WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, November 21, 2009

บทบาทหอยม่วง (เน่า)

ที่มา เดลินิวส์

คุกคามสื่อ รัฐบาลมาร์ค เคยประณามรัฐบาลแม้ว สมัคร สมชาย อย่างรุนแรง พอตัวเองเป็นใหญ่ ก็ไม่ต่างเลย เคยด่าตอนแม้วจัดรายการ นายกฯ ทักษิณ พบ ประชาชน ว่า

เผด็จการ ล้างสมอง ยึดไมค์จ้อข้างเดียว

มาเป็นรัฐบาล มาร์ค เปลี่ยนจากวันเสาร์ เป็นวันอาทิตย์ เปลี่ยน ชื่อรายการเป็น เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกอภิสิทธิ์ฯ แล้วก็ยึดไมค์ 1 ชั่วโมงเต็ม ๆ ตั้งแต่วันแรก จน บัดนี้

เข้าข่าย เอาดีใส่ตัว โยนชั่วคนอื่น มั้ยเล่า

ที่เคยบอก เป็นรัฐบาลเมื่อไหร่ จะให้ฝ่ายค้านออกทีวี ก็มีข้ออ้างสวยหรู ยังไม่มีหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านตัวจริง คงนึกว่าคนไทยเป็นกระบือ นี่ถ้าไม่แหล ก็ไม่ว่ากันหรอก

แต่ดันอ้างตัวเป็นฝ่ายคุณธรรม ???

ช่อง 11 ทุกรัฐบาลแหละ บ้าอำนาจพอกัน ก็เอาเถอะ ทีฮู ทีอิท แต่จะดีจะชั่ว รัฐบาลสมัคร ยังเนียนกว่าแยะ ด้วยสำนึกว่า ขี้เหร่ เลยมีความละอายใจอยู่บ้าง

ช่อง 11 ที่โบราณไม่มีใครดู ยังปรับปรุงจนทันสมัย (สมัย จักรภพ เพ็ญแข) ทิ้งผลงานให้กล่าวขวัญบ้าง

แต่ยุค สาทิตย์ วงศ์หนองเตย จะทิ้งผลงานไว้ในแผ่นดินบ้างไหม นอกจากเปลี่ยนโลโก้ เป็น หอยม่วง ที่ใกล้จะเป็นหอยเน่าเข้าไปทุกวัน

เอาพรรคพวกไปยึด ก็ไม่ว่า แต่เนื้อหานี่สิ สุดทน วัน ๆมีแต่โฆษณาชวนเชื่อให้ข้างตัวล้วน ๆ หาความ เที่ยงตรง เที่ยงธรรม ตามที่คุยโวไม่ได้สักกระผีกลิ้น

ผู้จัดรายการแต่ละหน่อ ไม่รู้ขุดจากรูไหน นึกว่า นาซีครองเมืองหรือไง (วะ) มีแต่ล้างสมองให้ชิงชังอีกฝ่าย (เสื้อแดง) ทั้งที่ใช้ภาษีคนทั้งประเทศอุ้มอยู่ แล้วเสื้อแดงไม่ใช่คนไทยหรือไง

ไทยพีบีเอส นี่ก็อีกช่อง เอียงสุดกู่ แต่ขอไว้ถลกหนังวันหลังเถอะ เสียดายภาษี 2,000 ล้าน เต็มทนแล้ว

ที่ชั่วร้ายสุด ขณะที่ ไทย-กัมพูชา ตึงเครียดสุดขีด บางรายการ (วันแรกของสัปดาห์) ของช่องหอยเน่า ปลุกระดมให้คนไทยเกลียดผู้นำเพื่อนบ้านเต็มที่ ย้ำแล้วย้ำอีก เป็นผู้นำที่ขายชาติ ทรยศชาติ

แล้วคิดหรือที่พนมเปญ เค้าไม่ดู นี่รึทีวีรัฐที่มีหน้าที่ปลูกสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน เอาแต่เพาะความชิงชัง

ด่าคนชาติเดียวกันที่คิดต่างว่า ขายชาติ ไม่พอ ยังเอื้อมปาก (โสมม) ไปด่าเพื่อนบ้าน อย่างเมามันอีก

เสียดายนะ คนรุ่นใหม่ อย่างสาทิตย์ น่าจะพัฒนาวงการสื่อของรัฐให้ดีขึ้น ไม่ใช่เลวร้ายลงอย่างนี้เลย.

