WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, November 16, 2009

ผลงานลับลวงพราง

ที่มา ไทยรัฐ

แปลกใจว่า แทนที่จะขับไล่ทักษิณออกจากประเทศไทยไปแล้ว ประเทศไทย จะดีขึ้น กลับแย่ลงทั้งเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม มีความแตกต่างที่เห็นชัด เพราะฉะนั้นยิ่งจะดิ้นล้มคนคนเดียว มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งจะทำให้ประเทศไทยเข้าใกล้คำว่าหายนะเข้าไปทุกที

การวิพากษ์วิจารณ์อะไรตรงไปตรงมา แม้จะมีเหตุผลมีการพิสูจน์ได้ด้วยข้อเท็จจริง แต่กลับถูกมองว่าเป็นข้างโน้นข้างนี้ จะต้องเข้าข้างใดข้างหนึ่ง จะต้องประจบสอพลอ ถึงจะเป็นคนดี ถ้าเข้าข้างนั้นก็จะเป็นถูก ถ้าเข้าข้างนี้เป็นคนเลว

ปัญหาเลยเกินเยียวยา

ความนิยมในตัวผู้นำประเทศไหนก็มีกันทั้งนั้น แต่ไม่ใช่ ผูกขาด ทำดีคะแนนนิยมก็ขึ้น ดำเนินนโยบายผิดพลาดคะแนนก็ตก เช่นเดียวกัน ความรักชาติก็ไม่ใช่ว่า จะต้องใส่เสื้อสีนี้จึงจะรักชาติ ใส่เสื้อสีนั้นจะต้องไม่รักชาติ ถ้าคนกลุ่มนี้ถึงจะรักชาติ คนกลุ่มโน้นไม่รักชาติ

พยายามจะผูกขาดความรักชาติเอาไว้คนเดียว

ถ้าติดตามข้อเขียนผมมาโดยตลอดจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ผมเคยดักคอว่า ระวังระบบการเมืองจะพัง ระวังกลไกประเทศจะเดินไม่ได้ ระวังจะตกเป็นเหยื่อ ซึ่งจะมีแต่การต่อรองเรื่องของผลประโยชน์ การเมืองจะอ่อนแอ ยึดประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ประชาชน

วันนี้สถานการณ์กำลังเป็นอย่างนั้นจริงๆ สภาล่มแล้วล่มอีก ส.ส.-ส.ว.แบ่งข้างอยู่กันอย่างศัตรูคู่อาฆาต ไม่ใช่ตัวแทนประชาชนอีกต่อไป แต่เป็นตัวแทนขั้วอำนาจ เพราะฉะนั้น บรรยากาศการประชุมในสภา จึงไม่ใช่การทำหน้าที่ของตัวแทนประชาชน ต่อไปนี้จะมีการถ่ายทอดสดการประชุมสภาก็ควรจะมีการจัดเรตติ้ง มีคำเตือนสำหรับเด็กและเยาวชน ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

ประเทศไทยจะอยู่กันอย่างไร

ไปกันน้ำขุ่นๆเหมือนใกล้จะเสียกรุง มีอะไรก็รีบฉกฉวยเอาเป็นของตัวเอง ในยามที่เกิดวิกฤติสองเด้งสามเด้งอย่างนี้ ยังมีการเสนอขึ้นเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของ ส.ส.และ ส.ว.กันหน้าตาเฉย

พฤติกรรมปัจจุบันควรจะขอขึ้นเงินเดือนตัวเองหรือไม่ อย่างไร ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ จะผลาญงบประมาณกันอย่างไร จะกู้ยืมเงินมาอย่างไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ และกลับทำให้เครดิตประเทศลดลง ก็ว่ากันตามสะดวก

แต่ระบอบการปกครองประเทศที่ล้มเหลว เป็นแก่นแท้ของปัญหา ไม่มีใครฟังใคร ไม่มีกรรมการ ไม่มีผู้ใหญ่ ไม่มีเด็ก มือใครยาวสาวได้สาวเอา ผมเคยพูดไว้นานแล้วว่า จะสิ้นชาติ และวันนี้กำลังเดินไปสู่หนทางนั้น จะร้องเพลงชาติไทยยังคนละคีย์ ศัตรูประชิดทุกด้าน

ระวังจะสิ้นชาติจริงๆ.

หมัดเหล็ก

อย่าหูเบา

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




ยิ่งนานวันสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ยิ่งตึงเครียดและสร้างความกังวลไปทั่ว ไม่เพียงแต่ใน 2 ประเทศเท่านั้น

แต่ทั้งอาเซียน เอเชีย และทั่วโลกก็จับตาอย่างใกล้ชิด

เพราะจะว่าไปนาทีนี้ ระหว่างไทย-กัมพูชา กับสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลี อะไรจะน่าห่วงกว่ากัน??

เกาหลีนั้นฮึ่มๆกันมานานแล้ว และคงจะฮึ่มฮั่มกันไปเรื่อยๆ จนโลกเริ่มจะชิน

ส่วนไทย-กัมพูชา จะว่าไปที่ผ่านมามีสัมพันธ์ปกติ

จนมาถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงเริ่มมองหน้ากันไม่ติด

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาพิพาทเรื่องเขาพระวิหาร

แต่ที่เชื่อว่าน่าจะเป็นชนวนสำคัญคือการแต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็นรมว.ต่างประเทศ

ถึงจะใจกว้างแค่ไหน หากรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านกล้าตั้งคนที่ด่าผู้นำประเทศอื่นอย่างสาดเสีย เทเสีย ขึ้นเป็นใหญ่เป็นโต คงมองหน้ากันไม่สนิทนัก

ไม่ต้องอื่นไกล เอานายกฯของไทยนี่แหละ

หากมีคนด่าว่าเป็นเด็กเมื่อวานซืน ทำอะไรก็ไม่เป็นเก่งแต่กู้กับใช้เงิน กล้ารีดภาษีน้ำมันเพื่อให้คนจนเดือดร้อน แต่ไม่ยอมเก็บภาษีมรดกหรือภาษีที่ดินของคนรวย

เป็นรัฐบาลกึ่งเผด็จการ เพราะได้อำนาจเนื่องจากทหารหนุนหลัง แอบอิงม็อบเพื่อให้ตัวเองขึ้นมามีอำนาจ ฯลฯ

แล้วรัฐบาลเพื่อนบ้านของเราตั้งคนที่ด่านายอภิสิทธิ์แบบนั้น เป็นรมว.ต่างประเทศ เป็นตัวแทนติดต่อกับนายอภิสิทธิ์และเมืองไทย

ท่านนายกฯของเราจะทำหน้ายังไง

แต่มองจากมุมคนไทย อย่างไรเสียก็คงไม่สามารถยอมรับพฤติกรรมของนายฮุนเซน ในหลายๆเรื่องได้เช่นกัน

และอีกคนที่เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่เริ่มจะยอมรับไม่ได้คือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่รู้ระยะหลังน่าจะกินยาผิด จนทำอะไรแปลกๆ ดิสเครดิตตัวเองอยู่เนืองๆ

ตอนนี้ที่น่าห่วงนอกจากความตึงเครียดของไทย-กัมพูชาแล้ว คือพวก "บ่างช่างยุ"

แน่นอนว่ารวมไปถึงกลุ่มพันธมิตรฯด้วย เพราะนัดรวมตัวจะอาละวาดกลับนายฮุนเซน

ก่อนหน้านี้เคยไปป่วนตามแนวชายแดน ท้าตีท้าต่อย ด่าเอามันปาก แล้วก็เผ่นกลับกรุงเทพฯ

คนที่เดือดร้อนกลายเป็นชาวไทยตามแนวชายแดน

สถานการณ์ตอนนี้เข้าทางพันธมิตรฯอยู่แล้ว เพราะพยายามปั่นกระแสคลั่งชาติมาตลอด

นายอภิสิทธิ์จึงควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนและรอบคอบที่สุด

ที่ผ่านมาแม้จะเชื่อฟังเป็นเด็กในโอวาทของท่านผู้นำม็อบ ยอมศิโรราบทำตามเกือบทุกข้อแนะนำ

ยอมตัดขาดจากนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ กล้าให้กองทัพไม่สบายใจจากปัญหาแต่งตั้งตำรวจ

แต่สำหรับกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา เดิมพันมันสูงเกินไป หาต่างหูมาใส่บ้างก็น่าจะดี

จะได้ไม่เบาเกินไป!?

ความแตกต่างระหว่างพื้นฐานที่มาจากความรักกับความเกลียดในเวบบอร์ดการเมืองไทย

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

นิตยสาร way วางอยู่ในออฟฟิศเพื่อนผมมาหลายวันแล้ว หน้าปกและในเล่มมีเรื่องราวของเสกสรร ประเสริฐกุล ครบรอบหกสิบปี และบทความแสดงความคิดเห็นแบบศักดินาอำมาตย์ที่หยามเหยียดคนรับใช้ชาวเขมรในบ้านแม่อยู่ในทีของ ไชยันต์ ไชยพร ผู้ฉีกบัตรเลือกตั้งได้โดยไม่ต้องติดคุก ประเมินว่าคงอยากเป็นแรงหนุนส่งเสริมแคมเปญจน์คลั่งชาติเกลียดเขมร ประสานกับโจรก่อการร้ายยึดสนามบินแบบกษิต ภิรมย์ ที่เขาให้เกียรติในบทความเหลือเกิน

ที่น่าสนใจคือคอลัมน์ net{mania} ของผู้เขียนที่ใช้นามปากกาว่า insite_man@way เขียนเกี่ยวกับเวบไซท์การเมืองของไทยในความเห็นและข้อมูลของเขา

ผู้เขียนคอลัมน์นั้นกล่าวถึงเวบไซท์เกลียดทักษิณที่แยกออกมาจากพันทิปเมื่อสามสี่ปีก่อน แล้วไปเปิดเวบชื่อ “ขบวนการเสรีไทยเวบบอร์ด” ที่ทายาทเสรีไทยต่างพากันท้วงติง เพราะจะทำให้คนเข้าใจผิดจุดยืนของเสรีไทย เป็นแหล่งรวมของคนเกลียดทักษิณ อ้างว่าถูกรังแกจากคนเอาทักษิณ ชนส่วนใหญ่ของพันทิปยุคนั้น ความจริงในฐานะคนเล่นพันทิปรุ่นนั้นคนหนึ่งอยากบอกว่า พวกเขาไม่มีเหตุผลพอที่จะโต้เถียงกับเหตุผลของอีกฝ่ายหนึ่งมากกว่า ก็เลยไปรวมตัวกันในหมู่คนคิดอย่างเดียวกัน

“ขบวนการเสรีไทยเวบบอร์ด” เป็นแหล่งรวมของคนเกลียดทักษิณที่หลากหลายอย่างมาก บางคนเอาป๋า บางคนเอามาร์ก บางคนก็ไม่เอาคนใดคนหนึ่ง บางคนไม่เอาใครสักคน ฯลฯ แต่ทั้งหมดเกลียดทักษิณ ความแตกต่างกันนี้มีผลก็คือทะเลาะเบาะแว้งด่าทอก่นโคตรกันเละเทะไปหมด ต่างก็อ้างว่าตัวเองถูก (ซึ่งตามปกตินั้นคนที่ไม่ได้มองโลกด้วยเหตุและผลแล้ว ส่วนใหญ่มักจะ อีโก้สูง อีคิวต่ำ เป็นธรรมดาอยู่แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจอะไร) อัดกันเละจน wm ขอลาออก ไม่ใช่เพราะเซ็งคนทะเลาะกัน แต่ต้องการเลือกข้างร่วมบรรเลงเพลงด่าทอฝ่ายอื่นกันให้เต็มที่ในอารมณ์เท่านั้น

