WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, November 18, 2009

พท.เล็งรื้อคดียุบพรรคไทยรักไทย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_47486

นายไพจิต ศรีวรขาน

เตรียมหลักฐานยื่น กกต.ยุบปชป.อีกรอบ พร้อมยื่นหนังสือต่อประธานสภาฯ เพื่อตรวจสอบจริยธรรม “อภิสิทธิ์-สุเทพ” ในฐานสร้างพยานเท็จ...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.20 น. วานนี้ (17 พ.ย.) ที่พรรคเพื่อไทย นายไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จ.นครพนม นายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี นายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา นายพีระพันธ์ พาลุสุข ส.ส.ยะโสธร ทั้งหมดเป็นอดี ตส.ส.พรรคไทยรักไทย ในฐานะผู้เสียหาย ได้ร่วมกันแถลงภายหลังการประชุม ส.ส.เพื่อเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า กรณีนี้สืบเนื่องหลังจาก พล.อ.พัลลพ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้นำนายสุขสันต์ ชัยเทศ อดีต ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง พรรคพัฒนาชาติไทย และนายชวการ โตสวัสดิ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพัฒนาชาติไทย พยานที่เคยให้การต่อตุลาการรัฐธรรมนูญ คดียุบพรรคไทยรักไทย ข้อหาจ้างวานพรรคเล็กลงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย.2549 มาเปิดตัวแถลงข่าวว่าพยาน 2 คนกลับลำให้การเท็จต่อศาล

นายพีระพันธ์ กล่าวว่า หลังจากพล.อ.พัลลภได้รายงานเรื่องนี้ต่อที่ประชุม แกนนำของพรรคได้มอบหมายให้ทีมกฎหมายของพรรคเดินหน้าเต็มที่ โดยจะตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมารื้อฟื้นคดียุบพรรคขึ้นใหม่ เพราะได้พยานหลักฐานใหม่ ที่แตกต่างจากหลักฐานในช่วงพิจารณาคดีพิพากษา ทั้งนี้ พรรคฯ จะดำเนินการตามกฎหมายทั้งด้านอาญา พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่ใส่ร้ายป้ายสีพรรคการเมืองอื่น ซึ่งให้ได้มาซึ่งอำนาจ

ด้าน นายไพจิต ศรีวขาน กล่าวว่า เมื่อตัวละคร 2 พยานปากเอกกลับลำ วันนี้ต้องฟ้องสังคมว่านักการเมืองพรรคเก่าแก่ที่ยึ่ดมั่นประชาธิปไตย แต่สุดท้ายใช้วิธีสกปรกใส่ร้ายทางการเมือง นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะลอยนวลโดยไม่รับผิดชอบทางการเมืองไม่ได้ ดังนั้นจะยื่นหนังสือต่อประธานสภาฯเพื่อให้ตรวจสอบจริยธรรม และจะฟ้องนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ฐานสร้างพยานเท็จด้วย นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยยังมอบให้ให้ร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง

ส่วน พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ตัวเองมีหลักฐานสำคัญที่ยืนยันการจ่ายเงิน ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ จ้างพยานปากสำคัญในคดียุบพรรคไทยรักไทย ดังนั้นหากนายสุเทพ จะฟ้องร้องตัวเองก็ไม่มีปัญหา พร้อมสู้คดีในชั้นศาล

นายสุเทพ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นความพยายามมาตลอด 3 ปี ที่ต้องการล้างภาพให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ว่าไม่มีความผิด ทั้งนี้ได้เตรียมหาช่องทางทางกฎหมาย เพื่อที่จะฟ้องร้องกลับ และมั่นใจว่าเรื่องนี้จะไม่นำไปสู่การยุบพรรคประชาธิปัตย์

ความเชี่ยวของ"ฮุนเซน"

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




นเซนนั้น พื้นเพเป็นลูกชาวนา และเติบโตมาในยุคการปฏิวัติของชาวนาในกัมพูชาด้วย

คือยุคเขมรแดงเข้ายึดครองประเทศ

การเอาตัวรอดมาได้ ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์เข็ญในเขมร ใครพลาดท่าหมายถึง"ตาย"

ไม่แค่เอาตัวรอด ฮุนเซนยังผงาดขึ้นมาสู่อำนาจได้อีกต่างหาก

ผ่านประสบการณ์เคี่ยวกรำ มากกว่าผู้นำอื่นๆ รอบบ้าน

ต้องมีทั้งมันสมอง ความกล้าหาญ ไหวพริบ ปฏิภาณ สารพัด ถึงจะผ่านเวลาโหดๆ ในดินแดนเขมรมาได้

ฮุนเซนเองก็เคยเป็นเขมรแดงมาก่อน แล้วมาแตกคอ แยกมาเป็นฝ่ายเวียดนามแทน

ร่วมจัดการให้กองทัพเวียดนาม เข้าขับไล่เขมรแดงไปพ้นจากพนมเปญ แตกพ่ายมาเป็นหน่วยจรยุทธ์อยู่แถวๆ ชายแดนไทย

ในความเป็นจริง ไม่มีคนพวกไหนจะโหดเหี้ยมเท่ากับเขมรแดงอีกแล้ว

แต่นโยบายด้านความมั่นคงของไทย หวั่นต่อการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์จากเวียดนาม

ก็เลย"เลี้ยง"เขมรแดงจอมโหดไว้เป็นกันชน

ฮุนเซนยังเอาเรื่องนี้มาด่าเมืองไทย เมื่อเร็วๆ นี้เลย

บอกไทยเซ็นไม่รับรองเขมรแดง แต่ก็ปล่อยให้เขมรแดงมาตั้งกองกำลังในไทย เพื่อสู้กับรัฐบาล

แม้เขมรจะได้ฮุนเซนเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จยาวนาน

มีระบบการหย่อนบัตรในคูหาเลือกตั้ง เป็น"ประชาธิปไตย" มิใช่"คอมมิวนิสต์"

แต่เห็นได้ว่าบ้านเมืองของกัมพูชา ยังพัฒนาตามหลังไทยเป็นสิบๆ ปี!

ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังยากจน ค่าครองชีพนับว่าเป็นภาระหนักหน่วง

น้ำมันเชื้อเพลิง ไฟฟ้า มีราคาแพงกว่าของไทยมาก

แต่รายได้โดยรวม ก็ต่ำกว่าไทยมาก

การกระจายรายได้ก็มีปัญหาเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากคนรวยกับคนจนที่แบ่งแยกเห็นได้ชัดเจน

รถราในกรุงพนมเปญนั้น นอกจากมอเตอร์ไซค์ของคนส่วนใหญ่แล้ว ก็จะข้ามไปเป็นรถหรูระดับคัมรี่ หรือเลกซัสไปเลย

พวกรถขนาดกลาง วีออส โคโรลล่า ซีวิค ไม่ค่อยมี

ถ้าไม่จนไปเลย ก็รวยไปเลย แทนที่จะเกลี่ยๆ ความรวย ไว้แถวคนชั้นกลาง

ถนนหนทางของเขมร ก็เหมือนถูกรัฐบาลปล่อยปละละเลย

แม้แต่ถนนสายสำคัญเชื่อมระหว่างพนมเปญ-เสียมราฐ ที่ว่าดีเยี่ยมแล้ว ก็มีขนาดและสภาพเท่ากับถนนเลข 3 ตัว เชื่อมระหว่างอำเภอของบ้านเราเท่านั้น!

ที่เหลือเป็นหลุมเป็นบ่อ สร้างไม่เคยเสร็จ ไม่ก็เป็นลูกรังไปเลย

ในแง่ของการเป็นผู้นำนักพัฒนา ดูแล้วฮุนเซนไม่น่าจะสอบผ่าน

แต่น่าจะผ่านฉลุยเรื่องหัวธุรกิจ แบบมองตา"ทักษิณ"ก็รู้ใจ

สมมติเล่นๆ ว่าฮุนเซน โดนปฏิวัติโค่นอำนาจ

น่าสงสัย คงจะมีคดีตามมา แบบเดียวกับที่ทักษิณโดน

ผู้นำที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ มักแอบก่อปัญหาคล้ายๆ กัน

ห้ามพลาดหลุดจากอำนาจเด็ดขาด!

ข่าวต่างประเทศยังไม่หยุดแฉการลอบสังหารทักษิณทางอากาศ!!!!

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

ข่าวในต่างประเทศเกี่ยวกับรัฐบาลชุดนี้ มีออกมายังประเทศในเครืออียูไม่ขาด ที่แน่ๆคือในประเทศฝรั่งเศสที่เมื่อก่อนเขมรเป็นเมืองขึ้นของชาติฝรั่งเศสมาก่อน ฉะนั้นข่าวเกี่ยวกับเขมร-ไทยในฝรั่งเศสผู้คนจึงสนใจกันมาก

และเนื่องจาก ในฝรั่งเศส มีชาวเขมรอาศัยอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย พอๆกับชาวลาวและชาวเวียดนาม การ
ที่รัฐบาลไทยชุดนี้พยายามหาเรื่องกับเขมร ทำให้ชาติฝรั่งเศสไม่พอใจอย่างมาก เนื่องจากเขมรยังอยู่ใน

ความปกครองของฝรั่งเศสแม้จะยกเลิกสัญญาไปแล้วก็ตาม แต่ชาติฝรั่งเศสยังช่วยเหลือเขมร ดังนั้นการที่ไทยมาระรานเขมรเนื่องจากแค้นทักษิณเป็นการแค้นส่วนตัว แต่ทำไมต้องมาก้าวก่ายแทรกแซงภายในเขมรโดย

การจารกรรมข้อมูลลับให้เลขาทูตไทย ทางการเขมรจึงได้ขับเลขาทูตไทยออกจากเขมร เพราะทางการเขมรมีหลักฐานก๊อปเสียงพูดทางโทรศัพท์ติดต่อจากคนภายนอก จากผู้ที่เกี่ยวข้องของไทย ทางเขมรได้มี

หลักฐานพร้อม เพราะกระบวนการณ์ที่คิดสังหารทักษิณตามตารางบินลับที่ขโมยไป ดีว่าทางการเขมรรู้เสียก่อน ทักษิณจึงรอดจากการถูกยิงเครื่องบินตกในน่านฟ้าไทย นี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆที่ข่าวออกมาสู่เครืออียู

ในต่างประเทศ ในกรณีที่มีคนกลุ่มหนึ่งในประเทศไทย คิดการใหญ่เพื่อฆ่าทักษิณโดยการยิงเครื่องบินของทักษิณตก เพราะความแค้นนั่นเอง.คราวนี้จะแก้หน้ากันอย่างไร ทั้งรัฐบาลและกลุ่มคนที่ก่อเรื่อง ยิ่งดิ้นก็ยิ่งรัด

