WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 12, 2009

กลับดูไบพรุ่งนี้ แม้วเผ่น สส.พท.บินพบ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_46218

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เตรียมออกจากกัมพูชา กลับเมืองดูไบ พรุ่งนี้ ขณะที่ บรรดา ส.ส.เพื่อไทย หลายสิบคน เตรียมบินพบอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ ประเทศกัมพูชา ...

นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เปิดเผยว่า ในเวลา 09.00 น. วันนี้ (12 พ.ย. 2552 ) พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา จะขึ้นเวทีปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการพัฒนาการด้านเศรษฐกิจ ชนบท การลงทุน และการแก้ไขปัญหาความยากจน ให้บรรดา ส.ส.และ ข้าราชการกัมพูชา ได้รับฟัง

โดยการขึ้นปราศัยในครั้งนี้ จะเป็นการพูดปราศัยแบบสด ๆ โดยไม่มีสคลิป และน่าจะมีการเผยแพร่การปาฐกถา ดังกล่าว ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ดีสเตชั่น ในช่วงค่ำวันนี้ ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางออกจากประเทศกัมพูชา เมื่อใด นั้น เท่าที่ตนเองสอบถามไปยัง พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบว่า จะเดินทางออกจากประเทศกัมพูชา กลับเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ในวันพรุ่งนี้ (13 พ.ย. 2552) สวนเวลาที่แน่ชัด รวมทั้ง นายกรัฐมนตรีฮุนเซน จะเดินทางไปส่งด้วยตนเอง หรือไม่ นั้น ตนเองยังไม่ทราบ

ด้านนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ตนเอง พร้อมด้วย ส.ส.เพื่อไทย ราว 10 คน มีแผนจะเดินทางไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ประเทศกัมพูชา ในวันพรุ่งนี้ ( 13 พ.ย.) โดยเลื่อนจากกำหนดเดิมที่ตั้งใจไว้ว่าจะเดินทางไปในวันนี้ เนื่องจากติดภาระกิจต้องเข้าร่วมประชุมสภา

ส่วนที่มีออกข่าวใหญ่โตว่า จะมี ส.ส.เพื่อไทย เกือบ 100 คน เดินทางไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ตนเองขอยืนยัน ว่า เป็นไปไม่ได้ และไม่รู้ว่าข่าวดังกล่าวมีที่มาที่ไปจากไหน และในส่วนทีมของตนเองนั้น ก็จะไปเฉพาะกับบรรดา ส.ส.ที่ใกล้ชิดกันเท่านั้น

ยึดหลักสากล ล่าทักษิณ เสียใจไม่ส่งตัว

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_46198

อธิบดีกรมสารนิเทศ ยอมรับเป็นเรื่องน่าเสียใจ กัมพูชาปฏิเสธส่งตัว "พ.ต.ท.ทักษิณ" แต่ยืนยัน พิจารณาตามหลักมาตรฐานสากล ในการดำเนินการขอตัว ...

เมื่อเวลาประมาณ 07.40 น.วันนี้ (12 พ.ย.) นางวิมล คิดชอบ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยกรณีที่สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมา ว่า ทางฝ่ายไทยได้พูดคุยกับฝ่ายกัมพูชา ใช้วิธีตามกติกา แต่ได้รับการปฏิเสธเป็นเรื่องน่าเสียใจ ดังนั้น จึงต้องพิจารณาติดต่อเพิ่มเติมตามกติกามาตรฐานสากล ดูว่าส่วนไหนจะดำเนินการได้ ส่วนความเร็วความช้าของการพิจารณาไม่สามารถบอกได้ แต่ในส่วนของไทยมองว่าละเอียดอ่อนมีปัจจัยแวดล้อมมากมาย ไม่ด่วนตัดสินใจ

นางวิมล กล่าวว่า เมื่อวานที่ผ่านมาสมเด็จฮุนเซน บอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักโทษทางการเมือง ว่า เราได้เปิดเผยความเป็นไปทางการเมืองของไทย ส่วนข้อมูลของฝ่ายไทยเราได้ให้ทางฝ่ายกัมพูชา ส่วนอื่นได้รับข้อมูลข่าวสารของไทยมาโดยตลอด โดยยึดถือหลักสากลเรื่องสนธิสัญญาระหว่างประเทศในการดำเนินการต่างๆ ส่วนการประชุมเอเปคที่มีผู้นำอาเซียนไปที่สิงค์โปร์ เชื่อว่ามีผู้นำจากหลายประเทศมาร่วม แต่เชื่อว่าเวลาจะมีไม่มาก และเป้าหมายจะไปอยู่ที่ นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

คนโง่

ที่มา บางกอกทูเดย์

หาเปติ อตถํ ทุมเมโธ “คนโง่ย่อมทำลายประโยชน์เสีย”คำพระท่านว่า...เหมาะเจาะมากมายกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยในขณะนี้...โดยเฉพาะเรื่องราวที่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร...ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า...จากกษัตริย์กัมพูชา...ให้เป็น

ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจของประเทศนั้นทักษิณนั้น...บินไปบินมาในโลกมากมายหลายสถานที่...ได้รับการต้อนรับอย่างดีในหลายๆ ประเทศทั่วโลก...โทษทัณฑ์ของเขาที่ได้รับจากประเทศไทย...เป็นคนละเรื่องกันกับบทบาทของเขาเรา...จะประกาศสงครามหรือตัดความสัมพันธ์กับทุกประเทศในโลกที่ให้ที่พำนักและเปิดทางผ่านให้กับอดีตนายกรัฐมนตรีที่สูญเสียอำนาจจากการถูกรัฐประหารโดยทหาร...และนายทหารคนที่กระทำการรัฐประหาร...ให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่าถูกหลอก...กระนั้นหรือเราจะเป็นศัตรู...กับชาติที่เชื่อว่า...โทษจำที่ทหารตั้งกรรมการขึ้นมาฟ้องร้อง...และใช้ศาลเดียวพิพากษาให้มีโทษอาญา...กระนั้นหรือจะต้องสูญเสียเท่าไหร่...หากประเทศที่มีกำลังรบ

3 แสนคน...จะเอาชนะประเทศที่มีกำลังรบ 1 แสน 2 หมื่นคน...เพียงพอเพราะอารมณ์ของ “คนโง่” ที่มีอำนาจไม่กี่คนตรงกันข้าม...เมื่อกัมพูชา...ยืนยันที่จะสมัครสมานกับทักษิณ...ตั้งให้เป็นที่ปรึกษาและปฏิเสธอย่างเด็ดขาดไม่ส่งตัวในฐานะผู้ต้องคำตัดสิน...ให้กับประเทศไทย...พวกท่านไม่รู้หรือว่า ในสัญญานั้น...ให้อำนาจและมีข้อยกเว้นในตัวบทกฎหมาย...หากจะไม่ส่งตัวให้ตามคำขอ...แต่ที่สำคัญ...ท่านลืมไปว่า...ประเทศไทยเคยปฏิเสธมาแล้วไม่ส่งผู้ต้องหา...ลอบฆ่า...นายกรัฐมนตรีของเขาให้กับพนมเปญ..และปฏิเสธการขอตัวของประเทศไทยประเทศจีนของเหมาเจ๋อตุง...คงจะไม่ยิ่งใหญ่แบบนี้...

หากว่ากองทัพของเหมาเจ๋อตุง...บุกข้ามช่องแคบบุกเกาะไต้หวัน...เพื่อไล่ล่าคนเพียงคนเดียว...อย่างเจียงไคเช็คเหมาจะต้องใช้กี่ล้านชีวิตของชาวจีน...เพื่อขจัดศัตรูคนเดียวของเขา...หากเขาโง่...ในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ...ที่เป็นคนไทย...แน่นอนว่า...บทบาทและผลประโยชน์ของคนไทยและประเทศไทยในกัมพูชาน่าจะได้รับการดูแลได้ดีกว่า...และจะแย่แค่ไหน...หากกัมพูชาจะเอา...พม่าหรือฮ่องกง...มาเป็นที่ปรึกามันมีแต่... “คนโง่” เท่านั้น...ที่เอาประโยชน์มาทำลาย

การเมืองขาขวิด สังคมสาหัส

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่ใช่แค่เสถียรภาพความน่าเชื่อถือที่ “ง่อนแง่น”ไม่ใช่แค่ศักยภาพการเจริญเติบโตที่ก้าวย่างแบบ “งุ่มง่าม”แต่ยังมีสังคมที่หงิก ง่อย..รอคอย “ผู้บริหารประเทศ” เหลียวแลเขมร! กำลังขำกร๊ากกับภาพ “รัฐบาลไทย” วิ่งกันขาขวิด..คนไทย! กำลังหัวหมุน เพราะรัฐบาลตามล่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นงานหลัก และพยายามทุกวิธีเพื่อ “เอาคืนเขมร” เป็นงานรองมองผ่านสังคมไทยที่แสนจะฟกช้ำดำเขียว..โดยเฉพาะ “เยาวชน” ที่มีค่านิยม “ผิดเป็นถูก”กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ต้องมีคำตอบ?นับตั้งแต่มีข้อครหาอันอื้อฉาวกรณีปลากระป๋องเน่าจากโครงการแจกถุงยังชีพให้แก่ประชาชนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สมัยของนายวิฑูรย์ นามบุตร เป็นรัฐมนตรีว่าการ.. ทุกสิ่งอย่างจากกระทรวงก็เงียบกริบ..

