WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, November 13, 2009

สัจจะชนะความเท็จ:ทุกเม็ดทุกคำแม้วสัมภาษณ์TIMESไม่หมิ่น ความจริงเชิดชูสถาบันไม่ขาดปาก

ที่มา Thai E-News


ที่มา – แชพเตอร์ ๑๑ เวบลิเบอรัลไทย
แปลเรียบเรียงจาก – Times Online
13 พฤศจิกายน 2552

*ข่าวเกี่ยวเนื่อง:TIMESการันตีแม้วไม่หมิ่นซักคำ สื่อไทยเฉยหลังรุมตื้บหนำใจ แถมละเว้นมาร์คจ้อสื่อนอกหนักกว่า

หมายเหตุไทยอีนิวส์:พวกปฏิกริยาคลั่งราชาชาตินิยมขวาจัด อันประกอบไปด้วยรัฐบาลหุ่นเชิด,แก๊งอันธพาลการเมืองพันธมิตร สื่อทรราช และสมุนบริวารอำมาตย์ ได้สุมหัวป้ายสีด้วยความเท็จว่าทักษิณ ชินวัตรได้กล่าวสัมภาษณ์ให้ร้ายในหลวง และพระราชวงศ์ชั้นสูง ซึ่งต่อมาTIMESได้ตีพิมพ์บทความฉบับเต็มคือThaksin Shinawatra: the full transcript of his interview with The Timesเผยแพร่ และได้แถลงในเวลาต่อมาว่าอย่าใส่ความกันแบบเด็กๆ(ดูลิ้งค์Siamese spat) แต่พวกปฏิกริยาก็ยัง"ตีกินอย่างหน้าด้าน"ว่าห้ามใครแปลหรือเผยแพร่เพราะหมิ่นฯ เราจึงอยากให้อ่านรายละเอียดการสัมภาษณ์ฉบับเต็ม ซึ่งไม่ได้โดนทางการไทยปิดกั้นแต่อย่างใด แล้วให้ชี้มาว่า"ตรงไหนที่บอกว่าหมิ่น?"

หากอ่านให้ครบถ้วนกระบวนความจะเห็นว่า นอกจากทักษิณไม่ได้หมิ่นฯแล้ว ก็ยังกล่าวเชิดชูเทิดพระเกียรติไม่ขาดปากเสียด้วยซ้ำ นี่คือสัจจะที่จะชำระล้างความเท็จให้พวกปฏิกริยาล้าหลัง ได้สำนึกถึงความไร้ยางอายที่พวกเขาป้ายร้ายบิดเบือนโดยความเท็จ



ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่ บรรณาธิการของไทม์ด้านเอเชีย สัมภาษณ์อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรที่กำลังลี้ภัยที่บ้านของเขาที่นครดูไบ


ทักษิณ ชินวัตร: (ชัยชนะจากการเลือกตั้งของผมในปี ๒๕๔๔) ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ชาติไทยที่พรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวชนะคะแนนครึ่งหนึ่งของที่นั่งในสภา เราชนะอย่างท่วมท้น – ครึ่งหนึ่งของที่นั่งในสภา – เราจัดตั้งรัฐบาลร่วมขึ้นมา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยอีกเช่นกันที่เราได้บริหารประเทศครบสี่ ปีโดยสภาไม่ถูกยุบ และเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ว่านายกรัฐมนตรีได้รับการเลือก ตั้งสมัยที่สอง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยซึ่งเราได้รับชัยชนะกวาดที่นั่งถึง ๓๗๗ ที่นั่ง และจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่ต้องมีพรรคร่วม – ร้อยละ ๗๖ ของที่นั่งในสภาในเวลานั้น

และนั่นก็เริ่มสร้างปัญหาให้กับผม – เพราะผมมีชื่อเสียงมากเกินไป ประชาชนรักผมมากเกินไป นั่นแหละที่มาของปัญหา

คนของผมบางคนได้เตือนว่า สื่อจะเริ่มโจมตีผมนะ – เพราะฝ่ายตรงข้ามอ่อนแอมากดังนั้นสื่อต้องอยู่กับฝ่ายตรงข้าม ตอนนั้นผมไม่เชื่อ แต่สุดท้ายผมเห็นว่าสื่อโจมตีผมอย่างไม่มีเหตุผลใดๆ วันหนึ่งผมเผอิญพบกับลูกชายของเจ้าของหนังสือพิมพ์ ผมถามเขาว่า “ถามคุณพ่อคุณหน่อยซิว่า ทำไมหนังสือพิมพ์ของคุณพ่อคุณถึงได้โจมตีผมแบบไม่มีเหตุผลแบบนั้น” เขาตอบผมว่า “ลุงครับ (คำที่ใช้แสดงความเคารพ) ผมทำอะไรไม่ได้หรอกครับ เพราะคุณพ่อโดนองคมนตรีสองคนเกลี้ยกล่อมอยู่ พวกเขามาทานข้าวมื้อค่ำกับคุณพ่อ และพวกเขามาพูดว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่ต้องประสงค์ลุงแล้ว” ผมพูดไปว่า ผมไม่เชื่อหรอก – พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่ยุ่งเกี่ยวทางการเมือง อาจจะพวกองคมนตรีเองที่มีความลำเอียงกับผม

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: ทำไมพวกเขาจึงมีความลำเอียงกับคุณล่ะ


ทักษิณ ชินวัตร: พวกเขาประโคมข่าวลือว่าผมต้องการเปลี่ยนประเทศไทยเป็นระบบสาธารณรัฐ และตัวผมต้องการเป็นประธานาธิบดี ซึ่งผมไม่เคยมีความคิดเช่นนี้ ผมน่ะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์เป็นที่สุด คุณทราบไหมว่า เมื่อผมเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรกน่ะ ผมได้เข้าเข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์องค์พระเจ้าอยู่หัว ผมกราบบังคมทูลฯ ว่า
“ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพเจ้ามีความจงรักภักดีต่อพระองค์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ข้าพเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งถือกำเนิดในแผ่นดินของพระองค์ ข้าพเจ้าขอกราบบังคมทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า – ไม่เพียงแต่ข้าพเจ้าจะเสมือนลูกของพระองค์ – แต่เพราะอายุของข้าพเจ้าใกล้เคียงกับพระชนมายุของพระราชโอรสและพระราชธิดา ของพระองค์ ขอพระองค์ทรงมีพระเมตตาประทานสั่งสอน และตักเตือนข้าพเจ้าอย่างคนในวัยเดียวกันกับพระโอรสและพระธิดาของพระองค์ แม้ว่าข้าพเจ้าจะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ตาม พระองค์ทรงครองราชย์มาสามชั่วอายุคน – รุ่นปู่ของข้าพเจ้า รุ่นบิดาของข้าพเจ้า และมาถึงรุ่นข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเปี่ยมไปด้วยความจงรักภักดี สิ่งใดที่ข้าพเจ้าจะต้องปฏิบัติ ขอพระองค์ได้โปรดมีพระเมตตาสั่งสอนข้าพเจ้าด้วย”
นี่เป็นคำพูดที่ผมได้เข้าเฝ้า และผมได้กราบทูลฯต่ออีกว่า
“พระองค์ทรงงานหนักสำหรับพสกนิกรชาวไทยมาหลายปีแล้ว ขณะนี้พระองค์ทรงมีพระชนมายุมากแล้ว และพระองค์อาจทรงเหน็ดเหนื่อย โปรดให้ข้าพเจ้าได้สนองเบื้องพระยุคลบาท ข้าพเจ้าจะแบกภาระทุกอย่างของพระองค์ และข้าพเจ้าจะทุ่มเททำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของพสกนิกรของพระองค์”
นั่นเป็นการกราบทูลฯ ครั้งแรกของผม…ต่อองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

และผมทำงานหนักเรื่อยมาจนได้รับความนิยมมากขึ้นๆ และความนิยมเริ่มสร้างปัญหาให้ผม พรรคประชาธิปัตย์พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามมีความสามารถเป็นพิเศษในการปรักปรำ ผู้คนต่างๆ พวกเขาเริ่มสร้างข่าวลือ และโจมตีผม แม้แต่ตอนที่พวกเขาครองอำนาจ ก็ยังไม่วายใส่ความว่าผมต้องการเป็นประธานาธิบดี เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับชาวไทยเพราะคนไทยรักพระเจ้าอยู่หัว และคนไทยไม่ยอมให้ใครก็ตามมาล้มล้างสถาบันกษัตริย์..

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: นั่นเป็นเพราะคนคิดว่าคุณได้รับความนิยมมากกว่ากษัตริย์หรือ

ทักษิณ ชินวัตร: เมื่อคุณมีลูกชาย ลูกชายรักภรรยา และรักแม่..เป็นความรักคนละแบบ คนรักผมเพราะเขาสัมผัสผมได้ เขาใช้ผมเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของเขาได้ แต่สำหรับพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ประชาชนให้ความเคารพต่อพระองค์ดั่งเทพ เป็นความรักคนละแบบ แต่คนพยายามที่จะทำให้เป็นความรักเช่นเดียวกัน นั่นคือปัญหาทั้งหมดอย่างแท้จริง

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: ในการเมืองไทย กษัตริย์ถือว่าเป็นบุคคลซึ่งทรงอิทธิพลมากที่สุด นั่นเป็นเรื่องดีหรือไม่

ทักษิณ ชินวัตร: พระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นที่เคารพอย่างที่สุด ในความรู้สึกของคนไทยแล้วพระองค์ทรงเป็นดั่งเทพ คนไทยไม่เชื่อฟังด้วยกันเอง คนไทยต้องการใครสักคนหนึ่งที่พวกเขาให้ความเคารพอย่างจริงจัง – นั่นก็คือพระเจ้าอยู่หัว แต่บุคคลที่รายล้อมรอบพระองค์และสมเด็จพระราชินี ซึ่งผมเรียกว่าผู้ใกล้ชิดในวังที่พยายามสร้างอิทธิพล

องคมนตรีส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการที่เกษียณ..พวกเขามีผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา และต้องการจะสร้างอิทธิพลบางอย่าง อย่างเช่นพล.อ.เปรม (ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี) – เขาต้องการให้ใครบางคนเป็น ผบ.ทบ. แต่ถ้าแต่งตั้งคนอื่นขึ้นมา เปรมอาจไม่ชอบใจ นั่นเป็นการแสดงอำนาจซึ่งพระมหากษัตริย์ไม่ทรงประสงค์ หรือเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด เป็นพวกคนใกล้ชิดในวังซึ่งกำลังเล่นเกมต่างๆ

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: อย่างนั้น พล.อ.เปรม และบุคคลอย่างเขากำลังชักใยอยู่เบื้องหลังกษัตริย์

ทักษิณ ชินวัตร: บรรดาองคมนตรีเป็นเช่นนั้น ไม่เพียงแต่พล.อ.เปรม มีบุคคลอื่นด้วย เช่น นางสนองพระโอษฐ์ และใครก็ตามของสมเด็จพระราชินี สังคมไทยดูใหญ่ก็จริง แต่สังคมศักดินาในกรุงเทพจะอยู่ในวงที่แคบมาก ทั้งอิทธิพล และเครือข่ายอยู่ตรงนั้น นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้การเมืองมีความยุ่งยาก ไม่เหมือนอังกฤษหรือญี่ปุ่น ซึ่งไม่ยอมให้บุคคลเหล่านั้นเข้ามามีอิทธิพลได้

นั่นคือปัญหาในประเทศไทย ปัญหาไม่ใช่ระบบกษัตริย์ ระบบกษัตริย์เป็นเรื่องดีสำหรับประเทศไทย ประเทศไทยต้องการมีระบบกษัตริย์ แต่ไม่ควรถูกคนใกล้ชิดในวังนำมาใช้ในทางที่ผิด หรือสร้างความแปดเปื้อน

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: นั่นคือระบบกษัตริย์เป็นสิ่งที่ดี แต่สถาบันกษัตริย์ต้องมีการปรับปรุง ใช่หรือไม่

ทักษิณ ชินวัตร: ใช่ครับ ใช่

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: ควรมีการปรับปรุงอย่างไร

ทักษิณ ชินวัตร: การปกครองระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญจะต้องยึดถือปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด ทุกสถาบันต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรม และหลักทางการเมือง แต่บางครั้งสถาบันเหล่านี้ก็ทรงอิทธิพล ระบบยุติธรรมถูกก้าวก่ายจากผู้ใกล้ชิดในวัง

ประชาธิปไตยอย่างไทยยังพัฒนาไม่ถึงที่สุด ดูเหมือนจะเติบโตแต่ยังไม่เติบโต เพราะการก้าวก่ายของกองทัพซึ่งไม่ควรจะยอมให้เกิดขึ้น ทุกครั้งที่มีการทำรัฐประหาร อำนาจอธิปไตยจะโดนควบคุม – ซึ่งไม่ควรยอมให้เกิดขึ้น ประชาธิปไตยควรมาจากการเลือกตั้งเพียงทางเดียว – คุณต้องให้อำนาจต่อประชาชน แต่อำนาจไม่ได้อยู่กับประชาชน การเลือกตั้งเป็นเพียงการรับรองความเป็นประชาธิปไตย คุณต้องใส่ใจกับประชาชน คุณต้องสนองตอบต่อความต้องการของประชาชน

มันเป็นการวางแผนเพื่อดึงอำนาจ จริงๆแล้วมีแค่สองฝ่ายเท่านั้น ประชาธิปัตย์ (พรรคประชาธิปัตย์ของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) และฝ่ายสนับสนุนผม พวกเขาต้องการดึงอำนาจจากฝ่ายสนับสนุนผมไปให้ประชาธิปัตย์ ประชาธิปัตย์ต้องการอำนาจสองทาง – ซึ่งอำนาจไม่ได้มาจากประชาชน เป็นอำนาจที่ได้มาจากการทรยศของ ส.ส.จากพรรคอื่น

ในประเทศไทยเราเรียกพวกนี้ว่างูเห่า – ประชาชนไม่ไว้ใจพวกงูเห่า งูเห่าสามารถแว้งกัดเจ้าของได้

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: เมื่อเดือนเมษายน คุณได้วิงวอนให้กษัตริย์ (ภูมิพลอดุลยเดช) ทรงลงมาแทรกแซงเพื่อคืนความปรองดองของสังคมไทย คุณยังมีความหวังว่ากษัตริย์จะทรงทำเช่นนั้นหรือไม่

ทักษิณ ชินวัตร: รัฐบาลสร้างความขัดแย้งกับฝ่ายสนับสนุนผม เราเป็นฝ่ายตรงข้ามกัน ดังนั้นรัฐบาลไม่อยู่ในฐานะที่จะมาแก้ปัญหาใดๆได้ รัฐบาลไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะไว้ใจได้ เพราะพวกเขาทำการปล้นอำนาจ พวกเขาแย่งอำนาจไปจากประชาชน

หนทางเดียวที่รัฐบาลจะเข้ามาเกี่ยวข้องได้ก็คือ รัฐบาลต้องหัดคิดใหม่ในเรื่องการเป็นศัตรูกับคนอื่น แต่รัฐบาลนี้ใจไม่กว้างพอ เพราะรัฐบาลนี้กลัวว่าถ้ามีการเลือกตั้งอีกครั้ง พวกเขาจะแพ้ ผมขอรับรองเลยว่ารัฐบาลนี้จะแพ้การเลือกตั้ง เรา (พรรคเพื่อไทย ของฝ่ายสนับสนุนทักษิณ) กำลังจะชนะอย่างขาดลอยอีกครั้ง นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมรัฐบาลนี้ถึงได้เกาะเก้าอี้อย่างเหนียวแน่นไม่ว่า อะไรจะเกิดขึ้น – พวกเขาไม่ต้องการยุบสภา ผมไม่สนใจหรอก แต่ตอนนี้ประชาชนกำลังเป็นทุกข์ ประเทศกำลังลำบาก – คุณก็เห็นแล้วนี่ ประเทศไทยกำลังจะก้าวไปสู่ปัญหาเพิ่มขึ้นอีก

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: กษัตริย์จะทรงทำอะไรได้บ้างในสถานการณ์แบบนี้

ทักษิณ ชินวัตร: จะต้องนำสองฝ่ายมาร่วมกัน และเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง นั่นคือ อภัยโทษให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณจะกล่าวอะไรต่อกษัตริย์บ้าง

ทักษิณ ชินวัตร: ผมจะกราบทูลฯว่า
“ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ถึงเวลาแล้ว ที่พระองค์จะทรงประทานพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทย ขอพระองค์โปรดประทานความสันติสุขให้พวกเขา ให้ประชาชนได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบโดยวิธีนิรโทษกรรม และการพระราชทานอภัยโทษ เพื่อให้พสกนิกรทุกคนกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ และร่างรัฐธรรมนูญใหม่”…


พวกเขา (ศัตรูของทักษิณ) พยายามฆ่าผม ได้มีการพบปะกันที่บ้านของคุณปีย์ (มาลากุล) .. พล.อ.สุรยุทธ์ (จุลานนท์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด อดีตนายกรัฐมนตรีหลังจากทักษิณถูกปล้นอำนาจจากการทำรัฐประหาร) ได้ขอให้พล.อ.พัลลภ (ปิ่นมณี) สังหารผม

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: แล้วกษัตริย์ทรงทราบเรื่องนี้หรือไม่

ทักษิณ ชินวัตร: ผมไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น ผมแน่ใจว่าพระองค์ทรงอยู่เหนือ (การเมืองทั้งปวง) แต่พวกคนใกล้ชิดในวังซึ่งมีเครือข่าย พวกเขาร่วมมือกัน พูดคุยด้วยกัน พวกเขาต้องการสร้างภาพว่าพวกเขานั้นมีความจงรักภักดีเป็นที่สุด และพวกเขาต้องทำการกำจัดใครก็ตามซึ่งไม่จงรักภักดี ใครก็ตามที่อาจจะเปลี่ยนประเทศไทยไปเป็นสาธารณรัฐ พวกเขาต้องการกำจัดผมเพราะพวกเขาพูดว่า ผมน่ะพยายามเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นสาธารณรัฐ และจะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ นั่นไม่ใช่ความจริง ผมน่ะมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์เป็นที่สุด

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: การที่สมเด็จพระราชินีทรงเสด็จไปงานพระราชทานเพลิงศพหนึ่งในผู้สนับสนุน เสื้อเหลือง (“เสื้อเหลือง” ฝ่ายตรงข้ามทักษิณ) คุณคงจะแปลกใจไม่น้อย

ทักษิณ ชินวัตร: ทุกๆคน ทั้งประเทศไทยต่างประหลาดใจ แต่ผมทราบในองค์สมเด็จพระราชินี พระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณ เมื่อใครบางคนกราบบังคมทูลฯ พระองค์ด้วยข้อมูลผิดๆ (เช่น) “สตรีผู้นี้ได้เสียชีวิตลงเนื่องจากพยายามปกป้องสถาบันกษัตริย์” ผมคิดว่าพระองค์ทรงถูกโกหก พวกคนใกล้ชิดวงในของวังพยายามกราบบังคมทูลฯให้ทรงคล้อยตาม โดยให้ข้อมูลผิดๆกับพระองค์”

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณได้อ้อนวอนให้กษัตริย์ทรงเข้ามาแทรกแซง และฝ่ายสนับสนุนของคุณได้ยื่นฎีกาขอถวายพระราชทานอภัยโทษให้กับคุณ ทำไมกษัตริย์จึงทรงเพิกเฉย

