WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 10, 2009

ไฮโซกรุงเทพ50 ซบเพื่อไทย ไม่หวั่นข้อหาทรยศ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_45875

นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ

"กุลธน ประจวบเหมาะ" นำทัพ กรุงเทพ50 ซบ เพื่อไทย ไม่หวั่นข้อหาไม่รักชาติ เผยสมาชิกส่วนมากเป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ยันมีบรรพบุรุษรับใช้ชาติมายาวนาน

ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 10 พ.ย.นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงเปิดตัวกลุ่มกรุงเทพ 50 โดย พ.ต.ท.กุลธน ประจวบเหมาะ หัวหน้ากลุ่มกรุงเทพ 50 กล่าวว่า ได้คุยกับผู้ใหญ่หลายคน ทั้งนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ก่อนที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย โดยไม่หวั่นต่อกระแสที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่รักชาติและให้สัมภาษณ์กระทบต่อสถาบัน เพราะสื่อนอกไปบิดเบือนข้อเท็จจริง เชื่อมั่นว่าอดีตนายกรัฐมนตรี จงรักภักดี หากพิสูจน์ได้ว่า ขายชาติและไม่จงรักภักดี ตนก็ไม่เอาด้วยแน่ อีกทั้งที่ 2 ปีที่ผ่านมา มีนายกรัฐมนตรี 3 คน การเมืองก็เดินหน้าต่อไปไม่ได้ แม้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาลก็ไม่สามารถนำพาประเทศให้ฝ่าพ้นวิกฤติ ต่างๆไปได้ และยังมีปัญหาการทุจริต กลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มีความรู้ มีชาติตระกูล และมีบรรพบุรุษรับใช้ชาติมายาวนาน จึงตัดสินใจเลือกข้างทำงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทย เพื่อต้องการแสดงความเชื่อมั่นว่าในพรรคเพื่อไทย รวมถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีใครคิดทรยศหรือขายชาติ

นายปลอดประสพ กล่าวว่า ซึ้งใจที่กลุ่มกรุงเทพ 50 มาอยู่กับพรรคเพื่อไทยในช่วงที่ถูกโจมตี เราต้องเป็นรัฐบาลให้ได้โดยชนะเลือกตั้ง แม้ผลสำรวจโพลออกมาว่า กระแสรัฐบาลดีขึ้นหลังจากพ.ต.ท.ทักษิณ ถูกแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของกัมพูชา สิ่งที่เห็นคือยอดภูเขาน้ำแข็ง ฐานใหญ่ยังเป็นของพรรคเพื่อไทยอยู่ ขอให้มั่นใจว่ายังมีคนสนับสนุนเราไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งครั้งไหนอย่างต่ำ ที่สุด 14 ล้านเสียง ให้ดูการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 14 พ.ย. ว่าจะมาถึง 1 แสนคนหรือไม่ และเมื่อวันที่ 9 พ.ย. เสื้อแดงชุมนุมถึง 40 จุด เสื้อแดงคือฐานเสียงของเรา มีฐานอยู่แล้วไม่ต้องมีนโยบายหาสมาชิกพรรคเพิ่ม ผลงานของเราแม้เป็นฝ่ายค้านก็ดึงดูดให้คนมาร่วมงานกับเรา แสดงถึงความรักชาติ จงรักภักดี ไม่มีเป็นอื่น และในวันพฤหัสบดีที่ 12 พ.ย. จะจัดอบรมสมาชิกพรรคใหม่ที่เข้ามาพร้อมกับพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เตรียมทหารรุ่น 10 (ตท. 10) และกลุ่มกรุงเทพ 50 โดยจะให้ทำการบ้าน 5 ข้อ ทั้งด้านการปกป้องและจงรักภักดีต่อสถาบัน ด้านการป้องกันการโกง ด้านทำแผนสันติภาพทำอย่างไรไม่ให้มีการปฏิวัติ ด้านความสมานฉันท์ต้องทำอย่างไร โดยมีพล.อ.ชวลิต บรรยายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี บรรยายเรื่องการเมืองภาคประชาชน

ขณะที่นายยงยุทธ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่สบายใจที่สื่อพาดหัวข่าวให้หวือหวาไม่ตรงกับเนื้อข่าว และเสียใจที่พรรคการเมืองนำพาดหัวข่าวไทม์สออนไลน์มาใช้ ทั้งที่เรียกร้องสร้างความสมานฉันท์ แต่ทำตรงกับข้ามนำเรื่องนี้มาพูด ไม่ได้อะไรขึ้นมา สร้างความแตกแยก สุดท้ายความจริงจะปรากฎ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มกรุงเทพ 50 เป็นลูกหลานตระกูลไฮโซ อาทิ นายบุญอนันต์ เปี่ยมพงศ์สานต์ ม.ล.ณัฏฐพล เทวกุล หลานม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายวีรยุทธ โพธารามิก บุตรชาย นพ.ยุทธ โพธารามิก นายตระการ พันธุมเลิศรุจี นักแสดงและพิธีการชื่อดัง และ นายพรศักดิ์ ศรีละมุล สมาชิกส่วนมากเป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

ทุด!สื่อทรราช สุมหัวชั่วBlack propagandaอัปยศ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 พฤศจิกายน 2552

ไทยอีนิวส์ตีแผ่วงการสื่อกระแสหลัก ซึ่งกลายเป็นกระแส"หลักลอย"ไร้จรรยาบรรณ ไร้ความเป็นกลาง จากฐานันดรสี่เหลือค่าเพียงกระดาษเปื้อนหมึก ใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อให้ทรราชชนิดทำขาวเป็นดำ(Black propaganda) คร่าทำลายประชาธิปไตย คร่าทำลายมติมหาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างไร้ยางอาย นับจากเครือผู้จัดการกับปฏิบัติการล่าสุดพลิกขาวเป็นดำ จากทักษิณให้สัมภาษณ์TIMESONLINEจงรักภักดีสุดใจให้เป็นบทสัมภาษณ์ล้มสถาบัน ส่วนเปลวสีเงินไทยโพสต์สุดอัปยศไร้ยางอายเอาความแค้นส่วนตัวมาสั่งฆ่าแม้ว แต่ตัวเองเชลียร์รัฐมนนตรีเจ้าของอาบอบนวดแลกเงินโฆษณาอย่างไร้ศักดิ์ศรี ด่าไปทั่วแต่เวลาโดนฟ้องลูกน้องขึ้นศาลรับกรรม ล่าสุดปลด"ใบตองแห้ง"ที่ยืนข้างประชาธิปไตยโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ส่วนเนชั่นสัมพันธ์ลึกแก๊งหยุ่น+เปรม+มาร์ค สุมหัวทำลายประชาธิปไตยเชิดชูอำมาตย์ สวาปามผลประโยชน์โฆษณาและประเคนทีวีให้กัน ล่าสุดนำหุ้นเน่าNBCเข้าตลาด โดนนักเล่นหุ้นเมินแก้เผ็ด


กรณีที่1.ตีแผ่ขบวนการฤาษีแปลงสารของค่ายผู้จัดการจากบทสัมภาษณ์จงรักภักดีให้กลายเป็นจะล้มสถาบัน

ทักษิณพยายามตอบสัมภาษณ์ว่า ในเวลานี้สมเด็จพระบรมฯยังไม่ได้เป็นกษัตริย์ก็ทำให้ดูเหมือนว่าท่านยังไม่เปล่งรัศมีทอแสงเจิดจ้า แต่หากถึงเวลาที่เสด็จขึ้นเป็นกษัตรยิ์ก็จะทรงเป็นกษัตริย์ที่ดีแน่ เพราะทรงเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว กอรปกับได้เรียนรู้การทรงงานจากในหลวงมานานปีแล้ว

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อTimes onlineฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกไปพาดหัวข่าวทำนองว่า ทักษิณเชื่อมั่นว่าเมื่อพระบรมฯเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงมีพระราชบารมีทอแสง

ทำให้ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงพันธมิตรนำไปขยายผลเป็นข่าวพาดหัวว่า สุดชั่ว! “ทักษิณ” ยืมมือสื่ออังกฤษ ให้ร้าย “ในหลวง” รุนแรง โดยขยายเนื้อข่าวว่า "เป็นข้อความที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สัมภาษณ์ให้ร้ายและล่วงละเมิดองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงประทับรักษาพระวรกายอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 ที่ผ่านมา อย่างรุนแรง โดยมีการกล่าวอ้างถึงองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช และการสืบราชสันตติวงศ์อีกด้วย"

จากนั้นเข้าตำราที่ว่าฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด อาจจะไม่เคยอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ สื่อกระแสหลักต่างๆก็นำข้อความจากเวบผู้จัดการASTVไปขยายผลทำลายทักษิณอย่างเป็นกระบวนการ และขบวนการอำมาตย์ ทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ แม้แต่กษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ในฐานะตัวแทนของประเทศไทยนำไปขยายผลอย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ดีผู้จัดการASTVได้พยายามแปลรายละเอียดบทสัมภาษณ์ทั้งหมด สุดท้ายก็หาเรื่องใส่ร้ายทักษิณไม่ได้ และได้หันไปโจมตีเรื่องอื่นๆแทน นั่นแสดงว่าเมื่อฝ่ายแปลข่าวต่างประเทศแปลออกมาอย่างสมบูรณ์แล้ว ความจริงก็คือทักษิณได้กล่าวเทิดทูนในหลวง ราชินี พระบรมฯ พระราชวงศ์ และอาจดูเหมือนแก้ต่างกับสื่อต่างชาติที่จี้ถามเรื่องสถาบันกษัตริย์แทรกแซงการเมืองอยู่ตลอดเวลาในการสัมภาษณ์นี้

ที่น่าเศร้าก็คือมาถึงเช้าวันนี้(10พ.ย.)บรรดาสื่อกระแสหลัก ซึ่งรวมทั้งรายการ"เรื่องเล่าเช้านี้"ของสรยุทธ สุทัศนะจินดา รายการเล่าข่าวภาคเช้ายอดนิยม และขบวนการอำมาตย์เผด็จการก็ยังคงขยายผลเรื่องที่พวกเขาบิดเบือนและสร้างblack propagandaต่อไป โดยไร้ยางอาย

เราได้ถอดความที่ทักษิณให้สัมภาษณ์ Timeonlineในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชวงศ์ชั้นสูง ซึ่งกระบอกเสียงพันธมิตรอย่างผู้จัดการASTVได้บิดเบือน ดังต่อไปนี้


1.ทักษิณย้ำในหลวงไม่เคยแทรกแซงการเมือง

ในตอนต้นทักษิณกล่าวถึงชัยชนะอย่างท่วมท้นของเขาและก้าวมาเป็นรัฐบาลที่มั่นคง ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์อ่อนแอ จึงมีการใช้สื่อมวลชนมาทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านโจมตีเขาอย่างไร้เหตุผล ครั้งหนึ่งเมื่อเขาได้พบกับลูกชายเจ้าของหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง ก็เลยถามไปว่าทำไมหนังสือพิมพ์ของคุณถึงได้โจมตีผมอย่างไร้เหตุผลนัก? เขาก็ตอบว่า"คุณอาครับ ผมก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะคุณพ่อผมถูกล็อบบี้จากองคมนตรี2คนที่มาทานข้าวเย็นกัน แล้วก็แจ้งพ่อผมว่าพระเจ้าอยู่หัวฯไม่ต้องการทักษิณต่อไปแล้ว..ซึ่งผมก็แจ้งเขาไปว่า ผมไม่เชื่อหรอกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระราชประสงค์เช่นนั้น เพราะพระองค์ท่านไม่เคยทรงแทรกแซงการเมือง อาจจะเป็นเพียงการที่องคมนตรีกระทำไปเองเพื่อต่อต้านผมเท่านั้น"(I said I don't believe that – His Majesty never wants to become involved in politics. Maybe it's because of their own prejudice against me. )

2.ยันไม่เคยคิดล้มสถาบัน ขึ้นเป็นประธานาบดีตามข่าวลือ

ทักษิณกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า เหตุที่องคมนตรีต่อต้านเขาก็เพราะมีการแพร่ข่าวลือออกไปว่า ทักษิณต้องการเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณัฐ และขึ้นเป็นประธานาธิดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยอยู่ในความคิดผมเลย เพราะผมมีความจงรักภักดีอย่างสูงยิ่ง ในตอนที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรีหนแรกและได้เข้าเฝ้าฯ ผมได้กราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัวว่าฯ ขอเดชะ กระหม่อมฯมีความจงรักภักดีต่อพระองค์เป็นที่ยิ่ง กระหม่อมเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่เกิดมาในรัชสมัยของพระองค์ท่าน อายุของกระหม่อมก็ไล่เลี่ยกับพระราชโอรสพระราชธิดาในพระองค์ท่าน ดังนั้นขอให้พระองค์ท่านโปรดทอดพระเนตรกระหม่อม และสั่งสอนกระหม่อมเสมือนว่าเป็นคนในรุ่นลูกของพระองค์ท่านเถิด...กระหม่อมฉันเทิดทูนจงรักภักดีอย่างยิ่ง พระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดอย่างมิเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยมานานปี แม้พระชนมายุมากแล้ว ขอให้ใช้กระหม่อมฉัน กระหม่อมฉันจะน้อมรับใช้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทถวายงานรับใช้แก้ไขปัญหาให้พสกนิกรของพระองค์ท่าน..นี่เป็นคำถวายปฏิญญาณนับแต่แรกที่ผมเข้ารับตำแหน่ง(So I very much respect Your Majesty. Whatever I need to do properly, please teach me.’ This is how I present myself. And, ‘Your Majesty has been working hard for the Thai people for many years and you may be tired and you're getting old. Please use me. I will shoulder all the burdens and I will work hard for you to solve the problems of your citizens.)

3.เทิดพระเกียรติราชินีไปงานศพพันธมิตร ก็ด้วยน้ำพระทัยแห่งพระมหากรุณาคุณ

ผู้สื่อข่าวถามว่าคุณรู้สึกประหลาดใจไหมที่พระราชินีเสด็จไปงานพระราชทานเพลิงศพเสื้อเหลือง พันธมิตรคนหนึ่งที่เป็นศัตรูทางการเมืองของคุณ?
The Queen attended the funeral of one of the Yellow Shirt supporters [the ‘Yellow Shirts’, Mr Thaksin’s opponents]. You must have been very surprised about that.

