WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 17, 2009

พัลลภไม่หวั่นสุเทพฟ้อง แนะบ้านเลขที่111ลุยทวงสิทธิ์

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_47358

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี

ยืนยันมีหลักฐานชัดเจน พร้อมต่อสู้คดีในชั้นศาล พร้อมเชื่อข้อมูลมีประโยชน์ต่อรูปคดี ขณะที่"ชวน"สวนกลับ"พัลลภ"สร้างข่าวทำสับสน หวังทำทุกอย่างให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้.......

วันนี้(17 พ.ย.)พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย และอดีตรอง ผอ.รมน. กล่าวถึงกรณีที่นำพยาน 2 ราย ที่เคยให้การต่อตุลาการรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคไทยรักไทยมาเปิดเผยว่า ได้รับการว่าจ้างจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คนละ 15 ล้านบาท เพื่อปรักปรำพรรคไทยรักไทยว่า การออกมาเปิดเผยเรื่องราวครั้งนี้ เป็นเพราะพยานทั้ง 2 คนสำนึกผิด และต้องการเปิดเผยข้อเท็จจริงให้สาธารณชนได้รับทราบว่า ตัวเองได้รับการว่าจ้างเป็นเงิน 15 ล้านบาท ซึ่งไม่แน่ใจว่า จะมีผลต่อคดียุบพรรคไทยรักไทยหรือไม่ เพราะศาลได้ตัดสินไปแล้ว เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมายที่จะต้องว่ากันต่อไป แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะพอมีประโยชน์ต่อรูปคดีของ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา รวมทั้งสถานะของอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คนด้วย

พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า อยากให้สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเองด้วย ส่วนตัวไม่รู้สึกหวั่นไหวหากนายสุเทพจะฟ้องหมิ่นประมาท เพราะมีหลักฐานชัดเจนในเรื่องของการโอนเงิน จึงพร้อมที่จะต่อสู้คดีในชั้นศาล ทั้งนี้ตนจะนำเรื่องนี้แจ้งต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อให้รับทราบ ต่อจากนี้พรรคจะดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายกฎหมายของพรรค เพราะตนเป็นแค่เพียงคนเปิดประเด็นเท่านั้น

ด้านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าหลักฐานต่างๆของคนที่ออกมาแถลงข่าวเป็นอย่างไร ส่วนการออกมาแถลงโดยระบุเป็นแผนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ตั้งใจบังคับพยานให้ยุบพรรคไทยรักไทย ก็ต้องย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ตอนนั้นแล้วจะรู้ดี เพราะคนที่ไม่ได้ติดตามเหตุการณ์จะสับสนว่า เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างไร สมัยนั้นใครมีอำนาจ ใครเป็นรัฐบาลอยู่ก็รู้กันอยู่ การวิ่งเต้นคดี การจ่ายเงิน มีเรื่องตอนที่มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ออกมาเปิดเผยเองว่า มีการวิ่งเต้นคดีราว 30 ล้านบาท โดยนายตำรวจแต่ผู้พิพากษากับตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่รับ มาถึงวันนี้คดีดังกล่าวยังไม่จบ ยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม หลายคนคงจะลืมไปแล้วว่า สมัยนั้นมีการวิ่งเต้นเพื่อล้มคดีแต่ไม่สำเร็จจึงกลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่ ทำให้คนกลุ่มนี้ด่าศาล เพราะวิ่งเต้นคดีไม่สำเร็จ

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาธิปัตย์จะฟ้องกลับหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ตนตอบแทนไม่ได้ ต้องรอให้ถามหัวหน้าและเลขาธิการพรรคเป็นผู้ตอบจะดีกว่า และคงต้องรอให้คณะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้พูด ตนไปพูดแทนเขาไม่ได้ แต่อะไรที่ไม่จริงคนที่ออกมาพูดก็ต้องรับผิดชอบ อีกทั้งเพิ่งจะได้อ่านข้อมูลที่ พล.อ.พัลลภ พูดวันนี้ ก็เห็นเจตนาชัดเจนว่า ทำเพื่ออะไร แต่ตนคิดว่า เขาคงต้องการทำทุกอย่าง ซึ่งไม่ใช่ของแปลกอะไรเพราะเป้าหมายได้พูดชัดเจนในช่วงเวลาเกือบปีที่ ผ่านมาว่า ต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้รัฐบาลนี้อยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในสภาหรือนอกสภา หรือด้วยวิธีใดก็ตาม

ไทยโพสต์ แทบลอยด์สัมภาษณ์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ: “กับดักชาตินิยม”

ที่มา ประชาไท

“ลัทธิชาตินิยม” เป็นเรื่องของความรัก ความรักชาติ เป็นบวก เป็นพลังสร้างสรรค์ แต่ถ้าล้ำเส้นมันก็กลายเป็นความหลง พอหลงปุ๊บคลั่ง หลงปุ๊บตาบอด หลงก็คลั่ง แล้วมันอาจไปถึงขนาดทำอะไรก็ได้ กลายเป็นพลังลบ เป็นพลังทำลาย อันนี้คือทวิลักษณ์ของลัทธิชาตินิยม

เผยแพร่ครั้งแรกใน ไทยโพสต์แทบลอยด์ 15 พ.ย. 52

“ลัทธิชาตินิยม” นั้นเป็นอะไรก็ตามที่สามารถจะไปได้ไกลมากๆ คือ“ลัทธิชาตินิยม” เป็นเรื่องของความรัก ความรักชาติ เป็นบวก เป็นพลังสร้างสรรค์ แต่ถ้าล้ำเส้นมันก็กลายเป็นความหลง พอหลงปุ๊บคลั่ง หลงปุ๊บตาบอด หลงก็คลั่ง แล้วมันอาจไปถึงขนาดทำอะไรก็ได้ กลายเป็นพลังลบ เป็นพลังทำลาย อันนี้คือทวิลักษณ์ของลัทธิชาตินิยมเช่นเดียวกัน มีด้านที่เป็นบวกซึ่งดีมากๆ ถ้าเรารักชาติเราเสียสละ เราทำอะไรให้ชาติบ้านเมืองเราเจริญ ทำได้เยอะมาก

พลังของ 'ชาตินิยม' เป็นสิ่งที่อธิบายได้ไม่ง่ายนัก 'ชาติ' ทำให้เราขนลุก ทำให้เรารู้สึกว่าจะทำอะไรก็ได้ที่เป็นการเสียสละ ที่คนจำนวนเป็นล้านๆ ที่ต้องตายลงโดยสิ่งที่อธิบายได้ยากยิ่ง”

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อธิบายไว้ในงานเขียนเล่มล่าสุด 'ลัทธิชาตินิยม/สยามกับกัมพูชาและกรณีศึกษาปราสาทเขาพระวิหาร'..แม้ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา คราวนี้จะไม่เกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร แต่วาทกรรม “ชาตินิยม” ก็กำลังถูกปลุกกระแสไม่ต่างกัน แทบลอยด์เลือกสัมภาษณ์ อ.ชาญวิทย์ แม้จะรู้ดีว่าในกระแสรักชาติที่กำลังเชี่ยวเช่นนี้ การหยุดและฟังนั้นอาจจะเกิดขึ้นได้ยากก็ตามที

ทวิลักษณ์ชาตินิยม

"ชาตินิยม” เป็นอุดมการณ์ เป็นอุดมคติที่สำคัญมากๆ สำหรับรัฐ หรือว่าประเทศสมัยใหม่ก็มีทุกประเทศ ผมคิดว่า“ชาตินิยม” ของประเทศเรานั้น ที่เป็นมาแต่เดิมเป็นลักษณะผสมระหว่างสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่าเป็น “ราชาชาตินิยม” กับสิ่งที่เรียกว่า “อำมาตยา-เสนาชาตินิยม” ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อพัฒนามาถึงปัจจุบันแล้วจะมีหัวใจอยู่ที่“สถาบันพระมหากษัตริย์” และในบางครั้งก็จะเอาเรื่องของ“เชื้อชาติ” อย่างเช่นพูดเรื่อง“ความเป็นไทย” เข้าไปบวกด้วย

เพราะฉะนั้น อันนี้ผมมองว่าเป็นลักษณะ“ดั้งเดิม” ของลัทธิชาตินิยมของเรา ซึ่งอาจจะบอกได้ว่าเป็นทวิลักษณ์ก็ได้ มีการประสานกันระหว่างสิ่งที่เป็น“ราชา” กับเป็น“อำมาตยา-เสนาชาตินิยม” ก็เป็นเวอร์ชั่นซึ่งรัฐ-ผู้ปกครองใช้มาอย่างมีประสิทธิภาพพอสมควร เป็นระยะเวลาผมคิดว่าสักเกือบๆ 100 ปีมาแล้วก็ได้

"พอมาถึง ณ จุดนี้ ถามว่า “ลัทธิชาตินิยม” ฉบับดั้งเดิมจะมีผลหรือไม่ ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการปลุกกระแส“ลัทธิชาตินิยม” ขึ้นมาอย่างที่เราเห็นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้หรือขัดแย้งกันเอง ในกลุ่มการเมืองภายในประเทศอย่างที่เราเห็นมาตั้งแต่ปี 2548-2549 ก็ยกประเด็น“ชาตินิยม” ฉบับดั้งเดิมนี้ขึ้นมา ว่าด้วย“ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” และเราก็เห็นว่ามีการตอกย้ำว่าด้วยเรื่อง“สถาบันกษัตริย์” อยู่ตลอดเวลา เรื่องของความ“ไม่จงรักภักดี” เรื่องของการ“ทรยศชาติ” เรื่องของการ“หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ก็จะเห็นมาตลอดตั้งแต่ปี 2548 จนกระทั่งเกิดรัฐประหารปี 2549 เราก็เดินมาอย่างนี้ 2550, 2551, 2552

และตอนนี้มันขยายออกไปอีกจากความขัดแย้งการเมืองภายในของ“เสื้อเหลืองกับเสื้อแดง” ผมว่ามันขยายไปอีกจนกระทั่งกลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศ คือ“ไทยกับกัมพูชา” ผมคิดว่าอันนี้จะมีบทพิสูจน์ว่า“ชาตินิยม” เวอร์ชั่นนี้ ที่ว่าด้วย“ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” จะยังมีประสิทธิภาพอยู่หรือไม

ผมคิดว่าอันนี้เป็นบทพิสูจน์นะครับ คือผมคิดว่าในด้านหนึ่งถ้าเรานิยาม“ชาตินิยม” อยู่ตรง“ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เป็น 3 หลักใช่ไหม มันก็จบ ถ้าตกลงกันว่าแค่นี้ก็จบ แต่ผมคิดว่าใน 70-80 ปีที่ผ่านมา มันมีปรากฏการณ์อันหนึ่ง ก็คือการเติมคำว่า“และ...” เข้าไป คำว่า“และ...” นี่สำคัญมาก

อย่างเช่นในตอนแรกมีการเติมคำให้เป็น“ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ” ซึ่งก็เปลี่ยนลักษณะของ “ลัทธิชาตินิยม” เก่า-ไป แน่นอนจากวิวัฒนาการประวัติศาสตร์ทางการเมืองของเรา คำว่า“และรัฐธรรมนูญ” มันก็ยังไม่เป็นผล มันก็ยังไม่ลงหลัก มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ และรัฐธรรมนูญฉบับไหนล่ะ จากฉบับที่ 1 ฉบับที่ 2 ซึ่งยังเป็น“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม” จนกระทั่งมาฉบับที่ 3 จนกระทั่งถึงฉบับปัจจุบัน คือฉบับที่ 18 เป็น “แห่งราชอาณาจักรไทย” แต่คำๆนี้“และรัฐธรรมนูญ” ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ

"แต่มันมีอะไรบางอย่างที่ผมสะกิดใจนะ และก็สะดุดตา ก็คือว่าภายหลังเหตุการณ์พฤษภาเลือด 2535 สถานที่ราชการของทหารอย่างน้อย 2 แห่งที่ถนนราชดำเนินนอก เขียนไว้เหนือตึกกับเหนือประตูทางเข้าของโรงเรียนนายร้อย จปร.(เก่า) ว่า “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน” ผมคิดว่าตรงนี้น่าสนใจมาก แปลว่ามันจะต้องมีอะไรบางอย่างนับตั้งแต่ปี 2535 “และประชาชน”

คำนี้น่าสนใจมาก เพราะว่ารัฐธรรมนูญเรายังมองเห็นได้ใช่ไหมครับ เราจับต้องได้ เป็นกระดาษ เขียนขึ้นมาอยู่ในสมุดไทยวางอยู่บนพานรัฐธรรมนูญอะไรก็ตาม แต่“และประชาชน” นี่ อะไรคือ“ประชาชน” คำนี้เป็นคำที่ผมว่าเป็น“นามธรรม” มาก

อย่างกรณีประธานาธิบดีลินคอล์น บอกว่า“ประชาธิปไตยคือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน” ประชาชนนี่คือใคร ใครๆ ก็บอกว่าเป็น“ประชาชน” ได้ใช่ไหมครับ “ประชาชน” ในที่สุดแล้วมันจะไปพิสูจน์เอาในวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง คะแนน 51 ต่อ 49 ก็ถือว่าชนะแล้วในระบอบการปกครองประชาธิปไตยสมัยใหม่ ก็กลายเป็นเสียงข้างมากแล้ว 51 ต่อ 49 ก็อ้างว่าเป็น“ประชาชน” ได้

เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมคิดว่าสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันของการต่อสู้ ทั้งการเมืองภายในระหว่าง“สีเหลืองกับสีแดง” และคู่ต่อสู้มีทั้งทางฝ่ายของพรรครัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ มีทั้งฝ่ายพันธมิตรฯ สีเหลือง มีทั้งฝ่ายสีแดง ซึ่งก็อาจจะพูดได้ว่าผู้นำก็คือคุณทักษิณกับคุณชวลิตนั่นเอง มันจะออกมาอย่างไรในการต่อสู้นี้ เพราะในที่สุดแล้วผมคิดว่าต้องมีเลือกตั้งไม่ช้าก็เร็ว และตรงนั้นแหละมันจะพิสูจน์ว่าคำว่า“และประชาชน” จะ 60 ต่อ 40 หรือ 55 ต่อ 45 จะอยู่กับข้างไหน จะอยู่กับวิธีการตีความและอ้างอิงของ“ชาตินิยม” เวอร์ชั่นเดิม หรือจะอยู่กับวิธีการและการตีความของเวอร์ชั่นใหม่ อันนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เราจะต้องจับตากันแบบไม่กะพริบเลย"

เท่ากับพิสูจน์ว่า ชาตินิยมแบบเก่ายังมีประสิทธิภาพแค่ไหน

"ตรงนั้นจะเป็นตัวบอกว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่มีประสิทธิภาพ ตรงนั้นจะเป็นตัวบอกว่าจะใช้ได้ผลไหม แต่ผมคิดว่าใกล้ๆ ตัวเราต้องดูว่าการชุมนุมในวันอาทิตย์ที่ 15 (พฤศจิกา 52) จะเป็นอย่างไร จะมีคนมาแค่ไหน จะจบลงในวันเดียวเพื่อแสดงพลังหรือว่าจะขยายต่อไปอีก อันนี้ผมคิดว่าก็คงต้องตามดูอย่างตาไม่กะพริบเช่นกัน เพราะว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ"

ถึงกระนั้น หลังจากอภิสิทธิ์ตอบโต้กัมพูชากลับไป ก็ทำให้โพลล์ความนิยมเพิ่มขึ้นมาก นั่นแสดงว่าคนไทยก็ยังมีฐานความคิดชาตินิยมเก่าอยู่พอสมควร

"ชาตินิยม” ฉบับดั้งเดิมที่เราใช้กันมาเกือบ 100 ปีฝังรากลึกมากนะครับ กี่เจเนอเรชั่น ถ้าคิดถึงเจเนอเรชั่นที่โดนปลุกระดมอย่างรุนแรง คือเจเนอเรชั่นแม่ผม แม่ผมก็เติบโตเป็นสาวในสมัยประมาณช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณช่วงเปลี่ยนจาก“สยามเป็นไทย” มารุ่นผมซึ่งเป็นรุ่น“ขิงแก่” และหลังรุ่นผมนี่มีอีกกี่รุ่นล่ะ ผมก็นึกถึงรุ่นลูก หลาน และเหลนด้วยซ้ำบางที ประมาณ 4-5 เจเนอเรชั่น 4-5 ชั่วอายุคน

เพราะฉะนั้นมันฝังรากลึกมาก สะกิดปุ๊บมันก็ติด ต้องพูดว่า“จุดปุ๊บก็ติดปั๊บ” แต่มันก็มี“แต่” อีกว่ากระแสนี้จะรักษาได้ยาวเท่าไหร่ นานเท่าไหร่ โพลล์ที่บอกว่า 3 เท่าตัวจะอยู่ไหม คือโพลล์ผมก็คิดว่ามันเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา มันมีปัญหามีเทคนิคมีอะไรเกี่ยวกับโพลล์เยอะแยะ ซึ่งคงจะพูดไม่ได้ครอบคลุม แต่ผมคิดว่าเพียงเมื่อประมาณ 2-3 อาทิตย์ที่แล้ว โพลล์ก็บอกว่าคุณทักษิณนำคุณอภิสิทธิ์ แต่ตอนนี้โพลล์ของคุณอภิสิทธิ์ได้รับความนิยมถึง 3 เท่า แต่อันนี้จะอยู่ไหม และผมคิดว่าเผลอๆ มันไปพิสูจน์เอาเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งเมื่อไหร่เราก็ไม่รู้ ตัวตัดสินน่าจะอยู่ตรงนั้น"

ประวัติศาสตร์บาดแผล

การนัดชุมนุมของพันธมิตรฯ ในวันอาทิตย์นี้ก็น่าจะวัดได้ระดับหนึ่ง ว่ากระแส“ชาตินิยม” จะปลุกขึ้นได้เพียงใด อ.ชาญวิทย์ยังไม่แน่ใจนัก เพราะเงื่อนไขเวลานี้ต่างจากยุคสฤษดิ์-จอมพล ป.