ทักษิณ ชินวัตร: ผมคิดว่าอาจจะเพราะขณะนี้ทรงพระประชวร พระองค์ทรงเข้าออกโรงพยาบาล ผมหวังว่าหลังจากที่พระองค์ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงขี้นแล้ว พระองค์จะทรงหาหนทางให้ประเทศกลับคืนสู่ความสามัคคี เราไม่สามารถให้ประเทศเป็นอย่างนี้อีกต่อไปได้ เราเองจะยิ่งแย่ลง และแย่ลง และความแตกแยกจะยิ่งหนักขี้น และมากขี้น

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: กษัตริย์ทรงดูเหมือนจะทรงมีพระพลานามัยดีขี้นจากพระอาการประชวรเมื่อไม่นาน มานี้ และถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรัชสมัย จะมีความหมายอย่างไรต่อการเมืองไทย และสังคมไทย

ทักษิณ ชินวัตร: ประเทศไทยได้รับการปกครองโดย..พระราชวงศ์จักรีมากกว่า ๒๐๐ ปี จะต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ราบรื่น แต่สิ่งแรกคนไทยต้องสมานฉันท์กันก่อน ก่อนที่จะเปลี่ยนรัชสมัย เพื่อการเปลี่ยนรัชสมัยจะได้เป็นไปอย่างราบรื่น

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: สักวันหนึ่งที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ จะทรงดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ จะมีแบบอย่างอันแตกต่างจากพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันอย่างไร

ทักษิณ ชินวัตร: อาจจะมีความแตกต่าง แต่ผมคิดว่าเหตุการณ์จะเป็นไปด้วยความราบรื่น เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ข้าราชบริพารรอบพระองค์จะเป็นคนใหม่ และผู้ใกล้ชิดในวังจะไม่ใหญ่โตขนาดนี้ เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เนื่องจากพระองค์ทรงยังใหม่ อาจจะยังไม่ได้รับความชื่นชมมากเสมอเท่าองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างไรก็ดี พระองค์จะทรงประสบปัญหาน้อยลง เพราะคนใกล้ชิดราชวังจะมีขนาดเล็กลง เนื่องจากทรงเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณจะอธิบายถึงพระราชอุปนิสัยของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชว่าเป็นอย่างไร

ทักษิณ ชินวัตร: พระองค์ทรงเป็นคนรุ่นใหม่ ทันสมัย

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: แล้วพระราชบุคลิกภาพของพระองค์ล่ะ เป็นอย่างไร

ทักษิณ ชินวัตร: พระองค์ทรงมีพระประสงค์อย่างเด็ดเดี่ยวที่จะกระทำการสิ่งใดให้สำเร็จ พระองค์ท่านมีความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: พระองค์ทรงต้องการมุ่งมั่นจะทำอะไรให้สัมฤทธิ์ผลบ้าง

ทักษิณ ชินวัตร: แม้พระองค์จะยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ และพระบารมีอาจจะยังไม่ปรากฏชัดเจนในขณะนี้ แต่หลังจากที่พระองค์เสด็จขี้นครองราชย์แล้ว ผมแน่ใจว่าพระบารมีของพระองค์จะโชติช่วงเป็นที่ประจักษ์ในฐานะตำแหน่งองค์ พระประมุข เนื่องจากพระองค์ทรงสังเกตจากองค์พระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระราชบิดามานานปี พระองค์ทรงเรียนรู้จากองค์พระเจ้าอยู่หัวมากมาย …ยังไม่ใช่เป็นเวลาของพระองค์ แต่เมื่อถึงเวลานั้นผมคิดว่า พระองค์จะทรงเปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถเป็นแน่”

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: บางครั้งแม้แต่ในการปกครองระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อกษัตริย์องค์ใหม่ขี้นครองราชย์ ย่อมต้องมีความรู้สึกใหม่ในประเทศ คุณคาดว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยไหม

ทักษิณ ชินวัตร: ผมคิดว่าองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ – พระองค์ทรงเติบโตมาจากต่างประเทศ พระองค์ทรงได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ และพระองค์ทรงยังหนุ่ม ผมคิดว่าพระองค์ทรงเข้าใจถึงโลกสมัยใหม่ สำหรับพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของโลกที่กำลังมีการเปลี่ยน กษัตริย์ทรงต้องหมุนเปลี่ยนไปพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยนี้เช่นกัน

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณคิดว่าสำหรับราชวงศ์ไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนไปตามยุคสมัยหน้าอย่างไร

ทักษิณ ชินวัตร: โดยเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และทรงเข้าใจว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลง นั่นเพียงพอแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลง

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณได้รับเลือกตั้งถึงสามครั้งในประเทศไทย คุณไม่เคยแพ้ และคุณถูกปล้นอำนาจจากการทำรัฐประหาร ตำแหน่งขณะนี้ของคุณคืออะไร คุณยังคงเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยที่อยู่ในระหว่างลี้ภัยไหม

ทักษิณ ชินวัตร: ตอนนี้หรือ ผมคิดว่าตัวผมเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย และกำลังอยู่ในระหว่างการลี้ภัย ผมได้เคยถูกขอร้องให้เป็นผู้นำรัฐบาลพลัดถิ่น ผมไม่ทำเช่นนั้นเพราะผมไม่ต้องการสร้างความเดือดร้อนให้กับพระราชวงศ์ ดังนั้นเมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยให้กับการทำรัฐประหาร ตอนนั้นผมพูดว่า “ทุกอย่างยุติแล้ว”

ขณะนี้ผมเพียงแต่พยายามที่จะต่อสู้เพื่อความชอบธรรม ไม่ใช่สำหรับตัวผมเอง แต่สำหรับประชาชนในประเทศไทย โดยเฉพาะคนยากจน พวกเขาได้เคยรับโอกาสต่างๆ และพวกเขาได้เริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ แต่เมื่อมีการทำรัฐประหาร ทำลายความหวังของพวกเขา และตอนนี้ประเทศตกอยู่กับความเลวร้ายลงตลอดสามปีมานี้ ผมจึงต้องสู้เพื่อความยุติธรรม พวกเขาสมควรที่จะได้รับโอกาสต่างๆ

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เปรียบเทียบคุณกับ ออง ซาน ซูจี ของพม่า เป็นการเปรียบเทียบที่ดีไหม

ทักษิณ ชินวัตร: มีบางอย่างที่คล้ายกันนะ แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง ที่คล้ายกันคือเราได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง เราได้เข้าบริหารประเทศ เราถูกปล้นอำนาจจากการทำรัฐประหาร และเรามาจากประชาชน เราเป็นผู้นำที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างประชาธิปไตย และเรามาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน – เสียงจำนวนมหาศาลจากประชาชน ไม่ใช่แค่จำนวนมากเท่านั้น

เธอถูกการกักบริเวณ ผมถูกเด้งออกจากประเทศ พวกเขารู้ว่าถ้าผมยังอยู่ในประเทศ จะส่งผลเลวร้าย (สำหรับพวกเขา) ยิ่งกว่า ออง ซาน ซูจี

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณจะเข้าพบสมเด็จฮุนเซนแห่งกัมพูชาอาทิตย์นี้ คุณจะย้ายที่ไปอยู่กัมพุชาหรือ

ทักษิณ ชินวัตร: ไม่ครับ ผมทำงานผ่านทางออนไลน์ได้ ผมทำงานผ่านทางอีเมล์ได้ แต่ผมต้องการพบตัวท่านฮุนเซนเอง

หลังจากที่ท่านประกาศพระราชกฤษฎีกาแล้ว ผมโทรศัพท์ไปขอบคุณท่าน และท่านได้เชิญผมให้ไปกัมพูชา

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: รัฐบาลไทยได้มีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างเต็มที่ โดยการเรียกเอกอัครราชทูตกลับ ทำไมพวกเขาจึงได้แสดงอาการมากเช่นนั้น

ทักษิณ ชินวัตร: รัฐบาลนี้กำลังพยายามที่จะรักษาอำนาจไว้โดยทุกวิถีทาง พวกเขากลัวว่าถ้าผมจะอยู่ที่นั่น อาจจะใกล้เกินไป เอาเถอะ ผมไม่อยู่หรอก แต่ผมต้องเดินทางไปมาที่นั่น

รัฐบาลทั้งหมดนั้นมัวเอาแต่หวาดวิตกเกี่ยวกับผม เลยไม่ต้องทำอะไรให้กับประเทศ พวกเขาหวงอำนาจจนเกินไป อำนาจที่พวกเขาได้มามันไม่ใช่ง่ายๆ เมื่อถึงเวลาได้อำนาจจากความช่วยเหลือของกองทัพ และประธานองคมนตรี พวกเขาเลยต้องกอดเก้าอี้ไว้อย่างเหนียวแน่น – เหมือนงูจงอางหวงไข่

พวกเขาเป็นเด็กมากเกินไป พวกเขาได้แต่กลัวว่าถ้าผมอยู่ที่นั่น ผู้สนับสนุนของผมจะมีความหวังมากเกินไป เพราะผมอยู่ใกล้เข้ามาแล้ว ผมจะไม่อยู่ที่นั่น ผมรู้ว่ามันใกล้เกินไป แต่ผมจะไปเยี่ยมเป็นครั้งเป็นคราว

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: เมื่อเดือนเมษายนคุณพูดว่า: “ถ้ามีเสียงปืนดังขี้น ทหารยิงประชาชนเมื่อไร ผมจะกลับไทยทันที และเป็นผู้นำเดินขบวนเข้ากรุงเทพ” กัมพูชาจะเป็นสถานที่เหมาะไหม ที่จะเริ่มเดินขบวนนั้น

ทักษิณ ชินวัตร: ถ้าผมจะเริ่มต้นเดินขบวน ผมจะเริ่มต้นจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย บนแผ่นดินไทย แต่ผมจะต้องผ่านด่านเข้าประเทศไทย ผมสามารถเข้าไทยจากทางลาว กัมพูชา พม่า ผมหาทางของผมได้

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: ในสถานการณ์เช่นไรที่คุณจะทำเช่นนั้น

ทักษิณ ชินวัตร: ผมไม่พยายามที่จะทำหรอก ผมมีวิธีการ (ก่อนที่จะทำแบบนั้น) การชนะการเลือกตั้ง – นั่นสำคัญมาก แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทยหรอก อาจจะแก้ปัญหาของผมได้ แต่ไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทย ปัญหาของประเทศไทยจะต้องแก้โดยการนำทั้งสองฝ่ายมานั่งกัน และให้ลืมทุกอย่าง เพื่อความสมานฉันท์ของชาติ

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: แล้วใครที่จะทำเช่นนั้นได้ล่ะ

ทักษิณ ชินวัตร: องค์พระเจ้าอยู่หัว ปกติแล้วประธานองคมนตรีควรเป็นบุคคลที่ทำเช่นนี้ได้ แต่ขณะนี้ประธานองคมนตรีเข้ามาก้าวก่ายแล้ว และจะถูกโจมตีอย่างหนักจากเสื้อแดง (ฝ่ายสนับสนุนทักษิณ) ตอนนี้ไม่มีใครเหลือ ไม่มีใครเหลือให้ทำการสมานรอยร้าวเช่นนี้ จะต้องเป็นองค์พระเจ้าอยู่หัว หรือไม่ก็สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ซึ่งจะเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป

รัฐบาลต้องการให้ผมพ้นไปจากประเทศไทย พวกเขาไม่ต้องการให้ผมกลับไปประเทศไทย พวกเขาต้องการให้ผมออกไปจากการเมือง มีแต่ความต้องการทางการเมืองแท้ๆ

ถ้าผมต้องกลับไปตอนนี้ จะยิ่งสร้างความยุ่งเหยิงให้มากยิ่งขี้น เพราะฝ่ายสนับสนุนของผม จำนวนล้านๆคน จะออกมา พวกเขาทราบว่าผมถูกกระทืบให้จมดินทางการเมือง ผมไม่ได้รับการพิจารณาคดี หรือได้รับการตัดสินอย่างยุติธรรม

ถ้าผมต้องกลับไปตอนนี้ อาจจะเกิดการนองเลือด เพราะรัฐบาลนี้จะต้องใช้กำลังกองทัพ และใช้อาวุธจริงอย่างแน่ๆ ดังนั้นผมกลับไปจะไม่ได้ประโยชน์กับฝ่ายใด

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณจะบรรยายสถานการณ์ประเทศไทยตอนนี้ได้อย่างไร

ทักษิณ ชินวัตร: กีฬาไหนๆก็ไม่มีเรื่องวุ่นวายหรอกถ้าผู้ตัดสินมีความยุติธรรม และถ้าทั้งสองฝ่ายต่างเล่นตามกติกา ในการเมืองไทยพวกเขาไม่เล่นตามกติกา

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้ ภาพพจน์ของประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีความสามัคคีและมีเอกลักษณ์แห่งชาติที่โดดเด่น แล้วทำไมคนไทยจึงได้ขาดความสามัคคีกันได้ขนาดนี้

ทักษิณ ชินวัตร: ก็เพราะความหวาดระแวงเรื่องความมั่นคงของราชวงศ์ พวกเขาคิดว่าผมน่ะได้รับความนิยมมากเกินไป และอาจจะเกินราชวงศ์ และผมจะเปลี่ยนประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐ ซึ่งผมไม่เคยแม้แต่จะคิด ผมเพียงพยายามที่จะรับใช้ประเทศชาติ ผมน่ะมีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ของผม ผมจะทำแต่สิ่งที่ดีๆเพื่อราชวงศ์

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: มีโอกาสจะประนีประนอมไหม
ทักษิณ ชินวัตร: ครับ ขี้นอยู่กับว่าใครจะนั่งหัวโต๊ะ

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณได้เคยติดต่อกับคนในรัฐบาลบ้างไหม

ทักษิณ ชินวัตร: ไม่เคยครับ พวกเขาไม่เคยติดต่อผม พวกเขาอ้างว่าได้ติดต่อผม แต่ไม่เคย พวกเขาไม่ต้องการขจัดปัญหา ไม่อย่างงั้นพวกเขาจะไม่สามารถกุมอำนาจเอาไว้ได้ พวกเขามัวเมาแต่อำนาจ ถ้าประเทศไม่เละเทะ และไม่มีใครช่วยพวกเขาให้เข้ามามีอำนาจ พวกเขาก็จะไม่มีทางที่จะกุมอำนาจไว้ได้อย่างนี้

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: เงินจำนวนมากของคุณยังคงอยู่ในประเทศไทย จำนวน ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท (รัฐบาลทำการอายัดทรัพย์ในขณะที่ทักษิณถูกดำเนินคดี และถูกตัดสินว่ากระทำผิดข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง) คุณจะได้กลับคืนมาไหม

ทักษิณ ชินวัตร: ผมคิดว่าวันหนึ่ง ถ้ามีความยุติธรรมเกิดขึ้น ผมคงได้เงินกลับมา เพราะเป็นเงินของครอบครัว ซึ่งได้แจ้งในบัญชีสินทรัพย์ก่อนหน้านี้ เป็นหุ้นจำนวนเดิมซึ่งเราเป็นเจ้าของก่อนที่จะเข้าสู่การเมือง และครอบครัวทั้งหมดได้ขายหุ้นไป ดังนั้นจึงมีที่มาของเงินอย่างชัดเจน แต่พวกเขายังคงพยายามสร้างเรื่องว่าราคาหุ้นเพิ่มเพราะอิทธิพลของผม จริงๆแล้วหุ้นทั้งหมดในตลาดหุ้นมีราคาเพิ่มขึ้นตามดัชนีมูลค่าหุ้น และบางบริษัทมีราคาเพิ่มกว่าปกติ แต่มันไม่ใช่บริษัทของครอบครัวเรา เป็นบริษัทของคนอื่น ครอบครัวของเราได้รับตามมูลค่าดัชนี

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: ถ้ารัฐบาลกล่าวกับคุณว่า “เอาล่ะ เราจะให้เงินคืน แต่คุณต้องอย่าเข้ามายุ่งกับการเมือง ให้เป็นแค่นักธุรกิจ” คุณจะเห็นด้วยไหม

ทักษิณ ชินวัตร: เอ่อ ผมเพียงต้องการความยุติธรรม ผมไม่สนใจว่าผมจะได้กลับไปเล่นการเมืองอีกหรือไม่ แต่ถ้าคนส่วนใหญ่ยังต้องการผม ตอนนั้นผมจะต้องกลับไป ผมไม่สามารถเห็นแก่ตัวได้ แต่ถ้าจะต้องให้ผมเลือก ผมจะเลือกใช้ชีวิตอย่างสงบ ผมต้องการจะตั้งพรรคการเมืองใหม่เรียกว่า “พรรคความสุขของชีวิต” (หัวเราะ) คุณทราบไหมว่าผมน่ะไม่มีเวลาหาความสุขกับชีวิต ผมทำงานหนักตั้งแต่ผมโตขึ้นมา หลังจากผมประสบความสำเร็จกับการทำธุรกิจแล้ว แทนที่ผมจะได้อยู่อย่างมีความสุข ผมขออาสาทำงานให้กับประเทศ ปกติแล้วการเมืองไม่เหมาะสำหรับคนรวย ยากนักที่คนรวยจะต้องการเข้ามาเล่นการเมือง แต่ผมรักประชาชน ผมรักประเทศของผม ผมต้องการทำสิ่งที่ดีๆสำหรับเขาเหล่านั้น .. ผมอาจเดินหนีไปได้ ผมเอียนจริงๆกับการเมืองแบบไทยๆ แต่ถ้าประชาชนทำให้ผมได้กลับไป นั่นผมเป็นหนี้พวกเขา

ผมน่ะพวกนิยมการเปลี่ยนแปลง ผมต้องการให้มีการปฏิรูป ผมทำการปฏิรูปในหลายๆอย่าง ผมทำการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลซึ่งเคยเป็นแบบนั้นมานับร้อยปี ผมกำลังปฏิรูประบบยุติธรรมทั้งหมดเพื่อให้ทันสมัยขึ้น

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: ตั้งแต่คุณออกจากประเทศไทยแล้ว การสนับสนุนในประเทศไทยเองมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างไหม

ทักษิณ ชินวัตร: ก็ลดลงเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะในเมืองซึ่งสื่อลำเอียงต่อต้านผม เอียงกะเท่เร่ด้านเดียวตลอดเวลา แต่หลังจากผมเคลียร์ตัวเองแล้ว การสนับสนุนจะกลับมาอย่างเร็ว การเลือกตั้งครั้งสุดท้ายหลังการทำรัฐประหาร (เดือนธันวาคม ๒๕๕๐) แสดงให้เห็นว่าแม้ว่าผมไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว เรายังคงได้รับที่นั่งเพิ่มขึ้น แล้วจะเป็นจริงขึ้นมาอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าผมต้องอยู่ที่นั่น นั่นจะยิ่งได้คะแนนเสียงมากขึ้นไปใหญ่ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมฝ่ายตรงข้ามของผม พรรคประชาธิปัตย์ถึงได้กลัวผมนักหนา และพยายามป้ายสีผม พวกเขาพยายามทุกวิถีทางที่จะกำจัดผม

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณให้การสนับสนุนทางการเงินกับเสื้อแดงเท่าไร

ทักษิณ ชินวัตร: ถ้าคุณลองไปถามเสื้อแดงคุณจะเข้าใจได้ดีเลยนะว่าพวกเขาออกเงินกันเอง และพวกเขายังช่วยเหลือซึ่งกันและกัน บริจาคเงินบ้างเล็กน้อยเมื่อพวกเขาเข้ากรุงเทพฯ พวกเขารวบรวมเงินกันนะ พวกเขาช่วยกันเองมากเลย น่าประหลาดใจมาก ไม่เหมือนพวกเหลือง (เสื้อเหลือง) พวกเหลืองนี่มาจากกองทัพที่ไปยึดสนามบิน (เสื้อเหลืองยึดสนามบินสุวรรณภูมิในปี ๒๕๕๑)

