WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, November 14, 2009

‘ไอลอว์’ จัดเสวนากฎหมายความมั่นคง-การชุมนุมสาธารณ-การซ้อมทรมาน

ที่มา ประชาไท

โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชนชน หรือ ไอลอว์ ร่วมกับคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) และมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม จัดเสวนาหัวข้อ “อำนาจประชาชนพิชิตอำนาจรัฐ” ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2552 ที่ห้องสุโขทัย ชั้น 2 โรงแรมเซ็นจูรี่ ปาร์ค เวลา 8.30 – 12.00 น. เพื่อระดมความคิดเห็นจากประชาชนเรื่องกฎหมายพิเศษด้านความมั่นคง การยุติการซ้อมทรมานในสังคมไทย และการคุ้มครองสิทธิการชุมนุม
จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการไอลอว์ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานนี้ว่า ต้องการดึงดูดให้ประชาชนสนใจเว็บไซต์ไอลอว์ (www.ilaw.or.th) และอยากส่งเสริมให้ประชาชนผลักดันกฎหมายของประชาชนเพื่อสนับสนุนสิทธิ เสรีภาพของประชาชน รวมไปถึงการสร้างสังคมที่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม การสัมมนาครั้งแรกนี้จะหยิบยกประเด็นของกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง ซึ่งมีปัญหาริดลอนสิทธิ เสรีภาพของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด
“งานนี้จะมีชาวบ้านในพื้นที่มาเล่าถึงการใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ด้วย น่าแปลกใจที่ประเทศเราไม่มีกฎหมายที่ลงโทษเจ้าหน้าที่ซึ่งซ้อมทรมานผู้ต้องหา และยังมีประเด็นที่รัฐต้องการออกกฎหมายมาควบคุมการชุมนุมซึ่งอาจมีการละเมิดสิทธิประชาชน การเสวนานี้หากผู้เข้าร่วมมีความเห็นใกล้เคียงกันในทิศทางใดก็จะผลักดันไปในทิศทางนั้น จะยกเลิก หรือแค่ไหนอย่างไรก็แล้วแต่ โดยที่เชิญมาไม่ได้เจาะจงว่าต้องเห็นเหมือนกันหมด แต่ถ้าใครเห็นว่าควรให้คงกฎหมายเหล่านี้ไว้ก็น่าจะมาแลกเปลี่ยนกัน”
“เราหวังว่าจากจุดเริ่มต้นนี้ เราจะไปสู่การผลักดันกฎหมายจริงๆ จากผู้อ่าน จากประชาชนทั่วไปที่จะเข้ามามีส่วนร่วม”จอนกล่าว

เปิด (บางส่วน) คำพิพากษา “ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล” คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ที่มา ประชาไท

ต่อไปนี้คือ บางส่วนของคำพิพากษาคดีของ ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ‘ดา ตอร์ปิโด’ ในข้อหาที่เรียกกันติดปากว่า ‘หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ’ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 พิพากษาลงโทษจำคุก 18 ปี เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2552

แม้จะมีนักกฎหมายระบุว่าโดยหลักการแล้ว การเผยแพร่คำพิพากษานั้นเป็นสิ่งที่กระทำได้ แต่กับกรณีดังกล่าว และกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้หลักการเป็นเรื่องเลือนราง และความกล้าหาญเป็นของหายาก จึงจำเป็นต้องบอกกล่าวและขออภัยกันล่วงหน้า
ส่วนที่นำเสนอ แม้ตัดเอาสาระสำคัญจากคำฟ้องในส่วนของการกล่าวปราศรัยออกทั้งหมด ก็ยังคงเหลือ “บริบท” ของเรื่องราวซึ่งมีรายละเอียด มีประเด็นให้ขบคิด ถกเถียง และศึกษาทำความเข้าใจได้อีกไม่น้อย
ท้ายที่สุด คงต้องยืนยันว่า การเผยแพร่คำพิพากษาในช่วงเวลานี้ไม่ได้จงใจจะปลุกกระแสใด เกาะกระแสไหน หากแต่เป็นความล่าช้าของการเข้าถึงข้อมูล และหากจะถามถึงเจตนา คดีนี้นับเป็นอีกคดีประวัติศาสตร์ของสังคมไทยไม่ว่าจะมองจากมุมไหน และนับเป็นคดีแรกที่จำเลยต่อสู้คดี จึงควรค่าแก่การศึกษาทำความเข้าใจ ด้วยหวังว่าสังคมไทยจะถกเถียงกันบนข้อเท็จจริง ห้ำหั่นกันอย่างมีเหตุมีผล และมีอิสรภาพที่จะใคร่ครวญเรื่องราวต่างๆ ด้วยปัญญาญาณของตนเอง
คำพิพากษา
คดีหมายเลขดำที่ อ.3959/2551
คดีหมายเลขแดงที่ อ.2812/2552
วันที่ 28 เดือน สิงหาคม พุทธศักราช 2552
ความอาญา ระหว่างโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด จำเลย - นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล
เรื่อง ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
สิ่งที่โจทก์ฟ้อง หน้า 1-11
โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้และในปัจจุบันประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน เป็นพระมหากษัตริย์ในรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นพระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 2 บัญญัติว่า “ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” มาตรา 8 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” และมาตรา 12 บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินสิบแปดคนประกอบเป็นคณะองคมนตรี” จำเลยได้กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2551 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกล่าวปราศรัยด้วยเครื่องขยายเสียงบนเวทีเสียงประชาชนที่ท้องสนามหลวง ท่ามกลางประชาชนที่มาฟังจำนวนหลายคน ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม จำเลยได้กล่าวตอนหนึ่งว่า .............censor............
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2551 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกล่าวปราศรัยด้วยเครื่องขยายเสียงบนเวทีเสียงประชาชนที่ท้องสนามหลวง ท่ามกลางประชาชนที่ฟังจำนวนหลายคน ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม จำเลยได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ...........censor..........
เมื่อระหว่างวันที่ 18 กรกฎาคม 2551 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2551 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง เวลาต่อเนื่องกัน จำเลยกล่าวปราศรัยด้วยเครื่องกระจายเสียงบนเวทีเสียงประชาชนที่ท้องสนามหลวง ท่ามกลางประชาชนที่มาฟังจำนวนหลายคน ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม มีข้อความซึ่งจำเลยได้กล่าวว่า ................censor..................
การกระทำของจำเลยดังกล่าวโดยประการที่น่าจะทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระมหากษัตริย์ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง โดยเจตนาจะทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะ เหตุเกิดที่แขวงพระบรมราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3634/2551 ของศาลนี้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 , 91 นับโทษจำเลยคดีนี้ ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3634/2551 ของศาลนี้
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
โจทก์นำสืบ หน้า 11-18
ทางโจทก์พิจารณานำสืบว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นพระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งประธานองคมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธานองคมนตรี แต่งตั้งวันที่ 4 กันยายน 2541 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2551 XXX สารวัตรสืบสวนปราบปรามตำรวจนครบาลชนะสงคราม ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้สืบสวนติดตามข่าวการปราศรัยที่ท้องสนามหลวง ต่อมาเวลา 18 นาฬิกา XXX XXX และ XXX เดินทางไปที่ท้องสนามหลวง โดยแต่งกายนอกเครื่องแบบและนำเครื่องบันทึกเสียงเอ็นพีสามกับกล้องวิดีโอติดตัวไป XXX เป็นผู้บันทึกเสียงจากเครื่องบันทึกเสียงเอ็มพีสาม และ XXX เป็นผู้บันทึกภาพจากกล้องวิดีโอ คืนดังกล่าวฝนตกไม่สามารถบันทึกภาพจากกล้องวิดีโอ แต่สามารถบันทึกเสียงจากเครื่องบันทึกเสียงเอ็มพีสามได้ จำเลยขึ้นกล่าวปราศรัยสองครั้ง ครั้งแรกเวลาประมาณ 21 นาฬิกา ถึง 22 นาฬิกา ครั้งที่สอง จำเลยปราศรัยประมาณ 30 นาที โดยเริ่มเวลาประมาณ 24 นาฬิกา XXX นำเสียงที่บันทึกไปถ่ายข้อมูลลงแผ่นซีดีตามวัตถุพยาน วจ.1 และ XXX พิมพคำปราศรัยของจำเลยทั้งสองครั้งตามเอกสารหมาย จ.1 และจ.2 ตามลำดับ คำปราศรัยของจำเลยครั้งที่สอง มีข้อความบางตอนหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชินี กล่าวคือจำเลยปราศรัยว่า ...........censor…........ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ
จำเลยนำสืบ หน้า 19-23
จำเลยนำสืบว่า จำเลยจบการศึกษารัฐศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง รัฐศาสตร์มหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำเลยประกอบอาชีพเป็นผู้สื่อข่าว ตั้งแต่พ.ศ.2534 จนกระทั่งถูกจับคดีนี้ จำเลยเกี่ยวข้องกับการเมืองครั้งแรกเมื่อจำเลยไปทำข่าวที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังมีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ในวันดังกล่าวมีการพูดเกี่ยวกับความไม่ชอบธรรม การได้ตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินของคุณหญิงจารุวรรณ ขณะนั้นจำเลยเป็นนักข่าวสายกระทรวงการคลังจึงได้ออกไปแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวและจำเลยเห็นว่าหลังจากมีการรัฐประหารประชาชนกล่าวถึงสื่อในแง่ลบ จำเลยเรียนมาทางด้านรัฐศาสตร์จึงไม่ชอบการปฏิวัติรัฐประหาร จึงต้องการมีส่วนร่วมเคลื่อนไหวในฐานะสื่อมวลชนแต่ไม่สามารถส่งบทความต่อต้านการทำงานของคณะรัฐประหารไปยังสื่อมวลชนอื่นได้ จึงเคลื่อนไหวโดยออกพูดตามเวทีต่างๆ ขณะนั้นที่ท้องสนามหลวงมีการรวมกลุ่มของกลุ่มที่ต่อต้านการทำรัฐประหาร เช่น กลุ่ม 19 กันยา ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาและกลุ่มวันเสาร์ต่อต้านเผด็จการ จำเลยขึ้นปราศรัยบนเวทีของกลุ่มวันเสาร์ต่อต้านเผด็จการ แต่กลุ่มดังกล่าวรวมกลุ่มกันเฉพาะวันเสาร์ จำเลยเห็นว่าไม่เพียงพอ จึงรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ พูดปราศรัยที่ท้องสนามหลวงทุกเย็น ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 มีการตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย จึงมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ กลุ่ม นปก. โดยมีการรวมตัวกันที่บริเวณพระบรมรูปทรงม้า ทำให้กลุ่มย่อยที่ท้องสนามหลวงมีความสำคัญน้อยลง จำเลยจึงมาจัดรายการวิทยุทางอินเตอร์เน็ต แต่หากวันใดไม่มีการจัดเวทีใหญ่ที่บริเวณสนามหลวง จำเลยก็จะนำคอมพิวเตอร์มาจัดรายการวิทยุและพูดประเด็นทางการเมือง หากมีการจัดเวทีใหญ่จำเลยก็จะร่วมฟังการปราศรัย ขณะนั้นมีกลุ่มที่มีแนวคิดตรงข้ามกับกลุ่ม นปก. คือกลุ่มพันธมิตร มีแกนนำคือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล กลุ่มดังกล่าวรวมตัวกันขับไล่รัฐบาลของพรรคไทยรักไทย ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่ และมีการเรียกร้องให้ทหารเข้ามาทำการรัฐประหารยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 จำเลยและนายสนธิได้พูดตอบโต้ประเด็นทางการเมืองคนละเวทีหลายครั้ง จำเลยต้องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และไม่ต้องการให้คณะรัฐประหารกับกลุ่มพันธมิตรดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้อง จำเลยพูดปราศรัยมาประมาณ 2 ปี จำไม่ได้ว่าในวันที่โจทก์ฟ้องจำเลยได้กล่าวปราศรัยหรือไม่ และจำไม่ได้ว่าพูดเกี่ยวกับประเด็นอะไรบ้าง คำถอดเทปที่โจทก์นำมาเป็นพยานหลักฐานนั้นจำเลยไม่ยืนยันว่าเป็นคำปราศรัยของจำเลย จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดตามฟ้องและเชื่อว่าประเทศไทยอยู่ได้เนื่องจากมีสถาบันพระมหากษัตริย์
การวินิจฉัยของศาล หน้า 20-23
พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีเป็นประมุข พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นพระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยได้กล่าวคำปราศรัยตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีXXX XXX และ XXX เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม เบิกความสอดคล้องกันว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2551 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา พยานทั้งสามเดินทางไปสืบสวนหาข่าวการปราศัยที่บริเวณท้องสนามหลวง จำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัย 2 ครั้ง ครั้งแรกเวลา 21 นาฬิกา ครั้งที่สองเวลาประมาณ 24 นาฬิกา XXX ใช้เครื่องบันทึกเสียงเอ็มพีสามบันทึกเสียงคำปราศรัยของจำเลย แล้ว XXXได้ถ่ายข้อมูลเสียงลงในแผ่นซีดี ตามวัตถุพยานหมาย วจ.1 XXX เป็นผู้ถอดคำปราศรัยของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.1 จ.2 XXX เห็นว่าคำปราศรัยของจำเลยหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยต่อพนักงานสอบสวน และตรวจสอบย้อนหลังพบว่าจำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัยที่บริเวณสนามหลวงอีก 2 ครั้ง คือวันที่ 7 มิถุนายน 2551 และวันที่ 13 มิถุนายน 2551 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา ตามแผ่นซีดีวัตถุพยานหมาย แผ่นแรก และวจ.3 และคำปราศรัยของจำเลยทั้งสองวันตามเอกสารหมาย จ.3 และจ.4 XXX เห็นว่าคำปราศรัยของจำเลยหมิ่นประมาท ดูหมิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงได้ร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวน เมื่อพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ซึ่งบริเวณท้องสนามหลวงที่จำเลยขึ้นกล่าวปราศรัยอยู่ในเขตรับผิดชอบ จึงเป็นหน้าที่ของพยานทั้งสามที่จะต้องสืบสวนหาข่าวการกระทำความผิดอาญาที่เกิดขึ้น เมื่อ XXX เบิกความยืนยันว่าไม่เคยรู้จักกับจำเลยมาก่อน XXX เบิกความว่าเคยเห็นจำเลย แต่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว และ XXX เบิกความว่าไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุน่าระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ เชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริง แม้โจทก์จะไม่ได้นำพยานบุคคลที่บันทึกเสียงคำปราศรัยของจำเลยในวันที่ 7 มิถุนายน 2551 กับวันที่ 13 มิถุนายน 2551 มาเบิกความเป็นพยาน และส่งแผ่นซีดีคำปราศรัยของจำเลยเป็นวันที่ 13 กรกฎาคม 2551 ซึ่งมิใช่วันที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขึ้นกล่าวปราศรัยในวันที่ 13 มิถุนายน 2551 โดยอ้างว่า XXX ส่งแผ่นซีดีผิดมาให้พนักงานสอบสวนก็ตาม แต่เมื่อจำเลยเบิกความว่าจำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัยมาประมาณ 2 ปี นับตั้งแต่มีการรัฐประหาร จึงจำไม่ได้ว่าในวันที่โจทก์ฟ้องจำเลยจะขึ้นกล่าวปราศรัยหรือไม่ และหากขึ้นพูด ประเด็นอะไรบ้างก็จำไม่ได้ แสดงว่าจำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัยหลายครั้งและจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าไม่ได้กล่าวปราศรัยตามที่โจทก์ฟ้อง เพียงแต่อ้างว่าจำเลยจำไม่ได้เท่านั้น แม้เกิดความผิดพลาดในการส่งแผ่นซีดีต่อศาล แต่ต่อมาโจทก์ก็ส่งแผ่นซีดีที่ถูกต้องซึ่งมีข้อมูลเสียงคำปราศรัยของจำเลยในวันที่ 13 มิถุนายน 2551 ต่อศาล และศาลได้ทำการตรวจสอบแผ่นซีดีซึ่งเป็นวัตถุพยานหมาย วจ.1 วจ.2 แผ่นแรก และ วจ.3 กับเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 ต่อหน้าโจทก์และจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 24 มิถุนายน 2552 แล้ว ปรากฏว่า เสียงในแผ่นซีดีวัตถุพยานหมาย วจ.1 ตรงกับบันทึกการถอดคำปราศรัยเอกสารหมาย จ.1 จ.2 เสียงในแผ่นซีดีวัตถุพยานหมาย วจ.2 แผ่นแรกตรงกับบันทึกการถอดคำปราศรัยเอกสารหมาย จ.3 และเสียงในแผ่นซีดีวัตถุพยาน วจ.3 ตรงกับการบันทึกการถอดคำปราศรัยเอกสารหมาย จ.4 ทั้งเสียงในแผ่นซีดีทั้งสามแผ่นดังกล่าวลีลาการกล่าวปราศรัยและน้ำเสียงเหมือนกัน เชื่อว่าบุคคลที่พูดในแผ่นซีดีทั้งสามแผ่นดังกล่าวเป็นบุคคลเดียวกัน เมื่อโจทก์มี XXX XXX และXXX เบิกความยืนยันว่าเสียงคำปราศรัยในแผ่นซีดีวัตถุพยาน วจ.1 เป็นเสียงของจำเลย จึงเชื่อว่าเสียงคำปราศรัยในแผ่นซีดีวัตถุพยานหมาย วจ.2 แผ่นแรก และ วจ.3 เป็นเสียงของจำเลยเช่นกัน พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยได้กล่าวคำปราศรัยตามที่โจทก์ฟ้อง
การวินิจฉัยของศาล หน้า 23-31
มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวตามฟ้องเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถหรือไม่
......... censor..............
การวินิจฉัยของศาล หน้า 31-32
ส่วนที่จำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่เคยมีเจตนาจาบจ้วงเบื้องสูง และยังเชื่อว่าประเทศไทยอยู่ได้เนื่องจากมีสถาบันพระมหากษัตริย์และต้องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ให้กลุ่มคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และกลุ่มพันธมิตร ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ศาลได้พิจารณาข้อความที่จำเลยกล่าวทั้งหมดแล้ว มิได้พิจารณาเพียงตอนใดตอนหนึ่ง การที่จำเลยกล่าวข้อความไปอย่างไร แล้วกลับมาแก้ว่า ไม่มีเจตนาตามที่กล่าว ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และแม้การกระทำของจำเลยจะไม่บังเกิดผล เพราะไม่มีใครเชื่อถือคำกล่าวของจำเลย จำเลยก็หาพ้นความรับผิดไม่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้ว่าข้อความที่จำเลยกล่าวตามฟ้องเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถตามที่โจทก์ฟ้อง ส่วนคำขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3634/2551 ของศาลนี้ ศาลได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ.2396/2552 แต่คดีดังกล่าวศาลไม่ได้ลงโทษจำคุกจำเลย จึงไม่อาจนับโทษต่อตามที่โจทก์ขอได้
พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 18 ปี คำขอให้นับโทษต่อให้ยก

