WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, November 16, 2009

มาร์ค-กษิต คู่หูคู่ก่อเรื่อง!

ที่มา บางกอกทูเดย์

บานปลายมากขึ้นทุกทีสำหรับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทย และประเทศกัมพูชาถึงวันนี้ หมดเวลาที่จะมาเถียงกันแล้วว่า ใครผิด ใครถูก ใครทำเหมาะสมไม่เหมาะสม??เพราะหากคำนึงถึงผลประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติ จะต้องเป็นเวลาที่หาทางแก้ไขปัญหาโดยรีบด่วนการแก้ปัญหาไม่ได้

หมายความว่า ไทยจะต้องกลัวเกรงกัมพูชา รวมทั้งไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะต้องเสียศักดิ์ศรีในทางพุทธศาสนา ตลอดจนโดยวัฒนธรรมประเพณีอันงดงามของสังคมไทย “การให้” นั้นจะทำให้ผู้ที่เป็นฝ่ายให้ จะสง่าและดูดีมากกว่าผู้ที่เป็นฝ่ายรับเสมอการให้จะช่วยให้ผู้ให้มีจิตที่สงบและไตร่ตรองได้อย่างละเอียดรอบคอบมากขึ้นศักดิ์ศรีที่ได้มาจากการเป็นฝ่ายให้ ดีกว่าการจะไปกล่าวอ้างทวงศักดิ์ศรีมากมายนักดังนั้นในเมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายก

รัฐมนตรี ยืนยันแล้วว่า ไม่ได้คิดที่จะปลุกความคลั่งชาติอย่างไร้สติ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี และทำให้เห็นว่าโอกาสที่จะรักษาความสัมพันธ์กับประเทศกัมพูชา ในฐานะมิตรประเทศเพื่อนบ้านยังไม่ถึงทางตันรศ.พิภพ อุดร แห่งคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พูดชัดเจนว่า ศักดิ์ศรีเป็นเรื่องสมมุติ แต่เรื่องจริงๆ ที่ต้องคำนึงคือการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ ดังนั้น “บางกอก ทูเดย์” จึงไม่อยากให้รัฐบาล ไม่อยากให้นายอภิสิทธิ์ ไปยึดติดกับ

ศักดิ์ศรีสมมุติ จนทำให้การแก้ไขปัญหาผิดฝาผิดตัวมากขึ้นไปกว่านี้แน่นอนว่าคำยืนยันของบรรดานายทหารใหญ่ บรรดาผู้บัญชาการทั้งหลายที่บอกว่าไม่ห่วง และพร้อมที่จะปกป้องประเทศชาติและอธิปไตย เป็นสิ่งที่ทำให้สังคมไทยอุ่นใจและวางใจ หากในกรณีจำเป็นอย่างถึงที่สุดแล้วจะเกิดเรื่องราวขึ้นมาแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นเหตุให้รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็น 1 ในตัวการสำคัญที่ทำให้ระดับความ

สัมพันธ์กับประเทศกัมพูชาไม่ราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็นจะสามารถดำเนินการ หรือพูดอะไร โดยหมิ่นเหม่กับแนวทางความสัมพันธ์ทางการทูตตามหลักสากลประเทศหรือนานาอารยะประเทศประพฤติปฏิบัติได้เพราะต้องท่องเอาไว้ตลอดว่า เรื่องนี้ทั่วโลกจับตามอง และประเทศไทยไม่เพียงจะต้องคบหาสร้างสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ แต่ไทยยังต้องการที่จะเป็นประเทศผู้นำในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยดังนั้นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรื่องเกี่ยวกับหลักการ

ทางการทูต จะหลุดหรือใช้อารมณ์ไม่ได้เลย!!“มาร์ค” โปรดฟังอีกครั้ง....!!เรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ- เรื่องเกี่ยวกับหลักการทางการทูต จะหลุดหรือใช้อารมณ์ไม่ได้เลย!!ยิ่งหากว่ารัฐบาลเชื่อมั่นว่า มุมมองของสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชา และรัฐบาลกัมพูชา อยู่ในระหว่างที่มองต่างมุมกับรัฐบาลไทย ในกรณีการขอให้ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนยิ่งมองไม่ตรงกันยิ่งต้องละเอียดอ่อนและระมัด

ระวังให้มาก!!!สำหรับการเมืองในประเทศ นายอภิสิทธิ์ จะปล่อยให้บรรดาองครักษ์พิทักษ์รัฐบาล กล่าววาจาแขวะ ท้าทาย เสียดสี เย้ยหยันอย่างไรก็ได้ เพราะอย่างน้อยก็เป็นเรื่องภายในประเทศด้วยกันเอง หากจะเสียก็เสียภาพลักษณ์เสียคะแนนนิยมกันอยู่ในบ้านนี่แหละ ว่าประชาชนรับได้หรือไม่ หรือจะเป็นตัวอย่างประเภทไหนสำหรับเยาวชนไทยที่เป็นอนาคตของชาติ สุดท้ายถึงเวลาที่ประชาธิปไตยเต็มใบ มีการคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจด้วยการเลือกตั้งเกิดขึ้น

วันนั้นก็คงได้รับคำตอบเองว่า พฤติกรรมการเมืองประเภทนายกองร้องด่าท้าทายทั้งหลายนั้น สังคมรับได้หรือไม่ได้แต่สำหรับเรื่องระหว่างประเทศแล้วจะทำอะไรต้องละเอียดอ่อน และไตร่ตรองให้รอบคอบมากเป็นพิเศษการที่พูดราวกับสนุกว่า ผู้นำกัมพูชามีข้อมูลไม่เพียงพอ หรือไม่ได้พูดกันเพราะนั่งห่างกันแถมมีกระถางต้นไม้บัง ประเทศอื่นๆ ที่ได้รับฟังจะคิดเช่นใด นี่คือมารยาททางการทูตหรือ ในเมื่อสังคมไทยก็สอนตลอดมาว่า น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก ซึ่งสอดคล้อง

กับหลักทางการทูตไม่ว่าสถานการณ์จะตึงเครียดเพียงใด จะต้องยิ้มแย้มเข้าไว้ก่อน ดังนั้นการที่ นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ในฐานะปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ ในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งมีกำหนดเข้าร่วมประชุม APEC CEO Summit 2009 ที่ประเทศสิงค์โปร์ ไม่มีความประสงค์ที่จะหารือกับ นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ของกัมพูชา เป็นการส่วนตัว เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

ระหว่างทั้งสองประเทศแต่อย่างใดนี่ต้องถือว่าการ์ดตกทางการทูต จะไม่พบหรือจะหลีกเลี่ยงที่จะไม่พบ ก็ไม่ควรที่จะต้องประกาศสงวนคม สงวนท่าทีไว้ดีกว่าในสถานการณ์แบบนี้ การไปประกาศก็กลายเป็นขึงพืดตัวเอง หากเกิดฟลุ๊กที่จะมีโอกาสพูดกันรู้เรื่องได้ เพราะมีประเทศอื่นช่วยไกล่เกลี่ย แต่ชิงไปประกาศขึงพืดเอาไว้ล่วงหน้า ก็เท่ากับปิดโอกาสแถมประเทศอื่นๆ เห็นการประกาศชัดแบบนี้ ใครจะกล้าเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยยิ่งสถานการณ์ตอนนี้บานปลายไปถึงขึ้นมี

การจับกุมตัวคนไทยที่ไปทำงานในกัมพูชาแล้วด้วย ซึ่งระบุข้อหาที่รุนแรงมาก โดยกล่าวหาว่า เป็นผู้ขโมยข้อมูลเรื่องตารางเวลาการบินเที่ยวบินพิเศษของอดีตนายกฯ ทักษิณ ก่อนนำข้อมูลดังกล่าวไปให้กับนายคำรบ ปาลวิวัฒน์วิชัย เลขานุการเอก ประจำสถานทูตไทยในทางการทูตยิ่งต้องระวังหนักมากขึ้นเป็น 2-3 เท่าแต่กลับปรากฏว่านายกษิต ยังคงเส้นคงวากับการพูดแบบไม่ระมัดระวังมารยาททางการทูต ให้สัมภาษณ์ดังไปทั่วโลก ว่าเป็นการใส่ร้าย... แบบนี้

ในทางการทูตจะมองหน้ากันติดได้อย่างไร??หากนายกษิตยังเป็นแค่นายกษิต ที่ขึ้นไปไฮปาร์คบนเวทีพันธมิตร หรือแม้แต่หากว่าเป็นแค่นักเลงเดินตามถนน จะพูดจาว่าใครเป็นกุ๊ย ว่าใครเป็นคนเกเร หรือจะบอกว่าการยึดสนามบินเป็นเรื่องสนุกอย่างไรก็ได้แต่วันนี้นายกษิตได้รับการแต่งตั้งจากนายอภิสิทธิ์ให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้ว จะพูดจาตามความเคยชินเดิมๆ ไม่ได้แล้วอย่างน้อยที่สุดในเวลานี้ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของนายศิวรักษ์

โชติพงษ์ วิศวกรบริษัท กัมพูชา แอร์ ทราฟฟิค เซอร์วิส หรือ CATS ที่ถูกจับกุมดำเนินคดีให้มากที่สุดแค่สถานการณ์ขณะนี้ ครอบครัวโชติพงษ์ก็ร้อนรนจนนั่งไม่ติดแล้ว ยิ่งนายอภิสิทธิ์บอกเพียงว่าก็จะดำเนินการช่วยเหลือตามปกติของคนไทยที่มีคดีในต่างประเทศ รวมทั้งนายกษิตเองก็ไม่สามารถทำหน้าที่รัฐมนตรีต่างประเทศกับประเทศกัมพูชาได้เต็มที่แบบนี้จะไม่ให้คนในครอบครัวโชติพงษ์เครียดหนักได้อย่างไร?? ดังนั้นในวันนี้ รัฐบาล และนายกฯ อภิสิทธิ์ รวมทั้งนา

ยกษิต จะต้องอดทนอดกลั้นให้มากที่สุด ยิ่งหากนายกษิตอ้างว่าเป็นแผนกระตุ้นจริงๆ ด้วยแล้ว ยิ่งต้องรอบคอบบทเรียนในการพูดเรื่อยเจื้อยก็มีมามากพอที่จะรู้แล้วว่า สร้างความเสียหายเพียงใด ยิ่งขณะนี้ไทยได้ลดระดับความสัมพันธ์กับกัมพูชา จนนำไปสู่การให้เอกอัคราชทูตไทยประจำประเทศกัมพูชาเดินทางกลับ รวมทั้งการตอบโต้ทางการทูตโดยการขับเลขานุการเอกของทั้งสองฝ่ายกลับประเทศ เท่ากับว่าขณะนี้ไทยไม่มีเอกอัครราชทูต ไม่เลขานุการเอกที่จะปฏิบัติ

หน้าที่ในกัมพูชาแล้ว การช่วยเหลือนายศิวรักษ์จึงยิ่งต้องรอบคอบรัฐบาลไทยต้องนึกถึงนายศิวรักษ์ และครอบครัวโชติพงษ์ให้มากๆ เข้าไว้แต่จะว่าไปทั้งหมดนายอภิสิทธิ์ และนายกษิต จะต้องทบทวนอาการบุ่มบ่ามของตนเองในเรื่องที่ทวงให้รัฐบาลกัมพูชาส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณให้โดยไม่สนใจสัญญาณจากทางกัมพูชาว่าคิดอย่างไร??เมื่อบุ่มบ่ามจนกลายเป็นเรื่องบานปลายเช่นนี้ย่อมปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เพราะในความเป็นจริง ก็มีคำถามว่าหากกรณีพ.ต.ท.

