WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, November 18, 2009

เปลี่ยนโอกาส เป็นวิกฤติ

ที่มา บางกอกทูเดย์

“ตั้งแต่เราสร้างประเทศไทยมา รัฐบาลมาร์คเป็นรัฐบาลเดียว ที่เกิดขึ้นจากองค์ประกอบซึ่งไม่น่าเชื่อที่สุดในโลก”แต่เมื่อเป็นรัฐบาลได้แล้ว อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกลับ “เปลี่ยนโอกาสให้เป็นวิกฤติ” อย่างน่าเสียดาย......ทุกวันนี้ โลกของอภิสิทธิ์แคบลง ในเมืองไทยนอกจากภาคใต้แล้ว เขาก็มีสิทธิ์เหยียบผืนแผ่นดินต่างจังหวัดได้แค่สองสามจังหวัด!!และมาวันนี้...เขากำลังจะตัดโอกาสตัวเองด้วยการเปิดศึกกับ “เพื่อนบ้าน” ซึ่งทำให้เขาเหลือ“มิตรประเทศ” ที่จะไปมาหาสู่น้อยลง.....โลกของเขามีแค่เมืองไทย และกรุงเทพฯผมเชื่อว่า....ยามนี้ ไม่มีใครพูดจาให้สติ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้? แม้แต่ คุณชวน หลีกภัย ซึ่งเป็นเสมือน

อาจารย์ทางการเมืองคนแรกและคนสุดท้ายของ “มาร์คผู้อหังการ์”!!ในการบริหารราชการแผ่นดินของมาร์ค เขามีเพื่อนซี้ที่ยังคบหากันอยู่เพียงสองสามคนหนึ่งในจำนวนนั้นคือ กรณ์ จาติกวณิช-กอร์ปศักดิ์สภาวสุ และ ปณิธาน วัฒนายากร ส่วน สุเทพเทือกสุบรรณ ได้กลายเป็นอดีตที่ขมขื่น เป็นแค่คนที่เคยเป็นมิตรสนิทไปแล้ว??กอร์ปศักดิ์ ยังคงยิ่งใหญ่ในการบริหารประเทศ กับสองตำแหน่งสำคัญที่ไม่มีหน้าไหนสามารถแย่งจากมือได้!!ดังนั้น.....การรอคอย

ของ “สามสี ภูเขาทอง” ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ที่จะมานั่งเก้าอี้แทนกอร์ปศักดิ์ในตำแหน่ง รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจนั้นจึงเป็นเพียง “ฝันกลางแดด”!!กอร์ปศักดิ์ ยังคงแฮปปี้สนุกสนานกับการมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการใช้งบ “ชุมชนพอเพียง” กว่า 18,000 ล้านบาทอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครกวนใจ??ปณิธาน (ดอกเตอร์) ก็คงเดินตามนายกรัฐมนตรีด้วยแววตาและสีหน้าเคร่งเครียดเหมือนท้องผูกมาสามอาทิตย์หรือโกรธใครมาสัก 10 ปี ได้อย่างมั่นคง ไม่มีใครมาแตะ

ต้องเปลี่ยนแปลงได้ แม้แต่ “เทพเทือก” ผู้จัดการรัฐบาลทั้งที่ สองคนนี้น่าจะเป็น “Weakness Point”ที่ควรจะรีบเปลี่ยนแปลงโดยเร็วที่สุดของรัฐบาลเจ้าพระยามหาอำมาตย์มาร์คผมยืนยันกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ณ วันนี้คุณเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวที่ “เปลี่ยนโอกาสเป็นวิกฤติ”!! ผมสงสารคุณ? แต่ที่สงสารมากกว่าคือคนไทยกับประเทศไทย 

พูดแทนประเทศ

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่มีเหตุผล หรือมีเหตุผล...มันก็คือคู่ขนานของถนน..เช่นเดียวกับคำว่า...ไม่มีคำอธิบาย...มันก็อธิบายโดยตัวของมันเองไม่มีเหตุผล...ก็คือคำอธิบายของ..ตัวเหตุผลไม่มี ก็คือ ความมีอย่างหนึ่งภาพของ...คนเสื้อแดง..ที่หอบลูกจูงหลานเดินเท้ากันยาวเหยียดถึง 3-4 กิโลเมตร..ผ่านถนนทุกสายหลั่งไหลเข้าไปสู่ปริมณฑลของคนเสื้อแดง...ในหมู่บ้านโบนันซ่า..ตีนเขาใหญ่...ใครที่ได้เห็นแล้วก็คงเป็นภาพประทับใจที่ยากจะลืมเลือนหลั่งไหลกันเป็นสายนํ้า..เรียงกันยาวเหยียดไปบนความแคบ...เขา....ทั้งหลาย..ทิ้งบ้านไว้ข้างหลังเดินหน้าไปสู่หน้าเวทีใหญ่ของ...เวทีที่ประกาศเป็นศัตรูกับรัฐบาลที่กำลังปกครองประเทศจาก

พันเป็นหมื่นจากหมื่นเป็นแสนเหมือนชนกลุ่มน้อยในท่ามกลางแห่งคนกลุ่มใหญ่...แต่มันไม่ใช่...เพราะมันเป็นคนกลุ่มน้อยในหมู่คนกลุ่มใหญ่ที่เป็นจิตวิญญาณเดียวกัน...มันเป็นส่วนหนึ่งแห่งจิตวิญญาณของคนประชาธิปไตย..ของคนส่วนใหญ่ที่กากบาททิ้งบัตรใส่ตู้เลือกตั้ง..ให้กับพรรคเพื่อไทย...และประชาธิปไตยของทุกพรรคเขาเหล่านั้นมาชุมนุมกัน...เพื่อเรียกร้องให้คืนความชอบธรรมให้กับ พรรคการเมืองที่เขาลงบัตรให้..เขาเหล่านั้น...ยอมทนทรมานลำบากกาย..

เพื่อความพึงพอในหัวใจ หัวใจที่มีปลายทางเป็นหนึ่งเดียวกัน....เขาเหล่านั้นเปล่งเสียงกึกก้อง...ทุกคราวที่ลงท้ายด้วยคำว่า....สู้ สู้สู้ สู้ ด้วยมือเปล่ากับ ศาสตราวุธศาสตราวุธที่ซื้อหามาด้วยภาษีอากรที่กวาดเก็บไปจากพวกเขา..ภาษีอากรที่จะนำประชาชนเหล่านั้นไปสู่ประตูคุก หากการต่อสู้ของเขา คือความพ่ายแพ้..พ่ายแพ้แก่อำ นาจที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย..หรืออธิปไตยที่ไม่ได้มาจากประชาชนแพ้ของประชาชน...หลายๆ ครั้งในประวัติศาสตร์โลก...มันเป็นเริ่มต้น

ของจุดจบ....หลายๆ คราวมันเป็น จุดจบของการเริ่มต้น..แต่ไม่ว่ามันจะ..จุดจบหรือการเริ่มต้น...ในที่สุดแห่งที่สุด ประชาชน...คือผู้ชนะเพราะ...ประชาชนคือประเทศ...สุเทพ เทือกสุบรรณ..ไม่ใช่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...หรอกที่ พูดแทนประเทศ.......ประชาชนต่างหาก..ที่พูด....ถึงวันนี้.. “ประชาชนคนเสื้อแดง” พูดออกมาแล้ว...เขาอยากได้ประชาธิปไตยของเขาคืน.. 

รู้เขา รู้เรา รบร้อยมิรู้พ่าย !

ที่มา บางกอกทูเดย์

เมื่อพุทธศักราช 2475 เกิดการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะผู้ยึดอำนาจได้นำอำนาจไปให้แก่ชนส่วนน้อย ซึ่งใช้ปกครองประเทศมาจนถึงปัจจุบันโดยอ้างว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อ 77 ปีที่แล้ว สมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงวิจารณ์การปกครองของชนส่วนน้อยในขณะนั้นว่า “การปกครองที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้

เป็นลัทธิเผด็จการทางอ้อมๆ ไม่ใช่ Democracy จริงๆ เลย”กาลเวลาล่วงเลยมากว่าครึ่งศตวรรษ การปกครองลัทธิเผด็จการทางอ้อมๆ ได้กลายเป็นการปกครองแบบเผด็จการโดยตรงแล้ว ในรูปของระบอบเผด็จการรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเพราะอำนาจอธิปไตยอยู่ในมือชนส่วนน้อยฝ่ายเดียว ชนส่วนใหญ่ซึ่งส่วนมากเป็นคนจนเช่น ชาวนา เกษตรกร กรรมกร ข้าราชการระดับล่าง ไม่มีส่วนแห่งอำนาจอธิปไตย เป็นการผิดพระราชประสงค์ของสมเด็จพระปก

เกล้าฯ โดยสิ้นเชิงพระบรมราโชบายเปลี่ยนแปลงการปกครองของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น สืบทอดพระบรมราโชบายของสมเด็จพระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นนโยบายประชาธิปไตยที่ถูกต้องตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ ตามพระราชปณิธานว่า “...ข้าพเจ้า มีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิม ให้แก่ราษฎรทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้

อำนาจโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร์...”การสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ถูกต้องตามหลักวิชา และเหมาะสมกับสภาพของประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระบรมราโชบายอันถูกต้องนี้จวนจะเสร็จอยู่แล้วแต่เกิดการยึดอำนาจเลิกล้มพระราชกรณียกิจนั้นเสียก่อนซึ่งทรงวิจารณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ไว้ว่า เป็นการยึดอำนาจกันเฉยๆ เป็นการเปลี่ยนตัวเปลี่ยนคณะกันเท่านั้น มิได้ทำให้มี

เสรีภาพในการเมืองมากขึ้นเสรีภาพกลับจะน้อยลงไปเสียอีก ผลร้ายของการปกครองแบบ Absolute มิได้เสื่อมคลาย เป็นการเสียเวลาและเสี่ยงภัยให้แก่ประเทศโดยใช่ที่ ในขณะที่บ้านเมืองอยู่ในความคับขันและยากจนสถานการณ์ปัจจุบันได้พิสูจน์ความถูกต้องของพระราชวิจารณ์ทั้งสิ้นดังที่เห็นกันอยู่แล้วว่า ประเทศชาติทรุดโทรม ตกต่ำและเหลวแหลกถึงที่สุดอย่างไร ทั้งทางการเมืองทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ในสังคมประชาชนยากจน ทุกข์ยากแสนเข็ญ และ

คนไทยต่ำต้อยต่อหน้าคนชาติอื่นอย่างถึงที่สุด เหล่านี้เกินกว่าที่จะนำมาบรรยายให้ถี่ถ้วนได้ถ้าปล่อยไว้เช่นนี้ต่อไป บ้านเมืองก็จะล่มจมสิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน ประชาชนวินาศหายนะในกองเพลิงแห่งมิคสัญญีกลียุคเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะเกิดจากการปกครองที่ไม่เป็นธรรมเพราะผู้ปกครองไม่ดำเนินการรับสนอง พระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวการปกครองไม่เป็นธรรม คือ การปกครองที่ไม่ใช่การปกครองแบบประชาธิปไตยเพราะประชาธิปไตยในการ