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณต้องให้เงินพวกเขาบ้าง คุณเป็นมหาเศรษฐีนี่

ทักษิณ ชินวัตร: ไม่ครับ ทรัพย์สินของผมถูกอายัดไว้

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: แต่ไม่ทั้งหมดนี่นะ – คุณต้องมีทรัพย์สินอยู่นอกประเทศไทยบ้างล่ะนะ

ทักษิณ ชินวัตร: ไม่มากครับ ไม่มาก

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณมีสินทรัพย์สุทธินอกประเทศไทยเท่าไร

ทักษิณ ชินวัตร: นอกประเทศไทยมีเพียงแค่สามพันกว่าล้านบาท หรือห้าหกพันล้านบาท จริงๆแล้วมีสามพันห้าร้อยล้านบาท

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: ห้าหกพันล้านบาท หรือสามพันห้าร้อยล้านบาท

ทักษิณ ชินวัตร: ผมเคยมีถึงห้าหกพันล้านบาท แต่จ่ายเป็นค่าบ้าน ค่าโน่นค่านี่ เหลือประมาณสามพันห้าร้อยล้านบาท

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: จะใช้ได้ไปอีกนานเท่าไร

ทักษิณ ชินวัตร: ผมไม่ทราบ แต่ตอนนี้ผมทำงาน ผมทำธุรกิจ ผมไม่สามารถนอนงอมืองอเท้าใช้แต่เงิน ผมทำธุรกิจ ขณะนี้ผมลงทุน ผมมีเหมืองทองสิบแห่งที่อูกันดา ผมมีใบอนุญาตดำเนินการล็อตเตอรี่ในอูกันดา ในฟิจิ ในแองโกลา เราจะเริ่มเดือนมกราคม แล้วเรื่องใบอนุญาตเหมืองทอง ซึ่งมีแนวโน้มที่ดีมาก ผมยังได้ลงนามในสัญญาสัมปทานเหมืองทอง และที่ดินในปาปัวนิวกินี ผมทำเรื่องเพชรดิบด้วย เราเจียรนัยด้วย ผมตัดสินใจไม่ทำเหมืองแร่เนื่องจากว่าเสี่ยงเกินไป เราจะทำให้มีกำไรได้อย่างรวดเร็ว

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณใช้เวลาอย่างไรเมื่อคุณอยู่ที่ดูไบ

ทักษิณ ชินวัตร: ก็ทำธุรกิจ พบปะเพื่อนฝูง และผู้สนับสนุนผมจากประเทศไทย และเดินทาง ผมจะเดินทางประมาณสิบวันต่อเดือน อยู่ที่ดูไบยี่สิบวัน

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณใช้เวลาวันละกี่ชั่วโมงต่อวันในการพูดคุยกับผู้สนับสนุนในประเทศไทย

ทักษิณ ชินวัตร: ประมาณสามชั่วโมงนะ ประมาณนั้น

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณพูดกับใครบ้าง

ทักษิณ ชินวัตร: แม้กับคนขับรถแท็กซี่ พ่อค้าแม่ค้าเล็กๆ และนักการเมืองบ้าง

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: นักการเมืองคนไหน

ทักษิณ ชินวัตร: พรรคเพื่อไทย

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณให้ความช่วยเหลือพรรคเพื่อไทยอย่างไร คุณทำอะไรสำหรับพรรคบ้าง

ทักษิณ ชินวัตร: ตัวผมเองเป็นจุดขายของพรรค บางครั้งบางคราวผมก็ต้องไปพูดกับบรรดาผู้สนับสนุน ทุกวันอังคารผมต้องทำรายการวิทยุทางอินเตอร์เน็ต

ในวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน จะมีคอนเสิร์ตเพื่อการระดมทุน ผมจะร้องเพลง (ชื่อเพลงไทย) “ขอบคุณที่ซ้ำเติม” เพราะพวกเขาเอาแต่โจมตีผม เนื้อร้องของเพลงนี้เป็นอย่างนี้ “ขอบคุณที่คอยเอาแต่ตีซ้ำๆ และตีตรงที่เดิม ซึ่งผมเจ็บช้ำไปหมดแล้ว” นี่เป็นเพลงเกี่ยวกับความรักนะครับ

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณมีแผนการทางการเมืองไหม

ทักษิณ ชินวัตร: มีครับ แต่ในทางสงบ ผมต้องการเห็นการสมานฉันท์ มากกว่าการประจันหน้ากัน ผมต้องการให้เสื้อแดงกดดันให้มีการสมานฉันท์ ไม่ใช่นองเลือด หรือประจันหน้ากัน

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณกำหนดเวลาไว้ไหมว่าเมื่อไรจะกลับประเทศไทย

ทักษิณ ชินวัตร: ไม่ใช่เป็นการตัดสินใจของผม เป็นการตัดสินใจของรัฐบาลไทย ผมยังอยู่ที่นี่ได้ปีหนึ่ง สองปี ผมสบายดี แต่สถานการณ์ของประเทศไทยควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: ทำไมหรือ ถ้าปัญหาไม่ถูกแก้ไข อะไรจะเกิดขึ้นหรือ

ทักษิณ ชินวัตร: เศรษฐกิจจะยิ่งเลวลง คนไทย ชีวิตของพวกเขา จะแย่ลงไปด้วย และประเทศไทยจะไม่อยู่ในสายตาของประเทศใหญ่ๆอีกต่อไป ศูนย์ทางการเมืองจะไม่อยู่ที่ประเทศไทยอีกต่อไป สำหรับอเมริกาแล้วจะย้ายไปอินโดนีเซียแทน

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: บางคนในประเทศไทยดูเหมือนจะตื่นกลัวมากกว่าแค่เรื่องเศรษฐกิจซบเซา และการเพิกเฉยทางการทูต คุณได้ยินคนพูดกันเรื่องประเภทเศรษฐกิจพังทลาย สงครามกลางเมือง เป็นไปได้ไหม

ทักษิณ ชินวัตร: ประเทศไทยใกล้ถึงขั้น “ล้มเหลว” ทุกสถาบันเกือบไม่สามารถทำงานอะไรได้ เพราะไม่ยอมทำตามกติกา ไม่ยอมใช้หลักนิติธรรม มีแต่ความอคติต่อผู้อื่น คุณไม่โชติช่วงต่อสายตาโลก คุณเอาแต่ต้องการกุมอำนาจโดยไม่คำนึงถึงเรื่องอื่น นั่นทำไมผมถึงพูดว่าประเทศไทยกำลังจะล้มเหลว เพราะไม่มีใครไว้ใจใคร ไม่มีสถาบันใดที่จะได้รับความน่าเชื่อถืออย่างเช่นแต่ก่อน

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: ความผิดพลาดของคุณคืออะไร

ทักษิณ ชินวัตร: ผมเล่นการเมืองโดยไม่ทำความเข้าใจให้ดีถึงโครงสร้างอำนาจของสังคม ผมพยายามที่จะจัดการให้เหมือนนักธุรกิจ พยายามที่จะทำการตลาด ทำการรณรงค์ และทำด้านการค้า ผมพยายามที่จะช่วยคนยากจน และรณรงค์เพื่อให้ได้รับความนิยม รณรงค์ในเรื่องที่ผมได้ทำสำหรับพวกเขา และทำงานหนักเพื่อพวกเขาโดยลืมนึกถึงความสลับซับซ้อนของโครงสร้างอำนาจของการเมืองไทย ผมไม่เดียงสาในเรื่องนั้น ผมจึงได้สะดุด

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: เรื่องการขายชินคอร์ปล่ะ (บริษัทโทรคมนาคมของครอบครัวทักษิณ ได้ขายให้กับรัฐบาลสิงคโปร์ในราคา ๗๗,๔๐๐ ล้านบาทโดยไม่ได้จ่ายภาษี ซึ่งเป็นสาเหตุให้ทักษิณได้รับการวิจารณ์อย่างหนักในระยะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) คุณไม่ได้จ่ายภาษี ถ้าเอาเรื่องความผิดถูกทางกฎหมายวางไว้ก่อน นี่เป็นการตัดสินใจผิดพลาดทางการเมืองหรือไม่

ทักษิณ ชินวัตร: แม้ว่าจะต้องการจ่ายภาษี แต่กรมสรรพากรก็ไม่ยอมรับชำระภาษีนั้น สำหรับประเทศไทยแล้วกำไรจากการขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี กฎหมายยกเว้น บางประเทศคิดภาษีจากกำไรนี้ แต่กฎหมายไทยได้บัญญัติไว้มาหลายปีแล้ว เพื่อเป็นสิ่งจูงใจสำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อจะได้รับการยกเว้นภาษีจากกำไรที่ขายหุ้นได้

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: อย่างนั้นคุณไม่เสียใจ หรือวิตกใดๆเกี่ยวกับวิธีที่คุณจัดการในเรื่องนั้น

ทักษิณ ชินวัตร: คุณครับ ผมตกอยู่ในที่นั่งลำบากที่จะพูดอะไรในขณะที่เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นเรื่องของครอบครัว ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวผม ผมอยู่ในสภาวะอิหลักอิเหลื่อในฐานะนายกรัฐมนตรีที่จะพูดอะไรออกไปได้

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: แต่ถ้าคุณได้พูดในฐานะเป็นประชาชนธรรมดาในขณะนี้ ก็หมายถึงได้ทำผิด ใช่หรือไม่

ทักษิณ ชินวัตร: ไม่ใช่ครับ เพราะเป็นเรื่องความอิจฉา ผมเป็นเพียงไม่กี่คนที่มีเงินสดมาก พวกศักดินาอิจฉา ผมเป็นตัวแทนของชาวชนบทซึ่งเติบโตขึ้นมา และมีเงินมากขนาดนั้น ครอบครัว (ของผม) ต้องการให้ผมมีอิสระ และปราศจากการถูกวิจารณ์ในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ดังนั้นพวกเขาคิดว่าเป็นทางดีที่จะขาย (บริษัท) ออกไป

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: เกี่ยวกับการก่อความไม่สงบในภาคใต้ (ซึ่งมีประชาชนจำนวนนับพันได้เสียชีวิตจากการถูกโจมตีจากบรรดามุสลิมหัวรุนแรง)

ทักษิณ ชินวัตร: ผมมีอุดมการณ์อย่างอ่อนนอกแข็งใน หนังสือพิมพ์ และสื่อหลักได้วาดภาพให้ผมมีแต่การใช้ไม้แข็ง ผมช่วยในเรื่องการศึกษาเป็นอย่างมาก ผมได้ช่วยเหลือในด้านที่อยู่อาศัย ด้านประกันสุขภาพ และด้านการศาสนา

แต่ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น – สภาพยังคงเลวร้ายลงทุกปี

คุณก็คงทราบว่าสถานการมันสุกงอมมาหลายปีแล้วเนื่องจากประวัติศาสตร์ในภาคนั้นของประเทศไทย แผนที่ได้ถูกเขียนขึ้นมาใหม่ บางส่วนที่เคยเป็นของประเทศไทยได้กลายเป็นของมาเลเซีย บางส่วนที่เคยเป็นมาเลเซียกลับกลายมาเป็นของไทย ส่วนของไทยไปเป็นมาเลเซีย ไม่มีปัญหาใดๆแต่ในส่วนของมาเลเซียซึ่งเป็นของไทยนี่แหละที่มีปัญหา พวกเขามองไปที่มาเลเซีย ซึ่งมีความเจริญ แต่ในส่วนทางประเทศไทยไม่เจริญ มันควรจะเจริญ แต่เราไม่ได้จัดการให้ถูกวิธีเนื่องจากปัญหาเรื่องการศึกษา เรายอมให้พวกเขามีแต่การสอนศาสนาได้อย่างเดียว ซึ่งหมายถึงว่าพวกเขาจะออกไปทำมาหากินอะไรไม่ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงยากจน – พวกเขาต้องการกลับไปอยู่ด้านมาเลเซียเพราะด้านนั้นเขาดีกว่า นี่เป็นปัญหาซึ่งเกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว

และเมื่อพวกเขาปล้นคลังอาวุธ และยึดเอา เอ็ม ๑๖ ไปมากกว่าสี่ร้อยกระบอก – จากนั้นพวกเขาเริ่มรวบรวมกำลัง และแข็งแรงขึ้น

เราต้องบังคับใช้กฎหมาย แต่โชคไม่ดีที่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ตากใบ (เหตุการณ์โด่งดังที่ชาวมุสลิม ๘๕ คน ได้เสียชีวิต หลังจากถูกจับจากการประท้วงซึ่งสร้างความรุนแรง พวกเขาถูกจับให้นอนซ้อนกันหลังรถบรรทุกขนถ่ายของทหาร ซึ่งเกิดการเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจจำนวนมาก) เป็นความโชคร้าย เพราะการขนถ่ายของกองทัพ พวกเขาไม่มีความฉลาดเอาเสียเลย พวกเขาไม่มีรถบรรทุกลำเลียงเพียงพอเลยเอาผู้ประท้วงมาซ้อนกัน จึงขาดอากาศหายใจ เป็นเรื่องโชคร้าย ใน (การชุมนุม) เกิดอุบัติเหตุทำให้เกิดการเสียชีวิตประมาณสี่หรือห้าคน แต่กลายเป็น ๘๐ คนเนื่องจากถูกนำตัวมาซ้อนกัน และยิ่งเป็นช่วงเดือนถือศีลอดแล้วด้วย ยิ่งขาดอากาศได้ง่ายเข้าไปใหญ่ พวกเขาไม่ได้ดื่ม ไม่ได้ทาน แล้วมาถูกนายทหารชั้นผู้น้อยทำการขนย้ายแบบนั้นด้วย พวกทหารไปซ้อนพวกเขา เพราะพวกทหารกลัวตาย

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: ไม่กี่ปีก่อนคุณได้หย่ากับภรรยา บางคนพูดว่าเป็นเรื่องการเมือง เป็นเรื่องทางกฎหมายเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

ทักษิณ ชินวัตร: ภรรยาผมเข้าใจว่าผมมีผู้สนับสนุนเยอะ ผมไม่สามารถเลี่ยงไม่กลับไปเล่นการเมืองได้ เนื่องจากผู้สนับสนุนได้ตั้งความหวังเอาไว้กับตัวผม และเธอไม่ได้สนับสนุนให้ผมเล่นการเมืองมาตั้งแต่แรก เพราะเธอมาจากครอบครัวที่ไม่ชอบทำตัวเด่นดัง เธอไม่ค่อยออกไปไหนกับผม โดยเฉพาะต่างประเทศ เธอไม่เคยติดตามผมไปไหน เธอต้องการอยู่อย่างเงียบๆ เธอไม่ชอบการเมืองเลยแม้แต่สักนิดเดียว แต่เธอเข้าใจดีว่าผมต้องกลับไปเล่นการเมือง เธอเลยบอกกับผมว่า: “น้องไม่สามารถห้ามพี่เข้าไปเล่นการเมืองได้อีกต่อไป เพราะพี่เห็นแก่ผู้ที่สนับสนุนทางพี่ แต่พี่ต้องเห็นใจน้องด้วย น้องรับไม่ได้อีกต่อไปแล้ว มันมากเกินไปสำหรับชีวิตของน้อง ทางที่ดีเราควรหย่ากัน” เราจึงหย่ากันด้วยความเข้าใจกัน เราช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการดูแลลูก แต่ถ้าเรื่องการเมืองแล้ว เธอพูดว่า “ขอร้องเถอะค่ะ – น้องไม่ต้องการเข้าไปยุ่งอีกต่อไปแล้ว” เธออยู่ที่ประเทศไทย และตั้งแต่หย่าแล้วเราไม่ได้เจอกันอีกเลย

(ในเรื่องการปรับปรุงสถาบันกษัตริย์) เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง ทุกๆอย่างต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเหมือนกับร่างกายมนุษย์ เมื่อคุณแรกเกิดเป็นทารก หัวใจจะมีขนาดเล็กมาก แต่เมื่อโตขึ้น หัวใจก็จะต้องโตตามร่างกายที่เติบโตนั้น เราจะมีหัวใจทารกในร่างของผู้ใหญ่ไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ ทุกสถาบัน ไม่เพียงแต่สถาบันกษัตริย์ ทุกๆสถาบันก็เหมือนกันหมด – ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับอะไรที่กำลังเปลี่ยนแปลง

หมายเหตุไทยอีนิวส์:พวกปฏิกริยาล้าหลังยังมักกล่าวว่าหากทักษิณไม่ได้พูดหมิ่นฯแล้วทำไมต้องออกแถลงการณ์ประณามTIMES ...ซึ่งความจริงแล้วทักษิณประณามการพาดหัวข่าวของTIMESที่เป็นการตีความไปเองของTIMESทำให้คนเข้าใจผิดว่าเขามีจุดมุ่งหมายในทางร้ายต่อสถาบันกษัตริย์(ข่าวพาดหัวข่าวดังกล่าวโดนทางการไทยปิดกั้นไปแล้ว และพวกปฏิกริยาล้าหลังได้นำไปขยายผลให้ร้ายทักษิณ และอันธพาลการเมืองพันธมิตรได้หาเหตุจัดการชุมนุมทางการเมืองขึ้นในวันที่ 15 พ.ย.)

สัจจะชนะความเท็จ:ทุกเม็ดแม้วสัมภาษณ์TIMES

ที่มา Thai E-News


ที่มา – Times Online
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑ เวบลิเบอรัลไทย
12 พฤศจิกายน 2552

*ข่าวเกี่ยวเนื่อง:TIMESการันตีแม้วไม่หมิ่นซักคำ สื่อไทยเฉยหลังรุมตื้บหนำใจ แถมละเว้นมาร์คจ้อสื่อนอกหนักกว่า

หมายเหตุไทยอีนิวส์:พวกปฏิกริยาคลั่งราชาชาตินิยมขวาจัด อันประกอบไปด้วยรัฐบาลหุ่นเชิด,แก๊งอันธพาลการเมืองพันธมิตร สื่อทรราช และสมุนบริวารอำมาตย์ ได้สุมหัวป้ายสีด้วยความเท็จว่าทักษิณ ชินวัตรได้กล่าวสัมภาษณ์ให้ร้ายในหลวง และพระราชวงศ์ชั้นสูง ซึ่งต่อมาTIMESได้ตีพิมพ์บทความฉบับเต็มคือThaksin Shinawatra: the full transcript of his interview with The Timesเผยแพร่ และได้แถลงในเวลาต่อมาว่าอย่าใส่ความกันแบบเด็กๆ(ดูลิ้งค์Siamese spat) แต่พวกปฏิกริยาก็ยัง"ตีกินอย่างหน้าด้าน"ว่าห้ามใครแปลหรือเผยแพร่เพราะหมิ่นฯ เราจึงอยากให้อ่านรายละเอียดการสัมภาษณ์ฉบับเต็ม ซึ่งไม่ได้โดนทางการไทยปิดกั้นแต่อย่างใด แล้วให้ชี้มาว่า"ตรงไหนที่บอกว่าหมิ่น?"

