WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 12, 2009

ปากคำคนข่าวกัมพูชา: "สื่อของกัมพูชาตอนนี้ระมัดระวังสูง แต่ส่วนมากไม่กล้าเสนอแบบโง่ๆ หรือเสนอแบบตามใจฉัน"

ที่มา ประชาไท
นายสม ไชยา บ.ก.สถานีโทรทัศน์CTN กัมพูชา

11 พ.ย. นายสม ไชยา บ.ก.สถานีโทรทัศน์CTN (Cambodian Television Network) กัมพูชา ร่วมเสวนาเรื่อง หัวอกคนไทยและธุรกิจไทยในกัมพูชา ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กล่าวถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาว่าถึงอย่างไรก็ไว้ใจผู้นำว่าจะสามารถทำให้ปัญหายุติลงได้ พร้อมระบุว่าสื่อกัมพูชาระมัดระวังในการนำเสนอข่าวอย่างมาก เนื่องจากเคยได้รับบทเรียนจากกรณีเผาสถานทูตไทยในกัมพูชามาแล้ว

"ถึงอย่างไรก็ไว้ใจผู้นำ เราต้องคิดดีเพื่อให้สถานการณ์ที่เลวร้ายเป็นไปในทางที่ดี ผมเห็นหัวอกคนทำมาค้าขายที่กัมพูชาเพราะว่าทุกคนก็พะวง ถึงอย่างไรก็ขออย่าให้ถึงกับปิดพรมแดน เพราะมันจะกระทบทั้งสองฝ่าย เพราะธุรกิจที่คนไทยส่งไปที่กัมพูชามีมูลค่ากว่าสองพันล้านเหรียญต่อปี ในปีที่แล้ว และสินค้าของกัมพูชามีมูลค่า 90 ล้านเหรียญ ต่างกันเยอะ บางสื่อก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าทางไทยจะกระทบมาก เพราะไทยส่งสินค้าไปในกัมพูชาเยอะ แต่ว่าก็กระทบต่อคนกัมพูชาอยู่เยอะเหมือนกันเพราะคนกัมพูชาก็ได้กำไรจากการค้าขายสินค้าไทย"

นายสม ไชยายังกล่าวด้วยว่าตอนที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร คนกัมพูชาชอบและสนับสนุนสินค้าไทยมาก ทั้งนี้เพราะพรมแดนที่ติดกับกัมพูชาก็คือไทย ลาวและเวียดนาม โดยที่ชาวกัมพูชานิยมเดินทางมาเมืองไทมาก ทั้งมาเพื่อรักการรักษาทางการแพทย์หรือมาเพื่อซื้อสินค้า

"มาม่านี่คือสิ่งที่รู้จักกันดี การรักษาก็มาที่ศิริราช แต่ตั้งแต่มีปัญหาเรื่องเขาพระวิหารนั้นก็เริ่มถอยลง และตั้งแต่ 1 เดือนนี้ ก็มีคนมาไทยน้อยลงมาก และบางคนมารักษาโรค ก็มาเช้ากลับเย็น รีบกลับ บางคนก็เปลี่ยนไปเวียดนามแทน และบางคนก็ไปสิงคโปร์ สินค้าไทยก็ยังขายเหมือนเดิม ยังมีคนสนับสนุนอยู่ แต่ว่าทางเวียดนามก็พยายามผลักสินค้าของเวียดนามเข้ามาเหมือนกัน แม้ว่าคนกัมพูชาจะไม่ชอบมากนักเพราะเปรียบเทียบแล้วคนกัมพูชาชอบสินค้าไทยมากว่า อย่างไรก็ตามขณะนี้ก็มีสินค้าจากจีนและเกาหลีด้วย"

"ที่น่าห่วงก็คือ แต่ละคนคงไม่คิดว่าจะมีการทำให้กระทบของสองประเทศ เพราะท่านฮุนเซนก็ประกาศแล้วว่านี่เป็นความขัดแย้งระหว่างท่านกับท่านอภิสิทธิ์ คงไม่ทำให้เกิดผลกระทบกับทั้งสองประเทศ และตอนนี้เมื่อรัฐบาลไทยเริ่มอ่อน และท่านฮุนเซนก็กล่าวว่าถ้าไทยทำอะไร ทางกัมพูชาก็จะทำตาม คือถ้าไทยปิดสถานทูตกัมพูชาก็จะปิดด้วย ประชาชนที่กรุงพนมเปญ ก็ไม่มีความรู้สึกอะไร เฉยๆ ติดตามข่าวแต่ไม่ตื่นตระหนกมาก ไม่กังวลเรื่องสินค้าไทยจะไม่มีขาย"

บรรณาธิการของ CTN วิเคราะห์สถานการณ์สื่อในกัมพูชาต่อปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าปัจจุบันมีสื่อที่หลากหลายขึ้นและประชาชนมีความรู้มากขึ้น เขาเชื่อว่าในปัจจุบันนี้น่าะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงในกัมพูชาที่มีผลมาจากข่าวลือดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับกรณีการเผาสถานทูตไทย ซึ่งในขณะนั้นมีสื่อน้อยและคนยังมีความรู้ไม่มาก ทำให้ข่าวลือแพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว

"ก่อนหน้านี่มีการเผาสถานทูตเพราะสื่อมีน้อยประชาชนมีหลายฝักฝ่าย ความรู้ไม่มาก แต่ถ้าถามว่าจะมีการเผาสถานทูตอีกไหม คิดว่าไม่มี ถามว่าทำไมเร็วขนาดนั้น ตอนนั้นท่านก็ทราบนะครับว่าเรื่องนครวัด แล้วสื่อมวลชนก็เสนอปลุกกระแสจนกระทั่งเผาสถานทูต เปรียบเทียบกับตอนนี้ รัฐบาลเอาใจใส่และระมัดระวังรวมทั้งสื่อเสนอด้วยความระมัดระวัง เพราะมีบทเรียนมาแล้ว เรื่องการเพิ่มเติมโดยไม่พิจารณาและคำนึงถึงสวัสดิภาพที่จะปะทะกันร้ายแรง เช่น เขาพระวิหารนี่เราก็ระมัดระวังที่สุดเลย เพราะเราไม่อยากให้กระทบกระทั่งกัน แล้วทางสื่อของกัมพูชาตอนนี้ระมัดระวังสูง แต่ส่วนมากไม่กล้าเสนอแบบโง่ๆ หรือเสนอแบบตามใจฉัน เพราะกระแสนี้จะทำให้สนุกถึงใจของคนบางคน และเราก็ไม่รู้ว่ามือที่สามจะมาอย่างไร เพราะอันตรายอยู่ในที่มืด เพราะคนกัมพูชามบทเรียนจากทั้งจาก สงคราม ที่ตายเป็นล้าน คนที่พนมเปญกลัวการชุมนุมเพราะกลัวการแทรกแซง รัฐบาลเองก็ระมัดระวังเพราะว่ามือที่สามจะฉวยโอกาสได้ทุกเวลา"

บรรณาธิการผู้นี้กล่าวต่อไปด้วยถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและกัมพูชาที่กำลังเติบโต และโอกาสที่ไทยและกัมพูชาจะได้เจรจากัน "ขณะนี้ทางรถไฟที่เชื่อมระหว่างไทยกัมพนมเปญปลายปีนี้จะเริ่มสร้างแล้ว ทางรถไฟสายนี้ก็สำคัญนะครับ ผมดูแล้วคงเจอกันแล้วหาทางคุยกันเช่นท่านสุรินทร์ ท่านได้ส่งสาส์นไปแล้วขอให้คุยกัน และการประชุมเอเปกที่สิงคโปร์วันที่ 15 ที่จะถึงนี้ ที่อภิสิทธิ์จะนั่งเป็นประธาน ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดี ต้องคิดให้ดีครับเพราะยุคนี้เขาแข่งกันเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ต้องรอบคอบและเรียนรู้"

"ยากนะครับ ตลาดถ้าปิดนี่ เราปล่อยทิ้งให้หญ้าขึ้น ก็มีงูอีกนะ รักษาไว้เถอะเรื่องการค้ามีหลายบริษัทคนไทยที่ปิดม้วนเสื่อกลับมา ผมเคยบอกเพื่อนๆ ว่ามาลงทุนเถอะที่กัมพูชาน้ำยังตื้นอยู่ และสินค้าไทยบางอย่างเวียดนามไม่ให้เข้าแต่ไหลผ่านจากัมพูชาไป ผมคิดว่าถ้าท่านทักษิณกลับไปก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นี่คือข่าว มันก็อย่างนี้ละครับ คนค้าขายก็สู้กันไป นักการเมืองก็ทำแบบนักการเมือง สื่อก็ทำหน้าที่ไป แต่เราเน้นไม่ปลุกระดม คนกัมพูชาเขาจะเข็ดเรื่องที่โดนมาแล้วเขาจะระมัดระวัง เรื่องเผาสถานทูต ผู้ว่าฯ โดนไล่ออกทันที คุมไม่ทันจริงๆ แล้วตอนนั้นผมก็ติดต่อท่านนายกฮุนเซน ท่านไม่มีคำพูดอะไรนอกจากบอกว่าต้องชดใช้เขา เสียใจ ขอโทษเขา มีทางเดียว ตัวผมเองผมระมัดระวังไม่เสนอข่าวให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่" นายสม ไชยา กล่าวในที่สุด

“เครือข่ายคนไทยเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง” จี้ “รัฐบาลไทย” หยุดแทรกแซง “กัมพูชา”

ที่มา ประชาไท

วานนี้ (11 พ.ย.52) เครือข่ายคนไทยเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงออกแถลงการณ์ ระบุข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้หยุดแทรกแซงกิจการภายในของรัฐบาลประเทศกัมพูชา และหยุดกล่าวอ้างว่าการแต่งตั้งอดีตนายกของไทยเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชากระทบความรู้สึกของคนไทย เพราะในความเป็นจริงเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจและเคารพอำนาจอธิปไตยของรัฐบาลกัมพูชา และไม่ต้องการมีความขัดแย้งใดๆ กับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้ง แทนที่จะตามล่าคนคนเดียว โดยการแทรกแซกอำนาจอธิปไตยของประเทศอื่น สิ่งที่ควรต้องทำคือ การดำเนินการทางกฏหมายกับกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ ที่กระทำผิดกฏหมาย อย่างจริงจัง และใช้มาตรฐานเดียวกันในการปฏิบัติต่อประชาชนจากทุกภาคส่วนในสังคมไทย

นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ หยุดการรณรงค์และโฆษณาชวนเกี่ยวกับลัทธิชาตินิยมผ่านสื่อต่างๆ เพราะยิ่งทำมากเท่าใด ยิ่งสร้างความแตกแยกระหว่างคนไทยในสังคมเพิ่มมากขึ้น และให้คืนอำนาจให้คนไทยโดยการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่โดยเร็วที่สุด

“พวกเราเครือข่ายคนไทยเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ไม่ยอมรับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์และการกระทำใดๆ ในรัฐบาลของเขา นอกจากนี้ การก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ใช้เสียงส่วนน้อยเหนือเสียงส่วนใหญ่ รัฐบาลนี้จึงไม่มีคุณสมบัติที่จะดำรงตำแหน่งผู้นำของประเทศอีกต่อไป” แถลงการณ์ระบุ

คำแถลงการณ์ของ “เครือข่ายคนไทยเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง”
หลังจาก 3 ปี ของการทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ใช้กลวิธีที่สกปรกและน่ารังเกียจในการก้าวขึ้นสู่อำนาจ ภายใต้การสนับสนุนของเครือข่ายอำมาตย์ กองทัพ และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
กว่า 10 เดือนที่ทำหน้าที่ รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ไม่เพียงทุจริตคอรัปชั่นอย่างมโหฬารเท่านั้น แต่ยังบิดเบือนหลักการทางประชาธิปไตย ละเมิดสิทธิมนุษยชน ริดรอนเสรีภาพในการพูดและแสดงออกของประชาชน ตลอดจนทำลายระบอบกฎหมายของบ้านเมือง สถานีวิทยุชุมชนหลายแห่งทุกแทรกแซง เวบไซต์ทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลนี้ หลายเวบไซต์ถูกปิด และผู้บริสุทธิ์ส่วนหนึ่งที่เป็นปรปักษ์กับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ถูกกล่าวหาและขังคุกโดยไม่รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ในทางตรงกันข้าม กลุ่มพันธมิตรฯ และผู้สนับสนุนเสื้อเหลือง “ทำอะไรก็ได้ ไม่ผิด” หลังจากเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลากว่า 3 เดือนในปี 2551 และยึดสนามบินนานาชาติของไทยเป็นเวลา 1 สัปดาห์ในปลายเดือนพฤศจิกายนของปีเดียวกัน แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความผิดและความรุนแรงใดๆ ที่ได้กระทำขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ส่วนหนึ่งยังได้รับรางวัลเป็นการตอบแทนหรือได้รับตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ตัวอย่างเช่น นายกษิต ภิรมย์ หนึ่งในผู้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สำคัญ และมีส่วนในการยึดสนามบินนานาชาติของไทย ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์
ล่าสุด รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้เรียกทูตไทย ประจำประเทศกัมพูชากลับประเทศไทย หลังจากรัฐบาลกัมพูชาได้แต่งตั้ง ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ผู้ถูกทำรัฐประหารของเผด็จการทหารเมื่อปี 2549 ให้เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา และเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา การกระทำแบบเด็กๆ และเกินกว่าเหตุของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ไม่เพียงเพิ่มความเกลียดชังต่อรัฐบาลนี้ของคนไทยหลายล้านคนที่ยังคงสนับสนุนอดีตนายกอันเป็นที่รักของพวกเขา แต่ยังอาจนำไปสู่การสูญเสียผลประโยชน์ทางการค้าตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศขาดสะบั้นลง ยิ่งไปกว่านั้น อาจสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อความเป็นปึกแผ่นของประเทศในชุมชนอาเซียน ในขณะเดียวกัน ไม่มีประโยชน์ที่รัฐบาลนี้จะร้องขอให้รัฐบาลต่างประเทศกดดันประเทศกัมพูชาให้ส่งตัวอดีตนายกของไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน มาให้ประเทศไทย ถ้าอดีตนายกปรากฎตัวในประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ หลายประเทศไม่คิดว่า อดีตนายกของไทยควรถูกขับออกจากตำแหน่งด้วยการทำรัฐประหารโดยใช้กำลังทางทหาร ดังนั้น จึงไม่น่าจะมีความเป็นไปได้ว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะได้รับการสนุบสนุน (จากอานารยะประเทศ) ในการกระทำที่เกินกว่าเหตุนี้
พวกเรา “เครือข่ายคนไทยเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ไม่ยอมรับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์และการกระทำใดๆ ในรัฐบาลของเขา นอกจากนี้ การก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ใช้เสียงส่วนน้อยเหนือเสียงส่วนใหญ่ รัฐบาลนี้จึงไม่มีคุณสมบัติที่จะดำรงตำแหน่งผู้นำของประเทศอีกต่อไป พวกเราเรียกร้อง รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ให้
1. หยุดแทรกแซงกิจการภายในของรัฐบาลประเทศกัมพูชา และหยุดกล่าวอ้างว่า การแต่งตั้งอดีตนายกของไทยเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา กระทบความรู้สึกของคนไทย เพราะในความเป็นจริง พวกเรามีความเชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจและเคารพอำนาจอธิปไตยของรัฐบาลกัมพูชา และเราไม่ต้องการมีความขัดแย้งใดๆ กับประเทศเพื่อนบ้าน
2. แทนที่จะตามล่าคนคนเดียว โดยการแทรกแซกอำนาจอธิปไตยของประเทศอื่น สิ่งที่ควรและต้องทำคือ ดำเนินการทางกฏหมายกับกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ ที่กระทำผิดกฏหมาย อย่างจริงจัง และใช้มาตรฐานเดียวกันในการปฏิบัติต่อประชาชนจากทุกภาคส่วนในสังคมไทย
3. ยุติการรณรงค์อย่างบ้าคลั่งและโฆษณาชวนเชื่อทั้งหมดเกี่ยวกับลัทธิชาตินิยมผ่านสื่อต่างๆ ยิ่งทำมากเท่าใด ยิ่งสร้างความแตกแยกระหว่างคนไทยในสังคมเพิ่มมากขึ้น จนไม่มีทางที่ความสมานฉ้นท์ภายในชาติจะเกิดขึ้นได้
4. Return power to the Thai people by dissolving parliament and holding new elections as soon as possible.