มีความเห็นที่ผู้เขียนคอลัมน์รับรู้จากขาใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของเวบนั้น ปัจจุบันยุติบทบาทแล้วที่น่าสนใจอยู่ แต่คงไม่ถูกต้องทั้งหมดในทัศนะของผม

ขาใหญ่ผู้นั้นมองว่า เวบไซท์สีเหลืองอย่าง “ขบวนการเสรีไทยเวบบอร์ด” ตั้งขึ้นมาบนพื้นฐานของความเกลียด คือเกลียดทักษิณ ในขณะที่เวบไซท์สีแดงที่ผุดขึ้นมากมายในปัจจุบันนั้นตั้งขึ้นมาบนพื้นฐานของความรัก คือรักทักษิณ ซึ่งผู้เขียนคอลัมน์เองมีความเห็นว่า เมื่อพื้นฐานเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ต้องพูดว่าอนาคตของมันจะเป็นเช่นใด

ผมเองก็เห็นคล้อยตามคนเขียนคอลัมน์เช่นกัน แต่ไม่ทั้งหมด เรื่องความเกลียดเห็นด้วย เพราะความเกลียดชังนั้นมันเป็นเรื่องทางลบ อารมณ์ความรู้สึกที่ออกมามักจะรุนแรง ต้องแสดงให้คนอื่นเชื่อว่าความเกลียดในทัศนะของตนเท่านั้นเป็นความเกลียดที่ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด เมื่อพื้นฐานเป็นความเกลียด เวบบอร์ดจึงเคร่งเครียด ทะเลาะด่าทอกันเป็นเรื่องปกติ แต่นานไปก็กลายเป็นอัดกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ขุดเบื้องหลังออกมาแฉโพยกัน เพราะความเกลียดชังเป็นพื้นฐาน อาการจึงเป็นเช่นนี้ (ไม่เคยเข้าเวบนี้ ท่านที่เคยเข้าลองเล่าให้ฟังบ้าง)

ส่วนเวบไซท์สีแดงนั้น คนเขียนคอลัมน์เขาว่าตั้งขึ้นมาบนพื้นฐานของความรักทักษิณ เมื่อรักแล้วก็จะเกลียดคนที่เกลียดคนที่เรารัก (อ่านดี ๆ นะครับ) เช่น รักทักษิณแต่เกลียดป๋า รักทักษิณแต่เกลียดอำมาตย์ รักทักษิณแต่เกลียดพวกมือที่มองไม่เห็น ฯลฯ แต่ถ้าคนที่ทำไม่ดีกับทักษิณสำนึกได้แสดงออกเป็นบวกกับทักษิณก็จะเปลี่ยนจากเกลียดไปเป็นรักคน ๆ นั้นได้ ผมว่าแนวโน้มนี้มีความเป็นไปได้ระดับหนึ่งแต่คงไม่ทั้งหมด

ผมกลับมองอีกมุมว่า เวบไซท์สีแดงวันนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะความรักทักษิณเป็นพื้นฐานทั้งหมด หลายคนที่ร่วมกันออกมาต่อสู้รวมทั้งตัวผมด้วยนั้นยืนยันว่า ไม่ได้เริ่มเพราะรักทักษิณเลย แต่เริ่มตรงที่ว่า คนที่ออกมาต่อต้านทักษิณนั้น พื้นฐานของพวกมันเลวกว่าทักษิณทั้งนั้น ส่วนบางคนที่ภาพดี ๆ แต่มาร่วมมือกับคนพวกที่เลวกว่าทักษิณได้ก็แสดงว่า ที่ผ่านมาภาพที่สร้างกันขึ้นนั้นไม่ใช่ความดีที่แท้จริง ถ้าแค่เรื่องพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย อย่างรัฐบาลต้องมาจากการยินยอมพร้อมใจของคนส่วนใหญ่ในประเทศที่เลือกตั้งกันเข้ามายังเบี้ยวกันดื้อ ๆ ได้ อย่างอื่นที่เคยทำมาก็ไร้ค่าไปหมดแล้ว

แต่สู้ไปหลายปีเข้า อาการประเภทไม่ใช่ทักษิณอิสซึ่มแต่แรก กลับถูกอิทธิพลของคนรักทักษิณที่คบหาสมาคมกันเริ่มครอบงำเอา จนจะกลายเป็นพวกทักษิณอิสซึ่มกันไปเสียแล้ว ต้องพยายามเตือนตัวเองอยู่บ่อย ๆ ว่า ทักษิณคือมนุษย์ ทำผิดได้เหมือนกัน แต่เขาต่างจากคนอื่นตรงที่เขาเป็นไพร่ธรรมดาเหมือนพวกเรา เราอยู่ฝ่ายทักษิณเพราะเขาเป็นคนประเภทเดียวกันกับเรา จะไม่เคารพบูชาทักษิณแบบเทพเด็ดขาด เดี๋ยวมันจะเข้าอีหรอบเดิม ฝากด้วยนะครับท่านที่มองแบบผม ส่วนท่านที่รักเชิดชูทักษิณมาก่อนแล้ว เป็นสิทธิของท่านครับ ผมไม่ไปก้าวล่วง

โบนันซ่า มีแต่ความสุข

ที่มา thaifreenews

ผมรวบรวมสมาชิกได้เต็มคันรถก็ออกเดินทาง 7 โมงเช้าพอดี
ไปถึงปั๊ทปตท.ที่สระบุรีก็แวะทานข้าวกัน เจอเสื้อแดงหลายคันรถเลย
ก็แวะทักทายกันเหมือนญาติสนิท
ไปถึงงานก็ 9 โมงกว่า















เจอพี่ตีนโต อัธยาสัยดีมากครับ จัดมุมกล้องให้ด้วย



ระหว่างกางเต้นท์ก็มองไปเรื่อยๆ





มีวัตถุอันตรายโชยกลิ่นมาแต่ไกล





ความสุขระหว่างพ่อแม่ลูก



พี่เขาแน่นอนจริงๆ



เดินดูวงนอกบ้างครับ



บนเวทีพี่ดา คนสวยก็ซ้อมอยู่กับเด็กๆ





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันนี้ เวลา 08:36:39 am โดย หงส์ศาลาแดง »

พันธมิตรฯ ชุมนุมสนามหลวง จวกทักษิณ-ฮุนเซน-กัมพูชายับ

ที่มา ประชาไท

พันธมิตรชุมนุมที่สนามหลวงด่า ‘ทักษิณ-ฮุนเซน-กัมพูชา’ สารพัด ‘คำนูณ’ ปราศรัยเสนอทฤษฎี ‘ฮุนเซนโมเดล’ ด้าน ‘ณัฐ-พ-วงเดือน ยนตรรักษ์’ บรรเลงความฝันอันสูงสุด ต่อด้วย ‘หนักแผ่นดิน’ ก่อนที่แกนนำจะอ่านคำประกาศพร้อมจะพลีชีพเพื่อรักษาชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์-อธิปไตย-ผลประโยชน์ของชาติ ก่อนสลายการชุมนุม นอกจากนี้มีรายงานเหตุบึ้มหลังเวที มีผู้บาดเจ็บนับสิบ

