WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 12, 2009

MOUขายชาติ??

ที่มา เดลินิวส์

เชื่อแล้วว่า กระบวนคน หาเรื่องใส่ตัว หาเหาใส่หัว ไม่เคยมีใครเกินคนชื่อ ทักษิณ จริง ๆ ตามปกติการให้สัมภาษณ์นั้น คนจะให้สัมภาษณ์สามารถถามหัวข้อนักข่าวได้อยู่แล้ว จะคุยกันประเด็นไหนหรือ

หาก ไทมส์ออนไลน์ บอก มีหัวข้อ พาดพิงสถาบันเบื้องสูง ก็สมควรตอบ ปฏิเสธไป หรือ แม้แต่ระหว่างสัมภาษณ์ นักข่าวแวบเข้าเรื่องสถาบัน คนถูกสัมภาษณ์ ก็มีสิทธิเต็มที่ ปฏิเสธไม่พูดได้

บอกไปเลย สถาบันหลัก อยู่เหนือการเมือง คนไทยทุกคนย่อมรู้ดี อะไรควร ไม่ควร

เกิดเรื่องขึ้นแล้วจะว่า เขาพาดหัวผิด หรือ จตุพร พรหมพันธุ์ มาอ้าง มีคนไทย 2 คน บินไปนิวยอร์ก แล้วเล่นเกม วางแผน นำไปบิดเบือนก็ฟังไม่ขึ้น โทษตัวเองแหละดีสุด ตายเพราะปาก อีกแล้ว คุ้มกันหรือ

รู้ทั้งรู้ ตัวเองมีจุดอ่อน เรื่องความจงรักภักดี ถูกหยิบเอามาเล่นงานไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ไม่รู้ทำไมไม่เข็ดหลาบ ลงเอยทีไร พังพาบทีนั้น ลำพังตัวเองตายน่ะ ไม่เท่าไหร่หรอก

แต่พลอยทำให้พรรคการเมืองที่ตัวเองปลุกปั้น คนสู้เพื่อประชาธิปไตย พลอยรับผลสะเทือนไปด้วย ทั้งที่ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจเลย มันสมควรแล้วหรือ ???

เรื่องนี้เข้าทาง ปชป. ที่จะเอามาขยายผลต่อ ตอกย้ำที่จุดอ่อน เรื่องความจงรักภักดี แต่นั่นแหละ ระวังจะกลายเป็นเอาสถาบันมาหาผลประโยชน์ให้ตัวเองก็แล้วกัน สำเหนียกกันไว้บ้าง

อย่าจงรักภักดีแต่ปาก

วันอังคารที่ผ่านมา ทักษิณ ก็ไปกัมพูชาแล้ว โดยเครื่องบินเจ๊ตส่วนตัว มี สมเด็จฮุนเซน นายกฯ กัมพูชามารอรับถึงสนามบิน และวันนี้ พฤหัสบดี ทักษิณ จะไปพูดกับนักธุรกิจกัมพูชากว่า 300 คน

เดาได้ล่วงหน้า รัฐบาลกัมพูชา ปฏิเสธส่งตัวทักษิณเป็นผู้ร้ายข้ามแดนแน่ รัฐบาลมาร์คทำอะไรไม่ได้หรอก เพราะเป็นอธิปไตยของเค้า ที่ทำได้ คือ มติ ครม. 10 พ.ย. ฉีกทิ้งบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนในไหล่ทวีปทางทะเล 2.6 หมื่นตร.กม. ซึ่งเชื่อว่าอุดมด้วยแก๊สธรรมชาติ

ลงนามสมัยรัฐบาลทักษิณ แต่ริเริ่ม สมัย ชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ

MOU ฉบับนี้ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รมว.การต่างประเทศ ยืนยันเป็นแค่ข้อตกลงว่า ไทยและกัมพูชา จะริเริ่มเจรจาเรื่องผลประโยชน์พื้นที่ทับซ้อนในทะเล ยังไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนเลย 8 ปี ทำได้แค่นั้น

เลิกก็เลิกสิ!!!

แต่เหนืออื่นใด MOU นี้ ดร. สุรเกียรติ์บอก ไทยเสนอเป็นแพ็กเกจ หากจะเจรจาผลประโยชน์ทางทะเล ต้องเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางบกด้วย (รวมทั้ง 4.6 ตร.กม.) และให้ยึดหลักเขตแดนที่เป็นกฎหมายสากล

แสดงว่าบันทึกนี้เป็นผลดีต่อไทย ก็ปราสาทพระวิหาร ที่ไทยแพ้คดีในศาลโลก ก็เพราะใช้แผนที่ฝรั่งเศส 1 ต่อ 200,000 ตร.กม. นี่ล่ะ หากเขมรยอมรับ ก็เท่ากับต่อไปจะใช้ “สันปันน้ำ” แทน ซึ่งไทยสู้มานานแล้ว

หรือจะเหมาว่า ดร.สุรเกียรติ์ ขายชาติ อีกคน !!!

แล้วทำไมบันทึกช่วยจำ หรือ MOU ที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ตอนเป็น รมช.การต่างประเทศ ไปลงนาม 14 มิ.ย. 2543 ยอมรับอัตรา 1 ต่อ 200,000 ตร.กม. ทำไมไม่ยกเลิกด้วย เก็บไว้ทำไมเล่า ???

