WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, November 13, 2009

โจรใต้วางระเบิด ยิงถล่มซ้ำ ทหารเจ็บ4นาย

ที่มา ไทยรัฐ

ไฟใต้ยังระอุ โจรใต้วางระเบิดดักทหารลาดตระเวนที่ อ.เจาะไอร้อง ขณะชุด ร.15134 ฉก.นราธิวาส 6 นายเดินทางผ่าน จนรถจี๊ปเสียหลักตกไหล่ทาง ก่อนยิงถล่มซ้ำ ทำให้ทหารบาดเจ็บสาหัส 4 นาย..

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 13 พ.ย. พ.ต.ท.สมใจ สิงห์เกลี้ยง สารวัตรเวร สภ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส รับแจ้งเหตุคนร้ายวางระเบิดแล้วยิงถล่มซ้ำเจ้าหน้าที่ทหารชุดลาดตระเวนเส้นทาง สังกัดร้อย ร. 15134 ฉก.นราธิวาส 31 บนถนนสายบาโงดุดุง-ลูโบ๊ะเยาะ หมู่ 6 ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บ 4 นาย จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.พีรพล ณ พัทลุง ผกก.สภ.เจาะไอร้อง พ.ท.ยุทธนา สายประเสริฐ ผบ.ฉก.นราธิวาส 31 พ.ท.จรัล เอี่ยมฐานนท์ รอง ผบ.กรมทหารพรานที่ 45 และ พ.ต.ท.จันที แจ่มจันทร์ หน.กองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส รวมทั้งชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด นปพ.จ.นราธิวาส และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารจำนวนหนึ่งรุดเดินทางไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์จี๊ปสีเขียวทะเบียนตรากงจักร 23986 เสียหลักชนต้นยางพาราริมทางได้รับความเสียหาย และห่างไปประมาณ 50 เมตร เจ้าหน้าที่พบหลุมระเบิดกลางถนนลึก 1 เมตร กว้าง 2.5 เมตร มีสายไฟฟ้าลากยาวไปในป่ารกทึบริมทาง 100 เมตร รวมทั้งเศษซากชิ้นส่วนระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในถังดับเพลิง หนัก 20 กิโลกรัม ตกกระจายเกลื่อนพื้นถนนและพงหญ้าริมทาง ปลอกกระสุนปืนอาก้า และเอ็ม.16 ของคนร้ายตกอยู่ จำนวน 2 จุดใหญ่ โดยมีอาวุธปืนพกสั้นขนาด 11 มม. ของคนร้ายตกอยู่ด้วย 1 กระบอก

ส่วนผู้บาดเจ็บทั้ง 4 นาย ถูกส่งรักษา รพ.เจาะไอร้อง ไปก่อนหน้าแล้ว ทราบชื่อ 1. ส.อ.สมศักดิ์ เกตุสิงห์ อายุ 29 ปี หัวหน้าชุด ซึ่งถูกสะเก็ดระเบิดที่ข้อเท้าซ้าย 2. พลฯอับดุลซาลาม ตอเละ อายุ 22 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดที่ศีรษะ 3. พลฯเลิศฤทธิ์ ซ้ายเซ้ง อายุ 21 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดที่หน้าแข้งซ้าย และ 4. พลฯดนุพล สงวนไทร อายุ 21 ปี ถูกแรงอัดระเบิดแน่นหน้าอกและหูอื้อ ซึ่งทั้ง 4 นาย อาการสาหัสแพทย์ได้ส่งตัวรักษาต่อยัง รพ.นราธิวาสราชนครินทร์

สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ ส.อ.สมศักดิ์ หัวหน้าชุดได้นำกำลังรวม 6 นาย นั่งรถยนต์จี๊ป 1 คัน 4 นาย และขี่รถจักรยานยนต์ 1 คัน 2 นาย ออกจากฐานซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านลูโบ๊ะเยาะ เพื่อลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยเส้นทาง เมื่อถึงที่เกิดเหตุได้มีคนร้ายประมาณ 3-4 คน แฝงตัวอยู่ในป่ารกทึบริมทาง จุดชนวนระเบิดที่ลอบนำไปฝังไว้กลางถนนขณะรถยนต์แล่นผ่าน ทำให้รถยนต์จี๊ปเสียหลักตกไหล่ทางไปชนกับต้นยางพารา จากนั้นกลุ่มคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มซ้ำใส่เจ้าหน้าที่ ทั้ง 2 ฝ่ายได้เปิดฉากยิงปะทะกัน

ขณะเดียวกัน พ.ท.จรัล เอี่ยมฐานนท์ รอง ผบ.กรมทหารพรานที่ 45 และกำลังทหาร รวม 6 นาย ผ่านมายังจุดเกิด จึงได้ใช้อาวุธปืนสงครามยิงสนับสนุนใส่กลุ่มคนร้าย กลุ่มคนร้ายเห็นจวนตัวจึงได้อาศัยความชำนาญพื้นล่าถอยไป โดยกลุ่มคนร้ายได้ทำอาวุธปืนพกสั้น ขนาด 11 มม. ตกไว้ในป่ารกทึบ ซึ่งจากการตรวจสอบอาวุธปืนดังกล่าวพบว่า เป็นอาวุธที่คนร้ายบุกปล้นไปจากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2547

อภิสิทธิ์-ฮุน เซน (1)

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถามไถ่กันมา...ถามว่า...กัมพูชาของ...สมเด็จฯ ฮุนเซน...เล่นเป็นหรือเล่นพลาดในเกมระหว่างชาติ...ในสงครามอารมณ์ กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในมุมมองของอาชีวะที่ไม่วิปลาศไปกับ...กระดาษปิดข้างฝาปัญญาฝรั่งกัมพูชา...หลังวันที่สหประชาชาติมาจัดการเลือกตั้ง...กัมพูชามี 3 พรรคที่เป็นหลักของการปกครองแผ่นดินที่ยากจนในอดีตแต่จะมั่งคั่งมั่งมีที่สุดในอนาคตอันใกล้...พรรคของสมเด็จฯ ฮุน เซน...พรรคนิยมจ้าว ฟุนซินเปคและพรรคของ สมรังสี..ประชาธิปไตย

อันศักดิ์สิทธิ์ประกาศิตแห่งผู้ปกครองแผ่นดินมาจากประชาชน...แน่นอนทุกวินาทีแห่งการบริหารราชการแผ่นดิน...การฉกฉวยความนิยมจากประชาชนเป็นลมหายใจของนักประชาธิปไตย...สมเด็จฯ ฮุน เซน...ก็เช่นกันประวัติศาสตร์อันยาวนาน...ชนชาวกัมพูชา...เรียนรู้อย่างเจ็บชํ้า...ในสงครามที่ชาวสยามหยิบยื่นให้...เหมือนกับเราชาวไทยที่เจ็บชํ้ากับประวัติศาสตร์...ความพินาศของกรุงศรีอยุธยาที่ราบเป็นหน้ากองเพราะเปลวไฟจากผู้ชนะในการรุกราน...พม่าสมเด็จฯ