เข้าหาคนบงการที่มีชื่ออักษร...ดังที่ออกมาสู่ต่างประเทศ ไม่ทราบว่าอักษร....ชื่อนี้มีกี่คน? วันหลังถึงจะบอกว่าตัวอักษรที่ทางต่างประเทศได้ระบุใว้ เพราะเมืองไทยการให้ข่าวที่เป็นจริงเกินไปมันอันตราย ระหว่างนี้ทางเขมร

อาจส่งเรื่องไปถึงยูเอ็นเพื่อพิจารณา เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่ ฉะนั้นเมื่อวันที่ 15ที่ผ่านมาหวังเสื้อเหลืองช่วยกลบเกลื่อนความชั่วซ้ำเติมทักษิณ แต่กับไม่ได้ผลเนื่องจากมีคนน้อยปลุกกระแสไม่ขึ้น นับว่าเสื้อเหลืองของเจ๊ก

ขายชาติเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ผิดกับกระแสเสื้อแดงมีพลังเพิ่มขึ้นเพราะประชาชนตาสว่างนั่นเอง ยิ่งมีข่าวในเขมรเกี่ยวกับทักษิณ ต่างประเทศก็ตาสว่างเห็นชัดในการไล่ล่าจับทักษิณเพราะเหตุนี้เอง เรื่องเซ็นชื่อให้ภรรยา

ซื้อที่ดิน แค่เอามาเป็นประเดน ที่แท้เรื่องการเมืองนี่เอง ถึงต้องตามล่าตามฆ่าทักษิณให้ตายไปจากโลกนี้
เพราะกลัวทักษิณจะเปิดโปงความจริงบางอย่างนั่นเอง ไม่เข้าใจทำไมจึงทำแต่เรื่องโง่ๆให้เป็นขี้ปากชาวบ้าน?

ล้วนแล้วแต่ทำแต่เรื่องระยำทั้งสิ้น ทั้งรัฐบาลและกลุ่มคนใจยักษ์ที่ทำงานร่วมกัน เป็นไงรัฐมนตรีต่างประเทศผู้
ก่อการดี ทำงามหน้าใว้แล้วทำไมไม่ตอบคำถามเขมรว่าเสียงใคร? ชั่วได้ดีดังที่ต่างชาติประนาม สมกับที่เป็นผู้
ก่อการดียึดสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อปีที่แล้ว อายเขาไหมเนี่ยนายอภิสิทธ์?ฮืม

ดัชนีความโปร่งใสของไทยต่ำลงในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์....= โกงมากขึ้น? (CPI Survey)

ที่มา thaifreenews

จากคุณ : ขนมต้ม


ผมได้อ่านข่าวการจัดลำดับความโปร่งใสขององค์กรระหว่างประเทศ

(
www.transparency.org)

ที่เขาจัดลำดับการ "โปร่งใส"

(พูดง่าย ๆ ว่า ใครโกงน้อยกว่ากัน) ของแต่ละประเทศไว้

ซึ่งเขาจัดมาทุกปี..ปีนี้ 2009 เราได้ลำดับที่ 84 ของโลก

ผมก็เลยย้่อนไปดูปีที่ผ่าน ๆ มา...พบข้อมูลดังนี้ครับ

-> 2001 (2544) รัฐบาลทักษิณ = ได้ที่่ 61

-> 2002 (2545) รัฐบาลทักษิณ = ได้ที่ 64 (หมายถึงแย่ลง)

-> 2003 (2546) รัฐบาลทักษิณ = ได้ที่ 70 (หมายถึงแย่ลงมาก)

-> 2004 (2547) ปลายรัฐบาลทักษิณ 1 = ได้ที่ 64 (หมายถึงดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน)

-> 2005 (2548) รัฐบาลทักษิณ 2 = ได้ที่ 59 (หมายถึงดีขึ้นมาก)

-> 2006 (2549) ช่วงรอยต่อรัฐบาลทักษิณกับรัฐบาล คมช. = 63 (หมายถึงลดลง)

-> 2007 (2550) รัฐบาลสุรยุทธ์ = ได้ที่ 84 (หมายถึงมีการกินกันมโหฬาร??)

-> 2008 (2551) รัฐบาลสมัคร + รัฐบาลสมชาย = 80 หมายถึงดีขึ้น

-> 2009 (2552) รัฐบาลอภิสิทธิ์ = ได้ที่ 84 (หมายถึงแย่ลง)

-------------------------------------------

จะเห็นว่า ในรัฐบาลที่เขาประกาศตัวกันว่า

ไม่โกงกิน..มีจริยธรรมนั้น ดัชนีความโปร่งใส่ ของไทย...แย่

ผมก็เลยแปลกใจ...พวกที่บอกว่าคนอื่นโกงนั้น ทำไมได้คะแนนโกงมากกว่า..


http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8560541/P8560541.html

หมดแรงปลุกกระแส เมื่อสื่อหลักโดนถีบหน้า พธม เรียกแขกไม่ขึ้น เลยไม่เสนอข่าวเรื่องหมิ่นต่อแล้ว กิ้ว กิ้ว

ที่มา ประชาไท

ถือเป็นชัยชนะของนักรบประชาธิปไตย นักสู้จากโลกไซเบอร์อีกครั้ง ที่เอาความจริงมาลบการโกหกของสื่อกระแสหลัก และทีวีรวมทั้งรัฐบาลเรื่องท่านทักษิณพูดปกป้องสถาบันแท้ๆ แต่ดันมาบอกว่าทักษิณหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ดีที่ว่า ยุคนี้มีอินเตอร์เนต ค้นข้อมูลได้ว่า ไทม์ออนไลน์ไม่เห็นว่ามีข้อความหมิ่นตรงไหน ถ้ามีเอามาแสดง และยืนยันท่านทักษิณพูดเรื่องสถาบันด้วยความเคารพสูงสุด