หากอ่านให้ครบถ้วนกระบวนความจะเห็นว่า นอกจากทักษิณไม่ได้หมิ่นฯแล้ว ก็ยังกล่าวเชิดชูเทิดพระเกียรติไม่ขาดปากเสียด้วยซ้ำ นี่คือสัจจะที่จะชำระล้างความเท็จให้พวกปฏิกริยาล้าหลัง ได้สำนึกถึงความไร้ยางอายที่พวกเขาป้ายร้ายบิดเบือนโดยความเท็จ



ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่ บรรณาธิการของไทม์ด้านเอเชีย สัมภาษณ์อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรที่กำลังลี้ภัยที่บ้านของเขาที่นครดูไบ


ทักษิณ ชินวัตร: (ชัยชนะจากการเลือกตั้งของผมในปี ๒๕๔๔) ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ชาติไทยที่พรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวชนะคะแนนครึ่งหนึ่งของที่นั่งในสภา เราชนะอย่างท่วมท้น – ครึ่งหนึ่งของที่นั่งในสภา – เราจัดตั้งรัฐบาลร่วมขึ้นมา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยอีกเช่นกันที่เราได้บริหารประเทศครบสี่ ปีโดยสภาไม่ถูกยุบ และเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ว่านายกรัฐมนตรีได้รับการเลือก ตั้งสมัยที่สอง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยซึ่งเราได้รับชัยชนะกวาดที่นั่งถึง ๓๗๗ ที่นั่ง และจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่ต้องมีพรรคร่วม – ร้อยละ ๗๖ ของที่นั่งในสภาในเวลานั้น

และนั่นก็เริ่มสร้างปัญหาให้กับผม – เพราะผมมีชื่อเสียงมากเกินไป ประชาชนรักผมมากเกินไป นั่นแหละที่มาของปัญหา

คนของผมบางคนได้เตือนว่า สื่อจะเริ่มโจมตีผมนะ – เพราะฝ่ายตรงข้ามอ่อนแอมากดังนั้นสื่อต้องอยู่กับฝ่ายตรงข้าม ตอนนั้นผมไม่เชื่อ แต่สุดท้ายผมเห็นว่าสื่อโจมตีผมอย่างไม่มีเหตุผลใดๆ วันหนึ่งผมเผอิญพบกับลูกชายของเจ้าของหนังสือพิมพ์ ผมถามเขาว่า “ถามคุณพ่อคุณหน่อยซิว่า ทำไมหนังสือพิมพ์ของคุณพ่อคุณถึงได้โจมตีผมแบบไม่มีเหตุผลแบบนั้น” เขาตอบผมว่า “ลุงครับ (คำที่ใช้แสดงความเคารพ) ผมทำอะไรไม่ได้หรอกครับ เพราะคุณพ่อโดนองคมนตรีสองคนเกลี้ยกล่อมอยู่ พวกเขามาทานข้าวมื้อค่ำกับคุณพ่อ และพวกเขามาพูดว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่ต้องประสงค์ลุงแล้ว” ผมพูดไปว่า ผมไม่เชื่อหรอก – พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่ยุ่งเกี่ยวทางการเมือง อาจจะพวกองคมนตรีเองที่มีความลำเอียงกับผม

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: ทำไมพวกเขาจึงมีความลำเอียงกับคุณล่ะ


ทักษิณ ชินวัตร: พวกเขาประโคมข่าวลือว่าผมต้องการเปลี่ยนประเทศไทยเป็นระบบสาธารณรัฐ และตัวผมต้องการเป็นประธานาธิบดี ซึ่งผมไม่เคยมีความคิดเช่นนี้ ผมน่ะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์เป็นที่สุด คุณทราบไหมว่า เมื่อผมเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรกน่ะ ผมได้เข้าเข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์องค์พระเจ้าอยู่หัว ผมกราบบังคมทูลฯ ว่า
“ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพเจ้ามีความจงรักภักดีต่อพระองค์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ข้าพเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งถือกำเนิดในแผ่นดินของพระองค์ ข้าพเจ้าขอกราบบังคมทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า – ไม่เพียงแต่ข้าพเจ้าจะเสมือนลูกของพระองค์ – แต่เพราะอายุของข้าพเจ้าใกล้เคียงกับพระชนมายุของพระราชโอรสและพระราชธิดา ของพระองค์ ขอพระองค์ทรงมีพระเมตตาประทานสั่งสอน และตักเตือนข้าพเจ้าอย่างคนในวัยเดียวกันกับพระโอรสและพระธิดาของพระองค์ แม้ว่าข้าพเจ้าจะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ตาม พระองค์ทรงครองราชย์มาสามชั่วอายุคน – รุ่นปู่ของข้าพเจ้า รุ่นบิดาของข้าพเจ้า และมาถึงรุ่นข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเปี่ยมไปด้วยความจงรักภักดี สิ่งใดที่ข้าพเจ้าจะต้องปฏิบัติ ขอพระองค์ได้โปรดมีพระเมตตาสั่งสอนข้าพเจ้าด้วย”
นี่เป็นคำพูดที่ผมได้เข้าเฝ้า และผมได้กราบทูลฯต่ออีกว่า
“พระองค์ทรงงานหนักสำหรับพสกนิกรชาวไทยมาหลายปีแล้ว ขณะนี้พระองค์ทรงมีพระชนมายุมากแล้ว และพระองค์อาจทรงเหน็ดเหนื่อย โปรดให้ข้าพเจ้าได้สนองเบื้องพระยุคลบาท ข้าพเจ้าจะแบกภาระทุกอย่างของพระองค์ และข้าพเจ้าจะทุ่มเททำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของพสกนิกรของพระองค์”
นั่นเป็นการกราบทูลฯ ครั้งแรกของผม…ต่อองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

และผมทำงานหนักเรื่อยมาจนได้รับความนิยมมากขึ้นๆ และความนิยมเริ่มสร้างปัญหาให้ผม พรรคประชาธิปัตย์พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามมีความสามารถเป็นพิเศษในการปรักปรำ ผู้คนต่างๆ พวกเขาเริ่มสร้างข่าวลือ และโจมตีผม แม้แต่ตอนที่พวกเขาครองอำนาจ ก็ยังไม่วายใส่ความว่าผมต้องการเป็นประธานาธิบดี เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับชาวไทยเพราะคนไทยรักพระเจ้าอยู่หัว และคนไทยไม่ยอมให้ใครก็ตามมาล้มล้างสถาบันกษัตริย์..

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: นั่นเป็นเพราะคนคิดว่าคุณได้รับความนิยมมากกว่ากษัตริย์หรือ

ทักษิณ ชินวัตร: เมื่อคุณมีลูกชาย ลูกชายรักภรรยา และรักแม่..เป็นความรักคนละแบบ คนรักผมเพราะเขาสัมผัสผมได้ เขาใช้ผมเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของเขาได้ แต่สำหรับพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ประชาชนให้ความเคารพต่อพระองค์ดั่งเทพ เป็นความรักคนละแบบ แต่คนพยายามที่จะทำให้เป็นความรักเช่นเดียวกัน นั่นคือปัญหาทั้งหมดอย่างแท้จริง

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: ในการเมืองไทย กษัตริย์ถือว่าเป็นบุคคลซึ่งทรงอิทธิพลมากที่สุด นั่นเป็นเรื่องดีหรือไม่

ทักษิณ ชินวัตร: พระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นที่เคารพอย่างที่สุด ในความรู้สึกของคนไทยแล้วพระองค์ทรงเป็นดั่งเทพ คนไทยไม่เชื่อฟังด้วยกันเอง คนไทยต้องการใครสักคนหนึ่งที่พวกเขาให้ความเคารพอย่างจริงจัง – นั่นก็คือพระเจ้าอยู่หัว แต่บุคคลที่รายล้อมรอบพระองค์และสมเด็จพระราชินี ซึ่งผมเรียกว่าผู้ใกล้ชิดในวังที่พยายามสร้างอิทธิพล

องคมนตรีส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการที่เกษียณ..พวกเขามีผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา และต้องการจะสร้างอิทธิพลบางอย่าง อย่างเช่นพล.อ.เปรม (ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี) – เขาต้องการให้ใครบางคนเป็น ผบ.ทบ. แต่ถ้าแต่งตั้งคนอื่นขึ้นมา เปรมอาจไม่ชอบใจ นั่นเป็นการแสดงอำนาจซึ่งพระมหากษัตริย์ไม่ทรงประสงค์ หรือเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด เป็นพวกคนใกล้ชิดในวังซึ่งกำลังเล่นเกมต่างๆ

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: อย่างนั้น พล.อ.เปรม และบุคคลอย่างเขากำลังชักใยอยู่เบื้องหลังกษัตริย์

ทักษิณ ชินวัตร: บรรดาองคมนตรีเป็นเช่นนั้น ไม่เพียงแต่พล.อ.เปรม มีบุคคลอื่นด้วย เช่น นางสนองพระโอษฐ์ และใครก็ตามของสมเด็จพระราชินี สังคมไทยดูใหญ่ก็จริง แต่สังคมศักดินาในกรุงเทพจะอยู่ในวงที่แคบมาก ทั้งอิทธิพล และเครือข่ายอยู่ตรงนั้น นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้การเมืองมีความยุ่งยาก ไม่เหมือนอังกฤษหรือญี่ปุ่น ซึ่งไม่ยอมให้บุคคลเหล่านั้นเข้ามามีอิทธิพลได้

นั่นคือปัญหาในประเทศไทย ปัญหาไม่ใช่ระบบกษัตริย์ ระบบกษัตริย์เป็นเรื่องดีสำหรับประเทศไทย ประเทศไทยต้องการมีระบบกษัตริย์ แต่ไม่ควรถูกคนใกล้ชิดในวังนำมาใช้ในทางที่ผิด หรือสร้างความแปดเปื้อน

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: นั่นคือระบบกษัตริย์เป็นสิ่งที่ดี แต่สถาบันกษัตริย์ต้องมีการปรับปรุง ใช่หรือไม่

ทักษิณ ชินวัตร: ใช่ครับ ใช่

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: ควรมีการปรับปรุงอย่างไร

ทักษิณ ชินวัตร: การปกครองระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญจะต้องยึดถือปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด ทุกสถาบันต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรม และหลักทางการเมือง แต่บางครั้งสถาบันเหล่านี้ก็ทรงอิทธิพล ระบบยุติธรรมถูกก้าวก่ายจากผู้ใกล้ชิดในวัง

ประชาธิปไตยอย่างไทยยังพัฒนาไม่ถึงที่สุด ดูเหมือนจะเติบโตแต่ยังไม่เติบโต เพราะการก้าวก่ายของกองทัพซึ่งไม่ควรจะยอมให้เกิดขึ้น ทุกครั้งที่มีการทำรัฐประหาร อำนาจอธิปไตยจะโดนควบคุม – ซึ่งไม่ควรยอมให้เกิดขึ้น ประชาธิปไตยควรมาจากการเลือกตั้งเพียงทางเดียว – คุณต้องให้อำนาจต่อประชาชน แต่อำนาจไม่ได้อยู่กับประชาชน การเลือกตั้งเป็นเพียงการรับรองความเป็นประชาธิปไตย คุณต้องใส่ใจกับประชาชน คุณต้องสนองตอบต่อความต้องการของประชาชน

มันเป็นการวางแผนเพื่อดึงอำนาจ จริงๆแล้วมีแค่สองฝ่ายเท่านั้น ประชาธิปัตย์ (พรรคประชาธิปัตย์ของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) และฝ่ายสนับสนุนผม พวกเขาต้องการดึงอำนาจจากฝ่ายสนับสนุนผมไปให้ประชาธิปัตย์ ประชาธิปัตย์ต้องการอำนาจสองทาง – ซึ่งอำนาจไม่ได้มาจากประชาชน เป็นอำนาจที่ได้มาจากการทรยศของ ส.ส.จากพรรคอื่น

ในประเทศไทยเราเรียกพวกนี้ว่างูเห่า – ประชาชนไม่ไว้ใจพวกงูเห่า งูเห่าสามารถแว้งกัดเจ้าของได้

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: เมื่อเดือนเมษายน คุณได้วิงวอนให้กษัตริย์ (ภูมิพลอดุลยเดช) ทรงลงมาแทรกแซงเพื่อคืนความปรองดองของสังคมไทย คุณยังมีความหวังว่ากษัตริย์จะทรงทำเช่นนั้นหรือไม่

ทักษิณ ชินวัตร: รัฐบาลสร้างความขัดแย้งกับฝ่ายสนับสนุนผม เราเป็นฝ่ายตรงข้ามกัน ดังนั้นรัฐบาลไม่อยู่ในฐานะที่จะมาแก้ปัญหาใดๆได้ รัฐบาลไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะไว้ใจได้ เพราะพวกเขาทำการปล้นอำนาจ พวกเขาแย่งอำนาจไปจากประชาชน

หนทางเดียวที่รัฐบาลจะเข้ามาเกี่ยวข้องได้ก็คือ รัฐบาลต้องหัดคิดใหม่ในเรื่องการเป็นศัตรูกับคนอื่น แต่รัฐบาลนี้ใจไม่กว้างพอ เพราะรัฐบาลนี้กลัวว่าถ้ามีการเลือกตั้งอีกครั้ง พวกเขาจะแพ้ ผมขอรับรองเลยว่ารัฐบาลนี้จะแพ้การเลือกตั้ง เรา (พรรคเพื่อไทย ของฝ่ายสนับสนุนทักษิณ) กำลังจะชนะอย่างขาดลอยอีกครั้ง นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมรัฐบาลนี้ถึงได้เกาะเก้าอี้อย่างเหนียวแน่นไม่ว่า อะไรจะเกิดขึ้น – พวกเขาไม่ต้องการยุบสภา ผมไม่สนใจหรอก แต่ตอนนี้ประชาชนกำลังเป็นทุกข์ ประเทศกำลังลำบาก – คุณก็เห็นแล้วนี่ ประเทศไทยกำลังจะก้าวไปสู่ปัญหาเพิ่มขึ้นอีก

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: กษัตริย์จะทรงทำอะไรได้บ้างในสถานการณ์แบบนี้

ทักษิณ ชินวัตร: จะต้องนำสองฝ่ายมาร่วมกัน และเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง นั่นคือ อภัยโทษให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณจะกล่าวอะไรต่อกษัตริย์บ้าง

ทักษิณ ชินวัตร: ผมจะกราบทูลฯว่า
“ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ถึงเวลาแล้ว ที่พระองค์จะทรงประทานพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทย ขอพระองค์โปรดประทานความสันติสุขให้พวกเขา ให้ประชาชนได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบโดยวิธีนิรโทษกรรม และการพระราชทานอภัยโทษ เพื่อให้พสกนิกรทุกคนกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ และร่างรัฐธรรมนูญใหม่”…


พวกเขา (ศัตรูของทักษิณ) พยายามฆ่าผม ได้มีการพบปะกันที่บ้านของคุณปีย์ (มาลากุล) .. พล.อ.สุรยุทธ์ (จุลานนท์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด อดีตนายกรัฐมนตรีหลังจากทักษิณถูกปล้นอำนาจจากการทำรัฐประหาร) ได้ขอให้พล.อ.พัลลภ (ปิ่นมณี) สังหารผม

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: แล้วกษัตริย์ทรงทราบเรื่องนี้หรือไม่

ทักษิณ ชินวัตร: ผมไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น ผมแน่ใจว่าพระองค์ทรงอยู่เหนือ (การเมืองทั้งปวง) แต่พวกคนใกล้ชิดในวังซึ่งมีเครือข่าย พวกเขาร่วมมือกัน พูดคุยด้วยกัน พวกเขาต้องการสร้างภาพว่าพวกเขานั้นมีความจงรักภักดีเป็นที่สุด และพวกเขาต้องทำการกำจัดใครก็ตามซึ่งไม่จงรักภักดี ใครก็ตามที่อาจจะเปลี่ยนประเทศไทยไปเป็นสาธารณรัฐ พวกเขาต้องการกำจัดผมเพราะพวกเขาพูดว่า ผมน่ะพยายามเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นสาธารณรัฐ และจะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ นั่นไม่ใช่ความจริง ผมน่ะมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์เป็นที่สุด

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: การที่สมเด็จพระราชินีทรงเสด็จไปงานพระราชทานเพลิงศพหนึ่งในผู้สนับสนุน เสื้อเหลือง (“เสื้อเหลือง” ฝ่ายตรงข้ามทักษิณ) คุณคงจะแปลกใจไม่น้อย

ทักษิณ ชินวัตร: ทุกๆคน ทั้งประเทศไทยต่างประหลาดใจ แต่ผมทราบในองค์สมเด็จพระราชินี พระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณ เมื่อใครบางคนกราบบังคมทูลฯ พระองค์ด้วยข้อมูลผิดๆ (เช่น) “สตรีผู้นี้ได้เสียชีวิตลงเนื่องจากพยายามปกป้องสถาบันกษัตริย์” ผมคิดว่าพระองค์ทรงถูกโกหก พวกคนใกล้ชิดวงในของวังพยายามกราบบังคมทูลฯให้ทรงคล้อยตาม โดยให้ข้อมูลผิดๆกับพระองค์”

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณได้อ้อนวอนให้กษัตริย์ทรงเข้ามาแทรกแซง และฝ่ายสนับสนุนของคุณได้ยื่นฎีกาขอถวายพระราชทานอภัยโทษให้กับคุณ ทำไมกษัตริย์จึงทรงเพิกเฉย

ทักษิณ ชินวัตร: ผมคิดว่าอาจจะเพราะขณะนี้ทรงพระประชวร พระองค์ทรงเข้าออกโรงพยาบาล ผมหวังว่าหลังจากที่พระองค์ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงขี้นแล้ว พระองค์จะทรงหาหนทางให้ประเทศกลับคืนสู่ความสามัคคี เราไม่สามารถให้ประเทศเป็นอย่างนี้อีกต่อไปได้ เราเองจะยิ่งแย่ลง และแย่ลง และความแตกแยกจะยิ่งหนักขี้น และมากขี้น

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: กษัตริย์ทรงดูเหมือนจะทรงมีพระพลานามัยดีขี้นจากพระอาการประชวรเมื่อไม่นาน มานี้ และถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรัชสมัย จะมีความหมายอย่างไรต่อการเมืองไทย และสังคมไทย

ทักษิณ ชินวัตร: ประเทศไทยได้รับการปกครองโดย..พระราชวงศ์จักรีมากกว่า ๒๐๐ ปี จะต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ราบรื่น แต่สิ่งแรกคนไทยต้องสมานฉันท์กันก่อน ก่อนที่จะเปลี่ยนรัชสมัย เพื่อการเปลี่ยนรัชสมัยจะได้เป็นไปอย่างราบรื่น

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: สักวันหนึ่งที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ จะทรงดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ จะมีแบบอย่างอันแตกต่างจากพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันอย่างไร

ทักษิณ ชินวัตร: อาจจะมีความแตกต่าง แต่ผมคิดว่าเหตุการณ์จะเป็นไปด้วยความราบรื่น เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ข้าราชบริพารรอบพระองค์จะเป็นคนใหม่ และผู้ใกล้ชิดในวังจะไม่ใหญ่โตขนาดนี้ เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เนื่องจากพระองค์ทรงยังใหม่ อาจจะยังไม่ได้รับความชื่นชมมากเสมอเท่าองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างไรก็ดี พระองค์จะทรงประสบปัญหาน้อยลง เพราะคนใกล้ชิดราชวังจะมีขนาดเล็กลง เนื่องจากทรงเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณจะอธิบายถึงพระราชอุปนิสัยของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชว่าเป็นอย่างไร

ทักษิณ ชินวัตร: พระองค์ทรงเป็นคนรุ่นใหม่ ทันสมัย

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: แล้วพระราชบุคลิกภาพของพระองค์ล่ะ เป็นอย่างไร