แม้จะมีการเปลี่ยนมือนำ อิสระ สมชัย มานั่งเก้าอี้แทนแล้วก็ตาม แต่จนถึงขณะนี้ก็ยัง “เงียบกริบ” หากไม่นับโครงการแจกริบบิ้นขาวยุติความรุนแรงที่ไม่ค่อยมีผลต่อสังคมเท่าไหร่นัก..จดทะเบียนร้านอินเตอร์เน็ตเพื่อล้อมคอกมิให้เยาวชนติดเกมยังคาราคาซัง...รัฐบาลเปลี่ยนมือ ทำนโยบายเปลี่ยนแปลง วันนี้ร้านอินเตอร์เน็ตเถื่อนยังมีเกลื่อนกรุงฯจะวิ่งเต้น ดูจริงจัง! สักครั้งก็ต่อเมื่อมีบทเรียนสอนรัฐ..ด้าน พ.ญ.ชนิกา ตู้จินดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ส.ส.ส.) ระบุว่า...ปัญหาเรื่องการเมืองในปัจจุบัน ที่มีความคิดเห็นขัดแย้งและนำมาซึ่งความรุนแรง มีผลถึงเยาวชนให้เกิดการสับสนและเลียนแบบเด็กที่อยู่ในวัยเรียนรู้บางคนอาจจะไม่เข้าใจ ทั้งนี้ต้องได้รับการปลูกฝังแนะนำจากคนในครอบครัว การอบรมเลี้ยงดูลูกจึงเป็นเรื่องสำคัญ ต้องสอนให้เด็กรู้จักสมานฉันท์ให้มีความเอื้ออาทรสำหรับปัญหาสังคมที่หมักหมมมานาน สิ่งสำคัญที่จะทำปัญหาเบาบางต้องเริ่มจากครอบครัว ในการให้เวลาซึ่งกันและกัน อาทิ การทำกิจกรรมร่วมกันหรือแม้แต่การพูดคุย ก็มีส่วนหยุดการเลียนแบบความรุนแรงที่สืบเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง

1. ปัจจุบันเกิดการอพยพของแรงงานเข้ามาทำงานในเมือง และทิ้งลูกหลานให้อยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย ที่บางครั้งอาจจะไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงดูเด็ก หรือสุขภาพไม่แข็งแรงมีข้อแนะนำเรื่องเลี้ยงดูบุตรหลานอย่างไรอีก 1 ปัญหาทางสังคมที่รัฐบาลต้องให้น้ำหนัก คือ เด็กที่ถูกทิ้งจากหลายสาเหตุ อย่างที่เห็นตามการรายงานข่าวจากสื่อหลายแขนงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรืออบต. เข้าไปดูแลเรื่องดังกล่าว ด้วยการจัดตั้ง “ศูนย์พัฒนาเด็ก”ทั้งนี้ต้องให้ความสำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพ ถึงแม้ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นการบรรเทาปัญหาให้ลดน้อยลงได้ถึงเวลารัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ผู้มีอำนาจสูงสุดในการกำหนดยุทธศาสตร์พลิกฟื้นสังคมไทย..ตื่นได้แล้ว.. 

วิ่งผลัด 258 ล.ลุ้นจนเหนื่อย!

ที่มา บางกอกทูเดย์

เงียบกริบ! ลงมติไม่ได้สักที..ลุ้นกันจนเหงือกแห้ง..รอกันจนเหนียงยาน..เกี่ยวกับเงิน 2 ก้อนที่ “รุนแรง” ถึงขั้นยุบพรรค หากผิดจริงล่าสุด! คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.โดยเลขาธิการ กกต. ฝีปากกล้า “สุทธิพล ทวีชัย”ก็ออกมาขอผลัดวัน “ชี้ขาด” อีกครั้งเงินบริจาค 258 ล้านบาท ที่พรรคประชาธิปัตย์ถูกกล่าวหาว่ารับจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผ่านบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด ไปใช้ในการเลือกตั้งปี 2548

บวกกับเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจาก “กกต.” ในปี 2548 จำนวน 29 ล้านบาท ไปใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์สำนวนดังกล่าวเป็นการส่งไม้ต่อจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มายัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อขอให้ กกต.ตรวจสอบตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550นอกจากนี้ยังได้แรงสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทยร่วมด้วยช่วยกันส่งหลักฐานที่เพิ่มน

จับตา...ศึกเหลือง-แดง เขย่ารัฐบาล ‘มาร์ค’

ที่มา บางกอกทูเดย์

เข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายน 2552 ดูเหมือน
เกมการเมืองในยุคก่อน 2549 และหลัง 2549 กำลังจะกลับมา
สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับรัฐบาล นายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ จนต้องเตรียมยาแก้ปวดไว้เลยทีเดียวเหตุที่ต้องเตรียมยาแก้ปวดขนานใหญ่เช่นนี้ ก็เพราะว่าช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย.เป็นต้นไป เหล่าบรรดา “ม็อบ”จะเริ่มออกมาวาดลวดลายทั้งม็อบคนกันเอง อย่าง “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” หรือแม้แต่ม็อบคู่กัด อย่าง “คนเสื้อแดง”

ซึ่งต่างก็มาเคลื่อนไหวบนอุดมการณ์ของตนเองโดยกลุ่มคนเสื้อแดงเลือกวัน “ดีเดย์” ในวันที่ 14 พ.ย.จัดคอนเสิร์ตใหญ่ ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมาโดยแกนนำบอกว่า...งานนี้แค่ระดมพลและระดมกระสุนไว้สู้ศึกที่กำลังจะมาในเร็วนี้ส่วนคนเสื้อเหลือง อย่างกลุ่มพันธมิตรฯ เลือกวันดีเดย์ เป็นวันที่ 15 พ.ย. ซึ่งเมื่อดูฤกษ์งามยามดีของแต่ละสี ล้วนแต่ช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันการออกมาเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ในรอบปีก็อาศัยจังหวะ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บินลัดฟ้าติวนักธุรกิจกัมพูชาในฐานะกุนซือด้านเศรษฐกิจ รัฐบาล สมเด็จฯ ฮุน เซนดูแล้วงานนี้ จะเป็นงานใหญ่เพราะแกนนำระดับ “ซูเปอร์แกนนำ” อย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ต้องลงมานั่งแถลงด้วย

ตัวเอง พร้อมแกนนำอีก 3 คน ทั้ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พิภพ ธงไชย สมศักดิ์ โกศัยสุข ขาดเพียง สมเกียรติพงษ์ไพบูลย์ ที่ไม่ได้ร่วมแถลงข่าวโดยแกนนำทั้งหมด ออกแถลงการณ์พร้อมประกาศเรียกรวมพลทั้งบรรดาแม่ยกและสาวกคนเสื้อแดงรวมพลชุมนุมแสดงพลังปกป้องเกียรติภูมิของชาตินายสนธิ ระบุว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนยอมรับไม่ได้ ฉะนั้นพันธมิตรฯ เห็นว่าการกระทำของฮุน เซนและทักษิณ ซึ่งส่อเจตนาทรยศต่อชาติ รวมถึงการให้สัมภาษณ์ผ่านไทมส์ออนไลน์ ย่อมเป็นบทพิสูจน์ได้ว่า คนสองคนนี้ร่วมมือกันเพื่อทำลายล้างประเทศไทย“ขอเรียกร้องประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกสี หากยังมีความรักชาติอยู่ ต้องการกู้ศักดิ์ศรีของชาติ ต้องแสดงพลังให้โลกเห็นโดยพร้อมเพรียงกันที่สนามหลวง 15 พ.ย.นี้ เวลา16.00 น.”แน่นอนว่า การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯในช่วงเวลาย่อมไม่ธรรมดาและอาจมีศึกยืดเยื้อดังที่เคยเป็นมา

แล้วเมื่อช่วงปี 2551ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดง เลือกเปลี่ยนบรรยากาศชมนกชมไม้กลางขุนเขา แต่ดีกรีความแรงของยี่ห้อเสื้อแดง ก็คงไม่ลดละตามมาด้วยเพราะงานนี้คนเสื้อแดงมีแม่เหล็กใหญ่ที่บินตรงจากดูไบและเข้าใกล้แผ่นดินไทย อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยังอยู่กัมพูชาบรรยากาศเช่นนี้สาวกเสื้อแดงเหมือนกระดี่ได้นํ้า ฮึกเหิมเต็มกำลัง พร้อมลุยได้ทันหากแกนนำสั่งการดังนั้น แผนรองรับ “อาฟเตอร์ช็อค” ของม็อบเสื้อแดงที่อาจเคลื่อนพลเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งยังมี “พันธมิตรฯ” ที่ยึดท้องสนามหลวงเพื่อแสดงพลังในวันที่ 15 พ.ย.งานนี้ภาระหนักย่อมตกอยู่กับตำรวจ “นครบาล”

ที่ต้องดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในพล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกล่าวว่า เราเตรียมกำลังตำรวจจากนครบาล 1 จำนวน 600 นายพร้อมแผนกรกฎ 52 ดูแลความสงบเรียบร้อย และตรวจเข้มโดยรอบท้องสนามหลวง และพื้นที่ใกล้เคียง ป้องกันมือที่ 3 แฝงตัวสร้างสถานการณ์ พร้อมเสริมกำลัง ณ ที่ตั้ง หากสถานการณ์บานปลาย และวันเดียวกันสั่งนครบาล 4 นำกำลังเข้าเสริมสน.วังทองหลาง เจ้าของพื้นที่ตั้งสถานทูตกัมพูชา ซึ่งจากเดิมจัดวันละ 45 นาย ประจำการดูแลความสงบเรียบร้อยตลอด24 ชั่วโมงขณะที่รัฐบาลยังคงต้องประเมินสถานการณ์แบบนาทีต่อนาที เพราะงานนี้ศึกเหลือง-แดง ต่างแรงด้วยกันทั้งคู่แถมยังสะเทือนไปยังเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในทำเนียบรัฐบาลที่เริ่มสั่นคลอนบ้างแล้ว 

2 ทศวรรษ ‘ปชป.’ เป็นรัฐบาลด้วยวิธีใด?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ในช่วงที่บรรยากาศทางการเมืองกำลัง“ร้อนระอุ” ด้วยองศาร้อนแรงต่างๆที่ปรากฏขึ้น...ทำให้พรรครัฐบาลที่มาจาก“ประชาธิปัตย์” กำลังสับสนระแวดระวัง...มึนงง จนบางครั้งถึงกับ“โซซัดโซเซ” ยืนไม่ติดในฐานที่มั่นครั้นจะเอาหลังพิงเชือกเพียงอย่างเดียว

ก็ไม่ไหว...ครั้นจะตอบโต้อะไรออกไปแรงๆก็เกรงจะกระทบกับหลายสิ่งที่จะตามมาสัญญาณหลายๆ อย่างที่เริ่มเด่นชัดขึ้นกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ยามนี้...เริ่มละม้ายคล้าย “เสือลำบาก” เข้าไปทุกขณะจิตเข้าใจว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บางครั้งก็คิดจะทำอะไรที่ให้ตรงกับเจตนาของตนอยู่บ้าง แต่ทำได้ไม่ถนัดเพราะหันซ้ายก็เพื่อน หันขวาก็พรรคพวก...ก้มหน้าก็โดนกลุ่มม็อบที่เชียร์ตนบีบเข้าที่กลางหว่างขา แหงนหน้าก็กลัวอะไรบางอย่างถ่มลงมารดหน้าตัวเอง

นี่แหละคือ “รสชาติ” ของการมีอำนาจแห่งการเป็นรัฐบาลที่ได้มาจาก วิธีพิเศษทุกอย่างจำเป็นต้องมีลูกอึดอัดเป็นธรรมดา...ซึ่งบางอย่างปฏิเสธไปบ้างก็หาว่าลืมตัว บางอย่างยอมทำตามก็ถูกครหาว่าเป็นแค่เพียง “กุมารทอง” ในคาถากำกับของใครบางคนคิดๆแล้วก็กลุ้ม ...หากความกลุ้มรุมเร้า้มากๆ เข้า “ยุบสภา” ไปว่ากันใหม่ก็หมดเรื่องแต่คงไม่ได้อีก...เพราะเมื่อดูจากสถิติในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา พรรคการเมืองอันนามว่า“ประชาธิปัตย์” ไม่เคยมีประวัติอันสง่างาม