ทักษิณกล่าวตอบว่า ทุกคนในประเทศไทยก็ประหลาดใจเรื่องนี้ แต่ผมทราบว่าพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถพระองค์ท่านทรงเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ก็อาจมีใครไปให้ข้อมูลกับพระองค์ท่านในทางที่ผิดเป็นต้นว่า"สตรีผู้นี้เสียชีวิตลงเพราะพยายามปกป้องสถาบันกษัตริย์" ก็ทำให้พระองค์ท่านคล้อยตามข้อมูลที่คนแวดล้อมถวายรายงานที่ผิดๆ(Everybody, the whole of Thailand, was surprised. But I know Her Majesty. Her Majesty is very kind when someone gives her wrong information [such as] ‘That lady's dying because she tried to protect the monarchy.’ I think she was lied to. People around her circles try to give her the wrong impression, to give wrong information to Their Majesties.)

4.ผู้สื่อข่าวถามนำเรื่องพระบรมฯจะขึ้นเป็นกษัตริย์ จะแตกต่างจากในหลวงในปัจจุบันอย่างไร?

ในหน้า4ของบทสัมภาษณ์นั้น ผู้สื่อข่าวถามนำว่า "วันหนึ่งเมื่อสมเด็จพระบรมฯเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์ พระองค์จะมีพระราชบุคลิกลักษณะหรือสไตล์ที่แตกต่างจากในหลวงองค์ปัจจุบันอย่างไร?( One day the Crown Prince will become King. How will his style be different from that of the current King?)

ทักษิณกล่าวตอบว่า ก็น่าจะแตกต่างกัน แต่ผมคิดว่าคงราบรื่นดี เพราะพระองค์ท่านเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ คนแวดล้อมข้าราชบริพารก็คงเป็นคนใหม่ ส่วนแวดวงในวังของพระองค์ท่านก็คงไม่ใหญ่โตอัครฐานนักเพราะเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ เนื่องจากพระองค์ท่านยังใหม่ก็อาจจะยังไม่เป็นที่นิยมมากเทียบเท่ากับในหลวงองค์ปัจจุบัน แต่ก็คงไม่มีเรื่องยุ่งยากนักเพราะแวดวงในวังก็ขนาดย่อมกว่า ก็เนื่องจากเป็นรัชสมัยใหม่(It may be different, but I think it will go smoothly because he's a constitutional monarch. The people around the Crown Prince will be new, and the palace circle will not be that big because he will be new. The Crown Prince, because he will be new, may not be as popular as His Majesty the King. However, he will have less problem because the palace circle will be smaller, because of being new in the reign)

ผู้สื่อข่าวย้ำถามว่า ช่วยอธิบายพระราชอริยาบถบุคคลิกลักษณะของพระบรมฯให้ฟังด้วย(What kind of personality does he have? )

ทักษิณตอบว่า พระองค์ท่าน เป็นผู้ที่ทรงเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวที่จะกระทำการสิ่งใดให้สำเร็จ พระองค์ท่านมีความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น(He has a very strong determination to do what he really wants to achieve. He has a strong determination.)

เชื่อมั่นพระบรมฯเมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่จะเป็นกษัตริย์ที่ดี เพราะเรียนรู้จากในหลวงมามาก

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า พระบรมฯทรงต้องการมุ่งมั่นจะทำอะไรให้สัมฤทธิ์ผล(What does he want to achieve? )

ทักษิณตอบว่า พระองค์ท่านยังไม่ได้เป็นกษัตริย์ ดังนั้นก็เป็นธรรมดาว่าตอนนี้ท่านก็ยังไม่เปล่งรัศมีทอแสง แต่หลังจากเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์แล้ว ผมเชื่อมั่นว่าพระองค์ท่านจะทรงเปล่งรัศมีทอแสงสมสง่ากับความเป็นขัติยราชได้ เพราะพระบรมฯได้เฝ้าสังเกตเรียนรู้จากในหลวง ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชบิดามานานปี พระองค์ทรงเรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัวฯ แต่เวลานี้ยังไม่ถึงเวลาของพระองค์เท่านั้น แต่เมื่อเวลาที่พระองค์เสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์มาถึง ผมคิดว่าพระองค์ท่านจะมีพระราชบารมีที่เหมาะสมกับฐานะกษัตริย์แน่(He's not the King yet, he may not be shining. But after he becomes the King I'm confident he can be shining to perform Kingship, because he has observed His Majesty, his father, for many years. He learns a lot from His Majesty. It's not his time yet. But when the time comes I think he will be able to perform.)

จากการอ่านคำสัมภาษณ์ และการตอบแบบสัมภาษณ์นี้ จะเห็นว่าทักษิณได้กล่าวเทิดทูนในหลวง พระราชินี พระบรมโอรสถาธิราชในทางถวายพระเกียรติ กระทั่งแก้ต่างกับสื่อต่างชาติตลอดเวลาการให้สัมภาษณ์ แต่เมื่อผู้จัดการนำเสนอกลับเป็นให้สัมภาษณ์ล้มสถายัน แล้วสื่อกระแสหลักทั้งออนไลน์,สิ่งพิมพ์,วิทยุ,โทรทัศน์ก็นำข่าวต้นฉบับจากผู้จัดการไปขยายผลอย่างบิดเบือนไร้ยางอาย ไร้การตรวจสอบใดๆ
00000000000

กรณีที่2.เปลว สีเงินสวมบทสื่อคลั่งสั่งฆ่าทักษิณ เปิดเบื้องหลังสุดอัปยศไร้ยางอาย

สำหรับเปลว สีเงินนั้น ได้เขียนบทความลงในไทยโพสต์ แล้วผู้จัดการASTVกระบอกเสียงพันธมิตรนำไปขายผล โดยระบุว่า คนที่มีความสุขจากการเห็นคนชาติอื่นมาเหยียบย่ำชาติตัวเอง โทษสถานเดียวของคนพรรค์นี้คือ “ฆ่าทิ้ง” ก่อนที่มันจะ “ฆ่าชาติ”(ดูลิ้งค์ข่าว)

เปลว สีเงิน หรือนายโรจน์ งามแม้น เคยเป็นคอลัมนิสต์ใหญ่ในไทยรัฐยุคนายกำพล วัชรพลยังมีชีวิตอยู่ ต่อมาได้ออกมาทำหนังสือพิมพ์สยามโพสต์ โดยถือคติว่าคนหนังสือพิมพ์ต้องทำตัวเป็นฝ่ายค้านกับทุกรัฐบาล สยามโพสต์ไม่ประสบความสำเร็จในด้านยอดขาย ขณะที่ถูกฟ้องร้องสารพัด แต่คนรับเคราะห์คือนายอรุณ ลานเหลือ ซึ่งเปลวตั้งให้เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลสู้คดี ขณะที่เปลวปิดสยามโพสต์หนีไปเปิดหัวใหม่คือไทยโพสต์

มาเปิดหัวใหม่ไทยโพสต์ พอดีทักษิณมาเป็นรัฐบาล เปลวก็ตามจิกด่าตามคติว่าคนหนังสือพิมพ์ต้องทำตัวเป็นฝ่ายค้านด่าทุกรัฐบาล แต่โดนทักษิณตรวจสอบในเรื่องฐานะการเงิน โดยให้สตง.ตรวจสอบพร้อมผู้บริหารเครือเนชั่น และไปบีบโรงพิมพ์ของนายระวิ โหลทอง แห่งสยามกีฬาที่เปลวนำไทยโพสตฺไปพิมพ์ จนระวิเลิกพิมพ์ให้ไทยโพสต์ และประการหนึ่งก็เป็นโอกาสที่ระวิอยากเลิกพิมพ์ให้อยู่ด้วย เพราะติดหนี้ค้างชำระไว้มาก ทำให้เปลวแค้นทักษิณต้องหาเรื่องเอาคืนมาแต่นั้น

พอพันธมิตรปิดสนามบิน จบลงด้วยการโค่นรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ลง และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นรัฐบาล เปลวสีเงินรีบเกาสะขบวนเชลียร์รัฐบาลอภิสิทธิ์ทันที โดยมุ่งไปเชียร์นางพรทิวา นาคาศัย ที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ เพราะเวลานั้นถูกตั้งคำถามเรื่องภูมิหลังที่ครอบครัวนางพรทิวาทำสถานอาบอบนวด"โพไซดอน"ไม่ควรมาเป็นรัฐมนตรีด้านการค้า

เปลวเขียนบทความลงในไทยโพสต์เมื่อ11ก.พ.2552เชียร์พรทิวาแบบออกนอกหน้า ว่า พรทิวา"ถูกใส่ร้าย" อย่างไม่เป็นธรรม สร้างความเสียหาย ชื่อเสียง "ประเทศไทย" เพราะพรทิวาอยู่ในฐานะ "ตัวแทนประเทศไทย"!

เปลวเขียนเชลียร์ว่า "พรทิวา" จะไม่แค่ "นาคาศัย" เท่านั้น นักการเมืองน้อยใหญ่ ไม่ว่าใครก็หวังจะอาศัยเธอทั้งนั้น เธอจะเป็นนักการเมืองหญิงที่ "หญิงยุคใหม่" ซูฮก และยกให้เป็น "ต้นแบบ-หญิงห้าว"!

ผมสังเกตว่าเธอเป็นคน "หัวไว-ใจนักเลง" โครงสร้างเสียง บ่งอนาคตไปได้ใหญ่โต เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจว่า การนอบน้อม และรับฟังผู้ใหญ่ที่เป็น "คณะปรึกษา" นั้น เป็นคุณสมบัติที่ดีของนักบริหาร

"คุณพรทิวา นั้น มีรอยยิ้มที่เรียกว่า "ยิ้มเหมือนโลกเศร้า" เป็นยิ้มของคน "ไม่สิ้นโศก" จากส่วนลึก!? เมื่อประกอบเข้าทั้งใบหน้า แววตาที่ค่อนข้างเหม่อลอย และในเสียงผิดลักษณ์หญิง แต่เป็นเอกลักษณ์ "หญิงทรงอำนาจ" และเด็ดขาด นั้น ก็บังเอิญปลายเส้นเสียงเป็นกังวานที่แตกพร่า ตรงจมูกฮวบเหล็งดี ปากดี กรามดี คางดี สรุปว่า ถ้ายึดมั่นใน ทาน ศีล ภาวนา ให้สม่ำเสมอเขาไว้ จะเสริมให้ยิ่งแก่ยิ่งรวย และยิ่งแก่ยิ่งดัง นั่นแล"นี่เป็นความไร้ยางอายของเปลวเวลาที่เขาจะเชียร์ใครซักคน หาเรื่องไม่เจอก็เอาโหงวเฮ้งมาอ้าง

แล้วพรทิวาก็ให้เปลวได้"อาศัย"จริงๆเพราะนับแต่นั้นงบโฆษณาสารพัดจากกระทรวงพาณิชย์ที่พรทิวาเป็นเจ้ากระทรวงอยู่ก็ไหลมาเทมาลงไทยโพสต์นับแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้ายแทบทุกวัน นอกเหนือจากโฆษณาจาก"สำนักนายกรัฐมนตรี"ของอภิสิทธิ์ที่ขึ้นหราอยู่หน้า1ของไทยโพสตฺแทบทุกวัน


ล่าสุดเปลวก็ก่อเรื่องอัปยศอีกเมื่อได้บีบให้คอลัมนิสต์"ใบตองแห้ง"ที่เขียนคอลัมน์ว่ายทวนน้ำในไทยโพสต์ ซึ่งมีจุดยืนเป็นกลาง อยู่ตรงข้ามกับเปลวอย่างมากออก โดยหลีกเลี่ยงที่จะจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

โดยใบตองแห้งเปิดเผยเรื่องดังกล่าวนี้ว่า"เมื่อผมทราบว่าวีซ่าหมดอายุ ไม่ได้เขียนว่ายทวนน้ำอีก ผมก็ยอมรับโดยดี ไม่ได้ถามเหตุผล เพราะมองแบบน้ำครึ่งแก้ว ผมได้อิสระมาตั้ง 3 ปีกว่า ก็เป็นความใจกว้างล้นเหลือแล้ว แต่บอกว่าถ้าอย่างนั้นผมก็ควรงดการเขียนบทสัมภาษณ์ด้วย เพราะจะสร้างความขัดแย้งเช่นกัน และผมก็คงนั่งกินเงินเดือนเปล่าๆ ไม่ได้ ก็ต้องลาออก เพื่อมีอิสระไปทำอะไรใหม่ๆ

เพียงแต่มาคุยกันภายหลังว่า ผมจะทำบันเทิงอยู่ไหม ผมยังไม่อยากตกงานแบมือขอเงินเมียอย่างเดียว จึงบอกว่าทำได้ในลักษณะฟรีแลนซ์ แต่ไทยโพสต์เสนอว่าจะให้เป็นเงินเดือน โดยคิดเงินเดือนกันใหม่ (ลดลงจากเดิมมาก) ผมก็โอเค เพราะจะได้ไม่ยุ่งยากเรื่องการส่งภาษีส่งประกันสังคม

ฉะนั้นผมก็ไม่ได้ยื่นใบลาออกเป็นทางการ นับแต่วันที่ 1 พ.ย. ถ้าดูบัญชีพนักงานผมก็ยังเป็นพนักงานที่รับเงินเดือนไทยโพสต์อยู่ แต่เป็นเงินเดือนใหม่ ข้อตกลงใหม่ ผมไม่มีตำแหน่งหน้าที่อะไรแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับโต๊ะข่าวการเมือง ไม่มีเก้าอี้นั่ง ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ เขียนส่งทางเมล์ และมีอิสระที่จะไปทำงานที่อื่น ดังนั้นถ้าพูดว่าผมยังอยู่ ยังไม่ได้ออก ก็ถูกเหมือนกัน แต่ถูกครึ่งเดียว ที่ถูกคือผมออกมาอยู่ข้างนอก ทำงานอิสระ แต่ยังรับจ้างไทยโพสต์ในงานที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง"

ทางด้านนักกฎหมายแรงงานกล่าวว่า การที่เปลว สีเงิน ผู้บริหารไทยโพสต์ทำกับใบตองแห้งดังกล่าว ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองสิทธิแรงงาน เพราะเป็นการปรับสภาพการจ้างงานโดยไม่เป็นธรรม ดูเจตนาแล้วหวังผลให้พนักงานลาออกเอง โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า"ใบตองแห้ง"จะยกขึ้นมาต่อสู้ว่าถูกปรับสภาพการจ้างเพื่อบีบให้ลาออก แล้วไปขอค่าชดเชยตามกฎหมาย หรือสมยอมกับการกระทำดังกล่าว

