WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, November 21, 2009

สุรชาติ บำรุงสุข: สร้างเอกภาพด้วยสงคราม!

ที่มา ประชาไท

“ในประเทศของเรา คนชนชั้นหนึ่งสร้างสงคราม
และก็ปล่อยให้คนอีกชนชั้นหนึ่งต่อสู้เอาเอง”


จดหมายจาก Gen. Sherman ถึง Gen. O.O. Howard
ในสงครามกลางเมืองอเมริกัน
17 พฤษภาคม 1865

ในสถานการณ์ปัจจุบันเห็นได้ชัดเจนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับกัมพูชา มีแนวโน้มทรุดต่ำลง จนหลายฝ่ายเกิดความกังวลว่า สถานการณ์เช่นนี้อาจจะต้องจบลงด้วย “สงคราม” เพราะมองไม่เห็นปัจจัยเชิงบวกที่จะทำให้สถานการณ์ความตึงเครียดเช่นนี้ ลดระดับของความรุนแรงลงแต่อย่างใด

ว่าที่จริงแนวโน้มเช่นนี้ไม่ใช่ทิศทางใหม่แต่อย่างใด ถ้าเราถอยกลับไปมองปัญหาที่ค่อยๆ เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่กัมพูชาต้องการจดทะเบียนพระวิหารเป็นมรดกโลกในช่วงต้นปี 2550 ก็จะพอคาดเดาได้ว่า เรื่องดังกล่าวย่อมจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสองอย่างแน่นอน และเมื่อล่วงเข้าปี 2551 เราก็ได้เห็นสถานการณ์ในลักษณะเช่นว่านั้น จนอาจกล่าวได้ว่า หนึ่งในปัญหาวิกฤตของไทยในปี 2551 ก็คือ “วิกฤตการณ์ปราสาทพระวิหาร”

แต่ถ้าจะบอกว่าวิกฤตการณ์ปราสาทพระวิหาร เป็นปัญหาในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแต่เพียงอย่างเดียว คงจะไม่ใช่ เพราะสิ่งที่เป็นปัญหาทับซ้อนอยู่กับเรื่องเช่นนี้ก็คือ วิกฤตการณ์ของการเมืองไทยเอง ซึ่งการก่อตัวระลอกแรกขึ้นด้วยการจัด “ขบวนล้มรัฐบาลทักษิณ” และการเคลื่อนตัวของกระแสเช่นนี้จบลงด้วยวิธีการที่ง่ายของการเมืองไทยก็คือ การรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549

แต่หลังจากรัฐประหารดังกล่าวแล้ว ปัญหากลับไม่ได้จบลงเป็นปกติแต่อย่างใด ขบวนล้มรัฐบาลทักษิณ ซึ่งเป็นการสร้างแนวร่วมของกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทยตั้งแต่ระดับสูงลงมา โดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนที่อาจจะต้องกล่าวว่าไม่ใช่แต่เพียงการล้มรัฐบาลทักษิณเท่านั้น หากแต่ยังมีนัยถึงการล้มระบอบการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมกับการสถาปนา “ประชาธิปไตยชี้นำ” (หรืออาจจะเรียกว่าเป็น “Guided Democracy”) ที่การเมืองจะต้องถูกควบคุมโดยชนชั้นนำ หรือเป็นไปในทิศทางที่ชนชั้นนำเป็นผู้ได้ประโยชน์ ซึ่งกระบวนการเช่นนี้ได้ถูกกำหนดโดยตรงจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 โดยมองว่าการเมืองก่อนรัฐประหาร 2549 ที่มาพร้อมกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 นั้น ก่อให้เกิด “ความฟุ้งเฟ้อของประชาธิปไตย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ระบบทุนนิยมส่วนหนึ่ง และชนชั้นล่างอีกส่วนหนึ่งเข้ามามีบทบาทในการเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากขึ้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ประชาธิปไตยแบบรัฐธรรมนูญปี 2540 นั้น ก่อให้เกิดพันธมิตรระหว่างทุนกับชนชั้นล่างโดยผ่านนโยบายแบบประชานิยม ซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อชนชั้นสูงและชนชั้นกลางในเมือง

และ “คำตอบสุดท้าย” สำหรับการต่อสู้กับปัญหาเช่นนี้ก็คือ การใช้การรัฐประหารเป็นเครื่องมือในการจัดการทั้งควบคุมและทำลายคู่ปฏิปักษ์เดิม และหวังว่ารัฐประหารจะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการถอยการเมืองไทยกลับสู่สภาวะเดิมที่ทุกอย่างต้องถูกควบคุมโดยชนชั้นสูง ที่มีฐานะเป็นชนชั้นนำในการเมืองไทย พร้อมๆ กับการอาศัยการขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนจุดยืนของพลังบางส่วนไม่ว่าจะเป็นสื่อ ปัญญาชน ชนชั้นกลางในเมือง และบรรดาผู้นำเอ็นจีโอที่มีอดีตเป็นนักเคลื่อนไหว ตลอดรวมถึงบรรดาผู้ที่เคยมีฐานะเป็น “ฝ่ายซ้าย” ที่ใกล้ชิดกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งล้วนแต่ชูคำขวัญในลักษณะของการ “ต่อต้านทุนนิยม” และไม่ยอมรับต่อทิศทางในความเป็นพันธมิตรระหว่างทุนนิยมกับชนชั้นล่างในรูปของประชานิยม

แต่ในกระบวนการต่อสู้ทางการเมืองเช่นนี้กลับพบว่า เครื่องมือเดิมด้วยวิธีการรัฐประหารนั้น ควบคุมระบบการเมืองไทยไม่ได้จริง ระบอบทหารภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มในข้างต้นกลายเป็นเพียง “จำอวดการเมือง” ที่พวกเขาบริหารประเทศไม่ได้และบริหารไม่เป็น แต่ก็อาศัยสื่อกระแสหลักและการสนับสนุนของชนชั้นนำเป็นเครื่องค้ำประกันความอยู่รอด พร้อมๆ กับการโหมทำลายและโจมตีทางการเมืองต่อกลุ่มที่หมดอำนาจจากการรัฐประหารอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคุณธรรม ปัญหาคอร์รัปชั่นและปัญหาความไม่จงรักภักดี ตลอดรวมถึงปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในประเด็นหลังนี้ได้ถูกนำมาใช้เคลื่อนไหวเพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้นำรัฐบาลไทยที่ถูกล้มด้วยการรัฐประหารมีผลประโยชน์ร่วมกับผู้นำรัฐบาลกัมพูชา จนถูกสร้างให้เป็นเรื่องถึงขั้นมีการแลกปราสาทพระวิหารกัน ซึ่งการนำประเด็นเช่นนี้มาจุดกระแส เห็นชัดเจนว่าต้องการสร้างกระแสชาตินิยมให้เกิดขึ้นให้ได้

ดังนั้นหากมองการสร้างกระแสชาตินิยมในปี 2551 ในบริบทของการเมืองไทยแล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่าชาตินิยมถูกจุดขึ้นเพื่อรองรับต่อการหวนคืนของกระแสขวาจัด ที่ก่อรูปอย่างชัดเจนจากความสำเร็จของการโค่นล้มรัฐบาลทักษิณด้วยการรัฐประหาร แต่ดังที่รับรู้กันโดยทั่วไปก็คือ รัฐประหารประสบความสำเร็จเพียงการโค่นรัฐบาลพลเรือน แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จในการควบคุมระบบการเมืองหลังจากนั้น ประจักษ์พยานที่ชัดเจนก็คือ เสียงสนับสนุนในตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงมีอยู่อย่างเหนียวแน่น และพรรคไทยรักไทยที่แม้จะต้องถูกทำลายลง ก็ไม่ได้หมดสภาพไปแต่อย่างใด กลับมีการสืบทอดทิศทางและนโยบายจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งในอีกด้านหนึ่งของปัญหาจากความสำเร็จในการล้มรัฐบาลทักษิณ ก็นำไปสู่การก่อตัวของการต่อต้านระบอบอำนาจนิยมของทหารที่มีการยึดอำนาจเป็นแกนกลาง พร้อมๆ กับการก่อตัวของการต่อต้านระบอบการเมืองเก่าที่ถูกมองว่าตกอยู่ภายใต้การควบคุมของชนชั้นนำและชนชั้นสูง

