ที่มา มติชน "แม้ว" ประณามไอ้โม่งก่อเหตุ พ.ต.ท.ทักษิณยังได้ทวิตข้อความถึงกรณีเหตุระเบิดด้านหลังเวทีพันธมิตร ในระหว่างที่นายสนธิขึ้นเวทีปราศรัย ว่า "ทราบเหตุ ระเบิดที่หลังเวทีพันธมิตรมีคนบาดเจ็บ ผมขอประณามผู้ที่เกี่ยวข้องกับการวางระเบิด ทั้งผู้ลงมือและผู้สั่งการ คนไทยด้วยกันอย่าทำร้ายกันเลย" เล็งฟ้อง"แพ่ง-อาญา" พันธมิตร เหยื่อบึ้มนอนรพ.กลาง3ราย สำหรับรายชื่อ เหยื่อระเบิด " เวทีพันธมิตร มีดังนี้ 1.นายธนณัฐฏฐ์ เจือพิทักษ์ อายุ 16 ปี รพ.กลาง มีแผลต้นขาซ้าย
ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุลอบวางระเบิดเวทีพันธมิตรฯ ยังนอนรพ.อีก 3 ราย "ทักษิณ"ทวิตประณามไอ้โม่งก่อเหตุทั้งลงมือและสั่งการ "นพดล"เล็งยื่นฟ้องอาญา-แพ่ง แกนนำเสื้อเหลืองหมิ่นประมาท "เสื้อแดง"เชื่อกลุ่มเดียวกันสร้างสถานการณ์ทำให้ความขัดแย้ง2สีแหลมคมมากขึ้น
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ทวิตข้อความผ่านเว็บล็อก Twitter.com ภายหลังเดินทางออกจากประเทศกัมพูชา ว่า "ขอโทษที่หายไปหลายวัน เพราะเดินทางและงานเยอะมาก ขอขอบคุณคนเสื้อแดง และ ส.ส.เพื่อไทยที่แวะไปเยี่ยมผมที่กัมพูชา ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้าใจและห่วงใยผม" และ "ผมเข้าไทยไม่ได้ ไม่ใช่เฉพาะเหยียบแผ่นดินเกิดเท่านั้น แม้กระทั่งน่านฟ้าไทยก็ห้ามผ่านเข้ามา เขาสั่งว่าถ้าผ่านมาให้ใช้ฝูงบินขับไล่บังคับให้บินลง"
นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าขอแสดงความเสียใจต่อผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมขอปฏิเสธโดยสิ้นเชิงว่า พ.ต.ท.ทักษิณและคนเสื้อแดงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เมื่อถามว่า มองว่าเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อเชื่อมโยงไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ นายนพดลกล่าวว่า ประชาชนคงจะเดาได้ว่า เหตุการณ์นี้เป็นการสร้างสถานการณ์ขึ้น เพื่อมุ่งหมายโยงไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีความคิดชั่ว คนที่คิดชั่วต้องการทำร้ายบ้านเมือง ซึ่งประชาชนทราบดี
"ที่พันธมิตรประกาศแถลงการณ์ซึ่งมีเนื้อโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นความจริงแล้วเวลาที่แกนนำอ่านไปก็น่าจะอายปากตัวเองไปด้วย เพราะเป็นการกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณอย่างไม่เป็นธรรม และจะยื่นฟ้องร้องแกนนำกลุ่มพันธมิตรทุกคนในหลายคดี ทั้งทางแพ่งและอาญาข้อหาหมิ่นประมาทในเร็วๆ นี้" นายนพดลกล่าว
"เสื้อแดง"เชื่อสร้างสถานการณ์
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)-แดงทั้งแผ่นดิน กล่าวถึงเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรว่า คนเสื้อแดงไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการกระทำจากฝ่ายตรงข้ามพันธมิตร หรือจากคนในกลุ่มพันธมิตรเอง และเป็นไปได้สูงที่สาเหตุจะมาจากพวกเดียวกัน เพื่อสร้างสถานการณ์ให้ความขัดแย้งระหว่างคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงแหลมคมมากขึ้น
นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงการจัดงานระดมทุนคนเสื้อแดงที่โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่า ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ทั้งเรื่องการระดมทุนและการตอบรับจากสมาชิกคนเสื้อแดง โดยเบื้องต้นมีรายได้จากการขายบัตรประมาณ 18 ล้านบาท ยังไม่รวมเงินบริจาคอื่นๆ
"คาดว่าแกนนำคนเสื้อแดงจะประชุมกันเพื่อสรุปงานระดมทุน ในวันที่ 18 พฤศจิกายน พร้อมประเมินสถานการณ์การเมืองและหารือถึงแผนการชุมนุมใหญ่เพื่อขับไล่รัฐบาล ที่กำหนดไว้ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน" นายณัฐวุฒิกล่าว
ขณะที่ นพ.เพชรพงษ์ กำจรกิจการ ผู้อำนวยการศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ กรุงเทพ มหานคร (กทม.) กล่าวว่า ผู้บาดเจ็บจากเหตุระเบิดด้านหลังเวทีกลุ่มพันธมิตร มีทั้งหมด 12 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำส่งโรงพยาบาล (รพ.) วชิระ 1 ราย และ รพ.กลาง 11 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 2 ราย ผู้หญิง 2 ราย และผู้ชาย 8 ราย
นพ.เพชรพงษ์กล่าวว่า ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว ยังคงเหลือผู้บาดเจ็บสาหัสที่นอนพักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.กลาง เพียง 3 ราย เป็นชายทั้งหมด โดยมี 1 ราย ยังพักรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู โดยสะเก็ดระเบิดทะลุช่องท้อง แพทย์ได้ทำการผ่าตัดเอาสะเก็ดออกแล้ว แต่คนไข้มีอาการเจ็บในช่องท้อง จึงต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ขณะที่อีก 2 ราย อาการปลอดภัยแล้ว โดยรายแรกมีบาดแผลที่ใบหน้าแพทย์ ได้ให้การรักษาทำการหยุดเลือดและทำแผลให้ ส่วนอีกรายมีบาดแผลที่ศีรษะ แต่ในช่วงเช้ามีอาการตาพร่ามัวแทรกซ้อน แพทย์จึงต้องดูอาการอีกระยะหนึ่ง
2.นายอรรณพ คณิตผาติสกุล อายุ 71 ปี รพ.กลาง มีแผลที่ช่องท้อง ปวดแน่นท้อง
3.นายพรศักดิ์ ธนโสภามงคล อายุ 33 ปี รพ.กลาง มีแผลถลอกต้นขาขวา
4.นายกฤษดา สินโฉมงาม อายุ 28 ปี รพ.กลาง มีแผลที่สีข้างด้านซ้าย
5.นายชัยวัฒน์ หวังจงมีชัยกุล อายุ 53 ปี รพ.กลาง มีแผลที่ใบหน้า
6.นายสมพร พีระภาค อายุ 39 ปี รพ.กลาง มีแผลที่ศีรษะ
7.น.ส.รจนา ขำมะวัง อายุ 30 ปี รพ.กลาง มีแผลต้นแขนซ้าย
8.น.ส.สุกานดา ขำศิริกุล อายุ 26 ปี รพ.กลาง มีแผลที่หลังด้านซ้าย
9.ด.ช.ณัฐพล ชัยสมศรี อายุ 8 ขวบ รพ.กลาง มีแผลต้นขาซ้าย ท้องน้อยซ้าย 10.ด.ช.พันชนะ มาสมพงษ์ อายุ 10 ปี รพ.กลาง มีแผลที่น่องขวา
11.นายวิวัฒน์ จันทร์นวล อายุ 20 ปี รพ.กลาง มีแผลต้นแขนซ้าย
12.จ.ท.วันชัย รัตนตรัยภพ อายุ 50 ปี รพ.วชิระ มีแผลที่หน้าอก
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, November 17, 2009
"แดง"เชื่อบึ้มพธม.สร้างสถานการณ์ "แม้ว"เล็งฟ้องแพ่ง-อาญาแกนนำเหลืองหมิ่น คนเจ็บยังนอนรพ.3ราย
ระเบิดเวลาไทย-เขมร
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
จะชุดเล็ก หรือชุดใหญ่โปรดติดตาม?
นายกฯมาร์คแย้มไว้ล่วงหน้าหลายวัน แน่ๆ เลยคือระงับปล่อยเงินกู้พันกว่าล้านบาท
ทว่าระดับนำเข้าครม.ทั้งที ถ้าปล่อยออกมาแค่ชุดเดียวมันคงน้ำจิ้มไปหน่อย
ดูท่าน่าจะมีเนื้อๆ หนักๆ หลายขนาน!
แม้เสี่ยแม้วจะเหินฟ้าอ้อมประเทศไทยกลับบ้านดูไบไปแล้ว
แต่ยังมี "ระเบิดเวลา" รออยู่หลายลูก
พร้อมตูมตามได้ทุกเมื่อ!!
โดยเฉพาะกรณีวิศวกรหนุ่มชาวไทยถูกจับยัดเข้าเรือนจำเขมร
ด้วยข้อหาจารชนจารกรรมล้วงความลับการบินของเสี่ยแม้ว
มองจากสายตาทางการเขมรก็ราวกับหนังเจมส์บอนด์ ภาคพิสดาร?
ในทางกลับกันฝ่ายไทยก็มองเขมรมั่ว โมเม และหาเรื่อง?
แต่ทั้งไทย ทั้งเขมร ยังหยั่งเชิง รอดูท่าทีอีกฝ่ายอย่างรัดกุม
ต่างฝ่ายต่างก็กลัวพลาด!!
เพราะกรณีนี้มันก้าวเกินเรื่องทางการทูต
กลายเป็นเรื่องคดีความ ที่มีข้อเท็จจริง กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมมาเกี่ยวข้อง
ประเทศเปิดที่มีภาพประชาธิปไตยมากกว่าอย่างไทย
ย่อมมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวต่อสู้
ขณะที่เขมรมีภาพเผด็จการชัดเจนกว่าก็ต้องระวัง
เพราะเป็นเจ้าของเรื่องที่กุมชะตาชีวิตคนของประเทศคู่กรณี!
เรื่องแบบนี้นานาประเทศ รวมทั้งองค์กรสากลต่างๆ ย่อมจับจ้องติดตามอย่างสนใจ
และพร้อมเข้ามายุ่งเกี่ยว แทรกแซง
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าฮุนเซนจะนำพาเขมรขับเคลื่อนต่อไปแบบไหน
สำหรับนายกฯมาร์คกับทีมงานถือว่ามีงานยาก และงานหนักมากขึ้น
ต่อกรกับเสี่ยแม้ว ตอบโต้กับฮุนเซนไม่พอ
ยังต้องระดมทุกสรรพกำลังความสามารถดูแลช่วยเหลือชีวิตคนไทย
ที่อยู่ในกำมือเขมร!?
