WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 10, 2009

TIMESตอกมาร์คความจริงอันน่ารังเกียจของไทย

ที่มา Thai E-News


วาทะของริชาร์ด ลอยด์ แพร์รี่ TIMES ONLINE-สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในไทยเวลานี้ ถือเป็นสัญญาณอันตรายต่อความเป็นประชาธิปไตยในสังคมไทย และถือเป็นความเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น เมื่อความจริงอันน่ารังเกียจเหล่านี้มาเกิดขึ้นภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ ชายผู้ซึ่งได้ชื่อว่า มีความชาญฉลาดมีความสามารถ และมีคุณสมบัติที่ดีครบถ้วนทุกประการ ยกเว้นเพียงอย่างเดียว คือ ความถูกต้องชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตย


ที่มา THE TIMES ONLINE
แปลเรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 พฤศจิกายน 2552
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:สื่อลิ้ม-สื่อหลักไร้ยางอายบิดเบือนจากภักดีเป็นล้มสถาบัน คำต่อคำทักษิณสัมภาษณ์TIMESONLINE

ตามที่ไทยอีนิวส์ได้รายงานไปแล้วว่า บทสัมภาษณ์ฉบับจริงของทักษิณ ชินวัตร กับTIMES ONLINEนั้น ทักษิณได้ย้ำตลอดการให้สัมภาษณ์ถึงความจงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ แต่เพราะTIMESนำบางตอนไปพาดหัวทำนองว่า เมื่อสมเด็จพระบรมฯขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ตามคำถามนำของนักข่าวTIMESนั้นพระองค์จะเป็นกษัตริย์ที่ดี สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญได้ เพราะได้เรียนรู้จากในหลวงมาก แต่สื่อกระบอกเสียงพันธมิตรคือASTVได้บิดเบือนเป็นว่าทักษิณกล่าวให้ร้ายในหลวงที่ทรงพระประชวรอยู่ แล้วสื่อหลักต่างๆนำไปขยายผลทำลายทักษิณ

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาขยายผลทันควัน ทั้งการที่อภิสิทธิ์กล่าวตีกินว่า"ทักษิณคงรู้ว่าไม่เหมาะสมในการให้สัมภาษณ์ จึงได้ออกมาแก้ไขข่าว"(โดยไม่พูดให้หมดว่าทักษิณประณามที่TIMESนำบางคำของเขาไปพาดหัวโดยตีความไปเอง และเป็นคำที่"มิบังควร"ในวัฒนธรรมการเมืองแบบไทยๆ) และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศแถลงโจมตีทักษิณในนามของรัฐบาลไทย

จะเห็นได้ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ฉกฉวยความบิดเบือนของสื่อมวลชนไทยที่บิดเบือนโฆษณาชวนเชื่ออย่างขาวเป็นดำ(black propaganda)ไปขยายผล โดยไม่ได้คำนึงถึงสัจจะความจริงที่ว่าตลอดการให้สัมภาษณ์ของทักษิณนั้น ทักษิณได้กล่าวแสดงความจงรักภักดีถวายพระเกียรติ และแก้ต่างให้พระราชวงศ์ที่ถูกนักข่าวถามตลอดเวลาว่ามีบทบาทแทรกแซงการเมืองไทยว่าไม่เป็นความจริง

ผิดกับครั้งหนึ่งที่หนังสือพิมพ์ The Times Online ของอังกฤษ ได้ตีพิมพ์บทวิพากษ์ของ นาย ริชาร์ด ลอยด์ แพร์รีย์ (Richard Lloyd Parry)บรรณาธิการภาคพื้นเอเชีย ซึ่งเคยเป็นศิษย์ร่วมมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยเขียนวิจารณ์นายอภิสิทธิ์อย่างรุนแรงในตอนที่อภิสิทธิ์จะเดินทางไปเยือนอังกฤษ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เวลานั้นอภิสิทธิ์ กษิต และรัฐบาลของเขาไม่เคยที่จะกล่าวถึงรายงานข่าวชิ้นนั้นเลยแม้แต่น้อย

ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์มีกำหนดการเดินทางเยือนอังกฤษ และจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดในหัวข้อ "Taking on the Challenges of Democracy"

บทความเรื่องThe charmer making a mess of his country
The Prime Minister of Thailand, best friends at Eton with Boris Johnson, is presiding over a chaotic and callous regime
โดย นายแพร์รีย์ ระบุว่า ถึงแม้ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย จะได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองหนุ่มไฟแรงที่มีหน้าตาดี ฉลาดหลักแหลม และเป็นขวัญใจของชนชั้นกลางในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งการที่ นายอภิสิทธิ์ เคยเป็นอดีตนักเรียนเก่าของ Eton College โรงเรียนเอกชนชายล้วนชื่อดังระดับโลกของอังกฤษ ร่วมกับ นายบอริส จอห์นสัน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนคนปัจจุบัน วัย 44 ปี ซึ่งถือเป็นเพื่อนสนิทของ นายอภิสิทธิ์ ในสมัยนั้น

แต่อย่างไรก็ตาม เสน่ห์อันน่าหลงใหลของ นายอภิสิทธิ์ ก็ไม่ควรที่จะนำมาเป็นปัจจัยที่เบี่ยงเบนความสนใจของประชาคมโลกจากความจริงอันน่ารังเกียจของสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ที่ทำให้ประเทศไทยกลายสภาพจากการเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสรีภาพและมีเสถียรภาพมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลายเป็นประเทศที่มีความวุ่นวายและแตกแยกมากที่สุดในภูมิภาค

นาย ริชาร์ด ลอยด์ แพร์รีย์ ยังระบุในบทความชิ้นนี้ด้วยว่า ความจริงอันน่ารังเกียจของประเทศไทย รวมถึงการที่ บรรดานักเขียน นักคิด นักวิชาการ และ นักข่าว จำนวนมากต่างถูกจับเข้าคุกนานถึง 12 ปี หรือไม่ ก็ต้องหนีตายไปลี้ภัยในต่างประเทศหลังจากที่พวกเขาได้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันเบื้องสูงของไทย ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย,

รวมทั้งการผลักดันกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงญานับพันคนจากพม่าที่หมดหนทาง และสิ้นหวังให้ออกไปพบกับความตายในทะเล การที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยถูกบีบและกดดันให้พ้นจากอำนาจไป ทั้งโดยน้ำมือของกองทัพและโดยน้ำมือของม็อบ และการจับกุมตัวเว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์อิสระแห่งหนึ่ง ภายหลังจากการออกมายืนยันของ นายอภิสิทธิ์ เพียงไม่กี่ชั่วโมงว่า รัฐบาลของเขาเคารพหลักการว่าด้วยเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชน

จากเหตุการณ์ทั้งหลายข้างต้น นาย แพร์รีย์ จึงมองว่า น่าจะไม่ค่อยเป็นการเหมาะสมนัก หาก นายอภิสิทธิ์ จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ "Taking on the Challenges of Democracy" ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นประชาธิปไตยที่อ็อกซ์ฟอร์ด

นายแพร์รีย์ ระบุว่า ตั้งแต่ นายอภิสิทธิ์ได้ขึ้นเป็น หน.พรรคประชาธิปัตย์ ในปี 2005 ได้มีการเลือกตั้ง 2 ครั้งแล้วในไทย ซึ่ง นายอภิสิทธิ์ ได้เคยคว่ำบาตรการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี 2006 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ คว้าชัยได้เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน

โดย นายแพร์รีย์ ชี้ว่าผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งชาวไทยส่วนใหญ่ได้เทใจให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ชนะการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า แทนที่จะเป็น นายอภิสิทธิ์ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ มีผลงานในการเปลี่ยนชีวิตของชาวชนบทหลายล้านคนให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านทางนโยบายและโครงการต่างๆ อาทิ โครงการรักษาพยาบาลในราคาถูก ซึ่งช่วยให้คนที่ยากจนได้เข้าถึงการรักษาได้เป็นครั้งแรกในไทย หรือ โครงการกองทุนหมู่บ้านก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะถูกโค่นอำนาจ

ในทางกลับกัน นาย แพร์รีย์ มองว่า การก้าวสู่ตำแหน่งนายกฯของ นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้เกิดขึ้นจากเจตจำนงของคนส่วนใหญ่ และได้รับการสนับแบบไม่ชอบธรรมจากกลุ่มที่ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ จนได้ก้าวสู่ตำแหน่งนายกฯในที่สุด ทั้ง กองทัพ รวมทั้ง กลุ่มพันธมิตร ซึ่งกลุ่มพันธมิตรนี้เอง ที่ได้รับการสนับสนุนจาก(เซ็นเซอร์)ของไทย

ในตอนท้ายของบทวิพากษ์ นายแพร์รีย์ ระบุว่า สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในไทยเวลานี้ ถือเป็นสัญญาณอันตรายต่อความเป็นประชาธิปไตยในสังคมไทย และถือเป็นความเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น เมื่อความจริงอันน่ารังเกียจเหล่านี้มาเกิดขึ้นภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ ชายผู้ซึ่งได้ชื่อว่า มีความชาญฉลาดมีความสามารถ และมีคุณสมบัติที่ดีครบถ้วนทุกประการ ยกเว้นเพียงอย่างเดียว คือ ความถูกต้องชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตย

สื่อลิ้ม-สื่อหลักไร้ยางอายบิดเบือนจากภักดีเป็นล้มสถาบัน คำต่อคำทักษิณสัมภาษณ์TIMESONLINE

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา TimesOnline
10 พฤศจิกายน 2552
*เมื่อท่านอ่านข่าวนี้จบ โปรดกระจาย"สัจจะความจริงที่อยู่เหนือความเท็จ"ไปในทุกช่องทางที่ท่านสามารถทำได้

ตีแผ่ขบวนการฤาษีแปลงสารของผู้จัดการจากบทสัมภาษณ์จงรักภักดีให้กลายเป็นจะล้มสถาบัน

ทักษิณพยายามตอบสัมภาษณ์ว่า ในเวลานี้สมเด็จพระบรมฯยังไม่ได้เป็นกษัตริย์ก็ทำให้ดูเหมือนว่าท่านยังไม่เปล่งรัศมีทอแสงเจิดจ้า แต่หากถึงเวลาที่เสด็จขึ้นเป็นกษัตรยิ์ก็จะทรงเป็นกษัตริย์ที่ดีแน่ เพราะทรงเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว กอรปกับได้เรียนรู้การทรงงานจากในหลวงมานานปีแล้ว

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อTimes onlineฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกไปพาดหัวข่าวทำนองว่า ทักษิณเชื่อมั่นว่าเมื่อพระบรมฯเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงมีพระราชบารมีทอแสง

ทำให้ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงพันธมิตรนำไปขยายผลเป็นข่าวพาดหัวว่า สุดชั่ว! “ทักษิณ” ยืมมือสื่ออังกฤษ ให้ร้าย “ในหลวง” รุนแรง โดยขยายเนื้อข่าวว่า "เป็นข้อความที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สัมภาษณ์ให้ร้ายและล่วงละเมิดองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงประทับรักษาพระวรกายอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 ที่ผ่านมา อย่างรุนแรง โดยมีการกล่าวอ้างถึงองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช และการสืบราชสันตติวงศ์อีกด้วย"

จากนั้นเข้าตำราที่ว่าฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด อาจจะไม่เคยอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ สื่อกระแสหลักต่างๆก็นำข้อความจากเวบผู้จัดการASTVไปขยายผลทำลายทักษิณอย่างเป็นกระบวนการ และขบวนการอำมาตย์ ทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ แม้แต่กษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ในฐานะตัวแทนของประเทศไทยนำไปขยายผลอย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ดีผู้จัดการASTVได้พยายามแปลรายละเอียดบทสัมภาษณ์ทั้งหมด สุดท้ายก็หาเรื่องใส่ร้ายทักษิณไม่ได้ และได้หันไปโจมตีเรื่องอื่นๆแทน นั่นแสดงว่าเมื่อฝ่ายแปลข่าวต่างประเทศแปลออกมาอย่างสมบูรณ์แล้ว ความจริงก็คือทักษิณได้กล่าวเทิดทูนในหลวง ราชินี พระบรมฯ พระราชวงศ์ และอาจดูเหมือนแก้ต่างกับสื่อต่างชาติที่จี้ถามเรื่องสถาบันกษัตริย์แทรกแซงการเมืองอยู่ตลอดเวลาในการสัมภาษณ์นี้

ที่น่าเศร้าก็คือมาถึงเช้าวันนี้(10พ.ย.)บรรดาสื่อกระแสหลัก ซึ่งรวมทั้งรายการ"เรื่องเล่าเช้านี้"ของสรยุทธ สุทัศนะจินดา รายการเล่าข่าวภาคเช้ายอดนิยม และขบวนการอำมาตย์เผด็จการก็ยังคงขยายผลเรื่องที่พวกเขาบิดเบือนและสร้างblack propagandaต่อไป โดยไร้ยางอาย

เราได้ถอดความที่ทักษิณให้สัมภาษณ์ Timeonlineในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชวงศ์ชั้นสูง ซึ่งกระบอกเสียงพันธมิตรอย่างผู้จัดการASTVได้บิดเบือน ดังต่อไปนี้


1.ทักษิณย้ำในหลวงไม่เคยแทรกแซงการเมือง

ในตอนต้นทักษิณกล่าวถึงชัยชนะอย่างท่วมท้นของเขาและก้าวมาเป็นรัฐบาลที่มั่นคง ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์อ่อนแอ จึงมีการใช้สื่อมวลชนมาทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านโจมตีเขาอย่างไร้เหตุผล ครั้งหนึ่งเมื่อเขาได้พบกับลูกชายเจ้าของหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง ก็เลยถามไปว่าทำไมหนังสือพิมพ์ของคุณถึงได้โจมตีผมอย่างไร้เหตุผลนัก? เขาก็ตอบว่า"คุณอาครับ ผมก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะคุณพ่อผมถูกล็อบบี้จากองคมนตรี2คนที่มาทานข้าวเย็นกัน แล้วก็แจ้งพ่อผมว่าพระเจ้าอยู่หัวฯไม่ต้องการทักษิณต่อไปแล้ว..ซึ่งผมก็แจ้งเขาไปว่า ผมไม่เชื่อหรอกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระราชประสงค์เช่นนั้น เพราะพระองค์ท่านไม่เคยทรงแทรกแซงการเมือง อาจจะเป็นเพียงการที่องคมนตรีกระทำไปเองเพื่อต่อต้านผมเท่านั้น"(I said I don't believe that – His Majesty never wants to become involved in politics. Maybe it's because of their own prejudice against me. )

2.ยันไม่เคยคิดล้มสถาบัน ขึ้นเป็นประธานาบดีตามข่าวลือ

ทักษิณกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า เหตุที่องคมนตรีต่อต้านเขาก็เพราะมีการแพร่ข่าวลือออกไปว่า ทักษิณต้องการเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณัฐ และขึ้นเป็นประธานาธิดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยอยู่ในความคิดผมเลย เพราะผมมีความจงรักภักดีอย่างสูงยิ่ง ในตอนที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรีหนแรกและได้เข้าเฝ้าฯ ผมได้กราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัวว่าฯ ขอเดชะ กระหม่อมฯมีความจงรักภักดีต่อพระองค์เป็นที่ยิ่ง กระหม่อมเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่เกิดมาในรัชสมัยของพระองค์ท่าน อายุของกระหม่อมก็ไล่เลี่ยกับพระราชโอรสพระราชธิดาในพระองค์ท่าน ดังนั้นขอให้พระองค์ท่านโปรดทอดพระเนตรกระหม่อม และสั่งสอนกระหม่อมเสมือนว่าเป็นคนในรุ่นลูกของพระองค์ท่านเถิด...กระหม่อมฉันเทิดทูนจงรักภักดีอย่างยิ่ง พระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดอย่างมิเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยมานานปี แม้พระชนมายุมากแล้ว ขอให้ใช้กระหม่อมฉัน กระหม่อมฉันจะน้อมรับใช้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทถวายงานรับใช้แก้ไขปัญหาให้พสกนิกรของพระองค์ท่าน..นี่เป็นคำถวายปฏิญญาณนับแต่แรกที่ผมเข้ารับตำแหน่ง(So I very much respect Your Majesty. Whatever I need to do properly, please teach me.’ This is how I present myself. And, ‘Your Majesty has been working hard for the Thai people for many years and you may be tired and you're getting old. Please use me. I will shoulder all the burdens and I will work hard for you to solve the problems of your citizens.)

3.เทิดพระเกียรติราชินีไปงานศพพันธมิตร ก็ด้วยน้ำพระทัยแห่งพระมหากรุณาคุณ

ผู้สื่อข่าวถามว่าคุณรู้สึกประหลาดใจไหมที่พระราชินีเสด็จไปงานพระราชทานเพลิงศพเสื้อเหลือง พันธมิตรคนหนึ่งที่เป็นศัตรูทางการเมืองของคุณ?
The Queen attended the funeral of one of the Yellow Shirt supporters [the ‘Yellow Shirts’, Mr Thaksin’s opponents]. You must have been very surprised about that.

ทักษิณกล่าวตอบว่า ทุกคนในประเทศไทยก็ประหลาดใจเรื่องนี้ แต่ผมทราบว่าพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถพระองค์ท่านทรงเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ก็อาจมีใครไปให้ข้อมูลกับพระองค์ท่านในทางที่ผิดเป็นต้นว่า"สตรีผู้นี้เสียชีวิตลงเพราะพยายามปกป้องสถาบันกษัตริย์" ก็ทำให้พระองค์ท่านคล้อยตามข้อมูลที่คนแวดล้อมถวายรายงานที่ผิดๆ(Everybody, the whole of Thailand, was surprised. But I know Her Majesty. Her Majesty is very kind when someone gives her wrong information [such as] ‘That lady's dying because she tried to protect the monarchy.’ I think she was lied to. People around her circles try to give her the wrong impression, to give wrong information to Their Majesties.)

4.ผู้สื่อข่าวถามนำเรื่องพระบรมฯจะขึ้นเป็นกษัตริย์ จะแตกต่างจากในหลวงในปัจจุบันอย่างไร?

ในหน้า4ของบทสัมภาษณ์นั้น ผู้สื่อข่าวถามนำว่า "วันหนึ่งเมื่อสมเด็จพระบรมฯเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์ พระองค์จะมีพระราชบุคลิกลักษณะหรือสไตล์ที่แตกต่างจากในหลวงองค์ปัจจุบันอย่างไร?( One day the Crown Prince will become King. How will his style be different from that of the current King?)

ทักษิณกล่าวตอบว่า ก็น่าจะแตกต่างกัน แต่ผมคิดว่าคงราบรื่นดี เพราะพระองค์ท่านเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ คนแวดล้อมข้าราชบริพารก็คงเป็นคนใหม่ ส่วนแวดวงในวังของพระองค์ท่านก็คงไม่ใหญ่โตอัครฐานนักเพราะเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ เนื่องจากพระองค์ท่านยังใหม่ก็อาจจะยังไม่เป็นที่นิยมมากเทียบเท่ากับในหลวงองค์ปัจจุบัน แต่ก็คงไม่มีเรื่องยุ่งยากนักเพราะแวดวงในวังก็ขนาดย่อมกว่า ก็เนื่องจากเป็นรัชสมัยใหม่(It may be different, but I think it will go smoothly because he's a constitutional monarch. The people around the Crown Prince will be new, and the palace circle will not be that big because he will be new. The Crown Prince, because he will be new, may not be as popular as His Majesty the King. However, he will have less problem because the palace circle will be smaller, because of being new in the reign)

ผู้สื่อข่าวย้ำถามว่า ช่วยอธิบายพระราชอริยาบถบุคคลิกลักษณะของพระบรมฯให้ฟังด้วย(What kind of personality does he have? )

ทักษิณตอบว่า พระองค์ท่าน เป็นผู้ที่ทรงเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวที่จะกระทำการสิ่งใดให้สำเร็จ พระองค์ท่านมีความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น(He has a very strong determination to do what he really wants to achieve. He has a strong determination.)

เชื่อมั่นพระบรมฯเมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่จะเป็นกษัตริย์ที่ดี เพราะเรียนรู้จากในหลวงมามาก

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า พระบรมฯทรงต้องการมุ่งมั่นจะทำอะไรให้สัมฤทธิ์ผล(What does he want to achieve? )

ทักษิณตอบว่า พระองค์ท่านยังไม่ได้เป็นกษัตริย์ ดังนั้นก็เป็นธรรมดาว่าตอนนี้ท่านก็ยังไม่เปล่งรัศมีทอแสง แต่หลังจากเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์แล้ว ผมเชื่อมั่นว่าพระองค์ท่านจะทรงเปล่งรัศมีทอแสงสมสง่ากับความเป็นขัติยราชได้ เพราะพระบรมฯได้เฝ้าสังเกตเรียนรู้จากในหลวง ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชบิดามานานปี พระองค์ทรงเรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัวฯ แต่เวลานี้ยังไม่ถึงเวลาของพระองค์เท่านั้น แต่เมื่อเวลาที่พระองค์เสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์มาถึง ผมคิดว่าพระองค์ท่านจะมีพระราชบารมีที่เหมาะสมกับฐานะกษัตริย์แน่(He's not the King yet, he may not be shining. But after he becomes the King I'm confident he can be shining to perform Kingship, because he has observed His Majesty, his father, for many years. He learns a lot from His Majesty. It's not his time yet. But when the time comes I think he will be able to perform.)