'อัษฎา ชัยนาม' ระบุ ฮุนเซ็นตั้งใจแยกกองทัพกับรัฐบาลอภิสิทธิ์

ที่มา ประชาไท

อัษฎา ชัยนาม ระบุ ฮุนเซ็นตั้งใจแยกกองทัพกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ อดีตเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ชี้ทหารควรตระหนักว่าบทบทของกองทัพควรเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับรัฐบาล หลังฮุนเซ็นแสดงความเป็นมิตรกับกองทัพ

13 พ.ย. 52 นายอัษฎา ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ กล่าวถึงกรณีกัมพูชาประกาศให้นายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอกประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ เป็นบุคคลไม่พึงปรารถนา และให้ออกจากกัมพูชาภายใน 48 ชั่วโมงว่า การไล่เลขานุการเอกฯ ของไทยกลับ อาจเป็นไปได้ว่า กัมพูชาต้องการแสดงว่าไม่แคร์ฝ่ายไทย หรืออาจจะเป็นไปได้ว่า เลขานุการเอกฯ ของไทยคนดังกล่าว เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายไทยจนกระทั่งทางการกัมพูชาไม่ต้องการให้เขาปฏิบัติหน้าที่ในกัมพูชาต่อไป

อย่างไรก็ตาม กรณีที่ฝ่ายไทยได้ตอบโต้โดยใช้เงื่อนไขเดียวกันนั้น ตนไม่ทราบว่าทางกระทรวงการต่างประเทศได้เลือกขับผู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดซึ่งมีตำแหน่งรองจากอุปทูตกัมพูชาในไทยหรือไม่ เพราะหากการตอบโต้ใช้เงื่อนไข เพียงเพราะเป็นนักการทูตกัมพูชามีตำแหน่งเท่ากันกับฝ่ายไทยเท่านั้นก็จะไม่เกิดประโยชน์กับฝ่ายไทยเอง เพราะการพิจารณาต้องลึกว่านักการทูตผู้ถูกขับไปนั้นปฏิบัติงานทำประโยชน์ให้ฝ่ายกัมพูชาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเช่นกัน

นายอัษฎา กล่าวด้วยว่า ตนไม่อยากให้ฝ่ายไทยมีเพียงการตั้งรับอย่างเดียว เพราะเราควรมียุทธศาสตร์ที่ลึกในการลุกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นเอกภาพในประเทศ ทั้งนี้ ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า กัมพูชาพยายามจะแยกทหารออกจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยการแสดงความเป็นมิตรระหว่างกองทัพของไทย-กัมพูชา ทั้งนี้ ตนเห็นว่า ทหารควรเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งรวมไปถึงการพร้อมรบหากจำเป็น แม้ว่าจะไม่มีใครต้องการให้เกิดการสู้รบกันตามแนวชายแดน แต่ทหารก็ควรตระหนักว่าบทบทของกองทัพควรเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับรัฐบาล

