WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, November 20, 2009

ชาจนไร้ความรู้สึก

ที่มา มติชน

บทนำมติชน



"งามหน้า" อีกแล้ว สำหรับประเทศไทยเมื่อถูกองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย (Transparency Thailand) เปิดเผยผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์ปัญหาคอร์รัปชั่น ประจำปี 2552 (Corruption Perceptions Index 2009) พบว่า ประเทศไทยได้ 3.4 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน (คะแนนมากเท่ากับมีความโปร่งใสมาก) อยู่อันดับที่ 84 เท่ากับประเทศเอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา อินเดีย และปานามา จากการจัดอันดับทั้งหมด 180 ประเทศทั่วโลก ยังดีกว่าประเทศอิรัก ซูดาน พม่า อัฟกานิสถาน โซมาเลีย ซึ่งกลุ่มประเทศรั้งท้ายเหล่านี้มีคะแนนระหว่าง 1.5-1.1 นอกจากนี้ ไทยยังอยู่อันดับที่ 10 จาก 23 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย เมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีชี้วัดตั้งแต่ปี 2538-2552 ปรากฏว่าอันดับของประเทศไทยแย่ลง

จะว่าองค์กรที่สำรวจปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นมีอคติ หรือลำเอียงต่อประเทศไทยคงพูดไม่ได้และเป็นองค์กรที่ไม่มีความน่าเชื่อก็คงไม่ได้เช่นกัน เพราะองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เป็นองค์กรอิสระนานาชาติที่ก่อตั้งขึ้นพื่อรณรงค์แก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น มีเครือข่ายใน 120 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย การจัดทำดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของประเทศต่างๆ ก็กระทำเป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ปี 2538 หรือเมื่อ 14 ปีก่อน โดยในปีนี้ (2552) ได้จัดอันดับจากประเทศต่างๆ จำนวน 180 ประเทศ โดยใช้ผลสำรวจของสำนักโพลต่างๆ รวม 10 แห่ง ที่ได้มีการตีพิมพ์เผยแพร่ในช่วงปี 2551 และ 2552

"งามหน้า" มิได้หมายถึงการมีใบหน้าสุดสวย งดงาม ไร้สิวไร้ฝ้าที่ใครเห็นต้องตะลึงพรึงเพริด หากทว่า เป็นอาการที่ควรได้รับความอับอาย ขายหน้าบ้านอื่นเมืองอื่น เพราะไทยที่เคยได้ชื่อว่า เป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น มาถึง พ.ศ.นี้กลับกลายเป็นดินแดนที่ภาพลักษณ์ตกต่ำย่ำแย่มากขึ้นกว่าเดิม ด้วยเหตุที่การกินสินบาทคาดสินบน จ่ายเงินใต้โต๊ะเป็นค่าน้ำร้อนน้ำชาแพร่กระจายไปทั่ว จากผลการจัดอันดับขององค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย พบว่า ปี 2549 ไทยได้ 3.6 คะแนน อยู่อันดับ 63, ปี 2550 ได้ 3.30 คะแนน อันดับที่ 84, ปี 2551 ได้ 3.50 คะแนน อันดับที่ 80 เมื่อพิจารณาเฉพาะการจัดอันดับของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชีย พบว่า ประเทศที่มีคะแนนเป็นอันดับที่ 1-10 ซึ่งได้ชื่อว่ามีความโปร่งใสมาก ได้แก่ สิงคโปร์ 9.2 คะแนน, ฮ่องกง 8.2 คะแนน, ญี่ปุ่น 7.7 คะแนน, ไต้หวัน 5.6 คะแนน, เกาหลีใต้ 6.5 คะแนน, มาเก๊า 5.3 คะแนน, ภูฏาน 5.0 คะแนน, มาเลเซีย 4.5 คะแนน, จีน 3.6 คะแนน และไทย 3.4 คะแนน ส่วนอันดับสุดท้ายคือ 20 ได้แก่ พม่า 1.4 คะแนน

โปรดอย่าได้แก้ตัวหรือถกเถียงเพื่อจะโยนความผิดไปให้คนอื่น สำหรับรัฐบาลในปัจจุบันที่บริหารประเทศมาเกือบครบ 1 ปีเต็ม การที่ไทยตกอันดับลงอีกในแง่ของภาพลักษณ์จากปัญหาคอร์รัปชั่นที่ไทยแทบจะรั้งท้ายหรือเกือบจะโหล่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน และในระดับโลกที่ไทยก็ติดกลุ่มประเทศที่มีสถิติการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ปัญหาการทุจริตหนักหนาสาหัสเพิ่มขึ้นกว่าอดีต เพราะนอกจากรัฐบาลจะไม่ได้มีมาตรการที่จะป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น คนในรัฐบาลก็ตกเป็นข่าวอื้อฉาวในสื่อมวลชนเสียเองว่าเข้าไปหาเศษหาเลยจากเงินงบประมาณแผ่นดิน ในส่วนขององค์กรตรวจสอบซึ่งมีอยู่หลายองค์กรก็ย่ำเท้าอยู่กับที่ ไม่เพียงแต่ขจัดปัญหาการคอร์รัปชั่นด้วยความอืดอาด ล่าช้า การตกอยู่ในวังวนของการถูกกล่าวหาโจมตีจากคนบางส่วนอันเนื่องมาจากปัญหาการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมก็มิอาจทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า เป็นการร่วมมือกันแบบ 3 ประสาน ระหว่างนักการเมือง ข้าราชการประจำ และพ่อค้านักธุรกิจ โดยที่องค์กรตรวจสอบไล่ไม่ทัน การหาผลประโยชน์โดยมิชอบที่เกิดจากการสมคบกันของฝ่ายต่างๆ ได้กลายเป็นวัฒนธรรมอันเลวร้ายอยู่ในขั้น "วิกฤต" ซึ่งหาทางออกไม่เจอเช่นเดียวกับ "วิกฤตการเมือง" จากการนำเสนอผลการสำรวจขององค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทยที่ไทยแย่กว่าเดิม คนไทยจำนวนไม่น้อยที่อาจบอกด้วยอาการปลงตกว่า หน้าชาจนไม่มีความรู้สึกใดๆ อีกแล้ว น่าช้ำใจก็ตรงที่คนที่ควรจะเอาปี๊บคลุมหัวเพราะมีหน้าที่และรับผิดชอบโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือองค์กรตรวจสอบกลับรู้สึกเฉยๆ ไม่มีการกระตือรือร้นที่จะแก้ไขเลยแม้แต่น้อย