นักแปลของโลกไซเบอร์ทั้งจากเวปไทยอีนิวส์ ประชาไท ทำงานอย่างหนักเพื่อโต้การแปลเท็จของเครือแมเนเจอร์ ดาวเทียมเสื้อแดง สื่อกระแสรอง โลกวันนี้ ความจริงวันนี้ ช่วยกันไล่ต้อนจับเท็จทีวีและสื่อยักษ์แบบไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน จนกระทั่ง มติมหาชนไม่เป็นไปตามทางที่นายอภิสิทธิ์ และพรรคร่วมรัฐบาลต้องการให้เกิดกระแสเกลียดทักษิณ หลังจากปลุกระดมกันมาห้าวัน คนแก้ก็แก้กันมาห้าวัน
ผลคือ ฝ่ายประชาธิปไตยชนะสงครามสื่ออย่างงดงาม

การรวมพลังของ พธม โดยอ้างเรียกแขกให้มาร่วมปกป้องสถาบัน ปกป้องในหลวง กลายเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะมวลชนอ่านเกมส์ขาดแล้วว่า สื่อไทยรัฐ เดลินิวส์ ทีวีกำลังโกหกหลังจากข้อเท็จจริงเป็นคนละทางกับที่สื่อกระแสหลักเสนอ ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ใช้จัดการคู่แข่งทางการเมืองกลายเป็นเรื่องเฝือ คนเบื่อหน่าย ผลจากการเรียกแขกของ พธมโดยใช้ข้อหานี้จึงไม่ประสบผลสำเร็จต่อไป มีคนร่วมชุมนุมไม่ถึงหมื่นคน มีเพียงแค่ 7500 คนเป็นอย่างมาก

เมื่อปลุกกระแสไม่ขึ้น สื่อกระแสหลักพ่ายแพ้ เล่นข่าวนี้ต่อ ก็ไม่มีคนสนใจ วันนี้ สื่อกระแสหลักและทีวีจึงพร้อมใจไม่เสนอข่าวท่านทักษิณหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีก พร้อมกับการซาลงของกระแสตีเขมร ดังจะเห็นได้จากหน้าข่าวทีมการเมืองไทยรัฐ หน้าสามวันนี้ ได้พลิกลิ้นสุนัขของพวกมันหันมาด่านายอภิสิทธิ์ รัฐบาลและลามไปถึงคนบ้านสี่เสาร์เทเวศร์ที่เล่นเกมส์อันตราย และผลสุดท้ายคือ คนไทยทั้งประเทศต้องร่วมรับกรรรมกับการปลุกกระแสเท็จของรัฐบาล

ขอแสดงความยินดีกับนักรบประชาธิปไตย และชาวไซเบอร์ทุกคน นี่คือ บทเรียนที่ทีวีและสื่อกระแสหลักต้องสำเหนียกเอาไว้จงนาน

เปลี่ยนโอกาส เป็นวิกฤติ

ที่มา บางกอกทูเดย์

“ตั้งแต่เราสร้างประเทศไทยมา รัฐบาลมาร์คเป็นรัฐบาลเดียว ที่เกิดขึ้นจากองค์ประกอบซึ่งไม่น่าเชื่อที่สุดในโลก”แต่เมื่อเป็นรัฐบาลได้แล้ว อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกลับ “เปลี่ยนโอกาสให้เป็นวิกฤติ” อย่างน่าเสียดาย......ทุกวันนี้ โลกของอภิสิทธิ์แคบลง ในเมืองไทยนอกจากภาคใต้แล้ว เขาก็มีสิทธิ์เหยียบผืนแผ่นดินต่างจังหวัดได้แค่สองสามจังหวัด!!และมาวันนี้...เขากำลังจะตัดโอกาสตัวเองด้วยการเปิดศึกกับ “เพื่อนบ้าน” ซึ่งทำให้เขาเหลือ“มิตรประเทศ” ที่จะไปมาหาสู่น้อยลง.....โลกของเขามีแค่เมืองไทย และกรุงเทพฯผมเชื่อว่า....ยามนี้ ไม่มีใครพูดจาให้สติ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้? แม้แต่ คุณชวน หลีกภัย ซึ่งเป็นเสมือน

อาจารย์ทางการเมืองคนแรกและคนสุดท้ายของ “มาร์คผู้อหังการ์”!!ในการบริหารราชการแผ่นดินของมาร์ค เขามีเพื่อนซี้ที่ยังคบหากันอยู่เพียงสองสามคนหนึ่งในจำนวนนั้นคือ กรณ์ จาติกวณิช-กอร์ปศักดิ์สภาวสุ และ ปณิธาน วัฒนายากร ส่วน สุเทพเทือกสุบรรณ ได้กลายเป็นอดีตที่ขมขื่น เป็นแค่คนที่เคยเป็นมิตรสนิทไปแล้ว??กอร์ปศักดิ์ ยังคงยิ่งใหญ่ในการบริหารประเทศ กับสองตำแหน่งสำคัญที่ไม่มีหน้าไหนสามารถแย่งจากมือได้!!ดังนั้น.....การรอคอย