ทักษิณไม่ใช่คดีการเมืองทำไมจึงเร่งร้อนขนาดนี้ เพราะในขณะเดียวกันคดีอื่นๆ ไม่เห็นรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และนายกษิตเร่งร้อนเช่นนี้ไม่ต้องพูดถึงคดีนายราเกซ สักเสนา ที่เกี่ยวพันกับนักการเมืองกลุ่ม 16 จนเรื่องทอดหุ่ยมาเป็น 10 กว่าปี แค่กรณีของนายสมชาย คุณปลื้ม หรือกำนันเป๊าะ ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุกในคดีบุกรุกเขาไม้แก้ว ซึ่งขณะนี้นายสมชายก็หลบหนีไปอยู่ที่เกาะกงแต่ไม่เห็นนายกษิต หรือนายอภิสิทธิ์ ทำหนังสือด่วนไปขอให้ส่งตัวกลับไทย!!เช่น

เดียวกับกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำวินิจฉัยว่า นายวัฒนา อัศวเหม มีความผิดทุจริตในคดีบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน และขณะนี้นายวัฒนาก็หลบหนีไปอยู่ที่เกาะกงซึ่งก็อีหรอบเดิม นายกษิต หรือนายอภิสิทธิ์ ก็ไม่ได้ทำหนังสือเร่งด่วนไปขอให้ส่งตัวกลับไทยด้วยเช่นกันแบบนี้หากไม่มองว่า 2 มาตรฐาน ก็หนีไม่พ้นว่าต้องมองเป็นกรณีคดีการเมืองนั่นแหละจึงไม่แปลกหากกัมพูชา จะเฉยๆ กับหนังสือของกระทรวงต่างประเทศ และตอบ

ปฏิเสธกลับมาเพราะจะว่าไปแล้วเรื่องนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งหากนายอภิสิทธิ์ และนายกษิต หากว่าลืมเลือน จำไม่ได้ หรือไม่รู้ ก็สามารถที่จะสอบถามค้นหาข้อมูลได้นั่นคือกรณีนายซกเยือน ซึ่งหลบหนีคดีลอบสังหารสมเด็จฯ ฮุน เซน เมื่อประมาณ ปี 2543 ข้ามเข้ามาในฝั่งไทย ซึ่งทางรัฐบาลกัมพูชาก็ได้ทำหนังสือมาถึงรัฐบาลไทยในขณะนั้น คือรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในตอนนั้น เพื่อขอให้รัฐบาลไทยส่งตัวนายซก

เยือนกลับกัมพูชาในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ตามสนธิสัญญาแต่รัฐบาลไทยในขณะนั้นก็ปฏิเสธการส่งตัวนายซกเยือนให้....!!ซึ่งก็ถือเป็นสิทธิของรัฐบาลไทยที่จะพิจารณาว่าจะส่งตัวหรือไม่ส่งตัว และทางกัมพูชาก็ไม่ได้ต่อว่า ไม่ได้คิดว่ามุมมองของรัฐบาลไทยเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของกัมพูชาแต่อย่างใดจึงไม่ได้มีการตอบโต้ใดๆ กับทางฝ่ายไทย ทำให้ไม่มีการลดระดับความสัมพันธ์เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เพราะกัมพูชายอมรับในการตัดสินใจของ

รัฐบาลไทยนั่นเองนี่คือข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่นายอภิสิทธิ์ และนายกษิต ควรจะต้องศึกษาและเรียนรู้ ซึ่งหากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ทำเหมือนกับรัฐบาลกัมพูชาทำในตอนนั้น คือยอมรับในการตัดสินใจของประเทศเพื่อนบ้าน เรื่องในวันนี้ก็คงไม่บานปลาย จนทำให้ครอบครัวโชติพงษ์ต้องมารับเคราะห์ไปด้วยเช่นนี้อย่างไรก็ตาม ยังไม่สายเกินไปที่จะแก้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขอเพียงแต่อย่าเอาวาระซ่อนเร้นมาเป็นตัวตั้งเท่านั้นเอง!!!

“บางกอกทูเดย์” ขอสรุปและติงเตือนว่า....ในฐานะที่ “วันนี้” อภิสทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศเป็นนายกรัฐมนตรี และ กษิต ภิรมย์ ก็ “ส้มหล่น” ได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในฐานะตัวแทนพันธมิตรฯ ทั้งสองคนก็ต้องยิ่งระมัดระวังทั้ง “การกระทำ” และ “ปาก” ของตัวเองในมากกว่าที่เป็นอยู่
ต้องทำตัวเองให้พ้นจากข้อครหานินทาที่ว่า.... มาร์ค-กษิต คือคู่หูคู่ก่อเรื่อง! ที่ทำให้มิตรประเทศต่างหันหลังให้กับประเทศไทยกันอย่างพร้อมเพรียง!!

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(16พ.ย.):แดงทุกมุมโลก/อาลัยนักสู้เจ๊ขก

ที่มา Thai E-News


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน วันหวยออก นักข่าวชาวรากหญ้านำเสนอข่าวคราวกิจกรรมความเคลื่อนไหวของพี่น้องชาวเสื้อแดงเช่นเคย วันนี้พี่น้องเสื้อแดงอินเตอร์มีกิจกรรมคึกคักเป็นพิเศษ ที่สำคัญมาครบทุกมุมโลกทั้งอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ยุโรป เยอรมนี ขอเชิญทัศนา และขอเรียนแจ้งท่านนักเขียน คอลัมนิสต์ทั้งขาประจำขาจร ท่านแกนนำกลุ่มต่างๆทั้งในไทยและทุกมุมโลก เราได้ยกเลิกอีเมล์เก่าเปลี่ยนอีเมล์ใหม่สำหรับการติดต่อประสานงาน ส่งข่าวส่งบทความเป็นอีเมล์อันนี้thaienews99@googlegroups.com ขอความกรุณาให้ท่านทั้งหลายติดต่อมาใหม่ที่เบอร์นี้ กราบขออภัยในความไม่สะดวก***



***เริ่มจากงานคอนเสิร์ตเขาใหญ่เมื่อวันเสาร์14พ.ย.ที่ผ่านมา คนแห่ร่วมนับแสนทั่วประเทศ คุณนกไฟ นักข่าวคนขยันจากปักษ์ใต้สีแดงรายงานมาว่า แดงจากแดนใต้ กลุ่มหาดใหญ่ 52 และพี่น้องชาวสตูล พัทลุง ได้ร่วมเดินทางไปด้วยกันครับ ไม่เกี่ยงว่าไกลแสนไกลแค่ไหนก็มาร่วมงานนี้ให้ได้ ในงาน เพื่อนร่วมร้อง พี่น้องร่วมรบ ที่เขาใหญ่ โคราช มากันประมาณ 50 คน หนึ่งคันรถบัสพอดี ได้รับการต้อนรับทักทายแบบชนิดเกินคาดเหมือนเช่นเคยจากเสื้อแดงจังหวัดอื่นๆ แถมขากลับ ตอนนั่งทานข้าวที่ ชะอำ ดันเจอกลุ่ม พันธมิตรจากหาดใหญ่มากัน 2 คันรถบัส ดันมานั่งทานข้าวร้านเดียวกันอีก(กำลังเดินทางไปสนามหลวงเพื่อชุมนุมใหญ่) มีปากเสียงกันเล็กน้อย พอเป็นน้ำจิ้ม แต่ไม่มีเรื่องอะไรร้ายแรงคร้บ...โล่งไปที***


***ระหว่างที่เสื้อแดงในประเทศไปชุมนุมคอนเสิร์ตเขาใหญ่กว่าแสนคน กิจกรรมเสื้อแดงในต่างประเทศก็คึกครื้นไม่แพ้กัน เริ่มจาก RED IN JAPAN คุณปิคกี้คนเก่งรายงานข่าวมาสดไว เสื้อแดงไทยในญี่ปุ่นได้ชุมนุมสัญจรครั้งที่3ภายใต้งาน "รวมพลังประชาธิปไตย ขับไล่อำมาตย์ยา"ในวัน อาทิตย์ที่15 พย. 52 ครั้งนี้เสียงเรียกร้องการรวมตัวกันของคนเสื้อแดงที่จังหวัดอิบาราหงิมากเหลือเกิน ประจวบกับเหตุการณ์บ้านเมืองไทยในขณะนี้ นายกฯทักษิณ ชินวัตร ถูกกลุ่มคนชั่วกล่าวหาสร้างข่าวเป็นเท็จมาโดยตลอด จึงได้เกิดที่มาการชุมนุม สัญจรที่ อิบาราหงิ ภายในงาน มวลชนพี่น้องเรา ค่อยๆทยอยมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเวลา 11.30เริ่มงานลงทะเบียนและ ร่วมเขียนคำอวยพรเพื่อเป็นกำลังใจ แด่นายกทักษิณ ชินวัตร พี่น้องเราร่วมร้องเพลงชาติไทย และถ่ายรูปร่วมกัน ***

***จากนั้นมีรายการโฟนอินมาทักทายและพูดคุยกับเสื้อแดงไทยในญี่ปุ่น ที่ชุมนุมพลกัน ณ จังหวัดอิบาราหงิ เริ่มจากเวลา13.15น. นายแพทย์แหวงโต จิราการ โฟนอินมาเล่าสถานการณ์การเมืองปัจจุบันให้พี่น้องเสื้อแดงไทยในญี่ปุ่นรู้เหมือนกับอยู่เมืองไทยกันเลยทีเดียว พร้อมกับแนะนำวิธีการการรวบรวมมวลชนคนไทยในต่างแดน***

***เวลา 15.00น.โดยประมาณ ท่านนายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็โฟนอินเข้ามาเล่าเหตุการณ์ขำๆแด่พี่น้อง จากเหตุการณ์จะมีคนแอบลอบยิง ถ้าเครื่องบินลำที่ท่านนายกฯบินออกจากกัมพูชาผ่านน่านฟ้าไทย ถือเป็นเรื่องตลกของพวกเราชาวสีแดงที่ชุมนุมอยู่ถึงกับฮาตรึเชื่อไม่เชื่อดูรูปเอาเอง ตอนนายกฯทักษิณเล่ามาถึงตอนนี้นอกจากน่าขันเป็นอย่างมาก แต่ก็น่าสลดใจเมื่อท่านบอกว่าเกือบจะชินแล้วกับการลอบกัด ของพวกหมารับใช้ทั้งหลาย พี่น้องที่ อิบาราหงิ ได้มีการพูดถึงการชุมนุมที่ โบนันซา ที่ท่านนายก โฟนอินมาร้องเพลง "ขอบคุณที่ซ้ำเติม" ท่านกล่าวว่าร้องไม่ค่อยเป็น ไม่เหมือนร้อง คาราโอเกะค่ะ เหมือนไม่มี ซาวด์ค่ะ***


***จากการโฟนอินของท่านนายกฯ พวกเราพี่น้องเสื้อแดง ที่อิบาราหงิ ญี่ปุ่น ล้วนได้ยินเสียงท่านนายกฯ ทุกคนดีใจกันมาก และพร้อมจะต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ ที่ไม่ไกล และคิดว่าจะจบเร็วๆนี้ เพียงแต่ท่านให้สัญญาณ พวกเราพร้อมลุยกับคนไทยทั่วทุกมุมโลกค่ะ***

***ต่อมาก็เป็นคิวของคุณกี้ร์-อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ในช่วงประมาณ 15.40น. คุณกี้ร์บอกว่ากำลังจะขึ้นเวทีคอนเสิร์ต ก็ยังปลีกตัวส่งเสียงมาทักทายเสื้อแดงไทยในญี่ปุ่น ทำให้พวกเราทางนี้ซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง และครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่2ที่คุณกี้ร์โฟนอินมาทักทายเสื้อแดงไทยในญี่ปุ่น***