แกนนำพันธมิตรฯที่เข้าพบนายกฯ ที่ทำเนียบฯ เย้ว ๆ ให้จัดการเขมรขั้นเด็ด ขาด ก็จี้ให้ยกเลิก MOU ฉบับนี้ ด้วย กล่าวหา ปชป.ขายชาติ มาแล้วไม่เจ็บปวดบ้างรึ.

ดาวประกายพรึก

ข่าวลือ-ข่าวร้าย

ที่มา ไทยรัฐ

ชักจะเลยเถิดกันไปใหญ่ เมื่อรัฐบาลใช้อาวุธไม้ตาย รักชาติ รักสถาบัน เข้าต่อกรกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร การเมืองก็เลยเข้มข้นขึ้นทันตาเห็น กระตุ้นเกมการเมืองให้เพิ่มดีกรีความร้อนแรงอีกกระทอก และดูเหมือน จุดอ่อนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะอยู่ที่ความรักชาติและสถาบันนี่แหละ

การหยิบยกเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับ ไทม์สออนไลน์ เอาไว้เปิดเกมโดยสื่อพันธมิตรฯ กษิต ภิรมย์ รับลูกออกแถลงข่าวใหญ่โต รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รับลูกอีกต่อ สั่งการเอาเรื่องเอาราวให้ถึงที่สุด

ได้ผลเบื้องต้นคะแนนนิยมทักษิณหล่นลงมาทันตาเห็นรัฐบาลได้คะแนน พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องร่อนแถลงการณ์ชี้แจงไม่ได้มีเจตนาให้สัมภาษณ์หมิ่นสถาบัน เป็นเพราะการพาดหัวข่าวของไทม์สต่างหาก

ผู้บริหารไทม์สก็เลยต้องชี้แจงพร้อมนำต้นฉบับการให้ สัมภาษณ์มายืนยันตามระเบียบ โกโซบิ๊ก จากน้ำผึ้งหยดเดียวตอนนี้จะเป็นสงครามกลางเมืองให้ได้

สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันสูงสุดที่ คนไทยหวงแหน ใครจะมาแตะต้องไม่ได้ แต่ฝรั่งจะเข้าใจวัฒนธรรมเราหรือเปล่าเป็นอีกเรื่อง

พูดกันตรงไปตรงมา มีนิตยสารสื่อสิ่งพิมพ์หรืออินเตอร์เน็ตต่างประเทศหรือบางขบวนการที่ลงภาพลงข่าวเกี่ยวข้องกับสถาบันอย่างมิบังควร คนไทยได้เห็นข่าวเหล่านี้ทั้งเจ็บทั้งโกรธ

เพราะนี่คือสิ่งที่คนไทยเคารพเทิดทูนมากที่สุดในชีวิต

สิ่งที่เราคนไทยช่วยกันได้ก็คือ ช่วยกันปกป้องสถาบันไม่ให้มัวหมอง เพราะเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่เอาข่าวทำนองนี้มาขยายความเพื่อประโยชน์ทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง

จะยิ่งเป็นการซ้ำเติม

ข่าวที่ได้ยินมาหนาหูขึ้นทุกวัน สถาบันกองทัพเฝ้าจับตาดูวิกฤติการเมืองที่เละเทะ มาตลอด ซึ่งบางครั้งกองทัพก็เข้าไปแปดเปื้อนด้วย จนทำให้ภาพพจน์ของกองทัพแย่ลง

มี นายทหารยังเติร์ก หลายคนไม่พอใจกับวิกฤติบ้านเมืองที่ตกต่ำสุดขีดขณะนี้ โดยเฉพาะประเด็นที่กระทบถึงสถาบันและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

คิดจะทำอะไรอยู่ในใจ

ความเหล่านี้ได้ยินไปถึงหูของผู้อาวุโสในกองทัพ ก็เลยคิดจะตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม ชิงลงมือทำก่อน ส่วนจะจบหรือไม่จบ จะสะเด็ดน้ำหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่อง

คุยกันในวงสนทนาการเมืองชนิดไม่เลือกข้าง ตั้งคำถามยอดฮิตว่า เหตุการณ์บ้านเมืองจะลงเอยอย่างไร เสียงส่วนใหญ่ตอบว่าน่าจะจบที่ปลายกระบอกปืนอีกครั้ง ก็มีเสียงข้างน้อยแย้งว่าจะจบหรือหนักกว่าเดิม เมื่อถามหาทางออกกันอีกครั้งทุกคนส่ายหัว ถึงทางตัน อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด.

หมัดเหล็ก

รอยร้าวตามอุดให้ทัน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_46167

เอาหัวโขกโต๊ะทำโทษตัวเองไปแล้ว

ไม่รู้จะไถ่โทษได้แค่ไหน กับคิวที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สารภาพผิดออกอากาศทางสถานีดีสเตชั่น กรณีให้สัมภาษณ์ "ไทม์สออนไลน์" หมิ่นเหม่กระทบเบื้องสูง

ยอมรับว่า "พลาด" เต็มปากเต็มคำ

ลงทุนสาบานให้ตายกันข้าง ท้าให้กระทืบ ถ้ามีจิตใจเบื้องลึกไม่จงรักภักดี

"ทักษิณ" น่ะพลาดแล้วเห็นๆ แต่ปัญหาอยู่ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะฉวยจังหวะเร่งแซงขึ้นนำได้หรือเปล่า