เร่งลากคอผู้ก่อการร้ายหนีหมายเรียก มาร์ค-เทือกคุกด้วย ปล่อยคดียึดสนามบินลอยนวล1ปี

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
14 พฤศจิกายน 2552

ขบวนการโจรก่อการร้ายหนีหมายเรียกคดียึดสนามบินยังลอยนวล หลังทำชั่วยึดสุวรรณภูมิใกล้ครบ1ปีทำลายประเทศเสียหายยับ แต่เส้นใหญ่คุ้มกบาล โดนหมายเรียก2ครั้งแต่ทำเนียนไม่ยอมเข้ามอบตัวรับกรรมที่ก่อ เบ่งขอเปลี่ยนคดีเป็นผู้ก่อกรรมดี แถมยังเหิมเกริมจัดม็อบใหญ่ปลุกปั่นคลั่งชาติในวันพรุ่งนี้อีก ไทยอีนิวส์โพลล์จี้แกนนำคนเสื้อแดงยกเป็นวาระด่วนไล่เบี้ยเอาผิดให้สาสม รวมทั้งให้ลากคอมาร์ค-เทือกเข้าคุกด้วย ฐานละเว้นหน้าที่ปล่อยหัวโจกผู้ร้ายอยู่นอกคุกมาครบปี


ขบวนการก่อการร้ายหนีหมายเรียกคดียึดสนามบิน พันธมิตร ซึ่งเลิกการชุมนุมยึดสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อ 3 ธันวาคม 2552 ได้ประกาศกลับมาชุมนุมอีกครั้งในวันพรุ่งนี้(15พ.ย.)ที่ท้องสนามหลวง โดยยังคงใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือเคลื่อนไหวทางการเมืองดังเดิม

ขบวนการก่อการร้ายหนีหมายเรียกเหิมจัดม็อบคลั่งชาติ

ประการสำคัญขบวนการก่อการร้ายหนีหมายเรียก ยังไม่ถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมไทย แม้เหตุการณ์ยึดสนามบินสุวรรณภูมิที่ทำให้ผู้โดยสารตกค้างมากกว่า400,000คน สร้างผลเสียหายต่อเศรษฐกิจ270,000ล้านบาท ทำลายการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศลงไปย่อยยับ เคยถูก6ประเทศมหาอำนาจยื่นโนตีสให้เร่งดำเนินคดีก็ตาม

หลังจากยืดการดำเนินคดีมาเรื่อยๆ ตำรวจเคยออกหมายเรียกไปครั้งหนึ่งในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่แทนที่จะไปตามหมายเรียก บรรดาแกนนำผู้ก่อการร้ายได้ยกม็อบไปกดดัน จนหัวหน้าทำคดีนี้ต้องเรียกขานพวกเขาว่า"ผู้ก่อการดี"จากนั้นมีการออกหมายเรียกเป็นครั้งที่ 2 แต่จนแล้วจนรอดโจรก่อการร้ายก๊กนี้ก็ยังหนีหมายเรียกอยู่

ซ้ำยังได้ใจเหิมเกริมจะจัดการชุมนุมขึ้นอีกในวันพรุ่งนี้ โดยที่รัฐบาลระบอบหุ่นเชิดก็ไม่ได้เตรียมการป้องกันใดๆ รวมทั้งไม่ได้ออกพรก.ตามกฎหมานความมั่นคงแต่อย่างใดด้วย

ใกล้ครบ1ปียึดสนามบิน กระตุกแกนนำเสื้อแดงเป็นหัวหอกไล่เบี้ยเล่นงานผู้ก่อการร้าย

ไทยอีนิวส์จัดทำการสำรวจล่าสุดในหัวข้อ 25พ.ย.นี้ครบ1ปีโจรก่อการร้ายยึดสนามบิน ทางออกคือ?
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีท่านผู้อ่านตอบแบบสอบถามทั้งสิ้นจำนวน 2,676 ท่าน ผลสำรวจเป็นดังนี้

-ปลงซะเถอะ ประเทศนี้ อย่าหวังเลยว่าจะมีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่ จำนวน 526 ท่าน คิดเป็น19%ของผู้ตอบแบบสอบถาม
-ยังหวังว่าจะมีการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม จำนวน 248 ท่าน คิดเป็น 9%
-แกนนำเสื้อแดงและคนเสื้อแดงต้องถือเป็นวาระสำคัญในการเร่งจี้ให้ดำเนินคดีโดยเร็ว 1,344 ท่าน คิดเป็น50%
-ปล่อยพวกมันไปก่อนเถอะ มันมีเส้นใหญ่หนุนหลัง รอเราชนะเมื่อไหร่ค่อยเช็กบิล 483 ท่าน คิดเป็น18%
-ควรเลิกแล้วต่อกันดีกว่า เพราะเป็นคดีการเมือง เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ 43 ท่าน คิดเป็น1%
-อื่นๆ 32 ท่าน คิดเป็น1%

แนะลากคอมาร์ค-เทือกเข้าคุกสังเวยปล่อยผู้ก่อการร้ายลอยนวล

ประชาชนที่ติดตามคดีผู้ก่อการร้ายพันธมิตรยึดสนามบินได้เรียกร้องให้มีการแจ้งดำเนินคดีฐานละเว้นหน้าที่ต่อนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และหัวหน้าชุดดำเนินคดียึดสนามบินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 ฐานละเว้นต่อหน้าที่ ไม่ออกหมายจับผู้ก่อการร้ายพันธมิตร หลังจากเนิ่นมามาจวนครบ 1ปี

"ผมเห็นเงียบไปเลย หลังจากเจ้าของคดีชมว่าเป็นผู้ก่อการดี พันธมิตรก็ไล่กลับให้ไปเปลี่ยนข้อหา ตำรวจก็ดันบ้าจี้จะไปเปลี่ยนข้อกล่าวหาให้พวกมัน ตามกฎหมายแล้วให้เกียรติกันออกหมายเรียก ตามขั้นตอนเมื่อออกหมายเรียกแล้วไม่มารายงานตัว(แต่เสือกมาม็อบกดดันตร.แทน)ขั้นตอนต่อไปก็ต้องออกหมายจับไม่ใช่เหรอ"คือข้อความในกระทู้ที่บอร์ดประชาไท

ทั้งนี้กฎหมายอาญากำหนดไว้ว่า
“มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”


ในวาระจวนใกล้ครบรอบ 1 ปีที่กลุ่มโจรก่อการร้ายหนีหมายเรียกคดียึดสนามบินสุวรรณภูมิ ไม่มีสื่อกระแสหลักใดๆกล่าวถึงเลยก็ว่าได้ว่าคดีคืบหน้าไปถึงไหนหรือไม่ อย่างไร

ยังโชคดีว่าเมื่อไวๆนี้ หนังสือพมพ์บางกอกทูเดย์ได้นำเสนอรายงานข่าวเรื่อง ”ทวงถาม ความคืบหน้า“คดี พธม.ยึดสนาม”ในวาระ“ครบ 1 ปี” จวก“รัฐบาล ปชป.”ยื้อจน“กฎหมายบ้านเมือง”พัง !

“1 ปี”ที่ “รัฐยื้อ!” จน“ย้วย..”


ใกล้จะครบ 1 ปี หรือ 365 วัน..พอดิบพอดี สำหรับการบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2551

365 วัน..กับการตรวจสอบการกระทำว่าผิดหรือถูก..ที่ยังเป็นศูนย์ขยับ ขับเคลื่อน! บ้าง... เพียงแค่..คืบหน้าไปบ้างแล้ว?!..

คำตอบซํ้าๆ เดิมๆ..ที่ไม่น่า “ภูมิใจ”เอาเสียเลยกับความเสียหายนับแสนล้านบาท พร้อมๆ กับความมั่นคงของประเทศที่ “หด ลด ดับ”แบบไม่ไหลย้อนกลับซํ้าร้าย! หนึ่งในแกนนำคนสำคัญในการนำทัพ และสนับสนุน ในการยึดสนามบินกลับได้ดิบได้ดีเป็นถึง“ขุนนาง”กษิต ภิรมย์ ผู้นำยึดสนามบินในครั้งนั้น ได้รับรางวัลด้วยตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งในหลายๆ ประเทศถือว่าเป็นตำแหน่งสำคัญอันดับสองรองจากนายกรัฐมนตรี

“ผมไม่ผิด” คือ คำอ้างของ “กษิต” ที่ส่งสัญญาณ ว่า เก้าอี้นี้หอมหวาน ยังอีกนานที่กูครอบครอง..

“พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)” เขยื้อน!เมื่อคณะพนักงานสอบสวนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ชุด “พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส” ผู้ช่วยผู้บัญชาการตาํรวจแห่งชาติฝ่ายป้องกันปราบปรามอาชญากรรม 21 (ผู้ช่วย ผบ.ตร.ปป.21) ที่รับผิดชอบคีดพธม.บุกยึด “ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” และ “ท่าอากาศยานดอนเมือง” สรุปสำนวนคดีเบื้องต้นแจ้งข้อหาฉกรรจ์กราวรูด

แก่ 36 แกนนำและแนวร่วมเครือข่ายคนเสื้อเหลืองเหลืองระอุ..ปรอทแตก...เรียกเสียงกระพือตีนตบให้สนั่นเกรียวกราว! เพราะคิดว่า จะปิดตำนานเกมกู้ชาติล้มกระดานสลับสีการเมืองเอาเข้าจริง!!เสียงกระพือ “มือตบ” กลับเกรียวกราวกว่า “ตีนตบ”

เพราะ 365 วัน ในการสรุปสำนวนคดีก็“พลิกควํ่าคะมำหงาย”ถูกสกัดขา ตัดขาเก้าอี้ ซ่อนสำนวน..จนคดีบุกยึดสนามบินไม่ใช่เรื่อง “เร่งด่วน” เป็นแค่คดี โจรกระจอกวิ่งราวทองสองสลึง ..

เอากันทุกวิธี! ให้ผู้ก่อการร้ายเป็นผู้ก่อการดี..พยายามทุกวิธี ไม่ให้แกนนำ 36 ราย และเครือข่ายอีกหลายคนต้องไปใช้ชีวิต “กินข้าวผัด – ดูดโอเลี้ยง”

เห็นได้จากความวุ่นวาย “สลับ สับเปลี่ยน” ข้าราชการตำรวจความวุ่นวาย ซับซ้อนของเหลือง แดง เขียว นํ้าเงิน ฟ้า จากการจัดการของ “มือเหี่ยวๆ”

ในขณะที่.. “บรรดาตีนตบ” ถูกรุกไล่ตั้งตัวไม่ติดทั้งๆ ที่ความจริง หากเทียบมูลค่าความเสียหายแล้วไม่ต่างกัน“เมษาวิปโยค” เกิดขึ้นโดยกลุ่มคนเสื้อแดง “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ”บวกกับมือที่สาม ที่ร่วมด้วยช่วยกันก่อความวุ่นวาย จนสร้างโกลาหลครั้งใหญ่ในบ้านเมืองบอมบ์เมือง เผารถ ลั่นไก ครั้งนั้น.