แม้แต่สักครั้งเดียวเกี่ยวโยงถึง “การเลือกตั้ง”“ประชาธิปัตย์” ไม่เคยวัดผลกันที่“ชนะขาด” แล้วได้เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาลอย่าว่าแต่การจัดตั้งรัฐบาลแบบพรรคเดียวเบ็ดเสร็จ แค่จัดตั้งรัฐบาลผสมก็ไม่เคยมีปรากฏในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาในยุค “พลเอกชายชาติ ชุณหะวัณ”ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วถูกปฏิวัติรัฐประหารเลือกตั้งใหม่“ป๋าเหนาะ” เสนาะ เทียนทองก็ใส่เกียร์จนทำให้ “บรรหาร ศิลปอาชา”

ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีกระทั่งสร้างรอยร้าวจากการ อภิปรายไม่ไว้วางใจ ด้วยการสาดสงครามนํ้าลายหลายรูปแบบ ชนิดงัดโคตรเหง้า มาเล่นกันท้ายที่สุดจึงเกิด “กลุ่มงูเห่า” แล้วยกมือให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลนั่นคือ ยุคชวน 1 และการได้มาซึ่งอำนาจของรัฐบาลประชาธิปัตย์ แต่สุดท้ายก็โดน ส.ป.ก. 4-01 กระหนํ่าจนต้องยุบสภาต่อมามีการเลือกตั้งครั้งใหม่เมื่อหมดสมัย“พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ” ในนาม พรรคความหวังใหม่ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

แต่โดนพิษ “ฟองสบู่แตก” ซึ่งต่อเนื่องมาจาก สัญญาบางฉบับ ที่บางพรรคการเมืองทำเอาไว้กับ ต่างชาติส่งผลให้ “บิ๊กจิ๋ว” ต้องประกาศลาออก...แล้วพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้กลับมาครองอำนาจ อีกเป็นครั้งที่สอง ที่เรียกว่ารัฐบาลชวน 2แม้ว่าคราวนี้ไม่มีพรรคฝ่ายค้าน...แต่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็อยู่จนครบเทอม จนมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ขึ้นด้วย “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ที่มาจากประชาชนแท้ๆเรียกว่า รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540มาสู่ยุคพรรคการเมืองคลื่นลูกใหม่ที่มี

แนวคิดนโยบายเข้าถึงเข้าใจความต้องการของประชาชนอย่าง พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอย่างมหาศาล และก็ได้จัดตั้งรัฐบาลต่อมาเกิดปัญหาการเมืองขึ้นต่างๆนานา...กระทั่งต้องยุบสภามาเลือกตั้งใหม่และแนวโน้มของ พรรคไทยรักไทยได้มาทั้งหมด 19 ล้านเสียงจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว!กระทั่งมาเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน2549 และได้รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550ซึ่งการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้หวยก็ยังออกที่“พรรคพลังประชาชน”ซึ่งเป็นชื่อใหม่ของพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไป...แต่นายกรัฐมนตรีภายใต้ร่มเงา“พลังประชาชน” มิอาจรับไม้ต่อ เพราะโดนยึดทำเนียบ แล้วจากนั้นก็โดนให้ยุบ

พรรคฯ กลายมาเป็น พรรคเพื่อไทยในการเป็น พรรคเพื่อไทย มาถึงจุดไคลแม็กซ์ ซึ่งได้เกิดกลุ่มที่ตีใจออกห่างไปยกมือให้ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลภายใต้การนำของ นายกฯ มาร์คที่กล่าวมาทั้งหมดได้ทำให้เห็นซึ่งการได้มาของอำนาจแห่ง “พรรคประชาธิปัตย์” และเป็นการได้อำนาจมาด้วย “วิธีพิเศษ” ทั้งสิ้นฝากไปยังท่าน นายกฯ รูปงามว่าอยากจะสง่างามจริงๆ กับการเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่...เพราะจริยธรรมของบุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นต้องดูตั้งแต่เริ่มแรก

ว่า...ประชาชนเขาเลือกคุณมาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเขาเห็น“คุณค่า” และ “สิ่งดีๆ”อะไรในตัวคุณอย่าได้อาศัยภาวการณ์ต่างๆ ของบ้านเมือง เพื่อทำให้ตนมีอำนาจในด้านการบริหาร เพราะมันหย่อนซึ่งความสง่างามเลิกเล่นเสียทีการเมืองนํ้าเน่าแบบเดิมๆ...ยิ่งกระแสการเมืองยามนี้ “กำลังเร่ง” ทำให้พวกตบะไม่กล้าแข็งถึงกับ“ตบะแตก” เอาง่ายๆรีบทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้ประชาชนยอมรับ...เพราะไม่แน่ว่า “หัวโขน”ที่ท่านสวม...วันหนึ่งวันใดมันอาจหลุดลอย!!

ล่มซ้ำซาก! ส่อแววยุบสภา

ที่มา บางกอกทูเดย์

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีหมาดๆในขณะนั้น ได้มีความพยายามโชว์ฟอร์มความเป็นผู้นำ ว่าจะสามารถคุมเกมได้ จึงได้ประกาศยืนยันในวันที่ 23 มกราคม 52 เลยว่าจะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มอีกโดยยอมรับว่าเป็นสิทธิของฝ่ายค้านในกรณีที่เสนอนับองค์ประชุมสภาจนทำให้สภาล่ม แต่คาดว่าจะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มเกิดขึ้นอีกเหตุการณ์ที่ประชุมร่วมรัฐสภาล่มเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังจากที่มีการเสนอประชุมลับ เพื่อพิจารณาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี และกรอบการเจรจาเรื่องเขตพื้นที่ทางทะเลที่ไทย-มาเลเซีย และเวียดนาม อ้างสิทธิทับซ้อนกัน ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ควบคู่ไปด้วยนั้น

ถือเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่รัฐสภาในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องล่มลง หลังจากที่มีการล่มอย่างซ้ำซากมาตั้งแต่เริ่มเป็นรัฐบาลแล้ว
เกิดอะไรขึ้นกับรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นมาด้วยความต้องการของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย และกลุ่มที่เกี่ยวพันกับทหาร คมช.ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ใช้การพลิกเกม จากเหตุการณ์ที่การประชุมสภาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2551 ล่มลง เพราะพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนั้นมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องบุคคลที่จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีนอกจากฉวยจังหวะเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วยังมีกลไกพิเศษที่เข้ามาช่วย ที่ทำให้ก๊วนเพื่อนเนวิน และพรรคภูมิใจไทย พลิกขั้วทางการเมือง จนสุดท้ายพรรคประชาธิปัตย์สามารถที่จะมีเสียงมากพอที่จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลและทำให้นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี สมดังที่ใฝ่ฝัน

แต่เพราะจุดกำเนิดในการเป็นรัฐบาลเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะเหตุการณ์สภาล่มหรือไม่??? ที่กลายเป็นอาถรรพ์ให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ประสบกับเหตุการณ์สภาล่มอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดเพราะนับตั้งแต่ก้าวแรกของการเป็นรัฐบาล เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2552 การประชุมสภาของรัฐบาลชุดนี้ก็ประเดิมการล่มลงแล้ว เมื่อถูกพรรคฝ่ายค้านขอให้นับองค์ประชุม แล้วปรากฏว่าเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลหายไป 9 เสียง ไม่ครบองค์ประชุม ทำให้สภาล่มลงเป็นครั้งแรกซ้ำยังเป็นการล่มเพราะนายอภิสิทธิ์ เองก็เป็นคนหนึ่งที่ออกจากการประชุมสภา คล้อยหลังไปประมาณ 5 นาทีเท่านั้นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในวันนั้นมีฐานะเป็นผู้จัดการตั้งรัฐบาลให้กับนายอภิสิทธิ์ได้เป็นผลสำเร็จ

อ้างว่าคงเป็นเพราะช่วงใกล้วันตรุษจีน หลายคนคงอยู่ต่างจังหวัด และเป็นช่วง 6 โมงเย็นแล้ว จึงทำให้มีการขาดไป 9 เสียงถือเป็นบทเรียนว่าส.ส.ทุกคนต้องตระหนัก และต้องมีการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลอีกที ว่าแต่ละเสียงมีความหมาย ขาดไป 1 เสียงหรือไม่ระวัง การทำงานในสภาต่อไปจะลำบาก ในวันนั้นมีกระแสคำถามที่ว่า คิดว่ามีการหักหลังจากพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ เล่นเอานายสุเทพไม่พอใจ และกล่าวว่า “คำถามของคุณ มองในแง่ร้ายอยู่เรื่อย มองแง่ดีบ้าง หากมองในแง่ดีก็ได้กลับบ้านเร็วขึ้น”ในขณะที่ผู้อาวุโสอย่างนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในวันนั้นว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่จะต้องทำให้ส.ส.มาประชุมให้ครบ

ซึ่งเชื่อว่า ฝ่ายค้านจะเสนอนับองค์ประชุมแบบนี้เรื่อยๆ รัฐบาลจึงต้องระวังมากขึ้น ต้องทำให้องค์ประชุมครบ การทำงานจะได้ไม่สะดุด และส.ส.รัฐบาลที่ขาดประชุม ก็ควรรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ “ไม่ใช่กงกรรมกงเกวียน แต่รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อม และระมัดระวังให้มากขึ้น ส่วนจะเป็นเกมส์การเมืองหรือไม่นั้น ไม่สามารถตอบได้แต่เราต้องระวัง ทุกคนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบเพราะเป็นภารกิจของตัวเอง ไม่มีใครเตือนใครได้” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเอาไว้อย่างชัดเจนในขณะนั้นในขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีหมาดๆ ในขณะนั้น ได้มีความพยายามโชว์ฟอร์มความเป็นผู้นำ ว่าจะสามารถคุมเกมได้ จึงได้ประกาศยืนยันใน

วันที่ 23 มกราคม 52 เลยว่าจะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มอีกโดยยอมรับว่าเป็นสิทธิของฝ่ายค้านในกรณีที่เสนอนับองค์ประชุมสภาจนทำให้สภาล่ม แต่คาดว่าจะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มเกิดขึ้นอีกเพราะจะมีการประชุมพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหารือและทำความเข้าใจกับบรรดาสมาชิก รวมถึงในช่วงเย็นจะมีการพบปะกันของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งจะนำเรื่องนี้มาหารือกัน จึงเชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มเกิดขึ้นอีกเชื่อว่านายอภิสิทธิ์คงจะไม่ลืมสิ่งที่ได้เคยพูดเอาไว้เมื่อตอนต้นปีอย่างแน่นอน ดังนั้นไม่เพียงต้องถามว่าเกิดอะไรขึ้นการประชุมสภาจึงล่มซ้ำซากมากขึ้น และคงต้องถามด้วยว่า คำมั่นที่ว่าจะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มอีกนั้นยังเป็นสัญญาของนายกรัฐมนตรีอยู่หรือไม่