จากการอ่านคำสัมภาษณ์ และการตอบแบบสัมภาษณ์นี้ จะเห็นว่าทักษิณได้กล่าวเทิดทูนในหลวง พระราชินี พระบรมโอรสถาธิราชในทางถวายพระเกียรติ กระทั่งแก้ต่างกับสื่อต่างชาติตลอดเวลาการให้สัมภาษณ์

แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อTimes onlineฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกไปพาดหัวข่าวทำนองว่า ทักษิณเชื่อมั่นว่าเมื่อพระบรมฯเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงมีพระราชบารมีทอแสง

ทำให้ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงพันธมิตรนำไปขยายผลเป็นข่าวพาดหัวว่า สุดชั่ว! “ทักษิณ” ยืมมือสื่ออังกฤษ ให้ร้าย “ในหลวง” รุนแรง โดยขยายเนื้อข่าวว่า "เป็นข้อความที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สัมภาษณ์ให้ร้ายและล่วงละเมิดองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงประทับรักษาพระวรกายอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 ที่ผ่านมา อย่างรุนแรง โดยมีการกล่าวอ้างถึงองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช และการสืบราชสันตติวงศ์อีกด้วย"

จากนั้นเข้าตำราที่ว่าฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด อาจจะไม่เคยอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ สื่อกระแสหลักต่างๆก็นำข้อความจากเวบผู้จัดการASTVไปขยายผลทำลายทักษิณอย่างเป็นกระบวนการ

อย่างไรก็ดีผู้จัดการASTVได้พยายามแปลรายละเอียดบทสัมภาษณ์ทั้งหมด สุดท้ายก็หาเรื่องใส่ร้ายทักษิณไม่ได้ และได้หันไปโจมตีเรื่องอื่นๆแทน นั่นแสดงว่าเมื่อฝ่ายแปลข่าวต่างประเทศแปลออกมาอย่างสมบูรณ์แล้ว ความจริงก็คือทักษิณได้กล่าวเทิดทูนในหลวง ราชินี พระบรมฯ พระราชวงศ์ และอาจดูเหมือนแก้ต่างกับสื่อต่างชาติที่จี้ถามเรื่องสถาบันกษัตริย์แทรกแซงการเมืองอยู่ตลอดเวลาในการสัมภาษณ์นี้

คำต่อคำทักษิณสัมภาษณ์TIMESONLINE แฉสื่อลิ้ม-สื่อหลักบิดขาวเป็นดำจากภักดีเป็นล้มสถาบัน

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา TimesOnline
9 พฤศจิกายน 2552


เราได้ถอดความที่ทักษิณให้สัมภาษณ์ Times onlineในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชวงศ์ชั้นสูง ซึ่งกระบอกเสียงพันธมิตรอย่างผู้จัดการASTVได้บิดเบือน จากที่ทักษิณให้สัมภาษณ์ยืนยันจงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ ซ้ำยังแก้ต่างให้เรื่องที่สื่อต่างชาติจี้ถามว่าสถาบันฯแทรกแซงการเมืองตลอดการให้สัมภาษณ์นี้ ส่วนท้ายข่าวนี้เป็นการตีแผ่เส้นทางของข่าวว่าสื่อกระบอกเสียงของสนธิลิ้มได้แปลงสารอย่างไร จากบทสัมภาษณ์จงรักภักดีให้กลายเป็นบทสัมภาษณ์ล้มสถาบัน?! และสื่อกระแสหลักฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียดขยายผลเพื่อทำลายทักษิณอย่างไร..


1.ทักษิณย้ำในหลวงไม่เคยแทรกแซงการเมือง

ในตอนต้นทักษิณกล่าวถึงชัยชนะอย่างท่วมท้นของเขาและก้าวมาเป็นรัฐบาลที่มั่นคง ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์อ่อนแอ จึงมีการใช้สื่อมวลชนมาทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านโจมตีเขาอย่างไร้เหตุผล ครั้งหนึ่งเมื่อเขาได้พบกับลูกชายเจ้าของหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง ก็เลยถามไปว่าทำไมหนังสือพิมพ์ของคุณถึงได้โจมตีผมอย่างไร้เหตุผลนัก? เขาก็ตอบว่า"คุณอาครับ ผมก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะคุณพ่อผมถูกล็อบบี้จากองคมนตรี2คนที่มาทานข้าวเย็นกัน แล้วก็แจ้งพ่อผมว่าพระเจ้าอยู่หัวฯไม่ต้องการทักษิณต่อไปแล้ว..ซึ่งผมก็แจ้งเขาไปว่า ผมไม่เชื่อหรอกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระราชประสงค์เช่นนั้น เพราะพระองค์ท่านไม่เคยทรงแทรกแซงการเมือง อาจจะเป็นเพียงการที่องคมนตรีกระทำไปเองเพื่อต่อต้านผมเท่านั้น"(I said I don't believe that – His Majesty never wants to become involved in politics. Maybe it's because of their own prejudice against me. )

2.ยันไม่เคยคิดล้มสถาบัน ขึ้นเป็นประธานาบดีตามข่าวลือ

ทักษิณกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า เหตุที่องคมนตรีต่อต้านเขาก็เพราะมีการแพร่ข่าวลือออกไปว่า ทักษิณต้องการเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณัฐ และขึ้นเป็นประธานาธิดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยอยู่ในความคิดผมเลย เพราะผมมีความจงรักภักดีอย่างสูงยิ่ง ในตอนที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรีหนแรกและได้เข้าเฝ้าฯ ผมได้กราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัวว่าฯ ขอเดชะ กระหม่อมฯมีความจงรักภักดีต่อพระองค์เป็นที่ยิ่ง กระหม่อมเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่เกิดมาในรัชสมัยของพระองค์ท่าน อายุของกระหม่อมก็ไล่เลี่ยกับพระราชโอรสพระราชธิดาในพระองค์ท่าน ดังนั้นขอให้พระองค์ท่านโปรดทอดพระเนตรกระหม่อม และสั่งสอนกระหม่อมเสมือนว่าเป็นคนในรุ่นลูกของพระองค์ท่านเถิด...กระหม่อมฉันเทิดทูนจงรักภักดีอย่างยิ่ง พระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดอย่างมิเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยมานานปี แม้พระชนมายุมากแล้ว ขอให้ใช้กระหม่อมฉัน กระหม่อมฉันจะน้อมรับใช้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทถวายงานรับใช้แก้ไขปัญหาให้พสกนิกรของพระองค์ท่าน..นี่เป็นคำถวายปฏิญญาณนับแต่แรกที่ผมเข้ารับตำแหน่ง(So I very much respect Your Majesty. Whatever I need to do properly, please teach me.’ This is how I present myself. And, ‘Your Majesty has been working hard for the Thai people for many years and you may be tired and you're getting old. Please use me. I will shoulder all the burdens and I will work hard for you to solve the problems of your citizens.)

3.เทิดพระเกียรติราชินีไปงานศพพันธมิตร ก็ด้วยน้ำพระทัยแห่งพระมหากรุณาคุณ

ผู้สื่อข่าวถามว่าคุณรู้สึกประหลาดใจไหมที่พระราชินีเสด็จไปงานพระราชทานเพลิงศพเสื้อเหลือง พันธมิตรคนหนึ่งที่เป็นศัตรูทางการเมืองของคุณ?
The Queen attended the funeral of one of the Yellow Shirt supporters [the ‘Yellow Shirts’, Mr Thaksin’s opponents]. You must have been very surprised about that.

ทักษิณกล่าวตอบว่า ทุกคนในประเทศไทยก็ประหลาดใจเรื่องนี้ แต่ผมทราบว่าพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถพระองค์ท่านทรงเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ก็อาจมีใครไปให้ข้อมูลกับพระองค์ท่านในทางที่ผิดเป็นต้นว่า"สตรีผู้นี้เสียชีวิตลงเพราะพยายามปกป้องสถาบันกษัตริย์" ก็ทำให้พระองค์ท่านคล้อยตามข้อมูลที่คนแวดล้อมถวายรายงานที่ผิดๆ(Everybody, the whole of Thailand, was surprised. But I know Her Majesty. Her Majesty is very kind when someone gives her wrong information [such as] ‘That lady's dying because she tried to protect the monarchy.’ I think she was lied to. People around her circles try to give her the wrong impression, to give wrong information to Their Majesties.)

4.ผู้สื่อข่าวถามนำเรื่องพระบรมฯจะขึ้นเป็นกษัตริย์ จะแตกต่างจากในหลวงในปัจจุบันอย่างไร?

ในหน้า4ของบทสัมภาษณ์นั้น ผู้สื่อข่าวถามนำว่า "วันหนึ่งเมื่อสมเด็จพระบรมฯเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์ พระองค์จะมีพระราชบุคลิกลักษณะหรือสไตล์ที่แตกต่างจากในหลวงองค์ปัจจุบันอย่างไร?( One day the Crown Prince will become King. How will his style be different from that of the current King?)

ทักษิณกล่าวตอบว่า ก็น่าจะแตกต่างกัน แต่ผมคิดว่าคงราบรื่นดี เพราะพระองค์ท่านเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ คนแวดล้อมข้าราชบริพารก็คงเป็นคนใหม่ ส่วนแวดวงในวังของพระองค์ท่านก็คงไม่ใหญ่โตอัครฐานนักเพราะเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ เนื่องจากพระองค์ท่านยังใหม่ก็อาจจะยังไม่เป็นที่นิยมมากเทียบเท่ากับในหลวงองค์ปัจจุบัน แต่ก็คงไม่มีเรื่องยุ่งยากนักเพราะแวดวงในวังก็ขนาดย่อมกว่า ก็เนื่องจากเป็นรัชสมัยใหม่(It may be different, but I think it will go smoothly because he's a constitutional monarch. The people around the Crown Prince will be new, and the palace circle will not be that big because he will be new. The Crown Prince, because he will be new, may not be as popular as His Majesty the King. However, he will have less problem because the palace circle will be smaller, because of being new in the reign)

ผู้สื่อข่าวย้ำถามว่า ช่วยอธิบายพระราชอริยาบถบุคคลิกลักษณะของพระบรมฯให้ฟังด้วย(What kind of personality does he have? )

ทักษิณตอบว่า พระองค์ท่าน เป็นผู้ที่ทรงเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวที่จะกระทำการสิ่งใดให้สำเร็จ พระองค์ท่านมีความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น(He has a very strong determination to do what he really wants to achieve. He has a strong determination.)

