WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 12, 2009

ล่มซ้ำซาก! ส่อแววยุบสภา

ที่มา บางกอกทูเดย์

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีหมาดๆในขณะนั้น ได้มีความพยายามโชว์ฟอร์มความเป็นผู้นำ ว่าจะสามารถคุมเกมได้ จึงได้ประกาศยืนยันในวันที่ 23 มกราคม 52 เลยว่าจะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มอีกโดยยอมรับว่าเป็นสิทธิของฝ่ายค้านในกรณีที่เสนอนับองค์ประชุมสภาจนทำให้สภาล่ม แต่คาดว่าจะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มเกิดขึ้นอีกเหตุการณ์ที่ประชุมร่วมรัฐสภาล่มเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังจากที่มีการเสนอประชุมลับ เพื่อพิจารณาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี และกรอบการเจรจาเรื่องเขตพื้นที่ทางทะเลที่ไทย-มาเลเซีย และเวียดนาม อ้างสิทธิทับซ้อนกัน ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ควบคู่ไปด้วยนั้น

ถือเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่รัฐสภาในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องล่มลง หลังจากที่มีการล่มอย่างซ้ำซากมาตั้งแต่เริ่มเป็นรัฐบาลแล้ว
เกิดอะไรขึ้นกับรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นมาด้วยความต้องการของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย และกลุ่มที่เกี่ยวพันกับทหาร คมช.ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ใช้การพลิกเกม จากเหตุการณ์ที่การประชุมสภาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2551 ล่มลง เพราะพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนั้นมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องบุคคลที่จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีนอกจากฉวยจังหวะเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วยังมีกลไกพิเศษที่เข้ามาช่วย ที่ทำให้ก๊วนเพื่อนเนวิน และพรรคภูมิใจไทย พลิกขั้วทางการเมือง จนสุดท้ายพรรคประชาธิปัตย์สามารถที่จะมีเสียงมากพอที่จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลและทำให้นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี สมดังที่ใฝ่ฝัน

แต่เพราะจุดกำเนิดในการเป็นรัฐบาลเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะเหตุการณ์สภาล่มหรือไม่??? ที่กลายเป็นอาถรรพ์ให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ประสบกับเหตุการณ์สภาล่มอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดเพราะนับตั้งแต่ก้าวแรกของการเป็นรัฐบาล เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2552 การประชุมสภาของรัฐบาลชุดนี้ก็ประเดิมการล่มลงแล้ว เมื่อถูกพรรคฝ่ายค้านขอให้นับองค์ประชุม แล้วปรากฏว่าเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลหายไป 9 เสียง ไม่ครบองค์ประชุม ทำให้สภาล่มลงเป็นครั้งแรกซ้ำยังเป็นการล่มเพราะนายอภิสิทธิ์ เองก็เป็นคนหนึ่งที่ออกจากการประชุมสภา คล้อยหลังไปประมาณ 5 นาทีเท่านั้นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในวันนั้นมีฐานะเป็นผู้จัดการตั้งรัฐบาลให้กับนายอภิสิทธิ์ได้เป็นผลสำเร็จ

อ้างว่าคงเป็นเพราะช่วงใกล้วันตรุษจีน หลายคนคงอยู่ต่างจังหวัด และเป็นช่วง 6 โมงเย็นแล้ว จึงทำให้มีการขาดไป 9 เสียงถือเป็นบทเรียนว่าส.ส.ทุกคนต้องตระหนัก และต้องมีการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลอีกที ว่าแต่ละเสียงมีความหมาย ขาดไป 1 เสียงหรือไม่ระวัง การทำงานในสภาต่อไปจะลำบาก ในวันนั้นมีกระแสคำถามที่ว่า คิดว่ามีการหักหลังจากพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ เล่นเอานายสุเทพไม่พอใจ และกล่าวว่า “คำถามของคุณ มองในแง่ร้ายอยู่เรื่อย มองแง่ดีบ้าง หากมองในแง่ดีก็ได้กลับบ้านเร็วขึ้น”ในขณะที่ผู้อาวุโสอย่างนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในวันนั้นว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่จะต้องทำให้ส.ส.มาประชุมให้ครบ

ซึ่งเชื่อว่า ฝ่ายค้านจะเสนอนับองค์ประชุมแบบนี้เรื่อยๆ รัฐบาลจึงต้องระวังมากขึ้น ต้องทำให้องค์ประชุมครบ การทำงานจะได้ไม่สะดุด และส.ส.รัฐบาลที่ขาดประชุม ก็ควรรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ “ไม่ใช่กงกรรมกงเกวียน แต่รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อม และระมัดระวังให้มากขึ้น ส่วนจะเป็นเกมส์การเมืองหรือไม่นั้น ไม่สามารถตอบได้แต่เราต้องระวัง ทุกคนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบเพราะเป็นภารกิจของตัวเอง ไม่มีใครเตือนใครได้” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเอาไว้อย่างชัดเจนในขณะนั้นในขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีหมาดๆ ในขณะนั้น ได้มีความพยายามโชว์ฟอร์มความเป็นผู้นำ ว่าจะสามารถคุมเกมได้ จึงได้ประกาศยืนยันใน

วันที่ 23 มกราคม 52 เลยว่าจะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มอีกโดยยอมรับว่าเป็นสิทธิของฝ่ายค้านในกรณีที่เสนอนับองค์ประชุมสภาจนทำให้สภาล่ม แต่คาดว่าจะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มเกิดขึ้นอีกเพราะจะมีการประชุมพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหารือและทำความเข้าใจกับบรรดาสมาชิก รวมถึงในช่วงเย็นจะมีการพบปะกันของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งจะนำเรื่องนี้มาหารือกัน จึงเชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มเกิดขึ้นอีกเชื่อว่านายอภิสิทธิ์คงจะไม่ลืมสิ่งที่ได้เคยพูดเอาไว้เมื่อตอนต้นปีอย่างแน่นอน ดังนั้นไม่เพียงต้องถามว่าเกิดอะไรขึ้นการประชุมสภาจึงล่มซ้ำซากมากขึ้น และคงต้องถามด้วยว่า คำมั่นที่ว่าจะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มอีกนั้นยังเป็นสัญญาของนายกรัฐมนตรีอยู่หรือไม่

หรือว่า ณ วันนี้เป็นเพียงสัญญาปากเปล่า เป็นแค่ลมปากเป่า ไปเสียแล้ว!!!เพราะหลังจากครั้งนั้นสภาก็ล่มซ้ำซากมาตลอด เช่นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ก็มีการประชุมร่วมรัฐสภาล่มลงอีก เพราะนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พยายามผลักดันสารพัดวาระเกี่ยวกับการกู้เงิน 800,000 ล้านบาท ทั้งกรอบการเจรจากู้เงินจากต่างประเทศตามแผนการก่อหนี้จากต่างประเทศ วงเงินในการใช้เงินกับโครงการต่างๆ อาทิ โครงการก่อสร้างทางสายหลักให้เป็น 4 ช่องจราจร (ระยะที่ 2) ของกรมทางหลวง ซึ่งจะขอกู้ เงินจากธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณถนนนนทบุรี 1 ของกรมทางหลวงชนบท

จะขอกู้เงินจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA)โครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลักครั้งที่ 8 ของการประปานครหลวง ที่จะขอกู้เงินจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยสารพัดจะยัดเข้ามา จนส.ส.เพื่อไทยได้อภิปรายคัดค้านว่า ประธานในที่ประชุมในวันนั้น คือ นายชัย ชิดชอบ ไม่สามารถนำทั้งหมดมาพิจารณารวมกันได้ เนื่องจากมีสาระสำคัญคนละอย่าง ไม่เช่นนั้นจะถือว่าขัดต่อข้อบังคับการประชุม สุดท้ายสภาก็ล่มอีกในที่สุด

ทำให้แม้แต่นายชัย เองยังต้องทำใจ ระคนเหนื่อยหน่าย ถึงกับออกปากว่า“การตีรวนเป็นเรื่องธรรมดาระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล ถ้ารัฐบาลเพลี่ยงพล้ำฝ่ายค้านก็บดขยี้ ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมพร้อม ส่วนเรื่องการยุบสภาเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ถ้าเห็นว่ามีเหตุการณ์วุ่นวายก็อาจจะยุบสภาก็ได้ ที่ผมเคยบอกไปว่าหากมีประชุมล่มถึง 4 ครั้งรัฐบาลควรยุบสภานั้น ตอนนี้ยังไม่ครบ 4 ครั้ง” ปู่ชัยเตือนสติ ส.ส.ซีกที่เป็นรัฐบาลกันตรงๆ แต่พอวันที่ 21 และ 22 ตุลาคม สภาก็ล่มติดกัน 2 ครั้งซ้อนโดยในวันที่ 21 ตุลาคม ระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ที่รัฐสภาในช่วงค่ำ บรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างตึงเครียด หลังอภิปรายมาตรา 4 ว่าด้วยการออกข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญ หลังอภิปรายกว่า 2 ชั่วโมง นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ เสนอปิดการอภิปราย แต่ฝ่ายเพื่อไทยไม่ยอม

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เสนอนับองค์ประชุม ปรากฏว่า มีสมาชิกแสดงตน 243 เสียง เกินกึ่งหนึ่ง 4 เสียง ส.ส.ฝ่ายค้านจึงเสนอนับด้วยวิธีการขานชื่อ เพราะเชื่อว่ามีการกดบัตรแทนกัน แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่ยอม ทำให้ทั้งสองฝ่ายประท้วงกันวุ่นวาย แม้นายชัยสั่งพักประชุม 5 นาที เมื่อเปิดประชุมทั้งสองฝ่ายยังคงประท้วงกันเรื่องการนับองค์ประชุมนาน 2 ชั่วโมง จนในที่สุดสภาก็ล่มลงอีกครั้งเมื่อ 20.30 น. รุ่งขึ้นวันที่ 22 ตุลาคม สภาก็ล่มอีกเมื่อมีการตั้งกระทู้สดของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ที่ถามเกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ทำให้ ส.ส.ประชาธิปัตย์ มีการประท้วงวุ่นวายไปหมด จึงทำให้สภาล่มในที่สุด

ซ้ำยังทำให้นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภา ซึ่งเป็นประธานที่ประชุมในวันนั้น ถูกโจมตีจากรัฐบาลไปด้วยและล่าสุดก็มาสู่เหตุการณ์สภาล่มในวันที่ 9 พฤศจิกายนอย่างที่เกิดขึ้นเกิดอะไรขึ้นกับรัฐบาลทั้งๆ ฝที่เคยเชื่อมั่น เคยประกาศก้องว่าสภาจะไม่ล่มอีก ถึงขั้นบีบและบี้ให้ ช่อง 11 ถ่ายทอดสด เพราะมั่นใจในเสียง แต่กลับกลายเป็นการประจานการทำงานของ ส.ส. ที่เพียงแค่อยากเป็นรัฐบาล แต่ไม่ใส่ใจการประชุมสภา... นับทีไรก็ล่มเมื่อนั้น“กฎเหล็ก” ที่เคยคุยโวว่าให้ ส.ส. วิปรัฐบาล 1 คนคุมเสียง ส.ส. 5 คนนั้น ถึงวันนี้กลายเป็นเพียงกฎเหล็กที่สนิมเกรอะกรังไปแล้วหรือนี่จะเป็นจุดตายของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ซึ่งก่อนหน้ามีกระแสข่าวออกมาว่า ได้มีการส่งสัญญาณมายังพรรคการเมืองพรรคหนึ่งว่า จะต้องทำให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์พ้นเก้าอี้ภายในก่อนปีใหม่ ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงต้นเดือนตุลาคม

เท่ากับว่าหากเป็นจริงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์มีเวลาเหลือเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น ซึ่งในขณะนี้ผ่านมา 1 เดือนแล้ว จึงเท่ากับว่าจากนี้ไปกลายเป็น 60 วันอันตรายของรัฐบาลมาร์คจริงๆเพราะหลังจากเกิดกระแสข่าวดังกล่าว สภาก็ล่มถี่ยิบ 3-4 ครั้งภายในระยะเวลาเดือนเดียวแถมยังเป็นการล่มที่เกิดขึ้นจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองเป็นหลักส่วนใหญ่เสียด้วยแบบนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์จะรอดได้หรือไม่???.. จะต้องยุบสภาหรือไม่???เพราะแม้แต่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ยังเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา โดยเร็ว หากประชาธิปัตย์เชื่อว่าคะแนนนิยมของรัฐบาลสูงแล้วจริงๆ ก็ไม่ควรปล่อยให้สถานการณ์บ้านเมืองยืดเยื้ออีกต่อไปงานนี้นายอภิสิทธิ์ สาหัสแล้วจริงๆ

60 วันอันตรายรัฐบาลมาร์ค
ชัย ชิดชอบ เคยพูดไว้ชัดว่า หากสภาล่มเกิน 4 ครั้ง รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้แล้ว ในขณะที่นายอภิสิทธิ์เคยยืนยันว่าจะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มอีก แต่วันนี้สภาล่มถี่ยิบ... ฤารัฐบาลจะไม่รอดแล้ว

ข้ามให้พ้นยุคสถาบันเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งทางการเมือง

ที่มา ประชาไท

สิ่งที่สังคมถูกทำให้รับรู้ร่วมกันกว่า 4 ปีมานี้ คือ “ทักษิณเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งทางการเมือง” จึงเกิดปรากฎการณ์พันธมิตรฯ ขับไล่ทักษิณ และรัฐประหาร 19 กันยา 49 ตามมาด้วยแผนบันได 4 ขั้น กระทั่งมาถึงรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่มีอำมาตย์หนุนหลังเพื่อบรรลุจุดหมายที่ว่า “ไม่มีทักษิณ ปัญหาความขัดแย้งทั้งปวงจะจบลง”

เมื่อถือว่าทักษิณเป็นศูนย์กลางของปัญหา และประเด็นสำคัญที่ถือว่าเป็นปัญหาจากทักษิณคือ การทุจริตคอร์รัปชัน เผด็จการรัฐสภา แทรกแซงสื่อ องค์กรอิสระ นโยบายประชานิยม ประเด็นเหล่านี้เราสามารถนำมาถกเถียงกันได้ด้วยเหตุผล ตรวจสอบข้อเท็จจริงกันได้ กระทั่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยอย่างอารยะประเทศเขากระทำกัน

แต่ด้วยความคิดที่ว่า “ทักษิณคือตัวปัญหา” ที่ต้องขจัดออกไปจากเวทีการเมืองให้ได้ แต่ทักษิณก็มีอำนาจมากเหลือเกินเนื่องจากเป็นผู้นำรัฐบาลพรรคเดียวที่มีเสียงกว่า 300เสียง สภาจึงทำอะไรไม่ได้ สื่อ นักวิชาการ การเมืองบนท้องถนนของพันธมิตรฯ ก็ไม่เพียงพอจะโค่นทักษิณลงได้ จึงจำเป็นต้องใช้อำนาจอื่น เช่น กองทัพ องคมตรี สถาบันกษัตริย์

ดังนั้น จึงมีการตอกย้ำแผนล้มล้างสถาบัน สร้างวาทกรรม “เราจะสู้เพื่อในหลวง” เป็นยุทธวิธีหลักในการโค่นทักษิณ ทำให้เกิดการขยายปัญหาจาก “เอา-ไม่เอาทักษิณ” มาเป็น “เอา-ไม่เอาสถาบัน” และสร้างวาทกรรมอำพรางว่า “เอาทักษิณเท่ากับไม่เอาสถาบัน ไม่เอาทักษิณเท่ากับเอาสถาบัน”

ประเด็นคือ เรื่อง “เอา-ไม่เอาทักษิณ” เมื่อยังไม่ถูกดึงมาเกี่ยวโยงกับเรื่องสถาบัน เป็นเรื่องที่สังคมสามารถถกเถียงกันได้ด้วยเหตุผลและอย่างเปิดเผยว่า เกี่ยวข้องอย่างไรความเป็นประชาธิปไตย ปากท้องของประชาชน การเมืองที่โปร่งใส ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ

แต่เมื่อขยายปัญหามาเป็นเรื่อง “เอา-ไม่เอาสถาบัน” หัวใจหรือประเด็นหลักของการถกเถียงไม่เกี่ยวกับเรื่อง ความเป็นประชาธิปไตย ปากท้องของประชาชน การเมืองที่โปร่งใส ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ อีกต่อไป มันเป็นเรื่องของความถูก-ความผิดแบบ “สัมบูรณ์” (absolute) คือฝ่ายที่เอาสถาบันย่อมเป็นฝ่ายถูกอย่างสมบูรณ์ไม่ต้องตั้งคำถามอีกต่อไป ฝ่ายที่ไม่เอาสถาบันย่อมผิดอย่างสมบูรณ์ไม่ต้องถามหาเหตุผลว่าเพราะอะไร

และเมื่อมีการปลุกระดมว่าทักษิณวางแผนล้มสถาบัน และทักษิณเองก็มีการสัมภาษณ์สื่อในลักษณะที่ฝ่ายตรงข้ามยกมาอ้างได้ว่า “หมิ่นเบื้องสูง” อยู่เป็นระยะ เขายิ่งจะถูกทำให้เป็นฝ่ายผิดอย่างสัมบูรณ์ และประเด็นการ “เอา –ไม่เอาสถาบัน” ยิ่งจะถูกทำให้กลายเป็นศูนย์กลางปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น

ดังที่ทักษิณให้สัมภาษณ์ Time online กลายเป็นประเด็นที่พันธมิตรใช้เป็นข้ออ้างในการเคลื่อนไหวออกมาปกป้องสถาบันโดยการนัดชุมนุมที่ท้องสนามหลวงในวันอาทิตย์ที่ 15 พ.ย.นี้ ยิ่งจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ทำให้สถาบันกลายเป็นศูนย์กลางของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น

การทำให้สถาบันเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งทางการเมืองแบบที่พันธมิตรฯ ได้กระทำมาและกำลังจะทำต่อไป เป็นการทำให้ปัญหาการเมืองกลายเป็นเรื่องของความเชื่อแบบ “หัวชนฝา” (Dogmatism) ที่ถกเถียงกันด้วยเหตุผลไม่ได้ ละเลยหรือมองข้ามปัญหาที่สำคัญกว่า เช่น ความเป็นประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม ปัญหาปากท้องของประชาชนที่เป็น “เป้าหมายอันแท้จริง” หรือเป็นความต้องการอันแท้จริงของฝ่ายต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนน

ทางที่ถูกเราควรยึดเอา “เป้าเหมายอันแท้จริง” มาเป็นศูนย์กลางของปัญหา เรื่องเอา-ไม่เอาทักษิณ หรือเอา-ไม่เอาสถาบันต้องไม่ทำให้เป็นความเชื่อแบบหัวชนฝา (เช่น “ทักษิณ” หรือ “ไม่ทักษิณ” และ “สถาบัน” หรือ “ไม่สถาบัน” เท่านั้นคือคำตอบ) แต่ต้องทำให้เป็นเรื่องที่นำมาถกเถียงกันได้ด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผลว่า เอาหรือไม่เอานั้นๆ สามารถตอบสนองต่อ “เป้าหมายอันแท้จริง” ได้อย่างไร

เช่น เมื่อยืนยันว่าเอาสถาบัน ก็ต้องถกเถียงกันให้จริงจังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกับการเมือง ความเป็นประชาธิปไตยที่พ้นไปจากการกำกับของสถาบันและเครือข่ายบริวาร การใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือจะวางระบบกันอย่างไรที่จะทำให้สถาบันเป็นอิสระจากความเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างแท้จริง เช่นการปรับปรุงกฎหมายหมิ่นฯ การมีกฎหมายที่ทำให้สถาบันโปร่งใสตรวจสอบได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้ด้วยเหตุผล หรือเป็นที่เคารพของประชาชนบนพื้นฐานของการตรวจสอบได้ เป็นต้น

การทำให้สถาบันเป็นศูนย์กลางความขัดแย้งทางการเมืองบนพื้นฐานความเชื่ออนุรักษ์นิยมแบบหัวชนฝา รังแต่จะเป็นการทำลายสถาบันเสียเอง และเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงนองเลือด

ในโลกยุคใหม่เราไม่อาจรักษาสถาบันเอาไว้ได้ด้วยการลดทอนความเป็นประชาธิปไตย แต่อาจรักษาไว้ได้ด้วยการทำให้สถาบันปรับตัวตามวัฒนธรรมประชาธิปไตยสากล คือการยอมรับและเคารพเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และอำนาจอธิปไตยของประชาชน

ดังนั้น การนำเอาความเป็นประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม ปัญหาปากท้องของประชาชน ฯลฯ ที่เป็น “เป้าหมายอันแท้จริง” มาเป็นศูนย์กลางหรือเป็นประเด็นหลักในการถกเถียงหาทางออกจากความขัดแย้งทางการเมือง ทำเรื่องเอา-ไม่เอาสถาบันหรือทักษิณเป็นส่วนประกอบว่าจะสามารถตอบสนองหรือไม่ตอบสนองต่อ “เป้าหมายอันแท้จริง” นั้นอย่างไร จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ก้าวหน้ากว่า

เสวนา: หัวอกคนไทยและธุรกิจไทยในกัมพูชา

ที่มา ประชาไท





วันพุธที่ 11 พ.ย. 2552 จัดโดยโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มธ. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. จัดการเสวนาเรื่อง หัวอกคนไทยและธุรกิจไทยในกัมพูชา โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย สมศักดิ์ รินเรืองสิน นายสมาคมนักธุรกิจไทยในกัมพูชา, วิชัย กุลวุฒิวิลาส กรรมการผู้จัดการสไมล์ภัณฑ์ จำกัด, ปรีดา สามแก้ว กรรมการผู้จัดการบริษัท PD Intertrade 92 จำกัด, สม ไชยา บ.ก.สถานีโทรทัศน์ CTN กัมพูชา(อ่านคำอภิปราย คลิกที่นี่) , ประภาพรรณ ศรีสุดา ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดไทย-กัมพูชา ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.พิภพ อุดร และกล่าวปัจฉิมกถาโดย ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

000

วอนเถอะครับ คณะรัฐมนตรีทั้งหลาย ผมไม่คิดว่าการเมืองจะทะเลาะกันเองแล้วทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนด้วย ผมไม่คิดอย่างนั้น


สมศักดิ์ รินเรืองสิน นายสมาคมนักธุรกิจไทยในกัมพูชา

ผมเพิ่งเดินทางไปจีน และเมื่อกลับมาก็ดูแต่จากข่าวและสถานการณ์ถ้าถามว่าตึงเครียดไหม จากประสบการณ์สิบกว่าปีเราก็อาจจะมีปัญหากันบ้างแต่ไม่รุนแรงมาก ส่วนมากไม่ค่อยกระทบ จะมีกระทบก็คือข่าวลือ เวลาที่เกิดอะไรขึ้น คนของกัมพูชาก็อาจจะลืออีกอย่าง สื่อจะต่อเติม เติมเชื้อเข้าไป ตอนนี้สถานการณ์ผมเช็คแล้วที่พนมเปญ ก็ยังปกติ ไม่มีอะไร พ่อค้าหรือคนที่ค้าขายในตัวเมืองก็ไม่มีใครที่กังวลเรื่องนี้เท่าไหร่ อาจจะมีบ้างสำหรับคนที่ติดตามเรื่องการเมือง แต่คนที่ค้าขายก็อาจจะพะวงว่าจะไม่มีสินค้าขายหรือบริโภค

ตอนนี้อาจจะเป็นช่วงที่ขายดีผิดปกติ คนอาจจะซื้อไปเก็บเพราะเขาเคยมีประสบการณ์เวลาที่มีปัญหา ส่วนด้านอื่นๆ เช่น ธนาคาร ตอนนี้ผมยังไม่รู้ เผอิญผมได้มีโอกาสคุยกับรัฐมนตรีว่าจะพยายามไม่ให้กระทบเอกชน จะไม่มีการปิดด่าน ผมก็รับนโยบายมา เราไม่ทำงานเรื่องการเมือง แต่เรารับข้อมูลมาเพื่อให้คนที่มีเครือข่ายว่าเราจะทำงานอย่างไร จะดำเนินการอย่างไร

ผมคิดว่าตอนนี้ไม่น่ามีปัญหาอะไร ส่วนตัวเองก็ไม่อยากให้ยืดเยื้อ ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายก็คงกำลังแก้ไขอยู่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องแก้ไขกันเอง การบอกว่าเราได้ดุลการค้า ผมคิดว่าเราเกี่ยวข้องกันหมด ถ้าเกิดเป็นปัญหา ทั้งสองชาติก็ต้องพะวงต้องมีผลกระทบมาก บรรพบุรุษผมสอนว่า บ้านใกล้เรือนเคียง บ้านติดกันรั้วติดกัน ถ้ามีปัญหาก็อยู่กันไม่เป็นสุขไม่ว่าเราหรือเขา

สำหรับสมาคมนักธุรกิจไทยในกัมพูชา เราตั้งสมาคมเป็นที่พบปะและอำนวยความสะดวกให้กับพ่อค้าไทย ผมก็เป็นผู้ประสานงานคนหนึ่งที่เป็นผู้รวมอยู่ในสมาคม ส่วนที่ถามว่าเราอยากจะวิงวอนอะไร ผมเองเป็นผู้เสียหายรายใหญ่ที่สุดตอนที่สถานทูตไทยถูกเผาเนื่องจากเกิดขึ้นจากข่าวลือ คนไทยถามว่าที่นั่นสถานการณ์เป็นอย่างไร ผมก็บอกว่าประเทศเขาเพิ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมา ประชาชนเขาก็มีหลายชนชั้นมีตั้งแต่รากหญ้า คนที่เป็นพ่อค้า คหบดี ซึ่งลึกๆ แล้วชนชั้นรากหญ้าของเขาอยู่ตามตะเข็บชายแดน เขามีประสบการณ์ เขาก็จะเตรียมตัว แต่ของเราแค่กลัวเพราะเราไม่มีประสบการณ์ ผมคิดว่าถึงอย่างไรคนชั้นรากหญ้าของกัมพูชาเองเขาก็ไม่ต้องการเรื่องปัญหาระหว่างเพื่อนบ้าน เช่น การปิดด่าน เพราะเขาเองก็ไปมาหาสู่กับเรา ชายแดนเราที่ปักปันกันไม่ได้ ทราบว่าประวัติศาสตร์มันยาวนาน ไม่เป็นเส้นตรง อยู่กันมายาวนาน คนไทยก็อาจจะเป็นเขยกัมพูชา หรือกัมพูชามาเป็นสะใภ้ไทย เขาก็ไม่ต้องการเกิดเรื่องพวกนี้

ผมไม่กล้าพูดว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ภาวนาว่ามันไม่น่าจะเกิดอีก เพราะเกิดอีกครั้งนี้มานั่งคิดถึงเรืองเก่า ก็มีผลเสียหายกันสองฝ่ายไม่ทางตรงก็ทางอ้อม กัมพูชาเขารุ่งเรืองขึ้นมาเร็วมาก เพราะคนที่มองเห็นทรัพยากร หรือศักยภาพของกัมพูชา มีคนไปลงทุนเยอะแยะ ไม่ใช่เฉพาะเรา ผมได้มีโอกาสได้พบรัฐมนตรี ก็ขอให้ช่วยกระจายข่าวไปว่าพยายามไม่กระทบไม่ต้องเป็นห่วง แต่ผมก็อยากจะเรียนจริงๆ ว่าทำใจว่ายังไงก็ต้องกระทบ ก็อยากให้ช่วยกันดูแล ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อะไรที่เหมือนเดิมๆ

ผมก็คิดว่ายังถ้อยทีถ้อยอาศัยกันได้ ผนวกกับหลักของกัมพูชาที่ว่าจะไม่ทำอะไรก่อนแต่จะทำตามท่าทีของไทย ผมยังยืนยันว่าสินค้าไทยยังเป็นที่ต้องการ ราคาสมกับคุณภาพ ผมอยากให้คนที่จะไปค้าขายให้ทำเรื่องคุณภาพ แม้จีนกับเวียดนามได้เปรียบเรื่องที่ตั้งและลอจิสติกส์ แต่ถ้าเราทำเรื่องคุณภาพ เทียบแล้วเรายังสู้ได้ ส่วนเรื่องการเมืองก็วอนเถอะครับ คณะรัฐมนตรีทั้งหลาย ผมไม่คิดว่าการเมืองจะทะเลาะกันเองแล้วทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนด้วย ผมไม่คิดอย่างนั้น

000

“ผมเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายน่าจะปรับไปสู่การเจรจาและสันติภาพ และไม่ต้องเห็นไม้กั้นชายแดน เพราะแผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินเดียวกันหมด”


วิชัย กุลวุฒิวิลาส กรรมการผู้จัดการสไมล์ภัณฑ์ จำกัด

ผมทำธุรกิจอยู่ในกัมพูชาสิบกว่าปีแล้วเพิ่งฉลองครบรอบสิบปี ผมใช้ฐานการผลิตในประเทศไทย แล้วส่งออกไปกัมพูชา เมื่อสิบกว่าปีก่อนกัมพูชาค่อนข้างนิยมบริโภคสินค้าไทย ไม่ค่อยนิยมของเวียดนาม ประมาณปี ค.ศ. 1999 ค่อนข้างทำตลาดได้ง่ายเพราะคู่แข่งขันน้อย ผมไปสร้างแบรนด์อยู่และใช้ความพยายามเสนอสินค้าในกัมพูชา แต่ ณ วันนี้กัมพูชามีนักลงทุนต่างประเทศทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเวียดนามเริ่มลงทุนในกัมพูชามากขึ้น เศรษฐกิจกัมพูชาดีขึ้น ศักยภาพของประเทศกัมพูชามั่นคง น่าลงทุน ผมต้องแข่งกับสินค้าในประเทศเวียดนาม เมื่ออดีตสินค้าเวียดนามทำการตลาดไม่เป็นขายแต่ราคาถูก ทำโฆษณาไม่เป็น ผมต้องแข่งกับจีน ตอนนี้จีน เกาหลี เวียดนาม เริ่มทำโปรโมชั่น เค้กก้อนนี้หดน้อยลง

ปัญหาเรื่องชายแดนมีผลกระทบด้านจิตใจเพราะข่าวลือสองประเทศค่อนข้างอันตรายมาก เอเย่นต์ของผมก็ตกใจรีบสั่งสินค้า เคยสั่งร้อยลัง ก็สั่งมาทีละพันลัง ผมก็บอกเขาว่าคุณสั่งมาผมก็ผลิตไมได้ เพื่อนผมจะมาประเทศไทยก็ถามว่าอันตรายไหม ผมว่าเรื่องข่าวลือนั้นถ้าเราปรับความเข้าใจ ถามว่ามีผลกระทบไหม ผมว่ามี ผมก็พยายามอธิบายกับเอเย่นต์ของผมที่อยู่ในกัมพูชา ผมบอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็แล้วแต่เราต้องรับผิดอบร่วมกันเพราะเราทำงานกันมาสิบกว่าปี เราต้องพยายามยึดพื้นที่ตลาดของกัมพูชาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เวียดนามทุกวันนี้เข้ามามีบทบาทมา อย่างบะหมี่อย่างมาม่า ไวไว แต่เดี๋ยวนี้จะเห็นบะหมี่เวียดนามมาเป็นส่วนแบ่งตลาด และนักธุรกิจในกัมพูชาเริ่มปรับตัวให้ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลทั้งสองฝั่งคงจะแก้วิกฤตและปัญหาตรงนี้ได้

ผมคิดว่าผู้นำคงคิดว่าไม่ปิดด่านเพราะถ้าปิดด่าน ก็จะเสียเค้กก้อนนี้ไป แม้ประชากรกัมพูชามีสิบกว่าล้านคน แต่สินค้าอีกหกสิบเปอร์เซ็นต์ถูกส่งไปบริโภคในเวียดนาม ผมคิดว่าเอเย่นต์ที่ค้าขายกับผมและที่มีสต็อกอยู่ในกัมพูชาน่าจะพอได้ แต่ผมเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายน่าจะปรับไปสู่การเจรจาและสันติภาพ และไม่ต้องเห็นไม้กั้นชายแดน เพราะแผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินเดียวกันหมด ณ วันนี้นักธุรกิจไทยปรับตัวได้แล้ว รับรู้และเตรียมพร้อมสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า

เศรษฐีเมืองไทยติดอันดับโลกเริ่มต้นจากที่ไหน เครื่องดื่มกระทิงแดงเริ่มต้นใช้ฐานประเทศไทย ส่งออกไปกัมพูชา เวียดนาม พม่า จีน จนประสบความสำเร็จ สมัยก่อนสินค้าที่เข้าก่อนได้เปรียบ เศรษฐีไทยที่ติดอันดับโลกเราควรจะภาคภูมิใจ ใช้พื้นฐานการผลิตในประเทศไทยทั้งหมดเลย