แดงชุมนุมใหญ่28พ.ย.อนุสาวรีย์ปชต.ไล่รบ.ยุบสภาฯก่อน2ธ.ค.

ที่มา มติชน


ที่ชั้น 6 ห้างอิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว เมื่อเวลา 13.00 น .วันที่ 19 พ.ย. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)-แดงทั้งแผ่นดิน แถลงภายหลังการประชุมแกนนำกลุ่มนปช.ว่า ที่ประชุมมีมติเพื่อขับเคลื่อนการชุมนุมใหญ่ในเวลา 12.00 น.ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้โดยจะนัดหมายกันที่ลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน และจะค้างที่นั่น 1 คืน ซึ่งเป็นการเลื่อนการนัดชุมนุมให้เร็วขึ้นอีก 1 วันเพราะต้องหลีกทางให้กับซ้อมใหญ่สวนสนามในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาหลังจากนั้นในวันที่ 29 พฤศจิกายนเมื่อการซ้อมใหญ่ของพิธีสวนสนามเสร็จจะเคลื่อนขบวนไปยังแยกมิสกวันเพื่อตั้งเวทีกลางในการปักหลักการชุมนุมต่อเนื่อง ไปถึงเช้าวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้

"ในวันที่ 30 พฤศจิกายนจะมีการรวมพลแดงทั้งแผ่นดินโดยตั้งเป้าให้ได้ 1 ล้านคน เพื่อตั้งแถวเดินขบวนขับไล่รัฐบาลตามถนนสำคัญในกทม. ซึ่งจะเป็นการเดินขบวนการขับไล่รัฐบาลครั้งใหญ่และมากที่สุดตั้งแต่เคยมีมาในประเทศและในโลกก็เป็นได้ เราจะเดินขบวนให้แดงเต็มทั้งกทม.ในช่วงกลางวัน แดงไล่รัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน โดยจะบอกให้ทราบอีกครั้งหนึ่งว่าจะเดินไปที่ไหนบ้าง และเมื่อเดินเสร็จเรียบร้อยก็จะกลับมายังแยกมิสกวันและจะชุมนุมต่อเนื่องไปจนถึงเช้ามืดเวลา 06.00 น.ของวันที่ 2 ธันวาคมซึ่งจะยุติชุมนุมโดยสงบเพื่อหลีกทางให้กับพระราชพิธีสวนสนามและวันเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งหากในช่วงดังกล่าวรัฐบาลยังไม่ตัดสินใจคืนอำนาจให้ประชาชน เราจะกลับมาชุมนุมอีกครั้งและจะยาวนานกว่าเดิมต่อสู้จนกว่าจะได้รับชัยชนะ" นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ทั้งนี้ก่อนจะนัดชุมนุมใหญ่ ทางนปช.จะจัดชุมนุมใหญ่สัญจร ใน 4 ภูมิภาค โดย วันที่ 23 พฤศจิกายน จะจัดที่ภาคเหนือ วันที่ 24 พฤศจิกายน จัดที่ภาคอีสาน วันที่ 25 พฤศจิกายนจัดที่ภาคตะวันออก และวันที่ 26 จัดที่ภาคกลาง ซึ่งจะเปิดเวทีปราศรัยใหญ่เพื่อกำหนดยุทธวิธีทำความเข้าใจและระดมสมองล้มรัฐบาล โดยเรียกว่า "เปิดโรงรบแดงทั้งแผ่นดิน" ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯเพื่อชุมนุมใหญ่ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้

"บรรณวิทย์"ซัด"บิ๊กบัง"กลับคำเล่นการเมือง เย้ยไม่มีโอกาสนั่งนายกฯ

ที่มา มติชน

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 19 พ.ย. พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เปิดตัวเป็นหัวหน้าพรรคมาตุภูมิว่า การที่พล.อ.สนธิ เข้ามาเล่นการเมืองในตอนนี้เพื่อที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นความที่คิดที่ผิด เพราะการที่ท่านเป็นประธานคมช. แล้วลงมาเล่นการเมืองมันไม่สมควร เพราะตอนนั้นทำการปฎิวัติเพื่อประโยชน์ของประเทศ และถ้าในช่วงที่เป็นประธานคมช.แล้วสะสางปัญหา ต่าง ๆ ให้หมดก็สามารถที่จะทำได้ ซึ่งเหตุการณ์วุ่นวายที่มีอยู่ขณะนี้ก็เป็นเพราะ พล.อ.สนธิและพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามว่า พล.อ.สนธิ กล่าวว่าจะเข้ามาเป็นนักการเมือง เพื่อมาสลายกลุ่มต่าง ๆ ให้มาเป็นขั้วเดียวกัน พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าวว่า เมื่อตอนที่เป็นประธาน คมช.มีอำนาจล้นฟ้ายังทำอะไรไม่ได้เลย แล้วไปเป็นนักการเมือง จะได้ ส.ส. ซักกี่คน รวมทั้งทุนที่จะเล่นการเมืองจะไปเอามาจากไหน