หรือว่า ณ วันนี้เป็นเพียงสัญญาปากเปล่า เป็นแค่ลมปากเป่า ไปเสียแล้ว!!!เพราะหลังจากครั้งนั้นสภาก็ล่มซ้ำซากมาตลอด เช่นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ก็มีการประชุมร่วมรัฐสภาล่มลงอีก เพราะนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พยายามผลักดันสารพัดวาระเกี่ยวกับการกู้เงิน 800,000 ล้านบาท ทั้งกรอบการเจรจากู้เงินจากต่างประเทศตามแผนการก่อหนี้จากต่างประเทศ วงเงินในการใช้เงินกับโครงการต่างๆ อาทิ โครงการก่อสร้างทางสายหลักให้เป็น 4 ช่องจราจร (ระยะที่ 2) ของกรมทางหลวง ซึ่งจะขอกู้ เงินจากธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณถนนนนทบุรี 1 ของกรมทางหลวงชนบท

จะขอกู้เงินจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA)โครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลักครั้งที่ 8 ของการประปานครหลวง ที่จะขอกู้เงินจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยสารพัดจะยัดเข้ามา จนส.ส.เพื่อไทยได้อภิปรายคัดค้านว่า ประธานในที่ประชุมในวันนั้น คือ นายชัย ชิดชอบ ไม่สามารถนำทั้งหมดมาพิจารณารวมกันได้ เนื่องจากมีสาระสำคัญคนละอย่าง ไม่เช่นนั้นจะถือว่าขัดต่อข้อบังคับการประชุม สุดท้ายสภาก็ล่มอีกในที่สุด

ทำให้แม้แต่นายชัย เองยังต้องทำใจ ระคนเหนื่อยหน่าย ถึงกับออกปากว่า“การตีรวนเป็นเรื่องธรรมดาระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล ถ้ารัฐบาลเพลี่ยงพล้ำฝ่ายค้านก็บดขยี้ ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมพร้อม ส่วนเรื่องการยุบสภาเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ถ้าเห็นว่ามีเหตุการณ์วุ่นวายก็อาจจะยุบสภาก็ได้ ที่ผมเคยบอกไปว่าหากมีประชุมล่มถึง 4 ครั้งรัฐบาลควรยุบสภานั้น ตอนนี้ยังไม่ครบ 4 ครั้ง” ปู่ชัยเตือนสติ ส.ส.ซีกที่เป็นรัฐบาลกันตรงๆ แต่พอวันที่ 21 และ 22 ตุลาคม สภาก็ล่มติดกัน 2 ครั้งซ้อนโดยในวันที่ 21 ตุลาคม ระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ที่รัฐสภาในช่วงค่ำ บรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างตึงเครียด หลังอภิปรายมาตรา 4 ว่าด้วยการออกข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญ หลังอภิปรายกว่า 2 ชั่วโมง นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ เสนอปิดการอภิปราย แต่ฝ่ายเพื่อไทยไม่ยอม

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เสนอนับองค์ประชุม ปรากฏว่า มีสมาชิกแสดงตน 243 เสียง เกินกึ่งหนึ่ง 4 เสียง ส.ส.ฝ่ายค้านจึงเสนอนับด้วยวิธีการขานชื่อ เพราะเชื่อว่ามีการกดบัตรแทนกัน แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่ยอม ทำให้ทั้งสองฝ่ายประท้วงกันวุ่นวาย แม้นายชัยสั่งพักประชุม 5 นาที เมื่อเปิดประชุมทั้งสองฝ่ายยังคงประท้วงกันเรื่องการนับองค์ประชุมนาน 2 ชั่วโมง จนในที่สุดสภาก็ล่มลงอีกครั้งเมื่อ 20.30 น. รุ่งขึ้นวันที่ 22 ตุลาคม สภาก็ล่มอีกเมื่อมีการตั้งกระทู้สดของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ที่ถามเกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ทำให้ ส.ส.ประชาธิปัตย์ มีการประท้วงวุ่นวายไปหมด จึงทำให้สภาล่มในที่สุด

ซ้ำยังทำให้นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภา ซึ่งเป็นประธานที่ประชุมในวันนั้น ถูกโจมตีจากรัฐบาลไปด้วยและล่าสุดก็มาสู่เหตุการณ์สภาล่มในวันที่ 9 พฤศจิกายนอย่างที่เกิดขึ้นเกิดอะไรขึ้นกับรัฐบาลทั้งๆ ฝที่เคยเชื่อมั่น เคยประกาศก้องว่าสภาจะไม่ล่มอีก ถึงขั้นบีบและบี้ให้ ช่อง 11 ถ่ายทอดสด เพราะมั่นใจในเสียง แต่กลับกลายเป็นการประจานการทำงานของ ส.ส. ที่เพียงแค่อยากเป็นรัฐบาล แต่ไม่ใส่ใจการประชุมสภา... นับทีไรก็ล่มเมื่อนั้น“กฎเหล็ก” ที่เคยคุยโวว่าให้ ส.ส. วิปรัฐบาล 1 คนคุมเสียง ส.ส. 5 คนนั้น ถึงวันนี้กลายเป็นเพียงกฎเหล็กที่สนิมเกรอะกรังไปแล้วหรือนี่จะเป็นจุดตายของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ซึ่งก่อนหน้ามีกระแสข่าวออกมาว่า ได้มีการส่งสัญญาณมายังพรรคการเมืองพรรคหนึ่งว่า จะต้องทำให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์พ้นเก้าอี้ภายในก่อนปีใหม่ ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงต้นเดือนตุลาคม

เท่ากับว่าหากเป็นจริงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์มีเวลาเหลือเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น ซึ่งในขณะนี้ผ่านมา 1 เดือนแล้ว จึงเท่ากับว่าจากนี้ไปกลายเป็น 60 วันอันตรายของรัฐบาลมาร์คจริงๆเพราะหลังจากเกิดกระแสข่าวดังกล่าว สภาก็ล่มถี่ยิบ 3-4 ครั้งภายในระยะเวลาเดือนเดียวแถมยังเป็นการล่มที่เกิดขึ้นจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองเป็นหลักส่วนใหญ่เสียด้วยแบบนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์จะรอดได้หรือไม่???.. จะต้องยุบสภาหรือไม่???เพราะแม้แต่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ยังเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา โดยเร็ว หากประชาธิปัตย์เชื่อว่าคะแนนนิยมของรัฐบาลสูงแล้วจริงๆ ก็ไม่ควรปล่อยให้สถานการณ์บ้านเมืองยืดเยื้ออีกต่อไปงานนี้นายอภิสิทธิ์ สาหัสแล้วจริงๆ

60 วันอันตรายรัฐบาลมาร์ค
ชัย ชิดชอบ เคยพูดไว้ชัดว่า หากสภาล่มเกิน 4 ครั้ง รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้แล้ว ในขณะที่นายอภิสิทธิ์เคยยืนยันว่าจะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มอีก แต่วันนี้สภาล่มถี่ยิบ... ฤารัฐบาลจะไม่รอดแล้ว

ข้ามให้พ้นยุคสถาบันเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งทางการเมือง

ที่มา ประชาไท

สิ่งที่สังคมถูกทำให้รับรู้ร่วมกันกว่า 4 ปีมานี้ คือ “ทักษิณเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งทางการเมือง” จึงเกิดปรากฎการณ์พันธมิตรฯ ขับไล่ทักษิณ และรัฐประหาร 19 กันยา 49 ตามมาด้วยแผนบันได 4 ขั้น กระทั่งมาถึงรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่มีอำมาตย์หนุนหลังเพื่อบรรลุจุดหมายที่ว่า “ไม่มีทักษิณ ปัญหาความขัดแย้งทั้งปวงจะจบลง”

เมื่อถือว่าทักษิณเป็นศูนย์กลางของปัญหา และประเด็นสำคัญที่ถือว่าเป็นปัญหาจากทักษิณคือ การทุจริตคอร์รัปชัน เผด็จการรัฐสภา แทรกแซงสื่อ องค์กรอิสระ นโยบายประชานิยม ประเด็นเหล่านี้เราสามารถนำมาถกเถียงกันได้ด้วยเหตุผล ตรวจสอบข้อเท็จจริงกันได้ กระทั่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยอย่างอารยะประเทศเขากระทำกัน

แต่ด้วยความคิดที่ว่า “ทักษิณคือตัวปัญหา” ที่ต้องขจัดออกไปจากเวทีการเมืองให้ได้ แต่ทักษิณก็มีอำนาจมากเหลือเกินเนื่องจากเป็นผู้นำรัฐบาลพรรคเดียวที่มีเสียงกว่า 300เสียง สภาจึงทำอะไรไม่ได้ สื่อ นักวิชาการ การเมืองบนท้องถนนของพันธมิตรฯ ก็ไม่เพียงพอจะโค่นทักษิณลงได้ จึงจำเป็นต้องใช้อำนาจอื่น เช่น กองทัพ องคมตรี สถาบันกษัตริย์

ดังนั้น จึงมีการตอกย้ำแผนล้มล้างสถาบัน สร้างวาทกรรม “เราจะสู้เพื่อในหลวง” เป็นยุทธวิธีหลักในการโค่นทักษิณ ทำให้เกิดการขยายปัญหาจาก “เอา-ไม่เอาทักษิณ” มาเป็น “เอา-ไม่เอาสถาบัน” และสร้างวาทกรรมอำพรางว่า “เอาทักษิณเท่ากับไม่เอาสถาบัน ไม่เอาทักษิณเท่ากับเอาสถาบัน”

ประเด็นคือ เรื่อง “เอา-ไม่เอาทักษิณ” เมื่อยังไม่ถูกดึงมาเกี่ยวโยงกับเรื่องสถาบัน เป็นเรื่องที่สังคมสามารถถกเถียงกันได้ด้วยเหตุผลและอย่างเปิดเผยว่า เกี่ยวข้องอย่างไรความเป็นประชาธิปไตย ปากท้องของประชาชน การเมืองที่โปร่งใส ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ

แต่เมื่อขยายปัญหามาเป็นเรื่อง “เอา-ไม่เอาสถาบัน” หัวใจหรือประเด็นหลักของการถกเถียงไม่เกี่ยวกับเรื่อง ความเป็นประชาธิปไตย ปากท้องของประชาชน การเมืองที่โปร่งใส ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ อีกต่อไป มันเป็นเรื่องของความถูก-ความผิดแบบ “สัมบูรณ์” (absolute) คือฝ่ายที่เอาสถาบันย่อมเป็นฝ่ายถูกอย่างสมบูรณ์ไม่ต้องตั้งคำถามอีกต่อไป ฝ่ายที่ไม่เอาสถาบันย่อมผิดอย่างสมบูรณ์ไม่ต้องถามหาเหตุผลว่าเพราะอะไร