ทักษิณ ชินวัตร: พระองค์ทรงมีพระประสงค์อย่างเด็ดเดี่ยวที่จะกระทำการสิ่งใดให้สำเร็จ พระองค์ท่านมีความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: พระองค์ทรงต้องการมุ่งมั่นจะทำอะไรให้สัมฤทธิ์ผลบ้าง

ทักษิณ ชินวัตร: แม้พระองค์จะยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ และพระบารมีอาจจะยังไม่ปรากฏชัดเจนในขณะนี้ แต่หลังจากที่พระองค์เสด็จขี้นครองราชย์แล้ว ผมแน่ใจว่าพระบารมีของพระองค์จะโชติช่วงเป็นที่ประจักษ์ในฐานะตำแหน่งองค์ พระประมุข เนื่องจากพระองค์ทรงสังเกตจากองค์พระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระราชบิดามานานปี พระองค์ทรงเรียนรู้จากองค์พระเจ้าอยู่หัวมากมาย …ยังไม่ใช่เป็นเวลาของพระองค์ แต่เมื่อถึงเวลานั้นผมคิดว่า พระองค์จะทรงเปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถเป็นแน่”

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: บางครั้งแม้แต่ในการปกครองระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อกษัตริย์องค์ใหม่ขี้นครองราชย์ ย่อมต้องมีความรู้สึกใหม่ในประเทศ คุณคาดว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยไหม

ทักษิณ ชินวัตร: ผมคิดว่าองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ – พระองค์ทรงเติบโตมาจากต่างประเทศ พระองค์ทรงได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ และพระองค์ทรงยังหนุ่ม ผมคิดว่าพระองค์ทรงเข้าใจถึงโลกสมัยใหม่ สำหรับพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของโลกที่กำลังมีการเปลี่ยน กษัตริย์ทรงต้องหมุนเปลี่ยนไปพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยนี้เช่นกัน

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณคิดว่าสำหรับราชวงศ์ไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนไปตามยุคสมัยหน้าอย่างไร

ทักษิณ ชินวัตร: โดยเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และทรงเข้าใจว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลง นั่นเพียงพอแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลง

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณได้รับเลือกตั้งถึงสามครั้งในประเทศไทย คุณไม่เคยแพ้ และคุณถูกปล้นอำนาจจากการทำรัฐประหาร ตำแหน่งขณะนี้ของคุณคืออะไร คุณยังคงเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยที่อยู่ในระหว่างลี้ภัยไหม

ทักษิณ ชินวัตร: ตอนนี้หรือ ผมคิดว่าตัวผมเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย และกำลังอยู่ในระหว่างการลี้ภัย ผมได้เคยถูกขอร้องให้เป็นผู้นำรัฐบาลพลัดถิ่น ผมไม่ทำเช่นนั้นเพราะผมไม่ต้องการสร้างความเดือดร้อนให้กับพระราชวงศ์ ดังนั้นเมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยให้กับการทำรัฐประหาร ตอนนั้นผมพูดว่า “ทุกอย่างยุติแล้ว”

ขณะนี้ผมเพียงแต่พยายามที่จะต่อสู้เพื่อความชอบธรรม ไม่ใช่สำหรับตัวผมเอง แต่สำหรับประชาชนในประเทศไทย โดยเฉพาะคนยากจน พวกเขาได้เคยรับโอกาสต่างๆ และพวกเขาได้เริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ แต่เมื่อมีการทำรัฐประหาร ทำลายความหวังของพวกเขา และตอนนี้ประเทศตกอยู่กับความเลวร้ายลงตลอดสามปีมานี้ ผมจึงต้องสู้เพื่อความยุติธรรม พวกเขาสมควรที่จะได้รับโอกาสต่างๆ

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เปรียบเทียบคุณกับ ออง ซาน ซูจี ของพม่า เป็นการเปรียบเทียบที่ดีไหม

ทักษิณ ชินวัตร: มีบางอย่างที่คล้ายกันนะ แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง ที่คล้ายกันคือเราได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง เราได้เข้าบริหารประเทศ เราถูกปล้นอำนาจจากการทำรัฐประหาร และเรามาจากประชาชน เราเป็นผู้นำที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างประชาธิปไตย และเรามาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน – เสียงจำนวนมหาศาลจากประชาชน ไม่ใช่แค่จำนวนมากเท่านั้น

เธอถูกการกักบริเวณ ผมถูกเด้งออกจากประเทศ พวกเขารู้ว่าถ้าผมยังอยู่ในประเทศ จะส่งผลเลวร้าย (สำหรับพวกเขา) ยิ่งกว่า ออง ซาน ซูจี

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณจะเข้าพบสมเด็จฮุนเซนแห่งกัมพูชาอาทิตย์นี้ คุณจะย้ายที่ไปอยู่กัมพุชาหรือ

ทักษิณ ชินวัตร: ไม่ครับ ผมทำงานผ่านทางออนไลน์ได้ ผมทำงานผ่านทางอีเมล์ได้ แต่ผมต้องการพบตัวท่านฮุนเซนเอง

หลังจากที่ท่านประกาศพระราชกฤษฎีกาแล้ว ผมโทรศัพท์ไปขอบคุณท่าน และท่านได้เชิญผมให้ไปกัมพูชา

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: รัฐบาลไทยได้มีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างเต็มที่ โดยการเรียกเอกอัครราชทูตกลับ ทำไมพวกเขาจึงได้แสดงอาการมากเช่นนั้น

ทักษิณ ชินวัตร: รัฐบาลนี้กำลังพยายามที่จะรักษาอำนาจไว้โดยทุกวิถีทาง พวกเขากลัวว่าถ้าผมจะอยู่ที่นั่น อาจจะใกล้เกินไป เอาเถอะ ผมไม่อยู่หรอก แต่ผมต้องเดินทางไปมาที่นั่น

รัฐบาลทั้งหมดนั้นมัวเอาแต่หวาดวิตกเกี่ยวกับผม เลยไม่ต้องทำอะไรให้กับประเทศ พวกเขาหวงอำนาจจนเกินไป อำนาจที่พวกเขาได้มามันไม่ใช่ง่ายๆ เมื่อถึงเวลาได้อำนาจจากความช่วยเหลือของกองทัพ และประธานองคมนตรี พวกเขาเลยต้องกอดเก้าอี้ไว้อย่างเหนียวแน่น – เหมือนงูจงอางหวงไข่

พวกเขาเป็นเด็กมากเกินไป พวกเขาได้แต่กลัวว่าถ้าผมอยู่ที่นั่น ผู้สนับสนุนของผมจะมีความหวังมากเกินไป เพราะผมอยู่ใกล้เข้ามาแล้ว ผมจะไม่อยู่ที่นั่น ผมรู้ว่ามันใกล้เกินไป แต่ผมจะไปเยี่ยมเป็นครั้งเป็นคราว

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: เมื่อเดือนเมษายนคุณพูดว่า: “ถ้ามีเสียงปืนดังขี้น ทหารยิงประชาชนเมื่อไร ผมจะกลับไทยทันที และเป็นผู้นำเดินขบวนเข้ากรุงเทพ” กัมพูชาจะเป็นสถานที่เหมาะไหม ที่จะเริ่มเดินขบวนนั้น

ทักษิณ ชินวัตร: ถ้าผมจะเริ่มต้นเดินขบวน ผมจะเริ่มต้นจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย บนแผ่นดินไทย แต่ผมจะต้องผ่านด่านเข้าประเทศไทย ผมสามารถเข้าไทยจากทางลาว กัมพูชา พม่า ผมหาทางของผมได้

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: ในสถานการณ์เช่นไรที่คุณจะทำเช่นนั้น

ทักษิณ ชินวัตร: ผมไม่พยายามที่จะทำหรอก ผมมีวิธีการ (ก่อนที่จะทำแบบนั้น) การชนะการเลือกตั้ง – นั่นสำคัญมาก แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทยหรอก อาจจะแก้ปัญหาของผมได้ แต่ไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทย ปัญหาของประเทศไทยจะต้องแก้โดยการนำทั้งสองฝ่ายมานั่งกัน และให้ลืมทุกอย่าง เพื่อความสมานฉันท์ของชาติ

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: แล้วใครที่จะทำเช่นนั้นได้ล่ะ

ทักษิณ ชินวัตร: องค์พระเจ้าอยู่หัว ปกติแล้วประธานองคมนตรีควรเป็นบุคคลที่ทำเช่นนี้ได้ แต่ขณะนี้ประธานองคมนตรีเข้ามาก้าวก่ายแล้ว และจะถูกโจมตีอย่างหนักจากเสื้อแดง (ฝ่ายสนับสนุนทักษิณ) ตอนนี้ไม่มีใครเหลือ ไม่มีใครเหลือให้ทำการสมานรอยร้าวเช่นนี้ จะต้องเป็นองค์พระเจ้าอยู่หัว หรือไม่ก็สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ซึ่งจะเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป

รัฐบาลต้องการให้ผมพ้นไปจากประเทศไทย พวกเขาไม่ต้องการให้ผมกลับไปประเทศไทย พวกเขาต้องการให้ผมออกไปจากการเมือง มีแต่ความต้องการทางการเมืองแท้ๆ

ถ้าผมต้องกลับไปตอนนี้ จะยิ่งสร้างความยุ่งเหยิงให้มากยิ่งขี้น เพราะฝ่ายสนับสนุนของผม จำนวนล้านๆคน จะออกมา พวกเขาทราบว่าผมถูกกระทืบให้จมดินทางการเมือง ผมไม่ได้รับการพิจารณาคดี หรือได้รับการตัดสินอย่างยุติธรรม

ถ้าผมต้องกลับไปตอนนี้ อาจจะเกิดการนองเลือด เพราะรัฐบาลนี้จะต้องใช้กำลังกองทัพ และใช้อาวุธจริงอย่างแน่ๆ ดังนั้นผมกลับไปจะไม่ได้ประโยชน์กับฝ่ายใด

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณจะบรรยายสถานการณ์ประเทศไทยตอนนี้ได้อย่างไร

ทักษิณ ชินวัตร: กีฬาไหนๆก็ไม่มีเรื่องวุ่นวายหรอกถ้าผู้ตัดสินมีความยุติธรรม และถ้าทั้งสองฝ่ายต่างเล่นตามกติกา ในการเมืองไทยพวกเขาไม่เล่นตามกติกา

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้ ภาพพจน์ของประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีความสามัคคีและมีเอกลักษณ์แห่งชาติที่โดดเด่น แล้วทำไมคนไทยจึงได้ขาดความสามัคคีกันได้ขนาดนี้

ทักษิณ ชินวัตร: ก็เพราะความหวาดระแวงเรื่องความมั่นคงของราชวงศ์ พวกเขาคิดว่าผมน่ะได้รับความนิยมมากเกินไป และอาจจะเกินราชวงศ์ และผมจะเปลี่ยนประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐ ซึ่งผมไม่เคยแม้แต่จะคิด ผมเพียงพยายามที่จะรับใช้ประเทศชาติ ผมน่ะมีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ของผม ผมจะทำแต่สิ่งที่ดีๆเพื่อราชวงศ์

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: มีโอกาสจะประนีประนอมไหม
ทักษิณ ชินวัตร: ครับ ขี้นอยู่กับว่าใครจะนั่งหัวโต๊ะ

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณได้เคยติดต่อกับคนในรัฐบาลบ้างไหม

ทักษิณ ชินวัตร: ไม่เคยครับ พวกเขาไม่เคยติดต่อผม พวกเขาอ้างว่าได้ติดต่อผม แต่ไม่เคย พวกเขาไม่ต้องการขจัดปัญหา ไม่อย่างงั้นพวกเขาจะไม่สามารถกุมอำนาจเอาไว้ได้ พวกเขามัวเมาแต่อำนาจ ถ้าประเทศไม่เละเทะ และไม่มีใครช่วยพวกเขาให้เข้ามามีอำนาจ พวกเขาก็จะไม่มีทางที่จะกุมอำนาจไว้ได้อย่างนี้

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: เงินจำนวนมากของคุณยังคงอยู่ในประเทศไทย จำนวน ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท (รัฐบาลทำการอายัดทรัพย์ในขณะที่ทักษิณถูกดำเนินคดี และถูกตัดสินว่ากระทำผิดข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง) คุณจะได้กลับคืนมาไหม

ทักษิณ ชินวัตร: ผมคิดว่าวันหนึ่ง ถ้ามีความยุติธรรมเกิดขึ้น ผมคงได้เงินกลับมา เพราะเป็นเงินของครอบครัว ซึ่งได้แจ้งในบัญชีสินทรัพย์ก่อนหน้านี้ เป็นหุ้นจำนวนเดิมซึ่งเราเป็นเจ้าของก่อนที่จะเข้าสู่การเมือง และครอบครัวทั้งหมดได้ขายหุ้นไป ดังนั้นจึงมีที่มาของเงินอย่างชัดเจน แต่พวกเขายังคงพยายามสร้างเรื่องว่าราคาหุ้นเพิ่มเพราะอิทธิพลของผม จริงๆแล้วหุ้นทั้งหมดในตลาดหุ้นมีราคาเพิ่มขึ้นตามดัชนีมูลค่าหุ้น และบางบริษัทมีราคาเพิ่มกว่าปกติ แต่มันไม่ใช่บริษัทของครอบครัวเรา เป็นบริษัทของคนอื่น ครอบครัวของเราได้รับตามมูลค่าดัชนี

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: ถ้ารัฐบาลกล่าวกับคุณว่า “เอาล่ะ เราจะให้เงินคืน แต่คุณต้องอย่าเข้ามายุ่งกับการเมือง ให้เป็นแค่นักธุรกิจ” คุณจะเห็นด้วยไหม

ทักษิณ ชินวัตร: เอ่อ ผมเพียงต้องการความยุติธรรม ผมไม่สนใจว่าผมจะได้กลับไปเล่นการเมืองอีกหรือไม่ แต่ถ้าคนส่วนใหญ่ยังต้องการผม ตอนนั้นผมจะต้องกลับไป ผมไม่สามารถเห็นแก่ตัวได้ แต่ถ้าจะต้องให้ผมเลือก ผมจะเลือกใช้ชีวิตอย่างสงบ ผมต้องการจะตั้งพรรคการเมืองใหม่เรียกว่า “พรรคความสุขของชีวิต” (หัวเราะ) คุณทราบไหมว่าผมน่ะไม่มีเวลาหาความสุขกับชีวิต ผมทำงานหนักตั้งแต่ผมโตขึ้นมา หลังจากผมประสบความสำเร็จกับการทำธุรกิจแล้ว แทนที่ผมจะได้อยู่อย่างมีความสุข ผมขออาสาทำงานให้กับประเทศ ปกติแล้วการเมืองไม่เหมาะสำหรับคนรวย ยากนักที่คนรวยจะต้องการเข้ามาเล่นการเมือง แต่ผมรักประชาชน ผมรักประเทศของผม ผมต้องการทำสิ่งที่ดีๆสำหรับเขาเหล่านั้น .. ผมอาจเดินหนีไปได้ ผมเอียนจริงๆกับการเมืองแบบไทยๆ แต่ถ้าประชาชนทำให้ผมได้กลับไป นั่นผมเป็นหนี้พวกเขา

ผมน่ะพวกนิยมการเปลี่ยนแปลง ผมต้องการให้มีการปฏิรูป ผมทำการปฏิรูปในหลายๆอย่าง ผมทำการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลซึ่งเคยเป็นแบบนั้นมานับร้อยปี ผมกำลังปฏิรูประบบยุติธรรมทั้งหมดเพื่อให้ทันสมัยขึ้น

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: ตั้งแต่คุณออกจากประเทศไทยแล้ว การสนับสนุนในประเทศไทยเองมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างไหม

ทักษิณ ชินวัตร: ก็ลดลงเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะในเมืองซึ่งสื่อลำเอียงต่อต้านผม เอียงกะเท่เร่ด้านเดียวตลอดเวลา แต่หลังจากผมเคลียร์ตัวเองแล้ว การสนับสนุนจะกลับมาอย่างเร็ว การเลือกตั้งครั้งสุดท้ายหลังการทำรัฐประหาร (เดือนธันวาคม ๒๕๕๐) แสดงให้เห็นว่าแม้ว่าผมไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว เรายังคงได้รับที่นั่งเพิ่มขึ้น แล้วจะเป็นจริงขึ้นมาอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าผมต้องอยู่ที่นั่น นั่นจะยิ่งได้คะแนนเสียงมากขึ้นไปใหญ่ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมฝ่ายตรงข้ามของผม พรรคประชาธิปัตย์ถึงได้กลัวผมนักหนา และพยายามป้ายสีผม พวกเขาพยายามทุกวิถีทางที่จะกำจัดผม

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณให้การสนับสนุนทางการเงินกับเสื้อแดงเท่าไร

ทักษิณ ชินวัตร: ถ้าคุณลองไปถามเสื้อแดงคุณจะเข้าใจได้ดีเลยนะว่าพวกเขาออกเงินกันเอง และพวกเขายังช่วยเหลือซึ่งกันและกัน บริจาคเงินบ้างเล็กน้อยเมื่อพวกเขาเข้ากรุงเทพฯ พวกเขารวบรวมเงินกันนะ พวกเขาช่วยกันเองมากเลย น่าประหลาดใจมาก ไม่เหมือนพวกเหลือง (เสื้อเหลือง) พวกเหลืองนี่มาจากกองทัพที่ไปยึดสนามบิน (เสื้อเหลืองยึดสนามบินสุวรรณภูมิในปี ๒๕๕๑)

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณต้องให้เงินพวกเขาบ้าง คุณเป็นมหาเศรษฐีนี่

ทักษิณ ชินวัตร: ไม่ครับ ทรัพย์สินของผมถูกอายัดไว้

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: แต่ไม่ทั้งหมดนี่นะ – คุณต้องมีทรัพย์สินอยู่นอกประเทศไทยบ้างล่ะนะ

ทักษิณ ชินวัตร: ไม่มากครับ ไม่มาก

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณมีสินทรัพย์สุทธินอกประเทศไทยเท่าไร

ทักษิณ ชินวัตร: นอกประเทศไทยมีเพียงแค่สามพันกว่าล้านบาท หรือห้าหกพันล้านบาท จริงๆแล้วมีสามพันห้าร้อยล้านบาท

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: ห้าหกพันล้านบาท หรือสามพันห้าร้อยล้านบาท

ทักษิณ ชินวัตร: ผมเคยมีถึงห้าหกพันล้านบาท แต่จ่ายเป็นค่าบ้าน ค่าโน่นค่านี่ เหลือประมาณสามพันห้าร้อยล้านบาท

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: จะใช้ได้ไปอีกนานเท่าไร

ทักษิณ ชินวัตร: ผมไม่ทราบ แต่ตอนนี้ผมทำงาน ผมทำธุรกิจ ผมไม่สามารถนอนงอมืองอเท้าใช้แต่เงิน ผมทำธุรกิจ ขณะนี้ผมลงทุน ผมมีเหมืองทองสิบแห่งที่อูกันดา ผมมีใบอนุญาตดำเนินการล็อตเตอรี่ในอูกันดา ในฟิจิ ในแองโกลา เราจะเริ่มเดือนมกราคม แล้วเรื่องใบอนุญาตเหมืองทอง ซึ่งมีแนวโน้มที่ดีมาก ผมยังได้ลงนามในสัญญาสัมปทานเหมืองทอง และที่ดินในปาปัวนิวกินี ผมทำเรื่องเพชรดิบด้วย เราเจียรนัยด้วย ผมตัดสินใจไม่ทำเหมืองแร่เนื่องจากว่าเสี่ยงเกินไป เราจะทำให้มีกำไรได้อย่างรวดเร็ว