เมื่อก่อนผมก็ซื้อมาขายไปในประเทศลาวใช้เส้นทางหมายเลขเก้า เราจะยึดเวียดนามได้อย่างไร ถ้าเราใช้ฐานกัมพูชาอย่างเดียวก็ไม่ได้ ผมก็เลยใช้เส้นทางหมายเลขเก้าออกไปทางท่าเรือดานัง ในยุคสงครามเย็น รัสเซียได้สั่งสินค้าของประเทศไทยผ่านจังหวัดมุกดาหาร ทั้งสบู่ ยาสีฟัน บอดี้โลชั่น ผมเข้าไปเวียดนามก็ไปเห็นว่าสินค้าทั้งหมดเป็นสินค้าไทย สามแม่ครัว ผมเห็นแล้วรู้สึกน่าอิจฉา ความโชคดีของแต่ละแบรนด์ก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง เข้าไปล่างเซิง เวียดนาม มีแต่ลิปสติกของไทย บรัชออน ของไทย มีกระทิงแดง มีสามแม่ครัว ผมก็เริ่มเห็นช่องทางแต่จะประสบความสำเร็จในเวียดนามได้ก็ต้องอาศัยฐานในกัมพูชา เข้าสู่โฮจิมินห์ ฐานในลาวเข้าทางเหนือของเวียดนาม ถ้าเราจะประสบความสำเร็จในเวียดนามต้องใช้ฐานสุวรรรณเขตในลาวและพนมเปญ ในกัมพูชา

เดิมที่ผมไม่สามารถเข้าไปค้าขายกับเวียดนามได้ ผมใช้ความพยายามอยู่หลายปี จนกระทั่งมีตลาดในเวียดนาม เราเป็นเอสเอ็มอี ค่อนข้างลำบาก จะทำอย่างไรให้ใช้ฐานตรงนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ธุรกิจขนาดใหญ่เขาเริ่มต้นจากอินโดจีนทั้งนั้นแหละครับ ผมเองได้ถามส่วนต่างๆ ของกัมพูชาถามข้าราชการ ทหารกัมพูชาก็ไม่อยากรบแล้ว ผมคิดว่าพลเอกชาติชาย ชุณหวัณคิดถูกแล้วที่เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ไม่มีใครอยากรบมีแต่คนอยากค้าขาย นักธุรกิจไทยวันนี้เริ่มปรับตัวได้แล้ว

ข่าวลือทั้งสองประเทศค่อนข้างมีปัญหามาก เพราะผมก็ตกใจ ผมว่าปัญหาในโลกนี้มีการแก้ไขได้ เยอรมันก็เพิ่งเฉลิมฉลองกำแพงเบอร์ลินไม่นานมานี้ เขาก็รวมกันได้ ผมอยากบอกรัฐบาลว่าธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นกำลังสำคัญของชาติ ช่วยดูและให้เติบโตไปภายภาคหน้า ขอให้ช่วยสนับสนุนและมีการเจรจาให้เกิดสันติภาพในอินโดจีนครับ


000

“เราไม่เคยเจอภาวะสงคราม เราก็ไม่ควรเข้าไปสู่จุดนั้น อย่าอยากเลยครับ สงครามมันเกิดง่ายครับแต่เวลาจบมันยากมากๆ”


ปรีดา สามแก้ว กรรมการผู้จัดการบริษัท PD Intertrade 92 จำกัด

ผมอยู่แถวโรงเกลือ สระแก้ว ผมเรียนอย่างนี้ชัดๆ เลยว่า เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวอย่าไปเทียวทะเลาะกับลูกค้า กัมพูชาค้าขายกับเราเจ็ดหมื่นล้าน มีเหตุผลอะไรที่จะไปทะเลาะกับลูกค้า เราทำการค้าไม่ควรทะเลาะกับลูกค้า ถ้าเราทะเลาะกับลูกค้ารายนี้ เราจะทะเลาะกับอีกหลายรายหรือเปล่า นี่ผมพูดในมุมมองพ่อค้าขายชายแดน เจอมาทุกรูปแบบตั้งแต่ปฏิวัติกับเผาสถานทูต ตอนที่กัมพูชามีการปฏิวัติ ผมเป็นคนสุดท้ายที่ขึ้นเครื่องบินกลับ ตอนนั้นการข่าวดีผมเตรียมการล่วงหน้าสองเดือน ผมเก็บกระเป๋าทุกอย่างตู้เซฟกวาดเรียบ เครื่องบินออกสี่โมงครึ่ง ผมเป็นคนสุดท้ายที่ขึ้นเครื่องการบินไทยทัน ผมค้าขายมาปีนี้เป็นปีที่สิบแปด นี่คือประสบการณ์ของคนไทย ผมเองยังออกมาทันแต่อีกหลายร้อยชีวิตที่ออกมาไม่ทันเขาจะอยู่อย่างไร ถ้าเกิดอะไรรุนแรงขึ้นมา แล้วมีการปิดด่าน แล้วคนไทยในนั้นที่ไม่สามารถทิ้งงานได้ หลายร้อยชีวิตนะครับไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

ผมอยากจะเรียนว่าถ้าเราอยู่ในฐานะของพ่อค้าสิ่งที่เราเตรียมตัวตอนนี้ คือลดสต็อก เร่งระดมเก็บเงิน เพิ่งเวรยาม ดูแลความปลอดภัยให้มากขึ้นประสานเจ้าหน้าที่ระดับเขต เพื่อเตรียมเวลาฉุกเฉิน เราทำอย่างนั้นทุกครั้ง แล้วความรู้สึกไม่ต้องไปถามหรอกครับ ก็กลัวตายทุกคน แล้วสังเกตไหมครับทุกครั้งต้องมีเครื่องบินไปรับ กรณีผมยังดีที่ทัน ถ้าไม่ทันละครับ ก็ต้องไปนอนตามโรงแรมตามบ้านเพื่อน ตามชานเมือง หรือตามส่วนที่อยู่ตรงชายแดน ตอนนี้สิ่งที่เห็นชัดๆ คือลูกค้าฝั่งโน้นลดออเดอร์ เพราะต้องการดูทิศทางให้ชัดเจนว่าจะไปทางไหน จะปิดด่านไหม ส่วนของเราก็จะรับออเดอร์แต่เราไม่ส่ง เพราะเรากลัวว่าเราจ่ายเงินซื้อสินค้าไปแล้ว แต่ส่งสินค้าไม่ได้ ของบางอย่างขายคนอื่นไม่ได้ต้องขายคนๆ นี้ แล้วถ้าปิดนานจะทำอย่างไร

ในแง่คนกัมพูชาเอง เอาง่ายๆ เรื่องเขาพระวิหาร ไม่ทันยิงกันเท่าไหร่หรอกครับ พอข่าวออกก็หอบลูกจูงหลาน เดินตามถนนเป็นหมื่นๆ คนเดินตามถนนที่ปอยเปตเพื่อหนีให้ไกลที่สุดให้พ้นรัศมีปืนใหญ่นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ เขาก็กลัว เราเองก็กลัวนะครับไม่ใช่ไม่กลัว แล้วตอนนี้น้ำมันขึ้นเกือบสามสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว คนที่ใช้รถยนต์มีการกักตุนน้ำมัน รถยนต์น่ะไม่ได้ขับหรอกครับเวลาอพยพ เพราะไม่มีถนนให้ขับ คนเดินเต็มถนน ในทางปฏิบัติคุณใช้ได้แค่จักรยาน ผมเคยใช้แค่จักรยาน กระเป๋าเป้และน้ำดื่ม ผมถ่มลูกน้องเขจ่าบอกลูกพี่รถขับออกจากบ้านไม่ได้เลย ตอนนั้นรถยนต์ราคาหมื่นดอลล่าร์มีคนมาขายสองพันห้าร้อยดอลล่าร์เท่านั้น และตอนนี้ เริ่มมีกระแสแล้ว บางคนเริ่มอยากขายรถทิ้งแล้ว บางคนอยากขายที่ดินถูกๆ เพราะความไม่แน่นอน

ประเด็นหลักในฐานะของพ่อค้าที่ทำการค้างกับกัมพูชาสิบแปดปีเต็มๆ ผ่านมาทุกเรื่องทุกรูปแบบ สิ่งที่ผมย้ำคือ ของวิงวอนว่ากรุณาอย่าปิดด่านเลยครับ เรื่องอะไรที่เราต้องไปทะเลากับลุกค้า ไม่มีความจำเป็นต้องไปทะเลาะกับลูกค้าตัวเอง ถ้าเราต้องการให้ประเทศเรามีเพื่อนบ้านที่ดี ไม่ต้องนอนกลัวว่าข้างบ้านจะเอาปืนมายิงหรือเปล่า เราต้องให้เพื่อนบ้านช่วยดูแลบ้านเราด้วย อย่าไปทะเลาะกับลูกค้าของเราเองและเขาเป็นลูกค้ารายใหญ่ด้วย กัมพูชาเป็นประชาธิปไตยนะครับเขามีการเลือกตั้ง ถ้าเทียบกับลาว เวียดนามและพม่า ชาวบ้านกัมพูชาระดับล่างสุดก็มีการค้าขายกับเรา อย่างมะพร้าวอ่อนลูกละหกบาท ผักจากตลาดไทยห้าทุ่มไปถึงตลาดโรงเกลือ แล้วครับ ผัก ผลไม้ทุกชนิดแม้กระทั่งดอกกล้วยไม้ทุกวันพระ คุณไปดูสิ เขาซื้อมาจากตลาดไทยทั้งนั้น คุณไปดูสิ ขายกำละสามบาท แล้วทุกวันนี้เรายังมีอุตสาหกรรมที่ยังเหลืออยู่บ้างที่เป็นธุรกิจคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณรู้ไหมปิดชายแดนสองเดือนเงินหมุนไม่ทันมันก็ช็อตนะครับ เช็คคุณเขียนไปแล้ว ของยังไม่ได้ เอาเงินที่ไหนไปจ่าย เพราะฉะนั้นขอวิงวอนไปทางรัฐบาลขอความกรุณเถอะครับอย่าทะเลาะกับลูกค้าตัวเอง ไม่มีความจำเป็นต้องทะเลาะกับลูกค้ารายใหญ่ครับ

ผมเดาว่ามีแนวโน้มแปดสิบเปอร์เซ็นต์ว่าจะมีการปิดพรมแดน ใจผมไม่อยากให้ปิด แต่ในใจลึกๆ เรามองว่าโอกาสปิดมันสูง ทีนี้ถ้ามีการปิดด่านความเดือดร้อนมันจะเกิดขึ้นตั้งแต่ปัตตานีเลยครับ ชาวเขมรไปทำทางสามจังหวัดใต้เยอะนะครับเป็นมุสลิมกัมพูชา ต่อมาก็ตามสมุทรสาคร สมุทรปราการ บางส่วนเขาเริ่มทยอยกลับกันบ้างแล้ว ถ้าแรงงานกลับแล้วโรงงานจะเอาทีไหนทำงาน ในส่วนของนักธุรกิจไทยที่มีโรงงานอุตสาหกรมจะทำอย่างไร ถ้าในโรงงานมีแรงงานกัมพูชาอยู่สักสามสิบเปอร์เซ็นต์

สำหรับนักธุรกิจต้องดูเรื่องเงิน เช็ค สต็อก ลดความเสี่ยงทุกอย่าง ต้องเตรียมตัวให้พร้อม

ชาวกัมพูชาตอนนี้เตรียมน้ำมัน อาหารแห้ง เครื่องกระป๋อง บะหมี่ น้ำดื่ม เขาเตรียมหมดแล้ว ไม่ใช่ไม่เตรียม คนที่ผ่านสงครามมาแล้วเขาไม่อยากจะเข้าสู่สงคราม ลูกน้องผมอยู่ในภาวะสงครามมาตั้งแต่เด็ก สมัยเขมรแดงเขาต้องทำงานหนักมากกว่าจะได้ส่วนแบ่งเป็นกระป๋องนมข้นหนึ่งกระป๋อง แล้วตอนนี้ลูกน้องผมมีความสุข มีชีวิตที่สบาย เขาทำงานในบริษัทของคนไทย แน่นอนว่าเขาไม่อยากกลับไปสู่จุดนั้น เราไม่เคยเจอภาวะสงคราม เราก็ไม่ควรเข้าไปสู่จุดนั้น อย่าอยากเลยครับ สงครามมันเกิดง่ายครับแต่เวลาจบมันยากมากๆ เพราะไม่มีใครยอมใคร แต่ที่สุดแล้วประชาชนตายสองสามแสนคน เงินก็หมด แล้วใครรวย คนขายอาวุธหรือ

ถ้าจะปิดด่าน ผมขอให้เอาไว้คิดเป็นข้อสุดท้ายเลย ณ เวลานี้มีอะไรเยอะแยะที่ทำได้ อย่างที่ผมเรียนและขอย้ำชาวบ้านตั้งแต่ตราดยันศรีษะเกษ หลายล้านคนทำมาหากินดำรงชีวิตกับฝั่งกัมพูชา เช้าๆไปดูเลยครับคนกัมพูชาที่ด่านภูสิงห์ เอาเห็ด เอาไก่ เอากบมาแลกน้ำอัดลม ผมอยากฝากบอกไปยังท่านผู้หลักผู้ใหญ่และทางรัฐบาล ประชาชนทั้งสองฝั่งไม่มีใครปรารถนาสงคราม ทางโน้นมีแต่ความปรารถนาดีต่อพี่น้องประชาชนชาวไทย ฉะนั้นให้ฝั่งเราเข้าอกเข้าใจ พรรคพวกผมฝากมาบอกว่า โปรดเลือกเป็นทางสุดท้ายเถอะครับเพราะนั่นจะมีปัญหาให้พี่น้องประชาชนสองฟากฝั่งเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง


000

“เราต้องการเป็นพี่เบิ้มของอาเซียน เราเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยต่อเนื่อง เราหยุดมองอดีตแล้วทำปัจจุบันให้ดีที่ที่สุดแล้วก้าวไปข้างหน้าในอนาคตจะดีกว่าไหม”


ประภาพรรณ ศรีสุดา ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดไทย-กัมพูชา

คำถามสำคัญสำหรับการค้าคือ ถ้าเราจะลงทุนต้องดูว่าการเมืองนิ่งไหม กัมพูชาบอบช้ำจากสงครามมา ละเปิดเวทีการค้าให้เราไปมีบทบาทอย่างถูกต้องเมื่อประมาณ 12 ปีที่แล้ว กระทิงแดง มาม่า สามแม่ครัวเป็นที่รู้จัก เราก็คือคลังเสบียงให้กัมพูชาในอดีต เมื่อกัมพูชาผ่านสนามรบมา ความบอบช้ำของเขาก็มีมาก ผู้นำประเทศที่ทำมากว่าสิบสองปีก็เห็นแต่ท่านนายกฮุนเซนผู้นี้ ต้องชื่นชมเพราะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสิ่งปลูกสร้าง บุคลากรได้รับการศึกษาที่หายไปในช่วงที่ผ่านมา สาธารณูปโภค เป็นงานหนักของผู้นำ เมื่อฝนตกหนักเจอมรสุม เขาก็ต้องกางร่ม ใครให้ร่มก็ต้องเอา นานาประเทศก็เข้าไปในหลายๆ รูปแบบ การให้ความช่วยเหลือก็มีหลายอย่าง เช่นให้โดยมีไม่มีวาระ กับมีวาระ ซึ่งแน่นอนต้องมีการเมืองหรือผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง เราต้องเข้าใจว่าไทยกับกัมพูชาเรามีวัฒนธรรมเหมือนกัน สองฝั่งเรากับกัมพูชาไม่แตกต่าง การเมืองการปกครองก็ไม่แตกต่าง สถาปัตยกรรมก็เหมือนกัน การอุปโภคบริโภค เหมือนกันกับไทย กัมพูชาเปิดให้เราเข้าไปทำกิจการค้าเมื่อสิบสองปีที่แล้ว ชาวกัมพูชาตื่นเต้นกันมาก