คำแถลงการณ์ของ เครือข่ายคนไทยเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย

ผมได้รับคำแถลงการณ์จากเครือข่ายคนไทยเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง ผมเห็นว่า “คำแถลงการณ์” นี้ น่าจะเผยแพร่ เพราะเป็นคำแถลงการณ์ของขบวนการประชาชนอย่างแท้จริง และเป็น “ส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประเทศไทยในทศวรรษนี้ ในอาคต สิ่งเหล่านี้จะเป็น “จารึกทางประวัติศาสตร์”

พวกเราเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ในการสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ของชนชาติไทย เรากำลังสร้างโลกให้กับลูกหลานเราในอนคต เราเป็น ประชาชนที่เทียบได้กับประชาชนในยุค “การปฎิวัติใหญ่ของฝั่งเศส” หรือยุคปฎิวัติใหญ่รัสเซีย

เรากำลังสร้างประวัติศาสตร์ของประชาชน

*******************************

คำแถลงการณ์ของ เครือข่ายคนไทยเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง

หลังจาก 3 ปีของการทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่่านมา พรรคประชาธิปัตย์นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ใช้กลวิธีที่สกปรกและน่ารังเกียจในการก้าวขึ้นสู่อำนาจ ภายใต้การสนับสนุนของเครือข่ายอำมาตย์ กองทัพ และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

กว่า 10 เดือนที่ทำหน้าที่ รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ไม่เพียงทุจริตคอรัปชั่นอย่างมโหฬารเท่านั้น แต่ยังบิดเบือนหลักการทางประชาธิปไตย ละเมิดสิทธิมนุษยชน ริดรอนเสรีภาพในการพูดและแสดงออกของประชาชน ตลอดจนทำลายระบอบกฎหมายของบ้านเมือง สถานีวิทยุชุมชนหลายแห่งทุกแทรกแซง เวบไซต์ทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลนี้ หลายเวบไซต์ถูกปิด และผู้บริสุทธิ์ส่วนหนึ่งที่เป็นปรปักษ์กับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ถูกกล่าวหาและขังคุกโดยไม่รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ในทางตรงกันข้าม กลุ่มพันธมิตรฯ และผู้สนับสนุนเสื้อเหลือง ทำอะไรก็ได้ ไม่ผิดหลังจากเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลากว่า 3 เดือนในปี 2551 และยึดสนามบินนานาชาติของไทยเป็นเวลา 1 สัปดาห์ในปลายเดือนพฤศจิกายนของปีเดียวกัน แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความผิดและความรุนแรงใดๆ ที่ได้กระทำขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ส่วนหนึ่งยังได้รับรางวัลเป็นการตอบแทนหรือได้รับตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ตัวอย่างเช่น นาย กษิต ภิรมย์ หนึ่งในผู้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สำคัญ และมีส่วนในการยึดสนามบินนานาชาติของไทย ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์

ล่าสุด รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้เรียกทูตไทย ประจำประเทศกัมพูชากลับประเทศไทย หลังจากรัฐบาลกัมพูชาได้แต่งตั้ง ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ผู้ถูกทำรัฐประหารของเผด็จการทหารเมื่อปี 2549 ให้เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา และเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา การกระทำแบบเด็กๆ และเกินกว่าเหตุของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ไม่เพียงเพิ่มความเกลียดชังต่อรัฐบาลนี้ของคนไทยหลายล้านคนที่ยังคงสนับสนุนอดีตนายกอันเป็นที่รักของพวกเขา แต่ยังอาจนำไปสู่การสูญเสียผลประโยชน์ทางการค้าตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศขาดสะบั้นลง ยิ่งไปกว่านั้น อาจสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อความเป็นปึกแผ่นของประเทศในชุมชนอาเซียน ในขณะเดียวกัน ไม่มีประโยชน์ที่รัฐบาลนี้จะร้องขอให้รัฐบาลต่างประเทศกดดันประเทศกัมพูชาให้ส่งตัวอดีตนายกของไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน มาให้ประเทศไทย ถ้าอดีตนายกปรากฎตัวในประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ หลายประเทศไม่คิดว่า อดีตนายกของไทยควรถูกขับออกจากตำแหน่งด้วยการทำรัฐประหารโดยใช้กำลังทางทหาร ดังนั้น จึงไม่น่าจะมีความเป็นไปได้ว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะได้รับการสนุบสนุน (จากอานารยะประเทศ) ในการกระทำที่เกินกว่าเหตุนี้

พวกเรา เครือข่ายคนไทยเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ไม่ยอมรับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์และการกระทำใดๆ ในรัฐบาลของเขา นอกจากนี้ การก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ใช้เสียงส่วนน้อยเหนือเสียงส่วนใหญ่ รัฐบาลนี้จึงไม่มีคุณสมบัติที่จะดำรงตำแหน่งผู้นำของประเทศอีกต่อไป พวกเราเรียกร้อง รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ให้

1. หยุดแทรกแซงกิจการภายในของรัฐบาลประเทศกัมพูชา และหยุดกล่าวอ้างว่า การแต่งตั้งอดีตนายกของไทยเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา กระทบความรู้สึกของคนไทย เพราะในความเป็นจริง พวกเรามีความเชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจและเคารพอำนาจอธิปไตยของรัฐบาลกัมพูชา และเราไม่ต้องการมีความขัดแย้งใดๆ กับประเทศเพื่อนบ้าน

2. แทนที่จะตามล่าคนคนเดียว โดยการแทรกแซกอำนาจอธิปไตยของประเทศอื่น สิ่งที่ควรและต้องทำคือ ดำเนินการทางกฏหมายกับกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ ที่กระทำผิดกฏหมาย อย่างจริงจัง และใช้มาตรฐานเดียวกันในการปฏิบัติต่อประชาชนจากทุกภาคส่วนในสังคมไทย

3. ยุติการรณรงค์อย่างบ้าคลั่งและโฆษณาชวนเชื่อทั้งหมดเกี่ยวกับลัทธิชาตินิยมผ่านสื่อต่างๆ ยิ่งทำมากเท่าใด ยิ่งสร้างความแตกแยกระหว่างคนไทยในสังคมเพิ่มมากขึ้น จนไม่มีทางที่ความสมานฉ้นท์ภายในชาติจะเกิดขึ้นได้

4. คืนอำนาจให้กับประชาชนโดยการยุบสภา และจัดการเลือกตั้งทั่วไปโดยเร็วที่สุด

*****************************

The Declaration of Thai Network for a True Democracy”

Three years after Thailand’s latest coup d’état on Sept. 19, 2006, the Democrat Party led by Mr. Abhisit Vejjajiva came to power in January 2009 through the use of dirty tactics to win a vote in parliament with the backing of the coup supporters, i.e. the autocratic network, the army, and the People’s Alliance for Democracy (PAD) group.

In its ten months in power, Abhisit’s government has corrupted and distorted democratic principles, abused human rights, sacrificed freedom of speech and expression, and destroyed the rule of law. Many community radio stations have been interfered with, political web sites against the government were closed down, and some innocents opposed to the current government have been charged and jailed without fair treatment. In contrast, the PAD and its yellow-shirt supporters “Can Do No Wrong”. After taking over Government House for more than 3 months in 2008 and seizing Thailand’s international airport for a week in late November of the same year, the PAD leaders have not taken responsibility for their wrongdoings and violent actions. Moreover, some PAD leaders and supporters have been rewarded or have received positions in Abhisit’s government. For instance, Mr. Kasit Piromya, one of PAD’s prominent supporters involved in the hijacking of Thailand’s international airport, was promoted to be the Minister of Foreign Affairs in Abhisit’s government.

Recently, Abhisit’s government has recalled Thai ambassador from Cambodia over its appointment of Dr. Thaksin Shinnawatra, the former Thailand Prime Minister ousted by the military coup in 2006, as a personal adviser to Cambodian Prime Minister Hun Sen and as an economics advisor to the Royal Government of Cambodia’s King Norodom Sihamoni. The Abhisit government’s childish over-reaction has not only increased animosity toward the government among millions of Thai people who support their former beloved prime minister, but it might also lead to a big loss of Thai trade along the Thai-Cambodian border if relations between the two countries are broken. This could cause significant damage to the unity of the ASEAN community. Meanwhile, it is useless to ask foreign governments to pressure Cambodia to extradite Mr. Shinnawatra if he appears in that country. Because many countries didn’t think Mr. Shinnawtra should have been deposed by a military coup in the first place, it is unlikely that Abhisit’s government will get much support for this over-reaction.

We, the “Thai Network for a True Democracy”, as part of the majority of people in Thai society, do accept neither Abhisit’s government nor its wrongdoings. Gaining position through undemocratic power with minority votes from the people, this government is disqualified to continue as Thailand’s leader. We, strongly ask the Abhisit’s government to:

1. Stop intervening in the Cambodian government’s internal affairs and stop claiming that Thai public opinion was affected by Cambodia’s appointment of Mr. Shinnawatra. Indeed, we believe that the majority of Thai people understand and respect the sovereignty of the Cambodian government and think we do not need to have any conflict with our close neighbor.

2. Instead of going after one person, i.e., former Prime Minister Thaksin, by interfering in other countries’ sovereignty, the Abhisit government should apply due process of law to PAD leaders for their illegal actions and use the same standard of treatment for people from all parties in Thai society.

3. Stop all misguided campaigns and propaganda about nationalism cults to try to fool the Thai people through the media. The more the government does, the more divided Thai society becomes, thus making national reconciliation impossible.

4. Return power to the Thai people by dissolving parliament and holding new elections as soon as possible.

***********************************

คลิปฮุนเซ็น-ทักษิณ ตอบผู้สื่อข่าววันนี้ (11 พ.ย.)

ที่มา Thai E-News













Wednesday, November 11, 2009

ฮุนเซนโอ๋ทักษิณ กษัตริย์ตั้ง ส่งตัวกลับไม่ได้

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_46093

สมเด็จฮุน เซน//พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

"ทักษิณ"ควง"ฮุนเซน" ให้สัมภาษณ์ทีวีเขมรโชว์ไอเดียแก้เศรษฐกิจ ด้านนายกฯเขมรให้เหตุผลไม่ส่งตัวให้ไทย เพราะกษัตริย์กัมพูชาแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา และคดีทักษิณเกิดขึ้นหลังรัฐประหาร..

ผู้สื่อข่าวรายว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 พ.ย. (ตามเวลาท้องถิ่น) กัมพูชาได้เผยเทปบันทึกการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของประเทศกัมพูชา ผ่านทางสื่อโทรทัศน์ของกัมพูชา ทางช่องทีวีเค (TVK) พร้อมกับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งถือเป็นการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกของ พ.ต.ท.ทักษิณ หลังจากเดินทางถึงประเทศกัมพูชา

โดยระหว่างการสัมภาษณ์ สมเด็จฮุน เซน ได้นำเอกสารที่รัฐบาลไทยส่งมาให้กับทางการกัมพูชา ในการขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนยื่นให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ดูพร้อมกับกล่าวว่า ขอให้มั่นใจได้ว่าทางการกัมพูชาจะไม่ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาที่ประเทศไทย ด้วยเหตุผล 3 ข้อ คือ 1. เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของสมเด็จฮุน เซน เป็นตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งโดยกษัตริย์ของกัมพูชา 2. สัญญาการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจะไม่นับรวมในกรณีที่เป็นนักโทษทางการเมือง และ 3. คดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ตกเป็นผู้ต้องหานั้น เป็นคดีที่เกิดขึ้นหลังการทำรัฐประหารที่ประเทศไทย ซึ่งไม่มีความเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์แบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า บรรยากาศตลอดการให้สัมภาษณ์นั้น สมเด็จฮุน เซน นั่งเคียงข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ตลอด โดยมีนักข่าวของกัมพูชานั่งอยู่โดยรอบจำนวน 5 คน ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มีสีหน้าเคร่งเครียด และได้อธิบายถึงหลักการที่จะมาดำเนินงานในฐานะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ถามคำถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าตามที่เคยบอกไว้ว่าจะมาพัฒนาเศรษฐกิจที่กัมพูชา จะทำอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบว่า จะยกเรื่องการปฏิรูประบบการเงินของกัมพูชา จะบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ และได้ยกทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำมาใช้ที่ประเทศกัมพูชา และจะนำการค้าการลงทุนในระดับที่พอเหมาะเข้ามาที่ประเทศกัมพูชาให้ได้มากที่สุด

ขณะที่สมเด็จฮุน เซน ได้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคประชาชนกัมพูชา (ซีพีพี) และพรรคเพื่อไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณว่า ทั้งสองพรรคการเมืองมีความสัมพันธ์ที่ดีมายาวนานตั้งแต่สมัยที่พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคไทยรักไทยอยู่ ซึ่งคล้ายๆ กับพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็มีความสัมพันธ์กับพรรคสมรังสีเช่นกัน ถ้าพรรคประชาธิปัตย์อยากที่จะแต่งตั้งนายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยก็ยินดี ไม่มีปัญหา

ส่วนปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่เกิดขึ้นอยู่นั้น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เห็นว่า หากมองในระดับประชาชนคนไทย และคนกัมพูชาก็ยังรักกันอยู่ และรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาก็ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีอยู่ เพียงแต่ปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาส่วนตัวระหว่างสมเด็จฮุนเซน และนายอภิสิทธิ์

สำหรับกำหนดการทำงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีการเปิดเผยที่ชัดเจน แต่ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางไปพูดคุยกับกระทรวงการเศรษฐกิจและการคลังของกัมพูชา จากนั้นจะเดินทางต่อไปยังเสียมราฐ และคาดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะหาเวลามาพูดคุยกับสื่อมวลชนไทยที่ไปรอทำข่าว