ตามที่เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 6/2552 เรื่อง “จัดชุมนุมใหญ่ร่วมแสดงพลังแผ่นดินปกป้องเกียรติภูมิของชาติอย่างสันติ” โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ 1.เพื่อแสดงออกให้ประชาคมโลกได้รับทราบว่า พสกนิกรชาวไทยมีความรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่ยินยอมให้ผู้ทรยศชาติมาละเมิดจาบจ้วงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ 2.เพื่อแสดงออกให้ประชาคมได้ทราบว่า ยังมีประชาชนชาวไทยผู้รักชาติพร้อมที่จะรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิ ศักดิ์ศรีของชาติ จนถึงที่สุด มิให้ประเทศชาติอื่นเข้ามาดูหมิ่นเหยียดหยามกระบวนการของศาลยุติธรรมซึ่ง กระทำในพระปรมาภิไธยแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งราชอาณาจักรไทยได้ 3.เพื่อแสดงสัญลักษณ์และร่วมกันประณามนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร และนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาไปทั่วโลก ที่ได้มาย่ำยีเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีแห่งราชอาณาจักรไทยในครั้งนี้
ส่วนบรรยากาศการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยวานนี้ (15 พ.ย.) มีผู้ชุมนุมพันธมิตรทยอยมาร่วมตั้งแต่ก่อนเปิดเวที โดยพันธมิตรตั้งเวทีตรงกลางสนามหลวง พื้นหลังฉากเวทีเป็นสีชมพู เขียนข้อความว่า “รวมพลังแผ่นดิน พิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ Fight for Thailand. Fight for our King.” หันหลังเข้าหาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และหันหน้าเวทีด้านพื้นที่ชุมนุมไปทางเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ส่วนสุขาเคลื่อนที่มีอยู่ 1 จุด ที่เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และในเวลา 16.00 น. เมื่อเปิดเวทีอย่างเป็นทางการ ได้มีแกนนำพันธมิตรฯ สลับสับเปลี่ยนขึ้นมาปราศรัย
แกนนำเน้นปราศรัยเหยียดกัมพูชา เรียกร้องตัดศีรษะ “ฮุนเซน-ชวลิต-ทักษิณ”
โดยนายประเสริฐ เลิศยะโส ขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตร กล่าวเรียกร้องให้ตัดศีรษะสมเด็จฮุนเซนฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้วเอาเลือดมาล้างพระบาท และออกปากไล่ผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ไปอยู่กับพ่อมันที่พนมเปญและดูไบ
ต่อมานายเสกน สุทธิวงศ์ ได้ขึ้นร้องเพลงปลุกใจแนวชาตินิยม โดยนายเสกนได้ปราศรัยว่ากัมพูชากลัว F16 ไปถล่มพลาดเป้าที่นครวัต และเขาพระวิหาร เพราะเขาหากินอยู่กับก้อนหินเก่าๆ จากนั้นนายเสกนได้เชิญชวนให้ผู้ที่มาชุมนุม ตะโกนพร้อมกันว่า “ไอ้ฮุนเซน ไอ้ส้นตีน” และว่า ฮุนเซนไม่รู้ว่าคนไทยเวลาสงบเรียบร้อยจะทะเลาะกัน แต่ถ้าชาติบ้านเมือง สถาบันพระกษัตริย์ตกอยู่ในอันตรายคนไทยจะรวมตัวกัน ฮุนเซนไม่รู้ โง่ชิบหายเลย สำหรับเพลงที่นายเสกนร้องได้แก่ อยุธยาเมืองเก่า ศึกบางระจัน
นายเสกนปราศรัยหลังร้องเพลงศึกบางระจันว่า นักการเมืองรุ่นหลังจะลงสมัครผู้แทนต้องไปขอเงินฮุนเซน กราบส้นตีนกษัตริย์เขมร ก็อยากให้ประเทศของคุณร่ำรวย จะได้เอาขอทานเป็นหมื่นกลับคืนไป แน่จริงให้แก้เลยเศรษฐกิจ มันจน จนไม่มีอะไรจะกินแล้ว พี่น้องดูทีวีไหม พอเปิดด่านก็นรกแตกเลย บ้านเมืองเราไม่เป็นอย่างนั้นเพราะเรามีพ่อหลวง แม่หลวงองค์เดียวกัน
นักศึกษาลั่นพร้อมต้านฮุนเซน-คนไทยขายชาติ
ต่อมาเวลาประมาณ 17.00 น. ตัวแทนนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่สนับสนุนพันธมิตรฯ ได้ขึ้นไปปราศรัยว่า ไม่เห็นด้วยกับการกระทำเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานของรัฐบาลสมเด็จฮุนเซนฯ วันนี้ นักศึกษาไทยจะยืนอยู่ไม่ได้แล้ว ถ้าเขมรยังย่ำยีเช่นนี้อยู่ ถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องร่วมกันออกมาประกาศ ให้คนที่ประเทศเขมรที่นั่งอยู่ในรัฐบาลเขมรได้รู้ว่าพวกเราประชาชนชาวไทยหาได้อยู่เฉยๆ ไม่ บรรพบุรุษต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติของบ้านเมืองเรามามากมายแล้ว เหตุใดจึงต้องให้บ้านเมืองเราถูกย่ำยีเช่นทุกวันนี้ ฉะนั้นพวกผมในนามของนิสิต นักศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต และทุกมหาวิทยาลัย จึงพร้อมใจกันมาประกาศเจตนารมณ์ว่าพร้อมจะต่อต้านการกระทำของสมเด็จฮุนเซน และคนไทยที่ขายชาติคนหนึ่ง
นายศตวรรษ อินทรายุทธ จากศูนย์ประสานงานนักเรียน นิสิต นักศึกษา (ศนศ.) ปราศรัยว่า จะขอต่อสู้เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทักษิณใช้สื่อต่างชาติ คนไทยยังสามัคคีกัน คนไทยยังรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมเสมอที่จะสละชีวิตเพื่อรักษาผืนแผ่นดินอันเป็นที่รักยิ่ง คนชั่วหน้าไหนก้าวเข้ามาทำลายแม้แต่นิดเดียว และว่าให้ทหารที่ไปอยู่พรรคเพื่อไทย ไปทำอะไรคุณรู้ดี คุณอายประชาชนบ้างไหม
จากนั้นตัวแทนนักศึกษาได้เชิญชวนผู้ชุมนุมพูดตามว่า “ฮุนเซน บักห่า”
ด้านเครือข่ายศิลปินประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นอ่านแถลงการณ์ประณามฮุนเซนที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยในแถลงการณ์ของเครือข่ายนี้เรียก พ.ต.ท.ทักษิณและฮุนเซนว่า “อมนุษย์” ด้วย
พล.อ.ปรีชา เรียกร้องจัดการเสี้ยนให้หมดแผ่นดิน ให้พระมหากษัตริย์มีความสุข
เวลา 18.11 น. พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ ได้ขึ้นปราศรัย โดยก่อนปราศรัยได้มีการเปิดเพลง “สยามานุสสติ” พล.อ.ปรีชา ปราศรัยว่า ไม่อยากพูดอะไร เพราะพูดมามากแล้ว ถึงเวลาแล้วที่เราทำ ทำอะไร ต้องจัดการกับคนขายชาติให้สิ้นแผ่นดิน เวลานี้ผู้ที่คิดคดทรยศต่อชาติ ออกมาให้เราเห็นครบถ้วนหมดแล้ว เราต้องจัดการเสี้ยนเหล่านี้ ให้หมดแผ่นดิน หมดเวลาที่เราจะพูดด้วยคำพูดสาดกันไปสาดกันมามันไม่จบ เราต้องจัดการให้จบโดยเร็ว เพื่อพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งและบรรพบุรุษของเราทุกพระองค์ท่านจะได้ภาคภูมิและมีความสุข คนไทยทั้งชาติจะได้เลิกทะเลาะกันเสียทีเพราะไอ้เสี้ยนเฮงซวยเหล่านี้ เราไม่ต้องพูดว่าทำชั่วช้าสารเลวอย่างไรมาบ้างกับไอ้สัตว์นรกพวกนี้ มันเหลือจะอธิบายชักศึกเข้าบ้านก็ทำได้ เห็นดีเห็นงามกับไอ้ฮุนเซนจาบจ้วงในเมืองไทยมันก็ทำได้ ครั้งหลังสุดมันจาบจ้วงพระเจ้าอยู่หัวไอ้บัดซบมันก็ทำได้อีก
ป้ายสี “จักรภพ” ขนอาวุธเข้าอีสาน ลั่นจะขอไปรบเขมรมือเปล่า
พล.อ.ปรีชา อ้างว่าได้ฟังวิทยุที่โฆษกรัฐบาลคนหนึ่งออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เขาบอกว่าจักรภพ เพ็ญแขส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ผ่านชายแดนอีสานมาแล้ว อย่างนี้คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ คุณอภิสิทธิ์ใช้ตีนคิดก็ได้ว่ามันจะทำอะไร มันกบฏชัดๆ เพราะฉะนั้นผมไม่ได้พูดเกินเลย พูดจากสิ่งที่สัตว์นรกทั้งหลายมันพูดมันแสดงแต่ที่พัทยา ฮุนเซนเห็นทหารไม่ทำอะไร ถอยกรูดแทบไม่ทันที่พัทยา ก็สมหรอกที่มันบอกว่าทหารไทยสามคน ทหารเขมรคนเดียวก็รบชนะ ไอ้สถุน
ผมไปที่เขาพระวิหารมาคราวที่แล้ว คนในระดับ ผบ.กองพัน ผบ.กองพล เวลาเขาพูดกันว่าเขาเหมือนกาต้มน้ำเดือดถูกปิดฝาเอาไว้ น้องอนุพงษ์ น้องทรงกิตติ น้องคนเดียวเอาคนที่รักชาติซึ่งที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของน้องไม่ได้หรอก
พล.อ.ปรีชา กล่าวว่า เราเคยรบกับไอ้เขมรสถุนมาแล้วที่ชายแดนอรัญประเทศ พี่นี่แหละที่ส่งระเบิดไปถล่มแม่มัน ไม่เห็นเป็นอะไร ถ้าจะรบกันครั้งใหม่ พวกเรานี่แหละเอามีดไล่จิ้มตาแม่งเลย ถ้ากองทัพไม่รบ ผมจะรบกับเขมรเองด้วยมือเปล่า ไม่ต้องมีเครื่องแบบ แต่ใจที่สุดยอดของความกล้าหาญ
สำราญไล่ ส.ส. เพื่อไทยไปเป็นขอทาน ออกตัวไม่ได้คลั่งชาติ
ต่อมานายอังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติและกวีซีไรท์ มาอ่านบทกวี หลังการอ่านกลอนของนายอังคาร กัลป์ยาณพงศ์ นายสำราญ รอดเพชร พิธีกรบนเวทีกล่าวถึง ส.ส.เพื่อไทยที่บินไปเยี่ยม พ.ต.ท.ทักษิณ ที่กัมพูชาว่า แน่จริงอยากให้รัฐบาลยุบสภา เมื่อไม่อยากเป็น ส.ส. ก็ให้ลาออกยกพรรค อยู่ไปก็ป่วนบ้านป่วนเมือง ป่วนสภา ประชุมสภา 4 วันล่ม 3 ครั้ง 8 เดือน ล่ม 8 ครั้ง 2 สมัยประชุม ด้านนางสโรชา พรอุดมศักดิ์ พิธีกรบนเวทีตอบนายสำราญว่า นั่งรถไปไม่กี่ชั่วโมงไปลงสมัครเลือกตั้งประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อไม่อยากทำหน้าที่อย่าอยู่เปลืองภาษีพวกหนูเลย จากนั้นนายสำราญตอบว่า ไหนๆ เมืองไทยก็มีขอทานเขมร ก็จะส่ง ส.ส.ชุดนี้ไปเป็นขอทานเขมร โดยนายสำราญยืนยันบนเวทีว่าพันธมิตรฯ ไม่ได้คลั่งชาติ แต่ก็ไม่ขายชาติ
ขณะที่นายศรันยู วงศ์กระจ่าง ขึ้นมาอ่านบทกวี “ต้านศัตรู” ของนายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ
คำนูณอ้างมี “ฮุนเซน” โมเดล
เวลาประมาณ 19.30 น. นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาระบบแต่งตั้ง กล่าวปราศรัยหัวข้อ "จากทักษิโนมิค ถึง ฮุนเซนโมเดล" โดยอ้างว่า “ฮุนเซนโมเดล” หมายถึง “แนวทางการเข้าสู่อำนาจ, การหาประโยชน์จากอำนาจ, การต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจ ในแบบของสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีตลอดกาลของกัมพูชา” นายคำนูณออกตัวว่าซึ่งอาจจะเป็นที่ปรารถนาใคร่จะลอกเลียนแบบของอดีตผู้นำไทยบางคน อดีตผู้นำไทยบางคนนั้นจะรวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรด้วยหรือไม่ พี่น้องต้องใช้วิจารณญาณตอบเอง
คำนูณอ้างว่า ฮุนเซนโมเดลมีลักษณะ 5 ประการคือ 1.ใช้กองกำลังต่างชาติสนับสนุน 2.สนับสนุนเชื้อพระวงศ์ที่ไม่พร้อมให้ขึ้นมาเป็นกษัตริย์ 3.ให้กษัตริย์ใหม่สถาปนาตนเป็นเจ้า 4.ใช้ระบบจัดตั้งแบบคอมมิวนิสต์คุมพรรค คุมประชาชน เพื่อรักษาอำนาจไว้ตลอดกาลภายใต้รูปแบบประชาธิปไตยตะวันตก – การเลือกตั้ง 5.เนื้อแท้ของระบอบคือเผด็จการรวมศูนย์อำนาจการเมือง-เศรษฐกิจ และเปิดประเทศจับมือกับกลุ่มทุนตะวันตกให้เข้ามาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรของ ชาติในทุกรูปแบบ
โดยนายคำนูณ ได้ทิ้งท้ายการปราศรัยโดยอัญเชิญบางส่วนของเพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้” มากล่าวปิดท้าย และว่าเพลงนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ทรงประพันธ์ไว้ในช่วงที่เรากำลังเผชิญภัยคอมมิวนิสต์ ว่าการรักษาชาติบ้านเมืองเป็น “หน้าที่” ของคนไทยทุกคนที่ต้องรักษาสืบไป”
สนธิปราศรัย “ทำไมต้องสู้เพื่อในหลวง”
ต่อมาเวลา 20.15 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ และแกนนำพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นปราศรัยหัวข้อ “ทำไมต้องสู้เพื่อในหลวง” (อ่านคำปราศรัยทั้งหมดที่นี่) โดยนายสนธิอ้างว่าที่ต้องสู้เพื่อในหลวงเพราะพระเจ้าอยู่หัวไม่มีที่พึ่งอีกแล้ว นอกจากพวกเราเท่านั้น ในช่วงหนึ่งนายสนธิยังกล่าว่า “แม้กระทั่งทูตของประเทศที่เจริญแล้วในยุโรปเขายังเข้าใจเหตุการณ์อันนี้อยู่ เขายังพูดกับผมว่าเมืองไทยโชคดีที่ยังมีพระมหากษัตริย์อยู่ พี่น้องถ้าฝรั่งยังเห็นว่าเมืองไทยต้องมีพระมหากษัตริย์แล้วไอ้คนทรยศ ชาติชั่ว ที่คิดว่าเมืองไทยไม่จำเป็นต้องมีพระมหากษัตริย์ มันสมควรจะเป็นมนุษย์ต่อไปไหม”
โดยตอนท้ายนายสนธินัดหมายให้ประชาชนมาแสดงความจงรักภักดีโดยตั้งแถวตั้งแต่หน้าพระบรมหาราชวังจนถึงสวนจิตรลดาในวันที่ 5 ธ.ค. ให้มากกว่าการชุมนุมวันนี้ 10 เท่า 100 เท่า
บรรเลงความฝันอันสูงสุด-หนักแผ่นดิน กระหึ่มเวทีพันธมิตรฯ
ต่อมาเป็นการแสดงดนตรีของ ณัฐ ยนตรรักษ์ และ พ-วงเดือน ยนตรรักษ์ โดยณัฐเป็นผู้เล่นเปียโน ส่วน พ-วงเดือนเป็นนักร้องนำ โดยมีการอัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ ความฝันอันสูงสุด มาขับร้อง ต่อจากเพลงความฝันอันสูงสุดแล้ว สองได้เล่นเพลงหนักแผ่นดิน
พิภพอ่านคำประกาศพร้อมจะพลีชีพเพื่อรักษาชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์
ต่อมา นายพิภพ ธงไชย เป็นผู้อ่าน “คำประกาศของปวงชนชาวไทยต่อประชาชาติทั่วโลก” มีจุดยืนโดยสรุป 5 ข้อ คือ 1.ราชอาณาจักรไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ และพร้อมจะพลีชีพเพื่อรักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติจนถึงที่สุด 2.นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ได้สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติและคนไทย จะต้องชดใช้ความเสียหายทั้งหมด 3.นักโทษชายทักษิณ ได้ทำตัวเป็นอริราชศัตรู เป็นผู้ทรยศชาติ ได้ไปสมคบกับศัตรูผู้มีที่มาที่ทำลายเกียรติภูมิของประเทศ
ด่าไปหลายรอบ แต่ยืนยันไม่ใช่ศัตรูกับประชาชนกัมพูชา
4.เรายืนยันว่าศาลสถิตยุติธรรมของไทยที่เป็นที่พึ่งแห่งสุดท้ายของประชาชนอย่างแท้จริง ข้อ 5.ราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา และประชาชนทั้งสองประเทศ ไม่ได้เป็นศัตรูกัน เราจึงขอให้นายฮุน เซน ได้รับรู้และปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของประเทศและประชาชนของทั้งสองประเทศ และ 6.คนไทยเป็นคนที่รักสันติ เราจะร่วมมือกับประชาชาติต่างๆ และรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในการพิทักษ์รักษาสันติภาพ สิทธิเสรีภาพ เพื่อประโยชน์และความสุขของมวลมนุษยชาติโดยถ้วนหน้า
หลังจากนายพิภพได้อ่านแถลงการณ์เสร็จสิ้นแล้ว ได้มีผู้ที่เชี่ยวชาญภาษากัมพูชา ได้อ่านแถลงการณ์แปลเป็นภาษากัมพูชาอีกครั้ง รวมทั้งแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย
สมศักดิ์บอกทักษิณสร้างสถานการณ์ให้เกิดสงคราม
หลังจากนั้น เวลาประมาณ 21.30 น. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯ ขึ้นปราศรัย โดยกล่าวว่า ฮุนเซน นั้นถือว่าเป็นผู้นำประเทศถ่อยสถุนที่สุด เพราะไม่เคารพสนธิสัญญาระหว่างประเทศ นักโทษประเทศไทยเมื่อไปกัมพูชา ต้องส่งกลับมาลงโทษประเทศไทย แต่มันกลับปกป้อง คุ้มครองนักโทษประเทศไทยให้อยู่ในประเทศกัมพูชา และแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษา ขายชาติฉบับจริง เห็นแล้วหรือยัง โกงกินแผ่นดินไม่พอ ทำความวุ่นวายในประเทศไม่พอ กลับไปสร้างสถานการณ์ หวังให้เกิดการสงคราม เพื่อจะกลับมามีอำนาจและเอาทรัพย์สินที่ถูกอายัด ข้อหาโกงพี่น้องประชาชนทุกๆ คน กลับเป็นของตน นี่คือไอ้ชาติโกง
นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส.ส.บางพวกไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของประเทศไทย แต่กลายเป็น ส.ข. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขมรไปแล้ว เหตุที่สภาฯ ล่ม 2-3 ครั้งที่ผ่านมา เพราะมันไปหาพ่อของมัน ที่ประเทศกัมพูชา คนเหล่านี้กินภาษีประชาชน แต่ไม่ทำหน้าที่ เอาตำแหน่งที่มี ไปแสวงหาผลประโยชน์ จำได้ไหมก่อนที่จะเข้าดำรงตำแหน่ง ได้สนองรับพระบรมราโชวาทว่าจะดำรงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติ และเคารพในรัฐธรรมนูญนี้ แต่วันนี้กลับไปรักษาผลประโยชน์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ
สมเกียรติเชื่อมีสงครามปฏิวัติไทย แต่ทำไม่สำเร็จเพราะมีพลังทางศีลธรรมเต็มเมือง
ต่อมานายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรฯ ขึ้นปราศรัย กล่าวว่าทักษิณมาวางแผนในเดือนเมษายนร่วมกับฮุนเซน พี่น้องรู้ไหมว่า เขามาบงการเพื่อจะโค่นล้มอำนาจรัฐไทย และเปลี่ยนรูปการปกครอง แต่กระทำไม่ได้ เพราะรถแก๊สไม่ระเบิด พระสยามเทวาธิราชมีจริง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองทำให้พวกมันเป็นไป
นายสมเกียรติกล่าวว่า พี่น้องเห็นหรือยังว่า สถานการณ์ในประเทศ มันไม่ได้จาบจ้วงล่วงเกินสถาบันหลักธรรมดาแล้ว มันเหนือการด่ากัน การจาบจ้วง กำลังก่อสงคราม สงครามปฏิวัติไทยจะเกิดขึ้น แต่วันนี้พอเขาเห็นพวกเรามาขนาดนี้ สงครามไม่เกิดขึ้นหรอกครับ เพราะพลังทางศีลธรรม พลังแห่งความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เต็มบ้านเต็มเมืองเลย กำลังดูเราอยู่ 20 ล้านคน
หลังจากนั้นแกนนำพันธมิตรฯ ได้ร่วมกันนำผู้ชุมนุมร้องเพลงสดุดีมหาราชา และเพลงสรรเสริญพระบารมี ก่อนที่จะสลายการชุมนุม โดยการชุมนุมเลิกในเวลาประมาณ 22.50 น.
บึ้มหลังเวที ผู้ชุมนุมเจ็บนับสิบ
สำหรับเหตุเสียงดังคล้ายระเบิดที่เกิดด้านหลังเวลาทีปราศรัยเมื่อเวลา 20.40 น. ระหว่างที่นายสนธิ กำลังปราศรัยนั้น เบื้องต้นมีคนเห็นวัยรุ่นได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาวนเวียนในบริเวณดังกล่าว จากนั้นได้ขว้างวัตถุคล้ายปะทัดยักษ์เข้ามาบริเวณด้านหลังเวที จนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจำนวนหนึ่ง และมีเด็กชาย 1 คน ได้รับบาดแผลสาหัสที่ขาซ้าย
สำหรับรายชื่อคนเจ็บทั้ง 10 คนที่หน่วยกู้ภัยร่วมกตัญญูส่งรพ.กลางคือ 1) ด.ช. ณัฐพล ชัยสมศรี อายุ 8 ปี 2) นายกฤษดา สนสมงาม อายุ 28 ปี 3) นายชนานันท์ เปียพิทักษ์กุล อายุ 17 ปี 4) ด.ช. พันธชนะ นาสมวงษ์ อายุ 9 5) นางสาว รจนา ขำมะวิน อายุ 30 ปี
6) นางสุกาญจนา ขำศิริกุล อายุ 26 ปี 7 ) นายชัยพัทธ์ หวังจงมี อายุ 53 ปี 8) นายสมพงษ์ ธีระภาพ อายุ 39 ปี 9) นายอานพ พาณิชย์ดิษสกุล ไม่ทราบอายุ 10) นาย ธีระวัฒน์ หวังจงมี อายุ 53 ปี ส่วนผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลวชิรพยาบาล 1 คนคือจ่าโทวันชัย รัตนไตรภพ อายุ 50 มีบาดแผลที่ชายโครง ไม่สาหัส
ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถรวบตัวผู้ต้องสงสัยได้ 1 คน ก่อนนำตัวไปสอบสวนที่ สน.ชนะสงคราม แล้ว โดยเบื้องต้นผู้ต้องสงสัยปฏิเสธไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์
พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าตรวจสอบบริเวณเกิดเหตุก่อนเปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุว่าเป็นระเบิดชนิดใด และก่อนหน้านี้การข่าวแจ้งว่าจะมีมือที่ 3 สร้างความวุ่นวาย ตำรวจนครบาลจึงวางกำลังดูแลอย่างเต็มที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ถือว่าเป็นความบกพร่อง ขณะที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ แกนนำพันธมิตรฯ สันนิษฐานเบื้องต้นว่า วัตถุระเบิดดังกล่าวน่าจะเป็นระเบิดทีเอ็นที
เพื่อไทยอ้าง พธม. กระแสตกคนลด เตรียมฟ้องที่มีการปราศรัยกล่าวหา
ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า พรรคเพื่อไทยได้ติดตามและบันทึกคำปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ ตลอดเวลา หากมีการพาดพิงถึงสมาชิกพรรคเพื่อไทยโดยมิชอบ ก็จะให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการเพื่อฟ้องร้องต่อไป
นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า จากการประเมินการชุมนุมในวันนี้ พบว่ากลุ่มพันธมิตรฯ มีกระแสที่ตกลง นั่นเป็นเพราะประชาชนคนไทยส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่าสิ่งที่ทั้งรัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรฯ พยายามอ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีพฤติกรรมจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงนั้น ไม่เป็นความจริง เป็นเพียงการกล่าวหาเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น
"การชุมนุมในวันนี้ เป็นเพียงการวัดกำลัง เช็คกระแส และสร้างกระแสให้พรรคการเมืองใหม่เท่านั้น โดยเฉพาะพวกอีแอบจากรัฐบาลที่พยายามอิงกระแสนี้ เพื่อใช้คานอำนาจของกลุ่มคนเสื้อแดงที่กำลังเตรียมชุมนุมใหญ่เพื่อโค่นล้มรัฐบาล แต่จากการติดตามการชุมนุมพบว่าเขาไม่สามารถปลุกกระแสคลั่งชาติได้ เห็นได้จากกำลังของกลุ่มพันธมิตรฯ ลดลง" โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว

Sunday, November 15, 2009

นักศึกษาประชาชนแถลงการณ์ต้านม็อบคลั่งชาติ

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
15 พฤศจิกายน 2552

องค์กรนักศึกษาทั่วประเทศ นำโดยสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย องค์กรสหภาพแรงงาน องค์กรภาคประชาชน นิสิตนักศึกษาและประชาชนที่สนับสนุนประชาธิปไตยได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งคัดค้านการจัดชุมนุมของพันธมิตรฯในวันนี้ โดยชี้ว่าเป็นการชุมนุมของกลุ่มคลั่งชาติ ใช้สถาบันชาติและกษัตริย์เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมือง และสร้างความแตกแยกกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งเรียกร้องให้ยุบสภา และแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย รวมถึงการสร้างการเมือง-สังคม-เศรษฐกิจที่เป็นธรรม สนับสนุนรัฐสวัสดิการ


จดหมายเปิดผนึกถึงสังคมไทย
กรณีการชุมนุมของพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยและทางออก


สืบเนื่องมาจาก ภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคมไทย ระหว่างฝ่ายนิยมประชาธิปไตยกับฝ่ายนิยมอำมาตยาธิปไตย ที่นับว่ายาวนานในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคสมัยปัจจุบัน และมันมีแนวโน้มหมิ่นเหม่ที่จะนำสู่ความรุนแรงในสังคมไทยได้

และการประกาศจัดชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ภายหลังจากแกนนำได้จัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ขึ้นมา ในวันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน นี้ โดยกล่าวอ้างว่าเพื่อปกป้อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นั้น

เรามีความคิดเห็นด้วยความห่วงใยต่อสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ และมีข้อเรียกร้อง ดังนี้

1. การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แม้จะถือว่าเป็นสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่ควรอ้าง ความรักชาติเพียงฝ่ายเดียวและกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามไม่รักชาติ ขายชาติ ทรยศต่อชาติ และไม่รักสถาบัน เสมือนทำตัวผูกขาดรักชาติเพียงฝ่ายตนฝ่ายเดียว ตลอดทั้งในสังคมประชาธิปไตยควรเคารพสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนทุกกลุ่มไม่ว่าส่วนน้อยหรือส่วนใหญ่ในสังคม และไม่ควรสร้างความเกลียดชังให้กับผู้คนโดยกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีปั้นข่าวแต่งเติม จนทำให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยหรือคิดต่างเป็นดั่งศัตรู ไม่เป็นเพื่อนร่วมชาติ เหมือนเช่น เหตุการณ์ก่อนและหลัง 6 ตุลาคม 2519 ที่ทำให้เกิดการเข่นฆ่าสังหารผู้นำชาวนา กรรมกรและนิสิตนักศึกษาผู้รักประชาธิปไตย ตลอดทั้งเกิดโศกนาฎกรรมทางการเมืองโดยการล้อมปราบนักศึกษาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสนามหลวงในใจกลางเมืองหลวงประเทศไทย

2. การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นการสร้างกระแสปลุกระดมบิดเบือนเพื่อให้เกิดความคลั่งชาติในหมู่ประชาชน ให้เกลียดเพื่อนร่วมภูมิภาคบ้านใกล้เรือนเคียง กรณีประเทศกัมพูชา ในยุคที่ประเทศทั่วโลกได้เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้ากันแล้ว เพียงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายตน


3. เราขอเรียกร้องให้องค์กรประชาชน องค์การสิทธิมนุษยชน องค์กรสื่อมวลชน ไม่ควรสนับสนุนการชุมนุมที่จะไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ แต่กลับเป็นการเคลื่อนไหวลักษณะถอยหลังเข้าคลอง และอาจเป็นเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหารได้เหมือนเช่น 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา

4.การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่สำคัญในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงนั้น นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ควรยุบสภาคืออำนาจให้ประชาชน และเราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันพัฒนาระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา เพื่อยกระดับการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ต้องยืนยันหลักการหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชนในการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรว่าเป็นหัวใจของประชาธิปไตย เพราะแม้ระบบการเลือกตั้งอาจไม่เท่ากับประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ แต่ก็มีกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนและมีวาระการเลือกตั้งที่แน่นอนต่อผู้ปกครองผู้บริหารประเทศ

5 ในช่วงสถานการณ์การเลือกตั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้น พรรคการเมืองต่างๆ ควรชูธงว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 หรือไม่ ? ว่าจะแก้ไม่แก้ไขอย่างไร ? เพื่อเป็นนโยบายหาเสียงที่สำคัญเพื่อให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยพิจารณาเลือก และประชาชนกลุ่ม สาขาอาชีพต่างๆ ก็ควรจัดตั้งตนเอง มีข้อเสนอต่อพรรคการเมืองต่างๆเพื่อให้ประชาธิปไตยพัฒนาก้าวหน้าขึ้น ประชาชนมีส่วนร่วม โดยมีหลักการเพื่อลดทอนอำนาจนอกระบบเพิ่มอำนาจประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ และให้ประชาชนต้องยอมรับผลการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม เพื่อยอมรับกติกาประชาธิปไตยในสังคมไทย

6 เราขอเรียกร้องให้ผู้รักชาติรักประชาธิปไตยทั้งหลาย นอกจากต้องให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยทางการเมือง แล้ว ควรต้องให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างความเสมอภาค ความเป็นธรรมทางสังคม จึงต้องมีนโยบายที่สำคัญ เช่น การปฏิรูปที่ดิน การมีรัฐสวัสดิการโดยมาตราการภาษีที่ก้าวหน้า การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น การเคารพวัฒนธรรม ศาสนา และชาติพันธุ์ที่หลากหลาย การสนับสนุนการจัดตั้งองค์กรประชาชนระดับล่าง เช่น สหภาพแรงงาน กลุ่มคนจนเมือง กลุ่มเกษตกรรายย่อย กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มสิทธิสตรี กลุ่มสิทธิเกย์ กลุ่มสื่อทางเลือก ฯลฯ



ด้วยความเชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย

องค์กรและบุคคลที่ลงนามในแถลงการณ์

อนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
พงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา สถาบันเพื่อการพัฒนาเยาวชนประชาธิปไตย
ฉัตรสุดา หาญบาง กรรมการบริหาร สนนท.( มรฏ.สวนดุสิต)
อัมรีย์ เด กรรมการบริหาร สนนท. (ม.กรุงเทพธนบุรี)
รอมซี ดอฆอ เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้
อาเต๊ฟ โซะโก ประธานเครือข่ายนักศึกษาพิทักษ์ประชาชน รามคำแหง
วิศรุต บุญยา เลขาธิการเครือข่ายนักศึกษาพิทักษ์ประชาชน รามคำแหง
ยุทธนา ดาศรี เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)
ศุภกร บุญขาว รองเลขาธิการ สนนอ. (ฝ่ายนักศึกษา) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ยุทธนา ลุนสำโรง รองเลขาธิการ สนนอ. (ฝ่ายประชาชน) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
จักราวุธ ปินะเก กรรมการบริหาร สนนอ. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ภานุวัฒน์ แง่พรม กรรมการบริหาร สนนอ. มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ลลิตา มานะสาร ชมรมกลุ่มเพื่อนวันสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
มนัส ทองชื่น ชมรมวรรณกรรมเยาวชน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภาคม
กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคม อีสาน(กสส.)
ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ประชาธิปไตยท้องถิ่น ภาคเหนือตอนล่าง
แนวร่วมกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ(นกน.)
สถาบันกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและการปกครองตนเอง
ชมรมศิลปินเพื่อความยุติธรรม
กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
กลุ่มนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตย
บุญผิน สุนทราลักษ์ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
พรมมา ภูมิพันธ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย (ส.พ.ท.)
สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย (ส.พ.ท.)
สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์
สหภาพแรงงานสหกิจวิศาล
สมศักดิ์ ภักดิเดช กรรมการชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
วัฒนะ วรรณ องค์กรเลี้ยวซ้าย
วันชาติ กุหลาบสี เจ้าของร้านอาหาร ต้นโอชา
สงครามชีวิต พันธุกรรม ผู้จัดการร้าน สาขา ตั้งฮั่วเส็ง กลุ่มบริษัท SSCAMERA
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ
อาณัติ สุทธิเสมอ
ประสาท ศรีเกิด
พิชิต พิทักษ์
ณิชาดา จินดาวิชัย
พิษณุ ไชยมงคล
วิโรจน์ ดุลยโสภณ
เจษฎา โชติกิจภิวาทย์
วัฒนา สุขวัจน์ คอลัมนิสต์ นสพ.Voice of Taksin
สิริลักษณ์​ ศรีประสิทธิ์ นักศึกษาปริญญาโท เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"สมศักดิ์เจียมฯ" ชี้ "พันธมิตรฯ"เล่นเกมเสี่ยงต่อ"สิ่งที่พวกเขาอ้างว่ากำลังปกป้อง"

ที่มา Thai E-News

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
15 พฤศจิกายน 2552

อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยผ่านเว็บบอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกันถึงข้อสังเกตของตนเองเกี่ยวกับแผนการที่กลุ่มพันธมิตรฯกำลังนำมาใช้ ว่าจะสุ่มเสี่ยงต่อความเสียหายของ"สิ่งที่พวกเขาอ้างว่ากำลังปกป้อง" ในที่นี่ไทยอีนิวส์ขออนุญาตนำโพสต์ดังกล่าวมาเผยแพร่ โดยท่านสามารถร่วมสนทนาในประเด็นดังกล่าวได้ตามลิงก์นี้
http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=39830

โจมตี "ฮุนเซนโมเดล" high-risk strategy ใหม่ ของพันธมิตร

พรุ่งนี้ (15 พ.ย.) ในการชุมนุมของพันธมิตร คำนูญ สิทธิสมาน จะขึ้นเวทีปราศรัยพิเศษ "เป็นครั้งแรกในชีวิต" (นี่คือการโฆษณาของปานเทพ ความจริง คำนูญ สมัยเป็น เลขาธิการ ศูนย์นิสิต เคยขึ้นเวทีพูดมาแล้ว แต่อาจจะเพียง 1-2 ครั้ง ผมเคยฟังอยู่) ในหัวข้อ "จากทักษิโณมิกส์ ถึง ฮุนเซนโมเดล"

(ดูการชี้แจงเรื่องชุมนุมพรุ่งนี้ของปานเทพในรายการ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ที่ ลิงก์)

คำนูญเองเป็นคนคิดและเสนอไอเดียเรื่อง "ฮุนเซนโมเดล" ที่เขาอ้างว่า คือสิ่งที่ทักษิณกำลังพยายามทำตอนนี้ รายงานในผู้จัดการและคนของพันธมิตรฯบางคน เริ่มออกมาพูดเรื่องนี้มากขึ้น และความจริงที่ว่า คำนูญ ถึงกับจะขึ้นเวทีเองนี้ แสดงว่า พันธมิตรฯกำลังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก (ผมมองว่า คำนูญ ต้องถือว่าเป็น "สมอง" หรือ strategist คนสำคัญที่สุดของสนธิ ในแง่ของปัญหาเชิงวิธีคิด ไอเดียเรื่อง "เอาประเทศไทยคืนมา" ที่พันธมิตรฯชูในต้นปี 2549 เมื่อเริ่มชุมนุมไล่ทักษิณ ผมเชื่อว่ามาจากคำนูญ)

ในรายงานชิ้นหนึ่งของผู้จัดการ ที่ตั้งชื่ออย่างดุเดือดว่า "นช.ทักษิณ คนหนักแผ่นดิน กับปริศนาเจ้าองค์ที่ 10" ได้อธิบายเรื่อง "ฮุนเซนโมเดล" ดังนี้ (เน้นตัวแดงของผม)
ฮุนเซนโมเดลกับปริศนาเจ้าองค์ที่ 10

จากเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้น ...