ในการทำการค้าเราต้องเข้าไปทำการตลาด ถึงวันนี้ไทยแลนด์ทำ exhibition ทุกครั้งได้รับความสนใจจากชาวกัมพูชา กัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านเราใกล้ชิดเราจะรักกันได้อย่างไร แล้วจับมือกันเดินทางในฐานะของอินโดจีนไปด้วยกันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเปิดตลาดใหม่ในอนาคต อย่างในทวีปแอฟริกาแทบจะไม่มีแผงกั้นกันได้แล้ว ของเราเองคบค้าสมาคมกันมานานแต่ยังมีอุปสรรคใหญ่หลวงอยู่ เราควรจะมองที่อดีตเป็นครูแล้วปัจจุบันจะแก้ไขอย่างไร ให้อนาคตได้มีรอยยิ้มสดใสกัน เราควรจะมองว่าถ้าเส้นทางเปิดซึ่งสะพานหลายสะพานเปิดแล้ว ถนนสร้างเสร็จหมดแล้ว เช่น สะพานจากสุวรรณเขต (ลาว) ข้ามไปดานัง (เวียดนาม) ได้แล้ว ก็จะทำให้การค้าออกสู่ทะเลได้ ทางเหนือเราก็มีคุนหมิงที่มีประชากรกว่าสองร้อยล้านคน เราเองต้องเตรียมรับสถานการณ์ เราต้องการเป็นพี่เบิ้มของอาเซียน เราเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยต่อเนื่อง เราหยุดมองอดีตแล้วทำปัจจุบันให้ดีที่ที่สุดแล้วก้าวไปข้างหน้าในอนาคตจะดีกว่าไหม

000

ยุโรปทำสงครามเพื่อยึดเส้นทางการค้า ยึดทรัพยากร แต่ประเทศอื่นที่ไม่ใช่มหาอำนาจอย่างยุโรปถ้าทำสงครามจะไม่ได้การค้าจะไม่มีทางได้สิ่งนั้นเลย รัฐบาลไหนก็ตามที่คิดจะทำสงครามแบบจักรวรรดินิยมแบบตะวันตกใช้ผมคิดว่าต้องคิดใหม่


ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผมขอชี้แจงว่าการอภิปรายวันนี้เป็นเรื่องทีเตรียมการมานานหลายเดือน ไม่ใช่ว่านักธุรกิจไทยไม่รักชาติมาเรียกร้องเรื่องธุรกิจ ผมคิดว่าอาทิตย์ที่ผ่านมาเราคงจะเห็นได้ชัดเจนว่านโยบายต่างประเทและการดำเนินนโยบายของประเทศเพื่อนบ้านเริ่มเป็นปัญหาใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก

ผมคิดว่าในนามของนักธุรกิจ คนที่ทำธุรกิจก็ไม่อยากให้เกิดสถานการณ์ที่รุนแรง ต้องการสันติ ต้องการให้มีการแลกเปลี่ยนกันอย่างปกติ ผมคิดว่าพรุ่งนี้จะมีการรายงานข่าวเรื่องความรักชาติมาโยงเข้ากับผลประโยชน์การค้ามาเกี่ยวข้องแน่ๆ

ในประวัติศาสตร์ที่ยาวนานชนชั้นที่ทำธุรกิจคือชนชั้นพ่อค้า จะจัดอยู่ในฐานะที่น่าเชื่อถือน้อย ต่ำว่าพวกชาวนาเสียอีก ทำไมเราจัดพ่อค้าให้อยู่ในอันดับที่ต่ำ วิธีหนึ่งที่คนโบราณใช้ในการตัดสินคุณค่าฐานะของคนก็คือการดูว่าการอุทิศหรือทำประโยชน์ให้กับสังคมมากแค่ไหน พ่อค้าถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่ลงแรงเอาแต่กำไร ในช่วงหนึ่งในสมัยที่นักเศรษฐศาสตร์ในศตวรรษที่ 17-18 นักธรรมชาติวิทยาเขาก็แบ่งตามประโยชน์ที่ให้กับสังคม คือกลุ่มที่แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับกลุ่มที่ไม่มีการสร้างผลผลิต ซึ่งจริงๆ แล้วถ้านับแบบนั้นมีเยอะ พวกอาจารย์ก็จัดอยู่ในพวกไม่มีการสร้างผลผลิตนี้ด้วยเพราะเราก็พูดกันทั้งวัน เขาไม่ฟังเราพูดก็ไม่อดตาย ซึ่งถ้ารวมแล้วนักการเมืองจะติดอยู่ในพวกนี้ด้วยหรือเปล่าไม่รู้

ทีนี้ในกระบวนการที่จริงๆ แล้วเลาที่ยุโรปพัฒนาเข้าสู่ศตวรรษที่ 18 เมื่ออดัมส์ สมิธ เริ่มแบ่งพัฒนาการทางสังคมเป็น ยุคล่าสัตว์ ยุคเกษตรกรรม และยุคสุดท้ายคือยุคพาณิชยกรรม คืการค้าก็ถูกจัดอันดับใหม่ว่าเป็นกิจกรรมที่มีเกียรติ จนเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม และขยายออกไป ทำให้การค้ามีประสิทธิภาพ และเป็นที่มาของการที่ยุโรปไปคุมเป็นเจ้าโลก และพบว่าดินแดนอุษาคเนย์ ที่พบว่าเส้นทางการค้าได้ทำหมดแล้ว การค้าในแอฟริกาไม่มากมายขนาดนั้น พอมาถึงสุวรรณภูมิ การเดินทางการติดต่อทางเรือต่างๆ ในอุษาคเนย์ก็มีการเดินทางแล้ว แต่สิ่งที่ยุโปเอาชนะเราได้ในตอนนั้นเพราะเขามีกำลัง

ยุโรปทำสงครามเพื่อยึดเส้นทางการค้า ยึดทรัพยากร แต่ประเทศอื่นที่ไม่ใช่มหาอำนาจอย่างยุโรปถ้าทำสงครามจะไม่ได้การค้าจะไม่มีทางได้สิ่งนั้นเลย รัฐบาลไหนก็ตามที่คิดจะทำสงครามแบบจักรวรรดินิยมแบบตะวันตกใช้ผมคิดว่าต้องคิดใหม่

นักประวัติศาสตร์บ้านเราเกิดความทรงจำสั้นอย่างไม่น่าเชื่อ เริ่มมีการเปิดเพลงหนักแผ่นดินในบางสถานี แล้วคนที่อ่านข่าวก็ร้องกันใหญ่ แต่เขาไม่รู้ว่าเพลงนี้คือเพลงที่รัฐไทยใช้ฆ่านักศึกษาและประชาชนที่นี่ ที่ธรรมศาสตร์นี่ เหตุการณ์ยังไม่ถึงสามสิบปี แล้วเรากำลังจะให้คนบางคนเอาประวัติศาสตร์แบบนี้มาอ้าง มันน่ากลัวและหดหู เพราะเราไม่มีสถาบันหรือหลักในทางความคิดหรือความเชื่อ

ตอนนี้ถ้าใครพูดเหลวไหลที่สุดแล้วพูแบปลุกระดมจะมีคนมาฟังมากราบไหว้ มันเกิดมาได้อย่างไร เราอ้างว่าประเทศเรามีอารยธรรมใหญ่โต แต่ว่าความคิดความเห็นทั้งเรื่องตัวเองและเพื่อนบ้านมันน้อยมากจนกระทั่งว่างบประมาณที่ใช้ในการศึกษานั้นควรเอาไปปลูกข้าวดีกว่า คือถ้าเราสร้างการศึกษาทั้งหมดได้เท่านี้ ไม่ต้องไปศึกษาหรอก แล้วก็ไปปลูกข้าวกันดีกว่า จะร่ำรวยขึ้นเยอะ ไม่มีความหวังไม่มีอะไรเหลือเลย

ผมไม่อยากจะใช้เวลาให้มาก อย่างน้อยที่สุดคือขอให้มีคนที่สามารถวินิจฉัยทางการเมือง สิ่งที่เรียกว่าความเห็นที่เที่ยงธรรมมันไม่มีอยู่แล้ว อคตินิดหน่อยก็ได้ แต่อย่าโกหก อย่าบิดเบือนทุกอย่างเพื่อความเชื่อที่เป็นมายาคติ ถ้าเชื่อจริงๆ ก็พอรับได้ แต่ว่าตอนนี้เราเอามายาคติทั้งหลายเช่นคนนั้นเลว ประวัติศาสตร์ว่าคนนั้นเขาโกงเรา ประวัติศาสตร์ก็คือนิยายหลอกเด็ก เราเอามายาคติเหล่านั้นมาเป็นจุดหมายของการอยู่รอดของประเทศนะครับ มันคนละเรื่องนะครับ อเมริกาไปรบในอิรักยังอ้างเรื่องเสรีภาพ ประชาธิปไตย คนจะค้านก็ยากหน่อย เพราะเขาเชื่อ แต่เราไม่มี

ผมนึกในใจว่าถ้าอยากจะอ้างประวัติศาสตร์ ก็นี่แหละ ศิลาจารึกพ่อขุนราม จารึกเอาไว้หลักหนึ่ง ว่าใครใคร่ค้าค้า นั่นคือนโยบายพ่อขุนราม ประเทศเราตั้งขึ้นมาด้วยคติการค้าเสรี เราเป็นศูนย์กลางของการค้า เราให้เสรีภาพแก่คนในการเดินทางเข้าออก ถ้าเรายอมรับเอาเรื่องนี้เป็นอุดมคติของชาติได้ ก็ยังดี แต่ตอนนี้ภาวะการเปลี่ยนแปลงการเมืองที่ผ่านมา มันทำให้สิ่งที่เรียกว่าอุดมการณ์ของชาตินั้นไม่มี ถ้ามีก็ถูกทำลายไปแล้ว ถ้าเอาอุดมการณ์จากการอภิวัฒน์ 2475 อย่างน้อยก็ยังเป็นหลักเป็นแกนที่การเมืองปัจจุบันยังอาศัยได้ยึดได้ คุณจะทะเลาะกันอย่างไรก็ต้องยอมรับในหลักการเบื้องสูงของประเทศ คุณต้องยอมรับรัฐธรรมนูญ ไม่ละเมิด แต่ของเราไม่มีอะไรที่ใหญ่ที่สุด ผมก็อยากให้กำลังบทบาทของพ่อค้า แน่นอนคนประกอบการอาจจะไม่ใช่คนที่สร้างประโยชน์สูงสุด แต่สิ่งที่มากับการค้าก็คือการได้สร้างอารยธรรม ผมหวังว่าความเป็นเหตุเป็นผลและความมีอารยธรรมจะกลับมาสู่ประเทศอาเซียนของเราต่อไป

ปากคำคนข่าวกัมพูชา: "สื่อของกัมพูชาตอนนี้ระมัดระวังสูง แต่ส่วนมากไม่กล้าเสนอแบบโง่ๆ หรือเสนอแบบตามใจฉัน"

ที่มา ประชาไท
นายสม ไชยา บ.ก.สถานีโทรทัศน์CTN กัมพูชา

11 พ.ย. นายสม ไชยา บ.ก.สถานีโทรทัศน์CTN (Cambodian Television Network) กัมพูชา ร่วมเสวนาเรื่อง หัวอกคนไทยและธุรกิจไทยในกัมพูชา ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กล่าวถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาว่าถึงอย่างไรก็ไว้ใจผู้นำว่าจะสามารถทำให้ปัญหายุติลงได้ พร้อมระบุว่าสื่อกัมพูชาระมัดระวังในการนำเสนอข่าวอย่างมาก เนื่องจากเคยได้รับบทเรียนจากกรณีเผาสถานทูตไทยในกัมพูชามาแล้ว

"ถึงอย่างไรก็ไว้ใจผู้นำ เราต้องคิดดีเพื่อให้สถานการณ์ที่เลวร้ายเป็นไปในทางที่ดี ผมเห็นหัวอกคนทำมาค้าขายที่กัมพูชาเพราะว่าทุกคนก็พะวง ถึงอย่างไรก็ขออย่าให้ถึงกับปิดพรมแดน เพราะมันจะกระทบทั้งสองฝ่าย เพราะธุรกิจที่คนไทยส่งไปที่กัมพูชามีมูลค่ากว่าสองพันล้านเหรียญต่อปี ในปีที่แล้ว และสินค้าของกัมพูชามีมูลค่า 90 ล้านเหรียญ ต่างกันเยอะ บางสื่อก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าทางไทยจะกระทบมาก เพราะไทยส่งสินค้าไปในกัมพูชาเยอะ แต่ว่าก็กระทบต่อคนกัมพูชาอยู่เยอะเหมือนกันเพราะคนกัมพูชาก็ได้กำไรจากการค้าขายสินค้าไทย"

นายสม ไชยายังกล่าวด้วยว่าตอนที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร คนกัมพูชาชอบและสนับสนุนสินค้าไทยมาก ทั้งนี้เพราะพรมแดนที่ติดกับกัมพูชาก็คือไทย ลาวและเวียดนาม โดยที่ชาวกัมพูชานิยมเดินทางมาเมืองไทมาก ทั้งมาเพื่อรักการรักษาทางการแพทย์หรือมาเพื่อซื้อสินค้า

"มาม่านี่คือสิ่งที่รู้จักกันดี การรักษาก็มาที่ศิริราช แต่ตั้งแต่มีปัญหาเรื่องเขาพระวิหารนั้นก็เริ่มถอยลง และตั้งแต่ 1 เดือนนี้ ก็มีคนมาไทยน้อยลงมาก และบางคนมารักษาโรค ก็มาเช้ากลับเย็น รีบกลับ บางคนก็เปลี่ยนไปเวียดนามแทน และบางคนก็ไปสิงคโปร์ สินค้าไทยก็ยังขายเหมือนเดิม ยังมีคนสนับสนุนอยู่ แต่ว่าทางเวียดนามก็พยายามผลักสินค้าของเวียดนามเข้ามาเหมือนกัน แม้ว่าคนกัมพูชาจะไม่ชอบมากนักเพราะเปรียบเทียบแล้วคนกัมพูชาชอบสินค้าไทยมากว่า อย่างไรก็ตามขณะนี้ก็มีสินค้าจากจีนและเกาหลีด้วย"

"ที่น่าห่วงก็คือ แต่ละคนคงไม่คิดว่าจะมีการทำให้กระทบของสองประเทศ เพราะท่านฮุนเซนก็ประกาศแล้วว่านี่เป็นความขัดแย้งระหว่างท่านกับท่านอภิสิทธิ์ คงไม่ทำให้เกิดผลกระทบกับทั้งสองประเทศ และตอนนี้เมื่อรัฐบาลไทยเริ่มอ่อน และท่านฮุนเซนก็กล่าวว่าถ้าไทยทำอะไร ทางกัมพูชาก็จะทำตาม คือถ้าไทยปิดสถานทูตกัมพูชาก็จะปิดด้วย ประชาชนที่กรุงพนมเปญ ก็ไม่มีความรู้สึกอะไร เฉยๆ ติดตามข่าวแต่ไม่ตื่นตระหนกมาก ไม่กังวลเรื่องสินค้าไทยจะไม่มีขาย"

บรรณาธิการของ CTN วิเคราะห์สถานการณ์สื่อในกัมพูชาต่อปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าปัจจุบันมีสื่อที่หลากหลายขึ้นและประชาชนมีความรู้มากขึ้น เขาเชื่อว่าในปัจจุบันนี้น่าะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงในกัมพูชาที่มีผลมาจากข่าวลือดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับกรณีการเผาสถานทูตไทย ซึ่งในขณะนั้นมีสื่อน้อยและคนยังมีความรู้ไม่มาก ทำให้ข่าวลือแพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว

"ก่อนหน้านี่มีการเผาสถานทูตเพราะสื่อมีน้อยประชาชนมีหลายฝักฝ่าย ความรู้ไม่มาก แต่ถ้าถามว่าจะมีการเผาสถานทูตอีกไหม คิดว่าไม่มี ถามว่าทำไมเร็วขนาดนั้น ตอนนั้นท่านก็ทราบนะครับว่าเรื่องนครวัด แล้วสื่อมวลชนก็เสนอปลุกกระแสจนกระทั่งเผาสถานทูต เปรียบเทียบกับตอนนี้ รัฐบาลเอาใจใส่และระมัดระวังรวมทั้งสื่อเสนอด้วยความระมัดระวัง เพราะมีบทเรียนมาแล้ว เรื่องการเพิ่มเติมโดยไม่พิจารณาและคำนึงถึงสวัสดิภาพที่จะปะทะกันร้ายแรง เช่น เขาพระวิหารนี่เราก็ระมัดระวังที่สุดเลย เพราะเราไม่อยากให้กระทบกระทั่งกัน แล้วทางสื่อของกัมพูชาตอนนี้ระมัดระวังสูง แต่ส่วนมากไม่กล้าเสนอแบบโง่ๆ หรือเสนอแบบตามใจฉัน เพราะกระแสนี้จะทำให้สนุกถึงใจของคนบางคน และเราก็ไม่รู้ว่ามือที่สามจะมาอย่างไร เพราะอันตรายอยู่ในที่มืด เพราะคนกัมพูชามบทเรียนจากทั้งจาก สงคราม ที่ตายเป็นล้าน คนที่พนมเปญกลัวการชุมนุมเพราะกลัวการแทรกแซง รัฐบาลเองก็ระมัดระวังเพราะว่ามือที่สามจะฉวยโอกาสได้ทุกเวลา"

