WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, November 18, 2009

ยุบ ‘ปชป.’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ละม้ายคล้ายสำนวน “น้ำลดตอผุด” หมดอำนาจวาสนา...ความชั่วช้าก็ปรากฏแต่ในที่นี้เป็นเพียง “ความละม้าย” เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ยังคงมี “สิทธิ์ขาด” อำนาจเต็ม...เป็นผู้ตัดสินพิพากษาอรรถคดีในอำนาจ “ทุกกระบวนการ” เกี่ยวข้องกับระบบการเลือกตั้งประเทศไทยการเมือง คือ “ความไม่เป็นธรรม” โดยเฉพาะซากเดนแห่งการ “ปฏิวัติ” ด้วยองค์กรที่ต้องชี้ขาด“ความยุติธรรม”อุทาหรณ์ยุบพรรค “ไทยรักไทย” คือสิ่งที่ผู้มีอำนาจในด้านกระบวนการ “ยุติธรรม” ต้องกลับมาคิดทบทวนไทยรักไทย เป็นพรรคการเมืองแรก ที่ได้รับการเลือกตั้งเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการเลือก

ตั้งทั่วไป พ.ศ. 2548ได้รับการเลือกตั้งถึง 376 ที่นั่ง...จากจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 500 ที่นั่งเอาชนะพรรคคู่แข่ง “ประชาธิปัตย์” ที่ได้เพียง 96ที่นั่ง...ทำให้ “ไทยรักไทย” เป็น พรรคการเมืองแรกที่สามารถจัดตั้ง “รัฐบาลพรรคเดียว” ได้สำเร็จหากพูดเป็นภาษาชาวบ้านต้องบอกว่า...นี่เป็น “ความพิเศษ” ที่ไทยรักไทยสามารถรวมคะแนนเสียงให้เกิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์ใหม่ภายใต้การเลือกตั้ง“เสียงข้างมาก” เบ็ดเสร็จเด็ดขาด!“ประชาชน” ส่วนใหญ่พร้อมใจเข้า

คูหา “กาคะแนน”เพื่อให้ตัวแทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้าตำแหน่งนั่งใน “เก้าอี้สภา”ทำประโยชน์ตามคำมั่น...สานต่อใน “นโยบาย” มิใช่คำหวานบนป้ายหาเสียงที่ทำขึ้นเพียงเพื่อ “ขายฝัน”คำสารภาพของ “ชวการ โตสวัสดิ์” และ “สุขสันต์ ชัยเทศ” พยานคดียุบพรรคไทยรักไทย ที่ออกมาเปิดเผยว่าได้รับการว่าจ้างจาก “สุเทพ เทือกสุบรรณ”หากเป็นเช่นนั้น...สุเทพ ซึ่งสังกัดในนาม “ประชาธิปัตย์”ต้องมีความผิดฐานใส่ร้าย “พรรคการเมืองอื่น”ส่งผลให้กระบวน

การ “ยุติธรรม” สามารถดำเนินการเอาผิดด้วยการ “ยุบพรรคประชาธิปัตย์” ได้อย่างนั้นด้วยมิใช่หรือ?เป็นห่วงก็แต่ “ชีวิต” และ “เสรีภาพ” ของสองบุคคลที่ออกมา “สำนึก” ขอโทษในความผิดบาปต่อ ทักษิณชินวัตร รวมถึง กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จำนวน111 ท่านทำไมต้อง “เอาคอไปแขวนเชือก” ทิ้งไว้รอคน“เตะขาเก้าอี้” นับถอยหลังขาดใจตาย! 

เลือดกับประชาธิปไตย

ที่มา บางกอกทูเดย์

เรียน คุณเผด็จ ที่นับถือยิ่งเชื่อว่าข้อมูลของคุณคงแน่นปึ๊กจริงๆ เพราะคุณเป็นคนรุ่นเก่าพอๆ กับดิฉัน เห็นรัฐบาล เห็นนักการเมืองมาหลายสมัยมาก ชอบคอลัมน์พญาไม้ทูเดย์มาก อึดอัดมาก กับนายก มะม่วงจำบ่ม คำๆ นี้ของท่านสมัคร ดิฉันชอบจริงๆ แล้วเราจะปล่อยบ้านเมืองให้อยู่ในมือเด็กไม่มีวุฒิภาวะคนนี้ไปอีกนานเท่าไหร่หนี้สินที่ก็เู้ขามาก็บานเบอะดิฉันรำคาญ นักวิชาการเฮงซวยหลายๆ คน ที่เข้าข้างรัฐบาลอยู่ไู่ด้ไ้ม่ลืมหูลืมตาเราจะทำอย่างไรกันดีให้ประเทศกลับมาเหมือนเดิม ผู้คนไม่เกลียดกัน มันเป็นเพราะวัสการพราหมณ์ คนนั้นคนเดียว มีคนเขาพูดกันว่าอยากลงขันจ้างมือปืนยิงถล่มอีกทีนับถือ / ข้าราชการ

บำนาญหนึ่งในร้อยของ...ไปรษณียบัตร กับข้อความที่ไม่แตกต่างกัน ยืนยันว่า...ประชาชนจำนวนหนึ่งคิดแบบเดียวกันในเรื่องเดียวกันคิด...คือความเป็นห่วงว่าบ้านเมืองไทยที่เราๆ ท่านๆได้อยู่อาศัยถือกำเนิดและเป็นพลเมืองที่ปฏิเสธไม่ได้นั้น...มันจะพังพินาศในเรื่องเดียวกัน...คือการเมืองที่นักการเมืองทั้งหลาย ต่างให้ความสนใจกับการเอาแพ้เอาชนะมากกว่าภาระหน้าที่ในการดูแลประชาชนในประเทศประชาธิปไตยที่เจริญและประสบความสำเร็จนั้นรัฐบาลและฝ่ายค้าน...

เปรียบเหมือนเหรียญเดียวกันที่มี 2 ด้าน...เมื่อฝ่ายหนึ่งเป็นหัวหรือเป็นรัฐบาลอีกฝ่ายก็เป็นก้อยหรือเป็นฝ่ายค้าน...ฝ่ายใดจะเป็นหัวฝ่ายใดจะเป็นก้อยนั้นก็อยู่ที่ประชาชนจะแสดงประชามติออกมาเมื่อถึงวันเลือกตั้ง...สำหรับอเมริกา...เป็นอย่างนี้มา...จากชาติขี้ข้าเมืองขึ้นของอังกฤษ สเปน...กลายเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกอยู่ในเวลานี้...เพราะการเมืองของเขา แน่วแน่มั่นคง ตรงไปตรงมาใจความในไปรษณียบัตร...ที่ ลงท้ายแสดงตนเป็น...“ข้าราชการบำนาญ”

ท่านถามว่า... “เราจะทำอย่างไรกันดีให้ประเทศกลับมาเหมือนเก่า”ก็คงต้องกราบเรียนว่า...ถึงวันลงบัตรเลือกตั้งข้างหน้า...เราต้องอยู่ตรงกันข้ามกับ...พรรคใดก็ตามที่มี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้า...ทว่า...หากพรรคที่ประชาชนเลือกมีคะแนนมากกว่าแล้วเป็นรัฐบาลไม่ได้ หรือเป็นรัฐบาลแล้วถูกปฏิวัตยึดอำนาจ...ก็แน่นอนว่า...สงครามกู้ชาติ..คือทางเลือกสุดท้าย...ครับ...เลือดไม่ไหล ประชาธิปไตย ไม่เกิด 

ทู่ซี้..ลุยทางตัน!

ที่มา บางกอกทูเดย์

เสียงเรียกร้องให้ผู้บริหารประเทศบางคนลาออก..การเรียกร้องที่เกิดขึ้นได้ตามสิทธิโดยชอบธรรมของประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยการลาออกของผู้บริหารประเทศอาจทำให้การบริหารงาน“สะดุด”ทว่าเพื่อยุติความวุ่นวายและเพื่อความเหมาะสมการลาออกหรือการยอมสะดุดเพียงก้าวเดียวย่อมดีกว่าการ“ยื้อ” และก่อให้เกิดการหยุดชะงักความเจริญของประเทศอย่างไม่มีกำหนด อันเนี่องมาจากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายประชาชนกับฝ่ายรัฐบาลที่ยืดเยื้อนายก

รัฐมนตรีลาออก!แน่นอน ต้องไม่ใช่นายกรัฐมนตรีเมืองไทย เพราะนายกรัฐมนตรีเมืองไทยยืนยันว่า จะเอาช้าง-ม้ามาฉุดยังไงก็ไม่ออกจะทู่ซี้อยู่ต่อไปอย่างนี้แหละใครจะทำไมพร้อมกับท่องคาถาว่าเพื่อชาติตลอดเวลาก่อนและหลังอาหาร 3 มื้อแต่นายกรัฐมนตรีที่แสดงสปิริตลาออก และเราหยิบยกขึ้นมาเพื่อเป็น “ตัวอย่าง” คือนายกรัฐมนตรีฟูกูดะแห่งญี่ปุ่นซึ่งประกาศลาออกเมื่อ 1 กันยายน 2551 เพื่อผ่าทางตันการเมืองญี่ปุ่นการเมืองญี่ปุ่นมาถึงทางตัน เมื่อฟูกูดะ

บริหารประเทศลำบาก แม้ว่าพรรคเสรีประชาธิปไตยของเขาสามารถคุมเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่พรรคฝ่ายค้านกลับคุมวุฒิสภา การเสนอกฎหมายต่างๆ ถูกวุฒิสภาถ่วงเวลา ทำให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำของประเทศไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรนายฟูกูดะเห็นว่า ถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้เรื่อยไป และต้องคอยต่อรองทางการเมืองตลอดเวลาการเมืองก็ถึงทางตันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือนซึ่งประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร ในขณะที่รัฐบาล

ต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่รอไม่ได้ ดังนั้น เขาจึงขอลาออกเพื่อผ่าทางตันทางการเมืองและให้พรรคจัดหาทีมงานใหม่มาทำงานแทนนายฟูกูดะเป็นผู้นำรัฐบาลที่เน้นความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียผู้นำญี่ปุ่นถือว่าเป็นแบบอย่างของประเทศกำลังพัฒนาแถบเอเชียได้ เพราะไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งหากเห็นว่าตัวเองบริหารประเทศต่อไปไม่ได้ หรือพรรคประชาชนเรียกร้องให้ลาออก เขาจะลาออกเพื่อให้คนอื่นที่มีความรู้ความสามารถมากกว่ามาแก้ปัญหา

ของชาติ โดยถือเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ เขาไม่ดื้อด้านอยู่ต่อไปหรือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเหนือประโยชน์ส่วนรวมเวลานี้การเมืองไทยจ่อทางตัน!ผู้บริหารหลายคนยืนอยู่บนเส้นด้าย เพราะประชาชนบางกลุ่มไม่พอใจในคุณสมบัติ ..แต่รัฐบาลยังยืนกรานว่าสมาชิกในคณะบริหารยังเหมาะสมในทุกเหตุผลที่รัฐบาลหยิบยกขึ้นมาทั้งๆที่ความจริงแล้ว การเปลี่ยนคนหรือยอมเสียสละไม่ยึดติด...อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดหากผู้นำประเทศกำลัง

พัฒนา มีแต่ผู้นำที่คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่แปลกเลยที่ประเทศจะไม่พัฒนาสู่ระดับแถวหน้าโดยเฉพาะทางการเมืองที่ยังเชื่องช้าเหมือนขี่เกวียน..อย่างที่เรากำลังเป็น...เวลานี้เรากำลังต้องการผู้นำที่เลียนแบบผู้นำญี่ปุ่น!ตัดสินใจเพื่อชาติ (จริงๆ) สักครั้ง!อาจจะมีอะไรดีขึ้น! ซึ่งต้องดีกว่าการทู่ซี้อยู่ต่อโดยการท่องคาถา กูเหมาะสม กูไม่ผิด กูทำเพื่อชาติ 

สงครามครูเสด สงครามเหลือง-แดง

ที่มา บางกอกทูเดย์

สงครามใหญ่ น้อย ที่เกิดขึ้นนำพาสู่ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน กระทั่งมีคนตายและบาดเจ็บนับล้านๆ คน ส่วนใหญ่มาจากความขัดแย้งและอีกส่วนหนึ่งคือการแย่งชิงในอดีต..แย่งชิงทรัพยากรเพื่อการดำรงชีพ..ในอดีต..ความขัดแย้งมาจากความเชื่อและอุดมการณ์ในประวัติศาสตร์ คนส่วนใหญ่รู้เรื่องสงครามครูเสดสงครามครูเสดเป็นสงครามสู้รบกันนับร้อยปีระหว่างผู้ที่มีความเชื่อในศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม ซึ่งนักเขียนบางคนได้เขียนถึงการปะทะ