.ไม่มีอะไรบ่งชี้ได้ชัดเจนว่า ความโกลาหลเกิดจากสาวกตีนตบจริงหรือไม่?แต่แกนนำคนเสื้อแดงก็ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหาฉกรรจ์อย่างทันทีทันใด ชนิดไม่ต้องมีหมายเรียก?!

ผิกแผกแตกต่างกัน! กับการดำเนินคดีบรรดาแกนนำมือตบ – ตีนตบ 25 พฤศจิกายน วันนี้ใกล้ครบ 1 ปี ไม่มีอะไรดีขึ้น..ความเสียหายย่อยยับ ยังคงยับเหมือนเดิม..พธม.ยังคงเป็น “ตัวพ่อ” ขี่คอใครบางคนเหมือนเดิม..(เพราะสลับสีการเมืองได้สำเร็จ)..ส่วนคดีบุกยึดสนามบินไม่ต้องพูดถึง อาจจะต้องสรุปสำนวนกันจนกระทั่งสีการเมืองมีการสลับ ปรับเปลี่ยนกันอีกครั้ง..

อนิจจา...เป็นเช่นนี้แล

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(14พ.ย.)Counter-attack black propaganda

ที่มา Thai E-News


หางแกว่งหมา-ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดWAG THE DOGได้เสียดสีถึงการใช้มืออาชีพทางการสื่อสารมวลชนและนักโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อเบี่ยงเบนความล้มเหลวของผู้นำรัฐบาล ด้วยการสร้างกระแสคลั่งชาติเพื่อเบี่ยงความสนใจของคนในประเทศไปยังการสงครามต่างประเทศ แม้จะfakeขนาดไหน แต่ประเด็นชาตินิยม และสร้างฮีโร่ขึ้นมา แล้วสร้างศัตรูของชาติเพื่อให้คนในประเทศเกลียดชังนั้นได้ผลดีเสมอ

***คอลัมน์สังคมข่าวชาวเสื้อแดงหายหน้าไปหลายวัน เนื่องจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเจอวาระ"อกปติ"หนักหน่วง เพราะฝ่ายอำมาตย์ใช้สื่อกระแสหลักโหมโฆษณาชวนเชื่อแบบพลิกขาวให้เป็นดำ หรือการทำblack propagandaชนิดรุมกระทืบฝ่ายประชาธิปไตย และหัวจั่วฝ่ายเสื้อแดงคือทักษิณแบบงอมพระราม ทำให้ไทยอีนิวส์ต้องใช้เนื้อที่ของเราไปตอบโต้และสวนกลับด้วยสัจจะความจริง(counter attack black propaganda)ชนิดช็อตต่อช็อต มันมาไม้ไหนเราโต้ไปด้วยไม้นั้น เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันของชาวเสื้อแดง และถกแถลงให้ประชาทราบถึงความจริงที่บิดเบือนไม่ได้***


***พวกมันโหมชวนเชื่อว่า ทักษิณให้สัมภาษณ์TIMES ONLINEล้มล้างสถาบันฯ เราโต้ด้วยความจริงว่า ทักษิณไม่ได้พูดหมิ่นซักคำ โดยถอดเทปคำต่อคำมาลงให้ดู แถมพบว่าทักษิณพูดยกย่องเชิดชูสถาบันแบบไม่ขาดปากอีกต่างหาก***

***พวกมันบอกว่าทักษิณชั่วมีให้สัมภาษณ์ล้มล้างแน่ๆ เรานำบทบรรณาธิการTIMESที่เขาเขียนลงให้ดูชัดๆจะๆการันตีว่าทักษิณไม่หมิ่นซักคำแถมพูดเชิดชูคตลอดมาลงประกบ พวกมันแถไปอีกว่าทักษิณไม่ได้หมิ่นก็จริง แต่การพูดให้สัมภาษณ์เรื่องสืบราชสันตติวงศ์ เป็นการทำร้ายความรู้สึกทำร้ายจิตใจของคนไทยทั้งประเทศ เรางัดหลักฐานที่อภิสิทธิ์เคยพูดให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบลูมเบิร์กเรื่องสืบราชสันตติวงศ์ แถมบลูมเบิร์กพาดหัวข่าวเสียวไส้ และเขียนตอนท้ายๆข่าวหนักหนากว่าที่แม้วให้สัมภาษณ์TIMESอีกมาลงให้ดู และตั้งคำถามว่า แล้วทีตอนอภิสิทธิ์พูดทำไมพวกมึงเงียบเป็นเป่าสาก พอแม้วพูดทำไมพวกมึงรุมกันกระทืบจมธรณี***

***พวกมันบอกว่าทักษิณขายชาติทรยศชาติเพราะไปเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลเขมร เราแฉให้เห็นว่าพวกนี้มันเป็นเครือข่ายองค์กรซ่อนเงื่อนทำงานเข้าขารับลูกส่งลูกกันยังไง เริ่มจาก40สว.ลากตั้งสมุนอำมาตย์ชง แก๊งโจรก่อการร้ายหนีหมายจับคดียึดสนามบินขยายผล เอแบคโพลล์ที่ผู้อำนวยการเข้าไปซุกอภิสิทธิ์ในทำเนียบเป็นอาจิณขยายวงกว้าง สื่อกระแสหลักทาสน้ำเงินสมุนบริวารเปรมรุมกระทืบ นักวิชาการขาประจำตอกฝาโลง ประธานหอการค้าไทยนอมินีของอำมาตย์แถเข้าข้างนโยบายคลั่งชาติเพราะอะไร...เราแฉให้หมดเปลือกว่าแต่ละตัว แต่ละองค์กรมันมีที่ไปที่มาอย่างไร ชนิดถอดกางเกงในให้ดูว่าพวกมันคือองค์กรมืดที่มีวาระซ่อนเร้น มีhidden agendaในการเป็นสมุนช่วงใช้อำมาตย์ ทำลายฝ่ายประชาธิปไตยอย่างไร...***

***สรุปว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเจอ"งานเข้า"หนักหนาสาหัสมากสัปดาห์หนึ่ง เราหวังพึ่งใครไม่ได้เลย โดยเฉพาะสื่อกระแสหลัก เราหวังพึ่งได้แต่ท่านผู้อ่านของเรา ได้โปรดนำสัจจะความจริงที่เรานำเสนอทุกช็อต ทั้งตั้งรับ-ตีโต้-รุกกลับนำไปขยายผลเถิดครับ(ดูตรงมุมขวามือข่าวยอดนิยมนะครับ ท่านหยิบไปใช้ได้ทุกข่าวเพื่อขยายผลให้มากที่สุด) มีแรงเท่าไหร่ทำไปเท่านั้น ไม่ขอกันกินมากกว่านี้ ใครมีอีเมล์ส่งฟอร์เวิร์ดเมล์ ใครมีเวบไซต์มีเวบบอร์ดนำไปลงให้มากที่สุด ใครมีสื่อวิทยุชุมชน มีทีวีออนไลน์นำไปขยายวงกว้าง ใครมีตังค์พิมพ์ออกมาเป็นกระดาษส่งจดหมายจ่ายแจก-ทำ ใครมีปากใครมีแรง ใครมีโทรศัพท์-โทร ให้พูดปากต่อปาก...นั่งเฉยๆแล้วบอกว่า"ขอให้กำลังใจนะ"อย่างเดียวคงไม่พอ***

***ทุกท่านอย่าท้อแท้ครับว่าเราสู้กับใคร สู้กับองค์กรซ่อนเงื่อนที่มันบิดเบือนอย่างไร สู้กับสื่อใหญ่ขนาดไหน ทุกท่านครับจงตระหนักความจริงข้อหนึ่งว่า พวกมันอยู่กับความโป้ปดมดเท็จ อยู่กับความอิจฉาริษยา กระทำการลงไปเพราะมีวาระซ่อนเร้นแอบแฝงด้วยผลประโยชน์ทางตรงทางอ้อม...แต่พวกเราอยู่กับสัจจะ อยู่กับความจริง อยู่กับความเป็นธรรม อยู่ฝ่ายประชาธิปไตย อยู่กับมหาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ อยู่ในโลกที่มีค่านิยมเป็นประชาธิปไตย...พวกเราคือฝ่ายธรรมะ พวกมันคืออสัตย์อธรรม เราจะพ่ายแพ้ลงได้อย่างไร พวกมันจะมีชัยชนะได้ยั่งยืนแค่ไหน?!***

***ลงมือกันเถิดครับ เหมือนชาวจีนโบราณต่อสู้ผู้ปกครองทรราชขนาดส่งจดหมายลับๆผ่านขนม ผ่านติ้วไม้ไผ่เล็กๆ ผ่านสื่อโบราณอย่างนกพิราบ พวกเขาก็ทำมาแล้ว ตอนนี้โลกที่เปิดกว้าง โลกออนไลน์ที่ปิดกั้นกี่หมื่นกี่แสนเวบไซต์ยังไง ก็เป็นเหมือนตายสิบเกิดแสน แบนแสนเวบเกิดล้าน ปิดกั้นล้าน ทะลักหลายสิบล้าน พวกมันจะเอาอะไรมาชนะพละพลานุภาพแห่งสัจจะมหาชนคนรักชาติรักประชาธิปไตยอย่างพวกเราได้...ลงมือเลยครับ อย่างมากท่านก็เหนื่อยพอๆกับเราชาวไทยอีนิวส์แค่นั้นเอง***

***สังคมข่าวดีๆของชาวเสื้อแดงกันมั่งครับ วันนี้มีทั้งสังคมข่าวในไทยและทั่วโลกตามเคย คุณปิกกี้ RED IN JAPANแจ้งข่าวด่วนๆมา RED IN JAPAN ขอเรียนเชิญพี่น้องชาวไทยผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยในญี่ปุ่นร่วมงาน รวมพลังรักชาติ ขับไล่อำมาตยา ในวันอาทิตย์ที่15 พฤศจิกายน 2552งานเริ่มเวลาเวลา11.00น.ร้านอาหาร ต้มยำกุ้ง ใกล้ Shimodate Station ที่จังหวัด อิบารากิ ประเทศญี่ปุ่น มีรถรอรับจากสถานี เจ้าภาพ เชิญ วิทยากรผู้มีประสบการณ์มาให้ความรู้แก่พี่น้องเสื้อแดงที่ญี่ปุ่น พี่น้องที่มาในงานได้ความรู้ทางประชาธิปไตยกลับไปแน่นอน สอบถามรายละเอียดงานได้ที่แกนนำ กลุ่มอิบารากิ คุณ ไชยา 090-4744-8308***

***กลุ่ม RED THAI JAPAN อิบารากิ เป็นกลุ่มทางการเมืองในประเทศญี่ปุ่นที่ สนับสนุน พตท.ทักษิณ ชินวัตร ให้กลับมามาดำรงค์ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อกลับมาบริหารประเทศ ได้จัดงาน รวมพลัง ประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการอำมาตย์***