ของ “สามสี ภูเขาทอง” ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ที่จะมานั่งเก้าอี้แทนกอร์ปศักดิ์ในตำแหน่ง รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจนั้นจึงเป็นเพียง “ฝันกลางแดด”!!กอร์ปศักดิ์ ยังคงแฮปปี้สนุกสนานกับการมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการใช้งบ “ชุมชนพอเพียง” กว่า 18,000 ล้านบาทอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครกวนใจ??ปณิธาน (ดอกเตอร์) ก็คงเดินตามนายกรัฐมนตรีด้วยแววตาและสีหน้าเคร่งเครียดเหมือนท้องผูกมาสามอาทิตย์หรือโกรธใครมาสัก 10 ปี ได้อย่างมั่นคง ไม่มีใครมาแตะ

ต้องเปลี่ยนแปลงได้ แม้แต่ “เทพเทือก” ผู้จัดการรัฐบาลทั้งที่ สองคนนี้น่าจะเป็น “Weakness Point”ที่ควรจะรีบเปลี่ยนแปลงโดยเร็วที่สุดของรัฐบาลเจ้าพระยามหาอำมาตย์มาร์คผมยืนยันกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ณ วันนี้คุณเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวที่ “เปลี่ยนโอกาสเป็นวิกฤติ”!! ผมสงสารคุณ? แต่ที่สงสารมากกว่าคือคนไทยกับประเทศไทย 

พูดแทนประเทศ

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่มีเหตุผล หรือมีเหตุผล...มันก็คือคู่ขนานของถนน..เช่นเดียวกับคำว่า...ไม่มีคำอธิบาย...มันก็อธิบายโดยตัวของมันเองไม่มีเหตุผล...ก็คือคำอธิบายของ..ตัวเหตุผลไม่มี ก็คือ ความมีอย่างหนึ่งภาพของ...คนเสื้อแดง..ที่หอบลูกจูงหลานเดินเท้ากันยาวเหยียดถึง 3-4 กิโลเมตร..ผ่านถนนทุกสายหลั่งไหลเข้าไปสู่ปริมณฑลของคนเสื้อแดง...ในหมู่บ้านโบนันซ่า..ตีนเขาใหญ่...ใครที่ได้เห็นแล้วก็คงเป็นภาพประทับใจที่ยากจะลืมเลือนหลั่งไหลกันเป็นสายนํ้า..เรียงกันยาวเหยียดไปบนความแคบ...เขา....ทั้งหลาย..ทิ้งบ้านไว้ข้างหลังเดินหน้าไปสู่หน้าเวทีใหญ่ของ...เวทีที่ประกาศเป็นศัตรูกับรัฐบาลที่กำลังปกครองประเทศจาก

พันเป็นหมื่นจากหมื่นเป็นแสนเหมือนชนกลุ่มน้อยในท่ามกลางแห่งคนกลุ่มใหญ่...แต่มันไม่ใช่...เพราะมันเป็นคนกลุ่มน้อยในหมู่คนกลุ่มใหญ่ที่เป็นจิตวิญญาณเดียวกัน...มันเป็นส่วนหนึ่งแห่งจิตวิญญาณของคนประชาธิปไตย..ของคนส่วนใหญ่ที่กากบาททิ้งบัตรใส่ตู้เลือกตั้ง..ให้กับพรรคเพื่อไทย...และประชาธิปไตยของทุกพรรคเขาเหล่านั้นมาชุมนุมกัน...เพื่อเรียกร้องให้คืนความชอบธรรมให้กับ พรรคการเมืองที่เขาลงบัตรให้..เขาเหล่านั้น...ยอมทนทรมานลำบากกาย..

เพื่อความพึงพอในหัวใจ หัวใจที่มีปลายทางเป็นหนึ่งเดียวกัน....เขาเหล่านั้นเปล่งเสียงกึกก้อง...ทุกคราวที่ลงท้ายด้วยคำว่า....สู้ สู้สู้ สู้ ด้วยมือเปล่ากับ ศาสตราวุธศาสตราวุธที่ซื้อหามาด้วยภาษีอากรที่กวาดเก็บไปจากพวกเขา..ภาษีอากรที่จะนำประชาชนเหล่านั้นไปสู่ประตูคุก หากการต่อสู้ของเขา คือความพ่ายแพ้..พ่ายแพ้แก่อำ นาจที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย..หรืออธิปไตยที่ไม่ได้มาจากประชาชนแพ้ของประชาชน...หลายๆ ครั้งในประวัติศาสตร์โลก...มันเป็นเริ่มต้น

ของจุดจบ....หลายๆ คราวมันเป็น จุดจบของการเริ่มต้น..แต่ไม่ว่ามันจะ..จุดจบหรือการเริ่มต้น...ในที่สุดแห่งที่สุด ประชาชน...คือผู้ชนะเพราะ...ประชาชนคือประเทศ...สุเทพ เทือกสุบรรณ..ไม่ใช่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...หรอกที่ พูดแทนประเทศ.......ประชาชนต่างหาก..ที่พูด....ถึงวันนี้.. “ประชาชนคนเสื้อแดง” พูดออกมาแล้ว...เขาอยากได้ประชาธิปไตยของเขาคืน.. 

รู้เขา รู้เรา รบร้อยมิรู้พ่าย !

