WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, November 9, 2009

คนละเรื่องเดียวกัน

ที่มา ไทยรัฐ

ความหวาดวิตกถึงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-กัม-พูชา ไม่เฉพาะคนไทยเท่านั้น แต่นานาประเทศก็แสดง ความเป็นห่วงต่อความบาดหมางระหว่างทั้งสองประเทศที่จะเกิด ขึ้น ประเทศสิงคโปร์ ดูจะแสดงความห่วงใยออกหน้าออกตา ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะสิงคโปร์เองมีการลงทุนในสองประเทศพอสมควร เกิดสงครามขึ้นมาย่อมมีผลกระทบโดยตรง

แม่ทัพภาคที่สอง พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ ให้สัมภาษณ์สดผ่านรายการวิทยุว่า หากเกิดการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา เราไม่น่าจะแพ้ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะชนะหรือไม่ ไม่ได้บอกว่า จะมีผลกระทบอะไรตามมา ไม่ได้บอกว่าอาจถูกแทรกแซงจากสหประชาชาติได้ในอนาคต

นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังตอบคำถามนักข่าวที่ประเทศ ญี่ปุ่นว่า ยังไม่ได้พบฮุน เซน ไม่ได้คุยกัน อาจไม่ได้มองหน้ากันด้วย โดยนายกฯอภิสิทธิ์อ้างว่ามีแจกันดอกไม้กั้นอยู่

การลดสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-กัมพูชา ใครได้ ใครเสีย คงไม่ต้องอธิบายอะไรกันมาก แต่มีข้อสังเกตตามมาบางอย่างจากนักวิเคราะห์ก็คือว่า รัฐบาลได้คะแนนเสียง พรวดพราด

ปลุกกระแสชาตินิยม

จากเรื่องของทุจริตคอรัปชันบานเป็นดอกเห็ด จากวิสัยทัศน์ผู้นำและฝีมือการบริหารประเทศยังเป็นรองอดีตผู้นำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถึงขนาดโพลระบุว่า ความนิยมในตัวนายกฯอภิสิทธิ์ตกต่ำ

รัฐบาลได้คะแนนนิยมคืนมาทันที เป็นกรณีศึกษาย้อนไปดู การเมืองต่างประเทศ เมื่อครั้ง มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ เป็นนายกฯอังกฤษ ใหม่ๆเมื่อปี 1979 คะแนนนิยมถล่มทลาย ต่อมาอาจจะบริหารงาน ไม่เข้าตากรรมการ คะแนนนิยมลดลงน่าใจหาย จนกระทั่งเมื่อปี 1982 แธตเชอร์ยึด หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ คืนจากประเทศอาร์เจนตินา คนหันกลับมานิยมแธตเชอร์อีกครั้ง

ผลพลอยได้ก็คือกระแสตีกลับ การได้รับเชิญมาเป็นที่ปรึกษา เศรษฐกิจกัมพูชา ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกโจมตีว่าสมควร หรือไม่สมควร เมื่อเคยเป็นผู้นำของประเทศไทยมาก่อน เลิกพูดถึงเรื่องของนักโทษหนีคดีหรือเรื่องผู้ร้ายข้ามแดนทันที

ชิงคะแนนนิยมอีกเด้ง

สวมรอยกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยข้อเสนอนครปัตตานี ปลุกกระแสรัก ชาติ ดิสเครดิต พล.อ.ชวลิต ตูมเดียวจอดยังได้คะแนนติดไม้ ติดมือกลับบ้าน

แล้วประเทศชาติ ประชาชนได้อะไร

พี่น้องในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ตกเป็นเหยื่อผู้ บริสุทธิ์ต่อไปตลอดกาล ความบาดหมางระหว่างไทยกับกัมพูชาก็จะทวีความรุนแรงมากขึ้นจนอาจกลายเป็นสงคราม นี่คือความชาญฉลาดทางการเมืองของรัฐบาลประชาธิปัตย์ แต่คือโศกนาฏ กรรมของคนไทย ไม่เชื่อไปย้อนดูคดี ปรส.เป็นตัวอย่าง.

หมัดเหล็ก

เหตุเกิดที่ประชาธิปัตย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_45489

อภิสิทธิ์ & สุเทพ

"ฮีโร่" ชั่วข้ามคืน


โดยจังหวะ "ขี่กระแสชาตินิยม" นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กำลังเดินหน้าขย่ม อาศัยตัวช่วยในประเทศ เปิดฉากสู้กับยุทธศาสตร์โลกล้อมเมืองไทยของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ในฐานะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา อย่างเป็นทางการ

ในสถานการณ์ "แต้มต่อ" สารพัดโพลเปิดตัวเลขกระฉูด คะแนนหนุนนายกฯอภิสิทธิ์ เล่นบทแข็งกร้าวตอบโต้เขมรอย่างสาสม รักษาศักดิ์ศรีประเทศไทย

คะแนนนิยมรัฐบาลประชาธิปัตย์พุ่งพรวดขึ้น 3 เท่า แบบทันตาเห็น

เอาเป็นว่า ถ้าเชื่อกันตามโพล ยุบสภาเลือกตั้งกันใหม่ตอนนี้ แนวโน้มประชาธิปัตย์กวาดแต้ม เข้าป้ายเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้สบายๆ

น้ำขึ้นแล้ว "อภิสิทธิ์" กล้าตักมั้ย

ในเครื่องหมายคำถาม แกล้งยั่ววัดใจ เพราะคำตอบก็รู้กันอยู่แล้ว ยังไงก็ไม่บ้าจี้

กับบทฮีโร่ในฉากบู๊กับกัมพูชา ตอกหน้าเครือข่าย "ทักษิณ" พวกตัวเป็นไทยแต่ใจเขมร โหมกระแสชาตินิยมสะใจกองเชียร์

มันก็วูบวาบแค่ฉากสั้นๆ

ปัจจัยกำหนดชะตาของ "อภิสิทธิ์" มันอยู่ที่ฉากยาวๆ ปมเหตุการเมืองภายในต่างหาก


ประเภทที่แกะรอยจากคนยี่ห้อประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ จอมเก๋า ออกมาสะกิดเตือนกันแรงๆว่า กระแสพรรคประชาธิปัตย์กำลังอยู่ในห้วงดำดิ่ง แม้แต่ปักษ์ใต้ของตาย ยังโดนค่ายการเมืองใหม่ตีท้ายครัว แบ่งแต้มในเขตเมืองใหญ่

ขนาดภาคใต้ฐานใหญ่ยังรวน ก็ไม่ต้องพูดถึงสนามเมืองกรุงและพื้นที่ภาคกลางที่ประชาธิปัตย์ต้องยื้อแย่งแต้มกับพรรคการเมืองใหม่ในพื้นที่ทับสัมปทานฐานเสียงเดียวกัน

เตะตัดขากันเอง เข้าทางพรรคเพื่อไทยที่ฐานเสียงแน่นคงที่

นายพิเชษฐฟันธงเลยว่า ถ้าเขตไหนที่คนของประชาธิปัตย์เคยชนะคนของพรรคเพื่อไทยเมื่อคราวเลือกตั้งรอบที่แล้วไม่เกิน 5,000 คะแนน

เลือกตั้งรอบใหม่เสร็จเพื่อไทยแน่

และก็เป็นอะไรที่อาการแผลในใจยากจะสมาน กับคิวที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ภาคกลาง ออกลูกโวยวายเกม "ปล่อยของ" อ้างชื่อเป็นโต้โผใหญ่ ไล่บี้ให้ปรับ ครม.


พูดกระแทกแดกดันกันชัดๆ มีอีแอบในพรรคเอาชื่อตัวเองไปเป็นตัวชนล่อเป้าแทน

และก็เฉลยเบื้องหลังกันในทำนองฝากไปถึงคนที่ "แอบแทงหลัง" ถ้าไม่อยากให้อยู่ในพรรคก็ให้บอกมาตรงๆ พร้อมจะออกจากพรรคประชาธิปัตย์ทุกเวลา

ที่เกิดเหตุ ประชาธิปัตย์แทงกันเองเลือดนอง

แล้วไหนจะเหตุเกิดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับคิวประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อแต่งตั้งนายตำรวจระดับรอง ผบ.ตร.และผู้บัญชาการ มีอันต้องล่มแล้วล่มอีกซ้ำซาก

ประจานอาการ "เน่าใน"

ฟ้องด้วยภาพ กับรายการขบเกลียวกันเองระหว่าง "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้ จัดการใหญ่รัฐบาล กับนายกฯอภิสิทธิ์ ที่เปิดเกมประลองกำลังภายใน

ต่างฝ่ายต่างมีโพยส่งเข้าประกวด

เคลียร์กันไม่ได้ ก็ต้องยื้อด้วยเกม "ล้มโต๊ะ" ลากโผตำรวจออกไป


โดยฉากหน้าก็โบ้ยไปให้คิวขวางลำของ "ไม้บรรทัด" ยี่ห้อ ร.ต.อ. ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีตรองนายกฯ ในฐานะ ก.ตร. ที่เปิดโพย "เด็กฝาก" ประจานความไม่ชอบธรรมของ ก.ตร.ที่จะชิงรวบรัดตัดความแต่งตั้งบิ๊กตำรวจ

กั๊กกันในปมความชอบธรรม

แต่เบื้องลึกจริงๆก็เป็นที่รู้กัน โดยเดิมพันมันยอมกันไม่ได้

เพราะ "เด็กฝาก" รับมัดจำกันไปเรียบร้อยแล้ว ต้องตั้งหน้า ตั้งตาดันสุดลิ่ม

โดยเฉพาะกับข้อมูลใหม่ ปรากฏการณ์ "เสือหิว" ล้วงโผลึกถึงขั้นตั้งราคากันตั้งแต่ระดับผู้กำกับ โดนเรียกค่าเก้าอี้ 1,500,000 บาท

วงการสีกากีที่เน่าอยู่แล้วยิ่งหมองกันไปใหญ่

ในยุคที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องใช้ค่าติดตั้ง "วอลเปเปอร์" โคตรแพง

คนกันเองแบ่งสายแย่งชามน้ำข้าว

หกกระฉอกเลอะเทอะประจาน.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ประณามไทม์สฯ ทักษิณเต้น ยันจงรักภักดี

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_45632

อดีตนายก​ฯ ทักษิณ​ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 7 ประณามการเสนอบทสัมภาษณ์ใน timesonline ชี้ สร้างความสับสน ยืนยัน จงรักภักดี และพร้อมสละชีวิต ปกป้องสถาบัน ...

วันนี้ (9 พ.ย.) พ.ต.ท.ทักษิณ​ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 7/2552 ในเว็บไซต์www.thaksinlive.com เกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์​ timesonline ที่ได้มีการนำเสนอ เมื่อวันที่ 9 พ.ย. โดยยืนยันว่า เป็นการบิดเบือนคำให้สัมภาษณ์ของตนโดยสิ้นเชิง และการเสนอข่าวที่เป็นความเท็จดังกล่าว ก่อให้เกิดความสับสนเข้าใจผิดในหมู่ผู้อ่านข่าว และในหมู่คนไทยตามมา โดยได้แถลงการณ์ชี้แจง 4 ข้อ

"ผมรู้สึกเสียใจต่อการนำเสนอข่าว timesonline ในครั้งนี้ ทั้งๆ ที่ผมได้กำชับผู้สัมภาษณ์ว่าเรื่องสถาบันเป็นเรื่องสูงและละเอียดอ่อน ต้องนำเสนอข่าวให้ตรงกับสิ่งที่ผมพูด ผมขอประณาม timesonline ที่เสนอข้อเท็จจริง และสร้างความสับสนในเรื่องนี้ ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าครอบครัวผม และตัวผมมีความจงรักภักดี และพร้อมสละชีวิต เพื่อปกป้องสถาบันเช่นเดียวกับคนไทยทุกคน" พ.ต.ท.ทักษิณ​ ระบุ

พร้อมเป็นนายกฯ บิ๊กจิ๋วกร้าว อีสาน129เสียง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_45617

"บิ๊กจิ๋ว" ลงพื้นที่นครพนม เสื้อแดงแห่รับ ประกาศกลับมาเพื่อชาติมั่นใจเลือกตั้งใหม่พื้นที่อีสาน 130 เก้าอี้ เพื่อไทยได้ 129 เสียงพร้อมเดินหน้าแก้ความยากจน ปฏิเสธตอบกรณีทักษิณเยือนเขมร..

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 9 พ.ย. ที่ศาลาประชาคมยงใจยุทธ อ.เมือง จ.นครพนม พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายชวลิต วิชยสุทธ์ นายไพจิต ศรีวรขาน นายชัยวัฒน์ กลศักดิ์วิมล นายสุริยา พรหมดี ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ อดีต ส.ส.นครพนม และนักการเมืองท้องถิ่นสายพรรคเพื่อไทย เดินทางมาลงพื้นที่พบปะชาบ้าน กำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้แทนชุมชน จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

โดย พล.อ.ชวลิต ยืนยัน จะกลับมาทำงานเพื่อชาติ เพราะพี่น้องประชาชนยังต้องการให้กลับมาทำงานอีก ส่วนการที่รัฐบาลมองว่าตนเป็นปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น เป็นการคิดแบบเด็ก ซึ่งส่วนตัวไม่สนใจ จะเดินหน้าทำหน้าที่โซ่ข้อกลางเชื่อมให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน เพราะประเทศชาติบอบช้ำมาก

พล.อ.ชวลิต ยังปฏิเสธไม่ทราบเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาที่ประเทศกัมพูชา ส่วนโปรแกรมการเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านของตน เป็นการสร้างความสัมพันธ์ตามอุดมคติของตน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้น พล.อ.ชวลิต ได้มอบเงินสนับสนุนกลุ่มอาชีพให้กับผู้นำชุมชน เป็นเงิน 250,000 บาท ก่อนเดินทางไปนมัสการองค์พระธาตุพนม และเดินทางกลับในช่วงเย็น และให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ตนต้องการทำงานใหญ่ที่ไม่มีใครทำสำเร็จมาก่อน 5 เรื่อง คือ 1. ให้ทุกคนในโลกรู้ว่าคนเสื้อแดงมีความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ 2. แก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ 3. แก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 4. แก้ปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน และ 5. แก้ปัญหาความยากจน ซึ่งตนมองว่าที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ให้ความจริงจังในการแก้ปัญหา จนทำให้ปัญหาทั้งหลายยังไม่ได้รับการแก้ไขและยังทวีความรุนแรงมายิ่งขึ้น

ประธานพรรคเพื่อไทย ยังเชื่อว่า ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้นพรรคเพื่อไทยมีโอกาสสูงที่จะได้รับเลือกตั้งจากประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศ ถ้าเลือกตั้งครั้งหน้า ส.ส.อีสานมี 130 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทยจะได้ประมาณ 129 ที่นั่ง โดยตนพร้อมที่จะเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งอย่างแน่นอน ถ้าประชาชนไว้วางใจ

หยุ่นแบกขี้ เนชั่นหุ้นหมาเมิน จึงรุ่งเรืองกิจสาปส่ง

ที่มา Thai E-News


โดนแก้เผ็ด-เครือเนชั่นพยายามสร้างอนาคตใหม่กับเนชั่นบรอดแคสติ้ง(NBC)ที่มีเนชั่นทีวีเป็นหัวหอก โดยเข้าไปสมคบกับเปรม-อภิสิทธิ์เชิดชูเผด็จการอำมาตย์ ทำลายความเคลื่อนไหวฝ่ายประชาธิปไตย และทำท่าจะสลัดทิ้งเนชั่นมัลติมีเดีย(NMG)โดยขายตึกเนชั่นบางนาทิ้ง ส่งผลให้ตระกูล"จึงรุ่งเรืองกิจ"ที่ถูกกล่อมเข้ามาถือหุ้นใหญ่โวยว่าถูกอาเปรียบ และตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจได้แก้เผ็ดแล้วด้วยการไม่จองซื้อหุ้นใหม่NBCที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นวันที่11พ.ย.นี้แม้แต่หุ้นเดียว ทำให้กลุ่มสุทธิชัย หยุ่นต้องแบกไว้หลังแอ่น แต่ก็ยังไม่วายโกหกประชาชนต่อไปว่า ขายหุ้นได้จนเกลี้ยง จนหุ้นไม่พอจะขาย...


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 พฤศจิกายน 2552
*ข่าวเกี่ยวเนื่อง:ปิดฝาโลงเนชั่น เปิดสัมพันธ์แก๊งหยุ่นเปรมมาร์ค

คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ได้สั่งให้รับหุ้นสามัญของบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBCเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 เป็นต้นไป

เนชั่นสิ้นท่าต้องแบกรับหุ้นจองNBCไว้เอง "จึงรุ่งเรืองกิจ"เข็ดเขี้ยวไม่จองซักหุ้น

ทั้งนี้แม้ผู้บริหารNBCจะอ้างว่ามีคนจองซื้อจนล้น จนหุ้นไม่พอจะขาย แต่ความจริงที่โกหกไม่ได้ก็คือตัวเลขจำนวนและสัดส่วนการถือครองหุ้นภายหลังการกระจายหุ้นสู่มหาชนแล้ว(ดูลิ้งค์ข่าวตลาดหลักทรัพย์) ปรากฎว่าบริษัทเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป-NMGซึ่งเป็นบริษัทแม่ต้องแบกรับไว้เองถึง105ล้านหุ้น(ก่อนกระจายNMGถืออยู่120ล้านหุ้น) ประการสำคัญที่สุดคือผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมของNMGคือตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจไม่จองซื้อหุ้นNBCแม้แต่หุ้นเดียว เพราะเข็ดเขี้ยวกับความไม่ตรงไปตรงมาของผู้บริหารเนชั่นที่นำโดยสุทธิชัย หยุ่น

หุ้นบริษัทแม่ร่วงทันที8%หลังรู้ข่าวร้ายขายหุ้นจองNBCไม่ออก

หลังการแจ้งข้อมูลมายังตลาดหลักทรัพย์ ยังผลให้หุ้นบริษัทแม่คือNMGร่วงลง8.33%เมื่อตอนปิดทำการวันจันทร์ที่ 9 พ.ย. สวนทิศทางกับดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นเกือบ15จุด หรือ2.13% โดยติดอันดับTOP10ของหุ้นที่ร่วงลงแรงที่สุดของวันนี้ คือร่วงลงแรงมากที่สุดเป็นอันดับที่6

รายชื่อผู้ถือหุ้นNBC หลังกระจายหุ้นต่อมหาชน ณ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2552


ชื่อ จำนวนหุ้น ร้อยละของทุนชำระแล้ว

1.บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป 104,999,940 61.76
2.นายทวีฉัตร จุฬางกูร 2,888,888 1.70
3.นางมยุรี สุขศรีวงศ์ 1,885,882 1.11
4.นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ 1,808,034 1.06
5.นายณัฐพล จุฬางกูร 1,800,000 1.06
6.นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น 1,622,228 0.95
7.นายนที พานิชชีวะ 1,500,000 0.88
8.นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล 1,100,000 0.65
9.น.ส.วันทนีย์ รุจิราวรรณกร 1,100,000 0.65
10.นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล 1,000,000 0.59
รวม 119,704,972 70.41

เป็นที่น่าสังเกตว่าการกระจายหุ้นNBCครั้งนี้ ทางเนชั่นหวังผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมของเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป หรือNMGมาจองซื้อเต็มที่ ถึงกับให้สิทธิ์ได้จองซื้อก่อนนักลงทุนทั่วไป แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจที่ถือหุ้นใหญ่อันดับ1ของNMGไม่ใช้สิทธิ์จองหุ้นNBCแม้แต่หุ้นเดียว

รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่NMG : บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ณ วันที่ 10 มีนาคม 2552

ลำดับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวน %



1. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 27,093,300 16.44

2. นางมยุรี สุขศรีวงศ์ 16,972,938 10.30

3. นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ 16,272,309 9.88

4. นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น 14,600,054 8.86

5. DOW JONES & COMPANY 12,000,000 7.28

6. นายทวีฉัตร จุฬางกูร 8,000,000 4.86

7. นายนิวัตน์ แจ้งอริยวงศ์ 4,485,878 2.72

8. นางสุภาภรณ์ ชื่นวิจิตร 3,641,911 2.21

9. บริษัท กรีนสยาม จำกัด 3,184,779 1.93

10. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 3,053,883 1.85

11. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 2,500,000 1.52

12. น.ส.สุมาลี ธารพิพิธชัย 2,400,000 1.46

13. นายเอกวุฒิ เนื่องจำนงค์ 2,400,000 1.46

14. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 2,349,600 1.43

15. นางสุภา สุพรรณธะริดา 2,097,200 1.27

16. น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ 2,000,000 1.21

17. นายณรงค์ศักดิ์ โอปิลันธน์ 1,900,000 1.15

18. นายสมศักดิ์ วรรณสินธพ 1,660,000 1.01

19. MELLON NOMINEES (UK) 1,630,188 0.99

20. นายปราบดา หยุ่น 1,319,739 0.80

21. นายยรรยง ภัทรเลาหะ 1,251,800 0.76

22. นางชุลีวรรณ วิวัฒนาเกษม 1,200,000 0.73

23. นายศิริชัย จรุงสถิตพงศ์ 1,164,600 0.71

24. นายพิชัย จิราธิวัฒน์ 1,063,946 0.65


สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่NMG:บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น



นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของสมพร: เราเข้ามาซื้อหุ้นNMGเพราะพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ไม่ใช่เพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร ไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลย ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ



บิ๊ก NBC โกหกหน้าตายกระแสตอบรับจากคนจองล้นปรี่ ปั่นอีกเชื่อเหนือจองแน่

นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ NBC ให้สัมภาษณ์กับสื่อออนไลน์วงการหุ้นคือwww.eFinanceThai.com ว่า ในวันที่ 11 พ.ย. จะนำหุ้น NBC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์MAI โดยมั่นใจว่าราคาหุ้นของ NBC จะยืนเหนือราคาเสนอขายที่ 2.90 บาท แม้ว่าภาวะตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม เพราะบริษัทฯ มั่นใจในศักยภาพของ NBC และด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่5พ.ย.เมื่อสิ้นสุดเวลาจองซื้อหุ้นเมื่อวันที่4พ.ย.เวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่นรายงานข่าวว่า นายกิตติศักดิ์ อมรชัยโรจน์กุล รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี ( ประเทศไทย ) จำกัด ในฐานะแกนนำผู้จัดจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุน บริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NBC เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อหุ้น NBC ที่ราคาหุ้นละ 2.90 บาท จำนวน 65 ล้านหุ้น ระหว่างวันที่ 2-4 พฤจิกายนนั้น สามารถจำหน่ายหุ้นจำนวน 65 ล้านหุ้นได้ทั้งหมดตั้งแต่วันแรก โดยนักลงทุนได้ติดต่อจองซื้อเข้ามาสูงกว่าจำนวนหุ้นที่มีจัดสรรไว้

"ตอนนี้ปิดการจำหน่ายแล้ว ยังมีลูกค้าโทรเข้ามาสอบถามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการที่หุ้นนี้ได้รับความสนใจมาก เป็นเพราะผลประกอบการดี ธุรกิจมีความน่าสนใจและเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง" นายกิตติศักดิ์ กล่าว

ผ่าปูมหลังบริษัทแม่เนชั่นกำลังทรุด แต่เนชั่นทีวีคืออนาคตของสุทธิชัย หยุ่น?


ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของธุรกิจสื่อสารมวลชนเคยตกตลึงเมื่อเครือเนชั่น ของสุทธิชัย หยุ่น ประกาศขายตึกเนชั่นที่บางนาเพื่อชำระหนี้ ถึงกับทำให้นายสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นขมิ้นกับปูนกับสื่อถึงกับ"โพล่ง"ออกมาในช่วงเขาเป็นนายกรัฐมนตรีว่า"เนชั่นขายตึกใช้หนี้ กำลังล้มละลายแล้วหรือ?" ต่อมามีสื่อบางฉบับลงข่าวทำนองว่าเนชั่นมีฐานะกิจการสั่นคลอน ซึ่งในที่สุดก็ต้องลงแก้ไขข่าวในที่สุด เพราะเนชั่นมีการดำเนินการตามกฎหมาย และต้องลงข่าวแก้ไขว่าฐานะกิจการยังมั่นคงแข็งแรงดี

จากการตรวจสอบของไทยอีนิวส์พบว่า ก็น่าให้นายสมัคร หรือสื่อบางฉบับตั้งข้อสงสัยทำนองนั้นได้ เพราะเวลาไล่เลี่ยกันนั้นหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจได้ขายตึกออกมาชำระหนี้ และดูเหมือนฐานะกิจการจะไม่มั่นคงดังแต่ก่อน เพราะเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ฐานเศราฐกิจถึงกับต้องปลดพนักงานออกชุดใหญ่ 60 คน สะท้อนถึงฐานะกิจการได้ดี

เนชั่นก็มีการเปิดโอกาสให้พนักงานเกษียณโดยสมัครใจเช่นกัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นปลดชุดใหญ่แบบฐานเศรษฐกิจ เนชั่นพยายามหาเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการทุกทาง แม้แต่พาทัวร์ไปไหว้แดนพุทธภูมิที่อินเดีย จัดกิจกรรมสอนคนที่อยากเป็นนักข่าวแล้วเก็บเงินค่าอบรม หรือประเภทที่ว่าหาได้ทางไหนก็ต้องเอา แม้เป็นเงินเล็กเงินน้อย อย่างขายวีซีดีสุทธิชัยไปเที่ยวต้นแม่น้ำโขง เป็นอาทิ

สิ่งที่ทำให้เนชั่นต่างจากฐานเศรษฐกิจก็คือ"เส้นสาย"และการแทงข้างทางการเมืองที่ชัดเจนและเนชั่นอยู่ข้างชนะในที่สุด ผลจึงปรากฎว่าหลังรัฐประหาร19กันยา เนชั่นได้เข้าไปทำรายการฟรีทีวีแทบทุกช่อง คือ 3 5 9 11 (ไม่นับTPBSที่เทพชัย หย่อง น้องสุทธิชัย หยุ่น เข้าไปบริหารเต็มตัว) เพราะการเอื้อเฟื้อต่างตอบแทนจากผู้มีอำนาจทางการเมือง รวมไปถึงงบการโฆษณาจากรัฐบาลที่ทุ่มเทมาให้ รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ(event)ที่ค่ายเนชั่นแทบจะผูกขาดเหมาจัด และถ่ายทอดสดผ่านทีวีเนชั่น แล้วเก็บเงินจากรัฐบาลเป็นกอบเป็นกำ

แต่จุดสำคัญของเรื่องนี้คือ ผลประโยชน์นั้นตกกับบริษัท เนชั่นบรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBCที่เนชั่นกำลังขายหุ้นจองในช่วงนี้ และจะนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดMAIในวันที่11พ.ย.นี้ ไม่ได้่ตกเป็นผลประโยชน์ของบริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือNMG บริษัทแม่ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทร้พย์มาก่อนแต่อย่างใด

หากคุณรักสุทธิชัย หยุ่น และเด็กๆของเขาอย่างกนก ธีระ จอมขวัญ และรักค่ายเนชั่น นี่เป็นโอกาสอันดีที่ควรซื้อหุ้นNBCเพื่อส่งเสริมการหา"ฟูกนิ่มๆ"สำหรับคนเหล่านี้ ส่วนNMGนั้นไม่ต้องห่วง เพราะมีพวกตระกูล"จึงรุ่งเรืองกิจ"มหาเศรษฐีแบกรับภาระไว้ด้วยความอ่วมอรทัย ชนิดที่กลืนก็ไม่เข้า คายก็ไม่ออก ได้แต่กลอกตา

สมาคมนักข่าวยืนยันเนชั่นอาการแย่ พนักงานเผยขวัญระส่ำ


ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย รายงานว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในปีนี้มีผลกระทบต่อธุรกิจสื่อสารมวลชนหลายค่าย รวมทั้งเครือเนชั่นที่ได้เปิดโอกาสให้พนักงานสมัครใจลาออก(เออลี่รีไทร์)มาหลายรอบแล้ว

พนักงานเนชั่นรายหนึ่งที่ขอสงวนนามได้ยินดีเปิดเผยกับ"ไทยอีนิวส์"ว่า ยอดขายสิ่งพิมพ์ในเครือตกหนักมากในช่วง4ปีมานี้ ทั้งหนังสือพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษTHE NATION หนังสือพิมพ์คมชัดลึก กรุงเทพธุรกิจ และเนชั่นรายสัปดาห์ โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน เนื่องจากคนใน2ภาคดังกล่าวมองว่าเครือเนชั่นเลือกที่จะเอียงข้างฝ่ายอำมาตย์ และรัฐบาลประชาธิปัตย์ มีอคติต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และผู้สนับสนุนทักษิณ รวมทั้งพวกเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง

"ยอดขายแย่มาก ขนกลับมากองพะเนินตลอด พนักงานเนชั่นขวัญกำลังใจตกต่ำมาก ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงคิวตัวเองต้องโดนบีบออก ขนาดบริษัทขายตึกที่บางนาแล้วก็ไม่ได้ช่วยให้สภาพการณ์ดีขึ้นเลย"พนักงานเนชั่นกล่าว

ขณะนี้เนชั่นต้องหารายได้ทุกทาง เช่น การจัดทัวร์ไปเที่ยวไหว้พระตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดีย การจัดโครงการสอนอบรมนักข่าวเพื่อหารายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการ แต่ที่ได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆคือการจัดอีเว้นต์ให้กับรัฐบาลชุดนี้ และโฆษณาผ่านรายการที่รัฐบาลให้เวลาไปทำทางฟรีทีวีช่องต่างๆหลังรัฐประหาร19กันยา แต่เนชั่นไปบันทึกลงบัญชีเป็นกำไรของNBCที่เป็นบริษัทลูก ส่วนNMGที่เป็นบริษัทแม่แสดงผลขาดทุน

ขายตึกเนชั่นหวังฟัน1,380ล้าน แต่จบที่ราคา955ล้าน


เมื่อวันที่ 2 5มกราคม 2551 วงการสื่อก็ตกตลึง เมื่อนายธนะชัย สันติชัยกูล กรรมการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)-NMG เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ เมื่อวันที่ 23 มกราคม มีมติอนุมัติขายสินทรัพย์ของบริษัทรวมมูลค่า 1,379.75 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย ที่ดิน 4 ไร่ 3 งาน 72 ตร.ว. พร้อมอาคารสำนักงานใหญ่ พื้นที่รวม 14,212 ตารางเมตร และพื้นที่สำนักงานอาคารเนชั่นทาวเวอร์ ซึ่งเป็นห้องชุดจำนวน 191 ห้องชุด พื้นที่รวม 44,950.32 ตารางเมตร ในอาคารชุดชื่อ อาคารชุดเนชั่นทาวเวอร์

นายธนะชัยกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการขายสินทรัพย์ดังกล่าว เพื่อการปรับปรุง process ในการดำเนินงาน และเพื่อนำเงินที่ได้รับไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งจะช่วยลดภาระหนี้สินและลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และทำให้บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น

ต่อมา NMG แจ้งว่า ได้ลงนามในสัญญาจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัท ในส่วนที่เป็นอาคารสำนักงานใหญ่ (พร้อมด้วยที่ดินที่อาคารตั้งอยู่) และพื้นที่สำนักงานซึ่งเป็นห้องชุดในอาคารเนชั่น ทาวเวอร์แล้ว โดยขายให้กับบริษัท ช.ชนะอนันตพาณิชย์ จำกัดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 คาดว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 30 เมษายน 2551 มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน 955 ล้านบาท ชำระเงินงวดเดียวในวันโอนกรรมสิทธิ์

การขายตึกครั้งนี้เนชั่นขายถูกกว่่าที่ตั้งไว้ถึง 425 ล้านบาททีเดียว สำหรับบริษัทช.ชนะอนันต์ เป็นกิจการในเครือเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ปรากฎการณ์ครั้งนี้ทำให้วงการสื่อมองว่าเนชั่นน่าจะถูกกดราคาลงมากเพราะ"ร้อนเงิน"

ขายตึกแล้วแต่NMGอาการหนักกว่าเก่าขาดทุนเพิ่ม แต่บริษัทลูกทำทีวีรวยขึ้่น

ผู้บริหารNMGบอกว่าหลังขายตึกแล้ว ในงวดปี2552น่าจะพลิกมาเป็นกำไร แต่เรื่องจริงคือครึ่งแรกปี2552นี้ขาดทุนหนักกว่าเก่า ในงวด6เดือนแรกปีนี้ บริษัทแจ้งผลขาดทุนสุทธิ 111 ล้านบาทจากปีก่อนกำไรสุทธิื1.11ล้านบาท

NMGแจ้งว่า สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2552 มีขาดทุนจากการดำเนินงานก่อนภาษีเงินได้ ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิและอื่นๆจำนวน 68.22 ล้านบาท หากรวมภาษีเงินได้ 16.17 ล้านบาท ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิ 25.03 ล้านบาท
และรายการตั้งค่าเผื่อสินค้าล้าสมัยของสินค้าคงเหลือ 1.51 ล้านบาท ผลประกอบการสำหรับ 6 เดือนแรกของปี2552 จะแสดงเป็นขาดทุน 110.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานของบริษัทมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

รายได้จากการขายและบริการในช่วง 6 เดือนแรก 2552 ลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ 27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36 เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อยละ 8 นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19 โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8 และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33 นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ และบริการรับขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 35

สุทธิชัยเจอฟูกนิ่มNBCรองรับ แต่"จึงรุ่งเรืองกิจ"ติดดอยบ่นอุบ

คนทั่วไปมักเข้าใจว่าสุทธิชัยถือหุ้นใหญ่NMG แต่ความจริงเป็นสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งไทยซัมมิต ออโตพาร์ต บริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งเป็นพี่สะไภ้ของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

คนมักเข้าใจผิดอีกว่า ทักษิณ ชินวิตร เป็นแบ็คให้สุริยะกับพวกจึงรุ่งเรืองกิจ เข้ามาซื้อNMGเพื่อเทกโอเวอร์กิจการเนชั่น เพราะหมั่นไส้ที่ถูกเนชั่นตามล้างตามราวี

สรุปคือผิดทั้ง 2 เรื่อง


นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง NMG กล่าวเปิดเผยว่า กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเข้าไปซื้อหุ้นเนชั่นตั้งแต่ปี 2546 ด้วยเงินลงทุนหลายร้อยล้านบาท และปัจจุบันถือหุ้นประมาณ 20% นั้น หากราคาหุ้นเนชั่นขึ้นมาถึงต้นทุนที่ราคา 10 บาทต้นๆ ก็พร้อมจะขายทิ้ง แต่ยืนยันว่าจะไม่ยอมขายขาดทุนแต่อย่างใด

ราคาปิดของNMGเมื่อวันที่29ตุลาคม2550คือ5.50บาท ซึ่งหากนางสมพรต้องการขายที่ราคาทุน10บาทต้นๆก็แปลว่าเวลานี้น่าจะขาดทุนทางบัญชีอยู่กว่า50%

สาเหตุที่ตัดสินใจอยากขายหุ้นเนชั่นทิ้ง นางสมพร กล่าวว่า แม้บริษัทจะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น แต่บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ทั้งนี้กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเป็นเพียงผู้ถือหุ้น ไม่มีส่วนร่วมบริหารแต่อย่างใด

“ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น” นางสมพร กล่าว

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของนางสมพร และหลานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดทักษิณคนหนึ่ง และเขาเป็นผู้ถือหุ้นเนชั่นมัลติมีเดียอยู่ด้วย เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารสารคดี ถึงเบื้องหลังการเข้าไปซื้อหุ้นNMGว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ คือพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ผมคิดว่าไม่มีอะไรซับซ้อน คือไม่มีเหตุผลเชิงธุรกิจ คุณแม่ไม่ได้ต้องการซื้อหุ้นเนชั่นเพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร และตั้งแต่วันที่ซื้อจนถึงวันนี้ มันไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลยว่าจะซื้อเพื่อทำกำไร หรือเพื่อเข้าไปยึดครอง

"คืออย่างนี้ครับ ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ ผมคิดว่าด้วยความเป็นสื่อ อย่างแรกที่สุดคุณจะต้องมีภาพลักษณ์อะไรบางอย่างในการที่จะเข้าไปบริหารสื่อได้ และเรารู้อยู่แล้วว่าด้วยภาพลักษณ์ด้วยนามสกุลของเรา เราไม่สามารถเข้าไปได้ เราไม่ได้คิดว่าจะซื้อเพื่อเข้าไปยึดครอง ทั้งหมดนั้นเป็นความเข้าใจผิดของคนอื่น"

ฐานเศรษฐกิจไม่มีเส้นต้องปลดพนักงานรวดเดียว60คน

กิจการสื่อมวลชนอีกรายที่มีปัญหาจนต้องขายตึกคือฐานเศรษฐกิจ โดยตอนแรกได้ขายอาคารฐานเศรษฐกิจ 2 ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานพื้นที่ 2 หมื่นตารางเมตร ที่ในบริเวณใกล้กันกับตึก1ให้กับบริษัท คอม-ลิ้งค์ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อใหม่อาคาร ไอ ทาวเวอร์ เป็นอาคารสูง 32 ชั้น ถนนวิภาวดีรังสิต ใกล้ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว

ต่อมา บมจ. เจ-มาร์ท ได้ใช้เงินลงทุนประมาณ 700 ล้านบาท เข้าซื้ออาคารฐานเศราฐกิจตึก1 เนื่องจากฐานเศรษฐกิจ มีเจ้าหนี้คือ ธนาคารกรุงเทพ มีมูลหนี้ประมาณ 800 ล้านบาท และการเจรจาซื้อ อาคารฐานเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นหนึ่งในแผนการแก้ไขปัญหาหนี้ของบริษัท


ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อฯรายงานว่า ภาวะทางเศรษฐกิจที่สั่นคลอนในขณะนี้ ทำให้ภาคธุรกิจหลายส่วนต้องปรับตัวให้อยู่รอด ไม่เว้นแม้แต่วงการธุรกิจสื่อมวลชน ล่าสุดบริษัทหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ มีคำสั่งเลิกจ้างพนักงานเมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมาจำนวน 60 คน


นายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจให้ข้อมูลว่า บริษัทได้บอกเลิกจ้างพนักงาน 60 คนจริง ซึ่งไม่ใช่นักข่าวทั้งหมด มีพนักงานของแผนกอื่นรวมอยู่ด้วย

สำหรับสาเหตุที่ต้องเลิกจ้างเพราะปัญหาสภาวะทางการเงินของบริษัทที่มีรายจ่ายมากกว่ารายได้จำนวนมาก จึงจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยปรับลดขนาดองค์กรเพื่อให้อยู่ได้ และการปรับลดพนักงานครั้งนี้ทางบริษัทได้จ่ายค่าชดเชยตามกฏหมายแรงงาน ซึ่งต้องดูตามอายุงานพนักงานแต่ละคน แต่การจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานนั้น ทางบริษัทไม่สามารถจ่ายครั้งเดียวได้ จึงจำเป็นต้องขอผ่อนจ่ายเป็นรายงวด

ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อฯกล่าวว่า อย่างไรก็ตามภายในรอบปีนี้ ไม่เพียงบริษัทฐานเศรษฐกิจเท่านั้นที่ถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงานจนต้องเลิกจ้างพนักงานเป็นจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ บริษัทจีจีนิวส์เน็ตเวริ์ค หรือคลื่น บิสิเนสเรดิโอของนายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ก็ต้องปิดตัวลงเพราะภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน รวมถึงเครือเนชั่นก็มีการเปิดให้พนักงานเออลี่รีไทร์มาหลายรอบ
........
อ่านข่าวชุดInvestigative News:ช็อตต่อช็อตเปิดโปงสื่อโล้น