'สุเทพ' ฝ่าด่านสำเร็จโผสีกากี รองผบ.ตร.-ผบช.ฉลุย
ที่มา เดลินิวส์
ปุระชัย-พิชิตวอล์กเอาต์ ยันต้องตั้ง"ผบ.ตร."ก่อน
"สุเทพ" ดันโผรอง ผบ.ตร.-ผบช.ผ่านบอร์ด ก.ตร.จนสำเร็จ แม้เจอ “ปุระชัย-พิชิต” วอล์กเอาต์อีกครั้ง จนเหลือ ก.ตร. ประชุมแค่ 12 เสียง จากทั้งหมด 22 เสียง ถกเครียดกันนานกว่า 4 ชั่วโมง จึงได้ข้อยุติทุกเก้าอี้ เผย วิเชียร-ปานศิริ สไลด์เป็น รองผบ.ตร. “วรพงษ์-ธีระเดช-วิโรจน์-บรรจง” ขึ้นเป็นผช.ผบ.ตร. ส่วนแม่ทัพนครบาล “สัณฐาน” แรงไม่ตกเชือดคู่แคน ดิเดตจน เข้าวิน ปล่อย “เจตน์-รชต” อกหัก ส่วน “กฤษฎา” โยกมาคุมภาค 1 ดัน “เดชวัฒน์” เป็นผบช.ภ.3 “พงษ์สันต์” กำลังแน่นปึ้กไม่พลิกผงาดดูแลภาค 7 “เฉลิมชัย” ขึ้นชั้นคุมภาค 4 ขณะที่ “ปุระชัย” ยันแต่งตั้งต้องทำตามหลักการ มี ผบ.ตร.ก่อน พร้อมให้แยกแยะเรื่องลูกชาย ไม่เคยฝากเข้าตำรวจ
ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 16 พ.ย. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ในวันนี้ว่า ขณะนี้การประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองคงจะเริ่มต้นแล้ว และในช่วงบ่ายที่จะมีการประชุม ก.ตร.ชุดใหญ่ ตนจะพยายามให้ได้ข้อยุติ เมื่อถามว่าแสดงว่ายังไม่มั่นใจว่าวันนี้จะได้ข้อยุติใช่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ความพยายามเป็นเรื่องของตน ส่วนความสำเร็จเป็นเรื่องของคนอื่น
เมื่อถามถึงกรณีที่มีข่าวว่าจะมีการตั้งพล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ อดีตรอง ผบ.ตร. เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง มองว่าเป็นการถูกลดอำนาจลงหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ ตนไม่มีอำนาจอะไรอยู่แล้ว ตนทำหน้าที่ตามที่นายกรัฐมนตรีเรียกใช้ ก็ทำงานไป ไม่มีปัญหาอะไร เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีได้แจ้งเรื่องนี้ให้ทราบหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ได้คุย เมื่อถามย้ำว่าการที่ พล.ต.อ.ธานีจะเข้ามา ถือว่าเป็นการลดอำนาจหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ถึง พล.ต.อ.ธานีไม่มาก็มีรองนายก รัฐมนตรีคนอื่นทำงาน ไม่มีปัญหาอะไร เป็นการช่วยกันทำงาน ตนไม่ได้ติดยึดติดกับอำนาจ เพราะไม่ได้มีอำนาจอะไร
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวถึงกรณีนายสุเทพ แต่งตั้งนางเบญจวรรณ สร่างนิทร เลขาธิการ ก.พ. เป็นประธานบอร์ดกลั่นกรองคนใหม่ว่า ตนเห็นว่า นางเบญจวรรณเป็นผู้หญิงที่เก่ง ผู้หญิงเหล็ก และยังเป็น ก.ตร.อยู่แล้ว ไม่น่ามีปัญหาอะไร
ต่อมาเวลา 13.00 น. นายสุเทพ เป็นประธานประชุม ก.ตร ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคาร 1 ทั้งนี้ ก.ตร. ประกอบไปด้วย พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. รองผบ.ตร. ซึ่งเป็น ก.ตร.ในตำแหน่ง นั้นได้เข้าประชุมตามปกติ ส่วนก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มี 10 คน มีคณะกรรมการที่แสดงเจตจำนง ไม่เดินทางมาประชุม 4 คน คือ นายสีมา สีมานันท์ นายชัยเกษม นิติสิริ นายสมศักดิ์ บุญทอง และพล.ต.ท.อำนวย ดิษฐกวี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 13.53 น. ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้วอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุม ต่อมาห่างกัน 7 นาที พล.ต.อ.พิชิต ควร เดชะคุปต์ ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้เดินตามออกมา โดย ร.ต.อ.ปุระชัย กล่าวว่า สาเหตุที่เดินทางออกจากห้องประชุม ก.ตร. เพราะตนยึดมั่นในหลักการที่ควรจะแต่งตั้งผบ.ตร. คนใหม่ก่อนพร้อมทั้งระบุว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแต่เป็นการแสดงว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
เมื่อถามว่า แล้วที่ประชุมมีความเห็น ว่าอย่างไร ร.ต.อ.ปุระชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมา พล.ต.อ.พิชิต ก็ได้แสดงความเห็นว่า จำนวน บอร์ดกลั่นกรองนั้น มีจำนวนเกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งไม่เหมาะสม ซึ่งตนก็เห็นด้วยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ควรหารือกันในที่ประชุม แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเวียนหนังสือว่ามีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ซึ่งตนก็ไม่ได้ยึดติดในเรื่องตัวบุคคล แต่เรื่องนี้มันเคยมีปัญหาก็ควรนำเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อพิจารณา แต่แม้เสียงส่วนใหญ่จะเห็นด้วย แต่จะให้ตนไปสนับสนุน มันผิดหลักการ มันทำไม่ได้ ไม่ใช่การป่วนเป็นเรื่องของคุณธรรม และการกระทำของตนไม่เกี่ยวกับการช่วยเหลืออดีต ผบ.ตร.
ร.ต.อ.ปุระชัย กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ นสพ.หลายฉบับเสนอข่าวเรื่องตนช่วยเหลือให้ลูกชายรับราชการตำรวจว่าตอนนั้นตนเป็นรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่ ต.ค. 47-14 ม.ค. 48 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเข้ารับราชการตำรวจของลูกชาย ตอนนั้นตนเป็นประธาน ก.ตร. แต่ไม่มีอำนาจในการรับคนมาเป็นตำรวจ เพราะในตำแหน่งนั้นจะเป็นอำนาจของ ผบ.ตร. ซึ่งมี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ดำรงตำแหน่งอยู่ และ พล.ต.อ. โกวิท ลงนาม เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 48 ซึ่งตนได้หมดหน้าที่แล้วและวันแรกที่ลูกชายเข้าทำงานวันที่ 20 เม.ย. 48 ตนก็เดินทางไปหาภรรยาที่ประเทศนิวซีแลนด์
รายงานข่าวแจ้งว่า การรับ ร.ต.ท. ธรรมาธิปต์ เปี่ยมสมบูรณ์ ลูกชาย ร.ต.อ. ปุระชัย เริ่มจากสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ ต้องการบรรจุข้าราชการตำรวจ โดยรับในคุณวุฒิด้านฟิสิกส์ เพียง 1 นายเท่านั้น ร.ต.ท. ธรรมาธิปต์ ไปติดขัดกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2547 ข้อ 2 (11) ที่กำหนดว่า ต้องไม่เป็นผู้ที่มีสายตาผิดปกติ แต่ถ้าแพทย์ตรวจให้ตรวจไปตามปกติ ถ้าจะขอยกเว้นให้ สตช. เป็นผู้ยกเว้น ซึ่งพล.ต.อ.โกวิท ได้ดำเนินการยกเว้นให้เป็นกรณีพิเศษ ปัจจุบัน ร.ต.ท.ธรรมาธิปต์ ดำรงตำแหน่ง รอง สว.สนว. ช่วยราชการ สำนักงาน พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ ผู้ช่วยผบ.ตร.
ต่อมาเวลา 15.00 น. นายสุเทพ ได้เดินทางออกมาจากห้องประชุม พร้อมกล่าวว่า ก.ตร. อนุมัติ ให้มีการประชุมบอร์ดกลั่นกรองได้ และจากนั้นตนจะเดินทางมาประชุม ก.ตร.อีกครั้ง ในเวลา 17.00 น. ส่วนกรณีที่ ร.ต.อ.ปุระชัย และ พล.ต.อ.พิชิต วอล์กเอาต์ ก็ไม่มีปัญหา เพราะเสียง ก.ตร. ที่มีอยู่ก็สามารถดำเนินการประชุมได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จำนวนของคณะกรรมการ ก.ตร. โดยรวมประธาน ก.ตร.ด้วย จะมี 22 ท่าน ก่อนหน้านี้ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิได้ลาออกไป 1 ท่าน และขณะนี้ยังไม่มีการตั้งทดแทน และวันนี้มี ก.ตร.ขาดประชุม 4 ท่าน วอล์กเอาต์ 2 ท่าน และมีตำแหน่ง ผบ.ตร.กับรอง ผบ.ตร.อีก 2 ท่าน ที่เกษียณอายุราชการโดยไม่มีการตั้งแทน ทำให้เหลือจำนวนคณะกรรมการในห้องประชุม 12 ท่าน
ต่อมาเวลา 17.00 น. นายสุเทพ พร้อม ก.ตร. ได้เข้าร่วมประชุมอีกครั้งเพื่อพิจารณาตำแหน่งที่บอร์ดกลั่นกรองเสนอมา ซึ่งมีการประชุมกันนานกว่า 4 ชั่วโมง โดยมีรายชื่อที่ผ่านบอร์ด ก.ตร. อาทิ ระดับรอง ผบ.ตร.ที่ว่างลง 2 ตำแหน่ง จะมีการโยก พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี และพล.ต.อ. ปานศิริ ประภาวัต ที่ปรึกษา (สบ 10) เข้าดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. ตำแหน่งหลัก และจะมีการเลื่อน พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผช.ผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว และ พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้ช่วยผบ.ตร. ขึ้นเป็นที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบเท่ารอง ผบ.ตร.
ในระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. จะมีการเลื่อน พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. พล.ต.ท.จิโรจน์ ไชยชิต ผบช.ศ. พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผบช.ส. พล.ต.ท. บรรจง ตันศยานนท์ จตร.(สบ 8) ขึ้นเป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.สถาพร ดวงแก้ว รองจตร.(สบ 9) โยกเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. ตำแหน่งหลัก และให้ พล.ต.ท.ฉัตรชัย โปตระนันทน์ ผบช. ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ท.ประชิน วารี รอง จตร. (สบ 8) เป็น รอง จตร. (สบ 9) พล.ต.ท.ชลธาร จิราณรงค์ ผบช.นรป. ขึ้นเป็น รอง นรป. (สบ 9)
ระดับ ผบช. พล.ต.ท.ถวิล สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.7 เป็น จตร.(สบ 8) พล.ต.ท. ธีระยุธ กิติวัฒน์ ผบช.งป. เป็น ผบช.สกบ. พล.ต.ท.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ผบช.สตม. โยกเป็น ผบช.ศ. พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผบช.ภ.3 โยกมาเป็น ผบช.ภ.1 พล.ต.ท. วีรยุทธ สิทธิมาลิก ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. เป็น ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.เดชาวัต รามสมภพ รอง ผบช.ภ.3 ขึ้นเป็น ผบช.ภ.3 พล.ต.ต. เฉลิมชัย จงศิริ รอง ผบช.ภ.4 ขึ้น เป็นผบช.ภ.4 พล.ต.ต.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รองผบช.น. คนสนิท นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เป็น ผบช.ภ.7
ส่วนตำแหน่ง ผบช.น. ที่มีการเสนอมาถึง 3 รายชื่อ คือ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.ภ.8 พล.ต.ท.เจตน์ มงคลหัตถี ผบช.กมส. และ พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง ผบช.ประจำ.ตร. นั้น ปรากฏว่าในที่ประชุมมีการถกเถียงถึงคุณสมบัติของแต่ละคนอย่างละเอียด จนต้องใช้วิธีการโหวตเลือกกัน ซึ่งในที่สุด พล.ต.ท.สัณฐาน ในฐานะที่เป็นคนสนิทของนายสุเทพ และมีพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลสนับสนุนได้ขึ้นมานั่งเป็นผบช.น. ทำให้ตำแหน่ง ผบช.ภ.8 ว่าง จึงมีการวางตัวพล.ต.ต.พิทักษ์ จารุสมบัติ รอง ผบช.สตม. ขึ้นเป็น ผบช.ภ.8 แทน.
หัวอกคนไทย
ที่มา เดลินิวส์
สัปดาห์ที่แล้ว โครงการอุษาคเนย์และคณะพาณิชยศาสตร์การบัญชี ธรรมศาสตร์ จัดเสวนาเร้าใจ ต้องนั่งเก้าอี้เสริม เพราะล้นห้อง ทั้งที่ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ผู้ก่อตั้งโครงการ เตรียมล่วงหน้าก่อน 3 เดือน แต่โดนใจซะ
หัวข้อ หัวอกคนไทย และ ธุรกิจในกัมพูชา
ปีนี้เป็นปีที่โครงการอุษาคเนย์ครบ 1 ทศวรรษ เลยมีงานทางวิชาการเพียบ หัวข้อนี้มาได้เวลาพอดีเลย
ผู้เข้าร่วมเสวนา เช่น คุณสมศักดิ์ รินเรืองสิน นายกสมาคมนักธุรกิจไทยในกัมพูชา คุณวิชัย กุลวุฒิวิลาส กก.ผจก. บริษัทสไมล์ภัณฑ์ จำกัด คุณปรีดา สามแก้ว กก.ผจก.บริษัทพีดี อินเตอร์เทรด 92 จำกัด คุณสม ไชยา บก.สถานีโทรทัศน์ CTN กัมพูชา คุณประภาพรรรณ ศรีสุดา มี รศ.พิภพ อุดร เป็นผู้ดำเนินรายการ
แต่ละคนค้ากับกัมพูชาเป็นสิบ ๆ ปี ข้อมูลเพียบ ตัวจริงทั้งนั้น
รายละเอียดหลายส่วน สื่อกระแสหลักเล่นไปแล้ว แต่ยังมีบางแง่มุม น่าเก็บตก เอามาเล่าอยู่ อย่างที่ อ.ชาญวิทย์ บอกแหละ คนไทยรู้จักเพื่อนบ้านน้อยมาก แถมที่รู้ หลายกรณีก็รู้แบบผิด ๆ อีกด้วย
นโยบายเป็น ศัตรูกับเพื่อนบ้าน ด้วยความเป็นธรรม มาก่อน ทักษิณ ได้เป็นที่ปรึกษา ฮุนเซน ใครล่ะไปขุดเรื่อง ทวงคืนปราสาทพระวิหาร มาเล่น จนลามไปหมด ล่าสุด วิศวกรคนไทยถูกจับขึ้นศาล ข้อหา ก๊อบปี้ตารางการบินทักษิณ หากผิด ต้องติดคุก 15 ปี เวรกรรมจริง ๆ
ทั้งหมดนี้ เพราะอะไร ไม่รู้ แล้ว อวดเก่ง และยังมีประเด็นหวังขี่กระแส ชาตินิยม โกยเรตติ้ง แล้วไง สถานการณ์ร้อนจ้า มึนตึงสุด ๆ บานปลายไม่หยุด
ไม่กระทบประชาชนหรือ สาบานมาสิ
คุณวิชัย ที่ขายสินค้าแบบสหพัฒน์ บอก ตอนนี้ ข่าวลือปิดด่านทุกวัน ลูกค้าเคยสั่งน้ำมันพืช 100 ลัง เพิ่มเป็นพันลัง ซึ่งผลิตให้ไม่ได้ จีน เวียดนาม ก็ถือโอกาสโหมโฆษณา สบู่ ยาสีฟัน มาม่า แชมพู และอีกมาก
ทดแทนของไทยได้สบาย เพราะลูกค้าสมัยนี้ ไม่ยึดติดยี่ห้อเสียด้วย
อีกข้อมูล คุณวิชัยบอกจริง ๆ แล้วสินค้าไทยขายในกัมพูชา 60-70% อีก 30-40% น่ะ ไปขายต่อที่เวียดนาม ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยไม่ค่อยรู้ การปิดด่าน จึงไม่ใช่แค่กัมพูชา แต่ปิดตลาดเวียด นาม ด้วย
คุณปรีดา พูดได้มันมาก บอก เหมือนไทยเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว มีคนกัมพูชาเป็นลูกค้าใหญ่ แล้วเรื่องอะไร ไปทะเลาะ มันไม่ถูกเรื่อง ไม่มีเหตุผล (ปี 45 ค้ากัน หมื่นล้าน ปี 51 ค้ากัน 7-8 หมื่นล้านบาท เป็นการค้าชายแดน 80-90% และไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 95-97%)
ถ้าหากรัฐบาลเห็นว่า เล็กน้อย ก็เอาเลย
เจ้าพ่อตลาดโรงเกลือ เผย จากประสบการณ์ การประเมิน เดาว่า 80% จะปิดด่าน และปิดเมื่อไหร่ ความเดือดร้อน จะลามตั้งแต่ปัตตานีเลย สมุทรสาคร สมุทรสงคราม แรงงานเขมรทั้งนั้น กลับหมด กลัวตาย
นั่นสิ เห็น ส.ส.รัฐบาลเย้ว ๆ ให้ไล่แรงงานเขมรกลับให้หมด ไม่รู้ใช้สมองส่วนไหนคิด ใครจะสาหัส ส่งออกอาหารทะเลปีละเป็นแสนล้าน ไม่มีแรงงานทำ ใครพัง โธ่ถัง นี่หรือ ส.ส.