"เพราะว่าเอาเข้าจริง ถ้าเราดูเรื่องการปลุกกระแส“ชาตินิยม” ในอดีต มันถูกปลุกโดยรัฐ ถูกปลุกโดยรัฐบาล แต่ปัจจุบันรัฐบาลมีส่วนปลุกไม่เต็มที่ คือผมไม่คิดว่ารัฐบาลจะไม่ปลุกเลยนะ ผมคิดว่ารัฐบาลปลุกและก็รัฐบาลใช้เครื่องมือที่มีอยู่ โทรทัศน์บางช่องที่ออกมาเสนอ

“ประวัติศาสตร์บาดแผล” ประวัติศาสตร์“ฉบับพิกลพิการ” ว่าด้วย“พระยาละแวก” อะไรอย่างนี้

คือใช้วาทกรรมว่าพระนเรศวรนั้นล้างแค้นตัดหัวกษัตริย์กัมพูชาเอาเลือดมาล้างพระบาท ดูแล้วเหมือนกับพระนเรศวรนั้นใจดำอำมหิตมากเลย ล้างแค้นถึงขนาดหนัก แต่เอาเข้าจริงมันเป็นประวัติศาสตร์ซึ่ง“ถูกทำให้เชื่อ” ว่าพระยาละแวกถูกจับตัดหัว แต่ในข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้น กษัตริย์กัมพูชาหรือพระยาละแวกหนีไปเมืองลาวได้ อันนี้เป็นงานประวัติศาสตร์ซึ่ง อ.จันทร์ฉาย ภัคอธิคม ทำการศึกษาค้นคว้า เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เธอทำการค้นคว้าเรื่องพิธีปฐมกรรมพระยาละแวก และเธอก็ได้เป็นศาสตราจารย์ไปเพราะว่างานค้นคว้ายอดเยี่ยมมาก และก็ได้พิสูจน์แล้วว่าพระนเรศวรตีเมืองละแวกได้ แต่ฆ่าพระยาละแวกไม่ได้

แต่ว่าเป็นประวัติศาสตร์หนึ่งที่โทรทัศน์ของรัฐเอาขึ้นมาใช้ปลุกระดม ซึ่งผมคิดว่าอันนี้น่าเป็นห่วง มันเป็นการใช้“ประวัติศาสตร์บาดแผล” มาตอกย้ำ ทำให้เกิดความบาดหมางกับกัมพูชาต่อไป ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้คนไทยรับข้อมูลผิดๆ สืบทอด“อคติ” ความคิดที่เป็นลบต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด"

"แต่ว่าประเด็นที่น่าพูดถึง ก็คือว่า การปลุกกระแส“ชาตินิยม” ส่วนใหญ่ตอนนี้ ก็คือทำโดยกลุ่มพันธมิตรฯ กลุ่มเสื้อสีเหลือง ซึ่งไม่ใช่องค์กรของรัฐ ดังนั้นก็จะต่างกับสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่างจากสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม อันนั้นใช้เครื่องมือของรัฐโดยตรงเลย แต่ตรงนี้ต่างกัน เมื่อต่างแล้วก็อาจจะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่เคยเป็นมาในอดีต และมันต่างอีกตรงที่ว่าปัจจุบัน คือสมัยสฤษดิ์ กับสมัยจอมพล ป. ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีคู่ต่อสู้ทางการเมือง จึงเล่นได้ค่อนข้างสบายมาก เพียวๆ ไปเลย ในสมัยที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปลุกระดมเรื่องการแพ้คดีเขาพระวิหารนั้น พรรคฝ่ายค้านคือประชาธิปัตย์ หัวหน้าพรรคคือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ก็เป็นทนายให้รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ดังนั้นไม่มีคนคัดค้าน"

"ผมคิดว่าปัจจุบันมันมีกลุ่มการเมืองเยอะแยะที่ไม่เห็นด้วย คุณชวลิต คุณทักษิณนี่ชัดเจน และก็กลุ่มเสื้อแดง รวมทั้งยังมีความหลากหลายอีกเยอะแยะ ผมคิดว่ากลุ่มนักวิชาการถึงแม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ เสียงไม่ดังมากเท่ากับนักวิชาการกระแสหลัก ก็ไม่เห็นด้วยไม่น้อย และผมคิดว่าข้อสำคัญโลกปัจจุบันมันเป็นโลกของอินเทอร์เน็ต คนจำนวนมากเลยที่มีความรู้มีสถานะ สามารถใช้สื่อทางเลือก ไม่พึ่งกับสื่อปกติ ไม่พึ่งอยู่กับโทรทัศน์วิทยุ

อย่างผมนี่ปกติผมจะไม่ค่อยดูโทรทัศน์ เพราะผมคิดว่าโทรทัศน์นั้นอ่านข่าวและวิจารณ์ข่าวไปในตัว ผมว่าทำให้เรากลายเป็นจำเลยของคนอ่านข่าว มันไม่ให้อิสระเราได้คิด เขาให้เราเลยว่ามันคืออะไร ผมคิดว่าการอ่านหนังสือพิมพ์หรือการอ่านข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต มันมีอิสระที่ว่าเราคิดได้ เรามีเวลาคิด เราค่อยๆ อ่านก็ได้ ผมคิดว่าโทรทัศน์นี่เป็นอันตรายมากๆ เพราะฉะนั้นตัวผมเองไม่ค่อยดู ตามอยู่บ้างแต่ว่าไม่ค่อยดู คิดว่ามันทำให้คนไม่สามารถสร้างความคิดอิสระได้ ไม่สามารถจะปลดปล่อย ตกเป็นทาส

เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อเป็นอย่างนี้มันมีคนจำนวนหนึ่งที่หันไปหาสื่ออื่น ทำให้การปลุกระดมอย่างที่เคยทำมาในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม สมัยจอมพลสฤษดิ์ หรือสมัย 6 ตุลาก็ได้ ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร สมัย 6 ตุลา 19 มองกลับไป fax ยังไม่มีเลย โทรศัพท์มือถือก็ยังไม่มี พอมาพฤษภาเลือด 2535 มี fax มีโทรศัพท์มือถืออันใหญ่ๆ และก็มีกล้องวิดีโอ

ผมคิดว่าเทคโนโลยีสำคัญมากๆ ใครแพ้ใครชนะผมว่าบางทีเทคโนโลยีสำคัญมาก ฉะนั้น ในขณะนี้ใครไม่เล่นอินเทอร์เน็ต ใครไม่มีอี-เมล์เสียเปรียบมากนะ เจเนอเรชั่นผมส่วนใหญ่ไม่เล่นนะ พวก“ขิงแก่” นี่ไม่เล่น แต่ผมบังเอิญต้องไปสอนหนังสือเมืองนอกบ่อยๆ มันก็เลยมีความจำเป็นต้องใช้ เราก็ไม่อายที่จะให้เด็กมาสอน บางทีเราไปอยู่เมืองนอกเราไม่ค่อยอายเท่าไหร่ อยู่เมืองไทยอาจจะอาย ไม่กล้าบอกว่าเล่นอินเทอร์เน็ตไม่เป็น บางคนอาจจะต้องมี e-mail address ไว้แต่ไม่เคยเปิด เพราะฉะนั้นคนที่ไม่สามารถจับกุมเทคโนโลยีพวกนี้ได้เสียเปรียบมากๆ ก็แปลว่า ในอีกด้านหนึ่งคนจำนวนหนึ่งเขาหันไปหาสื่อทางเลือก ผมคิดว่าอันนี้จะเป็นประเด็นสำคัญมากในแง่ของการต่อสู้ในการเมืองครั้งนี้"

เมื่อเทียบกับยุคก่อน ความขัดแย้งของสองประเทศที่อ่อนไหวขนาดนี้ป่านนี้คงลุกลามไปไกลแล้ว

"มันมีคนออกมาทัดทานมีคนออกมาติง เพราะฉะนั้นมันก็อาจจะไม่ร้อนแรงเท่าที่ควร แต่ก็ไว้วางใจไม่ได้นะครับ เพราะว่า“ลัทธิชาตินิยม” นั้นเป็นอะไรก็ตามที่สามารถจะไปได้ไกลมากๆ คือ“ลัทธิชาตินิยม” เป็นเรื่องของความรัก ความรักชาติ เป็นบวก เป็นพลังสร้างสรรค์ แต่ถ้าล้ำเส้นมันก็กลายเป็นความหลง พอหลงปุ๊บ ก็คลั่ง หลงปุ๊บ ก็ตาบอด หลงก็คลั่งแล้วมันอาจไปถึงขนาดทำอะไรก็ได้ กลายเป็นพลังลบ เป็นพลังทำลาย อันนี้คือทวิลักษณ์ของ“ลัทธิชาตินิยม” เช่นเดียวกัน มีด้านที่เป็นบวกซึ่งดีมากๆ ถ้าเรารักชาติเราเสียสละ เราทำอะไรให้ชาติบ้านเมืองเราเจริญ ทำได้เยอะมาก แต่ถ้าเราข้ามเส้นบางเส้นไป ซึ่งมันอยู่ตรงไหนเราก็ไม่รู้นะ"

เส้นที่ว่านั้นอาจต้องมีศัตรูของชาติเสียก่อน

"อันนี้แหละมันถึงมีวาทกรรมประหลาดๆ เข้ามา วาทกรรมว่าด้วย“พระยาละแวก” วาทกรรมว่าด้วย“ตะกวดลิ้นสองแฉก” วาทกรรมว่าด้วย“ขอมไม่ใช่เขมร” วาทกรรมว่าด้วย“แผนที่ของฝรั่งเศสฝ่ายเดียว” วาทกรรมว่าด้วย“ทางขึ้น-สันปันน้ำ” อยู่ทางด้านเรา มันเป็นการสร้าง“ทัศนคติที่เป็นลบ” เป็นการสร้าง“อคติ” อย่างรุนแรงมากๆ"

กระทั่งมาถึงวาทกรรมล่าสุดที่ว่า คลั่งชาติดีกว่าขายชาติ

"ไม่น่าเชื่อนะว่ามันมาจากคนซึ่งมีการศึกษา ส่วนใหญ่แล้ว“ชาตินิยม” มักถูกปลุกโดยคนเมืองเป็นส่วนใหญ่ เป็นคนกรุงเทพฯ เป็นคนเมือง เป็นคนที่อย่างน้อยต้องมี“ปริญญาตรี” ผู้นำของลัทธิชาตินิยม ดูกลับไปเถอะครับ จอมพล ป. พิบูลสงคราม หลวงวิจิตรวาทการ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์"

"สิ่งที่ผมคิดว่ามันน่าวิตกมากก็คือ การเมืองภายในของความขัดแย้งที่ไม่ยอมจบไม่ยอมสิ้น ผมคิดว่าเมื่อล้มคุณทักษิณไปได้ด้วยการรัฐประหาร ก็ต่อต้านนอมินีของคุณทักษิณต่อ ก็คือคุณสมัคร สุนทรเวช กับคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในช่วงของการพยายามล้มคุณสมัครกับล้มคุณสมชาย มันมีเหตุบังเอิญเรื่องการขึ้นมรดกโลกของปราสาทพระวิหาร มันกลายเป็นเหมือนกับสวรรค์บันดาล ส่งอะไรมาให้“จุดปุ๊บติดปั๊บ” เลย มันก็กลายเป็นเรื่องที่สามารถจะใช้ถล่มทั้งคุณสมัคร คุณสมชาย คุณนพดลได้

และผมคิดว่ามันก็บานปลายต่อไป ถึงได้คู่ต่อสู้ใหม่คือสมเด็จฮุนเซน บานปลายถึงตรงนั้นกลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศไป และมันก็กระทบกว้างมากๆ เพราะมันไม่ใช่เรื่องในบ้านเรา และก็ไม่ใช่เพียงไทยกับกัมพูชา มันกลายเป็น“อาเซียน” มันกลายไปขึ้นเวทีโลก เป็นสิ่งซึ่งผู้คนทั้งหลายก็มองอย่างวิตกกังวล และเผลอๆ อาจจะค่อนข้างประหลาดใจและเผลอๆ ดูถูกดูแคลนด้วย ประเด็นมันคล้ายกับมันไม่มี“วุฒิภาวะ” หรืออย่างไร

ในวงการทูตที่ผมพบเจอในกรุงเทพฯ บรรดาข้าราชการการทูตของต่างประเทศเขาก็รู้สึก บางคนก็ประหลาดใจ ระคนกับการมองที่เหมือนกับว่าไอ้นี่มันอะไรนะ ทำนองนี้ ซึ่งในด้านหนึ่งมันก็น่าเศร้า อีกด้านหนึ่งเรื่องนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก คือน่าห่วง ผมคิดว่ามันมีสิทธิ์บานปลายมากๆ เลย"

"เลยกลายเป็นเรื่องของคุณทักษิณกับคุณอภิสิทธิ์ (หัวเราะ) ผมว่าดูๆ แล้วตกลงใครวางกับดักใคร คุณชวลิตไปพนมเปญกลับมาปุ๊บเป็นประเด็นเลย เรื่องจะมีบ้านพักหรูหราให้ และก็ตามมาด้วยฮุนเซน บอกว่าไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตามมาด้วยคุณทักษิณไปบรรยายพิเศษ ตามมาด้วยคุณอภิสิทธิ์เรียกทูตกลับ มันว้าวุ่นไปหมดนะ

ผมคิดว่าการต่างประเทศ การทูตของไทยเราตกต่ำอย่างมากๆเลย คือ นักการทูตของเรากลายเป็นนักการเมืองไปหมดแล้ว การทูตที่เราเคยมีชื่อเสียงลือลั่นไปทั่วโลก ใน Southeast Asiaในอุษาคเนย์ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงบัวแก้ว ผมคิดว่ายุคนี้ตกต่ำที่สุด นักการทูตไม่เล่นบทนักการทูต นักการทูตเล่นบทนักการเมือง อันนี้ คือสิ่งที่ผมว่ามันไม่น่าเชื่อนะ สิ่งที่เราเรียกว่ามารยาททางการทูต ความเป็นผู้ดี อะไรต่างๆ หายไปหมดเลย พอการเมืองขึ้นสมอง หายไปหมดเลย ความเป็นผู้ดี ความที่มีชาติวุฒิ คุณวุฒิ วัยวุฒิ มันหายไปหมดเลย”

มันน่าเศร้า ในแง่อดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศเก่า นะ ผมทำงานที่นั่นก่อนไปเรียนหนังสือเมืองนอก อันนี้ มันไม่ใช่ภาพของนักการทูต ที่เราเคยเห็นและที่มันอยู่ในอุดมคติของเราเลย ที่เคยเรียน สมัยก่อนธรรมศาสตร์ มีรัฐศาสตร์การทูต ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมรู้สึกเศร้าใจมากๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะตกต่ำไปถึงขนาดนี้”

สาม scenarios

สถานการณ์ขณะนี้ เราอาจต้องมองไปถึงขั้นปิดสถานทูต พรมแดน อ. ชาญวิทย์มองว่า ตอนนี้ สถานการณ์ปัจจุบัน อาจจะออกมาในลักษณะ 3 scenarios

“scenarios ที่ (หนึ่ง) คือ อาจจะแรงกันไปแรงกันมา พอต่างฝ่ายได้ “แต้มคะแนน” อย่างที่ตัวเองคิดว่าตัวเองได้ ก็อาจจะเลิกรา พักรบชั่วคราว ผมหวังว่ามันจะออกมาอย่างนี้นะ พักรบชั่วคราว คือ สิ่งที่หวังอย่างนี้ ก็เพราะว่าเมื่อมองแล้ว ฝ่ายทหารของไทยก็ดี ฝ่ายทหารของกัมพูชาก็ดี ยังไม่เข้ามาเล่นในเกมนี้ อันนี้ เป็นเกมนักการเมืองเพียวๆ เลย ทหารยังไม่เข้ามาเล่น ดังนั้น เมื่อไม่มีกำลังสนับสนุนจากทหาร คือ “ลัทธิชาตินิยม” ในเวอร์ชั่นเดิม ต้องใช้กำลังกองทัพสนับสนุน นะครับ ไม่ว่าจะเป็นสมัยจอมพล ป. หรือจอมพลสฤษดิ์ กำลังกองทัพสนับสนุน ถึงจะเดินเกมได้ และมีประสิทธิภาพ มีเครื่องมือ มีอุปกรณ์ แต่ว่า ณ ปัจจุบัน เรายังไม่เห็น และหวังว่าคงไม่เห็น ที่ทหารจะเข้ามาเล่น