ดังนั้นเมื่อเกิดกรณีปราสาทพระวิหารขึ้น ซึ่งแม้เรื่องดังกล่าวจะเป็นประเด็นมาตั้งแต่ปี 2550 อันเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลรัฐประหารยังคงอยู่ในอำนาจ แต่ก็ไม่เป็นประเด็นในเวทีสาธารณะเท่าใดนัก และน่าสนใจว่า ถ้ารัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ยังคงดำรงอำนาจอยู่จนถึงปี 2551 แล้ว รัฐบาลดังกล่าวจะดำเนินการอย่างไรในกรณีปราสาทพระวิหาร และกระแส “ชาตินิยมขวาจัด” ที่มีฐานการสนับสนุนรวมศูนย์อยู่กับชนชั้นนำที่เป็นชนชั้นสูง ชนชั้นกลางในเมือง สื่อกระแสหลัก ปัญญาชน ผู้นำเอ็นจีโอและอดีตนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย จะกดดันรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ อย่างไร

คำถามดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะผลจากการเลือกตั้งในช่วงปลายปี 2550 นั้น ส่งผลให้พรรคการเมืองของฝ่ายที่ถูกโค่นล้มอำนาจด้วยการรัฐประหารนั้น กลับเข้ามามีอำนาจอีก รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช มีท่าทีประนีประนอมในกรณีปัญหาปราสาทพระวิหาร เพราะตระหนักถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ การเมือง และข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว ซึ่งท่าทีเช่นนี้เห็นได้ชัดเจนจากแถลงการณ์ไทย-กัมพูชา-ยูเนสโก หรือที่เรียกกันภายในว่า “แถลงการณ์นพดล”

แต่ท่าทีเช่นนี้ได้กลายเป็นโอกาสอันดียิ่งให้แก่กลุ่มขวาจัดที่ด้านหนึ่งจะสามารถใช้กระแสชาตินิยมในการเป็น “ธงนำ” ของการเคลื่อนไหว เพราะในขณะที่กลุ่มชนชั้นล่างและคนในชนบทยังคงให้การสนับสนุนกลุ่มทักษิณโดยผ่านความชื่นชมในนโยบายประชานิยมนั้น สิ่งที่จะนำมาใช้เป็นอาวุธในการทลายพลังอำนาจของประชานิยมได้อย่างมีประสิทธิภาพก็น่าจะเป็น “ลัทธิชาตินิยม” และกรณีปราสาทพระวิหารก็เป็นรูปธรรมอันดียิ่งที่ถูกนำมาเป็นประเด็นของการสร้างกระแสเช่นนี้

ในด้านหนึ่งผู้คนในสังคมไทยไม่มีความทรงจำในประวัติศาสตร์หลงเหลืออยู่เท่าใดนัก ความทรงจำที่ตกหล่นหายไปกับกาลเวลาเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้คนเป็นจำนวนมากไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในการกำเนิดของ “สยามรัฐ” ที่ถูกกำกับด้วย “พรมแดนวิทยาศาสตร์” (scientific frontier) หรือเส้นเขตแดนเช่นในปัจจุบัน อันเป็นผลจากข้อตกลงที่พระมหากษัตริย์สยามกระทำกับเจ้าอาณานิคมในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส 1893 1904 และ 1907 (พ.ศ. 2447 และ พ.ศ. 2450 ตามลำดับ) และการต้องคืนดินแดนที่สยามยึดมาในปี 2484 ให้แก่เจ้าของเดิมในปี 2489

ขณะเดียวกันก็ไม่รับรู้ผลที่เกิดจากคำตัดสินของศาลระหว่างประเทศในปี 2505 และความไม่รับรู้เช่นนี้ ยังรวมไปถึงการไม่ตระหนักถึงข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกิดขึ้น ดังประสบการณ์ในปี 2489 หรือในปี 2505 ที่เป็นผลลบแก่รัฐบาลไทยมาแล้ว หรือบางทีเราก็ไม่อยากได้ยินว่าในสมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ก็ได้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชาในวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ที่การปักปันเขตแดนจะถือเอาสนธิสัญญา 1893 อนุสัญญา 1904 สนธิสัญญา 1907 และพิธีสารแนบท้าย และแผนที่ปักปัน 1904 และ 1907 เป็นเอกสารหลัก

ความไม่รับรู้อดีตการกำเนิดของสยามรัฐและปัญหาเส้นเขตแดนสยามเป็นช่องว่างให้กระแสชาตินิยมก่อตัวได้ง่าย อีกทั้งการปลุกระดมที่เกิดขึ้นยังเป็นผลจากทัศนะ (perception) ของผู้คนในสังคมไทยในการมองประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว หรือกัมพูชา ด้วยความเชื่อว่า ไทยเป็นใหญ่เหนือชาติเหล่านี้ โดยเฉพาะในกรณีลาวและกัมพูชาแล้ว เราชอบถือว่าไทยเป็น “พี่ใหญ่” ที่เคยปกครองพวกเขามาแล้ว ประกอบกับก็มีประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างให้เกิดความหมองใจและความหวาดระแวงต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของสงคราม และการยึดครองที่เกิดขึ้น และด้วยเงื่อนไขทางจิตวิทยาเช่นนี้ เราก็สร้างความทรงจำในประวัติศาสตร์จนถึงขนาดพระมหากษัตริย์อยุธยาจับเจ้าผู้ครองกัมพูชาตัดศีรษะเอา “เลือดล้างเท้า” มาแล้ว (บางทีก็น่าฉุกคิดว่า กษัตริย์อยุธยากระทำการเช่นที่เราสร้างเรื่องราวให้ภูมิใจและใช้ข่มประเทศเพื่อนบ้านเช่นนี้จริงหรือ อดคิดไม่ได้ว่า พระมหากษัตริย์ของเราอาจจะไม่คิดและกระทำอะไรหยาบเช่นนั้นเลยก็ได้ แต่เราก็เชื่อเอาเองมาโดยตลอด!)

ผลของการปลุกกระแสชาตินิยมแบบสุดขั้วในปี 2551 เกือบจะนำพาไทยเข้าสู่สงครามกับกัมพูชาในกรณีปราสาทพระวิหารมาแล้ว แต่สำคัญกว่านั้นก็คือ กระแสเช่นนี้มีส่วนโดยตรงต่อการทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลสมัคร และในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมืออย่างดีในการต่อสู้กับการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มผู้สนับสนุน ตลอดรวมถึงกลุ่มที่ไม่ใช่ผู้สนับสนุนทักษิณโดยตรง แต่มีความเห็นต่างจากรัฐบาลในกรณีความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา และกรณีปราสาทพระวิหาร ก็จะถูกทวงถามด้วยวาทกรรมชาตินิยมว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า?” หรือถูกประณามด้วยวลีเก่าๆ ว่า “ขายชาติ” หรือ “คนไทยใจเขมร” เป็นต้น

ฉะนั้นเมื่อผู้นำรัฐบาลกัมพูชาให้สัมภาษณ์ถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ จนถึงกรณีการแต่งตั้งให้ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจแก่รัฐบาลกัมพูชาแล้ว ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่า จะยิ่งทำให้กระแสชาตินิยมขวาจัดในไทยอยู่ในภาวะ “แทบจะอกแตกตาย” และจะต้องยิ่งใช้แนวทางตอบโต้แบบ “สะใจ” เพราะตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่างก็มาจากกลุ่มเรียกร้องเอาปราสาทพระวิหารคืน และทั้งยังมีท่าทีต่อต้านกัมพูชาด้วย ฉะนั้นเมื่อรัฐบาลนี้กำเนิดขึ้น อันเป็นผลส่วนหนึ่งมาจากการเล่นการเมืองและการสนับสนุนของกลุ่มชนชั้นนำที่เป็นชนชั้นสูงและทหาร และอีกส่วนก็มาจากกลุ่ม “เสื้อเหลือง” ที่มีลักษณะ “สุดขั้ว” ในปัญหาพระวิหาร จนดูเหมือนว่าทิศทางนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลก็คือ นโยบายต่างประเทศของกลุ่มเสื้อเหลือง ซึ่งก็คือนโยบายที่ถูกขับเคลื่อนด้วยลัทธิชาตินิยมสุดขั้ว และการ “ไล่ล่าทักษิณ” โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น

การดำเนินนโยบายแบบ “สะใจ” ที่เรียกทูตกลับ (การลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต) และเตรียมยกเลิกบันทึกช่วยจำฉบับต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 17 ฉบับ (การยกเลิกเรื่องที่ทำความตกลงไว้แล้วในอดีต) อาจจะช่วยในการสร้างกระแสตอบรับรัฐบาล อย่างน้อยอาจจะทำให้รัฐบาลกัมพูชาและ พ.ต.ท.ทักษิณ กลายเป็น “แพะ” สำหรับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาคอร์รัปชั่นในโครงการไทยเข้มแข็ง ปัญหาการแต่งตั้งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอื่นๆ

การดำเนินนโยบายที่ใช้กระแสชาตินิยมเป็นเครื่องมือ อาจจะทำให้คนไทยเป็นเอกภาพได้บ้าง แต่ก็คงไม่ใช่ทั้งหมด เว้นแต่ผู้นำรัฐบาลจะเชื่อผลโพลล์ และเชื่อว่า “รัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว” แต่ก็คงจะต้องระมัดระวังว่า ถ้าดำเนินนโยบายในลักษณะเช่นนี้แบบไม่มีข้อจำกัดแล้ว กระแสชาตินิยมก็อาจจะเกิดขึ้นในอีกฝั่งหนึ่งของเส้นพรมแดนได้เช่นกัน

ถ้ากระแสชาตินิยมชนกับกระแสชาตินิยมในแต่ละฟากฝั่งของเส้นเขตแดนแล้ว คำตอบสุดท้ายมีแต่เพียงประการเดียวก็คือ “สงคราม” และถ้าเช่นนั้นสงครามจะกลายเป็นเครื่องมืออย่างดีในการต่อสู้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และส่งเสริมให้ฐานะของรัฐบาลที่มีวิกฤตต่างรุมเร้าอย่างมากนั้นดีขึ้นมาก อย่างน้อยสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านมักจะทำให้ผู้คนในประเทศลืมเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ และที่สำคัญก็คือ ลืมความล้มเหลวของรัฐบาลในเรื่องอื่นๆ อีกทั้งยังอาจจะทำให้ “เด็กน้อย” บางคนกลายเป็น “ผู้ใหญ่” ที่ทรงอำนาจ (ถ้าเขาอยู่รอดได้ !)