เมื่อถามว่า ตอนที่ พล.อ.สนธิ เป็นประธาน คมช. อยู่ เคยปฎิเสธที่จะเล่นการเมือง พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าวว่า ควรที่จะทำตามมุ่งหมายเดิมไม่ควรที่จะกลับคำแล้วมาเล่นการเมือง เพราะโอกาสของท่านหมดแล้ว การที่ลงมาเล่นการเมืองในพรรคที่มีขนาดกลางและเล็กแล้วบอกว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นก็ไม่สามารถที่จะทำได้

"แม้ว"กับ"หนูเน"

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




สรุปว่าชะตากรรมของนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์

วิศวกรไทยที่ถูกทางการกัมพูชาจับกุมข้อหาทำตัวเป็นสายลับ

กลายเป็นเครื่องมือชิงดีชิงเด่นระหว่างรัฐบาลไทยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

การที่นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย เปิดประเด็นเรียกร้องให้ "อดีตนายใหญ่" ใช้ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาที่เพิ่งได้รับ

ให้เป็นประโยชน์ในการเจรจาช่วยเหลือนายศิวรักษ์

เป็นการใช้ลีลาทางการเมืองที่ฉลาด แต่ขาดความเฉลียว

ลืมไปว่าเรื่องการเล่นเกมช่วงชิงกระแสชาวบ้านแบบนี้ "ทักษิณ" ไวอยู่แล้ว

นายเนวินปล่อยมุขนี้ออกมา กลายเป็นว่าช้าไปหนึ่งก้าว

พ.ต.ท.ทักษิณชิงจังหวะติดต่อเจรจากับนายกฯฮุนเซน เป็นที่เรียบร้อย

ถึงขั้นเตรียมส่งพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ บินไปรับตัวนายศิวรักษ์กลับประเทศ

"ครูใหญ่เนวิน"เลยกลายเป็น"หนูเน"ไปซะงั้น

ขณะที่รัฐบาลไทยเองได้แสดงความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือนายศิวรักษ์

แต่ก็ไม่น่าจะทำอะไรได้คืบหน้ามากนัก

เนื่องจาก "ฮุนเซน" กับ "ทักษิณ" น่าจะเจรจาทำข้อตกลงกันไว้หมดแล้ว

ว่าจะใช้กรณีนายศิวรักษ์ เป็นเครื่องมือลบล้างตราบาปของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่เคยก่อเรื่องสะเทือนใจคนไทยไว้มากมายก่อนหน้านี้ได้อย่างไร

สำหรับรัฐบาลไทยยังมองไม่เห็นลู่ทาง

ว่าจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับกัมพูชาที่ค่อนข้างจะเลวร้ายให้ดีขึ้นได้อย่างไร

ตราบใดที่ไทยยังมีรมว.การต่างประเทศชื่อนาย กษิต ภิรมย์ เสียงด่าผู้นำกัมพูชาว่า "กุ๊ย" ก็จะยังดังก้องอยู่ในรูหูนายฮุนเซนวันยังค่ำ

ไม่มีทางที่กัมพูชาจะกลับมาขอคืนดีกับไทยได้ง่ายๆ

หมดเรื่องนายศิวรักษ์เมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าฮุนเซนจะหาเรื่องอะไรมาก่อกวนไทยอีก

การยกเลิกโครงการความร่วมมือไทย-กัมพูชา หรือมาตรการยกเลิกเงินกู้อะไรต่างๆ ที่รัฐบาลไทยพยายามใช้กดดันกัมพูชาอยู่ในขณะนี้

หลายคนในรัฐบาลไทยก็ไม่ค่อยเห็นด้วย

มองว่าอาจยิ่งทำให้ความขัดแย้งบานปลาย ความเสียหายอาจขยายวงลึกลงไปถึงระดับประชาชนทั้ง 2 ประเทศ

สถานการณ์จึงคล้ายบีบรัดให้นายกฯ ต้องทบทวนบทบาทของนายกษิต

แบบจริงจังเสียที

แบ่งข้างโซ้ยกันเลย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_47961

พระเอกลิเกหาวิกปักหลักได้ซะที

ในที่สุด "บิ๊กบัง" พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ก็แถลงเปิดตัวรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคมาตุภูมิอย่างเป็นทางการ

ถอดเครื่องแบบทหารเฒ่า สวมสูทนักการเมืองเต็มคราบ

และก็ประเดิมรับน้องใหม่กันทันทีทันควันเลย

โดยเสียงแซวมาแต่ไกล นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย เตือนกันเป็นนัยๆ อยากแนะนำให้ พล.อ.สนธิทำใจไว้ล่วงหน้า และเก็บงำความลับส่วนตัวไว้ให้ดีๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบฯลับครั้งที่ก่อการรัฐประหารหรือเรื่องอื่นๆ

เพราะการเมืองขุดคุ้ยกันทุกเรื่อง

แต่พรรคเพื่อไทยก็ยินดีต้อนรับ พล.อ.สนธิเข้าสู่การเมือง อย่างน้อยก็เป็นการพิสูจน์ว่า ระบอบประชาธิปไตย ดีกว่าเผด็จการ

อีกด้านหนึ่งก็เป็นเสียงจากนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ยี่ห้อประชาธิปัตย์ เหน็บกันเจ็บๆ การยึดอำนาจง่าย มีกำลังก็ทำได้ แต่การลงสมัครรับเลือกตั้งต้องเอาชนะด้วยเสียงประชาชน