นั่นเป็น scenarios ที่ (หนึ่ง) แต่ผมก็ยังวิตกอีกว่า มันอาจจะมีสิ่งที่น่าวิตกไปกว่านั้น คือ scenariso ที่ (สอง) ก็คือ ฝ่ายคุณทักษิณบวกคุณชวลิต ฝ่ายสีแดง และยังบวกฝ่ายฮุนเซนอีก ก็แรงต่อ ดูแล้วแรงมากๆ จากการสัมภาษณ์ ก็ดี อย่างที่ได้เห็น ได้อ่านจากสื่อ แปลว่าทางฝ่ายนี้ อาจจะดันไปถึงกระทั่งคุณอภิสิทธิ์ ไม่มีทางเลือก ต้องยุบสภา ยกไปอีกระดับหนึ่ง แต่ถ้าออกอย่างนี้ ให้ยุบสภา มันก็ยังเป็นวิถีทางประชาธิปไตยอยู่ ใช่ไหม ครับ

มันไม่น่ากลัวมากนัก บางคนอาจจะหวั่นวิตก เมื่อยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ในเมื่อการเมืองอย่างไรก็ตาม หนึ่งคน ต่อหนึ่งคะแนนเสียงอยู่นั่นแหละ คนที่จะไปหย่อนบัตร ที่อาศัยอยู่ 800 กิโลเมตร จากสามเหลี่ยมมรกต ที่ จ. อุบลราชธานี ไล่มาอีสานใต้ พนมดงรัก ไล่ลงไปภาคตะวันออก จันทบุรี ตราด จะลงคะแนนเสียงให้ใคร ตรงนี้ สำคัญมากๆ นี่ยังไม่พูดถึง 3-4 จังหวัดภาคใต้นะ ยังไม่พูดถึงนครปัตตานี นะครับ

ซึ่งผมคิดว่าคุณชวลิตโดนใจชาวบ้าน ดังนั้น ผมว่าอันนี้น่าสนใจมากๆ จะพิสูจน์เรื่องที่ผมบอกว่า “และประชาชน” นี่เป็น scenarios ที่ (สอง) ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็ต่อสู้กันไปตามวิถีทางประชาธิปไตย การเลือกตั้ง การ form รัฐบาลใหม่ และก็ค่อยๆไปหาทางกันข้างหน้า คุณชวลิตก็มีสิทธิรีเทิร์น”

ส่วน scenarios ที่ (สาม) ผมคิดว่าอันนี้ ผมวิตก คือ ผมคิดว่าอย่างที่เคยพูดแต่แรกว่า “ลัทธิชาตินิยม” ฉบับดั้งเดิม ก็ใช้ได้ผลมาแล้วเป็นเวลาเกือบ 100 ปี ก็อาจจะยังเป็นผลอยู่ก็ได้ในตอนนี้ มันไปโดนใจ ไปจี้จุดของความเป็นไทย ไปจี้จุดของชาติ ศาสนา พระมหากษัคริย์ ความจงรักภักดี ที่มีสิทธิบานปลาย มันก็เคยเป็นมาแล้ว ใช่ไหมครับ อย่าง “กรณี 6 ตุลา” ที่จุดประเด็น ปลุกระดมเกี่ยวกับเรื่องของสถาบันฯ แล้วเข้ามาฆ่านักศึกษาในธรรมศาสตร์ ก็มีมาแล้ว

เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้ ถ้าบานปลาย ผลักดันกันไป จะโดยทั้งฝ่ายเสื้อเหลือง หรือว่าบางส่วนมาจากรัฐบาล ก็ดี มันไปไกลกระทั่งร้ายแรงยิ่งๆ ขึ้น ก็คือ ปิดพรมแดน อันนี้ ในแง่เศรษฐกิจพัง เพราะว่าไทยกับกัมพูชานั้น มีการลงทุน ค้าขาย แลกเปลี่ยนกันมากมหาศาล

ประเด็นนี้ มิติทางเศรษฐกิจ ไม่มีในสมัยสฤษดิ์ ประเด็นนี้ไม่มีในสมัยจอมพล ป. ประเด็นนี้ มีเมื่อคุณชาติชาย ชุณหะวัณ เปลี่ยนสนามรบ ให้เป็นตลาดการค้า เพราะฉะนั้น เขาบอกว่าตัวเลขคือ 4-5 หมื่นล้าน แต่พวกนักธุรกิจบอกว่า นั่นมันเป็นตัวเลขที่เห็นจะๆ แต่ว่าตัวเลข ที่อาจจะมองไม่เห็น อาจจะ 8 หมื่นล้าน ซึ่งหมายความว่ามากมายมหาศาล ไทยได้เปรียบดุลการค้า ดุลการชำระหนี้ประเทศเดียว รอบบ้าน คือ กัมพูชา ไทยเสียเปรียบดุลการชำระหนีกับทุกประเทศ อย่างกรณีลาว เราคิดว่าเราได้จากลาว ไม่ใช่ เราต้องเสียค่าซื้อไฟฟ้าจากลาวมากทีเดียว และเราก็ไม่ได้เปรียบกับพม่า เราไม่ได้เปรียบกับมาเลเซีย

เพราะฉะนั้น แปลว่ากรณีของธุรกิจการค้าในกัมพูชา จะมีผลกระทบอย่างรุนแรงมาก สายการบินของคนไทยจะเอาอย่างไร ปูนซีเมนต์ไทย ซึ่งมีรายได้ผลประโยชน์มหาศาลในกัมพูชา ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึงมีสาขาประมาณ 3-4 สาขาในกัมพูชา (แต่ไม่ใช้ชื่อ Siam Commercial Bank นะ เพราะคำว่า Siam หรือเสียม มัน sensitive ก็ใช้ชื่อว่า Cambodian Commercial Bank) จะเป็นอย่างไร เบียร์สิงห์ เบียร์ช้าง โรงแรมขนาดใหญ่ ธุรกิจการท่องเที่ยว export-import บริษัทพลาสติก เครื่องสำอาง

คนกัมพูชาใช้ของไทยเยอะมาก เพราะพรมแดนมันติดกัน ไทยเราเข้าไปก่อน คุณชาติชายเปิดปุ๊บเราเข้าไปเลย เราได้เปรียบมาก เวียดนามยังงุ่มง่ามๆ อยู่ แต่ตอนนี้เวียดนามกำลังยิ้มเลยล่ะ ยิ่งปัญหาไทยกับกัมพูชายาวเท่าไหร่เวียดนามยิ่งได้เปรียบมากเท่านั้น บนโต๊ะอาหารของในพนมเปญในเมืองใหญ่ๆ ก็ดี น้ำปลา ซอส อะไรก็ตาม ของเวียดนามกับของไทยตั้งคู่แข่งกันอยู่บนโต๊ะ และผมคิดว่าเวียดนามมีสิทธิจะผลักไทยตกโต๊ะได้

เพราะว่ากัมพูชาก็มี“ลัทธิชาตินิยม” เหมือนกัน เขาก็ปลุกระดมไม่ใช้สินค้าของ“พวกเสียมพวกไทย” อันนี้น่าวิตก แต่ผมคิดว่าที่มันน่าวิตกยิ่งกว่านั้นก็คือว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจการค้าเป็นเรื่องการค้าชายแดน มันข้ามไปข้ามมา แปลว่าคนที่จะถูกกระทบคือ คนระดับกลางระดับล่างรากหญ้า ระดับบนผมไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่หรอกเพราะสายป่านเขายาว บริษัทใหญ่ๆ ธนาคารสายป่านยาวมาก แต่ว่ากลางกับล่าง ยิ่งล่างเขาหาเช้ากินค่ำ 800 กิโลเมตรตามจุดผ่านแดนต่างๆ ผมคิดว่าตรงนี้แหละที่จะพังพินาศทางเศรษฐกิจ คนเจ็บคือประเทศไทย"

ท่าทีฮุนเซนจึงได้ไม่ยี่หระ

“เขาก็ไปเอาทางเวียดนาม ถ้าใครเคยไปเที่ยวพนมเปญกับไซ่ง่อน ถนนจากไซ่ง่อนมาพนมเปญมันดีมากเลย ที่ด่านชายแดนกัมพูชากับเวียดนาม แค่ตรวจคนเข้าเมืองมันหรูหราฟู่ฟ่ามาก เทียบกับถนนมาบ้านเราตรงปอยเปตมาอรัญประเทศเทียบกันไม่ได้เลย นั่นแปลว่าเส้นทางสินค้าจากเวียดนามเข้ากัมพูชาสะดวกสบายมากๆ

อันนั้นด้านหนึ่งในแง่ของมิติเศรษฐกิจ แต่ผมคิดว่าในแง่ของการเมืองถ้ามันขยายจากปิดพรมแดน และฝ่ายทหารถูกเกมการเมืองบีบบังคับให้ต้องลุกขึ้นมาเล่นเกม“รักชาติ” ด้วยมันก็นำไปสู่การปะทะปะทะประปรายเป็นสงครามเล็กสงครามน้อย ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าเสียหายหนักมากๆ และผมก็ไม่แน่ใจว่าทางฝ่ายทหารไทยจะพร้อมในการรบแบบสงครามนอกรูปแบบเกมยาวๆ หรือไม่ เพราะว่าเท่าที่ทราบอย่างช่วงชายแดนศรีสะเกษ สุรินทร์ ติดกับพระวิหารของกัมพูชา ผมว่ารัฐบาลฮุนเซนย้าย “เขมรแดง” เก่ามาอยู่หมดแล้ว ผมคิดว่าพวกนั้นคือคนที่รู้จักพื้นที่ชำนาญพื้นที่ เคยอยู่ตรงนั้นประมาณ 10 ปีในสมัยที่รัฐบาลของคุณเปรม ติณสูลานนท์ ให้การสนับสนุนเขมร 3 ฝ่าย รวมทั้ง“เขมรแดง”

เพราะฉะนั้นอันนี้น่าห่วง ถ้าปะทะกันแล้วในแง่ของสงครามนั้นคนซวยคนตายก็คือทหารตัวเล็กๆ และก็ชาวบ้านแถวนั้น พวกเราที่อยู่กรุงเทพฯ ไม่มีปัญหา ผมว่าเราก็อาจจะนั่งอยู่ในห้องแอร์ต่อไป เปิดเครื่องอินเทอร์เน็ตอะไรทำนองนี้ แต่คนที่เดือดร้อนคือทหารตัวเล็ก ๆ ลูกชาวบ้าน ผมคิดว่าที่จะเจ็บหนัก ตาย ก็ตั้งแต่ปีที่แล้ว สองฝ่ายก็ตายไป 7-8 คนแล้ว และยังมีการเผาบ้านร้านค้าที่เชิงปราสาทพระวิหารอีก เมื่อเดือน เม.ษ. ที่ผ่านมา ผมว่าคนตัวเล็กๆ จะโดน กล่าวคือ“ลัทธิชาตินิยม” มันเป็นประโยชน์กับคนระดับกลางในเมืองกับคนชั้นสูง แต่มันไม่ค่อยเป็นประโยชน์กับคนระดับล่างคนตัวเล็กตัวน้อยรากหญ้าเท่าไหร่“ลัทธิชาตินิยม” ที่ผ่านมา และผมคิดว่า“อาเซียน” จะทำอย่างไร ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ จะทำอย่างไรคงกระอักกระอ่วน

ดร.สุรินทร์เคยพูดกับผมเมื่อสัมมนาครั้งหนึ่งที่นครศรีธรรมราช อ.สุรินทร์บอกปราสาทเขาพระวิหารเป็นปราสาทฮินดู-พราหมณ์ ของพระศิวะ ประเทศพุทธ 2 ประเทศขัดแย้งกัน แย่งกัน จะให้ผมซึ่งเป็นมุสลิมมาแก้ (หัวเราะ) ผมไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะตัวเองเป็นพุทธใช่ไหมครับ ขอให้ ดร.สุรินทร์ซึ่งเป็นมุสลิมมาช่วยแก้ อ.สุรินทร์แกก็อึกอักๆ บอกขอให้ทุกคนมีขันติ”

เสียมโป๊ยก๊ก

นี่เป็นครั้งแรกที่การเมืองไทยถูกแทรกแซงจากเพื่อนบ้านอุษาคเนย์ ด้านหนึ่งเป็นผลมาจากความอ่อนแอของการแบ่งสีแบ่งขั้วอย่างยืดเยื้อ จน อ.ชาญวิทย์เปรยว่า เราอาจลืมไปแล้วว่าตอนที่เขมรแตกเป็นหลายฝ่าย คนไทยสนับสนุน“เขมรแดง” อยู่หลายปี ตอนนี้เราจีงเผชิญกับสถานการณ์ที่เขมรสนับสนุน“ไทยแดง”

“ทางออกของวิกฤติบ้านเมืองเราคือผู้นำต้องประนีประนอม ถ้าไม่ประนีประนอมก็ไม่จบ ผมก็เสนอเอาไว้ว่าถ้าจะแก้ปัญหาที่เราเจออยู่ขณะนี้ ความแตกแยกในสังคมไทยแบ่งเป็นเสื้อตั้งไม่รู้กี่สี ผมเรียกตามแบบพวก“งิ้วธรรมศาสตร์” เรียกเป็น“เสียมโป๊ยก๊ก” คือมีอยู่ 8 ก๊ก ไม่ใช่ 2 ก๊ก

ไม่ใช่มีแค่เหลืองกับแดง มีชมพู มีน้ำเงิน ฟ้า เขียว มีกากี ขาว อันนี้มันเป็นความแตกแยกอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในสังคมไทย ยกเว้นตอนหลังเสียกรุงศรีอยุธยา นั่นเป็น“ก๊ก” ต่างๆ เยอะแยะ กว่าพระเจ้าตากจะปราบก๊กเหล่านั้นได้ต้องใช้เวลาหลายปี ฉะนั้นตอนนี้ก็น่าวิตก ความแตกแยกของสังคมเราซึ่งเป็น“เสียมโป๊ยก๊ก” ผมคิดว่าถ้าสมาน-สามัคคี-ปรองดอง หรือขอใช้คำจีน คนกรุงเทพฯ จะได้เข้าใจ คือ“เกี้ยเซี้ย” ถ้าเกี้ยเซี้ยกันไม่ได้ ผมว่าอนาคตของเราก็น่าห่วง”

“ในประเด็นที่ (สอง) ผมคิดว่าถ้าเราไม่สามารถจะ“ปฏิรูป” แก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน ไม่ใช่เขียนขึ้นมาในลักษณะที่เราเห็นปัจจุบันมันเป็นฉบับสำหรับ“กลุ่มคน” หรือ“หมู่คณะ” ถ้าเราแก้อันนี้ไม่ได้ ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยน “วาทกรรม” ให้เป็นรัฐธรรมนูญแห่ง“สยาม” ยังเป็น“ไทยๆ” อยู่อย่างนี้ บ้านเมืองก็น่าห่วง

ประเด็นที่ (สาม) ผมคิดว่าถ้าเราไม่ทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันสูงสุด เป็นสถาบันกลาง พอเหมาะพอควรกับระบอบประชาธิปไตย เพื่อการยึดถือเคารพบูชาของประชาชนโดยส่วนรวม ไม่ถูกเอาไป“อ้าง” เอาไป“อิง” เพื่อประโยชน์ของ“กลุ่มคน” กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือ “หมู่คณะ” ถ้าเราทำอันนี้ไม่ได้ บ้านเมืองของเราก็แย่

ประเด็นที่ (สี่) ผมคิดว่าถ้าเราไม่ทำให้สถาบันทหาร ตำรวจ พลเรือน ตุลาการ เป็นสถาบันที่ปราศจากการแทรกแซงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่สามารถจะทำให้มีความคิดที่เป็นประชาธิปไตย ถ้าเราทำไม่ได้ สถาบันเหล่านี้ก็จะถูกใช้เพื่อประโยชน์“กลุ่มคน” หรือ“หมู่คณะ” ใดคณะหนึ่ง บ้านเมืองก็มีปัญหาอีก นี่เป็น 4 ข้อที่ผมมองไว้ ถ้าแก้เรื่อง“เกี้ยเซี้ย” ไม่ได้ แก้เรื่องรัฐธรรมนูญไม่ได้ แก้เรื่องสถาบันกษัตริย์ไม่ได้ แก้เรื่องสถาบันข้าราชการ-ทหาร-ตำรวจ-ตุลาการไม่ได้ ก็มีปัญหาฉะนั้นผมมองว่ามันมีสิทธิจลาจลเป็น“กาลียุค” ผมใช้คำนี้อยู่บ่อยๆ มีสิทธิเป็น“กาลียุค” เพราะฉะนั้นก็น่าเป็นห่วงมากๆ สำหรับอนาคตของบ้านเมืองเรา”