เชื่อมั่นพระบรมฯเมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่จะเป็นกษัตริย์ที่ดี เพราะเรียนรู้จากในหลวงมามาก

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า พระบรมฯทรงต้องการมุ่งมั่นจะทำอะไรให้สัมฤทธิ์ผล(What does he want to achieve? )

ทักษิณตอบว่า พระองค์ท่านยังไม่ได้เป็นกษัตริย์ ดังนั้นก็เป็นธรรมดาว่าตอนนี้ท่านก็ยังไม่เปล่งรัศมีทอแสง แต่หลังจากเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์แล้ว ผมเชื่อมั่นว่าพระองค์ท่านจะทรงเปล่งรัศมีทอแสงสมสง่ากับความเป็นขัติยราชได้ เพราะพระบรมฯได้เฝ้าสังเกตเรียนรู้จากในหลวง ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชบิดามานานปี พระองค์ทรงเรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัวฯ แต่เวลานี้ยังไม่ถึงเวลาของพระองค์เท่านั้น แต่เมื่อเวลาที่พระองค์เสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์มาถึง ผมคิดว่าพระองค์ท่านจะมีพระราชบารมีที่เหมาะสมกับฐานะกษัตริย์แน่(He's not the King yet, he may not be shining. But after he becomes the King I'm confident he can be shining to perform Kingship, because he has observed His Majesty, his father, for many years. He learns a lot from His Majesty. It's not his time yet. But when the time comes I think he will be able to perform.)

ตีแผ่เส้นทางสุดชั่วสื่อลิ้ม-สื่อหลัก แปลงสารคำสัมภาษณ์จากจงรักภักดี กลายเป็นสัมภาษณ์ล้มสถาบัน
จากการอ่านคำสัมภาษณ์ และการตอบแบบสัมภาษณ์นี้ จะเห็นว่าทักษิณได้กล่าวเทิดทูนในหลวง พระราชินี พระบรมโอรสถาธิราชในทางถวายพระเกียรติ กระทั่งแก้ต่างกับสื่อต่างชาติตลอดเวลาการให้สัมภาษณ์

ตีแผ่ขบวนการฤาษีแปลงสารของผู้จัดการจากบทสัมภาษณ์จงรักภักดีให้กลายเป็นจะล้มสถาบัน

ทักษิณพยายามตอบสัมภาษณ์ว่า ในเวลานี้สมเด็จพระบรมฯยังไม่ได้เป็นกษัตริย์ก็ทำให้ดูเหมือนว่าท่านยังไม่เปล่งรัศมีทอแสงเจิดจ้า แต่หากถึงเวลาที่เสด็จขึ้นเป็นกษัตรยิ์ก็จะทรงเป็นกษัตริย์ที่ดีแน่ เพราะทรงเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว กอรปกับได้เรียนรู้การทรงงานจากในหลวงมานานปีแล้ว

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อTimes onlineฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกไปพาดหัวข่าวทำนองว่า ทักษิณเชื่อมั่นว่าเมื่อพระบรมฯเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงมีพระราชบารมีทอแสง

ทำให้ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงพันธมิตรนำไปขยายผลเป็นข่าวพาดหัวว่า สุดชั่ว! “ทักษิณ” ยืมมือสื่ออังกฤษ ให้ร้าย “ในหลวง” รุนแรง โดยขยายเนื้อข่าวว่า "เป็นข้อความที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สัมภาษณ์ให้ร้ายและล่วงละเมิดองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงประทับรักษาพระวรกายอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 ที่ผ่านมา อย่างรุนแรง โดยมีการกล่าวอ้างถึงองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช และการสืบราชสันตติวงศ์อีกด้วย"

จากนั้นเข้าตำราที่ว่าฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด อาจจะไม่เคยอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ สื่อกระแสหลักต่างๆก็นำข้อความจากเวบผู้จัดการASTVไปขยายผลทำลายทักษิณอย่างเป็นกระบวนการ

อย่างไรก็ดีผู้จัดการASTVได้พยายามแปลรายละเอียดบทสัมภาษณ์ทั้งหมด สุดท้ายก็หาเรื่องใส่ร้ายทักษิณไม่ได้ และได้หันไปโจมตีเรื่องอื่นๆแทน นั่นแสดงว่าเมื่อฝ่ายแปลข่าวต่างประเทศแปลออกมาอย่างสมบูรณ์แล้ว ความจริงก็คือทักษิณได้กล่าวเทิดทูนในหลวง ราชินี พระบรมฯ พระราชวงศ์ และอาจดูเหมือนแก้ต่างกับสื่อต่างชาติที่จี้ถามเรื่องสถาบันกษัตริย์แทรกแซงการเมืองอยู่ตลอดเวลาในการสัมภาษณ์นี้

ซวยแล้วมาร์ค กระแสคลั่งชาติ ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้น

ที่มา Thai E-News

โดย คุณวโรทาห์
ที่มา เวบไซต์ warotah
9 พฤศจิกายน 2552

หลังจากที่ทุ่มทุนสร้าง วางข่ายล้อมอวน ด้วยการร้องเพลงชาติรอมาเป็นนานสองนาน ในที่สุดก็มีปลาใหญ่เข้ามาฮุบเหยื่อเอาจนได้ เมื่อสมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ทำตัวเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อน ประกาศอุ้มทักษิณ ชนิดสุดลิ่มทิ่มประตู โดยไม่มีการเกรงใจใคร

และแล้วมหกรรมคลั่งชาติที่จ่อคิวรออยู่อย่างใจจดใจจ่อ ก็ได้เวลาโหมโรงอย่างเป็นทางการซะที

ทั้งโพลเอย สื่อเอย นักวิชาการขาโจ๋ กับนักธุรกิจขาประจำเอย ต่างออกมาประสานเสียง โบ๊ววว ..โบ๊ววว.. ระเบ็งเซ็งแซ่กันไปหมด

เป้าหมายคือการปั่นหัวประชาชน ให้หันมามีเรื่องกับเขมร เพื่อกลบเกลื่อนความเจ็บปวด จากพิษเศรษฐกิจ ภายใต้ฝีเท้าการบริหารประเทศของมาร์ค พร้อมกับกวาดล้างทักษิณและเสื้อแดงไปในตัว

ก็ขนาดเจ็บกันเจียนตาย สื่อยังช่วยกันแหลออกมาได้ ว่าภาคธุรกิจไม่ได้รับผลกระทบ จากการเรียกทูตกลับจากพนมเปญ

แต่วงในเขารู้ว่า กำลังนั่งจับไข่สั่นอยู่ที่กัมพูชากันเป็นแถว มีแต่น้ำตาลมิตรผล ที่หาญกล้าออกมาแฉกันตรงๆ ว่า ไปปลูกอ้อยรอไว้แล้วจมหู กำลังจะสร้างโรงงานอยู่รอมร่อ แต่ต้องติดเบรคกันตัวโก่ง เพราะสถานการณ์มันเข้าไคลฯซะขนาดนี้ ถ้าจะให้ไปบ้าทะลุ่มทะลุยเดินหน้าชน สู้เอาเงิน 2 พันล้านไปทุ่มซื้อหวย ยังจะมีโอกาสรุ่งมากกว่า

แปลกแต่จริง ที่ไม่ยักมีนักธุรกิจด่ารัฐบาล โทษฐานที่โอเวอร์รีแอ๊คจนน่าเกลียด แถมสภาหอการค้าไทย ยังถือโอกาสใช้ลิ้นให้เป็นประโยชน์ ชเลียร์ว่า นักธรกิจยอมเจ็บไม่ยอมอาย ไม่ว่าจะเป็นจะตายยังไง ขอเชียร์รัฐบาลให้เอาศักดิ์ศรีของประเทศไว้ก่อน

เห็นว่าถ้ารัฐบาลยืนยันทำในสิ่งที่ถูกต้อง จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ถึงขนาดกล้าที่จะเข้ามาลุยถั่ว สร้างงานในประเทศ คล้ายๆ กับว่า ทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน ว่างั้นเถอะ

แหม.. เล่นเอาความจริงมาแหลเป็นขนมอย่างนี้ จึงช่วยไม่ได้ ที่มาร์คจะออกอาการเขินเล็กน้อย ในขณะที่ขนหน้าแข้งเริ่มเปียกชุ่มไปด้วยน้ำลาย

เป็นธรรมดาของ 1 ประเทศ 2 มาตรฐาน มันก็ต้องมีอะไรบ้าๆ บวมๆ อย่างนี้ นี่ถ้าเป็นรัฐบาลลุงหมัก ขืนทำอย่างนี้ มีหวังนักธุรกิจดิ้นตายกันเป็นแถว

หันไปมองภาคธุรกิจ เห็นถ้อยทีถ้อยชเลียร์กันไป แต่พอหันมาฝั่งประชาชน ไหงมันกลายเป็นหนังคนละม้วนไปได้ ก็ไม่รู้ เมื่อใครต่อใคร พากันอวยพรให้มาร์คจนหูตูบ บอกว่าอ้ายเฮีย! วันๆ แม่มันไม่ทำอ่าอะไร ดีแต่หาเรื่องชกต่อยกับชาวบ้าน ไม่รู้จักหยุดจักหย่อน

กะอีแค่เรื่องของคนๆ เดียว มันเล่นซะโกอินเตอร์ ดูไม่จืด แม่มันทำอย่างนี้ พวกที่ไม่ได้รับประทานภาษี มีหวังอดตายกันพอดี

แต่ว่าก็ว่าเถอะ จนป่านนี้ ยังไม่มีใครเข้าใจเหมือนกัน ว่าแค่ฮุนเซนตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษา ทำไมมันถึงต้องออกอาการเม้งแตกกันขนาดนี้ ในเมื่อมั่นอกมั่นใจนักหนา ว่าตัวเองทำถูก ก็น่าจะอยู่เฉยๆ ปล่อยให้เขมรออกทะเลไปคนเดียว ก็สิ้นเรื่อง

ก็ถ้าน้าฮุนฯยังขืนเดินหน้านโยบาย สร้างบ้านพักหรูหราให้นักโทษไปเรื่อยๆ แถมนอกจากไม่ยอมส่งผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว ยังจะแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาอีกต่างหาก คิดดูแล้วกัน ว่าต่อไป ยังจะมีใครกล้าคบหาด้วย เมื่อเขมรกลายเป็นสวรรค์ของอาชญากร นักเซ็นต์ชื่อให้เมียซื้อที่ ไปซะแล้ว

เรื่องของเรื่อง มันไม่น่าจะมีเรื่องด้วยซ้ำไป เมื่อแต่เดิมมันก็แค่ขู่กันไปขู่กันมา เหมือนนักมวยที่ต่อปากต่อคำกันนอกเวที เอ็งมาลูกนี้ ข้าจะตอบโต้ด้วยลูกโน้น ถ้าเอ็งต้อนรับทักษิณ ข้าจะให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน อีกฝ่ายก็โต้ทันควันว่า จ้างให้ก็ไม่ส่ง เพราะเป็นคดีการเมือง เป็นการแลกน้ำลายกันไปมา ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ขึ้นเวที ด้วยซ้ำไป