สาวไส้สื่อคลั่งกับแก๊งกระหายเลือดสงครามเขมร

ที่มา Thai E-News


สมคบคิดคลั่งชาติ-สนธิลิ้ม หัวหน้าขบวนการล้าหลังคลั่งชาติกระหายเลือดกระหายสงคราม ซึ่งเคยประกาศจะส่งF16เข้าไปถล่มเขมร ส่งพิภพ ธงชัย และเด็กๆพันธมิตรเข้าพบอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นคอหอยลูกกระเดือกกันเข้าไปสมคบคิดวางแผนกันที่ทำเนียบรัฐบาล เดินหน้านโยบายล้าหลังคลั่งชาติ(คลิ้กอ่านข่าว)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 พฤศจิกายน 2552


ผ่าแผนลับลวงพรางขององค์กรซ่อนเงื่อน สมคบคิดหนุนนโยบายล้าหลังคลั่งชาติกระหายเลือดกระหายสงคราม ก่อศึกกับเพื่อนบ้านกัมพูชา เริ่มจาก"สื่อคลั่ง"เปลวสีเงินที่เสนอว่าคนอย่างทักษิณนั้นโทษสถานเดียวของคนพรรค์นี้คือ “ฆ่าทิ้ง” ก่อนที่มันจะ “ฆ่าชาติ” เผยเบื้องหลังสุดอัปยศไร้ยางอาย ทั้งทิ้งขี้คดีฟ้องร้องลูกน้องเก่าสยามโพสต์ ปลด"ใบตองแห้ง"หลีกเลี่ยงจ่ายเงินชดเชย เชลียร์รัฐมนตรีอ่างนวดโพไซดอนแลกงบโฆษณา ตามมาด้วยเอแบคโพลล์ที่เปิดปุ๊บติดปั๊บแค่มาร์คเรียกทูตกลับไม่ข้ามวัน มั่วผลสำรวจรัฐบาลหุ่นเชิดคะแนนนิยมพุ่ง70% คนในแฉเองผลุบเข้าทำเนียบซุกอภิสทธิ์ประจำ ส่วนประธานหอการค้ามาแปลกไม่แหกปากร้องซักคำทั้งที่กระทบการค้าแสนล้าน แต่ออกโรงหนุนหน้าตาเฉย เผยที่ไปที่มาลึกลับก้าวขึ้นเป็นประธานหอแทนตัวเต็งอันดับ1 ไม่สนผลประโยชน์การค้าอาศัยองค์กรบังหน้าเคลื่อนไหวการเมืองเป็นเครือข่ายอำมาตย์ ส่วนทูตสุรพงษ์วงการเผยตามแก้แค้นเรื่องส่วนตัวที่เคยถูกรัฐบาลทักษิณเตะโด่งไปอยู่แอฟริกา


ผ่าเครือข่ายองค์กรลับลวงพรางโหมชวนเชื่อนโยบายกระหายเลือดกระหายสงคราม

หลังจากรัฐบาลหุ่นเชิดอำมาตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้นโยบายล้าหลังคลั่งชาติลดความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านกัมพูชาลง ก็มีองค์กรหน่วยงานปฏิกริยาล้าหลังคลั่งชาติหน้าเดิมๆอย่างพรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองใหม่ พันธมิตร 40สว.ออกมาปลุกกระแสกระหายเลือดกระหายสงครามกับเพื่อนบ้านกัมพูชา เพื่อหวังเป็นเครื่องมือทำลายปฏิปักษ์ทางการเมืองอย่างทักษิณ ชินวัตร และฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งนี่ไม่น่าแปลกสำหรับกากเดนระบอบอำมาตย์ขาประจำ

แต่กับองค์กรหน่วยงานบางแห่งที่มีภาพลักษณ์ที่ดู"เป็นกลาง"อย่างสื่อกระแสหลัก หรือเอแบค โพลล์,สภาหอการค้าไทย รวมทั้งคนในแวดวงการฑูตออกมาสนับสนุนให้ท้ายรัฐบาลหุ่นเชิดอำมาตย์ ที่กำลังโหมโฆษณาชวนเชื่อนโยบายกระหายเลือดกระหายสงคราม นับเป็นเรื่องที่อาจสร้างประชามติสาธารณะที่ผิดๆพาประเทศชาติไปสู่สงคราม

หากมองปรากฎการณ์เพียงผิวเผินนี่อาจเป็นการแสดงตัวของกระแสชาตินิยมโดยปกติธรรมดา แต่หากล้วงลึกลงไปในเบื้องหลังแล้ว องค์กรอย่างเอแบค โพลล์,ประธานหอการค้า,สื่อหลักอย่างเปลว สีเงิน หรือทูตสุรพงษ์ ชัยนามที่ออกมาแสดงบทบาทนี้ ไม่ได้มีพฤติการณ์ทำนองนี้เป็นหนแรก แต่เป็นมาอย่างต่อเนื่อง จนเราเรียกว่านี่เป็นปรากฎการณ์ของเครือข่ายองค์กรซ่อนเงื่อนที่เคลื่อนไหวทำลายฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย สนับสนุนความเคลื่อนไหวของอำมาตย์เผด็จการอย่างสอดประสานกัน

ต่อไปนี้เป็นการลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อนทั้ง3แห่งในเบื้องลึกที่เต็มไปด้วยข้อมูลเบื้องหลังที่ไม่น่าพลาด

เปลว สีเงินสวมบทสื่อคลั่งสั่งฆ่าทักษิณ เปิดเบื้องหลังสุดอัปยศไร้ยางอาย

สำหรับเปลว สีเงินนั้น ได้เขียนบทความลงในไทยโพสต์ แล้วผู้จัดการASTVกระบอกเสียงพันธมิตรนำไปขายผล โดยระบุว่า คนที่มีความสุขจากการเห็นคนชาติอื่นมาเหยียบย่ำชาติตัวเอง โทษสถานเดียวของคนพรรค์นี้คือ “ฆ่าทิ้ง” ก่อนที่มันจะ “ฆ่าชาติ”(ดูลิ้งค์ข่าว)

เปลว สีเงิน หรือนายโรจน์ งามแม้น เคยเป็นคอลัมนิสต์ใหญ่ในไทยรัฐยุคนายกำพล วัชรพลยังมีชีวิตอยู่ ต่อมาได้ออกมาทำหนังสือพิมพ์สยามโพสต์ โดยถือคติว่าคนหนังสือพิมพ์ต้องทำตัวเป็นฝ่ายค้านกับทุกรัฐบาล สยามโพสต์ไม่ประสบความสำเร็จในด้านยอดขาย ขณะที่ถูกฟ้องร้องสารพัด แต่คนรับเคราะห์คือนายอรุณ ลานเหลือ ซึ่งเปลวตั้งให้เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลสู้คดี ขณะที่เปลวปิดสยามโพสต์หนีไปเปิดหัวใหม่คือไทยโพสต์

มาเปิดหัวใหม่ไทยโพสต์ พอดีทักษิณมาเป็นรัฐบาล เปลวก็ตามจิกด่าตามคติว่าคนหนังสือพิมพ์ต้องทำตัวเป็นฝ่ายค้านด่าทุกรัฐบาล แต่โดนทักษิณตรวจสอบในเรื่องฐานะการเงิน โดยให้สตง.ตรวจสอบพร้อมผู้บริหารเครือเนชั่น และไปบีบโรงพิมพ์ของนายระวิ โหลทอง แห่งสยามกีฬาที่เปลวนำไทยโพสตฺไปพิมพ์ จนระวิเลิกพิมพ์ให้ไทยโพสต์ และประการหนึ่งก็เป็นโอกาสที่ระวิอยากเลิกพิมพ์ให้อยู่ด้วย เพราะติดหนี้ค้างชำระไว้มาก ทำให้เปลวแค้นทักษิณต้องหาเรื่องเอาคืนมาแต่นั้น

พอพันธมิตรปิดสนามบิน จบลงด้วยการโค่นรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ลง และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นรัฐบาล เปลวสีเงินรีบเกาสะขบวนเชลียร์รัฐบาลอภิสิทธิ์ทันที โดยมุ่งไปเชียร์นางพรทิวา นาคาศัย ที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ เพราะเวลานั้นถูกตั้งคำถามเรื่องภูมิหลังที่ครอบครัวนางพรทิวาทำสถานอาบอบนวด"โพไซดอน"ไม่ควรมาเป็นรัฐมนตรีด้านการค้า

เปลวเขียนบทความลงในไทยโพสต์เมื่อ11ก.พ.2552เชียร์พรทิวาแบบออกนอกหน้า ว่า พรทิวา"ถูกใส่ร้าย" อย่างไม่เป็นธรรม สร้างความเสียหาย ชื่อเสียง "ประเทศไทย" เพราะพรทิวาอยู่ในฐานะ "ตัวแทนประเทศไทย"!

เปลวเขียนเชลียร์ว่า "พรทิวา" จะไม่แค่ "นาคาศัย" เท่านั้น นักการเมืองน้อยใหญ่ ไม่ว่าใครก็หวังจะอาศัยเธอทั้งนั้น เธอจะเป็นนักการเมืองหญิงที่ "หญิงยุคใหม่" ซูฮก และยกให้เป็น "ต้นแบบ-หญิงห้าว"!

ผมสังเกตว่าเธอเป็นคน "หัวไว-ใจนักเลง" โครงสร้างเสียง บ่งอนาคตไปได้ใหญ่โต เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจว่า การนอบน้อม และรับฟังผู้ใหญ่ที่เป็น "คณะปรึกษา" นั้น เป็นคุณสมบัติที่ดีของนักบริหาร

"คุณพรทิวา นั้น มีรอยยิ้มที่เรียกว่า "ยิ้มเหมือนโลกเศร้า" เป็นยิ้มของคน "ไม่สิ้นโศก" จากส่วนลึก!? เมื่อประกอบเข้าทั้งใบหน้า แววตาที่ค่อนข้างเหม่อลอย และในเสียงผิดลักษณ์หญิง แต่เป็นเอกลักษณ์ "หญิงทรงอำนาจ" และเด็ดขาด นั้น ก็บังเอิญปลายเส้นเสียงเป็นกังวานที่แตกพร่า ตรงจมูกฮวบเหล็งดี ปากดี กรามดี คางดี สรุปว่า ถ้ายึดมั่นใน ทาน ศีล ภาวนา ให้สม่ำเสมอเขาไว้ จะเสริมให้ยิ่งแก่ยิ่งรวย และยิ่งแก่ยิ่งดัง นั่นแล"นี่เป็นความไร้ยางอายของเปลวเวลาที่เขาจะเชียร์ใครซักคน หาเรื่องไม่เจอก็เอาโหงวเฮ้งมาอ้าง

แล้วพรทิวาก็ให้เปลวได้"อาศัย"จริงๆเพราะนับแต่นั้นงบโฆษณาสารพัดจากกระทรวงพาณิชย์ที่พรทิวาเป็นเจ้ากระทรวงอยู่ก็ไหลมาเทมาลงไทยโพสต์นับแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้ายแทบทุกวัน นอกเหนือจากโฆษณาจาก"สำนักนายกรัฐมนตรี"ของอภิสิทธิ์ที่ขึ้นหราอยู่หน้า1ของไทยโพสตฺแทบทุกวัน


ล่าสุดเปลวก็ก่อเรื่องอัปยศอีกเมื่อได้บีบให้คอลัมนิสต์"ใบตองแห้ง"ที่เขียนคอลัมน์ว่ายทวนน้ำในไทยโพสต์ ซึ่งมีจุดยืนเป็นกลาง อยู่ตรงข้ามกับเปลวอย่างมากออก โดยหลีกเลี่ยงที่จะจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

โดยใบตองแห้งเปิดเผยเรื่องดังกล่าวนี้ว่า"เมื่อผมทราบว่าวีซ่าหมดอายุ ไม่ได้เขียนว่ายทวนน้ำอีก ผมก็ยอมรับโดยดี ไม่ได้ถามเหตุผล เพราะมองแบบน้ำครึ่งแก้ว ผมได้อิสระมาตั้ง 3 ปีกว่า ก็เป็นความใจกว้างล้นเหลือแล้ว แต่บอกว่าถ้าอย่างนั้นผมก็ควรงดการเขียนบทสัมภาษณ์ด้วย เพราะจะสร้างความขัดแย้งเช่นกัน และผมก็คงนั่งกินเงินเดือนเปล่าๆ ไม่ได้ ก็ต้องลาออก เพื่อมีอิสระไปทำอะไรใหม่ๆ

เพียงแต่มาคุยกันภายหลังว่า ผมจะทำบันเทิงอยู่ไหม ผมยังไม่อยากตกงานแบมือขอเงินเมียอย่างเดียว จึงบอกว่าทำได้ในลักษณะฟรีแลนซ์ แต่ไทยโพสต์เสนอว่าจะให้เป็นเงินเดือน โดยคิดเงินเดือนกันใหม่ (ลดลงจากเดิมมาก) ผมก็โอเค เพราะจะได้ไม่ยุ่งยากเรื่องการส่งภาษีส่งประกันสังคม

ฉะนั้นผมก็ไม่ได้ยื่นใบลาออกเป็นทางการ นับแต่วันที่ 1 พ.ย. ถ้าดูบัญชีพนักงานผมก็ยังเป็นพนักงานที่รับเงินเดือนไทยโพสต์อยู่ แต่เป็นเงินเดือนใหม่ ข้อตกลงใหม่ ผมไม่มีตำแหน่งหน้าที่อะไรแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับโต๊ะข่าวการเมือง ไม่มีเก้าอี้นั่ง ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ เขียนส่งทางเมล์ และมีอิสระที่จะไปทำงานที่อื่น ดังนั้นถ้าพูดว่าผมยังอยู่ ยังไม่ได้ออก ก็ถูกเหมือนกัน แต่ถูกครึ่งเดียว ที่ถูกคือผมออกมาอยู่ข้างนอก ทำงานอิสระ แต่ยังรับจ้างไทยโพสต์ในงานที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง"

ทางด้านนักกฎหมายแรงงานกล่าวว่า การที่เปลว สีเงิน ผู้บริหารไทยโพสต์ทำกับใบตองแห้งดังกล่าว ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองสิทธิแรงงาน เพราะเป็นการปรับสภาพการจ้างงานโดยไม่เป็นธรรม ดูเจตนาแล้วหวังผลให้พนักงานลาออกเอง โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า"ใบตองแห้ง"จะยกขึ้นมาต่อสู้ว่าถูกปรับสภาพการจ้างเพื่อบีบให้ลาออก แล้วไปขอค่าชดเชยตามกฎหมาย หรือสมยอมกับการกระทำดังกล่าว

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)ได้ออกแถลงการณ์เมื่อ 6 พ.ย.เรียกร้องให้ชี้แจง กรณีปลด “ใบตองแห้ง” เพราะ
สาธารณชนมีข้อกังขาต่อการยุติบทบาทคอลัมน์ว่ายทวนน้ำโดยฉับพลัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ที่ได้ตั้งปณิธานการทำหน้าที่สื่อมวลชนของตนเองไว้ว่าเป็นพื้นที่สื่อที่มี “อิสรภาพแห่งความคิด”

อีกทั้งเสียงสะท้อนทวงถามจากกลุ่มผู้อ่านภายหลังที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ย่อมบ่งบอกถึงคุณภาพของกลุ่มผู้อ่านหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ที่เปิดกว้างทางความคิดและต้องการรับรู้ความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป ตลอดจนตระหนักถึงเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

ดร.นพพดลAbac Pollผลุบเข้าทำเนียบซุกมาร์คเป็นประจำ


น่ากังขามากว่าทันทีที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ประกาศลดความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาปุ๊บ วันรุ่งขึ้นดร.นพดล กรรณิกา ก็เปิดเผยโพลล์สำรวจในวันรุ่งขึ้นได้แบบฉับไวทันใจว่า สาธารณชนเพิ่มการสนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์จากกรณีนี้ทันที 3 เท่าตัว ขึ้นมาเกือบ 70 % ( คลิ้กดูข่าว )

วันต่อมาเอแบคโพลล์ก็ออกมาทันควันว่า ความเคลื่อนไหวของทักษิณที่มาเป็นที่ปรึกษาของกัมพูชานั้นเป็นผลเสียหายต่อประเทศชาตินั้นมากถึง83%

พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวกับรายการวิทยุมชุมชนของนายขวัญชัย ไพรพนาที่อุดรฯว่า หากโพลล์ออกมามีคนสนับสนุนทักษิณขนาดนั้น ก็ขอเรียกร้องให้ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ไปเลย ในเมื่อคนนิยมนายอภิสิทธิ์และต่อต้านทักษิณมากขนาดนั้น

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของAbac poll เปิดเผยว่า ดร.นพดลนั้นมีทัศนะทางการเมืองไปในทางเดียวกันกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ โดยมักได้รับเชิญไปแลกเปลี่ยนทัศนะเรื่องบ้านเมืองกับนายอภิสิทธิ์ที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นประจำ

"ดร.นพดลนั้นมีทัศนะทางการเมืองสอดคล้องกับคุณอภิสิทธิ์ และคุณอภิสิทธิ์เองก็อยากขอคำปรึกษาในเรื่องของประชามติสาธารณะที่มีต่อตัวเขา และรัฐบาลของเขา ทางดร.นพดลก็ให้คำชี้แนะทางวิชาการไป แต่ก็อย่างว่าคนเราพอมันมีpersonal contact(ความสัมพันธ์ส่วนตัว)กันขึ้นมาซะแล้ วเรื่องที่ทางคุณอภิสิทธิ์จะขอความร่วมมืออะไรก็อาจจะคงมีมั่ง แต่ไม่ใช่แลกกันด้วยเงินทองผลประโยชน์"เจ้าหน้าที่ระดับสูงของAbac Pollระบุ

ขณะเดียวกันเขายอมรับว่าภาพลักษณ์ของเอแบคโพลล์ดูจะเอนเอียงมาทางรัฐบาลจริง แต่คู่แข่งของเราคือสวนดุสิตโพลล์ก็มีข้อครหาว่า เอนเอียงไปทางเสื้อแดงเช่นกัน...

พูดง่ายๆว่าหากหาว่า เอแบคโพลล์เอียงข้างรัฐบาลหุ่นเชิดอำมาตย์ คู่แข่งของเอแบคโพลล์ก็เอียงข้างเสื้อแดงแล้ว ถือว่าหายกัน !

*ประธานหอการค้าที่มาลึกลับ ที่ไปก็เป็นภารกิจในทางลับเครือข่ายอำมาตย์


ที่สังคมต้องประหลาดใจมากก็คือการลดระดับความสัมพันธ์กับกัมพูชานั้นกระทบต่อมูลค่าการค้าระหว่าง2ประเทศซึ่งมีนับแสนล้านบาท แทนที่ประธานหอการค้าจะออกมาเรียกร้องสันติภาพจะได้ทำมาค้าขายกันต่อไป กลับออกมาสนับสนุนอย่างออกนอกหน้า

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า รัฐบาลตอบโต้เขมรทำถูกต้องเหมาะสมแล้ว การปกป้องศักดิ์ศรีประเทศชาติต้องมาก่อน ลั่นรับไม่ได้หากปล่อยให้ใครมาย่ำยี ดูหมิ่นเหยียดหยามประเทศไทย (คลิ้กดูรายละเอียดข่าว) จากนั้นก็เดินสายไปตามหอการค้าตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาตอกย้ำเรื่องนี้ต่อเนื่อง

นายดุสิตเพิ่งขึ้นมาเป็นประธานหอการค้าไทยเมื่อต้นปีนี้แบบ"ลึกลับ แต่รู้กันแซดในวงการพ่อค้าใหญ่ แต่ใครหละจะกล้าพูด"

ตามคิวและตามสัญญาสุภาพบุรุษแล้ว เมื่อนายประมณฑ์ สุธีวงศ์ ประธานหอการค้าคนก่อนหมดวาระลงในตอนต้นปีนี้ จะเป็นคิวของนายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานหอการค้าคนที่ 1 ขึ้นเป็นแทน แม้แต่นายประมณฑ์ก็กล่าวสนับสนุน(ดูข่าว คลิ้ก) จนมีการแจกประวัติ"ว่าที่ประธานหอการค้าคนใหม่"และเตรียมเลี้ยงฉลองยกใหญ่( ลิ้งค์ ) แต่แล้วพอใกล้วันเลือกประธานเข้าจริงๆ ก็เกิด"ข้อมูลใหม่"ขึ้นมา อันมีผลให้นายพงษ์ศักดิ์ต้องประกาศไม่ขอชิงตำแหน่งนี้ โดยอ้างเหตุผลอย่างกะทันหันว่า ต้องไปดูแลธุรกิจทอผ้าของตัวเอง เพราะเจอผลกระทบทางเศรษฐกิจ และขอให้รองประธานคนที่2คือดุสิต นนทะนาคร ขึ้นเป็นแทน...