ในสถานการณ์เครื่องรวน นอตหลวมเต็มแก่


ตามข้อมูลวงใน นับแต่วงแตกแยกทางกันเพราะคิวหัก "สัญญาณพิเศษ" นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ร่อนใบลาออกจากเก้าอี้เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ "นิพนธ์" ก็ไม่เคยพูดกับคนชื่อ "อภิสิทธิ์" อีกเลย

และโดยสถานภาพความสัมพันธ์ที่เปราะบาง ก็โยงไปถึงน้องเขยของนายนิพนธ์อย่าง "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ที่กำลัง "โดดเดี่ยว"

เป็นตัวล่อเป้าของคนพรรคเดียวกันอยู่ในประชาธิปัตย์


วันนี้ยังเจอกับรายการเตะตัดขา เกมเลื่อยเก้าอี้จากทีมงาน "วอลเปเปอร์" รอบข้างนายกฯอภิสิทธิ์ ที่ได้รับซิก ยักคิ้วหลิ่วตาให้ปีนเกลียว "เทพเทือก"

ทอนพลังอำนาจกันทุกจังหวะ

เอาเป็นว่า ถ้า "เทพเทือก" เซ็งถึงขีดสุดทนเมื่อไหร่ หนีอาถรรพณ์ยี่ห้อประชาธิปัตย์ไม่พ้น คนเป็นเลขาธิการพรรคต้องมีอันเป็นไป บทจบสุดท้ายพรรคแตกระหกระเหิน

ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ถ้า "เทพเทือก" จะล้มโต๊ะตัดญาติกับ "อภิสิทธิ์"

หันไปแท็กทีมกับเพื่อนสนิทต่างพรรคอย่างนายเนวิน ชิดชอบ สานขั้วอำนาจใหม่ ในทีมภูมิใจไทย


จากร่องรอย "สนิมเนื้อใน" พรรคประชาธิปัตย์ หันไปสำรวจรอยร้าวในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล

ชัดเจน รอยปริแยกแตกห่างขึ้นทุกวัน กับคิว "ผูกปิ่นโตเกาเหลา" ระหว่างนาย กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ กับ "เจ๊วา" นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ จากพรรคภูมิใจไทย โควตาทีมมัชฌิมาของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน

จ้องฟัดกันทุกช็อต ไม่เว้นทั้งเรื่องข้าวเจ้า ข้าวโพด มันสำปะหลัง

กลายเป็นอารมณ์จงเกลียดจงชังซะมากกว่าจะมองเป็นเรื่องการทำงานทีมเวิร์ก

บังเอิญคิวนี้ "เนวิน" ไม่ได้เกี่ยวโดยตรง


แต่ที่เกี่ยวโดยตรงกับครูใหญ่ของค่ายภูมิใจไทยเลย ตามข่าววงในว่ากันว่า ไฟเริ่มจากคิวเลือกตั้งระดับท้องถิ่นที่ตำบลด่านเกวียน จังหวัดนครราชสีมา ต่อเนื่องกับคิวเหมากฐินหลง 239 วัด ในเมืองโคราช ที่ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี บอสใหญ่ค่ายเพื่อแผ่นดิน เปิดปฏิบัติการกระตุ้นกระแส ชิงฐานเสียง

โชว์ศักยภาพความเป็น "กระบี่มือหนึ่ง" ในเมืองย่าโม

โดยจังหวะไปเหยียบตาปลาเต็มๆกับนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย จากค่ายภูมิใจไทย ในฐานะลูกน้องเก่า อดีตเด็กปั้นของว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์เอง ที่กำลังถีบตัวเองขึ้นมาเป็น "ขาใหญ่" ในจังหวัดนครราชสีมา เหมือนกัน

งานนี้เลยต้อง "ถอน" ไม่ยอมให้ฝังรากกันง่ายๆ

และด้วยดาบ มท.2 ที่มีอยู่ในมือ "บุญจง" ฟันแหลก ไม่ไว้หน้า "ไพโรจน์"


เล่นแบบฟัดไม่เลิก จากปมเล็กๆในพื้นที่โคราช ก็กำลังบานเป็นแผลใหญ่ คีย์แมนพรรคเพื่อแผ่นดินเริ่มเหล่สายตาไปที่ครูใหญ่อย่างเนวิน ที่ปล่อยให้เด็กในคาถาอย่างนายบุญจง ชกข้ามรุ่นลามปาม "ไพโรจน์" ในฐานะอดีตกลุ่ม 16 ร่วมก๊วนกับ "เนวิน"

ขอกันกินดีๆไปแล้วหลายรอบ ก็ยังไม่เป็นผล

งานนี้คีย์แมนเพื่อแผ่นดินเลยส่งสัญญาณเข้มๆพร้อมหักเป็นหัก โยนบทตัดสินใจยากไปตกอยู่ที่ครูใหญ่อย่าง "เนวิน" ถ้าเลือกถือหางลูกน้อง ก็ต้องขัดข้องหมองใจกับเพื่อน

กระเทือนไปถึงยุทธศาสตร์การแตะมือเป็นพันธมิตรฯเพิ่มอำนาจต่อรองในรัฐบาล

ทั้งหมดทั้งปวง โดยร่องรอยอาการเปราะบางในพรรคประชาธิปัตย์ เอง รวมไปถึงรอยปริแยกในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล

หลายจุดที่ต้องตามอุด น่าจะไม่ทัน

แม้โดยเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ร่วมของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลอยากกอดคอสานผลประโยชน์กันไปเรื่อยๆ

หนีผี "ทักษิณ" ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้

แต่โดยธรรมชาติของนักการเมือง เมื่อผลประโยชน์ขัดขาก็อยู่กันยาก

ยังไงก็หนีวงแตกไม่พ้น.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

กลับดูไบพรุ่งนี้ แม้วเผ่น สส.พท.บินพบ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_46218

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เตรียมออกจากกัมพูชา กลับเมืองดูไบ พรุ่งนี้ ขณะที่ บรรดา ส.ส.เพื่อไทย หลายสิบคน เตรียมบินพบอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ ประเทศกัมพูชา ...

นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เปิดเผยว่า ในเวลา 09.00 น. วันนี้ (12 พ.ย. 2552 ) พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา จะขึ้นเวทีปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการพัฒนาการด้านเศรษฐกิจ ชนบท การลงทุน และการแก้ไขปัญหาความยากจน ให้บรรดา ส.ส.และ ข้าราชการกัมพูชา ได้รับฟัง

โดยการขึ้นปราศัยในครั้งนี้ จะเป็นการพูดปราศัยแบบสด ๆ โดยไม่มีสคลิป และน่าจะมีการเผยแพร่การปาฐกถา ดังกล่าว ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ดีสเตชั่น ในช่วงค่ำวันนี้ ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางออกจากประเทศกัมพูชา เมื่อใด นั้น เท่าที่ตนเองสอบถามไปยัง พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบว่า จะเดินทางออกจากประเทศกัมพูชา กลับเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ในวันพรุ่งนี้ (13 พ.ย. 2552) สวนเวลาที่แน่ชัด รวมทั้ง นายกรัฐมนตรีฮุนเซน จะเดินทางไปส่งด้วยตนเอง หรือไม่ นั้น ตนเองยังไม่ทราบ

ด้านนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ตนเอง พร้อมด้วย ส.ส.เพื่อไทย ราว 10 คน มีแผนจะเดินทางไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ประเทศกัมพูชา ในวันพรุ่งนี้ ( 13 พ.ย.) โดยเลื่อนจากกำหนดเดิมที่ตั้งใจไว้ว่าจะเดินทางไปในวันนี้ เนื่องจากติดภาระกิจต้องเข้าร่วมประชุมสภา

ส่วนที่มีออกข่าวใหญ่โตว่า จะมี ส.ส.เพื่อไทย เกือบ 100 คน เดินทางไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ตนเองขอยืนยัน ว่า เป็นไปไม่ได้ และไม่รู้ว่าข่าวดังกล่าวมีที่มาที่ไปจากไหน และในส่วนทีมของตนเองนั้น ก็จะไปเฉพาะกับบรรดา ส.ส.ที่ใกล้ชิดกันเท่านั้น

ยึดหลักสากล ล่าทักษิณ เสียใจไม่ส่งตัว

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_46198

อธิบดีกรมสารนิเทศ ยอมรับเป็นเรื่องน่าเสียใจ กัมพูชาปฏิเสธส่งตัว "พ.ต.ท.ทักษิณ" แต่ยืนยัน พิจารณาตามหลักมาตรฐานสากล ในการดำเนินการขอตัว ...

เมื่อเวลาประมาณ 07.40 น.วันนี้ (12 พ.ย.) นางวิมล คิดชอบ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยกรณีที่สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมา ว่า ทางฝ่ายไทยได้พูดคุยกับฝ่ายกัมพูชา ใช้วิธีตามกติกา แต่ได้รับการปฏิเสธเป็นเรื่องน่าเสียใจ ดังนั้น จึงต้องพิจารณาติดต่อเพิ่มเติมตามกติกามาตรฐานสากล ดูว่าส่วนไหนจะดำเนินการได้ ส่วนความเร็วความช้าของการพิจารณาไม่สามารถบอกได้ แต่ในส่วนของไทยมองว่าละเอียดอ่อนมีปัจจัยแวดล้อมมากมาย ไม่ด่วนตัดสินใจ

นางวิมล กล่าวว่า เมื่อวานที่ผ่านมาสมเด็จฮุนเซน บอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักโทษทางการเมือง ว่า เราได้เปิดเผยความเป็นไปทางการเมืองของไทย ส่วนข้อมูลของฝ่ายไทยเราได้ให้ทางฝ่ายกัมพูชา ส่วนอื่นได้รับข้อมูลข่าวสารของไทยมาโดยตลอด โดยยึดถือหลักสากลเรื่องสนธิสัญญาระหว่างประเทศในการดำเนินการต่างๆ ส่วนการประชุมเอเปคที่มีผู้นำอาเซียนไปที่สิงค์โปร์ เชื่อว่ามีผู้นำจากหลายประเทศมาร่วม แต่เชื่อว่าเวลาจะมีไม่มาก และเป้าหมายจะไปอยู่ที่ นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

คนโง่

ที่มา บางกอกทูเดย์

หาเปติ อตถํ ทุมเมโธ “คนโง่ย่อมทำลายประโยชน์เสีย”คำพระท่านว่า...เหมาะเจาะมากมายกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยในขณะนี้...โดยเฉพาะเรื่องราวที่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร...ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า...จากกษัตริย์กัมพูชา...ให้เป็น

ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจของประเทศนั้นทักษิณนั้น...บินไปบินมาในโลกมากมายหลายสถานที่...ได้รับการต้อนรับอย่างดีในหลายๆ ประเทศทั่วโลก...โทษทัณฑ์ของเขาที่ได้รับจากประเทศไทย...เป็นคนละเรื่องกันกับบทบาทของเขาเรา...จะประกาศสงครามหรือตัดความสัมพันธ์กับทุกประเทศในโลกที่ให้ที่พำนักและเปิดทางผ่านให้กับอดีตนายกรัฐมนตรีที่สูญเสียอำนาจจากการถูกรัฐประหารโดยทหาร...และนายทหารคนที่กระทำการรัฐประหาร...ให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่าถูกหลอก...กระนั้นหรือเราจะเป็นศัตรู...กับชาติที่เชื่อว่า...โทษจำที่ทหารตั้งกรรมการขึ้นมาฟ้องร้อง...และใช้ศาลเดียวพิพากษาให้มีโทษอาญา...กระนั้นหรือจะต้องสูญเสียเท่าไหร่...หากประเทศที่มีกำลังรบ

3 แสนคน...จะเอาชนะประเทศที่มีกำลังรบ 1 แสน 2 หมื่นคน...เพียงพอเพราะอารมณ์ของ “คนโง่” ที่มีอำนาจไม่กี่คนตรงกันข้าม...เมื่อกัมพูชา...ยืนยันที่จะสมัครสมานกับทักษิณ...ตั้งให้เป็นที่ปรึกษาและปฏิเสธอย่างเด็ดขาดไม่ส่งตัวในฐานะผู้ต้องคำตัดสิน...ให้กับประเทศไทย...พวกท่านไม่รู้หรือว่า ในสัญญานั้น...ให้อำนาจและมีข้อยกเว้นในตัวบทกฎหมาย...หากจะไม่ส่งตัวให้ตามคำขอ...แต่ที่สำคัญ...ท่านลืมไปว่า...ประเทศไทยเคยปฏิเสธมาแล้วไม่ส่งผู้ต้องหา...ลอบฆ่า...นายกรัฐมนตรีของเขาให้กับพนมเปญ..และปฏิเสธการขอตัวของประเทศไทยประเทศจีนของเหมาเจ๋อตุง...คงจะไม่ยิ่งใหญ่แบบนี้...

หากว่ากองทัพของเหมาเจ๋อตุง...บุกข้ามช่องแคบบุกเกาะไต้หวัน...เพื่อไล่ล่าคนเพียงคนเดียว...อย่างเจียงไคเช็คเหมาจะต้องใช้กี่ล้านชีวิตของชาวจีน...เพื่อขจัดศัตรูคนเดียวของเขา...หากเขาโง่...ในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ...ที่เป็นคนไทย...แน่นอนว่า...บทบาทและผลประโยชน์ของคนไทยและประเทศไทยในกัมพูชาน่าจะได้รับการดูแลได้ดีกว่า...และจะแย่แค่ไหน...หากกัมพูชาจะเอา...พม่าหรือฮ่องกง...มาเป็นที่ปรึกามันมีแต่... “คนโง่” เท่านั้น...ที่เอาประโยชน์มาทำลาย

การเมืองขาขวิด สังคมสาหัส

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่ใช่แค่เสถียรภาพความน่าเชื่อถือที่ “ง่อนแง่น”ไม่ใช่แค่ศักยภาพการเจริญเติบโตที่ก้าวย่างแบบ “งุ่มง่าม”แต่ยังมีสังคมที่หงิก ง่อย..รอคอย “ผู้บริหารประเทศ” เหลียวแลเขมร! กำลังขำกร๊ากกับภาพ “รัฐบาลไทย” วิ่งกันขาขวิด..คนไทย! กำลังหัวหมุน เพราะรัฐบาลตามล่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นงานหลัก และพยายามทุกวิธีเพื่อ “เอาคืนเขมร” เป็นงานรองมองผ่านสังคมไทยที่แสนจะฟกช้ำดำเขียว..โดยเฉพาะ “เยาวชน” ที่มีค่านิยม “ผิดเป็นถูก”กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ต้องมีคำตอบ?นับตั้งแต่มีข้อครหาอันอื้อฉาวกรณีปลากระป๋องเน่าจากโครงการแจกถุงยังชีพให้แก่ประชาชนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สมัยของนายวิฑูรย์ นามบุตร เป็นรัฐมนตรีว่าการ.. ทุกสิ่งอย่างจากกระทรวงก็เงียบกริบ..

แม้จะมีการเปลี่ยนมือนำ อิสระ สมชัย มานั่งเก้าอี้แทนแล้วก็ตาม แต่จนถึงขณะนี้ก็ยัง “เงียบกริบ” หากไม่นับโครงการแจกริบบิ้นขาวยุติความรุนแรงที่ไม่ค่อยมีผลต่อสังคมเท่าไหร่นัก..จดทะเบียนร้านอินเตอร์เน็ตเพื่อล้อมคอกมิให้เยาวชนติดเกมยังคาราคาซัง...รัฐบาลเปลี่ยนมือ ทำนโยบายเปลี่ยนแปลง วันนี้ร้านอินเตอร์เน็ตเถื่อนยังมีเกลื่อนกรุงฯจะวิ่งเต้น ดูจริงจัง! สักครั้งก็ต่อเมื่อมีบทเรียนสอนรัฐ..ด้าน พ.ญ.ชนิกา ตู้จินดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ส.ส.ส.) ระบุว่า...ปัญหาเรื่องการเมืองในปัจจุบัน ที่มีความคิดเห็นขัดแย้งและนำมาซึ่งความรุนแรง มีผลถึงเยาวชนให้เกิดการสับสนและเลียนแบบเด็กที่อยู่ในวัยเรียนรู้บางคนอาจจะไม่เข้าใจ ทั้งนี้ต้องได้รับการปลูกฝังแนะนำจากคนในครอบครัว การอบรมเลี้ยงดูลูกจึงเป็นเรื่องสำคัญ ต้องสอนให้เด็กรู้จักสมานฉันท์ให้มีความเอื้ออาทรสำหรับปัญหาสังคมที่หมักหมมมานาน สิ่งสำคัญที่จะทำปัญหาเบาบางต้องเริ่มจากครอบครัว ในการให้เวลาซึ่งกันและกัน อาทิ การทำกิจกรรมร่วมกันหรือแม้แต่การพูดคุย ก็มีส่วนหยุดการเลียนแบบความรุนแรงที่สืบเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง

1. ปัจจุบันเกิดการอพยพของแรงงานเข้ามาทำงานในเมือง และทิ้งลูกหลานให้อยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย ที่บางครั้งอาจจะไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงดูเด็ก หรือสุขภาพไม่แข็งแรงมีข้อแนะนำเรื่องเลี้ยงดูบุตรหลานอย่างไรอีก 1 ปัญหาทางสังคมที่รัฐบาลต้องให้น้ำหนัก คือ เด็กที่ถูกทิ้งจากหลายสาเหตุ อย่างที่เห็นตามการรายงานข่าวจากสื่อหลายแขนงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรืออบต. เข้าไปดูแลเรื่องดังกล่าว ด้วยการจัดตั้ง “ศูนย์พัฒนาเด็ก”ทั้งนี้ต้องให้ความสำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพ ถึงแม้ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นการบรรเทาปัญหาให้ลดน้อยลงได้ถึงเวลารัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ผู้มีอำนาจสูงสุดในการกำหนดยุทธศาสตร์พลิกฟื้นสังคมไทย..ตื่นได้แล้ว.. 

วิ่งผลัด 258 ล.ลุ้นจนเหนื่อย!

ที่มา บางกอกทูเดย์

เงียบกริบ! ลงมติไม่ได้สักที..ลุ้นกันจนเหงือกแห้ง..รอกันจนเหนียงยาน..เกี่ยวกับเงิน 2 ก้อนที่ “รุนแรง” ถึงขั้นยุบพรรค หากผิดจริงล่าสุด! คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.โดยเลขาธิการ กกต. ฝีปากกล้า “สุทธิพล ทวีชัย”ก็ออกมาขอผลัดวัน “ชี้ขาด” อีกครั้งเงินบริจาค 258 ล้านบาท ที่พรรคประชาธิปัตย์ถูกกล่าวหาว่ารับจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผ่านบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด ไปใช้ในการเลือกตั้งปี 2548

บวกกับเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจาก “กกต.” ในปี 2548 จำนวน 29 ล้านบาท ไปใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์สำนวนดังกล่าวเป็นการส่งไม้ต่อจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มายัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อขอให้ กกต.ตรวจสอบตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550นอกจากนี้ยังได้แรงสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทยร่วมด้วยช่วยกันส่งหลักฐานที่เพิ่มน

จับตา...ศึกเหลือง-แดง เขย่ารัฐบาล ‘มาร์ค’

ที่มา บางกอกทูเดย์

เข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายน 2552 ดูเหมือน
เกมการเมืองในยุคก่อน 2549 และหลัง 2549 กำลังจะกลับมา
สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับรัฐบาล นายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ จนต้องเตรียมยาแก้ปวดไว้เลยทีเดียวเหตุที่ต้องเตรียมยาแก้ปวดขนานใหญ่เช่นนี้ ก็เพราะว่าช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย.เป็นต้นไป เหล่าบรรดา “ม็อบ”จะเริ่มออกมาวาดลวดลายทั้งม็อบคนกันเอง อย่าง “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” หรือแม้แต่ม็อบคู่กัด อย่าง “คนเสื้อแดง”

ซึ่งต่างก็มาเคลื่อนไหวบนอุดมการณ์ของตนเองโดยกลุ่มคนเสื้อแดงเลือกวัน “ดีเดย์” ในวันที่ 14 พ.ย.จัดคอนเสิร์ตใหญ่ ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมาโดยแกนนำบอกว่า...งานนี้แค่ระดมพลและระดมกระสุนไว้สู้ศึกที่กำลังจะมาในเร็วนี้ส่วนคนเสื้อเหลือง อย่างกลุ่มพันธมิตรฯ เลือกวันดีเดย์ เป็นวันที่ 15 พ.ย. ซึ่งเมื่อดูฤกษ์งามยามดีของแต่ละสี ล้วนแต่ช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันการออกมาเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ในรอบปีก็อาศัยจังหวะ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บินลัดฟ้าติวนักธุรกิจกัมพูชาในฐานะกุนซือด้านเศรษฐกิจ รัฐบาล สมเด็จฯ ฮุน เซนดูแล้วงานนี้ จะเป็นงานใหญ่เพราะแกนนำระดับ “ซูเปอร์แกนนำ” อย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ต้องลงมานั่งแถลงด้วย