กันระหว่างสองอารยะธรรมที่ยิ่งใหญ่ของโลกโดยเฉพาะในปลายคริสตศตวรรษที่ 20 และต้นศตวรรษที่ 21...ความระแวง ความขัดแย้งระหว่างคนสองศาสนาเริ่มแผ่ขยายมากขึ้น และอาจนำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่มีใครปรารถนาหากผู้เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายไม่หาทางป้องกันไว้ก่อนตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา การก่อการร้ายขนาดใหญ่โดยกลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะเหตุการณ์ 9-11 การต่อสู้ใูนอัฟกานิสถาน อิรัก เชซเนีย ฯลฯขยายตัวกว้างขวางมากขึ้น

เหตุการณ์ 9-11 มีเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวาง...ฝ่ายหนึ่งบอกว่าเป็นการกระทำเพราะศรัทธาในศาสนาในขณะที่หลายฝ่ายเห็นว่าเป็นการบิดเบือนศาสนามีการตอบโต้กันผ่านสื่อในหลายโอกาส เช่น การทำภาพการ์ตูนล้อเลียนผู้นำศาสนาอิสลามโดยนักเขียนชาวคริสต์ เป็นต้นปี 2549 พระสันตปาปาองค์ปัจจุบัน ยังเคยกล่าวระหว่างเสด็จเยอรมนีซึ่งพาดพิงคำสอนของผู้นำศาสนาอิสลามว่าสนับสนุนให้ใช้กำลังในการเผยแผ่ศาสนา ทำให้คนมุสลิมทั่วโลกมีปฏิกิริยาต่อ

ต้านอย่างกว้างขวางองค์กรอิสลาม 38 องค์กรทั่วโลกได้ส่งจดหมายประท้วงจนพระสันติปาปาต้องรีบออกมากล่าวขอโทษโดยอ้างว่าพระองค์เพียงต้องการบอกว่า ศาสนาและความรุนแรงไปด้วยกันไม่ได้ แต่ศาสนาและเหตุผลไปด้วยกันได้ ต่อมาพระสันตปาปาไปเยือนตุรกีเพื่อทำความเข้าใจกับประเทศอิสลามที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียกลางอย่างไรก็ดี เมื่อตุลาคม 2550 พระสันติปาปาได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมระหว่าง นักบวชอาวุโสของศาสนาอิสลามและคริสต์ครั้งแรก

เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันและสร้างสันติภาพแห่งโลกสงครามครูเสด เป็นเพียงบทเรียนที่สะท้อน ความขัดแย้งของกลุ่มคนที่มีความเชื่อที่ต่างกันระหว่างเหลือง-แดง..ความขัดแย้งทางการเมืองที่มีเบื้องหลังลึกและลับการกระทำที่เกิดจากความศรัทธาบางกลุ่มเพื่อชาติ บางกลุ่มอ้างชาติ..ความขัดแย้งที่ต้องการ ชนะ โดยหยิบ “ชาติ” ขึ้นมาเป็นเครื่องหมายต่อรองในอดีตความขัดแย้งเกิดจากอุดมการณ์เพื่อส่วนรวมเป็นหลัก ปัจจุบันความขัดแย้งเกิดจาก

การ “แย่งชิง” และ“กอบโกย”สงครามครูเสดมีคุณค่าที่จะเสียมากกว่าสงครามทางความรู้สึกที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ บ้านเรา เมืองหลวงของเรา ในเวลานี้..ในฐานะคนกลางที่ไม่ได้ถือเหลืองหรือแดงไว้! ขอเตือนว่าสิ่งที่ทำ..มันเริ่มฟ้องคนทั้งโลก คล้ายว่า ความลับไม่มีในโลกอนิจจา! หมดยุคของอุดมการณ์ เหลือแต่ความศรัทธาที่ยัง “หลงทาง” 

ต่างประเทศ ‘ไม่หยุดแฉ’ ‘ลอบสังหาร’ ทักษิณ!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่จบ...และกลายเป็นเรื่องราวลุกลามใหญ่โต“ระหว่างประเทศ”กรณีทางกัมพูชาได้ควบคุมตัว “ศิวรักษ์ โชติพงษ์”วิศวกรชาวไทย บริษัท สามารถ คอปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ในข้อหา “จารกรรม” ข้อมูลการบินของอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร”ศิวรักษ์ ถือเป็นหนึ่งในคนไทยที่ทำผิดตาม “กฎหมาย”ประเทศ

กัมพูชา...แต่เชื่อว่าไม่ได้มีเขาเพียงคนเดียวที่ต้องโทษ “ถูกจับกุม”เพราะเชื่อว่า...ยังมีคนไทยอีกหลายคนที่เข้าไปอาศัยยังบ้านเมืองประเทศเขา...แล้วทำผิดกฎหมายถูกจับ“ดำเนินคดี” แต่ทว่าทางการไทยไม่เคยให้ความสำคัญหรือใส่ใจเพราะปล่อยให้เป็นเรื่องของกฎหมายใคร...กฎหมายมันแต่ด้วยแรงกระเพื่อมที่รุนแรงทางการเมือง ทำให้“ศิวรักษ์” ตกเป็น “เป้า” ในการที่ผู้มีอำนาจใช้เป็น“ประเด็นสำคัญ” เพื่อการต่อรองเจรจาโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน “ต่างประเทศ” เขา

กำลังจับจ้องทุกความเคลื่อนไหว Wait and See ด้วยใจที่จดจ่อเพราะไม่มีใครสามารถ “ทำนายอนาคต” รู้ได้ว่า...ระหว่างมิตรประเทศไทย – กัมพูชา จะมีจุดจบด้วยภาพฉากอันใดยกตัวอย่าง...ประเทศ “ฝรั่งเศส” ซึ่งเมื่อก่อนประเทศกัมพูชาเคยเป็นเมืองขึ้น ฉะนั้นผู้คนจึงให้ความสนใจกับเรื่องนี้กันมากและข้อเท็จจริงฝรั่งเศสมีชาวกัมพูชาอาศัยอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย พอๆ กับชาวลาว และชาวเวียดนามดังนั้น การที่ทางการไทย “แสดงออก” ทางด้านความสัมพันธ์กับ

กัมพูชา...เนื่องด้วย “ความคั่งแค้น” ส่วนตัว...จึงเป็นภาพที่มิค่อยสง่างามนักกรณีของ “ศิวรักษ์” ทางการเขมรมีหลักฐาน“ก๊อปเสียงพูด” ทางโทรศัพท์ติดต่อจากคนภายนอกจากผู้ที่เกี่ยวข้องของไทยอีกทั้งด้วย “หลักฐานแน่นหนา” ที่พร้อมแก่การเอาผิด...เพราะกระบวนการที่ว่าอาจเป็นการ “คิดสังหาร”ทักษิณ ชินวัตร ตามตารางบินลับที่ขโมยไปเชื่อหรือไม่ว่า...เรื่องนี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่ข่าวออกมาสู่นานาประเทศในประเทศ “เครืออียู”ลองคิดดูว่า...หากมีการรู้เส้นทาง

การบิน “ล่วงหน้า”ซึ่งผู้มีอำนาจที่ไม่หวังดีคิดกระทำการ “ยิงเครื่องบิน”ให้ตกในน่านฟ้าไทยสุดท้ายอะไรจะเกิดขึ้น?ทั้งรัฐบาลและกลุ่มคนก่อเรื่องที่เกี่ยวข้องจะออกมา“แก้หน้า” กันอย่างไรในต่างประเทศบุคคลที่เป็นที่พูดถึง...โดยเฉพาะข่าวสารในเมืองไทยที่มีการเปิดเผยชื่อ “อักษรย่อ” ของผู้บงการซึ่งไม่ทราบว่าอักษรชื่อนี้มีกี่คน?แต่คนไทยส่วนหนึ่งที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ต้อง“พึงระลึก” เสมอว่า...การให้ข่าวที่เป็นจริงเกินไป...มันมักเป็นเรื่องที่ “อันตราย”เพราะคู่ขัด

แย้งเวลานี้อย่าง “กัมพูชา” อาจส่งเรื่องไปถึง “องค์การสหประชาชาติ” เพื่อพิจารณา เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่มากก่อนอื่นรัฐบาลไทยซึ่งขึ้นมาเป็นผู้ “บริหารประเทศ”จะต้องไม่เอนเอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง...ไม่ใช่ให้คนที่เขากำลังจ้องดูวิเคราะห์ศึกษาเห็นว่าพวกท่านไปเข้าร่วมกับ “กลุ่มคนใจยักษ์” ที่ร่วมกันทำงานเพราะมันเป็นสิ่งไม่น่าเชิดชู...แถมน่าโดนประณามท่านอย่าทำเพื่อ “ปกป้องคนผิด” และ “ปกป้องอำนาจ” เพื่อคนบางกลุ่มกรณีของ “ศิวรักษ์”

ซึ่งโยงไปถึงการลอบสังหาร “ทักษิณ ชินวัตร” โดยหลักฐานที่มัดไปถึง “ผู้มีอำนาจไทย” บางคนชี้ให้เห็นถึงคำพูดที่ว่า “ชั่วได้ดี” มีจิตอกุศลคิดแต่การสร้างเรื่อง “อัปมงคล”เมื่อยังไม่มีใครหยุดความคิด...ไม่มีใครหยุดการกระทำในสิ่งที่ “ชั่วร้าย” ไม่นานนักชีวิตที่ผาสุกด้วย “อำนาจจอมปลอม” นั่งจิบไวน์ เคล้านารี ตีกอล์ฟ ออฟเด็กสุดท้ายคงหนีไม่พ้น “จุดสูงสุดสู่ตํ่าสุด” นั่งกินข้าวแดงในคุกในตะราง! 

ลุกเป็นไฟ ไทยจะฆ่ากันเอง?

ที่มา บางกอกทูเดย์

คำถามจึงต้องพุ่งเข้าใส่บรรดาคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังทั้งหลาย ว่าจะปล่อยให้สถานการณ์เผชิญหน้าระหว่าง 2 ขั้วสีคาราคาซังไปอย่างนี้หรือคุ้มกันแล้วจริงๆ หรือกับความพยายามในการยื้ออำนาจการเมืองและผลประโยชน์ทางการเมืองเอาไว้ในมือ... ดังที่กำลังพยายามทำอยู่ในขณะนี้สมควรแล้วหรือ หากประเทศใด

ไร้รักสามัคคี แน่นอนว่าจะเป็นความเจ็บปวดใจของคนในชาติอย่างที่ยากจะบรรยายดังนั้นการแตกต่างทางความคิด แล้วกลับกลายเป็นความแตกต่างของกลุ่มของสี จนทำให้ประเทศไทยกลายเป็นมี 2 ขั้วที่เผชิญหน้ากัน เป็นสิ่งที่ไม่ดีแน่นอนเพราะไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อแดง หรือคนเสื้อเหลือง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนไทยด้วยกันทั้งสิ้นต้นถั่ว รากถั่ว ล้วนเกิดจากรากเหง้าเดียวกัน ไยเผาผลาญกันร้อนรนนัก???ไม่รู้ว่าบรรดาผู้มีอำนาจ และผู้ที่พยายามยึดกุมอำนาจและผล

ประโยชน์ทางการเมือง จนกระทั่งดิ้นรนทุกวิถีทาง และเป็นเหตุให้กลายเป็นเรื่องที่บานปลายอย่างน่าวิตกวันนี้จะได้รู้สึก หรือได้บทเรียนอะไรหรือไม่ จากสภาพของบ้านเมืองในเวลานี้ในอดีตประเทศไทยได้รับการขยายนามว่าเป็น “สยามเมืองยิ้ม” แต่มาในวันนี้รอยยิ้มจางหายไปจากสังคมไทย โดยเฉพาะระหว่างคน 2 กลุ่มสี ที่ยืนกันอยู่คนละฝั่งของความคิดและวันนี้รอยยิ้มของรัฐบาลไทย ของนายกรัฐมนตรีเมืองไทย ก็พลอยจางหายไปด้วย กับมิตรประเทศเพื่อนบ้าน

ก่อนหน้านี้ไทยเป็นเหมือนพี่ใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เต็มไปด้วยความช่วยเหลือในฐานะมิตรประเทศ แต่ในวันนี้รัฐบาลไทย และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นำเอาความแตกต่างทางความคิดและสถานการณ์การเมืองในประเทศ ออกไปพันกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกลายเป็นว่ารัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาไม่มีรอยยิ้มให้แก่กัน กลายเป็นว่านายอภิสิทธิ์ และสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ไม่ทักทายกัน ไม่พูดจากัน ทั้งๆ ที่

อยู่ในการประชุมความร่วมมือระดับภูมิภาคด้วยกันแถมนายอภิสิทธิ์ ยังนำคณะรัฐมนตรีไปเผชิญหน้ากับกัมพูชาด้วยการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต ทางความร่วมมือและความช่วยเหลือระหว่างประเทศ แถมประกาศย้ำว่าจะไม่มีการทบทวนใดๆ ทั้งสิ้นแม้ว่าลึกๆ นาย อภิสิทธิ์ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมทั้งนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ล้วนแล้วแต่หน้าดำคร่ำเครียด และมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่าง