ซึ่งคนในวงการบอกว่า เป็นเหตุผลที่ต้องประกาศไปทั้งน้ำตา และไม่มีใครเชื่อ แต่ก็ต้อง"ตามนั้น" เพราะนี่เป็นเหตุผลที่ฟังแล้วดูจะกล้อมแกล้มไปได้ที่สุดแล้วต่อสถานการณ์พลิกผันครั้งใหญ่ของวงการหอการค้า

อะไรคือเหตุของการพลิกผัน และทำไมต้องเป็นดุสิต?


ดุสิต มีบทบาทก่อนหน้านั้น โดยออกมาพูดตอนม็อบพันธมิตรยึดสนามบินว่า
"ไทยจะต้องยุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ ภาคธุรกิจจะมีปัญหาแน่นอน โดยมองว่า การที่รัฐบาลไม่สามารถยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ขณะที่สังคมไทยก็มีความแตกแยก ไม่มีความสามัคคี ทำให้รัฐบาลหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงควรที่จะประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดโอกาสให้นักการเมืองหรือพรรคการเมืองอื่น ๆ เข้ามาบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม หากนายกรัฐมนตรีไม่ลาออก ก็ควรที่จะประกาศยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่"


ต่อมาเมื่อมีการแก้ไขปัญหาพันธมิตรยึดสนามบินด้วยการรีบร้อนสั่งยุบพรรคพลังประชาชน มีผลให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 2 ธันวาคม
ตอนนั้นดุสิตซึ่งเป็นรองประธานสภาหอฯก็ออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีแถลงข่าวร่วมกับสภาอุตสาหกรรม กับสมาคมธนาคารไทยว่า พรรคพวกแม้วพอได้แล้ว เป็นนายกฯมา 2 คนแล้ว ทั้งสมัคร สุนทรเวช ทั้งสมชาย บ้านเมืองก็ชิบหายมากพอแล้ว ให้คนอื่นคือฝ่ายมาร์ค-ประชาธิปัตย์ลองเป็นมั่ง พวกพ่อค้าจะได้ทำมาหากินกันเป็นปกติสุข...


ต่อมาไม่นานก็เกิดม็อบเสื้อแดงชุมนุมใหญ่ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ตอนสงกรานต์ ซึ่งหากเป็นไปตามมาตรฐานเดิม ดุสิตก็ควรต้องออกมาแถลงข่าวให้ท้ายม็อบ และไล่รัฐบาลออกเพราะคุมม็อบไม่อยู่บ้านเมืองวุ่นวาย พ่อค้าทำการค้าขายไม่ได้ แต่หนนี้ดุสิตพูดอีกอย่างว่า

ภาคเอกชนเรียกร้องให้ผู้ที่ออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาล ยุติการกระทำใดๆ ที่จะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก่อนที่ผลกระทบจะส่งผลเสียหายไปมากกว่านี้ เอกชนได้พยายามร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อให้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศคลี่คลาย ส่วนรัฐบาลก็ได้ดำเนินนโยบายและมาตรการเพื่อทำให้บรรยากาศด้านการค้า การลงทุน รวมทั้งความเชื่อมั่นของประเทศดีขึ้น บุคคลที่เป็นต้นเหตุของการบั่นทอน ควรจะใช้สติทบทวนและไตร่ตรองโดยรอบคอบ ต้องมองถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ มิใช่ประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง


ต่อมาเมื่อมีการชมนุมใหญ่ของเสื้อแดงเพื่อรำลึกการรัฐประหาร 19 ก.ย.เมื่อไวๆนี้ ดุสิตออกมาหนุนรัฐบาลเต็มที่ โดยกล่าวว่า
การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงนั้น ขึ้นอยู่กับประชาชนว่ามีความรัก ความสามัคคี และมองประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักหรือไม่ ควรคิดว่าจะสามารถร่วมกันระดมความคิดว่าภายหลังจากที่เศรษฐกิจโลกดีขึ้น จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวรวมทั้งจะทำอย่างไรในการเสริมสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

ส่วนการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็เป็นกฎหมายสากลที่ใช้กันทั่วโลก ซึ่งจะเอามาใช้เมื่อมีความจำเป็น และไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าตกใจหากจะเอามาประกาศใช้ในภาวะที่ประชาชนในประเทศไม่มีความสามัคคี


ลูกหม้อเครือซิเมนต์ไทยผู้สืบมรดกต่อจากลูกหม้อซิเมนต์ไทยอีกราย


หลังพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ยอมกลืนเลือดสละการชิงเก้าอี้ประธานหอแล้ว ดุสิตก็หมดก้างฉลุยขึ้นเป็นประธานสภาหอการค้าคนใหม่ฉลุยในวันที่ 26 มีนาคม 2552

ดุสิตจบปริญญาโทจากอเมริกา เป็นลูกหม้อทำงานกับเครือซิเมนต์ไทยมาแต่ต้นจนเกษียณ เขาเป็นมือบริหารปูนใหญ่ในรุ่นเดียวกับชุมพล ณ ลำเลียง มีตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของเครือซิเมนต์ไทยหลายบริษัท ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาฝ่ายจัดการ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)ขึ้นชื่อเรื่องเป็นมือการตลาดของซิเมนต์ไทย

เป็นเครือซิเมนต์ไทยอันมีสำนักงานทรัพย์สินฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เป็นกิจการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ก่อนหน้าดุสิตนั้น ประธานหอการค้าไทยชื่อ ประมนต์ สุธีวงศ์ โดยเขามีโควต้ามาจากการเป็นประธานคณะกรรมการโตโยต้าประเทศไทย และเป็นคนไทยคนแรกที่เป็นประธานโตโยต้า

เขาเก่งกล้าสามารถมาจากไหน? หากใครรู้จักบริษัทญี่ปุ่นดีก็จะพบว่าเขาใช้คนญี่ปุ่นเป็นประธานทั้งนั้น หรือไม่งั้นก็ต้องเรียนจบญี่ปุ่น แต่ประมนต์นี่จบตรี โทจากอเมกา...แล้วทำไมมาเป็นได้..

คำตอบคือพอดีว่าประมนต์มาจากเครือซิเมนต์ไทย

นายประมณฑ์เป็นลูกหม้ออยู่ที่เครือซิเมนต์ไทยมาแต่หนุ่มยันเกษียณในปี2542 ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย..ปูนซิเมนต์ไทยที่มีสำนักงานทรัพย์สินฯถือหุ้นใหญ่นั่นเอง

เครือซิเมนต์ไทยถือหุ้นใหญ่ในโตโยต้าประเทศไทย 10% เช่นเดียวกับบริษัทจากต่างประเทศที่มาลงทุนในไทยโดยทั่วไปที่เครือสำนักงานทรัพย์สินฯจะได้รับเกียรติให้เข้าไปร่วมถือหุ้นด้วยในฐานะเจ้าบ้านที่ดี รวมทั้งกรณีของรถไถนาคูโบต้า รถไถนาเดินตามที่มียอดขายสูงสุดในเมืองไทย ก็มีทรัพย์สินเข้าไปถือหุ้น 10 %

เมื่อประมณฑ์หมดวาระลง แทนที่เก้าอี้ประธานหอการค้าจะตกเป็นของแคนดิเดตอันดับ1 กลับถูกผูกขาดจากคนที่เป็นลูกหม้อเครือทรัพย์สินฯ จากนั้นก็มีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองสอดคล้องกับรัฐบาลอภิสิทธิ์และเครือข่ายอำมาตย์อย่างเป็นจังหวะจะโคน ก็ทำให้ข้อสงสัยต่างๆคลี่คลายลงว่า เพราะเหตุใดนายดุสิต นนทนาคร จึงเหมาะสมกับตำแหน่งประธานหอการค้า

ผลประโยชน์การค้าไทย-กัมพูชาปีละนับแสนล้านบาท อาจไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับเครือข่ายองค์กรซ่อนเงื่อนของอำมาตย์ที่ขอพิฆาตทักษิณเป็นภารกิจหลัก

*ทูตสุรพงษ์ ชัยนามกับปฏิบัติการแค้นฝังเหลี่ยม


นายสุรพงษ์ ชัยนาม อดีตเอกอัคราชทูตคนหนึ่ง ซึ่งเคลื่อนไหวสอดคล้องกันได้ออกมาเคลื่อนไหวล่าสุด โดยไปออกรายการASTV กล่าวสนับสนุนรัฐบาลหุ่นเชิดว่า "คราวนี้ต้องตอบโต้ที่หนักขึ้น นอกจากเรียกทูตกลับ แล้วยังชะลอ ความช่วยเหลือ ความร่วมมือในโครงการต่างๆด้วย เพื่อดูท่าที ฮุนเซน อีกครั้ง ทั้งนี้หาก ฮุนเซน ยังไม่เข้าใจอีก สิ่งที่ชะลอไว้อาจยกเลิกไปเลย"( คลิ้กดูข่าว )

นายสุรพงษ์แม้จะเป็นทูต ซึ่งภาพลักษณ์ดีเป็นกลาง แต่ก็พบว่าเบื้องหลังความเคลื่อนไหวของเขานั้นมาจากได้รับผลกระทบส่วนตัวเมื่อครั้งยังรับราชการอยู่

เขาเป็นน้องชายของทูตผู้ใหญ่อีกรายคือนายอัษฎา ชัยนาม ทั้งสองมีศักดิ์เป็นหลานนายดิเรก ชัยนาม อดีตผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475และอดีตเสรีไทย

ปัญหาเกิดขึ้นในยุครัฐบาลทักษิณ มีดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ถูกนายอัษฎา ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในกระทรวงซึ่งใกล้เกษียณอายุราชการ ได้วิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่างประเทศของดร.สุรเกียรติ์หลายเรื่อง สร้างความไม่พอใจให้สุรเกียรติ์มาก จึงหันไปเล่นงานนายสุรพงษ์ผู้น้องชายแทน เพราะนายอัษฎาเกษียณอายุราชการไปก่อน

โดยสุรเกียรติ์ได้ย้ายนายสุรพงษ์จากอธิบดีกรมใหญ่ในกระทรวงต่างประเทศ ลดชั้นให้ไปเป็นทูตเยอรมนี และเอาไปเอามาก็ย้ายไปเป็นทูตที่แอฟริกา เทียบได้กับย้ายไปอยู่ชายแดนเป็นการลงโทษ นายสุรพงษ์จึงลาออกแล้วมาเคลื่อนไหวบนเวทีพันธมิตรไล่รัฐบาลทักษิณเพื่อแก้แค้น

หลังรัฐประหาร19กันยา นายสุรพงษ์ได้ไปมีตำแหน่งในรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ และในฐานะเคยเป็นปัญญาชนศึกษาลัทธิมาร์คซ์มามาก เขาได้เขียนบทความเรื่อง"กองทัพกับประชาธิปไตย"หลังรัฐประหาร19กันยา ความสำคัญโดดเด่นอยู่ตรงมันเป็นบทความที่มุ่งอธิบายและให้ความชอบธรรมโดยนัยแก่การรัฐประหารของกองทัพเพื่อกอบกู้ฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย ด้วยหลักเหตุผลวิชาการอย่างจริงจัง จากกรอบแนวคิดทฤษฎีของฝ่ายซ้าย

เรื่องนี้ทำให้นักวิชาการฝ่ายซ้ายเก่า อย่างดรเกษียร เตชะพีระ ถึบกับทนไม่ไหว ได้เขียนบทความวิจารณ์สุรพงษ์ว่า "เมื่อเอาหูแนบตั้งใจฟังข้อความของสุรพงษ์ ก็พอจะแว่วกังวานแห่งคำประกาศ "สงครามครั้งสุดท้าย" ของสนธิ ลิ้มทองกุล..."

00000000000

อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อนชุดใหญ่เต็มๆเนื้อๆ


-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่5):ผลสำรวจเบื้องหลังคนทำโพลล์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่6):ใครสั่งโค่นเหลี่ยม?
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่7):Conspiracy theoryชู้รักเลดี้แชตเตอร์ลีย์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่8):ฉากและบางถ้อยคำสำคัญวันยึดอำนาจ
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่9):Between the lineของระบอบเทวดา
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่10):ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก
ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่11):กลุ่มกษัตริย์นิยมกับประชาธิปไตยแบบไท้ยไทย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่12):มหาลัยใหญ่โตเหวย! มืดจริงหนอสถาบันอันกว้างขวาง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่13):นักศึกษาประชาชนและมวลชนผู้ขมขื่น รวมกันหยัดยืน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่14):เบื้องลึก"ข้อมูลใหม่"หอการค้าถือหางปชป.-พธม.กระทืบเสื้อแดง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่15):ยมฑูต3ตัว ตัวที่ร้ายลึกคือเคยแสดงปรากฏการณ์ว่าเป็น'ซ้าย'
00000000
บทความเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์สุดมันส์รวมฮิตลากไส้สื่อเห้เสร็จแล้ว เชิญโหลดกระจาย

‘ใบตองแห้ง’ ออนไลน์ : กู้ชาติ...งานเข้า

ที่มา ประชาไท

วันก่อนผมเจอรุ่นน้องอดีตนักกิจกรรมที่เป็นพันธมิตรแถวหน้า หน้าจริงๆ เพราะลุยที่ไหนเขาเข้าไปก่อน แต่เป็นคนนิสัยดี เปิดกว้าง ไม่คับแคบเหมือนพวกฮาร์ดคอร์ และยังไม่ทิ้งจุดยืนของนักเคลื่อนไหวฝ่ายก้าวหน้า