แต่ที่ไหนได้ กำลังโต้กันไปโต้กันมาอยู่มันๆ ไม่นึกว่าท่านประธานอาเซี่ยนจะของขึ้น โดดงับน่องสมาชิกอาเซียนบ้านใกล้เรือนเคียงซะ เล่นเอาแผลเปิดเหวอะหวะ ดูยังไงก็ดูไม่จืด

กลายเป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ เด็กดื้อหัดบริหารประเทศ เมื่อกัมพูชาตัดสินใจ ประกาศแต่งตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการ แล้วมีหรือที่นายกฯเด็กฝึกงานจะยอมเสียหน้า โดยไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง จัดการประกาศเรียกทูตกลับทันควัน ในขณะที่ฮุนเซนก็ทันกัน เรียกทูตตัวเองกลับมั่ง ใครจะทำไม

คงต้องดูกันต่อไปว่า เมื่อเศรษฐีใหม่ตัดสินใจ ถอดสูทเข้าคลุกวงใน กอดปล้ำตีเข่ากับขอทานข้างถนน อย่างถึงลูกถึงคน เพียงเพื่อรักษาศักดิ์ศรี ที่ถูกตอกหน้าเอาเจ็บๆ งานนี้ใครจะอยู่ใครจะไป ใครจะฉิบหายหนักกว่ากัน อีกไม่นานก็น่าจะเริ่มออกอาการ

แต่ที่แน่ๆ เริ่มเห็นแผลแตกที่ใต้ตานักชกเมื่อวานซืนแล้ว เมื่อเจอมวยเชิงสูงอย่างน้าฮุนฯ ที่เก๋าเกม อ่านขาด อย่างกับอ่านหนังสือการ์ตูน ดักแย็ปแล้วชิ่งออก ไม่ยอมเป็นฝ่ายเปิดเกมหนักให้ถูกตัดคะแนน แต่อาศัยยั่วยุให้เด็กมันออกหมัดก่อน แล้วค่อยดักเก็บกินจังหวะสอง แค่นี้ก็ตุนคะแนนจนเป๋าตุงแล้วตุงอีก

เป็นที่น่าสังเกตุว่า น้าฮุนฯแกตั้งอกตั้งใจล่อเป้าวัวกระทิงมาร์คซะเหลือเกิน ทั้งๆ ที่น่าจะรู้ว่า เด็กมันมีปัญหาเรื่องวุฒิภาวะทางอารมณ์ ยังมายั่วอยู่ได้

ทำไมต้องประกาศตั้งที่ปรึกษา ให้มาร์คอิจฉาจนวีนแตกน่าเกลียดขนาดนั้น ทั้งที่จะต่อฮ็อตไลน์สายตรง ปรึกษาอะไรน้าแม้ว ก็ทำได้อยู่แล้ว ในฐานะเพื่อนซี้ไม่มีซั้ว

อย่างการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ก็เหมือนกัน รอให้เรื่องมันเกิดแล้วค่อยพูดก็ยังไม่สาย จะเปิดศาลพิจารณาคดีซัก 20-30 ปี ก็ยังไม่น่าเกลียด หรือจะส่งซิกให้นักโทษเข้าๆ ออกๆ ล่อให้ศาลลักปิดลักเปิด มันก็เก๋ไปอีกแบบ แล้วทำไมต้องรีบด่วน ชวนมาร์คละเลงน้ำลาย จนเลอะเทอะไปหมด

จะเป็นเพราะเหตุผลกลใดไม่อาจทราบได้ แต่ชักสังหรณ์ใจว่า งานนี้ เด็กดื้อมีโอกาสเสียค่าโง่สูง เพราะแต่ละมาตรการที่มาร์คประกาศออกมานั้น ไม่เห็นว่ามันจะเป็นปัญหาต่อเขมรแต่ประการใด ขืนไปงดให้ความช่วยเหลือ ก็เข้าทางประเทศอื่นที่เรียงคิวรอช่วยเหลืออยู่แล้ว

หรือถ้างดให้กู้ ขี้คร้านประเทศอื่น มายืนรอปล่อยกู้กันบานเบอะ ยิ่งไปยกเลิก MOU อะไรนั่นอีก แน่ใจหรือว่า มันไม่ใช่ MOU ที่เขาอยากจะยกเลิกเต็มแก่อยู่แล้ว เพราะถ้าเซ็นต์กันในสมัยน้าแม้ว ก็ชัดเจนแน่นอนว่าเขาเสียเปรียบ เพราะตอนนั้น กัมพูชายังไม่มีอำนาจต่อรองซักเท่าไหร่ ไม่เหมือนสมัยนี้ ที่หลอกกินเศียรเทวรูป ที่มีคนอุ้มไปจิ้มก้องมาแล้ว นักต่อนัก

เอาเป็นว่า นอกจากเรื่องอารมณ์แล้ว ก็น่าจะต่างคนต่างมีวาระซ่อนเร้น แต่คนหนึ่งทำเพื่อชาติ ในขณะที่อีกคนทำเพื่อกำจัดศัตรูทางการเมือง

รายแรกจึงลอยตัวไป เพราะได้การสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้น ในขณะที่รายหลังแทบจะเอาหัวโขกโพเดียมตายซะให้มันรู้แล้วรู้รอด เมื่อไม่มีใครให้ท้าย นอกจากโพลที่ออกมาเชียร์กันสุดลิ่มทิ่มประตูกระแสคลั่งชาติ จึงมีแค่แมลงสาบแก่ๆ ที่มีองค์ กับขาประจำเจ้าเดิมๆ ไม่กี่ตัว ที่ออกมาคลั่งหนัก

ส่วนประชาชนนั้น คงจะหวังยากซักหน่อย แล้วยิ่งน้าฮุนฯแกเป็นมวยรอจังหวะด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ปั่นกระแสยากเข้าไปใหญ่ ทำไปทำมาถึงได้เกิดอาการหันรีหันขวาง ไม่รู้ว่าจะไปยังไงต่อ

คิดแล้วก็ให้เป็นห่วงนายกฯเด็กโง่ ที่ขยันทำแต่เรื่องโง่ๆ ไม่รู้จักเลิก

ระวังว่าโง่ซ้ำโง่ซาก จะติดเชื้อกลายเป็นโง่เรื้อรัง มันจะรักษายาก

ถ้าลำบากนัก คราวหน้าคราวหลัง ลองเปลี่ยนไปยืมหัวแม่เท้าข้างซ้ายของท่านทักษิณเอามาคิดแทน

ไม่แน่ว่า...อาจจะฉลาดกว่าสมองกลวงๆ ที่ใช้อยู่ก็เป็นได้

สุดชั่วกระบอกเสียงลิ้ม แปลงสารทักษิณจงรักภักดี กลายเป็นสัมภาษณ์TIMESล้มสถาบัน!!

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา TimesOnline
9 พฤศจิกายน 2552

ตีแผ่ขบวนการฤาษีแปลงสารของผู้จัดการจากบทสัมภาษณ์จงรักภักดีให้กลายเป็นจะล้มสถาบัน

ทักษิณพยายามตอบสัมภาษณ์ว่า ในเวลานี้สมเด็จพระบรมฯยังไม่ได้เป็นกษัตริย์ก็ทำให้ดูเหมือนว่าท่านยังไม่เปล่งรัศมีทอแสงเจิดจ้า แต่หากถึงเวลาที่เสด็จขึ้นเป็นกษัตรยิ์ก็จะทรงเป็นกษัตริย์ที่ดีแน่ เพราะทรงเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว กอรปกับได้เรียนรู้การทรงงานจากในหลวงมานานปีแล้ว

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อTimes onlineฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกไปพาดหัวข่าวทำนองว่า ทักษิณเชื่อมั่นว่าเมื่อพระบรมฯเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงมีพระราชบารมีทอแสง

ทำให้ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงพันธมิตรนำไปขยายผลเป็นข่าวพาดหัวว่า สุดชั่ว! “ทักษิณ” ยืมมือสื่ออังกฤษ ให้ร้าย “ในหลวง” รุนแรง โดยขยายเนื้อข่าวว่า "เป็นข้อความที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สัมภาษณ์ให้ร้ายและล่วงละเมิดองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงประทับรักษาพระวรกายอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 ที่ผ่านมา อย่างรุนแรง โดยมีการกล่าวอ้างถึงองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช และการสืบราชสันตติวงศ์อีกด้วย"

จากนั้นเข้าตำราที่ว่าฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด อาจจะไม่เคยอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ สื่อกระแสหลักต่างๆก็นำข้อความจากเวบผู้จัดการASTVไปขยายผลทำลายทักษิณอย่างเป็นกระบวนการ

อย่างไรก็ดีผู้จัดการASTVได้พยายามแปลรายละเอียดบทสัมภาษณ์ทั้งหมด สุดท้ายก็หาเรื่องใส่ร้ายทักษิณไม่ได้ และได้หันไปโจมตีเรื่องอื่นๆแทน นั่นแสดงว่าเมื่อฝ่ายแปลข่าวต่างประเทศแปลออกมาอย่างสมบูรณ์แล้ว ความจริงก็คือทักษิณได้กล่าวเทิดทูนในหลวง ราชินี พระบรมฯ พระราชวงศ์ และอาจดูเหมือนแก้ต่างกับสื่อต่างชาติที่จี้ถามเรื่องสถาบันกษัตริย์แทรกแซงการเมืองอยู่ตลอดเวลาในการสัมภาษณ์นี้

เราได้ถอดความที่ทักษิณให้สัมภาษณ์ Timeonlineในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชวงศ์ชั้นสูง ซึ่งกระบอกเสียงพันธมิตรอย่างผู้จัดการASTVได้บิดเบือน ดังต่อไปนี้


1.ทักษิณย้ำในหลวงไม่เคยแทรกแซงการเมือง

ในตอนต้นทักษิณกล่าวถึงชัยชนะอย่างท่วมท้นของเขาและก้าวมาเป็นรัฐบาลที่มั่นคง ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์อ่อนแอ จึงมีการใช้สื่อมวลชนมาทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านโจมตีเขาอย่างไร้เหตุผล ครั้งหนึ่งเมื่อเขาได้พบกับลูกชายเจ้าของหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง ก็เลยถามไปว่าทำไมหนังสือพิมพ์ของคุณถึงได้โจมตีผมอย่างไร้เหตุผลนัก? เขาก็ตอบว่า"คุณอาครับ ผมก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะคุณพ่อผมถูกล็อบบี้จากองคมนตรี2คนที่มาทานข้าวเย็นกัน แล้วก็แจ้งพ่อผมว่าพระเจ้าอยู่หัวฯไม่ต้องการทักษิณต่อไปแล้ว..ซึ่งผมก็แจ้งเขาไปว่า ผมไม่เชื่อหรอกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระราชประสงค์เช่นนั้น เพราะพระองค์ท่านไม่เคยทรงแทรกแซงการเมือง อาจจะเป็นเพียงการที่องคมนตรีกระทำไปเองเพื่อต่อต้านผมเท่านั้น"(I said I don't believe that – His Majesty never wants to become involved in politics. Maybe it's because of their own prejudice against me. )