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณใช้เวลาอย่างไรเมื่อคุณอยู่ที่ดูไบ

ทักษิณ ชินวัตร: ก็ทำธุรกิจ พบปะเพื่อนฝูง และผู้สนับสนุนผมจากประเทศไทย และเดินทาง ผมจะเดินทางประมาณสิบวันต่อเดือน อยู่ที่ดูไบยี่สิบวัน

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณใช้เวลาวันละกี่ชั่วโมงต่อวันในการพูดคุยกับผู้สนับสนุนในประเทศไทย

ทักษิณ ชินวัตร: ประมาณสามชั่วโมงนะ ประมาณนั้น

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณพูดกับใครบ้าง

ทักษิณ ชินวัตร: แม้กับคนขับรถแท็กซี่ พ่อค้าแม่ค้าเล็กๆ และนักการเมืองบ้าง

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: นักการเมืองคนไหน

ทักษิณ ชินวัตร: พรรคเพื่อไทย

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณให้ความช่วยเหลือพรรคเพื่อไทยอย่างไร คุณทำอะไรสำหรับพรรคบ้าง

ทักษิณ ชินวัตร: ตัวผมเองเป็นจุดขายของพรรค บางครั้งบางคราวผมก็ต้องไปพูดกับบรรดาผู้สนับสนุน ทุกวันอังคารผมต้องทำรายการวิทยุทางอินเตอร์เน็ต

ในวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน จะมีคอนเสิร์ตเพื่อการระดมทุน ผมจะร้องเพลง (ชื่อเพลงไทย) “ขอบคุณที่ซ้ำเติม” เพราะพวกเขาเอาแต่โจมตีผม เนื้อร้องของเพลงนี้เป็นอย่างนี้ “ขอบคุณที่คอยเอาแต่ตีซ้ำๆ และตีตรงที่เดิม ซึ่งผมเจ็บช้ำไปหมดแล้ว” นี่เป็นเพลงเกี่ยวกับความรักนะครับ

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณมีแผนการทางการเมืองไหม

ทักษิณ ชินวัตร: มีครับ แต่ในทางสงบ ผมต้องการเห็นการสมานฉันท์ มากกว่าการประจันหน้ากัน ผมต้องการให้เสื้อแดงกดดันให้มีการสมานฉันท์ ไม่ใช่นองเลือด หรือประจันหน้ากัน

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: คุณกำหนดเวลาไว้ไหมว่าเมื่อไรจะกลับประเทศไทย

ทักษิณ ชินวัตร: ไม่ใช่เป็นการตัดสินใจของผม เป็นการตัดสินใจของรัฐบาลไทย ผมยังอยู่ที่นี่ได้ปีหนึ่ง สองปี ผมสบายดี แต่สถานการณ์ของประเทศไทยควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: ทำไมหรือ ถ้าปัญหาไม่ถูกแก้ไข อะไรจะเกิดขึ้นหรือ

ทักษิณ ชินวัตร: เศรษฐกิจจะยิ่งเลวลง คนไทย ชีวิตของพวกเขา จะแย่ลงไปด้วย และประเทศไทยจะไม่อยู่ในสายตาของประเทศใหญ่ๆอีกต่อไป ศูนย์ทางการเมืองจะไม่อยู่ที่ประเทศไทยอีกต่อไป สำหรับอเมริกาแล้วจะย้ายไปอินโดนีเซียแทน

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: บางคนในประเทศไทยดูเหมือนจะตื่นกลัวมากกว่าแค่เรื่องเศรษฐกิจซบเซา และการเพิกเฉยทางการทูต คุณได้ยินคนพูดกันเรื่องประเภทเศรษฐกิจพังทลาย สงครามกลางเมือง เป็นไปได้ไหม

ทักษิณ ชินวัตร: ประเทศไทยใกล้ถึงขั้น “ล้มเหลว” ทุกสถาบันเกือบไม่สามารถทำงานอะไรได้ เพราะไม่ยอมทำตามกติกา ไม่ยอมใช้หลักนิติธรรม มีแต่ความอคติต่อผู้อื่น คุณไม่โชติช่วงต่อสายตาโลก คุณเอาแต่ต้องการกุมอำนาจโดยไม่คำนึงถึงเรื่องอื่น นั่นทำไมผมถึงพูดว่าประเทศไทยกำลังจะล้มเหลว เพราะไม่มีใครไว้ใจใคร ไม่มีสถาบันใดที่จะได้รับความน่าเชื่อถืออย่างเช่นแต่ก่อน

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: ความผิดพลาดของคุณคืออะไร

ทักษิณ ชินวัตร: ผมเล่นการเมืองโดยไม่ทำความเข้าใจให้ดีถึงโครงสร้างอำนาจของสังคม ผมพยายามที่จะจัดการให้เหมือนนักธุรกิจ พยายามที่จะทำการตลาด ทำการรณรงค์ และทำด้านการค้า ผมพยายามที่จะช่วยคนยากจน และรณรงค์เพื่อให้ได้รับความนิยม รณรงค์ในเรื่องที่ผมได้ทำสำหรับพวกเขา และทำงานหนักเพื่อพวกเขาโดยลืมนึกถึงความสลับซับซ้อนของโครงสร้างอำนาจของการเมืองไทย ผมไม่เดียงสาในเรื่องนั้น ผมจึงได้สะดุด

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: เรื่องการขายชินคอร์ปล่ะ (บริษัทโทรคมนาคมของครอบครัวทักษิณ ได้ขายให้กับรัฐบาลสิงคโปร์ในราคา ๗๗,๔๐๐ ล้านบาทโดยไม่ได้จ่ายภาษี ซึ่งเป็นสาเหตุให้ทักษิณได้รับการวิจารณ์อย่างหนักในระยะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) คุณไม่ได้จ่ายภาษี ถ้าเอาเรื่องความผิดถูกทางกฎหมายวางไว้ก่อน นี่เป็นการตัดสินใจผิดพลาดทางการเมืองหรือไม่

ทักษิณ ชินวัตร: แม้ว่าจะต้องการจ่ายภาษี แต่กรมสรรพากรก็ไม่ยอมรับชำระภาษีนั้น สำหรับประเทศไทยแล้วกำไรจากการขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี กฎหมายยกเว้น บางประเทศคิดภาษีจากกำไรนี้ แต่กฎหมายไทยได้บัญญัติไว้มาหลายปีแล้ว เพื่อเป็นสิ่งจูงใจสำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อจะได้รับการยกเว้นภาษีจากกำไรที่ขายหุ้นได้

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: อย่างนั้นคุณไม่เสียใจ หรือวิตกใดๆเกี่ยวกับวิธีที่คุณจัดการในเรื่องนั้น

ทักษิณ ชินวัตร: คุณครับ ผมตกอยู่ในที่นั่งลำบากที่จะพูดอะไรในขณะที่เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นเรื่องของครอบครัว ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวผม ผมอยู่ในสภาวะอิหลักอิเหลื่อในฐานะนายกรัฐมนตรีที่จะพูดอะไรออกไปได้

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: แต่ถ้าคุณได้พูดในฐานะเป็นประชาชนธรรมดาในขณะนี้ ก็หมายถึงได้ทำผิด ใช่หรือไม่

ทักษิณ ชินวัตร: ไม่ใช่ครับ เพราะเป็นเรื่องความอิจฉา ผมเป็นเพียงไม่กี่คนที่มีเงินสดมาก พวกศักดินาอิจฉา ผมเป็นตัวแทนของชาวชนบทซึ่งเติบโตขึ้นมา และมีเงินมากขนาดนั้น ครอบครัว (ของผม) ต้องการให้ผมมีอิสระ และปราศจากการถูกวิจารณ์ในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ดังนั้นพวกเขาคิดว่าเป็นทางดีที่จะขาย (บริษัท) ออกไป

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: เกี่ยวกับการก่อความไม่สงบในภาคใต้ (ซึ่งมีประชาชนจำนวนนับพันได้เสียชีวิตจากการถูกโจมตีจากบรรดามุสลิมหัวรุนแรง)

ทักษิณ ชินวัตร: ผมมีอุดมการณ์อย่างอ่อนนอกแข็งใน หนังสือพิมพ์ และสื่อหลักได้วาดภาพให้ผมมีแต่การใช้ไม้แข็ง ผมช่วยในเรื่องการศึกษาเป็นอย่างมาก ผมได้ช่วยเหลือในด้านที่อยู่อาศัย ด้านประกันสุขภาพ และด้านการศาสนา

แต่ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น – สภาพยังคงเลวร้ายลงทุกปี

คุณก็คงทราบว่าสถานการมันสุกงอมมาหลายปีแล้วเนื่องจากประวัติศาสตร์ในภาคนั้นของประเทศไทย แผนที่ได้ถูกเขียนขึ้นมาใหม่ บางส่วนที่เคยเป็นของประเทศไทยได้กลายเป็นของมาเลเซีย บางส่วนที่เคยเป็นมาเลเซียกลับกลายมาเป็นของไทย ส่วนของไทยไปเป็นมาเลเซีย ไม่มีปัญหาใดๆแต่ในส่วนของมาเลเซียซึ่งเป็นของไทยนี่แหละที่มีปัญหา พวกเขามองไปที่มาเลเซีย ซึ่งมีความเจริญ แต่ในส่วนทางประเทศไทยไม่เจริญ มันควรจะเจริญ แต่เราไม่ได้จัดการให้ถูกวิธีเนื่องจากปัญหาเรื่องการศึกษา เรายอมให้พวกเขามีแต่การสอนศาสนาได้อย่างเดียว ซึ่งหมายถึงว่าพวกเขาจะออกไปทำมาหากินอะไรไม่ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงยากจน – พวกเขาต้องการกลับไปอยู่ด้านมาเลเซียเพราะด้านนั้นเขาดีกว่า นี่เป็นปัญหาซึ่งเกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว

และเมื่อพวกเขาปล้นคลังอาวุธ และยึดเอา เอ็ม ๑๖ ไปมากกว่าสี่ร้อยกระบอก – จากนั้นพวกเขาเริ่มรวบรวมกำลัง และแข็งแรงขึ้น

เราต้องบังคับใช้กฎหมาย แต่โชคไม่ดีที่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ตากใบ (เหตุการณ์โด่งดังที่ชาวมุสลิม ๘๕ คน ได้เสียชีวิต หลังจากถูกจับจากการประท้วงซึ่งสร้างความรุนแรง พวกเขาถูกจับให้นอนซ้อนกันหลังรถบรรทุกขนถ่ายของทหาร ซึ่งเกิดการเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจจำนวนมาก) เป็นความโชคร้าย เพราะการขนถ่ายของกองทัพ พวกเขาไม่มีความฉลาดเอาเสียเลย พวกเขาไม่มีรถบรรทุกลำเลียงเพียงพอเลยเอาผู้ประท้วงมาซ้อนกัน จึงขาดอากาศหายใจ เป็นเรื่องโชคร้าย ใน (การชุมนุม) เกิดอุบัติเหตุทำให้เกิดการเสียชีวิตประมาณสี่หรือห้าคน แต่กลายเป็น ๘๐ คนเนื่องจากถูกนำตัวมาซ้อนกัน และยิ่งเป็นช่วงเดือนถือศีลอดแล้วด้วย ยิ่งขาดอากาศได้ง่ายเข้าไปใหญ่ พวกเขาไม่ได้ดื่ม ไม่ได้ทาน แล้วมาถูกนายทหารชั้นผู้น้อยทำการขนย้ายแบบนั้นด้วย พวกทหารไปซ้อนพวกเขา เพราะพวกทหารกลัวตาย

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่: ไม่กี่ปีก่อนคุณได้หย่ากับภรรยา บางคนพูดว่าเป็นเรื่องการเมือง เป็นเรื่องทางกฎหมายเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

ทักษิณ ชินวัตร: ภรรยาผมเข้าใจว่าผมมีผู้สนับสนุนเยอะ ผมไม่สามารถเลี่ยงไม่กลับไปเล่นการเมืองได้ เนื่องจากผู้สนับสนุนได้ตั้งความหวังเอาไว้กับตัวผม และเธอไม่ได้สนับสนุนให้ผมเล่นการเมืองมาตั้งแต่แรก เพราะเธอมาจากครอบครัวที่ไม่ชอบทำตัวเด่นดัง เธอไม่ค่อยออกไปไหนกับผม โดยเฉพาะต่างประเทศ เธอไม่เคยติดตามผมไปไหน เธอต้องการอยู่อย่างเงียบๆ เธอไม่ชอบการเมืองเลยแม้แต่สักนิดเดียว แต่เธอเข้าใจดีว่าผมต้องกลับไปเล่นการเมือง เธอเลยบอกกับผมว่า: “น้องไม่สามารถห้ามพี่เข้าไปเล่นการเมืองได้อีกต่อไป เพราะพี่เห็นแก่ผู้ที่สนับสนุนทางพี่ แต่พี่ต้องเห็นใจน้องด้วย น้องรับไม่ได้อีกต่อไปแล้ว มันมากเกินไปสำหรับชีวิตของน้อง ทางที่ดีเราควรหย่ากัน” เราจึงหย่ากันด้วยความเข้าใจกัน เราช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการดูแลลูก แต่ถ้าเรื่องการเมืองแล้ว เธอพูดว่า “ขอร้องเถอะค่ะ – น้องไม่ต้องการเข้าไปยุ่งอีกต่อไปแล้ว” เธออยู่ที่ประเทศไทย และตั้งแต่หย่าแล้วเราไม่ได้เจอกันอีกเลย

(ในเรื่องการปรับปรุงสถาบันกษัตริย์) เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง ทุกๆอย่างต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเหมือนกับร่างกายมนุษย์ เมื่อคุณแรกเกิดเป็นทารก หัวใจจะมีขนาดเล็กมาก แต่เมื่อโตขึ้น หัวใจก็จะต้องโตตามร่างกายที่เติบโตนั้น เราจะมีหัวใจทารกในร่างของผู้ใหญ่ไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ ทุกสถาบัน ไม่เพียงแต่สถาบันกษัตริย์ ทุกๆสถาบันก็เหมือนกันหมด – ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับอะไรที่กำลังเปลี่ยนแปลง

หมายเหตุไทยอีนิวส์:พวกปฏิกริยาล้าหลังยังมักกล่าวว่าหากทักษิณไม่ได้พูดหมิ่นฯแล้วทำไมต้องออกแถลงการณ์ประณามTIMES ...ซึ่งความจริงแล้วทักษิณประณามการพาดหัวข่าวของTIMESที่เป็นการตีความไปเองของTIMESทำให้คนเข้าใจผิดว่าเขามีจุดมุ่งหมายในทางร้ายต่อสถาบันกษัตริย์(ข่าวพาดหัวข่าวดังกล่าวโดนทางการไทยปิดกั้นไปแล้ว และพวกปฏิกริยาล้าหลังได้นำไปขยายผลให้ร้ายทักษิณ และอันธพาลการเมืองพันธมิตรได้หาเหตุจัดการชุมนุมทางการเมืองขึ้นในวันที่ 15 พ.ย.)

Thursday, November 12, 2009

ยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชาไม่ง่ายอย่างที่คิด!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลไทย –กัมพูชา กรณีที่สมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรี กัมพูชา แต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ของไทยเป็นที่ปรึกษา พร้อมปฏิเสธการส่งตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ให้กับรัฐบาลไทย ตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนจนนาํมาสกู่ ารตดั สนิ ใจของคณะรฐั มนตรีเมื่อวันที่ 10 พ.

ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมติยกเลิก บันทึกความเข้าใจ หรือ เอ็มโอยู ระหว่างรัฐบาลไทย-กัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิ์ในพื้นที่ทับซ้อนบริเวณอ่าวไทย ฉบับวันที่ 18 มิถุนายน 2544บนเนื้อที่ 2.6 หมื่นตารางกิโลเมตรโดยการยกเลิกเอ็มโอยู ถือเป็นมาตรการขั้นที่ 2 ของรัฐบาลไทยที่ตอบโต้กัมพูชา หลังจากก่อนหน้านี้ รัฐบาลไทยใช้ยาแรงเรียกทูตประจำกรุงพนมเปญกลับไทยการยกเลิกเอ็มโอยูดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อเป็นมาตรการตอบโต้ ตามข้อเสนอของกระทรวงต่างประเทศ ที่ให้เหตุผลว่าเป็นการลงนามโดย พ.ต.ท.ทักษิณ กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่มีตกลงด้านความร่วมมือต่างๆ 14 ข้อ โดยเน้นรายละเอียดเรื่องการแสวงประโยชน์

จากแหล่งปิโตรเลียมเป็นหลัก ที่อาจทำให้ไทยเสียเปรียบได้นอกจากบันทึกความตกลงในเรื่องดังกล่าวแล้ว ไทย-กัมพูชา ยังมีบันทึกความตกลงร่วมกันอีก 17 ฉบับอาทิ ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว, การจัดตั้งคณะกรรมการชายแดน, ความร่วมมือด้านการค้าเศรษฐกิจ วิชาการ และ วัฒนธรรม, ด้านการปราบปรามการค้ายาเสพติด, สนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดน, บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก และความร่วมมือด้านสารสนเทศและกิจการวิทยุกระจายเสียงและ กิจการวิทยุโทรทัศน์ไทย –กัมพูชาส่วนกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติยกเลิกMOU ดังกล่าว จะต้องปฏิบัติการรัฐ

ธรรมนูญ มาตรา 190 ที่ต้องนำเข้าขอความเห็นจากที่ประชุมรัฐสภาหรือไม่นั้นมีความเห็นจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดย นายสุพจน์ ไข่มุกด์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า ต้องดูที่เจตนารมณ์ก่อนว่าเข้าหลักเกณฑ์ มาตรา 190 หรือไม่ซึ่งเรื่องนี้ รัฐบาลยังไม่ได้ส่งเรื่องมายังศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ แต่มองว่า ต้องดูที่เงื่อนไขการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศด้วย ว่าจะสามารถยกเลิกฝ่ายเดียวได้หรือไม่ขณะที่ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กลับเห็นว่า รัฐบาลไม่มีสิทธิที่จะไปยกเลิกสัญญาหรือข้อตกลงใดๆ เพราะการที่อีกฝ่ายจะยกเลิกได้ ต้องมีอีกฝ่ายทำผิดเงื่อนไขข้อตกลงแต่กรณีนี้เหมือนรัฐบาล

ดำเนินการยกเลิกฝ่ายเดียว พร้อมเห็นว่า เรื่องดังกล่าว ไม่มีข้อขัดแย้งในข้อกฎหมายจึงไม่น่าจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเข้าข่ายมาตรา 190 หรือไม่กอ่ นหนา้ นี้นายวาร ์กมิ ฮง ผเู้จรจาเขตแดนของกัมพูชา ออกมายืนยันในทำนองเดียวกันว่า บันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา ฉบับดังกล่าว ไม่สามารถยกเลิกได้หากไม่ได้รับการยินยอมกับคู่สัญญาซึ่งเรื่องนี้ นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงต่างประเทศ ระบุว่าเป็นการตีความของกัมพูชาที่แตกต่างกับฝ่ายไทยซึ่งแต่ละฝ่ายอาจจะมีมุมมองที่แตกต่างกันเหมือนกับกรณีก่อนหน้านี้ที่ฝ่ายกัมพูชาเคยตีความว่าไม่สามารถส่งตัวพ.ต.ท.ทักษิณ