เขาพูดไปหัวเราะไปถึงปณิธาน วัฒนายากร ที่ออกมาตอบโต้ พล.อ.ชวลิต รับแผนโจรใต้” ว่า อ่านหัวข่าวตอนแรกนึกว่าเทพไท ที่ไหนได้กลายเป็นปณิธาน ไม่น่าเชื่อว่าบิ๊กจิ๋วทำให้ปณิธานเป็นไปได้เพียงนี้
ผมเศร้าหน่อยๆ เมื่อได้ฟัง ผมเคยสัมภาษณ์ปณิธานหลายครั้ง กล้าพูดได้ว่าเป็นคน Nice เป็นสุภาพบุรุษ ผู้ดีมีสกุลที่ไม่ถือตัว นักวิชาการที่รู้กว้าง รู้จริง และวิเคราะห์ได้แม่นยำ เป็นระบบ ถึงจะเห็นต่าง ก็ยังยกย่องนับถือ
ผมขำปณิธานอยู่ครั้งเดียว คือตอนที่เขาตัดสินใจเข้าสู่การเมือง ให้สัมภาษณ์ครั้งสุดท้าย เขา เกร็ง’ และระวังตัวแจ จนไม่เป็นกันเองเหมือนเคย นั่งคุยกันที่คณะรัฐศาสตร์ ทุกครั้งเป็นต้องสั่งกาแฟมาเลี้ยง แต่ครั้งนั้นไม่ยอมสั่ง (ไม่เลี้ยงกาแฟใครแม้แต่แก้วเดียว-ฮา)
การเมืองทำให้คนเปลี่ยนไป ไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองที่มีผลประโยชน์ แต่ทุกคนที่กระโจนเข้าไปเลือกข้าง ก็ต้อง เล่นการเมือง’ เพื่อเป็นผู้ชนะ ไม่มีใครอยากแพ้ แม้แต่แกนนำพันธมิตรก็ ‘เล่นการเมือง’ เมื่อยามปราศรัยกับพี่น้องเอ๊ยบนเวที แต่ลงมาข้างล่างแล้วพูดกับเพื่อนพ้องน้องพี่อีกอย่าง
เพื่อนพ้องในพันธมิตรมักพูดกับผมว่า ในการต่อสู้คุณจะเรียกร้องให้เราเดินตรงเป๊ะได้ไง มันก็ต้องมีแทคติกมียุทธวิธีบ้าง (เช่นการยืมมือ ศักดินาล้าหลัง’ มาขับไล่ ‘ทุนสามานย์’ อย่างที่อ้างกันบ่อยๆ) ผมก็บอกว่าใช่ มันไม่มีหรอกการต่อสู้ที่แฟร์ๆ แต่อย่างน้อยคุณอย่ากลืนหลักการที่ตัวเองเคยพูดเคยยึดถือ เช่น เคยเชิดชูประชาธิปไตยต่อต้านรัฐประหาร คัดค้านอภิสิทธิ์ชน (พูดอย่างให้ความเป็นธรรม แกนนำเสื้อแดงก็ ‘เล่นการเมือง’ แต่เขาไม่ได้กลืนหลักการมากเท่า-หรือไม่เคยมีหลักการให้กลืน)
วันนี้เช่นกัน สื่อ นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมทั้งหลาย ที่(เคย)เป็นฝ่ายก้าวหน้า ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าจะทิ้งจุดยืนไปปลุกความคลั่งชาติเป็นอาวุธ แบบฝ่ายขวา แบบเทพไท แบบประชาธิปัตย์ อีกหรือเปล่า
บิ๊กจิ๋วชูนโยบายนครปัตตานี อาจพูดได้ว่านี่คือเกมการเมืองเขย่ารัฐ แต่ถามว่าข้อเสนอเขตปกครองพิเศษ การเคารพและยอมรับอัตลักษณ์ ก็มาจากคณะกรรมการสมานฉันท์ ที่มีพิภพ ธงไชย เป็นกรรมการ มีอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน มิใช่หรือ
สื่อ นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวฝ่ายก้าวหน้า ต่างสนับสนุนการกระจายอำนาจ และคัดค้านการปลุกชาตินิยมกดกีดกันชนส่วนน้อยมาตลอดมิใช่หรือ
เมื่อครั้งทักษิณปลุกชาตินิยมไปจัดการปัญหาภาคใต้ ชาวเรา’ ก็เคยคัดค้านทักษิณ แต่เมื่อบิ๊กจิ๋วเป็นนอมินีทักษิณไปชูนโยบายกระจายอำนาจ ‘ชาวเรา’ ที่ไปสวมเสื้อเหลืองจะคัดค้านเพียงเพราะเกลียดทักษิณหรือ
ฉะนั้นจะวิพากษ์บิ๊กจิ๋วไม่จริงใจ หรือพูดไม่รู้เรื่อง ก็เชิญว่าไป แต่อย่าร่วมมือกับรัฐปฏิกิริยาฝ่ายขวาปลุกชาตินิยมมาต่อต้านหลักการกระจายอำนาจ ภราดรภาพ เสมอภาค เคารพอัตลักษณ์และสิทธิชุมชน สิทธิการดูแลตนเองของท้องถิ่นไม่ว่าจะชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มใหญ่
ไม่ร่วมมือไม่พอ ผู้นำชุมชนอย่างบรรจง นะแส สุทธิ อัชฌาสัย หรืออีกหลายๆ คน ยังควรจะต้องออกมาปกป้องหลักการด้วย ถ้าพวกไดโนเสาร์เต่าล้านปี ทหารแก่ทหารเกือกปลุกคลั่งชาติรัฐนิยมจนเลยเถิด
ไม่เช่นนั้นก็จงระวังว่าพวกคลั่งชาติอาจมองว่าทักษิณทำถูกแล้ว ที่จับหมอแวขังยาวข้อหาเจไอ ไม่น่าปล่อยออกมาเล้ย มันรับแผนมาจากโจรใต้ (ฮาไม่ออก)
กระแสคลั่งชาติทางใต้ยังไม่รุนแรงเท่าทางตะวันออก ซึ่งรัฐบาลนิสัยเด็กได้คะแนนนิยมล้นหลาม ไม่แปลกอะไร เพราะคนไทยได้รับการปลูกฝังชาตินิยมโดยไม่ต้องมีเหตุผลมาแต่อ้อนแต่ออก ลูกจีนรักชาติ’ พ่อแม่พูดไทยไม่ชัด ยังคิดเสมือนว่าตัวเองสืบเชื้อสายมาจากยุคพระนเรศวรตัดหัวพระยาละแวก
แน่นอนเรื่องนี้ต้องแยกแยะ ผมคงไม่บอกว่าการกระทำของทักษิณและฮุนเซ็นถูกต้อง แต่การตอบโต้ของรัฐบาล การประโคมโหมกระแส ขายชาติ’ ตามสื่อ ก็ชัดเจนว่าเป็นการปลุกกระแสคลั่งชาติมาช่วงชิงคะแนนนิยม และทำลายล้างทักษิณ
ถามว่าในวิถีการทูต ยังมีวิธีอื่นที่เป็นการประท้วงรัฐบาลกัมพูชาอย่างเหมาะสมกว่าการเรียกทูตกลับหรือไม่ ยังมีวิธีที่จะประนีประนอมรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวหรือไม่ ผมเชื่อว่ามี แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่เลือก เพราะเห็นว่าการตอบโต้แบบนี้จะเรียก ศักดิ์ศรี’ และคะแนนนิยมได้ท่วมท้น (ก็ไม่ต่างจากตอนทักษิณขึงขังส่งเครื่องบินทหารไปปฏิบัติการเอนเทบเบ้ถึงพนมเปญ)
ศักดิ์ศรี’ อะไร ศักดิ์ศรีของชาติที่ถือว่าตัวเองเหนือกว่า ผู้นำของชาติเคยตัดหัวผู้นำอีกชาติเอาเลือดล้างเท้า อย่างนั้นหรือ
เช่นกัน ใน 2-3 วันที่ผ่านมา เมื่อเปิดหน้าหนังสือพิมพ์ หรือไม่ต้องเปิด ก็มีคนส่งเมล์ว่อนข้อเขียนของคอลัมนิสต์ไดโนเสาร์หลายราย ที่พูดถึงการมีพระราชกฤษฎีกาแต่งตั้งทักษิณโดยกษัตริย์เขมร พูดถึงประวัติศาสตร์ยุคพระยาละแวก ฯลฯ บ้างก็โทษทักษิณว่าสมคบ ศัตรู’ (จะด่าทักษิณก็ด่าไป ทำไมต้องสถาปนาเพื่อนบ้านเป็นศัตรู)
เรียกได้ว่าคึกคัก งานเข้า’ กันจริงๆ สำหรับพวกที่ถนัดการปลุกอุดมการณ์ราชาชาตินิยม ตั้งแต่เทมาเสก มาจนถึงฮุนเซน นี่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็คงเป็น ‘กระแช่’ เมื่อปี 19
คำถามว่า ศักดิ์ศรี’ บนพื้นฐานของความเท่าเทียมอยู่ตรงไหน ค่อนข้างจะหาคำตอบได้ยาก ถ้าดูพฤติกรรมของฮุนเซนแบบตัดตอน ก็สมควรตอบโต้ เพราะการประกาศว่าจะไม่ยอมส่งตัวทักษิณและให้ที่พักพิง มันคือการท้าทายในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะฮุนเซนจะทำอย่างดูไบโดยไม่ต้องเอ่ยปากพูดอะไรก็ได้ แต่พูดทำไม โดยทั่วไปผู้นำประเทศเขาจะไม่ออกมาท้าทายด้วยตัวเองอย่างนี้ (ไม่ใช่เรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการยุติธรรม กระบวนการยุติธรรมไทยวิเศษวิโสอะไร ถึงวิจารณ์ไม่ได้)
แต่อย่าลืมว่าตั้งแต่ทักษิณถูกรัฐประหาร ความสัมพันธ์ระหว่างเขมรกับไทยก็ไม่เคยมีปัญหา ตอนนั้นฮุนเซนมึความชอบธรรมเต็มที่ด้วยซ้ำ หากจะให้ที่พักพิงทักษิณ แต่เขาก็ยังเกรงใจไทย ปัญหามันเกิดตอนไหน ผมว่าทุกคนตอบได้ถ้าย้อนเอาใจเขาใส่ใจเรา ก็การปลุกกระแสคลั่งชาติทวงปราสาทพระวิหาร คัดค้านขึ้นทะเบียนมรดกโลก เล่นเกมการเมืองเอาชนะกันจนกระทบกระเทือนความสัมพันธ์เพื่อนบ้าน หนำซ้ำ คนที่ยืนยันว่าผืนดินใต้ปราสาทเป็นของไทย ได้ขึ้นมาเป็นนายกฯ คนที่ด่าฮุนเซนเฮงซวย ได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศหน้าตาเฉย
เอ้อ ถ้าผมเป็นเขมร ผมมีสิทธิจะไม่พอใจไหมครับ
ฮุนเซนไม่ได้ โง่’ อย่างที่คอลัมนิสต์บางคนคิด ฮุนเซน ‘เขี้ยวลาก’ ต่างหาก คุณปลุกชาตินิยม ฮุนเซนก็ปลุกชาตินิยมเหมือนกัน ในประวัติศาสตร์ชาติเขมร ที่เขาเจ็บช้ำกับการเป็นชาติเล็กผู้ถูกรุกรานอยู่เสมอ (ต้องการอิสรภาพก็หาว่าไม่ซื่อ) การที่ผู้นำกล้าตบหน้าท้าทาย ‘พี่ใหญ่’ จึงเป็นความภาคภูมิใจและเรียกคะแนนนิยมท่วมท้น
ผู้นำทั้งสองประเทศจึงเล่นเกมปลุกชาตินิยมเพื่ออำนาจนิยม โดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ โดยเฉพาะรัฐบาล ปชป.ที่ฉวยโอกาสประณามฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองว่าขายชาติ ผลักความเห็นต่าง ความอยุติธรรม ความไม่ชอบธรรม และความไม่เป็นประชาธิปไตยให้ถูกกลืนไปในกระแสชาตินิยม
ผมไม่แปลกใจกับการเล่นเกมของนักการเมือง หรือทัศนะสุดโต่งของคอลัมนิสต์จารีตนิยม เขาเป็นของเขาอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ผมสลดใจกับสื่อรุ่นใหม่ นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม พลังที่ เคย’ ก้าวหน้า กลับโดดเข้ามาร่วมปลุกกระแสล้าหลังคลั่งชาติกันหน้าตาเฉย ตั้งแต่กรณีปราสาทพระวิหารเมื่อปีที่แล้ว หรือปีนี้ (ที่บางปู-เฮ)
บางคนอาจจะบอกว่าไม่ได้ร่วม แค่อยู่เฉยๆ ปล่อยไปตามกระแส ปล่อยให้เทพไท (ความภาคภูมิใจของพรรคนักศึกษา 7 คณะ) ออกมาแจกซีดีเพลงย้อนยุค หนักแผ่นดิน’ ก็ไม่ต่างจากแกนนำพันธมิตรที่ยืนกรานจนวันนี้ว่าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร (เพราะไม่ได้ไปช่วยขับรถถัง) หรือหลายคนที่ออกตัวภายหลังว่าไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรปลุกชาตินิยมทวงปราสาทพระวิหาร (แต่ตอนนั้นนิ่งเงียบ)
ผมเคยสะใจมากที่เห็นอดีตกรรมการสิทธิฯ โต้กับผู้การน้องแน็ตหน้าจอทีวีเรื่องประจานผู้ต้องหา แล้วถูกเชือดกระจุย แพ้กระแสสังคม มันพิสูจน์ว่าจากจุดเริ่มต้นที่คุณต่อสู้กับทักษิณว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ผ่านเวลามาหลายปี คุณไม่ได้ยกระดับความเคารพสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยขึ้นเลย นอกจากเปลี่ยนข้างกันเป็นผู้ชนะ แล้วก็ละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกฝ่าย ทักษิณแทรกแซงสื่อ ทักษิณปิดกั้นเสียงข้างน้อย แต่ยุคนี้สมัยนี้หนักหนาสาหัสกว่ายุคทักษิณด้วยซ้ำ
พี่พิภพ ธงไชย เคยคุยกับผมเมื่อปี 50 ว่า สิ่งที่อยากเห็นคือกระบวนการยุติธรรมทำงาน เอาทักษิณขึ้นศาลเป็นแบบอย่างเหมือนเกาหลี ไต้หวัน เพื่อสถาปนาความมีกติกาความเคารพกติกาในสังคมไทย เกือบ 3 ปีที่ผ่านมาเป็นจริงไหม สังคมไทยเคารพกติกามากขึ้นไหม หรือเราเสื่อมความเชื่อถือในกติกา เสือมเสียจนกระทั่งกรรมการฟีฟ๋า ที่อยู่ในข่ายได้ไปตัดสินบอลโลก ยังลอบวางระเบิดสังหารผู้บังคับบัญชา (ฮาไม่ออก)
มันน่าสมเพชว่าการต่อสู้กับทักษิณ ที่ว่าอำนาจนิยม ไม่เป็นประชาธิปไตย ละเมิดสิทธิ แทรกแซงสื่อ แทรกแซงองค์กรอิสระ คอรัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อน ฯลฯ กลับนำไปสู่ความเสื่อมเสียยิ่งกว่าของหลักการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน จรรยาบรรณสื่อ ตุลาการภิวัตน์ หรือแม้กระทั่งการคอรัปชั่นของนักการเมือง และผลประโยชน์แฝงเร้นของชนชั้นนำ
ทักษิณพับนกด่าโจรกระจอก คุณก็ด่าเฮงซวยทวงปราสาทพระวิหาร ก็เอาชนะกันไป บนความเสื่อมและล้าหลังลงเรื่อยๆ โดยไม่ได้ให้ความคิดที่ถูกต้องกับสังคม

พวงทอง ภวัครพันธุ์: ความมั่นใจในตนเองของกัมพูชา

ที่มา ประชาไท

“อยากให้รัฐไทยมองกัมพูชาในระดับที่เท่ากับเรามองสหรัฐหรือจีนได้หรือไม่ ไม่ควรมองว่าเป็นลูกน้องที่จะต้องยอมเราตลอด”
นิธิ เอียวศรีวงศ์
“ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับ ฮุน เซน ที่จะได้เล่นการเมืองไทยบ้าง นี่อาจจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยที่ผู้นำกัมพูชาเข้มแข็งถึงขนาดที่จะเข้ามาเล่นการเมืองไทยได้”
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
คำกล่าวข้างต้นของนิธิ เอียวศรีวงศ์ และสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี มีนัยสำคัญอย่างยิ่งที่บรรดาผู้มีส่วนกำหนดนโยบายของไทยต่อกัมพูชาควรเก็บไปไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนที่จะช่วยกันผลักดันนโยบายตอบโต้ต่างๆ ออกมาเพื่อลงโทษกัมพูชาที่ “บังอาจเหิมเกริมอวดดี” กับไทย คำเตือนของนิธิและสุภลักษณ์ ชี้ว่าทัศนคติของไทยที่มองกัมพูชาว่าอ่อนด้อยกว่าไทย ควรเคารพยำเกรงไทย ไม่เช่นนั้นก็จะต้องถูกลงโทษดังเช่นที่พระยาละแวกเคยประสบมาแล้ว เป็นสิ่งที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไป และหากยังดำเนินนโยบายโดยมีอคติดังกล่าวครอบงำต่อไป ฝ่ายที่จะเจ็บตัวมากกว่าก็คือคนไทยตาดำๆ นี่เอง (ที่จริงนักประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นมาตั้งนานแล้วว่าพิธีปฐมกรรมพระยาละแวกไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่คนไทยก็ยังตอกย้ำความเชื่อนี้กันต่อไป)
ดูเหมือนจนถึงวันนี้ผู้กำหนดนโยบายของไทยต่อกัมพูชาก็ยังไม่ตระหนักว่า กัมพูชาในปัจจุบันแตกต่างกับกัมพูชาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว พวกเขามองไม่เห็นความเชื่อมั่นในตนเองของผู้นำกัมพูชาที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในการปฏิสัมพันธ์กับไทย ที่ทำให้กัมพูชากล้าที่จะตอบโต้ไทยอย่างรุนแรงพอๆ กัน
อาการเชื่อมั่นในตนเองเช่นว่านี้ปรากฏให้เห็นตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมานับแต่เกิดความขัดแย้งกรณีปราสาทพระวิหาร ผู้นำกัมพูชาเล่นเอาเถิดเข้าล่อจนฝ่ายไทยต้องวิ่งตามแก้เกมจนหัวปั่น เช่น พยายามผลักเรื่องปราสาทพระวิหารเข้าสู่ที่ประชุมอาเซียนและสหประชาชาติ ต่อมาเมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ฮุนเซ็นเป็นผู้นำอาเซียนคนแรกที่ออกมาเรียกร้องให้ไทยเลื่อนการประชุมอาเซียนซัมมิทออกไป ซึ่งถือเป็นการแสดงความไม่มั่นใจต่อไทยโดยตรง
ล่าสุด ฮุนเซ็นอดทนรอจังหวะจนถึงการประชุมอาเซียนที่ชะอำเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อประกาศว่าเขาพร้อมจะเปิดบ้านรอรับและจะแต่งตั้งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ เป็นที่ชัดเจนว่านี่คือโอกาสที่จะดึงความสนใจของนานาชาติเข้าสู่ปัญหาไทย-กัมพูชา เขาเลือกที่จะพูดเรื่องนี้ในประเทศไทย แทนที่จะพูดในบ้านตัวเอง เพราะเขาต้องการทำให้ไทย ซึ่งเป็นเจ้าภาพอาเซียน เต้นเป็นจ้าวเข้านั่นเอง
ปัญหาคือ เมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ตีความการเชื่อมั่นในตนเองของกัมพูชาว่าคือ อาการเหิมเกริมอวดดีของคนที่ไม่มีดีจะอวด ของลูกน้องที่ต้องสยบยอมกับพี่ใหญ่ (ไม่ว่าพี่ใหญ่คนนี้จะพยายามกีดกันการจดทะเบียนปราสาทพระวิหารให้เป็นมรดกโลกสักกี่ครั้ง ลูกน้องก็ควรสงบเสงี่ยมเจียมตัวต่อไป) พวกเขาจึงไม่สนใจที่จะหาคำตอบว่า ที่มาของความเชื่อมั่นในตนเองของกัมพูชานั้นคืออะไร และมันจะกระทบต่อผลประโยชน์ของชาติไทยในระยะยาวอย่างไร
อะไรคือที่มาของความเชื่อมั่นในตนเองของกัมพูชา?
ไทยไม่ควรลืมว่าเมื่อเวียดนามบุกเข้าโค่นล้มระบอบเขมรแดงในปี 2522 กัมพูชาตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่าต้องกลับไปเริ่มต้นที่ศักราชศูนย์ (Year Zero) เพราะเขมรแดงทำลายระบบทั้งหลายในประเทศจนราบคาบ ไม่ว่าจะเป็นการเงินการธนาคาร การศึกษา สาธารณสุข ฯลฯ คนเขมรที่เสียชีวิตไปกว่าล้านคนในช่วงเขมรแดงยังหมายถึงการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์สำหรับการพัฒนาประเทศไปอย่างมหาศาล แต่เท่านี้ยังไม่พอ รัฐบาลที่ขึ้นมาปกครองกัมพูชาต่อจากเขมรแดงยังต้องประสบกับการปิดล้อมทางเศรษฐกิจจากนานาชาติ โดยมีสหรัฐฯ ไทย และจีนเป็นผู้นำให้การสนับสนุนกับกองกำลังเขมรแดงบริเวณชายแดนไทย สงครามกลางเมืองในกัมพูชาเพิ่งยุติลงอย่างเด็ดขาดก็ในปี 2539 นี่เอง คือ เมื่อพอล พต เสียชีวิต และเขมรแดงประกาศวางอาวุธ แต่แม้จะผ่านอาการบาดเจ็บปางตายและอุปสรรคมามากมาย การพัฒนาเศรษฐกิจของกัมพูชาในปัจจุบันกลับก้าวไปไกลกว่าพม่าและลาวเสียอีก แม้ว่ากัมพูชาจะยังจัดอยู่ในประเทศด้อยพัฒนา แต่เมื่อพิจารณาถึงความเปลี่ยนแปลงจากปี 2522 จนถึงปัจจุบัน ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจกัมพูชาก้าวหน้าไปอย่างมีนัยสำคัญ
ฉะนั้น เศรษฐกิจของกัมพูชาในปัจจุบันบวกกับอำนาจรวมศูนย์ของฮุนเซ็น ย่อมทำให้ผู้นำกัมพูชามีความมั่นใจในตนเองอย่างยิ่ง ประการสำคัญ การพัฒนาของกัมพูชาในปัจจุบันยังเป็นผลพวงโดยตรงของการดำเนินนโยบายต่างประเทศของฮุนเซ็น
ในด้านการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศ บทความของสุภลักษณ์ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่าไทยไม่ใช่ทางเลือกเดียว และไม่ใช่ทางเลือกที่สำคัญที่สุดของกัมพูชา ความสัมพันธ์แบบรอบด้านกับทั้งประเทศเล็กใหญ่ ทั้งในและนอกภูมิภาคชี้ให้เห็นว่า ผู้นำกัมพูชาในปัจจุบันพยายามสร้างทางเลือกหลากหลายให้กับตัวเอง พวกเขาดูจะสรุปบทเรียนจากประวัติศาสตร์ที่ถูกแซนด์วิชจากไทยและเวียดนาม
ในจุดนี้ จึงต้องขยายความต่อว่าความเชื่อของคนไทยจำนวนมากที่มองว่าฮุนเซ็นตกอยู่ใต้การครอบงำของเวียดนาม เป็นความเข้าใจที่มีปัญหา เวียดนามเป็นแค่สายสัมพันธ์หนึ่งเท่านั้น ที่ยังถูกถ่วงดุลด้วยความสัมพันธ์ที่กัมพูชามีกับจีน และประเทศมหาอำนาจอื่นๆ อีกทั้งฮุนเซ็นก็ตระหนักดีถึงกระแสเชื้อชาตินิยม (racism) ต่อต้านเวียดนามที่ค่อนข้างเข้มข้นในหมู่ชาวเขมร และเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านกัมพูชาเอามาใช้เล่นงานตนอยู่เสมอ ฮุนเซ็นจึงต้องระมัดระวังสายสัมพันธ์กับเวียดนามอย่างยิ่งเช่นกัน
ย้อนกลับมาดูมาตรการตอบโต้ของไทยต่อกัมพูชา นอกเหนือจากการเรียกทูตกลับ รัฐบาลอภิสิทธิ์ยังประกาศระงับความช่วยเหลือแก่กัมพูชา ด้วยเหตุผลว่า “การทบทวนนี้ รัฐบาลไทยจะกระทำด้วยความจำใจ เนื่องจากรัฐบาลไทยประสงค์มาโดยตลอดที่จะให้ความร่วมมือกับฝ่ายกัมพูชาเพื่อพัฒนาการอยู่ดีกินดีของชาวกัมพูชา เพื่อลดช่องว่างของประชาชน และลดช่องว่างระหว่างกัมพูชากับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ” ถ้าอ่านให้ดี ข้อความดังกล่าวยังชี้ให้เห็นทัศนคติที่แสดงความเหนือกว่าของไทยต่อกัมพูชา ทัศนะที่เชื่อว่ากัมพูชาต้องพึ่งพิงไทยมากๆ การตัดความช่วยเหลือเป็นการตีเข้าที่จุดอ่อนของกัมพูชา
แต่สิ่งที่เราควรตระหนักก็คือ นอกจากไทยจะไม่ใช่ผู้ค้าและผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในกัมพูชาแล้ว ไทยก็ไม่ใช่ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือรายใหญ่แก่กัมพูชาด้วย แต่คือจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ต่างหาก เฉพาะเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าในปี 2549 ไทยให้กัมพูชา 36.6 ล้านบาท แต่ในปี 2550 จีนให้ถึง 600 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนโครงการช่วยเหลือเพื่อสร้างถนนในกัมพูชาที่รัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังทบทวนอยู่นี้ ก็ไม่ใช่ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า แต่เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ
อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินช่วยเหลืออาจไม่สำคัญเท่ากับทัศนคติผิดๆ ที่พ่วงไปกับความช่วยเหลือ
ในขณะที่นักการต่างประเทศทั่วโลกล้วนรู้ดีว่า การให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศก็คือการใช้อำนาจโน้มนำ (Soft power) เป็นกลวิธีเพื่อสร้างความรู้สึกที่ดีในหมู่ประชาชนของประเทศผู้รับต่อประเทศผู้ให้ เพื่อผลประโยชน์ในระดับนโยบายในระยะยาว พูดง่ายๆ คือเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศผู้ให้นั่นเอง การให้ความช่วยเหลือจึงไม่ใช่การทำบุญ เพราะถ้าเราอยากทำบุญ เราก็ควรเอาเงินไปให้กับประเทศในทวีปแอฟริกาที่ยากจนกว่า
ในกรณีไทยให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชาทั้งแบบให้เปล่าและแบบเงินกู้ เริ่มขึ้นหลังรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ไทยต้องการเข้าไปทำมาหากินกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่รัฐบาลไทยในยุคนั้นตระหนักว่าเพื่อนบ้านของเราไม่ชอบเรา ไม่ไว้วางใจเรา เพราะในอดีตเราอยู่ในฝ่ายสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลของเขามาตลอด ความไม่ไว้วางใจกันย่อมเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อความใฝ่ฝันที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจการเมืองในภูมิภาคนี้ รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน จึงริเริ่มโครงการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม เพื่อหวังจะสร้างความรู้สึกที่ดีต่อไทยนั่นเอง
นอกจากนี้ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อสร้างถนนสายในกัมพูชา ก็ไม่ใช่การทำบุญอีกเช่นกัน เส้นทางที่ไทยให้เงินช่วยเหลือล้วนเชื่อมโยงเข้ากับไทย เพราะเป้าหมายคือเพื่อทำให้สินค้าของไทยกระจายเข้าสู่ตลาดภายในของกัมพูชาและเวียดนามใต้ให้ได้มากที่สุด รวดเร็วที่สุดเพื่อประหยัดเวลาและค่าขนส่ง จึงเท่ากับต้องการช่วยเหลือธุรกิจของไทยนั่นเอง มันก็ไม่ต่างอะไรกับที่ในอดีตญี่ปุ่นทุ่มเงินช่วยเหลือสร้างถนนไฮเวย์มากมายในไทย เพื่อหวังขายรถยนต์ให้ได้มากๆ นั่นเอง
ฉะนั้น เมื่อความช่วยเหลือมีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของชาติเราเอง เราจึงไม่ควรทวงบุญคุณ เพราะเมื่อทวงเมื่อไร สิ่งที่ทำไปก็จะเป็นความสูญเปล่า ความรู้สึกดีๆ ที่เพื่อนบ้านมีต่อเราก็จะอันตรธานไปทันที
ความโกรธต่อความอวดดีของผู้นำเขมรยังทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์มองไม่เห็น หรืออาจตั้งใจมองไม่เห็นว่า อะไรคือเจตนาที่แท้จริงที่ฮุนเซ็นแต่งตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษา การตีความว่าฮุนเซ็นเลือกทักษิณเหนือผลประโยชน์ของกัมพูชาคือการหลงทางอย่างสิ้นเชิง เมื่อมองไม่เห็นว่าปฏิกิริยาของฮุนเซ็นนับแต่การประชุมอาเซียนที่ชะอำ เป็นการตอบโต้ต่อท่าทีของรัฐบาลอภิสิทธิ์เหนือความขัดแย้งกรณีปราสาทพระวิหารที่ดำเนินมาเกือบสองปี ก็ทำให้ไม่มีวันที่ทั้งสองฝ่ายจะกลับไปแก้ปัญหาที่ต้นตอได้เลย รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ต้องวิ่งตามเกมส์ของทักษิณต่อไปอย่างไม่จบไม่สิ้น การตอบโต้กันและกันก็จะวนเวียนอยู่กับเรื่องของศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของชาติ โอกาสที่สถานการณ์จะเลวร้ายลงไปอีกจึงมีอยู่มาก
คำเตือนของนิธิ ที่ให้รัฐไทยปฏิบัติต่อกัมพูชาเท่ากับที่เราปฏิบัติต่อสหรัฐและจีนจึงเป็นข้อเรียกร้องที่วางอยู่บนสถานการณ์ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการเมืองที่เป็นจริงในภูมิภาคนี้ รัฐไทยพึงตระหนักว่าสถานะของเพื่อนบ้านของไทย ทั้งกัมพูชาและลาว ในปัจจุบันแตกต่างกับในยุคสงครามเย็น เขาเติบโตกล้าแข็งขึ้นมาก เขามีเพื่อนมากขึ้น เพื่อนหลายคนของเขาแข็งแกร่งกว่า และให้เขามากกว่าไทย แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนก็คือ พวกเขายังคงมองไทยด้วยสายตาที่ไม่ไว้วางใจ และรับรู้ถึงความรู้สึกดูแคลนที่ไทยมีต่อเขาเรื่อยมา

หากรัฐบาลไทยยังมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน ยังปล่อยให้ทัศนคติแบบ “พี่เบิ้ม” ครอบงำตนเองต่อไป มาตรการลงโทษเพื่อนบ้านก็จะกลายเป็นมาตรการลงโทษคนไทยด้วยกันเองในที่สุด

ประชาธิปไตยในมือ “คนอย่างทักษิณ”

ที่มา ประชาไท

ทำไมคุณทักษิณจึงตอบรับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่ยกย่องคุณทักษิณว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเสมอดั่ง ออง ซาน ซูจี?
หากย้อนมองภูมิหลังของเขา เราจะไม่แปลกใจเลย
คุณทักษิณนั้นเป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะ (Character) ที่โดดเด่นคือ “ทำทุกอย่างไม่ว่าจะถูกหรือผิดเพื่อให้บรรลุจุดหมายที่ตนต้องการ” เอาแค่ตัวอย่างบางตอน เช่น เขาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเมื่อได้รับสัมปทานดาวเทียมไทยคมในยุคที่ รสช.เรืองอำนาจ ซึ่งเราได้ทราบต่อมาว่า พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ประธาน รสช.ในขณะนั้นที่มีส่วนช่วยอย่างสำคัญให้ทักษิณได้สัมปทาน มีทรัพย์สินกว่า 3,000 ล้านบาท
พูดตรงๆ คือคุณทักษิณตีสนิทกับอำมาตย์ หรือใช้อำมาตย์เป็นเครื่องมือเพื่อความสำเร็จทางธุรกิจ แต่ภายหลังขัดแย้งกับอำมาตย์ คุณทักษิณก็แสดงบทของนักประชาธิปไตยที่เป็นหัวหอกในการโค่นอำมาตยาธิปไตยด้วยการเปิดโปง “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”
ในขณะที่เมื่อแรกเข้าสู่การเมืองคุณทักษิณเลือกสังกัดพรรคพลังธรรม ซึ่งเป็นพรรคการเมืองน้ำดีที่โจมตีนักการเมืองน้ำเน่าอย่างรุนแรง แต่เมื่อพรรคพลังธรรมไม่อาจส่งให้ถึงฝั่งฝันได้ คุณทักษิณก็ตั้งพรรคไทยรักไทยกวาดต้อนอดีต ส.ส.น้ำเน่า หรือพวกเสือ สิงห์ กระทิง แรด เข้ามาอยู่ในสังกัดอย่างหนาแน่น โดยมีเจ้าพ่อวังน้ำเย็นอย่าง นายเสนาะ เทียนทอง เป็นประติมากรปั้นคุณทักษิณให้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้สำเร็จ
จากนั้นเพื่อให้อยู่ในอำนาจยาวนานที่สุด คุณทักษิณก็ทำทุกอย่าง เช่น ควบรวมพรรคหรือให้พรรคการเมืองอื่นๆ ยุบรวมเข้ามาอยู่ภายใต้ชายคาของไทยรักไทย การแทรกแซงองค์กรตรวจสอบและวุฒิสภา การแต่งตั้งนายทหาร ตำรวจรุ่นเดียวกับตนเอง และหรือญาติของตนเองให้มีตำแหน่งคุมกำลังในกองทัพ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในกระทรวงยุติธรรม เป็นต้น
แต่เมื่อถึงเวลาเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองคุณทักษิณกลับเทขายหุ้นชินคอร์ปฯ ไอทีวี และสัมปทานดาวเทียมไทยคมให้ต่างชาติ โดยการขายหุ้นกว่าเจ็ดหมื่นล้านไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว และขายในช่วงเวลาที่แก้กฎหมายขยายเปอร์เซ็นการถือหุ้นของชาวต่างชาติได้สำเร็จเพียงชั่วข้ามคืน
สิ่งที่คุณทักษิณกระทำหลังจากได้ให้สัญญาประชาคมก่อนมาเป็นนายกฯ ว่า “ผมรวยพอแล้ว ชีวิตที่เหลือต้องการทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน” และหลังการประกาศ “สงครามกับคอร์รัปชัน” นั้น ผลช่างตรงกันข้าม เพราะการกระทำต่างๆ ข้างต้นนั้นสะท้อนความงกที่ไม่รู้จักพอ และสงครามกับคอรร์รัปชันก็จบลงด้วยมหกรรมคอร์รัปชันจนนำมาสู่การเดินขบวนประท้วงของประชาชนเรือนแสน และการรัฐประหารในที่สุด
แล้ววันนี้คุณทักษิณก็เลือกที่จะอยู่ข้างกัมพูชา หรือเลือกใช้กัมพูชามาอยู่ข้างตนเอง ในสถานการณ์ความขัดแย้งทั้งระหว่างไทย-กัมพูชา และระหว่างทักษิณ-กับรัฐบาลประชาธิปัตย์ อำมาตย์ และคนเสื้อเหลือง ทั้งๆที่รู้แก่ใจว่าการเลือกดังกล่าวอาจเสี่ยงต่อการทำลายความร่วมมือทางเศรษฐกิจของรัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ หรือแม้กระทั่งเกิดสงครามระหว่างประเทศก็ตาม
จึงยิ่งชัดเจนว่าไม่มีอะไรที่คุณทักษิณทำไม่ได้เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตนต้องการ แต่ประเด็นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณทักษิณเท่านั้นคือตัวปัญหา ปัญหาอยู่ที่ประชาธิปไตยในบ้านเราตกอยู่ในมือของ “คนอย่างทักษิณ” มานาน และจะยังเป็นเช่นนี้ไปอีกนาน
เพราะความจริงคือทุกฝ่ายที่ปฏิเสธคุณทักษิณ ต่างก็เป็น “คนอย่างทักษิณ” ทั้งนั้น คือเป็นคนที่ทำได้ทุกอย่างไม่ว่าถูกหรือผิดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ตนต้องการ เช่น ทำรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตย ใช้สถาบันกษัตริย์ทำลายศัตรูทางการเมือง อยู่ในสถานะที่กฎหมายห้ามยุ่งการเมืองก็เข้ามายุ่งอย่างไร้ยางอาย โจมตีทักษิณว่าโกหก คอร์รัปชัน ฝ่ายตนก็ทำอย่างเดียวกัน ฯลฯ
นี่อาจเป็นคำตอบว่า ทำไมคุณทักษิณจึงกล้าเสี่ยงที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อบรรลุเป้าหมาย แม้กระทั่งเลือกอยู่ข้างต่างชาติหรือใช้ต่างชาติมาอยู่ข้างตัวเอง เพราะจริงๆ แล้วคุณทักษิณอาจประเมินแล้วว่า คนไทยชอบ “คนอย่างทักษิณ” หรือไม่มีตัวเลือกอื่นในทางการเมืองนอกจากต้องเลือกคนอย่างทักษิณ
และเมื่อสังคมนี้หนีไม่พ้นคนอย่างทักษิณ ทางชนะคือเป็นคนอย่างทักษิณให้มันสุดๆไปเลย ไม่ต้อง “เหนียม” อีกต่อไป
คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เป็นคนอย่างทักษิณเช่นกัน จะเห็นได้จากการยอมจูบปากกับเนวินไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร และการดำเนินนโยบายแบบยอมงอไม่ยอมหักกับพรรคร่วมรัฐบาล เช่นการให้เช่ารถเมล์ 4,000 คัน และอื่นๆ แต่คุณอภิสิทธิ์เป็นคนอย่างทักษิณแบบดัดจริตว่าตนเองไม่ได้เป็น เมื่อเจอกับคนอย่างทักษิณแบบไม่ต้องดัดจริต คุณอภิสิทธิ์จึงต้องตกอยู่ในฝ่ายตั้งรับที่เจียนจนจะถูกเขี่ยตกเวทีเข้าไปทุกที
ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศที่กำลังลามไปเป็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ จึงเป็นภาพสะท้อนของปัญหาประชาธิปไตยในมือคนอย่างทักษิณ ทุกฝ่ายคือคนอย่างทักษิณ แม้แต่ตัวเราเองที่อ้างว่าไม่สังกัดสีใดฝ่ายใดก็อาจเป็นคนอย่างทักษิณด้วยเช่นกัน
สังคมเราต้องการประชาธิปไตยที่พ้นไปจากเงื้อมมือคนอย่างทักษิณ แต่เราก็ไม่มีทางขจัดคุณทักษิณหรือคนอย่างทักษิณให้หมดไปได้ วิธีคิดตามแผนบันไดสี่ขั้นที่เชื่อว่าไม่มีคุณทักษิณคนเดียวปัญหาทุกอย่างก็จบ เป็นวิธีคิดที่หลอกตัวเองสุดๆ เพราะพวกที่คิดเช่นนี้ก็คือคนอย่างทักษิณที่ดัดจริตว่าตนเองไม่ได้เลวอย่างคุณทักษิณทั้งนั้น
ทางออกคือเราต้องทำความเข้าใจ “คนอย่างทักษิณ” ให้ชัดเจน แล้วร่วมกันคิดว่าจะวางระบบการเมืองอย่างไรที่จะกำจัดจุดอ่อนและส่งเสริมจุดแข็งของคนอย่างทักษิณได้ เลิกพูดว่าระบบเลือกตั้งไม่เหมาะกับสังคมไทย แต่ต้องให้ความไว้วางใจประชาชน
ให้ประชาชนได้มีสิทธิเลือกและเรียนรู้ จนสามารถพัฒนาไปสู้การสร้างพลังอำนาจของภาคประชาชนในการกำกับตรวจสอบ และใช้คนอย่างทักษิณให้ตอบสนองต่อประโยชน์สุขของส่วนรวมมากที่สุด
หรือกระทั่งประชาชนสามารถสร้างสรรค์ประชาธิปไตยด้วยตนเอง ให้เป็นประชาธิปไตยที่พ้นไปจากเงื้อมมือของคนอย่างทักษิณ!

สัมภาษณ์ ‘สาวตรี สุขศรี’: ชำแหละ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อาวุธใหม่สั่นสะเทือนโลกไซเบอร์