2.ยันไม่เคยคิดล้มสถาบัน ขึ้นเป็นประธานาบดีตามข่าวลือ

ทักษิณกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า เหตุที่องคมนตรีต่อต้านเขาก็เพราะมีการแพร่ข่าวลือออกไปว่า ทักษิณต้องการเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณัฐ และขึ้นเป็นประธานาธิดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยอยู่ในความคิดผมเลย เพราะผมมีความจงรักภักดีอย่างสูงยิ่ง ในตอนที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรีหนแรกและได้เข้าเฝ้าฯ ผมได้กราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัวว่าฯ ขอเดชะ กระหม่อมฯมีความจงรักภักดีต่อพระองค์เป็นที่ยิ่ง กระหม่อมเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่เกิดมาในรัชสมัยของพระองค์ท่าน อายุของกระหม่อมก็ไล่เลี่ยกับพระราชโอรสพระราชธิดาในพระองค์ท่าน ดังนั้นขอให้พระองค์ท่านโปรดทอดพระเนตรกระหม่อม และสั่งสอนกระหม่อมเสมือนว่าเป็นคนในรุ่นลูกของพระองค์ท่านเถิด...กระหม่อมฉันเทิดทูนจงรักภักดีอย่างยิ่ง พระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดอย่างมิเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยมานานปี แม้พระชนมายุมากแล้ว ขอให้ใช้กระหม่อมฉัน กระหม่อมฉันจะน้อมรับใช้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทถวายงานรับใช้แก้ไขปัญหาให้พสกนิกรของพระองค์ท่าน..นี่เป็นคำถวายปฏิญญาณนับแต่แรกที่ผมเข้ารับตำแหน่ง(So I very much respect Your Majesty. Whatever I need to do properly, please teach me.’ This is how I present myself. And, ‘Your Majesty has been working hard for the Thai people for many years and you may be tired and you're getting old. Please use me. I will shoulder all the burdens and I will work hard for you to solve the problems of your citizens.)

3.เทิดพระเกียรติราชินีไปงานศพพันธมิตร ก็ด้วยน้ำพระทัยแห่งพระมหากรุณาคุณ

ผู้สื่อข่าวถามว่าคุณรู้สึกประหลาดใจไหมที่พระราชินีเสด็จไปงานพระราชทานเพลิงศพเสื้อเหลือง พันธมิตรคนหนึ่งที่เป็นศัตรูทางการเมืองของคุณ?
The Queen attended the funeral of one of the Yellow Shirt supporters [the ‘Yellow Shirts’, Mr Thaksin’s opponents]. You must have been very surprised about that.

ทักษิณกล่าวตอบว่า ทุกคนในประเทศไทยก็ประหลาดใจเรื่องนี้ แต่ผมทราบว่าพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถพระองค์ท่านทรงเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ก็อาจมีใครไปให้ข้อมูลกับพระองค์ท่านในทางที่ผิดเป็นต้นว่า"สตรีผู้นี้เสียชีวิตลงเพราะพยายามปกป้องสถาบันกษัตริย์" ก็ทำให้พระองค์ท่านคล้อยตามข้อมูลที่คนแวดล้อมถวายรายงานที่ผิดๆ(Everybody, the whole of Thailand, was surprised. But I know Her Majesty. Her Majesty is very kind when someone gives her wrong information [such as] ‘That lady's dying because she tried to protect the monarchy.’ I think she was lied to. People around her circles try to give her the wrong impression, to give wrong information to Their Majesties.)

4.ผู้สื่อข่าวถามนำเรื่องพระบรมฯจะขึ้นเป็นกษัตริย์ จะแตกต่างจากในหลวงในปัจจุบันอย่างไร?

ในหน้า4ของบทสัมภาษณ์นั้น ผู้สื่อข่าวถามนำว่า "วันหนึ่งเมื่อสมเด็จพระบรมฯเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์ พระองค์จะมีพระราชบุคลิกลักษณะหรือสไตล์ที่แตกต่างจากในหลวงองค์ปัจจุบันอย่างไร?( One day the Crown Prince will become King. How will his style be different from that of the current King?)

ทักษิณกล่าวตอบว่า ก็น่าจะแตกต่างกัน แต่ผมคิดว่าคงราบรื่นดี เพราะพระองค์ท่านเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ คนแวดล้อมข้าราชบริพารก็คงเป็นคนใหม่ ส่วนแวดวงในวังของพระองค์ท่านก็คงไม่ใหญ่โตอัครฐานนักเพราะเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ เนื่องจากพระองค์ท่านยังใหม่ก็อาจจะยังไม่เป็นที่นิยมมากเทียบเท่ากับในหลวงองค์ปัจจุบัน แต่ก็คงไม่มีเรื่องยุ่งยากนักเพราะแวดวงในวังก็ขนาดย่อมกว่า ก็เนื่องจากเป็นรัชสมัยใหม่(It may be different, but I think it will go smoothly because he's a constitutional monarch. The people around the Crown Prince will be new, and the palace circle will not be that big because he will be new. The Crown Prince, because he will be new, may not be as popular as His Majesty the King. However, he will have less problem because the palace circle will be smaller, because of being new in the reign)

ผู้สื่อข่าวย้ำถามว่า ช่วยอธิบายพระราชอริยาบถบุคคลิกลักษณะของพระบรมฯให้ฟังด้วย(What kind of personality does he have? )

ทักษิณตอบว่า พระองค์ท่าน เป็นผู้ที่ทรงเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวที่จะกระทำการสิ่งใดให้สำเร็จ พระองค์ท่านมีความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น(He has a very strong determination to do what he really wants to achieve. He has a strong determination.)

เชื่อมั่นพระบรมฯเมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่จะเป็นกษัตริย์ที่ดี เพราะเรียนรู้จากในหลวงมามาก

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า พระบรมฯทรงต้องการมุ่งมั่นจะทำอะไรให้สัมฤทธิ์ผล(What does he want to achieve? )

ทักษิณตอบว่า พระองค์ท่านยังไม่ได้เป็นกษัตริย์ ดังนั้นก็เป็นธรรมดาว่าตอนนี้ท่านก็ยังไม่เปล่งรัศมีทอแสง แต่หลังจากเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์แล้ว ผมเชื่อมั่นว่าพระองค์ท่านจะทรงเปล่งรัศมีทอแสงสมสง่ากับความเป็นขัติยราชได้ เพราะพระบรมฯได้เฝ้าสังเกตเรียนรู้จากในหลวง ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชบิดามานานปี พระองค์ทรงเรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัวฯ แต่เวลานี้ยังไม่ถึงเวลาของพระองค์เท่านั้น แต่เมื่อเวลาที่พระองค์เสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์มาถึง ผมคิดว่าพระองค์ท่านจะมีพระราชบารมีที่เหมาะสมกับฐานะกษัตริย์แน่(He's not the King yet, he may not be shining. But after he becomes the King I'm confident he can be shining to perform Kingship, because he has observed His Majesty, his father, for many years. He learns a lot from His Majesty. It's not his time yet. But when the time comes I think he will be able to perform.)

จากการอ่านคำสัมภาษณ์ และการตอบแบบสัมภาษณ์นี้ จะเห็นว่าทักษิณได้กล่าวเทิดทูนในหลวง พระราชินี พระบรมโอรสถาธิราชในทางถวายพระเกียรติ กระทั่งแก้ต่างกับสื่อต่างชาติตลอดเวลาการให้สัมภาษณ์

แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อTimes onlineฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกไปพาดหัวข่าวทำนองว่า ทักษิณเชื่อมั่นว่าเมื่อพระบรมฯเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงมีพระราชบารมีทอแสง

ทำให้ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงพันธมิตรนำไปขยายผลเป็นข่าวพาดหัวว่า สุดชั่ว! “ทักษิณ” ยืมมือสื่ออังกฤษ ให้ร้าย “ในหลวง” รุนแรง โดยขยายเนื้อข่าวว่า "เป็นข้อความที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สัมภาษณ์ให้ร้ายและล่วงละเมิดองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงประทับรักษาพระวรกายอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 ที่ผ่านมา อย่างรุนแรง โดยมีการกล่าวอ้างถึงองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช และการสืบราชสันตติวงศ์อีกด้วย"

จากนั้นเข้าตำราที่ว่าฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด อาจจะไม่เคยอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ สื่อกระแสหลักต่างๆก็นำข้อความจากเวบผู้จัดการASTVไปขยายผลทำลายทักษิณอย่างเป็นกระบวนการ

อย่างไรก็ดีผู้จัดการASTVได้พยายามแปลรายละเอียดบทสัมภาษณ์ทั้งหมด สุดท้ายก็หาเรื่องใส่ร้ายทักษิณไม่ได้ และได้หันไปโจมตีเรื่องอื่นๆแทน นั่นแสดงว่าเมื่อฝ่ายแปลข่าวต่างประเทศแปลออกมาอย่างสมบูรณ์แล้ว ความจริงก็คือทักษิณได้กล่าวเทิดทูนในหลวง ราชินี พระบรมฯ พระราชวงศ์ และอาจดูเหมือนแก้ต่างกับสื่อต่างชาติที่จี้ถามเรื่องสถาบันกษัตริย์แทรกแซงการเมืองอยู่ตลอดเวลาในการสัมภาษณ์นี้

Monday, November 9, 2009

บัวแก้ว ร่อนหนังสือแจง ไทม์ออนไอน์ บทสัมภาษณ์อดีตนายกฯ จาบจ้วงสถาบัน

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 9 พ.ย.-กระทรวงการต่างประเทศ เตรียมทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงไปยัง "ไทม์ออนไลน์” กรณี "พ.ต.ท.ทักษิณ" ให้สัมภาษณ์จาบจ้วงสถาบัน ระบุมีหลายประเด็นคลาดเคลื่อน ชี้บทความดังกล่าวแสดงให้เห็นผู้เขียนไม่เข้าใจความรู้สึกคนไทยที่มีต่อสถาบัน

นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า กระทรวงการต่างประเทศกำลังจัดทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงไปยังกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทม์ออนไลน์ เกี่ยวกับคำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงคำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงในหลายเรื่อง โดยระหว่างนี้กระทรวงการต่างประเทศ จะนำบทสัมภาษณ์ดังกล่าวมาพิจารณาถ้อยคำอย่างถ่องแท้ ว่า มีประเด็นใดบ้าง ที่ผิดจากข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่

“จากการพิจารณาเนื้อหาภายในบทความแบบคร่าวๆ กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า มีหลายตอนที่ไม่เหมาะสม และบิดเบือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้เขียนไม่มีความเข้าใจในความรู้สึกของชาวไทยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน” นายธานี กล่าว