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)ได้ออกแถลงการณ์เมื่อ 6 พ.ย.เรียกร้องให้ชี้แจง กรณีปลด “ใบตองแห้ง” เพราะ
สาธารณชนมีข้อกังขาต่อการยุติบทบาทคอลัมน์ว่ายทวนน้ำโดยฉับพลัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ที่ได้ตั้งปณิธานการทำหน้าที่สื่อมวลชนของตนเองไว้ว่าเป็นพื้นที่สื่อที่มี “อิสรภาพแห่งความคิด”

อีกทั้งเสียงสะท้อนทวงถามจากกลุ่มผู้อ่านภายหลังที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ย่อมบ่งบอกถึงคุณภาพของกลุ่มผู้อ่านหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ที่เปิดกว้างทางความคิดและต้องการรับรู้ความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป ตลอดจนตระหนักถึงเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน
00000000000
กรณีที่3:แก๊งหยุ่น-เปรม-มาร์คผลประโยชน์ทับซ้อนกับผลประโยชน์คนไทย

ลุงอภิสิทธิ์ผู้นิยมปชป.-นายนิสสัย เวชชาชีวะ(ซ้าย) นอกจากจะเป็นลุงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังเป็นพ่อของนายสุรนันท์ เวชชาชีวะ เล่ากันว่าเขาเป็นคนกดดันให้ลูกชายยุติบทบาททางการเมืองสนับสนุนทักษิณ แล้วยื่นคำขาดให้มาอยู่พรรคเดียวกับนายอภิสิทธิ์ หากยังต้องการใช้นามสกุลเวชชาชีวะอยู่ต่อไป นายนิสสัยเป็นกรรมการอิสระของเนชั่น และเป็นบอร์ดNBCชุดล้างขาดทุนสะสมนำเข้าตลาดหุ้น




ทำถูกกฎหมายก็ทำได้ แต่เนชั่นเพิ่งจะทำหลังกลต.รับเรื่องลงดาบจ่อฟัน

หลังจากโฆษณาขายหุ้นจองเนชั่น บรอดแคสติ้ง-NBC อย่างผิดกฎหมายมาโดยตลอด จนประชาชนจำนวนมากร้องเรียนให้กลต.ดำเนินคดีตามกฎหมาย และกลต.ได้เปิดเผยว่าจะเข้าไปตรวจสอบ มาวันนี้ช่วงเวลาราว09.05 น.ในรายการ"เก็บตกจากเนชั่น"ทางเนชั่นแชนัล ได้มีการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นครั้งแรกแล้ว โดยในป้ายข้อความโฆษณาขายหุ้นจองNBCนั้น ได้มีการขึ้นข้อความ"คำเตือน:การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง นักลงทุนพึงศึกษารายละเอียดจากหนังสือชี้ชวน"


ทุนสามานย์?-ไม่ใช่เพียงทัศนะการเมืองที่ไปทางเดียวกันของสุทธิชัย หยุ่นกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เท่านั้น แต่เป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน โดยฝ่ายอภิสิทธิ์ให้เวลาฟรีทีวีแทบทุกช่องกับประเคนโฆษณาให้ ส่วนเนชั่นเป็นองครักษ์คอยพิทักษ์ปกป้องและเป็นกองเชียร์ ทั้งหมดนี้มีผลประโยชน์ทับซ้อนสำคัญกับผลประโยชน์ของสาธารณชนชาวไทย นั่นคือภาษีและทรัพยากรของประชาชน-ของรัฐตกไปเป็นของเนชั่น ส่วนเนชั่นก็ไม่ได้ทำหน้าที่หมาเฝ้าบ้านที่ซื่อสัตย์อีกแล้ว แต่เป็นหมาบ้าที่กัดทุกคนหากข้องแวะกับอภิสิทธิ์(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในรายงานข่าวเชิงสืบสวน:เบื้องหลังโชคมหาศาลของเนชั่น มันคืออาชญากรรมย่ำยีชาติและประชาธิปไตย และข่าวเนชั่นได้เข้าไปทำรายการทางฟรีทีวีแทบทุกช่องหลังรัฐประหาร19กันยา:คลิ้กที่นี่ )


นามสกุลเวชชาชีวะเป็นกรรมการNBCชุดล้างเน่าแต่งตัวเข้าตลาดหุ้น

บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) -NBC เจ้าของเนชั่นทีวี และเจ้าของรายการโทรทัศน์เครือเนชั่นทางฟรีทีวีแทบทุกช่อง ซึ่งกำลังนำเสนอขายหุ้นจองต่อประชาชนในช่วงนี้ยังมีเรื่องอื้อฉาวไม่้เว้นแต่ละวัน นอกเหนือจากการโฆษณาขายหุ้นผ่านสื่อของตนเองอย่างน่าเกลียด และผิืดกฎหมายเพราะไม่ขึ้นคำเตือนเรื่องการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง แถมนายกนก รัตน์วงศ์สกุล นักเล่าข่าวอื้อฉาวเครือเนชั่นยังโฆษณาเกินจริงว่า"หากใครจองซื้อNBCก็จะรวยไม่รู้เรื่อง รวยเละ"แล้ว ยังมีข้อครหาว่าอิบแอบแนบชิดกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในลักษณะต่างตอบแทนกันทางผลประโยชน์ด้วย

โดยเนชั่นได้ผลประโยชน์จากการเข้าไปจัดรายการทางฟรีทีวีช่องต่างๆ และได้ผลประโยชน์จากงบโฆษณาที่รัฐบาลจัดให้ ทำให้งวด6เดือนแรกปีนี้มีรายได้จากสื่อโทรทัศน์วิทยุพุ่งขึ้นกว่าปีก่อน16% ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมเดียวกันทรุดฮวบลง13% สอดคล้องกับที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้ืชื่อว่าซื้อสื่อโฆษณามากเป็นอันดับที่2เหนือกว่าบริษัทหรือสินค้าชื่อดังทั้งหลาย ตามที่ไทยอีนิวส์เสนอไปแล้ว แลกกับการที่เนชั่นทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์อภิสิทธิ์และเป็นกระบอกเสียงให้

ล่าสุดเราตรวจสอบพบด้วยว่า ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งเป็นวันที่NBCได้มีมติล้างขาดทุนสะสมทางบัญชี และแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนนั้นมีชื่อนายนิสสัย เวชชาชีวะ เป็นกรรมการบริษัทอยู่ด้วย เช่นเดียวกับที่นายสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งตอนนั้นเป็นประธานบริษัทNBC แต่ต่อมาชื่อของทั้งคู่ก็หายไปอย่างปริศนา ไม่มีรายชื่อในคณะกรรมการNBCชุดปัจจุบัน

คณะกรรมการของ NBC ณ วันที่ 10กุมภาพันธ์ 2552

รายชื่อ ตำแหน่งใน NBC

คุณสุทธิชัย แซ่หยุ่น ประธานกรรมการ
คุณธนะชัย สันติชัยกูล กรรมกา และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
คุณอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการอำนวยการ
*คุณนิสสัย เวชชาชีวะ กรรมการ
คุณปกรณ์ บริมาสพร กรรมการ
คุณปณต วิเลปสุวรรรณ กรรมการ


*ปัจจุบันนายนิสัย เวชชาชีวะ ยังเป็นกรรมการอิสระในเนชั่นมัลติมีเดีย(NMG)บริษัทแม่ของNBC( คลิ้กดู )
ที่มา:สารสนเทศ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด

ส่วนคณะกรรมการของ NBC ณ ปัจจุบันนี้ ประกอบด้วย
นายธนะชัย สันติชัยกูล ประธานกรรมการ
นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการและกรรมการผู้อำนวยการ
*นางลักขณา รัตน์วงศ์สกุล กรรมการ
นางสาวเอี่ยมศรี บุญหชัยรัตน์ กรรมการ
นางสาวนภาพร เอื้อเฟื้อ กรรมการ
ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล กรรมการอิสระและประธานกรรมการตรวจสอบ
นายเมธา สุนทรจิตร์ กรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ
นายศิวะพร ชมสุวรรณ กรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ

*ภรรยานายกนก รัตน์วงศ์สกุล ซึ่งเป็นผู้บริหารNBCในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนงานผู้ประกาศข่าว
ที่มา:เวบไซต์ของNBC

ลุงของอภสิทธิ์ เวชชาชีวะซี้ปึ้กโล้นยังนั่งเป็นบอร์ดบริษัทแม่NBC

ปัจจุบันนี้นายนิสสัย เวชชาชีวะ ยังคงเป็นกรรมการอิสระในเนชั่นมัลติมีเดีย (NMG) บริษัทแม่ของNBC โดยนายนิสสัย เป็นพี่ชายของนายแพทย์อรรถสิทธื์ เวชชาชีวะ(บิดาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี) จึงมีศักดิ์เป็นลุงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายนิสสัยเป็นบิดาของนายสุรนันท์ เวชชาชีวะ ซึ่งเคยสังกัดพรรคไทยรักไทยของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร มีคอลัมนิสต์ไทยรัฐ คือ"เหล็กน้ำพี้"เคยนำเสนอว่านายนิสสัยเป็นผู้กดดันให้นายสุรนันท์ต้องลาออกจากสมาชิกพรรคไทยรักไทย และยื่นคำขาดให้ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเขานิยมอยู่ หาไม่แล้วนายสุรนันท์ก็ต้่องเลิกใช้นามสกุลเวชชาชีวะ หรือนายนิสสัยอาจไปลงบัญชีปาร์ตี้ลิสต์พรรคประชาธิืปัตย์เสียเอง แต่นายสุรนันท์สนองเพียงยุติบทบาทในไทยรักไทย แต่ไม่ยอมสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิืปัตย์ (อ่านรายละเอียด คลิ้ก )

องครักษ์พิทักษ์เปรม ล่าสุดแก้ต่างให้กรณีสัมพันธ์ล้ำลึกหนุ่มเสก

กล่าวกันว่าคนปักษ์ใต้นั้นรักพวกรักพ้องในปริมาณและคุณภาพที่สูงกว่าคนในภูมิภาคอื่นๆ และว่ากันอีกว่าในบรรดาคนปักษ์ใต้ที่รักพวกรักพ้องมากนั้น คนสงขลารักพวกพ้องมากสุดๆ และในบรรดาคนสงขลาที่รักพวกพ้องสุดๆนั้น คนที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์นั้น เป็นที่สุดของที่สุดในด้านนี้

ในวิชาชีพนักสื่อสารมวลชนนั้น สุทธิชัยมักสั่งสอนคนข่าวเครือเนชั่นว่า คนที่เป็น"บุคคลสาธารณะ"นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ โดยไม่มีข้อยกเว้น...แต่สุทธิชัยก็มักยกเว้นให้พลเอกเปรมเสมอ

ไม่เพียงยกเว้นให้ แต่ในทุกโอกาสที่อำนวยให้ สุทธิชัยจะทำหน้าที่เป็นองครักษ์ให้พลเอกเปรมโดยตลอดเช่นกัน

ซึ่งก็รวมทั้ง"ข่าวร่ำลือ"มานานหลายทศวรรษเรื่องความสัมพันธ์อันไม่ธรรมดาของ"เปรมVSหนุ่มเสก"

เมื่อไวๆนี้สุทธิชัย หยุ่นเพิ่งเขียนลงบล็อกของเขา เมื่อ 30 พฤษภาคม 2552 เพื่อแก้ต่างให้กับเปรม โดยยกบทสัมภาษณ์ที่ไทยโพสต์ตีพิมพ์สัมภาษณ์"หนุ่มเสก"เสกสรร ชัยเจริญ ที่ตกเป็นขี้ปากของคนมาตลอดว่าสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ"ป๋าเปรม"

เปิดใจเป็นครั้งแรกเมื่อ "หนุ่มเสก" หรือ "เสกสรร ชัยเจริญ" อดีตนักร้องชื่อดังเปิดเผยให้ "ไทยโพสต์" ทราบถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ "ป๋า" พลเอกเปรม ติณสูลานนท์...6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบ "ป๋า" ทรมานใจ และรักเหมือนพ่อ

ตอนหนึ่งของคำให้สัมภาษณ์ที่ "หนุ่มเสก" บอกอนุญาตให้หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ตีพิมพ์คือ

"ถ้ากล้าถาม ก็กล้าตอบ และยืนยันว่าไม่มีแน่นอน เอ้า...พูดตรง ๆ เลยว่า แค่หอมแก้ม เพราะผมเคารพรักท่าน ท่านก็เหมือนพ่อ ผมรักท่านเหมือนพ่อ ท่านเป็นผู้มีพระคุณ...6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบป๋า...มีคนพยายามกีดกันไม่ให้พบ..."



