WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 17, 2009

เสื้อแดงอย่าโง่

ที่มา thaifreenews


เสื้อแดงอย่าโง่ สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เคยแอบอ้างเกี่ยวกับสถาบัน

คำว่า แอบ แปลว่าอะไร ?
คำว่า อ้าง แปลวว่าอะไร ?

เสื้อแดงหลายท่านบอกว่า สนธิชอบแอบและอ้างสถาบัน
แต่ผมว่า ไม่ วิเคราะห์ข่าวโดย log in Loginname เวปบอร์ดการเมืองไซด์ประชาไทhttp://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/3216

ในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องสถาบ้น ผมว่าสนธิแมนมาก ว่าต่อหน้าเลย ไม่เคยแอบอ้าง

ครั้งหนึ่ง เคยบอกว่า เขาอยู่พรรคจักกรี ก็พูดต่อหน้าแม่ทัพภาค 3 พล.ท.สพรั่ง

พูดว่า ให้ xxx ลาออก ก็พูดต่อหน้าสื่อ มีหลักฐานชัดเจน

เมื่อวานก็พูดกลางสนามหลวง ต่อหน้ากระบือนับแสน ใกล้กับพระบรมมหาราชวัง
ให้คนได้ยินทั่วประเทศ

ไม่เหมือนพวกเสื้อแดง ต้องไปพูดบนหลังเขา แถวโบนันซ่า

ในเรื่องเกี่ยวกับการใช้สถาบันหากิน
เขาก็ทำตรง ๆ เลย ไม่ได้ทำแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ เหมือนบางคนหรือบางกลุ่ม

เช่น ในการทำเสื้อเหลืองจำหน่าย มีข้อความว่า เราจะสู้เพื่อในหลวง
เขาก็ทำดื้อ ๆ เลย ไม่หลบ ๆ ซ่อน ๆ จำหน่าย

ไม่เคยขออนุญาต

ได้เงินเท่าไหร่ เข้ากระเป๋า

สำหรับผมในเรื่องนี้ ผมไม่เดือดร้อน

ก็ในเมื่อหน่วยความมั่นคงยังไม่เดือดร้อน ผมจะไปเดือดร้อนทำไม ????

เมื่อ 3 ปีก่อน ผมเห็นเสื้อแดงและ นปก.
จะปลุกเสกจตุคาม รุ่น ๑ บาทปราบกบฏ
ยังต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไปทำพิธีบนเรือ

ไม่รู้กลัวอะไร

ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ผิดกฏหมายสักหน่อย

นั่น แอบ ๆ ปลุกเสกเลยนะ

http://rirs3.royin.go.th/word43/word-43-a0.asp

แอบ, แอบ ๆ กระทําโดยไม่ให้ผู้อื่นรู้เห็นโดยอาการต่าง ๆ เช่น แอบทำ; เข้าไปชิดเช่น รถพยาบาลมาให้รถอื่นแอบเข้าข้างทาง

. ว. อาการที่ยืน เดิน
หรือวางสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นต้นไม่ให้เกะกะหรือกีดขวางทาง เช่น เดิน
แอบข้างทาง วางของแอบ ๆ หน่อย

อ้าง ก. ระบุ, บ่งถึง, เช่น อ้างพยาน; กล่าวถึง, ชี้เป็นหลัก, เช่น อ้างบาลี;
ถือเอา เช่น อ้างสิทธิ. อ่านมาถึงตรงนี้ ice angel คนอ่านข่าวของเสริมวิเคราะห์ข่าว

เพิ่มเติม วิเคราะห์ข่าวจาก log in Loginmane เรื่อง

เสื้อแดงอย่าโง่ สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เคยแอบอ้างเกี่ยวกับสถาบัน จากเวปลิงค์

www.siamintelligence.com/sondhi-attack-kaosod/

อ่านข่าวตรงนี้เราจะเห็นว่าสนธิ ลิ้มทองกุล เขายังได้แปลคำสัมภาษณ์ของสมเด็จพระเทพ ที่พระองค์ท่านตรัสตอบคำสัมภาษณ์กับนักข่าว โดยนายสนธิ แปลแบบเข้าข้างตัวเองโจ่งครึ่ม เป็นข่าวครึกโครม เห็นแล้วใช่ไหมคะว่า สนธิ ลิ้มทองกุลเขาไม่ได้แอบอ้างสถาบัน จริงมะพ่อแม่พี่น้อง

ทรงเห็นด้วยหรือไม่กับบรรดากลุ่มผู้ชุมนุม พันธมิตรฯที่ได้อ้างว่าได้ทำในนามสถาบันฯ

The princess was asked at a press conference following her talk whether she agreed with protesters who say they are acting on behalf of the monarchy.

"I don''t think so," she replied. "They do things for themselves."

ซึ่งตรงนี้นายสนธิ ลิ้มทองกุลได้แปลบทสัมภาษณ์ของพระเทพดังนี้

…PAD acting on behalf of the monarchy คำถามคือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นได้ทำงาน โดยที่ถูกจัดตั้ง โดยสถาบันกษัตริย์ใช่หรือไม่ สมเด็จพระเทพฯ ก็ตอบว่า “I don’t think so” ไม่ใช่หรอก “They do it by themselves…for themselves” นัยยะก็หมายความว่า ใครๆก็ทำได้ ตราบใดถ้ายังมีสำนึก ในการรักพระเจ้าอยู่หัว ใช่ไม่ใช่

(ผู้ชุมนุมขานรับ และปรบมือ)

ไอ้คนแปลก็จงใจแปลผิด แล้วมากล่าวหาเรา จริงๆแล้ว มันไม่ใช่อย่างงั้น มันจงใจกลั่นแกล้งแล้วสร้างเรื่อง เอาล่ะ จะยังไงก็ตาม เรามาที่นี่ เรามาด้วยกัน เรามาด้วยน้ำใจอันเดียวกัน เรามาสู้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สู้จนกระทั่งถูกตำรวจฆาตกร มันฆ่าพวกเราบางคนไป และมันทำร้าย ทำลายพวกเรา แต่เราถอยไม่ถอย

(ผู้ชุมนุมร้อง ไม่ถอย)

ที่เราไม่ถอย เพราะเรารู้ว่าเราสู้ เพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สิ่งที่เราสู้นั้นมันยิ่งใหญ่กว่าชีวิตเรา นั่นคือเหตุผลที่เราไม่ถอยใช่ไหมพี่น้อง

(ผู้ชุมนุมขานรับ และปรบมือ)

เพราะฉะนั้น การมาของเรา มาด้วยจิตบริสุทธิ์ เราไม่เคยถูกสั่งให้มา ไม่เคยมีใครมาสนับสนุนเราทั้งสิ้น มีแต่ใจพวกเรา ที่ใจรักมั่นภักดี ต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ด้วยเหตุนี้ ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ความจริงย่อมปรากฎ ว่า 140 กว่าวันที่ผ่านมานี้ เป็น 140 กว่าวันที่มาสู้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และราชบัลลังก์ครับพ่อแม่พี่น้องครับ…

นอกจากนี้นายสนธิ ยังเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมยุติการซื้อหนังสือพิมพ์ มติชน, ข่าวสด และมติชนสุดสัปดาห์

แต่ถ้าใครสงสัยว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร สามารถอ่านเพิ่มเติม เรื่องที่เอพีสัมภาษณ์ พระเทพฯทรงตรัสตอบว่าอย่างไรสามารถอ่านได้ตามลิงค์นี้

thaienews.blogspot.com/2008/10/blog-post_3862.html

"I don''t think so" หลังนักข่าวถามพระองค์ว่าทรงเห็นด้วยหรือไม่กับบรรดากลุ่มผู้ชุมนุม พันธมิตรฯที่ได้อ้างว่าได้ทำในนามสถาบันฯ

คอนเสิร์ตเสื้อแดงที่โบนันซ่า คือ บทพิสูจน์ว่า คนเสื้อแดงเป็นคนชั้นกลางจำนวนมาก

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย



ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานคอนเสิร์ตของคนเสื้อแดงที่โบนันซ่า เขาใหญ่ ที่อำเภอปากช่อง โดยออกเดินทางตั้งแต่วันศุกร์ที่ 13 พศจิกายนครับ โดยไปกันก่อนล่วงหน้าสามคนคือ ผม คุณแมวอ้วนอ้วน และคุณแป๊ก 2007 เพื่อไปจับจองที่กางเต้นท์ เนื่องจาก เพื่อนๆ ของคุณ ICE ANGEL ผบ.ทบ. ของคุณแมวอ้วนอ้วน ที่เป็นพนักงานการบินไทย "รักคุณเท่าฟ้า" ประมาณสิบกว่าชีวิตจะตามไปในวันที่ 14 พ.ย. ก็เลยต้องส่งหน่วยลาดตระเวณ ที่ชำนาญป่าอย่างพวกผมไปก่อน

ครั้งแรก ผมไม่ได้มีความสนใจในการไปฟังดนตรีเท่าใดนัก (เพราะไม่ค่อยมีดนตรีการในดวงใจมากมายนัก แต่ก็ไม่ใช่คนชอบกลแต่อย่างใด) แต่เพื่อนๆ เขาให้เหตุผลว่า ไปกางเต้นท์ แค้มปิ้ง คุยกัน กลางแจ้ง นั่นเป็นสิ่งที่ผมชอบอยู่แล้ว เพราะผมชอบใช้ชีวิตแบบกลางแจ้ง Out Door มากกว่าไปเที่ยวนอนตามโรงแรม หรือรีสอร์ท หรือไปฟังคอนเสิร์ตอะไรอย่างนี้ แต่การไปกางเต้นท์ เพื่อคุยกันเรื่องการเมือง วิพาร์กกับเพื่อนๆ คอเดียวกัน เป็นสิ่งที่ผมชอบเป็นยิ่งนัก ยิ่งถ้าอากาศกำลังเย็นสบาย ก็เป็นสิ่งที่ดีเลิศเลยทีเดียว

