WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, November 11, 2009

ปล่อยแม้วให้ร้าย บัวแก้วขู่ ลดสัมพันธ์เขมรอีก

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_45963

บัวแก้ว ขู่ ลดระดับความสัมพันธ์ทางการฑูตเขมร เพิ่มอีก หากปล่อย "ทักษิณ" พูดทำให้ประเทศหรือบุคคลสำคัญของไทย ได้รับความเสียหาย ยัน กต.และตำรวจสากล ส่งคำร้องให้จับกุมตัว "แม้ว" ชั่วคราว ไปทางฝ่ายกัมพูชา เช้านี้ ...

นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐออนไลน์ ยืนยัน ทางกระทรวงการต่างประเทศ ได้ส่งคำร้องขอให้ทำการจับกุมตัวชั่วคราว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปยังอุปฑูตไทย ในประเทศกัมพูชา เพื่อส่งต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา ให้ดำเนินการ จับกุมตัวและส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาให้ทางการไทย ตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ในช่วงเช้าวันนี้แล้ว ซึ่งตามขั้นตอนทางฝ่ายกัมพูชา จะต้องรับคำร้องและควรจะดำเนินการจับกุม พ.ต.ท.ทักษิณ ทันที ก่อนนำตัวไปขึ้นศาลและพิจารณาไปตามกระบวนการของกฎหมายตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป

นอกจากนี้ ล่าสุดตนเอง ยังได้รับทราบมาอีกว่า ทางตำรวจสากล ได้ส่งคำร้องจับกุมตัวชั่วคราว ไปยัง ตำรวจสากล ของ กัมพูชา เพื่อให้ดำเนินการควบคุมตัว พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี นายพนิช ยอมรับว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศ มีความกังวลว่า อาจจะไม่ได้รับความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวจากทางฝ่ายกัมพูชา เนื่องจาก นายกรัฐมนตรีฮุนเซน ได้ออกมายืนยันก่อนหน้านี้ แล้วว่า จะไม่ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ มาให้กับทางการไทย แต่อย่างไรก็ดี หากเป็นเช่นนั้นจริง ทางฝ่ายกัมพูชา จะต้องชี้แจงถึงเหตุผลมาให้ทางฝ่ายไทยได้รับทราบว่าติดขัดในข้อกฎหมายข้อใด

และอีกข้อกังวลหนึ่งก็คือ การที่ทางฝ่ายกัมพูชา อาจใช้วิธีเดียวกับอีกหลาย ๆ ประเทศ ที่เคยไม่ให้ความร่วมมือกับทางการไทยมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยอ้างเพียงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เดินทางเข้ามาในประเทศ หรือ ไปหาแล้วแต่ไม่เจอตัว โดยยกเหตุเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้ชื่อปลอมในหนังสือเดินทาง จึงทำให้มีชื่อไม่ตรงกับเอกสารที่ทางการไทยส่งไปให้ เท่านั้น

ทั้งนี้ นายพนิช ยังได้เตือนรัฐบาลกัมพูชา ว่า ทางฝ่ายไทยอาจมีการพิจารณาลดระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพิ่มเติม อีก หากทางฝ่ายกัมพูชา ปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งในเวลานี้ถือได้ว่าเป็นแขกของรัฐบาลกัมพูชา ไปพูดหรือให้คำแนะนำอะไรที่เข้าข่ายทำให้ประเทศไทยเสียหาย รวมถึงการอาจไปพูดจาหมิ่นบุคคลสำคัญของไทย

ส่วนการที่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่ง ออกมาให้ความเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อาจฉวยโอกาศการเดินทางเข้าประเทศกัมพูชาครั้งนี้ ให้นายกรัฐมนตรีฮุนเซน ควบคุมตัวสักระยะหนึ่ง หลังจากนั้น ก็ใช้ข้ออ้างเรื่องถูกการเคยถูกควบคุมตัวในประเทศกัมพูชา มาทำเรื่อง ขอลดโทษ จำคุกจากคดีทุจริตที่ดินรัชดา กับทางฝ่ายไทย นั้น นายพนิช กล่าวว่า คงไม่สามารถทำได้ เพราะตามกฎหมายคนที่ทำผิดในประเทศใด ก็ย่อมต้องรับโทษไปตามความผิดในประเทศนั้น ๆ อีกทั้งการขอลดโทษ ผู้ที่กระทำความผิดนั้น ในเบื้องต้นผู้ที่ร้องขอ จะต้องรับโทษก่อน จึงจะสามารถไปเดินเรื่องขอลดโทษ ได้ ซึ่งในกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เข้าข่ายทั้ง 2 ข้อ

ทักษิณถึงแผ่นดินกัมพูชาตรงกับวันชาติ เผยเตรียมถกแนวทางแก้จน ปัดทำร้ายประเทศไทย

ที่มา ประชาไท

พนมเปญโพสต์รายงานว่าอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ทักษิณ ชินวัตร เดินทางถึงกัมพูชา ขณะที่บรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างไทยกัมพูชามีแนวโน้มเลวร้ายลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาไม่ระบุทักษิณจะอยู่ถึงเมือ่ไหร่


บรรยากาศฮุนเซนและครอบครัวต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ถ่ายทอดผ่าน www.khmerlive.tv

10 พ.ย. พนมเปญโพสต์รายงานโดยเพิ่มเติมการวิเคราะห์ว่าการเดินทางมายังกัมพูชาของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณนั้นจะทำให้มีแนวโน้มว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาตึงเครียดยิ่งขึ้น โดยอ้างอิงการวิเคราะห์ของ ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติซึ่งกล่าวว่าฮุน เซน นั้นล้ำเส้นทั้งในแง่การเมือง การทูต และกฎหมาย ขณะที่ไทยเองก็มีเรื่องต้องรับผิดชอบในการกระทำของตัวเองในการแต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์เป็นรัฐมนรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งการให้ สม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านได้ปาฐกถาในประเทศไทย และกรณีที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไปประท้วงที่เขาพระวิหารก็เป็นการเติมเชื้อไฟเช่นกัน

พนมเปญโพสต์รายงานว่ามีการคาดหมายว่าทักษิณจะบรรยายเรื่องเศรษฐกิจให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษญกิจชาวกัมพูชาประมาณ 100 คน ในวันพฤหัสบดีนี้ ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชากล่าวกับพนมเปญโพสต์ว่าไม่แน่ชัดว่าทักษิณจะพำนักอยู่ในประเทศกัมพูชาเป็นระยะเวลานานเท่าใด ทั้งยืนยันอย่างหนักแน่นว่ารัฐบาลกัมพูชาจะไม่ส่งตัวทักษิณกลับประเทศไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนอย่างเด็ดขาด (the government will “absolutely not” extradite Thaksin.)

พนมเปญโพสต์อ้างอิงข้อความที่ทักษิณ โพสต์ในเว็บไซต์ส่วนตัวระบุถึงการเดินทางมากัมพูชาว่า ต้องการมาเพื่ออถกประเด็นเรื่องความยากจนและสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และจะพยายามรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยร่วมกับเพื่อนในพนมเปญ ทว่ารัฐบาลไทยก็ยังคงติดตามไล่ล่าตัวเขาไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน พร้อมทั้งกล่าวด้วยว่า เขาจะไม่เดินทางมากัมพูชาเพื่อทำร้ายประเทศไทย แต่ต้องการมาแลกเปลี่ยนทัศนะและประสบการณ์ในการแก้ปัญหาความยากจน และประเด็นเรื่องเศรษฐกิจในภูมิภาคใหม่"

อนึ่งการเดินทางถึงกัมพูชาของอดีตนายกรัฐมนตรีไทยในวันที่ 10 พ.ย.นี้ ตรงกับวันชาติของกัมพูชา โดยกัมพูชาถือเอาวันที่เป็นเอกราชจกการถูกปกครองโดยประเทศฝรั่งเศสเป็นวันชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 เป็นต้นมา สำหรับปีนี้ถือเป็นปีที่ 56 ทางการกัมพูชาจะจัดการเฉลิมฉลองเป็นเวลา 3 วัน และในวันนี้มีพิธีฉลองอย่างยิ่งใหญ่โดยมีพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรี และเจีย ซิม ประธานสภากัมพูชา รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชาร่วมชมการปล่อยบอลลูนและนกพิราบซึ่งเป็นสัญลักษณะของการกำเนิดประเทศและการเป็นประเทศเอกราช

ที่มา: Thailand's Thaksin arrives in Cambodia on controversial visit

Kingdom celebrates independence

ทักษิณ รับผิดปากไว ขอพระราชทานอภัยโทษ ยืนยันเทิดทูนสถาบัน

ที่มา ประชาไท



ทักษิณ กล่าวผ่านรายการวิทยุ Thaksinlive.com แจงเทิดทูนสถาบันไม่เคยคิดเลว ทรยศชาติ ถ้าเมื่อไหร่ไม่จงรักภักดีให้รุมกระทืบได้ ยันเป็นที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาแยกแยะเรื่องความเป็นเพื่อนกับความรักชาติได้ ไม่มีทางทำให้ชาติเสียประโยชน์

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จัดรายการวิทยุผ่านทางThaksinlive.com เวลา 20.30 น. วันที่ 10 พ.ย.ชี้แจงกรณีให้สัมภาษณ์ผ่านเว็บไซต์ไทมส์ออนไลน์ ของหนังสือพิมพ์ เดอะไทม์ในประเทศอังกฤษ ขอพระราชทานอภัยโทษหากคำสัมภาษณ์สร้างความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

"เป็นประเพณีของสื่อมวลชน ที่คนมาสัมภาษณ์ไม่ใช่คนที่พาดหัวข่าว แต่คนที่พาดหัวข่าวคือบรรณาธิกา ร ซึ่งพาดหัวข่าวได้เลวมาก ผมได้จัดการว่าไปแล้วโดยการทำหนังสือประท้วง และบอกให้ไปคุยกันให้เรียบร้อย เนื่องจากสังคมไทยเสียความรู้สึกมาก ทราบว่าขณะนี้เขากำลังเร่งแก้ไขภาย 1-2 วันนี้ เพราะผมแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง ต้องกราบขอโทษประชาชน และกราบขอพระราชทานอภัยโทษพระบรมวงศ์ศานุวงศ์ ทำให้ระคายเคือง"

อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่าไม่เคยคิดเลยว่าจะถูกโจมตีเรื่องดังกล่าว "ถ้าคนอย่างผมไม่จงรักภักดีจะเลือกเรียนนายร้อยทำไม สิ่งเหล่านี้อยู่ในใจตลอดมา พรรคประชาธิปัตย์พยายามหาเรื่องจุดที่ผมถูกถาม ซึ่งเขาถามถึงการเชื่อรัชกาลว่าใครจะขึ้นแทนนั้น ผมไม่ได้คิดอะไรเลย คิดตามหลักความจริงตามหลักมณเทียรบาล โดยไม่ได้หมายถึงพระเจ้าอยู่หัวฯจะเป็นอย่างไร ไม่มีอารมณ์คิดตรงนั้นแม้แต่นิดเดียว กราบวิงวอนขอให้เข้าใจ ผมเคยกราบพระบาทพระเจ้าอยู่หัวตอนเข้าโรงพยาบาล อยากให้พระองค์มีพระชนมมายุเท่าพระอานนท์ คือ 120 ปี ยืนนานเท่าไหร่สังคมไทยจะได้มีความปึกแผ่นมากขึ้น เพราะสังคมไทยไม่ฟังใคร นี่เป็นสิ่งที่ผมพูดอย่างใจจริง"

"ถ้าเมื่อไรผมไม่จงรัก ภักดี พี่น้องรุมกระทืบผมได้เลย ผมรักบ้านเกิดผม ผมรักพระเจ้าอยู่หัว รักพี่น้องคนไทยทุกคน และมได้คิดเรื่องการทำอะไรไม่ดี อย่ามาเล่นลิ้นเล็กๆน้อยๆ กับผม แม้ภาษาอังกฤษของผมจะสู้คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้ แต่หัวใจผมไม่แพ้คุณแน่นอน วันนี้ควรมาแข่งกันทำงานให้บ้านมืองจะดีกว่า ความจริงไม่มีอะไรเลยหากนายอภิสิทธิ์เลิกอาฆาตผม บ้านเมืองจะดีกว่านี้ วันนี้สิ่งที่ผมไปพลาดในการให้สัมภาษณ์คือเขาตั้งคำถามแล้วผมฟังไม่ฉะฉาน แล้วไปตอบเร็วเกินไป ยังไม่ได้ไตร่ตรองคิดเร็วไป เป็นความผิดพลาด ที่ผมจะต้องเอาหัวโขกพื้นเลย ขอบอกเลยครับว่าผมคือคนเดิมไม่เคยคิดเลว ทรยศต่อชาติ ประชาชนและไม่จงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว ผมพร้อมจะกรีดเลือดให้ดูได้เลยว่าผมไม่ได้เป็นคนแบบนั้น และขอกราบพระราชทานอภัยโทษเจ้านายทุกคน หากมีอะไรระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท แล้วผมจะเร่งให้เขาแก้ไข เพราะมันไม่ได้เป็นความผิดของผม แต่เป็นความผิดของหัวข้อความที่เลวมาก" ทักษิณกล่าว