ปกครอง คือ ธรรมาธิปไตยอธิปไตยของปวงชน คือ ธรรมาธิปไตยอธิปไตยของชนส่วนน้อย คือ อัตตาธิปไตยเพราะเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน คณะตน พวกพ้องตนฉะนั้น ธรรมาธิปไตยในการปกครองคือการปกครองแบบประชาธิปไตยส่วนอัตตาธิปไตยในการปกครองคือการปกครองแบบเผด็จการการปกครองไม่เป็นธรรมในปัจจุบัน คือ การปกครองแบบเผด็จการรัฐสภานั่นคือ เหตุแห่งสถานการณ์อันเลวร้ายทั้งปวงเพื่อทำให้การปกครองเป็นธรรม ต้องให้มีการปกครอง

แบบประชาธิปไตย เพื่อให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยโดยยึดมั่นในหลักการอย่างแน่วแน่ และต้องดำเนินการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และยุติธรรม บนพื้นฐานแห่งสัจธรรม คุณธรรมและสันติธรรมและจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งจะต้องเคารพในสิทธิและข้อคิดเห็นของประชาชนทุกหมู่เหล่า และร่วมทุกข์ร่วมสุขเพื่อสร้างการปกครองที่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นการสร้างความสามัคคีแห่งชาติ และสันติภาพระหว่างประเทศ

โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านซึ่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แห่งพรรคประชาธิปัตย์มีทัศนคติที่เป็นอันตรายเพราะหน้าที่รัฐบาล คือ การแสวงหามิตรประเทศมิใช่แสวงหาศัตรูประกอบกับความไม่เข้าใจกับนโยบายของประเทศสังคมนิยม เช่น ประเทศกัมพูชาเพราะรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ มีความลำเอียงหรืออคติ 4 หรืออย่างไรอคติ 4 คือ อะไร
1. ฉันทาคติ (ลำเอียงเพราะรัก)
2. โทสาคติ (ลำเอียงเพราะชัง)
3. โมหาคติ (ลำเอียงเพราะเขลา)
4. ภยาคติ (ลำเอียงเพราะกลัว)

ด้วยเหตุที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ มีความลำเอียงหรืออคติ 4 หรืออย่างไร ไม่ทราบได้จึงดำเนินนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสี่ยงต่อการเกิดสงครามประชาชาติได้ แล้วยังจะส่งผลให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจหรืออีกนัยยะหนึ่ง คือ ตกเป็นแนวร่วมอย่างไม่รู้ตัวจึงอยากเตือนรัฐบาลชุดนี้ว่า อย่าเอาประเทศและประชาชนชาวไทย ไปเป็นตัวประกันเพื่อยืดอายุของรัฐบาลโดยไม่ลืมหูลืมตาและอยากฝากถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้ได้ศึกษาหลักวิชาความ

สัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยเฉพาะ นโยบายของประเทศสังคมนิยมกับประเทศเสรีนิยมให้ถ่องแท้เสียก่อนพร้อมทั้งทำความเข้าใจต่อปัญหาและอุปสรรค ที่เป็นปัญหาชาติ โดยปราศจาก อคติ 4 เพื่อเป็นการรับสนองพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”รู้เขา รู้เรา รบร้อยมิรู้พ่าย 

‘นํ้าลดโจรผุด’

ที่มา บางกอกทูเดย์

เวลานี้สถานการณ์ชายแดนไทยยังเป็นประเด็นร้อนที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดทั้งชายแดนไทย-กัมพูชา ชายแดนไทย-พม่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งชายแดนภาคใต้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษในช่วงนี้เพราะเหมือนว่าเวลานี้ รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เปิดศึกหลายด้าน ฉะนั้นที่เป็นศึกติดพันอย่างภาคใต้ จึงต้องเฝ้าระวังไม่ให้ลุกลามบานปลาย กลายเป็นศึกใหญ่อีกด้านหนึ่งแต่จากสถานการณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นสัปดาห์แรกที่มีการก่อเหตุร้ายรายวัน หลังจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ว่าจะเป็น นราธิวาส ปัตตานี ยะลาต้องประสบกับปัญหาอุทกภัย จากมรสุมที่พัดผ่านประเทศไทยสร้างความเดือนร้อนซํ้าเติมพี่น้องชาวใต้ที่ต้อง

เจอกับความไม่สงบและภัยธรรมชาติความเสียหายจากนํ้าท่วมรอบนี้ ถือว่าอาการหนักพอสมควร พื้นที่ทางการเกษตรหลายอำเภอได้รับความเสียหาย ขณะที่ผลผลิตทั้งยางพารา ปาล์มนํ้ามัน ต่างก็ถูกกระแสนํ้าพัดพาหายวับไปกับตา เกษตรกรบางรายแทบสิ้นเนื้อประดาตัวนี่หรือคือชีวิตของคนไทยที่ “ผู้บริหารประเทศ” บอกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังโตขึ้นเศรษฐกิจภาคใต้กำลังดีขึ้น หรือแม้แต่ที่บอกว่า สถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ดีขึ้นแต่เมื่อดูจากข้อเท็จจริง

กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ซํ้าร้ายหลังนํ้าลดชาวบ้านกลับต้องมาเผชิญกับความไม่สงบพื้นที่ภาคใต้อีกระลอก จนต้องเรียกว่า“นํ้าลดโจรผุด”เป็นการผุดหลังเจอกระแสนํ้าซัดจนต้องหนีขึ้นบนเขา ก่อนจะกลับลงมาก่อเหตุอีกครั้งในเวลาที่นํ้าลดลงโดยเลือกก่อเหตุกับเป้าหมายที่อ่อนแอหรือซอร์พ ทาร์เก็ต เพื่อให้สถานการณ์มีความรุนแรงและน่ากลัวมากขึ้นซึ่งเป็นยุทธวิธีเดิมที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเลือกใช้ ซึ่งเมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมาใช้อาวุธสงครามทั้งปืน เอ็ม-16

และอาก้า ซุ่มยิงขบวนรถไฟสายพัทลุง-สุไหงโก-ลก ที่บริเวณบ้านสะโล ต.มะรือโบตกอ.รือเสาะ จ.นราธิวาสแม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้ผู้โดยสารรถไฟรู้สึกหวาดกลัว แต่บางคนจำเป็นต้องใช้บริการรถไฟต่อไป เพราะสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายนายทนงศักดิ์ พงษ์ประเสริฐผู้อำนวยการศูนย์เดินรถไฟภาคใต้การรถไฟแห่งประเทศไทย เตรียมหาข้อสรุปเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างความมั่นใจ

แก่ประชาชนที่ใช้บริการรถไฟขณะที่เหตุลอบวางระเบิดทหารชุดร้อย ร.15121 ชุดเฉพาะกิจนราธิวาส 38ที่บริเวณตลาดนัดตันหยงมัส อ.ระแงะจ.นราธิวาส ในเขตเทศบาลไม่กี่วันก่อนหน้านี้ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 6 นายและชาวบ้านบาดเจ็บ 1 คน ล่าสุดทหารที่ได้รับบาดเจ็บเสียชีวิตแล้ว คือพลทหารธีรศักดิ์ อยู่เซ้ง ส่วนชาวบ้านและทหารที่ได้รับบาดเจ็บอีก 6 รายขณะนี้อาการปลอดภัยทุกคนขณะที่ในช่วงเย็นวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา ช่วงเวลาหลังเลิกเรียน คนร้าย

ก่อเหตุลอบยิงรถรับส่งนักเรียน บริเวณ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ทำให้เด็กนักเรียนบาดเจ็บ 4 รายด้านหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ได้เรียกประชุมพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางมาตรการในการจับกุมคนร้ายอย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่ากลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ น่าจะมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มใส่ขบวนรถไฟพัทลุง - สุไหงโก-ลก เมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมาส่วนที่ จ.

ยะลา กำลังทุกภาคส่วนทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ได้ตรวจตราดูแลเส้นทางรถไฟและบนขบวนรถไฟตั้งแต่สถานีรถไฟยะลาไปจนถึงสถานีรถไฟอ.รามันซึ่งเป็นเขตรอยต่อกับ อ.รือเสาะจ.นราธิวาส อย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่ใช้บริการทางด้านเทศบาลนครยะลา เจ้าหน้าที่ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตรารถยนต์และรถจักรยานยนต์เช่นเดียวกันเนื่องจากเทศบาลได้รับการแจ้งเตือนจากหน่วยข่าวกรองด้านความมั่นคงในพื้นที่ว่ากลุ่ม

ก่อความไม่สงบเตรียมก่อเหตุรุนแรงอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งหลังกระแสนํ้าได้พัดผ่านไปส่วนจะรุนแรงแค่ไหน ดูจากช่วงแรกที่คนร้ายก่อเหตุ ยิงรถไฟ ยิงรถนักเรียนและตามมาด้วยยิงเจ้าหน้าที่นั่นคือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจากนี้ไปในภาคใต้ หากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจยังไม่ปรับยุทธวิธี สิ่งเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้ง! 

ย้อนวันวาน ยุทธศาสตร์ด้ามขวาน

ที่มา บางกอกทูเดย์

“ไฟใต้” 5 ปีกับแนวคิดแก้ปัญหาที่บอดสนิท..ส่งผลให้ผู้เขียนหวนนึกถึง นโยบายใต้ร่มเย็นจากไอเดีย ของ พล.อ.หาญลีนานนท์ ส.ว.สตูล เป็น ส.ว.สตูล คนเดียวกับ พล.อ.หาญ ที่เคยเป็นแม่ทัพภาคที่ 4...เป็นคนเดียว กับที่เคยนำนโยบายใต้ร่มเย็นไปใช้ดับไฟใต้ อย่างได้ผลมาแล้วในสมัยหนึ่ง ...ภายหลัง พล.อ.