***เวลา 16.00น. เสธ.แดงโฟนอินในเรื่องการเมือง เหตุการณ์ปัจจุบัน ต่อด้วยเวลา 16.30 น. คุณขวัญชัย ไพรพนา โฟนอินมาให้กำลังใจพี่น้อง อิบาราหงิ ในการชุมนุมสัญจรในครั้งนี้ และครั้งต่อๆไป และขอให้น้องเสื้อแดงแข้มแข็ง ตั้งใจทำงานด้วยใจจริง แล้วสิ่งที่พวกเราทำกันจะสำเร็จ***

***เจ้าภาพงานนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงที่ญี่ปุ่น RED IN JAPAN , RED THAI JAPAN กลุ่มปกป้องทักษิณ กลุ่มรักประชาธิปไตย
ต้องขอขอบคุณ คุณสุนีย์ ,คุณวัลลพ ที่ช่วยประสานงานในครั้งนี้ ขอบคุณ สถานี PEOPLE CHANNAL และขอบคุณ ไทยอีนิวส์ ที่ช่วยกรุณาเผยแพร่ข่าวเสื้อแดง มาโดยตลอดค่ะ
และคิดว่าเร็ววันนี้ จะมีเสื้อแดงอีกหลายประเทศเกิดขึ้นอีกมากมาย***

***ทางไทยอีนิวส์ก็ต้องขอบคุณผู้ประสาน และนักข่าวคนเก่งแห่งเสื้อแดงไทยญี่ปุ่น คุณปิคกี้เช่นกันที่ส่งข่าวมาสม่ำเสมอ ให้คนไทยทั่วโลกได้ชื่นใจไปกับข่าวดีๆแบบนี้ ยิ่งทราบว่าคุณปิคกี้ขับรถไปข้ามหลายเมืองตั้ง6ชั่วโมงเพื่อการนี้ ก็ขอให้กำลังใจมาในโอกาสนี้ สู้ๆเขานะเสื้อแดงไทยในญี่ปุ่นทุกท่าน***

***ไปที่เสื้อแดงไทยในเยอรมันกันต่อ คุณรจนาส่งข่าวมาว่า กลุ่มแดงไทย"คนรักทักษิณ"ในเยอรมนี เป็นกลุ่มจัดตั้งตนเองเพื่อร่วมอารมณ์ความรู้สึกกับประชาชนไทยในการต่อสู้ร่วมเรียกร้องประชาธิปไตยอันคือปัญหาบ้านเมือง และหลังการประชุมประสานงานกันในแคว้นต่าง ๆ ได้มีบางคนที่มีประสบการณ์ร่วมต่อสู้กับกลุ่มเสื้อแดงไทยหลังสงกรานต์เลือด 2552 มาเป็นแกนนำและพลังสำคัญ***

***หลังการประชุมแกนนำในแคว้นแต่ ๆ 5 ครั้ง จึงเกิดการชุมนุมใหญ่รวมพลคนเสื้อแดง ณ นครเบอร์ลิน ครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม2552 และได้ผ่านไปด้วยการเพิ่มจำนวนคนเสื้อแดงมากมาย และเป็นที่สนใจวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมรวมถึงสื่อมวลชนท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง จึงจะมีการชุมนุมกิจกรรมคนเสื้อแดงอีกครั้งใน ....

วันที่ 21 พ.ย 2552 ขอเชิญพี่น้องชาวเยอรมนีและประเทศใกล้เคียง รวมงาน รวมพลคนเสื้อแดง ที่นครเบอลิน พบกับคุณวิสา กับคุณไพจิตร อักษรณรงค์ และพบกับรายการสำคัญคือโฟนอินของท่านนายกฯทักษิณด้วยค่ะ***



***สนใจรวมงานสอบถามรายละเอียดได้ที่ กลุ่มคนรักทักษิณในเยอรมนี

0151/51232320 คุณแดงแจ๊ด
เขต Dortmuend ติดต่อคุณอำนวย Tel.0151/12309521
เขต Braunschweig ติดต่อ คุณน้อย Tel.0152/29690966
เขตฺ Berlinติดต่อ คุณบังอร Tel.0152/22476336
***


***สำหรับท่านที่ยังไม่ได้อ่านบทความของแกนนำแดงไทยในเยอรมนี เชิญอ่าน เผชิญหน้ากัน มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง (แต่) สร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีแต่รวยกับรวย จะพบทัศนะที่คมคายลึกซึ้งอย่างมาก ทำไมผู้ปกครองอำมาตย์ไทยคิดแบบนี้ไม่ได้ก็ไม่รู้ ส่วนภาพชุดนี้เป็นกิจกรรมการประชุมเตรียมงานกัน เชิญชมหายคิดถึงกันครับเสื้อแดงทั่วไป ก้าวไกลไปทั่วโลก***

***คุณเล็ก ซิดนีย์ แห่งแดงไทยออสเตรเลียแจ้งข่าวถึง กรรมการ สมาชิก และเพื่อนๆผู้รักในอุดมการณ์ประชาธิปไตยชาวไทยในออสเตรเลียทุกคน กลุ่มพลังประชาธิปไตยไทย ในออสเตรเลียจะจัดให้มีการเสวนาประชาธิปไตย ในวันที่ 22 พฤศจิกานี้ ณ ร้านอาหาร Suan I-San เลขที่ 1-4/408 King St. NEWTOWN, NSW โดยจะมีท่านนายกทักษิณ โฟนอิน และนำการเสวนา โดยดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีคลัง จึงขอเชิญชวนทุกๆท่านชาวไทยในออสเตรเลียเข้ามาร่วมโดยพร้อมเพียงกัน รายละเอียดเพิ่มเติมที่อีเมล์ thairedaustralia@hotmail.com Phone: 0421 115 272 การเข้าร่วมงานไม่มีค่าใช้จ่าย อาหารและสถานที่ อภินันทนาการโดย คุณ เยาว์.....เจ้าของร้านอาหาร Suan I-San โทร 95576722***

***
กำหนดการ

14.00 -15.00 น ลงทะเบียน

15.00 -15.15 น กล่าวต้อนรับและเปิดงานเสวนา

15.15 -18.30 น เสวนา เรื่อง ปัญหาการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย จากมุมมอง

ด้านเศรษฐกิจและการเมือง

หัวข้อที่ 1 อะไรคือวิกฤตปัญหาแท้จริงของประเทศไทย

หัวข้อที่ 2 เราจะมีประชาธิปไตยสมบูรณ์ได้อย่างไร

หัวข้อที่ 3 ประชาชนจะมีบทบาท ปกป้องรักษาประชาธิปไตยอย่างไร

วิทยากร รศ. ดร สุชาติ ธาดาธำรงเวช ( อดีต รมต คลัง )และคณะ
อ. ชูพงศ์ ถี่ถ้วน ( วีดีโอ ลิ้งค์)
18.30 -19.30 น ร่วมรับประทานอาหารเย็น

19.30 - น ท่านนายก ทักษิณ Phone In

ปิดการเสวนา จบท่านนายก ทักษิณ Phone In

ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม หรือต้องการลงทะเบียนตอบเข้าร่วม ติดต่อได้ตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ครับ อ้าว!แดงไทยในออสเตรเลียสู้ๆ***

***ข่าวคราวแดงอินเตอร์วันนี้มาทุกมุมโลก แดงUSAจะพลาดได้ไง ว่าแล้วสาวน้อยทิฟฟี่สีแดงก็แจ้งข่าวมาว่า ลงตัวแล้วสำหรับกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของพี่น้องแดงไทยในอเมริกา งานมีวันที่6ธันวาคมนี้ เวลาตั้งแต่เที่ยงเป็นต้นไป กิจกรรมคึกคักไปด้วยลำตัดคณะพ่อวีระ-อดิศร ลำตัดรุ่นใหญ่ รำวงกระทบไหล่ส.ส.สาวเสื้อแดง"น้องยิ้ม"วิสาระดี-ส.ส.ปาริชาติ ประกวดร้องเพลงชิงถ้วยนายกฯทักษิณ เจอกัน ณ ไทยแลนด์พลาซ่า เบอร์โทรติดต่อคลิ้กข้างล่างนี้จ้า***

***ส่วนด้านล่างนี้เป็นหนังสือพิมพ์ของแดงไทยในอเมริกา เศรษฐีไทยไปทำหามากินขุดทองร่ำรวยในอเมริกาอยากอุดหนุนโฆษณาหาทุนช่วยให้เมืองไทยมีประชาธิปไตยเต็มใบไวๆติดต่อคุณทิฟฟี่สีแดงเป็นการไว tiffyvor@yahoo.com***


***กลับมาเมืองไทยขึ้นเหนือกันมั่ง กับกิจกรรมรับลมหนาวดูดาวเหนือ ไปกับค่ายศึกษาประวัติศาสตร์การพัฒนาภาคเหนือ 20-25 พ.ย. นี้ เชิญจ้าร่วม ค่ายศึกษาประวัติศาสตร์การพัฒนาภาคเหนือ ณ ศูนย์พัฒนาศักยภาพผู้นำเกษตรกร (ศูนย์สารภี) อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 20-25 พฤศจิกายน 2552

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2552
10.00 น. - พร้อมกัน ณ สถานที่นัดหมาย/เตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง
14.30 น. - ออกเดินทางจากสถานีรถไฟหัวลำโพง

วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2552
7.00 น. - ถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่/ปฏิบัติภารกิจส่วนตัว
8.00 น. - รับประทานอาหารเช้า บริเวณสถานีรถไฟ
9.00 น. - เข้าเยี่ยมชมกิจกรรมของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
12.00 น. - รับประทานอาหาร
13.00 น. - เดินทางเข้าพื้นที่ปฏิบัติงาน อ.สารภี/ปฏิบัติภารกิจส่วนตัว
15.00 น. - ประชุมสมาชิกเพื่อชี้แจงการทำงานและมอบหมายหน้าที่
18.00 น. - รับประทานอาหาร
19.00 น. - กล่าวตอนรับ โดย ผู้แทนศูนย์เกษตรกรสารภี
19.30 น. - ชมวีดีทัศน์ประวัติศาสตร์การเมือง
โดย ชัยพงษ์ สำเนียง คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
เจษฎา โชติกิจภิวาทย์ ผู้ประสานงานกลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ(ปรส)
21.00 น. - เข้านอน

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2552
6.30 น. - ออกกำลังกาย
7.00 น. - ปฏิบัติภารกิจส่วนตัว
8.00 น. - รับประทานอาหาร
9.00 น. - กิจกรรมสภากาแฟ “บอกเล่าข่าวสังคม เศรษฐกิจ การเมือง”
แบ่งกลุ่มย่อย กลุ่มละ 4 - 5 คน โดยเลือกข่าวมาวิเคราะห์กลุ่มละ 1 ข่าว
10.30 น. - ตัวแทนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมานำเสนอ
12.00 น. - รับประทานอาหารกลางวัน
13.00 น. - ร่วมพุดคุยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และปัจจุบัน กิจกรรมนักศึกษา ภาคเหนือ
โดย ตัวแทนนักกิจกรรมนักศึกษา และอดีตนักกิจกรรมนักศึกษา ภาคเหนือ
อรรคพล สาตุ้ม
15.00 น. - กิจกรรมสันทนาการ ร้อง เล่น เต้นรำ (ดนตรีจากกลุ่มกิจกรรมนักศึกษาเพื่อสังคม)
16.00 น. - ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับการพัฒนาระบบทุนนิยมไทย / ทุนภาคเหนือ
โดย จารุวัฒน์ เกยูรวรรณ โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย
18.00 น. - รับประทานอาหาร/ปฏิบัติภารกิจส่วนตัว
19.00 น. - ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของขบวนการเกษตรกรภาคเหนือ ปัญหาและทางออก
โดย ตัวแทนจาก แนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ(นกน)
21.00 น. - เข้านอน

