา ผมได้คะแนน ๑๑๔ เสียง ในขณะคนที่ ๒ ได้ ๒๘ เสียง ผมจึงได้เป็นประธานวุฒิสภาครับ

๒. ฯพณฯ ได้สั่งไม่ให้กระทรวงกลาโหมรับผมกลับเข้ารับราชการ คนที่ไปขอให้ผมและบอกผมคือ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์

๓. ฯพณฯ สั่ง(เซ็นเซอร์)และ(เซ็นเซอร์)(ซึ่งเรื่องนี้ได้คุยกับ ฯพณฯ แล้ว เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๓๑ ตอนผมกลับมาจากประเทศเยอรมัน) คนที่บอกผมมีหลายคนและมีพฤติกรรมดังนี้

๔. ฯพณฯ เล่นการเมืองกับผมตั้งแต่ 1 เมษายน ๒๕๒๔ และผมเสนอให้ ฯพณฯ เข้าเฝ้าในหลวงตอนหัวค่ำเพื่อขอพระราชทานคำแนะนำ แต่ ฯพณฯบอกผมว่า ดึกแล้วไม่รบกวน แต่พอ พ.อ.ประจักษ์ ฯ(พันเอกประจักษ์ สว่างจิต ผู้ร่วมก่อการยึดอำนาจคนสำคัญในเหตุการณ์กบฎ1เมษายน2524ร่วมกับพลตรีมนูญกฤต-ไทยอีนิวส์) จะยิง ฯพณฯท่าน ฯ ก็ให้ผมช่วย ผมก็ช่วย ทำให้ พ.อ.ประจักษ์ ฯ ไม่ยิง ฯพณฯ ท่าน

- คราวนี้ถึงข้อที่ผมติดใจว่า คนชั่วในความคิดของ ฯพณฯท่าน, ในสายตาของ ฯพณฯ ท่านผมไม่ทราบว่า ฯพณฯ ท่านพิจารณาจากปัจจัยอะไร ? ผมอยากทราบจริงๆ แต่ไม่เป็นไรครับ ผมอยากให้ ฯพณฯท่านพิจารณาตนเอง(รูป-นาม) ว่า ฯพณฯ จากที่เป็นแม่ทัพภาคที่ ๒ มาเป็นผู้ช่วยบัญชาการทหารบกนั้นเป็นอย่างไร ฯพณฯ มีเพื่อนเพียงไม่เกิน ๕ คน คือ พล.ต. สุดสาย,พล.อ.ประจวบ,พล.อ.ไพจิต,พล.ท.สท้าน ในขณะนั้น ฯพณฯ พูดกับ รณชัย(ปี้ด)(หมายถึงพลเอกรณชัย ศรีสุวรนันท์ ซึ่งเคยร่วมกับพลตรีมนูญกฤตทำรัฐประหารรัฐบาลพลเอกเปรม เมื่อ1-3เมษายน2524 ขณะนั้นมียศพันโท-ไทยอีนิวส์) ว่า ฯพณฯ ท่านคงเกษียณแค่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก

แต่ผมคิดว่า เหล่าม้า เราหาคนดียาก ผมจึงนำเสนอเพื่อน ขอร้องให้พิจารณา ฯพณฯ เมื่อส่วนใหญ่เห็นด้วย ผมกับ พ.ท. ชัยชาญ เทียนประภาส จึงไปขอความกรุณาจาก พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมในขณะนั้น(กลางเดือน กันยายน ๒๕๒๑) ตอนแรก ฯพณฯ ถามผมว่าจะเอา พล.อ. เสริม ณ นคร ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ไปอยู่ที่ไหน แล้ว ๕ เสือ ทบ.เก่า อาวุโสกว่าทั้งนั้น เขาจะว่าอย่างไร ผู้ใหญ่ใน ทบ. , บก.สส.(เสือป่า) ในกลาโหม ขณะนั้นไม่มีผู้ใดเห็นด้วยเลยกับการที่ ฯพณฯ ท่าน จะเป็นผู้บัญชาการทหารบก โดยไปไล่ พล.อ.เสริม ณ นคร ฯพณฯท่าน ทราบไหมว่า? ทำไมท่านจึงได้เป็นผู้บัญชาการทหารบก

๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ ข้ามผู้ใหญ่หลายคน และดันพล.อ. เสริม ณ นคร ซึ่งเป็นผบ.ทบ. ไปเป็น ผบ.สส.ด้วยความที่ ฯพณฯ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ต้องเสียสละให้ ฯพณฯท่าน ส่วนพล.อ. เสริม ฯ ต้องเสียใจมาก แต่ท่านดีใจบนความไม่สบายใจของอื่นแล้วท่านเคยถามผมสักคำไหมว่า ผมกับ พ.ท.ชัยชาญ เทียนประภาส ต้องปฎิบัติการอย่างไร ผมต้องทำทุกอย่างให้ ฯพณฯ ท่านเป็น ผบ.ทบ.ใน เดือนตุลาคม ๒๕๒๑ ให้จนได้ ในที่สุด

๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ ท่านก็ได้เป็น ผบ.ทบ. ท่ามกลางคนด่า ผมถูกรุ่นพี่ จปร.๕-๖ ด่าทุกวัน ท่านรู้ไหมครับ ? เขาด่าว่าผมทำลายระบบกองทัพบก อีกอย่างท่าน ฯพณฯ ไม่มีผลงานอะไร? ที่เป็นการริเริ่มและโดดเด่น และเป็นต้นเหตุให้เกิดการแตกความสามัคคีในกองทัพ

แม่ทัพภาค ๑ (พล.ท.อำนาจ ดำริห์การ) เรียกผมไปพบที่กองทัพภาคที่ ๑ ในขณะที่ผมเดินทางไปทหารราบ ร๑รอ. เขาเตรียมกำลัง เบิกอาวุธกันแล้ว แต่ถูก คุณหญิงแสงเดือน(ภริยาพลเอกเสริม-ไทยอีนิวส์)บอก พล.อ.เสริม ณ นคร ให้หยุดท่านจึงหยุด มิฉะนั้น เช้าวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ คงได้มีการปะทะกันระหว่าง ทหารม้า(ผม) กับทหารราบแล้ว ฯพณฯ ท่านเคยทราบบ้างไหมครับ?

แล้ว ฯพณฯ ท่านก็เสวยสุข เอาแต่เพื่อน ๆ และคนคอยประจบสอพลอ มาใช้อย่างใกล้ชิด ทำผิดระบบ “คุณธรรม” ( MERIT SYSTEM )ทางการ จึงทำให้ทหารซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการปัองกันประเทศต้องอ่อนแอลง นับตั้งแต่ ฯพณฯ เป็น ผบ.ทบ. เป็นต้นมา แล้ว ฯพณฯรู้ไหมว่า จะมีคนยิง ฯพณฯ ที่หนองคุง แต่ผมก็ต้องเอาตัวผมกัน ฯพณฯท่านไว้ ที่ผมเล่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งตอนที่ ฯพณฯ ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก เมื่อ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ ผมชั่วใช่ไหมครับ ?

สมัคร สุนทรเวช สัมภาษณ์ ด่าว่าเอาหมาขี้เรื้อนที่ไหนมาเป็น ผบ.ทบ.พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิต รู้จึงได้ไปว่านายสมัคร ครับ ผมชั่วใช่ไหมครับ? ที่ทำให้ท่านเป็นผู้บัญชาการทหารบก ฯพณฯ ท่านครับ ใครเป็นคนไปกับ ฯพณฯ ที่เข้าไปพักบ้านสี่เสา จนถึงปัจจุบัน ทั้งที่ พล.อ กฤษณ์ สีวะรา บอกผมว่า บ้านสี่เสาอนุญาตให้ พล.ร.อ สงัด ชะลออยู่ พักแทนท่านเพราะตอนนั้นท่านอยู่สวนพุดตาน ผมชั่วใช่ไหมครับ? ฯพณฯ ท่านสั่ง(เซ็นเซอร์)ผม ทั้งๆ ที่ผม SAFE ชีวิตฯพณฯท่าน ตลอดเวลา ทำคุณบูชาโทษ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการเป็น ผบ.ทบ.ของ ฯพณฯ ท่าน ยังมีอีกครับ