มันไม่ง่ายหรอก

เจอไปสองดอกจุกๆ สัญญาณเตือนให้เตรียมใจ "บิ๊กบัง" จะต้องเจออีกหลายยก

ลองถ้าคลุกฝุ่นในวงนักเลือกตั้งแล้ว ไม่มีใครกลัวใคร

และนั่นก็หมายรวมไปถึงอีกหนึ่ง "สนธิ" ที่เปิดตัวไปก่อนหน้า กับคิวของ "เดอะลิ้ม" นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำใหญ่ม็อบพันธมิตรฯ ที่กระโดดลงสนามการเมืองเต็มตัว ในสถานะหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่

ด่าคนอื่นมันปากฝ่ายเดียวไม่ได้อีกต่อไป

แต่ก็เป็นอะไรที่หากเปรียบเทียบกัน ดูเหมือนคิวของ "สนธิลิ้ม" จะมีภาษีดีกว่า "สนธิบัง" ในเรื่องของพลังภายในที่ยังเหลืออยู่

ตามรอยจากปรากฏการณ์ "เอาอกเอาใจ"

โดยคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินหน้าตั้ง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ อดีตรอง ผบ.ตร. เข้ามาเป็นรองเลขาธิการนายกฯคุมงานตำรวจและดูแลด้านกระบวนการยุติธรรม

เน้นเฉพาะกิจติดตามความคืบหน้าคดีลอบสังหาร "เดอะลิ้ม"

โดยนัย "มองข้ามหัว" แสดงให้เห็นเลยว่า "อภิสิทธิ์" ไม่ไว้วางใจอดีต "คนกันเอง" อย่าง "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง

"ก้าง" ที่ขาใหญ่ม็อบพันธมิตรฯหมั่นไส้ อยากเขี่ยทิ้งเต็มแก่

คิวหักลำ "เทพเทือก" รอบนี้ จึงเป็นอะไรที่ข่าววงในเซียนเลือกตั้งจับสัญญาณได้ "อภิสิทธิ์" ให้น้ำหนักอ้างอิงกับยี่ห้อ "เดอะลิ้ม" มากกว่าชัดเจน

และก็เป็นอะไรที่แก้เหลี่ยม ชิงกั๊กอำนาจไว้เหมือนกัน

กับโผโยกย้ายบิ๊กตำรวจที่เพิ่งผ่านการพิจารณาจากที่ประชุม ก.ตร. โดยมี "เทพเทือก" นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน ถกกันมาราธอนหน้าดำหน้าเขียว

สุดท้ายก็ลงตัวแบบแฮปปี้ในหมู่คนต่างพรรคแต่พวกเดียวกัน

แชร์กันไปทั้งเด็กเส้นของ "เทพเทือก" เด็กฝากยี่ห้อ "เพื่อนเนวิน" สมหวังกันทั้งคิวพี่ชาย น้องชายของแกนนำตัวจริงเสียงจริงพรรคร่วมรัฐบาล

พาเหรดคุมเก้าอี้สำคัญ

แต่ไม่ยักเห็นชื่อปรากฏในข่าวว่าเป็นเด็กฝากของขาใหญ่ม็อบพันธมิตรฯ หรือแม้แต่โพยแปะ "วอลเปเปอร์" ในส่วนของนายกฯอภิสิทธิ์ ติดโผแต่อย่างใด

"เทพเทือก" ก็หักดิบแบบไม่เกรงใจเหมือนกัน

นับวันก็ยิ่งชัดเจน ถึงนาทีนี้ "เทพเทือก" อยู่กับ "อภิสิทธิ์" แค่ตัวและยี่ห้อประชาธิปัตย์ แต่ใจอยู่กับค่ายภูมิใจไทย ติดตรา "เพื่อนเนวิน" ไปแล้ว

เช่นเดียวกับ "อภิสิทธิ์" ที่แอบอิงอยู่กับม็อบพันธมิตรฯเต็มตัว

ก็อยู่ที่จะเก็บอาการ "ซ่อนมีด" กันไปได้อีกนานแค่ไหน

ในท่ามกลางสถานการณ์ "เปราะบาง" ประเภทที่แย่งซีนกันชิงกระแส

กั๊กกันชนิดที่ว่า ค่ายภูมิใจไทยโดยยี่ห้อ "เนวิน" ขยับจับงานอะไร ก็โดนเขม่นจากคนประชาธิปัตย์ ไล่บี้
ประกบไม่ให้เด่น ตีกินคนเดียว ขณะที่ "เนวิน" ก็เริ่มหมดความอดทน บ่นฉุนๆกับคนใกล้ตัว "ทีให้คิดริเริ่มเอง มันก็ทำไม่เป็น"

ไม่เหลือความเป็นทีมเวิร์กแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง

กับดัก

ที่มา ไทยรัฐ

โดย หมัดเหล็ก

กรณีที่ปรากฏเป็นข่าวว่า รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง สุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เสนอแผนความมั่นคงของประเทศเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ที่ผ่านมา ซึ่งในแผนความมั่นคงดังกล่าวได้ระบุถึงการเตรียมพร้อมที่จะทำสงคราม พร้อมรบ ถึงขนาดจัดทำเป็นคู่มือแจกจ่ายให้กับหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมด

ถ้าจริงก็ว้าเหว่

สมมติมีการเสนอแผนดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ตาม คนที่คิดเรื่องนี้แย่มาก ความคิดยังห่างไกลความเจริญพอสมควร เพราะแนวคิดการก่อสงคราม เป็นเรื่องที่กำลังถูกต่อต้านจากสังคมโลกที่เจริญแล้ว

แล้วถ้าเกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ ถามว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ได้ หรือเปล่า ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ไม่พ้นการแทรกแซงจากองค์กรสากล และนำไปสู่การสิ้นชาติเหมือนหลายๆประเทศที่มีแต่ชื่อประเทศมีประชาชนแต่ไม่มีอธิปไตย