จากพฤติกรรมของ นช.ทักษิณที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในอดีตนับเนื่องจนถึงปัจจุบัน มีทฤษฎีๆ หนึ่งที่น่าสนใจที่สามารถอธิบายการกระทำของเขาได้ นั่นคือ “ฮุนเซนโมเดล” เพราะดูเหมือนว่า นช.ทักษิณกำลังคิดถึงมากเป็นพิเศษ และคนที่ตั้งข้อสงสัยว่า นช.ทักษิณกำลังคิดถึงทฤษฎีนี้อยู่ก็คือ “นายคำนูณ สิทธิสมาน” ส.ว.สรรหา

เนื้อหาสาระสำคัญของฮุนเซนโมเดลหรือโมเดลที่ทำให้ฮุนเซนก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของราชอาณาจักรกัมพูชา ก้าวขึ้นเป็นสมเด็จอัตรมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน มีอยู่ 3 ประการคือ 1.ใช้กองกำลังต่างชาติ 2.ใช้วิธีการโค่นล้ม จัดการเอาพระมหากษัตริย์ที่ครอบงำไม่ได้ออก แล้วก็เชิดเจ้านายที่คิดครอบงำได้เป็นกษัตริย์แทน 3.ให้กษัตริย์ที่ตัวเองครอบงำได้นั้น แต่งตั้งให้ตัวเอง เป็นเจ้า

รายงานเดียวกันนี้ยังได้อ้างว่า ทักษิณเชื่อโชคลางเรื่องตัวเลข เดิมเคยเชื่อ "เลข 8" แต่ตอนนี้หันมาเชื่อ "เลข 10" แทน :
แต่ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลกลใด ในระยะหลัง ความเชื่อในเลข 8 ของเขาเปลี่ยนแปลงไป อาจจะเป็นเพราะซินแซคู่กาย หรือหมอดูอีทีแห่งกัมพูชามากระซิบข้างหูก็ได้ว่า ต่อไปขอให้ยึด “เลข10” เป็นเลขมงคลสำหรับชีวิตของเขาแทน ไม่ว่าจะทำอะไรขอให้ยึดเลข 10 เป็นสำคัญ เพราะจะส่งผลทำให้ก้าวขึ้นไปนั่งเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ลำดับที่ 10 หรือเทียบเท่าผู้ยิ่งใหญ่ลำดับที่ 10ได้

และดูเหมือนว่า นายใหญ่แห่งดูไบจะเชื่ออย่างเป็นจริงเป็นจังเสียด้วย เพราะเขาเองก็เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 ที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นถึงนายกรัฐมนตรี

ด้วยความเชื่ออันนี้เอง ทำให้มีการระดมเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 ตบเท้าเข้ามาเป็นสมาชิกของพรรคเพื่อไทย นัยว่า เพื่อเป็นการเสริมบารมีให้กับเพื่อนรักชั่วนิรันดร์ผู้นี้

นอกจากนี้ ถ้าสังเกตให้ดีก็จะพบว่า เขาเลือกที่จะนั่งเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวเข้าประเทศกัมพูชาตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุนเซนในวันที่ 10 พ.ย.เช่นกัน

แหล่งข่าววงในเผยความลับประการหนึ่งว่า ในปี ค.ศ.2010 จะเป็นปีที่นักโทษหนีคดีรายนี้ทุ่มหมดหน้าตักเพื่อช่วงชิงอำนาจให้กลับคืนมาให้จงได้ ส่วนจะก้าวขึ้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ลำดับที่ 10 หรือเทียบเท่าได้หรือไม่นั้น คงต้องติดตามกันต่อไป
การสร้างคำเรื่อง "ฮุนเซนโมเดล" ของคำนูญ หรือการพูดเรื่อง "โชคลางตัวเลข 10" ที่ผู้จัดการอ้างนี้ ใครอ่านก็ทราบว่า ต้องการให้หมายถึงอะไร ที่ไม่ใชเรื่องกัมพูชาและเรื่องตัวเลข

บทความของ ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย ตั้งชื่อว่า “ทรราชหน้าเหลี่ยม”กับแผน“ผลัดแผ่นดิน” !
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000137433

สุริยะใส ออกมาให้สัมภาษณ์ล่าสุด กล่าวว่า
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000137658
ซึ่งผมเองก็ได้ข่าวจากวงในเครือข่ายทักษิณว่าในขณะนี้มีการเตรียมพิมพ์เขียวประเทศไทยฉบับทักษิณไว้เรียบร้อย ซึ่งพร้อมปฏิบัติการทันทีหากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับสถาบันเบื้องสูง ตามชุดความคิดของ นช.ทักษิณ ที่สัมภาษณ์ไว้ในไทมส์ออนไลน์


อันที่จริง "ชุดความคิดที่ทักษิณสัมภาษณ์ไว้ในไทมส์ออนไลน์" ที่สุริยะใสอ้างถึงนี้ เป็นการมั่วขึ้นมาของสุริยะใส (ที่ผมสงสัยว่าภาษาอังกฤษอาจจะไม่ดีพอที่จะอ่านบทสัมภาษณ์นั้นได้เองด้วยซ้ำ)

ผมคิดว่า สิ่งที่คำนูญ, ผู้จัดการ และพันธมิตร ไม่ตระหนัก (และไม่สามารถตระหนักได้) คือ การสร้างเป้าโจมตีเรื่อง "ฮุนเซนโมเดล" ของพวกเขานี้ พวกเขากำลังดำเนิน high-risk strategy ที่ในที่สุดแล้ว จะสร้างผลเสียใหญ่หลวงกับสิ่งที่พวกเขาอ้างว่ากำลังปกป้อง (เช่นเดียวกับประเด็น "ผ้าพันคอสีฟ้า" ที่พวกเขานำมาสวมก่อน รปห. 19 กันยา และการที่คำนูญเขียนถึงเรื่องนี้ และเรื่อง "เงินสด 2 แสนห้า" ในหนังสือ "ปรากฏการณ์สนธิ")

การพูดเรื่อง "ฮุนเซนโมเดล" หรือ "ตัวเลข 10" ฯลฯ ของผู้จัดการนี้ แม้จะเพื่อต้องการเล่นงานทักษิณ เหมือนกรณี "ปฏิญญาฟินแลนด์" แต่ด้านที่ต่างกันที่สำคัญมากคือ ครั้งนี้ ผลกระทบถ้าจะมี ก็จะไม่ใช่มีเฉพาะต่อทักษิณแน่ โดยเฉพาะ ถ้าคิดว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นในบริบทของการที่หลายเดือนที่ผ่านมา มีปัญหาเรืองการตั้งผู้บัญชาการตำรวจ โดยถึงขั้นพูดกันทางหน้า นสพ.เกี่ยวกับ "ข้อมูลพิเศษจากเยอรมันนี"

ปล. ในบทความสัมภาษณ์ ไทมส์ออนไลน์ ของทักษิณ มีเนื้อหาที่กล่าวถึง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ หลายบรรทัด จนอาจกล่าวได้ว่า กลายเป็นจุดเด่นสำคัญที่สุดของการสัมภาษณ์ครั้งนี้ แม้โดยตัวเนื้อหาของการกล่าวถึงนั้นอาจจะเรียกได้ว่า unexceptional (ไม่มีอะไรแปลกพิเศษ) ก็ตาม

ทักษิณเอง ยังยืนยัน (เคยพูดเรืองนี้มาก่อนในช่วงเมษายน แต่ไม่มากเท่าครั้งนี้) ว่า ปัญหาวิกฤติในปัจจุบัน จะแก้ได้ทางเดียวเท่านั้น คือ ในหลวงทรงเรียกทั้ง 2 ฝ่าย เข้าเฝ้า และรับสั่งให้เลิกแล้วต่อกัน เริ่มต้นกันใหม่ :

What can the King do in this situation?
. . . . bring the two parties together and then start it over again. That is, forgive every party involved.

What would you say to the King?
I would say, ‘Your Majesty, it's time for Your Majesty to be kind to the Thai citizens, by giving them peace. Let them stay together peacefully through the blanket amnesty and pardons. So let everyone go back to their normal life and draft the new constitution.’
.......
You've made your appeal to the King to intervene and your supporters have presented a petition for your pardon. Why has the King ignored them?
I think His Majesty maybe now feels unwell because he's been in and out of hospital. I hope after His Majesty gets stronger he will find a way for the country to be back to unity. We cannot let the country go on like this. We will be getting worse and worse and the division will be getting deeper and stronger.

แต่ที่น่าสนใจคือ อีกไม่กี่คำถามต่อมา เมื่อ ไทมส์ กลับมาเรื่องนี้ ทักษิณ ได้เพิ่มอะไรบางอย่างในคำตอบเดียวกันนี้ ดังนี้ (ดูที่ผมทำตัวแดง) :
......The problem of Thailand must be solved by bringing both sides together and make them bury the hatchet for national reconciliation's sake.

Who can do that?
The King. Normally the president of the Privy Council should be able to do it but now the president of the Privy Council has got involved, and will be attacked strongly by Red Shirts [the supporters of Thaksin], and there is nobody left. There is nobody left to make this thing happen. It can be the King or the Crown Prince, who is going to be the next King.

'โดนทุกดอก เข้าทุกเม็ด'

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ วโรทาห์
ที่มา เวบไซต์ warotah
15 พฤศจิกายน 2552

กลายเป็นมวยถูกคู่ไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ระหว่างเด็กดื้อ ศิษย์หลายเสา กับฮุนเซน พระวิหารยิม

เมื่อฝ่ายแรกเปิดฉากรัวหมัดใส่อย่างไม่ยั้ง ราวกับว่าโกรธแค้นกันมาแต่ชาติปางไหน แต่พอฝ่ายหลังตั้งหลักได้ เท่านั้นแหละ มาร์คเอ๊ย เรียกว่าเห็นดาว เห็นเดือน เห็นตะวันกันเลยทีเดียว

ไม่เชื่อก็ตามมาดูบทสัมภาษณ์ เฉพาะเนื้อๆ เน้นๆ ที่คัดจากมติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ก็แล้วกัน

"ผมขอประกาศชัดๆ ให้คนไทยรู้ว่า เรื่องนี้รัฐบาลไทยมาหาเรื่องกัมพูชา"

"เรื่องที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชานี้ เป็นปัญหาระหว่างผมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทยในปัจจุบันโดยแท้ ..ก่อนที่จะพูด ขอให้ศึกษาหาความรู้ให้มากกว่านี้ เพราะตอนที่ผมเริ่มทำงานการเมืองนั้น นายกรัฐมนตรีไทย ยังเป็นเพียงเด็กวิ่งเล่นอยู่เลย"

"อยากปิดก็ขอให้ปิดไปเลย ..เพราะกัมพูชาก็จะปิดเช่นกัน และปิดทางด้านเศรษฐกิจด้วย ..สั่งห้ามสินค้าไทยทั้งหมดข้ามแดนเข้ามายังตลาดกัมพูชา แม้แต่หมูเพียงตัวเดียว จะไม่ให้ข้ามเข้ามา"

"เรื่องการแต่งตั้งอดีตนายกรัฐมนตรีไทยมาเป็นที่ปรึกษานั้น ผมขอประกาศชัดๆ ให้คนไทยรู้ว่า เรื่องนี้รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ มาหาเรื่องกัมพูชา .. ผมจะบอกให้ว่า จริงๆ แล้วปฏิกิริยาของคนไทยที่แท้จริงเป็นอย่างไร คือพวกเสื้อแดง สนับสนุนการแต่งตั้ง พวกเสื้อเหลืองโกรธและประท้วงคัดค้าน และยังมีกลุ่มที่สบายใจโดยอยู่เฉยๆ เงียบๆ อีกด้วยต่างหาก"

"หากทักษิณมาพำนักอยู่ในกัมพูชา นายกรัฐมนตรีไทยจะกลัวอะไรกันนักกันหนา ทักษิณไปมาแล้วทั่วโลก ไม่เห็นทำอะไร ไปศรีลังกา ล่าสุด ก็ยังไม่เห็นได้ทำอะไรเลย แต่พอบอกว่า จะมากัมพูชา ก็หาเรื่องกัมพูชา"

"อยากรู้นักว่า ใครเป็นเบี้ยของใครกันแน่ อภิสิทธิ์ตกเป็นเครื่องมือของทักษิณเอง เพราะเมื่อทักษิณเปิดตัวเข้ามา อภิสิทธิ์ก็กระโดดออกมาตอบโต้ โดยไม่คิดอะไรเลย และไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของ ชาติเลย"

"สมัยนครวัดนั้น ประเทศไทยอยู่ที่ไหนกัน อ้างว่ากัมพูชามายึดครองบุกรุกดินแดนไทยนั้น กัมพูชาจะไปยึดดินแดนไทยได้อย่างไร ศึกษาประวัติศาสตร์เสียให้ดีว่า ใครรุกรานใครกันแน่"