ชินวัตร ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนให้กับไทย ขณะที่ฝ่ายไทยก็ตีความว่าสามารถส่งตัวมาได้อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยโดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่ามีหลายมาตราในอนุสัญญาเวียนนา ค.ศ.1958 เปิดช่องให้สามารถยกเลิกเอ็มโอยูดังกล่าวได้กรณียกเลิกเอ็มโอยูไทย-กัมพูชานอกจากจะลดความสัมพันธ์กับกัมพูชาแล้ว มาตรการดังกล่าว ยังเป็นการลดความสัมพันธ์ในรัฐสภาไทยด้วยเช่นกัน ดังที่เห็นภาพการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณายกเลิกเอ็มโอยูเมื่อวันจันทร์ที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมาต้องบอกว่าสภาไทยป่วนอีกครั้งเพราะข้อหารือ ที่ถูกฝ่ายการเมืองนำมาเป็นประเด็นทางการเมืองตอบโต้กันในสภาให้มันส์ปากเท่านั้นส่วนนอกสภาหินอ่อนความเห็นจากฝ่ายที่สนับสนุนรัฐ อย่างพรรคการเมืองใหม่และกลุ่มพันธมิตรฯก็ออกมาสนับสนุนให้ยกเลิกเอ็มโอยูดัง

กล่าว พร้อมกับชื่นชมการกล้าตัดสินใจของรัฐบาลด้านฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลก็มองว่าการตอบโต้ดังกล่าวเป็นท่าทีที่แข็งกร้าวเกินไปส่งผลเสียกับประเทศมากกว่าแม้เวลานี้ จะยังไม่สามารถยกเลิกเอ็มโอยูระหว่างไทย-กัมพูชา ได้ดังที่รัฐบาลต้องการแต่สิ่งหนึ่งเห็นจากการออกมาตรการนี้คือความขัดแย้งภายในคนไทยด้วยกันเองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่หลายคนมองข้ามและไม่พยายามทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น มุ่งแต่ตอบโต้ซึ่งกันและกัน จนอาจลืมผลประโยชน์ของชาติหรือนักการเมืองไทยต้องทำบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ในเรื่องรักชาติกันใหม่ ก็ไม่ทราบ 

ตัดเชือกมวยคู่เอก

ที่มา บางกอกทูเดย์

ดวลกันมาก็หลายยก แพ้-ชนะ ยังไม่ปรากฏ..มีแต่นั่งซด “ใบบัวบก”แก้ชํ้าต่างฝ่ายต่างชํ้า เพราะอีกคนหมัดเหล็ก(ชั้นเชิงสูง) อีกคนหมัดหนัก (แบ็คหนา)คนเชียร์ “ตูดไม่ติดเก้าอี้” เพราะคู่ชกแรงเกิน100 ดีกรี!ถ้าเพิ่งออกจากถํ้าก็คงไม่รู้จักมวยคู่เอก “แม้ว-มาร์ค”2 มวยคู่เอก แม้บางครั้งจะอยู่ข้างเวที แต่ก็มีขุนพลผู้

ภักดี วาดลีลาแทนนาย! ตามประสา“นายกูใครอย่าแตะ”การต่อสู้ทางการเมืองระหว่าง ทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ยังไม่เคยถึงตอนจบ..แม้บางครั้งต่างฝ่ายต่าง “จุก” จนนอนกลิ้ง..แต่ให้นํ้าพักเดียวก็มีเรี่ยวแรง “ง้างหมัด”ไม่ได้ตั้งใจ! แต่ประชาชนก็ยกให้ “มาร์คอยู่เสาเหลือง” – “แม้วอยู่เสาแดง”ลั่นระฆัง “เหลือง-แดง” เจอกันก็สั่นทั้งประเทศ..แย็บซ้าย แย็บขวา มาหลายปี..สิ้นปี 2549ต้องยกให้ฝั่งมารค์ ได้เปรียบดีกีรรัฐบาลบริหารประเทศ..มีสิทธิ์วางเกม กำหนดกติกาได้โดยไม่มีใคร “กล้าขัด”ยิ่งมีผู้สนับสนุนเต็มที่ อย่างแอนตาซิล เอ๊ย!“สนธิ ลิ้มทองกุล” ทุ่มหมดตัว.. งาน

นี้มาร์คเลยคะแนนพุ่ง กรรมการกดคะแนนแทบไม่ทันฟากแม้ว! แม้จะเป็นอดีตรัฐบาล แต่ ได้ใจเพราะโดน “จวก” ทีเผลอ..ดวลยกล่าสุด!ฝ่ายเสียเปรียบด้านอำนาจ “ทักษิณ ชินวัตร”โดนโจมตีด้วยหมัดของไทม์ โฟกัสตรงเบ้าตาหวังให้ “บอดสนิท”อีกไม่นาน มวยคงเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ! หรืออาจจะได้ผู้ชนะในเร็วนี้ชัยชนะอาจจะไม่ใช่เพราะลีลา ทว่าเป็นเพราะสะดุดขาตัวเอง..ฉะนั้น มวยเอกขึ้นเวทีเมื่อไหร่ อย่ากะพริบตา!ที่สำคัญต้องดูด้วยสติ อย่าหน้ามืดมองดูแค่การต่อสู้ ชิงไหวชิงพริบบนเวทีเท่านั้น เพราะนั่นเป็นเพียงลีลาที่มองเห็น แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการแย็บ การฮุคคนไทยต้องดูอย่างเป็นกลาง

และ “ตีความ”ให้ได้ เพราะแม้เป็นนักยุทธศาสตร์ แต่การเดินหมากทางยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดก็อาจทำให้คนเดินหัวคะมำอย่างไรก็ตาม “นํ้าใจนักกีฬา” น่าจะเป็นคำตอบและทางออกที่ไม่ควรปฏิเสธเวลานี้เวียดนาม เยอรมนี เกาหลี และอีกหลายประเทศพยายามรวมชาติที่แตกแยกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแต่ไทยกลับพยายามสวนทาง พยายามแตกแยกเป็นหลายฝ่ายในเมื่อบรรพบุรุษได้มอบมรดกความเป็นชาติให้เรา เราก็ควรส่งมอบมรดกความเป็นชาติอันมีค่าให้กับคนรุ่นต่อๆ ไปไม่ใช่มอบประเทศที่แตกละเอียดให้กับคนรุ่นหลังและให้คนรุ่นหลังมาก่นด่าได้ในภายหลังผู้ชนะที่แท้จริง คือ ผู้เสียสละ... 

TIMESการันตีแม้วไม่หมิ่นซักคำ สื่อไทยเฉยหลังรุมตื้บหนำใจ แถมละเว้นมาร์คจ้อสื่อนอกหนักกว่า

ที่มา Thai E-News


ที่มา TIMES ONLINE
แปลเรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 พฤศจิกายน 2552
*อ่านบทสัมภาษณ์ทักษิณ ชินวัตรลงTHE TIMESฉบับเต็มที่เวบลิเบอรัลไทย คลิ้กที่นี่

สันดานสื่อทรราชออกลายอีกแล้ว หลังจากTIMESเขียนบทบรรณาธิการ การันตีทักษิณไม่ได้พูดหมิ่นแม้แต่คำเดียว แถมกล่าวยกย่องเชิดชูสถาบันไม่ขาดปาก แต่สื่อกระแสหลักพากันเงียบเป็นเป่าสากไม่ยอมนำเสนอ หลังจากพากันโหมกระหน่ำรุมตื้บมาก่อนนี้ ที่สำคัญสื่อหลักยังเงียบเฉยต่อการที่มาร์คเคยให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์กเรื่องทำนองเดียวกัน แต่ดูจะหนักกว่าแม้วให้สัมภาษณ์เดอะไทม์ส


THE TIMES ONLINEได้แสดงจุดยืนในบทบรรรณาธิการ ในหัวข้อเรื่อง"Siamese spat:
Thais should be free to understand more about the role of their own monarchy"(วิวาทะสยาม:ชาวไทยควรมีอิสระที่จะตระหนักถึงบทบาทสถาบันกษัตริย์ให้มากขึ้น") โดยเนื้อหาตอนหนึ่งกล่าวว่า เมื่อวันจันทร์THE TIMESได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ถูกโค่นอำนาจของไทย ผลลัพธ์จากการแสดงความคิดเห็นของเขาต่อพระราชวงศ์ไทย ทำให้บทความที่เผยแพร่ของTHE TIMESถูกปิดกั้นโดยทางการไทย ในทางทฤษฎีแล้วทักษิณและบรรณาธิการประจำภาคพื้นเอเชียอาจต้องเผชิญกับคดีที่มีโทษจำคุกสูงถึง 15 ปีในฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งนี่เป็นพฤติการณ์การกระทำแบบเด็กๆ

แต่ในการให้สัมภาษณ์กับTHE TIMESนั้นความจริงแล้วทักษิณไม่ได้ทำผิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเลย เขาไม่ได้กล่าวหมิ่นประมาทพระราชวงศ์ หรือแม้กระทั่งพยายามหาทางให้ร้ายใดๆ ในทางตรงกันข้ามทักษิณกลับได้ตอบสัมภาษณ์ในประเด็นความเชื่อมโยงของสถาบันกษัตริย์กับการเมืองไทยในทำนองเทิดทูนยกย่อง(To those unversed in the peculiarities of the Thai system, Thaksin’s alleged offence may be hard to discern. He did not abuse the Royal Family, or even find fault with them. Instead, he merely discussed the link between the monarchy and Thai politics)

คำพูดของทักษิณในการให้สัมภาษณ์ไม่มีแม้แต่คำเดียวที่เป็นไปในทำนองวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์หรือราชวงศ์ แต่เขาได้วิจารณ์"คนวงในวัง"บางคนเท่านั้นที่เข้ามาแทรกแซงการเมือง(In Thaksin’s words, either way, one finds neither criticism nor violation of the monarchy. Instead we find something that the Thai Establishment regards as equally taboo — the mere acknowledgement that some in the royal circle may have some involvement in Thai politics.)

ในการให้สัมภาษณ์นี้ทักษิณได้กล่าวถึงอิทธิพลต่อสาธารณชนไทยว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อพระเจ้าอยู่หัวฯองค์ปัจจุบันส่งต่อพระราชบัลลังก์ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งTHE TIMESหวังว่าชาวไทยจะตระหนักว่า จะรักสถาบันกษัตริย์ให้ถูกทางอย่างไร ไม่ใช่ฟังไม่ได้ศัพท์แล้วก็นำมาเป็นเครื่องมือทำลายกัน

เพราะแม้แต่ในหลวงของปวงชนชาวไทยนั้น พระองค์ท่านก็เคยตรัสไว้เมื่อพระชนมายุครบ78ชันษาว่า"หากถือว่าThe king can do no wrong หรือพระเจ้าอยู่หัวไม่เคยทำอะไรผิด แล้วก็ไม่วิพากษ์วิจารณ์ ก็จะทำให้พระเจ้าอยู่หัวลำบาก"

ท้ายสุดTHE TIMESชี้ว่า การที่ทางการไทยจะนำกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาดำเนินคดีกับใครไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายใดเลย แต่จะได้ประโยชน์กว่าหากมีเสรีและตรงไปตรงมาในการถกแถลงระบบการเมืองของประเทศไทยได้ ไม่ใช่อย่างที่รัฐบาลไทยกำลังทำอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่านับถือ

สื่อกระแสหลักเงียบไม่ลงบทบรรณาธิการTIMES ไม่ลงข่าวมาร์คสัมภาษณ์บลูมเบิร์กเรื่องสืบสันตติวงศ์

เท่าที่เราตรวจสอบดูแม้บทบรรณาธิการTIMESออกมาตั้งแต่เมื่อวาน แต่ไม่มีสื่อกระแสหลักที่ไหนนำมาลงข่าวเผยแพร่ข้อยืนยันของTIMESเองว่าทักษิณไม่ได้พูดหมิ่นหรือก้าวล่วงสถาบันฯ

หลังจากที่ก่อนนั้นสื่อกระแสหลัก และบรรดานักสร้างประชามติสาธารณะทั้งหลาย พากันออกมาประณามอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรว่า มิบังควรที่ให้สัมภาษณ์กับTIMES ONLINE ในเรื่องเกี่ยวกับการสืบพระราชสันตติวงศ์ ขณะที่ในหลวงยังทรงพระประชวรอยู่

นอกจากนั้นก็น่าประหลาดใจว่าในเรื่องเดียวกันนี้ แต่คนพูดคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวที่มีชื่อเสียงระดับโลกคือสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้ สื่อกระแสหลักและบรรดานักสร้างประชามติสาธารณะต่างเงียบเฉย (ดูลิ้งค์อภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์ก)

รายงานข่าวและบทสัมภาษณ์ที่บลูมเบิร์กนำเสนอนี้ ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 8 กรกฎาคม 2552 ชื่อบทความดั้งเดิมในภาษาอังกฤษถือเป็นเรื่อง"มิบังควรอย่างยิ่ง"ในวัฒนธรรมการเมืองแบบไทย เพราะน่าจะ"หนักกว่า"ชื่อบทความที่Timesตีพิมพ์บทความล่าสุดที่สัมภาษณ์ทักษิณเสียอีก เราจึงแปลให้ดูสละสลวยเข้ากับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยๆเสียว่า "การเปลี่ยนผ่านรัชกาลไม่ได้สร้างความกังวลให้เซียนหุ้นที่ชื่อนาย"เฟเบอร์"หยุดชะงักการลงทุนเล่นหุ้นในประเทศไทย"ซึ่งมีความสำคัญบางตอนกล่าวถึงการสืบพระราชสันตติวงศ์ โดยเป็นการสัมภาษณ์พิเศษนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา
....................

อภิสิทธิ์:"ในหลวงทรงโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมฯเป็นพระรัชทายาทสืบต่อพระราชบัลลังก์"

ในการสัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ได้เปิดเผยกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชโอรส พระราชธิดา4พระองค์ และพระราชนัดดา11พระองค์ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้พระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวเป็นพระรัชทายาทขึ้นสืบต่อพระราชบัลลังก์แล้ว

"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารทรงเป็นพระรัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์"อภิสิทธิ์กล่าว


8 กรกฎาคม 2552 (สำนักข่าวบลูมเบิร์ก)--นายกรัฐมนตรีของไทยต้องหยุดชะงักการตอบข้อซักถามและฝืนพูดต่ออย่างยากลำบากต่อคำถามที่ว่า เพื่อนร่วมชาติของเขาจะเผชิญต่อชะตาอนาคตอย่างไร หากว่าชีวิตของพวกเขาซักวันใดวันหนึ่ง ไม่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก เป็นร่มโพธิสมภารแก่พสกนิกร

"ผมไม่ได้แสร้งพูด--มันจะเป็นช่วงเวลาที่ลำบากยากยิ่งสำหรับพวกเราคนไทยทั้งมวล"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกล่าว เขาเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลผสมเมื่อเดือนธันวาคมปีกลาย และยังก้าวเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ยังคงอยู่ในวังวนปัญหาให้กับประเทศเป็นรายที่5ในรอบเพียง4ปี
(July 8 (Bloomberg) -- Thailand’s prime minister pauses briefly and swallows hard as he addresses the question few of his compatriots dare contemplate: life without King Bhumibol Adulyadej, the world’s longest-reigning monarch.

“I am under no illusion -- it will be a very difficult time for all of us,” says Abhisit Vejjajiva, who in December patched together a multiparty coalition government and became troubled Thailand’s fifth prime minister in four years.)

ในการสัมภาษณ์ในทำเนียบรัฐบาลที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมอิตาลีเมื่อ5วันก่อน อภิสิทธิ์ได้เปิดเผยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชโอรส พระราชธิดา4พระองค์ และพระราชนัดดา11พระองค์ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร เป็นพระรัชทายาทสืบทอดราชบัลลังก์แล้ว

"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารทรงเป็นพระรัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์"อภิสิทธิ์กล่าว

(ต้นฉบับของบลูมเบิร์กคือIn an interview at his Italianate office in Government House in Bangkok five days later, Abhisit discloses that Bhumibol, who has 4 children and 11 surviving grandchildren, has already endorsed his only son as the next king.

“The crown prince is the designated heir,” Abhisit says. )

"แม้ว"เตรียมบินกลับดูไบ13พ.ย.พท.แห่เยี่ยม ด้นสดบรรยายเศรษฐกิจให้เขมร "ดีสเตชั่น"เตรียมแพร่ภาพคืนนี้

ที่มา มติชน

"ทักษิณ"บรรยายสดไร้สคริปให้เขมรฟังเรื่องเศรษฐกิจ คาด"ดีสเตชั่น"เตรียมแพร่ภาพคืนนี้ "นพดล"เผยนายเตรียมบินกลับดูไบ13พ.ย.นี้ "ประชา"พาเพื่อนส.ส.ใกล้ชิด10คนเดินทางไปเยี่ยม


"แม้ว" ด้นสดบรรยายศก.ให้เขมร "ดีสเตชั่น"เตรียมเผยแพร่ภาพคืนนี้


เมื่อวันที่ 12 พ.ย. นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เปิดเผยว่า ในเวลา 09.00 น. วันที่ 12 พ.ย. พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา จะขึ้นเวทีปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการพัฒนาการด้านเศรษฐกิจ ชนบท การลงทุน และการแก้ไขปัญหาความยากจน ให้บรรดา ส.ส.และข้าราชการกัมพูชาได้รับฟัง การขึ้นปราศัยในครั้งนี้จะเป็นการพูดปราศัยแบบสดๆ โดยไม่มีสคลิป และน่าจะมีการเผยแพร่การปาฐกถาดังกล่าวผ่านทางสถานีโทรทัศน์ดีสเตชั่นในช่วงค่ำวันนี้ ส่วนพ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางออกจากประเทศกัมพูชาเมื่อใดนั้นเท่าที่ตนเองสอบถามไปยัง พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบว่าจะเดินทางออกจากประเทศกัมพูชากลับเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ในวันที่ 13 พ.ย. ส่วนเวลาที่แน่ชัด รวมทั้งนายกรัฐมนตรีฮุนเซน จะเดินทางไปส่งด้วยตนเองหรือไม่นั้นตนเองยังไม่ทราบ


ด้านนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ตนเองพร้อมด้วย ส.ส.เพื่อไทย ราว 10 คน มีแผนจะเดินทางไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ประเทศกัมพูชา ในวันที่ 13 พ.ย. โดยเลื่อนจากกำหนดเดิมที่ตั้งใจไว้ว่าจะเดินทางไปในวันนี้ เนื่องจากติดภาระกิจต้องเข้าร่วมประชุมสภา ส่วนที่มีออกข่าวใหญ่โตว่า จะมี ส.ส.เพื่อไทย เกือบ 100 คน เดินทางไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ตนเองขอยืนยันว่า เป็นไปไม่ได้ และไม่รู้ว่าข่าวดังกล่าวมีที่มาที่ไปจากไหน และในส่วนทีมของตนเองนั้น ก็จะไปเฉพาะกับบรรดา ส.ส.ที่ใกล้ชิดกันเท่านั้น


"แม้ว"ทวิตบอกนอนดึก ต้องเตรียมร่างบรรยายด้านศก.ให้เขมร


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนวันที่ 11 พ.ย. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทวิตผ่าน twitter.com/Thaksinlive ระบุว่า "คืนนี้คงต้องอยู่ดึก เพราะจะบรรยายพรุ่งนี้ (12 พ.ย. ) แล้วยังไม่ได้เตรียมร่างเรื่องที่จะพูดเลยครับก็จะเน้นเรื่องความยากจนและทิศทางของโลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจ"