ส่วนตอนที่สอง คือ เดือนพฤษภาคม ๒๕๒๒ ฯพณฯท่านเป็นรัฐมนตรีการกลาโหม และตอนที่สาม คือ เดือนมีนาคม ๒๕๒๓ ฯพณฯท่านเป็นนายกรัฐมนตรี (แล้วผมจะอธิบายรายระเอียดในการปฎิบัติที่แสนยากเข็ญอย่างไร? ) รวมทั้ง เบื้องหลัง ๑ เมษายน ๒๕๒๔ และ ๙ กันยายน ๒๕๒๘ ครับ ...

ในคืนวันหนึ่งกลางเดือนกันยายน ๒๕๒๑ ฯพณฯ จำได้ไหมว่า ฯพณฯ พูดว่า “ต้องเป็นเดี๋ยวนี้” ที่บ้านพัก ผช.ผบ.ทบ. (สวนรื่น) ถ้าไม่ได้ก็ต้องยึดอำนาจ ผมเป็นผู้เรียนฯพณฯว่า ต้องเข้ากราบพระบาททูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อน ฯพณฯ พยักหน้า ผมก็สั่งเตรียมกำลัง หลังจากนั้น ผมและพ.อ.แสงศักดิ์ ฯ พ.ท.ชัยชาญ เทียนประภาส จึงไปบ้าน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ และเข้าไปในคืนวันนั้นเลย และไปเรียนขอตำแหน่งผบ.ทบ.ให้ ฯพณฯ ท่าน

ปัญหากองทัพที่เป็นวิกฤตมาจากสมัยท่านเป็น ผบ.ทบ.และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้กองทัพอ่อนแอ และแตกความสามัคคีเช่น ปล่อยให้มีการโกงทุกระดับ ทั้งผู้บังคับหน่วย,ข้าราชการทุกระดับ ( การจัดซื้อ ,จัดจ้าง รับเหมก่อสร้าง ) โดยเฉพาะการจัดซื้ออาวุธยุทธโทปกรณ์ที่ไร้ประสิทธิภาพ ท่านปล่อยนายทหารที่มีโอกาสโกง ดูผลจากความมั่นคง ร่ำรวย ของนายทหารทุกชั้นยศ ที่ทำงานเกี่ยวกับการเงิน นายทหารที่เคยยากจน เดี๋ยวนี้มั่งคั่ง,ร่ำรวยผิดปกติ เช่น พล.อ.(เซ็นเซอร์) ,พล.อ.(เซ็นเซอร์) ,พล.อ.(เซ็นเซอร์) โดยเฉพาะ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ซึ่งกระทำผิดกฎหมายเรื่องบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ (เขายายเที่ยง) และยังมีอีกว่า(ครั้งหนึ่งฯพณฯท่านเคยพูดกับผมว่า พล.อ.สุรยุทธ ฯ ไม่มีปมด้อย และ ครั้งหนึ่งเมื่อก่อนเดือนกันยายน ๒๕๒๑ ฯพณฯ ท่านเคยพาพวกผมไปบ้านของ ฯพณฯ ท่านเองที่เขาใหญ่ก่อนที่ ฯพณฯ ท่านจะเป็นผบ.ทบ. )เช่นกัน...

ยังมีอีกเรื่องคือ พ.ท.ชัยชาญ เทียนประภาส ยังเป็นคนสำคัญและเป็นหลักช่วย ฯพณฯ ท่านโดยไม่หวังผลอะไรเลย ซึ่งตอนนั้น ฯพณฯ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ฯ เป็นนายกฯ ก็เชื่อในเหตุผลของ พ.ท.ชัยชาญ ฯ และสนับสนุน ฯพณฯ ให้เป็น ผบ.ทบ.