หาญ วางมือปราบวายร้ายแดนสะตอ ด้วยนโยบายใต้ร่มเย็นไฟใต้ก็กระพือขึ้นอีกครั้ง กระทั่งลุกลามยากจะมอดดับพล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยารมว.กลาโหม จึงปัดฝุ่น นำนโยบายใต้ร่มเย็นออกมาใช้อีกครั้ง...ใต้ร่มเย็น เป็นชื่อยุทธการภายใต้ยุทธศาสตร์ใหญ่ นโยบาย 66/23 ยุทธศาสตร์ที่ใช้การเมืองนำการทหาร ขจัดเงื่อนไขของสงคราม ฯลฯยุทธศาสตร์ใต้ร่มเย็น มี 4 ข้อหลัก...1.สร้างความปลอดภัยให้เกิดแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกหมู่เหล่าโดย

ไม่คำนึงถึงเชื้อชาติและศาสนา ไม่ว่าพี่น้องไทยพุทธ หรือ ไทยมุสลิม จะต้องได้รับการคุ้มครองจากกำลังของรัฐบาล ให้ปลอดภัยจากการคุกคามของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ขบวนการโจรก่อการร้าย โจรคอมมิวนิสต์มาลายาและกลุ่มโจรต่างๆ2.ทำพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซียให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย เพื่อสถาปนาและฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ดีขึ้นและยกระดับความสัมพันธ์อันดีต่อกันระหว่างไทย-มาเลเซียให้สูงขึ้น3.กำจัดอำนาจเผด็จการ อิทธิพล และ

อำนาจมืดที่ครอบงำบรรยากาศอยู่ทั่วไปให้หมดสิ้นโดยสันติวิธี เพื่อทำให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข4.สร้างความสัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่ปกครองกับราษฎร ผู้ถูกปกครอง และขจัดความแตกแยกระหว่างเจ้าหน้าที่กับราษฎรให้หมดสิ้นไปในช่วงปี พ.ศ.2524 นั้น ทางราชการยังคงให้นํ้าหนักความสำคัญต่อ

ปัญหาคอมมิวนิสต์เป็นลำดับแรก แต่นโยบายใต้ร่มเย็นให้นํ้าหนักความสำคัญต่อปัญหาชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่น้อยเมื่อประกาศนโยบายนี้ออกไปติดตามด้วยการทุ่มเทปฏิบัติตามนโยบายอย่างจริงจังปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากประชาชนชาวใต้รวมทั้งชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยพร้อมเพรียงกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนทำให้สถานการณ์รุนแรงในภาคใต้ทั่วทุกพื้นที่ลดระดับความรุนแรงลงอย่างรวดเร็วและกลายเป็นพื้นฐานสำคัญ

ที่ทำให้โจรคอมมิวนิสต์มาลายาและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยภาคใต้ประกาศยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธทั้งหมดในเวลาต่อมาขณะนี้ “ไฟใต้” ยังระอุโจรใต้ยังลอบฆ่าผู้บริสุทธิ์รายวัน ในขณะที่รัฐบาลยัง “มืดแปดด้าน”นโยบาย “ใต้ร่มเย็น” ก็น่าสนใจ.. หยิบมา“ปัดฝุ่น” ปฏิบัติการณ์อย่างจริงจังสักครั้งจะได้ผลเหมือนเดิมหรือไม่? ก็ดีกว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย…นะขอรับ!! 

เดิมพัน ประชาธิปไตย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ปรากฏการณ์ชุมนุมคนเสื้อแดง สะท้อนชัดเจนว่า ยังมีประชาชนจำนวนมหาศาลที่คิดเช่นนี้แบบนี้จะไม่ให้สะดุ้งได้อย่างไรถึงวันนี้ขั้วอำนาจที่ยึดกุมผลประโยชน์ทางการเมืองอยู่ในเวลานี้คงต้องคิดหนักเพราะนับวันยุทธศาสตร์ของกลุ่มคนเสื้อแดงยิ่งน่าศึกษามากขึ้นทุกที ปรากฏการณ์ “แดงทั่วขุนเขา” ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ได้ทำให้เกิดอาการตกตะลึงพรึงเพริดกันไปทั่วแวดวงการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มขั้วอำนาจทางการเมืองในปัจจุบัน ที่พยายามยึดเหนี่ยวอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองเอาไว้ในมือให้นานที่สุดไม่เพียงตกตะลึง แต่เชื่อว่ายังมีอาการหนาวยะเยือกในจิตใจอยู่ลึกๆ อีกด้วยความพยายามในการทำลายล้างคู่แข่งทางการเมือง หรือคนที่ถูกมองว่าจะมาทาบรัศมี มาทำให้สถิติสำคัญต่างๆ แปรเปลี่ยน

ทั้งๆ ที่ใช้กลไกสารพัดที่จะเล่นงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ข้อหาสำคัญ คือ “ความจงรักภักดีต่อสถาบัน”แต่เอาเข้าจริงๆ กลับยังคงมีประชาชนเรือนหมื่นเรือนแสนเรือนล้าน ที่ยังคงไม่เห็นด้วยกับข้อกล่าวหา และการเดินเกมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันยังคงมีการผนึกกำลังรวมตัวกันเพื่อทวงความเป็นประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขให้กลับมาสู่ปวงชนชาวไทยอย่างเต็มใบด้วยการคืนอำนาจตัดสินใจในการเลือกตั้งใหญ่ให้เกิดขึ้น

โดยเร็วปรากฏการณ์ชุมนุมคนเสื้อแดง สะท้อนชัดเจนว่า ยังมีประชาชนจำนวนมหาศาลที่คิดเช่นนี้แบบนี้จะไม่ให้สะดุ้งได้อย่างไรถึงวันนี้ขั้วอำนาจที่ยึดกุมผลประโยชน์ทางการเมืองอยู่ในเวลานี้คงต้องคิดหนักเพราะนับวันยุทธศาสตร์ของกลุ่มคนเสื้อแดงยิ่งน่าศึกษามากขึ้นทุกทีความล้มเหลวเมื่อครั้งสงกรานต์เลือด ดูเหมือนทำให้คนเสื้อแดงเติบโตมากขึ้น มีการจัดการที่เป็นเกมมากขึ้นสัญญาว่าจะชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และจะชุมนุมแค่เวลาเท่าไรอย่างไร

สามารถที่จะทำได้อย่างรัดกุม... จนกลายเป็นเสน่ห์ของคนเสื้อแดง ที่กลุ่มการเมืองต่างๆ จะประมาทไม่ได้แล้วก่อนหน้านั้นเสื้อแดงถูกมองว่าใช้ความรุนแรง จนกลายเป็นเหตุให้ประชาชนทั่วไปเดือดร้อน โดยที่ข้ออ้างว่า กลุ่มพันธมิตรและคนเสื้อเหลืองก็ทำในลักษณะเดียวกันใช้ความรุนแรงไม่ต่างกันนั้นไม่สามารถที่จะใช้เป็นข้ออ้างได้ ... เพราะเป็นที่รู้กันว่า กลุ่มพันธมิตรและคนเสื้อเหลือง เป็น “ม็อบมีเส้น”ดังนั้นเมื่อไม่มีเส้น และต้องการทวงคืนความถูกต้องตามระบอบ

ประชาธิปไตยกลุ่มคนเสื้อแดงจึงยิ่งจำเป็นต้องสร้างความถูกต้องขึ้นมาให้ได้เสียก่อนจะใช้ข้ออ้างว่ามีคนทำไม่ถูกก่อน ก็เลยทำไม่ถูกบ้างนั้นไม่ได้แล้ว แต่หากสามารถทำให้เห็นว่า การทวงคืนหรือการแสดงจุดยืนทางประชาธิปไตยโดยใช้สิทธิขั้นพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข และภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นหากทำได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วไปคะแนนและการยอมรับจากประชาชนจะเพิ่มเข้ามาแน่นี่

เองที่ทำให้ทุกฝ่ายทางการเมือง หรือแม้แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องหันกลับมาวิเคราะห์วิธีการของคนเสื้อแดงกันใหม่หมดอย่างอุตลุดและปรากฏการณ์ชุมนุมโดยสงบของคนเสื้อแดงที่เขาใหญ่ ได้ทำให้การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรและพรรคการเมืองใหม่ ที่ท้องสนามหลวง ยังจำเป็นต้องหันมาใช้สไตล์เดียวกับคนเสื้อแดง คือไม่กล้ายืดเยื้อ แม้ว่าจะได้รับความลำเอียงอย่างมากจากรัฐบาลที่ไม่มีการประกาศใช้พรบ.ความมั่นคงฯ เข้ามาควบคุมทั้งๆ ที่จัดในท้องสนามหลวง

เหมือนกันเมื่อประชาชนจับตามองอยู่ว่าเป็นม็อบมีเส้น ม็อบที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เกรงใจเป็นอย่างมาก เพราะติดค้างบุญคุณกันอยู่ความระมัดระวังในเรื่อง 2 มาตรฐาน จึงทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ไม่กล้าที่จะแสดงออกที่เกินขอบเขตเหมือนกันนั่นแปลว่าอานิสงส์ของการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ได้ช่วยให้รูปแบบของการเคลื่อนไหวในการแสดงสิทธิ์ หรือเรียกร้องสิทธิทางการเมืองโดยสงบอย่างแท้จริงนั้นเป็นอย่างไรปรากฎการณ์และการกระทำ

ของคนเสื้อแดง เท่ากับเป็นการช่วยให้ดีกรีของความแตกต่างหรือแตกแยกทางความคิดของคนในสังคมลดทอนลงไปเยอะหากทุกสีมีการแสดงออกที่เหมาะสม แสดงพลังเพื่อทวงคืนประชาธิปไตยโดยไม่ก้าวร้าวรุนแรง นี่คือพัฒนาการทางการเมืองของสังคมไทยที่จะต้องจับตามองเป็นอย่างยิ่งต่อไปเมื่อทุกอย่างลดดีกรีลง คนในครอบครัวเดียวกันที่เคยโทษกันว่า สีเหลืองก้าวร้าวรุนแรง ในขณะที่อีกฝ่ายก็ว่าสีแดงก็รุนแรงเหมือนกัน อาจจะต้องหันกลับมาจูบปากกันได้ว่า

จริงๆ แล้วสุดท้ายไม่ว่าแดงไม่ว่าเหลือง ก็รักและเทิดทูนสถาบันเหมือนกัน และต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริงเหมือนกัน เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจจะมองต่างมุมกันมากเกินไปหากอนาคตคลี่คลายลงได้เรื่อยๆ กลุ่มอำมาตยาธิปไตย และพรรคการเมือง ก๊วนการเมือง ที่คอยฉกฉวยสถานการณ์เพื่อสร้งอิทธิพลและความเติบใหญ่ หวังจะฮุบผลประโยชน์ทางการเมืองเอาไว้ในกำมือก็ต้องหนาวยะเยือกด้วยเช่นกันปัญหาก็คือ กลุ่มคนเสื้อแดง โดยเฉพาะบรรดาแกนนำทั้งหลาย จะ

ต้องรักษามาตรฐานในการแสดงพลังเช่นครั้งที่ผ่านมาเอาไว้ให้ได้ถ้ารายการตีสิบ มีมาตรฐานดันดารา จนทำให้ อี๊ด โปงลางสะออน กลายเป็นเศรษฐีใหม่ได้กลุ่มคนเสื้อแดงก็จะต้องมีมาตรฐานรวมพลคนเสื้อแดง ที่ทำให้สังคมยอมรับการแสดงออกทางประชาธิปไตยโดยสงบและปราศจากอาวุธให้ได้เช่นกันฤา... อธรรมจะอ่อนแรง และประชาธิปไตยที่แท้จริงกำลังจะอยู่ไม่ไกลแล้วเดินพันครั้งนี้สูงลิ่วจริงๆ...