ดาวประกายพรึก

จิตใต้สำนึก

ที่มา ไทยรัฐ

สถานการณ์ระหว่าง ไทย-กัมพูชา จะบานปลายแค่ไหนก็ไม่ถึงกับไม่มีทางออก ยกเว้นแต่ว่าคนไทยจะช่วยกันออกมาจุดไฟเผาเมืองซะเอง ที่เห็นตื่นเต้นก็จะมีแต่รัฐบาลไทย นี่แหละ บ้านเราชักเพี้ยนๆชอบกล เกิดสุญญากาศขึ้นในบ้านเมือง ไม่มีเอกภาพ

นอกจากเรื่องที่ ส.ส.-ส.ว.จะเห็นดีเห็นงามขึ้นเงินเดือนตัวเองในขณะที่ชาวบ้านกำลังเดือดร้อนแล้ว ยังมีเรื่องซุกอำนาจอีกกระทอก ดูอย่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินนั่นปะไร

เก็บอาการอยากไม่อยู่

ฟังถ้อยแถลงของ คุณไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.ที่มาจากการลากตั้ง ในฐานะคนสนิทของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าฯ สตง.ที่เจอข้อครหาสำคัญทำนองว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองเอาไว้อื้อ ออกมาระบุถึงกรณีข้อโต้แย้งการระบุอำนาจหน้าที่จะเป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 252 นั้นไม่น่าจะมีปัญหา

เพราะมีการกำหนด อำนาจหน้าที่ของ คตง.และ สตง. ไว้ชัดเจน ดังนั้น การให้อำนาจในการตรวจสอบและสืบสวนจึงไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

เนื่องจากองค์กรอิสระในปัจจุบันจะมีอำนาจดำเนินการตรวจสอบ จนถึงที่สุดคือ สามารถส่งเรื่องไปที่ศาลยุติธรรมเองได้ แต่ คตง. ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงจะเป็นการยกระดับการทำงานของ คตง. ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เบื้องหน้าเบื้องหลังต้องย้อนกลับไปดู กระบวนการสรรหาคตง.และผู้ว่าฯ สตง.คนใหม่ ตามรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลมาตรา 301 เรื่องนี้ค้างมากว่าปีแล้ว หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยกรณีการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญและการสรรหา สตง.ก็นำไปเทียบเคียงกับกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้ วุฒิสภาได้นำเรื่องทั้งหมดมาพิจารณาว่าเริ่มต้นกระบวนการ สรรหาได้เลยหรือไม่ ในที่สุดมีความเห็นถึงประธาน ส.ว.ว่าไม่สามารถดำเนินการได้ จะต้องมีการดำเนินการให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ

ผลก็คือ ถ้า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญไม่มีการแก้ไขในมาตรา 116 ก็ จะเป็นประโยชน์กับอดีตกรรมการ คตง.ทั้ง 10 คน สามารถที่จะเข้ารับการสรรหาได้ต่อไปอีก ในจำนวนนั้นก็มีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อยู่ด้วย

เกิดการผูกขาดในองค์กรอิสระ

แล้วผู้ว่าฯ สตง.จะไปไหนเสีย ขบวนการลับลวงพรางก็ต่อยอดกันไปไม่มีที่สิ้นสุด สุดท้ายต้นตอของปัญหา ก็จะวนกลับมาอยู่ที่เก่า นั่นคือ ความไม่ชอบธรรม อย่างที่เกิดขึ้นอยู่กับสังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ถ้าคิดจะแก้วิกฤติก็ต้องตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม อำนาจการตรวจสอบจะต้องไม่ผูกขาด โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ.

หมัดเหล็ก

ลับ ลวง พราง

ที่มา ไทยรัฐ

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช.ประกาศรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ท่ามกลางความสงสัยว่า เหตุใด "เผด็จการตัวพ่อ" จึงเกิดชื่นชอบระบอบประชาธิปไตยถึงขนาดกระโดดลงเล่นการเมืองเต็มตัว??

หรือ "พล.อ.สนธิ" ซึ่งเป็นต้นตำรับ "ลับลวงพราง" จะวางแผน "ลับลวงพราง" เพื่อกลับมาทวงอำนาจการเมือง??

หรือ "พล.อ.สนธิ" ซึ่งเคย "ลับลวงพราง" คนอื่นไว้เยอะ จะถูกย้อนรอยให้มาติดกับดัก "ลับลวงพราง" ของตัวเอง??