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2552
6.30 น. - ออกกำลังกาย
7.00 น. - ปฏิบัติภารกิจส่วนตัว
8.00 น. - รับประทานอาหาร
9.00 น. - ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับพัฒนาการของสหภาพแรงงานภาคเหนือ
โดย สุชาติ ตระกูลหูทิพย์
ตัวแทนสหภาพแรงงานลำพูน
ตัวแทนแรงงานข้ามชาติ ภาคเหนือ
ตัวแทนแรงงานนอกระบบ ภาคเหนือ
12.00 น. - รับประทานอาหาร
13.00 น. - กิจกรรมสันทนาการ
14.00 น. - พูดคุยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ล้านนา ขบวนการภาคประชาสังคมภาคเหนือกับการพัฒนา
โดย พิษณุ ไชยมงคล ผู้อำนวยการสำนักเรียนรู้การกระจายอำนาจและปกครองตนเอง
16.00 น. - พักผ่อนตามอัธยาศัย
18.00 น. - รับประทานอาหาร
19.00 น. - ชมวีดีทัศน์ สะท้อนปัญหาสังคม
21.00 น. - เข้านอน

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2552
6.30 น. - ออกกำลังกาย
7.00 น. - ปฏิบัติภารกิจส่วนตัว
8.00 น. - รับประทานอาหาร
10.00 น. - เดินทางไปตัวเมืองเชียงใหม่
12.00 น. - รับประทานอาหาร/และพักผ่อนตามอัธยาศัย
17.00 น. - ลงพื้นที่สำรวจการพัฒนา (สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว)

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2552
5.00 น. - เดินทางไปสถานีรถไฟเชียงใหม่
6.45 น. - รถไฟออกจากสถานีเชียงงใหม่
21.30 น. - ถึงสถานีหัวลำโพง

หมายเหตุ : กำหนดการดังกล่าวนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงตาความเหมาะสมของกิจกรรม


สอบถามรายละเอียดที่ ชญานนท์ : โทร 085-3500364 อีเมล turnleft_youth@hotmail.com***

***ข่าวเศร้า จักรภพ เพ็ญแข แม้อยู่ไกลในต่างแดน แต่แจ้งข่าวมาว่า "เจ๊ขก" ผู้เป็นที่รักและนับถือของพวกเราเป็นจำนวนมากและของผม ได้จากเราไปเสียแล้วอย่างไม่มีวันกลับด้วยโรคมะเร็ง ผมรู้สึกใจหาย และคิดถึงพี่สาวคนหนึ่งที่มีความจริงใจและจริงจังในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ทันทีที่รู้ข่าววันนี้ สิ่งแรกที่ผมทำคือจัดการส่งพวงหรีดไปเคารพ "เจ๊" แทนตัวผมที่อยู่ห่างบ้านห่างเมือง สิ่งที่สองคือค้นหาเสียงของ "เจ๊" ในเว็ปไซต์และนั่งฟังคำให้สัมภาษณ์ของ "เจ๊" ที่คมกล้า ตรงประเด็น และแสนมันส์ "เจ๊" จากเราไปแล้วแต่กาย ความรู้สึกผูกพันจะคงอยู่ตลอดไปในใจของพวกเราและในใจของผมด้วยครับ***

***ดังนั้นผมขอเชิญพี่น้องสละเวลาไว้ร่วมไว้อาลัยกับ "เจ๊ขก" มีสวดทุกวันเวลา๑๙.๑๕น. ที่วัดมหาพฤฒาราม ศาลา ๒ ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ ๑๕ พ.ย.๕๒ ถึงวันศุกร์๒๐พ.ย. และจะฌาปนกิจในวันเสาร์ที่ ๒๑ พ.ย. ๕๒ ขอเชิญร่วมงานสวดศพ และร่วมงานฌาปณกิจด้วยครับ จากจักรภพ ผู้ฝากข่าว***

***เพื่อไว้อาลัยและเป็นเกียรติยศแก่นักสู้สามัญชนนาม"เจ๊ขก"เชิญฟังเสียงสัมภาษณ์สุดมันส์ของเจ๊ ณ บัดนี้

http://www.youtube.com/watch?v=rDbtYNDpMcc


http://www.youtube.com/watch?v=nhVe8q-3PlI&NR=1


http://www.youtube.com/watch?v=a7G6nh-vLNQ&feature=related


http://www.youtube.com/watch?v=VwHUSPUW9Ls&feature=related

ชมสัมภาษณ์เจ๊ขก คลิ้กที่นี่ครับ***

เสื้อแดงวอนคาร์เตอร์จี้USAเลิกรับรองรัฐบาลหุ่น

ที่มา Thai E-News


เสื้อแดงเชียงใหม่ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงนายจิมมี่ คาร์เตอร์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯที่เดินทางมาทำกิจกรรมการกุศลในเชียงใหม่ มีใจความสำคัญว่า ในนามของประชาชนคนไทยเราจึงขอเรียกร้องผ่าน ท่านอดีตประธานาธิบดี จิมมี่ คาร์เตอร์ ให้นำข้อเท็จจริงของความทุกข์ที่ประชาชนชาวไทยได้รับในขณะนี้ แจ้งไปยังประชาชนและประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา บารัค โอบาม่า รวมถึงประชาชนและผู้นำของนานาอารยะประเทศที่มีจิตใจรักความเป็นธรรมทั่วโลก ให้บอยคอตอย่าให้การสนับสนุนรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ไม่ได้มาตามครรลองระบอบประชาธิปไตย หากแต่มีคณะนายทหารเผด็จการสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง มีพฤฒิกรรมหลอกลวงสังคมโลก ขออย่าได้ร่วมสังฆกรรม และอย่ารับรองรัฐบาลของเหล่าเผด็จการอำมาตย์ชั่วชุดนี้


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 พฤศจิกายน 2552



เมื่อช่วงสายวันนี้ กลุ่มคนเสื้อในจังหวัดเชียงใหม่ ได้เดินทางมายังสถานกงสุลสหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถืงอดีตประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจการกุศลให้กับมูลนิธิที่อยู่อาศัยเพื่อมนุษยชาติที่เชียงใหม่ เพื่อยื่นต่อถึงนายบารัค โอบาม่า ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสหรัฐอเมริกา และประชาชนสหรัฐอเมริกา เรียกร้องให้สหรัฐอเมริกายุติการสนับสนุนรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ไม่ได้มาตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย


กลุ่มผู้ชุมนุมได้อ่านจดหมายเปิดผนึกหน้าสถานกงสุล และได้ส่งตัวแทนประกอบด้วยนางเทวี ชำนาญอาษา นายพีระพล มรกต และ พ.ต.ท.สุเทพ ปูมูลเจริญ นายตำรวจนอกราชการ เข้าไปมอบจดหมายให้กับนาย โทมัส สมิธ เจ้าหน้าที่ประจำสถานกงสุล เพื่อยื่นหนังสือต่อนายคาร์เตอร์ และรัฐบาลสหรัฐฯ

สำหรับจดหมายเปิดผนึกทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษโดยละเอียด มีดังต่อไปนี้

จังหวัดเชียงใหม่
วันที่ 16 พฤศจิกายน 2552
เรียน อดีตประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา มร.จิมมี่ คาร์เตอร์
ผ่านสถานกงสุลสหรัฐอเมริกาประจำจังหวัดเชียงใหม่

เรื่อง ขอเรียนชี้แจงสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน

จากกำหนดการของท่านเพื่อมาร่วมงานโครงการเพื่อการกุศลสำหรับประชาชนคนไทย โดยมูลนิธิที่อยู่อาศัยเพื่อมนุษยชาติ ในการสร้างบ้านให้ราษฎรผู้ยากจนและด้อยโอกาส ในจังหวัดเชียงใหม่นั้น ในฐานะประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ มีความปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง และขอบคุณที่ท่านให้เกียรติเลือกจังหวัดเชียงใหม่เป็นจุดทำงานของมูลนิธิ ในนามของประชาชนชาวเชียงใหม่ขอต้อนรับท่านและภรรยาด้วยความยินดียิ่ง

ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเช่นเดียวกันกับประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ล้มรัฐบาลประชาธิปไตย ของรัฐบาล นายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนเสียงส่วนใหญ่ เพราะสามารถทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง จนกระทั่งได้ตั้งรัฐบาลพลเรือนพรรคเดียวในประวัติศาสตร์ของชาติไทย แต่กลับถูกปฏิวัติยึดอำนาจจากเผด็จการทหาร และถูกไล่ล่าจับตัวอย่างไม่ยุติธรรมต่อเนื่องตลอดมา

สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ มีรัฐบาลของนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่แพ้การเลือกตั้ง ไม่ได้มาจากการยอมรับของประชาชนโดยตรง แต่กลับได้เป็นนายกรัฐมนตรีจากวิธีการปล้นอำนาจของประชาชน และร่วมมือกับคณะนายทหารที่เคยร่วมกันยึดอำนาจทำลายรัฐบาลของประชาชน จัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ถูกต้องตามวิถีประชาธิปไตย พฤฒิกรรมของเหล่าขุนทหารเผด็จการอำมาตย์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เคยเป็นคนใกล้ชิดกับประธานองคมนตรี ที่ทำการทำร้ายประเทศชาติ ตั้งแต่การทำรัฐประหารรัฐบาลของประชาชนเมื่อ 19 กันยายน 2549

ผ่านมาเกือบสามปีกว่า จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่วางมือ พวกเขายังทำการรัฐประหารเงียบ ทำการยึดประเทศชาติ ประชาชนชาวไทย และสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพรักเทิดทูนของมวลประชาราษฎร์ ให้เป็นตัวประกัน เพื่อในการยึดอำนาจการปกครองบริหารงานบ้านเมืองให้อยู่แต่ในอำนาจกำมือ โดยจัดตั้งรัฐบาลนอมินีเข้ามารักษาผลประโยชน์ของพวกเขาเอง มีการแต่งตั้งผู้ร้ายยึดสนามบินที่เป็นอาชญากรมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยไม่เคยคิดละอายใจต่อประชาชน และสังคมโลกที่เป็นห่วงสถานการณ์ของประเทศไทยในขณะนี้

ในฐานะที่ท่านเคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เป็นแม่แบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ยึดถืออำนาจของประชาชนเป็นใหญ่ และเป็นผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ เมื่อพ้นจากตำแหน่งฯแล้ว ท่านยังได้อุทิศตนทำงานในด้านการแก้ไขความขัดแย้งของสังคม ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยทั่วโลก จนได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 2545 ท่านคงได้รับทราบถึงความเป็นจริง ในสถานการณ์เลวร้ายที่ประชาชนชาวไทยได้รับ คือขาดการดำเนินชีวิตด้วยความสงบสุข ขาดความรักความสามัคคีของชนในชาติ ขาดโอกาสในการพัฒนาประเทศ และขาดความสามารถในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้พ้นจากความยากจนและด้อยโอกาส ตามเจตนารมณ์ของมูลนิธิที่ท่านประธานาธิบดี มร.จิมมี่ คาร์เตอร์ ได้ตั้งปณิธานไว้

ในนามของประชาชนคนไทยเราจึงขอเรียกร้องผ่าน ท่านอดีตประธานาธิบดี มร.จิมมี่ คาร์เตอร์ ให้นำข้อเท็จจริงของความทุกข์ที่ประชาชนชาวไทยได้รับในขณะนี้ แจ้งไปยังประชาชนและประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา มร.บารัค โอบาม่า รวมถึงประชาชนและผู้นำของนานาอารยะประเทศที่มีจิตใจรักความเป็นธรรมทั่วโลก ให้บอยคอตอย่าให้การสนับสนุนรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ไม่ได้มาตามครรลองระบอบประชาธิปไตย หากแต่มีคณะนายทหารเผด็จการสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง มีพฤฒิกรรมหลอกลวงสังคมโลก ขออย่าได้ร่วมสังฆกรรม และอย่ารับรองรัฐบาลของเหล่าเผด็จการอำมาตย์ชั่วชุดนี้.

ด้วยความเคารพรัก

ชาวเชียงใหม่ผู้รักประชาธิปไตย
ประชาชนชาวไทย

.................