ฮุน เซน...รู้ว่า...การแสดงความไม่ยำเกรงต่อแสนยานุภาพของประเทศไทย...จะทำให้เขาเข้าไปอยู่ในจิตใจของประชาชนคนกัมพูชา...และเขาจะยิ่งเป็นอันดับหนึ่งของ...วีรบุรุษ...เมื่อเขาท้ารบกับประเทศที่พวกเขาพ่ายแพ้มาตลอดเวลานับพันปีแห่งประวัติศาสตร์...ประโยคที่ว่า...วันที่กัมพูชามีปราสาทนครวัดนั้น...ประเทศไทยอยู่ที่ไหน...ใครรุกรานใคร...ประโยคนี้จะกึกก้องอยู่ใู่นหัวใจของประชาชนตนกัมพูชาไปจนกว่า จะถึงวันเลือกตั้งครั้งหน้ากองทัพกัมพูชาจะยิง

ทุกคนที่เหยียบย่างเข้ามา...พันปีแห่งประวัติศาสตร์ชาติไทย...บรรพบุรุษแห่งเผ่าพันธุ์ไทย...ไม่เคยได้ยินอย่างที่เราได้ยิน...ทุกประโยคของ ฮุน เซน...เขากำลังพูดกับประชาชนคนกัมพูชา...เขาคือ สุริยวรมันที่กลับชาติมาเพื่อคืนความยิ่งใหญ่ให้กับกัมพูชาเช่นวันที่...นครวัดได้อุบัติขึ้นจนสร้างชนชาตินี้...ให้เป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่สร้างสิ่งมหัศจรรย์เป็น 1 ใน 7 นับตั้งแต่โลกอุบัติเราบ้ากับการตามล่า...และใช้อารมณ์กับการไล่เข่นฆ่าผู้แพ้ที่กระเซอะกระเซิง...จนลืม

ประโยคแห่งบรรพบุรุษที่เตือนไว้ว่า...อย่าทำให้สุนัขจนตรอกทักษิณ...ไม่ใช่สุนัข...แถมเขายังเป็นคนไทยที่มีคนไทยให้คะแนนมากที่สุดในหีบเลือกตั้ง...หยุดยั้งความวิปลาศและเอาเวลากลับมาดูแลชาติดูแลประชาชนไม่ดีกว่าหรือ...หรือจะให้...ความวิปลาศมันเดินนำหน้าชาติอยู่แบบนี้...ถามไถ่กันมา...ก็ต้องถามกลับไปบ้างว่า...จะบ้าไปกับมันด้วยหรือ 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ที่มา บางกอกทูเดย์

“นักการเมือง” ใครก็ได้มีส่วนเป็นเจ้าของพรรคการเมืองที่ตัวเองสังกัด เมื่อพรรคเป็นของส่วนรวมและทำงานเพื่อส่วนรวมแต่เมื่อ “นักการเมือง” คนนั้นเติบโตจากสมาชิกพรรคธรรมดาขึ้นเป็นผู้บริหารพรรค ต้องคิดกว้างกว่าแค่เป็นส่วนร่วมและเจ้าของพรรคคนหนึ่งครั้นพอ “นักการเมือง” คนนั้นเติบใหญ่มากขึ้นจนได้รับการอุ้มชูจากคนในพรรคให้ขึ้นเป็น “หัวหน้าพรรค”ก็ไม่ได้หมายความว่า...คุณเป็นเจ้าของพรรคคนเดียวอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากนักการเมืองตัวเล็กๆ ใน

พรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้เวลาบ่มเพาะ ประสบการณ์ การเรียนรู้ระบบพรรคในระบอบประชาธิปไตย ช่วงหนึ่งไม่นาน ก็ได้กลายเป็น บุคคลากรที่มีคุณค่าของพรรคควรได้รับการเชิดชูให้ขึ้นมาบริหารจัดการพรรคการได้เห็น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้หมายความว่า...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรียนจบปริญญาตรีทางการเมืองไทยสมบูรณ์แบบแล้วแต่นั่นคือ การยอมรับ นั่นคือการรับรองว่าเป็นผู้ใหญ่พอที่จะมีสามัญสำนึกทางการเมืองออกไปต่อสู้และแข่งกับคู่แข่งคนอื่นใน

พรรคการเมืองอื่นนั่นไม่ได้หมายความว่า...คุณบรรลุนิติภาวะทางการเมืองของไทยอย่างสมบูรณ์แบบแล้วแม้หัวหน้าพรรคก่อนหน้านั้น อย่าง ชวน หลีกภัยหลายคนยอมรับว่า บรรลุนิติภาวะทางการเมืองแล้ว ก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องศึกษาต่อไปไม่รู้จักจบอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ ชวน หลีกภัย เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เหมือนกัน แต่การได้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยนั้นต่างกันชวน หลีกภัย ไม่เคยได้ตำแหน่งใหญ่ทางการเมืองจากการอุ้มชูอุปถัมภ์ของเผด็จ

การเลยแม้แต่ครั้งเดียวเขาได้เป็นนายกรัฐมนตรีมาสองหนแล้วแต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาอย่างไร ได้ฐานะของผู้นำรัฐบาลได้อย่างไร คนทั่วไปก็รู้ คนในพรรคก็รู้ ตัวท่านเองก็รู้วันนี้ท่านต้องแยกให้ออกว่า...การที่ท่านเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จนได้กลายมาเป็นหัวหน้ารัฐบาลและได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีประเทศไทยไม่ใช่ของท่านคนเดียวที่จะทำอะไรก็ได้วันนี้กำลังจะมีคนทวงคืนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีจากท่านและนี่คือ ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ครับ 

‘ไทมส์’ การันตี!

ที่มา บางกอกทูเดย์

สุดท้าย! ประชาชนเองหรือที่เป็นผู้รับเคราะห์“ถูกสนตะพาย”การพยายามสร้างกระแส “คลั่งชาติ” แบบบ้าบอคอแตก...เสมือนสุภาษิต “เต่าใหญ่ไข่กลบ”คนที่ทำพิรุธ...แกล้งพูดหรือแสดงกิริยากลบเกลื่อนเพื่อปิดบังมิให้ใครรู้สิ่งที่ทำไว้การแสดงความเห็นด้วยถ้อยคำ และการวิเคราะห์วิจารณ์เอกสารภาษาอังกฤษ 12

หน้าใน “ไทมส์ ออนไลน์”ด้วยจุดประสงค์มุ่งมาดอาฆาต “ทักษิณ ชินวัตร”“แผลเน่าใน” ที่เกิดขึ้น...ยิ่งเป็นการ “ตอกย้ำ”ถึงความคิดและการกระทำของ รัฐบาล รวมถึง สื่อไทยบางก๊กบางพวกที่พร้อมให้การสนับสนุนจงใจให้ร้าย “ตัวบุคคล” และกระทำย่ำยีต่อ“ประเทศชาติ” โดยไม่มีจิตสำนึกคิดว่าตนเป็นลูกหลานรากเหง้า “บรรพบุรุษไทย”ทผี่ ่านมา...มี“บคุ คลเก่งกล้า” คนใด...กล้าออกมา “แสดงข้อเท็จจริง” ในเนื้อหา...ใช้ความรู้ ใช้ทักษะ ใช้ความเชี่ยว