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาปฏิเสธว่า ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ในลักษณะเช่นนั้น นายธานี กล่าวว่า ต้องกลับมาดูว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้แจงว่าอย่างไร กระทรวงการต่างประเทศต้องถอดเทปคำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ปฏิเสธในเว็บไซต์ทักษิณไลฟ์ ที่บอกว่าไม่ได้สัมภาษณ์เช่นนั้นในประเด็นใดบ้าง. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-11-09 19:27:16

มองอเมริกาดูไทย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ที่สหรัฐอเมริกา...ดานาคริสเตียน เวลซ์ วัย 37 ปี...โดนศาลตัดสินให้จำคุก..2 ปี 6 เดือน..ในความผิดที่เข้าไปเกี่ยวข้องทำให้เกิดอันตรายกับการเดินทางของเครื่องบินและขัดขวางการสัญจรทางอากาศความผิดของเขา...ไม่ใช่การยกพวกเข้าไปยึดสนามบินแม้แต่เพียงแห่งเดียวความผิดของเขา..จะดูเป็นเรื่องตลกโปกฮาความผิดของเขา..จะเป็นเรื่องไม่เจตนาและรู้เท่าไม่ถึงการณ์เพราะความผิดของเขานั้น..คือการใช้ปากกาเลเซอร์แบบพกพา..สาดส่องจี้ไปที่เครื่องบินที่กำลังจะนำไปสู่ลานจอดและแสงเลเซอร์ดังกล่าวได้ฉายเข้าไปถูกลูกตาของนักบินคนหนึ่ง..เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม..2551 เพียงแค่เวลาปีกว่า..คดีของเขาก็สิ้นสุดที่คำพิพากษา..เพราะในสหรัฐอเมริกา...ประเทศของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน นั้น..กรรมที่กระทำต่อประชาชนเป็นอาชญากรรมที่ประเทศไทยกลุ่มคนที่บุกรุกเข้าไปยึดสนามบินทั้ง 2 แห่งในกรุงเทพฯเมืองหลวง และกลุ่มคนที่บุกเข้าไปยึดสนามบินในต่างจังหวัดหลายแห่ง..ทั้งๆ ที่มีภาพถ่ายพฤติกรรมแห่งความผิดแจ้งชัด..มีทั้งคำกล่าวและคำขู่บอกที่มาที่ไปของการเข้ายึดและกระทำการอันเป็นอันตรายใหญ่ยิ่งต่อประเทศไทยและประชาคมโลก..กระทำอาชญากรรมต่อการสัญจรทางอากาศ..ที่เป็นข้อตกลงระหว่างนานาชาติและมีบทบัญญัติชัดแจ้งให้พฤติกรรมดังกล่าวเป็นสลัดอากาศ..เป็นผู้ก่อการร้ายของโลกกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นของประเทศ..ก็ยังเป็นธุรกรรมอำพราง..ละเว้นต่อการไม่ประพฤติปฏิบัติ..ไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย..ในคดีที่ไม่ต้องสืบสวนค้นคว้า..ในความผิดที่ออนแอร์ออกอากาศไปทั่วโลกรับชมได้ทั่วทุกดวงดาวมันประจานถึงกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอัมพฤกษ์ออกไปปรากฏต่อสายตาชาวโลกแถม....อาชญากรผู้ประกอบอาชญากรรมดังกล่าว...ยังแอบอ้างอวดชั่วว่าตัวและคณะเป็นผู้ก่อการดี..อัปรีย์แบบไร้ที่ติแบบนี้...น่าจะสร้างอนุสาวรีย์ไว้ในทุกที่ที่เป็นสถานประกอบอาชญากรรม..เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ลูกหลานในอนาคตเบื้องหน้า..มันถ่มนํ้าลายเยี่ยวใส่..ว่า...ชั่วขณะหนึ่งในอดีตอันน่าเศร้าของประเทศที่พวกเขามาอาศัยเกิด..มีเรื่องราวอย่างนี้เพื่อพวกเขาจะได้รับรู้และเข้าใจว่า...ที่ประเทศที่เคยมีแผ่นดินกว้างใหญ่..ต้องแตกแยกกลายเป็นชาติใหม่หลายแผ่นดินในเวลานี้นั้น มันมีที่มาที่ไป..ในวันแห่งปี ที่...ฝนตกขี้หมูไหล 

รัฐพลาดเอง!

ที่มา บางกอกทูเดย์

เจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วทนคือควาย..รัฐบาลเคยได้ยินไหม?ถ้ายัง..อ่านเรื่องนี้ให้จบ?!?เมื่อรัฐบาล “ลมออกหู” กรณี สมเด็จฯ ฮุน เซนนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่งตั้ง “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการมีคำสั่งให้ “นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา” กลับเมืองไทยทันที!! ภายหลังข่าวการแต่งตั้งพ.ต.ท.ทักษิณ กระทบหู สะเทือนใจรัฐบาลไทยนับเป็นการ “ตัดสินใจที่เร็ว” เกินคาดหมายส่งผลให้ความสัมพันธ์ไทย-เขมร ปริร้าว! เกือบแตกหัก จากเดิมที่มีเยื่อใยเปราะบางแม้ กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ จะบอกว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้แต่หากถามว่า เหมาะสมหรือไม่? หลายคนคงอึ้ง!!แต่กษิตคงจะ “เอาสีข้างเข้าถู” จนถลอกปอกเปิก หรือไม่ก็ลอยตามน้ำขุ่นๆ อย่างที่ผ่านมามันพลาด! ตั้งแต่ “ฮุน เซน” รู้ว่าการที่ประเทศของไทยมี รมว.ต่างประเทศ ชื่อ “กษิต ภิรมย์”จำกันได้หรือไม่?...
1. กษิตเคยขึ้นเวทีปราศัยในระหว่างการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งที่ทำเนียบรัฐบาลและท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ และกล่าวชื่นชมการยึดสนามบินในครั้งนั้นว่าเป็น “นวัตกรรมใหม่ของการประท้วง”
2. กล่าวเชิญชวนนักการทูตระดับสูง และนักหนังสือพิมพ์ต่างชาติให้ไปร่วมชมการชุมนุมประท้วง และกล่าวถึงการยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ทำให้
นักท่องเที่ยวตกค้างในประเทศกว่าสามแสนห้าหมื่นคนว่า “สนุกมาก ดนตรีเพราะ อาหารอร่อย”
3. กล่าวหาสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาว่า “บ้าๆ บอๆ” “เป็นกุ๊ย” “จิตใจชั่วร้าย” และ“เป็นขี้ข้า” ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรการก้าวขึ้นเป็น รมว.ต่างประเทศ ที่ไม่สมบูรณ์แบบ…แม้รัฐบาลอภิสิทธิ์จะยืนกราน ว่า รมว.กษิต เหมาะสม

แม้อดีตจะผ่านงานต่างประเทศมาอย่างโชกโชน อาทิ เอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย,เอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย, เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง ช่วยราชการสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, เอกอัครราชทูตณ กรุงบอนน์และ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี, เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นและตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ คือ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกาแต่รัฐบาลคงลืมว่า การอยู่ร่วมกันในสังคมสิ่งสำคัญที่ควรมีมากกว่าความสามารถคือ ต้นทุนทางสังคมเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น! เพราะต่างชาติขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าตีตั๋วลงเมืองไทยเพราะ ยังหลอนไม่หายกับการยกโขยงบุกยึดสนามบินแกนนำคนสำคัญในการยึดก็มิใช่ใคร ทว่าขณะนี้คือ รมว.ต่างประเทศงานด้านต่างประเทศจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่รัฐบาลกลับ “มองผ่าน” ผลักดันไปเป็นวาระ “หวานเย็น”ซ้ำร้าย!! รัฐบาลกลับไปเอาคนที่มี “คดี” ติดตัวขึ้นเป็น รมว.ต่างประเทศงานด้านการต่างประเทศของรัฐบาลไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก หากมีประสบการณ์ ความสามารถจริง “ไม่ใช่มือใหม่หัดขับ”โชคดีมีอยู่บ้าง!เมื่อทูตมหาอำนาจโดยเฉพาะทูตอังกฤษและทูตสหรัฐฯ โดยเฉพาะท่านทูตอังกฤษเป็นนักเรียนอีตัน รุ่นเดียวกับอภิสิทธิ์ ดังนั้น นายกฯ อภิสิทธิ์ต้องแสวงประโยชน์อย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขด้านภาพลักษณ์ของประเทศการเมืองต่างประเทศทุกวันนี้เดินกันด้วยหัวหน้ารัฐบาล รัฐมนตรีต่างประเทศเป็นเพียงตัวประกอบหรือตัวเสริมเท่านั้นในเมื่อ “ตัวช่วย” ด้านการต่างประเทศไม่เต็มที่ผู้นำประเทศต้อง “เต็มที่” มิใช่การ “เออใช่” ไปกับ“รมว.กษิต” ผู้มีหน้าที่ “เชื่อมโยง” ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มหัวว่า “ครั้งเป็นแค่นายกษิตบนเวทีมือตบ” เขาสร้าง “ผลงาน” อะไรไว้บ้าง..ไม่แปลก! ที่วันนี้สมเด็จฯ ฮุน เซน เลือกทักษิณมากกว่าความสัมพันธ์กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่แปลก! ที่วันนี้สมเด็จฯ ฮุน เซน จะ “เชือดนิ่ม” รัฐบาลโดยเฉพาะ “กษิต” ให้หืดจับเคลียร์หรือยัง? ว่า พลาด! 