Chiang Mai Province

16 November 2009

To Former President of the United States, Mr. Jimmy Carter
Thru the United States Consulate in Chiang Mai

Subject: Explanation of current situation in Thailand

For your plans to come join the charitable project for Thai people through Habitat for Humanity in building houses for poor, underprivileged people in Chiang Mai, we are thrilled and thank you for the honor of selecting Chiang Mai as a site for this charity. On behalf of the people of Chiang Mai, we are very pleased to welcome you and your wife.

Thailand is governed by a democratic system like the United States. However, when a coup on 19 September 2006 overthrew the democratic government of Prime Minister Thaksin Shinawatra, which was elected by a majority voice of the people because it was able to truly work for the benefit of the people to the extent that it was able to form a single party government for the first time in Thai history, it was revolted against by military dictators and he has been unjustly hunted for arrest ceaselessly ever since.

The current situation is that the government of Aphisit Wetchachiwa lost the election and did not come from the direct acceptance of the people. He became the prime minister from stealing power from the people and cooperating with a clique of military leaders who had seized power, destroyed the government of the people, and established a government that was not in accordance with the democratic process. The actions of these military dictatorial warlords, who were all intimate associates with the President of the Privy Council, have been working to destroy the country ever since the coup against the government of the people on 19 September 2006.

Over three years have passed, and at present they have not ceased. They are still enforcing a silent coup, holding the country, the Thai people, and the monarchy, which is deeply respected by the people, hostages so they can maintain power to govern the affairs of the country in their hands, by establishing a nominee government to come in and maintain their own interests, without any consideration of the people and the world at large that is interested in the affairs of Thailand at the present time.

Inasmuch as you once held the position of President of the United States, which is the pattern of democratic rule by the power of the voice of the people, and are well-known and accepted internationally for dedicating yourself after leaving office to working to solve disputes in society, fostering human rights and democracy all over the world, to the extent that you won the Nobel Peace Prize in 2002, you probably already know the truth about the terrible situation of the Thai people.

They are unable to peacefully live their lives. They lack love and harmony in their country. They don’t have the opportunity to develop their country and don’t have the ability to develop the quality of life of the people to overcome poverty and lack of opportunity according to the purpose of the charity that you, President Mr. Jimmy Carter aspire to.

On behalf of the Thai people, we request through Former President Mr. Jimmy Carter to take the facts of the current troubles of the Thai people and present them to the people and president of the United States, Mr. Barack Obama, as well as the people and leaders of civilized countries all over the world, to boycott and not support the government of Mr. Aphisit Wetchachiwa, which would not have been formed through a democratic process, if it had not had a military dictatorship supporting it behind the scenes. It is deceiving the world. Please do not join in the activities of and do not recognize this dictatorial and evil government.


Respectfully,
Citizens of Chiang Mai who Love Democracy
The Thai People

บันทึกเทป"พ.ต.ท.ทักษิณ"บรรยายที่กัมพูชา ตอนที่2

ที่มา Voice TV



เทปบันทึกภาพพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลกัมพูชา บรรยายหัวข้อ "กัมพูชาและโลกหลังภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ" เมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่กระทรวงการคลัง กัมพูชา

บันทึกเทป"พ.ต.ท.ทักษิณ"บรรยายที่กัมพูชา ตอนที่1

ที่มา Voice TV



เทปบันทึกภาพพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลกัมพูชา บรรยายหัวข้อ "กัมพูชาและโลกหลังภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ" เมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่กระทรวงการคลัง กัมพูชา

เผชิญหน้ากัน มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง (แต่) สร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีแต่รวยกับรวย

ที่มา Thai E-News




ฮิตเลอร์ชักภาพเป็นที่ระลึกในวันที่เหยียบมหานครปารีส หลังกองทหารเยอรมันรุกรานเข้ายึดครองฝรั่งเศสและบีบให้ต้องยอมจำนนในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 ทั้งกระทำย่ำยีเกียรติยศ และทารุณกรรมต่อชาวฝรั่งเศสคณานับ แต่วันนี้ผู้นำของ2ประเทศเลือกที่จะร่วมมือกัน ไม่ใช่เผชิญหน้า


โดย อัมมายน์
16 พฤศจิกายน 2552

ตั้งใจแปลงข้อความในสุนทรพจน์ของนางอันเกล่า แมร์เคล นายกรัฐมนตรีหญิงเยอรมันสอง สมัยที่กล่าวตอบประธานาธิบดีซาโคซี่แห่งฝรั่งเศส ที่ประตูชัยอาร์คเดอทริโอมฟ์ (Arc der Triomphe) ในกรุงปารีส บนถนนชองเซลิเซ่ (Champs-Elysees) เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

ในโอกาสรำลึกถึงเหตุการณ์สิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเสียอย่างงั้นแหละ เพื่อให้คน ไทยผู้รักชาติได้นำประสบการณ์ของสองประเทศนี้ ไปเทีียบเคียงกับสถานการณ์ ตึงเครียดระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาได้ง่ายและเป็นรูปธรรมขึ้นหน่อย

ส่วนข้อความ จริงที่นายกหญิงสองสมัยกล่าวก็คือ “Ein Gegeneinander kennt nur Verlierer, ein Miteinander nur Gewinner“ ซึ่งแปลตามตัวตรงๆ ก็ได้ว่า "การเผชิญหน้าขัดแย้งกัน มีแต่ผู้แพ้ แต่การร่วมมือกัน มีแต่ผู้ชนะ“(1)

นับตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนเรื่อยมา ที่ประเทศเยอรมนีและในยุโรปมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น ที่มีความสำคัญแก่คนในประเทศเยอรมนีและคนยุโรปอย่างยิ่ง ที่แสดงให้เห็นว่าชาวยุโรปเห็นความสำคัญของการรวมตัวกันอย่างยิ่งยวด ถึงกับยอมสละอำนาจอธิปไตยส่วนหนึ่งของรัฐบาลภายในประเทศ เพื่อองค์การความร่วมมือในภูมิภาค เพื่อความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจร่วมกัน

และผลพลอยได้อันสำคัญยิ่งก็คือ การที่ทุกประเทศมีสันติภาพ และเสรีภาพที่ถาวร ส่วนการประสานสัมพันธไมตรีอย่างแน่นแฟ้นระหว่างเยอรมนีและฝรั่งเศสหลังความเกลียดชังและขมขื่นจากสงครามโลกทั้งสองครั้งก็ยิ่งส่งผลดีต่อการรวมตัวกันของสหภาพยุโรปและสันติภาพของภูมิภาค และโลกด้วย

3 พฤศจิกายน ประธานาธิบดีของประเทศสาธารณรัฐเช็คเป็นผู้นำประเทศท้ายสุด ที่ได้ลงนามให้สัตยาบันให้กับสนธิสัญญาลิสบอน ซึ่งประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปรวมถึง 27 ประเทศได้ลงนามร่วมกันไว้เมื่อปี 2007 เพื่อเพิ่มอำนาจให้กับสหภาพยุโรป

โดยเฉพาะอำนาจในการตัดสินใจออกกฎหมายโดยรัฐมนตรีจากประเทศสหภาพยุโรปแต่ละประเทศ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงเอกฉันท์อย่างแต่ก่อน

นอกจากนี้สหภาพยุโรปกำหนดให้มีตำแหน่งข้าหลวงใหญ่กิจการต่างประเทศและความมั่นคงของสหภาพ หรือตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรปที่ต้องแสดงจุดยืนและท่าทีของสหภาพยุโรปที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

สหภาพยุโรปจึงพัฒนาก้าวไกลกว่าการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ เพื่อจุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจอย่างที่มีมาแต่แรกเริ่ม แต่เป็นการรวมตัวกันทั้งทางการเมืองที่จะส่งผลต่อนโยบายภายในประเทศสมาชิก และนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปต่อภูมิภาคอื่นๆ ของโลก

จุดมุ่งหมายสูงสุดของสหภาพยุโรปก็คือการมีรัฐธรรม นูญของประเทศสมาชิกในยุโรปร่วมกัน ซึี่่งหมายถึงว่ารัฐบาลในแต่ละประเทศจะมีบทบาทลดลง ไปอีก และให้มีรัฐบาลหรือองค์การที่มีอำนาจเหนือชาติ supranational organization เกิดขึ้น ต่อไปในอนาคต

9 พฤศจิกายน 2009 ครบรอบยี่สิบปีของการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินปี 1989 ซึ่งเกิดขึ้นหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และการต่อสู้เรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยของคนเยอรมันตะวันออกเอง ซึ่งหากชาวเยอรมันตะวันออกขณะนั้นยอมจำนนต่ออำนาจเผด็จการสังคมนิยมในขณะนั้น ไม่ยอมออกมาเดินขบวนเรียกร้อง แต่ยอมอยู่อย่างว่านอนสอนง่ายต่อไปอย่างคนเกาหลีเหนือแล้ว อดีตนายกรัฐมนตรีเฮลมุท โคลคงไม่ได้รับสัญญานความต้องการของประชาชน และเริ่มการเจรจาติดต่อกับอดีตประธานาธิบดีมิคาอิล กอบาชอฟในสมัยนั้นเพื่อรวมประเทศเยอรมนีเ้ข้าไว้ด้วยกัน

อันเป็นนโยบายใฝ่ฝันสูงสุดของพรรคซีดียู ( พรรคสหภาพคริส เตียนเดโมแครท) นับตั้งแต่ยุคก่อตั้งพรรคซีดียู หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อันมีอดีตนายกรัฐ มนตรีคอนราด อเดนาวเวอร์ซึ่งพยายามต่อสู้เรียกร้องการรวมตัวกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวของเยอรมนีตะัวันตกและตะวันออกตลอดมา

งานพิธีรำลึกถึงเหตุการณ์อันน่าปิติยินดีนี้ นอกจากผู้นำรัฐบาลในปัจจุบันจากประเทศสำคัญๆ ในยุโรปและทั่วโลกแล้ว (สหรัฐมีนางคลินตัน รัฐมนตรี ต่างประเทศเป็นตัวแทน) อดีตผู้นำที่ผลักดันให้เยอรมนีรวมประเทศได้ทั้งสามคนสำคัญได้แก่ นายกอบาชอฟ นายจอร์จ บุช (ซีเนียร์) และนายโคลก็ได้มาร่วมงานพิธีด้วย

ส่วนผู้นำอีกสองคน ที่ก็มีบทบาทด้วยแม้จะเป็นบทบาทในทาง “มือไม่พายแต่เอา”เท้า”้ราน้ำ” มากกว่า ได้แก่ นางแธตเชอร์ ของอังกฤษนั้นก็สิ้นสภาพออกงานไม่ได้เสียแล้ว ส่วนนายมิตเตอรองด์แห่ง ฝรั่งเศสก็สิ้นบุญไปแล้วหลายปี จึงมีแต่บุรุษเก๋ากึ๊กเท่านั้นที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีนี้ด้วย

มีข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่อยากนำมาเล่านิดหน่อย เกี่ยวกับเรื่องการรวมตัวประเทศของเยอรมัน นางมากาแร็ท แท็ตเช่อร์นั้นไม่เห็นด้วยกับการที่เยอรมนีจะรวมกันเป็นประเทศเดียว เพราะเธอกลัวว่าเยอรมนีจะหวนกลับมายิ่งใหญ่และมีอำนาจก่อสงครามอีก นางแธตเช่อร์ไม่ไว้วางใจเยอรมนีจึงพยายามขัดขวาง