ชาญ “แปลบทความ” ลงชื่อเผยแพร่เป็นหลักฐานไม่มีสักคน!กระทั่ง “ไทมส์ ออนไลน์” ได้ออกมาแสดงจุดยืนด้วยการเขียนบทบรรณาธิการว่า “ทักษิณ” มิได้พูดก้าวล่วง...พร้อมกล่าวยกย่องเชิดชูโดยเนื้อหาใจความสำคัญดังกล่าว...สามารถเข้าไปค้น เข้าไปหาอ่านได้ใน “ไทมส์ ออนไลน์”TIMES ออกมา “ระงับความขัดแย้ง” ได้ทันท่วงที...ทั้งที่“ความวุ่นวาย” คนไทยจะจับอาวุธฆ่าฟันกัน ...เป็นเราทั้งนั้นที่ทำขึ้นคนไทย ฉลาดแกมโกง หวังใช้สื่อของเขาเป็น

โอกาส“สร้างความดี...บนความชั่ว” ให้กันและกันทำไมเราจึงไม่หยิบยกเอา “ความจริง” มาพูด...เพราะหลังจากบทบรรณาธิการ TIMES ออกมาเมื่อวันที่11 พ.ย. 52ทำไม “สื่อกระแสหลัก” จึงไม่นำเรื่องนี้มาพูดถึงตีพิมพ์ หรือเผยแพร่เพื่อ “ยืนยัน” ความเป็นจริงที่TIMES ตั้งใจใคร่ชี้แจงทั่วโลกเขารับรู้...ต่างประเทศเขา “ทนไม่ได้” ที่เห็นความ “วิบัติ” แห่งธาตุแท้เนื้อในความเป็นมนุษย์ของคนไทยบางจำพวกคิดชั่ว...ทำชั่ว จึงสร้างข่าวใหญ่เพื่อกลบการกระทำชั่ว...พวกเอ็งชั่วช้าได้ใจข้าจริงๆ! 

เด็ก กับ ผู้ใหญ่

ที่มา บางกอกทูเดย์

ระหว่าง...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ สมเด็จฯ ฮุน เซนนั้น...ถึงจะเป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันมากมาย13 ขวบจับอาวุธเป็นทหาร..อยู่ในสงครามอย่างยาวนาน..ได้รับเหรียญกล้าหาญ..และผ่านการบาดเจ็บล้มตายจนได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี..ยั่งยืนยาวนานหลายสิบปี...นั่นคือ นายกรัฐมนตรี ฮุน เซนอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของพรรคประชาธิปัตย์..ที่เกิดจากการผสมเทียมจากห้องคลอดในเขตที่แขวนป้ายว่า.....“เขตทหารห้ามเข้า”ทำให้เขา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...ถูกเยาะเย้ยถากถาง...อย่างน้อยจากคน 2 ชาติ...พร้อมๆ กัน..ริชาร์ด ลอยด์ เพอรี่จาก ไทม์ ออนไลน์.. กล่าวว่า...“สิ่ง

ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเวลานี้ ถือเป็นสัญญาณอันตรายต่อความเป็นประชาธิปไตยในสังคมไทยและถือเป็นความเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น เมื่อความจริงอันน่ารังเกียจเหล่านี้มาเกิดขึ้นภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ชายผู้ซึ่งได้ชื่อว่า มีความชาญฉลาดมีความสามารถและมีคุณสมบัติที่ดีครบถ้วนทุกประการ ยกเว้นเพียงอย่างเดียว คือ ความถูกต้องชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตย”สมเด็จฯ ฮุน เซน..ก็ใช่ย่อย...“อภิสิทธิ์ เตือนผมว่าอย่าเป็นเบี้ยในหมากเกมของทักษิณนั้น

เราไม่ได้เป็นเครื่องมือของใคร อยากรู้นักใครเป็นเบี้ยของใครกันแน่ อภิสิทธิ์ตกเป็นเครื่องมือของทักษิณเอง เพราะเมื่อทักษิณเปิดตัวเข้ามา อภิสิทธิ์ก็ออกมาตอบโต้โดยไม่คิดอะไรเลย ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเลย แถลงมาจากโตเกียวเรื่องการยกเลิกเอ็มโอยู”อีกประโยค....“ถ้าอภิสิทธิ์เก่งจริงก็ขอให้เลือกตั้งใหม่ซิ ท่านกลัวอะไรหรือหรือว่ากลัวที่จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรืออย่างไร หรือว่ากลัวว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง”“ผมเป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชา

ได้รับเสียงสนับสนุนถึง 2 ใน3 ของสภากัมพูชา แล้วท่านอภิสิทธิ์ ได้รับเท่าไหร่กันหรือขโมยเก้าอี้เขามานั่ง ขโมยของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง จะให้เคารพได้อย่างไร”ว่ากันว่า...ความจริงนั้นน่ากลัวอย่างยิ่ง...ความจริงเป็นสุดยอดแห่งการทำลายล้าง....คงยากมากลำบากมากที่..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...จะโต้กลับหรือปฏิเสธ..ในถ้อยคำที่เยาะเย้ยถากถาง..จะมีก็แต่ทารกเท่านั้น..ที่ไร้เดียงสาต่อคำเย้ยหยัน...เช่นนี้

2 มาตรฐาน?

ที่มา บางกอกทูเดย์

รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการ 2 มาตรฐานกับกลุ่มเสื้อแดงและเสื้อเหลือง แม้ว่าจะไม่มีการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯเพื่อดูแลการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ”เสียงประกาศก้องคลองหลอดของ“บุญจง วงศ์ไตรรัตน์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ออกมายืนยันพร้อมปฏิเสธข่าว เกณฑ์คนในภาคอีสานโดยเฉพาะพื้นที่ บุรีรัมย์-นครราชสีมา เข้ามาร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ ในวันที่ 15 พ.ย.นี้“ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง รวมถึงไม่มีการนำกลุ่มคนเสื้อนํ้าเงินเข้าร่วมการ

ชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยแต่ก็เห็นว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯเป็นสิทธที่จะแสดงออกถ้าอยู่ภายใต้กฎหมาย”นอกจากนี้ นายบุญจง ยังกล่าวด้วยว่า ที่ฝ่ายค้านอ้างว่ากระทรวงสั่งให้กำนันผู้ใหญ่บ้านรวบรวมประชาชนเตรียมมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ขอปฏิเสธว่าเรื่องนี้ไม่มีเกิดขึ้นอย่างแน่นอนไม่มีการสั่งการให้มาร่วมชุมนุม มีแต่จะทำให้ทุกอย่า่งเกิดความสมานฉันท์ความสามัคคีและไม่มีการสั่งการให้อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมชุมนุม

ส่วนกลุ่มคนเสื้อแดงนัดระดมทุนในพื้นที่ของ รมช.มหาดไทยในวันที่ 14 พ.ย.52ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมานั้นนายบุญจง ได้สั่งการพื้นที่ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และผู้บังคับการตำรวจภูธรภาคเตรียมเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกและความเรียบร้อย“อะไรก็ตามที่แสดงออกในกติกาก็ไม่มีปัญหา เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ทุกจุดทั่วประเทศไทย ถ้าไม่ไปละเมิดกฎหมาย”นายบุญจง หยอดคำหวานทิ้งท้ายเพื่อยืนยันว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติและแน่นอนแล้วว่า

การชุมนุมในวันที่ 15 พ.ย.นี้ รัฐบาลจะไม่เลือกใช้บริการพ.ร.บ.ความมั่นคง กฎหมายคู่บุญรัฐบาลนายกฯรูปหล่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”แต่ในด้านการเตรียม พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1ออกมารับลูกพร้อมจัดกำลังตำรวจ 3กองร้อย 450 นายโดยกองบังคับการตำรวจนครบาล 1รับผิดชอบบริเวณท้องสนามหลวงกองบังคับการตำรวจนครบาล 6รับผิดชอบบริเวณพื้นที่โดยรอบ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล รับผิด

ชอบบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้านอกจากนี้ ยังได้จัดเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนอีก 100 นาย ชุด ปะ ฉะ ดะ หรือหน่วยเคลื่อนที่เร็วอีก 15 นาย โดยจะเริ่มวางกำลังตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไปผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ยังระบุด้วยว่า จากการประเมินสถานการณ์คาดว่าจะมีกลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 30,000 คนซึ่งหากมีการเคลื่อนขบวนก็จะทำการปิดถนนบางเส้นทาง แต่เชื่อว่าเหตุการณ์ชุมนุมดังกล่าว จะไม่มีการยืดเยื้อ และไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นประเด็นการปฏิบัติแบบ 2

มาตรฐานได้ถูกกลุ่มเสื้อแดงตั้งข้อสังเกตตั้งแต่วันที่แกนนำพันธมิตรฯ อย่าง “พิภพ ธงไชย”เข้าพบนายกรัฐมนตรี ถึงทำเนียบรัฐบาลเพื่อจี้ให้รัฐบาลยกเลิกเอ็มโอยูกับกัมพูชาจากนั้นเพียง 1 วัน แกนนำพันธมิตรฯก็เปิดบ้านพระอาทิตย์ แถลงจัดรวมพลครั้งใหญ่ที่ท้องสนามหลวงในวันที่ 15 พ.ย.นี้“กรณีที่ นายพิภพ เข้ายื่นหนังสือกับนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น เป็นการทวงสัญญาใดหรือไม่ เนื่องจากวันต่อมาทางกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ประกาศนัด

ชุมนุมใหญ่ในวันที่15 พฤศจิกายนนี้”นอกจากนี้ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการปฏิบัติแบบ 2 มาตรฐานของรัฐบาลเพราะเมื่อเทียบกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง และไม่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อควบคุมดูแลการชุมนุมขณะเดียวกันในช่วงเช้าวันที่ 12พ.ย.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยหน่วยงานด้านความมั่นคง ต่างระดมกึ๋น เพื่อใช้ตอบโต้กัมพูชา แต่หนึ่งในนั้นรวมถึงแผนสกัดคนเสื้อแดงที่กำลังจะชุมนุมด้วย

เช่นกันในเรื่องนี้ รองนายกฯ ด้านความมั่นคงออกมายืนยันชัดเจนว่า การโค่นล้มรัฐบาลวันนี้คงทำได้ยาก หากไปชักชวนประชาชนมาร่วมขบวนกับคนเสื้อแดงเพื่อโค่นล้มรัฐบาลจะเกิดคำถาม ว่าโค่นล้มรัฐบาลเพื่อใคร เพื่อทักษิณบวกฮุน เซน ใช่หรือไม่ถ้าเป็นอย่างนี้ชวนใครก็ไม่มาจึงถือเป็นเรื่องยากที่จะโค่นรัฐบาลแม้ทางรัฐบาลจะออกมาปฏิเสธทุกครั้งที่สื่อตั้งคำถามนี้ แต่ในทางปฏิบัติก็คงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเป็นเช่นไรไม่ต้องอธิบาย! 

หยุดเถิด ‘มาร์ค’

ที่มา บางกอกทูเดย์

อภิสิทธิ์คุณรู้หรือไม่ว่า ...ไทยส่งออกไปกัมพูชาสูงถึง 2,130 ล้านยูเอสดอลล่าร์แต่นำเข้าจากกัมพูชาเพียง 90ล้านดอลล่าร์ เมื่อปี 2551นั่นคือ...ได้ดุลการค้ากับกัมพูชาถึง2,040 ล้านยูเอสดอลล่าร์...หากคูณด้วย35 (คิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ 35 บาทต่อหนึ่งดอลล่า) จะมีค่าเท่ากับ 71,400ล้านบาท และมีแนวโน้มสูง

ขึ้นทุกปีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คุณรู้หรือไม่ว่า...เงินสะพัดที่โรงเกลือที่ชายแดนไทยกัมพูชานั้นวันละหลายร้อยล้านบาท และในบางวันอาจจะไต่ระดับพันล้านบาทแล้วที่ อ.กันทรลักษณ์ศรีสะเกษนั้นในครั้งที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง เคยทำสถิติถึงวันละร้อยล้านบาทเช่นกันอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะคุณรู้หรือไม่ว่า ...อดีต นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของประเทศนิการากัว แล้วได้ทำหน้าที่ที่ปรึกษาให้แก่ประเทศดังกล่าวแล้วในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในหลาย

ด้าน...บางด้านก็คือเรื่องการเกษตรนั้น อดีต นายกฯ ทักษิณได้ไปแนะนำให้ปฏิรูปที่ดินอย่างจริงจังในประเทศนิการากัวและได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปประยุกต์ใช้ในประเทศนั้น...ทำให้ประเทศนั้นชื่นชมในพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านอย่างสูงแล้วทำไมคุณไม่ประณามทักษิณหรือกล่าวโทษว่า “ขายชาติ เอาความลับของประเทศไทยไปให้กับนิการากัว”แล้วทำไมคุณไม่เรียกเอกอัครราชทูตไทยกลับจากประเทศนิการากัวด้วย

เล่าครับ หรือคุณจะตอบว่า...ฉันจะทำของฉันอย่างนี้ใครจะทำไมซึ่งดูเหมือนว่าจะตรงกับพฤติกรรมของคุณในหลายๆ เรื่องเลยทีเดียวแล้วทำไมพออดีต นายกฯ ทักษิณเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของกัมพูชา...คุณดูจะโกรธแค้นเป็นฟืนเป็นไฟเรียกเอกอัครราชทูตกลับทันทีอาจจะกล่าวได้ว่ากระชากคอเสื้อทูตกลับประเทศ!การกระทำของคุณเกือบจะเท่ากับการตัดสัมพันธไมตรีต่อกันแล้วครับ หรือคุณต้องการทำสงครามกับกัมพูชาสิ่งที่คุณพูดนั้นไม่ตรงกับความ