เชิดชูครูเปรมเอาใจเต็มพิกัด


อาจจะเป็นเพราะมีหนังสือเกี่ยวกับพลเอกเปรมในทำนองเชิดชูยกย่องไปเยอะแล้ว สุทธิชัยก็เลยพิมพ์หนังสือ"ครูเคล้า คชาฉัตร ครูของรัฐบุรุษ"ที่พลเอกเปรมบอกว่ารักเคารพเหมือนพ่อเพื่อเอาอกเอาใจเปรม

หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์ในนามของสำนักพิมพ์เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด มหาชน ของสุทธิชัย ซึ่งนับเป็นกรณีพิเศษ เพราะปกติสุทธิชัยมีสำนักพิมพ์อยู่แล้วคือสำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์ แต่คราวนี้พิมพ์ในนามบริษัทมหาชนเสียเลย

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกและวางขายในเดือนตุลาคม 2549 พูดง่ายๆว่าหลังรัฐประหารยึดอำนาจ19กันยายน 2549เพียงไม่กี่วัน

พลเอกเปรม ได้เขียนคำนิยม ในหนังสือ "ครูเคล้า คชาฉัตร ครูของรัฐบุรุษ "ตอนหนึ่งไว้ ว่า....."สำหรับผม ครูเคล้าเป็นมากกว่าครู ครูเคล้าเป็น "ทั้งครูและพ่อผมในเวลาเดียวกัน"

"คราใดที่ครูเคล้ามองผม ผมจะมองเห็นแววตาแห่งความรัก ความเมตตาความห่วงอาทรของครูเคล้าเสมอ คราใดที่สั่งสอนผม ผมจะได้ยินคำสั่งสอนที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดี ห่วงใย และบริสุทธิ์ เหมือนพ่อสั่งสอนลูก ผมจึงรักครูเคล้ามาก และจากสายตาและคำพูด ผมรู้ว่า ครูเคล้าก็รักผมมาก"

ครูเคล้าเป็นครูประจำโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา บ้านเกิดเปรม ซึ่งเปรมบอกว่า เป็น"ครูผู้มีส่วนสำคัญสำหรับชีวิตผม ทำให้ผมเป็นผมจนถึงทุกวันนี้"

หลังรัฐประหาร19กันยายน2549 สุทธิชัยหยุ่นได้เวลาเข้าไปทำรายการทางฟรีทีวีแทบทุกช่องคือ 3 5 9 11 ส่วนTPBSเทพชัย หย่อง น้องชายเข้าไปทำ และกลายเป็น"จุดเด่น"สำคัญให้เขานำมาเป็นข้อมูลชี้ชวนขายหุ้นจองNBCในช่วงนี้

ไม่มีใบเสร็จ ไม่มีหลักฐานใดๆว่าเปรมเป็นผู้ดลบันดาลรายการฟรีทีวีต่างๆให้สุทธิชัยเนชั่นหรือไม่ เพราะเรื่องอย่างนี้ไม่ต้องมีหลักฐานใด แต่คนที่ยังมี"สามัญสำนึก"ไม่บกพร่องก็เชื่อมโยง และสรุปฟันธงไม่ยากนัก

เป็นขาใหญ่วงการสื่อเคลียร์ให้นักข่าวสยบรัฐประหาร19กันยา

ไอ้ผู้ใหญ่ที่ว่าคือหยุ่นเนชั่น แล้วก็พี่มานิจ สุขสมจิตร ผู้อาวุโสจากไทยรัฐ ทำตัวเป็นขาใหญ่เรียกไอ้ภัทระ ไอ้เอ๋ เจ๊หยัดมา แล้วก็เรียกเด็กนักข่าวสนามพวกต่อต้านมากินข้าวเกี่ยเซี้ยกันที่รอยัลพรินเซส ตรงหลานหลวง ฝ่ายนักข่าวสนามก็ยื่นคำขาดให้ถอนตัว ส่วนไอ้ภัทระก็โน้มน้าวว่าให้พวกกูเป็นเหอะน้ะนะๆๆ

แล้วก็มันจะเหลือเรอะ เพราะคนที่บอกว่าเป็นกรรมการกลางอย่างหยุ่นเนชั่นก็รู้อยู่ว่ามันเกลียดเหลี่ยมเป็นขี้ แล้วปฏิวัติคราว19กันยาฯนี่บังก็แค่นอมินีของป๋าเปรม คนสงขลาบ้านเดียวกับหยุ่น เรื่องอะไรจะไปขัดใจป๋า หยุ่นแม่งก็โน้มน้าวโน่นนี่สารพัด สรุปฟันธงว่าพวกมึงนายก3สมาคมเป็นเลย...เชี่ยมั๊ยหละสัดด


หลังเกิดการรัฐประหาร19กันยายนใหม่ๆ ทางเปรมและคณะรัฐประหารอยากตอบแทนสื่อที่ช่วยกันโค่นล้มทักษิณ จึงยื่นข้อเสนอให้ตัวแทนสมาคมสื่อ3สมาคมเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิจิบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

ตัวแทนสมาคมสื่อตอนนั้นมี

-ภัทระ คำพิทักษ์ จากโพสต์ทูเดย์ เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ
-ตัวแทนสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มีบัญญัติ ทัศนียเวศ เป็นประธานสภา
-ตัวแทนของสมาคมนักข่าวโทรทัศน์วิทยุ มีสมชาย แสวงการ เป็นนายก


เรื่องไม่ได้ง่ายนัก เพราะนักข่าวภาคสนาม53คน ส่วนใหญ่เป็นนักข่าวสายประจำรัฐสภา และเป็นคนข่าวค่ายเนชั่นซะเยอะ แสดงความไม่เห็นด้วย ทั้งล่ารายชื่อคัดค้านอยากให้ตัวแทนสมาคมถอนตัว เพราะไม่อยากให้เกิดconflict of interst หรือเป็นภาพน่าเกลียดว่าสื่อโค่นทักษิณสำเร็จแล้วมารับรางวัลจากคณะรัฐประหาร


ผู้ใช้นามแฝง"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"เขียนถึงฉากตอนนี้ในบทความชุด"ลากไส้สื่อเห้"อันลือลั่นของเขาไว้ว่า...คือโดยปกติอาชีพสื่อนี่ไม่เคยนะครับที่จะร่วมมือกับฝ่ายอำนาจฝ่ายการเมืองกันแบบนี้ ยิ่งเป็นตัวแทนสื่อแล้วแม่งน่าเกลียด ก็ถึงขั้นที่ว่ามีการเขียนในข้อกำหนดว่าห้ามนักข่าวไปดำรงตำแหน่งการเมือง

แต่ไอ้เหี้ยนายกสมาคมนักข่าวนี่เสือกหน้าด้านอยากเป็นขึ้นมา แต่จะเป็นคนเดียวแม่งก็จะน่าเกลียด เลยทำฟอร์มว่าขอไปปรึกษาพรรคพวกหน่อยนะท่านบัง เสร็จก็มาล็อบบี้นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ คือไอ้เอ๋สมชาย แล้วก็เจ๊หยัดตอนนั้นเจ๊เป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์ ไอ้เหี้ยนี่ก็ไปโน้มน้าวว่า ตอนทักษิณนี่พวกเราโดน"คุกคามสื่อ"เยอะ มาตอนคมช.ปฏิวัติก็บอกให้พวกเราใช้วิจารณญาณห้ามออกข่าวเหลี่ยมเด็ดขาด หากใครฝืนออกบังมันจะมาใช้วิจารณญาณแทนพวกเราคือสั่งปิดหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ

นี่บังเขาก็มีไมตรีเชิญไปเป็นสนช. ก็เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้เข้าไปปกป้องไม่ให้คุกคามสื่อ เพราะมันมีกฎหมายเยอะแยะ อย่างน้อยพวกเราก็จะได้ท้วงหากกฎหมายไหนออกมาคุกคามสื่อ....(ดูมันตอแหล!)

เจ๊หยัด(บัญญัติ ทัศนียเวช)วงการรุ่นหลังเขาเรียกป้าหยัด แต่ผมเรียกเจ๊หยัดก็บอกว่าชั้นไม่เอาด้วยหรอก สื่อที่ไหนเคยไปเป็นตำแหน่งการเมืองแบบนี้ มันมีconflict of interest เธอว่าไงเอ๋?(หันมาถามสมชาย นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์) ไอ้เอ๋แม่งแสบครับ แทนที่จะค้านเหมือนเจ๊หยัด ดันข้างๆคูๆเข้าข้างไอ้ภัทระ เลยเสร็จโจร...

เจ๊หยัดก็ตกกระไดพลอยโจร คือหากจะเป็นก็ต้องเป็นทั้ง3สมาคม หากเจ๊หยัดถอน ไอ้2ตัวนั่นอดแดกไปด้วย แกก็ไม่อยากมีปัญหากับเด็กรุ่นหลัง ก็เอาวะเป็นก็เป็น แต่อย่าทำให้น่าเกลียดก็แล้ว ต้องอธิบายสังคมให้ได้

สรุปแม่งก็กลับไปหาบังว่า บังครับที่บังเชิญผมเป็นสนช.นี่ "ผมขอสาม" เพราะพวกผมสมาคมสื่อมี3สมาคมไปไหนไปด้วย ถ้าคนหนึ่งไม่ไป มันก็ไปด้วยกันไม่ได้ บังก็กัดฟันยกให้สามต้องไปตัดโควต้าเด็กเส้นเด็กฝากลงเพียบ เพราะถ้าได้ใจสื่อ ต่อไปอะไรมันก็โล่ง ทำชั่วก็ผ่อนเบา ทำดีแม่งก็ตีปี๊บเชียร์ ปากกาอยู่ในมือพวกมัน...

แต่เรื่องก็ไม่หวานคอเหี้ยซะทีเดียวหรอก...

ความที่มันกระสันก็ดันไปปล่อยข่าวไปทั่วว่า กูจะได้เป็นสนช.กินเงินเดือนแสนสองโว้ย เรื่องมันก็หึ่งออกไป พวกนักข่าวสนามแถวใต้ถุนสภาก็เฮ้ย!นายกสมาคมกูเหี้ยแล้วมั๊ยสัดด ดันมารับใช้ทหารที่ปฏิวัติเข้าไปนั่งในสภาซะเอง แล้วงี้สื่อก็โดนด่าสิว่าตกลงพวกมึงจะเป็นเหี้ยอะไรแน่ระหว่างสื่อกับนักการเมือง จะเป็นสื่อหรือเป็นเบ๊คณะปฏิวัติ.....

ไอ้พวกนี้ก็รวมหัวกันเขียนหนังสือหางว่าวส่งไปต่อต้านว่า พวกกรูไม่เห็นด้วยที่นายกสมาคมจะไปเป็นสนช. ให้พวกมึงถอนตัวก่อนจะเสียหายวงการ

ไอ้ภัทระก็นะ คนมันเงี่ยนได้ที่หงี่เต็มพิกัด ก็วิ่งหาผู้ใหญ่ในวงการสื่อ เพราะมันเป็นนายกสมาคม แต่เด็กนักข่าวในสนามก่อกบฎเข้าให้แล้ว(ก็มันเหี้ย เขาก็ต้องก่อกบฎ)

ไอ้ผู้ใหญ่ที่ว่าคือหยุ่นเนชั่น แล้วก็พี่มานิจ สุขสมจิตร ผู้อาวุโสจากไทยรัฐ ทำตัวเป็นขาใหญ่เรียกไอ้ภัทระ ไอ้เอ๋ เจ๊หยัดมา แล้วก็เรียกเด็กนักข่าวสนามมากินข้าวเกี่ยเซี้ยกันที่รอยัลพรินเซส ตรงหลานหลวง ฝ่ายนักข่าวสนามก็ยื่นคำขาดให้ถอนตัว ส่วนไอ้ภัทระก็โน้มน้าวว่าให้พวกกูเป็นเหอะน้ะนะๆๆ

แล้วก็มันจะเหลือเรอะ เพราะคนที่บอกว่าเป็นกรรมการกลางอย่างหยุ่นเนชั่นก็รู้อยู่ว่ามันเกลียดเหลี่ยมเป็นขี้ แล้วปฏิวัติคราว19กันยาฯนี่บังก็แค่นอมินีของป๋าเปรม คนสงขลาบ้านเดียวกับหยุ่น เรื่องอะไรจะไปขัดใจป๋า หยุ่นแม่งก็โน้มน้าวโน่นนี่สารพัด สรุปฟันธงว่าพวกมึงนายก3สมาคมเป็นเลย...เชี่ยมั๊ยหละสัดด

ไอ้พวกนักข่าวสนามก็ใบ้แดก เพราะไอ้พวกที่ลงชื่อในบัญชีหางว่าวต่อต้านในงานนี้นี่..ก็ลูกน้องกินเงินเดือนหยุ่นซะเยอะ มันก็ไปไม่ถูก เลยบอกงั้นเอางี้ ให้พวกนายกสมาคม3ตัวนี่ลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมสื่อซะ แล้วก็จะไปเป็นอะไรก็ไป หากไม่ลาออกแล้วถ่างขาควบ2เก้าอี้นี่อย่าเลย พวกกูอายหมามัน....

สรุปพวกนายก3สมาคมยอมลาออกจากตำแหน่งสมาคมสื่อ ไปเป็นสนช.เงินเดือนคนละแสนสอง สุทธิชัยก็คาบข่าวไปบอกใครบางคนว่า
"ผมเคลียร์พวกสื่อกบฎจบแล้วครับป๋า..."


เปรมกับสื่อโล้นโยนมุกรับมุกกันสนุก ปากมันภาษีกลายเป็นค่าโฆษณา เชิดชูเผด็จการระรานเสื้อแดง

นอกจากเปรมจะประเคนฟรีทีวีให้หยุ่นเป็นรางวัล และเป็นกระบอกเสียงให้ฝ่ายเผด็จการ คอยระรานดิสเครดิตกระทืบฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว ก็ยังมีลูกเล่นมีน้ำจิ้มมีชุดใหญ่ประเคนให้หยุ่นตามมาอีกเพียบ

ก็อย่างเช่นโทรทัศน์เนชั่นแชนัลของนายสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งอาศัยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพลเอกเปรมมักจะคว้าสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการที่อภิสิทธิ์ไปเกาะโพเดียมพูดทุกนัด ยังกับหวยล็อกไว้ ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่ถ่ายทอดสดฟรี แต่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งแน่นอนว่าคนจ่ายคือรัฐบาลอภิสิทธิ์(แน่นอนอีกทีคือมาจากภาษีประชาชน) หลายครั้งทางเนชั่นก็เป็นคนครีเอตeventพวกนี้ขึ้นมากับมือ

จะบอกว่าน้ำขึ้นให้รีบตักก็ได้ แต่เอาให้ตรงกว่าก็คือทำเหมือนตายอดตายอยากมานาน พอโค่นรัฐบาลประชาชนเลือกตั้งมาได้ และเอาพวกตัวเองขึ้นได้ ก็มูมมามสวาปามกันเต็มพิกัด จนเข้าข่ายน่าเกลียด พรรคพวกวงการสื่อ และพวกเอเยนซี่ร้องเซ็งกันเป็นแถว เพราะยุคนี้อะไรๆก็ต้องประเคนให้เนชั่น...โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีจริงๆ

ส่วนเปรมจะปรากฎตัวไปงานทำนองนี้ไม่บ่อยนัก แต่งานประจำที่ต้องไปคืองานของสปอนเซอร์พันธมิตรรายสำคัญ คืองานแฟร์ประจำปีของเครือสหพัฒน์

แน่นอนอยู่แล้วว่าเนชั่นแชนัลได้สิทธิในการถ่ายทอดสดงานสหกรุ๊ปแฟร์ โดยพิธีกรคู่หูกนก-ธีระ กล่าวถึงพลเอกเปรมว่า"ฯพณฯท่านพลเอกเปรม"ทุกคำ ตรงข้ามตอนพูดถึงอดีตนายกฯทักษิณ สองคนนี้จะพูดแค่"ทักษิณ"เฉยๆ หรือบางทีก็เรียกแบบยาวๆว่า"นักโทษชายทักษิณที่อยู่ระหว่างหนีคดี"

ก่อนการถ่ายทอดสดประจำปีนี้จะเริ่มขึ้นนั้น ก็มีบทวิเคราะห์ของสุทธิชัยออกทางเนชั่นแชนัลเรื่อง"แผนตากสิน2"โดยอ้างตามสูตรว่าหากมีแผนนี้จริงๆทักษิณต้องเป็นคนรับผิดชอบ

พอเปรมไปปรากฎตัวที่งานสพัฒน์ก็ปรากฎว่าให้สัมภาษณ์นักข่าวเรื่องแผนตากสิน2เป็นตุเป็นตะ แต่พูดราวกับก๊อปปี้มาจากสุทธิชัย ยังไงยังงั้น


โดนแก้เผ็ด-เครือเนชั่นพยายามสร้างอนาคตใหม่กับเนชั่นบรอดแคสติ้ง(NBC)ที่มีเนชั่นทีวีเป็นหัวหอก โดยเข้าไปสมคบกับเปรม-อภิสิทธิ์เชิดชูเผด็จการอำมาตย์ ทำลายความเคลื่อนไหวฝ่ายประชาธิปไตย และทำท่าจะสลัดทิ้งเนชั่นมัลติมีเดีย(NMG)โดยขายตึกเนชั่นบางนาทิ้ง ส่งผลให้ตระกูล"จึงรุ่งเรืองกิจ"ที่ถูกกล่อมเข้ามาถือหุ้นใหญ่โวยว่าถูกอาเปรียบ และตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจได้แก้เผ็ดแล้วด้วยการไม่จองซื้อหุ้นใหม่NBCที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นวันที่11พ.ย.นี้แม้แต่หุ้นเดียว ทำให้กลุ่มสุทธิชัย หยุ่นต้องแบกไว้หลังแอ่น แต่ก็ยังไม่วายโกหกประชาชนต่อไปว่า ขายหุ้นได้จนเกลี้ยง จนหุ้นไม่พอจะขาย...


คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ได้สั่งให้รับหุ้นสามัญของบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBCเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 เป็นต้นไป

เนชั่นสิ้นท่าต้องแบกรับหุ้นจองNBCไว้เอง "จึงรุ่งเรืองกิจ"เข็ดเขี้ยวไม่จองซักหุ้น

ทั้งนี้แม้ผู้บริหารNBCจะอ้างว่ามีคนจองซื้อจนล้น จนหุ้นไม่พอจะขาย แต่ความจริงที่โกหกไม่ได้ก็คือตัวเลขจำนวนและสัดส่วนการถือครองหุ้นภายหลังการกระจายหุ้นสู่มหาชนแล้ว(ดูลิ้งค์ข่าวตลาดหลักทรัพย์) ปรากฎว่าบริษัทเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป-NMGซึ่งเป็นบริษัทแม่ต้องแบกรับไว้เองถึง105ล้านหุ้น(ก่อนกระจายNMGถืออยู่120ล้านหุ้น) ประการสำคัญที่สุดคือผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมของNMGคือตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจไม่จองซื้อหุ้นNBCแม้แต่หุ้นเดียว เพราะเข็ดเขี้ยวกับความไม่ตรงไปตรงมาของผู้บริหารเนชั่นที่นำโดยสุทธิชัย หยุ่น

หุ้นบริษัทแม่ร่วงทันที8%หลังรู้ข่าวร้ายขายหุ้นจองNBCไม่ออก

หลังการแจ้งข้อมูลมายังตลาดหลักทรัพย์ ยังผลให้หุ้นบริษัทแม่คือNMGร่วงลง8.33%เมื่อตอนปิดทำการวันจันทร์ที่ 9 พ.ย. สวนทิศทางกับดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นเกือบ15จุด หรือ2.13% โดยติดอันดับTOP10ของหุ้นที่ร่วงลงแรงที่สุดของวันนี้ คือร่วงลงแรงมากที่สุดเป็นอันดับที่6

รายชื่อผู้ถือหุ้นNBC หลังกระจายหุ้นต่อมหาชน ณ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2552


ชื่อ จำนวนหุ้น ร้อยละของทุนชำระแล้ว

1.บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป 104,999,940 61.76
2.นายทวีฉัตร จุฬางกูร 2,888,888 1.70
3.นางมยุรี สุขศรีวงศ์ 1,885,882 1.11
4.นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ 1,808,034 1.06
5.นายณัฐพล จุฬางกูร 1,800,000 1.06
6.นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น 1,622,228 0.95
7.นายนที พานิชชีวะ 1,500,000 0.88
8.นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล 1,100,000 0.65
9.น.ส.วันทนีย์ รุจิราวรรณกร 1,100,000 0.65
10.นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล 1,000,000 0.59
รวม 119,704,972 70.41

เป็นที่น่าสังเกตว่าการกระจายหุ้นNBCครั้งนี้ ทางเนชั่นหวังผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมของเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป หรือNMGมาจองซื้อเต็มที่ ถึงกับให้สิทธิ์ได้จองซื้อก่อนนักลงทุนทั่วไป แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจที่ถือหุ้นใหญ่อันดับ1ของNMGไม่ใช้สิทธิ์จองหุ้นNBCแม้แต่หุ้นเดียว

รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่NMG : บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ณ วันที่ 10 มีนาคม 2552

ลำดับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวน %



1. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 27,093,300 16.44

2. นางมยุรี สุขศรีวงศ์ 16,972,938 10.30

3. นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ 16,272,309 9.88

4. นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น 14,600,054 8.86

5. DOW JONES & COMPANY 12,000,000 7.28

6. นายทวีฉัตร จุฬางกูร 8,000,000 4.86

7. นายนิวัตน์ แจ้งอริยวงศ์ 4,485,878 2.72

8. นางสุภาภรณ์ ชื่นวิจิตร 3,641,911 2.21

9. บริษัท กรีนสยาม จำกัด 3,184,779 1.93

10. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 3,053,883 1.85

11. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 2,500,000 1.52

12. น.ส.สุมาลี ธารพิพิธชัย 2,400,000 1.46

13. นายเอกวุฒิ เนื่องจำนงค์ 2,400,000 1.46

14. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 2,349,600 1.43

15. นางสุภา สุพรรณธะริดา 2,097,200 1.27

16. น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ 2,000,000 1.21

17. นายณรงค์ศักดิ์ โอปิลันธน์ 1,900,000 1.15

18. นายสมศักดิ์ วรรณสินธพ 1,660,000 1.01

19. MELLON NOMINEES (UK) 1,630,188 0.99

20. นายปราบดา หยุ่น 1,319,739 0.80

21. นายยรรยง ภัทรเลาหะ 1,251,800 0.76

22. นางชุลีวรรณ วิวัฒนาเกษม 1,200,000 0.73

23. นายศิริชัย จรุงสถิตพงศ์ 1,164,600 0.71

24. นายพิชัย จิราธิวัฒน์ 1,063,946 0.65


สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่NMG:บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น



นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของสมพร: เราเข้ามาซื้อหุ้นNMGเพราะพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ไม่ใช่เพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร ไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลย ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ



บิ๊ก NBC โกหกหน้าตายกระแสตอบรับจากคนจองล้นปรี่ ปั่นอีกเชื่อเหนือจองแน่

นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ NBC ให้สัมภาษณ์กับสื่อออนไลน์วงการหุ้นคือwww.eFinanceThai.com ว่า ในวันที่ 11 พ.ย. จะนำหุ้น NBC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์MAI โดยมั่นใจว่าราคาหุ้นของ NBC จะยืนเหนือราคาเสนอขายที่ 2.90 บาท แม้ว่าภาวะตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม เพราะบริษัทฯ มั่นใจในศักยภาพของ NBC และด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่5พ.ย.เมื่อสิ้นสุดเวลาจองซื้อหุ้นเมื่อวันที่4พ.ย.เวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่นรายงานข่าวว่า นายกิตติศักดิ์ อมรชัยโรจน์กุล รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี ( ประเทศไทย ) จำกัด ในฐานะแกนนำผู้จัดจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุน บริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NBC เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อหุ้น NBC ที่ราคาหุ้นละ 2.90 บาท จำนวน 65 ล้านหุ้น ระหว่างวันที่ 2-4 พฤจิกายนนั้น สามารถจำหน่ายหุ้นจำนวน 65 ล้านหุ้นได้ทั้งหมดตั้งแต่วันแรก โดยนักลงทุนได้ติดต่อจองซื้อเข้ามาสูงกว่าจำนวนหุ้นที่มีจัดสรรไว้

"ตอนนี้ปิดการจำหน่ายแล้ว ยังมีลูกค้าโทรเข้ามาสอบถามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการที่หุ้นนี้ได้รับความสนใจมาก เป็นเพราะผลประกอบการดี ธุรกิจมีความน่าสนใจและเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง" นายกิตติศักดิ์ กล่าว

รอวัน"แตกหัก"

ที่มา มติชน

บทนำมติชน



ความปรองดองและความสมานฉันท์ได้ถูกเรียกร้องจากหลายฝ่าย เพราะไม่อยากเห็นความขัดแย้ง แตกแยกทั้งในแวดวงนักการเมือง/พรรคการเมือง กลุ่มองค์กรมวลชนและขยายวงไปสู่ประชาชน ซึ่งใช้สีเหลือง สีแดงเป็นสัญลักษณ์ มีสีขาวแทรกตัวขึ้นมาขอให้ทุกสี ทุกฝักฝ่าย "หยุดทำร้ายประเทศไทย" อันสะท้อนถึงความแตกต่างในแนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมือง มีนักคิด นักวิเคราะห์แสดงความเป็นห่วงว่า กลัวจะเกิดสงครามประชาชนและการนองเลือดครั้งใหญ่ อาจเลยเถิดไปถึงขั้นคนไทยเกิดความรู้สึกต้องการจะแบ่งเป็นภูมิภาค กล่าวคือ ภาคใต้ ส่วนหนึ่ง ภาคเหนือและภาคอีสานอีกส่วนหนึ่ง หากไม่หาทางยุติความขัดแย้ง แตกแยกเสียแต่วันนี้ แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเกิดความสมานฉันท์ได้ด้วยวิธีใด

หลังเหตุการณ์ "สงกรานต์เลือด" กลางเมืองหลวง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้จัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สภาผู้แทนราษฎรประชุมร่วมกับวุฒิสภา) เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อเหตุการณ์นองเลือดในกรุงเทพฯและความวุ่นวายที่พัทยา จังหวัดชลบุรี จนทำให้ต้องล้มเลิกการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน หลังอภิปรายที่มีแต่การโต้เถียงไม่ต่างไปจากคนทะเลาะกัน นำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประกอบไปด้วย ส.ส.และตัวแทนจากทุกพรรคการเมืองและวุฒิสมาชิก

น่าเสียดายที่ข้อเสนอของคณะกรรมการฯทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาวเพื่อนำไปสู่ความสมานฉันท์ไม่ได้รับความสนใจแม้แต่น้อย พรรคการเมืองในส่วนของรัฐบาลโดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์คิดแต่เพียงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นที่ล้วนแต่เป็นเรื่องนักการเมืองทั้งสิ้น มิได้เกี่ยวข้องกับประชาชนเลย มิหนำซ้ำยังจะจัดให้มีการออกเสียงลงประชามติเรื่อง 6 ประเด็นที่จะแก้ไขโดยมินำพาต่อเสียงทักท้วงและคัดค้านว่า เป็นเรื่องไม่ถูกหลักของการออกเสียงประชามติทั้งที่ควรจะสอบถามประเด็นใหญ่ เช่น ต้องการรัฐธรรมนูญ 2550 หรือรัฐธรรมนูญ 2540 และยังจะต้องเสียเงิน 2,000 ล้านบาทไปโดยเปล่าประโยชน์ กระทั่งต่อมาวิปของวุฒิสภาออกมาแถลงข่าวว่าไม่ขอเข้าร่วมกับวิปรัฐบาลอีกต่อไป ทำให้เหลือแค่วิปรัฐบาลฝ่ายเดียว จึงเท่ากับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นและการจะออกเสียงประชามติล้มครืนทันที แต่กระนั้นก็ยังไม่ท่าทีจากนายอภิสิทธิ์ว่าจะ "ถอย" หรือจะ "ดันทุรัง" ต่อไปโดยไม่ฟังเสียงใคร

จากกรณีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาโดยเรียกทูตไทยประจำกรุงพนมเปญกลับประเทศไทย รวมถึงทบทวนพันธกรณีและความร่วมมือต่างๆ และจะนำไปสู่การยกเลิกบันทึกความเข้าใจหรือเอ็มโอยูว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณเพราะไม่พอใจที่สมเด็จฯฮุน เซน แต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ แม้ว่าในด้านหนึ่ง รัฐบาลนายอภิสิทธิ์มีความจำเป็นที่ต้องทำเช่นนั้น จะด้วยจำใจหรือเต็มใจที่ใช้ "ไม้แข็ง" โดยไม่กลัวว่า ความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศที่สะบั้นและเสื่อมทรามลงนั้นจะนำไปสู่ผลกระทบต่อประโยชน์ร่วมกันมากน้อยแค่ไหนเพียงไรด้วยถือว่า รัฐบาลกัมพูชาควรจะถือเอาความสัมพันธ์กับรัฐบาลไทยเป็นหลักมากกว่าจะถือเอาความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ในอีกด้านหนึ่ง แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ต้องการปิดล้อม พ.ต.ท.ทักษิณทุกวิถีทาง โดยหากนำตัวมารับโทษจำคุกได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดี นอกจากนี้ยังจะดำเนินการถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชฯอีกด้วย

ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณเห็นแก่ประเทศชาติ ด้วยการหยุดเคลื่อนไหวแล้วกลับมาติดคุก 2 ปีซึ่งเป็นไปไม่ได้และเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณเคลื่อนไหวต่อสู้โดยมีพรรคเพื่อไทย แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และมวลชนคนเสื้อแดงเป็นแรงสนับสนุน ทำให้วิกฤตความขัดแย้ง แตกแยกนับวันจะแผ่ขยายออกไป ประกอบกับ นปช.นัดชุมนุมคนเสื้อแดงที่ทำเนียบแบบยืดเยื้อในปลายเดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไปเพื่อขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ชนิด "ไม่ชนะ ไม่เลิก" จึงเป็นปัญหาว่า การชุมนุมที่จะต้องเข้มข้นนั้นจะลงเอยถึงขั้น "แตกหัก" และเกิดการหลั่งเลือดกันอีกครั้งหรือไม่ ขณะเดียวกัน รัฐบาลอภิสิทธิ์จะบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพไปได้อย่างไร หากการต่อต้านรัฐบาลจากฝ่ายตรงข้ามถูกยกระดับให้สูงขึ้นจนบ้านเมืองมีแต่ความปั่นป่วน วุ่นวาย ระส่ำระสาย

จ.ม.เปิดผนึก"แม้ว" อ้างช่วยกัมพูชาเพื่อไทย

ที่มา มติชน

หมายเหตุ - พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ทำจดหมายเปิดผนึกเผยแพร่ต่อสื่อมวลชนไทย เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ชี้แจงกรณีได้รับการแต่งตั้งจากประมุขประเทศกัมพูชาให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา และที่ปรึกษาประจำตัวสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกฯกัมพูชา

ผมรู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับฟังการถกเถียงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในขณะนี้ในเรื่องการแต่งตั้งผมเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้แก่รัฐบาลกัมพูชา และผมรู้สึกเศร้าใจมากยิ่งขึ้นที่รัฐบาลไทยได้แสดงท่าทีตอบโต้เรื่องที่ไม่มีพิษภัยนี้ โดยการปลุกกระแสชาตินิยม ผมคิดว่ามันมีความจำาเป็นที่ต้องพูดความจริงและทำความจริงในเรื่องนี้ให้ปรากฏ โดยผมขอกราบเรียนให้ท่านทราบความเป็นมาและเป็นไป ดังนี้

ประการแรก ผมได้รับเชิญจากรัฐบาลหลายรัฐบาลทั่วโลกเพื่อให้คำแนะนำในประเด็นที่เป็นปัญหาสำคัญของโลก โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความยากจน ในขณะที่เป็นนายกฯไทย ผมได้ทุ่มเททำงานเรื่องนี้มากกว่านายกฯท่านอื่นๆ โดยทำงานตั้งแต่วันแรกที่เป็นนายกฯ เพื่อให้คนไทยที่ยากจนได้มีเครื่องมือและทรัพยากรที่จะช่วยตัวเองให้ได้

การแก้ปัญหาความยากจนและการนำศักยภาพของชนบทออกมาใช้ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของผม ผมเพิ่งจะพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความยากจนและผมจะร่วมเสนอแนวคิดในเรื่องนี้กับทุกคนที่สนใจ ซึ่งกัมพูชาได้แสดงความสนใจและผมก็ยินดีที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้วยความเต็มใจดังที่ผมได้กระทำกับหลายๆ ประเทศทั่วโลก หากรัฐบาลชุดปัจจุบันจะนำเวลาสักครึ่งหนึ่งของเวลาที่ใช้ในการไล่ล่าตัวผมและข่มขู่ประเทศอื่นทั่วโลกให้ส่งตัวผมกลับประเทศนั้น ไปใช้เพื่อพิจารณาความต้องการของคนไทยที่ยากจน ประชาชนชาวไทยคงจะไม่ลำบากอย่างมากดังเช่นที่กำาลังเผชิญอยู่ในวันนี้

ประการที่สอง ปฏิกิริยาที่เสมือนเป็นการสร้างเรื่องที่เกินความจริงของรัฐบาลต่อคำร้องขอของกัมพูชาสำหรับคำแนะนำนั้น เป็นการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบและไม่จำเป็น ในฐานะที่เป็นเพื่อนบ้านและเป็นเพื่อนสมาชิกอาเซียน ไทยควรจะใช้ช่องทางที่มีอยู่เพื่อปลดชนวนและบรรเทาไม่ให้สถานการณ์บานปลาย ถ้ามีความไม่เข้าใจหรือ ความกังวลใจ รัฐบาลไทยควรขอคำอธิบายและชี้แจงและคำนึงถึงความสัมพันธ์ในภาพรวมระหว่างสองประเทศ แต่แทนที่จะตระหนักถึงผลประโยชน์ต่างตอบแทนของทั้งสองประเทศ แต่กลับจะพยายามจำกัดความเห็นที่แตกต่างอย่างไม่มีสติ รัฐบาลกลับใช้อารมณ์ตอบโต้เหมือนเด็กๆ โดยยื่นคำขาดและได้ทำให้เหตุการณ์ที่ไม่มีอะไรกลายเป็นสถานการณ์ทางการทูตที่ใหญ่โต วิธีการตอบโต้เช่นนี้ เป็นการขยายวงของเหตุการณ์โดยไม่จำเป็น และไม่ใช่วิธีการที่จะแก้

การตัดสินใจของรัฐบาลไทยที่จะปลุกความรู้สึกชาตินิยมจากคำขอของรัฐบาลกัมพูชาที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์ของผมในการแก้ไขปัญหาความยากจน เปรียบเสมือน "เด็กที่จุดไม้ขีดไฟทิ้งในป่า" โดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมาจากการกระทำของตน อาจมีผลที่ไม่คาดคิดตามมาสำหรับประชาชนคนไทยโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความยากลำบากทางด้านเศรษฐกิจ

ในขณะนี้รัฐบาลไทยยังมีปัญหาไม่มากพออีกหรือในการสร้างความเชื่อมั่นในภูมิภาคและประชาคมระหว่างประเทศโดยไม่จำเป็น ต้องไปจุดชนวนและตีฆ้องร้องป่าวในประเด็นนี้ การขยายวงและทำให้ประเด็นนี้รุนแรงขึ้นกับกัมพูชาจะช่วยลดปัญหาการว่างงานไหม? หรือจะช่วยทำให้ครอบครัวของคนไทยครอบครัวหนึ่งครอบครัวใดมีข้าวสารกรอกหม้อในยามที่ต้องดิ้นรนให้ตัวเองมีชีวิตที่ต้องอยู่รอดหรือไม่?

ผมขอย้ำและขอพูดอย่างชัดเจนในประเด็นหนึ่งว่า ผมได้ตกลงที่จะแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับการแก้ปัญหาความยากจนและแนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจในภูมิภาคและของโลก ผมจะไม่ไปกัมพูชาเพื่อจะช่วยกัมพูชาสู้กับไทย

วิธีคิดที่ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจนั้น ถ้ามีคนหนึ่งได้คนหนึ่งจะต้องเสียนั้น เป็นความคิดที่ล้าสมัย เหมือนกับปฏิกิริยาในเชิงท้าตีท้าต่อยของรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันที่มีต่อคำเชิญให้ผมเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของกัมพูชา การพัฒนาเศรษฐกิจไม่ใช่เกมที่ถ้าคนหนึ่งได้คนหนึ่งจะเสียหมด ถ้าชาวกัมพูชาร่ำรวยมากขึ้นพวกเขาจะซื้อสินค้าไทยมากขึ้น และแนวพรมแดนของสองชาติจะสงบและมั่นคงมากขึ้น

ผมไม่สามารถและไม่อาจรับข้อกล่าวหาที่ว่าผมจะทรยศต่อประเทศของผม ผมรักประเทศไทยมากกว่าชีวิตของผมเอง ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้การพักอาศัยอยู่ต่างประเทศของผมเจ็บปวดมากเกินกว่าที่ผมจะสามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ ไม่มีวันที่ผมจะทำการใดที่จะทำร้ายประเทศของผม ไม่ว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลปัจจุบันเพียงใดก็ตาม

ผมเข้าใจเป็นอย่างดีว่าไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนซึ่งกระทบต่อความละเอียดอ่อนในเรื่องชาตินิยมของทั้งสองฝ่าย ท้ายที่สุดประเด็นเหล่านี้จะสามารถได้รับการแก้ไขก็ด้วยวิธีการเจรจาพูดคุย ความอดทนและการทูตที่มุ่งมั่น แต่ไม่ใช่โดยการยื่นคำขาด การตอบโต้ด้วยคำพูดที่รุนแรง และไม่ต้องพูดถึงการพิพาทที่มีการใช้อาวุธ

ดังนั้น ในขณะที่ผมเดินทางไปกัมพูชาไปวันนี้ เพื่อจะพูดคุยปัญหาความยากจนและแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ผมของกราบเรียนว่าผมจะพูดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของไทยกับเพื่อนที่กรุงพนมเปญ แม้ว่ารัฐบาลไทยปัจจุบันจะยังคงไล่ล่าตัวผมไม่ว่าผมจะเดินทางไปที่ใดก็ตาม

นึกถึงน้าชาติ

ที่มา เดลินิวส์

น้าชาติ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ บิดา ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ปชป.เคยสอน ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รมว.การ ต่างประเทศที่เก่งสุด และดีสุดคนหนึ่งของ ไทย ว่า

กับชาติใหญ่ ๆ เช่น สหรัฐ ยุโรป ต้องเดินเกมให้ดี อย่าให้ผิดใจ เพราะพวกนี้เป็นมหาอำนาจ ทำเราเจ็บได้ แต่ถ้าระหองระแหงกัน ชาติเหล่านี้อยู่ไกล ยังไงก็เตะเราไม่ถึง ผิดกับเพื่อนบ้าน ทะเลาะกันเมื่อไหร่ยื่นขามาเตะได้ทุกเมื่อ เพราะใกล้กันมาก

น้าชาติ จึงประกาศนโยบายเด็ดขาดมาก แปรสนามรบเป็นตลาด เป็นมิตรกับเพื่อนบ้าน บุคลิกน้าชาติ ก็เป็นแบบ “โนพล็อบเบลม” ทำปัญหาใหญ่เป็นปัญหาเล็ก ไม่ใช่ทำปัญหาเล็กให้ใหญ่ ที่ใหญ่ก็เลยบานไม่หุบ

ยุคน้าชาติเลยเป็น ยุคทอง ทั้ง ลาว เขมร พม่า เวียดนาม คนไทยไปค้าขายได้หมด บรรยากาศรอบเพื่อนบ้านก็สงบ ผู้คนชายแดนไปมาหาสู่ฉันพี่น้อง

น้าชาติ ยังสอน ดร.สุรเกียรติ์ อีก ว่า เรื่องความสัมพันธ์ทางการทูตนั้น ต้องเปิดทางให้เดินไว้เสมอ ปิดประตูหน้าก็ เปิดประตูหลัง ปิดประตูหลังก็ต้องเปิดประตูห้องครัว ปิดประตูห้องครัว ก็จงเปิด ประตู หน้าต่างไว้

แต่ไม่รู้ยุคนี้เป็นไง เก่งจัง ทำตลาดเป็นสนามรบ ทะเลาะกับเพื่อนบ้านหมด ร้อนปรอทแตก ล่าสุดก็กรณี กษัตริย์นโรดม สีหมุนี แต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาส่วนตัว ฮุนเซน และที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลเขมร ตามด้วยแถลงการณ์ ไม่ส่งทักษิณเป็นผู้ร้ายข้ามแดน อ้างม.3 ในสนธิสัญญา เป็นคดีการเมือง ไม่ต้องส่ง

จนป่านนี้ ทักษิณก็ยังอยู่ดูไบแต่ ฮุนเซนบอก มาได้ทุกเมื่อ เพราะต้องช่วย เพื่อนยามยาก

เมื่อไทยเรียกทูต ประศาสน์ประศาสน์วินิจฉัย กลับทันที ก็ถือว่ารุนแรงมาก และกัมพูชา ก็ตอบโต้ในระนาบเดียวกัน เรียกนาง ยู ออย ทูตกัมพูชา กลับทันทีเช่นกัน ทั้ง 2 ประเทศตอนนี้เหลือแต่เจ้าหน้าที่ทูต

เหลืออีกด่าน ปิดพรมแดน และ ปิดสถานทูตถาวร ไปเลย ระหว่างนี้ กษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ออกมาย้ำอีก จะต้องทบทวนข้อตกลงในเรื่องต่าง ๆ ระหว่าง 2 ประเทศใหม่ ล่าสุดจะยกเลิกเอ็มโอยูเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล และยังไม่รู้จะมีอะไรตามมาอีก ???

การค้าชายแดนเลยสะดุด ถึงไม่ปิดสนิท ชาวภูมิสรอล ศรีสะเกษ เตรียมย้ายหนีภัยสงคราม ธุรกิจที่ไทยไปลงในกัมพูชาเกือบแสนล้าน ทั้งโรงแรม สนามกอล์ฟ โรงไฟฟ้า ร้านอาหาร และอื่น ๆ กำลังลูกผีลูกคน

พวกประธานหอการค้า สภาอุตสาหกรรม ธนาคารไทย ดาหน้าออกมาหนุนที่รัฐบาลเรียกทูตกลับ

บอกให้รักษาศักดิ์ศรีก่อน !!!

ฮุนเซน บอกว่า ที่ไม่ส่งตัวทักษิณ เพราะเป็นคดีเกี่ยวเนื่องจากการปฏิวัติ 19 ก.ย. แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ ยันเป็นคดีอาญา ถ้าแม้วไปอยู่ ต้องส่งตัวมา ขอไป ฮุนเซน คงไม่ให้ตามที่แถลง

ปีหนึ่งไทยค้ากับกัมพูชาเกือบ 2 หมื่นล้าน ส่วนใหญ่ไทยได้เปรียบดุลการ ค้า ไม่นับพวกเข้าบ่อนที่เอาเงินไปทิ้ง ยังไม่รู้ความตึงเครียดนี้ จะพัฒนาไปยังไง เพราะรัฐบาลไทยแข็งกร้าวมาก ปิดแทบทุกประตู ในทันที

เสียดาย นายกฯ มาร์ค ฟังแต่คนนอกพรรค เชื่อหัวปักหัว เชื่อทุกอย่าง ให้เปลี่ยนโผตำรวจก็เปลี่ยน ให้ท้าเขมรรบ ก็รบ ถ้าเรื่องเขมร ปรึกษา ดร.ไกรศักดิ์ ลูกชายน้าชาติบ้าง

คงไม่เป็นแบบนี้.