แต่พ.ท. ชัยชาญก็มาถูกยิงที่ จ.อุบลราชธานี ในเขตพื้นที่ กองทัพภาคที่ ๒ ซึ่งตอนนี้ ฯพณฯ ท่านเป็น ผบทบ. รมว.กลาโหม และ นายกรัฐมนตรี จนป่านนี้เวลาล่วงเลยมา ๒๘ ปีแล้ว แต่ฯพณฯ ท่านคงรู้อยู่แก่ใจว่าใครเป็นคนสั่งยิง พ.ท. ชัยชาญ เทียนประภาส ฯพณฯ ท่านต้องรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ฯพณฯ ท่านคิดว่าสมัยนั้น ฯพณฯ ท่านได้ทำถูกต้องตามหลักคุณธรรมและบริหารประเทศดีแล้วหรือ ครับ...?


ขอแสดงความนับถือ

พล.ต.(ลายมือชื่อ)

( มนูญกฤต รูปขจร )


โทร. ๐๒-๕๑๒๕๒๕๒
โทรสาร ๐๒-๕๑๒๒๕๕๒

โชคชะตาพยากรณ์ปี 2553 ราศีเมษ, พฤษภ, เมถุน

ที่มา ประชาไท

โดย การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์

สวัสดีค่ะ ป่วยไข้ไปเสียหลายวัน บอกใครๆ ว่าเป็นไข้ “รับฤดู” คงเพราะร่างกายอ่อนไหวไปชั่วขณะกับลมหนาว บวกกับความเหน็ดเหนื่อยจากการดูแลคุณหนูน้องออง ฮ่าๆ แล้วมามี้ก็เลยได้บทเรียนว่า อย่าให้โดนหมัดกัด!

เกี่ยวกันได้ยังไง ก็มามี้แพ้หมัดนะสิ ถามได้! (อันนี้จงใจบอกกับพี่โด้) เพราะวันก่อนถึงกับเป็นลมพิษขึ้นฉับพลัน อ้ะ บรรยายมาเสียมากเพื่อจะบอกคุณๆ เพื่อนๆ พี่น้องที่น่ารักทั้งหลายว่า อย่าประมาทกับการดูแลสุขภาพค่ะ

นี่มามี้ก็เลยได้ที ต่อไปนี้จะพยายามจัดสมดุลให้กับตัวเองมากขึ้น แหม มาแนวนี้อีกละ ว่าแล้ววันนี้อ่านไพ่ในปี 2553 กันดีกว่า อยากรู้ดวงตัวเองเหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไร

แต่ขอทยอยอ่านไปสัปดาห์ละ 3 ราศีนะคะ ไม่งั้นละก็มามี้เป็นได้ม่อยกะรอกอีกแน่ๆ (ปล. ใครรู้บ้าง ทำไมถึงต้องเป็นม่อยกะรอก?)

ถึงไม่ใช่ราศีตัวเองก็ทักทายกันได้เช่นเคยนะคะ

วันนี้น้องอองว่าจะเล่นกับพี่พูห์เสียหน่อย

แต่...ไม่เหมือนพี่โด้เลย (หน้าตาแบบคิดๆ)

ยืดเส้นยืดสายเสียหน่อย!

มามี้ไม่อยู่ที่โต๊ะ ได้การแล้วๆ

อ้าว! แต่พี่โด้อยู่ที่นี่เอง (พยายามหลบมุม)

ได้ไงๆ น้องอองต้องมีส่วนร่วม (หน่อยน่า)

แต่พี่โด้นะ พี่โด้ หนีน้องอองไปเที่ยวอีกเฉยเลย (กลับมาหาพี่พูห์ก็ได้)