ดีเดย์‘กองทัพแดง’
ความหวาดกลัวของ “ผู้มีอำนาจ” ในสิ่งที่กระทำการไม่ถูกต้อง “ปล้นประชาธิปไตย” ในเวลานี้คืออะไร? 19 กันยา เป็นวันที่ประชาธิปไตยถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า...19 กันยา เป็นวันที่เปิดหูเปิดตา นักประชาธิปไตย...19 กันยา เป็นวันที่เปิดหน้าจอมบงการถึงวันนี้เป็น “พลังของประชาชน” เท่านั้น! ที่ต้องเลือกในการเป็น “วิศวกร” ผู้สร้าง “ประเทศชาติ” ที่ผ่านมา...ประชาชนบางคนยังลืมเรื่องราวเจ็บปวดต่างๆ ไม่ลง...บางคนก็ปลงกับชีวิต...บางคนก็คิดสู้ไม่เลิกลา...เพื่อแสดงออกให้ “ผู้มีอำนาจ” ได้รับรู้ว่ายังมีคนไทยส่วนหนึ่งที่ไม่มีวันยอมรับ และพร้อมต่อสู้จนได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาโดยกลุ่ม “คนเสื้อ

แดง” มีกำหนดการเคลื่อนไหวชุมนุมใหญ่กดดันรัฐบาลดีเดย์ในวันที่ 29 พ.ย.52 ซึ่งว่ากันว่าจะมีการร่วมทัพของไพร่พลประชาชนมากที่สุดใน “ประวัติศาสตร์คือ ประมาณ 1,000,000 คนตามยุทธศาตร์การรบที่ว่า “เมื่อรู้สนามรบ รู้วันเวลารบ ก็ออกรบได้ไกลพันลี้”แต่ทว่า “อนาคต” เป็นสิ่งที่มิอาจก้าวเอื้อม...ไม่มีใครรู้ว่าการชุมนุมในวันนั้นจะมีผู้เข้าร่วมชุมนุมได้ตามเป้าหรือไม่ หรือยุทธศาสตร์ที่วางไว้จะประสบผลสำเร็จเพียงใดเป็นสิ่งที่ไม่มีใครล่วงรู้...อยู่ที่ตัวทำ!แต่นี่แหละ

คือ “ความหวาดกลัว” ที่ว่าของเหล่าผู้มีอำนาจ...ที่คิดปล้นประชาธิปไตย...แต่กลับอ้างถึงความเป็นประชาธิปไตยเพราะไม่มีการปกครองใดอยู่ได้ยืนยาวด้วยการสร้าง “ความหวาดกลัว” โดยเฉพาะการสร้างความหวาดกลัวมักเป็นวิธีบั้นปลายของ “ผู้มีอำนาจ”ทุกอย่างมันกำลังไหลไปตามธรรมชาติ...สักวันหนึ่งสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นจะกลับมาเป็น “ศรย้อน” ที่มาทิ่มแทงทำร้ายตัวพวกท่านเองไม่เชื่อก็ลองดู!

เสื้อแดงพร้อมแล้ว ขอเชิญลงมือ... กล้าๆ หน่อย

ที่มา Thai E-News


โดย Pegasus
17 พฤศจิกายน 2552

ภาพจำลองเหตุการณ์นี้ ต้องการที่จะเตือนล่วงหน้าให้ทหารที่จะเข้ามาปิดล้อมประชาชนนั้น ขอให้รีบทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้า เพราะอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่จะเห็นหน้ากัน เพราะมักจบลงด้วยโศกนาฏกรรมของทหาร คงจำทหารรักษาพระองค์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้ที่ถูกแม่ค้าขายหมูที่บุกเข้าไปในวังตัดคอเอาเสียบกับปลายหอกเดินไปทั่วกรุงปรารีสหลายร้อยคน ก่อนจะมีการตัดสินประหารชีวิตทหารที่เหลือทั้งหมดในเวลาต่อมา



บทความนี้รอเวลาที่เหล่าพันธมิตรและสาวกทำการชุมนุมไปในวันที่ 15 พ.ย. 52 เรียบร้อยแล้ว โดยมีคำขวัญในทำนองว่า การไปเข้าร่วมชุมนุมด้วยกับฝ่ายตนนั้นเพื่อแสดงความรักสถาบัน

ซึ่งอันที่จริงคำพูดของฝ่ายพันธมิตรนั้นแรงกว่านี้มาก โดยออกไปในทำนองเลือกข้าง ระหว่างสถาบันกับฝ่ายอื่นที่จะถือว่าไม่ใช่ฝ่ายสถาบัน ซึ่งไม่อาจกล่าวถึงในที่นี้เนื่องจากไม่มีเส้น จึงกล่าวไว้พอเข้าใจดังกล่าว

สิ่งที่ตามมาจากคำขวัญดังกล่าวก็คือผู้ชุมนุมประมาณ 6,000 คน ตามที่สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน ควบคู่ไปกับความตื่นเต้น ตกใจของชาวต่างประเทศเป็นข่าวไปทั่วเน็ท ทั้งในและต่างประเทศ(คงเป็นนักท่องเที่ยวที่กำลังจะมาช่วงพักผ่อนนี้) ที่ทราบว่ากลุ่ม PAD (People Against Democracy) ที่เคยยึดสนามบินได้ปรากฏตัวอีกครั้ง

คู่ขนานไปกับสิ่งนี้คือการใส่ร้ายป้ายสี ด้วยการบิดเบือนข่าวของสำนักข่าว ไทมส์ออนไลน์ เริ่มจากสื่อของพันธมิตร และสื่อหลักในประเทศที่พร้อมเพรียงกันลงข่าวสนองตอบต่อจอมเผด็จการในประเทศไทย เพื่อสร้างกระแสไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน ของ ดร.ทักษิณฯ และเชื่อมโยงไปยังชาวเสื้อแดงว่าจะล้มล้างสถาบัน ทั้งๆที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชได้ล้มไปตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แล้ว

หรือว่าในความคิดของพวกขวาจัด ยังถือว่าประเทศไทยยังคงปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย หรืออยากกลับคืนไปสู่ระบอบราชาธิปไตย อย่างใดอย่างหนึ่งกันแน่

เพราะทุกวันนี้ทุกคนก็พร่ำบ่น พร่ำเรียนกันเสมอว่า ประเทศไทยมีการปกครองในรูปแบบของประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

แต่อาจเป็นเพราะว่า มีกลไกในรัฐธรรมนูญบางประการที่บกพร่องและมีองค์กรที่เรียกว่า องคมนตรี เพิ่มขึ้นมาในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ พ.ศ.2490 กระมัง ที่ฝ่ายขวาจัดนำโดยพรรคการเมืองเก่าแก่บางพรรค และทหารที่พากันยึดอำนาจจาก หลวงธำรงฯ แล้วสร้างกลไกเหล่านี้ขึ้นมาทำให้ประเทศไทย ตกอยู่ภายใต้กรงเล็บอันดำมืด และเหี้ยมโหดของเหล่าเผด็จการที่แฝงตัว จับกลุ่มกันในองค์กรต่างๆของไทยตลอดมา จนมาสำแดงเดชเมื่อเกิดพลาดพลั้งมี รัฐธรรมนูญ 40 ทำให้ประชาชนได้ลิ้มรสประชาธิปไตยเต็มใบที่แท้จริงขึ้นมา

การปราบปรามที่ล้มเหลวหลังสงกรานต์เลือด เนื่องจากฝ่ายทหารเองก็ลังเลกับคำสั่งลับให้เข่นฆ่าประชาชน กับการชิงเลิกการชุมนุมอย่างชาญฉลาดของแกนนำสามเกลอ เพื่อซื้อเวลาและสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ของเหล่าเสื้อแดง จนชุมนุมได้ครั้งละเป็นแสนและหลายๆแสน จนตั้งเป้าในครั้งสุดท้ายนี้ไว้ที่ 1 ล้านคน โดยชนิดที่มีการจัดตั้งกลุ่มย่อยเพื่อเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบแล้ว

ทำให้ฝ่ายเผด็จการที่จับตาดูด้วยสายตาประดุจเหยี่ยวร้าย คอยตะครุบเหยื่อนั้น เบิกกว้างด้วยความตกใจและเกรงกลัว ไม่อาจปล่อยให้ฝ่ายประชาธิปไตยเติบโตไปมากกว่านี้อีก

การสร้างกระแสต่างๆด้วยการดึง กลุ่มพันธมิตรกลับมาทำงานอีกครั้ง และสร้างกระแสคลั่งชาติ คลั่งสถาบันเพื่อสร้างความชอบธรรมในการปราบปรามเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น รัฐประหาร พ.ศ.2490,14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519, พฤษภาทมิฬในปี 2535 และล่าสุดการสร้างสถานการณ์เพื่อการปราบปรามใน สงกรานต์ 13 เมษายน 2552

แต่ครั้งนี้ ดูเหมือนทุกอย่างจะเปลี่ยนไป ยังจำได้ถึงครั้ง 6 ตุลาคม 2519 ครั้งนั้นนักศึกษาในธรรมศาสตร์ ชุมนุมกันอย่างไม่รู้เรื่อง รู้ราว ข้างนอกก็ทราบดีว่า มีสื่อหนังสือพิมพ์และวิทยุโจมตีใส่ร้ายอยู่ แต่เหล่านักศึกษาที่ยังไร้ประสบการณ์ และไม่คิดว่าจะมีการสั่งฆ่าจริง ได้ถูกปิดล้อมด้วยลูกเสือชาวบ้านจำนวนมาก พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยเหตุผลข้ออ้างที่ว่าหมิ่นสถาบัน ด้วยรูปภาพบิดเบือนตกแต่ง จากสำนักข่าวแห่งหนี่ง ประสานเสียงด้วยสถานีวิทยุ โทรทัศน์ต่างๆ จนในที่สุดก็ถูกปิดล้อม และปราบปรามในที่สุด

สำหรับในครั้งนี้ การโฆษณาชวนเชื่อ การใส่ร้ายป้ายสี การดึงเอาสถาบันมาเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ได้ทำมาก่อนล่วงหน้านานมากเกินไป จนคนธรรมดาๆ เดินดินที่ฉลาดหน่อยก็จะหาข้อมูลเองจากสื่อทางเลือกจนทราบว่าอะไรเป็นอะไร ส่วนคนที่ไม่สนใจการเมืองดูแต่ข่าวจากสื่อหลัก ก็จะเฉยๆกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะได้รับการโฆษณาชวนเชื่อจนล้น และกลายเป็นไม่เชื่อ หรือเชื่อแบบไม่ใส่ใจมากถือว่าธุระไม่ใช่

รวมทั้งกรณีที่กลุ่มพันธมิตรที่ว่ารักสถาบันยิ่งกว่าอะไร ได้แสดงพฤติกรรมสุดจะทนทานสำหรับชาวศิวิไลซ์ทั้งหลาย จนการชักชวนคนออกมาร่วมชุมนุมเหลือคนอยู่ 6,000 คนทั้งๆที่มีการเกณฑ์ การจ่ายอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม ดังที่เห็น ซึ่งหมายถึงความล้มเหลวอย่างสมบูรณ์แบบของการโฆษณาชวนเชื่อและล้างสมอง แม้กับฝ่ายที่ไม่ใช่เสื้อแดงที่ควรจะออกมาอย่างล้นหลาม โดยไม่ต้องเกณฑ์มาอย่างปัจจุบัน หรือที่จะเกณฑ์มาในวันที่ 5 -13 นี้ซึ่งจะกลายเป็นว่า มีเสียง บ่น ด่า และนินทา ตามมาอีกมากมายแทนที่จะดีกลายเป็น มุมกลับไปเสียอีก