(เขา)รู้เรา-ไม่รู้เขา

จากการได้รับทุนร็อกกี้เฟลเลอร์ ภายใต้โครงการของ Center for Khmer Studies (CKS) ทำให้ อ.ชาญวิทย์ เดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างไทย-กัมพูชา อยู่กว่า 6 เดือนเมื่อปีที่แล้ว เพื่อสอนหนังสือคนหนุ่มสาวที่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นช่วงเวลาที่ ฮุน เซน ชนะการเลือกตั้งท่วมท้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อ.ชาญวิทย์เล่าว่า ในช่วงเวลานั้น ผู้นำพรรค Cambodian People’s Party (CPP) ใช้กระแสปราสาทพระวิหารปลุก “ลัทธิชาตินิยม” จากชาวกัมพูชา จนได้รับคะแนนเสียงถึง 58.1 เปอร์เซ็นต์ของผู้ไปออกเสียงเลือกตั้ง

“ผมคิดว่าความมั่นใจของ ฮุน เซน ก็คือการเลือกตั้งเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว หลังจากที่ไทยประท้วงเรื่องปราสาทพระวิหารขึ้นมรดกโลก เขาก็ได้ขึ้นทะเบียนไป เพราะฉะนั้นปลายเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว พรรคประชาชนกัมพูชา Cambodian People’s Party ชนะเลือกตั้งขาดลอย เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลฮุน เซน ไม่ต้องเป็นรัฐบาลผสม ไม่ต้องสนใจพรรคอื่นๆ ไปเลย พรรคของสม รัง สี ยังอยู่ส่งเสียงได้บ้างเป็นครั้งคราว แบบคราวเรื่องไปถอนหลักเขตที่สวายเรียง ติดกับเวียดนาม ก็ไม่มีความหมายทางการเมือง

และฮุน เซน ก็ถือว่าปราสาทพระวิหารเป็น“วาระแห่งชาติ” ในแง่ที่ว่าสามารถจะปลุกความรู้สึกนึกคิด“ชาตินิยม” ได้อย่างดี คุณไปลงเครื่องบินที่เสียมเรียบก็ดี ที่พนมเปญก็ดี ป้ายมหึมาเป็นรูปปราสาทพระวิหาร คุณออกจากสนามบินพนมเปญ ถนนวิ่งเข้าเมืองไปพระบรมมหาราชวัง ไปริมน้ำโขง เต็มไปด้วยป้ายปราสาทพระวิหาร ผมไปนอนโรงแรมบางโรงแรมในกัมพูชา ในห้องเอารูปปราสาทพระวิหารมาติดไว้ใหญ่ท่วมหูท่วมตาเลย ธนบัตรใบละ 2,000 เรียล ซึ่งเป็นใบที่ใช้กันเยอะเป็นรูปปราสาทพระวิหาร”

“กัมพูชามีมรดกโลก 2 แห่ง คือ นครวัด-นครธม กับปราสาทพระวิหาร ในธนบัตรกัมพูชาเกือบจะทุกใบ เกือบจะทุกราคา ต้องมีรูปปราสาท ผมเรียกว่า “ปราสาทศิลาชาตินิยม” ของเรามี“ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เขาก็มี“ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และปราสาท” ซึ่งขลังมากๆ จำได้ใช่ไหมกรณีปล่อยข่าวกบ-สุวนันท์ ปราสาทหินนครวัด นี่มัน“จุดปุ๊บติดปั๊บ” นะ

ในกัมพูชา และเขาก็เน้นมากๆ ไม่ว่าจะเป็นธนบัตร โปสเตอร์ เพลง เราคิดว่าไทยมีเพลง“ขี้ตู่กลางนาขี้ตาตุ๊กแก” เรื่องคดีปราสาทพระวิหาร เขาก็มีเยอะเลย ในแสตมป์ก็มี คุณไปไหนในกัมพูชา คุณหนี“ปราสาทพระวิหาร”ไม่ได้เลย ทางหลวง ไฮเวย์เป็นป้ายมรดกโลกเต็มไปหมด และตราของยูเนสโก เขาเล่นเกม nationalism กับ internationalism เขาเล่นเกมเอาตรายูเนสโกติดทั่วไปหมด เรามีมรดกโลก 5 แห่ง มีมากกว่าเขาอีก เราไม่เห็นเลยว่าเอามาทำอะไรต่ออะไรให้เห็นเตือนใจ”

อ.ชาญวิทย์ยังเล่าว่า นักศึกษากัมพูชาเป็นผู้พาเดินทางขึ้นไปถึงปราสาทพระวิหารทางด้านเขมร ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาเราคิดแต่ว่าทางขึ้นอยู่ฝั่งไทย แต่จากรูปถ่ายที่ อ.ชาญวิทย์บันทึกไว้ แสดงให้เห็นว่ากัมพูชาตัดถนนขึ้นตรงถึงปราสาท หลักฐานชิ้นนี้ทางทหารไทยยังต้องติดต่อขอจากอาจารย์(ดูเรื่องและภาพในนิตยสาร “สารคดี” ฉบับเดือนตุลาคม 2552)

“เราคิดว่าเรารู้จักเขาดี เรามีปัญหากันเองภายในก็แล้ว ของ “โป๊ยก๊ก” ก็ยังไปมีปัญหากับข้างบ้านอีก และข้างบ้านก็ไม่ใช่ข้างบ้านธรรมดาๆ เสียด้วย เป็นข้างบ้านซึ่งผ่านประสบการณ์การเมืองมาอย่างโชกโชน ผ่านความหายนะเจ็บปวดมาอย่างรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ผมคิดว่านายกรัฐมนตรีฮุน เซน นอกจากเป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งนานมากๆ 20 กว่าปี ยังเป็นนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาเพียงคนเดียวที่ได้พบนายกรัฐมนตรีของสยามประเทศไทยมาแล้วเป็นสิบคนได้มั้ง จากคุณชาติชาย คุณชวน คุณบรรหาร คุณชวลิต คุณทักษิน คุณสมัคร คุณสมชาย คุณอภิสิทธ์ ดังนั้นถามว่านายกฯ เรารู้เขา หรือนายกฯ เขารู้นายกฯ เรา คือเขาต้องมีประสบการณ์ที่มหัศจรรย์มาก เขาเจอมาแล้วเป็นสิบคน รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา ฮอร์ นัมฮง พบรัฐมนตรีของไทยมาแล้วประมาณ 15 คน ผมคิดว่าแสดงว่าคลังข้อมูลและประสบการณ์ของเขาคงสูงมากๆ ของเรามันตุปัดตุเป๋”

ใจ อึ๊งภากรณ์ : เลิกรักชาติกันได้แล้ว

ที่มา ประชาไท

ใจ อึ๊งภากรณ์

ท่ามกลางการคลั่งชาติและคำโกหกจากอำมาตย์และโจรพันธมารฯ เรื่องเขมร หรือเรื่อง “การขายชาติ” ผมอยากจะเสนอว่าคนเสื้อแดงควรเลิกรักชาติ เลิกยืนเคารพธงชาติ และหันมารักเพื่อนๆ ร่วมชาติ และเพื่อนๆต่างชาติแทน เราควรจะประกาศรักสังคม รักเสรีภาพและประชาธิปไตย และเลิกรักอำมาตย์สักที ทำไม?
“ชาติ” เป็นหน่วยการบริหารสังคมที่เกิดขึ้นในยุคทุนนิยม ในไทยเกิดในยุครัชกาลที่ 5 ก่อนทุนนิยมและก่อนที่จะมีชาติที่ไหนในโลก คนเขาไม่คิดในกรอบชาติเลย คิดในกรอบชุมชนหรือเมืองบ้านเกิดมากกว่า และบ่อยครั้งเมืองบ้านเกิดจะมีลักษณะสากลในอดีต ไม่เชื่อก็ไปที่อยุธยา และไปดูพิพิธภัณฑ์ที่หมู่บ้านญี่ปุ่น หรืออ่านหนังสือประวัติศาสตร์อยุธยาของ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ก็ได้ เพราะในอยุธยามีหลายเชื้อชาติอาศัยกันอยู่ มันเป็นเมืองท่าสำหรับค้าขาย มีการใช้หลายๆ ภาษาด้วย คนอยุธยาไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นคนไทยแต่อย่างใด การสร้างประวัติศาสตร์ไทยย้อนหลังปลอมๆ เป็นความพยายามของนักวิชาการอำมาตย์ เพื่อหลอกเราว่า “ชาติไทย” กษัตริย์ และชนชั้นปกครอง เป็นสิ่งเก่าแก่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ พวกนี้จะอ้างว่าวัฒนธรรมไทยคือวัฒนธรรมที่ประชาชนต้องอ่อนน้อมต่ออำมาตย์ และแถมยังโกหกอีกว่า “ไทย” แปลว่า “เสรีภาพ” แต่แท้จริงแล้ว “ไทย” ของพวกอำมาตย์นี้แปลว่าเราเป็นทาสเป็นไพร่มากกว่า
“ชาติ” เป็นสิ่งประดิษฐ์ของชนชั้นปกครอง มันมีความสำคัญต่อเขาในทางความคิด หรือในทางที่จะเป็นลัทธิการเมืองของอำมาตย์และอภิสิทธิ์ชน ดังนั้นเขาจะกล่อมเกลาเราให้เคารพธงชาติสามสี และให้เราท่องจำว่าสีแดงคือชาติ สีขาวคือศาสนา และสีน้ำเงินคือกษัตริย์ โดยที่ชาติของเขามีแค่นี้ ไม่มีประชาชนทั้งปวงที่เป็นผู้สร้างสังคมที่แท้จริง คนอย่างสนธิ ลิ้มทองกุล พูดที่สนามหลวงเมื่อไม่นานมานี้ว่าเรา “ต้องรักชาติ เพราะชาติคือกษัตริย์และศาสนา” เราต้องทวงถามว่า “ประชาชนอยู่ไหน?” เพราะสนธิกับแก๊งของเขามองว่าประชาชนเป็นผักเป็นปลา เป็นไพร่หรือทาส และเราต้องถามว่าเขาอีกว่าเวลาพูดถึงศาสนา หมายถึง“ศาสนาอะไร?” เพราะหลายคนไม่ได้เป็นพุทธ มีอิสลาม คริสต์ ฮินดู ผีสางนางไม้ และยังมีคนที่ไม่นับถือศาสนาอีกด้วย ทำไมต้องยัดเราเข้ากรอบแคบๆ ของพวกอำมาตย์ ที่สำคัญคือศาสนาของสนธิ ลิ้ม เป็นศาสนาแบบไหน? เพราะขาดศีลธรรมพื้นฐานในการเคารพประชาชน และประชาธิปไตย ได้แต่ปลุกระดมความเกลียดชัง นี่หรือศีลธรรม?
แนวคิดชาตินิยมของชนชั้นปกครองไทยที่ถูกสั่งสอนในโรงเรียน ในสื่อ และในสังคมโดยรวม เป็นแนวคิดที่สอนให้เราจำยอมต่อผู้ปกครองเผด็จการ แล้วแถมโกหกเราว่า “เราเป็นชาติเดียวกับเขา” อีกด้วย มีแต่พูดเรื่อง “ความสามัคคี” แต่มันเป็นการบังคับความสามัคคีภายใต้เงื่อนไขสังคมป่าเถื่อนที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำของอำมาตย์
ถ้าอำมาตย์รักชาติ ทำไมเขาไม่เคารพประชาชน ไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ และไม่เคารพประชาธิปไตย? ถ้าอำมาตย์รักคนไทยทำไมมากราดยิงประชาชนท่ามกลางถนน? ทำไมอำมาตย์ไม่ยอมเสียสละทรัพย์สมบัติมหาศาล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างรัฐสวัสดิการให้คนไทยทุกคน? ทำไมพูดแค่เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อแช่แข็งความเหลื่อมล้ำ? และเวลาพวกนั้นปลุกระดมให้คนรักชาติและไปรบในสงคราม ทำไมเขาไม่ไปรบเอง? ทำไมส่งลูกหลานคนจนไปตายแทนพวกเขา?
ในความเป็นจริงบ้านเรามีสองชาติ ชาติหนึ่งคือชาติของอำมาตย์ ที่มีเพลงชาติ ธงไตรรงค์ และลัทธิ “ชาติ ศาสนา กษัตริย์” อีกชาติหนึ่งคือประชาชน เราไม่มีธง และไม่มีเพลงชาติ แต่เรามีอุดมการณ์ประชาธิปไตย
หยุดเถิด เลิกเถิด การยืนเคารพเพลงและธงชาติของพวกอำมาตย์
เพื่อนเสื้อแดงอาจไม่สบายใจกับสิ่งที่ผมเสนอ ผมไม่แปลกใจ เพราะฝ่ายอำมาตย์กล่อมเกลาเรา ตั้งแต่เกิดจนตาย ให้รักชาติ ดังนั้นการก้าวพ้นความคิดแบบนี้คงใช้เวลา
ถ้าจะต้องมีเพลงชาติ และผมมองว่าไม่ควรมี ... เนื้อร้องมันน่าจะเป็นแบบนี้ครับ .....
“ประเทศสยามรวมเลือดเนื้อหลายเชื้อชาติ เป็นประชาธิปไตยแท้ ชาวบ้านปกครองตนเอง อยู่ด้วยกันท่ามกลางความสงบ เคารพรักทุกเพศทุกภาษาทุกศาสนาหรือความเชื่อ เรานี้รักสงบ และเราจะไม่หาเรื่องรบเพื่อประโยชน์ของคนอื่นเหมือนยุคมืดอดีต ทุกคนทำงานร่วมกันสร้างสังคมปรองดองและรัฐสวัสดิการ ในสยามนี้ไม่มีสูงไม่มีต่ำ ไม่มีหมอบคลาน และเพื่อนบ้านทุกฝ่ายเป็นมิตรของเรา ศัตรูแท้ของประชาชนคือพวกคัดค้านประชาธิปไตย และพวกอำมาตย์ดั้งเดิม เราปลดแอกตนเองแล้ว และร่วมกันร้อง ประชาชนจงเจริญ!” (ต้องขออภัยด้วยที่ผมแต่งกลอนหรือเนื้อเพลงไม่ไพเราะ แต่ท่านคงจับประเด็นสำคัญๆ ได้เมื่อเปรียบเทียบกับเพลงชาติปัจจุบันของอำมาตย์
คุณจักรภพ เพ็ญแข มีจุดยืนในหลายเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ในเรื่อง “ชาติ” ผมขอมองต่างมุมบ้าง ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเวลาคุณจักรภพคัดค้านการ “คลั่งชาติ” แต่เขายังมองว่ามันมีวิธีรักชาติที่ดีอยู่บ้าง
แนวชาตินิยมที่เป็นประโยชน์กับประชาชนมีบ้างไหม? มีบ้างในกรณีที่สังคมถูกครอบงำหรือนำมาเป็นเมืองขึ้นโดยจักรวรรดินิยม เช่นในยุคล่าอาณานิคม ขบวนการชาตินิยมเป็นขบวนการที่ปลดแอกประชาชนระดับหนึ่ง แต่มันไม่เคยพอ เราจะเห็นได้จากการที่ ประเทศที่ได้รับเอกราชหลังยุคอาณานิคม เช่น พม่า ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย ก็ยังมีปัญหา เพราะมีเผด็จการครองเมือง และถ้าเป็นประชาธิปไตยอย่างอินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่ ในประเทศเหล่านี้ความคิดชาตินิยมกลายเป็นเครื่องมือบังคับความสามัคคีของชนชั้นปกครองใหม่ สรุปแล้วแนวชาตินิยมไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยและปลดแอกพลเมืองอย่างเต็มที่
พวกอำมาตย์คงน้ำลายฟูมปากอีกรอบกับบทความนี้ (หลายรอบแล้ว) คงมีการเห่าหอนว่าผม “ขายชาติ” และ “ไม่ใช่คนไทย” ผมมีคำตอบง่ายๆคือ ผมขายชาติไม่ได้ เพราะไม่เคยเป็นเจ้าของ ประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่เคยมีโอกาสเป็นเจ้าของอีกด้วย เพราะอำมาตย์ปล้นมาจากประชาชนนานแล้ว แล้วอ้างว่ามันเป็นแผ่นดินของเขา และในเรื่องที่ไม่ใช่คนไทย ผมก็ยอมรับ เพราะผมไม่อยากร่วมชาติไทยเลวทรามของอำมาตย์ ผมเป็นคนสยาม พ่อเป็นเชื้อสายจีน แม่เป็นอังกฤษ และผมต่างจากอำมาตย์และพันธมารฯ เพราะผมรักและเคารพประชาชนสยามและรักประชาธิปไตย

จากสงครามตัวแทนที่กำลังจะกลายเป็นสงครามตัวจริง

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ปูนนก

ไปๆ มาๆ การรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมาน่าจะไม่ใช่เพียงแค่การยึดอำนาจจากรัฐบาลประชาชนคือ พรรคไทยรักไทย ไปสู่อำนาจเผด็จการอมาตย์ศักดินา เพื่อปรับดุลอำนาจใหม่แต่เพียงอย่างเดียวเหมือนดังในอดีตที่ผ่านมาเสียแล้ว ระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมาหลังการรัฐประหาร ได้มีสิ่งบอกเหตุหลายอย่างที่สำแดงให้เห็น และชัดเจนขึ้นในการเมืองระดับโลกว่า “การรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549” นี้ดูท่าจะไม่เป็นเรื่องธรรมดาอีกต่อไป.... ซึ่งถ้าผู้ติดตามข่าวสาร และนำมาวิเคราะห์สักเล็กน้อยก็จะพอมองเห็นภาพ หรือเค้าลางที่ค่อย ๆ เปิดเผยชัดเจนขึ้นมาทีละเล็กละน้อย

ความขัดแย้งทางด้านสังคมการเมืองและเศรษฐกิจที่ส่งผลมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป ทุกวันนี้ก็ยังไม่จางหายไปแม้แต่น้อยประเทศในโลกที่สามที่เป็นแหล่งทรัพยากรอย่างเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ไม่อาจจะพ้นไปจากความขัดแย้งระดับโลกนี้ได้....