ทั้งนี้เขากล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลพัมพูชาแต่งตั้งให้เขาเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจว่า “ผมแยกออกระหว่างความเป็นคนไทย กับความเป็นเพื่อนกับท่านฮุนเซน เพื่อนก็คือเพื่อนแต่ความเป็นสถาบัน ความรักชาติ ความรักเพื่อนต้องแยกออกจากกันพวกท่านไม่ต้องมาวิตกหรือมาปลุกกระแสชาตินิยม ผมไม่มีทางทำให้ชาติเสียหายหรือเอาความลับอะไรมาขาย มันไม่ใช่วิสัยของผมเพราะผมไม่มีเรื่องเห็นแก่ตัวอะไร ชีวิตผมผ่านอะไรมาเอยะ อย่าคิดว่าเป็นคนเลวอะไร วันนี้พวกคุณจะเอายังไงกับผมอีกยศก็จะถอด เครื่องราชย์ก็จะเอาคืน พาสปอร์ตก็ยึดไปแล้ว ยังมาตามไล่ล่ากันอีก ถ้าพวกคุณมั่นใจก็ยุบสภา เลือกตั้งใหม่เพราะวันนี้อยู่ไปก็ไม่สง่างามหรอกเพราะปล้นเขามาโดยใช้พวกอำมาตย์”

อ่านเต็มๆ คำสัมภาษณ์ของฮุนเซน และการตอบโต้จากกระทรวงการต่างประเทศของไทย

ที่มา ประชาไท

ฮุน เซน ประกาศกร้าว “นี่คือปัญหาระหว่างผมกับอภิสิทธิ์” วิพากษ์นายกฯ ไทยตกเป็นเครื่องมือของทักษิณเองและทำอะไรไม่คิดถึงประโยชน์ชาติ ขู่หากไทยปิดพรมแดน กัมพูชาจะปิดการค้ากับไทย แม้แต่หมูตัวเดียวก็จะไม่ให้เข้าไปขาย ด้านเลขานุการรมต.ต่างประเทศของไทยโต้คำสัมภาษณ์ฮุนเซนถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในอีกครั้ง

000

สรุปเนื้อหาสำคัญในเบื้องต้นของการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวของนายกรัฐมนตรี กัมพูชา ที่ห้องรับรองพิเศษท่าอากาศยานนานาชาติกรุงพนมเปญ ภายหลังจากเดินทางกลับถึงกัมพูชา เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2552 เวลา 16.15 น.

000

“หากไทยสั่งปิดพรมแดนเมื่อใดก็อย่าห้ามเฉพาะคนที่ประสงค์จะข้ามแดน เพราะกัมพูชาก็จะปิดเช่นกันและปิดทางด้านเศรษฐกิจด้วย สั่งห้ามสินค้าไทยทั้งหมดข้ามแดนเข้ามายังตลาดกัมพูชา แม้แต่หมูเพียงตัวเดียวก็จะไม่ให้ข้ามเข้ามา”
เรื่องที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชานี้เป็นปัญหาระหว่างผมกับนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทยในปัจจุบันโดยแท้ ก่อนที่จะพูดขอให้ศึกษาหาความรู้ให้มากกว่านี้เพราะตอนที่ผมเริ่มทำงานการ เมืองนั้นนายกรัฐมนตรีไทยยังเป็นเพียงเด็กวิ่งเล่นอยู่เลย
ตามที่ฝ่ายไทยออกข่าวว่าจะกดดันกัมพูชาด้วยการปิดพรมแดนนั้น “อยากปิดก็ขอให้ปิดไปเลยกัมพูชาก็จะ “เดินตามหลังประเทศไทย” (ทำตามประเทศไทยเพื่อโต้ตอบ) หากไทยสั่งปิดพรมแดนเมื่อใดก็อย่าห้ามเฉพาะคนที่ประสงค์จะข้ามแดน เพราะกัมพูชาก็จะปิดเช่นกันและปิดทางด้านเศรษฐกิจด้วย สั่งห้ามสินค้าไทยทั้งหมดข้ามแดนเข้ามายังตลาดกัมพูชา แม้แต่หมูเพียงตัวเดียวก็จะไม่ให้ข้ามเข้ามา สินค้าต่างๆ ทั้งหลายของไทย กัมพูชาสามารถนำเข้าจากประเทศอื่นๆ ได้ทั้งหมด ขอยกข้อมูลการค้าไทย-กัมพูชา ปี ค.ศ. 2008 มาเป็นตัวอย่าง ไทยส่งสินค้ามาขายกัมพูชา ประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่กัมพูชาส่งออกไปไทยแค่ 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่อย่างไรก็ดี ก็ขอเห็นด้วยกับการที่นายกรัฐมนตรีไทยได้บอกว่ามาตรการต่าง ๆ จะมิให้มีผลกระทบต่อประชาชนสองประเทศเพราะผมเองก็ไม่อยากกระทำเช่นนั้น [ปิดด่านให้เกิดผลกระทบ] ไม่สอดคล้องกับแนวทางความร่วมมือต่อกันตามกรอบอาเซียน ผมไม่อยากทำเช่นนี้ แต่ผู้นำฝ่ายไทยก็ขู่ผมเสียเหลือเกิน ผมจึงขอสั่งการไปยังเจ้าหน้าที่กัมพูชาทั้งหมดว่าเรื่องนี้ [การปิดด่านตอบโต้ไทยและระงับการนำเข้าสินค้าของไทย] ให้เตรียมการไว้ได้เลย
“ทักษิณไปมาแล้วทั่วโลกไม่เห็นทำอะไร ไปศรีลังกาล่าสุดก็ยังไม่เห็นได้ทำอะไรเลย แต่พอบอกว่าจะมากัมพูชาก็หาเรื่องกัมพูชา”
เรื่องการแต่งตั้งอดีตนายกรัฐมนตรีไทยมาเป็นที่ปรึกษานั้น ผมขอประกาศชัดๆ ให้คนไทยรู้ว่าเรื่องนี้รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ มาหาเรื่องกัมพูชา เรื่องนี้ขอให้คิดดีๆ ว่าฮุนเซน หรือ อภิสิทธิ์ผิด และผมจะไม่มีวันถอยอยู่แล้ว กัมพูชาเคยแต่งตั้งที่ปรึกษาชาวต่างประเทศมาหลายคนแล้ว ทั้งชาวเกาหลีและชาวออสเตรเลีย หากทักษิณมาพำนัก อยู่ในกัมพูชา นายกรัฐมนตรีไทยจะกลัวอะไรกันนักกันหนา ทักษิณไปมาแล้วทั่วโลกไม่เห็นทำอะไร ไปศรีลังกาล่าสุดก็ยังไม่เห็นได้ทำอะไรเลย แต่พอบอกว่าจะมากัมพูชาก็หาเรื่องกัมพูชา ผมได้อธิบายเรื่องนี้ตั้งแต่การประชุมที่หัวหินเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 แล้ว ผมอดทนอดกลั้นเงียบมาตลอด แต่นายกรัฐมนตรีไทยและประเทศไทยต่อว่าต่อขานผมอยู่ข้างเดียวเรื่องการยกเลิก บันทึกความเข้าใจ (MOU) [ว่าด้วย OCA] นี่ก็เป็นนายอภิสิทธิ์นี่หล่ะ ที่เอาผลประโยชน์ร่วมของประเทศทั้งสองฝ่ายมาทำให้เกิดความเสียหาย
เรื่องแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศไทยเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่อภิสิทธิ์อ้างว่าอยู่เฉยไม่ได้เพราะดูหมิ่นศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของ ไทย ผมจะบอกให้ว่าจริงๆ แล้วปฏิกิริยาของคนไทยที่แท้จริงเป็นอย่างไร คือพวกเสื้อแดงสนับสนุนการแต่งตั้ง พวกเสื้อเหลืองโกรธและประท้วงคัดค้าน และยังมีกลุ่มที่สบายใจโดยอยู่เฉยๆ เงียบๆ อีกด้วยต่างหาก พวกนี้เขารู้ว่า รัฐบาลฮุนเซน เป็นรัฐบาลที่ดี และสมัยทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีก็ทำให้เขาสบายใจ มีเงินใช้ ยิ่งนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ฯ ดำเนินการกดดันเราแรงแค่ไหนก็จะได้รับผลสะท้อนกลับไปแรงเท่านั้น
“อภิสิทธิ์ ตกเป็นเครื่องมือของทักษิณเอง เพราะเมื่อทักษิณเปิดตัวเข้ามา อภิสิทธิ์ก็กระโดดออกมาตอบโต้โดยไม่คิดอะไรเลยและไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของ ชาติเลย
การที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เตือนให้นายกรัฐมนตรีฮุนเซนอย่าเป็นเบี้ยในหมากเกม ของทักษิณนั้น เราไม่ได้เป็นเครื่องมือของใคร อยากรู้นักว่าใครเป็นเบี้ยของใครกันแน่ อภิสิทธิ์ตกเป็นเครื่องมือของทักษิณเอง เพราะเมื่อทักษิณเปิดตัวเข้ามา อภิสิทธิ์ก็กระโดดออกมาตอบโต้โดยไม่คิดอะไรเลยและไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของ ชาติเลย แถลงมาจากโตเกียวเรื่องการยกเลิก MOU ก็ ขอให้คนไทยคิดดูเอาเองก็แล้วกันว่าสมบัติของรัฐ แต่กลับยกเอาเรื่องส่วนตัวมาเป็นเหตุเลิกความร่วมมือ คนไทยยอมรับได้ไหม คนอย่างนี้จะเอามาเป็นผู้นำอาเซียนได้ไหม เพราะว่าในปี ค.ศ. 2015 อาเซียนจะร่วมกันหลายด้าน เปิดพรมแดนให้เดินทางไปมาหาสู่ร่วมกัน ใช้เงินสกุลเดียวกัน แต่ไทยเองกลับมารุกรานกัมพูชากันอยู่เห็นๆ ยกกำลังเข้ามายึดดินแดนกัมพูชาสมัยนครวัดนั้นประเทศไทยอยู่ที่ไหนกัน อ้างว่า กัมพูชามายึดครองบุกรุกดินแดนไทยนั้น กัมพูชาจะไปยึดดินแดนไทยได้อย่างไร ศึกษาประวัติศาสตร์เสียให้ดีว่าใครรุกรานใครกันแน่
ทักษิณไม่ได้เป็นเครื่องมือให้เราแต่ผมต้องการเอาประสบการณ์ของ “ท่านทักษิณ” มาช่วยงานด้านเศรษฐกิจของกัมพูชา ผมจึงถือโอกาสนี้ร้องขอให้พี่น้องเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยเสียสละอนุญาตให้ผมนำ ”ท่านทักษิณ” มาช่วยกัมพูชาในเรื่องเศรษฐกิจบ้างด้วยแล้วกัน
ตามที่ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน มีคำแถลงว่าขอให้แก้ปัญหาเรื่องนี้ผมก็เห็นด้วย แต่ดูเหมือนว่าข้อเสนอของเลขาธิการอาเซียน จะไม่สอดคล้องกับท่าทีของรัฐบาลไทย ความจริง กัมพูชาพร้อมที่จะเจรจาอย่างไรเมื่อไรก็ได้ ไม่ว่าทวิภาคีหรือพหุภาคี แต่ก็เหมือนว่าฝ่ายไทยได้ปฏิเสธเสียแล้ว แต่ท่าน สุรินทร์ต้องฟังให้เข้าใจด้วย ขอให้เลขาธิการอาเซียนพิจารณาแก้ปัญหาเหล่านี้ในลักษณะเบ็ดเสร็จในคราวเดียว และแก้ทั้งหมด ทั้งเรื่องของทักษิณ / เรื่องการปฏิวัติเมื่อ 19 กันยายน 2549 / เรื่องการรุกรานดินแดนของกัมพูชา / การที่กัมพูชาตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษา จะใช้กลไกอะไรกัมพูชาก็พร้อม ทั้งทวิและพหุภาคี เรื่องนี้ที่จริงอยากยกขึ้นพูดที่หัวหินเหมือนกันแต่ก็อดกลั้นไว้ ถือว่าตนได้ไว้หน้าประเทศไทยและนายอภิสิทธิ์แล้ว การแก้เรื่องนี้ต้องแก้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเรื่อง ในเมื่อเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทักษิณก็ต้องไล่แก้ตั้งแต่ทักษิณมาเลย ตั้งแต่เรื่องการปฏิวัติ เมื่อ 19 กันยายน 2549 “ถ้า อภิสิทธิ์ เก่งจริงก็ขอให้เลือกตั้งใหม่สิ ท่านกลัวอะไรหรือ หรือว่ากลัวที่จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรืออย่างไร หรือว่ากลัวว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง”
ผมเองเป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้รับเสียงสนับสนุนถึง 2/3 ของสภากัมพูชา แล้ว “ท่านอภิสิทธิ์” ได้รับเท่าไหร่กันหรือ ขโมยเก้าอี้เขามานั่ง ขโมยของๆ คนอื่นมาเป็นของตัวเองจะให้เคารพได้อย่างไร
อภิสิทธิ์มีปัญหาท่วมตัวอยู่แล้ว อาจตายได้ มี ปัญหากับเพื่อนบ้านทั้งหมด ทั้งลาว กัมพูชา มาเลเซียและพม่า นอกจากนั้น ยังมีปัญหาภาคใต้ไทย ปัญหาเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อน้ำเงิน เสื้อขาว เพื่อไทย เสื้อเหลืองเองก็ยังไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเสียด้วยซ้ำ กัมพูชาจะต้องเคารพอะไรไทยหรือ การแต่งตั้งทักษิณเพียงคนเดียว ไม่เกี่ยวกับไทย ผมเคยบอกอภิสิทธิ์ในการพบกันแล้วว่าทักษิณเป็นเพื่อนของผม เพื่อนไม่สามารถหักหลังเพื่อนได้ ไม่สามารถโยนเพื่อนให้เสือกินได้หรอก ดังนั้น อยากฉีกอะไรทิ้งก็ฉีกไปเลย อยากปิดอะไรก็ปิดไปเถิด เพราะถ้าเปิดคงจะไม่สะดวกแล้ว เห็นทีต้องถอนกำลังทหาร 911 (หน่วยรบพิเศษ) ของกัมพูชาออกภายในหนึ่งสัปดาห์ดีกว่า เพราะว่าใช้กำลังเพียงนิดๆ หน่อยก็พอ [ที่จะสู้กับไทย] แล้ว
กรณีมีข่าวลือว่าทักษิณเข้ามาในกัมพูชาแล้วหลายครั้งนั้น ผมก็ขอปฏิเสธชัดๆ อีก และเห็นว่าข้อมูลข่าวกรองของท่านที่ได้มานั้นผิดพลาด เป็นการแสดงถึงความอ่อนด้อยของการข่าว ทั้งเรื่องการที่ลือว่าเข้ามาเกาะกง รวมทั้งตอนที่ รองนายกรัฐมนตรีสุเทพฯ มากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเพื่อพบผมที่อำเภอตาเขมา รองนายกรัฐมนตรีสุเทพฯ ของไทยได้ขอว่า ให้ช่วยจับทักษิณส่งตัวไปประเทศไทยได้หรือไม่ เรื่องนี้ผมทำไม่ได้หรอก ถ้าผมทำเช่นนั้นก็ถือเป็น “กบฏต่อมิตร” และเรื่องการร้องขอให้จับตัวทักษิณส่งไปและข้อหาความผิดที่กล่าวโทษต่อทักษิณเป็นกรณีเกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งนั้น
เห็นพูดกันนักว่าทักษิณมาอยู่ในกัมพูชา ขอยืนยันอีกครั้งว่าไม่เคยมา แต่ตอนนี้ขอประกาศชัดๆ เลยว่าจะเชิญมาปาฐกถาเรื่องเศรษฐกิจให้ข้าราชการและนักธุรกิจระดับสูงของ กัมพูชาจำนวนประมาณ 300 คน ได้รับฟัง ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 ช่วง 8 โมงเช้า ที่กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังกัมพูชา
ขอประกาศชัดๆ ให้คนกัมพูชาทุกคนทราบว่า ทักษิณ ชวลิต สมชาย คนเหล่านี้เคยเป็นนายกรัฐมนตรีไทยทั้งนั้น และเป็นเพื่อนของฮุน เซนแห่งกัมพูชา จึงขอให้ทุกคนช่วยอำนวยความสะดวกแก่บุคคลเหล่านี้ และขอร้องให้พี่น้อง ประชาชน-ตำรวจ-ทหารไทย ทราบว่าคนที่คุณๆ ทั้งหลายต่อว่าอยู่นั้นเป็นผู้ที่ชนะการเลือกตั้งมาแล้วทั้งนั้น ผมเคารพ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ผมจึงช่วยเขา มีแต่อภิสิทธิ์เท่านั้นที่จงเกลียดจงชังคนเหล่านั้น เรื่องนี้เป็นปัญหาระหว่างผมกับอภิสิทธิ์
สมัยก่อนนั้นไทยเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา ลงนามในสัญญาที่ปารีสเมื่อปี ค.ศ.1989 แต่ไทยก็ยังสนับสนุนให้เขมรแดงทำการสู้รบกับรัฐบาลที่ถูกกฎหมาย แล้วให้พวกเขมรแดงไปอยู่ประเทศไทย ไทยให้อยู่ในดินแดนไทยได้อย่างไร เรายังไม่ทำเช่นนั้นเลย ถ้าทักษิณตั้งกองกำลังอยู่ในดินแดนกัมพูชาจะว่าอย่างไรบ้างล่ะ เราจะไม่ทำเช่นนั้นหรอกแค่ให้เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจเท่านั้น และเราจะไม่หยุดเช่นกัน ไม่ยอมอย่างเด็ดขาด