ศึกในที่ต้องหวั่นทรวง!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่เฉพาะผลกระทบจากการลดความสัมพันธ์กับ “กัมพูชา”เท่านั้น ที่สร้างความหนักใจให้กับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ “พี่มาร์ค”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแต่ “ศึกใน” ยังเป็นปมที่ต้องให้ รัฐบาลลงมาจัดการคลายปมขัดแย้งอีกหลายปมโดยเฉพาะความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์ที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา...มีกระแสข่าว ปรับ ครม. ดังทั่วทำเนียบรัฐบาล ในช่วงเวลาที่นายกรัฐมนตรี เดินทางประชุม“แม่โขงซัมมิต” ที่ประเทศญี่ปุ่นข่าวนี้ “แรง” พอสมควรจนนายหัว “ชวน หลีกภัย”ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ต้องออกมาเบรกกระแสข่าวที่ระบุว่า ส.ส.ในกลุ่ม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อนรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ภาคกลางออกมาทวงให้ปรับคณะรัฐมนตรีหลังทำ งานครบ 1 ปี“ผมไม่ทราบว่าตอนตั้งรัฐบาลได้มีการตกลงกันในเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร แต่ไม่เคยได้ยินว่าทำงานครบ 1 ปีแล้วจะปรับ ครม.และเห็นข่าวแล้วรู้สึกว่าไม่ดี”ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวด้วยว่าเรื่องนี้ไม่ควรจะออกไปเป็นข่าวเพราะไม่ดีจะทำให้ส่วนรวมคนที่ทำงานเพื่อพรรคเสียใจคนที่สนับสนุนพรรคก็ไม่อยากจะเห็นภาพนี้ส่วนที่มีข่าวว่าจะให้ปรับแลกตำแหน่งกับ นายถาวรเสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้นนายชวน กล่าวว่าไม่ทราบและไม่เคยได้ยิน และขอให้ไปถามรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจะดีกว่าตลอดเวลาที่ รัฐบาลอภิสิทธิ์บริหารงาน ได้สร้างความไม่พอใจให้กับ ส.ส.บางกลุ่มที่ไม่ได้โควต้า รมต.เพราะถูกพรรคร่วมรัฐบาลแย่งเก้าอี้เหล่านั้นไปหมดจนกลายเป็นคลื่นใต้นํ้าในพรรคที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับหัวหน้าพรรคและประธานที่ปรึกษาพรรคเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากศึกภายในพรรคแล้ว รัฐบาลอภิสิทธิ์ ยังมีศึกระหว่างพรรค โดยเฉพาะการแต่งตั้ง “นายพล” ที่เจอโรคเลื่อนมาแล้วถึง 3 ครั้งจนหลายต่อหลายคนเริ่มหันมาจับตามองว่า...ศึกครั้งนี้“หวย” จะออกที่ใคร?เพราะตลอดเวลาแม่งานใหญ่ที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ”ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และเป็นประธานคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติหรือ ก.ตร.แต่ประธาน ก.ตร. ก็ยังไม่สามารถ “ดันดารา” ให้เด็กในคาถา ขึ้นมาผงาดใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เพราะมีเส้นที่ใหญ่กว่าจากพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคที่คอยเป็นจระเข้ขวางคลองไม่แปลกที่ประชุม ก.ตร. ครั้งที่3 จะล่มไม่เป็นท่า ในเวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงของการประชุมเท่านั้น...ทำให้หลายต่อหลายคนรับไม่ได้กับการประชุมเช่นนี้แม้ก่อนหน้าเข้าประชุม 1 วันนายสุเทพ จะนั่งยันนอนยันว่า...การประชุมครั้งนี้จะสามารถผ่านฉลุยในทุกตำแหน่ง ไม่มีโหวตสวนแน่นอนแต่สุดท้ายก็อย่างที่เห็น“ล้ม ลวง เละ” สำหรับประชุมก.ตร.ส่วนศึกในอีกศึกเห็นจะเป็นอดีตคนกันเอง อย่างพรรคการเมืองใหม่และกลุ่มพันธมิตรฯเริ่มออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลทั้งทางตรงและทางอ้อมล่าสุดวันที่ 9 พ.ย. แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดย พิภพธงไชย พร้อมด้วย ปานเทพพัวพงษ์พันธ์ เดินทางเข้าพบอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเพื่อยื่นข้อเสนอ 8 ข้อให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับกัมพูชาโดยได้ขอให้รัฐบาลยกเลิกบันทึกช่วยจำหรือ MOU ไทย-กัมพูชา ปี 2543 และปี 2544ในพื้นที่อัตราส่วน 1 ต่อ 2แสน และยกเลิกแผนที่ทับซ้อนทางทะเลนอกจากนั้นยังให้ยกเลิกโครงการและงบประมาณการช่วยเหลือประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ยังให้ผลักดันทหารออกจากบริเวณพื้นที่ทับซ้อนของไทยด้วย“นายกรัฐมนตรีได้รับปากจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่10 พฤศจิกายน” นายพิภพกล่าวการออกมาเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ครั้งนี้ นอกเหนือการแสดงความรักชาติแล้วยังเป็นการเรียกคะแนนจากสาวกพันธมิตรฯ ให้รู้ว่า“ข้ากำลังจะกลับมา”หากรัฐบาลไม่เล่นด้วยแถมพรรคการเมืองใหม่ที่ตั้งขึ้นมารอ ยังได้คะแนนเสียงตามมาอีกหลายกระบุงงานนี้จึงคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มส่วนศึกระหว่าง “คนเสื้อแดง” กับรัฐบาลนั้น ไม่ช้าไม่นานก็จะกลับมาอีกคำ รบหากสถานการณ์บ้านเมืองยังวุ่นวายเช่นนี้รอแ่ค่เสียงนกหวีดคงจะเห็นแดงทั้งแผ่นดินอีกครั้งเมื่อนั้น รัฐบาลคงต้องกินยาพาราเซตามอล 3เวลาหลังอาหารเป็นแน่ ทั้ง“ศึกใน-ศึกนอก” จะต้านทานไหวหรือไม่ ต้องรอดูกันต่อไป! 

‘มาร์ค’ สมควรนิ่ง! อย่าเชื่อพวกเก่งแต่ใน ‘ตำรา’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ตั้งแต่เกิดมาเห็นผู้นำประเทศไทยในตำแหน่ง“นายกรัฐมนตรี” มาหลายคนใครที่โดนปฏิวัติไปแล้ว...โดยมากจะเงียบหาย ไม่นานประชาชนก็ลืมหมด แต่ทำไมกับบุคคลที่ชื่อ “ทักษิณชินวัตร” คนไทยจึงไม่ลืมเสียทีเหตุการณ์หลายอย่างในวันนี้ทำให้เข้าใจแล้วว่า...เพราะอะไรประชาชนคนไทยจึง “จำชื่อ” บุคคลคนนี้ได้อย่างแม่นยำก็เพราะเขาทำงานให้กับประชาชน...สร้างประโยชน์ที่สามารถจับต้องได้จริงๆ นั่นเอง!“ทักษิณ ชินวัตร” ไปประเทศไหนๆ ใครก็รัก และต้อนรับ และแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของประเทศนั้นๆอย่าง ประเทศดูไบ และในอีกหลายประเทศแต่สำหรับรัฐบาลปัจจุบัน “ประชาธิปัตย์” ที่ขึ้นมาบริหารประเทศเป็นเวลาเกือบครบรอบหนึ่งปีเต็มทำไมประชาชนจึงตีใจออกห่าง...ก็เพราะมัวแต่ตอบโต้ทางการเมือง ไม่เคยมีความจริงใจจะแก้ปัญหาด้วยสติปัญญาระวัง! ประเทศเพื่อนบ้านทั้งสามทิศที่ รัฐบาลประชาธิปัตย์ ไปวางมาดใส่เขาจะตั้ง ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาพร้อมกันหมดเมื่อถึงเวลานั้นจะไม่ต้อง “เอาปี๊บ คลุมหัว” อย่างนั้นหรือ?วันก่อนได้ยิน ผู้ใหญ่ระดับสูง ที่ค้าขายกับ กลุ่มอาเซียนบ่นว่า ...ประเทศในกลุ่ม อาเซียนกำลัง “ส่ายหน้าเป็นพัดลม” กับวิธีคิด และการบริหารจัดการของรัฐบาลประเภท ลิ้นกระดาษทราย...นํ้าลายแชล็ค!ข้อเท็จจริงที่ฟังแล้วรู้สึก “เจ็บปวด” คือ...ในใจเขาไม่อยากจะค้าขาย และลงทุนอะไรอีกแล้วในเมืองไทยและกับรัฐบาลชุดนี้แต่ที่เขา “เออออห่อหมก” ไปด้วยนั้น...เป็นเพราะเขามีวุฒิภาวะทางความคิดและถูกอบรมสั่งสอนถึงเรื่องการ “ให้เกียรติ” บุคคลอื่นวันนี้สังคมโลกต่อสู้แข่งขันกันด้วยการค้าที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น...แต่สำหรับประเทศไทยเรากำลังมี“นายกรัฐมนตรี” ที่กำลังลำพองตนความรู้ท่วมหัว

แต่เอาตัวไม่รอดแล้วอย่างนี้จะไปค้าขายต่อรองเจรจาผลประโยชน์อะไรให้แก่ประเทศชาติได้...ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่ง “จำเป็น”ที่ต้องพูดตักเตือนบอกกล่าว...ก่อนที่ทุกอย่างจะ“สายเกินแก้”“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ยิ่งดิ้นก็ยิ่งรัด...นิ่งๆ บ้างอย่าออกอาการ อย่าเชื่อมากกับพวกนักวิชาการข้างตัว...หากจะคิดปักใจเชื่อก็ควรเชื่อ “คนเก่งๆ” ที่รู้ลึก และรู้จริงเพราะบุคคลพวกนี้มีแต่ท่องจำเอาของเขามาพูด...แล้วก็ไป ไม่รับผิดชอบอะไรทั้งสิ้นกับสิ่งที่ตนแสดงความคิดเห็นเห็นบ่อยๆ อยู่แล้วว่า คนพวกนี้เรียนเก่งแต่ในตำรา...ชีวิตจริงมักล้มเหลวไม่เป็นท่า!กรณีกัมพูชาอย่าลืมว่า...มาตรา 190 หากจะทำการใดๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ ไม่ว่าจะเสียประโยชน์หรือได้ประโยชน์หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “ต่างประเทศ” จะต้องขอความเห็นชอบก่อนจากรัฐสภามิใช่หรือ?หรือเป็นเพราะในใจลึกๆ มีทางหนีทีไล่แล้วใช่หรือไม่?จึงไม่แคร์ถึงความ “วิบัติ” ของประเทศชาติที่จะตามมาหากคิดเช่นนี้หมายความว่า “สองมาตรฐาน”เลือกปฏิบัติอย่างชัดเจนแล้วล่ะเด็กดื้อเมื่อหมากเกมนี้ “เดินซ้ายทแยงขวา” ไปทางใดก็พบเจอแต่ทางตัน...ไม่แน่ว่าอีกไม่เกิน 2 เดือนคงต้องยุบสภา...เพราะทนต่อแรงเสียดทานต่อไปไม่ไหวประจวบเหมาะกับ “ชะตาดวงเมือง” ที่มีความสับสนวุ่นวายอย่างแน่แท้นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป...ความสับสนยุ่งยากในด้านการเศรษฐกิจ และในด้านการเมือง ย่อมปรากฏภาพชัดกว่าที่ผ่านๆ มาผู้มีอำนาจสั่งถือปืนออกมา “ปล้นอำนาจ” และพวกท่านครองประเทศไม่ถึง 3 ปี...แต่สร้างความฉิบหายในสิ่งดีๆ ที่เขาทำไว้จนหมดเกลี้ยงตามธรรมชาติ...ไม่มีใครที่รู้ชะตากรรมล่วงหน้าและหวังเพียงการยืนรอ “ความตาย”ประชาชนจะได้รู้เสียทีว่า...รัฐบาลจากค่ายสะตออย่าง “ประชาธิปัตย์” จะเอาตัวรอด และหนีจาก“ความตาย” ขึ้นสู่ “ความเป็น” ได้อย่างไร?แต่ดูท่างานนี้ “ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต” 