เป็นจริงอยู่เนืองๆ ในเรื่องนี้คุณกำลังดำเนินการเช่นนี้อยู่หรือเปล่าคุณกำลังบ่มเพาะสถานการณ์จนถลำลึกไปสู่การทำสงครามระหว่างไทยกัมพูชาหรือเปล่าผมขอเตือนนะครับว่า...แม้คนไทยจะรักชาติไม่ยอมถอยกับอริราชศัตรูใดๆก็ตาม แต่การทำสงครามก็มีเหตุผลของมันนะครับ และมีแต่สงครามที่เป็นธรรมเท่านั้นที่จะได้รับชัยชนะในที่สุดถ้าคุณก่อให้เกิดสงครามแม้ว่าประเทศไทยอาจจะชนะในระยะแรกแต่ระยะยาวแล้ว ลำบากมากครับคุณดูประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกา

ดูซิครับ...ต้องถอยจากประเทศเวียดนามที่เล็กกว่ามากมายทั้งจำนวนคน ขนาดเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี อย่างยับเยินหายนะมหาศาลประเทศไทยเองก็อาจจะต้องบอบชํ้าอย่างหนัก ก็ดูเอาแค่สามจังหวัดภาคใต้ก็พอ หน่วยงานของราชการรายงานตัวเลขว่า...กองกำลังติดอาวุธของผู้ก่อการร้ายสามจังหวัดภาคใต้มีประมาณสองพันคนแต่ฝ่ายไทยมีประมาณ 80,000 คนมากกว่ากันเกือบ 40 เท่าแต่ห้าปีแล้ว และสมัยอภิสิทธิ์ก็เกือบปีแล้วครับ

สถานการณ์ในรัฐบาลชุดนี้เลวร้ายลงยิ่งขึ้นทุกทีแล้วคุณคิดจะทำสงครามกับกัมพูชาประเทศที่มีประสบการณ์รบแบบกองโจรมาไม่ตํ่ากว่าสี่สิบปี คุณจะสร้างความหายนะโดยไม่มีเหตุผลใดอย่างนี้หรืออภิสิทธิ์ รู้ไหมครับว่า...บันทึกความเข้าใจปี 2544 ที่รัฐบาลคุณประกาศยกเลิกนั้น เป็นประโยชน์กับไทยมากแค่ไหน และไม่ได้สร้างประโยชน์ใดๆ กับอดีต นายกฯ ทักษิณเลยแม้แต่น้อยคุณรู้ไหมครับว่า...บันทึกความเข้าใจดังกล่าว เป็น “ข้อตกลงที่จะเจรจากัน” ในเรื่อง

น่านนํ้า และมีข้อตกลงที่เป็นประโยชน์กับไทยอย่างน้อยก็ 4 ประการด้วยกัน คือผูกมัดการเจรจาเรื่องแก๊สกับนํ้ามันเข้ากับการเจรจาเรื่องเขตแดน บังคับให้ใช้กฎหมายสากล ไม่อนุญาตให้ละเมิดข้อตกลงทางทะเลของทั้งสองฝ่ายและได้ข้อกำหนดในเรื่องเขตแดนที่จะต้องตกลงกันต่อไปอีกแต่อย่างน้อยก็ทำให้เกาะกูดเป็นของไทยทั้งเกาะเมื่อเทียบกับเดิมที่เกาะกูดถูกเฉือนให้เป็นของไทยบางส่วนของกัมพูชาบางส่วนทำไมรัฐบาลอภิสิทธิ์คลุ้มคลั่งในการปลุกปั่นกระแส

คลั่งชาติเพียงเพราะกัมพูชาตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจเท่านั้นการส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้นกติกาสากลทั้งโลกก็ยอมรับตรงกันว่า...จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีการพิจารณาคดี“สามศาล”เป็นความผิดที่ประเทศนั้นกำหนดไว้ชัดแจ้ง และต้องไม่ใช่คดีทางการเมือง ซึ่งทุกประเทศไม่เว้นแม้แต่ไทยก็ต้องยึดมั่นตามอภิสิทธิ์ และในรัฐบาลคุณเองนั่นแหละที่ปฏิเสธไม่ยอมส่งผู้ค้าอาวุธให้แก่พวกการก่อการร้ายสากลซึ่งประเทศอเมริกาขอตัวมาด้วยเหตุผลว่าเป็นคดีการเมือง

แล้วคุณไม่รู้สึกกินแหนงแคลงใจตัวเองบ้างเลยหรือครับเมื่อกัมพูชาปฏิเสธที่จะส่งทักษิณมาเพราะทักษิณมีชะตากรรมเช่นนี้เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร19 กันยายน 2549 อย่างชัดแจ้งหากโอบามาทำอย่างคุณบ้าง...อเมริกาก็จะต้องเรียกเอกอัครราชทูตกลับทันทีและยกเลิกสนธิสัญญาระหว่างกันให้หมดไปคุณจะเอาอย่างนั้นหรืออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะคุณทำร้ายประเทศมากมายเกินไปแล้วหยุดเถิด ไม่เช่นนั้นจุดจบของคุณต้องไม่สวยงามอย่างแน่นอน! 

ร้องก่อนรบ แดงทั้งภูเขา!

ที่มา บางกอกทูเดย์

4 จุดตายที่คนเสื้อแดงต้องระวังวันนี้กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศรวมพลคนนับแสนที่เขาใหญ่ แน่นอนว่าขั้วตรงข้ามต่างๆ ไม่เพียงจับจ้องมอง แต่ต้องมีการหาทางดิสเครดิตให้ได้ด้วย... ถ้างานนี้รับมือพลาด... อันตรายแน่ การทำให้เกิดปรากฏการณ์แดงทั้งขุนเขา เพราะเสื้อแดงมาเยอะร่วมแสนคน มุมหนึ่งไม่เพียงเป็นลางบอกเหตุว่า คนไม่ชอบรัฐบาลนี้มากขึ้น แต่อย่าลืมอีกมุมหนึ่งว่านี่จะเป็นการเตือนขั้วตรงข้ามทั้งหลายว่าจะต้องเร่งมือจัดการกับกลุ่มคนเสื้อแดงให้หนักขึ้นไปอีกฉะนั้นนี่คือ อันตรายอีกจุดหนึ่งที่ไม่อาจจะมองข้าม ซึ่งจะตามมาหลังจากการชุมนุมครั้งนี้อย่างแน่นอน

การนัดชุมนุมพลคนเสื้อแดง ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ในสังคมไทยอีกต่อไปตราบใดก็ตามที่ความรู้สึกของคนในประเทศนี้ ยังเห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข ยังคงถูกกลุ่มอำมาตยาธิปไตยบิดเบือน จนทำให้เสรีภาพที่แท้จริงทางการเมืองยังไม่มี ตราบใดก็ตามที่ความรู้สึกว่าการบริหารประเทศยังคงมี 2 มาตรฐานตราบใดก็ตามที่ความรู้สึกว่า รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศยังคงแฝงวาระซ่อนเร้นและตราบใดก็ตามที่ความรู้สึกว่าท็อปบูท ปากกระบอกปืน และรถถังยังคงกดหัวคนไทยที่เพรียกหาประชาธิปไตยเมื่อความรู้สึกและสิ่งที่เรียกร้องยังไม่เกิดขึ้นในแผ่นดิน การ