ออกเดินทางตั้งแต่บ่ายโมงนะครับ ผมชอบขับไปตาม GPS ที่ตั้งพิกัดไว้ที่สนามกอล์ฟโบนันซ่า แต่พอไปถึงทางเข้า ก็มีป้ายชี้ทางบอกทางไปคอนเสิร์ตสามเกลอตลอด ไปถึงเป็นทางเข้าแคบๆ ที่ต้องขับรถเข้าไปอีกไม่ต่ำกว่า 5 กม. เข้าไปในบริเวณหุบเขา ที่มีภูเขาล้อมรอบทั้งสี่ด้าน เป็นชัยภูมิปิด พื้นที่ในหุบเขานี้ ผมคำนวณด้วย Google Earth ได้ไม่ต่ำกว่า 137,800 ตารางเมตร หรือประมาณ 86 ไร่ เป็นพื้นทื่ มีทางเข้าออกแค่สองทางเท่านั้น ทางที่ให้เข้า เป็นทางแคบๆ ดังนั้น คนที่เขาไป ไม่มีทางอื่นจะหลบเข้าไปได้ ต้องผ่านด่านตรวจทางเดียว และต้องลงไปซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตราคา 300 บาท เพื่อผ่านด่านเข้าไป ทางออกก็เป็นอีกด้านหนึ่งของหุบเขา เป็นทางเดียวเช่นกัน เขาจัดการจราจรให้เข้าทางหนึ่ง ออกอีกทางหนึ่ง หากจะเข้าทางด้านอื่นต้องปีนเขาเข้าไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ชัยภูมิแบบนี้ผมชอบมากเลยทีเดียว เคยไปเที่ยวที่ Lake District ในอังกฤษ ก็เจอชัยภูมิแบบนี้ แต่ที่นั้นมีหมอกลง มีบ้านอยู่ท้ายหุบเขา มีทางเข้าแค่ทางเดียว เป็นชัยภูมิที่ สวยงามมากทีเดียว

คีนวันที่ 13 พ.ย. ก็มีคนไปจำนวนมากแล้วครับ เจอเพื่อนๆ ที่เว็บ www.khonthaiuk.com และน้องๆ ที่เป็นกลุ่ม พยาบาล FARED ไปล่วงหน้าด้วยเช่นกัน พวกผมเลือกชัยภูมิกางเต้น ห่างจากเวที 321 เมตร (วัดจากกรูเกิลเอิร์ท ย่อมเป็นตัวเลขที่แน่นอน) ไกลพอสมควรครับ เพื่อจะได้คุยกันให้สะดวกหน่อย แต่ก็คิดผิด เพราะระบบเครื่องเสียงเขาดีมาก ดังตลอดทั้งหุบเขา ไม่มีที่เงียบๆ เลย มองจากบริเวณเต้นท์ของผมลงไปที่เวที เต้นท์พวกผมอยู่บนเนิน ก็เห็นอย่างชัดเจนครับ แม้จะไกล

ที่เขาใหญ่น้ำค้างแรงมาก ผมไปเที่ยวเขาใหญ่ บ่อยๆ รู้เรื่องนี้ดี ก็เลยเตรียม Fly Sheet สำหรับกางเป็นกระโจมด้านหน้าเต้นท์ เพื่อเอาไว้เป็นที่สังสรรค์ จะได้ไม่โดนน้ำค้าง แต่ก็สงสารกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ได้ชำนาญการใช้ชีวิตกลางแจ้งอย่างกลุ่มผม ส่วนใหญ่จะเอาเต้นท์ไปกันอย่างเดียว ไม่มีกระโจมคุยกันนอกเต้นท์ ทำให้ต้องตากน้ำค้าง คุยกัน บางเต้นท์ก็ใช้เต้นท์แบบโปร่งใส่ กันยุงได้อย่างเดียว แต่กันน้ำค้างไม่ได้ แต่ที่โบนันซ่า ไม่มียุง หรือแมลง เต้นท์แบบนี้ไม่น่าจะใช้การได้แต่อย่างใด กับการใช้ชีวิตกลางแจ้ง

กลางคืนวันที่ 13 พย. ก็มีการซ้อมการแสดงครับ มีการร้องเพลงกันทั้งคืน แค่วันแรก คนก็ไปหลายพันแล้วครับ ที่หน้าเวที มีคนไปกางเต้นท์จำนวนมาก ก็ร้องรำทำเพลงกันจนดึกครับ



ปัญหาเรื่องน้ำ ก็เป็นปัญหาใหญ่ครับ ตื่นมาแต่เช้าไม่มีน้ำ เพราะคนเยอะ เขาเอาน้ำมาส่งไม่ทัน และรถต่างๆ ก็จอดขวางทางเดินรถส่งน้ำ ทำให้ผมต้องขับรถออกไปเข้าห้องน้ำที่ปั้มปากทางเข้า ใกล้ๆ ปากช่อง ขับรถกลับเข้าไป อีกที ปรากฎว่ามีรถมาจำนวนมากแล้ว

วันที่สองซึ่งเป็นวันจัดคอนเสิร์ต แดดร้อนมาก แต่คนก็ทะยอยมากันเต็มหุบเขาครับ พื้นที่หน้าเวทีคอนสิร์ต ซึ่งมีประมาณ 86,393 ตร.ม. (54 ไร่) ที่เขาไม่ให้กางเต้นท์ คนแน่นตลอดครับ ผมคำนวณคน โดยใช้พื้นที่ คิดแค่ 1 คนต่อตารางเมตร ก็น่าจะมีคนไม่ต่ำกว่า 80,000-100,000 คน หรือ แต่คนยู่รอบๆ บริเวณเหนือขึ้นไปที่เขาให้กางเต้นท์ด้วย น่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 คนครับ เห็น People Chanel เขาประกาศว่า ขายบัตรได้ประมาณ 50,000 ใบ แต่หลังจากประมาณหัวค่ำ เขาเปิดให้เข้าฟรี เพราะตรวจบัตรไม่ไหว เนื่องจากทำให้รถติดมาก เห็นมีคนบอกว่ารถติดประมาณ 15 กิโลเมตร ผมไม่สงสัยเลย เพราะทางเข้ามีทางเดียวแคบๆ และเมื่อรอซื้อบัตรเข้าชม รอตรวจบัตร ยิ่งทำให้รถติด คนจำนวนมากลงเดินมาตั้งแต่ประมาณ 5 กม. จากหุบเขาที่จัดงาน ทางกลุ่มสามเกลอ เขาเห็นว่า เก็บเงินค่าบัตรเข้าชมได้น่าจะเกินเป้าแล้ว เขาเลยปล่อยให้เข้าฟรี เพื่อคนจะได้เข้าไปได้


คอนเสิร์ตครั้งนี้ คนจนรากหญ้าคงไปได้ยากครับ เพราะค่าผ่านประตูก็ 300 บาทแล้ว ค่ากินค่าเดินทางต่างๆ และเต้นท์ต่างๆ ที่คนจนไม่น่าจะมี (เพราะไม่ใช่รสนิยมที่คนรากหญ้าจะซื้อเต้นท์ เป็นวัฒนธรรมของคนชั้นกลาง) รวมทั้งรถยนต์ รถ SUV ต่างๆ ที่ไปในงานคอนเสิร์ต ผมจึงสรุปแบบฟันธงได้เลยว่า คอนเสิร์ตครั้งนี้ เป็นบทพิสูจน์ได้อย่างดีเลยว่า "คนเสื้อแดงนั้นเป็นคนชั้นกลาง" จำนวนมาก อย่างน้อยงานคอนเสิร์ตครั้งนี้ก็ไม่ฟรี เขาเก็บเงิน มีคนเข้าชมกว่า 100,000 คน (ที่ติดอยุ่ข้างนอกเข้าไม่ได้มีคนบอกว่าเยอะ) ย่อมเป็นข้อพิสูจน์อย่างดี

ผมเองทราบตั้งนานแล้วว่า แดง Left Wing หรือปีกซ้าย ทั้งโซเชียลลิสต์ และ ลิเบอรัล นั้นมีจำนวนมาก คนชั้นกลางที่สนับสนุนอำมาตยาธิปไตย นั้นมีแต่พวกคนชั้นกลาง Conservative เท่านั้นครับ อุดมการณ์ทางการเมือง ของคนชั้นกลางไม่ได้มีแต่ "หัวอนุรักษ์นิยม" เท่านั้น แต่เป็นพวก เสรีนิยม พวกสังคมนิยม ก็มีจำนวนมากเช่นกัน การ "ตู่เอาง่ายๆ " แบบ พธม. ชอบพูดว่า ม็อบ พธม. มีแต่คนมีการศึกษา นั้นผิด เพราะที่จริงคน ที่สนับสนุน พธม. นั้น เป็นพวกคนชั้นกลาง "หัวอนุรักษ์นิยม" ต่างหาก ไม่ใช่คนชั้นกลางทั้งหมด



คนเสื้อแดงแท้ที่จริงแล้วประกอบด้วยคนสองกลุ่มคือ คนชั้นกลางเสรีนิยม+สังคมนิยม และคนรากหญ้า (สู้เพื่อปากท้อง) คนชั้นกลางนั้น เนื่องจากเรื่องปากท้องนั้น สามารถช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว การต่อสู้ทางการเมือง มักจะเป็นในด้านอุดมการณ์มากกว่า คนชั้นกลางหัวก้าวหน้า (เสรีนิยม โซเชียลลิสต์) จะต่อต้าน "ลัทธิอำมาตยาธิปไตยศักดินา สนับสนุนประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ต่อต้านระบบสองมาตรฐาน และความไม่เป็นธรรมต่างๆ