และเมื่อมีการปลุกระดมว่าทักษิณวางแผนล้มสถาบัน และทักษิณเองก็มีการสัมภาษณ์สื่อในลักษณะที่ฝ่ายตรงข้ามยกมาอ้างได้ว่า “หมิ่นเบื้องสูง” อยู่เป็นระยะ เขายิ่งจะถูกทำให้เป็นฝ่ายผิดอย่างสัมบูรณ์ และประเด็นการ “เอา –ไม่เอาสถาบัน” ยิ่งจะถูกทำให้กลายเป็นศูนย์กลางปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น

ดังที่ทักษิณให้สัมภาษณ์ Time online กลายเป็นประเด็นที่พันธมิตรใช้เป็นข้ออ้างในการเคลื่อนไหวออกมาปกป้องสถาบันโดยการนัดชุมนุมที่ท้องสนามหลวงในวันอาทิตย์ที่ 15 พ.ย.นี้ ยิ่งจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ทำให้สถาบันกลายเป็นศูนย์กลางของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น

การทำให้สถาบันเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งทางการเมืองแบบที่พันธมิตรฯ ได้กระทำมาและกำลังจะทำต่อไป เป็นการทำให้ปัญหาการเมืองกลายเป็นเรื่องของความเชื่อแบบ “หัวชนฝา” (Dogmatism) ที่ถกเถียงกันด้วยเหตุผลไม่ได้ ละเลยหรือมองข้ามปัญหาที่สำคัญกว่า เช่น ความเป็นประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม ปัญหาปากท้องของประชาชนที่เป็น “เป้าหมายอันแท้จริง” หรือเป็นความต้องการอันแท้จริงของฝ่ายต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนน

ทางที่ถูกเราควรยึดเอา “เป้าเหมายอันแท้จริง” มาเป็นศูนย์กลางของปัญหา เรื่องเอา-ไม่เอาทักษิณ หรือเอา-ไม่เอาสถาบันต้องไม่ทำให้เป็นความเชื่อแบบหัวชนฝา (เช่น “ทักษิณ” หรือ “ไม่ทักษิณ” และ “สถาบัน” หรือ “ไม่สถาบัน” เท่านั้นคือคำตอบ) แต่ต้องทำให้เป็นเรื่องที่นำมาถกเถียงกันได้ด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผลว่า เอาหรือไม่เอานั้นๆ สามารถตอบสนองต่อ “เป้าหมายอันแท้จริง” ได้อย่างไร

เช่น เมื่อยืนยันว่าเอาสถาบัน ก็ต้องถกเถียงกันให้จริงจังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกับการเมือง ความเป็นประชาธิปไตยที่พ้นไปจากการกำกับของสถาบันและเครือข่ายบริวาร การใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือจะวางระบบกันอย่างไรที่จะทำให้สถาบันเป็นอิสระจากความเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างแท้จริง เช่นการปรับปรุงกฎหมายหมิ่นฯ การมีกฎหมายที่ทำให้สถาบันโปร่งใสตรวจสอบได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้ด้วยเหตุผล หรือเป็นที่เคารพของประชาชนบนพื้นฐานของการตรวจสอบได้ เป็นต้น

การทำให้สถาบันเป็นศูนย์กลางความขัดแย้งทางการเมืองบนพื้นฐานความเชื่ออนุรักษ์นิยมแบบหัวชนฝา รังแต่จะเป็นการทำลายสถาบันเสียเอง และเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงนองเลือด

ในโลกยุคใหม่เราไม่อาจรักษาสถาบันเอาไว้ได้ด้วยการลดทอนความเป็นประชาธิปไตย แต่อาจรักษาไว้ได้ด้วยการทำให้สถาบันปรับตัวตามวัฒนธรรมประชาธิปไตยสากล คือการยอมรับและเคารพเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และอำนาจอธิปไตยของประชาชน

ดังนั้น การนำเอาความเป็นประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม ปัญหาปากท้องของประชาชน ฯลฯ ที่เป็น “เป้าหมายอันแท้จริง” มาเป็นศูนย์กลางหรือเป็นประเด็นหลักในการถกเถียงหาทางออกจากความขัดแย้งทางการเมือง ทำเรื่องเอา-ไม่เอาสถาบันหรือทักษิณเป็นส่วนประกอบว่าจะสามารถตอบสนองหรือไม่ตอบสนองต่อ “เป้าหมายอันแท้จริง” นั้นอย่างไร จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ก้าวหน้ากว่า

เสวนา: หัวอกคนไทยและธุรกิจไทยในกัมพูชา

ที่มา ประชาไท





วันพุธที่ 11 พ.ย. 2552 จัดโดยโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มธ. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. จัดการเสวนาเรื่อง หัวอกคนไทยและธุรกิจไทยในกัมพูชา โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย สมศักดิ์ รินเรืองสิน นายสมาคมนักธุรกิจไทยในกัมพูชา, วิชัย กุลวุฒิวิลาส กรรมการผู้จัดการสไมล์ภัณฑ์ จำกัด, ปรีดา สามแก้ว กรรมการผู้จัดการบริษัท PD Intertrade 92 จำกัด, สม ไชยา บ.ก.สถานีโทรทัศน์ CTN กัมพูชา(อ่านคำอภิปราย คลิกที่นี่) , ประภาพรรณ ศรีสุดา ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดไทย-กัมพูชา ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.พิภพ อุดร และกล่าวปัจฉิมกถาโดย ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

000

วอนเถอะครับ คณะรัฐมนตรีทั้งหลาย ผมไม่คิดว่าการเมืองจะทะเลาะกันเองแล้วทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนด้วย ผมไม่คิดอย่างนั้น


สมศักดิ์ รินเรืองสิน นายสมาคมนักธุรกิจไทยในกัมพูชา

ผมเพิ่งเดินทางไปจีน และเมื่อกลับมาก็ดูแต่จากข่าวและสถานการณ์ถ้าถามว่าตึงเครียดไหม จากประสบการณ์สิบกว่าปีเราก็อาจจะมีปัญหากันบ้างแต่ไม่รุนแรงมาก ส่วนมากไม่ค่อยกระทบ จะมีกระทบก็คือข่าวลือ เวลาที่เกิดอะไรขึ้น คนของกัมพูชาก็อาจจะลืออีกอย่าง สื่อจะต่อเติม เติมเชื้อเข้าไป ตอนนี้สถานการณ์ผมเช็คแล้วที่พนมเปญ ก็ยังปกติ ไม่มีอะไร พ่อค้าหรือคนที่ค้าขายในตัวเมืองก็ไม่มีใครที่กังวลเรื่องนี้เท่าไหร่ อาจจะมีบ้างสำหรับคนที่ติดตามเรื่องการเมือง แต่คนที่ค้าขายก็อาจจะพะวงว่าจะไม่มีสินค้าขายหรือบริโภค

ตอนนี้อาจจะเป็นช่วงที่ขายดีผิดปกติ คนอาจจะซื้อไปเก็บเพราะเขาเคยมีประสบการณ์เวลาที่มีปัญหา ส่วนด้านอื่นๆ เช่น ธนาคาร ตอนนี้ผมยังไม่รู้ เผอิญผมได้มีโอกาสคุยกับรัฐมนตรีว่าจะพยายามไม่ให้กระทบเอกชน จะไม่มีการปิดด่าน ผมก็รับนโยบายมา เราไม่ทำงานเรื่องการเมือง แต่เรารับข้อมูลมาเพื่อให้คนที่มีเครือข่ายว่าเราจะทำงานอย่างไร จะดำเนินการอย่างไร

ผมคิดว่าตอนนี้ไม่น่ามีปัญหาอะไร ส่วนตัวเองก็ไม่อยากให้ยืดเยื้อ ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายก็คงกำลังแก้ไขอยู่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องแก้ไขกันเอง การบอกว่าเราได้ดุลการค้า ผมคิดว่าเราเกี่ยวข้องกันหมด ถ้าเกิดเป็นปัญหา ทั้งสองชาติก็ต้องพะวงต้องมีผลกระทบมาก บรรพบุรุษผมสอนว่า บ้านใกล้เรือนเคียง บ้านติดกันรั้วติดกัน ถ้ามีปัญหาก็อยู่กันไม่เป็นสุขไม่ว่าเราหรือเขา

สำหรับสมาคมนักธุรกิจไทยในกัมพูชา เราตั้งสมาคมเป็นที่พบปะและอำนวยความสะดวกให้กับพ่อค้าไทย ผมก็เป็นผู้ประสานงานคนหนึ่งที่เป็นผู้รวมอยู่ในสมาคม ส่วนที่ถามว่าเราอยากจะวิงวอนอะไร ผมเองเป็นผู้เสียหายรายใหญ่ที่สุดตอนที่สถานทูตไทยถูกเผาเนื่องจากเกิดขึ้นจากข่าวลือ คนไทยถามว่าที่นั่นสถานการณ์เป็นอย่างไร ผมก็บอกว่าประเทศเขาเพิ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมา ประชาชนเขาก็มีหลายชนชั้นมีตั้งแต่รากหญ้า คนที่เป็นพ่อค้า คหบดี ซึ่งลึกๆ แล้วชนชั้นรากหญ้าของเขาอยู่ตามตะเข็บชายแดน เขามีประสบการณ์ เขาก็จะเตรียมตัว แต่ของเราแค่กลัวเพราะเราไม่มีประสบการณ์ ผมคิดว่าถึงอย่างไรคนชั้นรากหญ้าของกัมพูชาเองเขาก็ไม่ต้องการเรื่องปัญหาระหว่างเพื่อนบ้าน เช่น การปิดด่าน เพราะเขาเองก็ไปมาหาสู่กับเรา ชายแดนเราที่ปักปันกันไม่ได้ ทราบว่าประวัติศาสตร์มันยาวนาน ไม่เป็นเส้นตรง อยู่กันมายาวนาน คนไทยก็อาจจะเป็นเขยกัมพูชา หรือกัมพูชามาเป็นสะใภ้ไทย เขาก็ไม่ต้องการเกิดเรื่องพวกนี้

ผมไม่กล้าพูดว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ภาวนาว่ามันไม่น่าจะเกิดอีก เพราะเกิดอีกครั้งนี้มานั่งคิดถึงเรืองเก่า ก็มีผลเสียหายกันสองฝ่ายไม่ทางตรงก็ทางอ้อม กัมพูชาเขารุ่งเรืองขึ้นมาเร็วมาก เพราะคนที่มองเห็นทรัพยากร หรือศักยภาพของกัมพูชา มีคนไปลงทุนเยอะแยะ ไม่ใช่เฉพาะเรา ผมได้มีโอกาสได้พบรัฐมนตรี ก็ขอให้ช่วยกระจายข่าวไปว่าพยายามไม่กระทบไม่ต้องเป็นห่วง แต่ผมก็อยากจะเรียนจริงๆ ว่าทำใจว่ายังไงก็ต้องกระทบ ก็อยากให้ช่วยกันดูแล ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อะไรที่เหมือนเดิมๆ