“ไทยไม่เพียงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศด้วยซ้ำไป ลงนามไม่สนับสนุนเขมรแดง ลงนามสันติภาพ แต่ก็ยังละเมิดหลายอย่าง ขอให้คนไทยดูไว้กฎหมายระหว่างประเทศยังไม่เคารพเลย”
เรื่องที่กล่าวว่า กัมพูชาไม่เคารพระบบการศาลของไทยนั้น “เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยนั้นไม่ได้มีคุณค่าอะไรนักหนาที่ควรแก่การให้ความเคารพเลย” สมัยก่อนนั้นนายเขียว สัมพัน นายนวน เจีย ก่อนที่จะเข้ามาอยู่ในกัมพูชา ก็อยู่ในประเทศไทยทั้งนั้น อยู่ในประเทศไทยก่อนถูกจับตัวในกัมพูชา ถือว่าไทยไม่เพียงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศด้วยซ้ำไป ลงนามไม่สนับสนุนเขมรแดง ลงนามสันติภาพ แต่ก็ยังละเมิดหลายอย่าง ขอให้คนไทยดูไว้กฎหมายระหว่างประเทศยังไม่เคารพเลย จะให้เราเคารพกฎหมายไทยได้อย่างไร
เรื่องปัญหาปราสาทพระวิหาร ได้เคยหารือทวิภาคีกับอภิสิทธ์แล้วถึง 3 ครั้ง ทั้งที่หัวหิน พัทยาและที่กรุงพนมเปญ เคยหารือและเห็นร่วมกันว่า จะเจรจาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคี แต่พอกลับไปแล้ว ทำเสมือน “ลงนามด้วยมือ ลบด้วยเท้า” ขอยกเลิกการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารของกัมพูชา ไทยส่งคณะผู้แทนไปที่สเปนเพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนฯในการประชุมที่เมืองเซบีย่าแล้ว “ยังมีหน้า” มาบอกว่าไม่เกี่ยวกับกัมพูชา แต่เป็นเรื่องระหว่างไทยกับยูเนสโก สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึง ‘จริต’ ที่แท้จริงของ นายกรัฐมนตรีไทย และเป็นเสมือนการดูหมิ่นเหยียดหยามว่า กัมพูชาโง่อย่างแท้จริง
ที่เคยเป็นข่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้เสนอให้ตั้งองค์กรทางด้านกฎหมายของอาเซียนเพื่อมาไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง [เรื่องปราสาทฯ] พอรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาทำหนังสือ เสนอว่าจะยกเรื่องนี้ขึ้นในอาเซียน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยก็ไม่เห็นด้วยและอ้างว่าสื่อมวลชน ลงข่าวคลาดเคลื่อน และหนังสือพิมพ์ไทยก็ไม่มีการแก้ข่าว ผมได้อดทนอย่างมากที่ไม่ยกปัญหานี้ขึ้นในการประชุมสุดยอดอาเซียนล่าสุดที่ ผ่านมาเพราะไม่อยากให้การประชุมอาเซียนล้มเหลว ถือได้ว่าผมไว้หน้าฝ่ายไทย
ประเทศไทยเอาปัญหาปราสาทพระวิหารมาเป็นตัวประกัน [เครื่องมือ] ในการโค่นล้มรัฐบาลตั้งแต่สมัยรัฐบาลสมัคร ตลอดจนพยายามเอาผิดกับ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นพดลฯ ฝ่ายไทยดีแต่พูดว่าเรื่องการร่วมมือแก้ไขปัญหาปราสาทฯ นั้นต้องผ่านการพิจารณาให้การรับรองของสภาเสียก่อน อ้างอยู่นั่นแล้ว ในเรื่องนี้นั้นเมื่อครั้งที่ ประธานรัฐสภาชัย ชิดชอบ เยือนกัมพูชา ผมได้สอบถามความคืบหน้าและขอให้ ประธานรัฐสภาชัย ชิดชอบ ช่วยแก้ปัญหาด้วย ซึ่งได้รับคำตอบว่าเรื่องนี้ผ่านรัฐสภาไทยไปแล้ว ไทยหยิบยกปัญหาปราสาทฯ มาใช้เป็นเกมการเมืองเตะถ่วงการแก้ปัญหา
000