ก่อนหน้านี้ก็เคยปรากฏเป็นข่าวว่า รัฐบาลสั่งเตรียมเอฟ-16 ไปจอดที่อู่ตะเภาเพื่อบินขึ้นล็อกตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่กำลังขึ้นเครื่องบินส่วนตัวจากกัมพูชาและผ่านน่านฟ้าไทย

ตลกยิ่งกว่าขายหัวเราะ

ความคิดเด็กๆเหล่านี้ไม่น่าจะใช่ยุทธศาสตร์ในการบริหารประเทศ ถ้าจะบริหารงานในฐานะพรรคฝ่ายค้าน หรือพรรคการเมืองธรรมดาพรรคหนึ่งที่ท้าตีท้าต่อยชาวบ้านไปวันๆก็ทำไปเถอะ

เอาใจแฟนละครน้ำเน่า

ชีวิตจริงไม่เหมือนละครทั้งหมด เพราะชีวิตจริงจะอยู่บนความโกหกไม่ได้ตลอดไป วันนี้ห่วงว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ในขณะนี้จะเป็นกับดักซ้ำซ้อนในการถ่วงความเจริญของประเทศในอนาคต

ใครขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ต้องรับภาระต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด แต่ที่จะต้องรับภาระทั้งปีทั้งชาติก็คือประชาชน หนี้สินที่ก่อขึ้นมาเพื่อตำน้ำพริกละลายแม่น้ำก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว

กับดักของความชอบธรรมและกฎหมายยังรออยู่ข้างหน้า กรณี พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี นำพยานคดียุบพรรคไทยรักไทยมายืนยันว่าเป็นการใส่ร้ายป้ายสีจากฝีมือของพรรคประชาธิปัตย์ก็น่าคิด การที่ดีเอสไอนำพยานบุคคลสำคัญมาสอบสวนและให้การมัดคดีเงินบริจาคเข้าพรรคประชาธิปัตย์ 258 ล้านบาทก็น่าสนใจ ทุกอย่างปรากฏพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ และเป็นความผิดที่สามารถยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้ทันที

เมื่อมีการร้องเรียนและปรากฏหลักฐานใหม่เกิดขึ้น ขบวนการตรวจสอบก็ต้องทำให้โปร่งใส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและชอบธรรมขึ้นในสังคมไทย ไม่เช่นนั้นก็จะคาใจกันไม่รู้จบ

เพราะความไม่ชอบธรรม และไม่มีมาตรฐานของสังคม วิกฤติบ้านเมือง จึงยังล่อแหลมอยู่ต่อไป อนาคตอยู่บนเส้นด้าย ความยุติธรรมไม่มี สามัคคีไม่เกิดแน่นอน.

ถึงเจ๊ขก คนดีที่จากไป

ที่มา Thai E-News




ถึงพี่สาวผู้จากไปไกลลับหล้า
มีนามว่าเจ้ขกชกหมัดตรง
พี่ยืนหยัดซัดเจ๊กลิ้มยิ้มอย่างทะนง
พี่ช่างองอาจหาญกล้าสง่างาม

พี่ฟันฟาดสนธิลิ้มคนสิ้นชาติ
ที่บังอาจบิดเบือนเหมือนถูกหยาม
พี่เปิดโปงโขลงชั่วรัวประณาม
ไอ้บ้ากามแอบอ้างล้างทำลาย

พี่สุดทนดูสนธิริกำแหง
เริ่มรุนแรงโกหกทั่วชั่วท้าทาย
พึ่จึงเตือนอย่าอุกอาจชาติมลาย
มึงฉิบหายผู้เดียวอย่าเที่ยวกร่าง

ถึงเจ้ขก พี่คนดี ที่จากไป
พี่ทำให้เราทุกคนเห็นแบบอย่าง
พี่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมย่ำทุกทาง
พี่ผู้สร้างให้เกิดก่อขอเชิดชูมิรู้วาย


NiNJA & JoY

เชิญผู้รักประชาธิปไตย พี่น้องชาวเสื้อแดงร่วมงานพิธีฌาปนกิจนางธรรมรส สุนทรพล “เจ๊ขก” ในวันเสาร์ที่ 21 พ.ย. 2552 เวลา 17.00 น. ที่วัดมหาพฤฒาราม

ประวัติเจ๊ขก จากเวบบล็อกประชาธิปไตย100%

นางธรรมรส สุนทรพล (เจ๊ขก) เกิดวันที่ 18 พ.ย. 2500 อายุ 52 ปี มีบุตรชาย 2 คน อายุ 27 และ 26 ปีตามลำดับ สามีชื่อนายฉัตรชัย สิทธิโชติทวีสุข ประกอบอาชีพค้าขาย (ข้าวแกง, อาหารตามสั่ง, ขาหมู, ไอศรีม) ซึ่งระยะหลังได้เปลี่ยนมาขายเสื้อผ้า


ช่วงปี 2547-2548 มีการประท้วงขับไล่รัฐบาลนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร โดยกลุ่มพันธมิตร “เจ๊ขก” ซึ่งรักอดีตนายกฯ ทักษิณฯ มาก เริ่มทนไม่ได้ จึงออกมาต่อสู้กับคนกลุ่มนี้เรื่อยมา จนกระทั่งวันอังคารที่ 19 กันยายน 2549 รัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้ถูกรัฐประหารยึดอำนาจโดย คมช. “เจ๊ขก” ก็ได้ออกมาร่วมต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยกับแกนนำ นปช. ที่ท้องสนามหลวง และทุกครั้งที่มีการชุมนุม ตั้งแต่สนามหลวงมาถึงหน้าทำเนียบรัฐบาล ในช่วงสงกรานต์เลือดที่ผ่านมา พวกเราก็จะเห็น “เจ๊ขก” ซ้อนมอเตอร์ไซค์สามีมาร่วมต่อสู้อยู่กับพวกเราเสมอ