ผมก็คิดว่ายังถ้อยทีถ้อยอาศัยกันได้ ผนวกกับหลักของกัมพูชาที่ว่าจะไม่ทำอะไรก่อนแต่จะทำตามท่าทีของไทย ผมยังยืนยันว่าสินค้าไทยยังเป็นที่ต้องการ ราคาสมกับคุณภาพ ผมอยากให้คนที่จะไปค้าขายให้ทำเรื่องคุณภาพ แม้จีนกับเวียดนามได้เปรียบเรื่องที่ตั้งและลอจิสติกส์ แต่ถ้าเราทำเรื่องคุณภาพ เทียบแล้วเรายังสู้ได้ ส่วนเรื่องการเมืองก็วอนเถอะครับ คณะรัฐมนตรีทั้งหลาย ผมไม่คิดว่าการเมืองจะทะเลาะกันเองแล้วทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนด้วย ผมไม่คิดอย่างนั้น

000

“ผมเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายน่าจะปรับไปสู่การเจรจาและสันติภาพ และไม่ต้องเห็นไม้กั้นชายแดน เพราะแผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินเดียวกันหมด”


วิชัย กุลวุฒิวิลาส กรรมการผู้จัดการสไมล์ภัณฑ์ จำกัด

ผมทำธุรกิจอยู่ในกัมพูชาสิบกว่าปีแล้วเพิ่งฉลองครบรอบสิบปี ผมใช้ฐานการผลิตในประเทศไทย แล้วส่งออกไปกัมพูชา เมื่อสิบกว่าปีก่อนกัมพูชาค่อนข้างนิยมบริโภคสินค้าไทย ไม่ค่อยนิยมของเวียดนาม ประมาณปี ค.ศ. 1999 ค่อนข้างทำตลาดได้ง่ายเพราะคู่แข่งขันน้อย ผมไปสร้างแบรนด์อยู่และใช้ความพยายามเสนอสินค้าในกัมพูชา แต่ ณ วันนี้กัมพูชามีนักลงทุนต่างประเทศทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเวียดนามเริ่มลงทุนในกัมพูชามากขึ้น เศรษฐกิจกัมพูชาดีขึ้น ศักยภาพของประเทศกัมพูชามั่นคง น่าลงทุน ผมต้องแข่งกับสินค้าในประเทศเวียดนาม เมื่ออดีตสินค้าเวียดนามทำการตลาดไม่เป็นขายแต่ราคาถูก ทำโฆษณาไม่เป็น ผมต้องแข่งกับจีน ตอนนี้จีน เกาหลี เวียดนาม เริ่มทำโปรโมชั่น เค้กก้อนนี้หดน้อยลง

ปัญหาเรื่องชายแดนมีผลกระทบด้านจิตใจเพราะข่าวลือสองประเทศค่อนข้างอันตรายมาก เอเย่นต์ของผมก็ตกใจรีบสั่งสินค้า เคยสั่งร้อยลัง ก็สั่งมาทีละพันลัง ผมก็บอกเขาว่าคุณสั่งมาผมก็ผลิตไมได้ เพื่อนผมจะมาประเทศไทยก็ถามว่าอันตรายไหม ผมว่าเรื่องข่าวลือนั้นถ้าเราปรับความเข้าใจ ถามว่ามีผลกระทบไหม ผมว่ามี ผมก็พยายามอธิบายกับเอเย่นต์ของผมที่อยู่ในกัมพูชา ผมบอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็แล้วแต่เราต้องรับผิดอบร่วมกันเพราะเราทำงานกันมาสิบกว่าปี เราต้องพยายามยึดพื้นที่ตลาดของกัมพูชาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เวียดนามทุกวันนี้เข้ามามีบทบาทมา อย่างบะหมี่อย่างมาม่า ไวไว แต่เดี๋ยวนี้จะเห็นบะหมี่เวียดนามมาเป็นส่วนแบ่งตลาด และนักธุรกิจในกัมพูชาเริ่มปรับตัวให้ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลทั้งสองฝั่งคงจะแก้วิกฤตและปัญหาตรงนี้ได้

ผมคิดว่าผู้นำคงคิดว่าไม่ปิดด่านเพราะถ้าปิดด่าน ก็จะเสียเค้กก้อนนี้ไป แม้ประชากรกัมพูชามีสิบกว่าล้านคน แต่สินค้าอีกหกสิบเปอร์เซ็นต์ถูกส่งไปบริโภคในเวียดนาม ผมคิดว่าเอเย่นต์ที่ค้าขายกับผมและที่มีสต็อกอยู่ในกัมพูชาน่าจะพอได้ แต่ผมเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายน่าจะปรับไปสู่การเจรจาและสันติภาพ และไม่ต้องเห็นไม้กั้นชายแดน เพราะแผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินเดียวกันหมด ณ วันนี้นักธุรกิจไทยปรับตัวได้แล้ว รับรู้และเตรียมพร้อมสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า

เศรษฐีเมืองไทยติดอันดับโลกเริ่มต้นจากที่ไหน เครื่องดื่มกระทิงแดงเริ่มต้นใช้ฐานประเทศไทย ส่งออกไปกัมพูชา เวียดนาม พม่า จีน จนประสบความสำเร็จ สมัยก่อนสินค้าที่เข้าก่อนได้เปรียบ เศรษฐีไทยที่ติดอันดับโลกเราควรจะภาคภูมิใจ ใช้พื้นฐานการผลิตในประเทศไทยทั้งหมดเลย

เมื่อก่อนผมก็ซื้อมาขายไปในประเทศลาวใช้เส้นทางหมายเลขเก้า เราจะยึดเวียดนามได้อย่างไร ถ้าเราใช้ฐานกัมพูชาอย่างเดียวก็ไม่ได้ ผมก็เลยใช้เส้นทางหมายเลขเก้าออกไปทางท่าเรือดานัง ในยุคสงครามเย็น รัสเซียได้สั่งสินค้าของประเทศไทยผ่านจังหวัดมุกดาหาร ทั้งสบู่ ยาสีฟัน บอดี้โลชั่น ผมเข้าไปเวียดนามก็ไปเห็นว่าสินค้าทั้งหมดเป็นสินค้าไทย สามแม่ครัว ผมเห็นแล้วรู้สึกน่าอิจฉา ความโชคดีของแต่ละแบรนด์ก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง เข้าไปล่างเซิง เวียดนาม มีแต่ลิปสติกของไทย บรัชออน ของไทย มีกระทิงแดง มีสามแม่ครัว ผมก็เริ่มเห็นช่องทางแต่จะประสบความสำเร็จในเวียดนามได้ก็ต้องอาศัยฐานในกัมพูชา เข้าสู่โฮจิมินห์ ฐานในลาวเข้าทางเหนือของเวียดนาม ถ้าเราจะประสบความสำเร็จในเวียดนามต้องใช้ฐานสุวรรรณเขตในลาวและพนมเปญ ในกัมพูชา

เดิมที่ผมไม่สามารถเข้าไปค้าขายกับเวียดนามได้ ผมใช้ความพยายามอยู่หลายปี จนกระทั่งมีตลาดในเวียดนาม เราเป็นเอสเอ็มอี ค่อนข้างลำบาก จะทำอย่างไรให้ใช้ฐานตรงนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ธุรกิจขนาดใหญ่เขาเริ่มต้นจากอินโดจีนทั้งนั้นแหละครับ ผมเองได้ถามส่วนต่างๆ ของกัมพูชาถามข้าราชการ ทหารกัมพูชาก็ไม่อยากรบแล้ว ผมคิดว่าพลเอกชาติชาย ชุณหวัณคิดถูกแล้วที่เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ไม่มีใครอยากรบมีแต่คนอยากค้าขาย นักธุรกิจไทยวันนี้เริ่มปรับตัวได้แล้ว

ข่าวลือทั้งสองประเทศค่อนข้างมีปัญหามาก เพราะผมก็ตกใจ ผมว่าปัญหาในโลกนี้มีการแก้ไขได้ เยอรมันก็เพิ่งเฉลิมฉลองกำแพงเบอร์ลินไม่นานมานี้ เขาก็รวมกันได้ ผมอยากบอกรัฐบาลว่าธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นกำลังสำคัญของชาติ ช่วยดูและให้เติบโตไปภายภาคหน้า ขอให้ช่วยสนับสนุนและมีการเจรจาให้เกิดสันติภาพในอินโดจีนครับ


000

“เราไม่เคยเจอภาวะสงคราม เราก็ไม่ควรเข้าไปสู่จุดนั้น อย่าอยากเลยครับ สงครามมันเกิดง่ายครับแต่เวลาจบมันยากมากๆ”


ปรีดา สามแก้ว กรรมการผู้จัดการบริษัท PD Intertrade 92 จำกัด

ผมอยู่แถวโรงเกลือ สระแก้ว ผมเรียนอย่างนี้ชัดๆ เลยว่า เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวอย่าไปเทียวทะเลาะกับลูกค้า กัมพูชาค้าขายกับเราเจ็ดหมื่นล้าน มีเหตุผลอะไรที่จะไปทะเลาะกับลูกค้า เราทำการค้าไม่ควรทะเลาะกับลูกค้า ถ้าเราทะเลาะกับลูกค้ารายนี้ เราจะทะเลาะกับอีกหลายรายหรือเปล่า นี่ผมพูดในมุมมองพ่อค้าขายชายแดน เจอมาทุกรูปแบบตั้งแต่ปฏิวัติกับเผาสถานทูต ตอนที่กัมพูชามีการปฏิวัติ ผมเป็นคนสุดท้ายที่ขึ้นเครื่องบินกลับ ตอนนั้นการข่าวดีผมเตรียมการล่วงหน้าสองเดือน ผมเก็บกระเป๋าทุกอย่างตู้เซฟกวาดเรียบ เครื่องบินออกสี่โมงครึ่ง ผมเป็นคนสุดท้ายที่ขึ้นเครื่องการบินไทยทัน ผมค้าขายมาปีนี้เป็นปีที่สิบแปด นี่คือประสบการณ์ของคนไทย ผมเองยังออกมาทันแต่อีกหลายร้อยชีวิตที่ออกมาไม่ทันเขาจะอยู่อย่างไร ถ้าเกิดอะไรรุนแรงขึ้นมา แล้วมีการปิดด่าน แล้วคนไทยในนั้นที่ไม่สามารถทิ้งงานได้ หลายร้อยชีวิตนะครับไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