ต่อสู้จะจบสิ้นได้อย่างไรนี่คือ ปัญหาทางการเมืองของไทย ที่ทำให้ยังมีการต่อสู้ มีการเรียกร้อง มีการแสดงพลังจากกลุ่มต่างๆ จนดูเหมือนว่าสังคมไทยไม่ปกติและยากที่จะหาข้อยุติทั้งที่จริงๆ แล้วปรากฏการณ์เสื้อแดง ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากปรากฏการณ์เรียกร้องทางการเมืองที่เกิดขึ้นมายาวนาน โดยเฉพาะหลังจากการเปลี่ยนแปลงปี 2475 เป็นต้นมาเพียงแต่สถานการณ์ของคนเสื้อแดงนั้น ต้องถือว่ายากลำบากเป็นอย่างมากในการต่อสู้ทางการเมือง เนื่องจากไม่เพียงเกิด

ขึ้นมาภายใต้การแตกแยกทางความคิด ทำให้เหมือนกับมีคู่ปรับทางการเมืองที่เป็นขั้วตรงข้ามแม้ว่าในความเป็นจริงหากตั้งสติให้ดี ประชาชนที่แท้จริง ที่เรียกหาประชาธิปไตยโดยบริสุทธิ์ใจนั้น ไม่ว่าจะสวมเสื้อสีแดง หรือสวมเสื้อสีเหลือง จริงๆ แล้วล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อประเทศชาติไม่แตกต่างกันมีความจงรักภักดีเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้แตกต่างกันเลยแต่เมื่อคนเสื้อแดงมาเกิดขึ้นหลังจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงยิ่งกลายเป็นเพิ่มคู่ปรับมากขึ้น

ไปอีก เพราะทั้งอำมาตยาธิปไตย ทั้งทหาร ถูกโยงใยเข้ามาเป็นขั้วตรงข้าม ที่ต้องหยุดคนเสื้อแดงให้ได้ฉะนั้นแม้กลุ่มคนเสื้อแดงจะเป็นการรวมตัวของคนส่วนใหญ่ของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาคนรากหญ้าทั้งหลาย แต่เมื่อเจอสารพัดกลุ่มรุมขย้ำแบบนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายในการต่อสู้เลยจริงๆแถมสารพัดคู่ปรับนั้น ล้วนเป็นนักสร้างภาพสร้างข้อกล่าวหาที่ฉกาจฉกรรจ์ได้ทั้งสิ้น กรณีพรรคการเมืองเก่าแก่ที่เล่นเกมตะโกนในโรงหนังบ้าง... เล่นใช้ความสามารถในการพูด

ที่เหนือชั้นสร้างความน่าเชื่อให้กับเอกสารหรือกระดาษแผ่นเดียวได้เป็นวรรคเป็นเวรนั้น ยังต้องถือว่านั่นแค่ประถมเพราะวันนี้ทุกเรื่องทุกประเด็น คนเสื้อแดงโดนโยงเข้าในวังวนของข้อกล่าวหาได้หมดยิ่งคู่ปรับแกนนำระดับเจ้าลัทธิด้วยแล้ว ยิ่งบอกได้เลยว่า เสื้อแดงไม่เพียงตั้งรับแทบไม่ทัน แต่ยังแพ้เกมในเรื่องการใช้ถ้อยคำหยาบคายรุนแรงที่กระตุ้นหรือยั่วยุอารมณ์ดิบของคน โดยเฉพาะบรรดาสาวกได้อย่างฉกาจฉกรรจ์ที่สุดดังนั้นการเดินเกมต่อสู้ของคนเสื้อแดงใน

วันนี้บอกได้เลยว่า เหนื่อยสาหัสอย่างยิ่งยิ่งสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีนี้ ทำท่าว่าจะร้อนองศาเดือด เพราะกระแส“ล้มคว่ำ”ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีออกมาเป็นระยะๆ อย่างรุนแรงชนิดไม่สามารถที่จะมองข้ามได้และยิ่งหากดูอาการของพรรคร่วมรัฐบาล ที่วันนี้แทบจะหมดความเกรงใจพรรคแกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นถึงนายกรัฐมนตรี แต่พรรคต่างๆ ก็แสดงความเบื่อหน่ายและหมดความอดทนจนทำให้สภา

ต้องออกอาการล่มซ้ำซากรวมทั้งยิ่งหากดูการเร่งเตรียมการเพื่อรับมือการเลือกตั้งที่จะมาถึง แม้แต่พรรคการเมืองใหม่และกลุ่มพันธมิตรฯยังเตรียมจัดงานระดมทุนเพื่อให้ได้เงินเป็นร้อยล้านบาทเอามาใช้เป็นทุนทางการเมือง และการเลือกตั้งที่จะมาถึง ยิ่งสะท้อนชัดว่าสถานการณ์การเมืองในตอนนี้สามารถพลิกผันได้ทุกขณะจิตสถานการณ์เวลาก็กดดัน คู่ปรับทางการเมืองก็สาดโคลนใส่ด้วยสารพัดข้อกล่าวหา เหล่านี้เป็นโจทย์ที่บรรดาแกนนำคนเสื้อแดงจะต้องคิดให้หนัก

และตีโจทย์ให้แตกว่า จะลบล้างข้อกล่าวหาในประเด็นต่างๆ ได้อย่างไรโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อกล่าวหาที่ว่า..... “ทั้งหมดทำเพื่อคนๆ เดียว” แม้ในความเป็นจริงคนเสื้อแดงจะรู้ดีว่า ทั้งหมดทำเพื่อประเทศชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เนื่องจากว่าประสิทธิภาพของการกล่าวหาของกลุ่มที่ต้องการทำลายนั้นมีสูง จึงทำให้คนที่เป็นกลาง คนที่เป็นพลังเงียบของประเทศนี้จึงลังเล และไม่กล้าที่จะแสดงจุดยืนอย่างเปิดเผยดังนั้นการบ้านใหญ่ข้อแรกของคนเสื้อแดง จึงไม่

ใช่เรื่องของการรวมตัวเพื่อแสดงพลัง แต่เป็นการอธิบายข้อเท็จจริงและประกาศเจตนารมณ์ที่แท้จริงให้คนทั้งแผ่นดินรู้และยอมรับให้ได้ว่า ทำเพื่อประเทศชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริงหากทำได้สำเร็จ ลบล้างข้อกล่าวหาได้สำเร็จก็มีโอกาสชนะใส... แต่หากทำไม่สำเร็จโอกาสพ่ายแพ้ก็มีสูงนี่คือ ความเป็นจริงข้อแรกที่แกนนำและคนเสื้อแดงจะต้องยอมรับ และหาทางกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อการรับมือให้ได้ก่อนที่จะสายประเด็นต่อมาเป็นโชคร้ายของกลุ่มคน