เห็นได้ชัดทั้งก่อนการประชุม ครม. และระหว่างการประชุม ครม.อาการแบบนี้เป็นอาการแสลงจากการเมืองเป็นพิษขนาดมังกรการเมืองอย่างนายบรรหาร ศิลปอาชา ยังถึงกับส่ายหน้า และถอนหายใจ พร้อมกับพูดย้ำชัดว่า สถานการณ์แบบนี้น่ากลัวไม่น่ากลัวได้อย่างไร ในเมื่อบาดแผลต่างๆ ที่กลุ่มอำนาจที่อาศัยมือนักการเมือง พรรคการเมือง และก๊วนการเมืองมีการดำเนินการมาก่อนหน้านั้น ยังคงเป็นรอยร้าวในการเมืองอยู่เห็นได้ชัดจากกรณี อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย

ในฐานะผู้เสียหายจากการถูกยุบพรรค เมื่อได้ข้อมูลใหม่ ว่า หลักฐานพยานที่นำไปสู่การยุบพรรคไทยรักไทยนั้นมีเงื่อนงำไม่สุจริต จึงได้ตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมารื้อฟื้นคดียุบพรรคขึ้นใหม่ เพราะได้พยานหลักฐานใหม่ ที่แตกต่างจากหลักฐานในช่วงพิจารณาคดีพิพากษา และจะดำเนินการตามกฎหมายทั้งด้านอาญา พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่ใส่ร้ายป้ายสีพรรคการเมืองอื่น ซึ่งให้ได้มาซึ่งอำนาจเมื่อตัวละคร 2 นายสุขสันต์ ชัยเทศ อดีต ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง พรรค

พัฒนาชาติไทย และนายชวการ โตสวัสดิ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพัฒนาชาติไทย พยานที่เคยให้การต่อตุลาการรัฐธรรมนูญ คดียุบพรรคไทยรักไทย ข้อหาจ้างวานพรรคเล็กลงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549 จนทำให้พรรคไทยรักไทยถูกยุบนั้นเมื่อวันนี้พยานปากเอกกลับลำ ว่าถูกว่าจ้างให้ขึ้นให้การเท็จย่อมสะเทือนกับนักการเมือง และพรรคการเมืองอย่างประชาธิปัตย์ที่มีภาพลักษณ์ว่ายึดมั่นประชาธิปไตยอย่างรุนแรง เพราะถูกกล่าวหาว่าใช้วิธีสกปรกใส่ร้ายทางการเมือง

งานนี้พุ่งเป้าไปที่ทั้งนายอภิสิทธ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งการให้ตรวจสอบจริยธรรม และจะฟ้องนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ฐานสร้างพยานเท็จด้วย ที่สำคัญจะร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกลายเป็นเดิมพันใหญ่ทางการเมืองอีกรอบหนึ่งเพราะนายสุเทพก็เตรียมที่จะฟ้องกลับด้วยเช่นกันนี่คือประจักษ์พยานของการแบ่งขั้วทางการเมืองและการตกอยู่ในเกมปั่นหัวให้นักการเมืองทำลายล้างกัน

เอง นี่คืออันตรายของสังคมไทยในเวลานี้ยิ่งกลุ่มอำนาจได้มีการใช้พลังมวลชนอย่างกลุ่มพันธมิตร กลุ่มคนเสื้อเหลือง มายืนหยัดให้ต่อสู้แทน ในขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงก็มุ่งมั่นทวงคืนประชาธิปไตยแบบไม่ยอมถอยการเผชิญหน้าบนความแตกต่างทางความคิดจึงเป็นสิ่งที่น่ากลัววันนี้กลุ่มพันธมิตร ได้กลายเป็นลัทธิ มีผู้นำลัทธิ มีผู้นำทางความคิด ที่ทำให้เกิดพลังในการต่อสู้ และพร้อมที่จะเผชิญหน้าในขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงก็มุ่งมั่นแบบไม่ยอมใส่เกียร์ถอยหลังด้วยเช่นกัน

โอกาสของการปะทะมีความเป็นไปได้ ไม่ใช่ว่าไม่มี!!เพราะกลุ่มพันธมิตร ก็ประกาศแล้วว่า จะมีการรวมพลแสดงพลัง แม้ว่าในช่วงหลังจะเดินแนวเดียวกับเสื้อแดง คือไม่มีการชุมนุมยืดเยื้อ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็มีการชุมนุม มีการแสดงพลังแถมยังมีกรณีมือที่ 3 สร้างความปั่นป่วนขึ้นมาอีกแม้จะเป็นม็อบมีเส้น เป็นม็อบที่ไม่มีวันถูกบังคับด้วย พรบ.ความมั่นคงฯ แต่การประกาศรวมพลอีกก็ไม่ใช่สถานการณ์ที่เป็นสิ่งที่ดีกับบรรยากาศในสังคมไทยเช่นเดียวกับกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ก็

ประกาศจะรวมพลรวมพลังด้วยเช่นกัน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่ม นปช. ออกมาบอกแล้วว่าที่วางไว้เบื้องต้น คือจะนัดชุมนุมใหญ่ยกแรกวันอาทิตย์ที่ 29 พ.ย.แล้วก็จะเว้นวันที่ 3 -4 -5 ธันวาคม เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั่นแปลว่า คนเสื้อแดงก็ไม่ถอยเหมือนกันยิ่งคำประกาศที่ว่า “เขาไม่ควรได้รับการฉลองปีใหม่ การชุมนุมครั้งนี้ตั้งเป้าไว้ 1 ล้านคน เชื่อว่า จะปิดเกมได้แน่ แต่ถ้ายังปิดเกมไม่ได้ ก็จะนัดชุมนุม

ใหม่อีกหลังวันที่ 5 ธ.ค. คือมันต้องไปกันสักข้าง ยังไงๆ ก็ต้องแตกหัก รัฐบาลจะประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง และพ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือกฎอัยการศึกก็เชิญ”อุณหภูมิของประเทศร้อนขึ้นมาในทันทีคำถามจึงต้องพุ่งเข้าใส่บรรดาคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังทั้งหลาย ว่าจะปล่อยให้สถานการณ์เผชิญหน้าระหว่าง 2 ขั้วสีคาราคาซังไปอย่างนี้หรือคุ้มกันแล้วจริงๆ หรือกับความพยายามในการยื้ออำนาจการเมืองและผลประโยชน์ทางการเมืองเอาไว้ในมือ... ดังที่กำลังพยายาม

ทำอยู่ในขณะนี้บรรดาผู้ชักใยให้หุ่นกระบอกการเมือง ชักใยให้แกนนำลัทธิ ปลุกเร้าผูกขาดความรักชาติ จนใกล้ที่จะนำไปสู่ความรุนแรงตามมานั้นสมควรแล้วหรือ???ขณะเดียวกันก็คงต้องถามไปยังผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ทั้งหลาย ที่เคยถวายสัตย์ปฏิญาณตนเอาไว้ว่า จะปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เอาไว้ยิ่งชีพของตนเองนั้นวันนี้หายไปไหนหมด??วันนี้ทำไมไม่ทำอะไรที่จะยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย??ถึงเวลาที่จะต้องทำหน้าที่แก้ปัญหาและ

คลี่คลายความขัดแย้งแตกต่างทางความคิดของสังคมไทยหรือยัง??ผู้มีอำนาจควรยื่นมือมาทำให้มีการคืนอำนาจให้กับประชาชน เพื่อยุติความขัดแย้งทั้งมวลในเมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงก็ประกาศแล้วว่า หากผลการเลือกตั้งใหญ่ออกมาอย่างไร ก็จะยอมรับ แม้ผลออกมาว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ตั้งรัฐบาลพรรคเดียวก็ยอมรับ และคนเสื้อแดงก็จะยุติการชุมนุมดังนั้นผู้มีอำนาจน่าจะฉวยจังหวะใช้ช่องนี้เป็นทางออกให้กับสังคมไทยยิ่งหากพรรคประชาธิปัตย์มั่นใจในคะแนนนิยม ว่ามี

สูงมากจากผลสำรวจของโพลล์จริงแล้ว ก็ต้องกล้าที่จะแก้ไขปัญหาของชาติยิ่งกลุ่มอำนาจที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง ยิ่งไม่มีอะไรเสีย หากประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลวันนี้จึงถึงเวลาแล้ว ที่ผู้มีอำนาจทั้งหลาย ผู้มีหน้าที่ทั้งหลาย จะต้องยื่นมือเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเพื่อยุติความขัดแย้งในสังคมไทยเสียทีก่อนที่บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(18พ.ย.)คนดีดีไม่ล้มตายก็หายหน้า/จักรภพแถลงข่าว"สำคัญ"

ที่มา Thai E-News


อนิจจาน่าใจหาย..
คนดีดีไม่ล้มตายก็หายหน้า
อสัตย์อธรรมอหังการ์
เทวดาหัวร่อเยาะมนุษย์!
(ภาพ:สุชาติคนวันเสาร์ฯกับเจ๊ขก เมื่อเริ่มรบเผด็จการคมช.)

***สังคมข่าวชาวเสื้อแดงวันนี้มาช้าหน่อย พี่น้องที่อยากแจ้งข่าวกิจกรรม ข่าวงาน ข่าวการกุศล ธุรกิจการงาน ขายสินค้า หรือเสนอขายบริการใดๆ ติดต่อมาได้ฟรีๆไม่ต้องเสียตังค์ลงข่าวที่อีเมล์ thaienews99@googlegroups.com เหมือนเคยนะจ๊ะ***

***ข่าวด่วนจี๋ วันนี้เชิญชาว กทม.มาที่วัดบึงทองหลางลาดพร้าว101 มีเวทีเสื้อแดงใหญ่มากอลังการงานสร้าง เวทีเท่าๆกับสนามหลวง แสงเสียงอลังการงานสร้าง จน"น้าบังสุกุล"แซวว่าไม่รู้ว่างานเผาทุนหรืองานหาทุนกันแน่...ถือว่าอุ่นเครื่องก่อนชุมนุมใหญ่สนามหลวง 29 พฤศจิกายนนี้ เย็นนี้ใครว่างเชิญครับที่ลานเอนกประสงค์ข้างวัดบึงทองหลางลาดพร้าว101 สถานที่กว้างขวาง น่าเปลี่ยนชื่องานหาทุนเป็นงานเผาทุนเห็นเวทีแล้วมีหวังขาดทุนแน่ๆ หรือไปไม่ทันก็รับชมถ่ายทอดสดได้ทางhttp://thaipeoplevoice.net***

***วันนี้ 19.00 พบ รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร 21.00 พบ คุณจาตุรนต์ ฉายแสง...ที่คนไทยยูเค.คอม เวลา 19.00 น.

พบกับรศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร
นักวิชาการประชาธิปไตย ประเด็น: ความยุติธรรม 2 มาตรฐาน กรณีศึกษา
1. การยุบพรรคไทยรักไทย
2. วินิจฉัยถอดถอนท่านนายกสมัคร สุนทรเวช
3. การยุบพรรคพลังประชาชน***

***เวลา 21.00 น. พบกับคุณจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้า พรรคไทยรักไทย ประเด็น: รื้อฟื้นทบทวนคดียุบพรรคไทยรักไทย หลังจากพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี พาพยานปากเอกออกมาเปิดปากสารภาพ ในรายการ คุยข้ามฟ้า กับ Shanamy
ดำเนินรายการโดย DJ.Shanamy และ DJ.Pitt ที่ www.konthaiuk.com และ Camfrog ห้อง room_red_fight***

***ทีมงานคุณจักรภพ เพ็ญแขแจ้งมาว่า เรียนพี่น้องสื่อมวลชนที่รัก ในวันพฤหัสบดีที่ 19 พ.ย. 52 “คุณจักรภพ เพ็ญแข” จะจัดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรก หลังจากที่ได้เดินทางออกนอกประเทศ เพราะเห็นว่าระยะนี้มีข่าวเกี่ยวกับประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านออกมามากมาย ซึ่งถูกบ้างผิดบ้าง จึงอยากจะเปิดใจให้ทุกท่านได้รับทราบถึงข้อเท็จจริง

จึงขอเชิญพี่น้องสื่อมวลชน มาร่วมฟังการแถลงข่าวในครั้งนี้โดยพร้อมเพรียงกัน ในวันพฤหัสบดีที่ 19 พ.ย. 52 เวลา 14.00 น. ณ ห้องเสวนา ชั้น 5 (The Red Shop) ห้างอิมพีเรียล เวิล์ด ลาดพร้าว ติดต่อคุณนุช 081-6967603, คุณสุณี 089-0412131 กรุณาแจ้งบอกต่อให้ด้วยคะ เพราะเป็นแถลงข่าว"สำคัญ"และถือว่าเป็น"ครั้งสำคัญ"***