ที่มา บางกอกทูเดย์

เมื่อพุทธศักราช 2475 เกิดการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะผู้ยึดอำนาจได้นำอำนาจไปให้แก่ชนส่วนน้อย ซึ่งใช้ปกครองประเทศมาจนถึงปัจจุบันโดยอ้างว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อ 77 ปีที่แล้ว สมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงวิจารณ์การปกครองของชนส่วนน้อยในขณะนั้นว่า “การปกครองที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้

เป็นลัทธิเผด็จการทางอ้อมๆ ไม่ใช่ Democracy จริงๆ เลย”กาลเวลาล่วงเลยมากว่าครึ่งศตวรรษ การปกครองลัทธิเผด็จการทางอ้อมๆ ได้กลายเป็นการปกครองแบบเผด็จการโดยตรงแล้ว ในรูปของระบอบเผด็จการรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเพราะอำนาจอธิปไตยอยู่ในมือชนส่วนน้อยฝ่ายเดียว ชนส่วนใหญ่ซึ่งส่วนมากเป็นคนจนเช่น ชาวนา เกษตรกร กรรมกร ข้าราชการระดับล่าง ไม่มีส่วนแห่งอำนาจอธิปไตย เป็นการผิดพระราชประสงค์ของสมเด็จพระปก

เกล้าฯ โดยสิ้นเชิงพระบรมราโชบายเปลี่ยนแปลงการปกครองของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น สืบทอดพระบรมราโชบายของสมเด็จพระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นนโยบายประชาธิปไตยที่ถูกต้องตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ ตามพระราชปณิธานว่า “...ข้าพเจ้า มีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิม ให้แก่ราษฎรทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้

อำนาจโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร์...”การสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ถูกต้องตามหลักวิชา และเหมาะสมกับสภาพของประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระบรมราโชบายอันถูกต้องนี้จวนจะเสร็จอยู่แล้วแต่เกิดการยึดอำนาจเลิกล้มพระราชกรณียกิจนั้นเสียก่อนซึ่งทรงวิจารณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ไว้ว่า เป็นการยึดอำนาจกันเฉยๆ เป็นการเปลี่ยนตัวเปลี่ยนคณะกันเท่านั้น มิได้ทำให้มี

เสรีภาพในการเมืองมากขึ้นเสรีภาพกลับจะน้อยลงไปเสียอีก ผลร้ายของการปกครองแบบ Absolute มิได้เสื่อมคลาย เป็นการเสียเวลาและเสี่ยงภัยให้แก่ประเทศโดยใช่ที่ ในขณะที่บ้านเมืองอยู่ในความคับขันและยากจนสถานการณ์ปัจจุบันได้พิสูจน์ความถูกต้องของพระราชวิจารณ์ทั้งสิ้นดังที่เห็นกันอยู่แล้วว่า ประเทศชาติทรุดโทรม ตกต่ำและเหลวแหลกถึงที่สุดอย่างไร ทั้งทางการเมืองทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ในสังคมประชาชนยากจน ทุกข์ยากแสนเข็ญ และ

คนไทยต่ำต้อยต่อหน้าคนชาติอื่นอย่างถึงที่สุด เหล่านี้เกินกว่าที่จะนำมาบรรยายให้ถี่ถ้วนได้ถ้าปล่อยไว้เช่นนี้ต่อไป บ้านเมืองก็จะล่มจมสิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน ประชาชนวินาศหายนะในกองเพลิงแห่งมิคสัญญีกลียุคเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะเกิดจากการปกครองที่ไม่เป็นธรรมเพราะผู้ปกครองไม่ดำเนินการรับสนอง พระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวการปกครองไม่เป็นธรรม คือ การปกครองที่ไม่ใช่การปกครองแบบประชาธิปไตยเพราะประชาธิปไตยในการ

ปกครอง คือ ธรรมาธิปไตยอธิปไตยของปวงชน คือ ธรรมาธิปไตยอธิปไตยของชนส่วนน้อย คือ อัตตาธิปไตยเพราะเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน คณะตน พวกพ้องตนฉะนั้น ธรรมาธิปไตยในการปกครองคือการปกครองแบบประชาธิปไตยส่วนอัตตาธิปไตยในการปกครองคือการปกครองแบบเผด็จการการปกครองไม่เป็นธรรมในปัจจุบัน คือ การปกครองแบบเผด็จการรัฐสภานั่นคือ เหตุแห่งสถานการณ์อันเลวร้ายทั้งปวงเพื่อทำให้การปกครองเป็นธรรม ต้องให้มีการปกครอง

แบบประชาธิปไตย เพื่อให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยโดยยึดมั่นในหลักการอย่างแน่วแน่ และต้องดำเนินการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และยุติธรรม บนพื้นฐานแห่งสัจธรรม คุณธรรมและสันติธรรมและจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งจะต้องเคารพในสิทธิและข้อคิดเห็นของประชาชนทุกหมู่เหล่า และร่วมทุกข์ร่วมสุขเพื่อสร้างการปกครองที่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นการสร้างความสามัคคีแห่งชาติ และสันติภาพระหว่างประเทศ

โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านซึ่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แห่งพรรคประชาธิปัตย์มีทัศนคติที่เป็นอันตรายเพราะหน้าที่รัฐบาล คือ การแสวงหามิตรประเทศมิใช่แสวงหาศัตรูประกอบกับความไม่เข้าใจกับนโยบายของประเทศสังคมนิยม เช่น ประเทศกัมพูชาเพราะรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ มีความลำเอียงหรืออคติ 4 หรืออย่างไรอคติ 4 คือ อะไร
1. ฉันทาคติ (ลำเอียงเพราะรัก)
2. โทสาคติ (ลำเอียงเพราะชัง)
3. โมหาคติ (ลำเอียงเพราะเขลา)
4. ภยาคติ (ลำเอียงเพราะกลัว)