เสื้อแดง ที่ไม่ได้มีศัตรูเพียงกลุ่มเดียว แต่กลับมีศัตรูหลายกลุ่ม จึงทำให้การต่อสู้ยืดเยื้อ ซึ่งบุคลิกของสังคมไทยเป็นประเภทเบื่อง่ายหน่ายเร็ว และขี้หงุดหงิดขี้รำคาญเมื่อสถานการณ์การต่อสู้ยืดเยื้อ ทำให้มีคนบางส่วนเริ่มบ่นและเริ่มตั้งคำถามว่า เมื่อไหร่จะจบเสียที เมื่อไหร่จะยุติและกลับมาสงบร่มเย็นเหมือนในอดีตเสียที ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นลบต่อภารกิจการต่อสู้เพื่อทวงประชาธิปไตยที่แท้จริงของคนเสื้อแดงยังดีที่คนเสื้อแดงใช้การรวมตัวที่กระชับ ชัดเจน และรักษา

สัญญา บอกว่าจะรวมพลังวันเดียวก็คือ วันเดียว บอกว่าจะยุติแค่เที่ยงคืน ยืดเยื้ออย่างมากก็แค่ครึ่งค่อนชั่วโมงเท่านั้นนี่คือ เสน่ห์ของการรวมตัวแสดงพลังของคนเสื้อแดงแต่ในยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง การรวมพลังลักษณะนี้จะเพียงพอต่อการสู้กับกลุ่มที่ต้องการทำลายได้หรือไม่ นี่คือ ปัญหาใหญ่ข้อที่ 2 ของคนเสื้อแดงที่จะต้องตีโจทย์ให้แตกด้วยเช่นกันปัญหาใหญ่ประการที่ 3 ของการรวมพลังของคนเสื้อแดง ก็คือ เนื่องจากเป็นการรวมพลังของคนจำนวนมาก

เรือนหมื่นเรือนแสนที่มากันโดยอิสระ มากันด้วยใจ จึงทำให้การควบคุมดูแล ทำได้ยากมากกว่าการดูแลม็อบจัดตั้งทั้งหลายการถูกแทรกตัวเข้ามาของมือที่ 3 เพื่อสร้างความปั่นป่วน หรือเพื่อทำลายภาพลักษณ์ของคนเสื้อแดง ก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ไม่ยาก ประจักษ์พยานการเสียรู้ของคนเสื้อแดง ก็เคยโดนชัดเจนมาแล้วเมื่อครั้งเมษาเลือด ที่ถูกแผนส่งคนเข้ามาแทรก และชักจูงไปสู่ความรุนแรงบานปลายทำให้คนเสื้อแดงเสียคะแนนไปมากเช่นเดียวกับการเสียรู้ในเหตุ

วุ่นวายที่พัทยา ช่วงการประชุมอาเซียนล่ม ทั้งๆ ที่เหตุปะทะเหตุวุ่นวายรุนแรงมาจากคนเสื้อน้ำเงินแท้ๆ แต่ภาพลักษณ์ของคนเสื้อแดงกลับถูกกระทบ เพราะถูกปรักปรำไปเต็มๆที่สำคัญ ไม่ว่าในการต่อสู้ใดๆ แพ้ก็คือแพ้ ไม่อาจที่จะแก้ตัวได้ ดังนั้น ในเมื่อเมษาเลือดและพัทยาคนเสื้อแดงเป็นฝ่ายแพ้เพราะเสียรู้ ก็ต้องถือว่าแพ้ จะอ้างโน่นอ้างนี้ไม่ได้สิ่งเดียวที่ทำได้คือ จดจำบทเรียนไว้ให้ดี แล้วอย่าให้แพ้อีกการรวมพลแสดงพลังที่หวังจะให้แดงทั้งภูเขา ที่บริเวณโบนันซ่า เขา

ใหญ่คือ การวอร์มอัพกล้ามเนื้อเตรียมพร้อมออกศึกใหญ่ ที่แกนนำเสื้อแดงประกาศอย่างเชื่อมั่นว่า จะมีคนมาร่วมนับล้านคนในปลายเดือนพฤศจิกายนนี้.....หากถึงวันนั้น มีคนเสื้อแดงมาร่วมกันนับจำนวนล้านจริง การบริหารดูแล ป้องกันมือที่ 3 ยิ่งต้องเข้มงวด อย่าให้ใครเข้ามาป่วนและสร้างความวุ่นวายได้หากคุมไม่อยู่ จำนวนคนเป็นล้าน จะทำให้คนเสื้อแดงถูกสาดโคลนให้เพลี่ยงพล้ำได้ซึ่งที่ผ่านมาการรวมพลคนเสื้อแดง ยืนอยู่ในระดับหมื่นคนแสนคนเป็นหลัก แต่ครั้งนี้

เป็นครั้งแรกที่จะขยับก้าวขึ้นสู่หลักล้าน ฉะนั้นยิ่งต้องรอบคอบและระมัดระวังให้จงหนัก เพราะแม้จะกระหึ่มในการแสดงพลัง แต่ก็แฝงจุดอ่อนอยู่ในทีแกนนำต้องเอาให้อยู่ ต้องกันมือที่ 3 ให้ได้ชะงัดที่สุดและในประการที่ 4 หากคนมานับล้านคนจริงๆ จุดที่จะถูกโจมตีว่าเป็นการจัดตั้งก็คือ เรื่องของงบประมาณค่าใช้จ่ายในแต่ละวันที่จะต้องมี และขั้วตรงข้ามจะต้องตั้งคำถามว่าแล้วงบสนับสนุนเหล่านี้มาจากไหน??เพราะขนาดสถานที่จัดงานคือโบนันซ่า เขาใหญ่ เป็น

ธุรกิจเอกชนที่ใครมีเงินจ่ายค่าเช่าก็สามารถมาใช้สถานที่ได้ เที่ยวนี้ยังโดนตั้งคำถามว่า สนับสนุนแดงหรือไม่ เลือกข้างหรือไม่?ก็ถ้ากลุ่มพันธมิตรจะไปเช่าเพื่อรณรงค์หาเงินสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่บ้าง จะให้เหลืองพรืดบ้าง ก็สามารถทำได้ ใครจะไปว่า หรือแม้แต่ก๊วนเพื่อนเนวินและภูมิใจไทย จะเช่าวางแผนเพื่อผลักดันให้นายเนวิน ชิดชอบ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีดังที่ฝันไว้ จะทำให้เขาใหญ่เกลื่อนไปด้วยสีน้ำเงินก็ได้ด้วยเช่นกัน เพราะนายเนวินมีปัญญาจ่าย มี

ปัญญาเลี้ยงดูปูเสื่อกลุ่มพลังที่มาได้อยู่แล้วในขณะที่กลุ่มเสื้อแดง แกนนำการชุมนุมที่โบนันซาในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นนายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ 3 เกลอแห่งรายการความจริงวันนี้ รวมทั้งแกนนำคนอื่นๆ จะต้องเตรียมพร้อมให้ดีที่สุด จะปล่อยให้เกิดความวุ่นวาย จะเผลอเปิดจุดอ่อนหรือการ์ดตกไม่ได้เลยบอกแล้วว่าถ้าพลาดงานนี้ถูกขย่มแน่การทำให้เกิดปรากฏการณ์แดงทั้งขุนเขา เพราะเสื้อแดงมาเยอะนับจำนวนร่วมแสน คือ