ผมได้คุยกับพี่คนหนึ่ง ที่บอกตัวชัดเจนว่าเป็นโซเชียลลิสต์ ผมตั้งคำถามกันว่า "เกิดเหตุการณ์แดงเต็มหุบเขา" ที่โบนันซ่านี่ได้อย่างไร ใครทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาได้ในการเมืองไทย" คนต้องเดินทางด้วยรถยนต์กว่า เกือบ 200 กม. จากเมืองหลวง มาร่วมกิจกรรมการเมือง ในหุบเขากลางป่าใหญ่ กว่า 100,000 คน ใครจุดไฟสงครามทางการเมืองนี้ขึ้นมา

ผมได้ข้อสรุปกันว่า การต่อสู้ทางการเมือง เพื่อประชาธิปไตยนั้น เริ่มกันมาตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 แล้ว แต่การขยายตัวนั้นเป็นแบบช้าๆ ไม่ได้ด่วนเกิดขึ้น สังคมใช้เวลาพัฒนาการ มาถึงวันนี้ อุดมการณ์ประชาธิปไตยที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ยุคนั้น ค่อยๆ ขยายตัวขึ้น และถูกจุดประกายในรัฐประหาร 2549 จนตอนนี้ขยายตัวออกไปอย่างมโหราฬเต็มประเทศแล้ว

เมื่อเรามองอย่างวิวัฒนาการ อย่างที่ผมอ่านหนังสือ The Eve of French Revolution การเกิดการปฎิวัติใหญ่ของฝรั่งเศส นั้นไม่ได้เกิดขึ้นแบบปุบปับ ในปี 1789 แต่สังคมมีความขัดแย้งกันก่อนหน้านั้นไม่ต่ำกว่า 30-40 ปี ความไม่เท่าเทียมกัน อภิสิทธิ์ชน Palace Circle ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ที่มีแต่เครือข่ายของคนชั้นสูงรวบอำนาจ สร้างความไม่เป็นธรรม ระบบทหารที่มีแต่เส้นสาย ระบบยุติธรรมที่เหลวแหลก และสังคมเริ่มเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ต่างก็เป็น "ชนวน" อย่างสำคัญทำให้เกิดการปฎิวัติใหญ่ฝรั่งเศสทั้งสิ้น

ประเทศไทย กำลังเดินเข้าไปสู่จุดนั้น จุดสิ้นสุดของระบอบอำมาตยาธิปไตย แบบปี 1789 ของฝรั่งเศส

ไม่มีอะไรหยุดยั้ง พัฒนาการของสังคมได้ รัฐประหารปี 2549 จุดชนวนมันขึ้นมาเอง

ไฟตาสว่างที่ลามทุ่งเช่นนี้ ไม่มีอำนาจใดที่จะดับมันไปได้ เรากำลังอยู่ในช่วงท้ายๆ ของ

The Eve of Thai Revolution

เมื่อถึง "วันโกน" แล้ว อย่างไร ก็ต้องถึง "วันพระ" วันยังค่ำ

คำต่อคำ สองพยานแฉ “สุเทพ” จ้างให้การเท็จ ยุบไทยรักไทย

ที่มา Thai E-News

ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
17 พฤศจิกายน 2552

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย และอดีตรองผู้อำนวยการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ได้นำนายสุขสันต์ ไชยเทศ อดีตผู้อำนวยการพรรคพัฒนาชาติไทย และนายชวการ โตสวัสดิ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพัฒนาชาติไทย ซึ่งเป็นพยานปากเอกคดียุบพรรคไทยรักไทย ร่วมแถลงข่าวถึงเบื้องหลังการยุบพรรคไทยรักไทย โดยยอมรับว่าได้ให้การเท็จในคดีดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้

------ พล.อ.พัลลภ :
ต้องขอบคุณสื่อมวลชนที่มาตามคำเชิญเพื่อให้สังคมได้รับรู้ข้อเท็จจริง เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับคนพรรคไทยรักไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีกลาโหม โดยสองพยานปากเอกที่จะนำมาชี้แจงในวันนี้ ทั้งสองคนได้ให้การเท็จต่อศาล จนนำมาสู่การยุบพรรคไทยรักไทย

แต่วันนี้เขาทั้งสองได้สำนึกผิด จึงได้มาพบเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ แม้ว่าตัวเองจะติดคุกโดยการเป็นพยานเท็จ หรือแม้จะตายเขาก็ยอม สองคนนี้คือ นายสุขสันต์ ไชยเทพ ผู้อำนวยการพรรคพัฒนาชาติไทย และนายชวการ โตสวัสดิ์ ผู้สมัครแบบเขต พรรคพัฒนาชาติไทย

------ นายสุขสันต์ :
ผมทั้งสองคนสำนึกผิด อยากกราบขอโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 ท่าน และรวมถึงสมาชิกพรรคไทยรักไทยทุกคน

ตามที่ผมและนายชวการ ได้ให้การต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นพยานให้กับอัยการสูงสุด (อสส.) และให้การกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จนเป็นเหตุให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยนั้น ผมขอเรียนว่า ผมและนายชวการ ถูกจ้างวานให้การเท็จ ถูกจ้างวานให้เป็นตัวละคร โดยผู้จ้างวาน คือ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งรายละเอียดผมจะขอเปิดเผยให้ทราบโดยทั่วกันดังนี้

เริ่มตั้งแต่เมื่อเช้าวันที่ 4 มีนาคม 49 มีคนซึ่งผมรู้จักดี มาพบผมที่โรงแรมกานต์มณี โดยบอกว่า ถ้าอยากได้เงินสนับสนุนการเลือกตั้งให้พาหัวหน้าพรรคพัฒนาชาติไทย หัวหน้าพรรคเล็ก 2-3 พรรคไปพบนายสุเทพ ซึ่งในขณะนั้น ผมกับพวก กำลังจัดทำเอกสารให้กับผู้สมัครเขตวันสุดท้ายในการสมัคร คือวันที่ 8 มีนาคม 49

ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 49 หลังจากส่งผู้สมัครเรียบร้อยแล้ว ผมกับคุณชวการ ก็ได้เข้าไปพบกับคุณสุเทพที่พรรคประชาธิปัตย์ ตามที่นัดหมายกันไว้ ประมาณสี่ทุ่มกว่า โดยคนนำเข้าไปพบ ก็เป็นคนเดิมที่ติดต่อกับผมที่โรงแรมกานต์มณี

เมื่อพบกัน คุณสุเทพขอร้องขอความร่วมมือ ให้ผมช่วยทำงานร่วมกัน โดยเป้าหมายอยู่ที่การยุบพรรคไทยรักไทยเป็นหลัก แนวทางการทำงานนั้น

1.ให้ร่วมแถลงข่าวว่า พรรคไทยรักไทย จ้างวานให้ส่งผู้สมัคร เหมือนกับพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ที่คุณสุเทพได้นำแถลงข่าวไปก่อนหน้านี้ในวันที่ 8 มีนาคม 49
2.ให้ยืนยันต่อ กกต. อสส. และคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่า พรรคไทยรักไทยเป็นผู้จ้างวานพวกผม ส่งผู้สมัครลงสมัคร

โดยมีเงื่อนไขในการทำงานและข้อตกลงในสัญญาคือ

1.คุณสุเทพจะดูแลความปลอดภัยให้ผมและครอบครัว
2.จะช่วยเหลือในทางคดีไม่ให้ได้รับโทษใดๆทั้งสิ้น
3.จะให้เงินค่าจ้างคนละ 15 ล้านบาท เป็นเรื่องจริง และ
4.ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่จะส่งสมัคร ส.ส. ให้ได้เป็น ส.ส. หรือถ้าหากพรรคได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล ก็จะได้รับตำแหน่งทางการเมือง เหมือนกับคำให้การที่ คุณธติมา ภาวลี ได้ให้การไว้กับตุลาการรัฐธรรมนูญในการให้การในครั้งนั้น และถ้าหากไม่ให้ความร่วมมือ หรือเข้าทำงานร่วม พวกผมจะถูกดำเนินคดีอาญา เรื่องของการปลอมแปลงเอกสาร และการแก้ไขข้อมูลของ กกต. และพรรคประชาธิปัตย์ได้ให้คนไปแจ้งความไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เรื่องการแก้ไขข้อมูล ผมเรียนให้สื่อได้ทราบว่า พรรคของพวกผม ได้มีการแก้ไขตั้งแต่ปี 48 ที่มีการเลือกตั้ง ผมแก้ไขให้คุณทนง ศิริปรีชาพงษ์ กับคุณสุทีป นาแก เขต 4 ก็ส่งลงสมัคร ตอนนั้นผมกับคุณชวการไม่มีทางเลือกในขณะนั้น เพราะเข้าไปอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ คุยกันถึงตี 2 จึงยินยอมด้วยความจำเป็น และได้ต่อรองกับคุณบุญทวีศักดิ์ อมรสินธุ์ หัวหน้าพรรค ก่อน แต่คุณสุเทพบอกว่า ไม่ต้อง ผมไปด้วย ไปคืนนี้เลย คุณสุเทพให้เหตุผลว่า ผมกับคุณชวการไปพูด เขาไม่เชื่อหรอก ต้องให้ผมไปพูดเอง จึงนั่งรถโฟล์คตู้สีดำ เลขทะเบียนหมายเลข 7 กรุงเทพฯ

เมื่อถึงบ้านคุณบุญทวีศักดิ์ ก็เป็นเวลาตี 2 ของวันที่ 16 มีนาคม 49 คุยกันอยู่ถึงตี 4 ผมจึงเชิญคุณบุญทวีศักดิ์ไปคุยกับคุณสุเทพในรถตู้ และผมกับคุณชวการก็อยู่ด้วย ในระหว่างการพูดคุยนั้น คุณสุเทพได้บอกคุณบุญทวีศักดิ์ว่า คุณสุขสันต์และคุณชวการได้รับปากทำงานร่วมกันกับคุณสุเทพไปแล้ว โดยข้อตกลงเงื่อนไขที่ผมได้เรียนไปแล้วว่า หากคุณบุญทวีศักดิ์ร่วมทำงานผม (สุเทพ) ก็จะยินยอมจ่ายเงินให้ 15 ล้านบาท ตามที่คุณบุญทวีศักดิ์ได้ให้การกับทาง กกต. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว

แต่คุณบุญทวีศักดิ์ได้บอกคุณสุเทพว่า เอาไว้คิดดูก่อน พรุ่งนี้เช้าจะให้คำตอบ หลังจากนั้น ไม่สามารถติดต่อคุณบุญทวีศักดิ์ได้เลย จนถึงวันที่ 18 มีนาคม 49 คุณสุเทพได้ให้ผมและคุณชวการไปพบด่วน ที่พรรคประชาธิปัตย์ และให้ไปรับเงินล่วงหน้าก่อนคนละ 1 ล้านบาท และรีบจัดให้มีการแถลงข่าวใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ว่า พล.อ.ธรรมรักษ์เป็นคนจ้าง ในวันนั้นเลย

หลังจากแถลงข่าวเสร็จ คุณสุเทพให้คนมารับผมและคุณชวการ เดินทางไปสุราษฎร์ธานี และทีนี้ในระหว่างพักอยู่ที่สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต ผมกับคุณชวการอยู่ในความควบคุมของนายสุเทพโดยตลอด แม้กระทั่งการไปให้การกับ กกต. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีคนควบคุมไปตลอด ขณะนั้น ผมและคุณชวการไม่สามารถให้การเป็นอย่างอื่นได้

การที่ผมกับคุณชวการ มาเปิดเผยความจริงทั้งหมดในวันนี้ คุณสุเทพไม่ได้ดำเนินการตามสัญญาที่ให้ไว้กับพวกผม เรื่องเงิน เรื่องตำแหน่งทางการเมือง เรื่องเป็น ส.ส. ไม่ได้ไม่เป็นไร แต่พวกผมต้องมาโดนคดี ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติและส่งศาลฎีกา และวันที่ 14 พฤศจิกายน 52 นี้ จะส่งศาลอาญาร่วมกับ พล.อ.ธรรมรักษ์

ซึ่งแสดงว่า พวกผมถูกหลอกใช้งาน ให้เป็นเครื่องมือ ซึ่งคนเราศักดิ์ศรียอมกันไม่ได้ เมื่อมาโกหกกัน พวกผมต้องอยู่ลำบากแบบหลบๆซ่อนๆ ติดต่อไม่ได้เลย

------ นายชวการ :
ประเด็นหลักๆ คือ การลงเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 49 นั้น ทางพรรคพัฒนาชาติไทย ได้ดำเนินการตามแนวทางของพรรค เพราะเราเห็นเป็นโอกาส เมื่อพรรคฝ่ายค้านบอยคอต เมื่อสังคมไม่เอาพรรคไทยรักไทย โอกาสน่าจะตกอยู่กับพรรคเล็ก และก็เห็นได้ว่า พรรคคนปลดหนี้ได้ ส.ส. ในภาคใต้ ทั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นในการส่งผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทยเลย

ประการที่ 2 เป็นความจริง ที่คุณสุขสันต์ได้พูดว่า คนของผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ ได้ติดต่อพร้อมเสนอตัวเลขค่าใช้จ่าย 7 หลักในวันที่ 4 มีนาคม 49 ซึ่งวันนั้น เรากำลังยุ่งอยู่กับการจัดตัว เราก็เลยขอผัดผ่อน

และเป็นความจริงเช่นเดียวกัน ที่เราได้รับการติดต่ออีกครั้ง พร้อมกับนำข่าวภายใต้การนัดหมายของผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ ในคืนวันที่ 15 มีนาคม 49 เพื่อเข้าไปพบคุณสุเทพที่พรรคประชาธิปัตย์

ที่เราเข้าไป เพราะเราคิดว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนภายใต้หลักการของการเลือกตั้งโดยปรกติ แต่เมื่อเข้าไปและพบข้อเท็จจริงว่า เป้าหมายที่แท้จริง คือการยุบพรรคไทยรักไทยให้ได้ โดยคาดหวังว่า เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบเลือกตั้งใหม่ พรรคประชาธิปัตย์จะมีโอกาสกลับเข้ามาเป็นรัฐบาล

เพราะฉะนั้นในคืนวันที่ 15 มีนาคม 49 ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับพวก ได้มีการวางแผนกำหนดเป้าหมาย และยื่นข้อเสนอจริงตามที่คุณสุขสันต์แจ้งให้ทราบแล้ว และยังไม่พอ ยังเดินทางไปพบกับหัวหน้าพรรคจริง เสนอค่าตอบแทนให้จริงด้วย ตัวของคุณสุเทพจริง ทั้งผมและคุณสุขสันต์ รวมทั้งคนของพรรคประชาธิปัตย์บางท่านรับรู้ด้วยตลอดเวลา

ในส่วนของผมนั้น ขอเรียนว่า ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชื่อมโยง ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 49 โดยกล่าวว่า ผมได้ร่วมวางแผนกับ พล.อ.ธรรมรักษ์ เรื่องการตัดต่อพันธุกรรมนั้น ขอเรียนว่า ไม่เป็นความจริง ผมไม่เคยวางแผนร่วมกับ พล.อ.ธรรมรักษ์ ไม่เคยพบกับ พล.อ.ธรรมรักษ์ ไม่เคยเหยียบเข้าไปภายในพรรคไทยรักไทย ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ในคืนวันที่ 2 มีนาคม 49 เลย

ส่วนภาพวงจรปิดที่คุณสุเทพนำมาให้ผมดู ในเวลาที่ถูกควบคุมตัวที่ภูเก็ตนั้น เป็นภาพที่ผมไปปรากฏตัวจริง แต่ไปเพราะติดรถไปกับเพื่อนที่ชื่อทวี สุวรรณภัทร ซึ่งเป็นนักข่าว เข้าไปทำธุระส่วนตัวในกระทรวงกลาโหมเท่านั้น

ในวันนั้น ผมไม่ได้พบกับ พล.อ.ธรรมรักษ์ ผมไม่เคยรู้จักกับท่าน นอกจากผ่านสื่อ และที่สำคัญ คือไม่มีการรับเงินใดๆ จาก พล.อ.ธรรมรักษ์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 49 เพื่อไปใช้ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง

วันที่ 3 มีนาคม ถ้าไปตรวจสอบจะพบว่า วันนั้นเป็นการสมัครปาร์ตี้ลิสต์ พรรคพัฒนาชาติไทยส่งผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการ ไม่จำเป็นต้องมีการแก้ไข และเงินค่าใช้จ่ายในการสมัครปาร์ตี้ลิสต์ มันไม่มาก และเป็นเงินที่เรารวบรวมกันเอง
เพราะฉะนั้นภาพที่นำมาใช้ จึงเรียกว่า การตัดต่อข้อเท็จจริง เพื่อนำไปสู่การยุบพรรคไทยรักไทย

นี่คือความจริงที่สังคมจะต้องรับรู้ และที่สำคัญ หลังยุบพรรคไทยรักไทยแล้ว ผมเองอยู่อย่างลำบาก ไม่ได้รับการดูแลเหลียวแล ตอนที่จะให้เราร่วมมือ เขาก็บอกว่า ทำเพื่อชาติเถอะ แม้สังคมจะเข้าใจผิดเราก็ต้องเสียสละเพื่อชาติ เพื่อให้วิกฤตมันจบ แต่ในความเป็นจริง เป็นการแก้ไขวิกฤตด้วยวิธีที่สกปรก บิดเบือนใส่ความ ให้การเท็จ เสริมแต่งข้อเท็จจริง จนนำไปสู่กระบวนการที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมเบี่ยงเบนนั้น ผมเห็นว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

สุดท้าย เมื่อเราขอให้ช่วยดูแลเรื่องคดีความ ที่เราถูกกล่าวหาจาก ป.ป.ช. เรากำลังถูกฟ้องคดีอาญา คนที่เคยบอกว่าช่วยชาติ กำลังจะติดคุก เพราะการช่วยชาติที่เกิดจากการไม่เอาใจใส่ดูแล ผมจำเป็นต้องออกมาบอกความจริงทั้งหมด ให้สังคมได้รับรู้ว่า กระบวนการที่เกิดขึ้น ตั้งแต่มีนาคม 49 จนสะสมเป็นวิกฤตขณะนี้ เกิดจากกระบวนการที่ไร้จริยธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้มีอำนาจทางการเมืองในปัจจุบัน ภายใต้แผนสมรู้ร่วมคิดกับนักการเมืองอีสานบางคน และทหารบางกลุ่ม เพื่อทำให้พรรคไทยรักไทยถูกยุบ

เพราะครั้งนั้น เขาบอกแต่เพียงว่า ยุบพรรค กรรมการไม่ตัดสิทธิ แล้วเราก็มาลงเลือกตั้งกันใหม่ เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่ผลที่เกิดมันไม่ใช่ ผมและคุณสุขสันต์ สำนึกเสียใจตลอดเวลา นี่คือทฤษฎีเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล เสร็จภารกิจเอามันไปไว้ไกลๆ อย่าให้มันเข้ามาใกล้ แล้วปล่อยมันให้ติดคุกซะ

ผมยังไม่ทราบว่า การที่ผมมาเปิดเผย จะถูกคนของพรรคประชาธิปัตย์ฟ้องอีกกี่สิบคดี ผมยอมครับ ผมรู้ว่าผมมีส่วนผิด ผมจะพึ่งกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ถูกเบี่ยงเบน และฝากประชาชนว่า วันหนึ่ง หากผมไม่สามารถประกันตัวได้ เพราะการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในขั้นตอนใดก็ตาม หากผมต้องถูกกระทืบตายในคุก ผมมีศัตรูอยู่แค่กลุ่มเดียว คือผู้ที่มีอำนาจรัฐในปัจจุบัน

ที่จำเป็นต้องมาเปิดเผยครั้งนี้ แม้รู้ว่าเสี่ยง แม้รู้ว่าเป็นอันตราย แม้รู้ว่าต้องเป็นศัตรู แต่ต้องการให้สังคมและประชาชนรู้ว่า แท้ที่จริงใครกันแน่ เป็นตัวการ และใครคือผู้ที่ต้องรับผลจากการกระทำที่ฉ้อฉล บิดเบือนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ท้ายที่สุด ผมขอกราบขอโทษต่ออดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยทุกคนที่การกระทำของผมทำให้ท่านต้องได้รับผลกระทบ และขอเรียกร้องว่า อดีตสมาชิกไทยรักไทยทั้งหมด ควรออกมาเรียกร้องทวงสิทธิความเป็นธรรม ความชอบธรรมคืนจากระบบที่ถูกบิดเบือน

18 พย.52 เชิญร่วมเป็นกำลังใจ แกนนำ นปช.ฟ้องกลับคดีหน้าบ้านป๋า

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ Nocar Nonations
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
17 พฤศจิกายน 2552


ด่วนที่สุด!!!