***จักรภพเชิญฝ่ายประชาธิปไตยไว้อาลัยเจ๊ขก จักรภพ เพ็ญแข แม้อยู่ไกลในต่างแดน แต่แจ้งข่าวมาว่า "เจ๊ขก" ผู้เป็นที่รักและนับถือของพวกเราเป็นจำนวนมากและของผม ได้จากเราไปเสียแล้วอย่างไม่มีวันกลับด้วยโรคมะเร็ง ผมรู้สึกใจหาย และคิดถึงพี่สาวคนหนึ่งที่มีความจริงใจและจริงจังในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ทันทีที่รู้ข่าววันนี้ สิ่งแรกที่ผมทำคือจัดการส่งพวงหรีดไปเคารพ "เจ๊" แทนตัวผมที่อยู่ห่างบ้านห่างเมือง สิ่งที่สองคือค้นหาเสียงของ "เจ๊" ในเว็ปไซต์และนั่งฟังคำให้สัมภาษณ์ของ "เจ๊" ที่คมกล้า ตรงประเด็น และแสนมันส์ "เจ๊" จากเราไปแล้วแต่กาย ความรู้สึกผูกพันจะคงอยู่ตลอดไปในใจของพวกเราและในใจของผมด้วยครับ***

***ดังนั้นผมขอเชิญพี่น้องสละเวลาไว้ร่วมไว้อาลัยกับ "เจ๊ขก" มีสวดทุกวันเวลา๑๙.๑๕น. ที่วัดมหาพฤฒาราม ศาลา ๒ ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ ๑๕ พ.ย.๕๒ ถึงวันศุกร์๒๐พ.ย. และจะฌาปนกิจในวันเสาร์ที่ ๒๑ พ.ย. ๕๒ ขอเชิญร่วมงานสวดศพ และร่วมงานฌาปณกิจด้วยครับ จากจักรภพ ผู้ฝากข่าว***

***แจ้งข่าวฝากจากแกนนำนปช. เรื่องการเดินทางไปฟ้องกลับคดีแกนนำนปช.ถูกดำเนินคดีบุกบ้านสี่เสา ตอนเหตุการณ์22กรกฎา2550 ขอเลื่อนจากกำหนดเดิมวันที่18 พ.ย. 2552 เวลา 10.00 น.ไปเป็นวันศุกร์ ที่ 27 พฤศจิกายน ขอเรียนเชิญพี่น้อง ร่วมเป็นกำลังใจให้บรรดาขุนพลแกนนำ นปช.ทุกท่านโดยพร้อมเพรียงกัน***

***ถ่ายทอดการอบรมโครงการอาสาประชาชน (อสป) รุ่่น 11 จัดการอบรมโดยพรรคเพื่อไทย ติดตามการถ่ายทอดได้ที่ sanamluang.tv ช่องออกอากาศที่ 4 และ 5 โดย สนามหลวงไลฟ์ทีวี สดทั่วไทย ดูได้ทั่วโลก และชมการถ่ายการสดทางทีวีออนไลน์โดยสนามหลวงไลฟ์
- รายการทุกข์ปัญหามีทางออกกับมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ทุกวันศุกร์เวลา 10.00-11.00 น.
- รายการฟ้องประชาชน ทุกวันศุกร์เวลา 11.00-12.00 น.
และอีกหลายๆรายการที่เรากำลังจะดำเนินการจัดการออกอากาศสดในอีกไม่ช้านี้***

*** 20พ.ย.2552 เมืองใหม่บางพลีจัดงานรวมพลเสื้อแดงบางเสาธง สมุทรปราการ เริ่มตั้งแต่16.00น.เป็นต้นไป แกนนำชุดใหญ่สถานที่จัดงานคือสนามกีฬาเมืองใหม่บางพลี การเดินทางมีรถเมล์ผ่านหน้าสนามกีฬาคือ132,133,537รถเมล์สีส้มอู่จอดที่สำโรงวิ่งเข้าถ.เทพารักษ์คือสายสำโรงบางบ่อ, รถตู้จากหมอชิตตรงใต้ทางด่วนจะมีรถวิ่งมาเมืองใหม่บางพลี,ถ้าที่บางนาจะมีรถตู้จอดตรงโรงพยาบาลสัตว์บางนา,สำโรงตรงอิมพีเรียลจะมีรถตู้วิ่งมาถึงเมืองใหม่บางพลี, ฟิวเจอร์ปาร์ครังสิตมีรถตู้วิ่งมาเมืองใหม่บางพลี,เดอะมอลล์บางกะปิก็มีรถตู้วิ่งมาเมืองใหม่บางพลีเหมือนกัน***

***ถ้าขับรถมาเองใช้เส้นทางบางนา-ตราดทางเข้าอยู่ตรงก.ม.23 ปากทางมีโรงพยาบาลบางนา2ขับตรงเข้ามาถึงวงเวียน วิ่งผ่านธนาคารไทยพานิชย์เลี้ยวขวาเข้าเมืองใหม่จอดรถที่โรงเรียน10ปีสปช. เดินเข้างานได้เลยสถานที่กว้างขวางที่จอดรถสะดวกสบาย
ใครว่างสะดวกที่จะไปเชิญร่วมงานค่ะ อยากให้ไปกันมากๆเพราะกลัวคนจะไปกันน้อยเสียกำลังใจคนจัดแย่เลย***

***เชิญฟังปาฐถถาและเสวนาในโอกาสครบรอบ 60 ปีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวข้อ"โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน: ความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิวัตน์" ปาฐกถานำโดย
ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล



ร่วมเสวนาโดย
รศ.ดร.จุลชีพ ชิณวรรโณ
รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ
ผศ.ดร.ขจิต จิตตเสวี

ดำเนินรายการโดย
ผศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2552 เวลา 13.30-16.30 น.ณ ห้องทวี แรงขำ (ร.103) คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ไม่เสียค่าใช้จ่าย สำรองที่นั่งโทร 0 2613 2301 ***

***ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เชิญร่วมงานอุษาคเนย์เสวนาสาธารณะ: Southeast Asian Public Talks ครั้งที่ 2 เชิญร่วมฟังเสวนา Cancellation : Thai-Cambodian MOU, win or lose? -“ยกเลิก MOU กับกัมพูชา-ไทยได้อะไร-เสียอะไร” วันอาทิตย์ 22 พฤศจิกายน 2552 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ ห้อง 301 ชั้น 3 คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

13.00 ลงทะเบียน และชมวีซีดี
13.30 เปิดงานโดย ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปศาสตร์
13.45 เสวนา/วิทยากร
อ. พนัส ทัศนียานนท์ อดีตอัยการ และอดีต สว. ตาก
อ. ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ สส. ระบบสัดส่วน ประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ
ดร. พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
อ.กวีพล สว่างแผ้ว มหาวิทยาลัยบูรพา
ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ดำเนินรายการ
อ. อัครพงษ์ ค่ำคูณ พิธีกร
16.45 ซักถาม-แสดงความคิดเห็น
17.00 สังสรรค์
หมายเหตุ :เนื่องในโอกาสครบรอบหนึ่งทศวรรษ 2543 – 2552 โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มธ. ร่วมจัดโดย มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ไม่มีค่าลงทะเบียน (ฟรี)***

******

กลต.จ่อเชือดเนชั่นสุมหัวโบรกเจ้ามือปั่นหุ้นNBC

ที่มา Thai E-News




เย้ยกฎหมายซ้ำซาก-ภาพสุทธิชัย หยุ่นกดปุ่มวันเปิดซื้อขายหุ้นเนชั่นบรอดแคสติ้ง(NBC)เป็นวันแรกเมื่อ11พ.ย.ที่ผ่านมาในเวบไซต์เครือเนชั่น โดยทำผิดกฎหมายซ้ำซากออกข่าวให้บริษัทโบรกเกอร์ที่เป็นเจ้ามือขายหุ้นจองตัวนี้เชียร์แมงเม่าลุยซื้อ ให้เป้าหมายสูงลิ่ว ล่าสุดกลต.รับเรื่องร้องเรียนจะเข้าตรวจสอบการกระทำผิดแล้ว(ดูหลักฐาน คลิ้กลิ้งค์)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 พฤศจิกายน 2552


ข่าวสืบสวนเนชั่นปั่นหุ้นNBCที่ไทยอีนิวส์ตามสาวไส้มาถึงจุดสำคัญอีกครั้ง เมื่อกลต.เปิดเผยว่าได้รับเรื่องร้องเรียนพฤติการณ์ฉาวโฉ่ใช้สื่อในเครือร่วมทำผิดปั่นหุ้น แถมให้โบรกเกอร์ที่เป็นเจ้ามือขายหุ้นจองและรับประกันการขายหุ้นออกออกบทวิเคราะห์เชียร์ให้เป้าหมายสูงลิบลิ่ว โดยไม่ยอมระบุว่ามีส่วนได้เสียตามที่กฎหมายกำหนด ฮึ่มจะพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของกลต. นี่เป็นบทเรียนครั้งสำคัญของพวกฐานันดรสี่ที่ดีแต่จิกหัวคนอื่น แต่พอเป็นเรื่องหม้อข้าวของตัวเองทำผิดทั้งกฎหมาย ผิดจรรยาบรรณ ทำตัวน่าเกลียด ไร้ธรรมาภิบาลที่ชอบแหกปากหาจากคนอื่นมาตลอด..



เนชั่นเย้ยกฎหมายซ้ำซาก กลต.รับเรื่องล่าสุดใช้โบรกเจ้ามือปั่นหุ้นผ่านสื่อโล้น

สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับตรวจสอบการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น ได้เปิดเผยว่า มีประชาชนจำนวนมากร้องเรียนพฤติการณ์เครือเนชั่น ของนายสุทธิชัย หยุ่นว่าอาจกระทำผิดกฎหมายการซื้อขายหลักทรัพย์ โดยมีข้อร้องเรียนเรื่องการใช้สื่อของเครือเนชั่นทั้งโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ และเวบไซต์เพื่อจูงใจให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เข้าซื้อหุ้นเนชั่นบรอดแคสติ้ง(NBC)ซึ่งเป็นหุ้นใหม่เข้าซื้อขายเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา

โดยหลักฐานจำนวนมากที่มีผู้ร้องเรียนก.ล.ต.เข้ามาเป็นเรื่องที่เวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่น นำเสนอข่าวเรื่อง โบรกปรับกำไรNBCใหม่เป้าราคาปีหน้า4.30บ. ซึ่งผู้ที่ร้องเรียนเข้ามายังสำนักงานร้องเรียนว่า การที่เวบไซต์เครือเนชั่นนำเสนอข่าวบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ปรับเป้าหมายราคาของNBCเป็น4.30บาท เนื่องจากบล.ซีไอเอ็มบี เป็นแกนนำการจัดจำหน่ายหุ้นจองNBC แม้ซีไอเอ็มบีจะได้แจ้งความมีส่วนได้เสียในบทวิเคราะห์ฉบับนี้แล้วก็ตาม แต่เวบไซต์กรุงเทพธุรกิจนำเสนอข่าว โดยไม่ระบุการมีส่วนได้เสียดังกล่าว อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายของกลต.

กลต.ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมากในช่วงวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา อันเป็นวันทำการเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นเป็นครั้งแรกของหุ้นNBC และหลังจากได้ตรวจสอบแล้ว ก็มีหนังสือแจ้งไปยังประชาชนที่ร้องเรียนเรื่องดังกล่าวเข้ามา ต่อไปนี้เป็นหนังสือฉบับหนึ่งที่ท่านผู้อ่านของไทยอีนิวส์ได้ส่งมาให้เราเป็นหลักฐานว่ากลต.ได้รับเรื่องร้องเรียนพร้อมเข้าดำเนินการแล้ว


16 พฤศจิกายน 2552

เรียน คุณอรวรรณ ...
ที่ ล. 105/2552
เรื่อง การตอบรับเรื่อง

ตามที่ท่านได้มี e-mail เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 ชี้เบาะแสกรณีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ บมจ. เนชั่น บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น ผ่านสื่อเว็บไซต์ ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น

สำนักงานขอขอบคุณเป็นอย่างมากที่ท่านได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวไปยังสำนักงาน โดยสำนักงานจะพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของสำนักงานต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ


ขอแสดงความนับถือ

(นางจารุพรรณ อินทรรุ่ง)
ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการ


ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน
ฝ่ายงานเลขาธิการ
โทรศัพท์ 0-2263-6000
โทรสาร 0-2256-7755
E-mail : info@sec.or.th


ทั้งทำผิดกฎหมายทั้งน่าเกลียด ดีแต่ตรวจสอบคนอื่น สื่อโล้นแหกกฎเสียเอง

ก่อนหน้านั้นกลต.เคยเข้าไปตรวจสอบเครือเนชั่นมาแล้วอย่างน้อย 2 เรื่อง เรื่องแรกมีผู้ร้องเรียนว่านายกนก รัตน์วงศ์สกุล พิธีกรเล่าข่าวชื่อดังเครือเนชั่นพูดออกสื่อในเครือแนะนำให้คนจองซื้อหุ้นNBCพร้อมย้ำว่า"เฉพาะเงินปันผลก็รวยไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ซื้อไว้แล้วรวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง"ซึ่งนายกนกยังมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารNBC ผิดทั้งเรื่องธรรมาภิบาล ผิดกฎหมายเรื่องการซื้อขายหุ้นไม่เป็นธรรม ซึ่งมีบทระวางโทษถึงจำคุก 2 ปี