***วัตถุประสงค์ในการจัดงาน เพื่อให้พี่น้องไทยในต่างแดนได้พบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ พี่น้องเราบางคนได้มีโอกาศไปร่วมชุมนุมที่ประเทศไทย จึงถือโอกาสแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดความรู้สึกทางการเมืองที่ได้มีโอกาศเป็นส่วนหนึ่งของการชุมนุมที่อิมแพคเมืองทองธานี และราชมังคลาหัวหมาก กลุ่มRED THAI JAPAN ได้จัดวิทยากรผู้มีคุณวุฒิ มาถ่ายทอดความรู้ทาง ประชาธิปไตย ให้พี่น้องไทยในต่างแดน และจัดเสวนา ประชาธิปไตยกับอำมาตย์ และเพื่อสร้างความสามัคคี กลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกัน จึงขอเรียนเชิญพี่น้องผู้มีอุดมการณ์ เข้าร่วมงานในครั้งนี้***

***กำหนดการวันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2552

11.00 น. ลงทะเบียน เข้างาน ร่วมเขียน Diary red ข้อความเพื่อเป็นกำลังใจ ถึง นายกในดวงใจของพวกเรา คุณ ทักษิณ ชินวัตร
12.00 น. รับประทานอาหารเที่ยงร่วมกัน
ร่วมถ่ายรูป RED THAI JAPAN กลุ่ม อิบารากิ
13.00 น. เจ้าภาพงาน โดยคุณไชยา คุณ สมพิศ(พี่นัท) คุณเปิ้ล กล่าวเปิดงาน
13.30 น. เสวนา อำมาตยากับประชาธิปไตย โดยคุณ ไชยา
14.00 น. วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ถ่ายทอดความรู้แก่พี่น้อง
15.00 น. พี่น้องแสดงความคิดเห็น การเมืองไทย กับ อำมาตย์ RED THAI JAPAN กลุ่มอิบารากิ จึงขอเรียนเชิญพี่น้องไทยใจสีแดง เข้าร่วมงานเพื่อเป็นส่วนหนึ่ง ในการสร้างพลังมวลชนให้เข้มแข็งต่อไป
ติดต่อขอทราบรายละเอียดที่ คุณ ไชยา 090-4744-8308 , คุณ สมพิศ 080-5931-8500 คุณเปิ้ล เจ้าภาพฝากบอกอาหารไทยอร่อยๆ กับการเมืองเข้มข้นรออยู่ สถานที่จัดงานร้านต้มยำกุ้ง อิบารากิ ไกล้สถานีรถไฟShimodate มีรถรอรับจากสถานีจ้า***

***คุณเล็ก ซิดนีย์ แห่งแดงไทยออสเตรเลียแจ้งข่าวถึง กรรมการ สมาชิก และเพื่อนๆผู้รักในอุดมการณ์ประชาธิปไตยชาวไทยในออสเตรเลียทุกคน กลุ่มพลังประชาธิปไตยไทย ในออสเตรเลียจะจัดให้มีการเสวนาประชาธิปไตย ในวันที่ 22 พฤศจิกานี้ ณ ร้านอาหาร Suan I-San เลขที่ 1-4/408 King St. NEWTOWN, NSW โดยจะมีท่านนายกทักษิณ โฟนอิน และนำการเสวนา โดยดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีคลัง จึงขอเชิญชวนทุกๆท่านชาวไทยในออสเตรเลียเข้ามาร่วมโดยพร้อมเพียงกัน รายละเอียดเพิ่มเติมที่อีเมล์ thairedaustralia@hotmail.com Phone: 0421 115 272 การเข้าร่วมงานไม่มีค่าใช้จ่าย อาหารและสถานที่ อภินันทนาการโดย คุณ เยาว์.....เจ้าของร้านอาหาร Suan I-San โทร 95576722***

***
กำหนดการ

14.00 -15.00 น ลงทะเบียน

15.00 -15.15 น กล่าวต้อนรับและเปิดงานเสวนา

15.15 -18.30 น เสวนา เรื่อง ปัญหาการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย จากมุมมอง

ด้านเศรษฐกิจและการเมือง

หัวข้อที่ 1 อะไรคือวิกฤตปัญหาแท้จริงของประเทศไทย

หัวข้อที่ 2 เราจะมีประชาธิปไตยสมบูรณ์ได้อย่างไร

หัวข้อที่ 3 ประชาชนจะมีบทบาท ปกป้องรักษาประชาธิปไตยอย่างไร

วิทยากร รศ. ดร สุชาติ ธาดาธำรงเวช ( อดีต รมต คลัง )และคณะ

18.30 -19.30 น ร่วมรับประทานอาหารเย็น

19.30 - น ท่านนายก ทักษิณ Phone In

ปิดการเสวนา จบท่านนายก ทักษิณ Phone In

ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม หรือต้องการลงทะเบียนตอบเข้าร่วม ติดต่อได้ตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ครับ อ้าว!แดงไทยในออสเตรเลียสู้ๆ***

***คุณทิฟฟี่สีแดงแห่งRed in USA แจ้งข่าวมาขอเชิญร่วมงาน ร้องเล่น...เต้นรำ.. ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ณ ศูนย์อาหาร Thailand Plaza บนถนน Hollywood.... ในวันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม 2009 ตั้งแต่เวลาเที่ยงวัน เป็นต้นไป..... วงดนตรี RedNews Band พร้อมนักร้องหญิงมากมาย..ประกวดรำวงย้อนยุคกระทบไหล่ ส.ส. วิสาระดี, ส.ส. ปาริชาติ..และ ประธานกรรมาธิการทหาร สมชาย เพศประเสริฐ....ประกวดร้องเพลง...ประกวดขวัญใจหนุ่ม-สาวชาวเสื้อแดง .... บัตรราคา 15 เหรียญ... ไม่รวมอาหารและเครื่องดื่ม...สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณสนั่น 323-286-8722 คุณเนตร 562-739-5652 คุณเบญจะ 310-516-7671 ส่วนเขต San Diego ติดต่อคุณนิดหน่อย 619-297-4497 งานนี้อาจมี surprise !!!!!!!!***

***ส่วนเสื้อแดงไทยวันนี้ไปเจอกันคอนเสิร์ตมิตรร่วมรบที่เขาใหญ่โดยพร้อมเพียงกัน กำหนดการหาอ่านได้ในบอร์ดประชาไท หรือติดตามทางพีเพิลแชนัล ใครจะนัดหมายใครไปอย่างไรก็ตามสะดวก พวกเรางานนี้มีเฮ ได้ทุนไว้ล้มอำมาตย์ชาติชั่วไปในตัว ส่วนพวกกระบือเหลืองที่ไปสนามหลวงพรุ่งนี้ ปล่อยๆพวกมันตามเวรตามกรรมเถิด ข่าวว่าจะมาเป็นแสน(สาหัส)เพราะพรรคเก่าแก่ไม่ยอมขนคนมาร่วมอย่างเคย***

***อาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ฝากข่าวมา วันอาทิตย์15พ.ย.นี้เวลา 9.00น.พบกันที่โรงแรม Century park (022467800) สามเหลี่ยมดินแดงใกล้อนุสาวรีย์ชัยฯ (เดิน 7 นาที) นะครับ งานนี้มีวิทยากรชาวบ้านจากหลายภาคที่เคยถูกอำนาจรัฐละเมิดสิทธิ์โดยกฎหมายด้านความมั่นคงหรือเคยถูกซ้อมทรมาณมาเล่าประสบการณ์โดยตรงพร้อมข้อคิดเห็นจากวิทยากรผู้สนใจประเด็นซึ่งรวมถึงตัวท่านด้วย***

*** iLAW.or.th ขอเชิญทุกท่านมาร่วมเวทีผลักดันกฏหมายภาคประชาชน เวทีแรก เพื่อพิจารณายกเลิกกฎหมายด้านความมั่นคงทั้งหลายที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและให้อำนาจมากเกินไปแก่ผู้ครองอำนาจรัฐ พร้อมผลักดันกฎหมายเอาผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ซ้อมทรมาณประชาชนและคัดค้านการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสันติ***

***กำหนดการรายละเอียด iLaw (โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน) ร่วมกับองค์กรภาคี จะจัดสัมมนาโต๊ะกลมเรื่อง "อำนาจประชาชนพิชิตอำนาจรัฐ" ดำเนินรายการโดย จอน อึ๊งภากรณ์ ในวันที่ ๑๕ พ.ย. ๕๒ เวลา ๘.๓๐ - ๑๓.๐๐ น.ณ ห้องสุโขทัย ชั้น ๒ โรงแรมเซ็นจูรี ปาร์ค ถ.ราชปรารภ จึงขอเรียนเชิญทุกท่านร่วมงาน

ท่านสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม และลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ http://ilaw.or.th/ilaw-seminar (ไม่ลงทะเบียนก็มาร่วมงานได้ ระบบลงทะเบียนมีไว้เพื่อความสะดวกในการวางแผนสำรองที่และจัดเตรียมอาหารเท่านั้น)

กำหนดการสัมมนา “อำนาจประชาชนพิชิตอำนาจรัฐ”
ขอเชิญร่วมพิจารณากฎหมายประชาชนเพื่อขจัดอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม ว่าด้วยการใช้อำนาจพิเศษด้านความมั่นคง การซ้อมทรมาน
และ การจัดการการชุมนุมในสถานการณ์ความขัดแย้ง วันที่ 15 พฤศจิกายน 2552 เวลา 8.30 – 13.00 น.ณ ห้องสุโขทัย ชั้น 2 โรงแรมเซ็นจูรี่ปาร์ค ถ.ราชปรารภ

กำหนดการ
08.30 – 09.00 น. ลงทะเบียน
09.00 – 12.00 น. เสวนาเรื่อง อำนาจประชาชนพิชิตอำนาจรัฐ
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน


ประเด็นที่หนึ่ง ว่าด้วย “การยกเลิกกฎหมายด้านความมั่นคง”

เปิดประเด็นเสวนา โดย ตัวแทนประชาชนจากพื้นที่ภาคใต้, ประทับจิต นีละไพจิตร คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ, ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักรัฐศาสตร์, ตัวแทนจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

ประเด็นที่สอง ว่าด้วย “การหยุดยั้งการซ้อมทรมาน”

เปิดประเด็นเสวนาโดย ศ.นพ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ กรรมการที่ปรึกษาศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อังคณา นีละไพจิตร คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ และตัวแทนจากเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

ประเด็นที่สาม ว่าด้วย “เสรีภาพการชุมนุม”

เปิดประเด็นการเสวนาโดย จิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัพม์, ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,เพ็ญวดี แสงจันทร์ นักกฎหมายจากมูลนิธิดวงประทีป, ไพโรจน์ พลเพชร ประธาน กป.อพช.