วันพุธ (พรุ่งนี้) 18 พ.ย. 2552 เวลา 10.00 น.


แกนนำ นปช.นำโดย พอ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย

จะเดินทางไปที่ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ เพื่อยื่นฟ้องกลับในคดีการชุมนุมหน้าบ้าน 4 เสา

ขอเรียนเชิญพี่น้อง ร่วมเป็นกำลังใจให้บรรดาขุนพลแกนนำ นปช.ทุกท่านโดยพร้อมเพรียง

ฝากแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์โดยทั่วกัน

12 เรื่องที่อยากให้นายกทักษิณฯ ทำเมื่อกลับมา

ที่มา Thai E-News


โดย Pegasus
17 พฤศจิกายน 2552

หวังว่าการที่ประชาชนเรือนแสน เรือนล้านที่จะออกมาแสดงพลังอย่างสงบ สันตินี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมของไทยได้ แม้ว่าจะเป็นความหวังที่ริบหรี่สุดประมาณ

และก็หวังว่าหากมีการเจรจากันด้วยดี โดยระบอบอำมาตย์เผด็จการยอมกลับเข้าที่เข้าทาง และยกเลิกองค์กรเผด็จการของตนเสีย เปิดโอกาสให้ประชาชนบริหารประเทศตามที่ต้องการโดยไม่มี ปืน กฎหมาย สื่อ คอยหาทางกำจัดศัตรูทางการเมืองอีกต่อไป ท่านนายกทักษิณฯก็คงจะกลับมาทำงานให้กับประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และประชาชนได้ต่อไป

เมื่อมีความหวังเช่นนี้ ก็ขอเสนอสิ่งที่อยากให้ท่านนายกทักษิณทำเมื่อกลับมา ดังนี้

1. แก้ไขรัฐธรรมนูญให้กลับไปใช้ รัฐธรรมนูญปี 40 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อกำจัดอำนาจของอำมาตย์

2. แก้ไขอำนาจอธิปไตยของประชาชน โดยกำหนดให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แทนการกำหนดไว้ในปัจจุบันว่า อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย ซึ่งเท่ากับให้ประชาชนไทยสนใจแต่การไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเท่านั้น ไม่รู้จักการรักษาอำนาจอธิปไตยของตนเอง

3. เมื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนแล้ว หากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นให้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ประชาชนสามารถใช้อาวุธต่อต้านฝ่ายรัฐประหารเพื่อรักษาอำนาจอธิปไตยของตนไว้โดยไม่ผิดกฎหมาย

4. กำจัดอำนาจของอำมาตย์ โดยแก้ไขรัฐธรรมนูญยกเลิกองค์กร องคมนตรีและให้นำธรรมนูญการปกครองประเทศสยาม 2475 มาปรับใช้ให้เหมือนกับของต่างประเทศ

แต่ถ้าหากยังมีข้อรังเกียจว่าเป็นความคิดของคณะราษฎร ก็ขอให้นำรัฐธรรมนูญของประเทศสวีเดน หรือ ญี่ปุ่นมาใช้ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพระราชอำนาจกับฝ่ายประชาชน ตุลาการกับฝ่ายประชาชน และการให้มีระบบสภาเดียว หรือหากจะมีวุฒิสภาก็ให้มาจากกลุ่มอาชีพด้วยการเลือกตั้ง แล้วใช้การออกกฎหมายคู่แบบสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิ เสรีภาพ ของประชาชนไม่ให้ถูกครอบงำได้โดยง่าย และมีการถ่วงดุลระหว่างอำนาจอธิปไตยในรูปแบบของญี่ปุ่น

5. แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยนำคำพิพากษาของศาลฏีกาที่ตีความว่าการยึดอำนาจได้แล้วนั้นนับเป็นองค์รัฐาธิปัตย์ มาดูแล้วบัญญัติห้ามการตีความนั้น โดยระบุว่า การกระทำนั้นไม่ใช่องค์รัฐาธิปัตย์ เพียงเท่านี้ประชาชน ก็สามารถฟ้องศาลได้หากมีการยึดอำนาจเกิดขึ้นและจะเป็นกบฏได้เพียงสถานเดียว

6. นำโครงการต่างๆที่ฝ่ายอำมาตย์รังเกียจได้แก่ โอทอป กองทุนหมู่บ้าน 30บาท ทุนการศึกษา และการพัฒนาตนเองแบบอาจสามารถโมเดล กลับมาใช้ใหม่เพื่อกระตุ้นการลงทุนและการสร้างงานในประเทศ กระจายทุนให้ประชาชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต

7. ทำลายระบบทุนผูกขาดที่ให้เงินกู้นอกระบบ โดยสร้างความร่วมมือกับเถ้าแก่เจ้าของปุ๋ย ยา และส่งเสริมให้ใช้ ปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมีโดยเร่งด่วนก่อนที่จะสายเกินไป

8. ทำโครงการดึงน้ำจากแม่น้ำโขงเข้าสู่พื้นที่ภาคอีสานโดยเร่งด่วน เพื่อสร้างโอกาสและทุนให้กับประชากรและพื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศไทยก่อนโครงการอื่นๆในเมืองหลวง หากทำได้เร็วเท่าไร รายได้ต่อหัวของประชากรไทยจะกระโดดขึ้นไปหายเท่าตัวเพราะทำการเกษตรโดยไม่ต้องพึ่งฟ้าฝนอีกต่อไป ด้วยกลายเป็นระบบชลประทานไปตลอดทั้งภาค นอกจากนั้น ศึกษาการดึงน้ำเข้าในภาคเหนือไปด้วยพร้อมกันเพื่อหาทางดึงน้ำเข้าสู่พื้นที่ด้วย

9. สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เพื่อเป็นการตอบสนองต่อพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใยพี่น้องประชาชนในลุ่มน้ำยม มาเป็นระยะเวลานานแล้ว โดยไม่ต้องสนใจต่อเสียงของเหล่า เอ็นจีโอ เนื่องจากในเวลาที่ประเทศเป็นเผด็จการ เหล่าเอ็นจีโอไม่เคยได้ออกมาช่วยเหลือประชาชนเลย

สมควรที่จะตัดเงินสนับสนุนภายในประเทศต่อเอ็นจีโอในทุกกลุ่มให้หมดสิ้น แต่ไม่ปิดกั้นหากจะไปขอเงินสนับสนุนจากต่างประเทศ แต่ต้องติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดว่าจะรับงานมาเพื่อหยุดยั้งความเจริญของประเทศไทยหรือไม่

10. เร่งสร้างโครงการท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ที่ จังหวัดกระบี่แล้วสร้างทางรถไฟความเร็วสูงรางคู่เชื่อมเข้าชุมทางทุ่งสงจากนั้นวิ่งขึ้นตรงไปยังจังหวัดหนองคายผ่านลาวไปจีน และแยกเข้ามุกดาหาร ออกเวียดนามไปญี่ปุ่น โดยเชิญให้บริษัทของจีน ญี่ปุ่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการลงทุน ประเทศไทยเก็บค่าผ่านทางและบริหารท่าเรือกับทางรถไฟ

เพียงเท่านี้ ก็จะทำให้การรถไฟและการท่าเรือที่เป็นรัฐวิสาหกิจมีกำไร และเงินจะเข้าประเทศเทียบเท่ากับประเทศสิงคโปร์ หรือมากกว่า เพราะการขนส่งจะรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วยย่นระยะเวลาทางเรืออย่างน้อย 14 วัน ค่าขนส่งทางรางก็ถูกกว่าทางเรือหลายเท่า

ไม่ต้องสร้างแลนด์บริดจ์ที่เป็นปัญหาความมั่นคง และค่าใช้จ่ายการเดินเรือที่ต้องใช้ทั้งสองฝั่งไม่คุ้มค่า เทียบกับการยอมอ้อมแหลมมลายู

นอกจากนั้น ให้ทำรถไฟรางคู่เสริมไปภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้ตอนล่าง ขนานไปกับทางรถไฟเดิม โดยหยุดแวะเฉพาะเมืองใหญ่ หากจะต่อไปเมืองอื่นๆให้ใช้ทางรถไฟเดิม ก็จะได้ประโยชน์ทั้งสองระบบ การเดินทางโดยระบบรางจะมากยิ่งขึ้นหลายเท่าตัว นักท่องเที่ยวจากจีน เวียดนาม มาเลเซีย จะเข้ามาไทยได้ง่าย

ต่อไปนักท่องเที่ยวจากยุโรปจะเดินทางผ่านธิเบตเข้าจีนและมาต่อในไทยได้ในราคาถูก คนไทยสามารถไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน จีน และยุโรปในราคาถูกได้เช่นกัน ทั้งผู้ที่เดินทางมาภาคใต้อาจเดินทางโดยเครื่องบินกลับจากกระบี่ได้โดยตรงอีกด้วย

11. ผนึกไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นหนึ่งเดียว ด้วยระบบบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดให้ประชาชนไปมาโดยเสรี โดยหากนักท่องเที่ยวผู้ใดทำวีซ่าเข้าประเทศหนึ่ง ก็สามารถไปได้ทุกประเทศ และแรงงานราคาถูกสามารถมาทำงานในไทย โดยไม่ต้องลักลอบ หรือซื้อบัตรประชาชนไทย

โดยกำหนดประเภทงานที่คนไทยไม่ทำแล้ว และหากบางประเทศยังไม่สะดวกก็ให้มีเขตพัฒนาริมชายแดนร่วมกันโดยประเทศใดผลิตสินค้าขั้นปฐมอะไรได้ก็ส่งมาแปรรูปเพื่อส่งออกในประเทศไทยหรือสินค้าบางชนิดของไทย ผลิตและไปส่งออกผ่านประเทศเพื่อนบ้านเป็นต้น เพื่อให้ไทยและประเทศเพื่อนบ้านสามารถเจริญเติบโตไปด้วยกันกับไทยชดเชยจุดอ่านซึ่งกันและกันและทำให้เกิดความแข็งแกร่งร่วมกัน

12. พัฒนาการศึกษาอย่างเร่งด่วน หลังจากถูกครอบงำมาหลายสิบปี ให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ อย่างทั่วถึง

เปลี่ยนวิธีการศึกษาให้ค้นคว้าหาความจริงมากกว่าการท่องจำและเชื่อฟัง มาเป็นการค้นคว้า วิจัยและไปศึกษาต่อต่างประเทศรวมถึงการส่งแรงงานฝีมือไทย เช่ นแพทย์ วิศวกร พยาบาล บริหารจัดการและนักวิจัยไปยังต่างประเทศเพื่อยกระดับองค์ความรู้ให้คนไทยและส่งรายได้กลับมายังประเทศไทยร วมทั้งรับเชิญกลับมาสอนหรือวิจัยให้ประเทศไทย และดำเนินการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศตะวันออกกลางเพื่อให้แรงงานไทยได้กลับไปทำงานในต่างประเทศ

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆที่โดยส่วนตัวแล้ว อยากให้ท่านนายกทักษิณฯ เมื่อเข้ามาแล้วขอให้รีบดำเนินการโดยเร่งด่วน ก่อนที่จะประสบชะตากรรมในลักษณะเดียวกันกับท่านนายกสมัครฯ และ ท่านนายกสมชายฯ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพี่อประชาชน การพัฒนาเมกกะโปรเจคส์ ที่ได้เสนอไปในเรื่องของการผันน้ำ และการสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ ซึ่งจะทำให้เปลี่ยนชะตากรรมของประเทศไทยไปอย่างสิ้นเชิง จ

จากนั้นศักราชใหม่ของประชาธิปไตยไทยจะมีความเข้มแข็งอย่างไม่เคยมีมาก่อน และควรที่จะมีความเจริญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าในยุโรปทีเดียว

***************

'อภิสิทธิ์' กับภาวะผู้นำที่ล้มเหลว

ที่มา Thai E-News


โดย คุณสุรชัย ปากช่อง
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
17 พฤศจิกายน 2552

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2552 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคฝ่ายค้าน ใช้วิธีตรวจสอบองค์ประชุมของ ส.ส. ในแต่ละพรรค ซึ่งทำให้สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถดำเนินการประชุมได้แล้วหลายครั้งว่า สิทธิของฝ่ายค้านในกรณีที่เสนอนับองค์ประชุมสภา จนทำให้สภาล่ม แต่คาดว่า จะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มเกิดขึ้นอีก โดยตนเองจะประชุมหารือ และทำความเข้าใจกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเชื่อว่า จะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มเกิดขึ้นอีก

ผ่านมาถึงเดือนพฤศจิกายน 2552 ปรากฏว่า ยังเกิดเหตุการณ์สภาล่ม เพราะสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม อย่างน้อยถึง 9 ครั้งแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งก็สะท้อนว่า คำพูดของนายอภิสิทธิ์ ที่เป็นทั้งนายกรัฐมนตรีที่มีพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก และยังเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้วยนั้น มีความเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ยังสะท้อนถึงอำนาจและบารมี ความเป็นผู้นำของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีว่า มีอำนาจ แต่ไม่สามารถใช้อำนาจได้ ไม่ว่าจะเป็นในพรรคประชาธิปัตย์ หรือรัฐบาล

แม้แต่ภาวะความเป็นผู้นำระดับประเทศ ที่นายอภิสิทธิ์พยายามแสดงความแข็งกร้าวกับกัมพูชา ขณะนี้ ก็มีหลายฝ่ายมองว่า ไม่เหมาะสม แม้จะมีอีกหลายฝ่ายที่สนับสนุน แต่หากมองให้รอบคอบ ก็จะเห็นได้ว่า ไม่เพียงนายอภิสิทธิ์จะตกเป็นเบี้ยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และสมเด็จฮุน เซน ในทางการเมืองในประเทศ ยังตกเป็นเบี้ยของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มเกลียดทักษิณไปโดยปริยาย

โดยเฉพาะความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ที่เชื่อนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้ใช้วิธีรุกตอบโต้ผู้นำกัมพูชา ซึ่งไม่ต่างกับมวยวัด สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่พยายามใช้กระแสชาตินิยม จนถึงกระแสคลั่งชาติ มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยไม่สนใจว่า จะมีผลกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างไร
อย่างที่นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในฐานะเลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ ออกมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยการใช้วาทกรรมทางการเมืองตามแนวถนัดของพันธมิตรฯว่า กระแสคลั่งชาติดีกว่าการทรยศชาติ

ที่น่าวิตกคือ วันนี้คนไทยส่วนใหญ่ ได้รับรู้จากสื่อกระแสหลัก ที่ให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือไม่ตรงกับความจริง ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากรายการต่างๆ ของสื่อรัฐ และการพาดหัวในทำนองยุยง ของสื่อสิ่งพิมพ์ที่เลือกข้าง

แม้แต่นายอภิสิทธิ์ ก็ใช้วิธีให้สัมภาษณ์ในลักษณะ “ตีหัวเข้าบ้าน” ใช้สำนวนโวหารเรียบ แต่จะ “แดกดัน” ทุกครั้งที่เป็นปัญหาที่มากระทบ เช่นเดียวกับกรณีกับกัมพูชา

โดยเฉพาะนายกษิต ที่เคยประณามผู้นำกัมพูชาว่า “กุ๊ย” จนทำให้ผู้นำกัมพูชา ปฏิเสธที่จะพบหรือหารือใดๆ กับนายกษิต ทางไทยจึงต้องส่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ไปกัมพูชาแทน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานข่าวว่า สภาความมั่นคงแห่งชาติระบุว่า ต้นเหตุของความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา ส่วนหนึ่งมาจากคำพูดของนายกษิตนั่นเอง

เช่นเดียวกับกรณีพิพาทล่าสุด ที่นายกษิตออกมาแถลง หรือให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว เป็นไปในลักษณะก้าวร้าวและแดกดันเกือบตลอดเวลา

ปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงยากที่จะจบลงด้วยดีในเร็ววันนี้ เพราะทั้งสองฝ่าย ต่างก็ใช้การตอบโต้กันทุกทาง โดยเฉพาะฝ่ายไทยที่รัฐบาลและภาคประชาชน กำลังปลุกกระแสชาตินิยมและคลั่งชาติ จนทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า มีความเป็นไปได้สูง ที่อาจเกิดสงคราม แม้ทางไทยจะออกมาย้ำว่า จะไม่ให้กระทบต่อประชาชนและนักลงทุนก็ตาม แต่ทางในปฏิบัตินั้นคงเป็นไปได้ยาก

เพราะปัญหานี้ ได้ถูกลากไปเป็นส่วนหนึ่งของผลประโยชน์ทางการเมืองแล้ว ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม และปัญหาจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งไม่ใช่ฝ่ายกัมพูชาแน่นอน แต่จะเป็นฝ่ายไทย ที่ปัญหาจะเป็นบูมเมอแรงกลับมาที่พรรคประชาธิปัตย์

เพราะนอกจากปัญหาเก่าที่เป็นยิ่งกว่าดินพอกหางหมูแล้ว ยังสร้างปัญหาใหม่เข้ามาอีกนับไม่ถ้วน

ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ในฐานะผู้นำต้องรับไปเต็มๆ

Monday, November 16, 2009

แถกเหงือกสู้

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ.. “เรือสำเภาล่ม” ยังไม่เท่าไหร่ แต่ นี่ “สภาฯ ล่ม” มันบ่งบอกอะไรเรือ ไททานิค ล่ม..ถึงจะมี ความเสียหาย ก็เฉพาะ “กลุ่มก้อน” ในช่วงนั้นๆแต่.. “สภาฯ ไทยล่ม” มันจะสะท้อนกลับมาให้เห็นถึง “ความไปไม่รอด” กันทั้งประเทศ เพราะร่างกฎหมายต่างๆ มันผ่านไม่ได้มีประเทศไหนในโลกที่เป็นอย่างนี้บ้างเพราะ สภานิติบัญญัติ เป็นที่ “ออกกฎหมาย” ..ที่สำคัญในช่วงที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นนั่งเก้าอี้เป็น นายกรัฐมนตรี หัวหน้ารัฐบาลทำสภาฯล่มถี่ยิบประวัติศาสตร์“ต้องจารึก”ว่า“รัฐบาลนี้”ทำสภาฯล่มมากที่สุดตั้งแต่มีสภาฯมาใน สิบเดือนที่ผ่านมาล้มซ้ำซากเกือบสิบครั้ง!!ที่ไหนๆ เขาก็ “ยุบสภา” กันไปแล้ว