หยุ่นหืดจับแหกกม.น่าเกลียดเข็นNBCพ้นจองหวิว

ที่มา Thai E-News






น่าเกลียดน้อยกว่านี้ไม่ใช่เรา-สุทธิชัย หยุ่น กดปุ่มเปิดการซื้อขายหุ้นใหม่NBCเป็นวันแรก ซึ่งเนชั่นทีวีถ่ายทอดสดชวนคนซื้อ1ชั่วโมงเต็มก่อนเปิดซื้อขาย และช่วงบ่ายช่วงที่ราคาหุ้นร่วงหนักหลุด3บาท ได้ใช้เวบไซต์เครือเนชั่นเสนอรายงานออกบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ที่เป็นเจ้ามือเชียร์หุ้นให้ราคาเป้าหมายสูงลิบ สุดท้ายแค่เข็นพ้นจองฉิวเฉียดชนิดหืดจับ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 พฤศจิกายน 2552


เจ้าภาพเนชั่นผนึกโบรกฯเจ้ามือหุ้นน้องใหม่ทีวีเนชั่น(NBC)ทำน่าเกลียดทุกทางเข็นหุ้นพ้นจองแบบหืดจับ ทั้งถ่ายทอดสดผ่านทีวีก่อนเข้าเทรดตลอด1ชั่วโมงหวังล่อแมงเม่าซื้อเต็มพิกัด ทั้งโกหกหน้าตายขายหุ้นเกลี้ยงนักเลงหุ้นจองล้น แต่ข้อมูลจริงที่แจ้งต่อตลาดหุ้นโกหกไม่ได้ พบขายไม่ออกกลุ่มสุทธิชัยหยุ่นต้องรับหลังแอ่น105ล้านหุ้น เพราะกลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ยอมจองซื้อซักหุ้น ทั้งให้โบรกเกอร์CIMBซึ่งเป็นเจ้ามือในการขายหุ้นและรับประกันการขายหุ้นออกบทวิเคราะห์สดๆเชียร์ให้เป้าสูงลิ่วกลางภาคบ่ายผ่านเวบไซต์กรุงเทพธุรกิจในช่วงราคาใกล้ร่วงลงไปหาราคาจอง โดยเป็นการทำผิดกฎหมายกลต.ที่กำหนดให้ต้องระบุว่าเป็นโบรกเกอร์ที่มีส่วนได้เสียเป็นผู้ออกบทวิเคราะห์ สุดท้ายเข็นผ่านราคาจองฉิวเฉียด เพราะได้เครือเนชั่นแบกหุ้นจองไว้เกือบหมด แต่ระวังภาพลวงตา


ห้นน้องใหม่ของบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBCเข้าทำการซื้อขายเป็นวันแรกในวันนี้ โดยเจ้าภาพเครือเนชั่น และบริษัทโบรกเกอร์ที่เป็นเจ้ามือทำทุกท่า ทั้งผิดกฎหมายและทำตัวยน่าเกลียดไร้จรรยาบรรณในการเข็นราคาหุ้นให้พ้นจองได้แบบฉิวเฉียด

ก่อนการเปิดการซื้อขาย เครือเนชั่นได้จัดอีเว้นต์"ปฏิบัติการ11-11-1000"ซึ่งหมายความว่าหุ้นNBCเข้าเทรดครั้งแรกในวันที่11เดือน11เวลา10.00น. โดยมีการถ่ายทอดสดเพื่อโปรโมตหุ้นNBCตั้งแต่เวลา09.00น.ไปจนเปิดทำการซื้อขาย โดยตลอดรายการมีการเชียร์หุ้นNBCอย่างออกนอกหน้าสารพัด

หุ้นNBCเปิดทำการเหนือจองที่ราคา3.20บาท ขึ้นไปสูงสุด3.22บาท จากนั้นมีแรงขายทำกำไรลงมาลึกสุดที่2.98บาท และปิดทำการที่3.02บาท สูงกว่าราจอง4.13%

การซื้อขายทั้งวันในวันแรกจำนวน39.6ล้านหุ้น มูลค่าซื้อขายราว124ล้านบาท ผู้ดูแลราคาหุ้นใช้จำนวนหุ้นเปิดตลาดมากถึงเกือบ12.3ล้านหุ้น คิดเป็น30%ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ฝั่งเคาะซื้อมีเพียง10ล้านหุ้น หรือราว26% ขณะที่ฝั่งเทขายมีมากถึง17ล้านหุ้น หรือ43%

นักวิเคราะห์หุ้นกล่าวว่าเป็นไปตามคาดว่าราคาNBCจะเหนือจอง(2.90บาท/หุ้น)ได้ เนื่องจากหุ้นส่วนใหญ่คือ105ล้านหุ้นจากทั้งหมด120ล้านหุ้นอยู่ในมือของผู้บริหารเครือเนชั่น มีในมือรายย่อยที่จองซื้อน้อยมาก หากเครือเนชั่นไม่ถล่มขายออกมาก็จะทำให้การพยุงราคาในวันทำการซื้อขายวันแรก เป็นเรื่องง่าย

เจ้ามืออกบทวิเคราะห์เชียร์สดกลัวหุ้นหลุดจอง ฝืนประกาศกลต.

เวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่น ได้เสนอข่าวออนไลน์หัวข้อ โบรกปรับกำไรNBCใหม่เป้าราคาปีหน้า4.30บ.โดยเสนอข่าวในช่วงเวลา15.30น. ในตอนที่กำลังมีแรงเทขายหุ้นใหม่NBCหลุด3บาท โดยระบุว่า ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกบทวิจัยปรับประมาณการกำไรสุทธิหุ้นNBC ใหม่ และได้ประเมินราคาที่เหมาะสมของ NBC ณ สิ้นปี 2553 ที่ 4.30 บาท โดยอิงระดับพีอีที่ 10 เท่า

อย่างไรก็ตามกรุงเทพธุรกิจไม่ได้ทำตามกฎหมายที่กลต.กำหนดไว้ว่า ในกรณีบริษัทที่ออกบทวิเคราะห์เป็นแกนนำและผู้รับประกันการจัดจำหน่ายนั้น จะต้องแจ้งข้อมูลต่อผู้ลงทุน ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียด้วย ในกรณีนี้ซีไอเอ็มบีเป็นแกนนำและผู้รับประกันการจัดจำหน่าย ซึ่งวงการหุ้นเรียกว่าเป็น"เจ้ามือผู้ดูแลราคาหุ้น"

งามไส้ต้องให้บริษัทที่ขายหุ้นจองออกบทวิเคราะห์เชียร์

ก่อนหน้านั้นบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นNBCได้ออกบทวิจัยฉบับหนึ่ง( คลิ้ก ลิ้งค์ )แม้ได้ให้คำแนะนำการลงทุนใดๆ แต่ก็ให้เป้าหมายในปี2553ไว้ที่3.46บาทต่อหุ้น สูงกว่าราคาจองที่2.90บาทต่อหุ้น โดยระบุว่ามีจุดเด่นหลายด้าน ค่าพี/อีประเมินไว้11.5เท่า โดยมีส่วนลดจากกลุ่มเดียวกันที่มีค่าพี/อี14.4เท่า เนื่องจากบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายกันอย่างMCOT(อสมท.) BEC(ช่อง3)มีความมั่นคงกว่า

อย่างไรก็ตามในกรณีของฟินันเซียไซรัสได้ระบุไว้ในบทวิเคราะห์ว่า เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นNBC แต่ส่วนCIMBนั้นเวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ไม่ยอมระบุแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามCIMBได้ระบุไว้ในบทวิเคคาะห์ของตน โดยยอมรับว่าเป็นผู้จัดการจัดจำหน่ายหุ้นNBC(คลิ้กดูที่ลิ้งค์)

ทั้งนี้คนในวงการค้าหุ้นกล่าวว่า บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ไซรัส และCIMBอาจเชื่อถือมากนักไม่ได้ เนื่องจากมีส่วนได้เสียกับการเป็นผู้ร่วมขายหุ้นและรับประกันการขายหุ้นจองNBC ส่วนการที่เครือเนชั่นนำบทวิเคราะห์CIMBมาลงในช่วงเวลา15.30น.ตอนที่จวนจะหลุดราคา3บาทลงไป นอกจากจะน่าเกลียดยังเป็นการทำผิดกฎหมายด้วย

ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ได้กำหนดเป็นประกาศกลต.ที่กลต.ก.(ว.)46/2551ไว้ว่า การจัดทำบทวิเคราะห์หุ้นเพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้ลงทุนนั้นต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับส่วนได้เสีย เช่น การรับจัดจำหน่ายหุ้น เป็นต้น ซึ่งกรณีของไซรัสนั้นเข้าเกณฑ์ตามประกาศนี้ จึงต้องแจ้งต่อนักลงทุนว่า แม้จะให้ราคาเป้าหมายหุ้นNBCสูงกว่าราคาจอง แต่ก็มีส่วนได้เสียจากการเป็นผู้ขายและรับประกันการขายหุ้นจองNBCอยู่ด้วย ส่วนCIMBก็ได้แจ้งไว้ในบทวิเคราะห์เช่นกัน


ร้องเรียนก.ล.ต.เนชั่นทำผิดกฎหมายใช้บทวิเคราะห์เจ้ามือปั่นหุ้น

แต่การที่เวบไซต์เครือเนชั่นนำเสนอข่าวโดยไม่ระบุนั้น หากประชาชนเห็นว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายสามารถร้องเรียนไปยังก.ล.ต.ได้หลายวิธีดังนี้
-ร้องเรียนผ่านออนไลน์ คลิ้กที่ลิ้งค์ http://capital.sec.or.th/webapp/complaint/entryOutside.php?lang=th
-ร้องเรียนทางโทรศัพท์ผ่าน Help Center ที่ 0-2263-6000


เนชั่นสิ้นท่าต้องแบกรับหุ้นจองNBCไว้เอง "จึงรุ่งเรืองกิจ"เข็ดเขี้ยวไม่จองซักหุ้น

ก่อนหน้านั้นเนชั่นยังมีเจตนาอำพรางให้ผู้ลงทุนเข้าใจผิดด้วย ทั้งนี้แม้ผู้บริหารNBCจะอ้างว่ามีคนจองซื้อจนล้น จนหุ้นไม่พอจะขาย แต่ความจริงที่โกหกไม่ได้ก็คือตัวเลขจำนวนและสัดส่วนการถือครองหุ้นภายหลังการกระจายหุ้นสู่มหาชนแล้ว(ดูลิ้งค์ข่าวตลาดหลักทรัพย์) ปรากฎว่าบริษัทเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป-NMGซึ่งเป็นบริษัทแม่ต้องแบกรับไว้เองถึง105ล้านหุ้น(ก่อนกระจายNMGถืออยู่120ล้านหุ้น) ประการสำคัญที่สุดคือผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมของNMGคือตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจไม่จองซื้อหุ้นNBCแม้แต่หุ้นเดียว เพราะเข็ดเขี้ยวกับความไม่ตรงไปตรงมาของผู้บริหารเนชั่นที่นำโดยสุทธิชัย หยุ่น

หุ้นบริษัทแม่ช็อกแค่2วันรูดเกือบ15%หลังรู้ข่าวร้ายขายหุ้นจองNBCไม่ออก

หลังการแจ้งข้อมูลมายังตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันจันทร์ที่9พ.ย. ยังผลให้หุ้นบริษัทแม่คือNMGร่วงลง8.33%เมื่อตอนปิดทำการวันจันทร์ที่ 9 พ.ย. สวนทิศทางกับดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นเกือบ15จุด หรือ2.13% โดยติดอันดับTOP10ของหุ้นที่ร่วงลงแรงที่สุดของวันนี้ คือร่วงลงแรงมากที่สุดเป็นอันดับที่6

ต่อมาเมื่อวันอังคารที่10พ.ย.ร่วงลงต่ออีก5.45% ขณะที่ตลาดรวมลงมาเพียง0.7% ทำให้ช่วง2วันทำการก่อนบริษัทลูกคือNBCจะเข้าทำการซื้อขายครั้งแรกในวันนี้(11พ.ย.)หุ้นตัวแม่ร่วงลงมาแล้วเกือบ15% อาจเป็นเพราะช็อกกับข่าวเชิงลบที่NMGต้องแบกภาระรับไว้เอง เพราะขายหุ้นNBCไม่ออก

รายชื่อผู้ถือหุ้นNBC หลังกระจายหุ้นต่อมหาชน ณ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2552


ชื่อ จำนวนหุ้น ร้อยละของทุนชำระแล้ว

1.บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป 104,999,940 61.76
2.นายทวีฉัตร จุฬางกูร 2,888,888 1.70
3.นางมยุรี สุขศรีวงศ์ 1,885,882 1.11
4.นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ 1,808,034 1.06
5.นายณัฐพล จุฬางกูร 1,800,000 1.06
6.นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น 1,622,228 0.95
7.นายนที พานิชชีวะ 1,500,000 0.88
8.นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล 1,100,000 0.65
9.น.ส.วันทนีย์ รุจิราวรรณกร 1,100,000 0.65
10.นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล 1,000,000 0.59
รวม 119,704,972 70.41

เป็นที่น่าสังเกตว่าการกระจายหุ้นNBCครั้งนี้ ทางเนชั่นหวังผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมของเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป หรือNMGมาจองซื้อเต็มที่ ถึงกับให้สิทธิ์ได้จองซื้อก่อนนักลงทุนทั่วไป แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจที่ถือหุ้นใหญ่อันดับ1ของNMGไม่ใช้สิทธิ์จองหุ้นNBCแม้แต่หุ้นเดียว


รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่NMG : บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ณ วันที่ 10 มีนาคม 2552

ลำดับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวน %



1. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 27,093,300 16.44

2. นางมยุรี สุขศรีวงศ์ 16,972,938 10.30

3. นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ 16,272,309 9.88

4. นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น 14,600,054 8.86

5. DOW JONES & COMPANY 12,000,000 7.28

6. นายทวีฉัตร จุฬางกูร 8,000,000 4.86

7. นายนิวัตน์ แจ้งอริยวงศ์ 4,485,878 2.72

8. นางสุภาภรณ์ ชื่นวิจิตร 3,641,911 2.21

9. บริษัท กรีนสยาม จำกัด 3,184,779 1.93

10. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 3,053,883 1.85

11. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 2,500,000 1.52

12. น.ส.สุมาลี ธารพิพิธชัย 2,400,000 1.46

13. นายเอกวุฒิ เนื่องจำนงค์ 2,400,000 1.46

14. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 2,349,600 1.43

15. นางสุภา สุพรรณธะริดา 2,097,200 1.27

16. น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ 2,000,000 1.21

17. นายณรงค์ศักดิ์ โอปิลันธน์ 1,900,000 1.15

18. นายสมศักดิ์ วรรณสินธพ 1,660,000 1.01

19. MELLON NOMINEES (UK) 1,630,188 0.99

20. นายปราบดา หยุ่น 1,319,739 0.80

21. นายยรรยง ภัทรเลาหะ 1,251,800 0.76

22. นางชุลีวรรณ วิวัฒนาเกษม 1,200,000 0.73

23. นายศิริชัย จรุงสถิตพงศ์ 1,164,600 0.71

24. นายพิชัย จิราธิวัฒน์ 1,063,946 0.65



สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่NMG:บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น




นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของสมพร: เราเข้ามาซื้อหุ้นNMGเพราะพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ไม่ใช่เพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร ไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลย ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ



บิ๊ก NBC โกหกหน้าตายกระแสตอบรับจากคนจองล้นปรี่ ปั่นอีกเชื่อเหนือจองแน่

นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ NBC ให้สัมภาษณ์กับสื่อออนไลน์วงการหุ้นคือwww.eFinanceThai.com ว่า ในวันที่ 11 พ.ย. จะนำหุ้น NBC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์MAI โดยมั่นใจว่าราคาหุ้นของ NBC จะยืนเหนือราคาเสนอขายที่ 2.90 บาท แม้ว่าภาวะตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม เพราะบริษัทฯ มั่นใจในศักยภาพของ NBC และด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่5พ.ย.เมื่อสิ้นสุดเวลาจองซื้อหุ้นเมื่อวันที่4พ.ย.เวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่นรายงานข่าวว่า นายกิตติศักดิ์ อมรชัยโรจน์กุล รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี ( ประเทศไทย ) จำกัด ในฐานะแกนนำผู้จัดจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุน บริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NBC เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อหุ้น NBC ที่ราคาหุ้นละ 2.90 บาท จำนวน 65 ล้านหุ้น ระหว่างวันที่ 2-4 พฤจิกายนนั้น สามารถจำหน่ายหุ้นจำนวน 65 ล้านหุ้นได้ทั้งหมดตั้งแต่วันแรก โดยนักลงทุนได้ติดต่อจองซื้อเข้ามาสูงกว่าจำนวนหุ้นที่มีจัดสรรไว้

"ตอนนี้ปิดการจำหน่ายแล้ว ยังมีลูกค้าโทรเข้ามาสอบถามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการที่หุ้นนี้ได้รับความสนใจมาก เป็นเพราะผลประกอบการดี ธุรกิจมีความน่าสนใจและเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง" นายกิตติศักดิ์ กล่าว

พัฒนาการที่สำคัญไทยอีนิวส์ลุยข่าวสืบสวน"เนชั่นปั่นหุ้นจองNBC"


-ปี2536ก่อตั้งบริษัท ผลิตโทรทัศน์ เข้าไปบริหารITV ต่อมาคือเนชั่นแชนัล
-ปี2549มียอดขาดทุนสะสม 163 ล้านบาท ล้ำทุนจดทะเบียนที่มีอยู่ 140 ล้านบาท
-19 กันยายน 2549 หลังเหตุการณ์รัฐประหาร เนชั่นได้เข้าไปผลิตรายการฟรีทีวีแทบทุกช่องดังนี้

-ช่อง 3 เรื่องเด่นเย็นนี้
-ช่อง 5 สยามเช้านี้
-ช่อง 9 จับชีพจรโลก,ข่าวข้นคนข่าว และ เช้าข่าวข้นคนข่าวเช้า
-ช่อง 11 จับกระแสโลก และ ตรงเป้าเข้าประเด็น
*TPBS อำมาตย์ยุบITVเปลี่ยนเป็นTPBS และเทพชัย หย่อง น้องสุทธิชัย หยุ่นเข้าไปบริหาร(ไม่เกี่ยวข้องกับNBCทางธุรกิจ)


-18ก.พ.2552 ลดทุนจดทะเบียนเพื่อล้างขาดทุนสะสมทั้งหมด
-21เม.ย.2552 แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นMAI
-30มิ.ย.2552 งบการเงินที่ยังไม่ตรวจสอบ กลายเป็นมีกำไร
-20ต.ค. NBCแถลงข่าวจะขายหุ้นจอง 65 ล้านหุ้น หุ้นละ2.90บาท เริ่มขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมของเนชั่น28ต.ค.
-21ต.ค. กนก รัตน์วงศ์สกุล พูดออกเนชั่นทีวีว่าใครจองซื้อหุ้นตัวนี้จะรวยเละรวยไม่รู้เรื่อง เพราะพื้นฐานดี ปันผลงาม
-22ต.ค. เนชั่นทีวีขึ้นป้ายโฆษณา"จองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรติดต่อ แต่ไม่ขึ้นคำเตือนเรื่องความเสี่ยงตามกฎหมาย
-26ต.ค. สำนักงานกลต.เผยได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก และจะตรวจสอบความผิดของเนชั่น
-27ต.ค. เนชั่นทีวีขึ้นป้าย"จองซื้อหุ้นNBC"เด่นชัดขึ้นในล้อมกรอบ แต่ยังทำผิดกฎหมายเพราะไม่ขึ้นคำเตือน
-28ต.ค.เริ่มให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อหุ้นNBC เนชั่นทีวีทำสกู๊ปโฆษณาขายหุ้นจองในเวลาข่าวภาคเที่ยง โดยไม่แจ้งเตือนความเสี่ยงตามประกาศกลต. ซึ่งเป็นกาีรกระทำผิดซ้ำซาก
-9 พ.ย.NBCอ้างว่าคนจองซื้อหุ้นหมดแต่วันแรก และจองล้น แต่ตัวเลขที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์จริงๆคือNMGที่เป็นบริษัทแม่ต้องนับไว้ในพอร์ตเองถึง105ล้านหุ้น ขณะที่กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจ ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ใช้สิทธิ์จองแม้แต่หุ้นเดียว
-11พ.ย.หุ้นNBCจะเปิดการซื้อขายในตลาดMAIเป็นครั้งแรก และมีบริษัทร่วมจัดจำหน่ายหุ้นNBCออกบทวิจัยเชียร์ซื้อเพียงรายเดียว โดยไม่ได้รับความสนใจจากโบรกเกอร์อื่นๆเลย


*์NMGหรือเนชั่นมัลติมีเดย บริษัทแม่ของNBC ระบุในงบการเงินงวดครึ่งปีนี้ว่า รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุของเนชั่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 สวนทางธุรกิจสื่อในภาพรวมที่ลดลง13% และจากการตรวจสอบพบว่าช่วงนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เป็นผู้ซื้อโฆษณารายใหญ่ที่สุดมากกว้่าโค้ก เป๊บซี่ บริษัทขายมือถือ

นักวิเคราะห์เตือนแมงเม่าปัจจัยเสี่ยงเพียบ เพราะเลือกขั้วการเมืองชัด

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จากโบรกเกอร์แห่งหนึ่งให้ความเห็นว่า NBCมีปัจจัยบวกสำคัญคือมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้ได้เข้าไปจัดรายการในสถานีโทรทัศน์แทบทุกช่อง และได้เงินโฆษณาจากรัฐบาลและภาครัฐ รวมทั้งการจัดกิจกรรมพิเศษ(event)ให้กับรัฐบาล ทำให้พลิกสถานการณ์จากบริษัทที่มียอดขาดทุนสะสมมาโดยตลอดกลับมาเป็นกำไร แต่ช่วงนี้ก็เป็นกำไรทางบัญชีจากการลดทุนจดทะเบียน

อย่างไรก็ตามปัจจัยบวกดังกล่าว มองกลับกันก็เป็นปัจจัยลบ เพราะการเมืองไทยไร้เสถียรภาพ มีการเปลี่ยนแปลงขั้วรัฐบาลบ่อย และขั้วการเมืองเวลานี้แตกเป็นสองขั่วชัดเจน และค่ายเนชั่นก็เลือกข้างชัดเจน ทำให้ได้ผลประโยชน์จากขั้วอำนาจที่เป็นรัฐบาลในขณะนี้ แต่หากขั้วอำนาจเปลี่ยนแปลงไปอีกฝั่ง จะทำให้เจอสถานการณ์ที่ลำบาก

อย่างไรก็ดีโบรกเกอร์รายนี้คาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้ที่หุ้นNBCจะพ้นจอง2.90บาท เนื่องจากหุ้นส่วนใหญ่ถือโดยผู้บริหารเครือเนชั่น มีนักลงทุนรายย่อยจองซื้อน้อยมาก คาดว่าเจ้ามือหรืออันเดอไรต์น่าจะรับมือกับแรงขายไหว หรือการพยุงราคาก็มีโอกาสทำได้ง่าย ยกเว้นผู้ถือหุ้นใหญ่เครือเนชั่นจะเทขายออกมาเสียเอง

เตือนแมงเม่าอย่าเสี่ยงบินเข้ากองไฟ หากสนใจไปเล่นช่อง3กับMCOTเวิร์คกว่า

"เนชั่นไม่มีสถานีโทรทัศน์ ไม่มีสัมปทานเป็นของตนเอง อย่างช่องเนชั่นแชนัลทางไททีวีช่อง1ก็เป็นของคุณไกรวัฒน์ ศรีวุฒิวงศ์ ทางเนชั่นเข้าไปเช่าเวลาผลิตเท่านั้น ส่วนการเข้าไปมีรายการทีวีทางช่อง3 5 7 9 NBT ก็น่าสังเกตว่ามามีรายการเหล่านี้หลังเหตุการณ์ยึดอำนาจ19กันยา2549 หากการเมืองพลิกขั้วก็อาจเสี่ยงหลุดหมดทุกช่อง เช่นเดียวกับโฆษณาก็ได้จากรัฐบาลเป็นหลัก หากพลิกขั้วจะทำให้ลำบาก"นักวิเคราะห์กล่าว

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ชี้ว่า หากสนใจลงทุนหุ้นที่ทำทีวีหรือสื่อ หุ้นMCOTของอสมท. หรือBECช่อง3น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า เพราะเป็นเจ้าของสัปมทาน กิจการมั่นคง มีกระแสเงินสดในมือมาก มีอัตราการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ ความเสี่ยงจากการเมืองเพราะเปลี่ยนขั้วแทบจะไม่มี



ผ่าปูมหลังบริษัทแม่เนชั่นกำลังทรุด แต่เนชั่นทีวีคืออนาคตของสุทธิชัย หยุ่น?


ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของธุรกิจสื่อสารมวลชนเคยตกตลึงเมื่อเครือเนชั่น ของสุทธิชัย หยุ่น ประกาศขายตึกเนชั่นที่บางนาเพื่อชำระหนี้ ถึงกับทำให้นายสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นขมิ้นกับปูนกับสื่อถึงกับ"โพล่ง"ออกมาในช่วงเขาเป็นนายกรัฐมนตรีว่า"เนชั่นขายตึกใช้หนี้ กำลังล้มละลายแล้วหรือ?" ต่อมามีสื่อบางฉบับลงข่าวทำนองว่าเนชั่นมีฐานะกิจการสั่นคลอน ซึ่งในที่สุดก็ต้องลงแก้ไขข่าวในที่สุด เพราะเนชั่นมีการดำเนินการตามกฎหมาย และต้องลงข่าวแก้ไขว่าฐานะกิจการยังมั่นคงแข็งแรงดี

จากการตรวจสอบของไทยอีนิวส์พบว่า ก็น่าให้นายสมัคร หรือสื่อบางฉบับตั้งข้อสงสัยทำนองนั้นได้ เพราะเวลาไล่เลี่ยกันนั้นหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจได้ขายตึกออกมาชำระหนี้ และดูเหมือนฐานะกิจการจะไม่มั่นคงดังแต่ก่อน เพราะเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ฐานเศราฐกิจถึงกับต้องปลดพนักงานออกชุดใหญ่ 60 คน สะท้อนถึงฐานะกิจการได้ดี

เนชั่นก็มีการเปิดโอกาสให้พนักงานเกษียณโดยสมัครใจเช่นกัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นปลดชุดใหญ่แบบฐานเศรษฐกิจ เนชั่นพยายามหาเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการทุกทาง แม้แต่พาทัวร์ไปไหว้แดนพุทธภูมิที่อินเดีย จัดกิจกรรมสอนคนที่อยากเป็นนักข่าวแล้วเก็บเงินค่าอบรม หรือประเภทที่ว่าหาได้ทางไหนก็ต้องเอา แม้เป็นเงินเล็กเงินน้อย อย่างขายวีซีดีสุทธิชัยไปเที่ยวต้นแม่น้ำโขง เป็นอาทิ

สิ่งที่ทำให้เนชั่นต่างจากฐานเศรษฐกิจก็คือ"เส้นสาย"และการแทงข้างทางการเมืองที่ชัดเจนและเนชั่นอยู่ข้างชนะในที่สุด ผลจึงปรากฎว่าหลังรัฐประหาร19กันยา เนชั่นได้เข้าไปทำรายการฟรีทีวีแทบทุกช่อง คือ 3 5 9 11 (ไม่นับTPBSที่เทพชัย หย่อง น้องสุทธิชัย หยุ่น เข้าไปบริหารเต็มตัว) เพราะการเอื้อเฟื้อต่างตอบแทนจากผู้มีอำนาจทางการเมือง รวมไปถึงงบการโฆษณาจากรัฐบาลที่ทุ่มเทมาให้ รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ(event)ที่ค่ายเนชั่นแทบจะผูกขาดเหมาจัด และถ่ายทอดสดผ่านทีวีเนชั่น แล้วเก็บเงินจากรัฐบาลเป็นกอบเป็นกำ

แต่จุดสำคัญของเรื่องนี้คือ ผลประโยชน์นั้นตกกับบริษัท เนชั่นบรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBCที่เนชั่นกำลังขายหุ้นจองในช่วงนี้ และจะนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดMAIในวันที่11พ.ย.นี้ ไม่ได้่ตกเป็นผลประโยชน์ของบริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือNMG บริษัทแม่ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทร้พย์มาก่อนแต่อย่างใด

หากคุณรักสุทธิชัย หยุ่น และเด็กๆของเขาอย่างกนก ธีระ จอมขวัญ และรักค่ายเนชั่น นี่เป็นโอกาสอันดีที่ควรซื้อหุ้นNBCเพื่อส่งเสริมการหา"ฟูกนิ่มๆ"สำหรับคนเหล่านี้ ส่วนNMGนั้นไม่ต้องห่วง เพราะมีพวกตระกูล"จึงรุ่งเรืองกิจ"มหาเศรษฐีแบกรับภาระไว้ด้วยความอ่วมอรทัย ชนิดที่กลืนก็ไม่เข้า คายก็ไม่ออก ได้แต่กลอกตา


สมาคมนักข่าวยืนยันเนชั่นอาการแย่ พนักงานเผยขวัญระส่ำ


ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย รายงานว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในปีนี้มีผลกระทบต่อธุรกิจสื่อสารมวลชนหลายค่าย รวมทั้งเครือเนชั่นที่ได้เปิดโอกาสให้พนักงานสมัครใจลาออก(เออลี่รีไทร์)มาหลายรอบแล้ว