มีอยู่หนึ่งครั้งในระหว่างการพบปะเจรจากันเมื่อนายโคลบอก ว่าเยอรมนีจะตัดสินใจนอนาคตทางเดินของประเทศเอง นางแท็ตเช่อร์ตอบนายโคลเป็นภาษา ฝรั่งเศสว่า “Nationalismus, n’est ce pas ?“ ซึ่งแปลว่าอย่างนี้เขาเรียกว่า “ชาตินิยม ใช่ไหม” นายกรัฐมนตรีโคลของเยอรมนีซึ่งร่ำเรียนมาทางประวัติศาสตร์จึงตอบกลับนางแท็ตเชอร์ไปว่า “
ความแตกต่างระหว่างผมกับคุณ คุณแท็ตเช่อร์ ก็คือคุณมีความคิดแบบก่อนหน้าเชอร์ชิลจะไป กล่าวสุนทรพจน์ที่ซูริค แต่ผมมีความคิดตามแบบสุนทรพจน์ของเชอร์ชิล
”(2)

ในสุนทรพจน์์ที่เชอร์ชิลกล่าวต่อนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยซูริค เมื่อปี 1946 เขาพูดถึงลัทธิ”ชาิตินิยม” ว่าคือสิ่งที่ก่อ ให้เกิดความขัดแย้งและความหายนะของยุโรป และทางที่ดีที่จะสามารถธำรงสันติภาพ และสร้างความสุขสถาพรให้กับประชาชนในยุโรปได้ก็คือการก่อตั้งองค์การความร่วมมือในภูมิภาคขึ้นแก่ประเทศต่างๆ ทั่วยุโรป โดยให้เยอรมนีและฝรั่งเศสนำความร่วมมือจากประเทศต่างๆ ในยุโรป และให้ประเทศอื่นๆ อาทิ อังกฤษ อเมริกา รวมถึงสหภาพโซเวียตให้การสนับสนุนเพื่อทำให้การรวมตัวกันของประเทศต่างๆ ในยุโรปเป็นจริงและประชาชนยุโรปทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ อย่างมีความสุข3

เชอร์ชิลคือรัฐบุรุษของยุโรปและของโลกที่มีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลอย่างยิ่ง ผู้นำของประเทศต่างๆ ในอาเซียนควรจะเรียนรู้ความคิดความอ่านของผู้นำประเทศต่างๆ อย่างนี้บ้าง พวกเขาต้องเป็นทั้งผู้นำที่ดีของประเทศตัวเอง และผู้นำที่ดีสำหรับอาเซียน มองหาจุดร่วมกันที่จะสรรค์สร้างมิตรภาพขึ้นมาให้ได้ ไม่ใช่หาปัญหาเพื่อมาทะเลาะกันแทนที่จะพัฒนาหาความรุ่งเรืองเพื่อประเทศชาติและประชาชนด้วยกันอย่างที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนกำลังเกิดปัญหากันอยู่

ผู้นำของประเทศต้องสร้างความประนีประนอมให้กับคนในชาติ ใ้ช้น้ำเย็นลูบกระแสชาตินิยมของคนในชาติว่า ไม่ได้นำอะไรที่เป็นผลดีมาสู่ประเทศนั้นเลย ไม่ใช่กระทำในทางตรงกันข้ามอย่างที่เห็นอยูู่ หรือถ้าตกเป็นเหยื่อของหลุมชาตินิยมที่ตนเองขุดไว้เพื่อจัดการกับรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้แล้ว ก็เป็นเรื่องที่อาจเข้าใจได้ว่าจะให้ขุดหลุมกลบตัวเองในตอนนี้คงไม่ง่ายนัก

แต่อย่างไรก็ดีรัฐบาลไทยก็ต้องหาทางออกไม่ให้ประเทศชาติต้องตกหลุมลึกนี้ยิ่งไปกว่าที่เป็นอยู่

และล่าสุด 12 พฤศจิกายน เยอรมันและฝรั่งเศสร่วมรำลึกการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ร่วมกันเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อเป็นหลักประกันว่าต่อไปนี้ทั้งสองประเทศจะไม่เป็นศัตรูกันต่อไปอีกแล้ว

ทั้งๆที่ทั้งสองประเทศเคยทำศึกรบราฆ่าฟันกันมาแล้วอย่างหนักหน่วง ทั้งในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง ทหารและพลเรือนของทั้งสองประเทศเสียชีวิตไปหลายล้านคน ประวัติศาสตร์ัอันน่าเจ็บช้ำขมขื่นนี้ยังไม่ยาวนานถึงหนึ่งร้อยปีเลย แต่ผู้นำและประชาชนของทั้งสองประเทศสามารถลืมความโกรธแค้น และขมขื่นของสงครามได้ ก็เพราะผู้นำของทั้งเยอรมนี และฝรั่งเศสเล็งเห็นความสำคัญของประเทศชาติ และประชาชนทั้งสองประเทศมากกว่า แค่การดึงเอาความรู้สึกรักชาติหรือชาตินิยมของประชาชนมาเป็นเครื่องมือในการปกครองและเอาชนะศัตรู

นายกรัฐมนตรีคนแรกของเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง “คอนราด อเดนาวเออร์” Konrad Adenauer เคยกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีที่ดีนั้นไม่ใช่แค่เป็น “guter Deutscher, aber auch guter Europäer“ หมายความว่าไม่ใช่แค่เป็นคนเยอรมันที่ดีเท่านั้น แต่ต้องเป็นคนยุโรปที่ดีด้วย(4)

นั่นคือต้องเป็นผู้ที่มีหลักการสากลนิยมเห็นความสำคัญของประเทศในยุโรปทุกประเทศ ไม่ใช่แค่เห็นแก่ความสำคัญของประเทศเยอรมันเท่านั้น

ไทยกับกัมพูชานั้นแม้เคยทำสงครามกันมาแล้วเช่นกัน แต่เหตุการณ์นั้นก็ผ่านไปเกินกว่าห้าร้อยปีแล้ว ตั้งแต่สมัยอยุธยาเมื่อเจ้าสามพระยายกทัพไปยึดดินแดนของกัมพูชาเมื่อปี พ.ศ. 1974 มีเสียมราฐซึ่งมีนครวัด นครธมโบราณสถาน ที่ชาวกัมพูชารักเป็นชีวิตจิตใจ และจำปาศักดิ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทพระิวิหารมาเป็นของไทยด้วย

ความขัดแย้งระหว่างไืทยกับกัมพูชานั้นเทียบกันไม่ได้เลยกับสงครามอันโหดร้ายที่ฝรั่งเศส และเยอรมนีกระทำต่อกัน แม้ประวัติศาสตร์สมัยใหม่สามสิบปีที่แล้วที่ไทยก็มีบทบาทลับๆ ทางการทูตที่อิงกับจีนเก่าและให้การสนับสนุนเขมรแดงอย่างลับๆ จนเขมรแดงมีอำนาจและใช้นโยบายจัดการกวาดล้างพวกที่เป็นปฏิปักษ์หรือปฏิกริยาต่อการปฏิวัติสร้างรัฐใหม่อย่างผิดพลาด ผู้คนล้มตายหลายแสนคนก็ตาม ก็ยังเทียบกับความโหดร้ายของสงครามระหว่างเยอรมันกัับฝรั่งเศสไม่ได้

นอกจากว่าผู้นำของประเทศ และสื่อที่รับใช้ผู้นำอย่างไม่ลืมหูลืมตา เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยลืมศักดิ์ศรีและคุณค่าของอาชีพการงาน พยายามวาดภาพศัตรูที่ไม่มีตัวตนจริง “künstliche Feindbilder“ ขึ้นมาเพื่อมุ่งประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ของชาติและประชาชน อย่างที่นางแมร์เคลนายกรัฐมนตรีเยอรมนีบอกว่า ไม่มีวันที่เยอรมนีและฝรั่งเศสจะสร้างภาพของศัตรูที่ไม่มีตัวตนขึ้นมาอีก เพื่อสร้างความเกลียดชังซึ่งกันและกัน

แม้แต่ระหว่างศัตรูคู่อาฆาตอย่างฝรั่งเศสกับเยอรมนี ก็ยังสามารถหันหน้า มาปรองดองกันได้ แล้วทำไมไทยกับกัมพูชาและประเทศต่างๆ ในอาเซียนจะปรองดองและร่วมกันพัฒนาภูมิภาคเพื่อความเจริญสมบูรณ์พูนสุขของประชาชนทั้งมวลไม่ได้เล่า!
*************
อ้างอิง
1 Franfurter Allgemeine Zeitung, 12 November 2009, S. 2 Deutsche Fahnen am Triumphbogen

2 Frankfurter Allgemeine Zeitung, 2 Oktober 2009, Nationalismus, n’est-ce pas ?, Feuilleton, S.33

3 ฟังสุนทรพจน์เสียงจริงของวินสตัน เชอร์ชิลด์ได้ที่ www.ena.lu/address-given-winston-churchill-zurich-19-september-1946-022600045.html

4 Dr. Theo Sommer , 60 Jahre Bundesrepublik im Spiegel der Zeit, “Deutschland und Frankreich , Ein Gespräch der „Zeit“ mit Bundeskanzler Dr. Adenauer“ vom Ernst Friedlaender, Zeitverlag, Hamburg, 2009

ภาพเหตุการณ์ คนร้ายปาระเบิดใส่เวทีปราศรัย ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สนามหลวง จนมีผู้บาดเจ็บ 11 ราย

ที่มา มติชน

ป่วนพันธมิตร - กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมรวมพลังแผ่นดินปกป้องเกียรติภูมิของชาติ ที่ท้องสนามหลวง ขณะที่คนร้ายจุดประทัดยักษ์บริเวณด้านหลังเวทีปราศรัย ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 11 คน เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน


บึ้มพธม.บาดเจ็บ 11 ราย คนร้ายขี่จยย.บุกหลังเวที จุดประทัดยักษ์ก่อนเผ่น


เวลา 21.15 น. วันที่ 15 พฤศจิกายน นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ได้ขึ้นเวทีประกาศสัตยาธิษฐานโดยผู้ชุมนุมร่วมจุดเทียนไปด้วย เพื่อขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หลังจากนั้น 5 แกนนำได้ขึ้นเวทีโดยมีนายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯ เป็นผู้อ่านประกาศเจตนารมย์ โดยอ่านเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาเขมร


เมื่อเวลา 20.50 น. ที่บริเวณท้องสนามหลวง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ขึ้นปราศรัยบนเวทีประมาณ 15 นาทีนั้น ได้มีเสียงระเบิดดังขึ้น ด้านหลังเวทีพร้อมกับกลุ่มควันซึ่งห่างจากเวทีประมาณ 800 เมตร บริเวณทางเดินด้านหน้าวัดพระแก้วที่มุ่งหน้าตรงไปศาลหลักเมือง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ได้บาดเจ็บจำนวน 11 ราย คือ เด็กอายุประมาณ 10 ขวบ 1 คน เป็นเด็กอายุ 8 ขวบ 1 ราย ผู้ชาย 7 คน และผู้หญิงอายุระหว่าง 30-40 ปี 2 คน จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบว่า พบสะเก็ดระเบิดไม่ทราบชนิดตกอยู่บริเวณที่เกิดเหตุใกล้กับร้านขายเก้าอี้สนามพับได้ และพบหลุมที่เกิดจากแรงระเบิดกว้างประมาณ 2 นิ้ว พร้อมกับมีเศษก้อนอิฐตกอยู่บริเวณข้างปากหลุม โดยมีอาการสาหัสประมาณ 2-3 ราย อยู่ระหว่างการผ่าตัด

จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์พบว่า มีรถจักรยานยนต์ไม่ทราบชนิดได้นำระเบิดขว้างมายังที่เกิดเหตุ ในขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับชั้นผู้ใหญ่ วิชัย สังข์ประไพ ธนพล สนเทศ พล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีป หัวหน้าสำนักงานประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เวลา 22.50 น. พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รรท.ผบ.ตร.) เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ จากนั้นให้สัมภาษ์ว่า ยังไม่สามารถระบุได้ว่าคนร้ายใช้ระเบิดชนิดใด ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญมาตรวจสอบที่เกิดเหตุอีกครั้ง ส่วนผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมได้แล้ว 1 รายนั้นอยู่ระหว่างการสอบปากคำที่ สน.ชนะสงคราม