ทุกวันนี้ดูเหมือนโลกจะแคบลงอดีตเมื่อสัก 100 ปีที่แล้วถ้าพูดถึงอเมริกา หรือยุโรป นั่นหมายความว่าต้องเดินทางกันแรมเดือนแรมปี กว่าจะไปถึงได้ ดังนั้นอิทธิพลทางการเมืองผลประโยชน์หรือความขัดแย้งใด ๆ ไม่อาจจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมากนัก ประเทศไทยจึงอยู่ได้อย่างสมบูรณ์พูนสุข ชนิดที่เรียกว่าในน้ำมีปลาในนามีข้าว...ด้วยวัฒนธรรมแบบไทย ๆ มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เชื่อในเรื่องบุญกรรม, กุศลบารมี ฯลฯ ประเทศจึงร่มเย็นเป็นสุขมาช้านานอย่างน้อยก็ในระดับประชาชนโดยทั่วไป....

ความขัดแย้งที่เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย โดยหลาย ๆ ชาตินั้นเป็นที่น่าสังเกตและจับตามองอย่างยิ่ง....ทำไมรัฐบาลกัมพูชาโดยท่านนายกฮุนเซน ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวกับรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์เช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่ในช่วงเริ่มต้นตั้งรัฐบาล นายกอภิสิทธิ์ ก็ยกคณะไปเยี่ยมเยียนอีกทั้งยังนำเอาวัตถุโบราญของชาติไปมอบให้จำนวนหลายรายการ เรียกว่า “บรรณาการ” กันถึงที่ ซึ่งก็น่าจะเป็นที่พออกพอใจนายกฮุนเซนมิใช่น้อย... แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องเขาพระวิหาร แต่ก็ดูเหมือนว่าฝ่ายรัฐบาลไทยโดยนายกอภิสิทธิ์จะเป็นผู้หลีกเลี่ยงการปะทะในความขัดแย้งเสียมากกว่า ยอมแม้กระทั่งให้รัฐบาลกัมพูชาตัดถนนล้ำเขตแดนเข้ามากว่า 250 เมตร ในพื้นที่ทับซ้อน โดยไม่ยื่นประท้วงแต่อย่างใด....

สิ่งที่น่านำมาพิจารณาก็คือทำไมกัมพูชาและประเทศอาเซียนรอบบ้านเราหลายประเทศแสดงท่าทีไม่ให้การสนับสนุนรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ นี่ยังไม่รวมถึงประเทศในแถบตะวันออกกลางที่ให้การสนับสนุนท่านนายกทักษิณอย่างชัดเจน.... ขณะที่ประเทศที่ไกลออกไปอย่างอังกฤษ และอเมริกากลับแสดงท่าทีตรงกันข้าม....

อังกฤษถอนวีซ่าท่านนายกทักษิณ ทูตอังกฤษประจำประเทศไทยเข้าพบอมาตย์เฒ่าสี่เสาอย่างต่อเนื่อง...อเมริกานำกองเรือมาจอดที่พัทยาและภูเก็ตในช่วงที่มีกระแสการรัฐประหารรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์อย่างหนาหู.... กองกำลังพิเศษของอเมริกาเดินทางโดยเครื่องบินจากอ่าวเปอร์เซียเพื่อจะมาปฏิบัติการบางอย่างในประเทศไทย (แต่ถูกสกัดจับได้ที่น่านฟ้าอินเดีย)....

ภาพเหล่านี้เหมือนตัวจิกซอว์ที่เริ่มต่อกันเป็นรูปร่างเห็นชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า “การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 มิใช่เพียงการยึดอำนาจธรรมดา ๆ เสียแล้ว” แต่เป็นการปะทะกันของขั้วอำนาจสองขั้วอำนาจที่มีอิทธพลทางการเมืองของสองมหาอำนาจสองขั้วเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและคอยบงการอยู่.... ซึ่งเมื่อเราเริ่มมองเห็นภาพ Puzzle ที่ค่อย ๆ ต่อโดยจิกซอว์ มากขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานะประชาชนธรรมดาทั่ว ๆ ไป ก็จะเริ่มเข้าใจการต่อสู้ทางการเมืองในครั้งนี้แล้วว่า เกิดขึ้นได้อย่างไรและจะดำเนินไปจนจบในหนทางใด....


ทำไมภายหลังรัฐประหารแล้ว อเมริกาไม่ออกมาประนามหรือมีปฏิกริยาใด ๆ กับการทำรัฐประหารโดย คมช. ขณะที่การรัฐประหารในฮอนดูรัส “องการรัฐอเมริกา (OSA) กลับประกาศให้คณะรัฐประหารคืนอำนาจให้ประธานาธิบดีเซเลยาภายใน 72 ชั่วโมง” ขณะที่รัฐบาลจีนได้ทำเรื่องขอตัวท่านนายกทักษิณอย่างเป็นทางการไปร่วมงานในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิค ทั้งๆ ที่เวลานั้นท่านนายกทักษิณ กำลังถูกพิจารณาดำเนินคดีที่ดินรัชดาเป็นเหตุและช่องทางให้ท่านนายกทักษิณหลบหนีจากการถูกพิจารณาคดีอันไม่เป็นธรรมนี้ไปได้อย่างฉิวเฉียด....

รัฐบาลในกลุ่มประเทศอาเซียนต่างก็มีสัมพันธ์อันดีและแนบแน่นอยู่กับประเทศจีนไม่ทางตรงก็ทางอ้อม... ทั้งความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร ภายหลังจากที่อิทธิพลของอเมริกาจางหายไปจากภูมิภาคนี้หลังสงครามเวียดนาม และประเทศจีนซึ่งปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นประเทศที่ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วในการพัฒนาประเทศและมีศักยภาพสูงมากทัดเทียมกับประเทศอเมริกาและยุโรป จึงพยายามที่จะเข้ามามีอิทธิพลในฐานะผู้นำทางอำนาจแห่งเอเซียโดยเฉพาะภูมิภาคนี้เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ทั้งทางเศรษฐกิจ และทางทหาร....

การที่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่มีสายสัมพันธ์เป็นน้ำเนื้อเดียวกับพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไปได้เข้ามาเป็นรัฐบาลถึง 2 รัฐบาล แต่ก็ถูกอำนาจลึกลับจัดการจนกระเด็นตกจากอำนาจทางการเมืองของไทยไปทั้ง 2 รัฐบาลนั้น...แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอำนาจลึกลับที่ครอบคลุมประเทศนี้อยู่นั้นไม่ต้องการให้รัฐบาลที่มีสายสัมพันธ์กับท่านนายกทักษิณ ขึ้นมามีอำนาจในการทางการเมืองของประเทศไทย ทั้งๆ ที่เป็นรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ.. ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น...

แม้ในขณะนี้ก็ยังมีกระแสสร้างความเกลียดชังให้กับท่านนายกทักษิณ และรัฐบาลไทยรักไทยที่ผ่านมา ทำไมท่านนายกทักษิณจึงเป็นที่เกลียดชังของเหล่าอมาตย์ศักดินาในประเทศไทยได้มากมายขนาดนี้...ทั้ง ๆ ที่อดีตมาก็มีรัฐบาลหลายรัฐบาลถูกรัฐประหารยึดอำนาจ แล้วก็จบกันไปไม่มีใครโจมตีรัฐบาลก่อนมากมายดังนี้มาก่อน... สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าพิจารณามิใช่น้อย....

นโยบายเดินตามสหรัฐอเมริกา แลยุโรปที่อมาตย์ศักดินาดำเนินอยู่เพื่อแลกกับการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วตั้งแต่อดีต ตั้งแต่สมัยสงครามอินโดจีน, สงครามเวียดนาม ประเทศไทยดำเนินนโยบายเอาตัวรอดด้วยการอิงแอบกับมหาอำนาจตะวันตกตลอดมา...พอปัจจุบันดุลอำนาจเริ่มเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของโลก และท่านนายกทักษิณ มิได้มีนโยบายอิงแอบกับมหาอำนาจตะวันตกดังเดิมทำให้เกิดความขัดแย้งเชิงนโยบายขึ้นกับดุลอำนาจของภูมิภาคทันที...พูดง่าย ๆ ก็คือเกิดการปะทะกันของดุลอำนาจเดิมคือ ตะวันตก และดุลอำนาจใหม่คือ ตะวันออก...โดยมีสงครามตัวแทนระหว่างท่านนายกทักษิณ และอมาตย์ศักดินาในประเทศไทย โดยที่จะมีผลตอบแทนก็คือ “ใครจะได้เข้ามามีอิทธิพลทางอำนาจเศรษฐกิจ, การเมือง, และการทหารในภูมิภาคนี้”

เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่รัฐบาลกัมพูชา, ฟิลิปปินส์, บรูไน, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย จะพร้อมใจกัน “มาสาย” ในงานประชุมอาเซียนซัมมิท ทั้งๆ ที่เป็นการประชุมระดับภูมิภาคของโลก ซึ่งถือว่า “ยิ่งใหญ่” ไม่น้อยกว่า “เอเปค” ทีเดียว.... ถ้าไม่ได้รับสัญญาณพิเศษจากผู้ที่มีอิทธิพลตัวจริงของภูมิภาคนี้ เพื่อส่งสัญญาณเตือนให้รัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ที่ดำเนินนโยบายแบบอมาตย์คืออิงแอบกับมหาอำนาจตะวันตก ได้รับทราบว่าถ้ายังคงดำเนินนโยบายไล่ล่าท่านนายกทักษิณและอิงแอบมหาอำนาจตะวันตก โดยที่ไม่ยอมประนีประนอมกับเพื่อนบ้าน และรักษาผลประโยชน์ร่วมกันอย่างที่ท่านท่านนายกทักษิณเคยกระทำ ก็อาจจะต้องได้รับการต่อต้านที่รุนแรงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่....

และแน่นอนว่ามหาอำนาจตะวันตกก็คงจะไม่ยอมให้ดุลอำนาจของตนเองหลุดมือไปจากภูมิภาคนี้ง่าย ๆ เช่นกัน... ด้วยเหตุนี้การปะทะกันทางอำนาจขณะนี้จึงมิใช่เพียงแค่ “เสื้อแดง...เสื้อเหลือง...เสื้อน้ำเงิน” อีกต่อไปแล้ว แต่มันหมายถึงสงครามแห่งดุลอำนาจในภูมิภาคเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์, ทรัพยากร, และอิทธิพลทางทหารกันอย่างเข้มข้น “ระหว่างดุลอำนาจใหม่คือจีน...กับดุลอำนาจเดิมคือมหาอำนาจตะวันตก” โดยมีสงครามตัวแทนอยู่ในประเทศไทยนี่เอง....

ปูนนก

เสื้อแดงอย่าโง่

ที่มา thaifreenews


เสื้อแดงอย่าโง่ สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เคยแอบอ้างเกี่ยวกับสถาบัน

คำว่า แอบ แปลว่าอะไร ?
คำว่า อ้าง แปลวว่าอะไร ?

เสื้อแดงหลายท่านบอกว่า สนธิชอบแอบและอ้างสถาบัน
แต่ผมว่า ไม่ วิเคราะห์ข่าวโดย log in Loginname เวปบอร์ดการเมืองไซด์ประชาไทhttp://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/3216

ในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องสถาบ้น ผมว่าสนธิแมนมาก ว่าต่อหน้าเลย ไม่เคยแอบอ้าง

ครั้งหนึ่ง เคยบอกว่า เขาอยู่พรรคจักกรี ก็พูดต่อหน้าแม่ทัพภาค 3 พล.ท.สพรั่ง

พูดว่า ให้ xxx ลาออก ก็พูดต่อหน้าสื่อ มีหลักฐานชัดเจน

เมื่อวานก็พูดกลางสนามหลวง ต่อหน้ากระบือนับแสน ใกล้กับพระบรมมหาราชวัง
ให้คนได้ยินทั่วประเทศ

ไม่เหมือนพวกเสื้อแดง ต้องไปพูดบนหลังเขา แถวโบนันซ่า

ในเรื่องเกี่ยวกับการใช้สถาบันหากิน
เขาก็ทำตรง ๆ เลย ไม่ได้ทำแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ เหมือนบางคนหรือบางกลุ่ม

เช่น ในการทำเสื้อเหลืองจำหน่าย มีข้อความว่า เราจะสู้เพื่อในหลวง
เขาก็ทำดื้อ ๆ เลย ไม่หลบ ๆ ซ่อน ๆ จำหน่าย

ไม่เคยขออนุญาต

ได้เงินเท่าไหร่ เข้ากระเป๋า

สำหรับผมในเรื่องนี้ ผมไม่เดือดร้อน

ก็ในเมื่อหน่วยความมั่นคงยังไม่เดือดร้อน ผมจะไปเดือดร้อนทำไม ????

เมื่อ 3 ปีก่อน ผมเห็นเสื้อแดงและ นปก.
จะปลุกเสกจตุคาม รุ่น ๑ บาทปราบกบฏ
ยังต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไปทำพิธีบนเรือ

ไม่รู้กลัวอะไร

ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ผิดกฏหมายสักหน่อย

นั่น แอบ ๆ ปลุกเสกเลยนะ

http://rirs3.royin.go.th/word43/word-43-a0.asp

แอบ, แอบ ๆ กระทําโดยไม่ให้ผู้อื่นรู้เห็นโดยอาการต่าง ๆ เช่น แอบทำ; เข้าไปชิดเช่น รถพยาบาลมาให้รถอื่นแอบเข้าข้างทาง

. ว. อาการที่ยืน เดิน
หรือวางสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นต้นไม่ให้เกะกะหรือกีดขวางทาง เช่น เดิน
แอบข้างทาง วางของแอบ ๆ หน่อย

อ้าง ก. ระบุ, บ่งถึง, เช่น อ้างพยาน; กล่าวถึง, ชี้เป็นหลัก, เช่น อ้างบาลี;
ถือเอา เช่น อ้างสิทธิ. อ่านมาถึงตรงนี้ ice angel คนอ่านข่าวของเสริมวิเคราะห์ข่าว

เพิ่มเติม วิเคราะห์ข่าวจาก log in Loginmane เรื่อง

เสื้อแดงอย่าโง่ สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เคยแอบอ้างเกี่ยวกับสถาบัน จากเวปลิงค์

www.siamintelligence.com/sondhi-attack-kaosod/

อ่านข่าวตรงนี้เราจะเห็นว่าสนธิ ลิ้มทองกุล เขายังได้แปลคำสัมภาษณ์ของสมเด็จพระเทพ ที่พระองค์ท่านตรัสตอบคำสัมภาษณ์กับนักข่าว โดยนายสนธิ แปลแบบเข้าข้างตัวเองโจ่งครึ่ม เป็นข่าวครึกโครม เห็นแล้วใช่ไหมคะว่า สนธิ ลิ้มทองกุลเขาไม่ได้แอบอ้างสถาบัน จริงมะพ่อแม่พี่น้อง

ทรงเห็นด้วยหรือไม่กับบรรดากลุ่มผู้ชุมนุม พันธมิตรฯที่ได้อ้างว่าได้ทำในนามสถาบันฯ

The princess was asked at a press conference following her talk whether she agreed with protesters who say they are acting on behalf of the monarchy.

"I don''t think so," she replied. "They do things for themselves."