อย่างไรก็ตามแผนการยังคงเดินหน้าต่อไป ด้วยการใช้การถ่ายภาพให้ดูว่าที่สนามหลวงของเหลืองมีคนมาก การประกาศอย่างไม่อายว่ามีคนหลายแสนคน ฯลฯ ประสานเสียงกับ ผู้นำเหล่าทัพที่บอกว่า ดร.ทักษิณฯ หมิ่นเบื้องสูง ซื่งก็จะโยงมาว่าเสื้อแดงทำลายสถาบัน ทั้งๆที่การชุมนุมของฝ่ายประชาธิปไตยยังยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และน้อยครั้งที่จะกล่าวพาดพิงถึงสถาบัน จนมาในระยะหลังถึงกล่าวถึงในเรื่องของ ฎีกา การแก้ข้อกล่าวหาว่าจะล้มสถาบัน ฯลฯ เพราะปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทยคือ ความอยุติธรรม และ รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยต่างหาก

เมื่อได้ข้อสรุปว่า ฝ่ายเผด็จการที่เกาะกันเป็นกลุ่มนั้นเกรงว่า ผลประโยชน์ที่ตนเองได้รับจากการทำนาบนหลังประชาชนมายาวนานนั้นจะหมดสิ้นไป การสั่งปราบให้สิ้นซาก ในทำนองมาหมื่นตายหมื่น มาแสนตายแสนจึงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงสมควรที่จะมาพิจารณาว่า ทหาร และ พันธมิตร ซึ่งมีทหารปลอมตัวเป็นชาวบ้านติดอาวุธนั้น จะมีโอกาสชนะหรือไม่อย่างไร

ประการแรก ฝ่ายประชาชนมีบทเรียนแล้วว่า ทหารไม่ได้มาอย่างมิตรเหมือนที่เคยเข้าใจ ครั้งนี้มาฆ่าแน่นอน เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว สงสัยหรือไม่ว่า ทำไมทุกคนยังลุกขึ้นสู้อย่างไม่เกรงกลัว และกลับมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำ ทั้งยังได้มีการปรับตัวเป็นระบบมวลชนเคลื่อนไหวที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่คนไปฟังปราศรัยอย่างแต่ก่อน ซึ่งมวลชนนี้หากจัดตั้งได้ดีพอ ก็จะสามารถโค่นล้มกองทัพได้ทุกแห่ง ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตาม และที่สำคัญคือ ประชาชนรู้ทั้งรู้ว่าทหารมาฆ่าแน่ ใครจะยอมให้ฆ่าได้ง่ายๆเหมือนเดิมอีก นี่คือสิ่งที่ควรจะสำนึกได้

ประการที่สอง ทหาร ตำรวจ เองที่ถูกความอยุติธรรม กลั่นแกล้งรังแก ย่อมมีจำนวนมากกว่าทหารที่เป็นสายของเผด็จการอย่างแน่นอน เมื่อประชาชนสู้แล้ว เขาพวกนี้จะเข้าข้างใคร สิ่งนี้ก็ควรทำไปคิดเป็นเรื่องที่สอง

ประการที่สาม ทหารที่ส่งมาแน่ใจแล้วหรือว่าจะได้กลับบ้าน ขอยกเอาทหารจำนวนมากมายที่ไปอารักขา การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ก็แล้วกัน มีทั้งทหาร ตำรวจ อาสา ทั้งหมด 18,000 คน เท่านั้น

ถ้าเกิดฉุกเฉินจะให้ทหารจากส่วนอื่นๆยกเข้ามาช่วยส่วนกลาง แน่ใจหรือว่าพม่าและเขมร จะไม่ฉวยโอกาสจัดการตลบหลัง ในเมื่อไปทำกับเขาไว้ขนาดนั้น และ 18,000 คนนี้มีกี่คนที่ได้ผลประโยชน์จากเผด็จการอำมาตย์โดยตรง ส่วนมากก็เป็นลูกชาวบ้าน หลานชาวนา ทั้งนั้น ไม่ใช่ทหารรับจ้าง ดังนั้นจะไว้ใจได้หรือ

สมมติอีกว่า ไว้ใจได้ทั้งหมด ก็คงมีตำรวจ และ อส. ที่ไม่ยอมใช้อาวุธบางส่วนออกไป เหลือทหารจริงๆที่เป็นกำลังหลักสัก 15,000 คน ที่จะทำตามคำสั่งของเผด็จการอำมาตย์ กับฝ่ายพันธมิตรที่มีทหารปลอมตัวกับแก๊งค์ศรีวิชัย ประมาณ 2,000 คน รวมเป็น 17,000 คนเท่านั้น

หากสมมติว่า ฝ่ายประชาชน หาคนมาไม่ได้ มีเพียง 120,000 คนที่ไปเขาใหญ่เท่านั้น ถ้าแยกกันชุมนุมเพื่อป้องกันการปิดล้อม เป็นสองกลุ่มๆละ 60,000 คน ไม่รวมกองหนุน และคนเสื้อแดงที่ติดตามสถานการณ์พร้อมมาช่วยอีก ตีเสียว่าอีก 1 ต่อ 1 คือ อีก 120,000 คอยติดตามข่าว และจัดกำลังไว้เป็นกลุ่มๆแบบมวลชนจัดตั้งเรียบร้อยแล้ว คอยซุ่มอยู่บ้านใครบ้านมัน หมู่บ้านใครหมู่บ้านมัน และติดต่อกับแกนนำได้ตลอดเวลา

ทีนี้กลับมาที่กลุ่มชุมนุม กลุ่มละ 60,000 คนดังกล่าว ถ้าไม่ชุมนุมพร้อมกัน แบ่งเป็นสองผลัด ให้เหลือแค่ 30,000 คนในแต่ละที่ ที่เหลือคอยผลัดเปลี่ยนออกมาช่วยเมื่อเกิดเหตุ ถ้าทหารและพันธมิตรที่ติดอาวุธจะมาล้อมปราบ ยังไง ก็ต้องคิดใหม่ เพราะสงกรานต์ที่เห็นว่าหมูๆนั้น เพราะมีคนอยู่ประมาณ 6,000 คนเท่านั้น ทหารใช้กำลังสองกองพล อีกหนึ่งกองพลหนุน รวมทั้งหมด 15,000 คน

ลองนึกภาพใหม่ว่า มีคนที่ถูกปิดล้อมสงกรานต์นั้น เพิ่มอีก อย่างน้อย 5 เท่า เขาไม่อยู่นิ่งให้ล้อม เขาวิ่งไป วิ่งมา คอยเข้าด้านข้างบ้าง ด้านหลังบ้างของชุดปิดล้อม เพราะแยกกันชุมนุม และเคลื่อนไหวกลุ่มกระจายกันไป โดยรอบทำให้ทำอย่างไรก็ปิดล้อมไม่ได้ต้องสร้าง บังเกอร์

เมื่อสร้างบังเกอร์ ก็เท่ากับปิดขังตัวเองด้วย ประชาชนก็จะนำรถ นำเครื่องกีดขวางมาปิดทางถอยของทหารไว้ นักรบศรีวิชัยหรือ ทหารปลอมตัวมาแบบว่า ทำให้ดูดีว่า ประชาชนตีกันแล้วทหารมาช่วยแยกฝ่าย แต่ที่จริงมาช่วยให้ทหารปลอมฆ่าได้สะดวกนั้น ก็จะมีสภาพไม่ต่างจากทหาร คือถูกปิดประตูตีแมวเหมือนกัน

ลองคำนวณจำนวนคนของทหาร ถ้าแยกออกไปปิดล้อมคนชุมนุมชุดแรก 30,000 คนที่มีกองหนุนคอยจะมาช่วยอีก 30,000 คน เมื่อต้องส่งคน 5,000 คนไปปิดล้อมนั้น จะไม่สามารถใช้วิธีวิ่งเข้าไปยิงได้ เพราะจะตกเป็นเป้าการถ่ายทอดสดไปต่างประเทศ

ดังนั้น จะปิดล้อมเพื่อให้ตัดการสื่อสาร แล้วให้พวกพันธมิตรเข้าไปตีเท่านั้น จากนั้น จึงเข้าไปยิงซ้ำทำทีว่ามีการชุลมุน แผนก็มีอยู่เท่านี้ไม่สามารถพลิกไปอย่างอื่นได้

แต่ว่าในครั้งนี้ คน 5,000 คนปิดล้อมได้อย่างมากชั้นเดียว ประชาชนอีก 30,000 คนก็จะกรูกันมาด้านข้าง ด้านหลัง คอยทีเมื่อมีเหตุการณ์ จะไม่ขอให้ทหารเปิดทางเพื่อไปช่วยเพื่อน แต่จะเป็นการใช้สหบาทากับทหารนั้นเอง เพราะเชื่อแล้วว่า ทหารไม่ได้อยู่ข้างประชาชนอย่างแน่นอน

ในขณะเดียวกันประชาชนที่อยู่ในวงล้อม ก็จะทราบว่ามีเพื่อนอยู่ด้านนอก ก็จะทลายออกมาฝ่าแนวกระสุนของฝ่ายพันธมิตร เข้าหาตัวคนยิงอย่างไม่คิดชีวิตแน่ ฝ่ายพันธมิตรเองก็หลังติดทหาร ทหารเองก็ถูกตีจากด้านข้าง ด้านหลัง ระส่ำระสายได้แต่รอคอยความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาถึงเท่านั้น

ส่วนกองหนุนอีก 5,000 คนนั้นหมดหวังเสียแล้ว เพราะเมื่อเกิดเรื่องจริง ประชาชนอีก 120,000 คนที่คอยอยู่รอบนอก ก็คงทะลักเข้ามาเห็นสีเขียว สีเหลือง สีชมพูที่ไหน ก็คงไม่มีการละเว้น และเชื่อว่าหลายคนคงหยิบมีดพร้า ขวาน ปืนมาจากบ้านแน่

การจลาจลนี้ให้ทหารทั้งกองทัพก็ไม่สามารถสู้ได้ เพราะทหารไทย จะสู้ได้เฉพาะคนไม่มีอาวุธเท่านั้น ตัวอย่างนี้เห็นได้ชัดๆจากกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ภาพจำลองเหตุการณ์นี้ ต้องการที่จะเตือนล่วงหน้าให้ทหารที่จะเข้ามาปิดล้อมประชาชนนั้น ขอให้รีบทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้า หัวหน้าหน่วยงานทหารขอให้สงเคราะห์บอกกล่าวให้ลูกน้องในสังกัดตัวเองได้เตรียมตัว เตรียมใจให้พร้อม เพราะครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่จะเห็นหน้ากันแล้ว เพราะการจลาจลเช่นนี้มักจบลงด้วยโศกนาฏกรรมของทหาร คงจำทหารรักษาพระองค์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้ที่ถูกแม่ค้าขายหมูที่บุกเข้าไปในวังตัดคอเอาเสียบกับปลายหอกเดินไปทั่วกรุงปรารีสหลายร้อยคน ก่อนจะมีการตัดสินประหารชีวิตทหารที่เหลือทั้งหมดในเวลาต่อมา ในประเทศไทยคงต้องผ่านเหตุการณ์เช่นนี้เหมือนในหลายๆประเทศก่อน ความเจริญจึงจะเกิดขึ้นได้