อ่านฮุน เซนว่าอย่างไรไปแล้ว มาดูท่าทีทางการไทยตอบโต้ โดยเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่คำสัมภาษณ์ของเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตอบคำถามผู้สื่อข่าว เกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์พาดพิงไทยของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน
000
เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ตอบ คำถามผู้สื่อข่าว กรณีสมเด็จอัครคมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2552 พาดพิงประเทศไทยและรัฐบาลไทย สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
1. การวิพากษ์วิจารณ์การเมืองภายในของไทยและกระบวนการยุติธรรมของไทย
ความเห็นของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ทั้งต่อการเมืองภายในประเทศไทย และต่อกระบวนการยุติธรรมไทยและศาลไทย เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทยอย่างชัดแจ้งอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตามแนวปฏิบัติของนานาอารยประเทศเป็นสิ่งที่ผู้นำรัฐบาลไม่ควรปฏิบัติต่อ มิตรประเทศ รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้เข้ารับตำแหน่งตามกระบวนการทางรัฐสภาของไทย ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และกระบวนการยุติธรรมของไทยก็มีมาตรฐาน ฝ่ายตุลาการได้ดำเนินการพิจารณาอรรถคดีไปตามตัวบทกฎหมายและโดยมีอิสระและมี ความเป็นวิชาชีพ เป็นกระบวนการที่แม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเองก็เคยให้ความเชื่อถือและเข้าร่วมกระบวนการมาก่อน จนกระทั่งเมื่อเห็นว่าตนจะแพ้คดีจึงได้หนีไปต่างประเทศ ในแง่อุดมคติประชาธิปไตย สังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงระยะเวลาการเรียนรู้เพื่อผ่านไปสู่ความเป็น ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบและมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น ในระหว่างกระบวนการพัฒนาทางการเมืองนี้ อาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องภายในของไทยเองที่ประชาชนไทยเองจะต้องเป็นผู้ร่วมกันแก้ไข ปัญหา มิใช่เรื่องที่ผู้นำรัฐบาลต่างประเทศจะเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ นักวิชาการหรือผู้ศึกษาทางรัฐศาสตร์อาจจะสนใจศึกษาหรืออภิปรายในเชิงวิชาการ ได้ว่า ระบบการเมืองของกัมพูชามีเสรีภาพหรือประชาธิปไตยเพียงใด ซึ่งรัฐบาลไทยไม่ขอวิจารณ์ในเรื่องนี้
2. ความชอบธรรมในการแต่งตั้ง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ
แม้ว่านายกรัฐมนตรีกัมพูชาจะอ้างว่าฝ่ายกัมพูชามีความชอบธรรมในการตัดสินใจแต่ง ตั้งดังกล่าว แต่ฝ่ายไทยก็ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การที่ฝ่ายกัมพูชาได้แต่งตั้ง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา และที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา นั้น เป็นการกระทำที่กระทบความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ เนื่องจาก พ.ต.ท. ทักษิณฯ เป็นนักโทษคดีอาญาตามคำพิพากษาของศาลไทยที่อยู่ระหว่างหลบหนีคดี ในขณะเดียวกันก็ยังมีบทบาททางการเมืองและเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายและ เหตุการณ์รุนแรงในประเทศไทยช่วงที่ผ่านมา การกระทำดังกล่าวจึงถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทยอย่างชัดเจน และเป็นการนำผลประโยชน์ส่วนบุคคลขึ้นมาอยู่เหนือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาน่าจะเข้าใจได้ดีเพราะฝ่ายไทยได้ อธิบายและสื่อสารไปหลายครั้งแล้ว แต่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาก็ยังยืนยันที่จะไม่ยอมเข้าใจ
3. ข้ออ้างเรื่องการ “ปิดพรมแดนไทย-กัมพูชา” และผลกระทบทางเศรษฐกิจ
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา ประเทศไทยและรัฐบาลไทยมิได้เป็นผู้เริ่มต้นก่อน แต่การกระทำของฝ่ายกัมพูชาได้กระทบต่อความรู้สึกของคนไทยอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องแสดงท่าทีเพื่อให้ฝ่ายกัมพูชารับทราบความไม่พอใจของฝ่าย ไทย รวมทั้งเป็นการรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของไทย ของกระบวนการยุติธรรมของไทย และรักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนไทยด้วย อนึ่ง นายกรัฐมนตรีได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า การดำเนินการทุกอย่างเป็นการดำเนินการระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล โดยจะหลีกเลี่ยงการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ
สำหรับข่าวลือเรื่อง “ไทยจะปิดพรมแดน” ก็เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน นายกรัฐมนตรีได้กล่าวยืนยันแล้วว่า ในชั้นนี้จะยังไม่มีการพิจารณาปิดพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ดังนั้นประชาชนของทั้งสองฝ่ายจึงไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลต่อผลกระทบทาง เศรษฐกิจ แม้เหตุการณ์จะพัฒนาไปอย่างไร รัฐบาลไทยก็จะกระทำทุกวิถีทางที่จะบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งแม้แต่ในคำให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเอง ก็ได้แสดงความเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวว่า ไม่ควรให้กระทบประชาชนทั้งสองฝ่าย ดังนั้นหากต่อไปในอนาคต ฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาจะดำเนินมาตรการใดที่จะส่งผลกระทบหรือก่อความเดือดร้อนต่อ พี่น้องประชาชนกัมพูชา รวมถึงผู้บริโภคและนักธุรกิจในกัมพูชาเอง โดยเฉพาะบริเวณชายแดน ก็ควรมีการใคร่ครวญอย่างรอบคอบเองด้วย
ส่วนผลกระทบด้านเศรษฐกิจการค้าระหว่างกัน จากการที่สภาพความสัมพันธ์ทวิภาคีเสื่อมลงนั้น แน่นอนว่าไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย แต่ก็อาจจะเป็นการด่วนสรุปของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเกินไปว่า ในที่สุดแล้วฝ่ายไทยจะสูญเสียมากกว่า เมื่อประเมินจากขนาดทางเศรษฐกิจ ศักยภาพทางธุรกิจ และตลาดการค้าและธุรกรรมระหว่างประเทศที่ไทยมีอยู่ในขณะนี้ รัฐบาลเชื่อว่าประเทศไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีอยู่มาก การสูญเสียทางเศรษฐกิจหากจะเกิดขึ้นกับฝ่ายใดก็ตาม ไม่ได้เป็นความประสงค์ของรัฐบาลไทย ก็ต้องกลับไปดูว่า ปัญหาในขณะนี้มาจากฝ่ายใด เมื่อนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเริ่มต้นสร้างปัญหาเอง ก็ควรพิจารณาแก้ปัญหาเอง หรือมิฉะนั้นก็รับผลที่ติดตามมาจากการกระทำของตนเอง
4. การยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน
ขอ ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เมื่อพิจารณาถึงที่มาของบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีป ทับซ้อนกัน ฉบับวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ซึ่งจัดทำในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณฯ ดังนั้น การที่รัฐบาลกัมพูชาแต่งตั้ง พ.ต.ท. ทักษิณฯ เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศภายใต้บันทึกความเข้าใจ ฉบับนี้ เนื่องจาก พ.ต.ท. ทักษิณฯ เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลักดันให้รัฐบาลไทยในขณะนั้นจัดทำ บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และรับรู้ท่าทีในการเจรจาตลอดจนข้อมูลของทรัพยากรและผลประโยชน์ที่จะได้รับ ของฝ่ายไทย ด้วยเหตุข้างต้นรัฐบาลไทยจึงไม่อาจดำเนินการเจรจากับฝ่ายกัมพูชาบนพื้นฐาน ของบันทึกความเข้าใจฉบับดังกล่าวต่อไปได้
5. ความผิดของ พ.ต.ท. ทักษิณฯ กับการปฏิบัติตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน
การระบุว่าเหตุการณ์ปฏิวัติเมื่อปี 2549 นำมาซึ่งการดำเนินคดีต่างๆ ต่อ พ.ต.ท. ทักษิณฯ แล้วนำมาเป็นข้ออ้างว่าคดีที่ พ.ต.ท. ทักษิณฯ ถูกตัดสินให้มีความผิดเป็นคดีที่มีที่มาจากเหตุผลทางการเมือง เป็นการกล่าวอ้างที่ผิดพลาดโดยสิ้นเชิง คดีที่ดินรัชดาฯ และคดีอาญาอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย แม้จะเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ปฏิวัติแต่มิได้เกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นกับการปฏิวัติ หรือองค์กรที่เกิดขึ้นภายหลังการปฏิวัติตามกล่าวอ้าง อาทิ คดีที่ดินรัชดาฯ ที่ได้มีการตัดสินไปแล้ว มีอัยการสูงสุดเป็นผู้ฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมือง ซึ่งทั้งอัยการและศาลต่างก็เป็นองค์กรอิสระที่ไม่มีความเกี่ยวพันใดๆ กับการปฏิวัติ ดังจะเห็นได้จากการที่ศาลได้พิจารณาคดีและมีคำพิพากษาตัดสินในช่วงรัฐบาล ของอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช และอดีตนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นผู้มีความใกล้ชิดและสนับสนุน พ.ต.ท. ทักษิณฯ
นอกจากที่มาและการดำเนินการต่างๆ ของคดีดังกล่าวจะไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติหรือเหตุผลทางการเมืองใดๆ แล้ว ในตัวคดีเองก็เป็นคดีทุจริตซึ่งเป็นคดีอาญา โดยเป็นการกระทำผิดมาตรา 100 (1) วรรค 3 และมาตรา 122 วรรค 1 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ที่ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐและคู่สมรส มีส่วนได้รับผลประโยชน์ในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐที่อยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น

6. การแก้ไขปัญหาปราสาทพระวิหารและข้อพิพาทเขตแดนทางบก
แนวนโยบายของรัฐบาลไทยเพื่อการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเขตแดนทางบกไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไทยยึดหลักการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและการเจรจาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ มาโดยตลอด และการดำเนินการใดๆ ของไทยก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญของไทย สำหรับกรณีความเห็นของประธานรัฐสภาตามที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาอ้าง เกี่ยวกับสถานะปัจจุบันของบันทึกการประชุม JBC และกรอบการเจรจาที่เกี่ยวข้องนั้น ฝ่ายไทยได้ชี้แจงในที่ประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (JC) ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 6 ที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนสิงหาคม 2552 แล้วว่า เป็นความเข้าใจผิดในสาระข้อเท็จจริง โดยปัจจุบันบันทึกผลการประชุม JBC ยัง ไม่ได้ผ่านการให้ความเห็นชอบของรัฐสภา และรัฐบาลต้องเสนอเรื่องให้รัฐสภาพิจารณาก่อนจะดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามข้อบังคับของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550

คิวเชือดหุ้นNBCวันนี้ เจ้ามือแสบยุแมงเม่าลุยไฟ

ที่มา Thai E-News


ทิ้งฐานเดิมสู่อนาคตปราสาททรายของเนชั่น-เนชั่นบรอดแคสติ้ง จำกัด (มหาชน)-NBCที่เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นMAIวันนี้เป็นวันแรก โดยมีเนชั่นทีวีเป็นหัวหอก นับเป็นฐานที่มั่นใหม่ของสุทธิชัย หยุ่นกับเครือเนชั่น ขณะที่เนชั่นมัลติมีเดีย จำกัด(มหาชน)-NMGกำลังกลายเป็นซากที่ถูกทิ้งร้าง โดยมีตระกูล"จึงรุ่งเรืองกิจ"ที่ถูกกล่อมเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ต้องโอดครวญว่าพวกเขาเสียหายจากการถูกผู้บริหารเนชั่นกล่อมเข้ามาแบกรับซากไว้ ไม่เหลือแม้กระทั่งสมบัติชิ้นใหญ่คือตึกเนชั่นบางนาที่สุทธิชัยขายทิ้งแล้ว อย่างไรก็ดีNBCอาจเป็นเพียงปราสาททรายที่ง่อนแง่น เพราะเครือเนชั่นไปผูกติดกับการเมืองแบบเลือกข้างชัดเกินไป หากการเมืองพลิกขั้วปราสาททรายNBCเสี่ยงจะพังครืนลงได้ง่ายดาย


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 พฤศจิกายน 2552

หุ้นน้องใหม่ทีวีเนชั่น(NBC)ประเดิมลุยไฟวันนี้ ถ่ายทอดสดผ่านทีวีหวังล่อแมงเม่าเต็มพิกัด โกหกหน้าตายขายหุ้นเกลี้ยงนักเลงหุ้นจองล้น แต่ข้อมูลจริงที่แจ้งต่อตลาดหุ้นโกหกไม่ได้ พบขายไม่ออกกลุ่มสุทธิชัยหยุ่นต้องรับหลังแอ่น105ล้านหุ้น เพราะกลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ยอมจองซื้อซักหุ้น เหตุเข็ดขยาดถูกลากเข้ามาถือหุ้นโดนด่าฟรีคนเข้าใจผิดว่าเข้ามาเทกฯ ทั้งที่เข้ามาเพราะเกี่ยวดองแต่งงานกัน สุดท้ายเจอเอาเปรียบขายสมบัติชิ้นใหญ่ตึกNATIONบางนาทิ้ง ปล่อยให้ติดดอยหุ้นเนชั่นบริษัทแม่ ร่ำๆอยากขายทิ้งสาปส่งแต่ตอนนี้ขาดทุนอ่วม50% หุ้นตัวแม่เจอข่าวช็อคแค่2วันร่วงเกือบ15% สุดท้ายมีบริษัทที่ขายหุ้นและรับประกันการขายหุ้นจองNBCออกบทวิจัยเชียร์ คนวงการหุ้นไม่เชื่อเพราะมีส่วนได้เสีย โบรกใหญ่แนะหากสนใจหุ้นทีวีลงทุนBEC MCOTมั่นคงกว่า ไม่เสี่ยงกับการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองแบบเนชั่นที่แทงขั้วเกินงาม หากการเมืองเปลี่ยนจะลาภหายทั้งเวลาออกอากาศและงบโฆษณา แถมดูงบแล้วส่อแต่งตัวให้กำไรล่อใจแมงเม่า เพราะก่อนเข้าตลาดยังขาดทุนสะสมบักโกรก แม้เข้าตลาดเปิดเหนือราคาจองก็เพราะเครือเนชั่นแบกหุ้นจองไว้เกือบหมด แต่ระวังภาพลวงตา


คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ได้สั่งให้รับหุ้นสามัญของบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBCเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 นี้เป็นต้นไป

ก่อนการเปิดการซื้อขาย เครือเนชั่นได้จัดอีเว้นต์"ปฏิบัติการ11-11-1000"ซึ่งหมายความว่าหุ้นNBCเข้าเทรดครั้งแรกในวันที่11เดือน11เวลา10.00น. โดยมีการถ่ายทอดสดเพื่อโปรโมตหุ้นNBCตั้งแต่เวลา09.00น.ไปจนเปิดทำการซื้อขาย

หุ้นNBCเปิดทำการเหนือจองที่ราคา3.20บาท ขึ้นไปสูงสุด3.22บาท จากนั้นเริ่มมีแรงขายทำกำไรลงมา3.16บาท ในเวลา10.10 น.