บรรณาธิการผู้นี้กล่าวต่อไปด้วยถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและกัมพูชาที่กำลังเติบโต และโอกาสที่ไทยและกัมพูชาจะได้เจรจากัน "ขณะนี้ทางรถไฟที่เชื่อมระหว่างไทยกัมพนมเปญปลายปีนี้จะเริ่มสร้างแล้ว ทางรถไฟสายนี้ก็สำคัญนะครับ ผมดูแล้วคงเจอกันแล้วหาทางคุยกันเช่นท่านสุรินทร์ ท่านได้ส่งสาส์นไปแล้วขอให้คุยกัน และการประชุมเอเปกที่สิงคโปร์วันที่ 15 ที่จะถึงนี้ ที่อภิสิทธิ์จะนั่งเป็นประธาน ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดี ต้องคิดให้ดีครับเพราะยุคนี้เขาแข่งกันเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ต้องรอบคอบและเรียนรู้"

"ยากนะครับ ตลาดถ้าปิดนี่ เราปล่อยทิ้งให้หญ้าขึ้น ก็มีงูอีกนะ รักษาไว้เถอะเรื่องการค้ามีหลายบริษัทคนไทยที่ปิดม้วนเสื่อกลับมา ผมเคยบอกเพื่อนๆ ว่ามาลงทุนเถอะที่กัมพูชาน้ำยังตื้นอยู่ และสินค้าไทยบางอย่างเวียดนามไม่ให้เข้าแต่ไหลผ่านจากัมพูชาไป ผมคิดว่าถ้าท่านทักษิณกลับไปก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นี่คือข่าว มันก็อย่างนี้ละครับ คนค้าขายก็สู้กันไป นักการเมืองก็ทำแบบนักการเมือง สื่อก็ทำหน้าที่ไป แต่เราเน้นไม่ปลุกระดม คนกัมพูชาเขาจะเข็ดเรื่องที่โดนมาแล้วเขาจะระมัดระวัง เรื่องเผาสถานทูต ผู้ว่าฯ โดนไล่ออกทันที คุมไม่ทันจริงๆ แล้วตอนนั้นผมก็ติดต่อท่านนายกฮุนเซน ท่านไม่มีคำพูดอะไรนอกจากบอกว่าต้องชดใช้เขา เสียใจ ขอโทษเขา มีทางเดียว ตัวผมเองผมระมัดระวังไม่เสนอข่าวให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่" นายสม ไชยา กล่าวในที่สุด

“เครือข่ายคนไทยเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง” จี้ “รัฐบาลไทย” หยุดแทรกแซง “กัมพูชา”

ที่มา ประชาไท

วานนี้ (11 พ.ย.52) เครือข่ายคนไทยเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงออกแถลงการณ์ ระบุข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้หยุดแทรกแซงกิจการภายในของรัฐบาลประเทศกัมพูชา และหยุดกล่าวอ้างว่าการแต่งตั้งอดีตนายกของไทยเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชากระทบความรู้สึกของคนไทย เพราะในความเป็นจริงเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจและเคารพอำนาจอธิปไตยของรัฐบาลกัมพูชา และไม่ต้องการมีความขัดแย้งใดๆ กับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้ง แทนที่จะตามล่าคนคนเดียว โดยการแทรกแซกอำนาจอธิปไตยของประเทศอื่น สิ่งที่ควรต้องทำคือ การดำเนินการทางกฏหมายกับกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ ที่กระทำผิดกฏหมาย อย่างจริงจัง และใช้มาตรฐานเดียวกันในการปฏิบัติต่อประชาชนจากทุกภาคส่วนในสังคมไทย

นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ หยุดการรณรงค์และโฆษณาชวนเกี่ยวกับลัทธิชาตินิยมผ่านสื่อต่างๆ เพราะยิ่งทำมากเท่าใด ยิ่งสร้างความแตกแยกระหว่างคนไทยในสังคมเพิ่มมากขึ้น และให้คืนอำนาจให้คนไทยโดยการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่โดยเร็วที่สุด

“พวกเราเครือข่ายคนไทยเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ไม่ยอมรับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์และการกระทำใดๆ ในรัฐบาลของเขา นอกจากนี้ การก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ใช้เสียงส่วนน้อยเหนือเสียงส่วนใหญ่ รัฐบาลนี้จึงไม่มีคุณสมบัติที่จะดำรงตำแหน่งผู้นำของประเทศอีกต่อไป” แถลงการณ์ระบุ

คำแถลงการณ์ของ “เครือข่ายคนไทยเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง”
หลังจาก 3 ปี ของการทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ใช้กลวิธีที่สกปรกและน่ารังเกียจในการก้าวขึ้นสู่อำนาจ ภายใต้การสนับสนุนของเครือข่ายอำมาตย์ กองทัพ และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
กว่า 10 เดือนที่ทำหน้าที่ รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ไม่เพียงทุจริตคอรัปชั่นอย่างมโหฬารเท่านั้น แต่ยังบิดเบือนหลักการทางประชาธิปไตย ละเมิดสิทธิมนุษยชน ริดรอนเสรีภาพในการพูดและแสดงออกของประชาชน ตลอดจนทำลายระบอบกฎหมายของบ้านเมือง สถานีวิทยุชุมชนหลายแห่งทุกแทรกแซง เวบไซต์ทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลนี้ หลายเวบไซต์ถูกปิด และผู้บริสุทธิ์ส่วนหนึ่งที่เป็นปรปักษ์กับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ถูกกล่าวหาและขังคุกโดยไม่รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ในทางตรงกันข้าม กลุ่มพันธมิตรฯ และผู้สนับสนุนเสื้อเหลือง “ทำอะไรก็ได้ ไม่ผิด” หลังจากเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลากว่า 3 เดือนในปี 2551 และยึดสนามบินนานาชาติของไทยเป็นเวลา 1 สัปดาห์ในปลายเดือนพฤศจิกายนของปีเดียวกัน แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความผิดและความรุนแรงใดๆ ที่ได้กระทำขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ส่วนหนึ่งยังได้รับรางวัลเป็นการตอบแทนหรือได้รับตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ตัวอย่างเช่น นายกษิต ภิรมย์ หนึ่งในผู้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สำคัญ และมีส่วนในการยึดสนามบินนานาชาติของไทย ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์
ล่าสุด รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้เรียกทูตไทย ประจำประเทศกัมพูชากลับประเทศไทย หลังจากรัฐบาลกัมพูชาได้แต่งตั้ง ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ผู้ถูกทำรัฐประหารของเผด็จการทหารเมื่อปี 2549 ให้เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา และเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา การกระทำแบบเด็กๆ และเกินกว่าเหตุของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ไม่เพียงเพิ่มความเกลียดชังต่อรัฐบาลนี้ของคนไทยหลายล้านคนที่ยังคงสนับสนุนอดีตนายกอันเป็นที่รักของพวกเขา แต่ยังอาจนำไปสู่การสูญเสียผลประโยชน์ทางการค้าตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศขาดสะบั้นลง ยิ่งไปกว่านั้น อาจสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อความเป็นปึกแผ่นของประเทศในชุมชนอาเซียน ในขณะเดียวกัน ไม่มีประโยชน์ที่รัฐบาลนี้จะร้องขอให้รัฐบาลต่างประเทศกดดันประเทศกัมพูชาให้ส่งตัวอดีตนายกของไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน มาให้ประเทศไทย ถ้าอดีตนายกปรากฎตัวในประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ หลายประเทศไม่คิดว่า อดีตนายกของไทยควรถูกขับออกจากตำแหน่งด้วยการทำรัฐประหารโดยใช้กำลังทางทหาร ดังนั้น จึงไม่น่าจะมีความเป็นไปได้ว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะได้รับการสนุบสนุน (จากอานารยะประเทศ) ในการกระทำที่เกินกว่าเหตุนี้
พวกเรา “เครือข่ายคนไทยเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ไม่ยอมรับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์และการกระทำใดๆ ในรัฐบาลของเขา นอกจากนี้ การก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ใช้เสียงส่วนน้อยเหนือเสียงส่วนใหญ่ รัฐบาลนี้จึงไม่มีคุณสมบัติที่จะดำรงตำแหน่งผู้นำของประเทศอีกต่อไป พวกเราเรียกร้อง รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ให้
1. หยุดแทรกแซงกิจการภายในของรัฐบาลประเทศกัมพูชา และหยุดกล่าวอ้างว่า การแต่งตั้งอดีตนายกของไทยเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา กระทบความรู้สึกของคนไทย เพราะในความเป็นจริง พวกเรามีความเชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจและเคารพอำนาจอธิปไตยของรัฐบาลกัมพูชา และเราไม่ต้องการมีความขัดแย้งใดๆ กับประเทศเพื่อนบ้าน
2. แทนที่จะตามล่าคนคนเดียว โดยการแทรกแซกอำนาจอธิปไตยของประเทศอื่น สิ่งที่ควรและต้องทำคือ ดำเนินการทางกฏหมายกับกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ ที่กระทำผิดกฏหมาย อย่างจริงจัง และใช้มาตรฐานเดียวกันในการปฏิบัติต่อประชาชนจากทุกภาคส่วนในสังคมไทย
3. ยุติการรณรงค์อย่างบ้าคลั่งและโฆษณาชวนเชื่อทั้งหมดเกี่ยวกับลัทธิชาตินิยมผ่านสื่อต่างๆ ยิ่งทำมากเท่าใด ยิ่งสร้างความแตกแยกระหว่างคนไทยในสังคมเพิ่มมากขึ้น จนไม่มีทางที่ความสมานฉ้นท์ภายในชาติจะเกิดขึ้นได้
4. Return power to the Thai people by dissolving parliament and holding new elections as soon as possible.

คำแถลงการณ์ของ เครือข่ายคนไทยเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย

ผมได้รับคำแถลงการณ์จากเครือข่ายคนไทยเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง ผมเห็นว่า “คำแถลงการณ์” นี้ น่าจะเผยแพร่ เพราะเป็นคำแถลงการณ์ของขบวนการประชาชนอย่างแท้จริง และเป็น “ส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประเทศไทยในทศวรรษนี้ ในอาคต สิ่งเหล่านี้จะเป็น “จารึกทางประวัติศาสตร์”

พวกเราเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ในการสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ของชนชาติไทย เรากำลังสร้างโลกให้กับลูกหลานเราในอนคต เราเป็น ประชาชนที่เทียบได้กับประชาชนในยุค “การปฎิวัติใหญ่ของฝั่งเศส” หรือยุคปฎิวัติใหญ่รัสเซีย

เรากำลังสร้างประวัติศาสตร์ของประชาชน

*******************************

คำแถลงการณ์ของ เครือข่ายคนไทยเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง

หลังจาก 3 ปีของการทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่่านมา พรรคประชาธิปัตย์นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ใช้กลวิธีที่สกปรกและน่ารังเกียจในการก้าวขึ้นสู่อำนาจ ภายใต้การสนับสนุนของเครือข่ายอำมาตย์ กองทัพ และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

กว่า 10 เดือนที่ทำหน้าที่ รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ไม่เพียงทุจริตคอรัปชั่นอย่างมโหฬารเท่านั้น แต่ยังบิดเบือนหลักการทางประชาธิปไตย ละเมิดสิทธิมนุษยชน ริดรอนเสรีภาพในการพูดและแสดงออกของประชาชน ตลอดจนทำลายระบอบกฎหมายของบ้านเมือง สถานีวิทยุชุมชนหลายแห่งทุกแทรกแซง เวบไซต์ทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลนี้ หลายเวบไซต์ถูกปิด และผู้บริสุทธิ์ส่วนหนึ่งที่เป็นปรปักษ์กับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ถูกกล่าวหาและขังคุกโดยไม่รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ในทางตรงกันข้าม กลุ่มพันธมิตรฯ และผู้สนับสนุนเสื้อเหลือง ทำอะไรก็ได้ ไม่ผิดหลังจากเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลากว่า 3 เดือนในปี 2551 และยึดสนามบินนานาชาติของไทยเป็นเวลา 1 สัปดาห์ในปลายเดือนพฤศจิกายนของปีเดียวกัน แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความผิดและความรุนแรงใดๆ ที่ได้กระทำขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ส่วนหนึ่งยังได้รับรางวัลเป็นการตอบแทนหรือได้รับตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ตัวอย่างเช่น นาย กษิต ภิรมย์ หนึ่งในผู้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สำคัญ และมีส่วนในการยึดสนามบินนานาชาติของไทย ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์

ล่าสุด รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้เรียกทูตไทย ประจำประเทศกัมพูชากลับประเทศไทย หลังจากรัฐบาลกัมพูชาได้แต่งตั้ง ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ผู้ถูกทำรัฐประหารของเผด็จการทหารเมื่อปี 2549 ให้เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา และเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา การกระทำแบบเด็กๆ และเกินกว่าเหตุของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ไม่เพียงเพิ่มความเกลียดชังต่อรัฐบาลนี้ของคนไทยหลายล้านคนที่ยังคงสนับสนุนอดีตนายกอันเป็นที่รักของพวกเขา แต่ยังอาจนำไปสู่การสูญเสียผลประโยชน์ทางการค้าตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศขาดสะบั้นลง ยิ่งไปกว่านั้น อาจสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อความเป็นปึกแผ่นของประเทศในชุมชนอาเซียน ในขณะเดียวกัน ไม่มีประโยชน์ที่รัฐบาลนี้จะร้องขอให้รัฐบาลต่างประเทศกดดันประเทศกัมพูชาให้ส่งตัวอดีตนายกของไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน มาให้ประเทศไทย ถ้าอดีตนายกปรากฎตัวในประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ หลายประเทศไม่คิดว่า อดีตนายกของไทยควรถูกขับออกจากตำแหน่งด้วยการทำรัฐประหารโดยใช้กำลังทางทหาร ดังนั้น จึงไม่น่าจะมีความเป็นไปได้ว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะได้รับการสนุบสนุน (จากอานารยะประเทศ) ในการกระทำที่เกินกว่าเหตุนี้

พวกเรา เครือข่ายคนไทยเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ไม่ยอมรับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์และการกระทำใดๆ ในรัฐบาลของเขา นอกจากนี้ การก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ใช้เสียงส่วนน้อยเหนือเสียงส่วนใหญ่ รัฐบาลนี้จึงไม่มีคุณสมบัติที่จะดำรงตำแหน่งผู้นำของประเทศอีกต่อไป พวกเราเรียกร้อง รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ให้

1. หยุดแทรกแซงกิจการภายในของรัฐบาลประเทศกัมพูชา และหยุดกล่าวอ้างว่า การแต่งตั้งอดีตนายกของไทยเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา กระทบความรู้สึกของคนไทย เพราะในความเป็นจริง พวกเรามีความเชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจและเคารพอำนาจอธิปไตยของรัฐบาลกัมพูชา และเราไม่ต้องการมีความขัดแย้งใดๆ กับประเทศเพื่อนบ้าน

2. แทนที่จะตามล่าคนคนเดียว โดยการแทรกแซกอำนาจอธิปไตยของประเทศอื่น สิ่งที่ควรและต้องทำคือ ดำเนินการทางกฏหมายกับกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ ที่กระทำผิดกฏหมาย อย่างจริงจัง และใช้มาตรฐานเดียวกันในการปฏิบัติต่อประชาชนจากทุกภาคส่วนในสังคมไทย

3. ยุติการรณรงค์อย่างบ้าคลั่งและโฆษณาชวนเชื่อทั้งหมดเกี่ยวกับลัทธิชาตินิยมผ่านสื่อต่างๆ ยิ่งทำมากเท่าใด ยิ่งสร้างความแตกแยกระหว่างคนไทยในสังคมเพิ่มมากขึ้น จนไม่มีทางที่ความสมานฉ้นท์ภายในชาติจะเกิดขึ้นได้

4. คืนอำนาจให้กับประชาชนโดยการยุบสภา และจัดการเลือกตั้งทั่วไปโดยเร็วที่สุด

*****************************

The Declaration of Thai Network for a True Democracy”

Three years after Thailand’s latest coup d’état on Sept. 19, 2006, the Democrat Party led by Mr. Abhisit Vejjajiva came to power in January 2009 through the use of dirty tactics to win a vote in parliament with the backing of the coup supporters, i.e. the autocratic network, the army, and the People’s Alliance for Democracy (PAD) group.