หรือที่เย้ว ๆ ตัดเงินกู้สร้างถนนให้หมด ใครตาย บริษัทก่อสร้างไทยทั้งนั้น ที่ไปรับเหมางานอยู่ ส่งเสริมให้เค้าโกอินเตอร์ พอได้งานมา ดันจะมาปิดหนทาง
ข้อมูลยังเหลือเพียบ แต่เซ็งจัด ยุดีนัก ให้รบแตกหัก ปิดด่าน เรียกปริญญาคืน กระหายสงครามเหลือเกิน.
ดาวประกายพรึก
ไม่ยอมรับความจริง
ที่มา ไทยรัฐ
การหยิบยกข้อมูลมาวิพากษ์วิจารณ์และพาดพิงถึงผู้อื่นหรือผลประโยชน์ของประเทศ ทำให้เกิดความเสียหายนั้น ในสังคมที่ไม่ค่อยพัฒนา จะไม่คำนึงถึงเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่นัก ข้อเท็จจริงจะผิดจะถูกไม่เป็นไร ทำให้สังคมเห็นดีเห็นงามด้วยเป็นพอ
เป็นสังคมแห่งการสร้างภาพ
พูดกันอย่างตรงไปตรงมา นโยบายไทยเข้มแข็ง โครงการเศรษฐกิจชุมชนพอเพียง ฉาวโฉ่จนเข้าขั้นโคม่าขนาดนี้ ปรากฏความผิดชัดเจน อะไรไม่ว่าโครงการที่ทุจริตก็เป็นโครงการที่ต้องไปกู้เงินมาทำโครงการถึง 8 แสนล้าน
รัฐบาลก็ยังลอยนวล
นักประท้วงที่บอกว่าจะออกมา ต่อต้านการทุจริตคอรัปชัน ก็แกล้งทำเป็นไม่เห็นเอาดื้อๆ เลยเสื่อมความนิยมไปทันตาเห็น สมมุติถ้าเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดที่แล้วๆมา พัวพันถึงบุคคลสำคัญในรัฐบาล
น่าจะรอดยาก
สังคมไทยก็แปลก เหมือนสังคมตาบอดสี การบิดเบือนข้อมูลสารพัดวิชามาร หรือการปั้นน้ำเป็นตัว ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ มักจะเกิดขึ้นในรัฐบาลใดต้องไปค้นข่าวเก่าๆดู
ประเทศไทยหลังชนฝาจนขนาดนี้ ก็ยังดำดินไปโทษคนโน้นคนนี้ได้ลงคอ เหตุที่ผู้นำเขมรไม่พอใจรัฐบาลชุดนี้ ขอย้ำว่าเฉพาะรัฐบาลชุดนี้ เพราะอะไรเพราะใคร ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้เมื่อยตุ้ม
กรณีอ้างว่าทั้ง ทักษิณ-ฮุน เซน-บิ๊กจิ๋ว ได้ผลประโยชน์ร่วมกันในการหาเรื่องไทยครั้งนี้ เพราะเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นหลังบิ๊กจิ๋ว ไปเยือนกัมพูชา
กำปั้นทุบดิน
โน่นอ้างไปถึงการทำธุรกิจร่วมกัน อาศัยการบิดเบือนข้อมูล บริษัทชินคอร์ปและครอบครัวชินวัตร ขายหุ้นมูลค่า 7 หมื่น 3 พันล้าน ให้กับกองทุนเทมาเส็กเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2549 เป็นการขายหุ้นหลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม ให้บริษัทคนต่างด้าวถือหุ้นในบริษัทกิจการโทรคมนาคมจาก
ร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 49
ดูเหมือนจะเข้าเค้า แต่ถ้าพิจารณาให้ดีชินคอร์ปไม่ได้เป็นผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว และไม่ได้เป็นเจ้าของสัมปทานดาวเทียม การถือหุ้นของชินคอร์ปมีสัดส่วน 49.99 มาตั้งแต่ปี 2542 แต่การแก้ไขกฎหมายมาทำในปี 2543 ถ้าจำไม่ผิดเป็นสมัยรัฐบาลนายกฯชวนด้วยซ้ำ
ในปี 2546 บริษัทกิจการโทรคมนาคม ทีทีแอนด์ที ดีแทค และทรู ได้ผลักดันให้กระทรวงคมนาคมแก้ไขสัดส่วนต่างๆ สมัยนั้นยังไม่แยกไปเป็นกระทรวงไอซีที ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ถ้าเจาะลึกลงไปก็จะเห็นการบิดข้อมูลเอามาเป็นประโยชน์ ประชาชนก็เลยได้ข้อมูลข่าวสารที่ผิดๆไป
มองเห็นกงจักรเป็นดอกบัว.
หมัดเหล็ก
แล้วเฉลยก็อยู่ที่ "กษิต"
ที่มา ไทยรัฐ
"คนพูดแทนประเทศไทยได้คือนายกรัฐมนตรี แต่ในระดับเจ้าหน้าที่ก็เป็นการแสดงความคิดเห็นเมื่อถูกสื่อมวลชนไปซักถาม ซึ่งต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศที่จะต้องดูแลให้พูดจาไปในทิศทางไหนอย่างไร"
เหยียบเบรกหัวทิ่มหัวตำ
โดยจังหวะ "คัตเอาต์" ตัดไฟ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง รีบออกมาบอกปัดท่าทีของนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการคู่ใจของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่เทกแอ็กชั่นสุดตัว
ประกาศกร้าวข้ามประเทศ เตรียมประท้วงอย่างรุนแรงต่อรัฐบาลกัมพูชา
หากมีการแจ้งข้อหาเป็นเท็จต่อนายศิวรักษ์ โชติพงษ์ วิศวกรชาวไทย ที่ถูกทางการเขมรจับกุมข้อหาโจรกรรมข้อมูลการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้กับหน่วยไล่ล่าในเมืองไทย
นัยว่า ลุยบู๊เอาใจกองเชียร์ ตามเสียงเชิดฉิ่งของฝ่ายตีปี๊บกระแสชาตินิยม
ในอารมณ์ดุดันห้าวหาญ สไตล์นักการทูตยี่ห้อ "กษิต ภิรมย์"
แต่มาถึงตรงนี้ ถ้าถือเอาตามนัยของ "เทพเทือก" ที่ประกาศให้ได้ยินโดยทั่วกัน "คนพูดแทนประเทศไทยได้คือนายกรัฐมนตรี"
"กษิต" หลักลอยเคว้งเลย
โดยจังหวะตีกรรเชียงหนีห่างของนายสุเทพ ในฐานะรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง โบ้ยท่าทีบู๊ดุดันของกระทรวงการต่างประเทศ เป็นแค่คู่กรณีที่ตอบโต้กันรุนแรงกับฝ่ายกัมพูชา แต่สำคัญคือต้องเข้าใจว่า จุดยืนของรัฐบาลคืออะไร
บอกปัดกันนัยๆ "กษิต" ก็แค่ทหารเลียบค่าย
ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจในภาพใหญ่ของรัฐบาลไทย
แสดงท่าทีเหมือนรู้กันอยู่แก่ใจ โดยปมหนึ่งที่น่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เลือกเล่นเกมอุ้ม "ทักษิณ" ตบหน้ารัฐบาลประชาธิปัตย์ และฝ่ายคุมเกมอำนาจในประเทศไทย
มาจากลูก "หมั่นไส้"
จำฝังใจกับคำว่า "ไอ้กุ๊ย" บนเวทีม็อบพันธมิตรฯ หรือ "Gangster" ในบทสัมภาษณ์ ผ่านสื่อฝรั่ง ที่นายกษิตด่าข้ามประเทศไปถึงกัมพูชา
เมื่อได้ทีเอาคืน เลยตบหน้าสั่งสอน
และไม่ใช่แค่คิวของนายกฯฮุน เซน สังเกตจากอาการเย็นชาของประเทศในกลุ่มอาเซียนที่นั่งมองกันเฉยๆ ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจกับรัฐบาลไทยที่ถูกทางการเขมรแทรกแซงกิจการภายใน
อีกนัยหนึ่งก็เหมือนหลิ่วตาให้กัมพูชาเป็นตัวแทน
ส่งสัญญาณกระตุกนโยบายต่างประเทศของไทย ในยุคที่ใช้บริการคนชื่อ "กษิต ภิรมย์" เดินแต้มขบเกลียวกับเขาไปรอบทิศทั้งพม่า มาเลเซีย เขมร
ไม่เว้นแม้แต่รายการ "แอบถือหาง" อดีตนายกฯทักษิณอยู่ เงียบๆของบรรดาประเทศต่างๆที่เปิดเส้นทางให้ "นายใหญ่" เล่นเกม "Catch me if you can" กับฝ่ายคุมเกมอำนาจในเมืองไทย
โดยข่าววงในทางการทูตก็เป็นที่รู้กัน ส่วนหนึ่งก็มาจาก "อาการหมั่นไส้สะสม" ไม่สบอารมณ์กับวิธีการทางการทูตของ รมว.ต่างประเทศที่ชื่อ "กษิต ภิรมย์"
เอะอะก็ฮึดฮัด เล่นบทกดดันประเทศที่ญาติดีกับอดีตนายกฯทักษิณ
ขู่ให้เลือกข้างกันไปเลย
แต่ผลก็อย่างที่เห็น นอกจากไม่มีใครเกรงใจ ไม่มีใครเอาด้วยกับ "การทูตแบบนักเลงโบราณ"
ยังคาใจกับการที่รัฐบาลไทยใช้บริการ รมว.ต่างประเทศที่ติดบ่วงข้อหาก่อการร้ายร่วมกับม็อบพันธมิตรฯยึดสนามบิน
ต่างชาติเลือกเล่นเกมโลกล้อมประเทศไทยอยู่กับฝ่าย "ทักษิณ"
รัฐบาลประชาธิปัตย์ตีกินได้แค่กระแสชาตินิยมในเมืองไทย
นโยบายต่างประเทศภายใต้ทีมงาน "กษิต ภิรมย์" ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
แน่นอนถ้าถามใจนายกฯอภิสิทธิ์ กับ "เทพเทือก" โดยวิสัยยี่ห้อประชาธิปัตย์ไม่ต้องเดาให้ยาก อยากกำจัด "จุดอ่อน"
โละทิ้งยี่ห้อ "กษิต ภิรมย์" เต็มแก่
แต่ปัญหามันติดที่โควตานี้ "ล็อกไว้" ไม่อยู่ในวิสัยที่ "อภิสิทธิ์" หรือ "เทพเทือก" จะตัดสินใจได้โดยลำพัง
ตราบใดที่ไม่มีสัญญาณไฟเขียวจากบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์.
พัลลภไม่หวั่นสุเทพฟ้อง แนะบ้านเลขที่111ลุยทวงสิทธิ์
ที่มา ไทยรัฐ
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี
ยืนยันมีหลักฐานชัดเจน พร้อมต่อสู้คดีในชั้นศาล พร้อมเชื่อข้อมูลมีประโยชน์ต่อรูปคดี ขณะที่"ชวน"สวนกลับ"พัลลภ"สร้างข่าวทำสับสน หวังทำทุกอย่างให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้.......