ดาวประกายพรึก

'อภิสิทธิ์' ได้ใครล่ะเสีย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_45681

"ผมก็ไม่แน่ใจว่า จะทำอะไรได้บ้าง และยิ่งประเทศนั้นบอกว่า ไม่ยอมกักตัวให้เรา เราจะไปทำอะไรเขาได้"

โดยน้ำเสียงสะท้อนอาการหนักใจของนายศิริศักดิ์ ติยะพรรณ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีต่างประเทศ พูดถึงคิวที่สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงที่สนามบินพนมเปญให้ได้ยินกันไปทั่วโลกว่า ในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย จะเดินทางเข้าประเทศกัมพูชา

เพื่อปฏิบัติภารกิจในฐานะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเขมรอย่างเป็นทางการ

ฝ่ายปฏิบัติ ผู้มีหน้าที่โดยตรงออกอาการหนักใจ


สวนทางกับท่าทีขึงขังของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ประสานเสียง "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง

ส่งสัญญาณเสียงกร้าวๆ หากอดีตนายกฯทักษิณมากัมพูชาจริง รัฐบาลก็จะทำเรื่องขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ลากคอมาดำเนินคดีในเมืองไทย

เทกแอ็กชั่นไว้ก่อน ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าขอไปก็ฟาวล์


โดยอาการของนายกฯฮุน เซน ที่ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวกับมาตรการกดดันขั้นรุนแรงจากรัฐบาลประชาธิปัตย์ ประกาศยั่วกันเป็นนัยๆ ย้ำกันเป็นรอบที่สาม พ.ต.ท.ทักษิณไม่ใช่อาชญากร

ไม่ใช่ก่อการร้าย แต่เป็นที่แน่ชัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเหยื่อทางการเมือง

"ทักษิณ" ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย

ตามนัยลึกๆแล้ว คนที่สะดุ้งกว่าใครน่าจะเป็นนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่มีชื่อพ่วงอยู่ในสำนวนคดีก่อการร้ายร่วมกับม็อบพันธมิตรฯยึดสนามบิน

เจอมุก "กุ๊ยเขมร" แย็บใส่ให้เจ็บๆคันๆ

แต่นั่นก็ไม่น่าฉุนกึกเท่ากับบทซ่าของนายกฯฮุน เซน ท้าแลกหมัดซึ่งๆหน้า


หากไทยต้องการปิดพรมแดนก็ปิดไปเลย ผลเสียจะเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย หากไทยสั่งปิดพรมแดน กัมพูชาก็จะสั่งปิดเหมือนกัน การค้าระหว่างไทยกับกัมพูชาก็จะปิดตัวลง

ลีลาเหมือนกับวัดดวงกันไปเลย ใครจะเสียหายมากกว่า

ฮุน เซน ตั้งใจเปิดเกม "ยั่ว"

แน่นอนในอารมณ์ ณ ห้วงนี้ ก็ถือว่าเข้าทางเหมือนกัน ในจังหวะตีกิน "อภิสิทธิ์" เล่นบทตอบโต้แบบถึงลูกถึงคนกับเขมร สะใจกองเชียร์

ขี่กระแสชาตินิยม ปั่นแต้มโพลดีดขึ้น 2-3 เท่าตัว


ยังไม่นับผลพลอยได้ อย่างน้อยๆก็ลากยาวข่าว กลบกระแสความล้มเหลวด้านการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เสียงวิจารณ์ยุทธศาสตร์ไทยเริ่มไม่เข้มแข็งตามเป้าที่วางไว้ แถมยังแทรกคิวด้วยข่าวทุจริต

ไหนจะปมวุ่นๆในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่แย่งกันเสียบโพย

รับค่ามัดจำเก้าอี้บิ๊กสีกากีกันปากมันแผล็บ

โดยจังหวะปั่นเกมชาตินิยมลุยกับนายกฯฮุน เซน ตอกหมุดย้ำภาพยี่ห้อ "ทักษิณ" ตัวเป็นไทยใจเขมร "อภิสิทธิ์" เดินแต้มต่อตีกินนิ่มๆ

ฉกฉวยแต้มเฉพาะหน้าไปได้เนื้อๆ


แต่คำถามอยู่ที่ว่า ในระยาวแล้วประเทศชาติและประชาชนคนไทยจะได้อะไรกับเกมนี้

นอกเหนือจากอาการสะใจ กระแสชาตินิยม

กระทืบ "ทักษิณ" ในฐานะพระยาละแวกกลับชาติมาเกิด ให้จมธรณี


ประเมินกันง่ายๆ ในฐานะที่ประเทศไทยได้เปรียบดุลการค้ากับกัมพูชาปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยสถานะของผู้กอบโกย

คนที่สูญเสียประโยชน์ย่อมอยู่ที่ฝั่งไทยมากกว่า

ไม่ต้องพูดถึงพวกปลาซิวปลาสร้อย พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่ทำธุรกิจค้าขายอยู่ตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาที่จะขาดรายได้

เพราะนั่นนับว่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับคิว "เจ้าสัวสะอื้น"

เปิดบัญชีธุรกิจของไทยที่ขยายการลงทุนมูลค่ามหาศาลอยู่ในกัมพูชา ไล่ไปทั้งยี่ห้อ ซี.พี. ปตท. ปูนซิเมนต์ไทย ไทยนครพัฒนา ธุรกิจในเครือของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ฯลฯ

หลักพันหลักหมื่นล้านทั้งนั้น

ถ้าเกิดคิวลุยกันแบบ "ล้มโต๊ะ" ระหว่างไทยกับกัมพูชา มีหวังปาดเหงื่อกันไม่ทัน


อะไรไม่ว่า กับบทเด็กทะเลาะกัน ที่บรรดาลูกแถวประชาธิปัตย์เปิดเกมปลุกผีพนันให้พร้อมใจกันแบน ยุให้เซียนคนไทยเลิกเข้าบ่อนชายแดนเขมร เพื่อกดดันให้บ่อนเจ๊งไป

พูดเหมือนไม่รู้ว่า บ่อนตามชายแดนกัมพูชาก็ธุรกิจของคนไทยเป็นเจ้าของทั้งนั้น

เผลอๆไล่ดูอาจมีชื่อคนที่ประชาธิปัตย์คุ้นๆเอี่ยวอยู่ด้วย.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ทักษิณถึงเขมร สื่อเทศยัน รับตำแหน่ง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_45755

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ช่างภาพเอเอฟพี รายงานว่า อดีตนายกฯทักษิณ เดินทางถึงกรุงพนมเปญ แล้ว เพื่อรับตำแหน่งที่ปรึกษาฯ "สุเทพ" เชื่อ อดีตนายกฯจะใช้พื้นที่ กัมพูชา ทำร้ายประเทศ-จิตใจคนไทย โยน รมว.ต่างประเทศดำเนินการ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างช่างภาพเอเอฟพี รายงานเมื่อวันที่ 10 พ.ย.เวลา 09.49 น.ตามเวลาในประเทศไทยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเดินทางถึงกรุงพนมเปญ ในประเทศกัมพูชาแล้ว เพื่อเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจกับรัฐบาลกัมพูชา

นายเคียว กันยาฤทธิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวสารกัมพูชา ในฐานะโฆษกรัฐบาล แถลงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เพิ่งเดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร กัมพูชาหวังว่าจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจของเขา และมั่นใจว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจกัมพูชา ขณะที่ช่างภาพของสำนักข่าวเอเอฟพีที่อยู่ในเหตุการณ์รายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เดินลงจากเครื่องบินส่วนตัวขนาดเล็กที่ท่าอากาศยานนานาชาติพนมเปญ จากนั้นเดินทางเข้าเมืองหลวง โดยมีขบวนรถคุ้มกันอย่างแน่นหนา พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลกัมพูชาให้ทำหน้าที่ที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และมีกำหนดบรรยายเรื่องเศรษฐกิจระหว่างที่อยู่ในกรุงพนมเปญ

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชากล่าวถึงกรณีที่ทางการไทยเตือนจะปิดชายแดนหาก กัมพูชาไม่ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเมื่อเดินทางถึงกัมพูชาว่า กัมพูชาไม่เป็นห่วง และจะไม่ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับไทย โดยได้ประกาศเรื่องนี้ไว้ชัดเจนแล้ว

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 07.45 น . วันเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ไทม์ส ออนไลน์ จาบจ้วงสถาบัน ว่า การกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นการกระทำที่มิบังควรและเป็นการกระทำที่ทำร้ายจิตใจคนไทยมาก ตนคิดว่าคนไทยคงไม่สามารถที่จะทนทานได้ในสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูด อย่างไรก็ตามการที่ พ.ต.ท.ทักษิณไปพูดทำให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันที่คนไทยเทิดทูน กระทรวงการต่างประเทศจะต้องชี้แจงเพื่อเป็นการปกป้องสถาบันที่เคารพรัก ของคนไทย และให้ประชาชนชาวโลกได้รู้ความจริงว่า สถาบันพระมหากษัตริย์มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือ ต้องชี้แจงให้สื่อต่างประเทศเข้าใจว่าสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดเป็นการกระทำเพื่อตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณเองโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริง รัฐบาล ต้องดูว่ามีหนทางใดที่จะต้องย้ำให้คนรู้ว่าสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะไปอยู่กัมพูชาโดยมีความพยายามที่จะไปตั้งหลักที่จะทำร้ายประเทศไทย สำหรับข้อกฎหมายที่จะดำเนินการกับ พ.ต.ท.ทักษิณต้องให้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

เมื่อถามว่า มีรายงานข่าวชัดเจนหรือไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางเข้าไปในประเทศกัมพูชา วันที่ 10 พ.ย.นี้ นายสุเทพ กล่าวว่า ยังติดตามข่าวอยู่ ฝ่ายข่าวยังไม่มีการยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางเข้าไปกัมพูชาหรือไม่ ตนไม่ทราบจริง ๆ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปไหนมาไหน ตนเดาใจ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ เพราะเขาทำอะไรที่คนไทยธรรมดาไม่คิดจะทำ ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางเข้ากัมพูชาจริง ๆ แต่ กัมพูชาไม่ยอมส่งตัวให้รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า มีขั้นตอนตามกฎหมายระหว่างประเทศดำเนินการกันอยู่แล้ว มีวิธีการปฏิบัติทางการทูตที่ สามารถปฏิบัติได้ตามลำดับ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนรายละเอียดต้องถามทางกระทรวงการต่างประเทศ

ต่อข้อถามว่า จะดำเนินการอย่างไร ในบันทึกข้อตกลงว่าความร่วมมือในด้านอื่นๆ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ เช่น การ ก่อสร้างถนนตามแนวบริเวณชายแดน นายสุเทพ กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่าการให้ความช่วยเหลือที่เป็นการช่วยเหลือประชาชนยังคงดำรงอยู่ แต่ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลสองประเทศที่ไม่ส่งผลตรงต่อประชาชนจะต้องมีการทบทวน ส่วนบันทึกความร่วมมือจะมีทั้งหมดกี่ฉบับคงต้องถามทางกระทรวงการต่างประเทศ ตนมีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับความมั่นคงเท่านั้น คิดว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันเดียวกันนี้ กระทรวงการต่างประเทศคงจะมีการ เสนอเข้าที่ประชุมครม. ตนก็จะร่วมพิจารณาด้วย คิดว่าจะไม่เป็นการพิจารณาแบบพวกมาลากไป เพราะในครม.พิจารณากันด้วยเหตุ ด้วยผล นายกรัฐมนตรีใช้หลักการ ใช้เหตุผลในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ได้ทำด้วยอารมณ์ไม่ต้องกังวลใจ


นายสุเทพ เทือกสุบรรณ


เมื่อถามว่าที่บอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะใช้พื้นที่กัมพูชาทำร้ายประเทศ ได้มีการประเมินไว้อย่างไรบ้าง นายสุเทพ กล่าวว่า จากท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณที่แสดงออกมาอย่างต่อเนื่อง ตนจึงคิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณน่าจะตั้งใจใช้พื้นที่ในประเทศกัมพูชามาเป็นฐานที่มั่นในการ ดำเนินการกับประเทศไทย ส่วนจะถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะดำเนินการอย่างไรกับประเทศไทยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการจับตาต่อไป ตนเห็นแล้วว่าสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณทำอะไรที่เป็นลักษณะเตรียมการเป็นผลร้ายกับประเทศไทยแน่นอน ผู้สื่อข่าวถามว่า การเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในช่วงนี้เกี่ยวข้องกับการที่ศาลจะมีการพิจารณาคดียึดทรัพย์ในวันที่ 12 พ.ย. หรือไม่ จึงต้องมีการเคลื่อนไหวรอบๆ ประเทศ นาย สุเทพ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่ตนอ่านที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์กับไทม์ส ออนไลน์ เห็นชัดเจนว่า มุ่งเป้าไปที่ผลประโยชน์ของตัวเองชัดเจน อะไรก็ได้ขอให้ได้ผลประโยชน์ของตัวเองคืนมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางการเมืองมีข้อห้ามอยู่แล้วว่า ประเทศที่เป็นมิตรกันจะให้ใครไปใช้พื้นที่โจมตีอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ นายสุเทพ กล่าวว่า เราต้องแสดงย้ำให้รัฐบาลกัมพูชาตระหนักว่า การให้ที่พักพิงกับ พ.ต.ท.ทักษิณและให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มาทำร้ายประเทศไทยเป็นการฝ่าฝืนแนวทางปฏิบัติระหว่างประเทศอย่างชัดเจน เมื่อถามว่า ได้มีการติดต่อกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องตนไม่ได้ติดต่อกับนายฮุนเซน ครั้งสุดท้ายที่พบกันก็ช่วงที่มาประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงคนอื่น ๆ ในกัมพูชา ต่อข้อถามว่าจะรวมไปถึงการปิดด่านที่กัมพูชาหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายกับตนชัดเจนว่าเรื่องที่ดำเนินการในเรื่องของการ เมืองระหว่างประเทศ หรือเรื่องการทูต แต่ให้ตนได้ดูแลด้านความมั่นคง เรารักษาอธิปไตยของเราไม่ให้มีการรุกล้ำ ดูแลความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุข ฉะนั้นจุดยืนฝ่ายความมั่นคงจะไม่ไปปิกด่าน เพราะประชาชนที่อยู่ตามแนวชาย แดนเขานับญาติไปมาหาสู่ ค้าขายกัน จึงพยายามที่จะให้ทั้งสองประเทศใช้ชีวิตตามปกติ เรา จะทำให้ดีที่สุด

ต่อข้อถามว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีโดยเรียกร้องให้ยกเลิกพันธกรณี และเรียกร้องให้มีการผลักดันชาวกัมพูชาที่อยู่บริเวณพื้นที่ทับซ้อนออกไป นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่ทราบรายละเอียดเรื่องที่มายื่นนายกรัฐมนตรี ถ้า นายกรัฐมนตรีพิจารณาอย่างไรก็สั่งการมาที่พวกตนเอง ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ากัมพูชาไม่ทำตามข้อเสนอของฝ่ายไทยเราจะมีวิธีการปฏิบัติที่รุนแรงขึ้น หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า การดำเนินการตามขั้นตอนทางการทูตระหว่างประเทศมีลำดับอยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้ชี้แจง และรัฐบาลคงต้อง อธิบายให้ชาวโลกได้เข้าใจว่าเรารักสันติ ปรารถนาที่จะคบค้าสมาคมกับเพื่อนบ้านด้วยมิตรไมตรี แต่บังเอิญรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านได้ไปให้ที่พักพิงกับคนที่จะทำร้าย ประเทศเรา ทำร้ายประชาชน ทำร้ายสถาบันของเรา ฉะนั้นเราจำเป็นต้องพูดออกไป เมื่อ ถามว่า กรมสอบสวนคดีพิเศา (ดีเอสไอ) จะดูการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณทางไทม์ส ออนไลน์เป็นคดีพิเศษ เรื่องนี้ทางรัฐบาลได้กำชับอะไรหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนจะยังไม่พูด ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทำงานกันไปก่อน เมื่อถามอีกว่าสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น รัฐบาลจะทำอย่างไรให้ลดลง นายยุเทพ กล่าวว่า ตนก็อยากจะลดทุกวัน

เสื้อแดงท้ามาร์ค ยุบสภา แลกยุติการชุมนุม

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_45675

"ณัฐวุฒิ"ฉะรัฐบาลวางแผนปลุกกระแสคลั่งชาติหวังทำลาย"ทักษิณ-ชวลิต-เสื้อแดง"ยัดเยียดข้อหาขายชาติ ยื่นคำท้าให้รัฐบาลยุบสภาวันนี้ แลกกับการยุติการชุมนุมของเสื้อแดงโดยสิ้นเชิง....