In its ten months in power, Abhisit’s government has corrupted and distorted democratic principles, abused human rights, sacrificed freedom of speech and expression, and destroyed the rule of law. Many community radio stations have been interfered with, political web sites against the government were closed down, and some innocents opposed to the current government have been charged and jailed without fair treatment. In contrast, the PAD and its yellow-shirt supporters “Can Do No Wrong”. After taking over Government House for more than 3 months in 2008 and seizing Thailand’s international airport for a week in late November of the same year, the PAD leaders have not taken responsibility for their wrongdoings and violent actions. Moreover, some PAD leaders and supporters have been rewarded or have received positions in Abhisit’s government. For instance, Mr. Kasit Piromya, one of PAD’s prominent supporters involved in the hijacking of Thailand’s international airport, was promoted to be the Minister of Foreign Affairs in Abhisit’s government.

Recently, Abhisit’s government has recalled Thai ambassador from Cambodia over its appointment of Dr. Thaksin Shinnawatra, the former Thailand Prime Minister ousted by the military coup in 2006, as a personal adviser to Cambodian Prime Minister Hun Sen and as an economics advisor to the Royal Government of Cambodia’s King Norodom Sihamoni. The Abhisit government’s childish over-reaction has not only increased animosity toward the government among millions of Thai people who support their former beloved prime minister, but it might also lead to a big loss of Thai trade along the Thai-Cambodian border if relations between the two countries are broken. This could cause significant damage to the unity of the ASEAN community. Meanwhile, it is useless to ask foreign governments to pressure Cambodia to extradite Mr. Shinnawatra if he appears in that country. Because many countries didn’t think Mr. Shinnawtra should have been deposed by a military coup in the first place, it is unlikely that Abhisit’s government will get much support for this over-reaction.

We, the “Thai Network for a True Democracy”, as part of the majority of people in Thai society, do accept neither Abhisit’s government nor its wrongdoings. Gaining position through undemocratic power with minority votes from the people, this government is disqualified to continue as Thailand’s leader. We, strongly ask the Abhisit’s government to:

1. Stop intervening in the Cambodian government’s internal affairs and stop claiming that Thai public opinion was affected by Cambodia’s appointment of Mr. Shinnawatra. Indeed, we believe that the majority of Thai people understand and respect the sovereignty of the Cambodian government and think we do not need to have any conflict with our close neighbor.

2. Instead of going after one person, i.e., former Prime Minister Thaksin, by interfering in other countries’ sovereignty, the Abhisit government should apply due process of law to PAD leaders for their illegal actions and use the same standard of treatment for people from all parties in Thai society.

3. Stop all misguided campaigns and propaganda about nationalism cults to try to fool the Thai people through the media. The more the government does, the more divided Thai society becomes, thus making national reconciliation impossible.

4. Return power to the Thai people by dissolving parliament and holding new elections as soon as possible.

***********************************

คลิปฮุนเซ็น-ทักษิณ ตอบผู้สื่อข่าววันนี้ (11 พ.ย.)

ที่มา Thai E-News













Wednesday, November 11, 2009

ฮุนเซนโอ๋ทักษิณ กษัตริย์ตั้ง ส่งตัวกลับไม่ได้

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_46093

สมเด็จฮุน เซน//พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

"ทักษิณ"ควง"ฮุนเซน" ให้สัมภาษณ์ทีวีเขมรโชว์ไอเดียแก้เศรษฐกิจ ด้านนายกฯเขมรให้เหตุผลไม่ส่งตัวให้ไทย เพราะกษัตริย์กัมพูชาแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา และคดีทักษิณเกิดขึ้นหลังรัฐประหาร..

ผู้สื่อข่าวรายว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 พ.ย. (ตามเวลาท้องถิ่น) กัมพูชาได้เผยเทปบันทึกการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของประเทศกัมพูชา ผ่านทางสื่อโทรทัศน์ของกัมพูชา ทางช่องทีวีเค (TVK) พร้อมกับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งถือเป็นการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกของ พ.ต.ท.ทักษิณ หลังจากเดินทางถึงประเทศกัมพูชา

โดยระหว่างการสัมภาษณ์ สมเด็จฮุน เซน ได้นำเอกสารที่รัฐบาลไทยส่งมาให้กับทางการกัมพูชา ในการขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนยื่นให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ดูพร้อมกับกล่าวว่า ขอให้มั่นใจได้ว่าทางการกัมพูชาจะไม่ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาที่ประเทศไทย ด้วยเหตุผล 3 ข้อ คือ 1. เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของสมเด็จฮุน เซน เป็นตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งโดยกษัตริย์ของกัมพูชา 2. สัญญาการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจะไม่นับรวมในกรณีที่เป็นนักโทษทางการเมือง และ 3. คดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ตกเป็นผู้ต้องหานั้น เป็นคดีที่เกิดขึ้นหลังการทำรัฐประหารที่ประเทศไทย ซึ่งไม่มีความเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์แบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า บรรยากาศตลอดการให้สัมภาษณ์นั้น สมเด็จฮุน เซน นั่งเคียงข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ตลอด โดยมีนักข่าวของกัมพูชานั่งอยู่โดยรอบจำนวน 5 คน ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มีสีหน้าเคร่งเครียด และได้อธิบายถึงหลักการที่จะมาดำเนินงานในฐานะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ถามคำถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าตามที่เคยบอกไว้ว่าจะมาพัฒนาเศรษฐกิจที่กัมพูชา จะทำอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบว่า จะยกเรื่องการปฏิรูประบบการเงินของกัมพูชา จะบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ และได้ยกทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำมาใช้ที่ประเทศกัมพูชา และจะนำการค้าการลงทุนในระดับที่พอเหมาะเข้ามาที่ประเทศกัมพูชาให้ได้มากที่สุด

ขณะที่สมเด็จฮุน เซน ได้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคประชาชนกัมพูชา (ซีพีพี) และพรรคเพื่อไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณว่า ทั้งสองพรรคการเมืองมีความสัมพันธ์ที่ดีมายาวนานตั้งแต่สมัยที่พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคไทยรักไทยอยู่ ซึ่งคล้ายๆ กับพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็มีความสัมพันธ์กับพรรคสมรังสีเช่นกัน ถ้าพรรคประชาธิปัตย์อยากที่จะแต่งตั้งนายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยก็ยินดี ไม่มีปัญหา

ส่วนปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่เกิดขึ้นอยู่นั้น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เห็นว่า หากมองในระดับประชาชนคนไทย และคนกัมพูชาก็ยังรักกันอยู่ และรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาก็ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีอยู่ เพียงแต่ปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาส่วนตัวระหว่างสมเด็จฮุนเซน และนายอภิสิทธิ์

สำหรับกำหนดการทำงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีการเปิดเผยที่ชัดเจน แต่ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางไปพูดคุยกับกระทรวงการเศรษฐกิจและการคลังของกัมพูชา จากนั้นจะเดินทางต่อไปยังเสียมราฐ และคาดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะหาเวลามาพูดคุยกับสื่อมวลชนไทยที่ไปรอทำข่าว

หยุ่นหืดจับแหกกม.น่าเกลียดเข็นNBCพ้นจองหวิว

ที่มา Thai E-News






น่าเกลียดน้อยกว่านี้ไม่ใช่เรา-สุทธิชัย หยุ่น กดปุ่มเปิดการซื้อขายหุ้นใหม่NBCเป็นวันแรก ซึ่งเนชั่นทีวีถ่ายทอดสดชวนคนซื้อ1ชั่วโมงเต็มก่อนเปิดซื้อขาย และช่วงบ่ายช่วงที่ราคาหุ้นร่วงหนักหลุด3บาท ได้ใช้เวบไซต์เครือเนชั่นเสนอรายงานออกบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ที่เป็นเจ้ามือเชียร์หุ้นให้ราคาเป้าหมายสูงลิบ สุดท้ายแค่เข็นพ้นจองฉิวเฉียดชนิดหืดจับ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 พฤศจิกายน 2552


เจ้าภาพเนชั่นผนึกโบรกฯเจ้ามือหุ้นน้องใหม่ทีวีเนชั่น(NBC)ทำน่าเกลียดทุกทางเข็นหุ้นพ้นจองแบบหืดจับ ทั้งถ่ายทอดสดผ่านทีวีก่อนเข้าเทรดตลอด1ชั่วโมงหวังล่อแมงเม่าซื้อเต็มพิกัด ทั้งโกหกหน้าตายขายหุ้นเกลี้ยงนักเลงหุ้นจองล้น แต่ข้อมูลจริงที่แจ้งต่อตลาดหุ้นโกหกไม่ได้ พบขายไม่ออกกลุ่มสุทธิชัยหยุ่นต้องรับหลังแอ่น105ล้านหุ้น เพราะกลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ยอมจองซื้อซักหุ้น ทั้งให้โบรกเกอร์CIMBซึ่งเป็นเจ้ามือในการขายหุ้นและรับประกันการขายหุ้นออกบทวิเคราะห์สดๆเชียร์ให้เป้าสูงลิ่วกลางภาคบ่ายผ่านเวบไซต์กรุงเทพธุรกิจในช่วงราคาใกล้ร่วงลงไปหาราคาจอง โดยเป็นการทำผิดกฎหมายกลต.ที่กำหนดให้ต้องระบุว่าเป็นโบรกเกอร์ที่มีส่วนได้เสียเป็นผู้ออกบทวิเคราะห์ สุดท้ายเข็นผ่านราคาจองฉิวเฉียด เพราะได้เครือเนชั่นแบกหุ้นจองไว้เกือบหมด แต่ระวังภาพลวงตา


ห้นน้องใหม่ของบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBCเข้าทำการซื้อขายเป็นวันแรกในวันนี้ โดยเจ้าภาพเครือเนชั่น และบริษัทโบรกเกอร์ที่เป็นเจ้ามือทำทุกท่า ทั้งผิดกฎหมายและทำตัวยน่าเกลียดไร้จรรยาบรรณในการเข็นราคาหุ้นให้พ้นจองได้แบบฉิวเฉียด

ก่อนการเปิดการซื้อขาย เครือเนชั่นได้จัดอีเว้นต์"ปฏิบัติการ11-11-1000"ซึ่งหมายความว่าหุ้นNBCเข้าเทรดครั้งแรกในวันที่11เดือน11เวลา10.00น. โดยมีการถ่ายทอดสดเพื่อโปรโมตหุ้นNBCตั้งแต่เวลา09.00น.ไปจนเปิดทำการซื้อขาย โดยตลอดรายการมีการเชียร์หุ้นNBCอย่างออกนอกหน้าสารพัด

หุ้นNBCเปิดทำการเหนือจองที่ราคา3.20บาท ขึ้นไปสูงสุด3.22บาท จากนั้นมีแรงขายทำกำไรลงมาลึกสุดที่2.98บาท และปิดทำการที่3.02บาท สูงกว่าราจอง4.13%

การซื้อขายทั้งวันในวันแรกจำนวน39.6ล้านหุ้น มูลค่าซื้อขายราว124ล้านบาท ผู้ดูแลราคาหุ้นใช้จำนวนหุ้นเปิดตลาดมากถึงเกือบ12.3ล้านหุ้น คิดเป็น30%ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ฝั่งเคาะซื้อมีเพียง10ล้านหุ้น หรือราว26% ขณะที่ฝั่งเทขายมีมากถึง17ล้านหุ้น หรือ43%

นักวิเคราะห์หุ้นกล่าวว่าเป็นไปตามคาดว่าราคาNBCจะเหนือจอง(2.90บาท/หุ้น)ได้ เนื่องจากหุ้นส่วนใหญ่คือ105ล้านหุ้นจากทั้งหมด120ล้านหุ้นอยู่ในมือของผู้บริหารเครือเนชั่น มีในมือรายย่อยที่จองซื้อน้อยมาก หากเครือเนชั่นไม่ถล่มขายออกมาก็จะทำให้การพยุงราคาในวันทำการซื้อขายวันแรก เป็นเรื่องง่าย

เจ้ามืออกบทวิเคราะห์เชียร์สดกลัวหุ้นหลุดจอง ฝืนประกาศกลต.

เวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่น ได้เสนอข่าวออนไลน์หัวข้อ โบรกปรับกำไรNBCใหม่เป้าราคาปีหน้า4.30บ.โดยเสนอข่าวในช่วงเวลา15.30น. ในตอนที่กำลังมีแรงเทขายหุ้นใหม่NBCหลุด3บาท โดยระบุว่า ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกบทวิจัยปรับประมาณการกำไรสุทธิหุ้นNBC ใหม่ และได้ประเมินราคาที่เหมาะสมของ NBC ณ สิ้นปี 2553 ที่ 4.30 บาท โดยอิงระดับพีอีที่ 10 เท่า

อย่างไรก็ตามกรุงเทพธุรกิจไม่ได้ทำตามกฎหมายที่กลต.กำหนดไว้ว่า ในกรณีบริษัทที่ออกบทวิเคราะห์เป็นแกนนำและผู้รับประกันการจัดจำหน่ายนั้น จะต้องแจ้งข้อมูลต่อผู้ลงทุน ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียด้วย ในกรณีนี้ซีไอเอ็มบีเป็นแกนนำและผู้รับประกันการจัดจำหน่าย ซึ่งวงการหุ้นเรียกว่าเป็น"เจ้ามือผู้ดูแลราคาหุ้น"

งามไส้ต้องให้บริษัทที่ขายหุ้นจองออกบทวิเคราะห์เชียร์

ก่อนหน้านั้นบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นNBCได้ออกบทวิจัยฉบับหนึ่ง( คลิ้ก ลิ้งค์ )แม้ได้ให้คำแนะนำการลงทุนใดๆ แต่ก็ให้เป้าหมายในปี2553ไว้ที่3.46บาทต่อหุ้น สูงกว่าราคาจองที่2.90บาทต่อหุ้น โดยระบุว่ามีจุดเด่นหลายด้าน ค่าพี/อีประเมินไว้11.5เท่า โดยมีส่วนลดจากกลุ่มเดียวกันที่มีค่าพี/อี14.4เท่า เนื่องจากบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายกันอย่างMCOT(อสมท.) BEC(ช่อง3)มีความมั่นคงกว่า

อย่างไรก็ตามในกรณีของฟินันเซียไซรัสได้ระบุไว้ในบทวิเคราะห์ว่า เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นNBC แต่ส่วนCIMBนั้นเวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ไม่ยอมระบุแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามCIMBได้ระบุไว้ในบทวิเคคาะห์ของตน โดยยอมรับว่าเป็นผู้จัดการจัดจำหน่ายหุ้นNBC(คลิ้กดูที่ลิ้งค์)

ทั้งนี้คนในวงการค้าหุ้นกล่าวว่า บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ไซรัส และCIMBอาจเชื่อถือมากนักไม่ได้ เนื่องจากมีส่วนได้เสียกับการเป็นผู้ร่วมขายหุ้นและรับประกันการขายหุ้นจองNBC ส่วนการที่เครือเนชั่นนำบทวิเคราะห์CIMBมาลงในช่วงเวลา15.30น.ตอนที่จวนจะหลุดราคา3บาทลงไป นอกจากจะน่าเกลียดยังเป็นการทำผิดกฎหมายด้วย

ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ได้กำหนดเป็นประกาศกลต.ที่กลต.ก.(ว.)46/2551ไว้ว่า การจัดทำบทวิเคราะห์หุ้นเพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้ลงทุนนั้นต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับส่วนได้เสีย เช่น การรับจัดจำหน่ายหุ้น เป็นต้น ซึ่งกรณีของไซรัสนั้นเข้าเกณฑ์ตามประกาศนี้ จึงต้องแจ้งต่อนักลงทุนว่า แม้จะให้ราคาเป้าหมายหุ้นNBCสูงกว่าราคาจอง แต่ก็มีส่วนได้เสียจากการเป็นผู้ขายและรับประกันการขายหุ้นจองNBCอยู่ด้วย ส่วนCIMBก็ได้แจ้งไว้ในบทวิเคราะห์เช่นกัน