วันนี้(17 พ.ย.)พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย และอดีตรอง ผอ.รมน. กล่าวถึงกรณีที่นำพยาน 2 ราย ที่เคยให้การต่อตุลาการรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคไทยรักไทยมาเปิดเผยว่า ได้รับการว่าจ้างจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คนละ 15 ล้านบาท เพื่อปรักปรำพรรคไทยรักไทยว่า การออกมาเปิดเผยเรื่องราวครั้งนี้ เป็นเพราะพยานทั้ง 2 คนสำนึกผิด และต้องการเปิดเผยข้อเท็จจริงให้สาธารณชนได้รับทราบว่า ตัวเองได้รับการว่าจ้างเป็นเงิน 15 ล้านบาท ซึ่งไม่แน่ใจว่า จะมีผลต่อคดียุบพรรคไทยรักไทยหรือไม่ เพราะศาลได้ตัดสินไปแล้ว เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมายที่จะต้องว่ากันต่อไป แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะพอมีประโยชน์ต่อรูปคดีของ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา รวมทั้งสถานะของอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คนด้วย
พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า อยากให้สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเองด้วย ส่วนตัวไม่รู้สึกหวั่นไหวหากนายสุเทพจะฟ้องหมิ่นประมาท เพราะมีหลักฐานชัดเจนในเรื่องของการโอนเงิน จึงพร้อมที่จะต่อสู้คดีในชั้นศาล ทั้งนี้ตนจะนำเรื่องนี้แจ้งต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อให้รับทราบ ต่อจากนี้พรรคจะดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายกฎหมายของพรรค เพราะตนเป็นแค่เพียงคนเปิดประเด็นเท่านั้น
ด้านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าหลักฐานต่างๆของคนที่ออกมาแถลงข่าวเป็นอย่างไร ส่วนการออกมาแถลงโดยระบุเป็นแผนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ตั้งใจบังคับพยานให้ยุบพรรคไทยรักไทย ก็ต้องย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ตอนนั้นแล้วจะรู้ดี เพราะคนที่ไม่ได้ติดตามเหตุการณ์จะสับสนว่า เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างไร สมัยนั้นใครมีอำนาจ ใครเป็นรัฐบาลอยู่ก็รู้กันอยู่ การวิ่งเต้นคดี การจ่ายเงิน มีเรื่องตอนที่มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ออกมาเปิดเผยเองว่า มีการวิ่งเต้นคดีราว 30 ล้านบาท โดยนายตำรวจแต่ผู้พิพากษากับตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่รับ มาถึงวันนี้คดีดังกล่าวยังไม่จบ ยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม หลายคนคงจะลืมไปแล้วว่า สมัยนั้นมีการวิ่งเต้นเพื่อล้มคดีแต่ไม่สำเร็จจึงกลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่ ทำให้คนกลุ่มนี้ด่าศาล เพราะวิ่งเต้นคดีไม่สำเร็จ
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาธิปัตย์จะฟ้องกลับหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ตนตอบแทนไม่ได้ ต้องรอให้ถามหัวหน้าและเลขาธิการพรรคเป็นผู้ตอบจะดีกว่า และคงต้องรอให้คณะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้พูด ตนไปพูดแทนเขาไม่ได้ แต่อะไรที่ไม่จริงคนที่ออกมาพูดก็ต้องรับผิดชอบ อีกทั้งเพิ่งจะได้อ่านข้อมูลที่ พล.อ.พัลลภ พูดวันนี้ ก็เห็นเจตนาชัดเจนว่า ทำเพื่ออะไร แต่ตนคิดว่า เขาคงต้องการทำทุกอย่าง ซึ่งไม่ใช่ของแปลกอะไรเพราะเป้าหมายได้พูดชัดเจนในช่วงเวลาเกือบปีที่ ผ่านมาว่า ต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้รัฐบาลนี้อยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในสภาหรือนอกสภา หรือด้วยวิธีใดก็ตาม
ไทยโพสต์ แทบลอยด์สัมภาษณ์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ: “กับดักชาตินิยม”
ที่มา ประชาไท
“ลัทธิชาตินิยม” เป็นเรื่องของความรัก ความรักชาติ เป็นบวก เป็นพลังสร้างสรรค์ แต่ถ้าล้ำเส้นมันก็กลายเป็นความหลง พอหลงปุ๊บคลั่ง หลงปุ๊บตาบอด หลงก็คลั่ง แล้วมันอาจไปถึงขนาดทำอะไรก็ได้ กลายเป็นพลังลบ เป็นพลังทำลาย อันนี้คือทวิลักษณ์ของลัทธิชาตินิยม
เผยแพร่ครั้งแรกใน ไทยโพสต์แทบลอยด์ 15 พ.ย. 52
“ลัทธิชาตินิยม” นั้นเป็นอะไรก็ตามที่สามารถจะไปได้ไกลมากๆ คือ“ลัทธิชาตินิยม” เป็นเรื่องของความรัก ความรักชาติ เป็นบวก เป็นพลังสร้างสรรค์ แต่ถ้าล้ำเส้นมันก็กลายเป็นความหลง พอหลงปุ๊บคลั่ง หลงปุ๊บตาบอด หลงก็คลั่ง แล้วมันอาจไปถึงขนาดทำอะไรก็ได้ กลายเป็นพลังลบ เป็นพลังทำลาย อันนี้คือทวิลักษณ์ของลัทธิชาตินิยมเช่นเดียวกัน มีด้านที่เป็นบวกซึ่งดีมากๆ ถ้าเรารักชาติเราเสียสละ เราทำอะไรให้ชาติบ้านเมืองเราเจริญ ทำได้เยอะมาก
พลังของ 'ชาตินิยม' เป็นสิ่งที่อธิบายได้ไม่ง่ายนัก 'ชาติ' ทำให้เราขนลุก ทำให้เรารู้สึกว่าจะทำอะไรก็ได้ที่เป็นการเสียสละ ที่คนจำนวนเป็นล้านๆ ที่ต้องตายลงโดยสิ่งที่อธิบายได้ยากยิ่ง”
ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อธิบายไว้ในงานเขียนเล่มล่าสุด 'ลัทธิชาตินิยม/สยามกับกัมพูชาและกรณีศึกษาปราสาทเขาพระวิหาร'..แม้ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา คราวนี้จะไม่เกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร แต่วาทกรรม “ชาตินิยม” ก็กำลังถูกปลุกกระแสไม่ต่างกัน แทบลอยด์เลือกสัมภาษณ์ อ.ชาญวิทย์ แม้จะรู้ดีว่าในกระแสรักชาติที่กำลังเชี่ยวเช่นนี้ การหยุดและฟังนั้นอาจจะเกิดขึ้นได้ยากก็ตามที
ทวิลักษณ์ชาตินิยม
"ชาตินิยม” เป็นอุดมการณ์ เป็นอุดมคติที่สำคัญมากๆ สำหรับรัฐ หรือว่าประเทศสมัยใหม่ก็มีทุกประเทศ ผมคิดว่า“ชาตินิยม” ของประเทศเรานั้น ที่เป็นมาแต่เดิมเป็นลักษณะผสมระหว่างสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่าเป็น “ราชาชาตินิยม” กับสิ่งที่เรียกว่า “อำมาตยา-เสนาชาตินิยม” ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อพัฒนามาถึงปัจจุบันแล้วจะมีหัวใจอยู่ที่“สถาบันพระมหากษัตริย์” และในบางครั้งก็จะเอาเรื่องของ“เชื้อชาติ” อย่างเช่นพูดเรื่อง“ความเป็นไทย” เข้าไปบวกด้วย
เพราะฉะนั้น อันนี้ผมมองว่าเป็นลักษณะ“ดั้งเดิม” ของลัทธิชาตินิยมของเรา ซึ่งอาจจะบอกได้ว่าเป็นทวิลักษณ์ก็ได้ มีการประสานกันระหว่างสิ่งที่เป็น“ราชา” กับเป็น“อำมาตยา-เสนาชาตินิยม” ก็เป็นเวอร์ชั่นซึ่งรัฐ-ผู้ปกครองใช้มาอย่างมีประสิทธิภาพพอสมควร เป็นระยะเวลาผมคิดว่าสักเกือบๆ 100 ปีมาแล้วก็ได้
"พอมาถึง ณ จุดนี้ ถามว่า “ลัทธิชาตินิยม” ฉบับดั้งเดิมจะมีผลหรือไม่ ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการปลุกกระแส“ลัทธิชาตินิยม” ขึ้นมาอย่างที่เราเห็นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้หรือขัดแย้งกันเอง ในกลุ่มการเมืองภายในประเทศอย่างที่เราเห็นมาตั้งแต่ปี 2548-2549 ก็ยกประเด็น“ชาตินิยม” ฉบับดั้งเดิมนี้ขึ้นมา ว่าด้วย“ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” และเราก็เห็นว่ามีการตอกย้ำว่าด้วยเรื่อง“สถาบันกษัตริย์” อยู่ตลอดเวลา เรื่องของความ“ไม่จงรักภักดี” เรื่องของการ“ทรยศชาติ” เรื่องของการ“หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ก็จะเห็นมาตลอดตั้งแต่ปี 2548 จนกระทั่งเกิดรัฐประหารปี 2549 เราก็เดินมาอย่างนี้ 2550, 2551, 2552
และตอนนี้มันขยายออกไปอีกจากความขัดแย้งการเมืองภายในของ“เสื้อเหลืองกับเสื้อแดง” ผมว่ามันขยายไปอีกจนกระทั่งกลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศ คือ“ไทยกับกัมพูชา” ผมคิดว่าอันนี้จะมีบทพิสูจน์ว่า“ชาตินิยม” เวอร์ชั่นนี้ ที่ว่าด้วย“ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” จะยังมีประสิทธิภาพอยู่หรือไม
ผมคิดว่าอันนี้เป็นบทพิสูจน์นะครับ คือผมคิดว่าในด้านหนึ่งถ้าเรานิยาม“ชาตินิยม” อยู่ตรง“ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เป็น 3 หลักใช่ไหม มันก็จบ ถ้าตกลงกันว่าแค่นี้ก็จบ แต่ผมคิดว่าใน 70-80 ปีที่ผ่านมา มันมีปรากฏการณ์อันหนึ่ง ก็คือการเติมคำว่า“และ...” เข้าไป คำว่า“และ...” นี่สำคัญมาก
อย่างเช่นในตอนแรกมีการเติมคำให้เป็น“ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ” ซึ่งก็เปลี่ยนลักษณะของ “ลัทธิชาตินิยม” เก่า-ไป แน่นอนจากวิวัฒนาการประวัติศาสตร์ทางการเมืองของเรา คำว่า“และรัฐธรรมนูญ” มันก็ยังไม่เป็นผล มันก็ยังไม่ลงหลัก มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ และรัฐธรรมนูญฉบับไหนล่ะ จากฉบับที่ 1 ฉบับที่ 2 ซึ่งยังเป็น“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม” จนกระทั่งมาฉบับที่ 3 จนกระทั่งถึงฉบับปัจจุบัน คือฉบับที่ 18 เป็น “แห่งราชอาณาจักรไทย” แต่คำๆนี้“และรัฐธรรมนูญ” ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ
"แต่มันมีอะไรบางอย่างที่ผมสะกิดใจนะ และก็สะดุดตา ก็คือว่าภายหลังเหตุการณ์พฤษภาเลือด 2535 สถานที่ราชการของทหารอย่างน้อย 2 แห่งที่ถนนราชดำเนินนอก เขียนไว้เหนือตึกกับเหนือประตูทางเข้าของโรงเรียนนายร้อย จปร.(เก่า) ว่า “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน” ผมคิดว่าตรงนี้น่าสนใจมาก แปลว่ามันจะต้องมีอะไรบางอย่างนับตั้งแต่ปี 2535 “และประชาชน”
คำนี้น่าสนใจมาก เพราะว่ารัฐธรรมนูญเรายังมองเห็นได้ใช่ไหมครับ เราจับต้องได้ เป็นกระดาษ เขียนขึ้นมาอยู่ในสมุดไทยวางอยู่บนพานรัฐธรรมนูญอะไรก็ตาม แต่“และประชาชน” นี่ อะไรคือ“ประชาชน” คำนี้เป็นคำที่ผมว่าเป็น“นามธรรม” มาก
อย่างกรณีประธานาธิบดีลินคอล์น บอกว่า“ประชาธิปไตยคือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน” ประชาชนนี่คือใคร ใครๆ ก็บอกว่าเป็น“ประชาชน” ได้ใช่ไหมครับ “ประชาชน” ในที่สุดแล้วมันจะไปพิสูจน์เอาในวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง คะแนน 51 ต่อ 49 ก็ถือว่าชนะแล้วในระบอบการปกครองประชาธิปไตยสมัยใหม่ ก็กลายเป็นเสียงข้างมากแล้ว 51 ต่อ 49 ก็อ้างว่าเป็น“ประชาชน” ได้
เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมคิดว่าสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันของการต่อสู้ ทั้งการเมืองภายในระหว่าง“สีเหลืองกับสีแดง” และคู่ต่อสู้มีทั้งทางฝ่ายของพรรครัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ มีทั้งฝ่ายพันธมิตรฯ สีเหลือง มีทั้งฝ่ายสีแดง ซึ่งก็อาจจะพูดได้ว่าผู้นำก็คือคุณทักษิณกับคุณชวลิตนั่นเอง มันจะออกมาอย่างไรในการต่อสู้นี้ เพราะในที่สุดแล้วผมคิดว่าต้องมีเลือกตั้งไม่ช้าก็เร็ว และตรงนั้นแหละมันจะพิสูจน์ว่าคำว่า“และประชาชน” จะ 60 ต่อ 40 หรือ 55 ต่อ 45 จะอยู่กับข้างไหน จะอยู่กับวิธีการตีความและอ้างอิงของ“ชาตินิยม” เวอร์ชั่นเดิม หรือจะอยู่กับวิธีการและการตีความของเวอร์ชั่นใหม่ อันนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เราจะต้องจับตากันแบบไม่กะพริบเลย"
เท่ากับพิสูจน์ว่า ชาตินิยมแบบเก่ายังมีประสิทธิภาพแค่ไหน
"ตรงนั้นจะเป็นตัวบอกว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่มีประสิทธิภาพ ตรงนั้นจะเป็นตัวบอกว่าจะใช้ได้ผลไหม แต่ผมคิดว่าใกล้ๆ ตัวเราต้องดูว่าการชุมนุมในวันอาทิตย์ที่ 15 (พฤศจิกา 52) จะเป็นอย่างไร จะมีคนมาแค่ไหน จะจบลงในวันเดียวเพื่อแสดงพลังหรือว่าจะขยายต่อไปอีก อันนี้ผมคิดว่าก็คงต้องตามดูอย่างตาไม่กะพริบเช่นกัน เพราะว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ"
ถึงกระนั้น หลังจากอภิสิทธิ์ตอบโต้กัมพูชากลับไป ก็ทำให้โพลล์ความนิยมเพิ่มขึ้นมาก นั่นแสดงว่าคนไทยก็ยังมีฐานความคิดชาตินิยมเก่าอยู่พอสมควร
"ชาตินิยม” ฉบับดั้งเดิมที่เราใช้กันมาเกือบ 100 ปีฝังรากลึกมากนะครับ กี่เจเนอเรชั่น ถ้าคิดถึงเจเนอเรชั่นที่โดนปลุกระดมอย่างรุนแรง คือเจเนอเรชั่นแม่ผม แม่ผมก็เติบโตเป็นสาวในสมัยประมาณช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณช่วงเปลี่ยนจาก“สยามเป็นไทย” มารุ่นผมซึ่งเป็นรุ่น“ขิงแก่” และหลังรุ่นผมนี่มีอีกกี่รุ่นล่ะ ผมก็นึกถึงรุ่นลูก หลาน และเหลนด้วยซ้ำบางที ประมาณ 4-5 เจเนอเรชั่น 4-5 ชั่วอายุคน
เพราะฉะนั้นมันฝังรากลึกมาก สะกิดปุ๊บมันก็ติด ต้องพูดว่า“จุดปุ๊บก็ติดปั๊บ” แต่มันก็มี“แต่” อีกว่ากระแสนี้จะรักษาได้ยาวเท่าไหร่ นานเท่าไหร่ โพลล์ที่บอกว่า 3 เท่าตัวจะอยู่ไหม คือโพลล์ผมก็คิดว่ามันเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา มันมีปัญหามีเทคนิคมีอะไรเกี่ยวกับโพลล์เยอะแยะ ซึ่งคงจะพูดไม่ได้ครอบคลุม แต่ผมคิดว่าเพียงเมื่อประมาณ 2-3 อาทิตย์ที่แล้ว โพลล์ก็บอกว่าคุณทักษิณนำคุณอภิสิทธิ์ แต่ตอนนี้โพลล์ของคุณอภิสิทธิ์ได้รับความนิยมถึง 3 เท่า แต่อันนี้จะอยู่ไหม และผมคิดว่าเผลอๆ มันไปพิสูจน์เอาเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งเมื่อไหร่เราก็ไม่รู้ ตัวตัดสินน่าจะอยู่ตรงนั้น"
ประวัติศาสตร์บาดแผล
การนัดชุมนุมของพันธมิตรฯ ในวันอาทิตย์นี้ก็น่าจะวัดได้ระดับหนึ่ง ว่ากระแส“ชาตินิยม” จะปลุกขึ้นได้เพียงใด อ.ชาญวิทย์ยังไม่แน่ใจนัก เพราะเงื่อนไขเวลานี้ต่างจากยุคสฤษดิ์-จอมพล ป.