เจ๊ขกมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือเป็นแม่ค้าประชาธิปไตยที่มีบทบาทในการด่าฝ่ายเผด็จการ โดยเฉพาะสนธิลิ้มชนิดที่ด่าได้ไม่ซ้ำมุก และดุเด็ดเผ็ดมันส์ที่สุด

"เจ๊ขก" เริ่มมีอาการป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ตอนปลาย เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเลิดสิน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 2552 แพทย์ก็ให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน จนกระทั่งจากพวกเราไปอย่างสงบ เมื่อวันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2552

ขณะที่สามีของเจ๊ขกเผยว่าแม้ภรรยาจากไป แต่เขาจะสืบทอดเจตนารมณ์ร่วมกับคนเสื้อแดงต่อไป จนกว่าจะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงสมเจตนารมณ์ภรรยาแม่ค้านักประชาธิปไตย

Thursday, November 19, 2009

อีที...พยากรณ์

ที่มา บางกอกทูเดย์

อีก 1 กลยุทธ์...ที่มักจะถูกนำออกมาใช้ในการต่อสู้...นั่นคือ คำพยากรณ์...ทุกฝ่ายจะใช้คำทำนายให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายตนคำทำนายจะทำให้ไพร่พลนักรบ...มุ่งมั่นในชัยชนะ...คำทำนายทำให้ฮึกเฮิม...สงครามใหญ่ๆ หลายๆ ครั้งในอดีต...ประเทศ 2 ประเทศยกกองทัพเข้าหํ่าหันเพราะแต่ละฝ่ายต่างเชื่อในคำทำนายของ...หมอดูฝ่ายตน...ไม่มีใครเข้าทำสงครามทั้งๆ ที่รู้ว่าแพ้...ขณะนี้...ได้มีคำทำนายเกิดขึ้น...ว่ากันว่า มาจากหมอดูพิการชาวพม่า...ที่ลือกันว่าแม่นเหมือนจับวาง...ว่ากันว่า...นายเสนาะ เทียนทอง...ซึ่งมีบุคลิกที่ค้านกับการเชื่อในคำทำนาย...เคยลองของกับ หมอดูอีทีว่า...ถ้าแม่นจริงต้องทายตัวเลขในธนบัตรที่อยู่

ในกระเป๋าสตางค์...เหมือนปาฏิหาริย์...หมอดูหญิงพิการ...จดตัวเลขส่งให้...ตัวเลขทุกตัวของอีที...ตรงกันกับธนบัตรที่...นายเสนาะ เทียนทอง...ควักออกมาตรวจสอบไม่กี่วันก่อน...อีที...ให้คำทำนายมากับคนไทยกลุ่มหนึ่งที่บินไปพบในเมืองพม่า...และเมื่อถามถึงการเมืองในประเทศไทยอีที...ได้พยากรณ์มาแล้วก่อนหน้าว่า ไทยกับกัมพูชาจะมีปัญหา และทำนายว่า ก่อนสิ้นปี 2552 ไทยกับกัมพูชาจะปะทะกันรุนแรงด้วยอาวุธ จะมีบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากส่วนใน

ประเทศ...อีทียืนยันจะมีสถานการณ์นองเลือดเกิดขึ้น ช่วงแห่งการต่อสู้ล้มตายจะกินเวลาประมาณ2 สัปดาห์2553 จะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่..โดยที่ฝ่ายทหารจะถอยห่างจากการเมือง...พรรคใหญ่ในขณะนี้จะเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งแต่ฝ่ายต่อต้านจะยังมีอยู่ แต่ชั่วขณะหนึ่งก็จะโรยราหมดแรงเมื่อถามถึง ทักษิณ ชินวัตร...หมอพิการชาวพม่า...ฟันธงว่า..เมษายน 2553 ทักษิณ จะกลับมาอยู่ในประเทศไทย ก่อนวันสงกรานต์วิเคราะห์จาก...ปรากฏการณ์ปัจจุบัน...กับการขับ

เคลื่อนของแต่ละกลุ่มฝ่ายทางการเมือง...น่าห่วงว่าคำพยากรณ์น่าจะเป็นจริง...เสรีภาพที่อยู่เหนือตัวบทกฎหมาย...แผ่นดินจึงไร้กติกา...ถ้าการฆ่ากันระหว่างคนไทยกับคนไทย...เป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้...ประชาชนคนไทยจะเหลือเท่าไหร่...จากยอด 64 ล้านคน...วันที่ เขมร กับ เขมร...ลุกขึ้นมาไล่ล่าเข่นฆ่ากัน...กว่า 3 ล้านชีวิต สิ้นสูญไป...ภาวนากันไว้ให้ดีๆ อย่าให้อีที เธอทายแม่น 

“คนพูด”

ที่มา บางกอกทูเดย์

เติมเต็มข่าวสารรอบด้าน เพิ่มความคิดความเห็นให้เต็มวิสัยทัศน์คิดตรง พูดตรง คือคุณสมบัติของหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์รายวัน บางกอกทูเดย์ ของท่านผู้อ่านทั่วประเทศ ฉบับใหม่วันนี้ประจำวันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2552...

●...มด คันไฟเตือนความจำของความดีที่คนรุ่นเก่าสร้างชื่อลือลั่นเอาไว้ให้พรรคประชาธิปัตย์ ว่า วันนี้ความทรงจำเหล่านั้นมันหายไปไหนหมด...เตือนความจำประชาธิปัตย์ ยุคผู้นำพรรคอายุน้อยอย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปีพอศอที่การเมืองไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลงพลิกผัน เพราะผลงานและแรงผลักดันจากพวกท่าน นี่คือการเมืองประชาธิปไตยของประเทศไทยพอศอสองพันห้าร้อยห้าสิบสองปลายปีที่เสียงของคนไทย “ทวงคืนประชาธิปไตย” ดังขึ้นทุกทีและทุกวันหลังปฏิวัติครั้งสุดท้ายเมื่อ 19 กันยา 2549...