หมายเหตุ: ชื่อบทความเดิม: สร้างเอกภาพด้วยสงคราม! ปัญหาวิกฤตไทย-กัมพูชา

เผยพื้นที่สังหาร พ.ต.ท.ทักษิณฯ

ที่มา thaifreenews

โดย หัตถา





อีนี่มันเลวได้ใจจริงๆ

มันสั่งให้ตาเฟื่อง..ผบ.ทอ. นำเครื่องบินรบ F-16 ADF รุ่นล่าสุดของเมืองไทยบินขึ้นจาก กองบินทางยุทธวิธีที่1 ฝูงบินรบที่102
จังหวัดนครราชสีมาจำนวน 4ลำพร้อมติดจรวดหัวรบยิงระยะไกลสุดเส้นขอบฟ้า
ไปรอที่สนามบินอู่ตะเภาก่อนหน้าแล้ว
ส่วนทางภาคใต้ใช้ กองบินที่ 7 ฝูงบินรบที่701 จังหวัดสุราษฏร์ธานี F-5E เป็นตัวสกัดกั้นการหลบหนี
...
จรวดที่ใช้ชื่อ ARAM ซึ่งมีใช้ในเมืองไทยเพียง 8ลูก หายไป2ลูก(อเมริกาไม่ยอมขายให้มากกว่านี้)
สมรรถนะของจรวดประเภทนี้เท่าที่ทราบ ใช้ยิงเป้าหมายจากอากาศสู่อากาศควบคุมด้วยเรด้าของเครื่องบิน
หรือดาวเทียม ได้ด้วย ระยะหวังผลสุดเส้นขอบฟ้า เป็นขีปนาวุธที่มีอนุภาพระดับหนึ่งของโลกเช่นกัน
จากการจัดหา กองทัพอากาศไทยได้ทำการร้องของการขาย AIM-120C-5 AMRAAM
ซึ่งเป็นขีปนวุธอากาศสู่อากาศพิสัยกลางจากสหรัฐอเมริกา พร้อม ๆ กับคำร้องขอของกองทัพอากาศสิงคโปร์
แต่ทั้งนี้นโยบายของสหรัฐอเมริกาคือ ไม่ต้องการให้การขายอาวุธของสหรัฐเป็นการเพิ่มการแข่งขันสะสมอาวุธ
หรือทำให้ดุลภาพทางทหารของภูมิภาคเสียไป โดยในขณะที่ภูมิภาคอาเซียนไม่มีจรวดนำวิถีพิสัยกลางอยู่
ในประจำการ สหรัฐจึงขอให้เก็บ AMRAAM ของกองทัพอากาศไทยและสิงคโปร์ไว้ที่ฐานทัพอากาศของสหรัฐ
ต่อมาเมื่อกองทัพอากาศมาเลเซียจัดหาขีปนวุธอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง R-27 จากรัสเซียได้สำเร็จ
สหรัฐจึงมอบ AMRAAM ของกองทัพอากาศไทยและสิงคโปร์มาเก็บไว้ที่ประเทศไทยและสิงคโปร์
ตามลำดับ ซึ่ง F-16ADF นับเป็นเครื่องบินขับไล่แบบแรกของกองทัพอากาศไทยที่มีความสามารถในการ
โจมตีในระยะเกินสายตา (Beyond Visual Range: BVR)
...
นั้นหมายถึงว่ายุทธวิธีสกัดกั้น........ใช้ประกบข้าง2ลำ...นำหน้า1ลำ...ปิดท้าย1ลำ ตามแบบยุทธวิธีการบินบังคับให้ลง
หรือ เมื่อเข้าเขตน่านฟ้าทางทะเลของไทยหรือสากล ก็ยิงด้วยจรวด AMRAAM ระเบิดกลางอากาศจมทะเลหาชิ้นไม่เจอ
ซึ่งการสกัดกั้นนั้น ใช้อาวุธปืนประจำเครื่องบินก็พอเพียงแล้ว..และโดยรู้ว่าจะสกัดเครื่องบินโดยสารที่ไม่มีอาวุธ!!!!!!!!!!!
เราไม่มีความรู้ด้านอาวุธเขียนผิดถูกโปรดอภัยด้วยแต่ที่แน่ๆมันเจตนาฆ่าทิ้งมากกว่าด้วยจรวด.............
...........เห็นเครื่องสังหารและแผนการสังหารทางอากาศ.....
.............นี่หรือทหารไทยผู้เก่งกล้าสามารถ กับคนมือเปล่า......โฮ่หน่อยซิครับ
..............สดุ้งตื่นพอดี พี่ลูกชาวนาไทยปลุกดื่มกาแฟ...อ้าวฝันไปนี่หว่าเสียดายยยยยยอิอิอิอิ


















คุณพระคุณเจ้าโปรดคุ้มครองคนดีของแผ่นดินด้วยเจ้าค่า

Friday, November 20, 2009

สนธิ..บุญยรัตกลิน

ที่มา บางกอกทูเดย์

ใครจะไปขัดขวางไม่ให้ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลินอดีตผู้บัญชาการทหารบกและประธานคณะปฏิวัติเข้ามาเล่นการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยการไปเอาคำพูดเก่าๆ ที่ว่า จะไม่เล่นการเมือง ไม่เป็นนายกรัฐมนตรีว่าเป็นการตระบัดสัตย์ก็ต้องขอบิณฑบาตแทนท่านไว้ตรงนี้...2 ปี บนเก้าอี้แห่งอำนาจ ที่ไม่ว่าจะ

ปรากฏตัว ณ ที่ใด ก็จะมีไฟส่องหน้า..ทุกประโยคที่ตอบคำถามจะได้รับการตีพิมพ์กันอย่างเอิกเกริก เป็นไปไม่ได้...ที่จะให้เขาเกษียณอายุกลายเป็นตาแก่คนเฒ่า ที่ไม่มีใครให้ความสนใจวันนี้ในฐานะหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ..ไม่ว่า พลเอกสนธิบุญยรัตกลิน จะปรากฏตัวขึ้น ณ สถานที่แห่งใด...เขาก็จะกลายเป็นคนสำคัญ..ทุกการเคลื่อนไหวของเขาจะปรากฏในจอทีวี..และไม่ว่าจะบินไปยังแห่งหนตำบลใดในโลก..ก็ไม่เงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวการเมือง...เป็นเรื่องของอำนาจ

อำนาจ....เป็นสุดยอดแห่งกิเลสตัณหากิเลสตัณหา....คือความเป็นปุถุชนพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ก็คือ ปุถุชนคนหนึ่ง...หากมีโอกาสที่จะกลับสู่อำนาจอีกครั้ง มีหรือที่จะรั้งรออีกทั้งรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เป็นผลพวงมาจากการปฏิวัติ..ก็ยังมีองค์คณะอีกมากมายที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาใต้ลายเซ็นของเขา....จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะเข้ามาเก็บเกี่ยวในสิ่งที่ไถหว่านเอาไว้....พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน...เคยกล่าวถึงการปฏิวัติครั้งนั้นว่า....เขาถูกหลอกไม่มีรายละเอียดมากมายว่า ใครเป็น

คนหลอก...และหลอกอย่างไร..แต่ที่ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ยังไม่เคยเล่าให้ใครฟังก็คือ....เขาเป็นคนหนึ่งที่ได้รับการทาบทามให้เป็นคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนที่ สมัคร สุนทรเวชจะได้รับการทาบทาม..ทั้งๆ ที่แน่ใจว่า...หากเขารับในการทาบทามครั้งนั้น...เขาก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี....แต่เขาปฏิเสธประเทศจึงมี สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีมี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี..มีการก่อการร้ายยึดสนามบินและยึดทำเนียบรัฐบาล..ประเทศ

ย่อยยับบรรลัย มาจนเท่าทุกวันนี้บางทีทหารคนหนึ่งผู้ชายคนนี้...อาจจะรู้สึกเสียใจในสิ่งที่ได้ทำลงไปในระหว่างเป็นผู้บัญชาการทหารบกและอยากจะกลับมาใช้บาปให้กับกรรมที่ได้ก่อขึ้น..เป็นเรื่องดีที่ ฝ่ายประชาธิปไตย..จะได้พวกมากขึ้นในประเทศที่ยังแกว่งไกวอยู่กับประชาธิปไตยอีแอบเป็นเรื่องดีที่..ประชาชนจะมีคนให้เลือกอีกคนหนึ่ง..เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง.. 