ที่มา ประชาไท

นับตั้งแต่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มีการตั้งข้อกล่าวหา และจับกุมผู้ต้องสงสัยไปแล้วหลายราย แต่ที่เป็นข่าวใหญ่ที่สุดคงหนีไม่พ้น 3 ผู้ต้องหากรณีปล่อยข่าวไม่เป็นมงคล กระทบกระเทือนตลาดหุ้น
เป็นชั่วสัปดาห์ที่อึกทึกคึกโครมอย่างยิ่ง แม้สัปดาห์ต่อมาจะถูกกลบเสียมิดด้วยปัญหาใหม่ที่ดูจะใหญ่กว่าของเพื่อนบ้าน ข้อเท็จจริงต่างๆ จึงยังไม่ทันคลี่คลาย คำถามมากมายต่อกรณีนี้ยังไม่ได้รับคำตอบ
อย่างไรก็ตาม ในโลกไซเบอร์ มันได้กลายเป็นประเด็น “ความมั่นคงของรัฐ” ที่สั่นสะเทือนความมั่นคงของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตผู้เสพเสรีภาพเป็นภักษาหารอย่างสำคัญ เพราะมันเต็มไปด้วยความคลุมเครือของตัวบท รวมถึงความเงียบเชียบ มืดดำในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ จนมีการตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายนี้ดูราวกับเป็นส่วนขยายของมาตรา 112 ดังเช่นแถลงการณ์ของชุมชนเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน
ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ถือเป็นความโชคดีที่อาจารย์สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ผู้ไปศึกษาเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ประเทศเยอรมนี และเป็นหนึ่งในเจ้าของบล็อก BioLawCom.De กลับมาเมืองไทยพอดี เธอศึกษาและเฝ้ามอง พ.ร.บ.ฉบับนี้มายาวนาน และพร้อมจะไขข้อข้องใจต่อกฎหมายนี้ (ที่อาจทำให้ข้องใจหนักขึ้นไปอีก)
0 0 0 0
“ถ้าพูดกันตรงๆ มาตรา 14 (2) นี้ต้องตัดไปเลย
นอกจากจะขัดกับหลักกฎหมายอาญาเพราะความคลุมเครือแล้ว
ถ้าเทียบดูเรื่องโทษก็จะเห็นว่าโทษมันเกินไปมาก
“ถ้าอ่านดูแล้วจะชัดเจนมากเลยว่า รัฐต้องการออกกฎหมายนี้มาเพื่อ
“ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด”
โดยที่มันไม่มีตรงไหนเลยที่เขียนว่าต้องคานกับคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนนะ
เพราะกฎหมายลักษณะนี้มันเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพสื่อ
เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
ดังนั้นต้องมีประเด็นนี้ขึ้นมาคิดนิดหนึ่ง แต่ไม่มี
“มาตรา 20 ตอนร่างที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม สี่ ห้า ไม่มีเรื่องนี้
เพิ่งโดนยัดเข้ามาตอนสมัย คมช. ซึ่งมันมีประวัติของมันอยู่ว่า
ก่อนหน้านี้มีการปิดเว็บกัน แต่พอคนโดนปิดถามว่าใช้อำนาจอะไรในการปิด
เจ้าพนักงานก็จะอ้ำอึ้ง ตอบไม่ได้
“ในเยอรมันเขาถกเถียงกันหนักเรื่องว่าควรปิด หรือไม่ปิด
แล้วล่าสุดในปัจจุบันนี้มันได้ข้อสรุปว่า
มาตรการปิดเว็บ ควรเป็นมาตรการสุดท้าย หลังจากที่ใช้มาตรการอื่นไม่ได้ผลแล้ว
...บ้านเรามันมีความสามารถพิเศษในการดูถูกวิจารณญาณคนดู คนอ่านให้ต่ำไว้ก่อน
ดังนั้น คอนเซ็ปท์มันจึงกลายเป็นว่าปิดเป็นหลัก
และปิดอย่างไรให้ทรงประสิทธิภาพ
“การปิดเป็นมาตรการเร่งด่วน ถ้าใช้รัฐมนตรีไอซีที และศาลมันถูกไหม
กลายเป็นคนของรัฐเป็นผู้กลั่นกรองทั้งหมด อย่างนี้เราใช้คณะกรรมการได้ไหม
เป็นคณะกรรมการร่วมหลายฝ่าย ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต กรรมการสิทธิมนุษยชน ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ต เพราะมันเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพด้วยน่าจะมีมุมมองจากหลายฝ่าย
“มาตรา 15 นี้ก็ร้ายกาจ มันเหมือนเป็นการรองรับคอนเซ็ปท์
เรื่องการเซ็นเซอร์ตัวเองที่เป็นลายลักษณ์อักษร
เป็นเรื่องการกำหนดโทษให้กับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต
“เรารอมา 9 ปี กับพ.ร.บ.นี้ แทนที่จะออกมาให้ชื่นใจ กลับมาเป็นตรงกันข้าม”
......
ถาม: กับกรณีล่าสุดที่มีการใช้พ.ร.บ.คอมฯ จับกุมผู้ต้องสงสัยว่าทุบหุ้น 3 คน อาจารย์มีความคิดเห็นยังไง
สาวตรี: ถ้าถามความเห็นส่วนตัว คิดว่าเป็นการตั้งข้อหาที่ดูเหมือนไม่ได้ดูข้อเท็จจริงเบื้องต้นนัก จริงๆ แล้วสามารถสืบคร่าวๆ ก่อนได้ อย่างน้อยช่วงระยะเวลาในการโพสต์ อย่างที่เกิดนี่ หุ้นตกไปแล้ว ค่อยมาโพสต์ที่หลัง คำถามคือทำไมจึงไม่ดูตรงนี้สักหน่อย ถ้าจะตั้งข้อหาทุบหุ้นจริงๆ กฎหมายที่ต้องใช้ก่อนคือกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ ไม่ใช่กฎหมายนี้ แสดงได้หรือเปล่าว่า ไม่ได้จริงจังกับฐานความผิดนี้
อันที่สองที่น่าตั้งคำถามคือ กรณีคุณธีรนันท์ ดูเหมือนจะเป็นการแปลข่าวจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ ถ้าเห็นว่าผิด ทำไมจึงไม่จับต้นฉบับ หรือสำนักข่าวอื่นที่เผยแพร่ต้นฉบับนั้นต่อ ทำไมจึงเจาะจงที่คนกลุ่มหนึ่งที่เขาแปลมาจากต้นฉบับอีกที และเจาะจงที่การโพสต์ในบางเว็บไซต์ด้วย แสดงว่ามีเป้าหมายในการขยายผลต่อหรือเปล่า ไม่แน่ว่าในอนาคตเขาอาจเอามาตรา 15 มาใช้ เรื่องการรับผิดชอบของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต แล้วอาจจะเลยไปถึงมาตรา 20 ในเรื่องปิดเว็บไซต์ เราจึงต้องตั้งคำถามว่ามันถูกต้องไหม มีอะไรเบื้องหลังไหม
อีกอันคือ เขาใช้มาตรา 14 (2) ซึ่งมันคลุมเครือ “ความมั่นคงของประเทศ” และ “ประชาชนตื่นตระหนก” มันคืออะไร ความคลุมเครือทำให้ตั้งข้อหาได้ง่าย กฎหมายตัวนี้มีปัญหาเรื่องถ้อยคำของกฎหมายที่คลุมเครืออย่างมาก
มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือ
ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือ
ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิด
ความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง
แห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและ
ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑)
(๒) (๓) หรือ (๔)
ลองดูในมาตรา 14 (3) ใช้ถ้อยคำเรื่อง “ความมั่นคง” เหมือนกันเลย แต่เราไม่บอกว่า (3) มีปัญหา ก็เพราะมันอ้างเข้าไปในประมวลกฎหมายอาญาได้ หมวดความมั่นคงของประมวลกฎหมายอาญามีตั้งแต่มาตรา 107 – 135 มีองค์ประกอบความผิดอะไรที่ชัดเจนอยู่แล้ว ประชาชนอ่านแล้วประชาชนรู้ว่า ถ้าฉันทำอย่างนี้ ฉันผิด แต่ถ้าไม่ทำอย่างนี้ ไม่เป็นไร แต่คำถามคือ ทำไมต้องเอาคำว่า ความมั่นคง มาใส่ใน(2) ด้วยอีกอันหนึ่ง เจตนาคือต้องการให้อำนาจเจ้าพนักงานในการตีความอย่างกว้างขวางใช่ไหม เพราะมันลอยมาก
อีกคำหนึ่งคือ “ประชาชนตื่นตระหนก” ตื่นตระหนกยังไง ความรุนแรงของการตื่นตระหนกต้องขนาดไหน เรื่องที่ตื่นตระหนกอันไหนผิดหรือไม่ผิด มันบอกอะไรไม่ได้ชัดเจน
ความคลุมเครือนี้มีที่มายังไง โดยหลักการแล้วคลุมเครือแบบนี้ไหม
กฎหมายที่มันมีโทษอาญาถ้าบัญญัติไว้คลุมเครือมันถูกต้องหรือเปล่า เราก็ต้องย้อนกลับไปดูที่หลักการบัญญัติกฎหมายอาญา หลักใหญ่อันหนึ่งคือ การไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย ถ้าอธิบายง่ายๆ ก็คือ สมมติมีพฤติกรรมหนึ่งขึ้นมา แล้วรัฐจะบอกว่ามันเป็นความผิด มันต้องมีกฎหมายบัญญัติ แล้วความผิดนั้นมีโทษยังไงกฎหมายก็ต้องบัญญัติโทษไว้ด้วย นี่คือหลักการบัญญัติกฎหมายอาญา
ขออธิบายเร็วๆ ว่าหลักนี้ก็ยังแบ่งออกเป็น 4 หลักย่อย 2 หลักแรกเป็นเรื่องการใช้การตีความ หลักแรกคือ ห้ามใช้กฎหมายจารีตประเพณีในทางที่เป็นโทษ หลักที่สองคือ การห้ามเทียบเคียงกฎหมายอื่นใด กฎหมายเอกชน กฎหมายแพ่ง เอามาทำให้เป็นโทษในทางกฎหมายอาญา
2 หลักหลังเป็นเรื่องการบัญญัติกฎหมาย เป็นเรื่องขององค์กรนิติบัญญัติ นั่นคือ หลักห้ามบัญญัติกฎหมายที่มีผลย้อนหลัง และอันสุดท้ายคือ ต้องบัญญัติกฎหมายที่ใช้ถ้อยคำชัดเจน ไม่คลุมเครือ
จะเห็นว่าความไม่คลุมเครืออยู่ในหลักใหญ่ของการบัญญัติกฎหมายอาญา
ถามว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ก็เพราะมันต้องมีหลักประกันให้ประชาชนรู้ว่า ฉันทำไอ้นี่ไปแล้วฉันมีความผิดหรือเปล่า หลักของประชาชนก็คือ ถ้ากฎหมายห้ามคุณทำไม่ได้ ถ้ากฎหมายไม่ห้ามคุณทำได้ แต่ในมุมการใช้อำนาจของรัฐนั้น กฎหมายต้องบัญญัติถึงจะทำได้ มันกลับกัน
ฉะนั้น ไม่ควรที่จะบัญญัติแบบนี้ ที่สำคัญกฎหมายอาญาบอกว่าห้ามอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย แต่เขาไม่ได้คิดต่อให้ว่าถึงแม้คุณจะรู้ แต่กฎหมายนั้นคลุมเครือแล้วมันจะยังไงต่อ
แล้วการบัญญัติกฎหมายอาญาจะเอาหลักของกฎหมายแพ่ง กฎหมายเอกชนมาใช้ไม่ได้ คือ หลักกฎหมายแพ่งมันมีเรื่องการรับผิดที่เขาเรียกว่า liability rules มันเป็นเรื่องของเอกชนก็ทำไปก่อน แล้วถ้าเกิดความเสียหายค่อยมาชดใช้กันทีหลัง เป็นการเรียกค่าเสียหาย ค่าสินไหมทดแทนกันได้ แต่ในทางอาญามันไม่ได้เพราะโทษที่มันมีเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ฉะนั้นจะบอกว่าบัญญัติไปให้คลุมเครือแล้วใช้หลักทางแพ่งไม่ได้
พ.ร.บ.คอม จึงขัดกับหลักกฎหมายอาญา โดยเฉพาะในมาตรา 14(2)
อันนี้ดูเป็นเครื่องมือใหม่ของรัฐที่ดูจะมีประสิทธิภาพพอสมควรในสายตารัฐ ซึ่งยังมีที่ถกเถียงว่ากระทบสิทธิเสรีภาพคนจำนวนมากในโลกไซเบอร์เหมือนกัน เพราะไม่รู้จะอ้างอิงสิทธิเสรีภาพจากไหนนอกจากหลักกว้างๆ ในรัฐธรรมนูญ อาจารย์มองเรื่องนี้ยังไง
ใช่ มันต้องย้อนไปดูหลักการและเหตุผลของการร่างกฎหมายนี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์ได้เป็นส่วนสำคัญของการประกอบกิจการและการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากมีผู้กระทำด้วยประการใด ๆ ให้ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานตามคำสั่งที่กำหนดไว้หรือทำให้การทำงานผิดพลาดไปจากคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือใช้วิธีการใด ๆ เข้าล่วงรู้ข้อมูล แก้ไข หรือทำลายข้อมูลของบุคคลอื่นในระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือมีลักษณะอันลามกอนาจาร ย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน สมควรกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ถ้าอ่านดูแล้วจะชัดเจนมากเลยว่า รัฐต้องการออกกฎหมายนี้มาเพื่อ “ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด” โดยที่มันไม่มีตรงไหนเลยที่มันเขียนว่าต้องคานกับคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนนะ เพราะกฎหมายลักษณะนี้มันเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพสื่อ เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ดังนั้นต้องมีประเด็นนี้ขึ้นมาคิดนิดหนึ่ง แต่ไม่มี รัฐตั้งใจให้เป็นแบบนี้
ในต่างประเทศเป็นแบบนี้ไหม
ในต่างประเทศไม่ใช่แบบนี้ คิดง่ายๆ เลย เขามีพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลข่าวสารก่อนที่จะมีกฎหมายลักษณะนี้ ฉะนั้น เขาจะดูเรื่องพวกนี้ตลอด จะไปปราบปรามแต่ก็ต้องดูเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย
ของเราคนร่างก็บอกว่าเอามาจากโมเดลต่างประเทศนะ
ใช่ แต่ว่าเขาเอามาไม่หมด ในนี้เขาว่าเอามาจาก Convention on Cyber Crime แล้วถ้าจำไม่ผิดก็เอามาจากกฎหมายของอิตาลี ออสเตรีย แล้วก็โซนของ Southeast Asia ขยำรวมๆ กันหลายอัน
แต่ทีนี้ลองเข้าสู่ตัวพ.ร.บ.นิดหนึ่ง ในส่วนของฐานความผิด เขาจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ตอนแรกเขาแทบจะลอกเลียนแบบมาจาก Cyber Crime Convention เลย คือเรื่องความผิดต่อความครบถ้วนของข้อมูล อะไรอย่างนี้ แต่ตอนหลังเขามาเปลี่ยนเป็น 2 ส่วนใหญ่ ตั้งแต่มาตรา 5-13 เป็นลักษณะของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ถ้าใช้คำของตัวเองก็จะเป็น อาชญากรรมคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม แบบคลาสสิก เช่น การจัดระบบการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่มีอำนาจ การจารกรรมข้อมูล การดักลับ การก่อวินาศกรรม ปล่อยvirus ปล่อย worm อะไรก็ว่ากันไป
แล้วมาตรา 14-17 ถ้าดูให้ดีจะเป็นเรื่องอาชญากรรมไซเบอร์ ถามว่าอาชญากรรมไซเบอร์เป็นอาชญากรรมคอมพิวเตอร์หรือเปล่า จริงๆ แล้วมันก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่มันมีลักษณะที่ต่างไป แทนที่จะใช้ PC ธรรมดาของส่วนบุคคลก็เป็นการใช้เครือข่ายเช่น อินเตอร์เน็ต อินทราเน็ต เป็นช่องทางในการทำผิด ซึ่งจะมีลักษณะที่ต่างออกไปเช่น เหยื่อจะเพิ่มขึ้น ลักษณะความเสียหายจะกระจายขึ้น การหาพยานหลักฐานจะยากขึ้น การติดตามตัวผู้กระทำผิดจะลำบากขึ้น มันก็เลยมีการคิดนวัตกรรมคำนี้ขึ้นมาว่า อาชญากรรมไซเบอร์ หรืออาชญากรรมออนไลน์ อาชญากรรมอินเตอร์เน็ต ฯ
ทีนี้ในอาชญากรรมไซเบอร์ไม่ได้มีความผิดเรื่องเผยแพร่เนื้อหาที่ผิดกฎหมายอย่างเดียว แต่จะมีความผิดฐานอื่นด้วย เช่น การพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย จริงๆ การพนันไม่ได้ผิดทุกตัว รัฐจะกำหนดไว้ว่าการพนันนี้ถ้าแจ้งต่อรัฐ มาลงทะเบียน รัฐคุมได้ก็ไม่เป็นความผิด แต่หลังจากมีอินเตอร์เน็ตติดต่อกันง่ายขึ้นก็มีการเอาการพนันบางตัวที่ต้องแจ้งรัฐเอามาใช้ในอินเตอร์เน็ต มันก็เลยกลายเป็นการพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย
แล้วก็ยังมีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทางอินเตอร์เน็ต พวก File Sharing, qBittorrent, Bit Torrent อะไรพวกนี้ เป็นเรื่องใหม่ที่เข้ามายัดอยู่ในนี้ แต่ของเราไม่มี
อันที่จริงพวกการพนันผิดกฎหมาย การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มีความจำเป็นต้องเอามาใส่ไว้ในพ.ร.บ.คอมไหม เพราะมันก็เป็นความผิดที่มีอยู่แล้วในกฎหมายอื่น
มีการตั้งคำถามกันเยอะ ในต่างประเทศเองเขาก็ไม่ได้เอามาบัญญัติใหม่ เว้นแต่ว่ามันมีลักษณะพิเศษจริงๆ ถ้าถามโดยส่วนตัวเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเอามาบัญญัติใหม่ แต่ถ้าดูเหตุผลของคนร่าง เขาบอกว่าเพื่อความชัดเจน จะได้ไม่ต้องมาตีความกันอีกว่า หมิ่นประมาทในสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ จะผิดด้วยไหมถ้าเอามาไว้ในอินเตอร์เน็ต
แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าไม่จำเป็น อย่างเยอรมันเองเขาก็ใช้วิธีการแก้เข้าไปในของเก่า อย่างการหมิ่นประมาท การเผยแพร่ภาพลามก ถ้าทำในสื่ออินเตอร์เน็ต สื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็รวมด้วย แต่เราแยกออกมาบัญญัติใหม่ แล้วก็เน้นมากในเรื่องการเผยแพร่เนื้อหา เราไม่มีเรื่องการพนัน ไม่มีเรื่องลิขสิทธิ์นะ มันจึงเป็นแค่เพียงส่วนเดียวของอาชญากรรมไซเบอร์และเขาเน้นเหลือเกิน
อย่างนั้นต่างประเทศเขามีกฎหมายอย่างพ.ร.บ.คอม ไหม และครอบคลุมแค่ไหน
ขอยกตัวอย่างเยอรมันแล้วกัน เขาไม่มีตัวพิเศษแบบนี้ แต่จะใช้วิธีการแก้เพิ่มเข้าไป ถ้าเป็นอาชญากรรมคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม แบบคลาสสิก เขาก็จะแก้เพิ่มเข้าไปเป็นหนึ่งมาตราเลยในกฎหมายอาญา ในหมวดนั้นๆ เช่น ก่อวินาศกรรมคอมพิวเตอร์ ก็จะแก้เพิ่มเข้าไปในการทำให้เสียทรัพย์ การปลอมแปลงข้อมูลคอมพิวเตอร์ก็จะแก้เพิ่มไปในหมวดการปลอมแปลงเอกสาร หรืออย่างหมิ่นประมาทก็แก้เพิ่มเข้าไปอีกวงเล็บหนึ่งว่าให้รวมถึงออนไลน์ด้วย ส่วนกรณีละเมิดลิขสิทธิ์ ก็แก้ในกฎหมายลิขสิทธิ์ตัวใหญ่ของเขาให้ครอบคลุมมากขึ้น
อย่างนี้ถ้ามีความผิดบางอย่างที่มีอยู่แล้วในอาญา และมีในกฎหมายเฉพาะอันใหม่นี้ด้วย จะกลายเป็นโดนลงโทษทั้ง 2 กฎหมายไหม
ในทางอาญามันจะมีเพดานโทษอยู่ การกระทำอันเดียวถ้าผิดกฎหมายหลายเรื่องก็จะมีคลุมโทษอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวว่ามันจะมาบวกๆ กัน เพียงแต่มันอาจจะเกิดความสับสนเวลาเจ้าพนักงานจะตั้งข้อหาว่าจะตั้งตามกฎหมายฉบับไหนดี แต่หลักทั่วไปในทางการใช้กฎหมายก็คือ ถ้ามีกฎหมายเฉพาะให้ใช้กฎหมายเฉพาะก่อน
กรณีเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ใน 14(2) ก็มีบัญญัติแล้ว
เรื่องข่าวลืออันเป็นเท็จ มีอยู่แล้วในกฎหมายอาญา แต่เป็นลหุโทษ ในมาตรา 384 จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน ปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท แต่พอมาอยู่ใน พ.ร.บ.คอมแล้วกลายเป็นจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับหนึ่งแสนบาท ก็ไม่รู้ว่าทำได้ยังไง ใช้หลักเกณฑ์อะไร
ถ้าพูดกันตรงๆ มาตรา 14 (2) นี้ต้องตัดไปเลย นอกจากจะขัดกับหลักกฎหมายอาญาเพราะความคลุมเครือแล้ว ถ้าเทียบดูเรื่องโทษก็จะเห็นว่าโทษมันเกินไปมาก
ฉะนั้นพ.ร.บ.นี้ ปัญหาก็คือ มาตรา 14(2)
มีอีกเยอะ (หัวเราะ) นี่เพิ่งอันแรก
ขอย้อนกลับมานิดหนึ่งเพื่อเป็นข้อมูล กรณีเรื่องที่ว่าหลักไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย ซึ่งเป็นหลักทางอาญานั้น ตอนหลังๆ มาเขามีการถกเถียง และมีข้อเสนอเหมือนกันว่า เนื่องจากกฎหมายลักษณะนี้ เกี่ยวกับเทคโนโลยี ฉะนั้น จึงควรดึงหลักเรื่องความยืดหยุ่นมาใช้แทน ไม่ควรเคร่งครัดเกินไปเดี๋ยวจะล้าสมัย ที่เยอรมันก็มีการพูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน ถ้าเราดูผิวเผินก็เหมือนจะเป็นอย่างนั้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่
หลักความยืดหยุ่น ควรจะใช้ก็เฉพาะกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์แบบคลาสสิกที่เราว่าไป เพราะมันมีการเปลี่ยนแปลงตลอด ยกตัวอย่างง่ายๆ ในนี้มีมาตราหนึ่งที่ว่าการเผยแพร่เครื่องมือในการกระทำความผิด เช่น เครื่องมือในการเจาะระบบ อาจเป็นโปรแกรมอะไรพิเศษซักอย่าง กฎหมายเขียนได้แค่ว่าการเผยแพร่โปรแกรม แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าโปรแกรมอะไร เพราะมันพัฒนาไปเรื่อยๆ หรือการก่อวินาศกรรม การปล่อย virus ปล่อย worm กฎหมายก็ระบุชัดไม่ได้ เพราะวันนี้มีแค่นี้ พรุ่งนี้มีตัวอื่นขึ้นมาเป็นโปรแกรมcat dog อะไรก็ได้ ตรงนี้จึงใช้หลักความยืดหยุ่นได้ เป็นไปตามพัฒนาการของเทคโนโลยี
แต่กลับมาที่อาชญากรรมไซเบอร์ ประเภทที่ว่าด้วยเรื่องการเผยแพร่เนื้อหา ถามว่าตรงนี้ต้องยืดหยุ่นหรือเปล่า ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งการพูดบางเรื่องอาจเป็นความผิดตามบรรทัดฐานของแต่ละสังคมในยุคนั้น อย่างของเยอรมันมีเรื่องห้ามพูดเรื่องชาตินิยมนาซี ห้ามเห็นด้วยกับความคิดแนวชาตินิยมขวาจัด แต่บรรทัดฐานของสังคมไม่ใช่เกิดขึ้นได้ชั่วข้ามคืน คุณจะบัญญัติให้ยืดหยุ่นทำไม บัญญัติให้ชัดเจนลงไปว่าวันนี้คุณพูดเรื่องนี้ผิด และถ้ามันเปลี่ยนไปคุณก็มีเวลาในการแก้ ดังนั้น มันจึงต้องแยกกัน ใช้หลักความยืดหยุ่นได้กับเรื่องทางด้านเทคนิค เทคโนโลยี
อย่างเรื่องปิดกั้น มาตรา 20 เขียนว่าขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน มันคืออะไร หรืออย่างเรื่องความมั่นคง มันควรต้องเจาะลงไปว่าเรื่องนี้พูดไม่ได้ และเรื่องนั้นมันคือเรื่องอะไร อย่าง 14 (3) ก็ยังเจาะลงไป ประชาชนจะได้เห็นชัดเจนว่าอะไรบ้าง