●...จากวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง24 มิถุนายน 2475 เรามีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ แต่เรามีปฏิวัติสลับกับประชาธิปไตยหมายความว่า ประเทศไทยรํ่ารวยรัฐธรรมนูญแต่ยากจนประชาธิปไตยจริงอย่างนั้นหรือ??พวกเรากำลังหลอกตัวเองกันหรือเปล่าครับ...

●...มด คันไฟกำลังเขียนความจริง ไม่ใช่เขียนเพื่อเตือนความจำเพราะวันนี้ความจริง สำหรับคนไทย ต้องแปลว่า ใครพูด ด้วย เนื่องจากความจริงเรื่องเดียวกันแปลความหมายได้สองอย่างไม่เหมือนกันแล้วแต่ “คนพูด” และนี่คือพจนานุกรม อีกเล่มของการเมืองประชาธิปไตยบ้านเรา...

●...เปิดประวัติศาสตร์การเมืองไทยจาก 2475 ถึงปีนี้ 2552 เรามีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 27 คนแต่มีนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ 4 คน...คนแรกนายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 4 คนที่สอง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีคนที่ 6 คนที่สาม นายชวน หลีกภัยนายกรัฐมนตรีคนที่ 20 และคนที่สี่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีคนที่ 27...และนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ปัจจุบันนี่แหละ และประวัติศาสตร์การเมืองหน้าใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือ คนตัดสินอนาคตของพรรคการเมืองเก่าแก่ที่มีชื่อ ประชาธิปัตย์...

●...จาก 19 กันยายน 2549 ถึงวันนี้พอศอ นี้ มด คันไฟ หมายเหตุประเทศไทยเอาไว้ว่าองค์ประกอบและตัวละครของการปฏิวัติวันนี้ ปรากฏตัวชัดเจนตั้งแต่ สนธิ ลิ้มทองกุล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมไปถึงคนเป็นหัวแถวในการปฏิวัติวันนั้นอย่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินและนี่คือวงจรการเมืองซึ่งเป็นวงจรเดียวกับวงจรประเทศไทยที่กำลังทับซ้อนกันอย่างชัดเจนเป็นสัญญาณที่น่า่จะบอกอะไรลว่งหนา้ได้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้บ้างไม่มากก็น้อย...

●...จากนายทหารธรรมดาที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก มาสู่หัวแถวการปฏิวัติของ คมช.แล้ววันนี้กลายเป็นนักการเมือง คือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ล่าสุด มาตุภูมิหมายความว่าต่อจากนี้ไปจะมีลับ ลวง พราง ไม่ได้อีกแล้ว และชีวิตนักการเมืองต้องพร้อมให้ทุกคนตรวจสอบต่อหน้าสาธารณชนที่จะปฏิเสธไม่ได้อีกเรื่องคือ การถูกโจมตีเรื่องสร้างความด่างพร้อย เกิดแผลเป็นกับประชาธิปไตย ในการทำปฏิวัติเมื่อ 19 กันยา 2549...

●...เสาร์ 21 พ.ย. 11.30 น. สุนทรเก่งวิบูล นัดสิงห์ดำรุ่น 17 รุ่นเดียวกับ ดร.สุพจน์ ไข่มุกด์,วิชา มหาคุณ, อนันต์ อัศวนนท์ สังสรรค์ครบรอบ 45 ปีที่โรงแรมเอเชีย ราชเทวี...คํ่าวันเดียวกันฉลองแต่ง น.ส.พชรวลัยลูกสาว พล.ต.ต.ลัทธสัญญา-วรกาภรณ์ เพียรสมภาร กับภัทร์บดี ลูกชาย พ.ต.อ.บัญญัติ-อรพรรณ โฉมวงศ์ ห้องจูปีเตอร์โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น...

●...บรรดาน้องๆช่างภาพสื่อมวลชนสายการเมือง ฝากกราบขอบพระคุณความมีนํ้าใจของ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ อดีต ส.ส.ขวัญใจชาวแพร่ และคุณหมอสุชาติ ไชยเมืองราช จากโรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ได้ให้การช่วยเหลือ ในการรักษาเยียวยา คุณสงบ จันทโชติอดีตหัวหน้าช่างภาพ น.ส.พ.บ้านเมือง อย่างดียิ่งจนอาการพ้นขีดอันตราย...●