ด้วยเหตุที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ มีความลำเอียงหรืออคติ 4 หรืออย่างไร ไม่ทราบได้จึงดำเนินนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสี่ยงต่อการเกิดสงครามประชาชาติได้ แล้วยังจะส่งผลให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจหรืออีกนัยยะหนึ่ง คือ ตกเป็นแนวร่วมอย่างไม่รู้ตัวจึงอยากเตือนรัฐบาลชุดนี้ว่า อย่าเอาประเทศและประชาชนชาวไทย ไปเป็นตัวประกันเพื่อยืดอายุของรัฐบาลโดยไม่ลืมหูลืมตาและอยากฝากถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้ได้ศึกษาหลักวิชาความ

สัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยเฉพาะ นโยบายของประเทศสังคมนิยมกับประเทศเสรีนิยมให้ถ่องแท้เสียก่อนพร้อมทั้งทำความเข้าใจต่อปัญหาและอุปสรรค ที่เป็นปัญหาชาติ โดยปราศจาก อคติ 4 เพื่อเป็นการรับสนองพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”รู้เขา รู้เรา รบร้อยมิรู้พ่าย 

‘นํ้าลดโจรผุด’

ที่มา บางกอกทูเดย์

เวลานี้สถานการณ์ชายแดนไทยยังเป็นประเด็นร้อนที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดทั้งชายแดนไทย-กัมพูชา ชายแดนไทย-พม่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งชายแดนภาคใต้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษในช่วงนี้เพราะเหมือนว่าเวลานี้ รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เปิดศึกหลายด้าน ฉะนั้นที่เป็นศึกติดพันอย่างภาคใต้ จึงต้องเฝ้าระวังไม่ให้ลุกลามบานปลาย กลายเป็นศึกใหญ่อีกด้านหนึ่งแต่จากสถานการณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นสัปดาห์แรกที่มีการก่อเหตุร้ายรายวัน หลังจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ว่าจะเป็น นราธิวาส ปัตตานี ยะลาต้องประสบกับปัญหาอุทกภัย จากมรสุมที่พัดผ่านประเทศไทยสร้างความเดือนร้อนซํ้าเติมพี่น้องชาวใต้ที่ต้อง

เจอกับความไม่สงบและภัยธรรมชาติความเสียหายจากนํ้าท่วมรอบนี้ ถือว่าอาการหนักพอสมควร พื้นที่ทางการเกษตรหลายอำเภอได้รับความเสียหาย ขณะที่ผลผลิตทั้งยางพารา ปาล์มนํ้ามัน ต่างก็ถูกกระแสนํ้าพัดพาหายวับไปกับตา เกษตรกรบางรายแทบสิ้นเนื้อประดาตัวนี่หรือคือชีวิตของคนไทยที่ “ผู้บริหารประเทศ” บอกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังโตขึ้นเศรษฐกิจภาคใต้กำลังดีขึ้น หรือแม้แต่ที่บอกว่า สถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ดีขึ้นแต่เมื่อดูจากข้อเท็จจริง

กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ซํ้าร้ายหลังนํ้าลดชาวบ้านกลับต้องมาเผชิญกับความไม่สงบพื้นที่ภาคใต้อีกระลอก จนต้องเรียกว่า“นํ้าลดโจรผุด”เป็นการผุดหลังเจอกระแสนํ้าซัดจนต้องหนีขึ้นบนเขา ก่อนจะกลับลงมาก่อเหตุอีกครั้งในเวลาที่นํ้าลดลงโดยเลือกก่อเหตุกับเป้าหมายที่อ่อนแอหรือซอร์พ ทาร์เก็ต เพื่อให้สถานการณ์มีความรุนแรงและน่ากลัวมากขึ้นซึ่งเป็นยุทธวิธีเดิมที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเลือกใช้ ซึ่งเมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมาใช้อาวุธสงครามทั้งปืน เอ็ม-16

และอาก้า ซุ่มยิงขบวนรถไฟสายพัทลุง-สุไหงโก-ลก ที่บริเวณบ้านสะโล ต.มะรือโบตกอ.รือเสาะ จ.นราธิวาสแม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้ผู้โดยสารรถไฟรู้สึกหวาดกลัว แต่บางคนจำเป็นต้องใช้บริการรถไฟต่อไป เพราะสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายนายทนงศักดิ์ พงษ์ประเสริฐผู้อำนวยการศูนย์เดินรถไฟภาคใต้การรถไฟแห่งประเทศไทย เตรียมหาข้อสรุปเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างความมั่นใจ

แก่ประชาชนที่ใช้บริการรถไฟขณะที่เหตุลอบวางระเบิดทหารชุดร้อย ร.15121 ชุดเฉพาะกิจนราธิวาส 38ที่บริเวณตลาดนัดตันหยงมัส อ.ระแงะจ.นราธิวาส ในเขตเทศบาลไม่กี่วันก่อนหน้านี้ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 6 นายและชาวบ้านบาดเจ็บ 1 คน ล่าสุดทหารที่ได้รับบาดเจ็บเสียชีวิตแล้ว คือพลทหารธีรศักดิ์ อยู่เซ้ง ส่วนชาวบ้านและทหารที่ได้รับบาดเจ็บอีก 6 รายขณะนี้อาการปลอดภัยทุกคนขณะที่ในช่วงเย็นวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา ช่วงเวลาหลังเลิกเรียน คนร้าย

ก่อเหตุลอบยิงรถรับส่งนักเรียน บริเวณ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ทำให้เด็กนักเรียนบาดเจ็บ 4 รายด้านหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ได้เรียกประชุมพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางมาตรการในการจับกุมคนร้ายอย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่ากลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ น่าจะมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มใส่ขบวนรถไฟพัทลุง - สุไหงโก-ลก เมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมาส่วนที่ จ.