“ราษฎรไทยผู้ยิ่งใหญ่”

ที่มา บางกอกทูเดย์

● บางกอกทูเดย์ ความจริงต้องมาก่อน อาหารสมองของคนไทยวันนี้ ประจำวันเสาร์ที่ 21-อาทิตย์ที่22 พฤศจิกายน 2552....

● “กุหลาบพิษ” กระซิบพรรคประชาธิปัตย์ ทำอะไรให้เกรงใจ “ราษฎรไทยผู้ยิ่งใหญ่” อย่าง สุริยะใส กตะศิลา บ้าง!! ท่านออกมาเตือนแล้วนะ?? ถ้ารัฐบาลยังทำเพื่อประโยชน์ของตัวเองพันธมิตรฯ กำลังคิด “จะทำอะไรสักอย่าง”.....

● แปลไทยเป็นไทย?? ให้ทุกพรรคเอาแบบอย่างพรรคการเมืองใหม่แม้กระทั่งการแต่งกายนุ่งกางเกงเหลือง-เสื้อเขียวเหมือนราษฎรในประเทศ “อูกันด้า”!! สนุกดีถ้าการเมืองต่อไปนี้จะเล่นแบบปาหี่หรือ “ตลกคาเฟ่” ลอกมุกของ หมํ่า จ๊กมกหรือ โน้ต เชิญยิ้ม??.....

● พักนี้ มีคนตั้งข้อสังเกตุ ท่วงท่ากริยา “มาร์คเด็กดื้อ” เปลี่ยนไปแบบเห็นชัด? พูดจาคำไหนแข็งกร้าวเสมอ!! “ดีหมี” คงมีจริง กินเข้าไปแล้ว อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ กลายร่างเป็น “ซุปเปอร์มาร์ค” กุมอำนาจบ้านเมืองเบ็ดเสร็จ หนังชีวิตชวนตลกขบขัน เรื่องนี้ ก็มีสิทธิ์กลายเป็น “หนังบู๊”?? (อย่างที่กำลังเกิด?)......

● เสียดายก็แค่ สุเทพ เทือกสุบรรณ ส่อเค้าจะไม่ได้รับบท “ผู้ช่วยพระเอก” ต่อ?? เพราะ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คิดอย่าง“นักเรียนออกซ์ฟอร์ด” ลืมตาดูโลกวันแรกที่เมือง“นิวคาเซิล” สูดอากาศวันแรก คนรอบข้างก็เรียก“คุณหนู”......

● รัฐบาลมาร์คตาใส จะอยู่ได้อีกกี่วันอย่าไปสนใจให้เปลืองสมอง!! แต่ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะน่าจะลอง?? ให้ประดา “วอลเปเปอร์” สนุกสนานกันกว่านี้?? ก็เร่งปรับ ครม.โยก กษิต ภิรมย์ ไป“ว่าการกลาโหม” เอา ศิริโชค โสภา ว่าการมหาดไทยเมืองไทยก็จะกลายเป็น “เลบานอน” ในพริบตาเดียว??......

● สำหรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณบุญคุณท่านล้นเหลือจากการผสมพันธ์รัฐบาลมาร์คในค่ายคูกองทัพ ถ้าจะปรับ ครม.ใหม่ เหมาะที่สุดสำรับ“ป้อมของใครคนหนึ่ง” น่าจะ “ว่าการกระทรวงวัฒนธรรม”เพราะวัฒนธรรมท่านสูงส่งนัก??......

● พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะปฏิวัติ “โปรดฟังอีกครั้ง”คนไทยยังเจ็บใจไม่หายกับการยึดอำนาจรัฐบาล “ทักษิณ”บริหารบ้านเมืองมา 5 ปี อยู่ดีๆ มาถูกยึดปฏิวัติโดยพี่บัง!!การเมืองเศรษฐกิจสะดุดพินาศยับเยิน!!กว่า 36 เดือน.....

●มาวันนี้ “บิ๊กบัง” แปลงร่างเป็นหัวหน้าพรรคมาตุภูมิหน้าตาเฉยโดยไม่ต้องสวมวิก?? “รากหญ้า” ฝากถามเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 สามปีที่ผ่านมา พล.อ.สนธิบุญยรัตกลิน รู้สึกอย่างไรกับคำว่า “ประชาธิปไตย”??และการเลอืกตงั้ ?? .....

● สุเุทพ เทือกสุบรรณ จบปริญญาตรี รัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำไมถึงเก่ง“ภาษาศาสตร์”?? ระหว่างการสั่งให้ 12 ส.ส.ประชาธิปัตย์ชิงลาออกหนี กกต. กับการแนะนำให้ออกก่อนติดห่วงพิษหุ้นสัมปทาน มันผิดกันตรงไหนมิทราบครับท่าน??......

●งานนี้ เล่นเอา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หงุดหงิด!! เพราะไม่นานจากนี้ จะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 154 โอกาศที่จะ “หงายเก๋ง”หล่นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไปสอนหนังสือที่อังกฤษมีมากกว่าครึ่ง!!.....

● สภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี ชวน หลีกภัยเป็นประธานหารือเป็นการภายในรู้ดี! “เกมนี้แก้ยาก” และ “มาร์ค” ไม่มีสิทธิ์ยุบสภา!! อนิจจา!! นิยายนํ้าเน่าเรื่องนี้... “จบเร็วกว่ากำหนด”!!.....●

อดีต...ปัจจุบันถึงอนาคต

ที่มา บางกอกทูเดย์

หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยจารึกไว้ว่า...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 7 ถัดจาก นายควง อภัยวงศ์, ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช, พ.อ.ถนัด คอมันตร์, นายพิชัย รัตตกุล, นายชวนหลีกภัย, นายบัญญัติ บรรทัดฐานและยังจารึกไว้อีกว่า...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 4 ที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ถัดจาก นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรี คนที่ 4, ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชนายกรัฐมนตรี คนที่ 6 และนายชวน หลีกภัย นายก

รัฐมนตรี คนที่ 20นั่นคือ อดีตจนมาถึงปัจจุบัน สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือหน้าประวัติศาสตร์แห่งความภาคภูมิใจเกียติยศ ศักดิ์ศรี ของพรรคประชาธิปัตย์กำลังจะนำไปสู่อนาคตอนาคตที่จะต้องจารึกในประวัติศาสตร์ว่าอย่างไร?คงไม่ต้องพูดถึงที่มาของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มาคงไม่ต้องพูดถึงที่มาของรัฐบาลประชาธิปัตย์แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า จากนี้ไป หน้าประวัติศาสตร์ การเมืองจะถูกบันทึกไว้ว่าอย่างไรนั่นสำคัญกว่าเพราะว่า...ตรงนั้นมันจะบอกอะไร

อีกหลายอย่าง...เพราะตรงนั้นเป็นรอยต่อของระบอบประชาธิปไตยในการจากไปของพรรครัฐบาลชื่อ พรรคประชาธิปัตย์และแน่นอนว่า...การจากไปของนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะเกิดผลต่อระบอบประชาธิปไตยจะเกิดผลต่อตัวนายกรัฐมนตรีคนที่กำลังจะจากไปด้วยเพราะรัฐบาลวันนี้ของประเทศไทยถือว่าเป็นรัฐบาลที่ยากจนเพราะแรงกระทบของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศแต่ดูจากการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลแล้ว ตรงกันข้ามกัน

เสมือนว่า รัฐบาลมีเงินมหาศาล ถึงได้ใช้จ่ายเงินมากมาย แม้กระทั่งตั้งความหวังไว้กับเงินกู้มหาศาลที่จะนำมาใช้ในอนาคตรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่เคยมีมิตรมากมายมหาศาลตอนได้เข้ามาเป็นรัฐบาลแต่วันนี้ รัฐบาลชุดเดียวกัน กำลังมีศัตรูทางการเมืองเพิ่มขึ้น แม่กระทั่งในพวกของรัฐบาลด้วยกันเองนี่คือ อันตรายอย่างยิ่งของการอยู่ร่วมกันเป็นรัฐบาลพวกเดียวกันคนละพรรคอนาคตประเทศไทยวันหน้าขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนเดียวเท่านั้น 