มาตรา ๒๐ ในกรณีที่การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการทำให้แพร่หลาย ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาคสอง ลักษณะ ๑ หรือลักษณะ ๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อย
หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคำร้อง
พร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูล
คอมพิวเตอร์นั้นได้
ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่ง ให้
พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการระงับการทำให้แพร่หลายนั้นเอง หรือสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการทำให้
แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นก็ได้

ดูๆ แล้วจากกรณีที่มีการจับกุมอันเกิดจากพ.ร.บ.นี้ เหมือนมีลักษณะร่วมบางประการในเรื่องของการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ กฎหมายนี้ดูเหมือนเป็นกฎหมายลูกของมาตรา 112 หรือเปล่า
(หยิบเอกสารให้ดู) ลองค้นดูเจอสรุปสาระสำคัญการประชุมกรรมการวิสามัญ ที่เขาแปรญัตติก่อนจะมีการบังคับใช้กฎหมายนี้ คนที่แปรญัตติบางคนก็พูดชัดเจนว่าเป็นกฎหมายลักษณะแบบนั้น
ดูเหมือนคนร่าง คนแปรญัตติก็มีเป้าหมายชัดเจน
ชัดเจน แต่จริงๆ เรายังพูดไปไม่ถึงมาตรา 20 นะ มาตรา 20 มีขึ้นมาเมื่อช่วงนั้นเอง ตอนร่างที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม สี่ ห้า ไม่มีเรื่องนี้ เพิ่งโดยยัดเข้ามาตอนสมัยคมช. ซึ่งมันมีประวัติของมันอยู่ว่า ก่อนหน้านี้มีการปิดเว็บกัน แต่พอคนโดนปิดถามว่าใช้อำนาจอะไรในการปิด เจ้าพนักงานก็จะอ้ำอึ้ง ตอบไม่ได้
เจ้าหน้าที่ก็จะบอกว่าใช้ คปค.ฉบับที่5
ก่อนหน้านั้นอีก เขาปิดกันเยอะนะ แต่เราไม่รู้ เจ้าหน้าที่ก็มักตอบไม่ได้ แล้วพอเจอประกาศคณะปฏิวัติฉบับ 5 เข้าไปก็เริ่มชัดเจนว่าฉันมีอำนาจ ก็ใช้อยู่พักหนึ่ง แล้วก็เกิดตัวมาตรา 20 ขึ้นมา และในมาตรา 20 เองก็คลุมเครือ
มาตรา 20 นี่มันส์มาก จริงๆ ก่อนที่จะมีมาตรานี้ ตัวเองก็เห็นด้วยนะ ในแง่ที่ว่า เฮ้ย มันต้องมีมาตราที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อจะชี้ว่าอะไรที่ควรปิด หรือไม่ควรปิด แต่ว่าที่คิดเอาไว้ในหัวก็คือต้อง “เปิดเป็นหลัก” จะปิดก็ต่อเมื่อ จุด จุด จุด เป็นข้อยกเว้นไง ซึ่งต้องตีความจำกัดมากว่าอะไรที่ปิดได้ แต่ปรากฏว่าพอมันออกมาแล้วกลายเป็น “ปิดเป็นหลัก”
ในต่างประเทศไม่ใช่ไม่มี ประเทศเสรีก็มีการปิดกั้นกัน ในเยอรมันก็มีเคสที่ต่อสู้กันยาวนานมาก ปี 2001 2005 เรื่องการไปปิดกั้นเว็บไซต์ 2-3 เว็บที่เกี่ยวกับชาตินิยมนาซี แล้วก่อนหน้านี้ราวปี 1986 ก็มีการปิดกั้นกัน ในเยอรมันเขาถกเถียงกันหนักเรื่องว่าควรปิด หรือไม่ปิด แล้วล่าสุดในปัจจุบันนี้มันได้ข้อสรุปว่า มาตรการปิดเว็บ ควรเป็นมาตรการสุดท้าย หลังจากที่ใช้มาตรการอื่นไม่ได้ผลแล้ว เช่น การเตือน ฯลฯ แต่ของเราเวลาคนร่างเขาถกเถียงกัน เขาเถียงว่า ใครจะใช้อำนาจในการปิด จะปิดบางส่วนหรือปิดมันทั้งเว็บ
บ้านเรามันมีความสามารถพิเศษในการดูถูกวิจารณญาณคนดู คนอ่านให้ต่ำไว้ก่อน ดังนั้น คอนเซ็ปท์มันจึงกลายเป็นว่าปิดเป็นหลัก และปิดอย่างไรให้ทรงประสิทธิภาพ แถมยังกำหนดไม่ชัดอีก ไปเจอเรื่องขัดต่อความสงบหรือศีลธรรมอันดีก็งงแล้ว
มันมีประเด็นนิดหนึ่งว่า จริงๆ แล้วมาตรา 20 ไม่ใช่โทษอาญา มันคือการปิด ก็มีคนตั้งคำถามว่า ไม่ใช่โทษทางอาญา ก็ไม่ตกอยู่ภายใต้หลักกฎหมายอาญาที่พูดไปสิ โทษอาญามี 5 อย่างคือ ริบทรัพย์ ปรับ กักขัง จำคุก และประหารชีวิต วงการกฎหมายเราสอนมาแบบนี้ ไปถามศาลศาลก็จะบอกแบบนี้ว่าอะไรที่จะตกอยู่ในหลักไม่มีความผิด ไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมายก็ต่อเมื่อกฎหมายนั้นมีโทษทางอาญา 5 ฐานนี้เท่านั้น จะไม่ตีความไปถึงการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในเรื่องอื่นเลย
แต่โดยส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยกับการตีความแบบนี้ วันก่อนไปถามอาจารย์ที่สอนอาญาว่าอาจารย์เห็นยังไง แกก็ว่าไม่เห็นด้วยนะ คือ มันต้องดูเจตนารมณ์ บางเรื่องลิดรอนสิทธิเสรีภาพมากกว่าการกักขังอีก ฉะนั้นจะมาบอกว่าไม่ใช่โทษอาญา บัญญัติคลุมเครือได้ มันไม่ใช่ เพราะที่สุดแล้วก็ลิดรอนสิทธิเสรีภาพคนเหมือนกัน
คำว่า “ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีต่อประชาชน” ก็มีอยู่ในกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงทั้งนั้น
ใช่ แล้วมันมีโทษอะไร ถ้ามันลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ก็ฟ้องศาลปกครองได้เลย เพราะมันไม่ควร จริงๆ ไอ้คำนี้มันปรากฏในกฎหมายแพ่งและกฎหมายเอกชน เช่น คุณห้ามไปทำสัญญาที่ขัดกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีนะ ถ้าคุณไปทำสัญญาแบบนั้น สัญญานั้นเป็นโมฆะใช้บังคับไม่ได้ อย่างเช่นไปทำสัญญาเป็นภรรยาน้อย อย่างนี้ก็ใช้บังคับไม่ได้เพราะมันขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี แต่ผลมันก็แค่สัญญาไม่มีผล ไม่ได้ไปลิดรอนอะไรใคร ไม่ได้บังคับอะไรใคร
แล้วทางออกของมาตรา 20 จะเป็นยังไง
ตอนแรกมาตรานี้เขาให้ปิดกันได้เลยโดยไม่ต้องผ่านศาล แต่ตอนหลังเขามามีการปรับเปลี่ยน มาตรา 20 ให้เจ้าพนักงานขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีไอซีที แล้วก็เอาไปขอหมายศาล ตอนแรกที่เขาจะไม่ขอเพราะมองว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องรวดเร็ว แต่ตอนหลังมีการประท้วงกันก็เลยใช้อำนาจศาล
คำถามที่ต้องตั้งก็คือ การปิดเป็นมาตรการเร่งด่วน ถ้าใช้รัฐมนตรีไอซีที และศาลมันถูกไหม กลายเป็นคนของรัฐเป็นผู้กลั่นกรองทั้งหมด อย่างนี้เราใช้คณะกรรมการได้ไหม เป็นคณะกรรมการร่วมหลายฝ่าย ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต กรรมการสิทธิมนุษยชน ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ต หรืออะไรก็ตามแต่มานั่งร่วมกันเป็นคณะกรรมการ แล้วพอมีคำร้องขึ้นมาก็ช่วยกันพิจารณา เพราะมันเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพด้วยน่าจะมีมุมมองจากหลายฝ่าย คุณยอมรับหรือเปล่าว่าพ.ร.บ.นี้เป็นกฎหมายเฉพาะ เป็นลักษณะพิเศษ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องตั้งคณะกรรมการพิเศษมาพิจารณา
ยังมีมาตราอื่นอีกไหมที่เป็นปัญหา
นี่ยังไม่ได้พูดถึงมาตรา 15 มาตรานี้ก็ร้ายกาจ มันเหมือนเป็นการรองรับคอนเซ็ปท์เรื่องการเซ็นเซอร์ตัวเองที่เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นเรื่องการกำหนดโทษให้กับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต

มาตรา ๑๕ ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔
ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตาม
มาตรา ๑๔

ปัญหาของมาตรา 15 คือ อันแรก เป็นเรื่องไม่แยกประเภทของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตมันมีหลายประเภท content provider, host provider, access provider มันควรต้องแยก
อันที่สองคือ การใช้ยาแรง คือ โทษเท่ากับตัวการ
เจออันนี้เข้าไปผู้ให้บริการทุกประเภทกลัวหมด เพราะมันโดนหมดทั้งสาย เจอยาแรงแถมยังคลุมเครืออีก เพราะมันอ้างอิงกับมาตรา 14 บอกว่าผู้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ตจะต้องรับโทษหากมีการสนับสนุน ยินยอมให้กระทำผิดตามมาตรา 14 ทีนี้พอมีเค้าก็ปิดก่อนเลย นี่คือการรองรับการเซ็นเซอร์ตัวเอง
คำถามที่ต้องตั้งคือ โทษเท่าตัวการ ควรเป็นอย่างนั้นไหม เราต้องตั้งคำถามในแง่หลักคิดเลยว่า ตอนคุณคิดคุณตั้งใจให้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตรับผิดในการกระทำของใคร มันมีอยู่ 2 อัน คือ รับผิดในการกระทำของเขาเอง กับรับผิดในการกระทำของคนอื่น
และจะรับผิดในการกระทำของเขาเองได้ก็ต่อเมื่อรัฐกำหนดหน้าที่ให้เขาตรวจสอบกลั่นกรองเนื้อหา แต่ถ้าเขารับผิดในการกระทำของคนอื่น คือมีคนนั้นคนนี้มาโพสต์แล้วคุณยินยอมปล่อย ถามว่ารัฐใช้หลักคิดอะไรมากำหนดมาตรา 15 ไม่รู้ รัฐไม่มีคำอธิบาย
ถ้าถามจี้ลงไป สมมติรัฐบอกว่า ผมใช้หลักการรับผิดในการกระทำของตัวเอง คำถามคือ ถ้าคุณบอกว่าใช้หลักนี้ แล้วทำไมโทษถึงไปอิงกับคนอื่นหรือตัวการ แต่ถ้ารัฐกลับคำบอกว่าผมใช้ความรับผิดของคนอื่น แล้วทำไมโทษถึงเท่าตัวการ เพราะมันเป็นการกระทำของคนอื่น และลักษณะถ้อยคำก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นการสนับสนุน อย่างมากก็เป็นได้แค่ผู้สนับสนุน ซึ่งมีโทษแค่ 2 ใน 3 สรุปแล้วมันอธิบายไม่ได้เลย แค่หลักคิดก็งงแล้ว
ในต่างประเทศมีแบบนี้ไหม
อย่างเยอรมัน มีกฎหมายเฉพาะเรื่องความรับผิดชอบของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต และแยกประเภทต่างๆ ประเภทไหนควรรับแบบไหน แค่ไหน แต่วิธีคิดของเขา ต้องบอกว่าเขาไม่ได้กำหนดขึ้นมาเพื่อกำหนดความรับผิด แต่กำหนดขึ้นมาเพื่อกำหนดเอกสิทธิ์ที่จะไม่ต้องรับผิด จะรับผิดก็ต่อเมื่อ จุด จุด จุด มันต่างกันนะคะ
ของเยอรมัน ชัดเจนว่า ถ้าเป็น content provider คุณเผยแพร่ข้อมูลของคุณ อาจจะมีใครเขียนให้ แต่ยอมรับว่าเป็นข้อมูลของคุณอันนี้ต้องรับผิดชอบแน่นอน ไม่มีปัญหา แล้วก็แยกเป็น access provider คนที่เล่นทางเรื่องเทคนิคการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต อันนี้เขาบอกเลยว่าไม่ต้องรับผิด เว้นแต่คุณรู้จริงๆ ถึงเนื้อหาที่ผิดที่จะเอาเข้าไปในอินเตอร์เน็ต หรือคุณไปแก้ไขเนื้อหานั้นจนเกิดความผิดขึ้นแล้วเอาเข้าไปในอินเตอร์เน็ต หรือมีเจตนาร่วมกันกับคนทำ ชัดเจนมาก แต่โดยหลัก access provider ไม่ต้องรับผิดเพราะเขาเป็นแค่ทางผ่าน ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา ในส่วนของ host provider พวกที่มี server แล้วเอาข้อมูลมาฝากไว้ โดยหลักจะต้องรับผิด เว้นแต่คุณไม่รู้ว่าเนื้อหามันเป็นความผิดอย่างไร หรือถึงแม้จะรู้แล้วแต่ในทางเทคนิคทำไม่ได้ ปิดกั้นไม่ได้ ลบไม่ได้ อย่างนี้ก็ไม่เป็นไร หรือแม้ถึงจะรู้แล้ว ทางเทคนิคทำได้ แต่จะเกิดภาระอันหนักหน่วงสำหรับผู้ให้บริการประเภทนั้นจนทำไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ภาระอันหน่วงก็เช่น การปิดอันเดียวแล้วไปกระทบกับอันอื่นๆ ก็เสี่ยงจะโดนฟ้องร้องจากลูกค้าเพราะมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอยู่
หลักๆ ทั่วไปแล้วก็คือ ไม่ต้องรับผิด ยกเว้นพฤติกรรมคุณแย่มากจริงๆ ถึงจะต้องรับผิดอะไรบางอย่าง แต่ของเราไม่ใช่ แยกประเภทก็ไม่แยก แถมยังรับผิดเข้าตัวการอีก อย่างนี้ก็ชัดเจนว่า เซ็นเซอร์ตัวเอง ง่ายๆเลยเพราะหลักคิดมันต่างกัน
เยอรมันเขาปรับปรุงกฎหมาย หรือเถียงกันเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
อย่างการแก้กฎหมายเรื่องอาชญากรรมคอม นี่ตั้งแต่ปี 1986 แล้วเขาก็แก้กันมาตั้งหลายรอบแล้ว
พ.ร.บ.คุ้มครองส่วนบุคคล ของไทยก็รู้สึกจะผ่าน ครม. อยู่ในชั้นกฤษฎีกาแล้ว
ถ้าจะพูดถึงประวัติมันแล้ว มันมีโปรเจ๊กในการร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีมาตั้งแต่ปี 2541 มีอยู่ 6 ฉบับ ร่างกันมาเรื่อยๆ แล้วก็ออกมาตัวเดียวในปี 2545 คือ ธุรกรรมออนไลน์ แล้วก็มาพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ขอพูดนิดหนึ่งว่า อันนี้ไม่ใช่ พ.ร.บ.อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ หรือ computer crime นะ แต่เป็น พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือ computer related crime ซึ่งมีกว้างกว่าคำว่าอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ มันไม่เหมือนกัน
อาจารย์ยังเห็นปัญหาในมาตราไหนอีกไหม
ยังมีปัญหาอีกในหมวดพนักงานเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจรัฐ ตั้งแต่มาตรา 18 -21 เป็นเรื่องการใช้อำนาจ จับ ค้น ยึด ถอดรหัส อะไรมากมายก่ายกอง จริงๆ ในแง่การเขียนก็พอใช้ได้เพราะจะทำได้ก็เฉพาะกับความผิดในพ.ร.บ.ฉบับนี้เท่านั้น แต่ประเด็นปัญหาที่เห็นคือ ในมาตรา 18 เขาให้ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรแค่ใน (4) ถึง (8) เพื่อแจ้งกับคนที่จะโดนกระทบ แต่ไม่ได้พูดถึง (1) กับ (3) ซึ่งเป็นการเรียกข้อมูลจราจร นู่น นี่ นั่น ที่จะสามารถสืบหาตัวผู้กระทำความผิดได้ เขาไม่ได้กำหนดให้ทำหนังสือแจ้งไปที่คนที่ถูกเรียก ทั้งที่มันควรทำทุกขั้นตอนเพื่อความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน
อีกอันที่ของไทยเราไม่มี แต่ของคนอื่นเขามี คือการจัดลำดับการใช้มาตรการ จะเห็นว่ามันมีวงเล็บเรียงลงมาก็จริง แต่ว่าไม่ได้กำหนดว่าควรใช้อันไหนก่อน อันไหนหลัง บางอันมันใช้อันนี้แล้วไม่จำเป็นต้องใช้อันอื่น เช่น ทำสำเนาได้แล้วไม่จำเป็นต้องยึดตัวเครื่อง เป็นต้น
อย่างของเยอรมันเขาจะมีหลักใหญ่เลยในการสืบสวน สอบสวน หาพยานหลักฐาน เรียกว่า หลักความสมเหตุสมผล เข้าใจว่าเขียนในรัฐธรรมนูญเลย
มันมี 3 ขั้นตอน คือ 1. ต้องเลือกใช้มาตรการที่เหมาะสมกับคดีนั้นๆ ถ้ามีหลายมาตรการก็ต้องเลือกมาตรการใดมาตรการหนึ่งที่เหมาะสมที่สุด 2.ต้องเลือกใช้เฉพาะที่จำเป็นจริงๆ 3. ต้องใช้มาตรการที่ไม่เกินกว่าเหตุ ถ้าไปสร้างภาระ หรือกระทบสิทธิเขาเกินกว่าเหตุ คุณก็ต้องเลี่ยงไปใช้อันอื่น
แต่ของเราไม่มีเลย แล้วแต่สะดวกว่าเจ้าหน้าที่จะใช้อะไร เอาแบบได้แน่ๆ แล้วกัน
อย่างบางกรณีที่เกิดขึ้นแล้ว เจ้าหน้าที่สำเนาข้อมูลไปทั้งหมด ไม่เลือกเลย เอารูปส่วนตัว อะไรไปด้วย อย่างนี้ทำได้ไหม
จริงๆ เจ้าหน้าที่ต้องคัดเลือก สำเนาไปได้เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความผิดเท่านั้น โต้แย้งได้เลย มันคือหลักเท่าที่จำเป็น
แต่มาตรา 22-24 ก็เป็นการคุ้มครองข้อมูลกลายๆ นะ อาจจะพอถูไถในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลได้บ้างในช่วงที่ไม่มีพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลข่าวสาร แต่มันก็กลับมาสู่มาตรา 26 ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการเก็บข้อมูลจราจรไว้ไม่น้อยกว่า 3 เดือน เรื่องเวลาไม่ค่อยมีปัญหานะของเยอรมันกำหนดไม่เกิน 6 เดือน แต่มันกลายเป็นว่าคุณออกมาตรา 26 มาก่อน แต่ยังไม่มีมาตรการคุมผู้ให้บริการเลย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเขาจะเอาข้อมูลไปทำอะไรต่อหรือเปล่า ของต่างประเทศเขามีพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลก่อนจะมีแบบพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ด้วยซ้ำ
เรารอมา 9 ปี กับพ.ร.บ.นี้ แทนที่จะออกมาให้ชื่นใจ กลับมาเป็นตรงกันข้าม
บางคนตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าอยากได้กฎหมายที่ผลักดันยากในรัฐบาลพลเรือนไม่ว่าจะเป็นกฎหมายสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ถ้าผลักดันในสมัยรัฐประหารก็จะเป็นไปได้
มันก็เลยออกมาเป็นแบบนี้ไง
ดู พ.ร.บ.ฉบับเต็มได้ที่http://www.cpc.ku.ac.th/news/50_july/(%20.%20.%20.%20).PDF