"เพราะว่าเอาเข้าจริง ถ้าเราดูเรื่องการปลุกกระแส“ชาตินิยม” ในอดีต มันถูกปลุกโดยรัฐ ถูกปลุกโดยรัฐบาล แต่ปัจจุบันรัฐบาลมีส่วนปลุกไม่เต็มที่ คือผมไม่คิดว่ารัฐบาลจะไม่ปลุกเลยนะ ผมคิดว่ารัฐบาลปลุกและก็รัฐบาลใช้เครื่องมือที่มีอยู่ โทรทัศน์บางช่องที่ออกมาเสนอ
“ประวัติศาสตร์บาดแผล” ประวัติศาสตร์“ฉบับพิกลพิการ” ว่าด้วย“พระยาละแวก” อะไรอย่างนี้
คือใช้วาทกรรมว่าพระนเรศวรนั้นล้างแค้นตัดหัวกษัตริย์กัมพูชาเอาเลือดมาล้างพระบาท ดูแล้วเหมือนกับพระนเรศวรนั้นใจดำอำมหิตมากเลย ล้างแค้นถึงขนาดหนัก แต่เอาเข้าจริงมันเป็นประวัติศาสตร์ซึ่ง“ถูกทำให้เชื่อ” ว่าพระยาละแวกถูกจับตัดหัว แต่ในข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้น กษัตริย์กัมพูชาหรือพระยาละแวกหนีไปเมืองลาวได้ อันนี้เป็นงานประวัติศาสตร์ซึ่ง อ.จันทร์ฉาย ภัคอธิคม ทำการศึกษาค้นคว้า เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เธอทำการค้นคว้าเรื่องพิธีปฐมกรรมพระยาละแวก และเธอก็ได้เป็นศาสตราจารย์ไปเพราะว่างานค้นคว้ายอดเยี่ยมมาก และก็ได้พิสูจน์แล้วว่าพระนเรศวรตีเมืองละแวกได้ แต่ฆ่าพระยาละแวกไม่ได้
แต่ว่าเป็นประวัติศาสตร์หนึ่งที่โทรทัศน์ของรัฐเอาขึ้นมาใช้ปลุกระดม ซึ่งผมคิดว่าอันนี้น่าเป็นห่วง มันเป็นการใช้“ประวัติศาสตร์บาดแผล” มาตอกย้ำ ทำให้เกิดความบาดหมางกับกัมพูชาต่อไป ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้คนไทยรับข้อมูลผิดๆ สืบทอด“อคติ” ความคิดที่เป็นลบต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด"
"แต่ว่าประเด็นที่น่าพูดถึง ก็คือว่า การปลุกกระแส“ชาตินิยม” ส่วนใหญ่ตอนนี้ ก็คือทำโดยกลุ่มพันธมิตรฯ กลุ่มเสื้อสีเหลือง ซึ่งไม่ใช่องค์กรของรัฐ ดังนั้นก็จะต่างกับสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่างจากสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม อันนั้นใช้เครื่องมือของรัฐโดยตรงเลย แต่ตรงนี้ต่างกัน เมื่อต่างแล้วก็อาจจะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่เคยเป็นมาในอดีต และมันต่างอีกตรงที่ว่าปัจจุบัน คือสมัยสฤษดิ์ กับสมัยจอมพล ป. ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีคู่ต่อสู้ทางการเมือง จึงเล่นได้ค่อนข้างสบายมาก เพียวๆ ไปเลย ในสมัยที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปลุกระดมเรื่องการแพ้คดีเขาพระวิหารนั้น พรรคฝ่ายค้านคือประชาธิปัตย์ หัวหน้าพรรคคือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ก็เป็นทนายให้รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ดังนั้นไม่มีคนคัดค้าน"
"ผมคิดว่าปัจจุบันมันมีกลุ่มการเมืองเยอะแยะที่ไม่เห็นด้วย คุณชวลิต คุณทักษิณนี่ชัดเจน และก็กลุ่มเสื้อแดง รวมทั้งยังมีความหลากหลายอีกเยอะแยะ ผมคิดว่ากลุ่มนักวิชาการถึงแม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ เสียงไม่ดังมากเท่ากับนักวิชาการกระแสหลัก ก็ไม่เห็นด้วยไม่น้อย และผมคิดว่าข้อสำคัญโลกปัจจุบันมันเป็นโลกของอินเทอร์เน็ต คนจำนวนมากเลยที่มีความรู้มีสถานะ สามารถใช้สื่อทางเลือก ไม่พึ่งกับสื่อปกติ ไม่พึ่งอยู่กับโทรทัศน์วิทยุ
อย่างผมนี่ปกติผมจะไม่ค่อยดูโทรทัศน์ เพราะผมคิดว่าโทรทัศน์นั้นอ่านข่าวและวิจารณ์ข่าวไปในตัว ผมว่าทำให้เรากลายเป็นจำเลยของคนอ่านข่าว มันไม่ให้อิสระเราได้คิด เขาให้เราเลยว่ามันคืออะไร ผมคิดว่าการอ่านหนังสือพิมพ์หรือการอ่านข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต มันมีอิสระที่ว่าเราคิดได้ เรามีเวลาคิด เราค่อยๆ อ่านก็ได้ ผมคิดว่าโทรทัศน์นี่เป็นอันตรายมากๆ เพราะฉะนั้นตัวผมเองไม่ค่อยดู ตามอยู่บ้างแต่ว่าไม่ค่อยดู คิดว่ามันทำให้คนไม่สามารถสร้างความคิดอิสระได้ ไม่สามารถจะปลดปล่อย ตกเป็นทาส
เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อเป็นอย่างนี้มันมีคนจำนวนหนึ่งที่หันไปหาสื่ออื่น ทำให้การปลุกระดมอย่างที่เคยทำมาในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม สมัยจอมพลสฤษดิ์ หรือสมัย 6 ตุลาก็ได้ ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร สมัย 6 ตุลา 19 มองกลับไป fax ยังไม่มีเลย โทรศัพท์มือถือก็ยังไม่มี พอมาพฤษภาเลือด 2535 มี fax มีโทรศัพท์มือถืออันใหญ่ๆ และก็มีกล้องวิดีโอ
ผมคิดว่าเทคโนโลยีสำคัญมากๆ ใครแพ้ใครชนะผมว่าบางทีเทคโนโลยีสำคัญมาก ฉะนั้น ในขณะนี้ใครไม่เล่นอินเทอร์เน็ต ใครไม่มีอี-เมล์เสียเปรียบมากนะ เจเนอเรชั่นผมส่วนใหญ่ไม่เล่นนะ พวก“ขิงแก่” นี่ไม่เล่น แต่ผมบังเอิญต้องไปสอนหนังสือเมืองนอกบ่อยๆ มันก็เลยมีความจำเป็นต้องใช้ เราก็ไม่อายที่จะให้เด็กมาสอน บางทีเราไปอยู่เมืองนอกเราไม่ค่อยอายเท่าไหร่ อยู่เมืองไทยอาจจะอาย ไม่กล้าบอกว่าเล่นอินเทอร์เน็ตไม่เป็น บางคนอาจจะต้องมี e-mail address ไว้แต่ไม่เคยเปิด เพราะฉะนั้นคนที่ไม่สามารถจับกุมเทคโนโลยีพวกนี้ได้เสียเปรียบมากๆ ก็แปลว่า ในอีกด้านหนึ่งคนจำนวนหนึ่งเขาหันไปหาสื่อทางเลือก ผมคิดว่าอันนี้จะเป็นประเด็นสำคัญมากในแง่ของการต่อสู้ในการเมืองครั้งนี้"
เมื่อเทียบกับยุคก่อน ความขัดแย้งของสองประเทศที่อ่อนไหวขนาดนี้ป่านนี้คงลุกลามไปไกลแล้ว
"มันมีคนออกมาทัดทานมีคนออกมาติง เพราะฉะนั้นมันก็อาจจะไม่ร้อนแรงเท่าที่ควร แต่ก็ไว้วางใจไม่ได้นะครับ เพราะว่า“ลัทธิชาตินิยม” นั้นเป็นอะไรก็ตามที่สามารถจะไปได้ไกลมากๆ คือ“ลัทธิชาตินิยม” เป็นเรื่องของความรัก ความรักชาติ เป็นบวก เป็นพลังสร้างสรรค์ แต่ถ้าล้ำเส้นมันก็กลายเป็นความหลง พอหลงปุ๊บ ก็คลั่ง หลงปุ๊บ ก็ตาบอด หลงก็คลั่งแล้วมันอาจไปถึงขนาดทำอะไรก็ได้ กลายเป็นพลังลบ เป็นพลังทำลาย อันนี้คือทวิลักษณ์ของ“ลัทธิชาตินิยม” เช่นเดียวกัน มีด้านที่เป็นบวกซึ่งดีมากๆ ถ้าเรารักชาติเราเสียสละ เราทำอะไรให้ชาติบ้านเมืองเราเจริญ ทำได้เยอะมาก แต่ถ้าเราข้ามเส้นบางเส้นไป ซึ่งมันอยู่ตรงไหนเราก็ไม่รู้นะ"
เส้นที่ว่านั้นอาจต้องมีศัตรูของชาติเสียก่อน
"อันนี้แหละมันถึงมีวาทกรรมประหลาดๆ เข้ามา วาทกรรมว่าด้วย“พระยาละแวก” วาทกรรมว่าด้วย“ตะกวดลิ้นสองแฉก” วาทกรรมว่าด้วย“ขอมไม่ใช่เขมร” วาทกรรมว่าด้วย“แผนที่ของฝรั่งเศสฝ่ายเดียว” วาทกรรมว่าด้วย“ทางขึ้น-สันปันน้ำ” อยู่ทางด้านเรา มันเป็นการสร้าง“ทัศนคติที่เป็นลบ” เป็นการสร้าง“อคติ” อย่างรุนแรงมากๆ"
กระทั่งมาถึงวาทกรรมล่าสุดที่ว่า คลั่งชาติดีกว่าขายชาติ
"ไม่น่าเชื่อนะว่ามันมาจากคนซึ่งมีการศึกษา ส่วนใหญ่แล้ว“ชาตินิยม” มักถูกปลุกโดยคนเมืองเป็นส่วนใหญ่ เป็นคนกรุงเทพฯ เป็นคนเมือง เป็นคนที่อย่างน้อยต้องมี“ปริญญาตรี” ผู้นำของลัทธิชาตินิยม ดูกลับไปเถอะครับ จอมพล ป. พิบูลสงคราม หลวงวิจิตรวาทการ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์"
"สิ่งที่ผมคิดว่ามันน่าวิตกมากก็คือ การเมืองภายในของความขัดแย้งที่ไม่ยอมจบไม่ยอมสิ้น ผมคิดว่าเมื่อล้มคุณทักษิณไปได้ด้วยการรัฐประหาร ก็ต่อต้านนอมินีของคุณทักษิณต่อ ก็คือคุณสมัคร สุนทรเวช กับคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในช่วงของการพยายามล้มคุณสมัครกับล้มคุณสมชาย มันมีเหตุบังเอิญเรื่องการขึ้นมรดกโลกของปราสาทพระวิหาร มันกลายเป็นเหมือนกับสวรรค์บันดาล ส่งอะไรมาให้“จุดปุ๊บติดปั๊บ” เลย มันก็กลายเป็นเรื่องที่สามารถจะใช้ถล่มทั้งคุณสมัคร คุณสมชาย คุณนพดลได้
และผมคิดว่ามันก็บานปลายต่อไป ถึงได้คู่ต่อสู้ใหม่คือสมเด็จฮุนเซน บานปลายถึงตรงนั้นกลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศไป และมันก็กระทบกว้างมากๆ เพราะมันไม่ใช่เรื่องในบ้านเรา และก็ไม่ใช่เพียงไทยกับกัมพูชา มันกลายเป็น“อาเซียน” มันกลายไปขึ้นเวทีโลก เป็นสิ่งซึ่งผู้คนทั้งหลายก็มองอย่างวิตกกังวล และเผลอๆ อาจจะค่อนข้างประหลาดใจและเผลอๆ ดูถูกดูแคลนด้วย ประเด็นมันคล้ายกับมันไม่มี“วุฒิภาวะ” หรืออย่างไร
ในวงการทูตที่ผมพบเจอในกรุงเทพฯ บรรดาข้าราชการการทูตของต่างประเทศเขาก็รู้สึก บางคนก็ประหลาดใจ ระคนกับการมองที่เหมือนกับว่าไอ้นี่มันอะไรนะ ทำนองนี้ ซึ่งในด้านหนึ่งมันก็น่าเศร้า อีกด้านหนึ่งเรื่องนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก คือน่าห่วง ผมคิดว่ามันมีสิทธิ์บานปลายมากๆ เลย"
"เลยกลายเป็นเรื่องของคุณทักษิณกับคุณอภิสิทธิ์ (หัวเราะ) ผมว่าดูๆ แล้วตกลงใครวางกับดักใคร คุณชวลิตไปพนมเปญกลับมาปุ๊บเป็นประเด็นเลย เรื่องจะมีบ้านพักหรูหราให้ และก็ตามมาด้วยฮุนเซน บอกว่าไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตามมาด้วยคุณทักษิณไปบรรยายพิเศษ ตามมาด้วยคุณอภิสิทธิ์เรียกทูตกลับ มันว้าวุ่นไปหมดนะ