เส้นทางไปวัด

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทำงานคนละอย่าง..ถ้าหากว่า สนธิ ลิ้มทองกุล นำม็อบสีเหลืองออกมาไล่ล่า ทักษิณ ชินวัตร ให้กระเด็นกระดอนไปถึงไหน..สามารถทำได้ตามกติกา ถือเป็นเรื่องปกติแต่ถ้า รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่นั่งเป็นนายกรัฐมนตรี แล้ววันๆ ไม่ทำอะไรคิดแต่เรื่อง “ล่าทักษิณ” ยังไง..“จับทักษิณ”ยังไง หรือ “ฆ่าทักษิณ” ยังไงอันนี้มันไม่ปกติแล้วเพราะ “รัฐบาล” มีหน้าที่ดูแลเรื่อง ปากท้องประชาชน/ความอยู่ดีกินดีของประชาชน และความปลอดภัยของประชาชนนี่คือ “ภาระหลัก” ที่ทุกรัฐบาลต้องทำ!!มองกันก็เห็น “ยาบ้า” กลับมาระบาดอย่างหนักซึ่งเป็นการยอมรับของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า“พุ่งพรวด” ขึ้นอย่างน่าตกใจ!!พ่อค้า-แม่

ขาย จะตายวันตายพรุ่งยังไม่รู้ที่!!ชาวบ้านหา “ข้าวสารกรอกหม้อ” กินให้ครบสามมื้อยังลำบาก อดทน อดกลั้น รัดเข็มขัดจนจะขาดใจตายอยู่แล้วโรงงานแข่งกันปิด..คนตกงานเป็นเบือ..ร้องระงมกันทุกหย่อมหญ้า!!แต่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ยืนหน้าโพเดียมครั้งใด พูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องทุกครั้งว่า “เรามาถูกทางแล้ว”??ทางไปวัดน่ะซี!!ขยันพูดแต่เรื่องตัวเลข จีดีพี ว่าจะเป็นบวก3 เปอร์เซ็นต์บ้าง 4 เปอร์เซ็นต์ บ้าง ในปลายปีนี้และ ต้นปีหน้า..ตาสา/ยายสี/ป้ามี/น้ามา/

ศักดิ์ดามอเตอร์ไซค์/ไอ้ไก่ส่งนํ้าแข็ง/อีแดงหมอนวด/ลุงหนวดหาคู่/ไอ้ตู่ปลุกม็อบ/ยายกอบขนมครก/ไอ้จกนักมวยฯลฯ“เขา” และ “เธอ” เหล่านี้ไม่รู้เรื่องด้วยหรอกครับรู้แต่เพียงว่าทำ ไมการทำ มาหากินมันจึง“ฝืดเคือง” นัก..มีภัยล้อมอยู่รอบด้านห่วงลูกหลานเรื่อง“ยาเสพติด”..หา “ความปลอดภัย”ในชีวิตลำบากในเมื่อบริหารบ้านเมืองไม่เป็นก็ “วางมือ”เถอะครับ..สงสารชาวบ้านตาดำๆ เถอะ..เห็นอยู่แล้วว่า ไปไม่รอด!! 

คัด ข้น ‘บอร์ด กทช.วัดกึ๋น ส.ว.ยุคนี้

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่น่าเชื่อว่า...ระหว่างการสรรหาตัวของผู้ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ทดแทนกรรมการ กทช.บางคนที่ “ลาออก” ไปก่อนหน้านี้จะรุนแรง...ถึงขั้นมี “ขบวนการ” วิ่งเต้น ต่อรองและเสนอผลประโยชน์ต่างตอบแทนให้กันแบบลับๆเกิดขึ้นได้แต่มันก็เกิดขึ้นมาแล้ว!!!นั่นเพราะบทบาทและภารกิจของ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ช่างยิ่งใหญ่และครอบคลุมเนื้อหาแห่งอนาคตอย่างกว้างไกล ที่สำคัญมันเกี่ยวพันถึงผลประโยชน์ในสายงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมหาศาล นั่นเองตลอดขั้นตอนของการสรรหา 3 รอบที่ผ่านมา จากที่มีผู้เสนอตัวให้คณะ

กรรมการสรรหาฯพิจารณารวมทั้งสิ้น11 คน ก็เหลือ 8 คน ในรอบแรก และเหลือ 4 คน ในรอบสอง กระทั่งเหลือ แค่ 2 คน ในรอบสุดท้ายนี้“2 แคนดิเดท” ที่จะคว้าชัย...เดินเข้าสู่ กทช.ในฐานะ “บอร์ดคนใหม่” จะเป็นใคร?ระหว่าง นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการกทช.คนปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้ที่มีคะแนน “นำโด่ง”เป็นลำดับที่ 1 ในทุกครั้งของสรรหา กับ พล.อ.ชูชาติ สุขสงวนผู้ที่ต้องโหวตเลือกแล้วเลือกอีกกว่าจะขึ้นมาเป็น“คู่ชิง” ได้ในครั้งนี้ล่าสุด หากไม่มีอะไรผิด

พลาด เชื่อว่าทั้งนายสุรนันท์ และ พล.อ.ชูชาติ ก็คงจะถูกเสนอชื่อให้สมาชิกวุฒิสภา พิจารณาคัดเลือกกันได้ในวันจันทร์ที่23 พ.ย.นี้น่าสนใจตรงที่ งานนี้...ระดับความเข้มข้นของการ“ขบวนการ” ล็อบบี้ในชั้นวุฒิสภา มันช่างรุนแรง!เสียจนมีการกล่าวอ้างให้ได้ยินกันว่า...ตัวประธานวุฒิสภา อย่าง นายประสพสุข บุญเดชเดินสาย ล็อบบี้ และ เชียร์ “คู่ชิง” บางคน จนออกนอกหน้า เสียเอง!!!เรื่องนี้...ไม่ว่าจะเป็นจริงหรือไม่? แต่

มันได้ทำให้ภาพลักษณ์ของ “วุฒิสภา” ซึ่งมีทั้งพวกที่เลือกตั้งมาจากเสียงของประชาชน และพวก “ลากตั้ง” ที่แต่งตั้งกันโดยเครือข่ายของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ต่างก็ได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียงกันไปแล้วถึงตรงนี้ ก็คงหวังพึ่งให้ นายประสพสุขในฐานะ ประธานวุฒิสภาฯ ช่วยคัดท้ายการโหวตเลือกกรรมการ กทช.ที่ขาดอยู่บนความบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่าได้ปล่อยให้การสรรหาครั้งนี้ เป็นไปในลักษณะ“พวกมากลากไป” อย่างเด็ดขาด!แม้วันนี้...ขบวนการ

ล็อบบี้เอากับ สมาชิกวุฒิสภาในหลายกลุ่มก้อน ทั้งติดต่อสื่อสารกันโดยตรงและ/หรือ ผ่านไปยัง ตัวแทน หรือ หัวหน้าก๊วนในซีกการเมือง ก็ตามทีจำเป็นอย่างยิ่งที่บรรดา สมาชิกวุฒิสภา ทั้งหลายควรจะเลือกคนให้ตรงและเหมาะสมกับภารกิจแห่งเนื้องาน ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ มูลค่าแห่งผลประโยชน์ที่อยู่ในความกำกับดูแลของ กทช.เต็มๆ และบางส่วนที่จะต้องรับผิดชอบแทน กทช.นั้นมากมายมหาศาลเกินกว่าจะปล่อยให้ใคร? หน้าไหน?ก็ได้ เข้าไปเป็น กรรมการ

กทช. ในลักษณะ ตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ได้ระหว่าง ทั้ง นายสุรนันท์ และ พล.อ.ชูชาติ นั้นใครจะเก่งและเหมาะสมกว่ากัน...ไม่รู้รู้แต่ว่า...เมื่อทั้ง 2 คน หลุดรอดเหลือเป็น “คู่ชิง”กรรมการ กทช.ที่จะต้องผ่านการพิจารณาคัดเลือกของสมาชิกวุฒิสภา แล้วทั้งคู่...คือ ผู้เหมาะสมในสถานการณ์นี้สถานการณ์ที่จะต้องได้รับคะแนนเสียงจาก สมาชิกวุฒิสภา ให้ได้เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนที่มี พูดง่ายๆจะต้องได้ไม่น้อยกว่า 76 เสียงขึ้นไปนั่นแหละเสียดายที่การสรรหา