"ผมจึงถือโอกาสนี้ ร้องขอให้พี่น้องเสื้อแดง และ พรรคเพื่อไทย เสียสละอนุญาตให้ผมนำท่านทักษิณ มาช่วยกัมพูชาในเรื่องเศรษฐกิจบ้างด้วยแล้วกัน"

"ในเมื่อเรื่องนี้ เกี่ยวข้องกับทักษิณ ก็ต้องไล่แก้ตั้งแต่ทักษิณมาเลย ตั้งแต่เรื่องการปฏิวัติ เมื่อ 19 กันยายน 2549"

"ถ้าอภิสิทธิ์เก่งจริง ก็ขอให้เลือกตั้งใหม่สิ ท่านกลัวอะไรหรือ หรือว่ากลัวที่จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรืออย่างไร หรือว่ากลัวว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง"

"ผมเองเป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้รับเสียงสนับสนุนถึง 2/3 ของสภากัมพูชา แล้ว ท่านอภิสิทธิ์ได้รับเท่าไหร่กันหรือ ขโมยเก้าอี้เขามานั่ง ขโมยของของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง จะให้เคารพได้อย่างไร"

"อภิสิทธิ์มีปัญหาท่วมตัวอยู่แล้ว อาจตายได้ ..ทักษิณเป็นเพื่อนของผม เพื่อนไม่สามารถหักหลังเพื่อนได้ ไม่สามารถโยนเพื่อนให้เสือกินได้หรอก"

"อยากฉีกอะไรทิ้งก็ฉีกไปเลย อยากปิดอะไรก็ปิดไปเถิด เพราะถ้าเปิดคงจะไม่สะดวกแล้ว เห็นทีต้องถอนกำลังทหาร 911 (หน่วยรบพิเศษ) ของกัมพูชาออกภายในหนึ่งสัปดาห์ดีกว่า เพราะว่าใช้กำลังเพียงนิดๆ หน่อยก็พอ (ที่จะสู้กับไทย) แล้ว"

"รองนายกรัฐมนตรีสุเทพของไทยได้ขอว่า ให้ช่วยจับทักษิณส่งตัวไปประเทศไทยได้หรือไม่ เรื่องนี้ผมทำไม่ได้หรอก ถ้าผมทำเช่นนั้นก็ถือเป็น กบฏต่อมิตร"

"ขอร้องให้พี่น้อง ประชาชน-ตำรวจ-ทหารไทย ทราบว่า คนที่คุณๆ ทั้งหลายต่อว่าอยู่นั้น เป็นผู้ที่ชนะการเลือกตั้งมาแล้วทั้งนั้น ผมเคารพอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ผมจึงช่วยเขา มีแต่อภิสิทธิ์เท่านั้น ที่จงเกลียดจงชังคนเหล่านั้น"

"ไทยก็ยังสนับสนุนให้เขมรแดง ทำการสู้รบกับรัฐบาลที่ถูกกฎหมาย แล้วให้พวกเขมรแดงไปอยู่ประเทศไทย ไทยให้อยู่ในดินแดนไทยได้อย่างไร เรายังไม่ทำเช่นนั้นเลย ถ้าทักษิณตั้งกองกำลังอยู่ในดินแดนกัมพูชา จะว่าอย่างไรบ้างล่ะ ..ลงนามไม่สนับสนุนเขมรแดง ลงนามสันติภาพ แต่ก็ยังละเมิดหลายอย่าง ขอให้คนไทยดูไว้ กฎหมายระหว่างประเทศยังไม่เคารพเลย จะให้เราเคารพกฎหมายไทยได้อย่างไร"

"..ลงนามด้วยมือ ลบด้วยเท้า ขอยกเลิกการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารของกัมพูชา .. ยังมีหน้ามาบอกว่า ไม่เกี่ยวกับกัมพูชา แต่เป็นเรื่องระหว่างไทยกับยูเนสโก สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึง จริตที่แท้จริงของนายกรัฐมนตรีไทย และเป็นเสมือนการดูหมิ่นเหยียดหยามว่า กัมพูชาโง่อย่างแท้จริง"

"ประเทศไทย เอาปัญหาปราสาทพระวิหารมาเป็นตัวประกัน เป็นเครื่องมือในการโค่นล้มรัฐบาลตั้งแต่สมัยรัฐบาลสมัคร ตลอดจนพยายามเอาผิดกับอดีตรัฐมนตรี นพดล"

เป็นไงบ้าง ท่านผู้ชม อ่านแล้วต้องยอมรับว่า โดนทุกดอก เข้าทุกเม็ด อย่างกับเข้ามาพูดอยู่ในหัวใจคนไทย ยังไงยังงั้น คนที่พูดได้ถึงขนาดนี้ ถ้าไม่บอก ใครจะไปรู้ ว่าไม่ใช่ตู่ จตุพร พรหมพันธุ์

เพราะว่าข้อมูลของน้าฮุนฯ แกแน่นปึ้กระดับที่ ถ้าบอกว่า บ้านแกไม่ได้ติดดีสเตชั่น คงไม่มีใครเชื่อ

งานนี้ ถ้าจะบอกว่า มาร์คเสียหมา ก็คงไม่ผิดจากความจริงไปซักเท่าไหร่ เพราะประมาทคู่ต่อสู้แท้ๆ เลยเจอสวนเข้าไปจังๆ เล่นเอามาร์คถึงกับ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก

จากมวยได้ใจ ระริกระรี้เป็นปลากระดี่ได้น้ำ กลับมายืนพิงเชือก เป่าลมออกจากปากเหมือนหมาหอบแดด หน้าอูมๆ เหลืออยู่ไม่ถึง 2 นิ้ว

ขนาดนี้เราว่าฮาแล้ว แต่น้าฮุนฯแกบอกว่า ยังฮาได้อีก ขอแค่มาร์คเปิดเกมงามๆ มาเรื่อยๆ รับรองได้ว่า น้าฮุนฯ จะไม่ทำให้หลานมาร์คต้องผิดหวัง เป็นอันขาด

เจอลูกหลงไปเต็มๆ แต่ยังเก็บอาการอยู่ คือ บักป๊อกหน้ามึนของเรา

เมื่อน้าฮุนฯแกบลั๊ฟมาว่า "ใช้กำลังเพียงนิดๆ หน่อยๆก็พอสู้กับทหารไทยแล้ว" นี่ไม่ใช่แค่หยาม แต่มันเหยียบหน้ากันชัดๆ

แต่ไม่เป็นไร เพราะทหารไทยไม่ถนัดสู้กับคนมีปืน

เวรกรรม ตอนแรกก็นึกว่า เขมรถอนทหารไปบางส่วน เพราะไม่กล้าเผชิญหน้ากับทหารไทย ที่ไหนได้ กลายเป็นว่ามันมากเกินไป กลัวจะเหยียบกันตาย ตอนไล่ปล้ำทหารตุ๊ด ..อะไรจะขนาดนั้น

นี่ถ้าผมเป็น ผบ.ทบ. ผมลาออกไปแล้ว

เห็นเพื่อนเขาช่วยเหลือกันในยามยากแล้ว บอกตรงๆ ว่า "กูอายแทนมึงว่ะ ป๊อก!"

ฮุนเซนกับทักษิณจะคบหากันมา ซักกี่ปีกันเชียว แต่พอทักษิณมาเจอเสือ เพื่อนคนนี้กลับออกหน้า ไม่ยอมให้มันมากัดเพื่อนเป็นอันขาด

ผิดกันอย่างลิบลับ กับเพื่อนเก่าเล่ายี่ห้อ ตั้งแต่เข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ...พอจวนตัวเข้า

มันโยนเพื่อนให้เสือกิน

ป.ป.ช.= ปกป้องประชาธิปัตย์ ????

ที่มา Thai E-News


โดย คุณ ภาคภูมิ ป้องภัย
ที่มา คอลัมน์ เดินหน้าชน เวบไซต์ มติชน
15 พฤศจิกายน 2552

ปัญหาสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาปรากฏในหลายคอลัมน์หลากมุมมอง เรียกว่าอ่านกันจนอิ่ม ผมจึงขอเลี่ยงมาเขียนถึงเรื่องเล็กๆ ดีกว่า เป็นเรื่องเล็กๆ เสมือนเชื้อไวรัส แต่มันค่อยๆ กัดกร่อนสังคมไทยให้เสื่อมทรุดลงเรื่อยๆ นั่นคือเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นช่วงต้นรัฐบาลชุดนี้

มีคน เคยถามผมว่า "ป.ป.ช." ย่อมาจาก "ปกป้องประชาธิปัตย์หรือเปล่า"

ตอนนั้นผมได้แต่ฟังขำๆ ไป เพราะยังไม่เห็นพฤติการณ์อะไรบ่งชี้ว่า จะเป็นอย่างนั้น แต่มาวันนี้ชักไม่แน่ใจเสียแล้ว

หลังจากได้ติดตามอ่านข่าวทุจริตชุมชนพอเพียงมาตลอด ตั้งแต่ทีมงานในกองบรรณาธิการ "มติชน" เปิดโปงในเดือนพฤษภาคม 2552 มาจนถึงวันที่ 1 กันยายน 2552 กองปราบปรามยื่นสำนวนคดี พร้อมพยานหลักฐานให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

และวันที่ 16 กันยายน 2552 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติรับเรื่องไว้สอบสวน ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่ไปรวบรวมข้อมูลหลักฐานเบื้องต้นมาเสนอบอร์ดใหญ่พิจารณา ก่อนตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน

วันนี้ผ่านมาเกือบ 2 เดือน ปรากฏว่า นายสมชิต สดภูมินทร์ รองเลขาธิการ ป.ป.ช.ฝ่ายปราบปราม ผู้รับผิดชอบสำนวนคดี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 ว่า ยังไม่ได้เห็นสำนวนคดีที่กองปราบฯส่งมาให้เลย หรือว่ากองปราบฯไม่มีฝีมือ ส่งสำนวนกลวงโบ๋มาให้ ป.ป.ช. จนทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

แต่ผมว่าไม่น่าใช่ เพราะกองปราบฯส่งทีมไปสอบปากคำผู้บริหารสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการอนุมัติอยู่หลายวัน

ประกอบกับนายสุมิท แช่มประสิทธิ์ ขณะดำรงตำแหน่ง ผอ.สพช.ได้ส่งข้อมูลหลักฐาน พร้อมชี้เป้าเจ้าหน้าที่ระดับสูงซึ่งต้องสงสัยทุจริตไว้ 3 คน รวมถึงสมาชิกสภาเขตพรรคประชาธิปัตย์ 1-2 คน เข้าไปพัวพัน

นี่ไม่รวมข้อมูลหลักฐานเอกสาร ภาพถ่ายที่ทีมข่าว "มติชน" ไปขุดคุ้ยมานำเสนอแทบทุกวันตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา

ทั้งหมดน่าจะการันตีได้ว่า สำนวนกองปราบฯแน่นหนาในระดับน่าพอใจแล้ว

ทำไม ป.ป.ช.จึงยังไม่ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเสียที

จะว่า ป.ป.ช.เสียเวลากับการส่งเจ้าหน้าที่ไปสืบสวนสอบสวนชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ เหมือนเหวี่ยงแหวงกว้างให้ได้ปลาเยอะๆ ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเท่าที่เคยสัมผัสงานมา ป.ป.ช.จะไม่ทำงานแบบ "มวยวัด" ไม่ขยันเกินเหตุ ปกติมักโฟกัสเฉพาะจุด ยกเว้นเกิดปัญหาทุจริตคล้ายคลึงกัน แพร่กระจายเป็นวงกว้าง ป.ป.ช.จึงจะศึกษาปัญหานั้นๆ ในภาพรวม เพื่อเสนอแนะแนวทางให้รัฐบาลแก้ไขป้องกันต่อไปในอนาคต

เมื่อธรรมชาติ ป.ป.ช.เน้นโฟกัสเฉพาะจุด ประกอบกับมีสำนวนทุจริตชุมชนพอเพียงของกองปราบฯ พร้อมข้อมูลหลักฐานจากฝ่ายค้าน สื่อ และพยานบุคคลมากมายในชุมชนทั่ว กทม.