ประการที่สี่ เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้วฝ่ายเผด็จการมักจะฉวยโอกาสที่ได้เปรียบหรือเสียเปรียบก็ตามสร้างสถานการณ์ให้เกิดการยุติปัญหาลงชั่วคราว แล้วในที่สุดฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับเครือข่ายระบบอำมาตย์ก็จะพ่ายแพ้ไปทั้งๆที่ได้ชัยชนะ เช่น กรณีของรัฐบาล พลเอกสุจินดาฯ เป็นต้น หรือแม้แต่กรณี จอมพลถนอมฯ ก็ตาม

จึงขอเตีอนไว้ด้วยความหวังดีว่า อย่าดึงฟ้าต่ำเป็นอันขาด เพราะตัวปัญหาคืออำมาตย์ที่ใกล้ชิดสถาบันนั้นเอง สมควรที่จะสู้ตรงไปตรงมากับประชาชนดีกว่าที่จะคิดเอาตัวรอดหรือพลิกสถานการณ์อย่างที่เคยเป็นมา เพราะครั้งนี้ผลคงไม่จบอย่างที่เคยเพราะประชาชนรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ความเสียหายจะเกิดมากกว่าที่คิด

ประการที่ห้า การสร้างสถานการณ์ลอยๆ แล้วทำเป็นรัฐประหารรัฐบาลคนกันเอง(สมัย ควงฯ ก็อีหรอบเดียวกัน) เพื่อหาคนกลาง ขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานเพื่อปิดปากประชาชนไม่ให้เรียกร้องต่อ เพื่อว่าจะได้มีเวลาตามล่า ดร.ทักษิณฯ ต่อไปนั้น ขอร้องว่าอย่าทำเลย เพราะผลเสียหายจะตามมาเช่นกัน แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะเปิดโอกาสให้มีการยึดอำนาจได้ก็ตาม แต่ว่าอย่าลืมว่าเป็นการให้ไว้กับ คมช. ไม่ใช่กลุ่มใหม่ ถ้าดำเนินการโดยคนกลุ่มใหม่ที่ไม่ใช่คณะรัฐประหารสมัย คปค. หรือ คมช.

ต้องคิดให้ดีว่ารัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้หรือไม่ และ รัฐบาลพลัดถิ่นโดย ดร.ทักษิณฯ จะเกิดหรือไม่ ประชาชนถ้าไม่ฟังล่ะ เดินหน้าลุกฮือเกิดการจลาจลล่ะ เพราะประชาชนรู้อยู่แล้วว่าต้องปะทะกับทหาร เขาคงไม่รอไปอีกรอบ คงจะซัดกับทหารที่ยึดอำนาจนั้นเองเพราะเต็มไม้เต็มมือ ดีกว่ารัฐบาลประชาธิปไตยแอบแฝงแบบปัจจุบันเสียอีก

แล้วจะทำอย่างไรเมื่อไม่มีแผ่นดินอยู่แน่นอน

ประการที่หก แม้ไม่ทำอะไรเลย ประชาชนก็จะหูตาสว่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าแพ้หรือชนะในรอบนี้ ฝ่ายอำมาตย์บาดเจ็บสาหัสแน่นอน เพราะผู้คนจะรู้กันไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุดว่า ใครทำร้ายประเทศไทย ใครทำร้ายคนไทย ผลประโยชน์ของใครผูกขาด ขูดรีดประชาชนตลอดมา แม้ว่าอาจจะคิดหาทางออกแบบง่ายๆ เช่นลาออก หรือตัดใจเป็นลมตายไป ทายาทของระบอบอำมาตย์ก็ยังมีอยู่ การเดินหน้าให้ความจริง ให้ความรู้ความเลวร้ายของระบอบนี้ก็จะยังคงเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อรายล้อมอยู่รอบๆตัวของเหล่าอำมาตย์ ความเกลียดชังจะทวีมากยิ่งขึ้นอยู่ตลอดเวลาไม่มีวันหมด นอกเสียจากประชาชนจะให้อภัย

ประชาชนจะให้อภัยต่อเหล่าอำมาตย์ด้วยว่า ส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ ไม่อาฆาต พยาบาท จองเวรเหมือนเหล่าอำมาตย์ที่นับถือลัทธิพราหมณ์ ฮินดู ก็ต่อเมื่อ ได้คืนรัฐธรรมนูญปี 40 พร้อมการแก้ไขสาระสำคัญ 4 ประการคือ

ประการแรก ให้นำธรรมนูญการปกครองสยาม 2475 ฉบับชั่วคราวที่กล่าวถึงอำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลายมาใช้แทนปัจจุบัน ที่แม้จะบอกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยมาตั้งแต่ รธน. 40 แต่ก็ยังเพิ่มเติมให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนั้น ฯ ซึ่งไม่ใช่ประเพณีของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทำให้เกิดกระบวนการแอบอ้างพระราชอำนาจให้วุ่นวายมาจนถึงปัจจุบัน และเกิดการยึดอำนาจไม่หยุดหย่อนก็ด้วยเหตุนี้

ประการที่สอง ปัญหาของประเทศไทยเกิดจาก การมีคณะอภิรัฐมนตรีซึ่งแปลงร่างเป็น องคมนตรี ตั้งแต่การรัฐประหาร 2490 และเป็นปัญหาให้เกิดการใช้อำนาจนอกระบบและการรัฐประหารต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน เมื่อพบว่ากลไกนี้มีปัญหา ไม่ใช่เรื่องของบุคคลอย่างแน่นอน ก็สมควรที่จะยกเลิกคณะองคมนตรีเสียทั้งหมด และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ปัญหาของประเทศไทยจะยุติลงอย่างถาวร และในความเป็นจริงนั้น องค์พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจที่จะขอคำปรึกษาจากใครก็ได้อยู่แล้ว และในทางสากลนั้น คณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้ให้คำปรึกษา และ เป็นผู้ลงนามร่วมเพื่อป้องกันมิให้องค์พระมหากษัตริย์ถูกกล่าวโทษ การนี้ ได้มีการกำหนดไว้แล้วตั้งแต่ ธรรมนูญ ฯ 2475 ฉบับชั่วคราว ซึ่งหากดำรงไว้ ปัญหาของประเทศไทยก็จะไม่เกิดขึ้น ทำให้ล้าหลังมาจนปัจจุบันนี้

ประการที่สาม ยกเลิกวุฒิสมาชิกที่มีอำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ เนื่องจากมีฐานที่มาจากพรรคการเมือง เนื่องจากมีการเลือกตั้งระดับจังหวัด รวมทั้งยกเลิกองค์กรอิสระและให้กลไกรัฐ และ รัฐสภาที่มีผู้แทนราษฎรเท่านั้น เป็นผู้ตรวจสอบกันเอง ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน

หรือ หากจะยังให้มีวุฒิสภาและองค์กรอิสระแบบเดิม สมาชิกวุฒิสภา ควรมาจากกลุ่มอาชีพ และแยกย่อยให้มาก เช่นกลุ่มเกษตรกร ก็แยกเป็นกลุ่มชาวนา กลุ่มชาวนาแยกเป็นชาวนาเขตชลประทาน นอกเขตชลประทานเป็นต้น และให้ประธานกลุ่ม หรือ นายกสมาคมกลุ่มต่างๆ เป็นวุฒิสมาชิกโดยตำแหน่ง

และเนื่องจากมีจำนวนมากก็ให้จัดเป็นการประชุมแบบสมัชชาประชาชน หรือ กลุ่มอาชีพแล้วให้ตัวแทนเป็นคณะกรรมการทำงานไป ก็จะทำให้มีการถ่วงดุลกับฝ่ายผู้แทนราษฎร และ เป็นตัวแทนของประชาชนได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง เมื่อเป็นผู้แทนที่ชัดเจน

การออกกฎหมาย ก็ควรออกในรูปของสภาคู่ คือเป็นความเห็นชอบร่วมกันของทั้งสองสภา ไม่ใช่สภากลั่นกรองอีกต่อไป จะทำให้ตัวแทนของประชาชนในอีกมุมมองหนึ่งมีอำนาจมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากไม่เป็นเช่นนี้แล้ว การไม่มีวุฒิสภาเลยจะดีกว่า

ประการที่สี่ ยกเลิกองค์กรอิสระ ที่ คมช แต่งตั้งทั้งหมด แล้วให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง จากภายนอกเป็นคณะกรรมการพิเศษ ไม่ต้องมาจากศาลเช่นเดิม แต่ให้เป็นผู้มีความชำนาญในการจัดการเลือกตั้งให้สะอาด บริสุทธิ์ หากไม่สามารถหาได้ ขอให้นำคณะกรรมการการเลือกตั้ง ชุดแรกที่ได้แสดงความสามารถในการจัดการเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพมาแล้วครั้งหนึ่งมาปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติในครั้งนี้

การยอมให้กับประชาชนเพียงเรื่องเล็กๆ สาม สี่เรื่องเท่านี้ น่าจะทำให้เกิดความสงบสุขในสังคมไทย และความเจริญก้าวหน้าได้อย่างมาก กลุ่มคนที่จะตามล่า ดร.ทักษิณฯ ก็จะหมดอำนาจที่จะแอบอิง องค์กรและพระราชอำนาจ ทำให้ประชาชนได้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง

ที่เหลือก็จะเป็นเรื่องของวิวัฒนาการ และการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันระหว่างเหล่าอำมาตย์และประชาชน ซึ่งจะไม่ใช่อะไรที่ยากเย็นอีกต่อไป

แต่ถ้ายังคิดร้ายและอาฆาตพยาบาท ไม่เลิกรา ประชาชนก็พร้อมแล้ว สำหรับในครั้งนี้ขอให้กล้าๆหน่อย ยินดีต้อนรับ

*************

สัมภาษณ์สุดท้าย"เจ้ขก แม่ค้าประชาธิปไตย"

ที่มา Thai E-News



ที่มา บอร์ดประชาไท
17 พฤศจิกายน 2552
*ด่วนแกนนำนปช.เลื่อนฟ้องกลับคดีชุมนุมหน้าบ้านสี่เสา จากพรุ่งนี้เป็น27พ.ย.(อ่านท้ายข่าวนี้)

คลิ้กชมสัมภาษณ์สุดท้ายเจ้ขก แม่ค้าหัวใจประชาธิปไตย

http://www.youtube.com/watch?v=5D4oO9ZWQKA&feature=player_embedded
http://www.youtube.com/watch?v=lmL2RjfrQ28&feature=video_response

เป็นบทสัมภาษณ์ที่พวกเราทีมงาน pocket media ได้ไปสัมภาษณ์ และกำลังดำเนินการตัดต่อ และนำเทปไปออกอากาศทางสถานีประชาชน people channel แต่ทีมงานคาดไม่ถึงว่า "เจ้ขก" จะจากพวกเราไปเร็วขนาดนี้ เทปนี้จึงยังไม่ทันได้ออกอากาศ ซึ่งกำหนดการเทปนี้จะออกอากาศ ต้นเดือน ธันวาคม 2552

เจ้ขก แม่ค้าประชาธิปไตย เป็นแม่ค้าตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่มีจิตใจกล้าหาญอย่างมาก เป็นภาคประชาชน กลุ่มแรกๆที่ออกมาต่อต้าน
การก่อรัฐประหาร 2549 บทสัมภาษณ์ต่างๆของเจ้ขก แสดงให้เห็นถึงความรักในประชาธิปไตย และ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร

เป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยภูมิความรู้ และเข้าใจถึงความเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ เจ้ขก ไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดๆจากสังคม และคนที่เขาศรัทธา เจ้ขกต้องการเพียงอยากเห็น บ้านเมืองเจริญ เดินไปข้างหน้า อยากเห็นคนที่เขาศรัทธา ได้กลับมาบริหารประเทศ
เจ้ขกต้องการความถูกต้องในสังคมไทย อยากเห็นพี่น้องประชาชน มีความกินดีอยู่ดี เป็นสังคมที่เท่าเทียมกัน เสมอถาคกัน

ทีมงาน pocket media ขอไว้อาลัย "เจ้ขก แม่ค้าประชาธิปไตย" ไว้ ณ.ที่นี้ ขอให้เจ้ขกพบแต่ความสุขในภพหน้า
เจ้ขก แม่ค้าประชาธิปไตย จะยังคงอยู่ในความทรงจำของประชาชนไม่ลืมเลือน ครับ
****************
จักรภพเชิญฝ่ายประชาธิปไตยไว้อาลัยเจ๊ขก


จักรภพ เพ็ญแข แม้อยู่ไกลในต่างแดน แต่แจ้งข่าวมาว่า "เจ๊ขก" ผู้เป็นที่รักและนับถือของพวกเราเป็นจำนวนมากและของผม ได้จากเราไปเสียแล้วอย่างไม่มีวันกลับด้วยโรคมะเร็ง ผมรู้สึกใจหาย และคิดถึงพี่สาวคนหนึ่งที่มีความจริงใจและจริงจังในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ทันทีที่รู้ข่าววันนี้ สิ่งแรกที่ผมทำคือจัดการส่งพวงหรีดไปเคารพ "เจ๊" แทนตัวผมที่อยู่ห่างบ้านห่างเมือง สิ่งที่สองคือค้นหาเสียงของ "เจ๊" ในเว็ปไซต์และนั่งฟังคำให้สัมภาษณ์ของ "เจ๊" ที่คมกล้า ตรงประเด็น และแสนมันส์ "เจ๊" จากเราไปแล้วแต่กาย ความรู้สึกผูกพันจะคงอยู่ตลอดไปในใจของพวกเราและในใจของผมด้วยครับ***

***ดังนั้นผมขอเชิญพี่น้องสละเวลาไว้ร่วมไว้อาลัยกับ "เจ๊ขก" มีสวดทุกวันเวลา๑๙.๑๕น. ที่วัดมหาพฤฒาราม ศาลา ๒ ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ ๑๕ พ.ย.๕๒ ถึงวันศุกร์๒๐พ.ย. และจะฌาปนกิจในวันเสาร์ที่ ๒๑ พ.ย. ๕๒ ขอเชิญร่วมงานสวดศพ และร่วมงานฌาปณกิจด้วยครับ จากจักรภพ ผู้ฝากข่าว***

***เพื่อไว้อาลัยและเป็นเกียรติยศแก่นักสู้สามัญชนนาม"เจ๊ขก"เชิญฟังเสียงสัมภาษณ์สุดมันส์ของเจ๊ ณ บัดนี้

http://www.youtube.com/watch?v=rDbtYNDpMcc


http://www.youtube.com/watch?v=nhVe8q-3PlI&NR=1


http://www.youtube.com/watch?v=a7G6nh-vLNQ&feature=related


http://www.youtube.com/watch?v=VwHUSPUW9Ls&feature=related

ชมสัมภาษณ์เจ๊ขก คลิ้กที่นี่ครับ***


*******
ด่วนที่สุด!!!

*ขอเลื่อนจากกำหนดเดิมวันพุธ (พรุ่งนี้) 18 พ.ย. 2552 เวลา 10.00 น.ไปเป็นวันศุกร์ ที่ 27 พฤศจิกายน ช่วยประชาสัมพันธ์ ด้วยค่ะ


แกนนำ นปช.นำโดย พอ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย

จะเดินทางไปที่ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ เพื่อยื่นฟ้องกลับในคดีการชุมนุมหน้าบ้าน 4 เสา

ขอเรียนเชิญพี่น้อง ร่วมเป็นกำลังใจให้บรรดาขุนพลแกนนำ นปช.ทุกท่านโดยพร้อมเพรียง

ฝากแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์โดยทั่วกัน

Tuesday, November 17, 2009

รอยร้าว"ไทย-เพื่อนบ้าน" ลางบอกเหตุ"รบ.อภิสิทธิ์"

ที่มา มติชน



จำต้องพึ่งพากาวใจอย่าง "สุศีโล บัมบัง ยุทโธโยโน" ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย มาช่วยไกล่เกลี่ย รับฟังความทั้งสองข้าง กับ ศึกความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

"ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย" ผู้นี้ ทำหน้าที่รับฟังข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่าย ก่อนจะสั่งความให้รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนิเซีย เป็นธุระติดตามประสานแก้ปัญหาร้อนแรงนี้ กับรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งไทยและกัมพูชา ต่อไป

ในวันนี้ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา กลายเป็นภาพออกสู่สายตาโลกไปแล้ว แม้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรีไทย จะยืนยันมาตลอดว่า เป็นเรื่องพหุภาคี และไม่ให้กระทบต่ออาเซียนส่วนรวมก็ตาม

เป็นเชื้อ เป็นแผล ที่แม้ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี จะบินออกจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา กลับดูไบไปแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ลบเลือนหรือจางหาย

ร่องรอยความร้อนระอุ และความขัดแย้ง จะยังคงอยู่ต่อไป แต่จะนานแค่ไหน?

แต่เศษซากที่ทิ้งเอาไว้ คือ ไทยและกัมพูชาไม่มีเอกอัครราชทูตระหว่างกัน ไม่มีเลขานุการเอกอัครราชทูตระหว่างกันช่วยทำหน้าที่ประสานงานระหว่างประเทศ ทั้งเรื่องการช่วยเหลือดูแลคนของแต่ละประเทศ รวมถึงการประสานการค้าการลงทุน

นอกจากนี้ ทั้งไทยและกัมพูชาได้ตัดสินใจกดปุ่มหยุดความคืบหน้าในด้านการค้าด้านต่างๆ ทั้งเอ็มโอยูพื้นที่ทับซ้อนไหล่ทวีป ซึ่งมีประโยชน์ร่วมกันด้านทรัพยากรธรรมชาติอย่างมหาศาล

และเอ็มโอยูไหล่ทวีปนั่นเอง ในอดีตช่วงที่มีการตกลงกัน มีส่วนหนึ่งลาวได้ประโยชน์ด้วย โดยมีการตกปากรายงานผู้หลักผู้ใหญ่ระหว่างไทย-ลาวกันไปแล้ว ในยุค "สุรเกียรติ์ เสถียรไทย" เป็น รมว.การต่างประเทศ

จุดนี้รัฐบาลอภิสิทธิ์อาจไม่รู้มาก่อน

ที่ต้องชะงักไปอีกส่วนคือ ความร่วมมือในการให้ซอฟต์โลนแก่กัมพูชา สำหรับสร้างถนนและเส้นทางคมนาคมในกัมพูชา ซึ่งอีกนัยหนึ่ง คือ เส้นทางสำหรับลำเลียงสินค้าจากฝั่งไทยทะลุไปยังกัมพูชา และเวียดนาม นั่นเอง

ด้านมูลค่าการลงทุนและส่งออกในแต่ละปีระหว่างกันที่ได้รับผลกระทบ จากการเก็บตัวเลขสถิติ ฝ่ายไทยกำเงินจากกัมพูชาได้ถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่กัมพูชากำเงินกลับไปจากไทยแค่ 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ทั้งนี้ บรรดานายทุนขาใหญ่ของไทย ที่เข้าไปลงทุนในกำพูชาจำนวนมหาศาล ย่อมหายใจไม่ทั่วท้อง โดยเฉพาะธุรกิจสื่อสาร ด้านการเกษตรกรรมแบบครบวงจร หรือ แม้กระทั่งธุรกิจน้ำเมาระดับ 5 เสือเมืองไทย ซึ่งกำลังขยายฐานได้อย่างสวยงาม กลับต้องตกในภาวะเสี่ยง

ในทางการเมือง ทราบกันดีกว่าธุรกิจเหล่านี้ เป็นนายทุนสำคัญของหลายพรรคการเมือง หากทุนเหล่านั้นได้รับผลกระทบ แรงกดดันก็จะสะวิงกลับมาที่ฝ่ายการเมือง นั่นเอง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แผลร้ายที่ใหญ่ที่สุดที่เหลือไว้ คือ ความเคลือบแคลงใจระหว่างกัน ที่ยากที่จะเห็นภาพกลับสู่จุดเดิมได้อย่างไร และปมแก้ปัญหาชายแดนเขาพระวิหาร การปักปันเขตแดน ที่หล่นกลับมาที่ศูนย์อีกครั้ง

วันนี้ ยังนึกไม่ออกเลยว่า จะหาเหตุใดที่ทั้งสองประเทศจะสามารถคืนเอกอัครราชทูตและเจ้าหน้าที่ทางการทูต แก่กันได้ เพื่อเข้าสู่ภาวะปกติ

เอแบคโพลล์สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง ท่าทีรัฐบาลไทยและนายกรัฐมนตรีต่อกรณีความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา กรณีศึกษาประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัดของประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,344 ครัวเรือน

ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 58.9 เห็นว่า ท่าทีของรัฐบาลไทยที่ควรแสดงออกคือ ใช้ความนิ่งสงบ และมุ่งทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไป ร้อยละ 51.9 เห็นว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีท่าทีที่เหมาะสมแล้วในการโต้ตอบรัฐบาลกัมพูชา

เป็นผลสำรวจที่สะท้อนเเต้มบวกของรัฐบาล ที่มีวิจารณญานในการแก้ปัญหา เป็นผลแห่งคะแนนนิยมภายในประเทศ

แต่ทว่า ธรรมชาติประเทศไทย ไม่มีกระแสใดยั่งยืนยาวนาน ทุกกระแสที่เกิดขึ้นพร้อมพลิกกลับหน้ามือเป็นหลังมือเสมอ

ฝ่ายที่ตกเป็นผู้ร้าย นานไปก็ได้เป็นพระเอก ส่วนพระเอก ถ้าอยู่เฉยๆ คอยกินบุญเก่า ก็อาจกลับเป็นผู้ร้าย

ดังนั้น สิ่งท้าทายต่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ในวันที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" บินจากไปแล้ว คือ การดำรงสถานะและคะแนนนิยมภายในประเทศเอาไว้ให้ได้ ควบคู่ไปกับการหมุนความสัมพันธ์ ความร่วมมือ และประโยชน์เกื้อกูลระหว่างสองประเทศกลับคืนมา

และทำให้สังคมรู้แจ้งเห็นจริงว่า สาเหตุแห่งปัญหานี้ มาจากสิ่งใด หรือ ใคร?

ในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมานี้ กรณีที่ประเทศไทยมีปัญหาขัดแย้งขุ่นข้องหมองใจกับประเทศเพื่อนบ้านหรือในภูมิภาค ส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากการเดินทางเยือนของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ในหลายครั้ง อย่างไม่น่าเชื่อ

กรณี "สิงคโปร์" เมื่อช่วงเดือนมกราคม 2550 ในยุครัฐบาล คมช. หลัง "พ.ต.ท.ทักษิณ" บินเดี่ยวบุกสิงคโปร์ พบปะนักธุรกิจ โดยเฉพาะรองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์

ทำให้รัฐบาล "พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์" ในเวลานั้น นั่งไม่ติด เพราะถือเป็นการถูกตบหน้า เพราะกำลังมีเรื่องเล่นงานการขายหุ้นชินคอร์ปให้กับกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดผลเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กำลังดำเนินการอยู่พอดี

จึงไม่มั่นใจว่า ที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ไปพบนั้น มีนอกมีในอะไรหรือไม่?

"นิตย์ พิบูลย์สงคราม" รมว.การต่างประเทศ ในขณะนั้น สั่งเรียกทูตสิงคโปร์มาตักเตือน พร้อมกับรัฐบาล ที่ส่งสัญญาณเรื่องการทบทวนความร่วมมือต่างๆ ระหว่างไทย-สิงคโปร์ โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการทหาร การซ้อมรบร่วม และ การให้เช่าพื้นที่สำหรับจอดเครื่องบินรบ

แต่กระนั้น เมื่อ "พ.ต.ท.ทักษิณ" บินจากไปแล้ว ร่องรอยความเสียหายก็ยังคงอยู่ เกือบไปแล้วที่ไทยจะสูญเสียประโยชน์จากการซื้อขายเครื่องบิน หรือ การค้าการลงทุนกับสิงคโปร์

แต่ที่เสียไปแล้วก็คือ ความบาดหมางที่เป็นเชื้อรอปะทุ หากมีเหตุการณ์อ่อนไหวเกิดขึ้นภายหน้า

คำถาม คือ รัฐบาลไทยหรือคนไทย จะวางตัวอย่างไรกับเกมความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน ล่าสุด แม้กรณีความขัดแย้งในการช่วยจัดซีเกมส์กับประเทศลาว ก็นิ่งเฉยๆ ไม่ได้เช่นกัน เพราะยังมีเรื่องพื้นที่ทับซ้อนไหล่ทวีปซ้อนอยู่อีกชั้น

และเป็นที่รู้กันว่าผู้ใหญ่ไทยกับผู้ใหญ่ลาวนั้น สัมพันธ์ซาบซึ้งกันมาช้านาน

ส่วนกรณีไทย-กัมพูชาคงไม่ต้องยกตัวอย่าง

ถือเป็นลางบอกเหตุ ถือเป็นบทเรียนที่ท้าทายยิ่งต่อ "อภิสิทธิ์"

เพราะหลังทำเรื่องกันไว้แล้ว ไม่ว่า "พ.ต.ท.ทักษิณ" จะเสียหรือได้แต้ม

แต่เขาก็ได้รู้ว่า เดิมที่เคยคิดใช้โลกล้อมประเทศ ด้วยการจ้างล็อบบี้ยิสต์ เมื่อครั้งอยู่อังกฤษ ฮ่องกง จีน หรือ ดูไบ กลับได้ผลสู้บินมาตีกอล์ฟเล่นๆ แถวเพื่อนบ้านปลายจมูกไทย ไม่ได้เลย...

"แดง"เชื่อบึ้มพธม.สร้างสถานการณ์ "แม้ว"เล็งฟ้องแพ่ง-อาญาแกนนำเหลืองหมิ่น คนเจ็บยังนอนรพ.3ราย

ที่มา มติชน

ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุลอบวางระเบิดเวทีพันธมิตรฯ ยังนอนรพ.อีก 3 ราย "ทักษิณ"ทวิตประณามไอ้โม่งก่อเหตุทั้งลงมือและสั่งการ "นพดล"เล็งยื่นฟ้องอาญา-แพ่ง แกนนำเสื้อเหลืองหมิ่นประมาท "เสื้อแดง"เชื่อกลุ่มเดียวกันสร้างสถานการณ์ทำให้ความขัดแย้ง2สีแหลมคมมากขึ้น


"แม้ว" ประณามไอ้โม่งก่อเหตุ


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ทวิตข้อความผ่านเว็บล็อก Twitter.com ภายหลังเดินทางออกจากประเทศกัมพูชา ว่า "ขอโทษที่หายไปหลายวัน เพราะเดินทางและงานเยอะมาก ขอขอบคุณคนเสื้อแดง และ ส.ส.เพื่อไทยที่แวะไปเยี่ยมผมที่กัมพูชา ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้าใจและห่วงใยผม" และ "ผมเข้าไทยไม่ได้ ไม่ใช่เฉพาะเหยียบแผ่นดินเกิดเท่านั้น แม้กระทั่งน่านฟ้าไทยก็ห้ามผ่านเข้ามา เขาสั่งว่าถ้าผ่านมาให้ใช้ฝูงบินขับไล่บังคับให้บินลง"

พ.ต.ท.ทักษิณยังได้ทวิตข้อความถึงกรณีเหตุระเบิดด้านหลังเวทีพันธมิตร ในระหว่างที่นายสนธิขึ้นเวทีปราศรัย ว่า "ทราบเหตุ ระเบิดที่หลังเวทีพันธมิตรมีคนบาดเจ็บ ผมขอประณามผู้ที่เกี่ยวข้องกับการวางระเบิด ทั้งผู้ลงมือและผู้สั่งการ คนไทยด้วยกันอย่าทำร้ายกันเลย"

เล็งฟ้อง"แพ่ง-อาญา" พันธมิตร


นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าขอแสดงความเสียใจต่อผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมขอปฏิเสธโดยสิ้นเชิงว่า พ.ต.ท.ทักษิณและคนเสื้อแดงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เมื่อถามว่า มองว่าเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อเชื่อมโยงไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ นายนพดลกล่าวว่า ประชาชนคงจะเดาได้ว่า เหตุการณ์นี้เป็นการสร้างสถานการณ์ขึ้น เพื่อมุ่งหมายโยงไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีความคิดชั่ว คนที่คิดชั่วต้องการทำร้ายบ้านเมือง ซึ่งประชาชนทราบดี


"ที่พันธมิตรประกาศแถลงการณ์ซึ่งมีเนื้อโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นความจริงแล้วเวลาที่แกนนำอ่านไปก็น่าจะอายปากตัวเองไปด้วย เพราะเป็นการกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณอย่างไม่เป็นธรรม และจะยื่นฟ้องร้องแกนนำกลุ่มพันธมิตรทุกคนในหลายคดี ทั้งทางแพ่งและอาญาข้อหาหมิ่นประมาทในเร็วๆ นี้" นายนพดลกล่าว


"เสื้อแดง"เชื่อสร้างสถานการณ์


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)-แดงทั้งแผ่นดิน กล่าวถึงเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรว่า คนเสื้อแดงไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการกระทำจากฝ่ายตรงข้ามพันธมิตร หรือจากคนในกลุ่มพันธมิตรเอง และเป็นไปได้สูงที่สาเหตุจะมาจากพวกเดียวกัน เพื่อสร้างสถานการณ์ให้ความขัดแย้งระหว่างคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงแหลมคมมากขึ้น


นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงการจัดงานระดมทุนคนเสื้อแดงที่โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่า ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ทั้งเรื่องการระดมทุนและการตอบรับจากสมาชิกคนเสื้อแดง โดยเบื้องต้นมีรายได้จากการขายบัตรประมาณ 18 ล้านบาท ยังไม่รวมเงินบริจาคอื่นๆ


"คาดว่าแกนนำคนเสื้อแดงจะประชุมกันเพื่อสรุปงานระดมทุน ในวันที่ 18 พฤศจิกายน พร้อมประเมินสถานการณ์การเมืองและหารือถึงแผนการชุมนุมใหญ่เพื่อขับไล่รัฐบาล ที่กำหนดไว้ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน" นายณัฐวุฒิกล่าว

เหยื่อบึ้มนอนรพ.กลาง3ราย


ขณะที่ นพ.เพชรพงษ์ กำจรกิจการ ผู้อำนวยการศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ กรุงเทพ มหานคร (กทม.) กล่าวว่า ผู้บาดเจ็บจากเหตุระเบิดด้านหลังเวทีกลุ่มพันธมิตร มีทั้งหมด 12 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำส่งโรงพยาบาล (รพ.) วชิระ 1 ราย และ รพ.กลาง 11 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 2 ราย ผู้หญิง 2 ราย และผู้ชาย 8 ราย


นพ.เพชรพงษ์กล่าวว่า ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว ยังคงเหลือผู้บาดเจ็บสาหัสที่นอนพักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.กลาง เพียง 3 ราย เป็นชายทั้งหมด โดยมี 1 ราย ยังพักรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู โดยสะเก็ดระเบิดทะลุช่องท้อง แพทย์ได้ทำการผ่าตัดเอาสะเก็ดออกแล้ว แต่คนไข้มีอาการเจ็บในช่องท้อง จึงต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ขณะที่อีก 2 ราย อาการปลอดภัยแล้ว โดยรายแรกมีบาดแผลที่ใบหน้าแพทย์ ได้ให้การรักษาทำการหยุดเลือดและทำแผลให้ ส่วนอีกรายมีบาดแผลที่ศีรษะ แต่ในช่วงเช้ามีอาการตาพร่ามัวแทรกซ้อน แพทย์จึงต้องดูอาการอีกระยะหนึ่ง

สำหรับรายชื่อ เหยื่อระเบิด " เวทีพันธมิตร มีดังนี้

1.นายธนณัฐฏฐ์ เจือพิทักษ์ อายุ 16 ปี รพ.กลาง มีแผลต้นขาซ้าย
2.นายอรรณพ คณิตผาติสกุล อายุ 71 ปี รพ.กลาง มีแผลที่ช่องท้อง ปวดแน่นท้อง
3.นายพรศักดิ์ ธนโสภามงคล อายุ 33 ปี รพ.กลาง มีแผลถลอกต้นขาขวา
4.นายกฤษดา สินโฉมงาม อายุ 28 ปี รพ.กลาง มีแผลที่สีข้างด้านซ้าย
5.นายชัยวัฒน์ หวังจงมีชัยกุล อายุ 53 ปี รพ.กลาง มีแผลที่ใบหน้า
6.นายสมพร พีระภาค อายุ 39 ปี รพ.กลาง มีแผลที่ศีรษะ
7.น.ส.รจนา ขำมะวัง อายุ 30 ปี รพ.กลาง มีแผลต้นแขนซ้าย
8.น.ส.สุกานดา ขำศิริกุล อายุ 26 ปี รพ.กลาง มีแผลที่หลังด้านซ้าย
9.ด.ช.ณัฐพล ชัยสมศรี อายุ 8 ขวบ รพ.กลาง มีแผลต้นขาซ้าย ท้องน้อยซ้าย 10.ด.ช.พันชนะ มาสมพงษ์ อายุ 10 ปี รพ.กลาง มีแผลที่น่องขวา
11.นายวิวัฒน์ จันทร์นวล อายุ 20 ปี รพ.กลาง มีแผลต้นแขนซ้าย
12.จ.ท.วันชัย รัตนตรัยภพ อายุ 50 ปี รพ.วชิระ มีแผลที่หน้าอก