ปรักปรำ ‘รุมยำ’ ไม่ยั้งคิด!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ปรักปรำ ‘รุมยำ’ ไม่ยั้งคิด!!
“กองเชียร์” ที่ขาดสติ?.. ของ “นายกฯ อภิสิทธิ์”!!ดึง ๓ สถาบันของสูง “ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์” เข้ามาทำลาย...ใช้เป็นอาวุธไม้สุดท้าย สำหรับเข่นฆ่า “เสื้อแดง” นักประชาธิปไตย กับ“อดีดนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร”ทุกคอนโดมิเนี่ยม ๔ ห้องหัวใจ.. “คนไทย” เทิดทูน “๓ สถาบันหลัก”กันอย่างแจ่มชัดควรเก็บ “๓ สถาบันหลัก” เป็นของสูง...อย่าดึง! อย่าชัก! อย่าโยง!มาใช้เป็น “เกมการเมือง” เพื่อแค่เป้าหมาย “ใส่ร้าย” คนอื่น เขาให้สิ้นสูญ!!!พวกทำลาย “๓ สถาบันหลัก”......ก็พวกที่อ้างอย่างสนุกปาก?....เป็นฉากๆ อยู่ในขณะนี้ ไงล่ะคุณ???
✮✮✮
ปล่อย ‘เสือ’ เข้าถํ้า!!
ทุจริตโครมคราม! หลักฐานครบเครื่อง! โกงกันคล่องแคล่ว แต่“นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ไม่มีนํ้ายา เล่นงาน เสียให้ควํ่า!!เรื่อง การปู้ยี่ปู้ยํ่า โกงนํ้าลายหยด นํ้าลายเยิ้ม ต่อโครงการ “ชุมนุมพอเพียง” ที่มีหลักฐานครบเซท อย่างจั๋งหนับแต่สำนวน ของ “ตำรวจกองปราบ” ที่ส่งไปยัง “ปปช.” ของ“ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ” และ “วิชา มหาคุณ” เหมือนเป็นการ“วางยา” เมื่อไม่ยักมี “นักการเมือง” และ ข้าราชตัวเบิ้ม” ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจเข้าไปสอบ ขอรับมีแค่ “ปลาซิวปลาสร้อย” ตัวจิบตัวจ้อย ระดับ “ลูกจ้างชั่วคราว” เข้ามาพัวพัน...ทั้งที่โกงกันสะบัดช่อ ล่อกันอย่างหวานคอแร้ง ทั้งเรื่อง “ปุ๋ย” และ“ตู้นํ้าหยอดเหรียญพลังแสงอาทิตย์” ที่ซื้อแพงหูฉีก หลายเท่าตัว!!ไม่อยากบอกเลยล่ะพี่น้อง...ยุคนี้เป็นยุคปกป้อง?...พวกพ้องที่ทำชั่ว?????
✮✮✮
ไก่เห็นตีนงู..งูเห็นนมไก่!!
ปฏิเสธคอเป็นเอ็น คงช่วยอะไรไม่ได้??เพราะการแย้มพราย เปิดไต๋แต่ไก่โห่ ของ “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีความมั่นคง..ที่เผลอตัวหลุด ถ้า“ทักษิณ ชินวัตร” บินผ่านน่านฟ้าไทย ก็จะจับถ้าไม่คิด เช็คบิล “อดีตนายกฯ ทักษิณ” กันกลางอากาศจะมีแผนนี้โผล่ขึ้นมาหรือครับซึ่งสอดคล้อง ต้องกันกับ “พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี” ตท. รุ่น ๑๐เพื่อนเลิฟเพื่อนรัก “ทักษิณ” ที่ประจานความเหี้ยมของใครบางคนที่ย้าย “เอฟ ๑๖” ไปยังสนามบินอู่ตะเภา..ชะแว้ปบินปื้ดเดียวก็ถึงกัมพูชา อย่างชัวร์ชัวร์!!“วิศวะ” คงทำตามคำสั่ง...แต่ไม่ใช่ “สายลับ”กระมัง?...ไอ้โม่งผู้อยู่เบื้องหลัง อย่ามัวมุดหัว???????
✮✮✮
เป็น ‘เสาหลัก’ ให้กับ‘พรรคเพื่อไทย’!!
เรื่องคิดจรีลย้ายขั้วสลับพรรคไปอยู่ที่ใหม่ไม่มีอยู่ใู่นใจ??ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน มาจาก แฟน “การบูร”ผู้ที่อยู่เมืองกาญจนบุรี ว่า “พล.ท.มะ โพธิ์งาม”ส.ส.เมืองกาญจน์ พรรคเพื่อไทย ยังเหนียวแน่นอยู่กับพรรคไม่เปลี่ยนแปลงพร้อมกันนี้ ยังเป็น หัวหมู่ทะลวงฟันของประชาชน “ชาวม็อบเสื้อแดง”ที่ปล่อยข่าวเสียให้เกร่อ เรอเหม็นเปรี้ยวไปทั้งเมือง ว่า “ท่านผู้แทนมะ โพธิ์งาม” จะทิ้งเพื่อนรัก“ทักษิณ ชินวัตร” ไปซบพรรคการเมืองอื่นล้วนเป็นเรื่องแหกตา!!!“บิ๊กมะ” ประกาศยังรักเดียวใจเดียว....ยังรักแน่นเหนียว!...กลมเกลียวกับ “ทักษิณ” อยู่ตลอดเวลา?????
✮✮✮
๑ ประเทศ ๒ มาตรฐาน!!
กระชุ่นไปยัง “ชินวรณ์ บุณยเกียรติ” ประธานวิปรัฐบาล..โผล่ศรีษะพ้นจาก “เปลือกมะพร้าว” เสียหน่อย เป็นไงล่ะท่าน???ตำหนิติฉิน “เสื้อแดง” ประชุมช่วงระหว่างวันที่ ๕ ธันวาคม เป็นเรื่องที่ไม่สมควรเท่าที่ทราบ ๓ เกลอ “วีระ-จตุพร-ณัฐวุฒิ” พอถึงวันที่ ๓ ธันวาคมเขาก็ “ระงับ” การชุมนุมเป็นการชั่วคราว ที่จะไม่เดินขบวนมีแต่ “เดอะลิ้ม” สนธิ ลิ้มทองกุล พลพรรคเสื้อเหลือง ที่“ประชาธิปัตย์” ปันใจช่วยเสมอมา....ตีล่อโก๊ะชุมนุมในวันที่ “๕ ธันวาฯ”พร้อมยืนยันว่า ให้ขนคนมากันมากๆ คนมาแยะแยะ!!“เดอะลิ้ม” แหละที่เป็นคนทำ...ไม่ยักเห็น “ท่านชินวรณ์”ตำหนิสักคำ?.....หุบปากหน้างํ้า ไม่กล้าที่จะแตะ???