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มนปช. แถลงถึงกรณีรัฐบาลกัมพูชาตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชาว่า สิ่งที่รัฐบาลทำคือ การปลุกกระแสชาตินิยม สร้างความรู้สึกคลั่งชาติ เพื่อยัดเยียดข้อกล่าวหาร้ายแรงให้พ.ต.ท.ทักษิณ คนเสื้อแดง และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เป็นการใช้ยุทธวิธีกินสามต่อเข้าฮอสคือ ยัดเยียดข้อหาขายชาติ ทรยศแผ่นดินให้พ.ต.ท.ทักษิณ คนเสื้อแดง และพล.อ.ชวลิต เพื่อทำลายลงไปในคราวเดียวกัน อย่างไรก็ตามยืนยันว่า คนเสื้อแดงไม่มีใครมีความคิดเช่นนั้น และพร้อมจะปกป้องเกียรติยศประเทศไทย เชื่อมั่นว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีเจตนาตามที่กล่าวหากัน เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนไทย ไม่มีเจตนาร้ายต่อบ้านเมือง

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ส่วน พล.อ.ชวลิต ที่ไปเชื่อมสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านก็มีเจตนาดี เพื่อเติมเต็มช่องว่างของรัฐบาลที่ล้มเหลวสิ้นเชิงในนโยบายต่างประเทศ เพราะรัฐบาลนี้มีรมว.ต่างประเทศทำหน้าที่จิ๊กโก๋ทวงหนี้นอกระบบคือ เดินสายกดดันไล่บี้ทุกประเทศที่มีไมตรีต่อพ.ต.ท.ทักษิณ โดยไปตามทวงถามกดดันทุกประเทศ ส่งผลให้นโยบายด้านต่างประเทศล้มเหลว และการตั้งพ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชาเป็นความพยายาม ของประเทศที่ประสบปัญหาความยากจนที่เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณสามารถแก้วิกฤตเศรษฐกิจได้ อยากเรียกร้องให้รัฐบาลละทิ้งความอิจฉา พยาบาท มองโลกแง่ดี การที่เพื่อนบ้านให้การยอมรับคนไทย เป็นโอกาสดีที่ไทยจะได้สร้างความยอมรับนับถือ ทำไมเราไม่สร้างรักให้เป็นรั้ว ทำไมรัฐบาลคิดได้แต่จะรื้อรั้วทำลายความปรารถนาดีระหว่างกัน

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ส่วนการกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาให้กัมพูชาแล้วจะนำข้อมูลความลับไปบอกกัมพูชา จนต้องยกเลิกเอ็มโอยูระหว่างสองประเทศ เป็นข้อกล่าวหาที่สะท้อนความเป็นเด็ก ความไร้วุฒิภาวะของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี เพราะเอ็มโอยูระหว่างประเทศเป็นการทำกันอย่างเปิดเผย บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน ไม่ใช่แอบตกลงหรือหมกเม็ดใดๆไว้ จึงเป็นการอ้างเอาแต่ได้ ให้ร้ายหน้าด้านๆ การไปกล่าวหาเขาทั้งที่เขาไม่ได้ทำ ถือว่าชั่วกว่า เลวที่สุด หากรัฐบาลชุดนี้ห่วงใยการนำข้อมูลรัฐบาลไทยไปให้เพื่อนบ้าน ก็ขอตั้งคำถามว่า รัฐบาลจะมีท่าทีอย่างไรในกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยึด ทำเนียบรัฐบาล แล้วขโมยฮาร์ดดิสก์ข้อมูลเรื่องความมั่นคงประเทศไทยของฝ่ายความมั่นคงหายไป ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ปรากฏว่า มีการส่งคืนหน่วยงานรัฐ หรือมีการก็อปปี้ข้อมูลไปให้ผู้ไม่ปรารถนาดีต่อประเทศไทยหรือไม่ และเรียกว่าการขายชาติใช่หรือไม่

แกนนำ นปช.กล่าวด้วยว่า ส่วนที่เอแบคโพลระบุว่า ความนิยมของนายอภิสิทธิ์เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าหรือ 60%จากท่าทีที่มีต่อประเทศกัมพูชานั้น อยากถามว่า โพลนี้รับงานใครมาหรือไม่ สามารถอธิบายได้หรือไม่ว่า มีการสำรวจข้อมูลอย่างไร จึงขอประกาศไปยังนายอภิสิทธิ์ว่า ถ้าโพลนี้เชื่อถือได้ ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ตัดสินยุบสภาเดี๋ยวนี้ เพื่อเลือกตั้งใหม่ ซึ่งในนามคนเสื้อแดงขอประกาศเลยว่า ถ้านายอภิสิทธิ์ประกาศยุบสภาวันนี้ทันที คนเสื้อแดงจะประกาศยุติการชุมนุมขับไล่รัฐบาลในปลายเดือนพ.ย. และยุติการชุมนุมขับไล่นายกฯและรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่โดยทันที จะไม่มีการระดมผู้คนมาเป็นล้านเพื่อขับไล่รัฐบาล นี่ไม่ใช่การร้องขอ แต่เป็นการยื่นคำท้าต่อรัฐบาล ส่วนกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณจะไปบรรยายเรื่องเศรษฐกิจให้นักธุรกิจกัมพูชาฟังใน วันที่ 12 พ.ย.นั้น ก็เป็นการบรรยายเรื่องเศรษฐกิจโลกที่พ.ต.ท.ทักษิณเคยไปบรรยายในหลายประเทศ แม้กระทั่งนักธุรกิจไทยเองก็ยังทวิตข้อความมาปรึกษาพ.ต.ท.ทักษิณเรื่อง เศรษฐกิจถึงพันกว่าราย โดยพ.ต.ท.ทักษิณยืนยันว่า มีการประสานงานมาให้ไปบรรยายที่กัมพูชาจริง แต่จะยืนยันอย่างไร ต้องรอพ.ต.ท.ทักษิณให้การยืนยันในรายการ ทักษิณไลฟ์เรดิโอ ในวันที่ 10 พ.ย.นี้.

‘พลเมืองเน็ต’ ร้องขอความชัดเจนกรณีใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จับกุมผู้ใช้อินเตอร์เน็ต

ที่มา ประชาไท

เครือข่ายพลเมืองเน็ตออกแถลงการณ์หวั่นวิธีการเข้าถึงอีเมล์ของเจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิของบุคคลซึ่ง รธน.คุ้มครอง เรียกร้องให้ปฏิรูป พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะ ม.14 ชี้เปิดช่องให้นำไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองและลิดรอนสิทธิเสรีภาพได้ง่าย พร้อมเรียกร้องให้มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

วานนี้ (9 พ.ย.) เครือข่ายพลเมืองเน็ตออกแถลงการณ์เรื่อง “เรื่อง การร้องขอความชัดเจนกรณีใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จับกุมผู้ใช้เน็ตในเดือนตุลาคม 2552” กรณีที่มีการควบคุมตัวนายณัฐ สัตยาภรณ์พิสุทธิ และกรณีควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 3 ราย ในข้อหากระทำผิดมาตรา 14 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยมีรายละเอียดของแถลงการณ์ดังนี้
แถลงการณ์
เรื่อง การร้องขอความชัดเจนกรณีใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จับกุมผู้ใช้เน็ตในเดือนตุลาคม 2552
สืบเนื่องจากกรณีดังต่อไปนี้ (ตัวหนาเน้นโดยเครือข่ายพลเมืองเน็ต)
1. พนักงานสอบสวนดีเอสไอควบคุมตัว นายณัฐ สัตยาภรณ์พิสุทธิ อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไปยื่นคำร้องฝากขังต่อศาลอาญาในวันที่ 13 ตุลาคม 2552 โดยคำร้องฝากขังระบุว่า พนักงานสอบสวนดีเอสไอได้ขออนุญาตศาลอาญาเข้าถึงข้อมูลในอีเมลของ นายอีมิลิโอ เอสเทแบน (Emilio Esteban) อายุ 46 ปี ชาวอังกฤษ ผู้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีลักษณะหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ไว้ในเว็บบล็อก โดยใช้อินเทอร์เน็ตจากประเทศสเปน จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า วันที่ 21-23 ก.ค.2552 ได้มีอีเมลของ นายณัฐ ผู้ต้องหา ส่งข้อมูล ภาพ และเสียงที่มีลักษณะหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ให้กับ นายอีมิลิโอ จำนวน 3 คลิป ซึ่งเป็นคลิปเดียวกันกับที่มีการเผยแพร่ในเว็บบล็อกของ นายอีมิลิโอ พนักงานสอบสวนจึงขออนุมัติหมายจับนายณัฐต่อศาลอาญา (อ้างอิงข่าว นสพ. เอเอสทีวี ผู้จัดการ วันที่ 15 ตุลาคม 2552
2. เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 3 ราย ในข้อหากระทำผิดมาตรา 14 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (“พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์”) คือ “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกต่อประชาชน” เมื่อปลายเดือนตุลาคม และต้นเดือนพฤศจิกายน 2552 ซึ่งการจับกุมดังกล่าวมีขึ้นหลังจากกรณีข่าวลือในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นักลงทุนจำนวนมากตื่นตระหนกจนพากันเทขายหุ้นระหว่างวันที่ 13-15 ตุลาคม 2552 (อ้างอิงข่าว นสพ.คมชัดลึก วันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 – http://www.komchadluek.net/detail/20091103/35639/รวบเสี่ยโต๊ะสนุกชลผู้ต้องหาทุบหุ้นอีก.html)
เครือข่ายพลเมืองเน็ตเห็นว่า การเข้าถึงอีเมลของนายอีมิลิโอตามข้อหนึ่ง และกระบวนการสืบค้นตัวและจับกุมผู้ต้องหาอีกสองรายตามข้อสอง อาจเป็นการใช้อำนาจรัฐและพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (“พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์”) โดยละเมิดสิทธิของบุคคลในความเป็นอยู่ส่วนตัวและเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 35 และ มาตรา 36
ส่วนในกรณีหลังคือการจับกุมผู้ต้องสงสัย 3 รายโดยอ้าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นั้น อาจเป็นการใช้กฎหมายในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชนเช่นเดียวกัน เนื่องจากผู้ต้องหาอาจไม่รู้ว่าข่าวลือที่นำมาส่งต่อนั้นเท็จจริงหรือไม่อย่างไร ทั้งอาจไม่มีเจตนาที่จะก่อความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อความตื่นตระหนกแก่ประชาชน เครือข่ายพลเมืองเน็ตเห็นว่า กรณีเดียวที่อาจพิสูจน์ได้ว่าผู้ต้องหามีเจตนาเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จนั้น คือกรณีที่ผู้ต้องหาดังกล่าวมีส่วนในการสร้างราคาหุ้น อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (“พ.ร.บ.หลักทรัพย์”)
จากกรณีที่เกิดขึ้น เครือข่ายพลเมืองเน็ตจึงมีข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
1. ขอให้รัฐเปิดเผยว่าเข้าถึงอีเมลของนายอีมิลิโอด้วยวิธีการใด ใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับใด เนื่องจากอาจเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในความเป็นอยู่ส่วนตัวและเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน
2. ขอให้รัฐเปิดเผยแนวทางการดำเนินคดีสร้างราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อมิให้ประชาชนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเกิดความตื่นตระหนก และคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการสื่อสารภายในหมู่ประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญได้ให้ความคุ้มครองไว้
3. ขอให้รัฐพยายามจับกุมผู้กระทำความผิดที่แท้จริง มิใช่จับกุมตัวกลาง (intermediaries) หรือ “ผู้ให้บริการ” เนื่องจากการดำเนินการกับตัวกลางจะส่งผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ต่างๆ มากมายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อีกทั้งยิ่งจะทำให้การจับกุมผู้กระทำความผิดยุ่งยากลำบากมากขึ้น ซึ่งล้วนเป็นผลเสียต่อสาธารณะ
สุดท้ายนี้ เราขอให้สื่อมวลชนทุกแขนงรวมถึงสาธารณชน ร่วมกันตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ และแสดงจุดยืนเรียกร้องให้มีการปฏิรูป พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะมาตรา 14 ซึ่งมีความคลุมเครือจนเปิดโอกาสให้นำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้โดยง่าย รวมถึงร่วมผลักดันการออกกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถแยกแยะระหว่างการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก กับผู้มีเจตนาใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการทุจริต ได้อย่างเที่ยงตรงและชัดเจนกว่าที่แล้วมาในอดีต
ด้วยความเชื่อมั่นในสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของพลเมือง
เครือข่ายพลเมืองเน็ต
วันที่ 9 พฤศจิกายน 2552

เกียวโดตีข่าว “ทักษิณ” นั่งบินเจ็ตจากอินเดียถึงเขมรแล้ว

ที่มา thaifreenews

สำนักข่าวเกียวโดรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวรัฐบาลระดับอาวุโสว่า
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยได้เดินทางถึงกัมพูชาแล้ว
วันนี้ ด้วยเครื่องบินเจ็ตจากอินเดีย
และมีกำหนดการณ์เข้าพบกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
และนักเศรษฐศาสตร์ขาวกัมพูชากว่า 300 คนในวันที่ 12 พ.ย.นี้

http://www.dailyworldtoday.com/hotnews.php?hotnews_id=20808





ทักษิณ ถึงกรุงพนมเปญ กัมพูชาแล้ว

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย
เดินทางลงจากเครื่องบินมาถึงสนามบินในฐานทัพทหาร กรุงพนมเปญ กัมพูชาแล้ว เพื่อรับตำแหน่งที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ ก่อนที่จะขึ้นรถ
ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาจัดให้มารับเพื่อร่วมประชุมด้านเศรษฐกิจ (10 พ.ย.)

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1257825517&grpid=02&catid=
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันนี้ เวลา 11:43:26 am โดย Porsche »