ตัวเอง พร้อมแกนนำอีก 3 คน ทั้ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พิภพ ธงไชย สมศักดิ์ โกศัยสุข ขาดเพียง สมเกียรติพงษ์ไพบูลย์ ที่ไม่ได้ร่วมแถลงข่าวโดยแกนนำทั้งหมด ออกแถลงการณ์พร้อมประกาศเรียกรวมพลทั้งบรรดาแม่ยกและสาวกคนเสื้อแดงรวมพลชุมนุมแสดงพลังปกป้องเกียรติภูมิของชาตินายสนธิ ระบุว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนยอมรับไม่ได้ ฉะนั้นพันธมิตรฯ เห็นว่าการกระทำของฮุน เซนและทักษิณ ซึ่งส่อเจตนาทรยศต่อชาติ รวมถึงการให้สัมภาษณ์ผ่านไทมส์ออนไลน์ ย่อมเป็นบทพิสูจน์ได้ว่า คนสองคนนี้ร่วมมือกันเพื่อทำลายล้างประเทศไทย“ขอเรียกร้องประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกสี หากยังมีความรักชาติอยู่ ต้องการกู้ศักดิ์ศรีของชาติ ต้องแสดงพลังให้โลกเห็นโดยพร้อมเพรียงกันที่สนามหลวง 15 พ.ย.นี้ เวลา16.00 น.”แน่นอนว่า การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯในช่วงเวลาย่อมไม่ธรรมดาและอาจมีศึกยืดเยื้อดังที่เคยเป็นมา

แล้วเมื่อช่วงปี 2551ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดง เลือกเปลี่ยนบรรยากาศชมนกชมไม้กลางขุนเขา แต่ดีกรีความแรงของยี่ห้อเสื้อแดง ก็คงไม่ลดละตามมาด้วยเพราะงานนี้คนเสื้อแดงมีแม่เหล็กใหญ่ที่บินตรงจากดูไบและเข้าใกล้แผ่นดินไทย อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยังอยู่กัมพูชาบรรยากาศเช่นนี้สาวกเสื้อแดงเหมือนกระดี่ได้นํ้า ฮึกเหิมเต็มกำลัง พร้อมลุยได้ทันหากแกนนำสั่งการดังนั้น แผนรองรับ “อาฟเตอร์ช็อค” ของม็อบเสื้อแดงที่อาจเคลื่อนพลเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งยังมี “พันธมิตรฯ” ที่ยึดท้องสนามหลวงเพื่อแสดงพลังในวันที่ 15 พ.ย.งานนี้ภาระหนักย่อมตกอยู่กับตำรวจ “นครบาล”

ที่ต้องดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในพล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกล่าวว่า เราเตรียมกำลังตำรวจจากนครบาล 1 จำนวน 600 นายพร้อมแผนกรกฎ 52 ดูแลความสงบเรียบร้อย และตรวจเข้มโดยรอบท้องสนามหลวง และพื้นที่ใกล้เคียง ป้องกันมือที่ 3 แฝงตัวสร้างสถานการณ์ พร้อมเสริมกำลัง ณ ที่ตั้ง หากสถานการณ์บานปลาย และวันเดียวกันสั่งนครบาล 4 นำกำลังเข้าเสริมสน.วังทองหลาง เจ้าของพื้นที่ตั้งสถานทูตกัมพูชา ซึ่งจากเดิมจัดวันละ 45 นาย ประจำการดูแลความสงบเรียบร้อยตลอด24 ชั่วโมงขณะที่รัฐบาลยังคงต้องประเมินสถานการณ์แบบนาทีต่อนาที เพราะงานนี้ศึกเหลือง-แดง ต่างแรงด้วยกันทั้งคู่แถมยังสะเทือนไปยังเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในทำเนียบรัฐบาลที่เริ่มสั่นคลอนบ้างแล้ว 

2 ทศวรรษ ‘ปชป.’ เป็นรัฐบาลด้วยวิธีใด?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ในช่วงที่บรรยากาศทางการเมืองกำลัง“ร้อนระอุ” ด้วยองศาร้อนแรงต่างๆที่ปรากฏขึ้น...ทำให้พรรครัฐบาลที่มาจาก“ประชาธิปัตย์” กำลังสับสนระแวดระวัง...มึนงง จนบางครั้งถึงกับ“โซซัดโซเซ” ยืนไม่ติดในฐานที่มั่นครั้นจะเอาหลังพิงเชือกเพียงอย่างเดียว

ก็ไม่ไหว...ครั้นจะตอบโต้อะไรออกไปแรงๆก็เกรงจะกระทบกับหลายสิ่งที่จะตามมาสัญญาณหลายๆ อย่างที่เริ่มเด่นชัดขึ้นกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ยามนี้...เริ่มละม้ายคล้าย “เสือลำบาก” เข้าไปทุกขณะจิตเข้าใจว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บางครั้งก็คิดจะทำอะไรที่ให้ตรงกับเจตนาของตนอยู่บ้าง แต่ทำได้ไม่ถนัดเพราะหันซ้ายก็เพื่อน หันขวาก็พรรคพวก...ก้มหน้าก็โดนกลุ่มม็อบที่เชียร์ตนบีบเข้าที่กลางหว่างขา แหงนหน้าก็กลัวอะไรบางอย่างถ่มลงมารดหน้าตัวเอง