ซึ่งตรงนี้นายสนธิ ลิ้มทองกุลได้แปลบทสัมภาษณ์ของพระเทพดังนี้

…PAD acting on behalf of the monarchy คำถามคือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นได้ทำงาน โดยที่ถูกจัดตั้ง โดยสถาบันกษัตริย์ใช่หรือไม่ สมเด็จพระเทพฯ ก็ตอบว่า “I don’t think so” ไม่ใช่หรอก “They do it by themselves…for themselves” นัยยะก็หมายความว่า ใครๆก็ทำได้ ตราบใดถ้ายังมีสำนึก ในการรักพระเจ้าอยู่หัว ใช่ไม่ใช่

(ผู้ชุมนุมขานรับ และปรบมือ)

ไอ้คนแปลก็จงใจแปลผิด แล้วมากล่าวหาเรา จริงๆแล้ว มันไม่ใช่อย่างงั้น มันจงใจกลั่นแกล้งแล้วสร้างเรื่อง เอาล่ะ จะยังไงก็ตาม เรามาที่นี่ เรามาด้วยกัน เรามาด้วยน้ำใจอันเดียวกัน เรามาสู้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สู้จนกระทั่งถูกตำรวจฆาตกร มันฆ่าพวกเราบางคนไป และมันทำร้าย ทำลายพวกเรา แต่เราถอยไม่ถอย

(ผู้ชุมนุมร้อง ไม่ถอย)

ที่เราไม่ถอย เพราะเรารู้ว่าเราสู้ เพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สิ่งที่เราสู้นั้นมันยิ่งใหญ่กว่าชีวิตเรา นั่นคือเหตุผลที่เราไม่ถอยใช่ไหมพี่น้อง

(ผู้ชุมนุมขานรับ และปรบมือ)

เพราะฉะนั้น การมาของเรา มาด้วยจิตบริสุทธิ์ เราไม่เคยถูกสั่งให้มา ไม่เคยมีใครมาสนับสนุนเราทั้งสิ้น มีแต่ใจพวกเรา ที่ใจรักมั่นภักดี ต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ด้วยเหตุนี้ ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ความจริงย่อมปรากฎ ว่า 140 กว่าวันที่ผ่านมานี้ เป็น 140 กว่าวันที่มาสู้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และราชบัลลังก์ครับพ่อแม่พี่น้องครับ…

นอกจากนี้นายสนธิ ยังเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมยุติการซื้อหนังสือพิมพ์ มติชน, ข่าวสด และมติชนสุดสัปดาห์

แต่ถ้าใครสงสัยว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร สามารถอ่านเพิ่มเติม เรื่องที่เอพีสัมภาษณ์ พระเทพฯทรงตรัสตอบว่าอย่างไรสามารถอ่านได้ตามลิงค์นี้

thaienews.blogspot.com/2008/10/blog-post_3862.html

"I don''t think so" หลังนักข่าวถามพระองค์ว่าทรงเห็นด้วยหรือไม่กับบรรดากลุ่มผู้ชุมนุม พันธมิตรฯที่ได้อ้างว่าได้ทำในนามสถาบันฯ

คอนเสิร์ตเสื้อแดงที่โบนันซ่า คือ บทพิสูจน์ว่า คนเสื้อแดงเป็นคนชั้นกลางจำนวนมาก

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย



ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานคอนเสิร์ตของคนเสื้อแดงที่โบนันซ่า เขาใหญ่ ที่อำเภอปากช่อง โดยออกเดินทางตั้งแต่วันศุกร์ที่ 13 พศจิกายนครับ โดยไปกันก่อนล่วงหน้าสามคนคือ ผม คุณแมวอ้วนอ้วน และคุณแป๊ก 2007 เพื่อไปจับจองที่กางเต้นท์ เนื่องจาก เพื่อนๆ ของคุณ ICE ANGEL ผบ.ทบ. ของคุณแมวอ้วนอ้วน ที่เป็นพนักงานการบินไทย "รักคุณเท่าฟ้า" ประมาณสิบกว่าชีวิตจะตามไปในวันที่ 14 พ.ย. ก็เลยต้องส่งหน่วยลาดตระเวณ ที่ชำนาญป่าอย่างพวกผมไปก่อน

ครั้งแรก ผมไม่ได้มีความสนใจในการไปฟังดนตรีเท่าใดนัก (เพราะไม่ค่อยมีดนตรีการในดวงใจมากมายนัก แต่ก็ไม่ใช่คนชอบกลแต่อย่างใด) แต่เพื่อนๆ เขาให้เหตุผลว่า ไปกางเต้นท์ แค้มปิ้ง คุยกัน กลางแจ้ง นั่นเป็นสิ่งที่ผมชอบอยู่แล้ว เพราะผมชอบใช้ชีวิตแบบกลางแจ้ง Out Door มากกว่าไปเที่ยวนอนตามโรงแรม หรือรีสอร์ท หรือไปฟังคอนเสิร์ตอะไรอย่างนี้ แต่การไปกางเต้นท์ เพื่อคุยกันเรื่องการเมือง วิพาร์กกับเพื่อนๆ คอเดียวกัน เป็นสิ่งที่ผมชอบเป็นยิ่งนัก ยิ่งถ้าอากาศกำลังเย็นสบาย ก็เป็นสิ่งที่ดีเลิศเลยทีเดียว

ออกเดินทางตั้งแต่บ่ายโมงนะครับ ผมชอบขับไปตาม GPS ที่ตั้งพิกัดไว้ที่สนามกอล์ฟโบนันซ่า แต่พอไปถึงทางเข้า ก็มีป้ายชี้ทางบอกทางไปคอนเสิร์ตสามเกลอตลอด ไปถึงเป็นทางเข้าแคบๆ ที่ต้องขับรถเข้าไปอีกไม่ต่ำกว่า 5 กม. เข้าไปในบริเวณหุบเขา ที่มีภูเขาล้อมรอบทั้งสี่ด้าน เป็นชัยภูมิปิด พื้นที่ในหุบเขานี้ ผมคำนวณด้วย Google Earth ได้ไม่ต่ำกว่า 137,800 ตารางเมตร หรือประมาณ 86 ไร่ เป็นพื้นทื่ มีทางเข้าออกแค่สองทางเท่านั้น ทางที่ให้เข้า เป็นทางแคบๆ ดังนั้น คนที่เขาไป ไม่มีทางอื่นจะหลบเข้าไปได้ ต้องผ่านด่านตรวจทางเดียว และต้องลงไปซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตราคา 300 บาท เพื่อผ่านด่านเข้าไป ทางออกก็เป็นอีกด้านหนึ่งของหุบเขา เป็นทางเดียวเช่นกัน เขาจัดการจราจรให้เข้าทางหนึ่ง ออกอีกทางหนึ่ง หากจะเข้าทางด้านอื่นต้องปีนเขาเข้าไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ชัยภูมิแบบนี้ผมชอบมากเลยทีเดียว เคยไปเที่ยวที่ Lake District ในอังกฤษ ก็เจอชัยภูมิแบบนี้ แต่ที่นั้นมีหมอกลง มีบ้านอยู่ท้ายหุบเขา มีทางเข้าแค่ทางเดียว เป็นชัยภูมิที่ สวยงามมากทีเดียว

คีนวันที่ 13 พ.ย. ก็มีคนไปจำนวนมากแล้วครับ เจอเพื่อนๆ ที่เว็บ www.khonthaiuk.com และน้องๆ ที่เป็นกลุ่ม พยาบาล FARED ไปล่วงหน้าด้วยเช่นกัน พวกผมเลือกชัยภูมิกางเต้น ห่างจากเวที 321 เมตร (วัดจากกรูเกิลเอิร์ท ย่อมเป็นตัวเลขที่แน่นอน) ไกลพอสมควรครับ เพื่อจะได้คุยกันให้สะดวกหน่อย แต่ก็คิดผิด เพราะระบบเครื่องเสียงเขาดีมาก ดังตลอดทั้งหุบเขา ไม่มีที่เงียบๆ เลย มองจากบริเวณเต้นท์ของผมลงไปที่เวที เต้นท์พวกผมอยู่บนเนิน ก็เห็นอย่างชัดเจนครับ แม้จะไกล

ที่เขาใหญ่น้ำค้างแรงมาก ผมไปเที่ยวเขาใหญ่ บ่อยๆ รู้เรื่องนี้ดี ก็เลยเตรียม Fly Sheet สำหรับกางเป็นกระโจมด้านหน้าเต้นท์ เพื่อเอาไว้เป็นที่สังสรรค์ จะได้ไม่โดนน้ำค้าง แต่ก็สงสารกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ได้ชำนาญการใช้ชีวิตกลางแจ้งอย่างกลุ่มผม ส่วนใหญ่จะเอาเต้นท์ไปกันอย่างเดียว ไม่มีกระโจมคุยกันนอกเต้นท์ ทำให้ต้องตากน้ำค้าง คุยกัน บางเต้นท์ก็ใช้เต้นท์แบบโปร่งใส่ กันยุงได้อย่างเดียว แต่กันน้ำค้างไม่ได้ แต่ที่โบนันซ่า ไม่มียุง หรือแมลง เต้นท์แบบนี้ไม่น่าจะใช้การได้แต่อย่างใด กับการใช้ชีวิตกลางแจ้ง

กลางคืนวันที่ 13 พย. ก็มีการซ้อมการแสดงครับ มีการร้องเพลงกันทั้งคืน แค่วันแรก คนก็ไปหลายพันแล้วครับ ที่หน้าเวที มีคนไปกางเต้นท์จำนวนมาก ก็ร้องรำทำเพลงกันจนดึกครับ



ปัญหาเรื่องน้ำ ก็เป็นปัญหาใหญ่ครับ ตื่นมาแต่เช้าไม่มีน้ำ เพราะคนเยอะ เขาเอาน้ำมาส่งไม่ทัน และรถต่างๆ ก็จอดขวางทางเดินรถส่งน้ำ ทำให้ผมต้องขับรถออกไปเข้าห้องน้ำที่ปั้มปากทางเข้า ใกล้ๆ ปากช่อง ขับรถกลับเข้าไป อีกที ปรากฎว่ามีรถมาจำนวนมากแล้ว

วันที่สองซึ่งเป็นวันจัดคอนเสิร์ต แดดร้อนมาก แต่คนก็ทะยอยมากันเต็มหุบเขาครับ พื้นที่หน้าเวทีคอนสิร์ต ซึ่งมีประมาณ 86,393 ตร.ม. (54 ไร่) ที่เขาไม่ให้กางเต้นท์ คนแน่นตลอดครับ ผมคำนวณคน โดยใช้พื้นที่ คิดแค่ 1 คนต่อตารางเมตร ก็น่าจะมีคนไม่ต่ำกว่า 80,000-100,000 คน หรือ แต่คนยู่รอบๆ บริเวณเหนือขึ้นไปที่เขาให้กางเต้นท์ด้วย น่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 คนครับ เห็น People Chanel เขาประกาศว่า ขายบัตรได้ประมาณ 50,000 ใบ แต่หลังจากประมาณหัวค่ำ เขาเปิดให้เข้าฟรี เพราะตรวจบัตรไม่ไหว เนื่องจากทำให้รถติดมาก เห็นมีคนบอกว่ารถติดประมาณ 15 กิโลเมตร ผมไม่สงสัยเลย เพราะทางเข้ามีทางเดียวแคบๆ และเมื่อรอซื้อบัตรเข้าชม รอตรวจบัตร ยิ่งทำให้รถติด คนจำนวนมากลงเดินมาตั้งแต่ประมาณ 5 กม. จากหุบเขาที่จัดงาน ทางกลุ่มสามเกลอ เขาเห็นว่า เก็บเงินค่าบัตรเข้าชมได้น่าจะเกินเป้าแล้ว เขาเลยปล่อยให้เข้าฟรี เพื่อคนจะได้เข้าไปได้


คอนเสิร์ตครั้งนี้ คนจนรากหญ้าคงไปได้ยากครับ เพราะค่าผ่านประตูก็ 300 บาทแล้ว ค่ากินค่าเดินทางต่างๆ และเต้นท์ต่างๆ ที่คนจนไม่น่าจะมี (เพราะไม่ใช่รสนิยมที่คนรากหญ้าจะซื้อเต้นท์ เป็นวัฒนธรรมของคนชั้นกลาง) รวมทั้งรถยนต์ รถ SUV ต่างๆ ที่ไปในงานคอนเสิร์ต ผมจึงสรุปแบบฟันธงได้เลยว่า คอนเสิร์ตครั้งนี้ เป็นบทพิสูจน์ได้อย่างดีเลยว่า "คนเสื้อแดงนั้นเป็นคนชั้นกลาง" จำนวนมาก อย่างน้อยงานคอนเสิร์ตครั้งนี้ก็ไม่ฟรี เขาเก็บเงิน มีคนเข้าชมกว่า 100,000 คน (ที่ติดอยุ่ข้างนอกเข้าไม่ได้มีคนบอกว่าเยอะ) ย่อมเป็นข้อพิสูจน์อย่างดี

ผมเองทราบตั้งนานแล้วว่า แดง Left Wing หรือปีกซ้าย ทั้งโซเชียลลิสต์ และ ลิเบอรัล นั้นมีจำนวนมาก คนชั้นกลางที่สนับสนุนอำมาตยาธิปไตย นั้นมีแต่พวกคนชั้นกลาง Conservative เท่านั้นครับ อุดมการณ์ทางการเมือง ของคนชั้นกลางไม่ได้มีแต่ "หัวอนุรักษ์นิยม" เท่านั้น แต่เป็นพวก เสรีนิยม พวกสังคมนิยม ก็มีจำนวนมากเช่นกัน การ "ตู่เอาง่ายๆ " แบบ พธม. ชอบพูดว่า ม็อบ พธม. มีแต่คนมีการศึกษา นั้นผิด เพราะที่จริงคน ที่สนับสนุน พธม. นั้น เป็นพวกคนชั้นกลาง "หัวอนุรักษ์นิยม" ต่างหาก ไม่ใช่คนชั้นกลางทั้งหมด



คนเสื้อแดงแท้ที่จริงแล้วประกอบด้วยคนสองกลุ่มคือ คนชั้นกลางเสรีนิยม+สังคมนิยม และคนรากหญ้า (สู้เพื่อปากท้อง) คนชั้นกลางนั้น เนื่องจากเรื่องปากท้องนั้น สามารถช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว การต่อสู้ทางการเมือง มักจะเป็นในด้านอุดมการณ์มากกว่า คนชั้นกลางหัวก้าวหน้า (เสรีนิยม โซเชียลลิสต์) จะต่อต้าน "ลัทธิอำมาตยาธิปไตยศักดินา สนับสนุนประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ต่อต้านระบบสองมาตรฐาน และความไม่เป็นธรรมต่างๆ

ผมได้คุยกับพี่คนหนึ่ง ที่บอกตัวชัดเจนว่าเป็นโซเชียลลิสต์ ผมตั้งคำถามกันว่า "เกิดเหตุการณ์แดงเต็มหุบเขา" ที่โบนันซ่านี่ได้อย่างไร ใครทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาได้ในการเมืองไทย" คนต้องเดินทางด้วยรถยนต์กว่า เกือบ 200 กม. จากเมืองหลวง มาร่วมกิจกรรมการเมือง ในหุบเขากลางป่าใหญ่ กว่า 100,000 คน ใครจุดไฟสงครามทางการเมืองนี้ขึ้นมา

ผมได้ข้อสรุปกันว่า การต่อสู้ทางการเมือง เพื่อประชาธิปไตยนั้น เริ่มกันมาตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 แล้ว แต่การขยายตัวนั้นเป็นแบบช้าๆ ไม่ได้ด่วนเกิดขึ้น สังคมใช้เวลาพัฒนาการ มาถึงวันนี้ อุดมการณ์ประชาธิปไตยที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ยุคนั้น ค่อยๆ ขยายตัวขึ้น และถูกจุดประกายในรัฐประหาร 2549 จนตอนนี้ขยายตัวออกไปอย่างมโหราฬเต็มประเทศแล้ว

เมื่อเรามองอย่างวิวัฒนาการ อย่างที่ผมอ่านหนังสือ The Eve of French Revolution การเกิดการปฎิวัติใหญ่ของฝรั่งเศส นั้นไม่ได้เกิดขึ้นแบบปุบปับ ในปี 1789 แต่สังคมมีความขัดแย้งกันก่อนหน้านั้นไม่ต่ำกว่า 30-40 ปี ความไม่เท่าเทียมกัน อภิสิทธิ์ชน Palace Circle ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ที่มีแต่เครือข่ายของคนชั้นสูงรวบอำนาจ สร้างความไม่เป็นธรรม ระบบทหารที่มีแต่เส้นสาย ระบบยุติธรรมที่เหลวแหลก และสังคมเริ่มเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ต่างก็เป็น "ชนวน" อย่างสำคัญทำให้เกิดการปฎิวัติใหญ่ฝรั่งเศสทั้งสิ้น

ประเทศไทย กำลังเดินเข้าไปสู่จุดนั้น จุดสิ้นสุดของระบอบอำมาตยาธิปไตย แบบปี 1789 ของฝรั่งเศส

ไม่มีอะไรหยุดยั้ง พัฒนาการของสังคมได้ รัฐประหารปี 2549 จุดชนวนมันขึ้นมาเอง

ไฟตาสว่างที่ลามทุ่งเช่นนี้ ไม่มีอำนาจใดที่จะดับมันไปได้ เรากำลังอยู่ในช่วงท้ายๆ ของ

The Eve of Thai Revolution

เมื่อถึง "วันโกน" แล้ว อย่างไร ก็ต้องถึง "วันพระ" วันยังค่ำ

คำต่อคำ สองพยานแฉ “สุเทพ” จ้างให้การเท็จ ยุบไทยรักไทย

ที่มา Thai E-News

ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
17 พฤศจิกายน 2552

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย และอดีตรองผู้อำนวยการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ได้นำนายสุขสันต์ ไชยเทศ อดีตผู้อำนวยการพรรคพัฒนาชาติไทย และนายชวการ โตสวัสดิ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพัฒนาชาติไทย ซึ่งเป็นพยานปากเอกคดียุบพรรคไทยรักไทย ร่วมแถลงข่าวถึงเบื้องหลังการยุบพรรคไทยรักไทย โดยยอมรับว่าได้ให้การเท็จในคดีดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้