ดำเนินรายการโดย จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการ iLaw
หมายเหตุ : มีการถ่ายทอดสดบนเว็บไซต์ ilaw.or.th ให้บุคคลทั่วไปมีส่วนร่วมผ่านทางออนไลน์


ร่วมจัดโดย:iLaw / คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ / เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน / มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม / สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน***

***กิจกรรมของคนเสื้อแดงที่เชียงใหม่ เดือนพฤศจิกายน ( งานชุมยิ่งกว่างานกฐินผ้าป่าฯ ) ให้แปะไว้ข้างฝาด้วย เดี๋ยวงงเพราะขยันกันได้ใจจริงๆ

14 พฤศจิกายน 2552
เวทีคนเสื้อแดง เวียงกุมกาม อำเภอสารภี
ใจประสานใจ ร่วมสร้างประชาธิปไตย เพื่อประชาชน
18.00 น. เป็นต้นไป พบกับ อ.สุนัย , อ.สุรชัย , อ.ธเนศวร์
ณ.ร้านลาบปลาเพี้ย หน้าโกลบอล เวียงกุมกาม
มีลาบปลา ลาบหมู ลาบควาย แก๋งอ่อม เครื่องดื่มพร้อมมิกเซอร์
โต๊ะละ 500 บาท 5 ท่าน (กิ๋นลาบฟังการเมืองหัวละร้อย)
จัดโดย กลุ่มเวียงกุมกามรักประชาธิปไตย (ป้าแดง 089 - 9526886)

21 พฤศจิกายน 2552
เวทีคนเสื้อแดงบ้านกาด อำเภอแม่วาง
17.00 น. เป็นต้นไป ชมคอนเสิร์ตอริสมันต์
และพบกับ อ.สุนัย , อ.สุรชัย , อ.ธเนศวร์
จัดโดย กลุ่มแม่วางรักประชาธิปไตย (หาทุนทรัพย์ตั้งสถานีวิทยุ)

22 พฤศจิกายน 2552
เวทีคนเสื้อแดง อำเภอฮอด
17.00 น. เป็นต้นไป พบกับ อ.สุนัย , อ.สุรชัย , อ.ธเนศวร์
จัดโดย กลุ่มฮอดรักประชาธิปไตย ***


***ข้อมูลข่าวสารดีๆ อันนี้ฟรีของอดีตนายกฯทักษิณ สมัครได้โดยพิมพ์ TS แล้วส่งไปที่ 426425 (ต้องเสียค่าสม้ครเพื่อรับข่าวสารครั้งแรกครั้งเดียว เพียง 3 บาทเท่านั้น ที่เหลือฟรีตลอดงาน)***

***ส่วนอันนี้TPnews โดยทีมข่าวชาวเสื้อแดง รายงานข่าวชาวเสื้อแดงเป็นหลัก มีสารพัดข่าว การเมือง เศราฐกิจ สังคม รวมฮิตกิจกรรมชาวเสื้อแดง รู้ลึกรู้ไวก่อนใคร รวมทั้งข่าวหุ้น แต่ไม่ปล่อยข่าวทุบหุ้น นอกจากจะได้ข้อมูลข่าวสารดีๆยังได้สนับสนุนกิจกรรมของฝ่ายประชาธิปไตย สมัครง่ายๆแค่พิมพ์PNส่งไปที่4552146เดือนละไม่กี่ตังค์ แต่ให้พลังใจคนทำงานเพื่อพวกเราชาวเสื้อแดง***

***แจ้งอีกหน่อยย้ำๆมายังแฟนๆไทยอีนิวส์ มิตรรักนักรบทั้งหลาย ท่านนักเขียน คอลัมนิสต์ทั้งขาประจำขาจร ท่านแกนนำกลุ่มต่างๆทั้งในไทยและทุกมุมโลก เราได้ยกเลิกอีเมล์เก่าเปลี่ยนอีเมล์ใหม่สำหรับการติดต่อประสานงาน ส่งข่าวส่งบทความเป็นอีเมล์อันนี้thaienews99@googlegroups.com ขอความกรุณาให้ท่านทั้งหลายติดต่อมาใหม่ที่เบอร์นี้ กราบขออภัยในความไม่สะดวก***

ทั่วโลกสงสัย ไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย จริงหรือ ?

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ หมัดเหล็ก
ที่มา เวบไซต์ ไทยรัฐ
14 พฤศจิกายน 2553

การชุมนุมของพันธมิตรฯในวันพรุ่งนี้ มีสองนัยสำคัญ ประท้วงกัมพูชา แสดงความรักชาติ และต่อต้านทักษิณ ก็เผอิญสอดคล้อง เป็นแนวทางเดียวกับรัฐบาล ที่มีจุดยืนเรื่องนี้ร่วมกันมาตั้งนานแล้ว

ใครว่าพรรคการเมืองใหม่กับพรรคประชาธิปัตย์ขัดคอกัน น่าจะเป็นภาพลวงตามากกว่า

ก็เลยมีการจับตาว่า รัฐบาลจะกระเหี้ยนกระหือรือรับมือคนเสื้อเหลืองอย่างไร รัฐบาลตำรวจก็เนือยๆ รอให้มีเหตุการณ์ร้ายแรงก่อนค่อยประกาศกฎหมายฉุกเฉิน ต่างจากตอนเสื้อแดงชุมนุมเป็นหน้ามือกับหลังมือ

ตรงนี้กระมัง ที่ทำให้เกิดความข้องใจว่า รัฐบาลนี้เป็นนิติรัฐหรือไม่ มีมาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมายอย่างไร เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนขึ้นทุกวัน

ก็อย่างที่บอก ลองไปอ่านบทสัมภาษณ์ของฮุน เซนดู ยิ่งกว่าฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯและรัฐบาลซะอีก รู้ลึกรู้จริงรู้ว่า คนไทยใส่เสื้อกี่สี รู้ถึงที่มาที่ไปของรัฐบาลชุดนี้ด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้น การแสดงออกของนายกฯกัมพูชา จึงค่อนข้างที่จะเสียดสี นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาลชุดนี้โดยเฉพาะ ไม่แตะต้องคนไทย ไม่แตะต้องสถาบัน

อะไรที่ไม่โปร่งใสก็ไม่โปร่งใส วันยังค่ำ นักโทษการเมืองที่หนีคดีไปอยู่กัมพูชาก็หลายคน รัฐบาลไม่เคยแม้แต่จะคิดที่จะขอตัวคนเหล่านี้มาลงโทษ แต่ถ้าเป็นทักษิณ ต้องทุบ เลยเป็นที่คาใจ

ปิดสนามบิน ยึดทำเนียบ ไม่มีประเทศไหนในโลกเขาทำกัน มีแต่บ้านเรา ที่สำคัญก็คือ ทำแล้วยังลอยนวลอยู่ได้ ลอยนวลก็ไม่เท่าไหร่ ยังได้รับการสมนาบุญคุณอีกเพียบ ยังได้ปูนบำเหน็จเป็นรัฐมนตรี สุดจะบรรยาย

หลายประเทศจับตาอยู่กับการเมืองในบ้านเรา เพียงแต่ไม่แสดงออก เนื่องจากรักษามรรยาทสากลเอาไว้

ที่เขาสงสัยก็คือ เราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยจริงหรือ

ผู้นำต่างประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ผ่านมา รัฐบาลน่าจะรู้ อยู่เต็มอกว่า เป็นเพราะอะไร ไม่อยากเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน เพียงเขาต้องการรักษาหน้าประเทศเจ้าภาพ และไม่อยากให้มองว่า กลุ่มประเทศอาเซียนแตกแยก

การตัดสินใจบางอย่างของรัฐบาลดูจะเด็กเกินไป ใช้อารมณ์ เกินไป อ่านบทสัมภาษณ์ คุณสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รมว.ต่างประเทศ แล้วจะเห็นว่า มุมมองระหว่างมืออาชีพกับมือใหม่ต่างกันอย่างไร

การทบทวน MOU ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะหมายถึงผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ มีมาตรการอื่นตั้งเยอะ แค่พื้นที่ทับซ้อนตามไหล่ทวีป แบ่งเป็น 3 โซน ฝั่งไทยตรงกลาง และฝั่งกัมพูชา

ฝั่งไทยมีน้ำมันน้อยที่สุด ตรงกลางมีน้ำมันพอสมควร ฝั่งกัมพูชามีน้ำมันมากที่สุด โดยรวมก็คือ ฝั่งเราประเทศเราได้ร้อยละ 60 ตรงกลางคนละครึ่ง ฝั่งกัมพูชา ประเทศกัมพูชาได้ร้อยละ 60 เราได้ 40

ถ้ายกเลิก กัมพูชาก็คงไม่เดือดร้อน คนที่เดือดร้อนน่าจะเป็นเราต่างหาก

เกมการเมืองที่เล่นกันเกินจริง เอะอะก็รักชาติ ยังมามั่วดึงสถาบัน ดึงประเทศ ดึงประชาชนไปร่วมขบวนการรักชาติอยู่คนเดียวด้วย.

สามปีครึ่งแล้วที่ปล้นประชาธิปไตยไป แต่เอาทักษิณไม่ลง คุณยังจะเดินหน้าต่อไปทำไม ?

ที่มา Thai E-News

โดย คุณมีดบินลี้น้อย
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
14 พฤศจิกายน 2552

สามปีครึ่ง หลังจากที่มีขบวนการล้มนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนรักทั้งแผ่นดิน ชนะการเลือกตั้งทุกสมัย

ไม่ว่า ใครจะมาเป็น กกต. จะโกงเลือกตั้งแบบไหน ถึงขนาดพิมพ์บัตรเกิน ทุจริตจากการเลือกตั้งล่วงหน้า ก็ชนะชายแท้ ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร จะมียศพันตำรวจโทหรือไม่ ไม่ได้สักครั้งเดียว

ปชป. แพ้มาตลอด แพ้ขนาดต้องให้พลเอกอนุพงศ์มาช่วยขู่สลายพลังประชาชน จัดตั้งรัฐบาลกันในค่ายทหารภายใต้กระบอกปืน

แต่ถึงยังไงประชาชนก็ไม่นิยมเท่าทักษิณ ชินวัตร และพลพรรคของเขา มวลชนแดงจึงมีมากกว่าคนกลุ่มน้อยเสื้อเหลืองอย่างเทียบกันไม่ได้

นักสู้แดงล้วนผ่านการเป็น สส. ประชาชนเลือกมา แต่หัวหน้าเหลืองลงสมัครจริง แต่ก็ไม่เคยสอบผ่านสักคน

การชุมนุมเสื้อแดงจึงมีผู้คนมากกว่าอย่างน้อยถึงหกเท่า ทั้งที่ทักษิณไม่มีมาเฟียสื่อ ไม่มีทหาร และกลุ่มอำนาจมืดหนุน มีแต่ผลงานที่ประทับใจประชาชนตลอดกาล

นักยุทธศาสตร์เอง ถ้าทำความผิดถึงสามปีครึ่งชนะไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนแผน หรือหันมาใช้การเจรจาหาทางออก

แต่นี่นักยุทธศาสตร์เป็นคนแก่หง่อม คิดอะไรจึงเป็นเหมือนไม้แก่ดัดยาก ยอมเดินทางผิดต่อไป

ทำไปทำไม ทั้งที่รู้ว่า เหลือง และอำมาตย์ ก็ต้องแพ้วันยังค่ำ

พวกคุณมีความเป็นคนไทยหรือไม่ หรือเป็นโจรพม่าปล้นกรุงศรีกลับชาติมาเกิด ?