เพียงเท่านี้ ก็น่าจะนำเสนอชุดใหญ่ ตั้งอนุกรรมการไต่สวนได้แล้ว เปรียบเหมือนทุกฝ่ายปรุงอาหารมาให้เสร็จสรรพ เหลือเพียง ป.ป.ช. ขยอกกลืนลงท้องเท่านั้น

มีขนาดนี้แล้ว ป.ป.ช.ยัง "อืดเป็นเรือเกลือ" อีก

ผมจึงอดคิดถึงคำถามเรื่องชื่อย่อ "ป.ป.ช." ไม่ได้

เราต้องไม่ลืมว่า ทุจริตชุมชนพอเพียงคือ "แผลสด" ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์แผลเดียวที่เด่นชัดมาก ที่สำคัญมีคนของพรรคระดับต่างๆ หลายคนเข้าไปพัวพัน

แม้บางคนถูก "ตัดตอน" ไปแล้วก็ตาม แต่โอกาส "ซัดทอด" ถึงผู้สั่งการ ก็อาจเกิดขึ้นได้

ดังนั้น การตั้งหรือไม่ตั้งอนุกรรมการไต่สวน จึงมีนัยยะสำคัญของการเอาจริงเอาจังกับเรื่องทุจริตในรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ป.ป.ช.ย่อมาจากอะไรครับ ?

Saturday, November 14, 2009

"พัลลภ"ชี้ไทยไม่พร้อมรบเขมรยังขาดแคลนเงินหากเปิดศึกถูกโดดเดี่ยวแน่ จวกรบ.มุ่ง "สร้างหนี้-บี้แม้ว"

ที่มา มติชน

"พัลลภ" ชี้ไทยไม่พร้อมรบเขมรต้องใช้เงินหลายแสนล้านแต่ยังกู้ต่างประเทศมาพัฒนาอีก 8 แสนล้าน หากทำสงครามถูกโดดเดี่ยวแน่ ไร้ชาติอื่นหนุน ลั่น "ทักษิณ-จิ๋ว" ทำเพื่อชาติ จวกรบ.มุ่ง "สร้างหนี้-บี้แม้ว"


"พัลลภ"ชี้ไทยไม่พร้อมรบเขมร ถูกโดดเดี่ยวแน่ ไร้ชาติอื่นหนุน

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทยและอดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) กล่าวผ่านรายการ "ลับ ลวง พราง" ทางคลื่นเอฟเอ็ม 100.5 MHz ถึงท่าทีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยว่า สถานการณ์ยังก้ำกึ่งอยู่ ต้องดูนานๆ เพราะสงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร ตอนนี้เป็นแค่ออเดิร์ฟ ส่วนกรณีที่หลายคนที่ออกมาพูดว่า ควรทำสงครามกับกัมพูชา เพราะเราชนะแน่นอนนั้น ในความเห็นของตนไม่อยากพูดว่า จะแพ้หรือชนะ แต่อยากพูดว่า เราไม่พร้อมทำสงคราม เพราะการทำสงครามแต่ละครั้ง ต้องใช้เงินหลายแสนล้านบาท แต่เราต้องไปกู้เงินมาพัฒนาประเทศ 8 แสนล้านบาท ลองคิดว่าเราจะกู้เงินเขามาทำสงครามอีกหรือ


"ผมประเมินว่าไม่ถึงสงคราม แต่เราไม่พร้อมจริงๆ เพราะการทำสงครามไม่รู้จะใช้อีกกี่แสนล้าน ส่วนปัญหาภาคใต้ 7 ปีมาแล้ว เราใช้เงินหลายแสนล้าน ใช้ทั้งกำลังพล อาสาสมัคร มีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นหมื่นคน วันนี้ยังหาข้อยุติไม่ได้ โจรภาคใต้เรายังเอาชนะไม่ได้ ยังคิดจะไปทำสงครามกับเพื่อนบ้านอีกหรือ สมมติว่า เราทำสงครามกับกัมพูชา เราทำสงครามแบบโดดเดี่ยว ประเทศเดียว เราไม่มีมิตรประเทศช่วยเลย ตรงข้ามกับกัมพูชาที่จะมีลาว เวียดนามและจีนสนับสนุน การทำสงครามเราต้องกู้เงิน ทำให้ประเทศชาติตกทุกข์แสนสาหัส อาจถึงล้มละลาย" พล.อ.พัลลภ กล่าว


เมื่อถามว่า เหตุใดพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย และพ.ต.ท.ทักษิณ จึงเดินทางไปกัมพูชา จนทำให้เกิดการยั่วยุ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า พล.อ.ชวลิตผูกพันกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชามาก คงจำได้ ช่วงที่เวียดนามใต้แตก สงครามเข้ามาในกัมพูชา พร้อมจะลามมาในไทย เรายกกำลังไปชายแดนเพื่อตั้งรับ กัมพูชาแบ่งออกเป็น 4 ฝ่าย ช่วงนั้นตนมีโอกาสได้ไปควบคุม เรามองแล้วว่า หากเกิดสงครามและลามมาในไทย จะทำให้เราสูญเสียมหาศาล พล.อ.ชวลิตจึงเสี่ยงเข้าไปอยู่กับกัมพูชาคือฝั่งฮุนเซนไปเจรจาจนเขมร 4 ฝ่าย ยอมตกลงมาร่วมกันตั้งรัฐบาล


"ดังนั้นการที่พล.อ.ชวลิตและพ.ต.ท.ทักษิณเข้าไป เพราะเห็นประโยชน์ของชาติ ไม่อยากให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศ เพราะไทยมีปัญหากับประเทศรอบบ้าน พวกท่านเข้าไปในลักษณะที่ไปสร้าง เพราะมีลักษณะพิเศษเป็นคนสมานฉันท์ ตอนเราทำสงครามกับคอมมิวนิสต์ ท่านออกนโยบาย 66/23 ยุติสงครามคนไทยฆ่าคนไทย ดังนั้น ท่านไปคราวนี้ เห็นชัดว่า ท่านไปขอร้องให้ทหารกัมพูชา ถอนกำลังออกจากเขาพระวิหาร ซึ่งวันนี้เขาทำแล้ว โดยถอนกำลังหลักออกไป แต่ก็มีกำลังบางส่วนที่เขายังอยู่" พล.อ.พัลลภ กล่าว


ส่วนกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณไปเป็นที่ปรึกษาให้กับสมเด็จฮุน เซนนั้น พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า พ.ต.ท.เป็นคนมีความสามารถด้านธุรกิจ หลายประเทศในอาหรับได้เชิญท่านเป็นที่ปรึกษา หากท่านให้คำปรึกษาแล้วทำให้เศรษฐกิจกัมพูชาเดินไปได้ดีมาก ผลลัพธ์จะตกมาอยู่ประเทศไทย เพราะปีที่แล้ว เราขายสินค้าให้กัมพูชา 6 หมื่นล้านบาท แต่กัมพูชาขายของให้เราแค่ 3 พันล้านบาท และปีหน้าเราอาจขายของให้กัมพูชาถึงแสนล้านบาท นี่คือผลทางอ้อม


เมื่อถามว่า หลายคนมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณทำให้ความสัมพันธ์ไทยและกัมพูชา ขัดแย้งมากขึ้น พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ความคิดคนหลากหลาย ถามว่า รัฐบาลอยู่มา 9 เดือนทำอะไรบ้าง ทำอยู่ 2 อย่างคือ สร้างหนี้กับบี้ทักษิณ พ.ต.ท.ทักษิณไปอยู่ไหน ประเทศนั้นต้องเป็นศัตรูกับประเทศไทย

"พัลลภ"ลั่น"ทักษิณ-จิ๋ว"ทำเพื่อชาติ จวกรบ.มุ่ง"สร้างหนี้-บี้แม้ว"

พล.อ.พัลลภ กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เสียคะแนนนิยมไปมากว่า คงเป็นการให้สัมภาษณ์ แต่ท่านยอมรับว่าภาษาอังกฤษไม่เก่ง กลอนพาไป ส่วนจะถูกหรือไม่ถูก ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ขณะนี้คงไม่มีแผนอะไร โดยพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย และตนคงเดินเกมการเมืองของเราคือ สร้างความเข้าใจว่า พรรคเพื่อไทยมีอุดมการณ์อย่างไรในการทำให้ประเทศมีความมั่นคง ประชาชนอยู่อย่างสันติสุข


เมื่อถามถึงข่าวว่า พล.อ.ชวลิตจะไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ในวันที่ 15 พ.ย.นี้ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ตนเพิ่งคุยกับท่าน ซึ่งท่านไม่ได้พูดเรื่องนี้ แค่บอกว่า จะไปเยี่ยมพม่า มาเลเซียและจีน ตนคิดว่าท่านไม่ขึ้นแน่นอน และหากจะขึ้น ก็คิดว่าไม่เหมาะสม


เมื่อถามว่า พล.อ.ชวลิตโทรหานายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ขอขึ้นเวที เพื่อความสมานฉันท์ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า เป็นไปได้ เพราะท่านพยายามประนีประนอมให้คนไทยทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนเคยเชิญพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ มาพบครั้งหนึ่ง บอกว่า อย่าแตกแยกกัน


เมื่อถามว่า หากพล.อ.ชวลิตขึ้นเวที อาจโดนโห่หรือขว้างปาสิ่งของ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ท่านเป็นคนเสียสละเพื่อประเทศชาติมาตลอด ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ เรื่องแค่นี้คงไม่ทำให้กระเทือน ตนเห็นด้วยหากขึ้นเวทีแล้วทำให้สมานฉันท์ได้ ซึ่งพล.อ.ชวลิตมีความมุ่งมั่น


ส่วนกรณีที่เพื่อไทยเปิดเผยว่า มีแผนลอบทำร้ายพ.ต.ท.ทักษิณ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า "ไม่ทราบ แต่ฟังจากกัมพูชาที่จับคนไทยที่เป็นสายลับ เอาไฟท์บินของพ.ต.ท.ทักษิณมาให้สถานทูตไทย ซึ่งกัมพูชามองว่าเป็นการจารกรรมความลับ เพราะเขาต้องสร้างความปลอดภัยให้พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเส้นทางจากกัมพูชาไปดูไบมี 2 เส้นทางบิน คือผ่านน่านฟ้าไทยกับลงไปทางอ่าวไทย ผ่านมาเลเซีย กัมพูชาต้องสร้างความปลอดภัยที่สุดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะหากผ่านน่านฟ้าไทย และเราส่งเครื่องบินรบให้ไปบังคับให้ลงมา ดังนั้นเขาจึงถือว่า เป็นความลับสุดยอด"


ส่วนกรณีที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีค่าหัว 150 ล้านและกลุ่มลอบทำร้ายเป็นกลุ่มเดิม ที่เคยพยายามสังหาร โดยมี "ส." เป็นผู้บงการ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่เป็นเรื่องที่พ.ต.ท.ทักษิณต้องระวังตัว เพราะเขาทำอยู่ 2 อย่าง คือสร้างหนี้กับบี้ทักษิณ