พนักงานเนชั่นรายหนึ่งที่ขอสงวนนามได้ยินดีเปิดเผยกับ"ไทยอีนิวส์"ว่า ยอดขายสิ่งพิมพ์ในเครือตกหนักมากในช่วง4ปีมานี้ ทั้งหนังสือพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษTHE NATION หนังสือพิมพ์คมชัดลึก กรุงเทพธุรกิจ และเนชั่นรายสัปดาห์ โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน เนื่องจากคนใน2ภาคดังกล่าวมองว่าเครือเนชั่นเลือกที่จะเอียงข้างฝ่ายอำมาตย์ และรัฐบาลประชาธิปัตย์ มีอคติต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และผู้สนับสนุนทักษิณ รวมทั้งพวกเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง

"ยอดขายแย่มาก ขนกลับมากองพะเนินตลอด พนักงานเนชั่นขวัญกำลังใจตกต่ำมาก ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงคิวตัวเองต้องโดนบีบออก ขนาดบริษัทขายตึกที่บางนาแล้วก็ไม่ได้ช่วยให้สภาพการณ์ดีขึ้นเลย"พนักงานเนชั่นกล่าว

ขณะนี้เนชั่นต้องหารายได้ทุกทาง เช่น การจัดทัวร์ไปเที่ยวไหว้พระตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดีย การจัดโครงการสอนอบรมนักข่าวเพื่อหารายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการ แต่ที่ได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆคือการจัดอีเว้นต์ให้กับรัฐบาลชุดนี้ และโฆษณาผ่านรายการที่รัฐบาลให้เวลาไปทำทางฟรีทีวีช่องต่างๆหลังรัฐประหาร19กันยา แต่เนชั่นไปบันทึกลงบัญชีเป็นกำไรของNBCที่เป็นบริษัทลูก ส่วนNMGที่เป็นบริษัทแม่แสดงผลขาดทุน


ขายตึกเนชั่นหวังฟัน1,380ล้าน แต่จบที่ราคา955ล้าน


เมื่อวันที่ 2 5มกราคม 2551 วงการสื่อก็ตกตลึง เมื่อนายธนะชัย สันติชัยกูล กรรมการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)-NMG เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ เมื่อวันที่ 23 มกราคม มีมติอนุมัติขายสินทรัพย์ของบริษัทรวมมูลค่า 1,379.75 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย ที่ดิน 4 ไร่ 3 งาน 72 ตร.ว. พร้อมอาคารสำนักงานใหญ่ พื้นที่รวม 14,212 ตารางเมตร และพื้นที่สำนักงานอาคารเนชั่นทาวเวอร์ ซึ่งเป็นห้องชุดจำนวน 191 ห้องชุด พื้นที่รวม 44,950.32 ตารางเมตร ในอาคารชุดชื่อ อาคารชุดเนชั่นทาวเวอร์

นายธนะชัยกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการขายสินทรัพย์ดังกล่าว เพื่อการปรับปรุง process ในการดำเนินงาน และเพื่อนำเงินที่ได้รับไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งจะช่วยลดภาระหนี้สินและลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และทำให้บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น

ต่อมา NMG แจ้งว่า ได้ลงนามในสัญญาจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัท ในส่วนที่เป็นอาคารสำนักงานใหญ่ (พร้อมด้วยที่ดินที่อาคารตั้งอยู่) และพื้นที่สำนักงานซึ่งเป็นห้องชุดในอาคารเนชั่น ทาวเวอร์แล้ว โดยขายให้กับบริษัท ช.ชนะอนันตพาณิชย์ จำกัดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 คาดว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 30 เมษายน 2551 มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน 955 ล้านบาท ชำระเงินงวดเดียวในวันโอนกรรมสิทธิ์

การขายตึกครั้งนี้เนชั่นขายถูกกว่่าที่ตั้งไว้ถึง 425 ล้านบาททีเดียว สำหรับบริษัทช.ชนะอนันต์ เป็นกิจการในเครือเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ปรากฎการณ์ครั้งนี้ทำให้วงการสื่อมองว่าเนชั่นน่าจะถูกกดราคาลงมากเพราะ"ร้อนเงิน"

ขายตึกแล้วแต่NMGอาการหนักกว่าเก่าขาดทุนเพิ่ม แต่บริษัทลูกทำทีวีรวยขึ้่น

ผู้บริหารNMGบอกว่าหลังขายตึกแล้ว ในงวดปี2552น่าจะพลิกมาเป็นกำไร แต่เรื่องจริงคือครึ่งแรกปี2552นี้ขาดทุนหนักกว่าเก่า ในงวด6เดือนแรกปีนี้ บริษัทแจ้งผลขาดทุนสุทธิ 111 ล้านบาทจากปีก่อนกำไรสุทธิื1.11ล้านบาท

NMGแจ้งว่า สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2552 มีขาดทุนจากการดำเนินงานก่อนภาษีเงินได้ ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิและอื่นๆจำนวน 68.22 ล้านบาท หากรวมภาษีเงินได้ 16.17 ล้านบาท ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิ 25.03 ล้านบาท
และรายการตั้งค่าเผื่อสินค้าล้าสมัยของสินค้าคงเหลือ 1.51 ล้านบาท ผลประกอบการสำหรับ 6 เดือนแรกของปี2552 จะแสดงเป็นขาดทุน 110.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานของบริษัทมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

รายได้จากการขายและบริการในช่วง 6 เดือนแรก 2552 ลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ 27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36 เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อยละ 8 นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19 โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8 และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33 นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ และบริการรับขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 35

สุทธิชัยเจอฟูกนิ่มNBCรองรับ แต่"จึงรุ่งเรืองกิจ"ติดดอยบ่นอุบ

คนทั่วไปมักเข้าใจว่าสุทธิชัยถือหุ้นใหญ่NMG แต่ความจริงเป็นสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งไทยซัมมิต ออโตพาร์ต บริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งเป็นพี่สะไภ้ของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

คนมักเข้าใจผิดอีกว่า ทักษิณ ชินวิตร เป็นแบ็คให้สุริยะกับพวกจึงรุ่งเรืองกิจ เข้ามาซื้อNMGเพื่อเทกโอเวอร์กิจการเนชั่น เพราะหมั่นไส้ที่ถูกเนชั่นตามล้างตามราวี

สรุปคือผิดทั้ง 2 เรื่อง


นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง NMG กล่าวเปิดเผยว่า กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเข้าไปซื้อหุ้นเนชั่นตั้งแต่ปี 2546 ด้วยเงินลงทุนหลายร้อยล้านบาท และปัจจุบันถือหุ้นประมาณ 20% นั้น หากราคาหุ้นเนชั่นขึ้นมาถึงต้นทุนที่ราคา 10 บาทต้นๆ ก็พร้อมจะขายทิ้ง แต่ยืนยันว่าจะไม่ยอมขายขาดทุนแต่อย่างใด

ราคาปิดของNMGเมื่อวันที่29ตุลาคม2550คือ5.50บาท ซึ่งหากนางสมพรต้องการขายที่ราคาทุน10บาทต้นๆก็แปลว่าเวลานี้น่าจะขาดทุนทางบัญชีอยู่กว่า50%

สาเหตุที่ตัดสินใจอยากขายหุ้นเนชั่นทิ้ง นางสมพร กล่าวว่า แม้บริษัทจะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น แต่บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ทั้งนี้กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเป็นเพียงผู้ถือหุ้น ไม่มีส่วนร่วมบริหารแต่อย่างใด

“ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น” นางสมพร กล่าว

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของนางสมพร และหลานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดทักษิณคนหนึ่ง และเขาเป็นผู้ถือหุ้นเนชั่นมัลติมีเดียอยู่ด้วย เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารสารคดี ถึงเบื้องหลังการเข้าไปซื้อหุ้นNMGว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ คือพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ผมคิดว่าไม่มีอะไรซับซ้อน คือไม่มีเหตุผลเชิงธุรกิจ คุณแม่ไม่ได้ต้องการซื้อหุ้นเนชั่นเพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร และตั้งแต่วันที่ซื้อจนถึงวันนี้ มันไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลยว่าจะซื้อเพื่อทำกำไร หรือเพื่อเข้าไปยึดครอง

"คืออย่างนี้ครับ ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ ผมคิดว่าด้วยความเป็นสื่อ อย่างแรกที่สุดคุณจะต้องมีภาพลักษณ์อะไรบางอย่างในการที่จะเข้าไปบริหารสื่อได้ และเรารู้อยู่แล้วว่าด้วยภาพลักษณ์ด้วยนามสกุลของเรา เราไม่สามารถเข้าไปได้ เราไม่ได้คิดว่าจะซื้อเพื่อเข้าไปยึดครอง ทั้งหมดนั้นเป็นความเข้าใจผิดของคนอื่น"

ฐานเศรษฐกิจไม่มีเส้นต้องปลดพนักงานรวดเดียว60คน

กิจการสื่อมวลชนอีกรายที่มีปัญหาจนต้องขายตึกคือฐานเศรษฐกิจ โดยตอนแรกได้ขายอาคารฐานเศรษฐกิจ 2 ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานพื้นที่ 2 หมื่นตารางเมตร ที่ในบริเวณใกล้กันกับตึก1ให้กับบริษัท คอม-ลิ้งค์ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อใหม่อาคาร ไอ ทาวเวอร์ เป็นอาคารสูง 32 ชั้น ถนนวิภาวดีรังสิต ใกล้ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว

ต่อมา บมจ. เจ-มาร์ท ได้ใช้เงินลงทุนประมาณ 700 ล้านบาท เข้าซื้ออาคารฐานเศราฐกิจตึก1 เนื่องจากฐานเศรษฐกิจ มีเจ้าหนี้คือ ธนาคารกรุงเทพ มีมูลหนี้ประมาณ 800 ล้านบาท และการเจรจาซื้อ อาคารฐานเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นหนึ่งในแผนการแก้ไขปัญหาหนี้ของบริษัท


ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อฯรายงานว่า ภาวะทางเศรษฐกิจที่สั่นคลอนในขณะนี้ ทำให้ภาคธุรกิจหลายส่วนต้องปรับตัวให้อยู่รอด ไม่เว้นแม้แต่วงการธุรกิจสื่อมวลชน ล่าสุดบริษัทหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ มีคำสั่งเลิกจ้างพนักงานเมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมาจำนวน 60 คน


นายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจให้ข้อมูลว่า บริษัทได้บอกเลิกจ้างพนักงาน 60 คนจริง ซึ่งไม่ใช่นักข่าวทั้งหมด มีพนักงานของแผนกอื่นรวมอยู่ด้วย

สำหรับสาเหตุที่ต้องเลิกจ้างเพราะปัญหาสภาวะทางการเงินของบริษัทที่มีรายจ่ายมากกว่ารายได้จำนวนมาก จึงจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยปรับลดขนาดองค์กรเพื่อให้อยู่ได้ และการปรับลดพนักงานครั้งนี้ทางบริษัทได้จ่ายค่าชดเชยตามกฏหมายแรงงาน ซึ่งต้องดูตามอายุงานพนักงานแต่ละคน แต่การจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานนั้น ทางบริษัทไม่สามารถจ่ายครั้งเดียวได้ จึงจำเป็นต้องขอผ่อนจ่ายเป็นรายงวด

ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อฯกล่าวว่า อย่างไรก็ตามภายในรอบปีนี้ ไม่เพียงบริษัทฐานเศรษฐกิจเท่านั้นที่ถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงานจนต้องเลิกจ้างพนักงานเป็นจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ บริษัทจีจีนิวส์เน็ตเวริ์ค หรือคลื่น บิสิเนสเรดิโอของนายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ก็ต้องปิดตัวลงเพราะภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน รวมถึงเครือเนชั่นก็มีการเปิดให้พนักงานเออลี่รีไทร์มาหลายรอบ
........
อ่านข่าวชุดInvestigative News:ช็อตต่อช็อตเปิดโปงสื่อโล้น

เปิดหลักฐานมาร์คสัมภาษณ์บลูมเบิร์กเรื่องสืบสันตติวงศ์ หนักกว่าแม้วลงTIMESทีแบบนี้ไม่ผิด!?

ที่มา Thai E-News


โดย William Mellor และ Daniel Ten Kate
ที่มา bloomberg
แปลเรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 พฤศจิกายน 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:สื่อกระแสหลัก และบรรดานักสร้างประชามติสาธารณะทั้งหลาย พากันออกมาประณามอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรว่า มิบังควรที่ให้สัมภาษณ์กับTIMES ONLINE ในเรื่องเกี่ยวกับการสืบพระราชสันตติวงศ์ ขณะที่ในหลวงยังทรงพระประชวรอยู่

อย่างไรก็ดีน่าประหลาดใจว่าในเรื่องเดียวกันนี้ แต่คนพูดคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวที่มีชื่อเสียงระดับโลกคือสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้ สื่อกระแสหลักและบรรดานักสร้างประชามติสาธารณะต่างเงียบเฉย...

รายงานข่าวและบทสัมภาษณ์ที่บลูมเบิร์กนำเสนอนี้ ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 8 กรกฎาคม 2552 ชื่อบทความดั้งเดิมในภาษาอังกฤษถือเป็นเรื่อง"มิบังควรอย่างยิ่ง"ในวัฒนธรรมการเมืองแบบไทย เพราะน่าจะ"หนักกว่า"ชื่อบทความที่Timesตีพิมพ์บทความล่าสุดที่สัมภาษณ์ทักษิณเสียอีก เราจึงแปลให้ดูสละสลวยเข้ากับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยๆเสียว่า "การเปลี่ยนผ่านรัชกาลไม่ได้สร้างความกังวลให้เซียนหุ้นที่ชื่อนาย"เฟเบอร์"หยุดชะงักการลงทุนเล่นหุ้นในประเทศไทย"ซึ่งมีความสำคัญบางตอนกล่าวถึงการสืบพระราชสันตติวงศ์ โดยเป็นการสัมภาษณ์พิเศษนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา

....................

อภิสิทธิ์:"ในหลวงทรงโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมฯเป็นพระรัชทายาทสืบต่อพระราชบัลลังก์"

ในการสัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ได้เปิดเผยกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชโอรส พระราชธิดา4พระองค์ และพระราชนัดดา11พระองค์ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้พระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวเป็นพระรัชทายาทขึ้นสืบต่อพระราชบัลลังก์แล้ว

"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารทรงเป็นพระรัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์"อภิสิทธิ์กล่าว


8 กรกฎาคม 2552 (สำนักข่าวบลูมเบิร์ก)--นายกรัฐมนตรีของไทยต้องหยุดชะงักการตอบข้อซักถามและฝืนพูดต่ออย่างยากลำบากต่อคำถามที่ว่า เพื่อนร่วมชาติของเขาจะเผชิญต่อชะตาอนาคตอย่างไร หากว่าชีวิตของพวกเขาซักวันใดวันหนึ่ง ไม่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก เป็นร่มโพธิสมภารแก่พสกนิกร

"ผมไม่ได้แสร้งพูด--มันจะเป็นช่วงเวลาที่ลำบากยากยิ่งสำหรับพวกเราคนไทยทั้งมวล"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกล่าว เขาเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลผสมเมื่อเดือนธันวาคมปีกลาย และยังก้าวเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ยังคงอยู่ในวังวนปัญหาให้กับประเทศเป็นรายที่5ในรอบเพียง4ปี
(July 8 (Bloomberg) -- Thailand’s prime minister pauses briefly and swallows hard as he addresses the question few of his compatriots dare contemplate: life without King Bhumibol Adulyadej, the world’s longest-reigning monarch.