แล้วคิดดีแล้วหรือที่จะร่วมกับสื่อทีวี และสื่อกระแสหลัก สร้างลัทธินีโอนาซีขึ้นมาใช้ปลุกระดมในประเทศไทย ในเมื่อกองทัพไทยไม่ใช่กองทัพของไรซ์ที่สาม

ยกเว้นเพียงอย่างเดียวที่เราเหมือนนาซีคือ แนวคิดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับท่านผู้นำ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แทบจะลอกกันมายังกะแกะ

เราจะเอาชาติ หรือเอานายอภิสิทธิ์ ไว้ก่อสงครามประชาชาติ

ระวังศาลอาญาระหว่างประเทศไว้ ใครก็ช่วยคุณไม่ได้ ?

ลัทธิคลั่งชาติของอำมาตย์ไทย

ที่มา Thai E-News



โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ ผมเป็นข้าราษฎร จากนสพ.ไทยเรดนิวส์ ฉบับที่ 24

คำที่ขึ้นมาแทนที่ในตอนนั้นคือ ลัทธิคลั่งชาติ หรือ patriotism ในขณะที่ลัทธิชาตินิยมคือรักชาติของตนอย่างสงบ เคารพในกฎหมายของตนและของสากล ลัทธิคลั่งชาติกลับเป็นความรักชาติอย่างพลุ่งพล่าน กระหายเลือด ก้าวร้าว ดิบ และมักจะจบลงด้วยความรุนแรงในรูปใดรูปหนึ่งโดยเฉพาะสงคราม พูดได้อีกอย่างหนึ่งว่า ชาตินิยม คือ นักเลง แต่ คลั่งชาติ คือ อันธพาล


พี่น้องชาวไทยผู้รักชาติบ้านเมืองครับ

ขอท่านได้โปรดทราบว่า ความรักชาติ กับ ความคลั่งชาติ เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ก่อนที่อะไรมันจะสายเกินไปสำหรับฝ่ายประชาธิปไตย หากเราไม่ระวังจะเผลอตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายอำมาตย์ที่ใช้เรื่องนี้สร้างความชอบธรรมให้กับตนเองมาช้านานได้

กรณีความขัดแย้งล่าสุดกับกัมพูชา ซึ่งเริ่มจากเสียงคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารให้เป็นมรดกโลก มาสู่การเคลื่อนกำลังทหารประชิดชายแดนสองข้าง การปฏิบัติการวางกับระเบิดไว้ใกล้ชายแดนของนายพลตรีนายหนึ่งโดยหวังให้เป็นชนวนก่อเหตุ การฆ่าฟันชาวบ้านของแต่ละฝ่ายแบบตีวัวกระทบคราด การให้สัมภาษณ์ตอบโต้กันอย่างรุนแรง การฉีกหน้ารัฐบาลไทยในการประชุมอาเซียนที่หัวหิน การประกาศรับรองสถานภาพทางการเมืองของ ดร.ทักษิณ ชินวัตรและคำปฏิเสธเด็ดขาดที่จะไม่ส่งตัวกลับเมืองไทยเพื่อดำเนินคดี

จนกระทั่งถึงการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีไทยผู้ถูกรัฐประหารให้เป็นที่ปรึกษาแห่งราชอาณาจักรและเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ตามมาด้วยการเรียกเอกอัครราชทูตของแต่ละฝ่ายกลับประเทศอย่างคนโกรธกัน

ล้วนเป็นเรื่องที่ชวนให้เกิดอารมณ์อ่อนไหวในระดับประชาชนทั้งสิ้น

อันตรายอยู่ตรงนี้เอง ก็ขนาดมวลชนเสื้อแดงที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรในบ้านเมืองนี้ และรู้ถึงขนาดว่าใครหลอกใช้ประชาชนชาวไทยมาตลอด ก็ยังรู้สึกเลือดเดือดไปกับเขาด้วย เพราะพื้นฐานคนไทยไม่ว่าจะสีใดล้วนมีความรักชาติบ้านเมืองยิ่งนัก

ถือเป็นคุณธรรมอย่างไทยโดยแท้

ปัญหาคือฝ่ายอำมาตย์เขาก็เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดีเช่นกัน และเขากำลังเข้ากอบโกยประโยชน์จากอารมณ์สาธารณะในเรื่องนี้มากกว่าที่ฝ่ายประชาธิปไตยจะทันคิดถึง

นั่นคือการเร้ากระแสเลือดรักชาติของคนไทยให้ต่อต้านกัมพูชาโดยไม่ให้เวลาหยุดคิดว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจากอะไรกันแน่

ฝ่ายประชาธิปไตยของเราบางส่วน ก็พร้อมใจจะถูกเร้าและอยากร่วมประณามกัมพูชาไปกับฝ่ายสีเหลืองเขาเหมือนกัน เพราะคุณธรรมประจำใจอย่างที่ว่ามานี้ ต้องไม่ลืมว่าเหตุมวลชนคนเสื้อแดงออกมาเหน็ดเหนื่อยต่อสู้ทางการเมืองมาจนบัดนี้ ก็เพราะจิตใจดี อยากเห็นบ้านเมืองก้าวหน้าและยุติธรรม

ฝ่ายอำมาตย์เขาก็เอานิสัยและจิตใจที่ดีนี่แหละ มายั่วเย้าให้คนเสื้อแดงสับสนกันในขณะนี้

ผมจะไม่ลงรายละเอียดตรงนี้ล่ะครับว่าใครถูกใครผิดระหว่างไทยกับกัมพูชา มาใช้เวลาอันมีค่าของฝ่ายประชาธิปไตยพูดถึงเล่ห์กระเท่ของฝ่ายอำมาตย์โดยตรงดีกว่า

เรื่องนี้วิชารัฐศาสตร์สอนต่อๆ กันมานาน เพราะโลกเรียนรู้จากประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดของตัวเองว่า ความเป็นชาติที่ทำให้เกิดลัทธิชาตินิยม และบางครั้งก็ล้นไปเป็นลัทธิคลั่งชาติ คือสาเหตุอันดับหนึ่งของสงครามระหว่างชาติ รวมทั้งสงครามโลกครั้งที่ ๑ และสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ทำให้พลโลกล้มตายมากที่สุดด้วย

ชาตินิยม หรือ nationalism คือลัทธิที่มาพร้อมกับความเป็นชาติ ความเป็นชาติเกิดขึ้นเพราะมีสิ่งที่เรียกว่า รัฐสมัยใหม่ (modern states) เกิดขึ้นในโลก เป็นยุคต่อจากสมัยที่โลกรู้จักแต่รัฐโบราณ เช่น ไอยคุปต์ โรมัน กรีก ขอม เป็นต้น และนิยมใช้คำว่า จักรวรรดิ แทนคำว่า รัฐ ด้วยซ้ำ

ความรู้สึกที่มาพร้อมกับความเป็นรัฐคือการมองไปรอบตัวแล้วรู้สึกผูกพันกับคนในชาติเพราะมีวัฒนธรรมเดียวกันหรือคล้ายกัน จนในที่สุดก็กลายเป็นพวกเป็นพ้อง รักใคร่ใกล้ชิดอย่างที่พูดว่าสายเลือดเดียวกัน เมื่อรัฐของตนประสบภัยคุกคามจากรัฐภายนอก ก็จะรวมตัวกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและเข้าปกป้องสิ่งที่เรียกกันในภายหลังว่า เอกราช และ อำนาจอธิปไตย ของรัฐตน


ผู้นำก็ได้ประโยชน์ทางการเมืองจากลัทธินี้ เพราะเร้ากระแสขึ้นเมื่อใด ความนิยมจากประชาชนก็มักเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว จนผู้นำหลายคนใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าสู่อำนาจและรักษาอำนาจของตน

ตัวอย่างที่ชัดเจนของโลกคือเผด็จการนาซีภายใต้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่ใช้ความนิยมชาติเยอรมันตลอดจนเชื้อชาติอารยันจนก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุดถึงขนาดประกาศสงครามกับโลกได้

เมื่อชาตินิยมกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของผู้นำ ความรู้สึกดีๆ มักแปรเปลี่ยนไปเป็นความก้าวร้าวรุนแรงชนิดที่อยากจะฆ่าฟันและทำลายล้างทุกประเทศหรือทุกคนที่ถือว่าเป็น “ศัตรู”

คำที่ขึ้นมาแทนที่ในตอนนั้นคือ ลัทธิคลั่งชาติ หรือ patriotism

ในขณะที่ลัทธิชาตินิยมคือรักชาติของตนอย่างสงบ เคารพในกฎหมายของตนและของสากล

ลัทธิคลั่งชาติกลับเป็นความรักชาติอย่างพลุ่งพล่าน กระหายเลือด ก้าวร้าว ดิบ และมักจะจบลงด้วยความรุนแรงในรูปใดรูปหนึ่งโดยเฉพาะสงคราม

พูดได้อีกอย่างหนึ่งว่า ชาตินิยม คือ นักเลง แต่ คลั่งชาติ คือ อันธพาล

แตกต่างกันขนาดฟ้ากับเหวครับ

ระบอบอำมาตยาธิปไตยไทยใช้เวลาหลายร้อยปีในการปลูกฝังความคิดเกลียดชังเพื่อนบ้านไว้ในระบบความคิดของเรา พม่าก็ศัตรู ลาวก็ต่ำกว่าน่าดูหมิ่น มาเลเซียก็คอยแข่งขันตีเสมอ และเขมรก็เป็นชาติที่ไว้ใจไม่ได้ จนในที่สุดในทัศนะของอำมาตย์ไทยแล้ว เพื่อนบ้านทั้งสี่ทิศของไทยไม่มีอะไรดีเลย

ประธานอาเซียนที่มีทัศนคติอย่างนี้จะทำหน้าที่ผู้นำของภูมิภาคได้อย่างไรกัน? โชคดีของไทยที่ต่างชาติเขาเริ่มแยกแยะได้ เขารู้แล้วครับว่าปัญหาทั้งหลายไม่ได้เกิดจากคนไทยก่อขึ้น แต่เป็นผู้มีอำนาจเดิมของไทยที่กระหายอำนาจและความเป็นใหญ่คอยจุดชนวนอยู่ เขาจึงถือว่าคนไทยคือมิตร และประเทศไทยกับบ้านเขายังจะร่วมมือพัฒนาประเทศกันในทุกด้านต่อไป

ส่วนศัตรูไม่กี่คนในชนชั้นปกครองของไทยนั้น ก็ว่ากันไปในอีกสารบบหนึ่ง

เพื่อนบ้านชนิดรั้วเดียวกันมีปัญหาได้ทั้งนั้นครับ ไม่เฉพาะในอุษาคเนย์ สหรัฐอเมริกามีปัญหากับเม็กซิโก รัสเซียมีปัญหากับจีน จีนมีปัญหากับอินเดีย เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยของปัญหาสากล แต่จะใช้วิธีการใดแก้ปัญหาต่างหากที่นับเป็นหัวใจของเรื่อง ทุกชาติที่เอ่ยนามมานี้ก็รักชาติ แต่เขาไม่จำเป็นต้องคลั่งชาติเพื่อระงับปัญหาที่ใครๆ เขาก็มีกันได้

ประธานาธิบดีเซเลย่าแห่งฮอนดูรัสผู้ถูกรัฐประหาร บัดนี้เข้ามาในประเทศของตนและขอลี้ภัยอยู่ในสถานเอกอัครราชทูตบราซิลกลางกรุงเตกูสิกัลปา นครหลวงของฮอนดูรัส ห่างจากเงื้อมมือของฝ่ายตรงข้ามเพียงไม่กี่เมตร แต่เข้ามาเอาตัวไม่ได้เพราะหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ก็ไม่ปรากฏว่าแต่ละฝ่ายต้องเร้ากระแสคลั่งชาติเพื่อบรรลุผลทางการเมืองแต่อย่างใด ต่างคนก็ต่างแสดงความรักชาติและต่างคนก็ต่างใช้วิธีการเรียกร้องที่สากลยอมรับ

ประเด็นปราสาทพระวิหารตลอดข้อพิพาทเรื่องดินแดนและอาณาเขตนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่ไทยจะยอมรับง่ายๆ มิได้ แต่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียนก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ไทยไม่ควรละทิ้ง โดยเฉพาะเป็นประธานเขาอยู่อย่างนี้ เราจึงควรรักษาสมดุลด้วยความรักชาติอย่างเหมาะสม ไม่เลยเถิดไปถึงขั้นคลั่งชาติที่ทำให้เรากลายเป็นเด็กในสายตาโลก

ปัญหามีก็แก้ไขไป โอกาสที่ดีก็คว้าไว้และพัฒนาให้ยิ่งขึ้นไป

ครับ คนที่กำลังทำลายชาติไทยในวันนี้คืออำมาตย์ ไม่ใช่ฝ่ายประชาชน.