ร้องเรียนก.ล.ต.เนชั่นทำผิดกฎหมายใช้บทวิเคราะห์เจ้ามือปั่นหุ้น

แต่การที่เวบไซต์เครือเนชั่นนำเสนอข่าวโดยไม่ระบุนั้น หากประชาชนเห็นว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายสามารถร้องเรียนไปยังก.ล.ต.ได้หลายวิธีดังนี้
-ร้องเรียนผ่านออนไลน์ คลิ้กที่ลิ้งค์ http://capital.sec.or.th/webapp/complaint/entryOutside.php?lang=th
-ร้องเรียนทางโทรศัพท์ผ่าน Help Center ที่ 0-2263-6000


เนชั่นสิ้นท่าต้องแบกรับหุ้นจองNBCไว้เอง "จึงรุ่งเรืองกิจ"เข็ดเขี้ยวไม่จองซักหุ้น

ก่อนหน้านั้นเนชั่นยังมีเจตนาอำพรางให้ผู้ลงทุนเข้าใจผิดด้วย ทั้งนี้แม้ผู้บริหารNBCจะอ้างว่ามีคนจองซื้อจนล้น จนหุ้นไม่พอจะขาย แต่ความจริงที่โกหกไม่ได้ก็คือตัวเลขจำนวนและสัดส่วนการถือครองหุ้นภายหลังการกระจายหุ้นสู่มหาชนแล้ว(ดูลิ้งค์ข่าวตลาดหลักทรัพย์) ปรากฎว่าบริษัทเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป-NMGซึ่งเป็นบริษัทแม่ต้องแบกรับไว้เองถึง105ล้านหุ้น(ก่อนกระจายNMGถืออยู่120ล้านหุ้น) ประการสำคัญที่สุดคือผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมของNMGคือตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจไม่จองซื้อหุ้นNBCแม้แต่หุ้นเดียว เพราะเข็ดเขี้ยวกับความไม่ตรงไปตรงมาของผู้บริหารเนชั่นที่นำโดยสุทธิชัย หยุ่น

หุ้นบริษัทแม่ช็อกแค่2วันรูดเกือบ15%หลังรู้ข่าวร้ายขายหุ้นจองNBCไม่ออก

หลังการแจ้งข้อมูลมายังตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันจันทร์ที่9พ.ย. ยังผลให้หุ้นบริษัทแม่คือNMGร่วงลง8.33%เมื่อตอนปิดทำการวันจันทร์ที่ 9 พ.ย. สวนทิศทางกับดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นเกือบ15จุด หรือ2.13% โดยติดอันดับTOP10ของหุ้นที่ร่วงลงแรงที่สุดของวันนี้ คือร่วงลงแรงมากที่สุดเป็นอันดับที่6

ต่อมาเมื่อวันอังคารที่10พ.ย.ร่วงลงต่ออีก5.45% ขณะที่ตลาดรวมลงมาเพียง0.7% ทำให้ช่วง2วันทำการก่อนบริษัทลูกคือNBCจะเข้าทำการซื้อขายครั้งแรกในวันนี้(11พ.ย.)หุ้นตัวแม่ร่วงลงมาแล้วเกือบ15% อาจเป็นเพราะช็อกกับข่าวเชิงลบที่NMGต้องแบกภาระรับไว้เอง เพราะขายหุ้นNBCไม่ออก

รายชื่อผู้ถือหุ้นNBC หลังกระจายหุ้นต่อมหาชน ณ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2552


ชื่อ จำนวนหุ้น ร้อยละของทุนชำระแล้ว

1.บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป 104,999,940 61.76
2.นายทวีฉัตร จุฬางกูร 2,888,888 1.70
3.นางมยุรี สุขศรีวงศ์ 1,885,882 1.11
4.นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ 1,808,034 1.06
5.นายณัฐพล จุฬางกูร 1,800,000 1.06
6.นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น 1,622,228 0.95
7.นายนที พานิชชีวะ 1,500,000 0.88
8.นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล 1,100,000 0.65
9.น.ส.วันทนีย์ รุจิราวรรณกร 1,100,000 0.65
10.นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล 1,000,000 0.59
รวม 119,704,972 70.41

เป็นที่น่าสังเกตว่าการกระจายหุ้นNBCครั้งนี้ ทางเนชั่นหวังผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมของเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป หรือNMGมาจองซื้อเต็มที่ ถึงกับให้สิทธิ์ได้จองซื้อก่อนนักลงทุนทั่วไป แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจที่ถือหุ้นใหญ่อันดับ1ของNMGไม่ใช้สิทธิ์จองหุ้นNBCแม้แต่หุ้นเดียว


รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่NMG : บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ณ วันที่ 10 มีนาคม 2552

ลำดับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวน %



1. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 27,093,300 16.44

2. นางมยุรี สุขศรีวงศ์ 16,972,938 10.30

3. นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ 16,272,309 9.88

4. นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น 14,600,054 8.86

5. DOW JONES & COMPANY 12,000,000 7.28

6. นายทวีฉัตร จุฬางกูร 8,000,000 4.86

7. นายนิวัตน์ แจ้งอริยวงศ์ 4,485,878 2.72

8. นางสุภาภรณ์ ชื่นวิจิตร 3,641,911 2.21

9. บริษัท กรีนสยาม จำกัด 3,184,779 1.93

10. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 3,053,883 1.85

11. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 2,500,000 1.52

12. น.ส.สุมาลี ธารพิพิธชัย 2,400,000 1.46

13. นายเอกวุฒิ เนื่องจำนงค์ 2,400,000 1.46

14. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 2,349,600 1.43

15. นางสุภา สุพรรณธะริดา 2,097,200 1.27

16. น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ 2,000,000 1.21

17. นายณรงค์ศักดิ์ โอปิลันธน์ 1,900,000 1.15

18. นายสมศักดิ์ วรรณสินธพ 1,660,000 1.01

19. MELLON NOMINEES (UK) 1,630,188 0.99

20. นายปราบดา หยุ่น 1,319,739 0.80

21. นายยรรยง ภัทรเลาหะ 1,251,800 0.76

22. นางชุลีวรรณ วิวัฒนาเกษม 1,200,000 0.73

23. นายศิริชัย จรุงสถิตพงศ์ 1,164,600 0.71

24. นายพิชัย จิราธิวัฒน์ 1,063,946 0.65



สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่NMG:บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น




นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของสมพร: เราเข้ามาซื้อหุ้นNMGเพราะพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ไม่ใช่เพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร ไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลย ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ



บิ๊ก NBC โกหกหน้าตายกระแสตอบรับจากคนจองล้นปรี่ ปั่นอีกเชื่อเหนือจองแน่

นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ NBC ให้สัมภาษณ์กับสื่อออนไลน์วงการหุ้นคือwww.eFinanceThai.com ว่า ในวันที่ 11 พ.ย. จะนำหุ้น NBC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์MAI โดยมั่นใจว่าราคาหุ้นของ NBC จะยืนเหนือราคาเสนอขายที่ 2.90 บาท แม้ว่าภาวะตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม เพราะบริษัทฯ มั่นใจในศักยภาพของ NBC และด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่5พ.ย.เมื่อสิ้นสุดเวลาจองซื้อหุ้นเมื่อวันที่4พ.ย.เวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่นรายงานข่าวว่า นายกิตติศักดิ์ อมรชัยโรจน์กุล รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี ( ประเทศไทย ) จำกัด ในฐานะแกนนำผู้จัดจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุน บริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NBC เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อหุ้น NBC ที่ราคาหุ้นละ 2.90 บาท จำนวน 65 ล้านหุ้น ระหว่างวันที่ 2-4 พฤจิกายนนั้น สามารถจำหน่ายหุ้นจำนวน 65 ล้านหุ้นได้ทั้งหมดตั้งแต่วันแรก โดยนักลงทุนได้ติดต่อจองซื้อเข้ามาสูงกว่าจำนวนหุ้นที่มีจัดสรรไว้

"ตอนนี้ปิดการจำหน่ายแล้ว ยังมีลูกค้าโทรเข้ามาสอบถามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการที่หุ้นนี้ได้รับความสนใจมาก เป็นเพราะผลประกอบการดี ธุรกิจมีความน่าสนใจและเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง" นายกิตติศักดิ์ กล่าว

พัฒนาการที่สำคัญไทยอีนิวส์ลุยข่าวสืบสวน"เนชั่นปั่นหุ้นจองNBC"


-ปี2536ก่อตั้งบริษัท ผลิตโทรทัศน์ เข้าไปบริหารITV ต่อมาคือเนชั่นแชนัล
-ปี2549มียอดขาดทุนสะสม 163 ล้านบาท ล้ำทุนจดทะเบียนที่มีอยู่ 140 ล้านบาท
-19 กันยายน 2549 หลังเหตุการณ์รัฐประหาร เนชั่นได้เข้าไปผลิตรายการฟรีทีวีแทบทุกช่องดังนี้

-ช่อง 3 เรื่องเด่นเย็นนี้
-ช่อง 5 สยามเช้านี้
-ช่อง 9 จับชีพจรโลก,ข่าวข้นคนข่าว และ เช้าข่าวข้นคนข่าวเช้า
-ช่อง 11 จับกระแสโลก และ ตรงเป้าเข้าประเด็น
*TPBS อำมาตย์ยุบITVเปลี่ยนเป็นTPBS และเทพชัย หย่อง น้องสุทธิชัย หยุ่นเข้าไปบริหาร(ไม่เกี่ยวข้องกับNBCทางธุรกิจ)


-18ก.พ.2552 ลดทุนจดทะเบียนเพื่อล้างขาดทุนสะสมทั้งหมด
-21เม.ย.2552 แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นMAI
-30มิ.ย.2552 งบการเงินที่ยังไม่ตรวจสอบ กลายเป็นมีกำไร
-20ต.ค. NBCแถลงข่าวจะขายหุ้นจอง 65 ล้านหุ้น หุ้นละ2.90บาท เริ่มขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมของเนชั่น28ต.ค.
-21ต.ค. กนก รัตน์วงศ์สกุล พูดออกเนชั่นทีวีว่าใครจองซื้อหุ้นตัวนี้จะรวยเละรวยไม่รู้เรื่อง เพราะพื้นฐานดี ปันผลงาม
-22ต.ค. เนชั่นทีวีขึ้นป้ายโฆษณา"จองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรติดต่อ แต่ไม่ขึ้นคำเตือนเรื่องความเสี่ยงตามกฎหมาย
-26ต.ค. สำนักงานกลต.เผยได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก และจะตรวจสอบความผิดของเนชั่น
-27ต.ค. เนชั่นทีวีขึ้นป้าย"จองซื้อหุ้นNBC"เด่นชัดขึ้นในล้อมกรอบ แต่ยังทำผิดกฎหมายเพราะไม่ขึ้นคำเตือน
-28ต.ค.เริ่มให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อหุ้นNBC เนชั่นทีวีทำสกู๊ปโฆษณาขายหุ้นจองในเวลาข่าวภาคเที่ยง โดยไม่แจ้งเตือนความเสี่ยงตามประกาศกลต. ซึ่งเป็นกาีรกระทำผิดซ้ำซาก
-9 พ.ย.NBCอ้างว่าคนจองซื้อหุ้นหมดแต่วันแรก และจองล้น แต่ตัวเลขที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์จริงๆคือNMGที่เป็นบริษัทแม่ต้องนับไว้ในพอร์ตเองถึง105ล้านหุ้น ขณะที่กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจ ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ใช้สิทธิ์จองแม้แต่หุ้นเดียว
-11พ.ย.หุ้นNBCจะเปิดการซื้อขายในตลาดMAIเป็นครั้งแรก และมีบริษัทร่วมจัดจำหน่ายหุ้นNBCออกบทวิจัยเชียร์ซื้อเพียงรายเดียว โดยไม่ได้รับความสนใจจากโบรกเกอร์อื่นๆเลย


*์NMGหรือเนชั่นมัลติมีเดย บริษัทแม่ของNBC ระบุในงบการเงินงวดครึ่งปีนี้ว่า รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุของเนชั่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 สวนทางธุรกิจสื่อในภาพรวมที่ลดลง13% และจากการตรวจสอบพบว่าช่วงนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เป็นผู้ซื้อโฆษณารายใหญ่ที่สุดมากกว้่าโค้ก เป๊บซี่ บริษัทขายมือถือ

นักวิเคราะห์เตือนแมงเม่าปัจจัยเสี่ยงเพียบ เพราะเลือกขั้วการเมืองชัด

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จากโบรกเกอร์แห่งหนึ่งให้ความเห็นว่า NBCมีปัจจัยบวกสำคัญคือมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้ได้เข้าไปจัดรายการในสถานีโทรทัศน์แทบทุกช่อง และได้เงินโฆษณาจากรัฐบาลและภาครัฐ รวมทั้งการจัดกิจกรรมพิเศษ(event)ให้กับรัฐบาล ทำให้พลิกสถานการณ์จากบริษัทที่มียอดขาดทุนสะสมมาโดยตลอดกลับมาเป็นกำไร แต่ช่วงนี้ก็เป็นกำไรทางบัญชีจากการลดทุนจดทะเบียน

อย่างไรก็ตามปัจจัยบวกดังกล่าว มองกลับกันก็เป็นปัจจัยลบ เพราะการเมืองไทยไร้เสถียรภาพ มีการเปลี่ยนแปลงขั้วรัฐบาลบ่อย และขั้วการเมืองเวลานี้แตกเป็นสองขั่วชัดเจน และค่ายเนชั่นก็เลือกข้างชัดเจน ทำให้ได้ผลประโยชน์จากขั้วอำนาจที่เป็นรัฐบาลในขณะนี้ แต่หากขั้วอำนาจเปลี่ยนแปลงไปอีกฝั่ง จะทำให้เจอสถานการณ์ที่ลำบาก

อย่างไรก็ดีโบรกเกอร์รายนี้คาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้ที่หุ้นNBCจะพ้นจอง2.90บาท เนื่องจากหุ้นส่วนใหญ่ถือโดยผู้บริหารเครือเนชั่น มีนักลงทุนรายย่อยจองซื้อน้อยมาก คาดว่าเจ้ามือหรืออันเดอไรต์น่าจะรับมือกับแรงขายไหว หรือการพยุงราคาก็มีโอกาสทำได้ง่าย ยกเว้นผู้ถือหุ้นใหญ่เครือเนชั่นจะเทขายออกมาเสียเอง

เตือนแมงเม่าอย่าเสี่ยงบินเข้ากองไฟ หากสนใจไปเล่นช่อง3กับMCOTเวิร์คกว่า

"เนชั่นไม่มีสถานีโทรทัศน์ ไม่มีสัมปทานเป็นของตนเอง อย่างช่องเนชั่นแชนัลทางไททีวีช่อง1ก็เป็นของคุณไกรวัฒน์ ศรีวุฒิวงศ์ ทางเนชั่นเข้าไปเช่าเวลาผลิตเท่านั้น ส่วนการเข้าไปมีรายการทีวีทางช่อง3 5 7 9 NBT ก็น่าสังเกตว่ามามีรายการเหล่านี้หลังเหตุการณ์ยึดอำนาจ19กันยา2549 หากการเมืองพลิกขั้วก็อาจเสี่ยงหลุดหมดทุกช่อง เช่นเดียวกับโฆษณาก็ได้จากรัฐบาลเป็นหลัก หากพลิกขั้วจะทำให้ลำบาก"นักวิเคราะห์กล่าว

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ชี้ว่า หากสนใจลงทุนหุ้นที่ทำทีวีหรือสื่อ หุ้นMCOTของอสมท. หรือBECช่อง3น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า เพราะเป็นเจ้าของสัปมทาน กิจการมั่นคง มีกระแสเงินสดในมือมาก มีอัตราการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ ความเสี่ยงจากการเมืองเพราะเปลี่ยนขั้วแทบจะไม่มี



ผ่าปูมหลังบริษัทแม่เนชั่นกำลังทรุด แต่เนชั่นทีวีคืออนาคตของสุทธิชัย หยุ่น?


ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของธุรกิจสื่อสารมวลชนเคยตกตลึงเมื่อเครือเนชั่น ของสุทธิชัย หยุ่น ประกาศขายตึกเนชั่นที่บางนาเพื่อชำระหนี้ ถึงกับทำให้นายสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นขมิ้นกับปูนกับสื่อถึงกับ"โพล่ง"ออกมาในช่วงเขาเป็นนายกรัฐมนตรีว่า"เนชั่นขายตึกใช้หนี้ กำลังล้มละลายแล้วหรือ?" ต่อมามีสื่อบางฉบับลงข่าวทำนองว่าเนชั่นมีฐานะกิจการสั่นคลอน ซึ่งในที่สุดก็ต้องลงแก้ไขข่าวในที่สุด เพราะเนชั่นมีการดำเนินการตามกฎหมาย และต้องลงข่าวแก้ไขว่าฐานะกิจการยังมั่นคงแข็งแรงดี

จากการตรวจสอบของไทยอีนิวส์พบว่า ก็น่าให้นายสมัคร หรือสื่อบางฉบับตั้งข้อสงสัยทำนองนั้นได้ เพราะเวลาไล่เลี่ยกันนั้นหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจได้ขายตึกออกมาชำระหนี้ และดูเหมือนฐานะกิจการจะไม่มั่นคงดังแต่ก่อน เพราะเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ฐานเศราฐกิจถึงกับต้องปลดพนักงานออกชุดใหญ่ 60 คน สะท้อนถึงฐานะกิจการได้ดี

เนชั่นก็มีการเปิดโอกาสให้พนักงานเกษียณโดยสมัครใจเช่นกัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นปลดชุดใหญ่แบบฐานเศรษฐกิจ เนชั่นพยายามหาเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการทุกทาง แม้แต่พาทัวร์ไปไหว้แดนพุทธภูมิที่อินเดีย จัดกิจกรรมสอนคนที่อยากเป็นนักข่าวแล้วเก็บเงินค่าอบรม หรือประเภทที่ว่าหาได้ทางไหนก็ต้องเอา แม้เป็นเงินเล็กเงินน้อย อย่างขายวีซีดีสุทธิชัยไปเที่ยวต้นแม่น้ำโขง เป็นอาทิ

สิ่งที่ทำให้เนชั่นต่างจากฐานเศรษฐกิจก็คือ"เส้นสาย"และการแทงข้างทางการเมืองที่ชัดเจนและเนชั่นอยู่ข้างชนะในที่สุด ผลจึงปรากฎว่าหลังรัฐประหาร19กันยา เนชั่นได้เข้าไปทำรายการฟรีทีวีแทบทุกช่อง คือ 3 5 9 11 (ไม่นับTPBSที่เทพชัย หย่อง น้องสุทธิชัย หยุ่น เข้าไปบริหารเต็มตัว) เพราะการเอื้อเฟื้อต่างตอบแทนจากผู้มีอำนาจทางการเมือง รวมไปถึงงบการโฆษณาจากรัฐบาลที่ทุ่มเทมาให้ รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ(event)ที่ค่ายเนชั่นแทบจะผูกขาดเหมาจัด และถ่ายทอดสดผ่านทีวีเนชั่น แล้วเก็บเงินจากรัฐบาลเป็นกอบเป็นกำ

แต่จุดสำคัญของเรื่องนี้คือ ผลประโยชน์นั้นตกกับบริษัท เนชั่นบรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBCที่เนชั่นกำลังขายหุ้นจองในช่วงนี้ และจะนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดMAIในวันที่11พ.ย.นี้ ไม่ได้่ตกเป็นผลประโยชน์ของบริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือNMG บริษัทแม่ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทร้พย์มาก่อนแต่อย่างใด

หากคุณรักสุทธิชัย หยุ่น และเด็กๆของเขาอย่างกนก ธีระ จอมขวัญ และรักค่ายเนชั่น นี่เป็นโอกาสอันดีที่ควรซื้อหุ้นNBCเพื่อส่งเสริมการหา"ฟูกนิ่มๆ"สำหรับคนเหล่านี้ ส่วนNMGนั้นไม่ต้องห่วง เพราะมีพวกตระกูล"จึงรุ่งเรืองกิจ"มหาเศรษฐีแบกรับภาระไว้ด้วยความอ่วมอรทัย ชนิดที่กลืนก็ไม่เข้า คายก็ไม่ออก ได้แต่กลอกตา


สมาคมนักข่าวยืนยันเนชั่นอาการแย่ พนักงานเผยขวัญระส่ำ


ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย รายงานว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในปีนี้มีผลกระทบต่อธุรกิจสื่อสารมวลชนหลายค่าย รวมทั้งเครือเนชั่นที่ได้เปิดโอกาสให้พนักงานสมัครใจลาออก(เออลี่รีไทร์)มาหลายรอบแล้ว

พนักงานเนชั่นรายหนึ่งที่ขอสงวนนามได้ยินดีเปิดเผยกับ"ไทยอีนิวส์"ว่า ยอดขายสิ่งพิมพ์ในเครือตกหนักมากในช่วง4ปีมานี้ ทั้งหนังสือพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษTHE NATION หนังสือพิมพ์คมชัดลึก กรุงเทพธุรกิจ และเนชั่นรายสัปดาห์ โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน เนื่องจากคนใน2ภาคดังกล่าวมองว่าเครือเนชั่นเลือกที่จะเอียงข้างฝ่ายอำมาตย์ และรัฐบาลประชาธิปัตย์ มีอคติต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และผู้สนับสนุนทักษิณ รวมทั้งพวกเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง

"ยอดขายแย่มาก ขนกลับมากองพะเนินตลอด พนักงานเนชั่นขวัญกำลังใจตกต่ำมาก ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงคิวตัวเองต้องโดนบีบออก ขนาดบริษัทขายตึกที่บางนาแล้วก็ไม่ได้ช่วยให้สภาพการณ์ดีขึ้นเลย"พนักงานเนชั่นกล่าว

ขณะนี้เนชั่นต้องหารายได้ทุกทาง เช่น การจัดทัวร์ไปเที่ยวไหว้พระตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดีย การจัดโครงการสอนอบรมนักข่าวเพื่อหารายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการ แต่ที่ได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆคือการจัดอีเว้นต์ให้กับรัฐบาลชุดนี้ และโฆษณาผ่านรายการที่รัฐบาลให้เวลาไปทำทางฟรีทีวีช่องต่างๆหลังรัฐประหาร19กันยา แต่เนชั่นไปบันทึกลงบัญชีเป็นกำไรของNBCที่เป็นบริษัทลูก ส่วนNMGที่เป็นบริษัทแม่แสดงผลขาดทุน


ขายตึกเนชั่นหวังฟัน1,380ล้าน แต่จบที่ราคา955ล้าน


เมื่อวันที่ 2 5มกราคม 2551 วงการสื่อก็ตกตลึง เมื่อนายธนะชัย สันติชัยกูล กรรมการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)-NMG เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ เมื่อวันที่ 23 มกราคม มีมติอนุมัติขายสินทรัพย์ของบริษัทรวมมูลค่า 1,379.75 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย ที่ดิน 4 ไร่ 3 งาน 72 ตร.ว. พร้อมอาคารสำนักงานใหญ่ พื้นที่รวม 14,212 ตารางเมตร และพื้นที่สำนักงานอาคารเนชั่นทาวเวอร์ ซึ่งเป็นห้องชุดจำนวน 191 ห้องชุด พื้นที่รวม 44,950.32 ตารางเมตร ในอาคารชุดชื่อ อาคารชุดเนชั่นทาวเวอร์

นายธนะชัยกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการขายสินทรัพย์ดังกล่าว เพื่อการปรับปรุง process ในการดำเนินงาน และเพื่อนำเงินที่ได้รับไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งจะช่วยลดภาระหนี้สินและลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และทำให้บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น

ต่อมา NMG แจ้งว่า ได้ลงนามในสัญญาจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัท ในส่วนที่เป็นอาคารสำนักงานใหญ่ (พร้อมด้วยที่ดินที่อาคารตั้งอยู่) และพื้นที่สำนักงานซึ่งเป็นห้องชุดในอาคารเนชั่น ทาวเวอร์แล้ว โดยขายให้กับบริษัท ช.ชนะอนันตพาณิชย์ จำกัดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 คาดว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 30 เมษายน 2551 มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน 955 ล้านบาท ชำระเงินงวดเดียวในวันโอนกรรมสิทธิ์

การขายตึกครั้งนี้เนชั่นขายถูกกว่่าที่ตั้งไว้ถึง 425 ล้านบาททีเดียว สำหรับบริษัทช.ชนะอนันต์ เป็นกิจการในเครือเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ปรากฎการณ์ครั้งนี้ทำให้วงการสื่อมองว่าเนชั่นน่าจะถูกกดราคาลงมากเพราะ"ร้อนเงิน"

ขายตึกแล้วแต่NMGอาการหนักกว่าเก่าขาดทุนเพิ่ม แต่บริษัทลูกทำทีวีรวยขึ้่น

ผู้บริหารNMGบอกว่าหลังขายตึกแล้ว ในงวดปี2552น่าจะพลิกมาเป็นกำไร แต่เรื่องจริงคือครึ่งแรกปี2552นี้ขาดทุนหนักกว่าเก่า ในงวด6เดือนแรกปีนี้ บริษัทแจ้งผลขาดทุนสุทธิ 111 ล้านบาทจากปีก่อนกำไรสุทธิื1.11ล้านบาท

NMGแจ้งว่า สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2552 มีขาดทุนจากการดำเนินงานก่อนภาษีเงินได้ ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิและอื่นๆจำนวน 68.22 ล้านบาท หากรวมภาษีเงินได้ 16.17 ล้านบาท ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิ 25.03 ล้านบาท
และรายการตั้งค่าเผื่อสินค้าล้าสมัยของสินค้าคงเหลือ 1.51 ล้านบาท ผลประกอบการสำหรับ 6 เดือนแรกของปี2552 จะแสดงเป็นขาดทุน 110.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานของบริษัทมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

รายได้จากการขายและบริการในช่วง 6 เดือนแรก 2552 ลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ 27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36 เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อยละ 8 นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19 โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8 และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33 นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ และบริการรับขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 35

สุทธิชัยเจอฟูกนิ่มNBCรองรับ แต่"จึงรุ่งเรืองกิจ"ติดดอยบ่นอุบ

คนทั่วไปมักเข้าใจว่าสุทธิชัยถือหุ้นใหญ่NMG แต่ความจริงเป็นสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งไทยซัมมิต ออโตพาร์ต บริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งเป็นพี่สะไภ้ของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

คนมักเข้าใจผิดอีกว่า ทักษิณ ชินวิตร เป็นแบ็คให้สุริยะกับพวกจึงรุ่งเรืองกิจ เข้ามาซื้อNMGเพื่อเทกโอเวอร์กิจการเนชั่น เพราะหมั่นไส้ที่ถูกเนชั่นตามล้างตามราวี

สรุปคือผิดทั้ง 2 เรื่อง


นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง NMG กล่าวเปิดเผยว่า กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเข้าไปซื้อหุ้นเนชั่นตั้งแต่ปี 2546 ด้วยเงินลงทุนหลายร้อยล้านบาท และปัจจุบันถือหุ้นประมาณ 20% นั้น หากราคาหุ้นเนชั่นขึ้นมาถึงต้นทุนที่ราคา 10 บาทต้นๆ ก็พร้อมจะขายทิ้ง แต่ยืนยันว่าจะไม่ยอมขายขาดทุนแต่อย่างใด

ราคาปิดของNMGเมื่อวันที่29ตุลาคม2550คือ5.50บาท ซึ่งหากนางสมพรต้องการขายที่ราคาทุน10บาทต้นๆก็แปลว่าเวลานี้น่าจะขาดทุนทางบัญชีอยู่กว่า50%

สาเหตุที่ตัดสินใจอยากขายหุ้นเนชั่นทิ้ง นางสมพร กล่าวว่า แม้บริษัทจะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น แต่บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ทั้งนี้กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเป็นเพียงผู้ถือหุ้น ไม่มีส่วนร่วมบริหารแต่อย่างใด

“ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น” นางสมพร กล่าว

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของนางสมพร และหลานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดทักษิณคนหนึ่ง และเขาเป็นผู้ถือหุ้นเนชั่นมัลติมีเดียอยู่ด้วย เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารสารคดี ถึงเบื้องหลังการเข้าไปซื้อหุ้นNMGว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ คือพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ผมคิดว่าไม่มีอะไรซับซ้อน คือไม่มีเหตุผลเชิงธุรกิจ คุณแม่ไม่ได้ต้องการซื้อหุ้นเนชั่นเพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร และตั้งแต่วันที่ซื้อจนถึงวันนี้ มันไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลยว่าจะซื้อเพื่อทำกำไร หรือเพื่อเข้าไปยึดครอง

"คืออย่างนี้ครับ ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ ผมคิดว่าด้วยความเป็นสื่อ อย่างแรกที่สุดคุณจะต้องมีภาพลักษณ์อะไรบางอย่างในการที่จะเข้าไปบริหารสื่อได้ และเรารู้อยู่แล้วว่าด้วยภาพลักษณ์ด้วยนามสกุลของเรา เราไม่สามารถเข้าไปได้ เราไม่ได้คิดว่าจะซื้อเพื่อเข้าไปยึดครอง ทั้งหมดนั้นเป็นความเข้าใจผิดของคนอื่น"

ฐานเศรษฐกิจไม่มีเส้นต้องปลดพนักงานรวดเดียว60คน

กิจการสื่อมวลชนอีกรายที่มีปัญหาจนต้องขายตึกคือฐานเศรษฐกิจ โดยตอนแรกได้ขายอาคารฐานเศรษฐกิจ 2 ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานพื้นที่ 2 หมื่นตารางเมตร ที่ในบริเวณใกล้กันกับตึก1ให้กับบริษัท คอม-ลิ้งค์ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อใหม่อาคาร ไอ ทาวเวอร์ เป็นอาคารสูง 32 ชั้น ถนนวิภาวดีรังสิต ใกล้ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว

ต่อมา บมจ. เจ-มาร์ท ได้ใช้เงินลงทุนประมาณ 700 ล้านบาท เข้าซื้ออาคารฐานเศราฐกิจตึก1 เนื่องจากฐานเศรษฐกิจ มีเจ้าหนี้คือ ธนาคารกรุงเทพ มีมูลหนี้ประมาณ 800 ล้านบาท และการเจรจาซื้อ อาคารฐานเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นหนึ่งในแผนการแก้ไขปัญหาหนี้ของบริษัท


ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อฯรายงานว่า ภาวะทางเศรษฐกิจที่สั่นคลอนในขณะนี้ ทำให้ภาคธุรกิจหลายส่วนต้องปรับตัวให้อยู่รอด ไม่เว้นแม้แต่วงการธุรกิจสื่อมวลชน ล่าสุดบริษัทหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ มีคำสั่งเลิกจ้างพนักงานเมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมาจำนวน 60 คน


นายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจให้ข้อมูลว่า บริษัทได้บอกเลิกจ้างพนักงาน 60 คนจริง ซึ่งไม่ใช่นักข่าวทั้งหมด มีพนักงานของแผนกอื่นรวมอยู่ด้วย

สำหรับสาเหตุที่ต้องเลิกจ้างเพราะปัญหาสภาวะทางการเงินของบริษัทที่มีรายจ่ายมากกว่ารายได้จำนวนมาก จึงจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยปรับลดขนาดองค์กรเพื่อให้อยู่ได้ และการปรับลดพนักงานครั้งนี้ทางบริษัทได้จ่ายค่าชดเชยตามกฏหมายแรงงาน ซึ่งต้องดูตามอายุงานพนักงานแต่ละคน แต่การจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานนั้น ทางบริษัทไม่สามารถจ่ายครั้งเดียวได้ จึงจำเป็นต้องขอผ่อนจ่ายเป็นรายงวด

ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อฯกล่าวว่า อย่างไรก็ตามภายในรอบปีนี้ ไม่เพียงบริษัทฐานเศรษฐกิจเท่านั้นที่ถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงานจนต้องเลิกจ้างพนักงานเป็นจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ บริษัทจีจีนิวส์เน็ตเวริ์ค หรือคลื่น บิสิเนสเรดิโอของนายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ก็ต้องปิดตัวลงเพราะภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน รวมถึงเครือเนชั่นก็มีการเปิดให้พนักงานเออลี่รีไทร์มาหลายรอบ
........
อ่านข่าวชุดInvestigative News:ช็อตต่อช็อตเปิดโปงสื่อโล้น