ยะลา กำลังทุกภาคส่วนทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ได้ตรวจตราดูแลเส้นทางรถไฟและบนขบวนรถไฟตั้งแต่สถานีรถไฟยะลาไปจนถึงสถานีรถไฟอ.รามันซึ่งเป็นเขตรอยต่อกับ อ.รือเสาะจ.นราธิวาส อย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่ใช้บริการทางด้านเทศบาลนครยะลา เจ้าหน้าที่ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตรารถยนต์และรถจักรยานยนต์เช่นเดียวกันเนื่องจากเทศบาลได้รับการแจ้งเตือนจากหน่วยข่าวกรองด้านความมั่นคงในพื้นที่ว่ากลุ่ม

ก่อความไม่สงบเตรียมก่อเหตุรุนแรงอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งหลังกระแสนํ้าได้พัดผ่านไปส่วนจะรุนแรงแค่ไหน ดูจากช่วงแรกที่คนร้ายก่อเหตุ ยิงรถไฟ ยิงรถนักเรียนและตามมาด้วยยิงเจ้าหน้าที่นั่นคือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจากนี้ไปในภาคใต้ หากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจยังไม่ปรับยุทธวิธี สิ่งเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้ง! 

ย้อนวันวาน ยุทธศาสตร์ด้ามขวาน

ที่มา บางกอกทูเดย์

“ไฟใต้” 5 ปีกับแนวคิดแก้ปัญหาที่บอดสนิท..ส่งผลให้ผู้เขียนหวนนึกถึง นโยบายใต้ร่มเย็นจากไอเดีย ของ พล.อ.หาญลีนานนท์ ส.ว.สตูล เป็น ส.ว.สตูล คนเดียวกับ พล.อ.หาญ ที่เคยเป็นแม่ทัพภาคที่ 4...เป็นคนเดียว กับที่เคยนำนโยบายใต้ร่มเย็นไปใช้ดับไฟใต้ อย่างได้ผลมาแล้วในสมัยหนึ่ง ...ภายหลัง พล.อ.

หาญ วางมือปราบวายร้ายแดนสะตอ ด้วยนโยบายใต้ร่มเย็นไฟใต้ก็กระพือขึ้นอีกครั้ง กระทั่งลุกลามยากจะมอดดับพล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยารมว.กลาโหม จึงปัดฝุ่น นำนโยบายใต้ร่มเย็นออกมาใช้อีกครั้ง...ใต้ร่มเย็น เป็นชื่อยุทธการภายใต้ยุทธศาสตร์ใหญ่ นโยบาย 66/23 ยุทธศาสตร์ที่ใช้การเมืองนำการทหาร ขจัดเงื่อนไขของสงคราม ฯลฯยุทธศาสตร์ใต้ร่มเย็น มี 4 ข้อหลัก...1.สร้างความปลอดภัยให้เกิดแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกหมู่เหล่าโดย

ไม่คำนึงถึงเชื้อชาติและศาสนา ไม่ว่าพี่น้องไทยพุทธ หรือ ไทยมุสลิม จะต้องได้รับการคุ้มครองจากกำลังของรัฐบาล ให้ปลอดภัยจากการคุกคามของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ขบวนการโจรก่อการร้าย โจรคอมมิวนิสต์มาลายาและกลุ่มโจรต่างๆ2.ทำพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซียให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย เพื่อสถาปนาและฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ดีขึ้นและยกระดับความสัมพันธ์อันดีต่อกันระหว่างไทย-มาเลเซียให้สูงขึ้น3.กำจัดอำนาจเผด็จการ อิทธิพล และ

อำนาจมืดที่ครอบงำบรรยากาศอยู่ทั่วไปให้หมดสิ้นโดยสันติวิธี เพื่อทำให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข4.สร้างความสัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่ปกครองกับราษฎร ผู้ถูกปกครอง และขจัดความแตกแยกระหว่างเจ้าหน้าที่กับราษฎรให้หมดสิ้นไปในช่วงปี พ.ศ.2524 นั้น ทางราชการยังคงให้นํ้าหนักความสำคัญต่อ

ปัญหาคอมมิวนิสต์เป็นลำดับแรก แต่นโยบายใต้ร่มเย็นให้นํ้าหนักความสำคัญต่อปัญหาชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่น้อยเมื่อประกาศนโยบายนี้ออกไปติดตามด้วยการทุ่มเทปฏิบัติตามนโยบายอย่างจริงจังปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากประชาชนชาวใต้รวมทั้งชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยพร้อมเพรียงกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนทำให้สถานการณ์รุนแรงในภาคใต้ทั่วทุกพื้นที่ลดระดับความรุนแรงลงอย่างรวดเร็วและกลายเป็นพื้นฐานสำคัญ

ที่ทำให้โจรคอมมิวนิสต์มาลายาและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยภาคใต้ประกาศยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธทั้งหมดในเวลาต่อมาขณะนี้ “ไฟใต้” ยังระอุโจรใต้ยังลอบฆ่าผู้บริสุทธิ์รายวัน ในขณะที่รัฐบาลยัง “มืดแปดด้าน”นโยบาย “ใต้ร่มเย็น” ก็น่าสนใจ.. หยิบมา“ปัดฝุ่น” ปฏิบัติการณ์อย่างจริงจังสักครั้งจะได้ผลเหมือนเดิมหรือไม่? ก็ดีกว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย…นะขอรับ!! 