ผมอยากจะเรียนว่าถ้าเราอยู่ในฐานะของพ่อค้าสิ่งที่เราเตรียมตัวตอนนี้ คือลดสต็อก เร่งระดมเก็บเงิน เพิ่งเวรยาม ดูแลความปลอดภัยให้มากขึ้นประสานเจ้าหน้าที่ระดับเขต เพื่อเตรียมเวลาฉุกเฉิน เราทำอย่างนั้นทุกครั้ง แล้วความรู้สึกไม่ต้องไปถามหรอกครับ ก็กลัวตายทุกคน แล้วสังเกตไหมครับทุกครั้งต้องมีเครื่องบินไปรับ กรณีผมยังดีที่ทัน ถ้าไม่ทันละครับ ก็ต้องไปนอนตามโรงแรมตามบ้านเพื่อน ตามชานเมือง หรือตามส่วนที่อยู่ตรงชายแดน ตอนนี้สิ่งที่เห็นชัดๆ คือลูกค้าฝั่งโน้นลดออเดอร์ เพราะต้องการดูทิศทางให้ชัดเจนว่าจะไปทางไหน จะปิดด่านไหม ส่วนของเราก็จะรับออเดอร์แต่เราไม่ส่ง เพราะเรากลัวว่าเราจ่ายเงินซื้อสินค้าไปแล้ว แต่ส่งสินค้าไม่ได้ ของบางอย่างขายคนอื่นไม่ได้ต้องขายคนๆ นี้ แล้วถ้าปิดนานจะทำอย่างไร

ในแง่คนกัมพูชาเอง เอาง่ายๆ เรื่องเขาพระวิหาร ไม่ทันยิงกันเท่าไหร่หรอกครับ พอข่าวออกก็หอบลูกจูงหลาน เดินตามถนนเป็นหมื่นๆ คนเดินตามถนนที่ปอยเปตเพื่อหนีให้ไกลที่สุดให้พ้นรัศมีปืนใหญ่นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ เขาก็กลัว เราเองก็กลัวนะครับไม่ใช่ไม่กลัว แล้วตอนนี้น้ำมันขึ้นเกือบสามสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว คนที่ใช้รถยนต์มีการกักตุนน้ำมัน รถยนต์น่ะไม่ได้ขับหรอกครับเวลาอพยพ เพราะไม่มีถนนให้ขับ คนเดินเต็มถนน ในทางปฏิบัติคุณใช้ได้แค่จักรยาน ผมเคยใช้แค่จักรยาน กระเป๋าเป้และน้ำดื่ม ผมถ่มลูกน้องเขจ่าบอกลูกพี่รถขับออกจากบ้านไม่ได้เลย ตอนนั้นรถยนต์ราคาหมื่นดอลล่าร์มีคนมาขายสองพันห้าร้อยดอลล่าร์เท่านั้น และตอนนี้ เริ่มมีกระแสแล้ว บางคนเริ่มอยากขายรถทิ้งแล้ว บางคนอยากขายที่ดินถูกๆ เพราะความไม่แน่นอน

ประเด็นหลักในฐานะของพ่อค้าที่ทำการค้างกับกัมพูชาสิบแปดปีเต็มๆ ผ่านมาทุกเรื่องทุกรูปแบบ สิ่งที่ผมย้ำคือ ของวิงวอนว่ากรุณาอย่าปิดด่านเลยครับ เรื่องอะไรที่เราต้องไปทะเลากับลุกค้า ไม่มีความจำเป็นต้องไปทะเลาะกับลูกค้าตัวเอง ถ้าเราต้องการให้ประเทศเรามีเพื่อนบ้านที่ดี ไม่ต้องนอนกลัวว่าข้างบ้านจะเอาปืนมายิงหรือเปล่า เราต้องให้เพื่อนบ้านช่วยดูแลบ้านเราด้วย อย่าไปทะเลาะกับลูกค้าของเราเองและเขาเป็นลูกค้ารายใหญ่ด้วย กัมพูชาเป็นประชาธิปไตยนะครับเขามีการเลือกตั้ง ถ้าเทียบกับลาว เวียดนามและพม่า ชาวบ้านกัมพูชาระดับล่างสุดก็มีการค้าขายกับเรา อย่างมะพร้าวอ่อนลูกละหกบาท ผักจากตลาดไทยห้าทุ่มไปถึงตลาดโรงเกลือ แล้วครับ ผัก ผลไม้ทุกชนิดแม้กระทั่งดอกกล้วยไม้ทุกวันพระ คุณไปดูสิ เขาซื้อมาจากตลาดไทยทั้งนั้น คุณไปดูสิ ขายกำละสามบาท แล้วทุกวันนี้เรายังมีอุตสาหกรรมที่ยังเหลืออยู่บ้างที่เป็นธุรกิจคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณรู้ไหมปิดชายแดนสองเดือนเงินหมุนไม่ทันมันก็ช็อตนะครับ เช็คคุณเขียนไปแล้ว ของยังไม่ได้ เอาเงินที่ไหนไปจ่าย เพราะฉะนั้นขอวิงวอนไปทางรัฐบาลขอความกรุณเถอะครับอย่าทะเลาะกับลูกค้าตัวเอง ไม่มีความจำเป็นต้องทะเลาะกับลูกค้ารายใหญ่ครับ

ผมเดาว่ามีแนวโน้มแปดสิบเปอร์เซ็นต์ว่าจะมีการปิดพรมแดน ใจผมไม่อยากให้ปิด แต่ในใจลึกๆ เรามองว่าโอกาสปิดมันสูง ทีนี้ถ้ามีการปิดด่านความเดือดร้อนมันจะเกิดขึ้นตั้งแต่ปัตตานีเลยครับ ชาวเขมรไปทำทางสามจังหวัดใต้เยอะนะครับเป็นมุสลิมกัมพูชา ต่อมาก็ตามสมุทรสาคร สมุทรปราการ บางส่วนเขาเริ่มทยอยกลับกันบ้างแล้ว ถ้าแรงงานกลับแล้วโรงงานจะเอาทีไหนทำงาน ในส่วนของนักธุรกิจไทยที่มีโรงงานอุตสาหกรมจะทำอย่างไร ถ้าในโรงงานมีแรงงานกัมพูชาอยู่สักสามสิบเปอร์เซ็นต์

สำหรับนักธุรกิจต้องดูเรื่องเงิน เช็ค สต็อก ลดความเสี่ยงทุกอย่าง ต้องเตรียมตัวให้พร้อม

ชาวกัมพูชาตอนนี้เตรียมน้ำมัน อาหารแห้ง เครื่องกระป๋อง บะหมี่ น้ำดื่ม เขาเตรียมหมดแล้ว ไม่ใช่ไม่เตรียม คนที่ผ่านสงครามมาแล้วเขาไม่อยากจะเข้าสู่สงคราม ลูกน้องผมอยู่ในภาวะสงครามมาตั้งแต่เด็ก สมัยเขมรแดงเขาต้องทำงานหนักมากกว่าจะได้ส่วนแบ่งเป็นกระป๋องนมข้นหนึ่งกระป๋อง แล้วตอนนี้ลูกน้องผมมีความสุข มีชีวิตที่สบาย เขาทำงานในบริษัทของคนไทย แน่นอนว่าเขาไม่อยากกลับไปสู่จุดนั้น เราไม่เคยเจอภาวะสงคราม เราก็ไม่ควรเข้าไปสู่จุดนั้น อย่าอยากเลยครับ สงครามมันเกิดง่ายครับแต่เวลาจบมันยากมากๆ เพราะไม่มีใครยอมใคร แต่ที่สุดแล้วประชาชนตายสองสามแสนคน เงินก็หมด แล้วใครรวย คนขายอาวุธหรือ

ถ้าจะปิดด่าน ผมขอให้เอาไว้คิดเป็นข้อสุดท้ายเลย ณ เวลานี้มีอะไรเยอะแยะที่ทำได้ อย่างที่ผมเรียนและขอย้ำชาวบ้านตั้งแต่ตราดยันศรีษะเกษ หลายล้านคนทำมาหากินดำรงชีวิตกับฝั่งกัมพูชา เช้าๆไปดูเลยครับคนกัมพูชาที่ด่านภูสิงห์ เอาเห็ด เอาไก่ เอากบมาแลกน้ำอัดลม ผมอยากฝากบอกไปยังท่านผู้หลักผู้ใหญ่และทางรัฐบาล ประชาชนทั้งสองฝั่งไม่มีใครปรารถนาสงคราม ทางโน้นมีแต่ความปรารถนาดีต่อพี่น้องประชาชนชาวไทย ฉะนั้นให้ฝั่งเราเข้าอกเข้าใจ พรรคพวกผมฝากมาบอกว่า โปรดเลือกเป็นทางสุดท้ายเถอะครับเพราะนั่นจะมีปัญหาให้พี่น้องประชาชนสองฟากฝั่งเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง


000

“เราต้องการเป็นพี่เบิ้มของอาเซียน เราเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยต่อเนื่อง เราหยุดมองอดีตแล้วทำปัจจุบันให้ดีที่ที่สุดแล้วก้าวไปข้างหน้าในอนาคตจะดีกว่าไหม”


ประภาพรรณ ศรีสุดา ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดไทย-กัมพูชา

คำถามสำคัญสำหรับการค้าคือ ถ้าเราจะลงทุนต้องดูว่าการเมืองนิ่งไหม กัมพูชาบอบช้ำจากสงครามมา ละเปิดเวทีการค้าให้เราไปมีบทบาทอย่างถูกต้องเมื่อประมาณ 12 ปีที่แล้ว กระทิงแดง มาม่า สามแม่ครัวเป็นที่รู้จัก เราก็คือคลังเสบียงให้กัมพูชาในอดีต เมื่อกัมพูชาผ่านสนามรบมา ความบอบช้ำของเขาก็มีมาก ผู้นำประเทศที่ทำมากว่าสิบสองปีก็เห็นแต่ท่านนายกฮุนเซนผู้นี้ ต้องชื่นชมเพราะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสิ่งปลูกสร้าง บุคลากรได้รับการศึกษาที่หายไปในช่วงที่ผ่านมา สาธารณูปโภค เป็นงานหนักของผู้นำ เมื่อฝนตกหนักเจอมรสุม เขาก็ต้องกางร่ม ใครให้ร่มก็ต้องเอา นานาประเทศก็เข้าไปในหลายๆ รูปแบบ การให้ความช่วยเหลือก็มีหลายอย่าง เช่นให้โดยมีไม่มีวาระ กับมีวาระ ซึ่งแน่นอนต้องมีการเมืองหรือผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง เราต้องเข้าใจว่าไทยกับกัมพูชาเรามีวัฒนธรรมเหมือนกัน สองฝั่งเรากับกัมพูชาไม่แตกต่าง การเมืองการปกครองก็ไม่แตกต่าง สถาปัตยกรรมก็เหมือนกัน การอุปโภคบริโภค เหมือนกันกับไทย กัมพูชาเปิดให้เราเข้าไปทำกิจการค้าเมื่อสิบสองปีที่แล้ว ชาวกัมพูชาตื่นเต้นกันมาก