ผู้ดูแลราคาหุ้นใช้จำนวนหุ้นเปิดตลาดมากถึงเกือบ5.6ล้านหุ้น คิดเป็น25%ของจำนวนหุ้นที่ซื้อขายถึงเวลา10.20น. ฝั่งเคาะซื้อมีเพียง25% ขณะที่ฝั่งเทขายมีมากถึง35%

นักวิเคราะห์หุ้นกล่าวว่าเป็นไปตามคาดว่าราคาNBCจะเหนือจอง(2.90บาท/หุ้น)ได้ เนื่องจากหุ้นส่วนใหญ่คือ105ล้านหุ้นจากทั้งหมด120ล้านหุ้นอยู่ในมือของผู้บริหารเครือเนชั่น มีในมือรายย่อยที่จองซื้อน้อยมาก หากเครือเนชั่นไม่ถล่มขายออกมาก็จะทำให้การพยุงราคาในวันทำการซื้อขายวันแรก เป็นเรื่องง่าย

งามไส้ต้องให้บริษัทที่ขายหุ้นจองออกบทวิเคราะห์เชียร์

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นNBCได้ออกบทวิจัยฉบับหนึ่ง( คลิ้ก ลิ้งค์ )แม้ได้ให้คำแนะนำการลงทุนใดๆ แต่ก็ให้เป้าหมายในปี2553ไว้ที่3.46บาทต่อหุ้น สูงกว่าราคาจองที่2.90บาทต่อหุ้น โดยระบุว่ามีจุดเด่นหลายด้าน ค่าพี/อีประเมินไว้11.5เท่า โดยมีส่วนลดจากกลุ่มเดียวกันที่มีค่าพี/อี14.4เท่า เนื่องจากบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายกันอย่างMCOT(อสมท.) BEC(ช่อง3)มีความมั่นคงกว่า

ทั้งนี้คนในวงการค้าหุ้นกล่าวว่า บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ไซรัสอาจเชื่อถือมากนักไม่ได้ เนื่องจากมีส่วนได้เสียกับการเป็นผู้ร่วมขายหุ้นและรับประกันการขายหุ้นจองNBC

ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ได้กำหนดเป็นประกาศกลต.ที่กลต.ก.(ว.)46/2551ไว้ว่า การจัดทำบทวิเคราะห์หุ้นเพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้ลงทุนนั้นต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับส่วนได้เสีย เช่น การรับจัดจำหน่ายหุ้น เป็นต้น ซึ่งกรณีของไซรัสนั้นเข้าเกณฑ์ตามประกาศนี้ จึงต้องแจ้งต่อนักลงทุนว่า แม้จะให้ราคาเป้าหมายหุ้นNBCสูงกว่าราคาจอง แต่ก็มีส่วนได้เสียจากการเป็นผู้ขายและรับประกันการขายหุ้นจองNBCอยู่ด้วย

เนชั่นสิ้นท่าต้องแบกรับหุ้นจองNBCไว้เอง "จึงรุ่งเรืองกิจ"เข็ดเขี้ยวไม่จองซักหุ้น

ทั้งนี้แม้ผู้บริหารNBCจะอ้างว่ามีคนจองซื้อจนล้น จนหุ้นไม่พอจะขาย แต่ความจริงที่โกหกไม่ได้ก็คือตัวเลขจำนวนและสัดส่วนการถือครองหุ้นภายหลังการกระจายหุ้นสู่มหาชนแล้ว(ดูลิ้งค์ข่าวตลาดหลักทรัพย์) ปรากฎว่าบริษัทเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป-NMGซึ่งเป็นบริษัทแม่ต้องแบกรับไว้เองถึง105ล้านหุ้น(ก่อนกระจายNMGถืออยู่120ล้านหุ้น) ประการสำคัญที่สุดคือผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมของNMGคือตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจไม่จองซื้อหุ้นNBCแม้แต่หุ้นเดียว เพราะเข็ดเขี้ยวกับความไม่ตรงไปตรงมาของผู้บริหารเนชั่นที่นำโดยสุทธิชัย หยุ่น

หุ้นบริษัทแม่ช็อกแค่2วันรูดเกือบ15%หลังรู้ข่าวร้ายขายหุ้นจองNBCไม่ออก

หลังการแจ้งข้อมูลมายังตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันจันทร์ที่9พ.ย. ยังผลให้หุ้นบริษัทแม่คือNMGร่วงลง8.33%เมื่อตอนปิดทำการวันจันทร์ที่ 9 พ.ย. สวนทิศทางกับดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นเกือบ15จุด หรือ2.13% โดยติดอันดับTOP10ของหุ้นที่ร่วงลงแรงที่สุดของวันนี้ คือร่วงลงแรงมากที่สุดเป็นอันดับที่6

ต่อมาเมื่อวันอังคารที่10พ.ย.ร่วงลงต่ออีก5.45% ขณะที่ตลาดรวมลงมาเพียง0.7% ทำให้ช่วง2วันทำการก่อนบริษัทลูกคือNBCจะเข้าทำการซื้อขายครั้งแรกในวันนี้(11พ.ย.)หุ้นตัวแม่ร่วงลงมาแล้วเกือบ15% อาจเป็นเพราะช็อกกับข่าวเชิงลบที่NMGต้องแบกภาระรับไว้เอง เพราะขายหุ้นNBCไม่ออก

รายชื่อผู้ถือหุ้นNBC หลังกระจายหุ้นต่อมหาชน ณ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2552


ชื่อ จำนวนหุ้น ร้อยละของทุนชำระแล้ว

1.บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป 104,999,940 61.76
2.นายทวีฉัตร จุฬางกูร 2,888,888 1.70
3.นางมยุรี สุขศรีวงศ์ 1,885,882 1.11
4.นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ 1,808,034 1.06
5.นายณัฐพล จุฬางกูร 1,800,000 1.06
6.นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น 1,622,228 0.95
7.นายนที พานิชชีวะ 1,500,000 0.88
8.นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล 1,100,000 0.65
9.น.ส.วันทนีย์ รุจิราวรรณกร 1,100,000 0.65
10.นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล 1,000,000 0.59
รวม 119,704,972 70.41

เป็นที่น่าสังเกตว่าการกระจายหุ้นNBCครั้งนี้ ทางเนชั่นหวังผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมของเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป หรือNMGมาจองซื้อเต็มที่ ถึงกับให้สิทธิ์ได้จองซื้อก่อนนักลงทุนทั่วไป แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจที่ถือหุ้นใหญ่อันดับ1ของNMGไม่ใช้สิทธิ์จองหุ้นNBCแม้แต่หุ้นเดียว

รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่NMG : บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ณ วันที่ 10 มีนาคม 2552

ลำดับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวน %



1. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 27,093,300 16.44

2. นางมยุรี สุขศรีวงศ์ 16,972,938 10.30

3. นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ 16,272,309 9.88

4. นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น 14,600,054 8.86

5. DOW JONES & COMPANY 12,000,000 7.28

6. นายทวีฉัตร จุฬางกูร 8,000,000 4.86

7. นายนิวัตน์ แจ้งอริยวงศ์ 4,485,878 2.72

8. นางสุภาภรณ์ ชื่นวิจิตร 3,641,911 2.21

9. บริษัท กรีนสยาม จำกัด 3,184,779 1.93

10. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 3,053,883 1.85

11. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 2,500,000 1.52

12. น.ส.สุมาลี ธารพิพิธชัย 2,400,000 1.46

13. นายเอกวุฒิ เนื่องจำนงค์ 2,400,000 1.46

14. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 2,349,600 1.43

15. นางสุภา สุพรรณธะริดา 2,097,200 1.27

16. น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ 2,000,000 1.21

17. นายณรงค์ศักดิ์ โอปิลันธน์ 1,900,000 1.15

18. นายสมศักดิ์ วรรณสินธพ 1,660,000 1.01

19. MELLON NOMINEES (UK) 1,630,188 0.99

20. นายปราบดา หยุ่น 1,319,739 0.80

21. นายยรรยง ภัทรเลาหะ 1,251,800 0.76

22. นางชุลีวรรณ วิวัฒนาเกษม 1,200,000 0.73

23. นายศิริชัย จรุงสถิตพงศ์ 1,164,600 0.71

24. นายพิชัย จิราธิวัฒน์ 1,063,946 0.65


สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่NMG:บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น



นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของสมพร: เราเข้ามาซื้อหุ้นNMGเพราะพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ไม่ใช่เพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร ไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลย ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ



บิ๊ก NBC โกหกหน้าตายกระแสตอบรับจากคนจองล้นปรี่ ปั่นอีกเชื่อเหนือจองแน่

นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ NBC ให้สัมภาษณ์กับสื่อออนไลน์วงการหุ้นคือwww.eFinanceThai.com ว่า ในวันที่ 11 พ.ย. จะนำหุ้น NBC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์MAI โดยมั่นใจว่าราคาหุ้นของ NBC จะยืนเหนือราคาเสนอขายที่ 2.90 บาท แม้ว่าภาวะตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม เพราะบริษัทฯ มั่นใจในศักยภาพของ NBC และด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่5พ.ย.เมื่อสิ้นสุดเวลาจองซื้อหุ้นเมื่อวันที่4พ.ย.เวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่นรายงานข่าวว่า นายกิตติศักดิ์ อมรชัยโรจน์กุล รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี ( ประเทศไทย ) จำกัด ในฐานะแกนนำผู้จัดจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุน บริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NBC เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อหุ้น NBC ที่ราคาหุ้นละ 2.90 บาท จำนวน 65 ล้านหุ้น ระหว่างวันที่ 2-4 พฤจิกายนนั้น สามารถจำหน่ายหุ้นจำนวน 65 ล้านหุ้นได้ทั้งหมดตั้งแต่วันแรก โดยนักลงทุนได้ติดต่อจองซื้อเข้ามาสูงกว่าจำนวนหุ้นที่มีจัดสรรไว้

"ตอนนี้ปิดการจำหน่ายแล้ว ยังมีลูกค้าโทรเข้ามาสอบถามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการที่หุ้นนี้ได้รับความสนใจมาก เป็นเพราะผลประกอบการดี ธุรกิจมีความน่าสนใจและเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง" นายกิตติศักดิ์ กล่าว

พัฒนาการที่สำคัญไทยอีนิวส์ลุยข่าวสืบสวน"เนชั่นปั่นหุ้นจองNBC"

-ปี2536ก่อตั้งบริษัท ผลิตโทรทัศน์ เข้าไปบริหารITV ต่อมาคือเนชั่นแชนัล
-ปี2549มียอดขาดทุนสะสม 163 ล้านบาท ล้ำทุนจดทะเบียนที่มีอยู่ 140 ล้านบาท
-19 กันยายน 2549 หลังเหตุการณ์รัฐประหาร เนชั่นได้เข้าไปผลิตรายการฟรีทีวีแทบทุกช่องดังนี้
-ช่อง 3 เรื่องเด่นเย็นนี้
-ช่อง 5 สยามเช้านี้
-ช่อง 9 จับชีพจรโลก,ข่าวข้นคนข่าว และ เช้าข่าวข้นคนข่าวเช้า
-ช่อง 11 จับกระแสโลก และ ตรงเป้าเข้าประเด็น
*TPBS อำมาตย์ยุบITVเปลี่ยนเป็นTPBS และเทพชัย หย่อง น้องสุทธิชัย หยุ่นเข้าไปบริหาร(ไม่เกี่ยวข้องกับNBCทางธุรกิจ)


-18ก.พ.2552 ลดทุนจดทะเบียนเพื่อล้างขาดทุนสะสมทั้งหมด
-21เม.ย.2552 แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นMAI
-30มิ.ย.2552 งบการเงินที่ยังไม่ตรวจสอบ กลายเป็นมีกำไร
-20ต.ค. NBCแถลงข่าวจะขายหุ้นจอง 65 ล้านหุ้น หุ้นละ2.90บาท เริ่มขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมของเนชั่น28ต.ค.
-21ต.ค. กนก รัตน์วงศ์สกุล พูดออกเนชั่นทีวีว่าใครจองซื้อหุ้นตัวนี้จะรวยเละรวยไม่รู้เรื่อง เพราะพื้นฐานดี ปันผลงาม
-22ต.ค. เนชั่นทีวีขึ้นป้ายโฆษณา"จองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรติดต่อ แต่ไม่ขึ้นคำเตือนเรื่องความเสี่ยงตามกฎหมาย
-26ต.ค. สำนักงานกลต.เผยได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก และจะตรวจสอบความผิดของเนชั่น
-27ต.ค. เนชั่นทีวีขึ้นป้าย"จองซื้อหุ้นNBC"เด่นชัดขึ้นในล้อมกรอบ แต่ยังทำผิดกฎหมายเพราะไม่ขึ้นคำเตือน
-28ต.ค.เริ่มให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อหุ้นNBC เนชั่นทีวีทำสกู๊ปโฆษณาขายหุ้นจองในเวลาข่าวภาคเที่ยง โดยไม่แจ้งเตือนความเสี่ยงตามประกาศกลต. ซึ่งเป็นกาีรกระทำผิดซ้ำซาก
-9 พ.ย.NBCอ้างว่าคนจองซื้อหุ้นหมดแต่วันแรก และจองล้น แต่ตัวเลขที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์จริงๆคือNMGที่เป็นบริษัทแม่ต้องนับไว้ในพอร์ตเองถึง105ล้านหุ้น ขณะที่กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจ ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ใช้สิทธิ์จองแม้แต่หุ้นเดียว
-11พ.ย.หุ้นNBCจะเปิดการซื้อขายในตลาดMAIเป็นครั้งแรก และมีบริษัทร่วมจัดจำหน่ายหุ้นNBCออกบทวิจัยเชียร์ซื้อเพียงรายเดียว โดยไม่ได้รับความสนใจจากโบรกเกอร์อื่นๆเลย