ยุทธศาสตร์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งของฝ่าย“คนเสื้อแดง”เพราะนั่นคือการ“ทดสอบความพร้อม” ทั้งกำลังคนและสภาพจิตใจ ปฏิบัติการ“เพื่อนร่วมร้อง พี่น้องร่วมรบ” จึงเป็นยุทธวิธีที่“ฝ่ายเสื้อแดง” นำออกมาใช้ชนิดที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนวันนี้...ถ้าทั้งภูเขาที่โบนันซ่ากลายเป็น“สีแดงทั้งภูเขา” นั่นย่อมหมายถึงว่า...คนเสื้อแดงก็มี“ความพร้อมสูง” สำหรับเป้าหมายจำนวนล้านที่จะชุมนุมใหญ่ในปลายเดือนนี้ เพื่อ“แตกหัก”กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ ในการเรียกร้อง

ประชาธิปไตยใครจะไป?? ใครจะอยู่??แต่อย่าลืมอีกมุมหนึ่งว่า นี่จะเป็นการเตือนขั้วตรงข้ามทั้งหลายว่าจะต้องเร่งมือจัดการกับกลุ่มคนเสื้อแดงให้หนักขึ้นไปอีกฉะนั้นนี่คือ อันตรายอีกจุดหนึ่งที่ไม่อาจจะมองข้าม ซึ่งจะตามมาหลังจากการชุมนุมครั้งนี้ และการชุมนุมใหญ่ในปลายนี้อย่างแน่นอนดังนั้นเสื้อแดงคงจะต้องใช้เสียงคนนับล้าน ประกาศให้ชัดเจนว่า เป็นการต่อสู้เพื่อทวงคืนประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่จะเกิดขึ้นในปลายดือนนี้ และมีจุดร่วมคือการ “โค่นล้ม ระบอบ

อำนาจอำมาตยาธิปไตย” จึงต้องนำเสนอเนื้อหาหลักการประชาธิปไตยที่ชัดเจนมากกว่าการชูตัวบุคคล เพื่อไม่ให้ขั้วตรงข้ามฉวยโอกาสทำลายความชอบธรรมในการต่อสู้ ป้ายสีว่าขบวนการเสื้อแดงทำเพื่อคนคนเดียวการบ้านครั้งนี้จึงหนักหนาสาหัสและท้าทายอย่างยิ่งว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจะทำได้หรือไม่ได้? จะรอดหรือไม่รอด? และจะฝ่อหรือไม่ฝ่อ?เพราะมีทั้งคนรอดู คนรอลุ้น และคนรอซ้ำเติม.....!!

มุมมองนักธุรกิจไทยในกัมพูชา ต่อกรณีความขัดแย้งของสองประเทศ

ที่มา Voice TV



นอกจากผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลไทย ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ทำให้นักธุรกิจไทยเรียกร้องไม่ให้รัฐบาลปิดด่านชายแดน

"หมอประเวศ" ชี้รัฐบาลปลุกกระแสชาตินิยมไม่เป็นเรื่องดี

ที่มา Voice TV
 ศ.นพ.ประเวศ วะสี , ราษฎรอาวุโส , ความขัดแย้งระหว่างประเทศ , ไทย-กัมพูชา , สมเด็จฮุน เซน , ภาคประชาชน , ชาวกัมพูชา , พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร , ไพ่ใบสุดท้าย , รัฐบาลไทย , ปลุกกระแสชาตินิยม , สิ้นอำนาจ

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ระบุการที่รัฐบาลต้องการปลุกกระแสชาตินิยม ไม่ดีกับทั้งสองประเทศ เพราะจะนำไปสู่การหมดสิ้นอำนาจของทั้งสองฝ่าย
ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวถึงกรณีสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใหญ่ มีประชากรมากกว่า กองทัพก็มีศักยภาพสูงกว่า รวมทั้งอำนาจทางเศรษฐกิจก็มากกว่ากัมพูชา ซึ่งไทยเป็นเสมือนผู้ใหญ่ ส่วนกัมพูชาก็เป็นเด็ก ดังนั้นเราต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่ดี อย่าไปท้าตี เพราะเด็กมีกำลังน้อยกว่า และจะถูกมองว่าไปรังแกเด็ก แต่ต้องระวังอย่าไปหลงกลเด็ก เพราะบางครั้งเด็กก็หลอกผู้ใหญ่ได้ และอาจทำให้ผู้ใหญ่เพลี่ยงพล้ำได้เหมือนกัน แต่ก็อยากให้เชื่อมั่นว่าความชอบธรรมจะอยู่ในสายตาของคนทั้งโลก ซึ่งพวกเขารู้ดีว่าใครมีความชอบธรรมมากกว่ากัน ดังนั้นไทยต้องมองกัมพูชาด้วยความเมตตาและอยู่ร่วมกันแบบเกื้อกูล ศ.นพ.ประเวศ กล่าวว่า อยากให้แยกความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลไทยกับสมเด็จฮุน เซน ออกจากภาคประชาชน อย่านำเอาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไปรวมกับประชาชนชาวกัมพูชา เนื่องจากมองว่าเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะสมเด็จฮุน เซนและพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องการร่วมกันมือกันทำอะไรบางอย่างเพียงชั่วคราวเท่านั้น จึงไม่อยากให้รัฐบาลหลงเข้าไปเป็นเหยื่อ ส่วนการที่รัฐบาลต้องการปลุกกระแสชาตินิยม เห็นว่าไม่เป็นเรื่องที่ดีกับทั้งสองประเทศ เนื่องจากเวลาเกิดชาตินิยม เกิดง่าย แต่จะให้หยุดยาก และในที่สุดจะนำไปสู่การหมดสิ้นอำนาจของทั้งสองฝ่าย อีกทั้งการนำเสนอข่าวสารความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ก็ควรต้องระมัดระวังมากกว่านี้ และเสนอความจริง ไม่อยากให้ใช้ข่าวสารในการโหมอารมณ์ประชาชนทั้งสองประเทศ ให้เกิดอารมณ์โกรธเกลียดกัน อยากให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องชั่วคราวของนักการเมือง นอกจากนี้ ต้องยอมรับว่าสาเหตุที่ประชาชนทั้งสองประเทศไม่เป็นมิตรก็เพราะนักการเมือง อย่างเช่น ในวรรณกรรมสามก๊ก ที่คนในแคว้นโจโฉกับแคว้นเล่าปี่ ทำสงครามกัน ซึ่งที่จริงแล้วไม่ได้โกรธกัน แต่เป็นเพราะมีมือที่สาม ทำให้สองฝ่ายฆ่ากัน ดังนั้น อยากให้ประชาชนทั้งสองประเทศระมัดระวัง อย่าตกเป็นเหยื่อของนักการเมือง และขอฝากไปถึงนักการเมืองว่าจะต้องไม่พาประชาชนไปตาย