------------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

Friday, November 13, 2009

นพดลจี้รบ. แจงความจริง คนไทยถูกจับ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_46571

อดีต รมว.ต่างประเทศเรียกร้องรัฐบาล ชี้แจงความจริง ประเด็นคนไทยถูกจับกุมที่กัมพูชา เย้ยรบ.ประสบความสำเร็จสร้างปัญหาซัด "เอเชียไทม์" กุข่าว "ทักษิณ" อยู่เขมรช่วงสงกรานต์

เมื่อวันที่ 13 พ.ย. นายนพดล ปัทมะ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่ทางการกัมพูชาจับกุมตัวพนักงานชายบริษัท CATS ว่า ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงที่แน่นอน แต่เมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นมามันก็น่าคิด คนๆนั้นก็เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจมีความเชื่อมโยงกับรัฐบาล จึงมีความเคลือบแคลงกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะจะนำข้อมูลการบินที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานที่ตัวเองไปทำอะไร มีวัตถุประสงค์อะไร มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มเสื้อเหลืองหรือไม่ รัฐบาลต้องตรวจสอบเรื่องนี้และตอบข้อสงสัยให้ได้ เรื่องการจับกุมเป็นหน้าที่ของทางกระทรวงการต่างประเทศที่จะต้องให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าคนไทยคนนั้นจะเป็นเสื้อสีใดก็ตาม

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวกรณี สำนักข่าวเอเชีย ไทม์ ระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่ประเทศกัมพูชา ช่วงเดือนเม.ย.ช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า บอกได้เลยว่าเรื่องนี้เป็นเท็จ เอเชีย ไทม์ เชื่อถือไม่ได้ ไม่มีคุณภาพความน่าเชื่อถือ ตนยืนยันว่าช่วงเวลาดังกล่าวพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้อยู่ที่ประเทศกัมพูชา หากไปจริงก็ไม่มีเหตุผลที่จะปกปิด และสื่อของกัมพูชาก็ต้องมีการเสนอข่าวออกมาเผยแพร่ แต่ก็ไม่มีข่าวออกมา ตนคิดว่าการที่มีข่าวออกมาจากเอเชียไทม์ เหมือนเป็นการติดโรคจากเอเอสทีวี หรือทั้งสองร่วมมือกัน

ที่ปรึกษากฎหมาย อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อภารกิจในการเดินทางมาประเทศกัมพูชาของพ.ต.ท.ทักษิณเมื่อวันที่ 12 พ.ย. ว่า ทุกคนเห็นชัดเจนว่าพ.ต.ท.ทักษิณมาบรรยายพิเศษด้านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแก่ นักธุรกิจ แก้ปัญหายากจนให้ 4 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สหภาพพม่า และเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้รัฐบาลกัมพูชา ผลที่ออกมามีแต่ได้กับได้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เอาความลับของชาติไทยไปขายตามที่ถูกวิจารณ์ รัฐบาลตื่นตระหนกจนเกินเหตุ พยายามนำประเด็นของพ.ต.ท.ทักษิณไปปลุกกระแสชาตินิยม เพื่อหาคะแนนเสียง ทั้งๆที่ประชาชนส่วนใหญ่คาดหวังให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการทุจริต ตลอดระยะเวลา 10 เดือนที่บริหารประเทศ พบว่ารัฐบาลล้มเหลวในแก้ไขปัญหาภายในประเทศ แต่ประสบความสำเร็จในการสร้างปัญหาระหว่างประเทศ ขณะนี้แม้สหภาพพม่าความสัมพันธ์กับไทยก็เสื่อมทรามลง ล่าสุดสปป.ลาวปฏิเสธความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทยในการจัดแข่งขันกีฬาซีเกมส์ อีกทั้งรัฐบาลชุดนี้อยู่ภายใต้การครอบงำ มีนโยบานชวนทะเลาะเพื่อนบ้านไปทั่ว แตกต่างจากรัฐบาลประชาธิปไตยที่พยายามหามิตรตลอดเวลา

นายนพดล กล่าวด้วยว่า วันนี้ทหาร ข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศ บ่นกันมากว่ารัฐบาลถนัดกู้เงิน สร้างศัตรู ไม่ทราบเป็นนโยบายต่างประเทศยุคใหม่หรือไม่ พยายามสร้างปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อกลบเกลื่อนปัญหาภายในประเทศ ผลงานรัฐบาลที่กล่าวถึงได้หากพ้นตำแหน่งไป คือ การสร้างรอยร้าวระหว่างประเทศ สำหรับเอ็มโอยูพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่มีมติครม.ให้ยกเลิกนั้น ความจริงพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายเจรจา รู้รายละเอียดทั้งหมด พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่กลับถูกนำมาโจมตีเป็นประเด็นการเมือง ถูกใส่ร้ายว่าจะไปขายความลับ เมื่อมีการเปิดเผยหลักฐานข้อเท็จจริงออกมา รวมทั้งนายสุรเกียรติ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาบอกข้อเสียหากยกเลิกเอ็มโอยูดังกล่าว ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เริ่มลังเล เพราะหากตัดสินใจผิดพลาดจะต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ

สรุปประเด็นข่าวสำคัญ 13 พ.ย.จนถึงเวลา 18.00 น.

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_46580
หมอดูฟันธง ชี้ดวงเมือง ตั้งแต่ พ.ย.52 -มี.ค.53 ดาวอังคารเป็นดาวแห่งตัวแทนแห่งสงคราม-ดาวแห่งโรคภัยไข้เจ็บโคจร ดวง ทักษิณ อยู่ในช่วงขาขึ้น เผยมี 2เหตุ ที่จะทำให้ อดีตนายกฯ เลิกการเมือง คือ "บวช-ตาย"

การเมือง


การเดินทางกลับประเทศไทย อย่างกะทันหันของนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเชีย แปซิฟิคครั้งที่ 17 หรือ เอเปค และการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา ที่ประเทศสิงคโปร์ ช่วงค่ำวันที่ 12 พ.ย. หลัง นายคำรบ ปาลวิวัฒน์วิชัย เลขานุการเอกสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ ทำให้ เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 13 พ.ย.นายกษิต เดินทางเข้าหารือกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ห้องรับรองนายกรัฐมนตรีชั้น 2 อาคารรัฐสภา 1 ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง โดย นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นแผนที่ผู้นำกัมพูชายั่วให้รัฐบาลไทยเต้นตาม และรัฐบาลไทยจะไม่หลงกล อ้างยังมีงานสำคัญอื่นที่ต้องทำอีกมาก เชื่อจะยังไม่ถึงขั้นต้องปิดสถานทูต

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 08.30 น. วันเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวตอบข้อถามผู้สื่อข่าวว่า ไม่ทราบว่านายกษิตรีบเดินทางกลับประเทศไทยด้วยเรื่องอะไร หากเป็นกรณีรัฐบาลกัมพูชา ขับเลขานุการเอกสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ กลับประเทศ อยู่ที่สิงคโปร์ก็สามารถโทรศัพท์โทรศัพท์กลับมาได้ พร้อมยืนยันสัมพันธ์ทางทหารไทย-กัมพูชายังดี ไม่จำเป็นต้องถอนผู้ช่วยทูตทหารออกจากกัมพูชา ย้ำหากสถานการณ์ถึงที่สุด การันตีไทยจะไม่เพลี่ยงพล้ำ

เวลา 11.30 น. นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปััตย์ และ 40ส.ว.ร่วมลงชื่อ ยื่นประธานรัฐสภา เพื่อส่งให้ มหาวิทยาลัยรามคำแหงเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขารัฐศาสตร์ ที่มอบให้ สมเด็จฮุนเซน พร้อมเรียกร้องให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.เลิกความช่วยเหลือผู้นำเขมรทุกกรณี

ต่อมา นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า สาเหตุที่รัฐบาลกัมพูชา ขับไล่เลขาฯเอกทูตไทย เนื่องจากจับได้ว่ามีวิศวกรไทยไปขโมยข้อมูลแผนการบินของ อดีตนายกฯทักษิณ-สมเด็จฮุนเซ็น ไปให้ทูตคนดังกล่าว พร้อมตั้งคำถามว่า นายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศไทย อาจมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่ สอดคล้องกับความเห็นของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ระบุว่า การขับไล่ เลขาฯเอกทูตไทย เพราะแทรกแซงกิจการภายใน ของประเทศเพื่อนบ้าน

ด้านนายลักษณ์ เลขานิเทศ หมอดูฟันธง ชี้ดวงเมือง ตั้งแต่ พ.ย.52 -มี.ค.53 ดาวอังคารเป็นดาวแห่งตัวแทนแห่งสงคราม-ดาวแห่งโรคภัยไข้เจ็บโคจร ขณะที่ดวง พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในช่วงขาขึ้น ชี้มี 2เหตุเท่านั้นที่จะทำให้ อดีตนายกรัฐมนตรี เลิกการเมือง คือ "บวช-ตาย"

เมื่อเวลา 12.30 น. นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางพิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ ภริยา และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และคณะเดินทางไปท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 (บน.6) เพื่อร่วมประชุม เอเปคที่ประเทศสิงคโปร์ โดยนายกฯไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ ขณะที่ รมว.ต่างประเทศ ตอบโต้กัมพูชา ว่า กลั่นแกล้งใส่ร้าย จับกุมวิศวกรหนุ่มไทย พร้อมระบุว่า ความวุ่นวายทั้งหมดเกิดขึ้นจากอดีตนายกฯ ขณะเดียวกัน นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ เรียกร้องรัฐบาล ชี้แจงความจริงประเด็นจับกุมคนไทย

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