“I am under no illusion -- it will be a very difficult time for all of us,” says Abhisit Vejjajiva, who in December patched together a multiparty coalition government and became troubled Thailand’s fifth prime minister in four years.)

ในการสัมภาษณ์ในทำเนียบรัฐบาลที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมอิตาลีเมื่อ5วันก่อน อภิสิทธิ์ได้เปิดเผยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชโอรส พระราชธิดา4พระองค์ และพระราชนัดดา11พระองค์ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร เป็นพระรัชทายาทสืบทอดราชบัลลังก์แล้ว

"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารทรงเป็นพระรัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์"อภิสิทธิ์กล่าว

(ต้นฉบับของบลูมเบิร์กคือIn an interview at his Italianate office in Government House in Bangkok five days later, Abhisit discloses that Bhumibol, who has 4 children and 11 surviving grandchildren, has already endorsed his only son as the next king.

“The crown prince is the designated heir,” Abhisit says. )


กษัตริย์ภูมิพลมีพระราชสมภพที่สหรัฐอเมริกา พระชนมพรรษา81ชันษา พระองค์ทรงได้รับการเทิดทูนสักการะจากคนไทยจำนวนมากประดุจสมมุติเทพ พระองค์เข้ารับพระราชบัลลังก์เมื่อปีพ.ศ.2489 ในขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันนั้นแฮรี่ ทรูแมน ยังคงเป็นประธานาธิบดีอยู่ในทำเนียบขาว และโจเซฟ สตาลิน ก็ยังคงทรงอำนาจเหนืออดีตสหภาพโซเวียต ทว่าพระองค์ท่านทรงครองราชบัลลังก์มาได้ต่อเนื่องยาวนานผ่านการทำรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จถึง15ครั้ง ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆที่แตกต่างกันมา16ฉบับ และมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายกรัฐมนตรีมากถึง27คนในรัชสมัยของพระองค์ รัฐธรรมนูญให้พระราชอำนาจที่เป็นพิธีการเพียงเล็กน้อย ทว่าทรงพระราชบารมีสูงยิ่ง อย่างน้อยก็ทรงใช้พระราชบารมีนั้นในการดับวิกฤตการณ์นองเลือดมาแล้ว2หน

ประเทศไทยในยามนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะสร้างเสถียรภาพขึ้นมาเสียใหม่จากการแตกแยกออกเป็นฝักฝ่ายในประเทศ โดยใช้สีเป็นรหัสของความแปลกแยกในสังคม ระหว่างบรรดากฎุมพีผู้มั่งคั่งในเมืองกับบรรดาคนในชนบท การสวมเสื้อสีที่เน้นถึงการแยกจากกัน เป็นสัญลักษณ์ว่าคนแต่ละฝ่ายนั้นภักดีข้างฝ่ายใด

ฝ่ายหนึ่ง เป็นชนชั้นนำในเมือง ฐานหลักอยู่ในกรุงเทพฯ พวกเขานำสีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำวันจันทร์ อันเป็นวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯมาใส่
อีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนยากจนส่วนใหญ่ในชนบท ซึ่งพวกเขาบอกว่ามีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวฯเสมอเหมือนกับคนในเมือง แต่ใส่เสื้อแดงเพื่อแสดงว่าก็ให้การสนับสนุนแก่มหาเศรษฐีทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีผู้ใช้นโยบายประชานิยม ซึ่งถูกโค่นจากตำแหน่งในการรัฐประหารปี2549

2ก๊ก

การเดินขบวนบนท้องถนนที่แบ่งก๊กแบ่งฝ่ายนำไปสู่การยึดสนามบินหลัก2แห่งในกรุงเทพฯเมื่อเดือนธันวาคมปีกลาย และการยกเลิกการประชุมASEAN SUMMITเมื่อเดือนเมษายน แม้ว่าจะนำบรรยากาศไม่เป็นที่ต้อนรับต่อสาธารณชนมาสู่แดนแห่งรอยยิ้ม แต่การจัดชุมนุมของขบวนผู้ต่อต้านรัฐบาลจำนวนมากก็ยังเกิดขึ้นอีกเมื่อวันที่27มิถุนายนที่ผ่านมา และการจัดชุมนุมใหญ่ยังมีแผนการจะจัดประท้วงขึ้นอีกในเดือนหน้านี้

ในท่ามกลางความโกลาหลระส่ำระสาย แต่ก็มีนักลงทุนเซียนหุ้นบางรายมองให้เห็นเป็นโอกาสในการลงทุนในตลาดหุ้นของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ2ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นรองเพียงอินโดนีเซีย ณ วันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ ดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นไปกว่า30%นับจากตอนต้นปี ดีกว่าดัชนีS&P500ของอเมริกาที่ตกลงมาในช่วงเวลาเดียวกัน0.8% ในช่วงเวลาที่กล่าวมานี้นักลงทุนชาวต่างประเทศเพิ่มการลงทุนในการถือครองหุ้นไทยขึ้นสุทธิ621.4ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากขายสุทธิออกมากว่า4.8พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว

ตลาดหุ้นไทยมีอัตราส่วนของราคาต่อกำไร ณ สิ้นปี2552เพียง11เท่า ซึ่งก็นับว่าถูกที่สุดในย่านเอเชียรองจากตลาดหลักทรัพย์ปากีสถานแค่นั้น ขณะที่ให้อัตราผลตอบแทนในรูปของการจ่ายเงินปันผล4.7%เปรียบเทียบกับเพียง3%ที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯจ่ายได้ และตลาดหุ้นจีนเพียง1% ทั้งนี้จากฐานข้อมูลของบลูมเบิร์ก ทำให้ตลาดหุ้นเมืองไทยน่าซื้อ เป็นคำกล่าวของมาร์ค เฟเบอร์ ซึ่งบริหารจัดการกองทุนขนาด300ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกองทุนนี้มีฐานที่ตั้งในฮ่องกงชื่อบริษัทมาร์ค เฟเบอร์ จำกัด

"คุ้มค่าแก่การรอคอย"

"ผมสามารถที่จะอยู่ในตลาดหุ้นไทยได้ในยามที่เกิดภาวะถดถอย หรือธุรกิจเผชิญแนวต้าน แต่ที่สุดมันก็ให้ผลตอบแทนเป็นอัตราเงินปันผล6%หรือ7%กับผม"เฟเบอร์กล่าวในการตีพิมพ์เผยแพร่ในรายงานGloom,Boom&Doom เขาลงทุนในกลุ่มธนาคารไทยและบริษัทผู้ผลิตอาหารในปีนี้"หากคุณซื้อหุ้นในธุรกิจที่ดีมันก็จะทำเงินให้กับคุณดีๆในระยะ5หรือ10ปี โดยได้เงินปันผลจากหุ้นเหล่านี้ สำหรับประเทศไทยแล้วคุณควรจ่ายเพื่อจะได้เก็บเกี่ยวผลตอบแทนที่คุ้มค่า"

นักลงทุนจำนวนมากก็มาถึงเวลาสำคัญที่จำเป็นต้องพิจารณาแล้วว่า อะไรจะเกิดขึ้นหากว่าประเทศไทยอาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัชกาลเกิดขึ้น ความวิตกเกี่ยวกับพระชนมายุที่ทรงพระชราภาพของพระเจ้าอยู่หัวฯ และความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการสืบพระราชบัลลังก์บั่นทอนความเชื่อมั่นว่าพระราชอำนาจพิเศษนั้นจะยังทรงมีพระราชบารมีดังเดิมหรือไม่อย่างไร

อิทธิพลในภูมิภาค

ไทยเคยประสบวิกฤติในปีพ.ศ.2475เมื่อคณะทหารและข้าราชการพลเรือนได้ปฏิวัติยกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลง เป็นคำกล่าวของสตีเฟ่น วิคเกอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของFTI International จำกัด ซึ่งมีฐานในฮ่องกง ทำธุรกิจให้คำปรึกษาแก่นักลงทุนในประเทศไทย

"ในประเทศไทย กษัตริย์เป็นดังเทพเจ้าสายฟ้าที่ทรงกังหันไฟมาบนเฮลิคอปเตอร์"วิคเกอร์กล่าวเปรียบเทียบ"นักลงทุนทั้งหลายอยู่ได้แม้ว่าจะผ่านการทำรัฐประหารมามากครั้งและมันก็ผ่านพ้นไปได้แบบไม่มีอะไรตื่นเต้น แต่การเปลี่ยนรัชกาลนั้นต่างออกไป มันเป็นเรื่องที่มีนัยยะสำคัญที่ต้องตระหนักมากกว่าแต่ก่อน"

การสืบพระราชสันตติวงศ์อย่างราบรื่นเป็นเรื่องที่จะน่ายินดีต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาดที่มีประชากรมากกว่า573ล้านคน ความอุดมสมบูรณ์ และเป็นประเทศเขตร้อนที่มีประชากรกว่า67ล้านคนของไทย และยังเป็นประเทศผู้ส่งออกยางพารา และข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอ้นดับสองของภูมิภาค

แม้ว่าจะเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์โดยสภาพของทรัพยากรธรรมชาติ และบรรยากาศแห่งมิตรไมตรีในการดำเนินธุรกิจ แต่ไทยก็ไม่วายได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย ยอดผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในปีนี้เป็น2.5%จากเพียง1.5%ในปีที่แล้ว ทั้งนี้จากการเปิดเผยของคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยอดผู้ว่างงานยังคงต่ำกว่ามาตรฐานของนานาชาติ โดยยอดนตกงานระดะบสากลนั้นสูงมากกว่า7.4% นับจนถึงวันที่28พฤษภาคมที่ผ่านมา จากการคาดการณ์องค์การแรงงานนานาชาติ ที่มีสำนักงานในเจนีวา

การกระตุ้นเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยติดลบ7.1%ในช่วงไตรมาสแรกของปี เป็นสถิติแย่ที่สุดนับแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินเอเชียเมื่อปี2541 ยอดการส่งออกทรุดตัวลง26.5% และยอดผลผลิตอุตสาหกรรมลดลง10%ในเดือนพฤษภาคม นับเป็นการตกต่ำต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่เจ็ดทั้ง2รายการ ในเดือนมิถุนายนสถาบันจัดอันดับสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์สเปิดเผยว่าอาจจะลดอันดับเครดิตของประเทศไทยลงจากระดับBBB+ ในเดือนพฤษภาคมฟิตซ์เรทติ้ง บริษัทจัดอันดับอีกรายได้ลดเครดิตลงสำหรับหนี้ต่างประเทศของไทย นับเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ โดยลดเครดิตลงสู่ระดับBBB ซึ่งเป็นอันดับการลงทุนที่อยู่ท้ายตารางน่าลงทุนเพียง2อันดับเท่านั้น

นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ออกมาตรการเมื่อวันที่29พฤษภาคมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า1.4ล้านล้านบาท(ราว41พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)ให้มีอัตราขยายตัว หากแผนการสำเร็จ เศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวเป็นบวกราว3.5%ในปีนี้ ทั้งนี้จากการคาดการณ์ของรัฐมนตรีคลัง

พระมหากษัตริย์นักลงทุน

อิทธิพลของกษัตริย์ที่มีต่อเศรษฐกิจ เฉพาะที่เป็นเรื่องส่วนพระองค์ พระองค์ท่านเป็นผู้นำนักลงทุนในประเทศ จากการจัดการทรัพย์สินของพระราชวงศ์ ผ่านสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงถือครองอสังหาริมทรัพย์และหุ้นเป็นมูลค่ามากกว่า33พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้จากการเปิดเผยของพอพันธ์ อุยยานนท์ นักวิชาการชาวไทยที่ได้ทำการศึกษาเรื่องการเงินของพระราชวงศ์

การลงทุนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯนั้นรวมถึงการถือหุ้นใหญ่ของธนาคารใหญ่ที่สุดอันดับ2ของประเทศ จากขนาดมูลค่าตลาด คือธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัทโฮลดิ้งขนาดใหญ่ที่สุดคือเครือซิเมนต์ไทย และเป็นเจ้าของหุ้นบริษัทโรงแรม ชะตาของอาณาจักรธุรกิจ--ย่อมขึ้นอยู่กับผู้ถือครอง--ฉันใดการสืบทอดพระราชสันตติวงศ์ก็ย่อมเป็นไปตามเงื่อนนี้ เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งกรรมการผู้อำนวยการของสำนักงานทรัพย์สินฯด้วย

ภายใต้รัฐธรรมนูญแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯสามารถเลือกพระรัชทายาทได้โดยพระองค์เอง รัฐบาลได้เปิดเผยว่าพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปจะเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา57 พระองค์ท่านเป็นทหาร ไม่เหมือนพระขนิษฐาโสดซึ่งทรงเป็นที่นิยม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี พระชนมพรรษา 54 ชันษา พระองค์เคยเป็นว่าที่พระรัชทายาทพระองค์หนึ่งสำหรับพระราชบัลลังก์ ทรงมีบทบาททรงงานเพื่อการกุศล ส่วนมกุฎราชกุมารทรงหย่ามาแล้ว2ครั้ง พระราชจริยาวัตรส่วนพระองค์สำหรับสาธารณชนดูไม่เป็นที่ปลาบปลื้มนัก

9กษัตริย์

อย่างใดก็ตามในระบบการปกครองตลอด227ปีของพระราชวงศ์จักรี ซึ่งมีพระมหากษัตริย์มาแล้ว9พระองค์ก็ยังเหนียวแน่นอยู่กับแผ่นดินที่มีความยุ่งเหยิงทางการเมืองอยู่ถี่ๆ เสด็จทวดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าซึ่งรอดเจอร์และแฮมเมอร์สไตน์เคยนำมารังสรรค์เป็นละครเพลงเรื่องเดอะคิงแอนด์ไอ และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์นำโดยดาราชาวรัสเซียยูล บรีนเนอร์ ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการที่ประเทศไทยขาดความจงรักภักดีต่อพระราชวงศ์เลยแต่อย่างใด

พระราชจักรีวงศ์มีประวัติศาสตร์การสืบพระราชสันตติวงศ์ที่คลุมเครือ พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่7คือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าทรงสละราชบัลลังก์ในปี2478เพียง3ปีให้หลังที่ทรงสูญเสียพระราชอาญาสิทธิ์จากการทำรัฐประหารโดยทหารและข้าราชการระดับสูง พระราชบัลลังก์ได้ตกทอดมาถึงยุวกษัตริย์พระชนมพรรษาเพียง10ชันษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหกิดล พระเชษฐาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ของรัชสมัยของพระองค์ท่านในการศึกษาในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่สวิตเซอร์แลนด์ และไม่ได้มีพระชนมายุยืนนานพอที่จะเข้าสู่พิธีพระบรมราชาภิเษก