ในการทำการค้าเราต้องเข้าไปทำการตลาด ถึงวันนี้ไทยแลนด์ทำ exhibition ทุกครั้งได้รับความสนใจจากชาวกัมพูชา กัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านเราใกล้ชิดเราจะรักกันได้อย่างไร แล้วจับมือกันเดินทางในฐานะของอินโดจีนไปด้วยกันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเปิดตลาดใหม่ในอนาคต อย่างในทวีปแอฟริกาแทบจะไม่มีแผงกั้นกันได้แล้ว ของเราเองคบค้าสมาคมกันมานานแต่ยังมีอุปสรรคใหญ่หลวงอยู่ เราควรจะมองที่อดีตเป็นครูแล้วปัจจุบันจะแก้ไขอย่างไร ให้อนาคตได้มีรอยยิ้มสดใสกัน เราควรจะมองว่าถ้าเส้นทางเปิดซึ่งสะพานหลายสะพานเปิดแล้ว ถนนสร้างเสร็จหมดแล้ว เช่น สะพานจากสุวรรณเขต (ลาว) ข้ามไปดานัง (เวียดนาม) ได้แล้ว ก็จะทำให้การค้าออกสู่ทะเลได้ ทางเหนือเราก็มีคุนหมิงที่มีประชากรกว่าสองร้อยล้านคน เราเองต้องเตรียมรับสถานการณ์ เราต้องการเป็นพี่เบิ้มของอาเซียน เราเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยต่อเนื่อง เราหยุดมองอดีตแล้วทำปัจจุบันให้ดีที่ที่สุดแล้วก้าวไปข้างหน้าในอนาคตจะดีกว่าไหม

000

ยุโรปทำสงครามเพื่อยึดเส้นทางการค้า ยึดทรัพยากร แต่ประเทศอื่นที่ไม่ใช่มหาอำนาจอย่างยุโรปถ้าทำสงครามจะไม่ได้การค้าจะไม่มีทางได้สิ่งนั้นเลย รัฐบาลไหนก็ตามที่คิดจะทำสงครามแบบจักรวรรดินิยมแบบตะวันตกใช้ผมคิดว่าต้องคิดใหม่


ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผมขอชี้แจงว่าการอภิปรายวันนี้เป็นเรื่องทีเตรียมการมานานหลายเดือน ไม่ใช่ว่านักธุรกิจไทยไม่รักชาติมาเรียกร้องเรื่องธุรกิจ ผมคิดว่าอาทิตย์ที่ผ่านมาเราคงจะเห็นได้ชัดเจนว่านโยบายต่างประเทและการดำเนินนโยบายของประเทศเพื่อนบ้านเริ่มเป็นปัญหาใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก

ผมคิดว่าในนามของนักธุรกิจ คนที่ทำธุรกิจก็ไม่อยากให้เกิดสถานการณ์ที่รุนแรง ต้องการสันติ ต้องการให้มีการแลกเปลี่ยนกันอย่างปกติ ผมคิดว่าพรุ่งนี้จะมีการรายงานข่าวเรื่องความรักชาติมาโยงเข้ากับผลประโยชน์การค้ามาเกี่ยวข้องแน่ๆ

ในประวัติศาสตร์ที่ยาวนานชนชั้นที่ทำธุรกิจคือชนชั้นพ่อค้า จะจัดอยู่ในฐานะที่น่าเชื่อถือน้อย ต่ำว่าพวกชาวนาเสียอีก ทำไมเราจัดพ่อค้าให้อยู่ในอันดับที่ต่ำ วิธีหนึ่งที่คนโบราณใช้ในการตัดสินคุณค่าฐานะของคนก็คือการดูว่าการอุทิศหรือทำประโยชน์ให้กับสังคมมากแค่ไหน พ่อค้าถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่ลงแรงเอาแต่กำไร ในช่วงหนึ่งในสมัยที่นักเศรษฐศาสตร์ในศตวรรษที่ 17-18 นักธรรมชาติวิทยาเขาก็แบ่งตามประโยชน์ที่ให้กับสังคม คือกลุ่มที่แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับกลุ่มที่ไม่มีการสร้างผลผลิต ซึ่งจริงๆ แล้วถ้านับแบบนั้นมีเยอะ พวกอาจารย์ก็จัดอยู่ในพวกไม่มีการสร้างผลผลิตนี้ด้วยเพราะเราก็พูดกันทั้งวัน เขาไม่ฟังเราพูดก็ไม่อดตาย ซึ่งถ้ารวมแล้วนักการเมืองจะติดอยู่ในพวกนี้ด้วยหรือเปล่าไม่รู้

ทีนี้ในกระบวนการที่จริงๆ แล้วเลาที่ยุโรปพัฒนาเข้าสู่ศตวรรษที่ 18 เมื่ออดัมส์ สมิธ เริ่มแบ่งพัฒนาการทางสังคมเป็น ยุคล่าสัตว์ ยุคเกษตรกรรม และยุคสุดท้ายคือยุคพาณิชยกรรม คืการค้าก็ถูกจัดอันดับใหม่ว่าเป็นกิจกรรมที่มีเกียรติ จนเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม และขยายออกไป ทำให้การค้ามีประสิทธิภาพ และเป็นที่มาของการที่ยุโรปไปคุมเป็นเจ้าโลก และพบว่าดินแดนอุษาคเนย์ ที่พบว่าเส้นทางการค้าได้ทำหมดแล้ว การค้าในแอฟริกาไม่มากมายขนาดนั้น พอมาถึงสุวรรณภูมิ การเดินทางการติดต่อทางเรือต่างๆ ในอุษาคเนย์ก็มีการเดินทางแล้ว แต่สิ่งที่ยุโปเอาชนะเราได้ในตอนนั้นเพราะเขามีกำลัง

ยุโรปทำสงครามเพื่อยึดเส้นทางการค้า ยึดทรัพยากร แต่ประเทศอื่นที่ไม่ใช่มหาอำนาจอย่างยุโรปถ้าทำสงครามจะไม่ได้การค้าจะไม่มีทางได้สิ่งนั้นเลย รัฐบาลไหนก็ตามที่คิดจะทำสงครามแบบจักรวรรดินิยมแบบตะวันตกใช้ผมคิดว่าต้องคิดใหม่

นักประวัติศาสตร์บ้านเราเกิดความทรงจำสั้นอย่างไม่น่าเชื่อ เริ่มมีการเปิดเพลงหนักแผ่นดินในบางสถานี แล้วคนที่อ่านข่าวก็ร้องกันใหญ่ แต่เขาไม่รู้ว่าเพลงนี้คือเพลงที่รัฐไทยใช้ฆ่านักศึกษาและประชาชนที่นี่ ที่ธรรมศาสตร์นี่ เหตุการณ์ยังไม่ถึงสามสิบปี แล้วเรากำลังจะให้คนบางคนเอาประวัติศาสตร์แบบนี้มาอ้าง มันน่ากลัวและหดหู เพราะเราไม่มีสถาบันหรือหลักในทางความคิดหรือความเชื่อ

ตอนนี้ถ้าใครพูดเหลวไหลที่สุดแล้วพูแบปลุกระดมจะมีคนมาฟังมากราบไหว้ มันเกิดมาได้อย่างไร เราอ้างว่าประเทศเรามีอารยธรรมใหญ่โต แต่ว่าความคิดความเห็นทั้งเรื่องตัวเองและเพื่อนบ้านมันน้อยมากจนกระทั่งว่างบประมาณที่ใช้ในการศึกษานั้นควรเอาไปปลูกข้าวดีกว่า คือถ้าเราสร้างการศึกษาทั้งหมดได้เท่านี้ ไม่ต้องไปศึกษาหรอก แล้วก็ไปปลูกข้าวกันดีกว่า จะร่ำรวยขึ้นเยอะ ไม่มีความหวังไม่มีอะไรเหลือเลย

ผมไม่อยากจะใช้เวลาให้มาก อย่างน้อยที่สุดคือขอให้มีคนที่สามารถวินิจฉัยทางการเมือง สิ่งที่เรียกว่าความเห็นที่เที่ยงธรรมมันไม่มีอยู่แล้ว อคตินิดหน่อยก็ได้ แต่อย่าโกหก อย่าบิดเบือนทุกอย่างเพื่อความเชื่อที่เป็นมายาคติ ถ้าเชื่อจริงๆ ก็พอรับได้ แต่ว่าตอนนี้เราเอามายาคติทั้งหลายเช่นคนนั้นเลว ประวัติศาสตร์ว่าคนนั้นเขาโกงเรา ประวัติศาสตร์ก็คือนิยายหลอกเด็ก เราเอามายาคติเหล่านั้นมาเป็นจุดหมายของการอยู่รอดของประเทศนะครับ มันคนละเรื่องนะครับ อเมริกาไปรบในอิรักยังอ้างเรื่องเสรีภาพ ประชาธิปไตย คนจะค้านก็ยากหน่อย เพราะเขาเชื่อ แต่เราไม่มี

ผมนึกในใจว่าถ้าอยากจะอ้างประวัติศาสตร์ ก็นี่แหละ ศิลาจารึกพ่อขุนราม จารึกเอาไว้หลักหนึ่ง ว่าใครใคร่ค้าค้า นั่นคือนโยบายพ่อขุนราม ประเทศเราตั้งขึ้นมาด้วยคติการค้าเสรี เราเป็นศูนย์กลางของการค้า เราให้เสรีภาพแก่คนในการเดินทางเข้าออก ถ้าเรายอมรับเอาเรื่องนี้เป็นอุดมคติของชาติได้ ก็ยังดี แต่ตอนนี้ภาวะการเปลี่ยนแปลงการเมืองที่ผ่านมา มันทำให้สิ่งที่เรียกว่าอุดมการณ์ของชาตินั้นไม่มี ถ้ามีก็ถูกทำลายไปแล้ว ถ้าเอาอุดมการณ์จากการอภิวัฒน์ 2475 อย่างน้อยก็ยังเป็นหลักเป็นแกนที่การเมืองปัจจุบันยังอาศัยได้ยึดได้ คุณจะทะเลาะกันอย่างไรก็ต้องยอมรับในหลักการเบื้องสูงของประเทศ คุณต้องยอมรับรัฐธรรมนูญ ไม่ละเมิด แต่ของเราไม่มีอะไรที่ใหญ่ที่สุด ผมก็อยากให้กำลังบทบาทของพ่อค้า แน่นอนคนประกอบการอาจจะไม่ใช่คนที่สร้างประโยชน์สูงสุด แต่สิ่งที่มากับการค้าก็คือการได้สร้างอารยธรรม ผมหวังว่าความเป็นเหตุเป็นผลและความมีอารยธรรมจะกลับมาสู่ประเทศอาเซียนของเราต่อไป