ผมคิดว่าการต่างประเทศ การทูตของไทยเราตกต่ำอย่างมากๆเลย คือ นักการทูตของเรากลายเป็นนักการเมืองไปหมดแล้ว การทูตที่เราเคยมีชื่อเสียงลือลั่นไปทั่วโลก ใน Southeast Asiaในอุษาคเนย์ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงบัวแก้ว ผมคิดว่ายุคนี้ตกต่ำที่สุด นักการทูตไม่เล่นบทนักการทูต นักการทูตเล่นบทนักการเมือง อันนี้ คือสิ่งที่ผมว่ามันไม่น่าเชื่อนะ สิ่งที่เราเรียกว่ามารยาททางการทูต ความเป็นผู้ดี อะไรต่างๆ หายไปหมดเลย พอการเมืองขึ้นสมอง หายไปหมดเลย ความเป็นผู้ดี ความที่มีชาติวุฒิ คุณวุฒิ วัยวุฒิ มันหายไปหมดเลย”
มันน่าเศร้า ในแง่อดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศเก่า นะ ผมทำงานที่นั่นก่อนไปเรียนหนังสือเมืองนอก อันนี้ มันไม่ใช่ภาพของนักการทูต ที่เราเคยเห็นและที่มันอยู่ในอุดมคติของเราเลย ที่เคยเรียน สมัยก่อนธรรมศาสตร์ มีรัฐศาสตร์การทูต ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมรู้สึกเศร้าใจมากๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะตกต่ำไปถึงขนาดนี้”
สาม scenarios
สถานการณ์ขณะนี้ เราอาจต้องมองไปถึงขั้นปิดสถานทูต พรมแดน อ. ชาญวิทย์มองว่า ตอนนี้ สถานการณ์ปัจจุบัน อาจจะออกมาในลักษณะ 3 scenarios
“scenarios ที่ (หนึ่ง) คือ อาจจะแรงกันไปแรงกันมา พอต่างฝ่ายได้ “แต้มคะแนน” อย่างที่ตัวเองคิดว่าตัวเองได้ ก็อาจจะเลิกรา พักรบชั่วคราว ผมหวังว่ามันจะออกมาอย่างนี้นะ พักรบชั่วคราว คือ สิ่งที่หวังอย่างนี้ ก็เพราะว่าเมื่อมองแล้ว ฝ่ายทหารของไทยก็ดี ฝ่ายทหารของกัมพูชาก็ดี ยังไม่เข้ามาเล่นในเกมนี้ อันนี้ เป็นเกมนักการเมืองเพียวๆ เลย ทหารยังไม่เข้ามาเล่น ดังนั้น เมื่อไม่มีกำลังสนับสนุนจากทหาร คือ “ลัทธิชาตินิยม” ในเวอร์ชั่นเดิม ต้องใช้กำลังกองทัพสนับสนุน นะครับ ไม่ว่าจะเป็นสมัยจอมพล ป. หรือจอมพลสฤษดิ์ กำลังกองทัพสนับสนุน ถึงจะเดินเกมได้ และมีประสิทธิภาพ มีเครื่องมือ มีอุปกรณ์ แต่ว่า ณ ปัจจุบัน เรายังไม่เห็น และหวังว่าคงไม่เห็น ที่ทหารจะเข้ามาเล่น
นั่นเป็น scenarios ที่ (หนึ่ง) แต่ผมก็ยังวิตกอีกว่า มันอาจจะมีสิ่งที่น่าวิตกไปกว่านั้น คือ scenariso ที่ (สอง) ก็คือ ฝ่ายคุณทักษิณบวกคุณชวลิต ฝ่ายสีแดง และยังบวกฝ่ายฮุนเซนอีก ก็แรงต่อ ดูแล้วแรงมากๆ จากการสัมภาษณ์ ก็ดี อย่างที่ได้เห็น ได้อ่านจากสื่อ แปลว่าทางฝ่ายนี้ อาจจะดันไปถึงกระทั่งคุณอภิสิทธิ์ ไม่มีทางเลือก ต้องยุบสภา ยกไปอีกระดับหนึ่ง แต่ถ้าออกอย่างนี้ ให้ยุบสภา มันก็ยังเป็นวิถีทางประชาธิปไตยอยู่ ใช่ไหม ครับ
มันไม่น่ากลัวมากนัก บางคนอาจจะหวั่นวิตก เมื่อยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ในเมื่อการเมืองอย่างไรก็ตาม หนึ่งคน ต่อหนึ่งคะแนนเสียงอยู่นั่นแหละ คนที่จะไปหย่อนบัตร ที่อาศัยอยู่ 800 กิโลเมตร จากสามเหลี่ยมมรกต ที่ จ. อุบลราชธานี ไล่มาอีสานใต้ พนมดงรัก ไล่ลงไปภาคตะวันออก จันทบุรี ตราด จะลงคะแนนเสียงให้ใคร ตรงนี้ สำคัญมากๆ นี่ยังไม่พูดถึง 3-4 จังหวัดภาคใต้นะ ยังไม่พูดถึงนครปัตตานี นะครับ
ซึ่งผมคิดว่าคุณชวลิตโดนใจชาวบ้าน ดังนั้น ผมว่าอันนี้น่าสนใจมากๆ จะพิสูจน์เรื่องที่ผมบอกว่า “และประชาชน” นี่เป็น scenarios ที่ (สอง) ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็ต่อสู้กันไปตามวิถีทางประชาธิปไตย การเลือกตั้ง การ form รัฐบาลใหม่ และก็ค่อยๆไปหาทางกันข้างหน้า คุณชวลิตก็มีสิทธิรีเทิร์น”
ส่วน scenarios ที่ (สาม) ผมคิดว่าอันนี้ ผมวิตก คือ ผมคิดว่าอย่างที่เคยพูดแต่แรกว่า “ลัทธิชาตินิยม” ฉบับดั้งเดิม ก็ใช้ได้ผลมาแล้วเป็นเวลาเกือบ 100 ปี ก็อาจจะยังเป็นผลอยู่ก็ได้ในตอนนี้ มันไปโดนใจ ไปจี้จุดของความเป็นไทย ไปจี้จุดของชาติ ศาสนา พระมหากษัคริย์ ความจงรักภักดี ที่มีสิทธิบานปลาย มันก็เคยเป็นมาแล้ว ใช่ไหมครับ อย่าง “กรณี 6 ตุลา” ที่จุดประเด็น ปลุกระดมเกี่ยวกับเรื่องของสถาบันฯ แล้วเข้ามาฆ่านักศึกษาในธรรมศาสตร์ ก็มีมาแล้ว
เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้ ถ้าบานปลาย ผลักดันกันไป จะโดยทั้งฝ่ายเสื้อเหลือง หรือว่าบางส่วนมาจากรัฐบาล ก็ดี มันไปไกลกระทั่งร้ายแรงยิ่งๆ ขึ้น ก็คือ ปิดพรมแดน อันนี้ ในแง่เศรษฐกิจพัง เพราะว่าไทยกับกัมพูชานั้น มีการลงทุน ค้าขาย แลกเปลี่ยนกันมากมหาศาล
ประเด็นนี้ มิติทางเศรษฐกิจ ไม่มีในสมัยสฤษดิ์ ประเด็นนี้ไม่มีในสมัยจอมพล ป. ประเด็นนี้ มีเมื่อคุณชาติชาย ชุณหะวัณ เปลี่ยนสนามรบ ให้เป็นตลาดการค้า เพราะฉะนั้น เขาบอกว่าตัวเลขคือ 4-5 หมื่นล้าน แต่พวกนักธุรกิจบอกว่า นั่นมันเป็นตัวเลขที่เห็นจะๆ แต่ว่าตัวเลข ที่อาจจะมองไม่เห็น อาจจะ 8 หมื่นล้าน ซึ่งหมายความว่ามากมายมหาศาล ไทยได้เปรียบดุลการค้า ดุลการชำระหนี้ประเทศเดียว รอบบ้าน คือ กัมพูชา ไทยเสียเปรียบดุลการชำระหนีกับทุกประเทศ อย่างกรณีลาว เราคิดว่าเราได้จากลาว ไม่ใช่ เราต้องเสียค่าซื้อไฟฟ้าจากลาวมากทีเดียว และเราก็ไม่ได้เปรียบกับพม่า เราไม่ได้เปรียบกับมาเลเซีย
เพราะฉะนั้น แปลว่ากรณีของธุรกิจการค้าในกัมพูชา จะมีผลกระทบอย่างรุนแรงมาก สายการบินของคนไทยจะเอาอย่างไร ปูนซีเมนต์ไทย ซึ่งมีรายได้ผลประโยชน์มหาศาลในกัมพูชา ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึงมีสาขาประมาณ 3-4 สาขาในกัมพูชา (แต่ไม่ใช้ชื่อ Siam Commercial Bank นะ เพราะคำว่า Siam หรือเสียม มัน sensitive ก็ใช้ชื่อว่า Cambodian Commercial Bank) จะเป็นอย่างไร เบียร์สิงห์ เบียร์ช้าง โรงแรมขนาดใหญ่ ธุรกิจการท่องเที่ยว export-import บริษัทพลาสติก เครื่องสำอาง
คนกัมพูชาใช้ของไทยเยอะมาก เพราะพรมแดนมันติดกัน ไทยเราเข้าไปก่อน คุณชาติชายเปิดปุ๊บเราเข้าไปเลย เราได้เปรียบมาก เวียดนามยังงุ่มง่ามๆ อยู่ แต่ตอนนี้เวียดนามกำลังยิ้มเลยล่ะ ยิ่งปัญหาไทยกับกัมพูชายาวเท่าไหร่เวียดนามยิ่งได้เปรียบมากเท่านั้น บนโต๊ะอาหารของในพนมเปญในเมืองใหญ่ๆ ก็ดี น้ำปลา ซอส อะไรก็ตาม ของเวียดนามกับของไทยตั้งคู่แข่งกันอยู่บนโต๊ะ และผมคิดว่าเวียดนามมีสิทธิจะผลักไทยตกโต๊ะได้
เพราะว่ากัมพูชาก็มี“ลัทธิชาตินิยม” เหมือนกัน เขาก็ปลุกระดมไม่ใช้สินค้าของ“พวกเสียมพวกไทย” อันนี้น่าวิตก แต่ผมคิดว่าที่มันน่าวิตกยิ่งกว่านั้นก็คือว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจการค้าเป็นเรื่องการค้าชายแดน มันข้ามไปข้ามมา แปลว่าคนที่จะถูกกระทบคือ คนระดับกลางระดับล่างรากหญ้า ระดับบนผมไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่หรอกเพราะสายป่านเขายาว บริษัทใหญ่ๆ ธนาคารสายป่านยาวมาก แต่ว่ากลางกับล่าง ยิ่งล่างเขาหาเช้ากินค่ำ 800 กิโลเมตรตามจุดผ่านแดนต่างๆ ผมคิดว่าตรงนี้แหละที่จะพังพินาศทางเศรษฐกิจ คนเจ็บคือประเทศไทย"
ท่าทีฮุนเซนจึงได้ไม่ยี่หระ
“เขาก็ไปเอาทางเวียดนาม ถ้าใครเคยไปเที่ยวพนมเปญกับไซ่ง่อน ถนนจากไซ่ง่อนมาพนมเปญมันดีมากเลย ที่ด่านชายแดนกัมพูชากับเวียดนาม แค่ตรวจคนเข้าเมืองมันหรูหราฟู่ฟ่ามาก เทียบกับถนนมาบ้านเราตรงปอยเปตมาอรัญประเทศเทียบกันไม่ได้เลย นั่นแปลว่าเส้นทางสินค้าจากเวียดนามเข้ากัมพูชาสะดวกสบายมากๆ
อันนั้นด้านหนึ่งในแง่ของมิติเศรษฐกิจ แต่ผมคิดว่าในแง่ของการเมืองถ้ามันขยายจากปิดพรมแดน และฝ่ายทหารถูกเกมการเมืองบีบบังคับให้ต้องลุกขึ้นมาเล่นเกม“รักชาติ” ด้วยมันก็นำไปสู่การปะทะปะทะประปรายเป็นสงครามเล็กสงครามน้อย ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าเสียหายหนักมากๆ และผมก็ไม่แน่ใจว่าทางฝ่ายทหารไทยจะพร้อมในการรบแบบสงครามนอกรูปแบบเกมยาวๆ หรือไม่ เพราะว่าเท่าที่ทราบอย่างช่วงชายแดนศรีสะเกษ สุรินทร์ ติดกับพระวิหารของกัมพูชา ผมว่ารัฐบาลฮุนเซนย้าย “เขมรแดง” เก่ามาอยู่หมดแล้ว ผมคิดว่าพวกนั้นคือคนที่รู้จักพื้นที่ชำนาญพื้นที่ เคยอยู่ตรงนั้นประมาณ 10 ปีในสมัยที่รัฐบาลของคุณเปรม ติณสูลานนท์ ให้การสนับสนุนเขมร 3 ฝ่าย รวมทั้ง“เขมรแดง”
เพราะฉะนั้นอันนี้น่าห่วง ถ้าปะทะกันแล้วในแง่ของสงครามนั้นคนซวยคนตายก็คือทหารตัวเล็กๆ และก็ชาวบ้านแถวนั้น พวกเราที่อยู่กรุงเทพฯ ไม่มีปัญหา ผมว่าเราก็อาจจะนั่งอยู่ในห้องแอร์ต่อไป เปิดเครื่องอินเทอร์เน็ตอะไรทำนองนี้ แต่คนที่เดือดร้อนคือทหารตัวเล็ก ๆ ลูกชาวบ้าน ผมคิดว่าที่จะเจ็บหนัก ตาย ก็ตั้งแต่ปีที่แล้ว สองฝ่ายก็ตายไป 7-8 คนแล้ว และยังมีการเผาบ้านร้านค้าที่เชิงปราสาทพระวิหารอีก เมื่อเดือน เม.ษ. ที่ผ่านมา ผมว่าคนตัวเล็กๆ จะโดน กล่าวคือ“ลัทธิชาตินิยม” มันเป็นประโยชน์กับคนระดับกลางในเมืองกับคนชั้นสูง แต่มันไม่ค่อยเป็นประโยชน์กับคนระดับล่างคนตัวเล็กตัวน้อยรากหญ้าเท่าไหร่“ลัทธิชาตินิยม” ที่ผ่านมา และผมคิดว่า“อาเซียน” จะทำอย่างไร ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ จะทำอย่างไรคงกระอักกระอ่วน