กรรมการ กทช.ขั้นตอนสุดท้ายในกรอบของ สมาชิกวุฒิสภา นั้น นายประสพสุข ไม่ได้เชิญ “แคนดิเดท” ทั้ง 2 คน มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในลักษณะของการ “ดีเบต” กัน...ต่อหน้า 150 สมาชิกวุฒิสภาจึงไม่รู้ว่า...ใครใน 2 คนนี้ คือ ผู้ที่มีความเหมาะมากสุดต่อภารกิจสำคัญในเบื้องหน้าภารกิจที่จะกำกับดูแลงานในด้านกิจการโทรคมนาคมและกิจการกระจายเสียง เพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด กระทั่ง สร้างความพึงพอใจต่อสังคมโดย

รวมควบคู่ไปกับการยึดโยงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือ บรรดา สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น สภาแห่งผู้ทรงวุฒิภาวะและปัญญา ทั้งหลาย พึงต้องสำเหนียกและระลึกเสมอว่า...ใครก็ตาม ที่จะแทรกกายไปเป็น กรรมการ กทช.นั้นจะต้องมีส่วนร่วมสำคัญต่อการจะผลักดัน เพื่อให้ข้อมูลข่าวอันเป็นสาระสำคัญต่อการสร้างโอกาสและการดำรงชีวิตในโลกยุคเทค โนโลยีสื่อสารก้าวลํ้าไปในอนาคตสุดๆ เช่นนี้ เป็นไป

อย่างเท่าเทียมและทั่วถึงทันสมัยและรวดเร็วในราคาที่ถูกลง และในทุกๆ พื้นที่ของเมืองไทยสร้างให้ประเทศนี้ ก้าวพ้น “จุดอับ” สู่ความเป็นTelecommunications Hub พร้อมๆ กับการมีส่วนสำคัญต่อการจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชนทั้งนี้ ก็เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนคนไทย นั่นเอง!. 

ดู..การเมืองให้เหมือนดูละคร

ที่มา บางกอกทูเดย์

เคยมีนักวิชาการสอนผู้เขียนไว้ว่า หากจะวิเคราะห์หรือตีความสถานการณ์ ขอให้มองสถานการณ์แบบดูหนังแผ่น เพราะหนังแผ่นถ้านำมาดูผ่านเครื่องวีซีดี หรือ ดีวีดี ที่บ้านเราสามารถกดปุ่มหยุดชั่วคราว หรือให้เล่นไปทีละเฟรม จะเห็นรายละเอียดได้ชัดเจนขึ้นฉะนั้น หากถามว่า เร็วเกินไปหรือไม่ ในการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์?ผู้เขียนขอตอบว่า ไม่เร็วและไม่ช้า เพราะรัฐบาลอภิสิทธิ์มีข้อมูลที่จะต้องแก้ปัญหาจากการตรวจสอบรัฐบาลก่อนหน้าแน่นปึ๊ก เห็นได้จากการหยิบยกข้อมูลต่างๆขึ้นมาอภิปรายรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยดังนั้น รัฐบาลอภิสิทธิ์จึงไม่ใช่มือใหม่ แต่เป็นรัฐบาลที่มี “บทเรียน” การทำงานจาก

รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สมัคร สุนทรเวช และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่เต็มกำมือการบริหารประเทศเพื่อความมั่นคง ความมั่งคั่งของชาติ ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และการสร้างความสามัคคีภายในชาติถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรงไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนก็ตามนับแต่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและแถลงนโยบายต่อรัฐสภาดูเหมือนว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยแทนที่รัฐบาลจะดำเนินการตามความ

สำคัญเร่งด่วนที่แถลงนโยบายไว้ แต่รัฐบาลกลับให้ความสำคัญกับการตามล่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นอันดับแรก ปูนบำเหน็จรางวัลในความสามัคคีในการเปลี่ยนขั้วการเมืองเป็นอันดับรอง สารพัดปัญหาที่ประชาชนโดยทั่วไปไม่ได้เดือดร้อนด้วยเลยส่วนเรื่องที่ประชาชนเดือดร้อนไม่ว่าปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ทำให้นาไร่ล่มไปนับแสนไร่ ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำจนเกษตรกรต้องออกมาชุมนุมประท้วง ภาคอุตสาหกรรมเริ่มได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ

โลกจนโรงงานต้องปิดตัวและปลดคนงานออกจำนวนไม้น้อย ทำให้เกิดการว่างงานเพิ่มขึ้น การเตรียมตัวรับมือเศรษฐกิจของประเทศในปีนี้และปีหน้าที่มีแนวโน้มชะลอตัว รัฐบาลกลับให้น้ำหนักน้อยกว่าความน่าจะเป็น…เราไม่ค่อยเห็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระตือรือร้นไปดูแลปัญหาที่ประชาชนเดือดร้อนดังที่ควรจะเป็นเราพยายามดูข่าวทางโทรทัศน์และข่าวผ่านสื่อต่างๆ สิ่งที่มักจะเจอคือ การเป็นประธานเปิดงาน หรือเป็นเพราะการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐไม่ดี

ตามที่ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชอบอ้างว่า “ไม่ได้ให้ความสำคัญในการประชาสัมพันธ์”2 เดือนกับการ “เฟ้นหา” ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีหน้าหล่อโดดลงสนามออกแรง “วิ่งสู้ฟัด” เสมือนเป็นเรื่องเร่งด่วนอันดับแรกว่ากันว่าตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมันคือ “ความเป็นความตาย”การที่รัฐบาลเร่งรัดโครงการขนาดใหญ่มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท อาทิ ถนนไร้ฝุ่น รถเมล์เอ็นจีวี หรือโครงการประชานิยม

อาทิ การอัดฉีดเงิน 2,000 กระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดเงินหัวละ 2,000 บาท ให้กับพนักงานรัฐวิสาหกิจเวลานี้ประเทศชาติมีปัญหาด้านความมั่นคงรุมเร้าเข้ามาทุกด้าน โดยเฉพาะความแตกแยกของคนในชาตินั้น แทนที่รัฐบาลจะใช้ความพยายามทุกหนทางหาทางระงับยับยั้งบางคนในรัฐบาลและเจ้าหน้าที่บางส่วนกลับหลับตาข้างเดียวเมื่อปัญหาล้นคอหอย ประชาชนแบกรับไม่ไหว นำมาสู่การเรียกร้องให้คนในรัฐบาลลาออก แต่ยังยืนยันว่า “อยู่ต่อเพื่อพัฒนาชาติ”โอกาส

เป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เรื่องแปลกที่การยอมยกธงขาวโบกมือลาจากตำแหน่งเป็นเรื่องยากแต่ครั้งหนึ่งในชีวิตเมื่อได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีแล้ว ก็ควรจะทำเพื่อประชาชน 63 ล้านคน ตามที่ได้รับฟังพระบรมราโชวาทจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ตอนที่เข้าร่วมถวายสัตย์ปฏิญาณทั้งหมดที่ผู้เขียนร่ายยาวเป็นเพียง “หนังแผ่น” ที่ต้องการนำเสนอรัฐบาลหนังแผ่นเรื่องนี้มิได้มีเจตนาอื่นใด นอกจากต้องการให้รัฐบาล “ได้ยินเสียง

ของประชาชน” บ้าง แทนที่จะได้ยินเฉพาะเสียงคนข้างตัวเท่านั้นฉะนั้นตัวละครอย่าอารมณ์เสีย!ท่านยังมีเวลา! …สายตาจากคน 63 ล้านคน มองความเคลื่อนไหวของรัฐบาลอย่างใจจดใจจ่อว่ากันว่า บ้านเมืองวุ่นวาย และเสื่อมลง ก็เพราะคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบในบ้านเมืองไม่ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลังความสามารถบ้านเมืองไทยอย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย.. 

พ.ร.บ.ความมั่นคงปลุกม็อบต้านรัฐ!