ปล
. ภาพจากมือถือค่ะ อาจจะไม่ชัดมาก แต่ก็เก็บภาพทันใจดีนะ > จากมามี้

ราศีเมษ
เกิดระหว่าง
13 เมษายน ถึง 13 พฤษภาคม หรือลัคนาสถิต

ไพ่สำคัญของคุณในปีนี้ ได้แก่ Three of Swords

ความหมายโดยทั่วไป แสดงถึงบุคคลที่มีลักษณะแข็งแรง ใจร้อน ดุเดือดเลือดพล่านได้เชียวแหละ อาจจะระดับโผงผางเสียงดังด้วยซ้ำไป ในทางอาชีพเกี่ยวพันกับเครื่องแบบ ตำรวจทหาร ตลอดจนงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก งานที่ต้องใช้วัสดุอุปกรณ์เป็นแร่เหล็ก เป็นของแข็งของมีคมต่างๆ

ในปี 2553 นี้ จึงทายว่าคุณจะพบปัญหาเล็กๆ แต่นำความหนักใจมาให้เกือบตลอดทั้งปี จะมีช่วงที่ต้องรบราฆ่าฟันกับคนอื่น มีปัญหาคาใจ ถ้าควบคุมอารมณ์ไม่ได้อาจนำไปสู่ความรุนแรงได้ง่าย

ให้ระวังการบาดเจ็บ อุบัติเหตุจากของแข็ง ของมีคม ความร้อนความเร็วต่างๆ แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรมาก มักเป็นง่ายหายเร็ว ที่สำคัญคือเรื่องถ้อยคำและท่าทีที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง

และในปีนี้ ประกบด้วยไพ่ Four of Cups คุณอาจพบเรื่องผิดหวังซ้ำซ้อน ไม่แน่อาจเป็นเรื่องรัก บางคนได้รักที่ไม่สมหวังเสียทีเดียว จะมีเหตุให้คุณไม่ค่อยเป็นสุขนัก (ทางใจ) ด้านความรักขอให้ระวังให้ดี อาจมีเรื่องท้าทายให้คุณต้องหัดมองโลกแง่บวกไว้ หรืออยู่ดีๆ มาได้ ถึงกลางปีจึงเริ่มพบปัญหา

เรื่องควรระวังของคุณในปีนี้ Two of Wands เกี่ยวกับหุ้นส่วน เพื่อนร่วมงาน คนสนิทที่เข้ามาช่วยเหลือกิจการต่างๆ ข้อระวังนี้เป็นได้ทั้งสองแง่ คือ

1. คุณเองไม่มีความไว้วางใจคนอื่น ทำอะไรตามลำพังไปหมดทุกอย่าง เรื่องง่ายเลยกลายเป็นยาก ถึงคราวคับขันก็หาความช่วยเหลือไม่ได้

2. คุณมีหุ้นส่วนเพื่อนร่วมงานที่ดูน่าจะดี เหมือนเข้ากันได้ดีทุกอย่าง มีความสอดคล้องกัน ต่างสนับสนุนกันและกัน แต่ไปๆ มาๆ กลับมีข้อขัดข้องต่อกันเสียเอง

คำแนะนำสำหรับคุณในปีนี้ King of Cups ไม่ว่าจะทำเรื่องใด ให้ใช้ความนุ่มนวลเป็นหลัก คุณอาจเป็นคนที่มีความอ่อนโยนอยู่ในส่วนลึก หรือปรารถนาความสุข ความสบายใจ ให้ค่ากับความรัก ความสุข ในชีวิตส่วนตัว บางคนอาจให้ความสำคัญกับวัตถุที่ตอบสนองจิตใจมากๆ ด้วย ฉะนั้นดูอารมณ์ปรวนแปรของตัวเองให้ดี ชีวิตจะสุขจะทุกข์ หรืออ่อนไหวไปทางใด ก็ขึ้นอยู่กับการควบคุมจิตใจของตัวคุณเอง

ราศีพฤษภ
เกิดระหว่าง
14 พฤษภาคม ถึง 13 มิถุนายน หรือลัคนาสถิต

ไพ่สำคัญของคุณในปีนี้ ได้แก่ Ace of Wands

ความหมายโดยทั่วไป แสดงถึงการงานที่เริ่มต้นใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ บุคคลที่เป็นคนเก่ง ชอบทำงาน นิยมคนเก่ง นิยมคนทำงานมีประสิทธิภาพ เรียกว่ามองคนที่ผลของงานเป็นหลัก คนแบบนี้เวลาทำอะไรก็จะทำเต็มที่ มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นผู้นำทีมได้ แต่บางครั้งอาจขาดการยืดหยุ่นไปบ้าง ไม่ค่อยอ่อนไหวต่ออารมณ์คนอื่น