*์NMGหรือเนชั่นมัลติมีเดย บริษัทแม่ของNBC ระบุในงบการเงินงวดครึ่งปีนี้ว่า รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุของเนชั่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 สวนทางธุรกิจสื่อในภาพรวมที่ลดลง13% และจากการตรวจสอบพบว่าช่วงนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เป็นผู้ซื้อโฆษณารายใหญ่ที่สุดมากกว้่าโค้ก เป๊บซี่ บริษัทขายมือถือ

นักวิเคราะห์เตือนแมงเม่าปัจจัยเสี่ยงเพียบ เพราะเลือกขั้วการเมืองชัด

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จากโบรกเกอร์แห่งหนึ่งให้ความเห็นว่า NBCมีปัจจัยบวกสำคัญคือมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้ได้เข้าไปจัดรายการในสถานีโทรทัศน์แทบทุกช่อง และได้เงินโฆษณาจากรัฐบาลและภาครัฐ รวมทั้งการจัดกิจกรรมพิเศษ(event)ให้กับรัฐบาล ทำให้พลิกสถานการณ์จากบริษัทที่มียอดขาดทุนสะสมมาโดยตลอดกลับมาเป็นกำไร แต่ช่วงนี้ก็เป็นกำไรทางบัญชีจากการลดทุนจดทะเบียน

อย่างไรก็ตามปัจจัยบวกดังกล่าว มองกลับกันก็เป็นปัจจัยลบ เพราะการเมืองไทยไร้เสถียรภาพ มีการเปลี่ยนแปลงขั้วรัฐบาลบ่อย และขั้วการเมืองเวลานี้แตกเป็นสองขั่วชัดเจน และค่ายเนชั่นก็เลือกข้างชัดเจน ทำให้ได้ผลประโยชน์จากขั้วอำนาจที่เป็นรัฐบาลในขณะนี้ แต่หากขั้วอำนาจเปลี่ยนแปลงไปอีกฝั่ง จะทำให้เจอสถานการณ์ที่ลำบาก

อย่างไรก็ดีโบรกเกอร์รายนี้คาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้ที่หุ้นNBCจะพ้นจอง2.90บาท เนื่องจากหุ้นส่วนใหญ่ถือโดยผู้บริหารเครือเนชั่น มีนักลงทุนรายย่อยจองซื้อน้อยมาก คาดว่าเจ้ามือหรืออันเดอไรต์น่าจะรับมือกับแรงขายไหว หรือการพยุงราคาก็มีโอกาสทำได้ง่าย ยกเว้นผู้ถือหุ้นใหญ่เครือเนชั่นจะเทขายออกมาเสียเอง

เตือนแมงเม่าอย่าเสี่ยงบินเข้ากองไฟ หากสนใจไปเล่นช่อง3กับMCOTเวิร์คกว่า

"เนชั่นไม่มีสถานีโทรทัศน์ ไม่มีสัมปทานเป็นของตนเอง อย่างช่องเนชั่นแชนัลทางไททีวีช่อง1ก็เป็นของคุณไกรวัฒน์ ศรีวุฒิวงศ์ ทางเนชั่นเข้าไปเช่าเวลาผลิตเท่านั้น ส่วนการเข้าไปมีรายการทีวีทางช่อง3 5 7 9 NBT ก็น่าสังเกตว่ามามีรายการเหล่านี้หลังเหตุการณ์ยึดอำนาจ19กันยา2549 หากการเมืองพลิกขั้วก็อาจเสี่ยงหลุดหมดทุกช่อง เช่นเดียวกับโฆษณาก็ได้จากรัฐบาลเป็นหลัก หากพลิกขั้วจะทำให้ลำบาก"นักวิเคราะห์กล่าว

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ชี้ว่า หากสนใจลงทุนหุ้นที่ทำทีวีหรือสื่อ หุ้นMCOTของอสมท. หรือBECช่อง3น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า เพราะเป็นเจ้าของสัปมทาน กิจการมั่นคง มีกระแสเงินสดในมือมาก มีอัตราการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ ความเสี่ยงจากการเมืองเพราะเปลี่ยนขั้วแทบจะไม่มี


ผ่าปูมหลังบริษัทแม่เนชั่นกำลังทรุด แต่เนชั่นทีวีคืออนาคตของสุทธิชัย หยุ่น?


ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของธุรกิจสื่อสารมวลชนเคยตกตลึงเมื่อเครือเนชั่น ของสุทธิชัย หยุ่น ประกาศขายตึกเนชั่นที่บางนาเพื่อชำระหนี้ ถึงกับทำให้นายสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นขมิ้นกับปูนกับสื่อถึงกับ"โพล่ง"ออกมาในช่วงเขาเป็นนายกรัฐมนตรีว่า"เนชั่นขายตึกใช้หนี้ กำลังล้มละลายแล้วหรือ?" ต่อมามีสื่อบางฉบับลงข่าวทำนองว่าเนชั่นมีฐานะกิจการสั่นคลอน ซึ่งในที่สุดก็ต้องลงแก้ไขข่าวในที่สุด เพราะเนชั่นมีการดำเนินการตามกฎหมาย และต้องลงข่าวแก้ไขว่าฐานะกิจการยังมั่นคงแข็งแรงดี

จากการตรวจสอบของไทยอีนิวส์พบว่า ก็น่าให้นายสมัคร หรือสื่อบางฉบับตั้งข้อสงสัยทำนองนั้นได้ เพราะเวลาไล่เลี่ยกันนั้นหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจได้ขายตึกออกมาชำระหนี้ และดูเหมือนฐานะกิจการจะไม่มั่นคงดังแต่ก่อน เพราะเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ฐานเศราฐกิจถึงกับต้องปลดพนักงานออกชุดใหญ่ 60 คน สะท้อนถึงฐานะกิจการได้ดี

เนชั่นก็มีการเปิดโอกาสให้พนักงานเกษียณโดยสมัครใจเช่นกัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นปลดชุดใหญ่แบบฐานเศรษฐกิจ เนชั่นพยายามหาเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการทุกทาง แม้แต่พาทัวร์ไปไหว้แดนพุทธภูมิที่อินเดีย จัดกิจกรรมสอนคนที่อยากเป็นนักข่าวแล้วเก็บเงินค่าอบรม หรือประเภทที่ว่าหาได้ทางไหนก็ต้องเอา แม้เป็นเงินเล็กเงินน้อย อย่างขายวีซีดีสุทธิชัยไปเที่ยวต้นแม่น้ำโขง เป็นอาทิ

สิ่งที่ทำให้เนชั่นต่างจากฐานเศรษฐกิจก็คือ"เส้นสาย"และการแทงข้างทางการเมืองที่ชัดเจนและเนชั่นอยู่ข้างชนะในที่สุด ผลจึงปรากฎว่าหลังรัฐประหาร19กันยา เนชั่นได้เข้าไปทำรายการฟรีทีวีแทบทุกช่อง คือ 3 5 9 11 (ไม่นับTPBSที่เทพชัย หย่อง น้องสุทธิชัย หยุ่น เข้าไปบริหารเต็มตัว) เพราะการเอื้อเฟื้อต่างตอบแทนจากผู้มีอำนาจทางการเมือง รวมไปถึงงบการโฆษณาจากรัฐบาลที่ทุ่มเทมาให้ รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ(event)ที่ค่ายเนชั่นแทบจะผูกขาดเหมาจัด และถ่ายทอดสดผ่านทีวีเนชั่น แล้วเก็บเงินจากรัฐบาลเป็นกอบเป็นกำ

แต่จุดสำคัญของเรื่องนี้คือ ผลประโยชน์นั้นตกกับบริษัท เนชั่นบรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBCที่เนชั่นกำลังขายหุ้นจองในช่วงนี้ และจะนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดMAIในวันที่11พ.ย.นี้ ไม่ได้่ตกเป็นผลประโยชน์ของบริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือNMG บริษัทแม่ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทร้พย์มาก่อนแต่อย่างใด

หากคุณรักสุทธิชัย หยุ่น และเด็กๆของเขาอย่างกนก ธีระ จอมขวัญ และรักค่ายเนชั่น นี่เป็นโอกาสอันดีที่ควรซื้อหุ้นNBCเพื่อส่งเสริมการหา"ฟูกนิ่มๆ"สำหรับคนเหล่านี้ ส่วนNMGนั้นไม่ต้องห่วง เพราะมีพวกตระกูล"จึงรุ่งเรืองกิจ"มหาเศรษฐีแบกรับภาระไว้ด้วยความอ่วมอรทัย ชนิดที่กลืนก็ไม่เข้า คายก็ไม่ออก ได้แต่กลอกตา

สมาคมนักข่าวยืนยันเนชั่นอาการแย่ พนักงานเผยขวัญระส่ำ


ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย รายงานว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในปีนี้มีผลกระทบต่อธุรกิจสื่อสารมวลชนหลายค่าย รวมทั้งเครือเนชั่นที่ได้เปิดโอกาสให้พนักงานสมัครใจลาออก(เออลี่รีไทร์)มาหลายรอบแล้ว

พนักงานเนชั่นรายหนึ่งที่ขอสงวนนามได้ยินดีเปิดเผยกับ"ไทยอีนิวส์"ว่า ยอดขายสิ่งพิมพ์ในเครือตกหนักมากในช่วง4ปีมานี้ ทั้งหนังสือพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษTHE NATION หนังสือพิมพ์คมชัดลึก กรุงเทพธุรกิจ และเนชั่นรายสัปดาห์ โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน เนื่องจากคนใน2ภาคดังกล่าวมองว่าเครือเนชั่นเลือกที่จะเอียงข้างฝ่ายอำมาตย์ และรัฐบาลประชาธิปัตย์ มีอคติต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และผู้สนับสนุนทักษิณ รวมทั้งพวกเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง

"ยอดขายแย่มาก ขนกลับมากองพะเนินตลอด พนักงานเนชั่นขวัญกำลังใจตกต่ำมาก ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงคิวตัวเองต้องโดนบีบออก ขนาดบริษัทขายตึกที่บางนาแล้วก็ไม่ได้ช่วยให้สภาพการณ์ดีขึ้นเลย"พนักงานเนชั่นกล่าว

ขณะนี้เนชั่นต้องหารายได้ทุกทาง เช่น การจัดทัวร์ไปเที่ยวไหว้พระตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดีย การจัดโครงการสอนอบรมนักข่าวเพื่อหารายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการ แต่ที่ได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆคือการจัดอีเว้นต์ให้กับรัฐบาลชุดนี้ และโฆษณาผ่านรายการที่รัฐบาลให้เวลาไปทำทางฟรีทีวีช่องต่างๆหลังรัฐประหาร19กันยา แต่เนชั่นไปบันทึกลงบัญชีเป็นกำไรของNBCที่เป็นบริษัทลูก ส่วนNMGที่เป็นบริษัทแม่แสดงผลขาดทุน

ขายตึกเนชั่นหวังฟัน1,380ล้าน แต่จบที่ราคา955ล้าน


เมื่อวันที่ 2 5มกราคม 2551 วงการสื่อก็ตกตลึง เมื่อนายธนะชัย สันติชัยกูล กรรมการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)-NMG เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ เมื่อวันที่ 23 มกราคม มีมติอนุมัติขายสินทรัพย์ของบริษัทรวมมูลค่า 1,379.75 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย ที่ดิน 4 ไร่ 3 งาน 72 ตร.ว. พร้อมอาคารสำนักงานใหญ่ พื้นที่รวม 14,212 ตารางเมตร และพื้นที่สำนักงานอาคารเนชั่นทาวเวอร์ ซึ่งเป็นห้องชุดจำนวน 191 ห้องชุด พื้นที่รวม 44,950.32 ตารางเมตร ในอาคารชุดชื่อ อาคารชุดเนชั่นทาวเวอร์

นายธนะชัยกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการขายสินทรัพย์ดังกล่าว เพื่อการปรับปรุง process ในการดำเนินงาน และเพื่อนำเงินที่ได้รับไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งจะช่วยลดภาระหนี้สินและลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และทำให้บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น

ต่อมา NMG แจ้งว่า ได้ลงนามในสัญญาจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัท ในส่วนที่เป็นอาคารสำนักงานใหญ่ (พร้อมด้วยที่ดินที่อาคารตั้งอยู่) และพื้นที่สำนักงานซึ่งเป็นห้องชุดในอาคารเนชั่น ทาวเวอร์แล้ว โดยขายให้กับบริษัท ช.ชนะอนันตพาณิชย์ จำกัดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 คาดว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 30 เมษายน 2551 มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน 955 ล้านบาท ชำระเงินงวดเดียวในวันโอนกรรมสิทธิ์

การขายตึกครั้งนี้เนชั่นขายถูกกว่่าที่ตั้งไว้ถึง 425 ล้านบาททีเดียว สำหรับบริษัทช.ชนะอนันต์ เป็นกิจการในเครือเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ปรากฎการณ์ครั้งนี้ทำให้วงการสื่อมองว่าเนชั่นน่าจะถูกกดราคาลงมากเพราะ"ร้อนเงิน"