นี่แหละคือ “รสชาติ” ของการมีอำนาจแห่งการเป็นรัฐบาลที่ได้มาจาก วิธีพิเศษทุกอย่างจำเป็นต้องมีลูกอึดอัดเป็นธรรมดา...ซึ่งบางอย่างปฏิเสธไปบ้างก็หาว่าลืมตัว บางอย่างยอมทำตามก็ถูกครหาว่าเป็นแค่เพียง “กุมารทอง” ในคาถากำกับของใครบางคนคิดๆแล้วก็กลุ้ม ...หากความกลุ้มรุมเร้า้มากๆ เข้า “ยุบสภา” ไปว่ากันใหม่ก็หมดเรื่องแต่คงไม่ได้อีก...เพราะเมื่อดูจากสถิติในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา พรรคการเมืองอันนามว่า“ประชาธิปัตย์” ไม่เคยมีประวัติอันสง่างาม

แม้แต่สักครั้งเดียวเกี่ยวโยงถึง “การเลือกตั้ง”“ประชาธิปัตย์” ไม่เคยวัดผลกันที่“ชนะขาด” แล้วได้เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาลอย่าว่าแต่การจัดตั้งรัฐบาลแบบพรรคเดียวเบ็ดเสร็จ แค่จัดตั้งรัฐบาลผสมก็ไม่เคยมีปรากฏในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาในยุค “พลเอกชายชาติ ชุณหะวัณ”ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วถูกปฏิวัติรัฐประหารเลือกตั้งใหม่“ป๋าเหนาะ” เสนาะ เทียนทองก็ใส่เกียร์จนทำให้ “บรรหาร ศิลปอาชา”

ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีกระทั่งสร้างรอยร้าวจากการ อภิปรายไม่ไว้วางใจ ด้วยการสาดสงครามนํ้าลายหลายรูปแบบ ชนิดงัดโคตรเหง้า มาเล่นกันท้ายที่สุดจึงเกิด “กลุ่มงูเห่า” แล้วยกมือให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลนั่นคือ ยุคชวน 1 และการได้มาซึ่งอำนาจของรัฐบาลประชาธิปัตย์ แต่สุดท้ายก็โดน ส.ป.ก. 4-01 กระหนํ่าจนต้องยุบสภาต่อมามีการเลือกตั้งครั้งใหม่เมื่อหมดสมัย“พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ” ในนาม พรรคความหวังใหม่ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

แต่โดนพิษ “ฟองสบู่แตก” ซึ่งต่อเนื่องมาจาก สัญญาบางฉบับ ที่บางพรรคการเมืองทำเอาไว้กับ ต่างชาติส่งผลให้ “บิ๊กจิ๋ว” ต้องประกาศลาออก...แล้วพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้กลับมาครองอำนาจ อีกเป็นครั้งที่สอง ที่เรียกว่ารัฐบาลชวน 2แม้ว่าคราวนี้ไม่มีพรรคฝ่ายค้าน...แต่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็อยู่จนครบเทอม จนมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ขึ้นด้วย “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ที่มาจากประชาชนแท้ๆเรียกว่า รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540มาสู่ยุคพรรคการเมืองคลื่นลูกใหม่ที่มี

แนวคิดนโยบายเข้าถึงเข้าใจความต้องการของประชาชนอย่าง พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอย่างมหาศาล และก็ได้จัดตั้งรัฐบาลต่อมาเกิดปัญหาการเมืองขึ้นต่างๆนานา...กระทั่งต้องยุบสภามาเลือกตั้งใหม่และแนวโน้มของ พรรคไทยรักไทยได้มาทั้งหมด 19 ล้านเสียงจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว!กระทั่งมาเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน2549 และได้รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550ซึ่งการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้หวยก็ยังออกที่“พรรคพลังประชาชน”ซึ่งเป็นชื่อใหม่ของพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไป...แต่นายกรัฐมนตรีภายใต้ร่มเงา“พลังประชาชน” มิอาจรับไม้ต่อ เพราะโดนยึดทำเนียบ แล้วจากนั้นก็โดนให้ยุบ

พรรคฯ กลายมาเป็น พรรคเพื่อไทยในการเป็น พรรคเพื่อไทย มาถึงจุดไคลแม็กซ์ ซึ่งได้เกิดกลุ่มที่ตีใจออกห่างไปยกมือให้ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลภายใต้การนำของ นายกฯ มาร์คที่กล่าวมาทั้งหมดได้ทำให้เห็นซึ่งการได้มาของอำนาจแห่ง “พรรคประชาธิปัตย์” และเป็นการได้อำนาจมาด้วย “วิธีพิเศษ” ทั้งสิ้นฝากไปยังท่าน นายกฯ รูปงามว่าอยากจะสง่างามจริงๆ กับการเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่...เพราะจริยธรรมของบุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นต้องดูตั้งแต่เริ่มแรก

ว่า...ประชาชนเขาเลือกคุณมาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเขาเห็น“คุณค่า” และ “สิ่งดีๆ”อะไรในตัวคุณอย่าได้อาศัยภาวการณ์ต่างๆ ของบ้านเมือง เพื่อทำให้ตนมีอำนาจในด้านการบริหาร เพราะมันหย่อนซึ่งความสง่างามเลิกเล่นเสียทีการเมืองนํ้าเน่าแบบเดิมๆ...ยิ่งกระแสการเมืองยามนี้ “กำลังเร่ง” ทำให้พวกตบะไม่กล้าแข็งถึงกับ“ตบะแตก” เอาง่ายๆรีบทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้ประชาชนยอมรับ...เพราะไม่แน่ว่า “หัวโขน”ที่ท่านสวม...วันหนึ่งวันใดมันอาจหลุดลอย!!