เพราะมัน “ฉุดความเจริญ” ของชาติจะว่า “ฝ่ายค้าน” ป่วนสภาฯ ก็ไม่ใช่เพราะเมื่อครั้งที่ ประชาธิปัตย์ เป็นฝ่ายค้าน ก็ เล่นงานรัฐบาล ในอดีตฯ หนักหน่วงกว่านี้หลายเท่าตัวนัก เพราะเป็นสิ่งที่ทำได้ส.ส.ทั้งสภา มียอดทั้งสิ้น 473 คน ส.ส.ในซีกรัฐบาลมี 274 คน..ขณะที่ฝ่ายค้านมี 199 คนถ้า “วิปรัฐบาล” แข็งขัน “ขันน็อต” ให้แน่น ยังไงสภาฯ ก็ไม่มีวันล่มเพราะมีเสียงเกินองค์ประชุมอยู่หลายเสียงแต่ว่านี่ “นับทีไร ก็ขาด..นับทีไรก็ขาด” มันผิดธรรมชาติแน่นอนจะ

มาบอกว่า ส.ส.ขี้เกียจสันหลังยาว นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งขอบอก.. “ส.ส.ซีกรัฐบาล” เองน่ะแหละที่ต้องการให้ขาดเพื่อไม่ให้ครบองค์ประชุม เป็นใคร? ผู้ใด? ไปค้นหาดูกันเองโดนอย่างนี้ยังไงก็ไปไม่รอด!!ที่ทู่ซี้อยู่ทุกวันนี้ ก็ขอความเป็น “รัฐบาล” และ “นายกรัฐมนตรี” ไว้เท่านั้นเองถ้าเป็น “คนไข้” ก็ต้องบอกว่านี่คืออาการ พะงาบ พะงาบในห้อง ไอ ซี ยู ตอนนี้แค่ขอ “แถกเหงือก” อยู่จนกว่าจะหมด “อ็อกซิเจน” เฮือกสุดท้าย ..โอประเทศกู!!

ไปกันใหญ่

ที่มา บางกอกทูเดย์

การบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่เด็กเล่นขายของ ไม่ใช่เขียนชื่อพ่อแม่กันบนทรายแล้วเหยียบเล่น ไม่ใช่เด็กเลี้ยงแกะ โดยเฉพาะการบริหารทางการทูต
แต่รัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำ และอ้างเสมอว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของตัวเองมาอย่างถูกต้องทั้งที่คนทั้งโลกไม่เชื่อ และโจรก่อการร้ายปิด

สนามบินนานาชาติเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่คนทั้งโลกกังขาว่าตั้งมาได้อย่างไร กำลังบริหารอยู่เป็นเสมือนไม่ใช่การบริหารราชการแผ่นดินแต่เป็นเด็กเล่นขายของ และไม่ต่างจากเด็กเลี้ยงแกะหยุดเถอะ ลงมาเถอะ ก่อนที่ความขัดแย้งทางการทูตจะขยายใหญ่โต ลุกลามมากไปกว่านี้ ลุกลามไปถึงประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอื่นที่กำลังดีๆ กันอยู่ แต่ก็มีเชื้อแห่งความขัดแย้งกรุ่นอยู่กัมพูชา ไม่ต้องพูดถึง ไปกันใหญ่แล้ว รอแต่เมื่อไหร่จะปิดสถานทูตและ

ชายแดนอย่างที่ พลตรีสนั่นขจรประศาสน์ พูดลาว ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ซีเกมส์ที่กำลังจะเริ่มแข่งในเวลาไม่ถึงเดือน ก็ยังคาราคาซังโดยที่รัฐบาลยังเฉยเมย จะเป็นเพราะไม่สนใจหรือไม่รู้ปัญหาว่า โทรทัศน์ไทยที่เป็นของรัฐบาลทุกช่องที่รวมตัวกันชื่อว่าทีวีพูล แล้วอ้างว่าเป็นเอกชนเอารัดเอาเปรียบเรื่องลิขสิทธิ์ต่อภาคีซีเกมส์มานาน ทั้งที่มีโฆษณาแน่นยัดทะยาน ได้เงินเข้ากระเป๋าแบ่งกันร่ำรวยมานานพม่า ความขัดแย้งกรุ่นมาตั้งแต่รัฐบาลนี้ นายกฯคนนี้ที่ทหารตั้งมา

ทะลึ่งเรื่อง ออง ซาน ซูจี ต่อรัฐบาลทหารของเขา จนเดือดร้อนต่อคนไทยที่ใช้ไฟฟ้าเมื่อแก๊สที่ส่งทางท่อจากพม่ามาโรงไฟฟ้าราชบุรีมีปัญหามาเลเซีย ไม่พอใจรัฐบาลนี้ที่ให้การต้อนรับอันวาร์อิบราฮิม ฝ่ายค้านที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลของเขา เพียงแต่เขามีมารยาทพอที่จะไม่พูดถึงให้ขุ่นใจกันแต่ก็แสดงออกด้วยการต้อนรับ ทักษิณ ชินวัตร เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่รัฐบาลไทยก็ไม่กล้าทำอะไรกับเขาเหมือนทำกับเขมรนับแต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายก

รัฐมนตรี นับแต่นายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศลองทบทวนว่าสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกันรอบประเทศเราดีขึ้นหรือเสื่อมทรามลงเราจะอยู่โดดเดี่ยว ประเทศเดียวโดยไม่ต้องคบกับใครเหมือนนายกฯ ที่ทำงานเสร็จ เย็นก็กลับบ้านเลี้ยงลูกไม่ต้องคบหาสมาคมกับใครอย่างนั้นใช่ไหมผมว่า มันไปกันใหญ่แล้วนะครับ สำหรับผู้นำที่ไม่มีเพื่อน 

ความมั่นคงที่โน้มเอียง

ที่มา บางกอกทูเดย์

การรวมตัว “ร้อง เต้น เล่น กิน” บนหุบเขาท่ามกลางอากาศหนาวยะเยือกนับหมื่นคนของขุนพลคนสีแดง ในนามทางการเรียกกันว่าแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ สั้นๆแต่ไม่ค่อยได้ใช้ นปช.การรวมตัวของคนเสื้อแดง ...จุดพลุให้ผู้เขียนคิดถึงเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549นับรวมเบ็ดเสร็จ มันยาวนานมากว่า 3 ปี..หรือประมาณ 1,154 วันเข้าไปแล้ว19 กันยายน 2549 ดอกกุหลาบสีแดงเข้มบนรถถังและปืนปลายกุหลาบ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสันติ เป็นเครื่องหมายยุติการเดินขบวน“ขับไล่รัฐบาล” ของกลุ่มคนเสื้อเหลือง ชื่อเต็ม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เรียกติดปากว่า พันธมิตรฯหลายคนมอง

ว่า รถถัง กุหลาบแดง และการเดินขบวนของ พธม.เป็นเพียงความขัดแย้งทางการเมืองธรรมดา..แต่เมื่อมันล่วงเลยมากว่า 1,154 วัน..หลายคนเหล่านั้นคงร้องอ๋อ! แล้วว่า “มันไม่ธรรมดา”ความขัดแย้งทางการเมืองยังไม่สงบ..ตัวละครตัวเดิม เนื้อเรื่องคงเดิม..ลุกลามบานปลายกลายเป็น วิกฤติความมั่นคงทางการเมืองของประเทศที่สถาบันในการตรวจสอบและถ่วงดุลตามหลักประชาธิปไตยถูกทำลายโดยสิ้นเชิง และกำลังลุกลามไปสู่สถาบันสูงสุดของประเทศด้วยกว่า 3 ปี

กับการวิ่งผลัดบนความวิกฤติ เมื่อการเมืองเตะขากันเอง ...ระบบเศรษฐกิจและสังคมก็ถูกม้วนรวมให้ “ล้มลุกคลุกคลาน” ไปด้วยกว่า 3 ปีบนความ “วิกฤติที่สุด”เหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 คนทั่วไปมองไม่ลึกและมองไม่ออก คิดว่าเป็นการขัดแย้งทางการเมืองธรรมดา แต่จริงๆ มันแอบแฝงระบบทวงคืนต้องการเป็นผู้ชนะโดยมี “ชาติ” เป็นข้ออ้าง กระทั่งกระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติอย่างมาก..การปฏิวัติ 19 กันยายน เป็นการปฏิวัติรูปแบบใหม่.. ต่างกับใน

อดีต คือ อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยสะดุด คือ ทหารปฏิวัติ เมื่อวันเวลาผ่านไปทำให้ทหารมีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ไม่เป็นตัวถ่วงประชาธิปไตยแต่ไม่มีใครคาดคิดว่าวันหนึ่งจะมีการปฏิวัติจากฝีมือทหารเกิดขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางยุคโลกาภิวัตน์แต่การปฏิวัติครั้งนี้ ทหารมี “กึ๋น” มากขึ้นส่งผลให้เกิดการปฏิวัติในรูปแบบใหม่ที่มีเรื่องของธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องเรียกว่า ธุรกิจการเมือง…ธุรกิจการเมือง มีสินค้าชื่อ ส.ว. องค์กรอิสระ ข้าราชการ สื่อมวลชน แม้แต่

กลุ่ม “ซ้าย” ก็ยังรับใช้นายทุน ซึ่งกลายเป็นโจทย์ตัวใหม่ที่มาทำลายประชาธิปไตย (บางคน บางกลุ่ม)หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบันมองผิวเผินเหมือนกับเป็นการขัดแย้งทางการเมืองธรรมดา แต่ลึกลงไปมันมีความต้องการของคนหลายคนที่ “แก่งแย่งชิงได้” กลายเป็นบ่อนทำลายชาติในรูปแบบต่างๆ ทั้งเปิดเผยและทางลับ ทางตรงและทางอ้อม ในและนอกประเทศกระทั่งก่อตัวเป็นสงครามระหว่าง “มหาประชาชน” กับ “มหาอำมาตย์” มุ่งทำลายระบอบ

การปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขประเทศไม่มีชีวิต สิ่งที่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้คือ คนถ้าคนอ่อนแอ ประเทศก็อ่อนแอ ความเชื่อของประชาชนในสังคมเป็นเรื่องสำคัญ ค่านิยมของคนบางส่วนที่ถูกย้อมหัวและย้อมใจจนเชื่อในสิ่งผิดๆ เป็นค่านิยมที่เป็นอันตราย และเป็นปัญหาของชาติในอนาคตคิดใหม่ ทำใหม่ ได้แล้วครับคนไทย..