ขายตึกแล้วแต่NMGอาการหนักกว่าเก่าขาดทุนเพิ่ม แต่บริษัทลูกทำทีวีรวยขึ้่น

ผู้บริหารNMGบอกว่าหลังขายตึกแล้ว ในงวดปี2552น่าจะพลิกมาเป็นกำไร แต่เรื่องจริงคือครึ่งแรกปี2552นี้ขาดทุนหนักกว่าเก่า ในงวด6เดือนแรกปีนี้ บริษัทแจ้งผลขาดทุนสุทธิ 111 ล้านบาทจากปีก่อนกำไรสุทธิื1.11ล้านบาท

NMGแจ้งว่า สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2552 มีขาดทุนจากการดำเนินงานก่อนภาษีเงินได้ ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิและอื่นๆจำนวน 68.22 ล้านบาท หากรวมภาษีเงินได้ 16.17 ล้านบาท ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิ 25.03 ล้านบาท
และรายการตั้งค่าเผื่อสินค้าล้าสมัยของสินค้าคงเหลือ 1.51 ล้านบาท ผลประกอบการสำหรับ 6 เดือนแรกของปี2552 จะแสดงเป็นขาดทุน 110.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานของบริษัทมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

รายได้จากการขายและบริการในช่วง 6 เดือนแรก 2552 ลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ 27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36 เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อยละ 8 นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19 โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8 และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33 นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ และบริการรับขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 35

สุทธิชัยเจอฟูกนิ่มNBCรองรับ แต่"จึงรุ่งเรืองกิจ"ติดดอยบ่นอุบ

คนทั่วไปมักเข้าใจว่าสุทธิชัยถือหุ้นใหญ่NMG แต่ความจริงเป็นสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งไทยซัมมิต ออโตพาร์ต บริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งเป็นพี่สะไภ้ของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

คนมักเข้าใจผิดอีกว่า ทักษิณ ชินวิตร เป็นแบ็คให้สุริยะกับพวกจึงรุ่งเรืองกิจ เข้ามาซื้อNMGเพื่อเทกโอเวอร์กิจการเนชั่น เพราะหมั่นไส้ที่ถูกเนชั่นตามล้างตามราวี

สรุปคือผิดทั้ง 2 เรื่อง


นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง NMG กล่าวเปิดเผยว่า กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเข้าไปซื้อหุ้นเนชั่นตั้งแต่ปี 2546 ด้วยเงินลงทุนหลายร้อยล้านบาท และปัจจุบันถือหุ้นประมาณ 20% นั้น หากราคาหุ้นเนชั่นขึ้นมาถึงต้นทุนที่ราคา 10 บาทต้นๆ ก็พร้อมจะขายทิ้ง แต่ยืนยันว่าจะไม่ยอมขายขาดทุนแต่อย่างใด

ราคาปิดของNMGเมื่อวันที่29ตุลาคม2550คือ5.50บาท ซึ่งหากนางสมพรต้องการขายที่ราคาทุน10บาทต้นๆก็แปลว่าเวลานี้น่าจะขาดทุนทางบัญชีอยู่กว่า50%

สาเหตุที่ตัดสินใจอยากขายหุ้นเนชั่นทิ้ง นางสมพร กล่าวว่า แม้บริษัทจะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น แต่บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ทั้งนี้กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเป็นเพียงผู้ถือหุ้น ไม่มีส่วนร่วมบริหารแต่อย่างใด

“ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น” นางสมพร กล่าว

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของนางสมพร และหลานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดทักษิณคนหนึ่ง และเขาเป็นผู้ถือหุ้นเนชั่นมัลติมีเดียอยู่ด้วย เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารสารคดี ถึงเบื้องหลังการเข้าไปซื้อหุ้นNMGว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ คือพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ผมคิดว่าไม่มีอะไรซับซ้อน คือไม่มีเหตุผลเชิงธุรกิจ คุณแม่ไม่ได้ต้องการซื้อหุ้นเนชั่นเพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร และตั้งแต่วันที่ซื้อจนถึงวันนี้ มันไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลยว่าจะซื้อเพื่อทำกำไร หรือเพื่อเข้าไปยึดครอง

"คืออย่างนี้ครับ ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ ผมคิดว่าด้วยความเป็นสื่อ อย่างแรกที่สุดคุณจะต้องมีภาพลักษณ์อะไรบางอย่างในการที่จะเข้าไปบริหารสื่อได้ และเรารู้อยู่แล้วว่าด้วยภาพลักษณ์ด้วยนามสกุลของเรา เราไม่สามารถเข้าไปได้ เราไม่ได้คิดว่าจะซื้อเพื่อเข้าไปยึดครอง ทั้งหมดนั้นเป็นความเข้าใจผิดของคนอื่น"

ฐานเศรษฐกิจไม่มีเส้นต้องปลดพนักงานรวดเดียว60คน

กิจการสื่อมวลชนอีกรายที่มีปัญหาจนต้องขายตึกคือฐานเศรษฐกิจ โดยตอนแรกได้ขายอาคารฐานเศรษฐกิจ 2 ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานพื้นที่ 2 หมื่นตารางเมตร ที่ในบริเวณใกล้กันกับตึก1ให้กับบริษัท คอม-ลิ้งค์ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อใหม่อาคาร ไอ ทาวเวอร์ เป็นอาคารสูง 32 ชั้น ถนนวิภาวดีรังสิต ใกล้ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว

ต่อมา บมจ. เจ-มาร์ท ได้ใช้เงินลงทุนประมาณ 700 ล้านบาท เข้าซื้ออาคารฐานเศราฐกิจตึก1 เนื่องจากฐานเศรษฐกิจ มีเจ้าหนี้คือ ธนาคารกรุงเทพ มีมูลหนี้ประมาณ 800 ล้านบาท และการเจรจาซื้อ อาคารฐานเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นหนึ่งในแผนการแก้ไขปัญหาหนี้ของบริษัท


ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อฯรายงานว่า ภาวะทางเศรษฐกิจที่สั่นคลอนในขณะนี้ ทำให้ภาคธุรกิจหลายส่วนต้องปรับตัวให้อยู่รอด ไม่เว้นแม้แต่วงการธุรกิจสื่อมวลชน ล่าสุดบริษัทหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ มีคำสั่งเลิกจ้างพนักงานเมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมาจำนวน 60 คน


นายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจให้ข้อมูลว่า บริษัทได้บอกเลิกจ้างพนักงาน 60 คนจริง ซึ่งไม่ใช่นักข่าวทั้งหมด มีพนักงานของแผนกอื่นรวมอยู่ด้วย

สำหรับสาเหตุที่ต้องเลิกจ้างเพราะปัญหาสภาวะทางการเงินของบริษัทที่มีรายจ่ายมากกว่ารายได้จำนวนมาก จึงจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยปรับลดขนาดองค์กรเพื่อให้อยู่ได้ และการปรับลดพนักงานครั้งนี้ทางบริษัทได้จ่ายค่าชดเชยตามกฏหมายแรงงาน ซึ่งต้องดูตามอายุงานพนักงานแต่ละคน แต่การจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานนั้น ทางบริษัทไม่สามารถจ่ายครั้งเดียวได้ จึงจำเป็นต้องขอผ่อนจ่ายเป็นรายงวด

ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อฯกล่าวว่า อย่างไรก็ตามภายในรอบปีนี้ ไม่เพียงบริษัทฐานเศรษฐกิจเท่านั้นที่ถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงานจนต้องเลิกจ้างพนักงานเป็นจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ บริษัทจีจีนิวส์เน็ตเวริ์ค หรือคลื่น บิสิเนสเรดิโอของนายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ก็ต้องปิดตัวลงเพราะภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน รวมถึงเครือเนชั่นก็มีการเปิดให้พนักงานเออลี่รีไทร์มาหลายรอบ
........
อ่านข่าวชุดInvestigative News:ช็อตต่อช็อตเปิดโปงสื่อโล้น

ภาพนายกฯทักษิณล่าสุดจากพนมเปญ

ที่มา thaifreenews







รูปจาก
http://www.newskythailand.us/board/index.php?PHPSESSID=bb6316fs8ieto06hlbe3539595&topic=8504.msg26645#msg26645
ขอบคุณครับ คุณลูกชาวนาไทย
ยิ่งได้ดูร่วมกับคลิปวีดีโอที่ คุณ Porsche นำมาลงไว้
http://www.thaifreenews.org/forum/index.php?topic=2139.0



มันเห็นได้ถึงความรู้สึกของความเป็นเพื่อนอย่างแท้จริงครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันนี้ เวลา 08:25:01 am โดย TFN »

โลกจับตา ไทย-เขมรเอาไง?

ที่มา บางกอกทูเดย์

บางกอก ทูเดย์ ขอยืนยันว่า ศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของชาติจะต้องมี และจำเป็นต้องมี แต่จะต้องเป็นกรณีของประเทศชาติเท่านั้นหากเป็นการรุกรานของประเทศอื่นๆ เป็นการหยามเกียรติของประเทศไทยโดยตรง แน่นอนว่าไม่ว่ากับประเทศใด ขืนทำเช่นนั้น.. จำเป็นต้องรบกัน ก็ต้องรบศักดิ์ศรีของประเทศไทย ประเทศไหนๆ ในโลกก็จะมาลบหลู่ไม่ได้นี่คือสิ่งที่อยู่ในสายเลือด อยู่ในจิตใจของคนไทยทุกคนอย่างแน่นอนมาช้านานแล้ว

แตกหักไม่ใช่ปัญหา แต่ต้อง “สุขุม”!!
คนไทยรักเกียรติภูมิของประเทศยิ่งชีวิต แต่การกระทบกระทั่งระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา เป็นเพียงการต่างมุมมองในแง่ของกฎหมายเท่านั้น

กระหึ่ม และเป็นที่จับตามองไปทั่วโลก กับกรณีระหองระแหงระว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาต้องย้ำว่าทั่วโลก ไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะภูมิภาคอาเซียนเท่านั้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นที่รู้จักของคนทั้งโลกแนวคิดในเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ” ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทำให้ทั้งโลกตื่นตัวขานรับ แม้แต่กระทั่งองค์การสหประชาชาติยังนำไปเป็นแนวคิดต้นแบบในการแก้ไขปัญหาความยากจนของโลก... นี่คือชื่อเสียงประเทศไทยในสายตาของโลกยิ่งหากนับรวมกับพระราชพิธีเฉลิมฉลองการครองราชย์ในฐานะพระมหากษัตริย์ ที่ทรงครองราชย์นานที่สุดในโลก ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับ

ประเทศไทยอีกมากมายนั่นคือในแง่ของสังคมประชาคมโลกในแง่ของความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่าในช่วงระยะเวลาประมาณ 7-8 ปีที่ผ่านมา บทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกนั้นมีเพิ่มมากขึ้นมาอย่างมากมายดังนั้นเมื่อมีการบาดหมางกันระหว่างรัฐบาลไทย กับรัฐบาลกัมพูชา ปรากฏออกไปสู่เวทีโลก จึงทำให้ทั่วโลกจับตามองว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นกับ 2 ประเทศที่มีพรมแดนติดกันเช่นนี้ยิ่งเรื่องนี้มาจากกรณีของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งพ้นตำแหน่งจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ด้วยแล้ว ทุกประเทศจึงต่างให้ความสนใจจับตามองด้วยกันทั้งสิ้นแน่นอนว่าในยุคปัจจุบันที่โลกเชื่อมต่อกันประหนึ่งไร้พรมแดน โดยเฉพาะโลกของข้อมูลข่าวสารที่ถึงกันหมด

ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแต่ละประเทศที่ล้วนแล้วแต่มีทูต มีภาคธุรกิจการลงทุน ที่สามารถได้รับข้อมูลต่างๆ ไม่แตกต่างกับคนในชาติแต่ละชาติเองเลยนั้นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองไทย นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กรณีของบรรดากลุ่มอำนาจต่างๆ รวมทั้งกลุ่มการเมือง และแม้แต่กระทั่งรัฐบาลปัจจุบันอย่าได้คิดว่า ต่างชาติจะไม่รับรู้ข่าวสาร... ขืนเชื่อแบบนั้นจะพาประเทศชาติลงเหวเอาง่ายๆดังนั้นการปลุกเร้าในเรื่องกระแสชาตินิยม จากกรณีประเทศไทย กับประเทศกัมพูชาจึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังและพิจารณาให้รอบคอบให้มากที่สุดเพราะหากกรณีนี้พลาด ระวังประเทศอื่นๆ อาจจะไม่วางใจที่จะคบหาสมาคมกับรัฐบาลไทยชุดนี้อีกต่อไป เพราะไม่แน่ใจกับวิธีการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบางกอก ทูเดย์ ขอยืนยันว่า ศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของชาติจะต้องมี และจำเป็นต้องมี แต่จะต้องเป็นกรณีของประเทศชาติเท่านั้นหากเป็นการรุกรานของประเทศอื่นๆ เป็นการหยามเกียรติของประเทศไทยโดยตรง แน่นอนว่าไม่ว่ากับประเทศใด ขืนทำเช่นนั้น.. จำเป็นต้องรบกัน ก็ต้องรบ