ในปี 2553 นี้ จึงทายว่าคุณจะได้รับผิดชอบ หรือทำงานใหม่ๆ มีโครงการใหม่ที่แจ่มใส มีข่าวดีเรื่องการงาน อาจเป็นปีทองของคุณในด้านการงาน ใครที่จะลงทุนทำธุรกิจส่วนตัวก็ถือว่ามีนิมิตหมายที่ดี สำหรับงานที่น่าสนใจ เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ทุกรูปแบบ งานด้านสื่อ งานที่เป็นโปรเจ็คท์นำร่อง หรือต้องร่วมมือกับคนอื่นเป็นทีม แต่คุณจะเป็นตัวหลัก

และในปีนี้ ประกบด้วยไพ่ Ace of Wands คุณจะมีเรื่องใหม่ๆ ในชีวิตด้วยค่ะ อาจเป็นการงานใหม่ โครงการใหม่ สิ่งที่ใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นพิเศษ การเริ่มต้นธุรกิจใดๆ ถือว่าให้ผลดีมาก ใครที่ทำธุรกิจส่วนตัวยิ่งดีค่ะ เป็นไพ่ของการเริ่มต้น การก้าวไปข้างหน้า ชีวิตใหม่หลังจากผ่านพายุหนักมา

เรื่องควรระวังของคุณในปีนี้ Ten of Wands ในเมื่อเป็นปีทองของการงาน ก็แน่นอนค่ะ (แหม มาแบบกำปั้นทุบดินเลยนะนี่) ปัญหาหลักๆ ของคุณก็จากเรื่องงานอีกเช่นกัน เน้นที่กลุ่มคนซึ่งร่วมงานกัน งานที่ต้องทำเป็นทีม ตลอดจนงานที่ไปเร่งเอาตอนปิดโครงการ หรือปลายปี นับไล่ไปจากเดือนกันยายน 2553 เป็นต้นไปคุณจะยุ่งถึงยุ่งมาก อาจมีความซ้ำซ้อนในเรื่องภาระต่างๆ มีเหตุให้เครียดมากกว่าปกติ กับครอบครัวคนรักอาจไม่ค่อยมีเวลาให้กัน

คำแนะนำสำหรับคุณในปีนี้ The Hierophant เอาทางพระเข้าข่มค่ะ ใจเย็น อดกลั้นเข้าไว้ สิ่งที่ดีคือคุณจะได้รับความเมตตาหรือผู้ใหญ่ให้ความรัก ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ หากมีปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ถึงที่สุดจะมีคนเข้ามาไกล่เกลี่ยช่วยเหลือ แต่ในปีนี้คุณอาจต้องฝืนใจสักนิดกับวัฒนธรรมเฉพาะขององค์กรหรือหน่วยงาน หรือเข้าร่วมในกิจกรรมที่ล้าสมัย เกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีลักษณะอนุรักษ์นิยม ดีไม่ดี ตัวคุณเองก็มีแฝงอยู่ในตัวโดยไม่รู้ตัว จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องใช้สติให้มากในปีนี้

ราศีเมถุน
เกิดระหว่าง
14 มิถุนายน ถึง 14 กรกฎาคม หรือลัคนาสถิต

ไพ่สำคัญของคุณในปีนี้ ได้แก่ Ace of Cups

ความหมายโดยทั่วไป การเริ่มต้นที่มีความสุข การได้รับสิ่งดีๆ เข้ามาเติมเต็มจิตใจ ที่อยู่อาศัยอันสะดวกสบาย หากเป็นบุคคลแสดงถึงความคนที่มีความสุข ชอบความบันเทิง ไม่ว่าภายนอกของคุณจะดูผิวพรรณแห้งกร้านมีน้ำมีนวลหรือไม่ แต่จิตใจของคุณชุ่มฉ่ำด้วยการรับรู้รสชาติที่หลากหลาย เป็นคนให้ความสำคัญกับการกินดื่ม กับเรื่องความสุขส่วนตัว ชอบที่สุดเวลาตกหลุมรักใหม่ๆ (แต่จะยาวนานแค่ไหนอันนี้ก็ไม่ทราบได้)