------ พล.อ.พัลลภ :
ต้องขอบคุณสื่อมวลชนที่มาตามคำเชิญเพื่อให้สังคมได้รับรู้ข้อเท็จจริง เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับคนพรรคไทยรักไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีกลาโหม โดยสองพยานปากเอกที่จะนำมาชี้แจงในวันนี้ ทั้งสองคนได้ให้การเท็จต่อศาล จนนำมาสู่การยุบพรรคไทยรักไทย

แต่วันนี้เขาทั้งสองได้สำนึกผิด จึงได้มาพบเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ แม้ว่าตัวเองจะติดคุกโดยการเป็นพยานเท็จ หรือแม้จะตายเขาก็ยอม สองคนนี้คือ นายสุขสันต์ ไชยเทพ ผู้อำนวยการพรรคพัฒนาชาติไทย และนายชวการ โตสวัสดิ์ ผู้สมัครแบบเขต พรรคพัฒนาชาติไทย

------ นายสุขสันต์ :
ผมทั้งสองคนสำนึกผิด อยากกราบขอโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 ท่าน และรวมถึงสมาชิกพรรคไทยรักไทยทุกคน

ตามที่ผมและนายชวการ ได้ให้การต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นพยานให้กับอัยการสูงสุด (อสส.) และให้การกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จนเป็นเหตุให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยนั้น ผมขอเรียนว่า ผมและนายชวการ ถูกจ้างวานให้การเท็จ ถูกจ้างวานให้เป็นตัวละคร โดยผู้จ้างวาน คือ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งรายละเอียดผมจะขอเปิดเผยให้ทราบโดยทั่วกันดังนี้

เริ่มตั้งแต่เมื่อเช้าวันที่ 4 มีนาคม 49 มีคนซึ่งผมรู้จักดี มาพบผมที่โรงแรมกานต์มณี โดยบอกว่า ถ้าอยากได้เงินสนับสนุนการเลือกตั้งให้พาหัวหน้าพรรคพัฒนาชาติไทย หัวหน้าพรรคเล็ก 2-3 พรรคไปพบนายสุเทพ ซึ่งในขณะนั้น ผมกับพวก กำลังจัดทำเอกสารให้กับผู้สมัครเขตวันสุดท้ายในการสมัคร คือวันที่ 8 มีนาคม 49

ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 49 หลังจากส่งผู้สมัครเรียบร้อยแล้ว ผมกับคุณชวการ ก็ได้เข้าไปพบกับคุณสุเทพที่พรรคประชาธิปัตย์ ตามที่นัดหมายกันไว้ ประมาณสี่ทุ่มกว่า โดยคนนำเข้าไปพบ ก็เป็นคนเดิมที่ติดต่อกับผมที่โรงแรมกานต์มณี

เมื่อพบกัน คุณสุเทพขอร้องขอความร่วมมือ ให้ผมช่วยทำงานร่วมกัน โดยเป้าหมายอยู่ที่การยุบพรรคไทยรักไทยเป็นหลัก แนวทางการทำงานนั้น

1.ให้ร่วมแถลงข่าวว่า พรรคไทยรักไทย จ้างวานให้ส่งผู้สมัคร เหมือนกับพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ที่คุณสุเทพได้นำแถลงข่าวไปก่อนหน้านี้ในวันที่ 8 มีนาคม 49
2.ให้ยืนยันต่อ กกต. อสส. และคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่า พรรคไทยรักไทยเป็นผู้จ้างวานพวกผม ส่งผู้สมัครลงสมัคร

โดยมีเงื่อนไขในการทำงานและข้อตกลงในสัญญาคือ

1.คุณสุเทพจะดูแลความปลอดภัยให้ผมและครอบครัว
2.จะช่วยเหลือในทางคดีไม่ให้ได้รับโทษใดๆทั้งสิ้น
3.จะให้เงินค่าจ้างคนละ 15 ล้านบาท เป็นเรื่องจริง และ
4.ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่จะส่งสมัคร ส.ส. ให้ได้เป็น ส.ส. หรือถ้าหากพรรคได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล ก็จะได้รับตำแหน่งทางการเมือง เหมือนกับคำให้การที่ คุณธติมา ภาวลี ได้ให้การไว้กับตุลาการรัฐธรรมนูญในการให้การในครั้งนั้น และถ้าหากไม่ให้ความร่วมมือ หรือเข้าทำงานร่วม พวกผมจะถูกดำเนินคดีอาญา เรื่องของการปลอมแปลงเอกสาร และการแก้ไขข้อมูลของ กกต. และพรรคประชาธิปัตย์ได้ให้คนไปแจ้งความไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เรื่องการแก้ไขข้อมูล ผมเรียนให้สื่อได้ทราบว่า พรรคของพวกผม ได้มีการแก้ไขตั้งแต่ปี 48 ที่มีการเลือกตั้ง ผมแก้ไขให้คุณทนง ศิริปรีชาพงษ์ กับคุณสุทีป นาแก เขต 4 ก็ส่งลงสมัคร ตอนนั้นผมกับคุณชวการไม่มีทางเลือกในขณะนั้น เพราะเข้าไปอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ คุยกันถึงตี 2 จึงยินยอมด้วยความจำเป็น และได้ต่อรองกับคุณบุญทวีศักดิ์ อมรสินธุ์ หัวหน้าพรรค ก่อน แต่คุณสุเทพบอกว่า ไม่ต้อง ผมไปด้วย ไปคืนนี้เลย คุณสุเทพให้เหตุผลว่า ผมกับคุณชวการไปพูด เขาไม่เชื่อหรอก ต้องให้ผมไปพูดเอง จึงนั่งรถโฟล์คตู้สีดำ เลขทะเบียนหมายเลข 7 กรุงเทพฯ

เมื่อถึงบ้านคุณบุญทวีศักดิ์ ก็เป็นเวลาตี 2 ของวันที่ 16 มีนาคม 49 คุยกันอยู่ถึงตี 4 ผมจึงเชิญคุณบุญทวีศักดิ์ไปคุยกับคุณสุเทพในรถตู้ และผมกับคุณชวการก็อยู่ด้วย ในระหว่างการพูดคุยนั้น คุณสุเทพได้บอกคุณบุญทวีศักดิ์ว่า คุณสุขสันต์และคุณชวการได้รับปากทำงานร่วมกันกับคุณสุเทพไปแล้ว โดยข้อตกลงเงื่อนไขที่ผมได้เรียนไปแล้วว่า หากคุณบุญทวีศักดิ์ร่วมทำงานผม (สุเทพ) ก็จะยินยอมจ่ายเงินให้ 15 ล้านบาท ตามที่คุณบุญทวีศักดิ์ได้ให้การกับทาง กกต. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว

แต่คุณบุญทวีศักดิ์ได้บอกคุณสุเทพว่า เอาไว้คิดดูก่อน พรุ่งนี้เช้าจะให้คำตอบ หลังจากนั้น ไม่สามารถติดต่อคุณบุญทวีศักดิ์ได้เลย จนถึงวันที่ 18 มีนาคม 49 คุณสุเทพได้ให้ผมและคุณชวการไปพบด่วน ที่พรรคประชาธิปัตย์ และให้ไปรับเงินล่วงหน้าก่อนคนละ 1 ล้านบาท และรีบจัดให้มีการแถลงข่าวใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ว่า พล.อ.ธรรมรักษ์เป็นคนจ้าง ในวันนั้นเลย

หลังจากแถลงข่าวเสร็จ คุณสุเทพให้คนมารับผมและคุณชวการ เดินทางไปสุราษฎร์ธานี และทีนี้ในระหว่างพักอยู่ที่สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต ผมกับคุณชวการอยู่ในความควบคุมของนายสุเทพโดยตลอด แม้กระทั่งการไปให้การกับ กกต. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีคนควบคุมไปตลอด ขณะนั้น ผมและคุณชวการไม่สามารถให้การเป็นอย่างอื่นได้

การที่ผมกับคุณชวการ มาเปิดเผยความจริงทั้งหมดในวันนี้ คุณสุเทพไม่ได้ดำเนินการตามสัญญาที่ให้ไว้กับพวกผม เรื่องเงิน เรื่องตำแหน่งทางการเมือง เรื่องเป็น ส.ส. ไม่ได้ไม่เป็นไร แต่พวกผมต้องมาโดนคดี ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติและส่งศาลฎีกา และวันที่ 14 พฤศจิกายน 52 นี้ จะส่งศาลอาญาร่วมกับ พล.อ.ธรรมรักษ์

ซึ่งแสดงว่า พวกผมถูกหลอกใช้งาน ให้เป็นเครื่องมือ ซึ่งคนเราศักดิ์ศรียอมกันไม่ได้ เมื่อมาโกหกกัน พวกผมต้องอยู่ลำบากแบบหลบๆซ่อนๆ ติดต่อไม่ได้เลย

------ นายชวการ :
ประเด็นหลักๆ คือ การลงเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 49 นั้น ทางพรรคพัฒนาชาติไทย ได้ดำเนินการตามแนวทางของพรรค เพราะเราเห็นเป็นโอกาส เมื่อพรรคฝ่ายค้านบอยคอต เมื่อสังคมไม่เอาพรรคไทยรักไทย โอกาสน่าจะตกอยู่กับพรรคเล็ก และก็เห็นได้ว่า พรรคคนปลดหนี้ได้ ส.ส. ในภาคใต้ ทั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นในการส่งผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทยเลย

ประการที่ 2 เป็นความจริง ที่คุณสุขสันต์ได้พูดว่า คนของผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ ได้ติดต่อพร้อมเสนอตัวเลขค่าใช้จ่าย 7 หลักในวันที่ 4 มีนาคม 49 ซึ่งวันนั้น เรากำลังยุ่งอยู่กับการจัดตัว เราก็เลยขอผัดผ่อน

และเป็นความจริงเช่นเดียวกัน ที่เราได้รับการติดต่ออีกครั้ง พร้อมกับนำข่าวภายใต้การนัดหมายของผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ ในคืนวันที่ 15 มีนาคม 49 เพื่อเข้าไปพบคุณสุเทพที่พรรคประชาธิปัตย์

ที่เราเข้าไป เพราะเราคิดว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนภายใต้หลักการของการเลือกตั้งโดยปรกติ แต่เมื่อเข้าไปและพบข้อเท็จจริงว่า เป้าหมายที่แท้จริง คือการยุบพรรคไทยรักไทยให้ได้ โดยคาดหวังว่า เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบเลือกตั้งใหม่ พรรคประชาธิปัตย์จะมีโอกาสกลับเข้ามาเป็นรัฐบาล

เพราะฉะนั้นในคืนวันที่ 15 มีนาคม 49 ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับพวก ได้มีการวางแผนกำหนดเป้าหมาย และยื่นข้อเสนอจริงตามที่คุณสุขสันต์แจ้งให้ทราบแล้ว และยังไม่พอ ยังเดินทางไปพบกับหัวหน้าพรรคจริง เสนอค่าตอบแทนให้จริงด้วย ตัวของคุณสุเทพจริง ทั้งผมและคุณสุขสันต์ รวมทั้งคนของพรรคประชาธิปัตย์บางท่านรับรู้ด้วยตลอดเวลา

ในส่วนของผมนั้น ขอเรียนว่า ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชื่อมโยง ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 49 โดยกล่าวว่า ผมได้ร่วมวางแผนกับ พล.อ.ธรรมรักษ์ เรื่องการตัดต่อพันธุกรรมนั้น ขอเรียนว่า ไม่เป็นความจริง ผมไม่เคยวางแผนร่วมกับ พล.อ.ธรรมรักษ์ ไม่เคยพบกับ พล.อ.ธรรมรักษ์ ไม่เคยเหยียบเข้าไปภายในพรรคไทยรักไทย ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ในคืนวันที่ 2 มีนาคม 49 เลย

ส่วนภาพวงจรปิดที่คุณสุเทพนำมาให้ผมดู ในเวลาที่ถูกควบคุมตัวที่ภูเก็ตนั้น เป็นภาพที่ผมไปปรากฏตัวจริง แต่ไปเพราะติดรถไปกับเพื่อนที่ชื่อทวี สุวรรณภัทร ซึ่งเป็นนักข่าว เข้าไปทำธุระส่วนตัวในกระทรวงกลาโหมเท่านั้น

ในวันนั้น ผมไม่ได้พบกับ พล.อ.ธรรมรักษ์ ผมไม่เคยรู้จักกับท่าน นอกจากผ่านสื่อ และที่สำคัญ คือไม่มีการรับเงินใดๆ จาก พล.อ.ธรรมรักษ์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 49 เพื่อไปใช้ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง

วันที่ 3 มีนาคม ถ้าไปตรวจสอบจะพบว่า วันนั้นเป็นการสมัครปาร์ตี้ลิสต์ พรรคพัฒนาชาติไทยส่งผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการ ไม่จำเป็นต้องมีการแก้ไข และเงินค่าใช้จ่ายในการสมัครปาร์ตี้ลิสต์ มันไม่มาก และเป็นเงินที่เรารวบรวมกันเอง
เพราะฉะนั้นภาพที่นำมาใช้ จึงเรียกว่า การตัดต่อข้อเท็จจริง เพื่อนำไปสู่การยุบพรรคไทยรักไทย

นี่คือความจริงที่สังคมจะต้องรับรู้ และที่สำคัญ หลังยุบพรรคไทยรักไทยแล้ว ผมเองอยู่อย่างลำบาก ไม่ได้รับการดูแลเหลียวแล ตอนที่จะให้เราร่วมมือ เขาก็บอกว่า ทำเพื่อชาติเถอะ แม้สังคมจะเข้าใจผิดเราก็ต้องเสียสละเพื่อชาติ เพื่อให้วิกฤตมันจบ แต่ในความเป็นจริง เป็นการแก้ไขวิกฤตด้วยวิธีที่สกปรก บิดเบือนใส่ความ ให้การเท็จ เสริมแต่งข้อเท็จจริง จนนำไปสู่กระบวนการที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมเบี่ยงเบนนั้น ผมเห็นว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

สุดท้าย เมื่อเราขอให้ช่วยดูแลเรื่องคดีความ ที่เราถูกกล่าวหาจาก ป.ป.ช. เรากำลังถูกฟ้องคดีอาญา คนที่เคยบอกว่าช่วยชาติ กำลังจะติดคุก เพราะการช่วยชาติที่เกิดจากการไม่เอาใจใส่ดูแล ผมจำเป็นต้องออกมาบอกความจริงทั้งหมด ให้สังคมได้รับรู้ว่า กระบวนการที่เกิดขึ้น ตั้งแต่มีนาคม 49 จนสะสมเป็นวิกฤตขณะนี้ เกิดจากกระบวนการที่ไร้จริยธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้มีอำนาจทางการเมืองในปัจจุบัน ภายใต้แผนสมรู้ร่วมคิดกับนักการเมืองอีสานบางคน และทหารบางกลุ่ม เพื่อทำให้พรรคไทยรักไทยถูกยุบ

เพราะครั้งนั้น เขาบอกแต่เพียงว่า ยุบพรรค กรรมการไม่ตัดสิทธิ แล้วเราก็มาลงเลือกตั้งกันใหม่ เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่ผลที่เกิดมันไม่ใช่ ผมและคุณสุขสันต์ สำนึกเสียใจตลอดเวลา นี่คือทฤษฎีเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล เสร็จภารกิจเอามันไปไว้ไกลๆ อย่าให้มันเข้ามาใกล้ แล้วปล่อยมันให้ติดคุกซะ

ผมยังไม่ทราบว่า การที่ผมมาเปิดเผย จะถูกคนของพรรคประชาธิปัตย์ฟ้องอีกกี่สิบคดี ผมยอมครับ ผมรู้ว่าผมมีส่วนผิด ผมจะพึ่งกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ถูกเบี่ยงเบน และฝากประชาชนว่า วันหนึ่ง หากผมไม่สามารถประกันตัวได้ เพราะการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในขั้นตอนใดก็ตาม หากผมต้องถูกกระทืบตายในคุก ผมมีศัตรูอยู่แค่กลุ่มเดียว คือผู้ที่มีอำนาจรัฐในปัจจุบัน

ที่จำเป็นต้องมาเปิดเผยครั้งนี้ แม้รู้ว่าเสี่ยง แม้รู้ว่าเป็นอันตราย แม้รู้ว่าต้องเป็นศัตรู แต่ต้องการให้สังคมและประชาชนรู้ว่า แท้ที่จริงใครกันแน่ เป็นตัวการ และใครคือผู้ที่ต้องรับผลจากการกระทำที่ฉ้อฉล บิดเบือนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ท้ายที่สุด ผมขอกราบขอโทษต่ออดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยทุกคนที่การกระทำของผมทำให้ท่านต้องได้รับผลกระทบ และขอเรียกร้องว่า อดีตสมาชิกไทยรักไทยทั้งหมด ควรออกมาเรียกร้องทวงสิทธิความเป็นธรรม ความชอบธรรมคืนจากระบบที่ถูกบิดเบือน

18 พย.52 เชิญร่วมเป็นกำลังใจ แกนนำ นปช.ฟ้องกลับคดีหน้าบ้านป๋า

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ Nocar Nonations
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
17 พฤศจิกายน 2552


ด่วนที่สุด!!!