ในเดือนมิถุนายน2489ในพระชนม์20ชันษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลถูกพบนอนสวรรคตอยู่บนพระแท่นบรรทมในพระที่นั่งบรมพิมาน บรมมหาราชวังกรุงเทพฯโดยลูกกระสุนผ่านพระนลาฎ และมีปืนพกโคลท์วางอยู่ข้างพระบรมศพ ชาย3คนถูกตัดสินลงโทษว่าเป็นฆาตกรถูกประหารชีวิตในปี2498 ขณะที่นักประวัติศาสตร์บางคนอธิบายว่ากรณีสวรรคตนั้นยังคงเป็นปริศนาที่ไม่ถูกสะสาง

กษัตริย์ที่ทรงมีพระราชสมภพที่บอสตัน

ผู้สืบทอดพระราชสันตติวงศ์ลำดับถัดมาคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ทรงมีพระราชสมภพที่บอสตันในขณะที่พระราชบิดาสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ทรงไปศึกษาวิชาแพทย์ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เช่นเดียวกับพระเชษฐา กษัตริย์ภูมิพลทรงได้รับการศึกษาที่สวิตเซอร์แลนด์และเสด็จนิวัติพระนครหลังจากทรงมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในปี2493 และเสด็จมาประทับที่กรุงเทพฯในปีถัดมา เป็นเวลานานกว่า16ปีก่อนหน้านั้นที่ประเทศไทยไม่มีกษัตริย์ประทับอยู่ในประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงมีพระราชวิริยะอุตสาหะในการกอบกู้ชื่อเสียงของพระราชวงศ์กลับคืนมา โดยเสด็จพระราชดำเนินไปยังชนบทและสร้างโครงการเกษตรกรรมและโครงการชลประทาน พระราชบารมีอันมาจากความนิยมเทิดทูนพระองค์ท่านทำให้ทรงมีพระราชอำนาจในการยับยั้งผู้นำทางทหารที่เข้มแข็งไม่ให้ใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยในปี2516ทรงเปิดพระราชวังสวนจิตรลดาเพื่อรับนักศึกษาที่หนีเข้ามาพึ่งพระบารมีจากการกวาดล้างของเผด็จการทหาร หลังจากกองกำลังเปิดฉากยิงนักศึกษาผู้ประท้วง

ในปี2535ชาวไทยได้รับชมโทรทัศน์ผู้นำทางทหารที่ใช้อำนาจทำรัฐประหารและใช้กองกำลังทหารติดอาวุธยิงใส่ผู้ประท้วงชนชั้นกลางซึ่งไร้อาวุธที่ออกมาประท้วงต่อต้านเขา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ผู้นำทหารและผู้นำการประท้วงเข้าเฝ้าฯ หลังจากมีพระราชดำรัสให้ยุติความขัดแย้ง ผู้นำการรัฐประหารได้สละอำนาจลง

ดินแดนแห่งรอยยิ้ม

ประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่ได้ตกเป็นประเทศอาณานิคมของประเทศตะวันตกนักล่าเมืองขึ้น เป็นประเทศที่สนับสนุนสหรัฐฯในระหว่างทำสงครามเวียดนาม เป็นประเทศชายแดนติดกับพม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ดินแดนแห่งรอยยิ้มแห่งนี้มีรอยยิ้มให้เห็นเป็นปกติ กระทั่งเกิดบรรยากาศหน้าทางการเมืองอย่างในเวลานี้

การสร้างฐานะทางการเงินสำหรับเศรษฐกิจแบบใหม่มาจากค่าจ้างแรงงานที่ถูกแต่มีทักษะช่วยให้ประเทศไทยเข้าสู่ระดับโรงงานโลกที่สร้างผลผลิตตั้งแต่รถยนต์ไปยันดิสค์ไดรฟ์ จากการเปิดเผยของไมเคิล ดูนน์ กรรมการผู้จัดการเอเชียแปซิฟิคของเจ.ดี.พาวเวอร์แอนด์แอสโซซิเอต ซึ่งมีฐานในเซี่ยงไฮ้ บริษัทผู้ให้บริการข้อมูลข่าวสารการตลาด"ที่นี่เป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมญี่ปุ่น--ที่นี่แหละเหมาะที่สุดแล้ว"เขากล่าว

ในปี2521เศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัว10%เป็นครั้งแรก จากปี2530-2536มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย10.1% ไม่มีที่ไหนทำได้แบบนี้นอกจากที่จีน

วิกฤตอัตราแลกเปลี่ยน

แม้ว่าไทยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีเยี่ยมดังกล่าวมาแล้ว แต่ก็เกิดปัญหาขึ้นในช่วงหลังของทศวรรษ2533"ไทยตกลงไปในหลุมพรางหนี้สินลึกเกินไป,มีการลงทุนในโครงการจำนวนมากที่ไม่เหมาะสม และมีการปล่อยให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์จนนำไปสู่การวิบัติ"UNDPหรือโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติรบุในรายงานเมื่อปี2550

ในเดือนกรกฎาคม2540ไม่สามารถที่จะตรึงระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลเงินบาทไว้ได้ต่อไป จากที่มีอัตราแลกเปลี่ยนตายตัวที่25บาทต่อ1ดอลลาร์ ภายในเวลา6เดือนค่าเงินบาทดิ่งลงฮวบฮาบ และกว่าครึ่งหนึ่งของหนี้สินที่ถูกปล่อยสินเชื่อโดยธนาคารไทยกลายเป็นหนี้เสีย หลายร้อยบริษัทล้มละลายลง

ภายในชั่วสัปดาห์ความโกลาหลในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนลุกลามไปทั่วทั้งเอเชีย จากที่เคยเป็นมหัศจรรย์แห่งเอเชียตะวันออก วิกฤตการณ์ครั้งนั้นก็สร้างวิกฤตการณ์ทางการเงินไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียเช่นกัน

สวรรค์วันหยุดพักร้อน

ประเทศไทยเป็นที่ที่มีวัดส่องแสงสีทองอร่ามและมีประวัติศาสตร์เก่าแก่ เป็นแหล่งที่ดึงดูดใจบรรดานักท่องเที่ยว เต็มไปด้วยความหลายหลาก ตั้งแต่โรงแรม5ดาวไปยันบังกาโลว์มุงสังกะสี มีบาร์สำหรับเต้นรำ ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว14.6ล้านคน และทำรายได้กว่า27.4พันล้านดอลลาร์เมื่อปีกลาย จากการเปิดเผยของรัฐบาลระบุว่า จากเหตุการณ์ประท้วงรุนแรงต่างๆจะมีผลกระทบต่อสวรรค์วันหยุดของนักท่องเที่ยว ให้ลดจำนวนผู้มาเยือนลงเหลือราว10ล้านคนในปีนี้

ประเทศไทยมีการขยายโรงงานออกไปมาก อย่างเช่น โรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า อิซูซุ ฮอนด้า เจเนรัลมอเตอร์ส์ และฟอร์ด ผลิตรถยนต์มากกว่า1.4ล้านคัน มูลค่ามากกว่า20พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว และส่งออกไปจำหน่ายยัง130ประเทศทั่วโลก จากการเปิดเผยของเจ.ดี.พาวเวอร์

ในท่ามกลางความเจริญมั่งคั่ง ช่องว่างระหว่างผู้มั่งมีกับคนยากจนก็ถ่างกว้างขึ้น ในขณะที่นักลงทุนที่มีฐานที่อยู่ในกรุงเทพฯพากันร่ำรวยในปีที่เศรษฐกิจบูม ทว่าชาวนาตามชนบทก็ไม่ได้ประโยชน์โภชน์ผลอะไรไปด้วย อัตรารายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของชาวนครหลวงกรุงเทพฯอยู่ที่35,000บาทในปี2550จากการเปิดเผยของสำนักงานสถิติแห่งชาติ แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นมีรายได้ต่อครัวเรือนเพียง340ดอลลาร์ และในนี้ราว13%มีรายได้น้อยกว่า1.35ดอลลาร์ตต่อวัน จากการเปิดเผยของสำนักงานเกี่ยวกับความยากจนระบุ

รหัสสีแห่งความขัดแย้ง

นั่นเป็นเหตุของความขัดแย้งทางการเมืองของคนในประเทศให้แบ่งแยกด้วยสี สีเหลืองมีฐานหลักในกรุงเทพฯ นครหลวงของไทยที่มีประชากรราว9ล้านคน เมืองที่มีการจราจรติดขัดคับคั่ง ที่ที่มีรถเมอร์ซีเดสเบ๊นซ์หรูหราขับไปเคียงข้างกับรถตุ๊กตุ๊ก บางครั้งคราวก็มีช้างร่อนเร่ขอทานริมถนน

ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามใส่เสื้อสีแดง เป็นประชากรส่วนใหญ่ที่ยากจน และส่วนใหญ่มีฐานที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พวกเขาสนับสนุนทักษิณ อายุ59 นักธุรกิจมหาเศรษฐีผู้ซึ่งออกจากประเทศไทยเมื่อ3ปีที่แล้วจากการถูกทำรัฐประหาร โดยทหารอ้างว่าเขาคอร์รัปชั่น วีระ มุสิกพงศ์ ผู้นำเสื้อแดงบอกว่ามันไม่ใช่สีของการปฏิวัติอะไรที่ไหนหรอก เขาบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ให้เผอิญว่าสีแดงนั้นมันขับผิวดำของเขาให้เด่นขึ้น

ในการเลือกตั้ง4ครั้งที่ผ่านมานับจากปี2544ถึง2550ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงพากันเทคะแนนสนับสนุนทักษิณ ใน3ครั้งที่ผ่านมารัฐบาลจากการเลือกตั้งถูกโค่นจากอำนาจโดยผสมผสานกันจากการประท้วงบนท้องถนน,การกดดันจากทหาร และการตัดสินจากศาล

ปลดปล่อยชนบท

ในปี2541ทักษิณ ซึ่งเป็นอดีตตำรวจและก้าวมาเป็นมหาเศรษฐีธุรกิจการสื่อสารได้ตั้งพรรคการเมืองของเขาชื่อไทยรักไทย จากนั้นอีก3ปีพรรคของเขาชนะการเลือกตั้ง248ที่นั่งจากทั้งหมด500ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร

ภารกิจแรกของรัฐบาลทักษิณก็คือการให้สินเชื่อขนาดย่อมแก่หมู่บ้านเพื่อเริ่มต้นธุรกิจชุมชน และแนะนำโครงการสุขภาพราคาถูก ซึ่งได้รับการต้อนรับจากหมู่ประชาชนที่ยากไร้ขนานใหญ่ เพราะไทยมีผู้ติดเชื้อHIVอยู่ราว1.4% จากการคาดการณ์ของสหประชาชาติในปี2551 ขณะเดียวกันก็ส่งตำรวจออกปราบปรามผู้ค้ายาขนานใหญ่ ประชาชนกว่า2,500คนตายในปฏิบัติการนั้น ซึ่งผู้ที่ตายก็ไม่ใช่ว่าทั้งหมดที่พัวพันกับการค้ายาเสพติด ปฏิบัติการนั้นถูกประณามจากองค์การนิรโทษกรรมสากลว่าโหดร้ายทารุณ

ในปี2549ทักษิณชนะการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง โดยคว้าเก้าอี้ในสภามากกว่า377ที่นั่ง และในปีเดียวกันนั้นเอง ผู้นำเสื้อเหลืองคือสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตผู้สนับสนุนทักษิณเริ่มต้นการประท้วงบนท้องถนนเพื่อต่อต้านนายกรัฐมนตรีทักษิณ โดยกล่าวโจมตีว่าทักษิณใช้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกื้อหนุนผลประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเอง

บอยคอตการเลือกตั้ง

ในเดือนมกราคม2549ครอบครัวของทักษิณขายหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์คือบริษัท ชินคอร์ปแก่เทมาเส็กโฮลดิ้ง ซึ่งเป็นสำนักการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ด้วยมูลค่า2.15พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งดีลการซื้อขายดังกล่าวคนในตระกูลชินว้ตรไม่ต้องจ่ายภาษี กลายเป็นการจุดประเด็นโจมตีจากเสื้อเหลืองในกรุงเทพฯที่นำโดยเจ้าของสถานีโทรทัศน์คือสนธิ ลิ้มทองกุล ทักษิณกล่าวว่าการประท้วงนั้นแรงจูงใจที่แท้จริงของสนธิเกิดจากพลาดหวังไม่ได้สัมปทานสถานีโทรทัศน์ที่เขาปฏิเสธไม่ช่วยเหลือ

ทักษิณแสดงความรับผิดชอบโดยการยุบสภาเลือกตั้งใหม่แบบกระทันหัน ส่งผลให้พรรคการเมืองใหญ่3พรรคบอยคอตไม่เข้าแข่งขันส่งผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้ง หลังจากทักษิณชนะการเลือกตั้งแบบไร้คู่แข่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้ทรงส่งสัญญาณการเข้ามามีบทบาททางการเมืองเป็นหนแรกนับจากปี2535ที่เกิดการนองเลือดขึ้น พระองค์ท่านทรงมีพระบรมราโชวาทในเดือนเมษายนว่าการเลือกตั้งไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะว่าไม่มีฝ่ายค้านลงเลือกตั้ง หลังจากนั้น2สัปดาห์ศาลได้ตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และทักษิณคงยังเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการบริหารประเทศต่อไป

ก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคม คณะทหารเข้าทำการรัฐประหารยึดอำนาจเสียก่อนในวันที่19กันยายน2549 ระหว่างที่ทักษิณอยู่ในมหานครนิวยอร์กเพื่อเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสหประชาชาติ

พลังประชาชน

ในเดือนธันวาคม2550รัฐบาลที่คณะรัฐประหารสนับสนุนได้จัดการเลือกตั้งใหม่ขึ้น ขณะที่พรรคการเมืองที่สนับสนุนทักษิณชื่อพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์2551ทักษิณเดินทางกลับสู่ประเทศไทย เขาต้องเดินทางออกนอกประเทศ6เดือนหลังจากนั้นเพื่อหลีกหนีการดำเนินคดีฐานคอรัปชั่น โดยระบุว่าเขาได้รับการพิจารณาตัดสินที่ไม่เป็นธรรม ในเดือนตุลาคม2551เขาถูกตัดสินให้จำคุก2ปีโดยศาลตัดสินว่าเขาใช้ตำแหน่งขณะเป็นนายกรัฐมนตรีช่วยให้ภริยาซื้อที่ดินของรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีคนแรกของพรรคพลังประชาชนคือสมัคร สุนทรเวช อายุ74ปีพ้นตำแหน่งหลังจากอยู่มา9เดือน โดยศาลตัดสินเกี่ยวกับเรื่องเงิน--ว่าเขามีรายได้ราว2,345ดอลลาร์จากการเป็นผู้ดำเนินรายการทำกับข้าวทางโทรทัศน์ พรรคเลยเลือกน้องเขยของทักษิณคือสมชาย วงศ์สวัสดิ์ วัย61ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยผ่านการโหวตของสภาฯ