ดร.สุรินทร์เคยพูดกับผมเมื่อสัมมนาครั้งหนึ่งที่นครศรีธรรมราช อ.สุรินทร์บอกปราสาทเขาพระวิหารเป็นปราสาทฮินดู-พราหมณ์ ของพระศิวะ ประเทศพุทธ 2 ประเทศขัดแย้งกัน แย่งกัน จะให้ผมซึ่งเป็นมุสลิมมาแก้ (หัวเราะ) ผมไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะตัวเองเป็นพุทธใช่ไหมครับ ขอให้ ดร.สุรินทร์ซึ่งเป็นมุสลิมมาช่วยแก้ อ.สุรินทร์แกก็อึกอักๆ บอกขอให้ทุกคนมีขันติ”
เสียมโป๊ยก๊ก
นี่เป็นครั้งแรกที่การเมืองไทยถูกแทรกแซงจากเพื่อนบ้านอุษาคเนย์ ด้านหนึ่งเป็นผลมาจากความอ่อนแอของการแบ่งสีแบ่งขั้วอย่างยืดเยื้อ จน อ.ชาญวิทย์เปรยว่า เราอาจลืมไปแล้วว่าตอนที่เขมรแตกเป็นหลายฝ่าย คนไทยสนับสนุน“เขมรแดง” อยู่หลายปี ตอนนี้เราจีงเผชิญกับสถานการณ์ที่เขมรสนับสนุน“ไทยแดง”
“ทางออกของวิกฤติบ้านเมืองเราคือผู้นำต้องประนีประนอม ถ้าไม่ประนีประนอมก็ไม่จบ ผมก็เสนอเอาไว้ว่าถ้าจะแก้ปัญหาที่เราเจออยู่ขณะนี้ ความแตกแยกในสังคมไทยแบ่งเป็นเสื้อตั้งไม่รู้กี่สี ผมเรียกตามแบบพวก“งิ้วธรรมศาสตร์” เรียกเป็น“เสียมโป๊ยก๊ก” คือมีอยู่ 8 ก๊ก ไม่ใช่ 2 ก๊ก
ไม่ใช่มีแค่เหลืองกับแดง มีชมพู มีน้ำเงิน ฟ้า เขียว มีกากี ขาว อันนี้มันเป็นความแตกแยกอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในสังคมไทย ยกเว้นตอนหลังเสียกรุงศรีอยุธยา นั่นเป็น“ก๊ก” ต่างๆ เยอะแยะ กว่าพระเจ้าตากจะปราบก๊กเหล่านั้นได้ต้องใช้เวลาหลายปี ฉะนั้นตอนนี้ก็น่าวิตก ความแตกแยกของสังคมเราซึ่งเป็น“เสียมโป๊ยก๊ก” ผมคิดว่าถ้าสมาน-สามัคคี-ปรองดอง หรือขอใช้คำจีน คนกรุงเทพฯ จะได้เข้าใจ คือ“เกี้ยเซี้ย” ถ้าเกี้ยเซี้ยกันไม่ได้ ผมว่าอนาคตของเราก็น่าห่วง”
“ในประเด็นที่ (สอง) ผมคิดว่าถ้าเราไม่สามารถจะ“ปฏิรูป” แก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน ไม่ใช่เขียนขึ้นมาในลักษณะที่เราเห็นปัจจุบันมันเป็นฉบับสำหรับ“กลุ่มคน” หรือ“หมู่คณะ” ถ้าเราแก้อันนี้ไม่ได้ ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยน “วาทกรรม” ให้เป็นรัฐธรรมนูญแห่ง“สยาม” ยังเป็น“ไทยๆ” อยู่อย่างนี้ บ้านเมืองก็น่าห่วง
ประเด็นที่ (สาม) ผมคิดว่าถ้าเราไม่ทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันสูงสุด เป็นสถาบันกลาง พอเหมาะพอควรกับระบอบประชาธิปไตย เพื่อการยึดถือเคารพบูชาของประชาชนโดยส่วนรวม ไม่ถูกเอาไป“อ้าง” เอาไป“อิง” เพื่อประโยชน์ของ“กลุ่มคน” กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือ “หมู่คณะ” ถ้าเราทำอันนี้ไม่ได้ บ้านเมืองของเราก็แย่
ประเด็นที่ (สี่) ผมคิดว่าถ้าเราไม่ทำให้สถาบันทหาร ตำรวจ พลเรือน ตุลาการ เป็นสถาบันที่ปราศจากการแทรกแซงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่สามารถจะทำให้มีความคิดที่เป็นประชาธิปไตย ถ้าเราทำไม่ได้ สถาบันเหล่านี้ก็จะถูกใช้เพื่อประโยชน์“กลุ่มคน” หรือ“หมู่คณะ” ใดคณะหนึ่ง บ้านเมืองก็มีปัญหาอีก นี่เป็น 4 ข้อที่ผมมองไว้ ถ้าแก้เรื่อง“เกี้ยเซี้ย” ไม่ได้ แก้เรื่องรัฐธรรมนูญไม่ได้ แก้เรื่องสถาบันกษัตริย์ไม่ได้ แก้เรื่องสถาบันข้าราชการ-ทหาร-ตำรวจ-ตุลาการไม่ได้ ก็มีปัญหาฉะนั้นผมมองว่ามันมีสิทธิจลาจลเป็น“กาลียุค” ผมใช้คำนี้อยู่บ่อยๆ มีสิทธิเป็น“กาลียุค” เพราะฉะนั้นก็น่าเป็นห่วงมากๆ สำหรับอนาคตของบ้านเมืองเรา”
(เขา)รู้เรา-ไม่รู้เขา
จากการได้รับทุนร็อกกี้เฟลเลอร์ ภายใต้โครงการของ Center for Khmer Studies (CKS) ทำให้ อ.ชาญวิทย์ เดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างไทย-กัมพูชา อยู่กว่า 6 เดือนเมื่อปีที่แล้ว เพื่อสอนหนังสือคนหนุ่มสาวที่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นช่วงเวลาที่ ฮุน เซน ชนะการเลือกตั้งท่วมท้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อ.ชาญวิทย์เล่าว่า ในช่วงเวลานั้น ผู้นำพรรค Cambodian People’s Party (CPP) ใช้กระแสปราสาทพระวิหารปลุก “ลัทธิชาตินิยม” จากชาวกัมพูชา จนได้รับคะแนนเสียงถึง 58.1 เปอร์เซ็นต์ของผู้ไปออกเสียงเลือกตั้ง
“ผมคิดว่าความมั่นใจของ ฮุน เซน ก็คือการเลือกตั้งเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว หลังจากที่ไทยประท้วงเรื่องปราสาทพระวิหารขึ้นมรดกโลก เขาก็ได้ขึ้นทะเบียนไป เพราะฉะนั้นปลายเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว พรรคประชาชนกัมพูชา Cambodian People’s Party ชนะเลือกตั้งขาดลอย เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลฮุน เซน ไม่ต้องเป็นรัฐบาลผสม ไม่ต้องสนใจพรรคอื่นๆ ไปเลย พรรคของสม รัง สี ยังอยู่ส่งเสียงได้บ้างเป็นครั้งคราว แบบคราวเรื่องไปถอนหลักเขตที่สวายเรียง ติดกับเวียดนาม ก็ไม่มีความหมายทางการเมือง
และฮุน เซน ก็ถือว่าปราสาทพระวิหารเป็น“วาระแห่งชาติ” ในแง่ที่ว่าสามารถจะปลุกความรู้สึกนึกคิด“ชาตินิยม” ได้อย่างดี คุณไปลงเครื่องบินที่เสียมเรียบก็ดี ที่พนมเปญก็ดี ป้ายมหึมาเป็นรูปปราสาทพระวิหาร คุณออกจากสนามบินพนมเปญ ถนนวิ่งเข้าเมืองไปพระบรมมหาราชวัง ไปริมน้ำโขง เต็มไปด้วยป้ายปราสาทพระวิหาร ผมไปนอนโรงแรมบางโรงแรมในกัมพูชา ในห้องเอารูปปราสาทพระวิหารมาติดไว้ใหญ่ท่วมหูท่วมตาเลย ธนบัตรใบละ 2,000 เรียล ซึ่งเป็นใบที่ใช้กันเยอะเป็นรูปปราสาทพระวิหาร”
“กัมพูชามีมรดกโลก 2 แห่ง คือ นครวัด-นครธม กับปราสาทพระวิหาร ในธนบัตรกัมพูชาเกือบจะทุกใบ เกือบจะทุกราคา ต้องมีรูปปราสาท ผมเรียกว่า “ปราสาทศิลาชาตินิยม” ของเรามี“ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เขาก็มี“ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และปราสาท” ซึ่งขลังมากๆ จำได้ใช่ไหมกรณีปล่อยข่าวกบ-สุวนันท์ ปราสาทหินนครวัด นี่มัน“จุดปุ๊บติดปั๊บ” นะ
ในกัมพูชา และเขาก็เน้นมากๆ ไม่ว่าจะเป็นธนบัตร โปสเตอร์ เพลง เราคิดว่าไทยมีเพลง“ขี้ตู่กลางนาขี้ตาตุ๊กแก” เรื่องคดีปราสาทพระวิหาร เขาก็มีเยอะเลย ในแสตมป์ก็มี คุณไปไหนในกัมพูชา คุณหนี“ปราสาทพระวิหาร”ไม่ได้เลย ทางหลวง ไฮเวย์เป็นป้ายมรดกโลกเต็มไปหมด และตราของยูเนสโก เขาเล่นเกม nationalism กับ internationalism เขาเล่นเกมเอาตรายูเนสโกติดทั่วไปหมด เรามีมรดกโลก 5 แห่ง มีมากกว่าเขาอีก เราไม่เห็นเลยว่าเอามาทำอะไรต่ออะไรให้เห็นเตือนใจ”
อ.ชาญวิทย์ยังเล่าว่า นักศึกษากัมพูชาเป็นผู้พาเดินทางขึ้นไปถึงปราสาทพระวิหารทางด้านเขมร ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาเราคิดแต่ว่าทางขึ้นอยู่ฝั่งไทย แต่จากรูปถ่ายที่ อ.ชาญวิทย์บันทึกไว้ แสดงให้เห็นว่ากัมพูชาตัดถนนขึ้นตรงถึงปราสาท หลักฐานชิ้นนี้ทางทหารไทยยังต้องติดต่อขอจากอาจารย์(ดูเรื่องและภาพในนิตยสาร “สารคดี” ฉบับเดือนตุลาคม 2552)
“เราคิดว่าเรารู้จักเขาดี เรามีปัญหากันเองภายในก็แล้ว ของ “โป๊ยก๊ก” ก็ยังไปมีปัญหากับข้างบ้านอีก และข้างบ้านก็ไม่ใช่ข้างบ้านธรรมดาๆ เสียด้วย เป็นข้างบ้านซึ่งผ่านประสบการณ์การเมืองมาอย่างโชกโชน ผ่านความหายนะเจ็บปวดมาอย่างรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ผมคิดว่านายกรัฐมนตรีฮุน เซน นอกจากเป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งนานมากๆ 20 กว่าปี ยังเป็นนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาเพียงคนเดียวที่ได้พบนายกรัฐมนตรีของสยามประเทศไทยมาแล้วเป็นสิบคนได้มั้ง จากคุณชาติชาย คุณชวน คุณบรรหาร คุณชวลิต คุณทักษิน คุณสมัคร คุณสมชาย คุณอภิสิทธ์ ดังนั้นถามว่านายกฯ เรารู้เขา หรือนายกฯ เขารู้นายกฯ เรา คือเขาต้องมีประสบการณ์ที่มหัศจรรย์มาก เขาเจอมาแล้วเป็นสิบคน รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา ฮอร์ นัมฮง พบรัฐมนตรีของไทยมาแล้วประมาณ 15 คน ผมคิดว่าแสดงว่าคลังข้อมูลและประสบการณ์ของเขาคงสูงมากๆ ของเรามันตุปัดตุเป๋”
ใจ อึ๊งภากรณ์ : เลิกรักชาติกันได้แล้ว
ที่มา ประชาไท
ใจ อึ๊งภากรณ์
จากสงครามตัวแทนที่กำลังจะกลายเป็นสงครามตัวจริง
บทความโดย...ปูนนก
ไปๆ มาๆ การรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมาน่าจะไม่ใช่เพียงแค่การยึดอำนาจจากรัฐบาลประชาชนคือ พรรคไทยรักไทย ไปสู่อำนาจเผด็จการอมาตย์ศักดินา เพื่อปรับดุลอำนาจใหม่แต่เพียงอย่างเดียวเหมือนดังในอดีตที่ผ่านมาเสียแล้ว ระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมาหลังการรัฐประหาร ได้มีสิ่งบอกเหตุหลายอย่างที่สำแดงให้เห็น และชัดเจนขึ้นในการเมืองระดับโลกว่า “การรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549” นี้ดูท่าจะไม่เป็นเรื่องธรรมดาอีกต่อไป.... ซึ่งถ้าผู้ติดตามข่าวสาร และนำมาวิเคราะห์สักเล็กน้อยก็จะพอมองเห็นภาพ หรือเค้าลางที่ค่อย ๆ เปิดเผยชัดเจนขึ้นมาทีละเล็กละน้อย
ความขัดแย้งทางด้านสังคมการเมืองและเศรษฐกิจที่ส่งผลมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป ทุกวันนี้ก็ยังไม่จางหายไปแม้แต่น้อยประเทศในโลกที่สามที่เป็นแหล่งทรัพยากรอย่างเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ไม่อาจจะพ้นไปจากความขัดแย้งระดับโลกนี้ได้....