ในปี 2553 นี้ จึงทายว่า คุณอาจะพบรักใหม่ หรือมีการเริ่มต้นชีวิตรักใหม่ๆ อีกครั้ง แต่จะเป็นคนใหม่ หรือได้คืนดีไปดินเนอร์น้ำพริกกับแฟนเก่าก็คงมีแต่คุณเท่านั้นจะรู้ :-) โดยทั่วไปจะมีชีวิตที่ผาสุก อาจได้ตบแต่งบ้านช่องห้องหอ ประดับประดาของสวยงาม การเงินการงานเป็นไปตามที่ปรารถนา เรียกว่าเป็นบุคคลที่จะมีความสุขอย่างมากในปี 2553 นี้ ที่สำคัญจะมีการเริ่มต้นใหม่ (จริงๆ) ในเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตจิตใจของคุณ

และในปีนี้ ประกบด้วยไพ่ Page of Swords แต่ที่คงต้องระวังสักนิดก็คือสถานการณ์รอบตัว อาจเป็นญาติมิตรเพื่อนฝูง คนข้างบ้าน หรือคนในสังคมเดียวกัน นำเรื่องรกหูรกใจมาให้เป็นระยะ จะมีสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ อาจประสบปัญหาข่าวลือ ข่าวลวง มีคนติฉินนินทา ในส่วนบุตรหลานบริวารก็ไม่ค่อยดีนัก อาจนำปัญหามาให้เป็นระยะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่ก็ก่อความรำคาญไม่น้อย

เรื่องควรระวังของคุณในปีนี้ Nine of Wands การตกลงใจที่ไม่เด็ดขาด การตัดสินใจกลับกลับมา ตลอดจนอารมณ์ที่แปรปรวน ส่วนหนึ่งอาจมาจากปัญหาที่สะสม สร้างความไม่พอใจมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่อีกส่วนก็อยู่ที่ตัวคุณเองมักจะรู้สึกไม่ค่อยพอใจอะไรง่ายๆ บางเรื่องก็ไม่นิยมให้คนอื่นเข้ามาเกี่ยว เป็นประเภททำคนเดียวสบายใจกว่ามาก แต่ก็ย่อมเหนื่อยมากด้วยเช่นกัน

อีกเรื่องหนึ่งที่ให้ระวังคือ จะเป็นปีที่คุณอาจต้องพัวพันกับงาน หรือบุคคล หรือสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ดูติดพันพิลึก ปลีกตัวยาก เปลี่ยนแปลงแก้ไขลำบาก ถึงจุดหนึ่งก็จะต้องบอกตัวเองว่า เอาน่า ทนๆ กันไป รอจังหวะอีกสักพัก

คำแนะนำสำหรับคุณในปีนี้ Temperance เน้นที่การเดินสายกลาง การมองทุกอย่างบนพื้นฐานความจริง ฝันน้อยลง ประนีประนอมกับคนอื่นมากขึ้น หรือบางเรื่องอาจจำเป็นต้องใช้คนกลางเข้ามาร่วมมองและตัดสินปัญหา การเงินไม่ว่าจะดีแค่ไหนก็ต้องประหยัดให้ดี เพราะมีโอกาสวูบไปวูบมาอยู่ไม่น้อย


ในปีนี้อาจมีการเดินทางมากขึ้น ถ้าเป็นระยะใกล้ๆ ในประเทศก็ถือว่าไปบ่อย แต่ถ้าเป็นต่างประเทศก็มีแนวโน้มไปไกล ไปนาน ต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ใช้ชีวิตระมัดระวังอย่างมาก สิ่งสำคัญของคุณในปีนี้คือการ “ปรับตัว”