ปรัชญา-โครงสร้างการเมืองประชาธิปไตย...
ผู้เขียน “ปรัชญาและโครงสร้างของการเมืองไทยตามหลักประชาธิปไตย” มีฝ่ายอำนาจและฝ่ายคานอำนาจ กล่าวคือ ฝ่ายนิติบัญญัติออกกฎหมาย ไม่มีหน้าที่ใช้กฎหมายฝ่ายบริหารมีหน้าที่ใช้กฎหมาย ไม่มีหน้าที่ตีความกฎหมาย ฝ่ายตุลาการมีหน้าที่วินิจฉัยกฎหมาย ไม่มีหน้าที่ออกกฎหมายหรือใช้กฎหมาย เป็นหลัก

การ “ตรวจสอบและถ่วงดุล” ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตยในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ขั้นต้นจนกระทั่งถึงขั้นสุดก็มีการแบ่งแยกอำนาจและคานอำนาจ ตำรวจ อัยการ ศาล มีการตรวจสอบและถ่วงดุลกัน ถ้าตำรวจทำคดีไม่ดี อัยการสั่งไม่ฟ้อง ถ้าอัยการฟ้องโดยไม่มีหลักฐานแน่น ศาลก็ยกฟ้อง จึงมีการถ่วงดุลกันอยู่ในตัวในโครงสร้างการเมืองและการปกครองของไทยนอกจากมีสถาบัน นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ซึ่งเป็นเสาหลัก 3 เสาแล้ว แค่นั้นยังไม่พอ

เรามีองค์กรอิสระเพื่อการตรวจสอบอื่นๆ ตามรัฐธรรมนูญ เช่น กกต. ปปช. ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ผู้ตรวจการรัฐสภา เป็นต้นเป็นเสาช่วยค้ำการปกครองบ้านเมืองเพิ่มเติมจาก 3 เสาหลักดังกล่าว และยังมี เสาข้าราชการเสาสื่อมวลชน เสาการเมืองภาคประชาชน ด้วยแต่ละเสาต่างมีอำนาจหน้าที่ของตนเองซึ่ง ตรวจสอบกันตลอดเวลา เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน หากเสาเหล่านี้ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างที่ควรจะเป็น ก็จะเป็นเสาที่แข็งแกร่งค้ำจุน

ความมั่นคงด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขทั้งหมด คือ ปรัชญาและโครงสร้างทางการเมืองของประเทศ ที่จะทำให้ประเทศชาติมีความมั่นคงทางการเมืองความมั่นคงทางการเมืองมิได้หมายถึงแค่เสถียรภาพของรัฐบาลเท่านั้น แต่หมายถึงเสถียรภาพของระบอบการเมืองทุกภาคส่วนของประเทศที่ทำหน้าที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการแบ่งแยกอำนาจคานอำนาจ ตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน

การเมืองร้อน ‘ตัวเร่ง’ ยาเสพติดระบาด

ที่มา บางกอกทูเดย์

“สถานการณ์วิกฤติสังคม การเมืองเป็นปัจจัยทำให้ยาเสพติดขยายตัวกว้างขวางมากขึ้น”ฟังคำแถลงของ รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณระหว่างเป็นประธานเปิดปฏิบัติการประเทศไทยเข้มแข็งชนะยาเสพติดยั่งยืน ภายใต้ยุทธศาสตร์5 รั้วป้องกัน ระยะที่ 2อดคิดไม่ได้ว่าหากเป็นเช่นนั้นจริงสถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดในไทย คงไม่มีทีท่าจะลดลง เฉกเช่นเดียวกับความขัดแย้งทางการเมือง ที่นับวันจะเพิ่มขึ้นทุกวันแถมความขัดแย้งไม่ได้อยู่แค่ภายในประเทศ

แต่ได้ ขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อย่างกรณีไทยกับกัมพูชาหากดูข้อมูลที่สามารถจับกุมเฉพาะในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชานั้น พบว่า มีการจับกุมยาเสพติดรายใหญ่ได้ 1 ราย ที่สามารถยึดยาเสพติดเครือข่ายเหว่ยเซียะกัง ได้ถึง 2 แสนบาทมูลกว่า 200 ล้านบาท โดยทหารจากกองกำลังผาเมือง จ.เชียงรายทหารรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ยาบ้าล็อตนี้เป็นส่วนหนึ่งของยาบ้าจำนวน6 ล้านเม็ด ที่กลุ่มว้า ได้ผลิตขึ้นมาเตรียมรอส่งเข้ามาขายใน

ประเทศไทยผ่านช่องทาง จ.เชียงราย ในช่วงท้ายปี 52 นี้ทำให้กลุ่มขบวนการเริ่มเข้ามาเคลื่อนไหวลำเลียงยาบ้า ยาไอซ์ ที่ถูกสต็อกไว้มากไปเร่งส่งขายนายทุนตามภาคต่างๆ ของไทยส่วนผู้ค้ารายย่อยระดับ 10,000 เม็ดยังสามารถจับกุมได้เป็นระยะ โดยส่วนใหญ่มีเป้าหมายจะนำมาจำหน่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานครขณะที่ พล.ต.ท.กฤษณะ ผลอนันต์เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวว่า สาเหตุที่มีการผลิตยาเสพติดกันมากเพราะ

ชนกลุ่มน้อยในประเทศเพื่อนบ้านต้องการสะสมอาวุธเพื่อใช้ในการต่อสู้ ทำให้ปีที่ผ่านมาประเทศไทยสามารถตรวจยึดยาบ้าได้กว่า 20 ล้านเม็ด แต่กลุ่มที่ทำการผลิตก็ยังมีขีดความสามารถในการผลิตเพิ่มขึ้นอีกเป็น 10 เท่าหรือมากกว่า100 ล้านเม็ด โดยการลักลอบนำเข้ายังคงเป็นชายแดนด้านภาคเหนือถึง80% ของทั้งหมดดังนั้น ทาง ป.ป.ส.จึงได้เร่งปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อป้องกันตามโครงการรั้วชายแดนของรัฐบาล โดยร่วมมือกับทุกฝ่ายรวมทั้งประสานกับทางการพม่า

โดยเฉพาะด้านการข่าว เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาซึ่งที่ผ่านมาถือว่าน่าพึงพอใจเพราะประเทศพม่าเองก็สามารถตรวจยึดยาบ้าได้กว่า 10 ล้านเม็ดในปีที่ผ่านมาด้วยขณะที่รัฐบาลต้องการลดปัญหายาเสพติดให้ได้ โดยกำหนดกลไกในเชิงรุกให้จังหวัดและอำเภอ ร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)ดำเนินการเน้น 3 พื้นที่ หลักคือ พื้นที่ภาคเหนือตอนบน กทม.ปริมณฑล และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นายชาติชาย สุทธิกลม ที่ปรึกษาคณะกรรมการ

ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการปราบปรามยาเสพติดตามนโยบายรัฐบาล 5 รั้วล้อมไทยห่างไกลยาเสพติด ว่า สำนักงานป.ป.ส.กำลังเร่งดำเนินการปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงผู้เสพเข้ารับการบำบัดรักษา โดยได้กำหนดระยะเวลาดำเนินการไว้ 6 เดือนในขณะนี้สามารถแยกผู้เสพออกจากวงจรการซื้อขายยาเสพติด และส่งตัวเข้ารับการบำบัดรักษาได้แล้วไม่ตํ่ากว่า 50,000 ราย และคาดว่าเมื่อดำเนินการครบ 6

เดือน จะมีผู้เสพถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาไม่ตํ่ากว่า120,000 ราย ซึ่งถือว่าเป็นการตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติดลงไปได้มากนายชาติชาย กล่าวด้วยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดยาเสพติดปัจจุบันพบมากที่สุดคือ ยาบ้า รองลงมาคือ ยาไอซ์ ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวตามสถานบันเทิงต่างๆ แม้จะเป็นยาเสพติดที่มีราคาแพงก็ตาม เดิมยาไอซ์มีการลักลอบนำเข้ามาจากเกาะฮ่องกง ประเทศจีน“แต่ปัจจุบันพบว่าชนกลุ่มน้อยในประเทศพม่าเริ่มผลิตและจำหน่ายยา

ไอซ์แทนยาบ้า โดยขายส่งราคากิโลกรัมละ 1 ล้านบาท หากนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศจะได้ราคาสูงขึ้นอีก 3 เท่า”นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมาหลังรองนายกฯ สุเทพ ควง ผบ.ทบ.และ รอง ผบ.ทบ.ลงพื้นที่เชียงราย และแถลงข่าวจับกุมยาบ้าล็อตใหญ่จำนวน 500,000 เม็ดรองนายกฯ ด้านความมั่นคง ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่นำกฎหมายพิเศษอย่างกฎอัยการศึกและกฎหมายความมั่นคงในการตรวจยึดและจับกุมสารเสพติดโดยเชื่อว่ากฎหมายพิเศษเหล่านี้จะสามารถตัด

ตอนขบวนการค้ายาบ้าที่กำลังทะลักเข้าไทยอีกกว่า 100 ล้านเม็ดในช่วงก่อนถึงปลายปีในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองของไทยอยู่ในภาวะวิกฤติเช่นนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารตามแนวชายแดน นอกจากต้องทำงานหนักในด้านการปราบปรามแล้ว บางครั้งอาจต้องรับออร์เดอร์จาก “นาย” ให้จับกุมยาบ้าล็อตใหญ่เพื่อกลบกระแสการเมืองก็เป็นได้การเมืองยิ่งร้อนเท่าไหร่ ยาเสพติดยิ่งระบาดหนัก 