อีกเรื่องคือการขึ้นป้ายโฆษณาขายหุ้นจองNBCในเนชั่นทีวี โดยไม่ขึ้นป้ายคำเตือน"การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง นักลงทุนพึงศึกษาจากหนังสือชี้ชวน"ตามกฎหมาย

ต่อมาเมื่อNBCเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นวันแรกเมื่อ11พ.ย.เนชั่นก็ได้ผนึกโบรกเกอร์เจ้ามือหุ้น ทำน่าเกลียดทุกทาง เพื่อเข็นหุ้นพ้นจองแบบหืดจับ ทั้งถ่ายทอดสดผ่านทีวีก่อนเข้าเทรดตลอด1ชั่วโมงหวังล่อแมงเม่าซื้อเต็มพิกัด ทั้งโกหกหน้าตายขายหุ้นเกลี้ยงนักเลงหุ้นจองล้น แต่ข้อมูลจริงที่แจ้งต่อตลาดหุ้นโกหกไม่ได้ พบขายไม่ออกกลุ่มสุทธิชัยหยุ่นต้องรับหลังแอ่น105ล้านหุ้น เพราะกลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ยอมจองซื้อซักหุ้น ทั้งให้โบรกเกอร์CIMBซึ่งเป็นเจ้ามือในการขายหุ้นและรับประกันการขายหุ้นออกบทวิเคราะห์สดๆเชียร์ให้เป้าสูงลิ่วกลางภาคบ่ายผ่านเวบไซต์กรุงเทพธุรกิจในช่วงราคาใกล้ร่วงลงไปหาราคาจอง โดยเป็นการทำผิดกฎหมายกลต.ที่กำหนดให้ต้องระบุว่าเป็นโบรกเกอร์ที่มีส่วนได้เสียเป็นผู้ออกบทวิเคราะห์

คนจองซื้อหุ้นNBCหวาดเสียวลงเฉียดราคาจอง

ห้นน้องใหม่ของบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBCเข้าทำการซื้อขายเป็นวันแรกเมื่อ11พ.ย.มีราคาจอง2.90บาท/หุ้น โดยเปิดเหนือจองที่ราคา3.18บาท ขึ้นไปสูงสุด3.22บาท หรือขึ้นไปราว10%จากราคาจอง แต่ก็แค่เพียงครึ่งวัน จากนั้นมีแรงขายทำกำไรลงมาลึกสุดที่2.98บาท และปิดทำการที่3.02บาท สูงกว่าราจอง4.13%

ต่อมาเมื่อวันศุกร์ 13 ผู้ที่จองซื้อไว้ก็แทบช็อกเมื่อหุ้นNBCที่เข้าซื้อขายได้แค่3วัน ก็ร่วงลงมาลึกถึง2.92บาท หวุดหวิดหลุดราคาจอง2.90บาท ก่อนกระเตื้องฟื้นขึ้นตามตลาดหุ้นที่ฟื้นตัวขึ้นในต้นสัปดาห์นี้

ส่วนการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้(18พ.ย.)หุ้นNBCลงมาที่3.02บาท

นักวิเคราะห์หุ้นจากโบรเกอร์ใหญ่แห่งหนึ่งกล่าวว่าเป็นไปตามคาดว่าราคาNBCจะเหนือจอง(2.90บาท/หุ้น)ได้ เนื่องจากหุ้นส่วนใหญ่คือ105ล้านหุ้นจากทั้งหมด120ล้านหุ้นอยู่ในมือของผู้บริหารเครือเนชั่น มีในมือรายย่อยที่จองซื้อน้อยมาก หากเครือเนชั่นไม่ถล่มขายออกมาเสียเองก็จะทำให้การพยุงราคาในวันทำการซื้อขายช่วงแรกๆ ยืนเหนือจองได้ เป็นเรื่องง่าย

เจ้ามืออกบทวิเคราะห์เชียร์สดกลัวหุ้นหลุดจอง ฝืนประกาศกลต.

ในวันเข้าซื้อขายครั้งแรกเมื่อ11พ.ย.นั้น เวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่น ได้เสนอข่าวออนไลน์หัวข้อ โบรกปรับกำไรNBCใหม่เป้าราคาปีหน้า4.30บ.โดยเสนอข่าวในช่วงเวลา15.30น. ในตอนที่กำลังมีแรงเทขายหุ้นใหม่NBCหลุด3บาท โดยระบุว่า ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกบทวิจัยปรับประมาณการกำไรสุทธิหุ้นNBC ใหม่ และได้ประเมินราคาที่เหมาะสมของ NBC ณ สิ้นปี 2553 ที่ 4.30 บาท โดยอิงระดับพีอีที่ 10 เท่า

อย่างไรก็ตามกรุงเทพธุรกิจไม่ได้ทำตามกฎหมายที่กลต.กำหนดไว้ว่า ในกรณีบริษัทที่ออกบทวิเคราะห์เป็นแกนนำและผู้รับประกันการจัดจำหน่ายนั้น จะต้องแจ้งข้อมูลต่อผู้ลงทุน ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียด้วย ในกรณีนี้ซีไอเอ็มบีเป็นแกนนำและผู้รับประกันการจัดจำหน่าย ซึ่งวงการหุ้นเรียกว่าเป็น"เจ้ามือผู้ดูแลราคาหุ้น"

งามไส้ต้องให้บริษัทที่ขายหุ้นจองออกบทวิเคราะห์เชียร์

ก่อนหน้านั้นบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นNBCได้ออกบทวิจัยฉบับหนึ่ง( คลิ้ก ลิ้งค์ )แม้ได้ให้คำแนะนำการลงทุนใดๆ แต่ก็ให้เป้าหมายในปี2553ไว้ที่3.46บาทต่อหุ้น สูงกว่าราคาจองที่2.90บาทต่อหุ้น โดยระบุว่ามีจุดเด่นหลายด้าน ค่าพี/อีประเมินไว้11.5เท่า โดยมีส่วนลดจากกลุ่มเดียวกันที่มีค่าพี/อี14.4เท่า เนื่องจากบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายกันอย่างMCOT(อสมท.) BEC(ช่อง3)มีความมั่นคงกว่า

อย่างไรก็ตามในกรณีของฟินันเซียไซรัสได้ระบุไว้ในบทวิเคราะห์ว่า เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นNBC แต่ส่วนCIMBนั้นเวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ไม่ยอมระบุแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามCIMBได้ระบุไว้ในบทวิเคคาะห์ของตน โดยยอมรับว่าเป็นผู้จัดการจัดจำหน่ายหุ้นNBC(คลิ้กดูที่ลิ้งค์)

ทั้งนี้คนในวงการค้าหุ้นกล่าวว่า บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ไซรัส และCIMBอาจเชื่อถือมากนักไม่ได้ เนื่องจากมีส่วนได้เสียกับการเป็นผู้ร่วมขายหุ้นและรับประกันการขายหุ้นจองNBC ส่วนการที่เครือเนชั่นนำบทวิเคราะห์CIMBมาลงในช่วงเวลา15.30น.ตอนที่จวนจะหลุดราคา3บาทลงไป นอกจากจะน่าเกลียดยังเป็นการทำผิดกฎหมายด้วย

ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ได้กำหนดเป็นประกาศกลต.ที่กลต.ก.(ว.)46/2551ไว้ว่า การจัดทำบทวิเคราะห์หุ้นเพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้ลงทุนนั้นต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับส่วนได้เสีย เช่น การรับจัดจำหน่ายหุ้น เป็นต้น ซึ่งกรณีของไซรัสนั้นเข้าเกณฑ์ตามประกาศนี้ จึงต้องแจ้งต่อนักลงทุนว่า แม้จะให้ราคาเป้าหมายหุ้นNBCสูงกว่าราคาจอง แต่ก็มีส่วนได้เสียจากการเป็นผู้ขายและรับประกันการขายหุ้นจองNBCอยู่ด้วย ส่วนCIMBก็ได้แจ้งไว้ในบทวิเคราะห์เช่นกัน

เนชั่นสิ้นท่าต้องแบกรับหุ้นจองNBCไว้เอง "จึงรุ่งเรืองกิจ"เข็ดเขี้ยวไม่จองซักหุ้น

ก่อนหน้านั้นเนชั่นยังมีเจตนาอำพรางให้ผู้ลงทุนเข้าใจผิดด้วย ทั้งนี้แม้ผู้บริหารNBCจะอ้างว่ามีคนจองซื้อจนล้น จนหุ้นไม่พอจะขาย แต่ความจริงที่โกหกไม่ได้ก็คือตัวเลขจำนวนและสัดส่วนการถือครองหุ้นภายหลังการกระจายหุ้นสู่มหาชนแล้ว(ดูลิ้งค์ข่าวตลาดหลักทรัพย์) ปรากฎว่าบริษัทเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป-NMGซึ่งเป็นบริษัทแม่ต้องแบกรับไว้เองถึง105ล้านหุ้น(ก่อนกระจายNMGถืออยู่120ล้านหุ้น) ประการสำคัญที่สุดคือผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมของNMGคือตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจไม่จองซื้อหุ้นNBCแม้แต่หุ้นเดียว เพราะเข็ดเขี้ยวกับความไม่ตรงไปตรงมาของผู้บริหารเนชั่นที่นำโดยสุทธิชัย หยุ่น

หุ้นบริษัทแม่ช็อกแค่2วันรูดเกือบ15%หลังรู้ข่าวร้ายขายหุ้นจองNBCไม่ออก

หลังการแจ้งข้อมูลมายังตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันจันทร์ที่9พ.ย. ยังผลให้หุ้นบริษัทแม่คือNMGร่วงลง8.33%เมื่อตอนปิดทำการวันจันทร์ที่ 9 พ.ย. สวนทิศทางกับดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นเกือบ15จุด หรือ2.13% โดยติดอันดับTOP10ของหุ้นที่ร่วงลงแรงที่สุดของวันนี้ คือร่วงลงแรงมากที่สุดเป็นอันดับที่6

ต่อมาเมื่อวันอังคารที่10พ.ย.ร่วงลงต่ออีก5.45% ขณะที่ตลาดรวมลงมาเพียง0.7% ทำให้ช่วง2วันทำการก่อนบริษัทลูกคือNBCจะเข้าทำการซื้อขายครั้งแรกในวันนี้(11พ.ย.)หุ้นตัวแม่ร่วงลงมาแล้วเกือบ15% อาจเป็นเพราะช็อกกับข่าวเชิงลบที่NMGต้องแบกภาระรับไว้เอง เพราะขายหุ้นNBCไม่ออก

รายชื่อผู้ถือหุ้นNBC หลังกระจายหุ้นต่อมหาชน ณ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2552


ชื่อ จำนวนหุ้น ร้อยละของทุนชำระแล้ว

1.บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป 104,999,940 61.76
2.นายทวีฉัตร จุฬางกูร 2,888,888 1.70
3.นางมยุรี สุขศรีวงศ์ 1,885,882 1.11
4.นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ 1,808,034 1.06
5.นายณัฐพล จุฬางกูร 1,800,000 1.06
6.นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น 1,622,228 0.95
7.นายนที พานิชชีวะ 1,500,000 0.88
8.นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล 1,100,000 0.65
9.น.ส.วันทนีย์ รุจิราวรรณกร 1,100,000 0.65
10.นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล 1,000,000 0.59
รวม 119,704,972 70.41

เป็นที่น่าสังเกตว่าการกระจายหุ้นNBCครั้งนี้ ทางเนชั่นหวังผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมของเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป หรือNMGมาจองซื้อเต็มที่ ถึงกับให้สิทธิ์ได้จองซื้อก่อนนักลงทุนทั่วไป แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจที่ถือหุ้นใหญ่อันดับ1ของNMGไม่ใช้สิทธิ์จองหุ้นNBCแม้แต่หุ้นเดียว

รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่NMG : บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ณ วันที่ 10 มีนาคม 2552

ลำดับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวน %



1. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 27,093,300 16.44

2. นางมยุรี สุขศรีวงศ์ 16,972,938 10.30

3. นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ 16,272,309 9.88

4. นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น 14,600,054 8.86

5. DOW JONES & COMPANY 12,000,000 7.28

6. นายทวีฉัตร จุฬางกูร 8,000,000 4.86

7. นายนิวัตน์ แจ้งอริยวงศ์ 4,485,878 2.72

8. นางสุภาภรณ์ ชื่นวิจิตร 3,641,911 2.21

9. บริษัท กรีนสยาม จำกัด 3,184,779 1.93

10. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 3,053,883 1.85

11. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 2,500,000 1.52

12. น.ส.สุมาลี ธารพิพิธชัย 2,400,000 1.46

13. นายเอกวุฒิ เนื่องจำนงค์ 2,400,000 1.46

14. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 2,349,600 1.43

15. นางสุภา สุพรรณธะริดา 2,097,200 1.27

16. น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ 2,000,000 1.21

17. นายณรงค์ศักดิ์ โอปิลันธน์ 1,900,000 1.15

18. นายสมศักดิ์ วรรณสินธพ 1,660,000 1.01

19. MELLON NOMINEES (UK) 1,630,188 0.99

20. นายปราบดา หยุ่น 1,319,739 0.80

21. นายยรรยง ภัทรเลาหะ 1,251,800 0.76

22. นางชุลีวรรณ วิวัฒนาเกษม 1,200,000 0.73

23. นายศิริชัย จรุงสถิตพงศ์ 1,164,600 0.71

24. นายพิชัย จิราธิวัฒน์ 1,063,946 0.65


สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่NMG:บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น



นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของสมพร: เราเข้ามาซื้อหุ้นNMGเพราะพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ไม่ใช่เพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร ไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลย ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ



บิ๊ก NBC โกหกหน้าตายกระแสตอบรับจากคนจองล้นปรี่ ปั่นอีกเชื่อเหนือจองแน่

นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ NBC ให้สัมภาษณ์กับสื่อออนไลน์วงการหุ้นคือwww.eFinanceThai.com ว่า ในวันที่ 11 พ.ย. จะนำหุ้น NBC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์MAI โดยมั่นใจว่าราคาหุ้นของ NBC จะยืนเหนือราคาเสนอขายที่ 2.90 บาท แม้ว่าภาวะตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม เพราะบริษัทฯ มั่นใจในศักยภาพของ NBC และด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่5พ.ย.เมื่อสิ้นสุดเวลาจองซื้อหุ้นเมื่อวันที่4พ.ย.เวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่นรายงานข่าวว่า นายกิตติศักดิ์ อมรชัยโรจน์กุล รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี ( ประเทศไทย ) จำกัด ในฐานะแกนนำผู้จัดจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุน บริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NBC เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อหุ้น NBC ที่ราคาหุ้นละ 2.90 บาท จำนวน 65 ล้านหุ้น ระหว่างวันที่ 2-4 พฤจิกายนนั้น สามารถจำหน่ายหุ้นจำนวน 65 ล้านหุ้นได้ทั้งหมดตั้งแต่วันแรก โดยนักลงทุนได้ติดต่อจองซื้อเข้ามาสูงกว่าจำนวนหุ้นที่มีจัดสรรไว้

"ตอนนี้ปิดการจำหน่ายแล้ว ยังมีลูกค้าโทรเข้ามาสอบถามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการที่หุ้นนี้ได้รับความสนใจมาก เป็นเพราะผลประกอบการดี ธุรกิจมีความน่าสนใจและเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง" นายกิตติศักดิ์ กล่าว

พัฒนาการที่สำคัญไทยอีนิวส์ลุยข่าวสืบสวน"เนชั่นปั่นหุ้นจองNBC"

-ปี2536ก่อตั้งบริษัท ผลิตโทรทัศน์ เข้าไปบริหารITV ต่อมาคือเนชั่นแชนัล
-ปี2549มียอดขาดทุนสะสม 163 ล้านบาท ล้ำทุนจดทะเบียนที่มีอยู่ 140 ล้านบาท
-19 กันยายน 2549 หลังเหตุการณ์รัฐประหาร เนชั่นได้เข้าไปผลิตรายการฟรีทีวีแทบทุกช่องดังนี้
-ช่อง 3 เรื่องเด่นเย็นนี้
-ช่อง 5 สยามเช้านี้
-ช่อง 9 จับชีพจรโลก,ข่าวข้นคนข่าว และ เช้าข่าวข้นคนข่าวเช้า
-ช่อง 11 จับกระแสโลก และ ตรงเป้าเข้าประเด็น
*TPBS อำมาตย์ยุบITVเปลี่ยนเป็นTPBS และเทพชัย หย่อง น้องสุทธิชัย หยุ่นเข้าไปบริหาร(ไม่เกี่ยวข้องกับNBCทางธุรกิจ)


-18ก.พ.2552 ลดทุนจดทะเบียนเพื่อล้างขาดทุนสะสมทั้งหมด
-21เม.ย.2552 แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นMAI
-30มิ.ย.2552 งบการเงินที่ยังไม่ตรวจสอบ กลายเป็นมีกำไร
-20ต.ค. NBCแถลงข่าวจะขายหุ้นจอง 65 ล้านหุ้น หุ้นละ2.90บาท เริ่มขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมของเนชั่น28ต.ค.
-21ต.ค. กนก รัตน์วงศ์สกุล พูดออกเนชั่นทีวีว่าใครจองซื้อหุ้นตัวนี้จะรวยเละรวยไม่รู้เรื่อง เพราะพื้นฐานดี ปันผลงาม
-22ต.ค. เนชั่นทีวีขึ้นป้ายโฆษณา"จองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรติดต่อ แต่ไม่ขึ้นคำเตือนเรื่องความเสี่ยงตามกฎหมาย
-26ต.ค. สำนักงานกลต.เผยได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก และจะตรวจสอบความผิดของเนชั่น
-27ต.ค. เนชั่นทีวีขึ้นป้าย"จองซื้อหุ้นNBC"เด่นชัดขึ้นในล้อมกรอบ แต่ยังทำผิดกฎหมายเพราะไม่ขึ้นคำเตือน
-28ต.ค.เริ่มให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อหุ้นNBC เนชั่นทีวีทำสกู๊ปโฆษณาขายหุ้นจองในเวลาข่าวภาคเที่ยง โดยไม่แจ้งเตือนความเสี่ยงตามประกาศกลต. ซึ่งเป็นกาีรกระทำผิดซ้ำซาก
-9 พ.ย.NBCอ้างว่าคนจองซื้อหุ้นหมดแต่วันแรก และจองล้น แต่ตัวเลขที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์จริงๆคือNMGที่เป็นบริษัทแม่ต้องนับไว้ในพอร์ตเองถึง105ล้านหุ้น ขณะที่กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจ ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ใช้สิทธิ์จองแม้แต่หุ้นเดียว
-11พ.ย.หุ้นNBCจะเปิดการซื้อขายในตลาดMAIเป็นครั้งแรก และมีบริษัทแกนนำจัดจำหน่าย และบริษัทโบรกเกอร์ที่ร่วมจัดจำหน่ายหุ้นNBCออกบทวิจัยเชียร์ซื้ออย่างน่าสเกลียด ส่วนสื่อเครือเนชั่นก็นำไปปล่อยข่าวต่อ โดยไม่ยอมบอกว่าโบรกเกอร์ที่ออกบทวิเคราะห์เชียร์ซื้อหุ้นNBCมีส่วนได้เสียในการขายหุ้น และรับประกันการขายหุ้น
16พ.ย.สำนักงานก.ล.ต.แจ้งประชาชนที่ร้องเรียนจำนวนมากว่าได้รับเรื่องร้องเรียนล่าสุดไว้แล้ว และจะดำเนินการกับเครือเนชั่นต่อไป


*์NMGหรือเนชั่นมัลติมีเดย บริษัทแม่ของNBC ระบุในงบการเงินงวดครึ่งปีนี้ว่า รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุของเนชั่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 สวนทางธุรกิจสื่อในภาพรวมที่ลดลง13% และจากการตรวจสอบพบว่าช่วงนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เป็นผู้ซื้อโฆษณารายใหญ่ที่สุดมากกว้่าโค้ก เป๊บซี่ บริษัทขายมือถือ

นักวิเคราะห์เตือนแมงเม่าปัจจัยเสี่ยงเพียบ เพราะเลือกขั้วการเมืองชัด

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จากโบรกเกอร์แห่งหนึ่งให้ความเห็นว่า NBCมีปัจจัยบวกสำคัญคือมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้ได้เข้าไปจัดรายการในสถานีโทรทัศน์แทบทุกช่อง และได้เงินโฆษณาจากรัฐบาลและภาครัฐ รวมทั้งการจัดกิจกรรมพิเศษ(event)ให้กับรัฐบาล ทำให้พลิกสถานการณ์จากบริษัทที่มียอดขาดทุนสะสมมาโดยตลอดกลับมาเป็นกำไร แต่ช่วงนี้ก็เป็นกำไรทางบัญชีจากการลดทุนจดทะเบียน

อย่างไรก็ตามปัจจัยบวกดังกล่าว มองกลับกันก็เป็นปัจจัยลบ เพราะการเมืองไทยไร้เสถียรภาพ มีการเปลี่ยนแปลงขั้วรัฐบาลบ่อย และขั้วการเมืองเวลานี้แตกเป็นสองขั่วชัดเจน และค่ายเนชั่นก็เลือกข้างชัดเจน ทำให้ได้ผลประโยชน์จากขั้วอำนาจที่เป็นรัฐบาลในขณะนี้ แต่หากขั้วอำนาจเปลี่ยนแปลงไปอีกฝั่ง จะทำให้เจอสถานการณ์ที่ลำบาก

อย่างไรก็ดีโบรกเกอร์รายนี้คาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้ที่หุ้นNBCจะพ้นจอง2.90บาท เนื่องจากหุ้นส่วนใหญ่ถือโดยผู้บริหารเครือเนชั่น มีนักลงทุนรายย่อยจองซื้อน้อยมาก คาดว่าเจ้ามือหรืออันเดอไรต์น่าจะรับมือกับแรงขายไหว หรือการพยุงราคาก็มีโอกาสทำได้ง่าย ยกเว้นผู้ถือหุ้นใหญ่เครือเนชั่นจะเทขายออกมาเสียเอง

เตือนแมงเม่าอย่าเสี่ยงบินเข้ากองไฟ หากสนใจไปเล่นช่อง3กับMCOTเวิร์คกว่า

"เนชั่นไม่มีสถานีโทรทัศน์ ไม่มีสัมปทานเป็นของตนเอง อย่างช่องเนชั่นแชนัลทางไททีวีช่อง1ก็เป็นของคุณไกรวัฒน์ ศรีวุฒิวงศ์ ทางเนชั่นเข้าไปเช่าเวลาผลิตเท่านั้น ส่วนการเข้าไปมีรายการทีวีทางช่อง3 5 7 9 NBT ก็น่าสังเกตว่ามามีรายการเหล่านี้หลังเหตุการณ์ยึดอำนาจ19กันยา2549 หากการเมืองพลิกขั้วก็อาจเสี่ยงหลุดหมดทุกช่อง เช่นเดียวกับโฆษณาก็ได้จากรัฐบาลเป็นหลัก หากพลิกขั้วจะทำให้ลำบาก"นักวิเคราะห์กล่าว

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ชี้ว่า หากสนใจลงทุนหุ้นที่ทำทีวีหรือสื่อ หุ้นMCOTของอสมท. หรือBECช่อง3น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า เพราะเป็นเจ้าของสัปมทาน กิจการมั่นคง มีกระแสเงินสดในมือมาก มีอัตราการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ ความเสี่ยงจากการเมืองเพราะเปลี่ยนขั้วแทบจะไม่มี


ผ่าปูมหลังบริษัทแม่เนชั่นกำลังทรุด แต่เนชั่นทีวีคืออนาคตของสุทธิชัย หยุ่น?


ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของธุรกิจสื่อสารมวลชนเคยตกตลึงเมื่อเครือเนชั่น ของสุทธิชัย หยุ่น ประกาศขายตึกเนชั่นที่บางนาเพื่อชำระหนี้ ถึงกับทำให้นายสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นขมิ้นกับปูนกับสื่อถึงกับ"โพล่ง"ออกมาในช่วงเขาเป็นนายกรัฐมนตรีว่า"เนชั่นขายตึกใช้หนี้ กำลังล้มละลายแล้วหรือ?" ต่อมามีสื่อบางฉบับลงข่าวทำนองว่าเนชั่นมีฐานะกิจการสั่นคลอน ซึ่งในที่สุดก็ต้องลงแก้ไขข่าวในที่สุด เพราะเนชั่นมีการดำเนินการตามกฎหมาย และต้องลงข่าวแก้ไขว่าฐานะกิจการยังมั่นคงแข็งแรงดี

จากการตรวจสอบของไทยอีนิวส์พบว่า ก็น่าให้นายสมัคร หรือสื่อบางฉบับตั้งข้อสงสัยทำนองนั้นได้ เพราะเวลาไล่เลี่ยกันนั้นหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจได้ขายตึกออกมาชำระหนี้ และดูเหมือนฐานะกิจการจะไม่มั่นคงดังแต่ก่อน เพราะเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ฐานเศราฐกิจถึงกับต้องปลดพนักงานออกชุดใหญ่ 60 คน สะท้อนถึงฐานะกิจการได้ดี

เนชั่นก็มีการเปิดโอกาสให้พนักงานเกษียณโดยสมัครใจเช่นกัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นปลดชุดใหญ่แบบฐานเศรษฐกิจ เนชั่นพยายามหาเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการทุกทาง แม้แต่พาทัวร์ไปไหว้แดนพุทธภูมิที่อินเดีย จัดกิจกรรมสอนคนที่อยากเป็นนักข่าวแล้วเก็บเงินค่าอบรม หรือประเภทที่ว่าหาได้ทางไหนก็ต้องเอา แม้เป็นเงินเล็กเงินน้อย อย่างขายวีซีดีสุทธิชัยไปเที่ยวต้นแม่น้ำโขง เป็นอาทิ