ทุกวันนี้ดูเหมือนโลกจะแคบลงอดีตเมื่อสัก 100 ปีที่แล้วถ้าพูดถึงอเมริกา หรือยุโรป นั่นหมายความว่าต้องเดินทางกันแรมเดือนแรมปี กว่าจะไปถึงได้ ดังนั้นอิทธิพลทางการเมืองผลประโยชน์หรือความขัดแย้งใด ๆ ไม่อาจจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมากนัก ประเทศไทยจึงอยู่ได้อย่างสมบูรณ์พูนสุข ชนิดที่เรียกว่าในน้ำมีปลาในนามีข้าว...ด้วยวัฒนธรรมแบบไทย ๆ มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เชื่อในเรื่องบุญกรรม, กุศลบารมี ฯลฯ ประเทศจึงร่มเย็นเป็นสุขมาช้านานอย่างน้อยก็ในระดับประชาชนโดยทั่วไป....
ความขัดแย้งที่เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย โดยหลาย ๆ ชาตินั้นเป็นที่น่าสังเกตและจับตามองอย่างยิ่ง....ทำไมรัฐบาลกัมพูชาโดยท่านนายกฮุนเซน ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวกับรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์เช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่ในช่วงเริ่มต้นตั้งรัฐบาล นายกอภิสิทธิ์ ก็ยกคณะไปเยี่ยมเยียนอีกทั้งยังนำเอาวัตถุโบราญของชาติไปมอบให้จำนวนหลายรายการ เรียกว่า “บรรณาการ” กันถึงที่ ซึ่งก็น่าจะเป็นที่พออกพอใจนายกฮุนเซนมิใช่น้อย... แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องเขาพระวิหาร แต่ก็ดูเหมือนว่าฝ่ายรัฐบาลไทยโดยนายกอภิสิทธิ์จะเป็นผู้หลีกเลี่ยงการปะทะในความขัดแย้งเสียมากกว่า ยอมแม้กระทั่งให้รัฐบาลกัมพูชาตัดถนนล้ำเขตแดนเข้ามากว่า 250 เมตร ในพื้นที่ทับซ้อน โดยไม่ยื่นประท้วงแต่อย่างใด....
สิ่งที่น่านำมาพิจารณาก็คือทำไมกัมพูชาและประเทศอาเซียนรอบบ้านเราหลายประเทศแสดงท่าทีไม่ให้การสนับสนุนรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ นี่ยังไม่รวมถึงประเทศในแถบตะวันออกกลางที่ให้การสนับสนุนท่านนายกทักษิณอย่างชัดเจน.... ขณะที่ประเทศที่ไกลออกไปอย่างอังกฤษ และอเมริกากลับแสดงท่าทีตรงกันข้าม....
อังกฤษถอนวีซ่าท่านนายกทักษิณ ทูตอังกฤษประจำประเทศไทยเข้าพบอมาตย์เฒ่าสี่เสาอย่างต่อเนื่อง...อเมริกานำกองเรือมาจอดที่พัทยาและภูเก็ตในช่วงที่มีกระแสการรัฐประหารรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์อย่างหนาหู.... กองกำลังพิเศษของอเมริกาเดินทางโดยเครื่องบินจากอ่าวเปอร์เซียเพื่อจะมาปฏิบัติการบางอย่างในประเทศไทย (แต่ถูกสกัดจับได้ที่น่านฟ้าอินเดีย)....
ภาพเหล่านี้เหมือนตัวจิกซอว์ที่เริ่มต่อกันเป็นรูปร่างเห็นชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า “การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 มิใช่เพียงการยึดอำนาจธรรมดา ๆ เสียแล้ว” แต่เป็นการปะทะกันของขั้วอำนาจสองขั้วอำนาจที่มีอิทธพลทางการเมืองของสองมหาอำนาจสองขั้วเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและคอยบงการอยู่.... ซึ่งเมื่อเราเริ่มมองเห็นภาพ Puzzle ที่ค่อย ๆ ต่อโดยจิกซอว์ มากขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานะประชาชนธรรมดาทั่ว ๆ ไป ก็จะเริ่มเข้าใจการต่อสู้ทางการเมืองในครั้งนี้แล้วว่า เกิดขึ้นได้อย่างไรและจะดำเนินไปจนจบในหนทางใด....
ทำไมภายหลังรัฐประหารแล้ว อเมริกาไม่ออกมาประนามหรือมีปฏิกริยาใด ๆ กับการทำรัฐประหารโดย คมช. ขณะที่การรัฐประหารในฮอนดูรัส “องการรัฐอเมริกา (OSA) กลับประกาศให้คณะรัฐประหารคืนอำนาจให้ประธานาธิบดีเซเลยาภายใน 72 ชั่วโมง” ขณะที่รัฐบาลจีนได้ทำเรื่องขอตัวท่านนายกทักษิณอย่างเป็นทางการไปร่วมงานในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิค ทั้งๆ ที่เวลานั้นท่านนายกทักษิณ กำลังถูกพิจารณาดำเนินคดีที่ดินรัชดาเป็นเหตุและช่องทางให้ท่านนายกทักษิณหลบหนีจากการถูกพิจารณาคดีอันไม่เป็นธรรมนี้ไปได้อย่างฉิวเฉียด....
รัฐบาลในกลุ่มประเทศอาเซียนต่างก็มีสัมพันธ์อันดีและแนบแน่นอยู่กับประเทศจีนไม่ทางตรงก็ทางอ้อม... ทั้งความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร ภายหลังจากที่อิทธิพลของอเมริกาจางหายไปจากภูมิภาคนี้หลังสงครามเวียดนาม และประเทศจีนซึ่งปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นประเทศที่ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วในการพัฒนาประเทศและมีศักยภาพสูงมากทัดเทียมกับประเทศอเมริกาและยุโรป จึงพยายามที่จะเข้ามามีอิทธิพลในฐานะผู้นำทางอำนาจแห่งเอเซียโดยเฉพาะภูมิภาคนี้เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ทั้งทางเศรษฐกิจ และทางทหาร....
การที่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่มีสายสัมพันธ์เป็นน้ำเนื้อเดียวกับพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไปได้เข้ามาเป็นรัฐบาลถึง 2 รัฐบาล แต่ก็ถูกอำนาจลึกลับจัดการจนกระเด็นตกจากอำนาจทางการเมืองของไทยไปทั้ง 2 รัฐบาลนั้น...แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอำนาจลึกลับที่ครอบคลุมประเทศนี้อยู่นั้นไม่ต้องการให้รัฐบาลที่มีสายสัมพันธ์กับท่านนายกทักษิณ ขึ้นมามีอำนาจในการทางการเมืองของประเทศไทย ทั้งๆ ที่เป็นรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ.. ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น...
แม้ในขณะนี้ก็ยังมีกระแสสร้างความเกลียดชังให้กับท่านนายกทักษิณ และรัฐบาลไทยรักไทยที่ผ่านมา ทำไมท่านนายกทักษิณจึงเป็นที่เกลียดชังของเหล่าอมาตย์ศักดินาในประเทศไทยได้มากมายขนาดนี้...ทั้ง ๆ ที่อดีตมาก็มีรัฐบาลหลายรัฐบาลถูกรัฐประหารยึดอำนาจ แล้วก็จบกันไปไม่มีใครโจมตีรัฐบาลก่อนมากมายดังนี้มาก่อน... สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าพิจารณามิใช่น้อย....
นโยบายเดินตามสหรัฐอเมริกา แลยุโรปที่อมาตย์ศักดินาดำเนินอยู่เพื่อแลกกับการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วตั้งแต่อดีต ตั้งแต่สมัยสงครามอินโดจีน, สงครามเวียดนาม ประเทศไทยดำเนินนโยบายเอาตัวรอดด้วยการอิงแอบกับมหาอำนาจตะวันตกตลอดมา...พอปัจจุบันดุลอำนาจเริ่มเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของโลก และท่านนายกทักษิณ มิได้มีนโยบายอิงแอบกับมหาอำนาจตะวันตกดังเดิมทำให้เกิดความขัดแย้งเชิงนโยบายขึ้นกับดุลอำนาจของภูมิภาคทันที...พูดง่าย ๆ ก็คือเกิดการปะทะกันของดุลอำนาจเดิมคือ ตะวันตก และดุลอำนาจใหม่คือ ตะวันออก...โดยมีสงครามตัวแทนระหว่างท่านนายกทักษิณ และอมาตย์ศักดินาในประเทศไทย โดยที่จะมีผลตอบแทนก็คือ “ใครจะได้เข้ามามีอิทธิพลทางอำนาจเศรษฐกิจ, การเมือง, และการทหารในภูมิภาคนี้”
เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่รัฐบาลกัมพูชา, ฟิลิปปินส์, บรูไน, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย จะพร้อมใจกัน “มาสาย” ในงานประชุมอาเซียนซัมมิท ทั้งๆ ที่เป็นการประชุมระดับภูมิภาคของโลก ซึ่งถือว่า “ยิ่งใหญ่” ไม่น้อยกว่า “เอเปค” ทีเดียว.... ถ้าไม่ได้รับสัญญาณพิเศษจากผู้ที่มีอิทธิพลตัวจริงของภูมิภาคนี้ เพื่อส่งสัญญาณเตือนให้รัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ที่ดำเนินนโยบายแบบอมาตย์คืออิงแอบกับมหาอำนาจตะวันตก ได้รับทราบว่าถ้ายังคงดำเนินนโยบายไล่ล่าท่านนายกทักษิณและอิงแอบมหาอำนาจตะวันตก โดยที่ไม่ยอมประนีประนอมกับเพื่อนบ้าน และรักษาผลประโยชน์ร่วมกันอย่างที่ท่านท่านนายกทักษิณเคยกระทำ ก็อาจจะต้องได้รับการต่อต้านที่รุนแรงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่....
และแน่นอนว่ามหาอำนาจตะวันตกก็คงจะไม่ยอมให้ดุลอำนาจของตนเองหลุดมือไปจากภูมิภาคนี้ง่าย ๆ เช่นกัน... ด้วยเหตุนี้การปะทะกันทางอำนาจขณะนี้จึงมิใช่เพียงแค่ “เสื้อแดง...เสื้อเหลือง...เสื้อน้ำเงิน” อีกต่อไปแล้ว แต่มันหมายถึงสงครามแห่งดุลอำนาจในภูมิภาคเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์, ทรัพยากร, และอิทธิพลทางทหารกันอย่างเข้มข้น “ระหว่างดุลอำนาจใหม่คือจีน...กับดุลอำนาจเดิมคือมหาอำนาจตะวันตก” โดยมีสงครามตัวแทนอยู่ในประเทศไทยนี่เอง....
ปูนนก