วันพุธ (พรุ่งนี้) 18 พ.ย. 2552 เวลา 10.00 น.


แกนนำ นปช.นำโดย พอ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย

จะเดินทางไปที่ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ เพื่อยื่นฟ้องกลับในคดีการชุมนุมหน้าบ้าน 4 เสา

ขอเรียนเชิญพี่น้อง ร่วมเป็นกำลังใจให้บรรดาขุนพลแกนนำ นปช.ทุกท่านโดยพร้อมเพรียง

ฝากแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์โดยทั่วกัน

12 เรื่องที่อยากให้นายกทักษิณฯ ทำเมื่อกลับมา

ที่มา Thai E-News


โดย Pegasus
17 พฤศจิกายน 2552

หวังว่าการที่ประชาชนเรือนแสน เรือนล้านที่จะออกมาแสดงพลังอย่างสงบ สันตินี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมของไทยได้ แม้ว่าจะเป็นความหวังที่ริบหรี่สุดประมาณ

และก็หวังว่าหากมีการเจรจากันด้วยดี โดยระบอบอำมาตย์เผด็จการยอมกลับเข้าที่เข้าทาง และยกเลิกองค์กรเผด็จการของตนเสีย เปิดโอกาสให้ประชาชนบริหารประเทศตามที่ต้องการโดยไม่มี ปืน กฎหมาย สื่อ คอยหาทางกำจัดศัตรูทางการเมืองอีกต่อไป ท่านนายกทักษิณฯก็คงจะกลับมาทำงานให้กับประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และประชาชนได้ต่อไป

เมื่อมีความหวังเช่นนี้ ก็ขอเสนอสิ่งที่อยากให้ท่านนายกทักษิณทำเมื่อกลับมา ดังนี้

1. แก้ไขรัฐธรรมนูญให้กลับไปใช้ รัฐธรรมนูญปี 40 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อกำจัดอำนาจของอำมาตย์

2. แก้ไขอำนาจอธิปไตยของประชาชน โดยกำหนดให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แทนการกำหนดไว้ในปัจจุบันว่า อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย ซึ่งเท่ากับให้ประชาชนไทยสนใจแต่การไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเท่านั้น ไม่รู้จักการรักษาอำนาจอธิปไตยของตนเอง

3. เมื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนแล้ว หากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นให้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ประชาชนสามารถใช้อาวุธต่อต้านฝ่ายรัฐประหารเพื่อรักษาอำนาจอธิปไตยของตนไว้โดยไม่ผิดกฎหมาย

4. กำจัดอำนาจของอำมาตย์ โดยแก้ไขรัฐธรรมนูญยกเลิกองค์กร องคมนตรีและให้นำธรรมนูญการปกครองประเทศสยาม 2475 มาปรับใช้ให้เหมือนกับของต่างประเทศ

แต่ถ้าหากยังมีข้อรังเกียจว่าเป็นความคิดของคณะราษฎร ก็ขอให้นำรัฐธรรมนูญของประเทศสวีเดน หรือ ญี่ปุ่นมาใช้ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพระราชอำนาจกับฝ่ายประชาชน ตุลาการกับฝ่ายประชาชน และการให้มีระบบสภาเดียว หรือหากจะมีวุฒิสภาก็ให้มาจากกลุ่มอาชีพด้วยการเลือกตั้ง แล้วใช้การออกกฎหมายคู่แบบสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิ เสรีภาพ ของประชาชนไม่ให้ถูกครอบงำได้โดยง่าย และมีการถ่วงดุลระหว่างอำนาจอธิปไตยในรูปแบบของญี่ปุ่น

5. แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยนำคำพิพากษาของศาลฏีกาที่ตีความว่าการยึดอำนาจได้แล้วนั้นนับเป็นองค์รัฐาธิปัตย์ มาดูแล้วบัญญัติห้ามการตีความนั้น โดยระบุว่า การกระทำนั้นไม่ใช่องค์รัฐาธิปัตย์ เพียงเท่านี้ประชาชน ก็สามารถฟ้องศาลได้หากมีการยึดอำนาจเกิดขึ้นและจะเป็นกบฏได้เพียงสถานเดียว

6. นำโครงการต่างๆที่ฝ่ายอำมาตย์รังเกียจได้แก่ โอทอป กองทุนหมู่บ้าน 30บาท ทุนการศึกษา และการพัฒนาตนเองแบบอาจสามารถโมเดล กลับมาใช้ใหม่เพื่อกระตุ้นการลงทุนและการสร้างงานในประเทศ กระจายทุนให้ประชาชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต

7. ทำลายระบบทุนผูกขาดที่ให้เงินกู้นอกระบบ โดยสร้างความร่วมมือกับเถ้าแก่เจ้าของปุ๋ย ยา และส่งเสริมให้ใช้ ปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมีโดยเร่งด่วนก่อนที่จะสายเกินไป

8. ทำโครงการดึงน้ำจากแม่น้ำโขงเข้าสู่พื้นที่ภาคอีสานโดยเร่งด่วน เพื่อสร้างโอกาสและทุนให้กับประชากรและพื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศไทยก่อนโครงการอื่นๆในเมืองหลวง หากทำได้เร็วเท่าไร รายได้ต่อหัวของประชากรไทยจะกระโดดขึ้นไปหายเท่าตัวเพราะทำการเกษตรโดยไม่ต้องพึ่งฟ้าฝนอีกต่อไป ด้วยกลายเป็นระบบชลประทานไปตลอดทั้งภาค นอกจากนั้น ศึกษาการดึงน้ำเข้าในภาคเหนือไปด้วยพร้อมกันเพื่อหาทางดึงน้ำเข้าสู่พื้นที่ด้วย

9. สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เพื่อเป็นการตอบสนองต่อพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใยพี่น้องประชาชนในลุ่มน้ำยม มาเป็นระยะเวลานานแล้ว โดยไม่ต้องสนใจต่อเสียงของเหล่า เอ็นจีโอ เนื่องจากในเวลาที่ประเทศเป็นเผด็จการ เหล่าเอ็นจีโอไม่เคยได้ออกมาช่วยเหลือประชาชนเลย

สมควรที่จะตัดเงินสนับสนุนภายในประเทศต่อเอ็นจีโอในทุกกลุ่มให้หมดสิ้น แต่ไม่ปิดกั้นหากจะไปขอเงินสนับสนุนจากต่างประเทศ แต่ต้องติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดว่าจะรับงานมาเพื่อหยุดยั้งความเจริญของประเทศไทยหรือไม่

10. เร่งสร้างโครงการท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ที่ จังหวัดกระบี่แล้วสร้างทางรถไฟความเร็วสูงรางคู่เชื่อมเข้าชุมทางทุ่งสงจากนั้นวิ่งขึ้นตรงไปยังจังหวัดหนองคายผ่านลาวไปจีน และแยกเข้ามุกดาหาร ออกเวียดนามไปญี่ปุ่น โดยเชิญให้บริษัทของจีน ญี่ปุ่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการลงทุน ประเทศไทยเก็บค่าผ่านทางและบริหารท่าเรือกับทางรถไฟ

เพียงเท่านี้ ก็จะทำให้การรถไฟและการท่าเรือที่เป็นรัฐวิสาหกิจมีกำไร และเงินจะเข้าประเทศเทียบเท่ากับประเทศสิงคโปร์ หรือมากกว่า เพราะการขนส่งจะรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วยย่นระยะเวลาทางเรืออย่างน้อย 14 วัน ค่าขนส่งทางรางก็ถูกกว่าทางเรือหลายเท่า

ไม่ต้องสร้างแลนด์บริดจ์ที่เป็นปัญหาความมั่นคง และค่าใช้จ่ายการเดินเรือที่ต้องใช้ทั้งสองฝั่งไม่คุ้มค่า เทียบกับการยอมอ้อมแหลมมลายู

นอกจากนั้น ให้ทำรถไฟรางคู่เสริมไปภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้ตอนล่าง ขนานไปกับทางรถไฟเดิม โดยหยุดแวะเฉพาะเมืองใหญ่ หากจะต่อไปเมืองอื่นๆให้ใช้ทางรถไฟเดิม ก็จะได้ประโยชน์ทั้งสองระบบ การเดินทางโดยระบบรางจะมากยิ่งขึ้นหลายเท่าตัว นักท่องเที่ยวจากจีน เวียดนาม มาเลเซีย จะเข้ามาไทยได้ง่าย

ต่อไปนักท่องเที่ยวจากยุโรปจะเดินทางผ่านธิเบตเข้าจีนและมาต่อในไทยได้ในราคาถูก คนไทยสามารถไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน จีน และยุโรปในราคาถูกได้เช่นกัน ทั้งผู้ที่เดินทางมาภาคใต้อาจเดินทางโดยเครื่องบินกลับจากกระบี่ได้โดยตรงอีกด้วย

11. ผนึกไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นหนึ่งเดียว ด้วยระบบบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดให้ประชาชนไปมาโดยเสรี โดยหากนักท่องเที่ยวผู้ใดทำวีซ่าเข้าประเทศหนึ่ง ก็สามารถไปได้ทุกประเทศ และแรงงานราคาถูกสามารถมาทำงานในไทย โดยไม่ต้องลักลอบ หรือซื้อบัตรประชาชนไทย

โดยกำหนดประเภทงานที่คนไทยไม่ทำแล้ว และหากบางประเทศยังไม่สะดวกก็ให้มีเขตพัฒนาริมชายแดนร่วมกันโดยประเทศใดผลิตสินค้าขั้นปฐมอะไรได้ก็ส่งมาแปรรูปเพื่อส่งออกในประเทศไทยหรือสินค้าบางชนิดของไทย ผลิตและไปส่งออกผ่านประเทศเพื่อนบ้านเป็นต้น เพื่อให้ไทยและประเทศเพื่อนบ้านสามารถเจริญเติบโตไปด้วยกันกับไทยชดเชยจุดอ่านซึ่งกันและกันและทำให้เกิดความแข็งแกร่งร่วมกัน

12. พัฒนาการศึกษาอย่างเร่งด่วน หลังจากถูกครอบงำมาหลายสิบปี ให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ อย่างทั่วถึง

เปลี่ยนวิธีการศึกษาให้ค้นคว้าหาความจริงมากกว่าการท่องจำและเชื่อฟัง มาเป็นการค้นคว้า วิจัยและไปศึกษาต่อต่างประเทศรวมถึงการส่งแรงงานฝีมือไทย เช่ นแพทย์ วิศวกร พยาบาล บริหารจัดการและนักวิจัยไปยังต่างประเทศเพื่อยกระดับองค์ความรู้ให้คนไทยและส่งรายได้กลับมายังประเทศไทยร วมทั้งรับเชิญกลับมาสอนหรือวิจัยให้ประเทศไทย และดำเนินการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศตะวันออกกลางเพื่อให้แรงงานไทยได้กลับไปทำงานในต่างประเทศ

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆที่โดยส่วนตัวแล้ว อยากให้ท่านนายกทักษิณฯ เมื่อเข้ามาแล้วขอให้รีบดำเนินการโดยเร่งด่วน ก่อนที่จะประสบชะตากรรมในลักษณะเดียวกันกับท่านนายกสมัครฯ และ ท่านนายกสมชายฯ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพี่อประชาชน การพัฒนาเมกกะโปรเจคส์ ที่ได้เสนอไปในเรื่องของการผันน้ำ และการสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ ซึ่งจะทำให้เปลี่ยนชะตากรรมของประเทศไทยไปอย่างสิ้นเชิง จ

จากนั้นศักราชใหม่ของประชาธิปไตยไทยจะมีความเข้มแข็งอย่างไม่เคยมีมาก่อน และควรที่จะมีความเจริญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าในยุโรปทีเดียว

***************

'อภิสิทธิ์' กับภาวะผู้นำที่ล้มเหลว

ที่มา Thai E-News


โดย คุณสุรชัย ปากช่อง
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
17 พฤศจิกายน 2552

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2552 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคฝ่ายค้าน ใช้วิธีตรวจสอบองค์ประชุมของ ส.ส. ในแต่ละพรรค ซึ่งทำให้สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถดำเนินการประชุมได้แล้วหลายครั้งว่า สิทธิของฝ่ายค้านในกรณีที่เสนอนับองค์ประชุมสภา จนทำให้สภาล่ม แต่คาดว่า จะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มเกิดขึ้นอีก โดยตนเองจะประชุมหารือ และทำความเข้าใจกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเชื่อว่า จะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มเกิดขึ้นอีก

ผ่านมาถึงเดือนพฤศจิกายน 2552 ปรากฏว่า ยังเกิดเหตุการณ์สภาล่ม เพราะสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม อย่างน้อยถึง 9 ครั้งแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งก็สะท้อนว่า คำพูดของนายอภิสิทธิ์ ที่เป็นทั้งนายกรัฐมนตรีที่มีพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก และยังเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้วยนั้น มีความเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ยังสะท้อนถึงอำนาจและบารมี ความเป็นผู้นำของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีว่า มีอำนาจ แต่ไม่สามารถใช้อำนาจได้ ไม่ว่าจะเป็นในพรรคประชาธิปัตย์ หรือรัฐบาล

แม้แต่ภาวะความเป็นผู้นำระดับประเทศ ที่นายอภิสิทธิ์พยายามแสดงความแข็งกร้าวกับกัมพูชา ขณะนี้ ก็มีหลายฝ่ายมองว่า ไม่เหมาะสม แม้จะมีอีกหลายฝ่ายที่สนับสนุน แต่หากมองให้รอบคอบ ก็จะเห็นได้ว่า ไม่เพียงนายอภิสิทธิ์จะตกเป็นเบี้ยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และสมเด็จฮุน เซน ในทางการเมืองในประเทศ ยังตกเป็นเบี้ยของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มเกลียดทักษิณไปโดยปริยาย

โดยเฉพาะความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ที่เชื่อนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้ใช้วิธีรุกตอบโต้ผู้นำกัมพูชา ซึ่งไม่ต่างกับมวยวัด สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่พยายามใช้กระแสชาตินิยม จนถึงกระแสคลั่งชาติ มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยไม่สนใจว่า จะมีผลกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างไร
อย่างที่นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในฐานะเลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ ออกมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยการใช้วาทกรรมทางการเมืองตามแนวถนัดของพันธมิตรฯว่า กระแสคลั่งชาติดีกว่าการทรยศชาติ

ที่น่าวิตกคือ วันนี้คนไทยส่วนใหญ่ ได้รับรู้จากสื่อกระแสหลัก ที่ให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือไม่ตรงกับความจริง ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากรายการต่างๆ ของสื่อรัฐ และการพาดหัวในทำนองยุยง ของสื่อสิ่งพิมพ์ที่เลือกข้าง

แม้แต่นายอภิสิทธิ์ ก็ใช้วิธีให้สัมภาษณ์ในลักษณะ “ตีหัวเข้าบ้าน” ใช้สำนวนโวหารเรียบ แต่จะ “แดกดัน” ทุกครั้งที่เป็นปัญหาที่มากระทบ เช่นเดียวกับกรณีกับกัมพูชา

โดยเฉพาะนายกษิต ที่เคยประณามผู้นำกัมพูชาว่า “กุ๊ย” จนทำให้ผู้นำกัมพูชา ปฏิเสธที่จะพบหรือหารือใดๆ กับนายกษิต ทางไทยจึงต้องส่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ไปกัมพูชาแทน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานข่าวว่า สภาความมั่นคงแห่งชาติระบุว่า ต้นเหตุของความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา ส่วนหนึ่งมาจากคำพูดของนายกษิตนั่นเอง

เช่นเดียวกับกรณีพิพาทล่าสุด ที่นายกษิตออกมาแถลง หรือให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว เป็นไปในลักษณะก้าวร้าวและแดกดันเกือบตลอดเวลา

ปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงยากที่จะจบลงด้วยดีในเร็ววันนี้ เพราะทั้งสองฝ่าย ต่างก็ใช้การตอบโต้กันทุกทาง โดยเฉพาะฝ่ายไทยที่รัฐบาลและภาคประชาชน กำลังปลุกกระแสชาตินิยมและคลั่งชาติ จนทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า มีความเป็นไปได้สูง ที่อาจเกิดสงคราม แม้ทางไทยจะออกมาย้ำว่า จะไม่ให้กระทบต่อประชาชนและนักลงทุนก็ตาม แต่ทางในปฏิบัตินั้นคงเป็นไปได้ยาก

เพราะปัญหานี้ ได้ถูกลากไปเป็นส่วนหนึ่งของผลประโยชน์ทางการเมืองแล้ว ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม และปัญหาจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งไม่ใช่ฝ่ายกัมพูชาแน่นอน แต่จะเป็นฝ่ายไทย ที่ปัญหาจะเป็นบูมเมอแรงกลับมาที่พรรคประชาธิปัตย์

เพราะนอกจากปัญหาเก่าที่เป็นยิ่งกว่าดินพอกหางหมูแล้ว ยังสร้างปัญหาใหม่เข้ามาอีกนับไม่ถ้วน

ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ในฐานะผู้นำต้องรับไปเต็มๆ