ที่มา บางกอกทูเดย์

“อาจเสนอ ครม. สัปดาห์หน้าประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง”เสียงประกาศท่าทีจาก “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกรัฐมตรีด้านความมั่นคง ที่เผยไต๋เตรียมรับมือการชุมนุมใหญ่ที่ยืดเยื้อ “แบบไม่ยุบไม่เลิก” ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ประกาศมาจากชั้น 6 อิมพีเรียล ลาดพร้าวงานนี้รัฐบาลเจอของจริงแน่!เพราะการประกาศ

ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง กับกลุ่มคนเสื้อแดงในการชุมนุมตั้งแต่ 28 พ.ย.-3 ธ.ค. อาจกลายเป็นชนวนให้กลุ่มคนเสื้อแดงแสดงพลังออกมาต่อต้านรัฐมากขึ้นเพราะหากรัฐบาลประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงก็เท่ากับรัฐบาลยอมรับข้อหา“2 มาตรฐาน”เพราะการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา...รัฐบาลไม่มีการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง จนมีเหตุระเบิดหลังเวทีพันธมิตรฯ ที่กลายเป็นระเบิดการเมืองโดยเชื่อมโยงกับนายทหารบางกลุ่มที่อยู่เบื้องหลัง แต่ความ

ชัดเจนในเรื่องนี้ยังไม่ปรากฏขณะเดียวกันในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง รัฐบาลอาจจะใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงกับกลุ่มผู้ชุมนุมอีกกลุ่มที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องชัดเจนคือ การชี้แจงเหตุและผลถึงการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง“กลุ่มเสื้อแดงที่นัดชุมนุมช่วงปลายเดือนนี้ เป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมเนื่องจากมีการจัดงานพระราชพิธี ส่วนรัฐบาลจะประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ” นายสุเทพกล่าวจะว่าไปแล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงกับ พ.ร.บ.ความมั่นคง

กลายเป็นของคู่กันไปแล้วเพราะทุกครั้งที่มีการชุมนุมในเขตพระนคร ย่อมมีพ.ร.บ.ความมั่นคง มาบังคับใช้ทุกครั้ง หากมองในแง่ดีก็เป็นการช่วยป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นจากมือที่ 3ได้ในระดับหนึ่งเนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจเจ้าพนักงานสามารถตรวจค้นบุคคลที่ต้องสงสัยว่า จะเป็นภัยต่อความมั่นคงได้ขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจดูเหมือนจะขึงขัง หลังผ่านมรสุมแต่งตั้งนายพลมาได้ในระดับ “รักษาการ”โดยเฉพาะในนครบาล ที่ตั้งแต่หัวลงมามีแค่“รักษาการ”

เท่านั้นซึ่งงานนี้ รักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ก็ออกคำสั่งเขย่าขวัญม็อบเสื้อแดง เป็นงานแรกในเก้าอี้“ขอฝากไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยว่า ให้ชุมนุมภายใต้กรอบของกฎหมายบ้านเมือง เพื่อความสงบสุขของประเทศ ตำรวจทุกคนต้องดูแลความสงบเรียบร้อยให้เต็มที่”นอกจากนี้รักษาการ ผบช.น.ยังเตรียมรื้อแผนเผชิญเหตุกรกฎ 52 ที่เพิ่งปรับจากกรกฎ 48 เมื่อครั้งที่คนเสื้อแดงชุมนุมใหญ่เมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา“ผมจะดูแผนเพื่อรับมือ

กลุ่มผู้ชุมนุม โดยนำแผนทุกอย่างกลับมาทบทวนใหม่ให้หมด” รักษาการผบช.น.กล่าวจากมาตรการที่ดูขึงขังของตำรวจนครบาลในครั้งนี้บวกกับการประกาศ
ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงอาจเป็น 2 แรงบวกที่ปลุกพลังเงียบออกมาหนุนกลุ่มคนเสื้อแดงมากขึ้นและน่าระทึกอย่างยิ่งกับ 6 วันของการชุมนุมยึดเยื้อเพื่อโค่นรัฐบาลอภิสิทธิ์งานนี้ต้องมีฝ่ายไป! 

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(20พ.ย.):ล้านแดงล้านใจ

ที่มา Thai E-News



***สังคมข่าวชาวเสื้อแดงประจำวันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2552 นักข่าวชาวรากหญ้ามากระจายข่าวสู่ชาวเสื้อแดงเช่นเคย ตอนนี้ยังเป็นเทศกาลล่าแม่มดเช่นเคย จับทั้งหมอ ทั้งนักการเงิน โบรกเกอร์ คิวต่อไปจะจับพระข้อหาทุบหุ้น..พิโธ่เอ๋ย! พระนะครับ ท่านจะมาเกี่ยวอะไรกับการทุบหุ้น คิดสิคิดซักนิด เห็นผัวแม่เลี้ยงติ๊ก ตำรวจโรโบค็อปของปชป.ทำแล้ว ปวดตับจริงๆ***

***ได้ฤกษ์หามยามดีสำหรับการชุมนุมทั้งแผ่นดินของแดง3เกลอแกนนำ การชุมนุมใหญ่ในเวลา 12.00 น.ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ โดยจะนัดหมายกันที่ลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน และจะค้างที่นั่น 1 คืน ซึ่งเป็นการเลื่อนการนัดชุมนุมให้เร็วขึ้นอีก 1 วันเพราะต้องหลีกทางให้กับซ้อมใหญ่สวนสนามในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาหลังจากนั้นในวันที่ 29 พฤศจิกายนเมื่อการซ้อมใหญ่ของพิธีสวนสนามเสร็จจะเคลื่อนขบวนไปยังแยกมิสกวันเพื่อตั้งเวทีกลางในการปักหลักการชุมนุมต่อ***เนื่อง ไปถึงเช้าวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้***

***ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเสื้อแดงบอกว่า "ในวันที่ 30 พฤศจิกายนจะมีการรวมพลแดงทั้งแผ่นดินโดยตั้งเป้าให้ได้ 1 ล้านคน เพื่อตั้งแถวเดินขบวนขับไล่รัฐบาลตามถนนสำคัญใน กทม. ซึ่งจะเป็นการเดินขบวนการขับไล่รัฐบาลครั้งใหญ่และมากที่สุดตั้งแต่เคยมีมาในประเทศและในโลกก็เป็นได้ เราจะเดินขบวนให้แดงเต็มทั้ง กทม.ในช่วงกลางวัน แดงไล่รัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน โดยจะบอกให้ทราบอีกครั้งหนึ่งว่าจะเดินไปที่ไหนบ้าง และเมื่อเดินเสร็จเรียบร้อยก็จะกลับมายังแยกมิสกวันและจะชุมนุมต่อเนื่องไปจนถึงเช้ามืดเวลา 06.00 น.ของวันที่ 2 ธันวาคมซึ่งจะยุติชุมนุมโดยสงบเพื่อหลีกทางให้กับพระราชพิธีสวนสนามและวันเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งหากในช่วงดังกล่าวรัฐบาลยังไม่ตัดสินใจคืนอำนาจให้ประชาชน เราจะกลับมาชุมนุมอีกครั้งและจะยาวนานกว่าเดิมต่อสู้จนกว่าจะได้รับชัยชนะ"***

***นายณัฐวุฒิ กล่าวว่าก่อนจะนัดชุมนุมใหญ่ ทางนปช.จะจัดชุมนุมใหญ่สัญจร ใน 4 ภูมิภาค โดย วันที่ 23 พฤศจิกายน จะจัดที่ภาคเหนือ วันที่ 24 พฤศจิกายน จัดที่ภาคอีสาน วันที่ 25 พฤศจิกายนจัดที่ภาคตะวันออก และวันที่ 26 จัดที่ภาคกลาง ซึ่งจะเปิดเวทีปราศรัยใหญ่เพื่อกำหนดยุทธวิธีทำความเข้าใจและระดมสมองล้มรัฐบาล โดยเรียกว่า "เปิดโรงรบแดงทั้งแผ่นดิน" ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯเพื่อชุมนุมใหญ่ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้***

***ฮา!หน้าเดิมๆ ประชาธิปัตย์ เนรวิน สื่อมวลชนขาประจำบอกว่าเสื้อแดงชุมชุมช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นเรื่องมิบังควร แต่พอสนธิลิ้มนัดขบวนการโจรก่อการร้ายพันธมิตรจัดม็อบการเมืองชุมนุมใหญ่วันพ่อ5ธันวามหาราช ไม่มีหมาที่ไหนซักตัวบอกว่าเป็นเรื่องมิบังควร ก็สมควรแล้วที่ใครๆมันก็ว่านี่เป็นมาตรฐานของประเทศตอแหลแลนด์แดนแค่นยิ้ม***

***สังคมดีๆของชาวเสื้อแดงกันมั่ง กลุ่ม”แดงสุพรรณทั้ง 10 อำเภอ"ขอเชิญผู้รักประชาธิปไตย ร่วมงาน “วันแดงพลิกแผ่นดิน”ทานอาหารโต๊ะจีน/อาหารที่นั่งฟรีท่านที่ไม่ได้จองโต๊ะ ฟังการปราศรัยโดยแกนนำ วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2552 นี้ 4 โมงเย็นเป็นต้นไป ณ.วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร สุพรรณบุรี ติดต่อ-084-3876039/089-9777827 ขอเชิญพี่น้องมาช่วยกันพลิกแผ่นดินสุพรรณจากบรรหารบุรีให้เป็นแดนดินถิ่นประชาธิปไตย***