รายงานข่าวจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุแจ้งว่า เบื้องต้นได้พบสะเก็ดระเบิดที่คาดว่า จะเป็นระเบิดแบบเอ็ม 79

สำหรับการชุมนุมของพันธมิตรฯ ได้เลิกการชุมนุมเมื่อเวลา 22.40 น. ก่อนเวลาที่ตั้งเป้าไว้เดิมว่า จะเลิกชุมนุมในเวลา 23.00 น. ในคืนวันเดียวกัน



สนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย: “ทำไมต้องสู้เพื่อในหลวง”

ที่มา ประชาไท

สนธิ ลิ้มทองกุลขึ้นเวทีพันธมิตรฯ อ้าง “พระเจ้าอยู่หัวไม่มีที่พึ่งอีกแล้ว นอกจากพวกเราเท่านั้น” ชี้วันใดที่กษัตริย์อ่อนแอ ศาสนาอ่อนแอ ก็ไม่มีชาติเหลือ เผยกินข้าวกับ “ทูต” อุปมาย้อนยุค 300 ปี เหมือนเมืองไทยมีอัครมหาเสนาบดีโกงแล้วถูกเนรเทศไปเป็นข้าแผ่นดินกษัตริย์เขมร “ทูต” เสนอให้ระดมรี้พลสะสมกำลังพล ทหาร ยึดประเทศเพื่อนบ้านมาเป็นขอบขัณฑสีมา

ระหว่างการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ท้องสนามหลวงวันนี้ (15 พ.ย.) ในช่วง 20.15 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ และแกนนำพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นปราศรัยหัวข้อ “ทำไมต้องสู้เพื่อในหลวง” (ฟังเสียงปราศรัยที่นี่)

นายสนธิกล่าวว่า ทำไมชาติถึงสำคัญ เพราะชาติประกอบด้วยสองอย่างคือศาสนา และพระมหากษัตริย์ เมื่อพวกเรารักชาติ ก็เท่ากับพวกเรามีศรัทธาในศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดก็ตามที่เราเคารพ เมื่อเราศรัทธาในศาสนา ศาสนาแข็งแกร่ง สถาบันกษัตริย์ก็ย่อมแข็งแกร่งด้วย เมื่อศาสนาแข็งแกร่ง สถาบันแข็งแกร่ง ชาติก็แข็งแกร่ง เพราะฉะนั้นแล้วศาสนาและพระมหากษัตริย์จะแยกออกจากกันไม่ได้โดยเด็ดขาด
ทำไมเราต้องรักในหลวง เราเชื่อในการกตัญญูรู้คุณคน ทุกศาสนาเน้นเรื่องการกตัญญูรู้คุณ ใช่ไม่ใช่ ประเทศไทยวันนี้มีขึ้นมาได้ไม่ใช่เพราะเหตุบังเอิญ แต่เพราะเลือดเนื้อของทหารหาญ วีรกษัตริย์ วีรสตรี ในอดีต พี่น้อง สมเด็จพระศรีสุริโยทัยทำไมถึงยอมไสช้างออกไปขวางกั้น แล้วยอมตัวตายเพื่อปกป้องพระสมเด็จมหาจักรพรรดิ ก็เพื่อให้กษัตริย์มีชีวิตอยู่เพื่อแดนสยาม ใช่ไม่ใช่
ทำไมท้าวเทพกษัตรีท้าวศรีสุนทรต่อสู้พม่าก็เพื่อปกป้องดินแดนไทยใช่หรือไม่ ทำไมคุณย่าโมต้องลุกขึ้นมาถือดาบสองมือก็เพื่อปกป้องแดนสยาม ทำไมชาวบ้านบางระจันต้องลุกขึ้นมารวมพวกต่อต้านพม่าก็เพื่อปกป้องแดนสยาม ใช่ไม่ใช่
ประเทศไทยวันนี้ที่พวกเรายืนอยู่ ที่ให้พวก ส.ส.น้ำเน่าทั้งหลายได้เข้ามาขากถุยในสภาแล้วออกไปบูชาบิดาที่เขมรนั้น เขาอยู่ได้เพราะคนในอดีตเขาเสียสละชีวิตกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าตากสินมหาราช ราชวงศ์จักรี แม้กระทั่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า สมเด็จพระนเรศวร พระพี่นางสุพรรณกัลยาซึ่งพระองค์ยอมให้พม่ากักตัวเอาไว้จนตาย ให้สมเด็จพระนเรศวรมีชีวิตรอดกลับมายังสยามประเทศเพื่อกู้ชาติ ประวัติศาสตร์ช่วงนี้เราจะลืมได้อย่างไรพี่น้อง
พี่น้องที่นั่งอยู่นี้มีรากเหง้าทั้งสิ้น เรามาจากพ่อ เรามาจากแม่ พ่อแม่เรามาจากปู่ มาจากย่า มาจากตา มาจากยาย ปู่ย่าตายายบางคนมาจากเมืองจีน บางคนมาจากเมืองแขก แต่ไม่ว่าจะมาจากไหนก็ตามเรามีรากเหง้าที่มาที่ไปของพวกเรา เมื่อมาเมืองไทยแล้วเราเป็นข้าในแผ่นดิน เป็นพสกนิกร เรามาพึ่งพระบรมโพธิ์สมภารขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
ทำไมเราต้องสู้เพื่อในหลวง เมื่อ 4 ปีกว่าพี่น้อง ที่จู่ๆ ผมลุกขึ้นมาแล้วบอกว่าเราจะสู้เพื่อในหลวง ผมถูกกนด่า ถูกกระแนะกระแหน ถูกคดีความ ว่าไปสู้ให้ในหลวงท่านทำไม ท่านอยู่ของท่านดีแล้ว ก็เพราะไม่ใช่พวกเราที่ลุกขึ้นมาสู้เพื่อในหลวง ป่านนี้เราคงไม่มีอะไรเหลือแล้วใช่ไหมพี่น้อง วันนี้
กี่คนพี่น้อง กี่คนที่บอกเรา ว่าให้เราอยู่เฉยๆ ก็เพราะว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงทศพิศราชธรรม พระองค์ไม่ถือโทษโกรธใคร ใครจะว่าพระองค์ท่าน ใครจะจาบจ้วงพระองค์ท่าน ใครจะเข้าไปทำพิธีในวัดพระแก้ว ถึงพระองค์ท่านจะไม่พอพระทัย พระองค์ท่านก็ได้แต่กล้ำกลืนลงไปในพระทัยท่าน แต่พวกเรามีหน้าที่ ที่จะต้องปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ใช่ไม่ใช่พี่น้อง ก็ไม่ใช่เพราะพวกเราลุกขึ้นมาสู้แบบนี้หรือ จำได้ไหมพี่น้อง ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม 193 วัน ผมเคยพูดกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ผมพูดว่าอย่างไร ผมบอกว่า พระเจ้าอยู่หัวไม่มีที่พึ่งอีกแล้ว นอกจากพวกเราเท่านั้น พ่อแม่พี่น้องเอ้ย
ทำไมประเทศไทยต้องมีสถาบันกษัตริย์ เพราะสถาบันกษัตริย์อยู่กับเรามาเป็นพันปีแล้วใช่ไม่ใช่ เหมือนกับว่าทำไมเราต้องมีพ่อแม่ เพราะพ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิดเรา และเราต้องเคารพพ่อแม่เรา ไม่ใช่เกิดมาในยุคหลานเรา ลูกหลานเราบอกว่าไม่จำเป็นต้องมีพ่อแม่แล้ว นี่ไม่ใช่สังคมไทยใช่ ไม่ใช่ เมื่อเราต้องมีสถาบันกษัตริย์ ก็เป็นโชคของเราที่พระบาท พระองค์ท่านเป็นกษัตริย์ที่ทรงทศพิศราชธรรมครับพ่อแม่พี่น้อง ท่านรักประชาชน ท่านเป็นห่วงเป็นใยประชาชน ท่านใช้ชีวิต 60 กว่าปีในการเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เจ็บไข้ได้ป่วย เหน็ดเหนื่อยสาหัสสากรรจ์ ประหยัดมัธยัสถ์ ร้องเท้าที่พระองค์ท่านซ่อมแล้วซ่อมอีก ยาสีฟันที่บีบแล้วบีบอีก พระองค์ท่านจะใช้แต่ละบาทแต่ละสตางค์พระองค์ท่านคิด เพราะมาจากภาษีอากร
จนกระทั่งพระองค์ท่านอายุมากขึ้น เริ่มทำงานไม่ไหว ก็ดันมามีคนมามองว่าพระองค์ท่านอายุมากแล้ว เพราะฉะนั้นพวกนี้อยากจะทำอะไรกับพระองค์ท่านก็ทำตามใจต้องการ เพราะเขามองว่ากษัตริย์ในประเทศไทยควรเป็นสัญลักษณ์ เหมือนฮุนเซ็นมองเจ้านโรดมเป็นสัญลักษณ์ เรื่องอย่างนี้ผมคนหนึ่งไม่ยอมแน่นอน พี่น้องยอมไม่ยอม
วันนี้ที่เชิญชวนพ่อแม่พี่น้องมา ที่สำคัญที่สุด เราต้องการให้สังคมโลกได้รู้ว่ากษัตริย์ไทยองค์ปัจจุบันทรงทศพิศราชธรรมและเป็นที่รักของประชาชนทั่วประเทศครับพี่น้อง 4 ปีกว่าที่ผมใส่เสื้อเราจะสู้เพื่อในหลวง เราต้องอดทน ผมต้องอดกลั้น ผมต้องมีขันติ ผมต้องยอมทุกอย่าง ผมต้องยอมให้คนอย่างนายแก้วขวัญ วัชโรทัยดูหมิ่นเหยียดหยามผม มาตำหนิผมว่าถ้านายกฯ ทักษิณจะมาทำพิธีในวัดพระแก้วจะเป็นอะไรไป
ผมต้องยอมให้คนอย่างนายธงทอง จันทรางศุ ผู้ที่อ้างตัวเองว่ารู้เรื่องในวังดีที่สุด มาหาว่าผมว่าผมเอาพระเจ้าอยู่หัวมาแอบอ้าง ดึงฟ้าลงต่ำ ผมต้องยอมให้หลายคน รวมทั้งนายเสนาะ เทียนทองที่บอกว่าไปพระองค์ท่านอยู่สบายแล้ว อย่าไปยุ่งกับพระองค์ท่าน ผมต้องยอมนายดิสธร วัชโรทัยลูกของนายแก้วขวัญ พูดให้สัมภาษณ์มาบอกว่าถ้ารักในหลวงให้อยู่กับบ้านไม่ต้องออกมา ผมต้องยอมทุกอย่าง ยอมโดนคดีความ จนกระทั่ง อาทิตย์ที่แล้ว สังคมโลก สังคมในประเทศไทยเริ่มจะรู้แล้ว รู้เช่นเห็นชาติว่าที่พวกเราสู้เพื่อในหลวงนั้นเราสู้มาถูกต้องแล้ว ใช่ไม่ใช่
การต่อสู้ของคนเรา ประชาชนทุกหมู่เหล่าหลายที่มาที่นี่อาจไม่ชอบผมเป็นการส่วนตัว ขอกราบเรียนว่าผมไม่เคยสู้เพื่อตัวผมเอง ผมไม่เคยสู้เพื่อเจ็ดหมื่นหกพันล้าน ไม่เคยสู้เพื่อตั้งตัวผมเองเป็นประธานาธิบดี ผมสู้แม้กระทั่งเลือดตกยางออก ที่ถูกรุมฆ่าด้วยกระสุนปืน ผ่าตัดสมองเย็บ 43 เข็ม วันที่เสียงปืนลั่นเป็นนัดแรก ผมก้มลงไปตั้งสติว่าถ้าตายถือว่าเวรกรรม แต่ขออย่างเดียวขอให้องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อเป็นหลักชัยของชาติบ้านเมือง
ชาตินั้นประกอบด้วยศาสนา พระมหากษัตริย์ วันใดที่กษัตริย์อ่อนแอ ศาสนาก็อ่อนแอ วันใดที่กษัตริย์อ่อนแอ ศาสนาอ่อนแอ เราก็ไม่มีชาติเหลืออยู่แล้ว
พี่น้องจำคำพูดผมได้หรือเปล่า เราสู้ครั้งนี้ เราสู้ให้ลูกหลานของเรามีที่ยืนอยู่ในสังคมในอนาคต
นายสนธิ ยังปราศรัยอ้างว่าได้สนทนากับทูต โดยกล่าวว่า พี่น้องครับ อาทิตย์ที่แล้ว ผมรับประทานอาหารเที่ยงกับเอกอัครราชทูตประเทศหนึ่ง ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ คุยจนถึงเสิร์ฟกาแฟ ท่านทูตถามผมว่า คุณสนธิช่วยอธิบายเหตุการณ์การเมืองไทยตอนนี้หน่อย สนธิบอกท่านทูตหลับตาจินตนาการไป 300 ปี ตัดอินเทอร์เน็ต ตัดรถยนต์ ตัดไฟฟ้า ตัดเครื่องบินออกให้หมด เหลือแค่ช้าง ม้า วัว ควาย ปืนเอ็ม16 รถถังไม่มี เหลือแค่หอก ดาบ ง้าว ธนู ดั้ง กษัตริย์แห่งกรุงสยามมีอัครมหาเสนาบดีรับใช้ใต้เบื้องพระยุคคลบาท 6 ปี ขี้โกงเงินพระคลังหลวง พระองค์ท่านก็เลยลงโทษสถานเบาในฐานะที่เป็นอัครมหาเสนาบดี ก็ริบทรัพย์เนรเทศไปนอกประเทศ อัครมหาเสนาบดีคนนี้ก็มีพรรคพวกอยู่ในประเทศ
(ระหว่างที่พูดถึงท่อนนี้ เกิดเสียงประทัดดังขึ้น นายสนธิกล่าวว่า มีไรเปล่า ... ไม่มีครับ เป็นพวกก่อกวนใช้ประทัดยักษ์พี่น้อง โห่หน่อยๆ)
(สนธิปราศรัยต่อ) อัครมหาเสนาบดีคนนี้ลี้ภัยออกไปนอกประเทศ แต่ก็ยังแอบเอาเงินคลังหลวงที่ตัวเองขโมยเอาไปให้พรรคพวกตัวเองที่อยู่ในกรุงสยาม มาก่อกวนกรุงสยามต่อไป เสร็จแล้วยังไม่พอ ยังสร้างความร้าวฉานในพระราชวงศ์ของพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม และเดินทางมาพึ่งพระบรมโพธิ์สมภารกษัตริย์เขมร มาเป็นข้าในแผ่นดินกษัตริย์เขมร ในกรณีนี้ท่านทูตจะทำอย่างไร
ท่านทูตว่าในกรณีนี้ก็ไม่มีทางเลือก นอกจากจะต้องจัดการปราบคนทรยศต่อชาติอย่างเด็ดขาด เมื่อปราบคนทรยศต่อชาติอย่างเด็ดขาดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป พระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามต้องระดมรี้พลสะสมกำลังพล ทหาร ยึดประเทศเพื่อนบ้านมาเป็นขอบขัณฑสีมาของกรุงสยาม
พี่น้องจะเห็นว่าแม้กระทั่งทูตของประเทศที่เจริญแล้วในยุโรปเขายังเข้าใจเหตุการณ์อันนี้อยู่ เขายังพูดกับผมว่าเมืองไทยโชคดีที่ยังมีพระมหากษัตริย์อยู่ พี่น้องถ้าฝรั่งยังเห็นว่าเมืองไทยต้องมีพระมหากษัตริย์แล้วไอ้คนทรยศ ชาติชั่ว ที่คิดว่าเมืองไทยไม่จำเป็นต้องมีพระมหากษัตริย์มันสมควรจะเป็นมนุษย์ต่อไปไหม
การต่อสู้ครั้งนี้ เรียนเชิญพี่น้องมาเป็นพลังของแผ่นดิน ให้กำลังใจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าพระองค์ท่านยังมีพวกเราอยู่
ผมจะขอพี่น้องเรื่องหนึ่ง ให้มากันอีกครั้งหนึ่งวันที่ 5 ธันวาคม มาให้มากกว่านี้อีก 10 เท่า 100 เท่า มาเข้าแถวตั้งแต่หน้าสวนจิตรลดาจนถึงพระบรมมหาราชวังเป็นแสนเป็นล้าน ให้ลูกหลานเห็น ให้โลกเห็น ว่าพวกเรารักพระเจ้าอยู่หัวครับ ขอบพระคุณครับ

ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการปาระเบิดครั้งนี้คือ ปชป./ อำมาตย์

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



ผมไม่คิดว่า ระเบิดครั้งนี้ ที่สนามหลวง คนเสื้อแดงจะได้ประโยชน์แต่อย่างใด เพราะคนเสื้อแดงไม่ได้เป็นรัฐบาล พธม.จะชุมนุม ก็ชุมนุมไป คนเสื้อแดงไม่ได้เดือดร้อนแต่อย่างใด แต่ รัฐบาลบมาร์คต่างหากที่้ต้องรับผิดชอบ

แม้แต่เสื้อแดงจะเป็นคนทำเอง ก็ไม่มีศักยภาพพอ
ส่วน เสธ.แดง หรือ นักรบโรนินอะไรนั่น มีแต่คนแก่ และเสธ.แดงก็ไม่ได้เป็นคนเสื้อแดง และเท่าที่เคยสัมผัส เสธ.แดงเป็นแต่คนชอบคุยโว แต่ไม่มีศักยภาพเช่นนั้น

พธม. อาจได้ประโยชน์ โดยใส่ความว่าเป็นเสื้อแดงทำหรือ ปชป. ทำ เพราะพวกนี้มีพรรคการเมืองของตนเองอยู่แล้ว

ส่วน ปชป.ก็คงหาทางใส่ร้ายคนเสื้อแดง และ อาจได้ประโยชน์ ที่คาดว่าคนไม่กล้าไปชุมนุมอีก

พวก อำมาตย์ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ จากการยุให้ม็อบทั้งสองตีกันเอง จะได้ไม่มีคนกล้าชุมนุม

การวางระ้เบิดสิ่งที่ต้องถามก่อน "คือ "แรงจูงใจ" อะไรคือแรงจูงใจที่ทำให้มีการขว้างระเบิด

ไม่มีใครทำอะไรโดยไม่มีแรงจูงใจ

และคนที่น่าสงสัยมากที่สุด "จะไม่ใช่เป็นคนทำ" เพราะใครๆ ก็คิดได้ว่า เขาน่าสงสัยมากที่สุด


ปล. จากภาพถ่ายของคุณแมวอ้วนอ้วน ผมคิดว่า พธม. มาครั้งนี้ "มากพอสมควร" ไ่ม่ได้น้่อยอย่างที่คิด" แต่ไม่ได้ "มากจนน่าตกใจ" แต่ยังน้อยกว่าการชุมนุมเสื้อแดงทุกครั้ง


ผมประเมินว่า "อำนาจโบราณ" ยังคงมีพลังอยู่ แม้จะเหลือน้อยแล้วก็ตาม แต่ ก็ยังมีพลังอยู่บางส่วน

ผลงานลับลวงพราง

ที่มา ไทยรัฐ

แปลกใจว่า แทนที่จะขับไล่ทักษิณออกจากประเทศไทยไปแล้ว ประเทศไทย จะดีขึ้น กลับแย่ลงทั้งเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม มีความแตกต่างที่เห็นชัด เพราะฉะนั้นยิ่งจะดิ้นล้มคนคนเดียว มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งจะทำให้ประเทศไทยเข้าใกล้คำว่าหายนะเข้าไปทุกที

การวิพากษ์วิจารณ์อะไรตรงไปตรงมา แม้จะมีเหตุผลมีการพิสูจน์ได้ด้วยข้อเท็จจริง แต่กลับถูกมองว่าเป็นข้างโน้นข้างนี้ จะต้องเข้าข้างใดข้างหนึ่ง จะต้องประจบสอพลอ ถึงจะเป็นคนดี ถ้าเข้าข้างนั้นก็จะเป็นถูก ถ้าเข้าข้างนี้เป็นคนเลว

ปัญหาเลยเกินเยียวยา

ความนิยมในตัวผู้นำประเทศไหนก็มีกันทั้งนั้น แต่ไม่ใช่ ผูกขาด ทำดีคะแนนนิยมก็ขึ้น ดำเนินนโยบายผิดพลาดคะแนนก็ตก เช่นเดียวกัน ความรักชาติก็ไม่ใช่ว่า จะต้องใส่เสื้อสีนี้จึงจะรักชาติ ใส่เสื้อสีนั้นจะต้องไม่รักชาติ ถ้าคนกลุ่มนี้ถึงจะรักชาติ คนกลุ่มโน้นไม่รักชาติ

พยายามจะผูกขาดความรักชาติเอาไว้คนเดียว

ถ้าติดตามข้อเขียนผมมาโดยตลอดจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ผมเคยดักคอว่า ระวังระบบการเมืองจะพัง ระวังกลไกประเทศจะเดินไม่ได้ ระวังจะตกเป็นเหยื่อ ซึ่งจะมีแต่การต่อรองเรื่องของผลประโยชน์ การเมืองจะอ่อนแอ ยึดประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ประชาชน

วันนี้สถานการณ์กำลังเป็นอย่างนั้นจริงๆ สภาล่มแล้วล่มอีก ส.ส.-ส.ว.แบ่งข้างอยู่กันอย่างศัตรูคู่อาฆาต ไม่ใช่ตัวแทนประชาชนอีกต่อไป แต่เป็นตัวแทนขั้วอำนาจ เพราะฉะนั้น บรรยากาศการประชุมในสภา จึงไม่ใช่การทำหน้าที่ของตัวแทนประชาชน ต่อไปนี้จะมีการถ่ายทอดสดการประชุมสภาก็ควรจะมีการจัดเรตติ้ง มีคำเตือนสำหรับเด็กและเยาวชน ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

ประเทศไทยจะอยู่กันอย่างไร

ไปกันน้ำขุ่นๆเหมือนใกล้จะเสียกรุง มีอะไรก็รีบฉกฉวยเอาเป็นของตัวเอง ในยามที่เกิดวิกฤติสองเด้งสามเด้งอย่างนี้ ยังมีการเสนอขึ้นเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของ ส.ส.และ ส.ว.กันหน้าตาเฉย

พฤติกรรมปัจจุบันควรจะขอขึ้นเงินเดือนตัวเองหรือไม่ อย่างไร ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ จะผลาญงบประมาณกันอย่างไร จะกู้ยืมเงินมาอย่างไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ และกลับทำให้เครดิตประเทศลดลง ก็ว่ากันตามสะดวก

แต่ระบอบการปกครองประเทศที่ล้มเหลว เป็นแก่นแท้ของปัญหา ไม่มีใครฟังใคร ไม่มีกรรมการ ไม่มีผู้ใหญ่ ไม่มีเด็ก มือใครยาวสาวได้สาวเอา ผมเคยพูดไว้นานแล้วว่า จะสิ้นชาติ และวันนี้กำลังเดินไปสู่หนทางนั้น จะร้องเพลงชาติไทยยังคนละคีย์ ศัตรูประชิดทุกด้าน

ระวังจะสิ้นชาติจริงๆ.

หมัดเหล็ก