ศักดิ์ศรีของประเทศไทย ประเทศไหนๆ ในโลกก็จะมาลบหลู่ไม่ได้นี่คือสิ่งที่อยู่ในสายเลือด อยู่ในจิตใจของคนไทยทุกคนอย่างแน่นอนมาช้านานแล้วอย่างไรก็ตามจะต้องไม่เกี่ยวกับศักดิ์ศรีหน้าตาของรัฐบาล หรือของนายกรัฐมนตรีโดยเด็ดขาด เพราะรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี มาแล้วก็ไป จึงไม่ใช่เรื่องที่จะมาผูกโยงว่ารัฐบาลเสียหน้า แล้วหมายความว่าประเทศชาติเสียศักดิ์ศรี... มันคนละเรื่องกันในขณะที่เรื่องนี้ อย่าว่าแต่คนต่างประเทศเลย ที่สงสัยว่าการทำรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 และการระเห็ดระเหเร่ร่อนตามประเทศต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองแม้แต่คนไทยเองนี่แหละ ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า เป็นเรื่องการเมือง เป็นเรื่องลี้ภัยการเมือง แล้วแบบนี้จะไม่ให้หลายๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศกัมพูชามองในประเด็นนี้ได้อย่างไรดังนั้นหากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มั่นใจว่าเรื่องนี้ไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเลย สิ่งที่ต้องทำคือการชี้แจง คือการสร้างความเข้าใจกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่ใช่การลดระดับความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ

ถ้าเกิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไปประเทศอื่นๆ ที่นอกเหนือจากกัมพูชา แล้วประเทศเหล่านั้นมองว่า กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ สืบเนื่องมาจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงน่าจะเป็นประเด็นลี้ภัยการเมือง จึงไม่ส่งตัวให้ทางการไทย แบบนี้นายอภิสิทธิ์ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ไม่เที่ยวไปลดระดับความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ หมดหรือ?สมควรหรือไม่ที่ จะต้องมองเรื่องของประเทศชาติเป็นหลัก มากกว่าที่จะมองหน้าตาของตนเองและพวกพ้องที่เป็นรัฐบาล... หรือว่าคำบงการที่ต้องไล่บี้ขยี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ได้นั้น เป็นสัญญาที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ขืนไม่ทำ อาจจะทำให้ไม่ได้เป็นรัฐบาล ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป... เช่นนั้นใช่หรือไม่เพราะถึงวันนี้ ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ในสายตาและการรับรู้ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก กลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองภายในประเทศที่สืบเนื่องจากการรัฐประหารไปแล้วยิ่งเมื่อรัฐบาลและนายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้าทำงานที่กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของกัมพูชาในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้

เพื่อร่วมประชุมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจของกัมพูชากว่า 300 คน หากเดินทางเข้าไปจริง รัฐบาลก็ต้องทำเรื่องขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดีตามขั้นตอนแน่โดย นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า หากจริง ก็เป็นเรื่องที่สำนักงานอัยการสูงสุดจะต้องทำเรื่องตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน มายังกระทรวงการต่างประเทศเพื่อดำเนินการ เพราะขณะนี้ได้แปลเอกสารต่างๆ เตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว นายพนิช กล่าวด้วยว่า เมื่อทำเรื่องส่งไปยังประเทศกัมพูชาแล้ว ต้องรอดูท่าทีของกัมพูชา โดยต้องให้เวลาในการดำเนินการตามกระบวนการของกัมพูชาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากมีการตอบกลับมาว่า ไม่ส่งตัว ก็ต้องพิจารณาทบทวนความสัมพันธ์ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลไทยกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อตกลงต่างๆ ที่ทำร่วมกันระหว่างไทยกับกัมพูชา รวมทั้งเรื่องการให้ความช่วยเหลือต่างๆ ด้วย แต่ขอยืนยันว่า ยังไม่ถึงขั้นตอนทางทหารอย่างแน่นอน เพราะขั้นตอนนั้นจะเป็นขั้นตอนสุดท้าย

เช่นเดียวกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ที่กล่าวว่า เป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้อยู่แล้ว เมื่อสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษา แสดงว่ามีการเตรียมการเดินทางไปที่กัมพูชา รัฐบาลไทยก็ต้องติดต่อรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการ เพื่อยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ที่หนีคดีอาญาไปจากประเทศไทย และไทยกับกัมพูชาก็มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน จึงต้องให้กัมพูชาส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ มารับโทษที่ประเทศไทยนั่นเป็นสิทธิที่รัฐบาลไทยสามารถที่จะกระทำได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องแล้วแต่ว่าประเทศนั้นๆ จะมองว่าเป็นประเด็นคนร้ายข้ามแดน หรือเป็นเรื่องลี้ภัยการเมืองหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตรงนี้ ทั่วโลกมีมาช้านานแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่จะคิดเองได้ตามที่ต้องการ... ดังนั้นจุดนี้จะต้องระวังเพราะขนาดอย่างกรณีของนายราเกซ สักเสนา ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ หรือแบงก์บีบีซี ซึ่งทางกระทรวงต่างประเทศของไทย ก็ได้มี

หนังสือขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังรัฐบาลแคนาดาแต่ก็ต้องใช้เวลากว่า 7-8 ปี กว่าที่ประเทศแคนาดาจะยอมส่งตัวนายราเกซกลับมาให้ประเทศไทยดำเนินคดีเมื่อเร็วๆ นี้เพราะทางการแคนาดาเองก็ต้องใช้กระบวนการศาลพิสูจน์ให้ชัดเจนก่อนว่า นายราเกซมีฐานะเป็นผู้ร้ายข้ามแดนตามที่ทางการไทยระบุหรือไม่ ซึ่งก็พิสูจน์กันถึง 3 ศาล จนกระทั่งมั่นใจ และทำให้เกิดการส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนในที่สุดดังนั้น กระทรวงต่างประเทศจะต้องให้ข้อมูลเทียบเคียงกรณีราเกซกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ให้ชัดว่า แม้ทางการไทยจะมีการทำหนังสือขอตัวให้ส่งทางการกัมพูชาส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดีในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนแต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่า ไม่รู้ว่าทางการกัมพูชา จะเห็นด้วยกับกรณีผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ หรือว่าจะมีกระบวนการตรวจสอบความเป็นผู้ร้ายข้ามแดนเช่นเดียวกับรัฐบาลแคนาดาก่อนหรือไม่

ซึ่งหากเป็นกระบวนการเช่นนั้น ก็อาจจะต้องใช้เวลาไม่น้อย ดังกรณีตัวอย่างจากนายราเกซนั่นเอง ฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางการทูต ที่แม้ว่าวันนี้รัฐบาลไทยจะลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตไปแล้ว แต่ก็ไม่ควรจะให้บานปลายไปมากกว่านี้ประเทศไทยไม่กลัวกัมพูชา และคนไทยก็พร้อมที่จะรบกับกัมพูชาแน่ ถ้าเป็นกรณีที่ต้องรักษาเกียรติภูมิของชาติแต่วันนี้ยังเป็นเรื่องของมุมมองที่แตกต่าง ของคำว่า “ผู้ร้ายข้ามแดน” รัฐบาลจึงไม่ควรเอาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศเพื่อนบ้านไปสุ่มเสี่ยงจนเกินไปรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะต้องใช้เวทีโลกให้เป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากกว่าที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยให้แก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาได้ดีกว่านี้ประเทศไทยจะเป็นพี่ใหญ่ในภูมิภาคอาเซียนได้ ต้องสุขุมและหนักแน่นมากๆ เข้าไว้...

Tuesday, November 10, 2009

"พ.ต.ท.ทักษิณ" เดินทางถึงพนมเปญแล้ว

ที่มา Voice TV



พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางโดยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวจากอินเดียถึงกัมพูชาแล้ว เตรียมบรรยายพิเศษการประชุมด้านเศรษฐกิจ12พ.ย.นี้
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวจากประเทศอินเดีย ไปถึงกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชาแล้ว เมื่อเวลา 09.49 น.ตามเวลาในประเทศไทย เพื่อเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา และเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมประชุมด้านเศรษฐกิจกับรัฐบาลกัมพูชา ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552

กลุ่มกรุงเทพฯ50ย้ายซบ"เพื่อไทย"ลั่นต้องเลือกข้าง จวกรบ.นำชาติฝ่าวิกฤตไม่ได้-คอร์รัปชั่น-ไร้ภาวะผู้นำ

ที่มา มติชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 10 พฤศจิกายน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพท. แถลงเปิดตัวสมาชิกกลุ่ม “กรุงเทพฯ 50” รวม 48 คน นำโดยพ.ต.ท. กุลธน ประจวบเหมาะ หัวหน้ากลุ่ม เข้าเป็นสมาชิกใหม่ของพท. หลังลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา (รช.) เมื่อ 2 ปีก่อน เนื่องจากไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งปี 2550 โดยมีผู้บริหารพท. รวมถึงพล.อ.อ. สุเมธ โพธิ์มณี ร่วมให้กำลังใจอย่างพร้อมเพรียง

พ.ต.ท. กุลธนกล่าวว่า กลุ่มกรุงเทพ 50 เกิดจากการรวมตัวของคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ มีชาติตระกูลและบรรพบุรุษทำงานรับใช้ประเทศชาติมายาวนาน ซึ่งตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลไม่สามารถนำประเทศฝ่าวิกฤตไปได้ อีกทั้งยังมีข่าวการคอร์รัปชั่น และเกิดปัญหาเรื่องการไร้ภาวะผู้นำ กรณีไม่สามารถแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ จึงถึงเวลาที่กลุ่มกรุงเทพฯ 50 ต้องเลือกข้าง

"การสมัครเข้าเป็นสมาชิก พท. มีวัตถุประสงค์ 5 ประการคือ 1. ต้องการแสดงความเชื่อมั่นในความจงรักภักดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่าไม่ได้คิดทรยศชาติ 2.ต้องการเห็นความยุติธรรมแท้จริงเกิดขึ้นในสังคม 3.ต้องการโอกาสใช้ความรู้ความสามารถของสมาชิกในกลุ่ม 4.ต้องการให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะการนำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ และ 5.ต้องการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น" พ.ต.ท.กุลธนกล่าว และว่า การสมัครเป็นสมาชิก พท.นั้นได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ เช่น นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ มาก่อนหน้านี้ 4-5 เดือนแล้ว และตัดสินใจแล้วว่าจะเปิดตัวในช่วงนี้

"จิ๋ว"ทำมึนฝากถาม"ป๋าเปรม"ขัดแย้งอะไร-ชี้สมานฉันท์คนไม่เกี่ยวอย่าจุ้น

ที่มา มติชน

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงปัญหาความสัมพันธ์กับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ว่า ตนไม่ทราบจริงๆว่า ไปทำอะไรขัดแย้งกับท่าน อย่างไรก็ตามตนเชื่อในความจงรักภักดีในชาติและราชบัลลังก์ของพล.อ.เปรม และเคยทำงานร่วมกับท่านมานาน แต่ไม่ทราบจริงๆ ว่ามีอะไรขัดแย้ง ขอความกรุณาสื่อช่วยถามท่านแล้วบอกตนทีว่ามีความขัดแย้งอะไร


เมื่อถามว่าการประกาศจะสร้างความสมานฉันท์ในชาติจะมีแนวทางการดำเนินการอย่างไร พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้เท่านั้น แต่เกิดยาวนานมากกว่า 77 ปี เพราะในประเทศไทยเป็นการเมืองการปกครองที่ไม่เป็นธรรม อำนาจไม่ได้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ทำให้เกิดสังคมที่แตกต่างกันและส่งผลให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น ต้องเข้าใจว่า สังคมที่แตกแยก คือ สังคมที่แตกต่าง อย่างสังคมที่มีคนรวยนิดเดียว แต่คนจนมาก ความแตกต่างก็ทำให้เกิดปัญหาในรูปแบบต่างๆทำให้เกิดการต่อสู้กันในบ้านเมือง มีการจับปืนเข้าป่าไปต่อสู้กันเป็นสงครามกลางเมือง ต่อมาก็เกิดความขัดแย้งกันอีกมีประชาชนแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย มีเหลือง-แดง ก็เอาไม้หน้าสามมาตีกัน การแก้ไขคือทำให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ทำให้ความแตกต่างทางสังคมน้อยลง ความแตกแยกก็น้อยลง หน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องก็อย่าไปยุ่งเกี่ยว มันก็จบ ให้เป็นอำนาจของประชาชนอย่างแท้จริง