สิ่งที่ทำให้เนชั่นต่างจากฐานเศรษฐกิจก็คือ"เส้นสาย"และการแทงข้างทางการเมืองที่ชัดเจนและเนชั่นอยู่ข้างชนะในที่สุด ผลจึงปรากฎว่าหลังรัฐประหาร19กันยา เนชั่นได้เข้าไปทำรายการฟรีทีวีแทบทุกช่อง คือ 3 5 9 11 (ไม่นับTPBSที่เทพชัย หย่อง น้องสุทธิชัย หยุ่น เข้าไปบริหารเต็มตัว) เพราะการเอื้อเฟื้อต่างตอบแทนจากผู้มีอำนาจทางการเมือง รวมไปถึงงบการโฆษณาจากรัฐบาลที่ทุ่มเทมาให้ รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ(event)ที่ค่ายเนชั่นแทบจะผูกขาดเหมาจัด และถ่ายทอดสดผ่านทีวีเนชั่น แล้วเก็บเงินจากรัฐบาลเป็นกอบเป็นกำ

แต่จุดสำคัญของเรื่องนี้คือ ผลประโยชน์นั้นตกกับบริษัท เนชั่นบรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBCที่เนชั่นกำลังขายหุ้นจองในช่วงนี้ และจะนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดMAIในวันที่11พ.ย.นี้ ไม่ได้่ตกเป็นผลประโยชน์ของบริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือNMG บริษัทแม่ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทร้พย์มาก่อนแต่อย่างใด

หากคุณรักสุทธิชัย หยุ่น และเด็กๆของเขาอย่างกนก ธีระ จอมขวัญ และรักค่ายเนชั่น นี่เป็นโอกาสอันดีที่ควรซื้อหุ้นNBCเพื่อส่งเสริมการหา"ฟูกนิ่มๆ"สำหรับคนเหล่านี้ ส่วนNMGนั้นไม่ต้องห่วง เพราะมีพวกตระกูล"จึงรุ่งเรืองกิจ"มหาเศรษฐีแบกรับภาระไว้ด้วยความอ่วมอรทัย ชนิดที่กลืนก็ไม่เข้า คายก็ไม่ออก ได้แต่กลอกตา

สมาคมนักข่าวยืนยันเนชั่นอาการแย่ พนักงานเผยขวัญระส่ำ


ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย รายงานว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในปีนี้มีผลกระทบต่อธุรกิจสื่อสารมวลชนหลายค่าย รวมทั้งเครือเนชั่นที่ได้เปิดโอกาสให้พนักงานสมัครใจลาออก(เออลี่รีไทร์)มาหลายรอบแล้ว

พนักงานเนชั่นรายหนึ่งที่ขอสงวนนามได้ยินดีเปิดเผยกับ"ไทยอีนิวส์"ว่า ยอดขายสิ่งพิมพ์ในเครือตกหนักมากในช่วง4ปีมานี้ ทั้งหนังสือพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษTHE NATION หนังสือพิมพ์คมชัดลึก กรุงเทพธุรกิจ และเนชั่นรายสัปดาห์ โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน เนื่องจากคนใน2ภาคดังกล่าวมองว่าเครือเนชั่นเลือกที่จะเอียงข้างฝ่ายอำมาตย์ และรัฐบาลประชาธิปัตย์ มีอคติต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และผู้สนับสนุนทักษิณ รวมทั้งพวกเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง

"ยอดขายแย่มาก ขนกลับมากองพะเนินตลอด พนักงานเนชั่นขวัญกำลังใจตกต่ำมาก ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงคิวตัวเองต้องโดนบีบออก ขนาดบริษัทขายตึกที่บางนาแล้วก็ไม่ได้ช่วยให้สภาพการณ์ดีขึ้นเลย"พนักงานเนชั่นกล่าว

ขณะนี้เนชั่นต้องหารายได้ทุกทาง เช่น การจัดทัวร์ไปเที่ยวไหว้พระตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดีย การจัดโครงการสอนอบรมนักข่าวเพื่อหารายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการ แต่ที่ได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆคือการจัดอีเว้นต์ให้กับรัฐบาลชุดนี้ และโฆษณาผ่านรายการที่รัฐบาลให้เวลาไปทำทางฟรีทีวีช่องต่างๆหลังรัฐประหาร19กันยา แต่เนชั่นไปบันทึกลงบัญชีเป็นกำไรของNBCที่เป็นบริษัทลูก ส่วนNMGที่เป็นบริษัทแม่แสดงผลขาดทุน

ขายตึกเนชั่นหวังฟัน1,380ล้าน แต่จบที่ราคา955ล้าน


เมื่อวันที่ 2 5มกราคม 2551 วงการสื่อก็ตกตลึง เมื่อนายธนะชัย สันติชัยกูล กรรมการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)-NMG เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ เมื่อวันที่ 23 มกราคม มีมติอนุมัติขายสินทรัพย์ของบริษัทรวมมูลค่า 1,379.75 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย ที่ดิน 4 ไร่ 3 งาน 72 ตร.ว. พร้อมอาคารสำนักงานใหญ่ พื้นที่รวม 14,212 ตารางเมตร และพื้นที่สำนักงานอาคารเนชั่นทาวเวอร์ ซึ่งเป็นห้องชุดจำนวน 191 ห้องชุด พื้นที่รวม 44,950.32 ตารางเมตร ในอาคารชุดชื่อ อาคารชุดเนชั่นทาวเวอร์

นายธนะชัยกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการขายสินทรัพย์ดังกล่าว เพื่อการปรับปรุง process ในการดำเนินงาน และเพื่อนำเงินที่ได้รับไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งจะช่วยลดภาระหนี้สินและลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และทำให้บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น

ต่อมา NMG แจ้งว่า ได้ลงนามในสัญญาจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัท ในส่วนที่เป็นอาคารสำนักงานใหญ่ (พร้อมด้วยที่ดินที่อาคารตั้งอยู่) และพื้นที่สำนักงานซึ่งเป็นห้องชุดในอาคารเนชั่น ทาวเวอร์แล้ว โดยขายให้กับบริษัท ช.ชนะอนันตพาณิชย์ จำกัดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 คาดว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 30 เมษายน 2551 มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน 955 ล้านบาท ชำระเงินงวดเดียวในวันโอนกรรมสิทธิ์

การขายตึกครั้งนี้เนชั่นขายถูกกว่่าที่ตั้งไว้ถึง 425 ล้านบาททีเดียว สำหรับบริษัทช.ชนะอนันต์ เป็นกิจการในเครือเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ปรากฎการณ์ครั้งนี้ทำให้วงการสื่อมองว่าเนชั่นน่าจะถูกกดราคาลงมากเพราะ"ร้อนเงิน"

ขายตึกแล้วแต่NMGอาการหนักกว่าเก่าขาดทุนเพิ่ม แต่บริษัทลูกทำทีวีรวยขึ้่น

ผู้บริหารNMGบอกว่าหลังขายตึกแล้ว ในงวดปี2552น่าจะพลิกมาเป็นกำไร แต่เรื่องจริงคือครึ่งแรกปี2552นี้ขาดทุนหนักกว่าเก่า ในงวด6เดือนแรกปีนี้ บริษัทแจ้งผลขาดทุนสุทธิ 111 ล้านบาทจากปีก่อนกำไรสุทธิื1.11ล้านบาท

NMGแจ้งว่า สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2552 มีขาดทุนจากการดำเนินงานก่อนภาษีเงินได้ ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิและอื่นๆจำนวน 68.22 ล้านบาท หากรวมภาษีเงินได้ 16.17 ล้านบาท ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิ 25.03 ล้านบาท
และรายการตั้งค่าเผื่อสินค้าล้าสมัยของสินค้าคงเหลือ 1.51 ล้านบาท ผลประกอบการสำหรับ 6 เดือนแรกของปี2552 จะแสดงเป็นขาดทุน 110.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานของบริษัทมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

รายได้จากการขายและบริการในช่วง 6 เดือนแรก 2552 ลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ 27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36 เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อยละ 8 นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19 โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8 และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33 นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ และบริการรับขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 35

สุทธิชัยเจอฟูกนิ่มNBCรองรับ แต่"จึงรุ่งเรืองกิจ"ติดดอยบ่นอุบ

คนทั่วไปมักเข้าใจว่าสุทธิชัยถือหุ้นใหญ่NMG แต่ความจริงเป็นสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งไทยซัมมิต ออโตพาร์ต บริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งเป็นพี่สะไภ้ของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

คนมักเข้าใจผิดอีกว่า ทักษิณ ชินวิตร เป็นแบ็คให้สุริยะกับพวกจึงรุ่งเรืองกิจ เข้ามาซื้อNMGเพื่อเทกโอเวอร์กิจการเนชั่น เพราะหมั่นไส้ที่ถูกเนชั่นตามล้างตามราวี

สรุปคือผิดทั้ง 2 เรื่อง


นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง NMG กล่าวเปิดเผยว่า กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเข้าไปซื้อหุ้นเนชั่นตั้งแต่ปี 2546 ด้วยเงินลงทุนหลายร้อยล้านบาท และปัจจุบันถือหุ้นประมาณ 20% นั้น หากราคาหุ้นเนชั่นขึ้นมาถึงต้นทุนที่ราคา 10 บาทต้นๆ ก็พร้อมจะขายทิ้ง แต่ยืนยันว่าจะไม่ยอมขายขาดทุนแต่อย่างใด

ราคาปิดของNMGเมื่อวันที่29ตุลาคม2550คือ5.50บาท ซึ่งหากนางสมพรต้องการขายที่ราคาทุน10บาทต้นๆก็แปลว่าเวลานี้น่าจะขาดทุนทางบัญชีอยู่กว่า50%

สาเหตุที่ตัดสินใจอยากขายหุ้นเนชั่นทิ้ง นางสมพร กล่าวว่า แม้บริษัทจะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น แต่บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ทั้งนี้กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเป็นเพียงผู้ถือหุ้น ไม่มีส่วนร่วมบริหารแต่อย่างใด

“ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น” นางสมพร กล่าว

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของนางสมพร และหลานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดทักษิณคนหนึ่ง และเขาเป็นผู้ถือหุ้นเนชั่นมัลติมีเดียอยู่ด้วย เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารสารคดี ถึงเบื้องหลังการเข้าไปซื้อหุ้นNMGว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ คือพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ผมคิดว่าไม่มีอะไรซับซ้อน คือไม่มีเหตุผลเชิงธุรกิจ คุณแม่ไม่ได้ต้องการซื้อหุ้นเนชั่นเพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร และตั้งแต่วันที่ซื้อจนถึงวันนี้ มันไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลยว่าจะซื้อเพื่อทำกำไร หรือเพื่อเข้าไปยึดครอง

"คืออย่างนี้ครับ ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ ผมคิดว่าด้วยความเป็นสื่อ อย่างแรกที่สุดคุณจะต้องมีภาพลักษณ์อะไรบางอย่างในการที่จะเข้าไปบริหารสื่อได้ และเรารู้อยู่แล้วว่าด้วยภาพลักษณ์ด้วยนามสกุลของเรา เราไม่สามารถเข้าไปได้ เราไม่ได้คิดว่าจะซื้อเพื่อเข้าไปยึดครอง ทั้งหมดนั้นเป็นความเข้าใจผิดของคนอื่น"

ฐานเศรษฐกิจไม่มีเส้นต้องปลดพนักงานรวดเดียว60คน

กิจการสื่อมวลชนอีกรายที่มีปัญหาจนต้องขายตึกคือฐานเศรษฐกิจ โดยตอนแรกได้ขายอาคารฐานเศรษฐกิจ 2 ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานพื้นที่ 2 หมื่นตารางเมตร ที่ในบริเวณใกล้กันกับตึก1ให้กับบริษัท คอม-ลิ้งค์ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อใหม่อาคาร ไอ ทาวเวอร์ เป็นอาคารสูง 32 ชั้น ถนนวิภาวดีรังสิต ใกล้ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว

ต่อมา บมจ. เจ-มาร์ท ได้ใช้เงินลงทุนประมาณ 700 ล้านบาท เข้าซื้ออาคารฐานเศราฐกิจตึก1 เนื่องจากฐานเศรษฐกิจ มีเจ้าหนี้คือ ธนาคารกรุงเทพ มีมูลหนี้ประมาณ 800 ล้านบาท และการเจรจาซื้อ อาคารฐานเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นหนึ่งในแผนการแก้ไขปัญหาหนี้ของบริษัท


ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อฯรายงานว่า ภาวะทางเศรษฐกิจที่สั่นคลอนในขณะนี้ ทำให้ภาคธุรกิจหลายส่วนต้องปรับตัวให้อยู่รอด ไม่เว้นแม้แต่วงการธุรกิจสื่อมวลชน ล่าสุดบริษัทหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ มีคำสั่งเลิกจ้างพนักงานเมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมาจำนวน 60 คน

ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อฯกล่าวว่า อย่างไรก็ตามภายในรอบปีนี้ ไม่เพียงบริษัทฐานเศรษฐกิจเท่านั้นที่ถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงานจนต้องเลิกจ้างพนักงานเป็นจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ บริษัทจีจีนิวส์เน็ตเวริ์ค หรือคลื่น บิสิเนสเรดิโอของนายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ก็ต้องปิดตัวลงเพราะภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน รวมถึงเครือเนชั่นก็มีการเปิดให้พนักงานเออลี่รีไทร์มาหลายรอบ
........
อ่านข่าวชุดInvestigative News:ช็อตต่อช็อตเปิดโปงสื่อโล้น

"ทักษิณ"ประสานกัมพูชาขออภัยโทษ "ศิวรักษ์" ส่ง"จิ๋ว"บินรับตัว "กษิต"ซัด "แม้ว"หนีคุกอยู่จะพูดอะไรได้

ที่มา มติชน

"ทักษิณ-ชวลิต"ประสานรัฐบาลกัมพูชา เร่งตัดสินคดีวิศวกรไทยถูกจับ -ขออภัยโทษ "บิ๊กจิ๋ว"เตรียมบินรับตัวกลับประเทศขอเวลา 1-2 วัน ชี้โอกาสดีคุยผู้นำฟื้นสัมพันธ์ เย้ย"เนวิน"ช้าไป "กษิต"เมินโดนขย่มเก้าอี้รมว.ต่างประเทศ จวก"ทักษิณ"หนีคุกอยู่จะพูดอะไรได้ "ศิวรักษ์"ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยันบริสุทธิ์


"จิ๋ว"รอเขมรอภัยโทษบินไปรับตัว


รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้ ได้มีการประสานงานระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย กับทางฝ่ายรัฐบาลกัมพูชา เพื่อช่วยเหลือนายศิวรักษ์ โชติพงษ์ วิศวกรชาวไทยประจำหน่วยงานจราจรอากาศกัมพูชา ซึ่งถูกทางการกัมพูชาจับกุมว่า ล่าสุด มีแนวโน้มที่กัมพูชาจะเร่งตัดสินคดีนี้และจะมีการอภัยโทษ นายศิวรักษ์ เมื่อได้รับการปล่อยตัวแล้ว และพล.อ.ชวลิตจะเดินทางไปรับตัวนายศิวรักษ์ที่กรุงพนมเปญด้วยตัวเอง


ทั้งนี้ พล.อ.ชวลิต ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกระแสข่าวดังกล่าวในค่ำวันเดียวกันว่า เป็นโอกาสอันดีที่ผู้นำกัมพูชาจะใช้เรื่องนี้ฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศไทยด้วยการปล่อยตัวคนไทย แต่กระบวนการต่างๆ คงจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง


" นี่คงไม่ใช่การโชว์เรื่องความสัมพันธ์ แต่เป็นความพยายามที่จะช่วยเหลือคนไทยที่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะรีบไม่ได้ เพราะจะทำให้ทางโน้นเขาเสียหาย ขอให้รออีกระยะหนึ่งแล้ว 1-2 วันแล้วจะดูว่าไปกัมพูชาเมื่อไหร่ " พล.อ.ชวลิตกล่าวและว่า ที่นายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน แกนนำพรรคภูมิใจไทย(ภท.) เรียกร้องให้พ.ต.ท.ทักษิณและส.ส.พรรค พท.ประสานสมเด็จฯฮุน เซน ช่วยเหลือนายศิวรักษ์นั้นว่า "หนูเนเอ๋ย ช้าไปก้าวหนึ่งแล้วลูก "

วิศวกรไทยกำลังใจดี-ปฏิเสธข้อหา


ขณะที่ นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 17 พฤศจิกายน นายชโลธร เผ่าวิบูล อุปทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ พร้อมเจ้าหน้าที่สถานทูตอีก 2 คน ได้เข้าไปเข้าพบนายศิวรักษ์ ที่เรือนจำเพรยซอ เป็นเวลา 30 นาที และขออนุญาตเรือนจำเปิดโอกาสให้นายศิวรักษ์โทรศัพท์หามารดาที่อยู่ประเทศไทย โดยได้คุยเป็นเวลาสั้นๆ


" เท่าที่อุปทูตรายงานให้ทราบ คุณศิวรักษ์มีขวัญกำลังใจดี และมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็ง เรื่องสุขภาพยังไม่ได้รับรายงานว่ามีปัญหาใดๆ ทางฝ่ายกัมพูชาก็ยืนยันกับฝ่ายเราว่า ในเรือนจำของกัมพูชามีทั้งแพทย์และยาพร้อมให้การรักษาหากจำเป็น รวมทั้งเรื่องอาหารการกิน " นายธานีกล่าวและว่า เรื่องความเป็นอยู่นั้นนายศิวรักษ์ได้รับการดูแลอย่างดี ทั้งนี้ทางอุปทูตส่งสิ่งของไปให้เพิ่มเติม ทั้งของใช้ประจำวันและอื่นๆ


นายธานีกล่าวว่า นอกจากนี้ทราบว่านายศิวรักษ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาต่างๆ ต่อพนักงานสอบสวนทุกประเด็น พร้อมยืนยันความบริสุทธิ์ แต่ไม่ได้รับแจ้งรายละเอียดว่านายศิวรักษ์ถูกสอบสวนในประเด็นใดบ้าง ตอนนี้ขึ้นอยู่กับกระบวนยุติธรรมของกัมพูชาว่าจะมีการไต่สวนหรือดำเนินการอย่างไรต่อไป


รอทนายยื่นเรื่องขอประกันตัว


สำหรับเรื่องการจัดหาทนายความให้กับนายศิวรักษ์นั้น นายธานีกล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศแนะนำทนายความให้แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่นายศิวรักษ์จะพิจารณา ส่วนการว่าจ้างกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ในหลักการแล้วการยื่นขอประกันตัวคงสามารถทำได้ แต่จะได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล โดยขั้นตอนแล้วต้องแต่งตั้งทนายก่อนยื่นขอประกันตัว แต่ขึ้นกับกระบวนการกฎหมายของกัมพูชาว่าเป็นอย่างไร หากมารดานายศิวรักษ์จะเดินทางไปเยี่ยมก็พร้อมจะประสานงานให้


เมื่อถามว่าได้รับคำตอบจากกัมพูชาเรื่องข้อกล่าวหานายศิวรักษ์แล้วหรือไม่ นายธานีกล่าวว่า ยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการจากฝ่ายกัมพูชา อย่างไรก็ดีเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พยายามติดต่อนายฮอร์ นัม ฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาแล้ว แต่ยังติดต่อไม่ได้ เนื่องจากรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาอยู่ระหว่างการเดินทาง แต่พัฒนาการของเรื่องไปในทิศทางอย่างที่ทราบ ก็อาจจะไม่จำเป็นแล้ว

"กษิต"ให้ฝ่ายค้านไล่ด้วยเนื้อหา


ด้าน นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพราะรัฐบาลเดินเกมด้านต่างประเทศอ่อนเกินไป ว่า ใครที่ไม่ชอบตนก็บอกว่าอ่อน เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ห่วง ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง ไม่ได้เอาเรื่องนี้เป็นสาระ เพราะเรามาทำงานไม่ได้มาสร้างคะแนนนิยม


"การวิจารณ์ก็ควรพูดกันในเนื้อหา ไม่ใช่พูดลอยๆ ว่านายกษิตเฮงซวย ผมจะไปตอบได้อย่างไรว่า นายกษิต ไม่ได้เฮงซวย ควรบอกว่า เรื่องนี้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหรือฝ่ายค้านมีอะไรที่ทำได้ดีกว่ารัฐบาล " นายกษิต กล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือ นายกษิตกล่าวว่า "คุณทักษิณ ยังหนีคุกอยู่เลยจะมาพูดอะไรได้ "

ปลัดกลาโหมเตือนน้ำผึ้งหยดเดียวทำไทย-เขมรลุกเป็นไฟ

ส่วนพล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่เกรงว่า ประเด็นปัญหาเรื่องนี้จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวระหว่างสองประเทศหรือไม่ ว่า คงต้องระมัดระวัง ต้องอดทนอดกลั้นกันพอสมควร เป็นเรื่องความรักชาติ รักศักดิ์ศรีของประเทศชาติ แต่สิ่งที่จะทำและแสดงออกคงต้องอยู่บนพื้นฐานความระมัดระวังกันพอสมควร

ฮุบกิจการโทรคมนาคม

ที่มา ไทยรัฐ

โดย หมัดเหล็ก

ไหนๆก็ไหนๆ มีคนเล่าให้ฟังว่า กิจการโทรคมนาคมในบ้านเรา นั้น เป็นแหล่งหาผลประโยชน์มหาศาล ยิ่งการคุ้มครองผู้บริโภคอ่อนแอด้วยแล้ว บริษัทผู้ประกอบการก็มักจะใช้เล่ห์กระเท่ดูดเอาเงินชาวบ้านตามใจชอบ

ชาวบ้านกลายเป็นเหยื่ออันโอชะ

เพราะฉะนั้น ไม่ว่ายุคใดสมัยใด ผู้ประกอบกิจการเหล่านี้ มักจะอิงการเมืองสนับสนุนพรรคการเมือง หรือขั้วการเมืองไม่อั้น วิกฤติการเมืองที่ผ่านมา บางค่ายถึงกับลงทุนระดมทุนช่วยโค่นรัฐบาลด้วยซ้ำ

ค่ายยักษ์ใหญ่บ้านเราก็มีไม่กี่ค่ายผูกขาดอยู่นั่นแหละ จะมีกิจการของรัฐมาดำเนินการแข่งขันบ้าง เช่น ทีโอที หรือ กสท. ก็ถูกดองซะอย่างนั้น การให้สัมปทานก็ไม่ได้ขึ้นอยู่ภายใต้ เงื่อนไขการควบคุมของรัฐ กำหนดเงื่อนไขเอาตามใจชอบ

ดังนั้น บุคคลที่เข้าไปเป็นบอร์ดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโทรคมนาคมก็เลยค่าตัวแพงหน่อย เมื่อเร็วๆนี้บริษัทหนึ่งควักเงินจ่ายค่าบอร์ดไปเป็นร้อยล้าน แล้วจะไปเหลืออะไรเมื่อบอร์ดเป็นเด็กของบริษัทเหล่านี้

ชงเองกินเอง

คนรับกรรมก็คือชาวบ้านตาดำๆ สังเกตว่า การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ กับกิจการประเภทนี้เป็นเรื่องยากมาก ระบบโทรคมนาคมบ้านเราก็เลยเริ่มจะล้าหลัง

ยกตัวอย่างเรื่องของ โทรศัพท์ระบบ 3 จี ทำไมคลอดยากคลอดเย็น กะปริดกะปรอยอย่างไรชอบกล เพราะต่อรองแบ่งเค้กกันอย่างเดียว ยิ่งเค้กก้อนใหญ่เหลือบก็เยอะ

เหตุผลที่ยังไม่ลงตัว ก็เพราะมีบริษัทกิจการโทรคมนาคมบริษัทหนึ่งที่กำลังขึ้นหม้อต้องการจะฮุบคนเดียว แต่อยู่ในระหว่างระดมเงินทุนที่ล่าช้ากว่ากำหนด และที่ช้าก็เป็นเพราะบริษัทร่วมทุนต่างชาติกลัวถูกเบี้ยว เนื่องจากบริษัทนี้เคยมีประวัติการ
เบี้ยวมาแล้ว

ประการต่อมา ความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อธุรกิจ มีตัวอย่างชัดเจนถึงความไม่แน่นอน อาทิกรณีโครงการ 76 โครงการในมาบตาพุด เป็นต้น

แล้วคนที่จะขอเข้ามาแบ่งเค้ก 3 จีด้วย ก็ เป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการเมือง ที่มีค่ายโทรศัพท์บางค่ายหวังจะแอบอิงเอาไว้ เป็นพวก หนุนการเคลื่อนไหวออกหน้าออกตา

นักลงทุนเลยหนาวๆร้อนๆเป็นธรรมดา

ความนัยทั้งหมดนี้แค่น้ำจิ้ม ผลประโยชน์ก้อนใหญ่ที่จะต่อเนื่องมาจากโครงการมัลติมีเดียต่างๆจากระบบโทรศัพท์ 3 จี ยังมีอีกมหาศาลมโหระทึก ไหนจะขัดแย้งกับผลประโยชน์ที่ใช้ บริการอยู่ในปัจจุบันอีก

ระบบโทรศัพท์ 3 จี เลยไม่คลอดซะที ทั้งๆที่เพื่อนบ้านแซงหน้าไปหมดแล้ว ไม่ใช่อย่างที่รัฐบาลและนักการเมืองชักแม่น้ำทั้งห้ามาอ้างกัน โชคดีของรัฐบาลชุดนี้ พลิกวิกฤติเป็นโอกาสกินกันเนียนๆ.