ในเดือนพฤศจิกายน เสื้อเหลืองที่โทโสผู้อ้างว่าทักษิณซื้อเสียงจากชาวนาผู้โง่เขลาบุกเข้าปิดสนามบินหลัก2แห่งในกรุงเทพฯ ส่งผลให้มีผู้โดยสารตกค้างมากกว่า400,000คนเป็นเวลากว่าสัปดาห์ และสร้างความเสียหายให้ประเทศมากกว่า8พันล้านดอลลาร์(ราว270,000ล้านบาท)จากการขาดรายได้จากผู้โดยสารทางอากาศและนักท่องเที่ยว ทั้งนี้จากการเปิดเผยของธนาคารแห่งประเทศไทย

การประท้วงที่ท่าอากาศยาน

หลังจากนั้น1สัปดาห์ ศาลได้ตัดสินให้ยุบรัฐบาลจากข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อเสียง จากการส่งฟ้องของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่บชี้ว่านักการเมืองอาวุโสของรัฐบาลบางรายถูกตรวจสอบพบว่ากระทำผิดฐานซื้อเสียง ทำให้การประท้วงปิดสนามบินต้องยุติลงไปด้วย

ในเดือนกรกฎาคมมีการออกหมายเรียกดำเนินคดีแกนนำเสื้อเหลืองที่นำการประท้วงยึดสนามบิน ซึ่งมีการดำเนินคดีฐานความผิดเกี่ยวกับกฎหมายการเดินทางทางอากาศ และกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยได้ลงนามผูกพันไว้ด้วย จากการรายงานของหนังสือพิมพ์ไทย ผู้ถูกดำเนินคดีนั้นก็รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทย นายกษิต ภิรมย์ด้วย โดยเขารีบไปรายงานตัวต่อตำรวจในวันที่6กรกฎาคมเพื่อรับฟังข้อกล่าวหา โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ธานี ทองภักดีได้ยืนยันกับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก กษิตเพิ่งบอกกับนักข่าวในกรุงเทพฯเมื่อเร็วๆนี้ว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด โฆษกกระทรวงกล่าวว่าใครที่ไปขึ้นเวทีต่อหน้าฝูงชนในการประท้วงยึดสนามบินระหว่างการประท้วง ก็ควรยังต้องมีตำแหน่งรัฐมนตรีได้ต่อไป

บอนไซประชาธิปไตย

"ประเทศไทยมีการบอนไซประชาธิปไตย"จรัล ดิษฐาภิชัย แกนนำเสื้อแดงกล่าว"เมื่อไหร่ที่ประชาธิปไตยเจริญเติบโต ใครบางคนก็จะตัดตอนให้มันแคะแกรน"

ในเดือนเมษายนเสื้อแดงพากันลุกฮือประท้วงเรียกร้องให้เลือกตั้งใหม่ และขวางการจัดประชุมอาเซียนซัมมิตในเมืองพัทยา การประชุมนี้เต็มไปด้วยผู้นำเอเชียที่ทรงอิทธิพล รวมทั้งนายกรัฐมนตรีจีนเหวินเจียเป่า พากันหนีออกที่นั่นด้วยเฮลิคอปเตอร์

แม้ว่าทักษิณซึ่งอยู่ระหว่างลี้ภัยในต่างประเทศจะกล่าวต่อผู้สนับสนุนเขาที่ลุกฮือขึ้นประท้วงผ่านทางภาพที่เผยแพร่มายังที่ประท้วง โดยเรียกขานการลุกฮือประท้วงครั้งนั้นว่า"ปฏิวัติประชาชน"หรือการ"ทำการยึดอำนาจโดยประชาชน"หรือไม่ก็ตาม ทักษิณ--ผู้ซึ่งลี้ภ้ยอยู่ที่ไหนไม่แน่ชัด--ก็ระมัดระวังเสมอที่จะกล่าวสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

คำกล่าวของเขานั้นสอดคล้องกับผู้นำชาวคลองเตยกว่า80,000คน ครูประทีป อึ๊งทรงธรรมฮาตะ สตรีที่มีความสูง5ฟุต(152เซ็นติเมตร)นักกิจกรรมผู้ที่รู้จักกันดีในประเทศไทยว่าเป็น"เทพธิดาสลัม"ผู้เกิดในคลองเตย ใช้ชีวิตวัยรุ่นในการจัดการชุมชนสลัมให้ชาวสลัมได้มีบ้านพักอาศัย และเป็นแกนนำการเรียกร้องประชาธิปไตยในปี2535

ไม่มีความหวัง

"ในอดีตนั้นประชาชนไร้ความหวัง"ประทีป วัย57กล่าว"แต่หลังจากทักษิณเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ประชาชนก็ได้เห็นประชาธิปไตยที่สัมผัสและกินได้ พวกเขามีสุขภาพที่ดีขึ้น มีอาหารมากขึ้นและมีโอกาสที่จะมีงานทำ แต่เดี๋ยวนี้ประชาชนพบว่าประชาธิปไตยนั้นมี2ระดับชั้น"

ประเทศไทยมีประชากรมากกว่า95%เป็นชาวพุทธ ตอนนี้มีปัญหาทางด้านความมั่นคง--อันเนื่องมาจากความไม่สงบใน3จังหวัดภาคใต้ติดกับพรมแดนมาเลเซียลุกขึ้นเรียกร้องการปกครองตนเอง คาดการณ์ว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า3,400คนนับจากปี2547เป็นต้นมา อภิสิทธิ์กล่าวว่าไทยอาจอนุญาตให้มีการปกครองตนเองมากขึ้น รวมทั้งให้ใช้กฎหมายชาเรียะห์ซึ่งเป็นกฎหมายอิสลามเพื่อลดเหตุการณ์ไม่สงบลงมา

เมื่อเปรียบเทียบกัน การขับเคี่ยวต่อสู้ระหว่างเหลือง-แดงก็นับว่าปัญหาน้อยกว่ามากนัก ในปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งเพียง7ราย และหลายร้อยคนบาดเจ็บในการปะทะบนท้องถนน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาสนธิผู้นำเสื้อเหลืองก็เพิ่งรอดพ้นการสังหารด้วยการระดมยิงใส่รถที่เขานั่งมากว่า50นัดจากมือปืนมาได้ ขณะที่ผู้นำเสื้อแดงอ้างว่าคนเสื้อแดงอย่างน้อย10คนถูกสังหารไประหว่างการประท้วงในเดือนเมษายนเช่นกัน

การคาดเดาถึงพระพลานามัย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงอยู่เหนือการเมืองเรื่องที่มีการขัดแย้งกัน เมื่อปีกลายการไม่ปรากฎพระองค์ในพระราชพิธีสำคัญหลายครั้ง ทำให้สื่อมวลชนต่างประเทศพากันคาดเดาไปถึงพระพลานามัยของพระองค์ เมื่อวันที่5ธันวาคมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงไม่ได้เสด็จลงพระราชทานพระราโชวาทต่อพสกนิกรชาวไทยเป็นหนแรกในวาระเฉลิมพระชนม์พรรษา พระองค์ท่านมีพระวรกายที่ค้อมลงด้วยทรงพระชราภาพ ปรากฎพระองค์ล่าสุดในเดือนมิถุนายนในการพระราชพิธีทางพุทธศาสนาเพื่อเสด็จพระราชกุศลแด่พระเชษฐาที่สวรรคต และในวโรกาสได้รับรางวัลด้านสิทธิบัตรจากภาพข่าวประจำพระราชสำนักเมื่อวันที่24มิถุนายน

ส่วนงานของรัฐบาลยังคงมีเสถียรภาพในมือของนายกรัฐมนตรีวัย44อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำซึ่งสะท้อนภาพของนักการเมืองสหราชอาณาจักร เกิดในนิวคาสเซิล อังกฤษ เป็นบุตรของศาสตราจารย์นายแพทย์ เขาเรียนที่อีตันคอลเลจ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีนายกรัฐมนนตรีอังกฤษ18คนเคยเรียนที่นั่น ก่อนจะมาจบปริญญาสาขาการเมือง ปรัชญาและเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด

ดาวรุ่ง

อภิสิทธิ์กลับสู่ประเทศไทยในปี2529เขาเป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียนนายร้อยจปร.ก่อนจะลงเลือกตั้งในปี2535กับพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ เป็นพรรคศูนย์กลาง-ขวาคือประชาธิปัตย์

อภิสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมกับพรรคที่เชิดชูระบบรัฐสภาที่เดินตามระบบรัฐสภาอังกฤษ ในปี2540หลังประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลผสมและมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่ให้อำนาจแก่สภามากขึ้น เขาได้เป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย

ในปี2548เพียง4ปีให้หลังที่ประชาธิปัตย์สูญเสียอำนาจให้กับพรรคทักษิณ อภิสิทธิ์ก้าวขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายค้าน รัฐบาลผสมของเขาตอนนี้มี280จากทั้งหมด480เสียงในสภา ส่วนพรรคการเมืองที่สนับสนุนทักษิณตอนนนี้ชื่อพรรคเพื่อไทย ยังคงเป็นพรรคการเมืองที่มีส.ส.มากที่สุดในเวลานี้

เพื่อให้การเมืองสงบลง อภิสิทธิ์ได้เสนอแผนการให้เกิดปรองดองกันขึ้น รวมทั้งกำหนดการเลือกตั้งใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง อาจเป็นไปได้ที่จะมีการนิรโทษกรรมทางการเมือง และให้คำมั่นจะจัดการเลือกตั้งใหม่หลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เสถียรภาพการเมือง

"คำถามก็คือ:รัฐบาลจะสามารถรับประกันว่าจะประสบผลสำเร็จทั้งการสืบพระราชสันตติวงศ์และทำให้การเมืองมีเสถียรภาพได้หรือไม่?"แคนเตอร์ ฟิตซ์เจอรัลด์ กล่าว"นี่จะนำไปสู่เรื่องที่ง่ายขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ปกติ แทนที่จะนำไปสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจ"

เสถียรภาพเป็นเรื่องที่น่ายินดีและเป็นข่าวที่รอคอยสำหรับผู้ประกอบการอย่างบิลล์ ไฮเนคเก้ นักธุรกิจชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้งไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เครือโรงแรมและภัตตาคารซึ่งเป็นที่สนพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงเข้าไปถือหุ้นไว้ราว4%

บุตรชายของนักข่าวเสียงอเมริกา,ไฮเนคเก้มาที่กรุงเทพฯตั้งแต่วัยรุ่นในยุคทศวรรษ2503 ตอนนี้ธุรกิจของเขามีโรงแรมในเครือ27แห่ง รวมทั้งโรงแรมโฟร์ซีซั่นและแมริออต และเครือรีสอร์ตอนันธารา

ในการประท้วงปิดสนามบินเมื่อเดือนธันวาคม ยอดผู้เข้าพักของแมริออต กรุงเทพฯตกลงมามีผู้เข้าพักเพียง20%จาก80% และฟื้นตัวเป็นยอดผู้เข้าพัก65%ในไตรมาสแรกปีนี้ หุ้นMINORขึ้นมาราว700%จากปี2541ถึงปี2551 ปีนี้ตกลง1%ซื้อขายที่ราคา7.8บาทเมื่อวันที่7กรกฎาคม

กลับไปสู่ธุรกิจ

เพื่อเรียกความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติกลับมา อภิสิทธิ์ใช้เวลาไปฮ่องกง1วันเมื่อ15พฤษภาคม และตามมาด้วยการไปสิงคโปร์ และจีนในเดือนมิถุนายน

"ประเทศไทยต้องเดินหน้าต่อไปและกลับมาสู่ธุรกิจ"เขากล่าวต่อที่ประชุมสื่อมวลชนในฮ่องกง อภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้ดี"ผมบอกคุณได้เลยว่าพระองค์ท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้ดียิ่ง ความต่างๆทรงทราบถึงใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทและทรงพิจารณาได้สอดคล้องเหมาะสมต่อสถานการณ์"

ในการสัมภาษณ์ในทำเนียบรัฐบาลที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมอิตาลีเมื่อ5วันก่อน อภิสิทธิ์ได้เปิดเผยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชโอรส พระราชธิดา4พระองค์ และพระราชนัดดา11พระองค์ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร เป็นพระรัชทายาทสืบทอดราชบัลลังก์แล้ว

"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารทรงเป็นพระรัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์"อภิสิทธิ์กล่าว

(ต้นฉบับของบลูมเบิร์กคือIn an interview at his Italianate office in Government House in Bangkok five days later, Abhisit discloses that Bhumibol, who has 4 children and 11 surviving grandchildren, has already endorsed his only son as the next king.

“The crown prince is the designated heir,” Abhisit says. )

เราเดินทางไปเยือนบ้านของนักลงทุนเซียนหุ้นเฟเบอร์700กิโลเมตรทางเหนือของกรุงเทพฯ ไฮไลต์ของการไปหนนี้ก็มีทั้งมนต์เสน่ห์ของประเทศไทย และความเสี่ยงในอนาคตของการลงทุน

เฟเบอร์เป็นคนสวิสโดยกำเนิดเดินทางมาเที่ยวไทยเมื่อ36ปีก่อน และย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่เมื่อปี2543 ทุกวันนี้เขามีชีวิตราวกับท่านบารอนผู้โอ่อ่ามั่งคั่ง มีหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรกของอาดัม สมิธเรื่องความมั่งคั่งแห่งชาติวางอยู่ข้างๆ บนเรือนไม้สักริมแม่น้ำปิง นอกกำแพงเมืองโบราณอายุนาน1,000ปีของกำแพงคูรอบนครเชียงใหม่

เมื่อพลบค่ำลงมาในนครที่มีวัดส่องประกายสีทอง เฟเบอร์ตัดสินใจออกไปหาละเลียดเบียร์ โดยโดดขึ้นคร่อมคาวาซากิขนาด1,150ซีซี มอเตอร์ไซค์คู่กาย ไม่กี่นาทีก็มาถึงบาร์ติดแสงไฟนีนอน ที่ซึ่งมีเพื่อนสาวจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือผู้ยากจนมานั่งคอยเอาอกเอาใจอย่างฉันมิตร โดยเธอเป็น"สาวนั่งดริ๊งค์"ในราคาเพียง80บาท

สูงขึ้นไปจากพื้นถนน10เมตรนั้นมีภาพเขียนพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตระหง่านอยู่พร้อมกับข้อความ"ทรงพระเจริญ" นี่เป็นความรู้สึกของนักลงทุนแบบไทยๆ พวกเขาคงต้องยอมรับอย่างเงียบๆว่า แดนแห่งรอยยิ้มนี้ก็คงวันใดวันหนึ่งที่ต้องหลั่งน้ำตาให้กับการผลัดแผ่นดินเปลี่ยนรัชกาล
............

ติดต่อผู้สื่อข่าวที่เขียนรายงานข่าวนี้: William Mellor in Hong Kong at wmellor@bloomberg.net; Daniel Ten Kate in Bangkok at dtenkate@bloomberg.net
0000000000