"ไทม์ส"ตีพิมพ์ค้าน กม.หมิ่นฯ อ้างไม่มีประโยชน์กับใคร ชี้คนไทยควรมีเสรีเข้าใจบทบาท"ระบอบกษัตริย์"

ที่มา มติชน

"บก.ไทม์ส"ตีพิมพ์ค้านกม.หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อ้างไม่เป็นประโยชน์กับใคร คนไทยควรมีเสรีในการเข้าใจบทบาทของระบอบกษัตริย์มากขึ้น กต.ส่งทูตที่ลอนดอนชี้แจง ทรงอยู่เหนือการเมือง ตร.กร้าวใครแปล-เผยแพร่ โดยข้อหาแน่


ตร.เร่งรวมหลักฐานหมิ่นเบื้องสูง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจ สน.ดุสิตเร่งรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีกับนายใจ อึ๊งภากรณ์ และเว็บไซต์เรดสยามดอทเน็ต (www.redsiam.net) พร้อมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เว็บไซต์ไทม์สออนไลน์ และนายริชาร์ด ลอยด์ แพร์รี่ บรรณาธิการข่าวเอเชียของไทม์สออนไลน์ ภายหลังนายสมชาย แสวงการ นายวรินทร์ เทียมจรัส ส.ว.สรรหา พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. และ พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานข่าวกรองแห่งชาติ และตัวแทนกลุ่มสยามสามัคคี แจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในข้อหาเดียวกัน


พ.ต.อ.ปิยะ อุทาโย รอง ผบก.อก.บช.น. ในฐานะผู้ช่วยโฆษก ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าของคดีนี้เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 11 พฤศจิกายน ว่า พนักงานสอบสวน สน.ดุสิตกำลังรวบรวมพยานหลักฐาน จะส่งเรื่องให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.)ภายใน 3 วัน ผบช.น.จะมอบหมายให้รอง ผบช.น.รับผิดชอบงานสอบสวน พื้นที่ บก.น.1 ดูแล หากพบว่าสมควรสั่งไม่ฟ้องให้เสนออัยการ หากสมควรสั่งฟ้องแต่หลักฐานไม่พอก็หาเพิ่มเติม แต่หากเห็นว่าหลักฐานเพียงพอ ก็สามารถส่งฟ้องอัยการได้ ต้องตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญให้ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร จากทั้งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) สันติบาล กองการต่างประเทศ และผู้ชำนาญการ


เกินอำนาจสันติบาลให้"กต."สอบ


ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล (ผบช.ส.) กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นสถาบันว่า กรณีนี้เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นนอกประเทศ ทางสันติบาลไม่มีอำนาจดำเนินการเรื่องนี้มีเพียงกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ที่ดำเนินการได้ ซึ่ง กต.ต้องตรวจสอบ 2 ประเด็น ประเด็นแรกมีการพูดจริงหรือไม่ ประเด็นที่ 2 คำแปลที่แปลออกมานั้นถูกต้องหรือไม่ หาก กต.พบว่ามีการกระทำความผิดต้องส่งเรื่องให้หน่วยที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการ เช่น ตำรวจ อัยการสูงสุด


พล.ต.ท.ธีระเดช กล่าวว่า สันติบาลกำลังตรวจสอบว่ามีการนำบทสัมภาษณ์และคำแปลดังกล่าวมาเผยแพร่ต่อหรือไม่ ซึ่งมีคณะกรรมการตรวจสอบคดีหมิ่นสถาบันของ ตร.เกาะติดอยู่ตลอด จนถึงขณะนี้ยังไม่พบว่ามีการนำมาเผยแพร่ต่อ หากตรวจสอบว่าต้นฉบับเข้าข่ายหมิ่น ผู้ที่แปลแล้วนำมาเผยแพร่ต่อจะมีความผิดด้วย


ชี้"พท."แปลเสี่ยงหมิ่น-เผยแพร่


ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทย (พท.) จะแปลบทสัมภาษณ์แล้วแจกจ่ายนั้น พล.ต.ท.ธีระเดชกล่าวว่า หากต้นฉบับเข้าข่ายหมิ่น แล้วมีคนเอามาแปลตามนั้นและเอามาเผยแพร่ บุคคลนั้นก็มีความผิด ทั้งหมิ่นและเผยแพร่


ด้านนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แกนนำ พท. กล่าวว่า หากอ่านบทความทั้งหมดจะพบว่า พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์อย่างเทิดทูนสถาบันและมีความจงรักภักดี แต่ผู้สื่อข่าวของไทม์สถามคำถามนำตลอด หากคนที่มีใจเป็นธรรมได้อ่านบทสัมภาษณ์จะทราบว่าไม่มีอะไร ขณะนี้พรรคมีแนวคิดแปลบทสัมภาษณ์เป็นภาษาไทย เพื่อให้ความกระจ่างขึ้นว่า พ.ต.ท.ทักษิณโดยเนื้อแท้แล้วต้องการจะสื่ออะไร


"ไทม์ส"วิจารณ์ค้าน กม.หมิ่น


วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนังสือพิมพ์ เดอะ ไทม์ส ออฟ ลอนดอน ตีพิมพ์บทบรรณาธิการ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณและเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องหลังจากนั้น โดยพุ่งเป้าไปที่ประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในหัวข้อ "Siamese spat" หรือ "วิวาทะแห่งสยาม" โดยขยายความไว้ในหัวรองลงมาว่า คนไทยควรมีเสรีที่จะเข้าใจอะไรๆ มากขึ้นเกี่ยวกับบทบาทของระบอบกษัตริย์ของตนเอง เนื้อหาแสดงความกังวลต่อการที่ในทางทฤษฎีแล้วนายริชาร์ด ลอยด์ แพร์รี่ และ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจถูกตัดสินว่ามีความผิดตามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี และแสดงทรรศนะไม่เห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าว เพราะเชื่อว่าไม่เป็นผลประโยชน์สำหรับใครทั้งสิ้น


อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวตั้งข้อสังเกตว่า เนื้อหาของบทสัมภาษณ์ที่สรุปมาในบทบรรณาธิการชิ้นนี้ ยังคงยืนยันเนื้อหาเดิมที่นำเสนอไปก่อนหน้านี้ โดยไม่ได้เอ่ยถึงการถูกกล่าวหาจาก พ.ต.ท.ทักษิณว่า บิดเบือนและรายงานไม่ตรงกับความเป็นจริงแม้แต่น้อย


ทูตอังกฤษนัดพบย้ำข้อเท็จจริง


จากกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศสั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน ดำเนินการชี้แจงและทำความเข้าใจกับหนังสือพิมพ์เดอะ ไทม์สนั้น เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน นายกิตติ วะสีนนท์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน ได้มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง ถึงบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดอะ ไทม์สแล้ว พร้อมทั้งได้ขอให้บรรณาธิการตีพิมพ์หนังสือชี้แจงในเดอะ ไทม์ส ในโอกาสแรกด้วย นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตได้หารือโดยตรงกับนายริชาร์ด บีสตัน บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจเพิ่มเติม เกี่ยวกับกรณีที่หนังสือพิมพ์เผยแพร่รายงานข่าวและบทสัมภาษณ์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย โดยได้เน้นถึงบทบาทและสถานะตามรัฐธรรมนูญของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงอยู่เหนือการเมือง รวมทั้งสถานะในปัจจุบันของ พ.ต.ท.ทักษิณ และกระบวนการขอพระราชทานอภัยโทษ ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตมีกำหนดการที่จะพบกับนายบีสตันอีกครั้ง เพื่อหารือและย้ำข้อเท็จจริงเพื่อให้หนังสือพิมพ์ มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองไทยและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์

ปมการเมืองในเขมร แฉแผน"ฮุนเซน"ยืมมือ"แม้ว"

ที่มา ข่าวสด

สัมภาษณ์พิเศษ



สื่อทั่วโลกกำลังจับตาการเดินทางเยือนกัมพูชาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศ

ประชาธิปัตย์โจมตีเป็นเกมยืมมือเพื่อนบ้าน ของพ.ต.ท.ทักษิณ แต่เสียงวิจารณ์อีกมุมมองว่านายกฯ ฮุนเซน ต้องการใช้ข่าวพ.ต.ท.ทักษิณ มากลบข่าวด้านลบของตัวเองในเขมรเช่นกัน

บุญเรือง คัชมาตย์ นักวิชาการท้องถิ่น ที่คลุกคลีกับปัญหาในเขมรมายาวนาน วิเคราะห์เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของฮุนเซน ไว้ดังนี้



ครม.มีมติยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา

ตามความคิดของผมรัฐบาลอาจทำรวดเร็วไป รีบร้อนมากไปหรือเปล่า น่าจะศึกษาอะไรให้ดีก่อน การทำอะไรวู่วามประเทศชาติเสียหาย อย่างการเรียกทูตไทยกลับประเทศไม่ได้ทำตามขั้นตอนทางการทูต ความวุ่นวายก็เกิดขึ้น

ตามขั้นตอนเรียกทูตกลับเลยทีเดียวไม่ได้ ถ้ามีปัญหาต้องเรียกทูตมาเตือน หรือพูดคุยกันก่อนตกลงว่าจะเอาอย่างไร แต่ตอนนั้นเราเรียกกลับมาเลย เขาก็เรียกกลับเช่นกัน มันข้ามขั้น

การทำตามขั้นตอนจะทำให้เรามีเวลาคิดตรึกตรองว่าควรแก้ปัญหาอย่างไร เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามมากไปกว่านี้ ผมเชื่อว่าทั้งไทยและเขมรไม่ต้องการเพิ่มปัญหา

การเรียกทูตกลับ การยกเลิกเอ็มโอยูยังถือเป็นการทำลายอาเซียนด้วย



การดำเนินการของฮุนเซน แข็งกร้าวกว่าไทย

เขาทำได้เพราะรัฐบาลเขาเป็นเผด็จการ แต่ของเราเป็นประชาธิปไตยพร่ำเพรื่อ ไม่พอดีพองาม ไม่เป็นประชาธิปไตยที่พอเพียง

ถ้าเมืองไทยดำเนินการปฏิรูปมาสู่ประชาธิปไตยที่พอเพียงบ้านเมืองจะเป็นสุข แต่ประชาธิปไตยของเราพร่ำเพรื่อเกิน

เอ็มโอยูเป็นประโยชน์ของทั้งสองชาติ ซึ่งได้ตกลงกันแล้วตั้งแต่รัฐบาลนายชวน หลีกภัย และมาเซ็นสัญญากันในช่วงรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

การยกเลิกของรัฐบาลดูรีบร้อนเกินไป

คิดว่ารัฐบาลต้องการสร้างชื่อเสียงในเรื่องนี้ด้วยเพราะที่ผ่านมารัฐบาลพลาดพลั้งในหลายเรื่อง อาจต้องการกลบกระแสตรงนี้เพื่อให้เปลี่ยนมาพูดคุยเรื่องอื่น



กลายเป็นเรื่องการเมือง

เรื่องนี้เป็นปัญหาภายในของเรา ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องการเมืองภายในของเขมรเช่นกัน

ฮุนเซนก็มีปัญหาการเมืองของเขาเยอะ และเปิดช่องให้ สม รังสี ผู้นำฝ่ายค้าน มีเรื่องมาต่อต้านรัฐบาลในหลายแง่มุม นายกฯ ฮุนเซน จึงต้องการปกปิดข้อมูลโดยชักใยเรื่องนี้ขึ้นมา



ปัญหาการเมืองในเขมรที่ฮุนเซนต้องการกลบ

ตั้งแต่เรื่องเขตแดนด้านตะวันออกของกัมพูชาซึ่งติดเวียดนาม ปัจจุบันชาวเวียดนามรุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินเขมร ไม่ใช่ปัญหาที่ทับซ้อน แต่เป็นการถอนหลักที่ปักอยู่ขยับกินเข้ามาในพื้นที่ของเขมรตลอด

อุปนิสัยของเวียดนามเป็นคนสามัคคี พอเขารุกเขมรกลัว ก็ย้ายหนี เวียดนามก็ขยับกินแดนเข้ามาเรื่อยๆ

ฝ่ายค้านโดย สม รังสี พยายามคัดค้านและพูดว่าเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ไข

ขณะที่ฮุนเซน ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะเวียดนามช่วยเขาให้ได้เป็นนายกฯ จึงต้องการกลบเรื่องนี้ เพราะช่วงสงครามกลางเมือง ฮุนเซน เป็นเขมรแดงที่หนีออกจากเขมรก่อนที่เวียดนามจะยกทัพ 14 กองพลเข้าตีเขมร

จุดสำคัญอีกคือตรงไหนที่เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เช่น รอบๆ ทะเลสาบ ฮุนเซนก็พยายามส่งชาวเวียดนามเข้าไปอยู่ คนเขมรไม่ชอบแต่ก็ไม่มีบทบาทที่จะลุกขึ้นมาต่อต้าน

ยังมีเขตทับซ้อนทางทะเล แหล่งพลังงานธรรมชาติ มีคูเวต ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอาจมีอเมริกา ร่วมกันสำรวจพบมีก๊าซธรรมชาติและน้ำมันมหาศาล

ถึงขนาดมีการพูดกันว่าอีก 5 ปี เขมรจะเป็นผู้ส่งออกน้ำมันมากที่สุดในเอเชีย

ซึ่งพื้นที่เลยเกาะกงตรงนี้ติดกับไทย ดังนั้น จึงรู้ใช่ไหมว่าทำไมพ.ต.ท.ทักษิณ ถึงไปเขมร อาจมองเห็นเรื่องนี้ ขณะที่ไทยก็ต้องคิดดูเพราะมีทั้งข้อดีและไม่ดี


บุญเรือง คัชมาตย์




ฝ่ายไทยระบุแหล่งพลังงานธรรม ชาติอยู่ในพื้นที่ของไทยมากกว่าเขมร การตกลงเรื่องผลประโยชน์วันนี้จึงยังไม่จบ

ฝ่ายเขมรก็อ้างว่าอยู่ในพื้นที่ของเขามากกว่า ปัญหาของเรื่องนี้ที่ยังไม่จบคือต่างคนต่างแย่งแก่ง มีโอกาสต้องรอมชอม



มีการพูดกันว่าช่วงเป็นรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณได้ผลประโยชน์จากตรงนี้ด้วย

ผมว่าก็น่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ก็ยังเคยสร้างถนนจากจ.ตราดไปเกาะกง

นอกจากนี้ยังมีปัญหาการพิจารณาคดีของเขมรแดงที่พิจารณาไม่ได้ การสืบสวนสอบ สวนทำไปก็เจอตอ คดีไม่มีความคืบหน้า การดำเนินคดีจึงลักลั่น

เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระดับผู้ใหญ่ รัฐ มนตรีในรัฐบาลกัมพูชาหลายคน และคนที่ใหญ่กว่าฮุนเซน คือเจีย ซิม ประธานวุฒิสภา ก็มาจากเขมรแดงสายเวียดนามกลุ่มเดียวกับฮุนเซน เวียดนามตั้งขึ้นมาทั้งนั้น เป็นการซ้อนแผนเขมรแดงของเวียดนาม

ประเด็นที่เป็นปัญหาของเขมร เรื่องเหล่านี้ไม่ค่อยเป็นข่าวปรากฏ แต่ในเว็บไซต์มีการพูดถึง



ฮุนเซน ก็ไม่น่าไว้ใจ เพราะยืมมือเวียดนามก่อนขึ้นเป็นใหญ่

ผมว่าดีไม่ดี พ.ต.ท.ทักษิณจะโดนหลอก หรือเป็นคนที่เจ็บช้ำที่สุดในโลกก็ได้ หรือไม่แน่ ฮุนเซนอาจถูกพ.ต.ท.ทักษิณใช้ แต่อย่าลืมว่าคนที่อยู่เหนือฮุนเซนคือเวียดนาม

จงเข้าใจว่าเขาจะไม่ยุติการขยายดินแดน หรือโดมิโนของโฮจิมินห์ คือการยึดครองเขมร ลาว ไทย มาเลเซีย

ลุงโฮบอกว่าสูเจ้าจงมองไปด้านทิศตะวันออก มองไปให้ไกล ณ ที่นั่น เอาตะเกียบไปปักดินไม้ไผ่ก็ขึ้นแล้ว

นั่นแสดงว่าดินแดนเขมร ไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ที่ผมฝังใจเรื่องนี้เพราะเวียดนามเขาไม่เคยลืม มีการเรียนการสอนทฤษฎีเหล่านี้ในโรงเรียน

ผมคลุกคลีกับเขมร เวียดนามรู้วิถีชีวิตของเขาอย่างดี ในช่วงเวียดนามตีเมืองจำปา ยึดครองเขมรตะวันออกบางส่วนเรื่อยมา และเขาขยับมาเรื่อย

ขณะที่ในลาว เวียดนามก็เดินนโยบายเต็มอัตราศึก เดี๋ยวนี้ในเวียงจันทน์ จะเห็นหนังสือเวียดนามวางขายมากขึ้น เพราะมีคนเวียดนามเข้ามามีอำนาจในวงการบริหาร วงการการศึกษาของลาว

หนังสือของลาวทุกวันนี้ก็มีที่โจมตีไทย บางเล่มเขียนถึงไทยเขาเรียกว่าศักดินาสยาม



บรรยากาศบ้านเมืองเขมรต่อปัญหาไทย-เขมร

คนเขมรส่วนหนึ่งนิยมเวียดนาม ไม่เข้าใจคนไทยก็มี จึงมี 2 พวก 2 กลุ่ม จึงอยากให้รัฐบาลไทยเดินรุกเข้าเขมรให้มากกว่านี้ ขณะเดียวกันวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยราชภัฏของเราก็คนเขมรเข้ามาเรียน

ขณะนี้มีการปลุกกระแสรักชาติ

ปลุกขึ้นแน่ เพราะคนธรรมดาเขาจะจูงไปอย่างไรก็ไปได้ง่าย แต่ผลประโยชน์ของชาติไม่ดีเลย การปลุกกระแสจะยิ่งเกิดความขัดแย้งกันมากขึ้น ควรให้อยู่ในความสงบก่อน อย่างเหลือง จะออกมาประท้วงปัญหาก็เริ่มแล้ว

คนที่ไม่รู้เรื่องไปร้อนในสิ่งไม่รู้เรื่อง ผู้เสียหายคือประเทศชาติ รัฐบาลต้องรอบคอบกว่านี้



ประวัติและผลงานอ.บุญเรือง

นักธรรมชั้นเอก, เปรียญตรี. (เปรียญธรรม 3 ประโยค) พธ.บ. (พุทธศาสตรบัณฑิต; สาขาเอเชียอาคเนย์) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ศศ.ม. (ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต; สาขาเขมรศึกษา) มหาวิทยาลัยศิลปา กร อดีตเป็นล่ามให้กับเจ้าหน้าที่สถานทูตและทหารกองรบพิเศษสหรัฐอเมริกา ที่ 42 อดีตครูฝึกอบรมวิชาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน องค์การบรรเทาทุกข์ชายแดนแห่งสหประชาชาติ

แปลพระราชนิพนธ์ เรื่อง "พระชนก" ฉบับภาษาไทยเป็นภาษาเขมร เขียนหนังสือเกี่ยวกับเขมรหลายเรื่อง เช่น บันทึกความทรงจำ "สงครามล้างเผ่าพันธุ์ และศูนย์อพยพเขมรในประเทศไทย" และยังแปลหนังสือเขมร เช่น พระราชพงศาวดารเขมร ปัจจุบันเป็นผู้ชำนาญการภาษาเขมร และอาจารย์พิเศษ มหาวิทยา ลัยราชภัฏสุรินทร์