*** 20พ.ย.2552 เมืองใหม่บางพลีจัดงานรวมพลเสื้อแดงบางเสาธง สมุทรปราการ เริ่มตั้งแต่16.00น.เป็นต้นไป แกนนำชุดใหญ่สถานที่จัดงานคือสนามกีฬาเมืองใหม่บางพลี การเดินทางมีรถเมล์ผ่านหน้าสนามกีฬาคือ132,133,537รถเมล์สีส้มอู่จอดที่สำโรงวิ่งเข้าถ.เทพารักษ์คือสายสำโรงบางบ่อ, รถตู้จากหมอชิตตรงใต้ทางด่วนจะมีรถวิ่งมาเมืองใหม่บางพลี,ถ้าที่บางนาจะมีรถตู้จอดตรงโรงพยาบาลสัตว์บางนา,สำโรงตรงอิมพีเรียลจะมีรถตู้วิ่งมาถึงเมืองใหม่บางพลี, ฟิวเจอร์ปาร์ครังสิตมีรถตู้วิ่งมาเมืองใหม่บางพลี,เดอะมอลล์บางกะปิก็มีรถตู้วิ่งมาเมืองใหม่บางพลีเหมือนกัน***

***ถ้าขับรถมาเองใช้เส้นทางบางนา-ตราดทางเข้าอยู่ตรงก.ม.23 ปากทางมีโรงพยาบาลบางนา2ขับตรงเข้ามาถึงวงเวียน วิ่งผ่านธนาคารไทยพานิชย์เลี้ยวขวาเข้าเมืองใหม่จอดรถที่โรงเรียน10ปีสปช. เดินเข้างานได้เลยสถานที่กว้างขวางที่จอดรถสะดวกสบาย
ใครว่างสะดวกที่จะไปเชิญร่วมงานค่ะ อยากให้ไปกันมากๆเพราะกลัวคนจะไปกันน้อยเสียกำลังใจคนจัดแย่เลย***

***เชิญผู้รักประชาธิปไตย พี่น้องชาวเสื้อแดงร่วมงานพิธีฌาปนกิจนางธรรมรส สุนทรพล “เจ๊ขก” ในวันเสาร์ที่ 21 พ.ย. 2552 เวลา 17.00 น. ที่วัดมหาพฤฒาราม เพื่ออำลาอาลัยแม่ค้าประชาธิปไตยเป็นครั้งสุดท้าย และเสริมกำลังใจให้แก่กันสำหรับชาวเราที่ยังต้องสู้กันต่อไป***

อนิจจาน่าใจหาย..
คนดีดีไม่ล้มตายก็หายหน้า
อสัตย์อธรรมอหังการ์
เทวดาหัวร่อเยาะมนุษย์!
(ภาพ:สุชาติคนวันเสาร์ฯกับเจ๊ขก เมื่อเริ่มรบเผด็จการคมช.)

***เชิญชาวเสื้อแดงสระบุรีและพี่น้องพื้นที่ใกล้เคียงพบปะประชุมวันพฤหัสที่ 26 พ.ย 52 เวลา 18.00 - 21.00 น.ที่ชุมชนธารทองแดง ต.ธารเกษม อ.พระพุทธบาท สระบุรี ***

***แจ้งข่าวฝากจากแกนนำนปช. เรื่องการเดินทางไปฟ้องกลับคดีแกนนำนปช.ถูกดำเนินคดีบุกบ้านสี่เสา ตอนเหตุการณ์22กรกฎา2550 ขอเลื่อนจากกำหนดเดิมวันที่18 พ.ย. 2552 เวลา 10.00 น.ไปเป็นวันศุกร์ ที่ 27 พฤศจิกายน ขอเรียนเชิญพี่น้อง ร่วมเป็นกำลังใจให้บรรดาขุนพลแกนนำ นปช.ทุกท่านโดยพร้อมเพรียงกัน***

***เชิญฟังปาฐถถาและเสวนาในโอกาสครบรอบ 60 ปีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวข้อ"โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน: ความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิวัตน์" ปาฐกถานำโดย
ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล



ร่วมเสวนาโดย
รศ.ดร.จุลชีพ ชิณวรรโณ
รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ
ผศ.ดร.ขจิต จิตตเสวี

ดำเนินรายการโดย
ผศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2552 เวลา 13.30-16.30 น.ณ ห้องทวี แรงขำ (ร.103) คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ไม่เสียค่าใช้จ่าย สำรองที่นั่งโทร 0 2613 2301 ***

***ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เชิญร่วมงานอุษาคเนย์เสวนาสาธารณะ: Southeast Asian Public Talks ครั้งที่ 2 เชิญร่วมฟังเสวนา Cancellation : Thai-Cambodian MOU, win or lose? -“ยกเลิก MOU กับกัมพูชา-ไทยได้อะไร-เสียอะไร” วันอาทิตย์ 22 พฤศจิกายน 2552 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ ห้อง 301 ชั้น 3 คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

13.00 ลงทะเบียน และชมวีซีดี
13.30 เปิดงานโดย ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปศาสตร์
13.45 เสวนา/วิทยากร
อ. พนัส ทัศนียานนท์ อดีตอัยการ และอดีต สว. ตาก
อ. ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ สส. ระบบสัดส่วน ประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ
ดร. พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
อ.กวีพล สว่างแผ้ว มหาวิทยาลัยบูรพา
ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ดำเนินรายการ
อ. อัครพงษ์ ค่ำคูณ พิธีกร
16.45 ซักถาม-แสดงความคิดเห็น
17.00 สังสรรค์
หมายเหตุ :เนื่องในโอกาสครบรอบหนึ่งทศวรรษ 2543 – 2552 โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มธ. ร่วมจัดโดย มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ไม่มีค่าลงทะเบียน (ฟรี)***

***ปิดท้ายวันนี้ มิตรร่วมรบทั้งยุค6ตุลา และไปเป็นสหายร่วมรบในป่าตกตลึงนึกว่าย้อนรอยไปอยู่เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 กำลังนั่งฟังพันเอกอุทาร สนิทวงศ์ ทางวิทยุยานเกราะ แต่พอหันไปดูปฏิทินดีๆแล้ว ปรากฎว่าตรงกับวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 เวลา14.30 น. เทอดภูมิ ใจดี ผู้นำกรรมกรบอกผ่าน ASTVว่า เหตุที่ พคท.แแพ้ เพราะตามก้นจีน ไม่ได้ดูว่าประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ มวลชนรักสถาบัน และษััตริย์องค์นี้ไม่เคยทำอะไรให้เป็นผลเสียกับบ้านเ้มือง

พรรคคอมมิวนิสต์จีนชนะได้เพราะมีรัสเซียเป็นแนวหลัง เวียตนามชนะได้เพราะมีจีนเป็นแนวหลัง แต่พคท.แพ้ เพราะไม่มีแนวหลัง
ตอนนี้ทักษิณจะเอาเขมรเป็นแนวหลัง และเข้ามายึดอำนาจผ่านการรัฐประหาร สร้างความปั่นป่วนแตกแยก เอาพวกอดีตคอมมิวนิสต์หลายคนมาเป็นพวก ตรงกับหลักของคอมมิวนิสตว่า์รู้เขา-รู้เรา***

***ส่วนประยูร อัครบวร อดีต 18 กบฎ-ผู้ต้องหา 6 ตุลา และคนที่เคยออกมาแถลงข่าวตอบโต้หนังสือพิมพ์ดาวสยามใช้วิธีชั่วช้านำรูปตัดแต่งกล่าวหาใส่ร้ายว่านักศึกษาที่ชุมนุมในธรรมศาสตร์เล่นละครแขวนคอองค์รัชทายาท พูดในรายการเดียวกันบอกว่า ตอนนี้มีคอมมิวนิสต์โง่ๆในไทยจะเอากำลังต่างชาติมาล้มสถาบัน เราต้องร่วมกันสู้เพื่อลูกหลานในอนาคต***

***ส่วนชัยพันธ์ อดีตที่ปรึกษาสมัชชาคนจน บอกว่าทักษิณมีการสะสมกำลังอาวุธตามชายแดนจริง ซึ่งเตรียมมานานแล้ว ตั้งแต่ 13 เมษา โดยทักษิณออกมาบัญชาเองที่สนามกอล์ฟในเขมร และเชื่อว่าจะมีสงคราม มีสถานการณ์ความรุนแรง มีการสร้างกองกำลังเข้ามาทางภาคใต้ด้วย อดีตนายกไทยอย่างทักษิณ สมชาย และบิ๊กจิ๋ว หลงไปยกย่องเขมรที่เป็นประเทศเล็กๆที่ไม่มีน้ำยาอะไรในระดับสากลเลย***

***อนิจจังไม่เที่ยงหนอ ซ้ายสุดเหวี่ยงไปอยู่ขวาสุด ส่วนขวาสุดแบบสมัครโดนเทมาอยู่ซ้าย มหาเศรษฐีสัมปทานแบบทักษิณกลายเป็นผู้นำการต่อสู้ คุณหนูนักเรียนนอกแบบจักรภพกลายเป็นนักปฏิวัติ ตถตา!***