เพราะไม่ว่ามองมุมไหน การตัดสินใจเล่นการเมืองของ "บิ๊กบัง" ต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวมากกว่าอยู่เฉยๆกินบุญเก่าแน่นอน

"แม่ลูกจันทร์" หวังว่า พล.อ.สนธิ ต้องไตร่ตรองรอบคอบแล้วก่อนตัดสินใจ และเมื่อท่านตัดสินใจแล้วก็ขอให้โชคดี

พล.อ.สนธิ แถลงเปิดใจที่รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ เพราะเหตุผล 4 ประการ

1, พรรคมาตุภูมิใช้นโยบายเป็นกลาง แก้ปัญหาขัดแย้งแตกแยกแบ่งขั้วแบ่งสีในสังคมไทย

2, พรรคมาตุภูมิชูนโยบายสร้างความสมานฉันท์ ความรัก และความสามัคคี

3, พรรคมาตุภูมิเน้นนโยบายซื่อสัตย์ สุจริตทางการเมือง

4, พรรคมาตุภูมิมีแนวทางแก้ปัญหาความไม่สงบ 3 จังหวัดภาคใต้อย่างชัดเจน

ถามว่า ในฐานะที่เคยเป็นหัวหน้าปฏิวัติ เหตุใดจึงเปลี่ยนบทบาทมาเล่นการเมืองในระบอบประชาธิปไตย??

พล.อ.สนธิ ตอบว่า เพราะระบอบประ-ชาธิปไตยมีประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นตัวกำหนดทิศทาง

ถามว่า เมื่อยึดมั่นระบอบประชา-ธิปไตยแล้วปฏิวัติทำไม??

พล.อ.สนธิ ตอบว่า ประชาธิปไตยคืออะไร ประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้งเท่านั้น การปฏิวัติก็คือการรักษาประชาธิป-ไตยเหมือนกัน

ถามว่า การปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 นอกจากแก้วิกฤติไม่ได้ ยังซ้ำเติมประเทศไทยให้ถอยหลังกลับไปอีก 10 ปี

อดีตประธาน คมช. ซึ่งฉีกแนวมาเป็นหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ตอบว่า ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน

สรุปว่า คำชี้แจงของ "บิ๊กบัง" ไม่มีคำตอบชัดเจนตรงไปตรงมา

แม้แต่คำถามที่ว่า ถ้าหากได้เข้าไปนั่งในสภาฯ จะร่วมสมานฉันท์กับพรรคเพื่อไทยหรือไม่??

"บิ๊กบัง" ยังแทงกั๊กว่าเป็นเรื่องของอนาคต ต้องพิจารณากันอีกที

ก็นี่แหละ "ลับลวงพราง" ของแท้ 100 เปอร์เซ็นต์

อนึ่ง "แม่ลูกจันทร์" เห็นว่านโยบาย 4 ด้านของพรรคมาตุภูมิ ที่ "พล.อ.สนธิ" แถลงเปิดตัวไม่สามารถทำให้เกิดผลสำเร็จอย่างที่โฆษณา โดยเฉพาะนโยบายแก้ไขปัญหาขัดแย้งแตกแยกแบ่งขั้วแบ่งสีในสังคมไทย

เพราะตอนที่ พล.อ.สนธิ เป็นประธาน คมช. มีอำนาจเบ็ดเสร็จในมือยังสร้างความสมานฉันท์ไม่สำเร็จ

แถมยังทำให้สังคมไทยแตกแยกยับเยินยิ่งกว่าเดิม

เช่นเดียวกับนโยบายแก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ ที่ "พล.อ.สนธิ" มั่นใจว่ามีแนวคิดและมีแนวนโยบายที่ทำให้ 3 จังหวัดภาคใต้ คืนสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน

"แม่ลูกจันทร์" ไม่อยากขัดคอ เพราะ พล.อ.สนธิ ได้เคยแสดงฝีมือแก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้มาแล้ว 3 ครั้ง 3 ครา

ครั้งแรก "พล.อ.สนธิ" เป็น ผบ.ทบ. ยุครัฐบาลทักษิณ ก็ล้มเหลวสิ้นเชิง

ครั้งที่สอง "พล.อ.สนธิ" เป็นประธาน คมช. ก็ยังล้มเหลวอยู่ดี

ครั้งที่สาม "พล.อ.สนธิ" เป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง รัฐบาลขิงแก่ ก็ล้มเหลวตามฟอร์ม

วันนี้ "พล.อ.สนธิ" เปลี่ยนบทบาทใหม่เป็นนักการเมือง ประกาศอาสาดับไฟใต้ อีกครั้ง ถ้าพรรคมาตุภูมิได้ร่วมรัฐบาล

ล้มเหลวมาแล้ว 3 รอบ ยังไม่เข็ดอีกเรอะโยม??

แม่ลูกจันทร์

เหมือนรอตีตั๋วพิเศษ?

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_48163

อภิสิทธิ์

กะชิงจังหวะเล่นเกมเร็วเลย


ตามรายงานข่าววงในที่หลุดออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะผู้จัดการใหญ่รัฐบาลและเลขาธิการพรรค ได้ส่งซิกไล่จี้ให้ 12 ส.ส.ของพรรคที่โดนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้ขาดขาดคุณสมบัติกรณีถือหุ้น และอยู่ระหว่างการรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ

ให้รีบลาออกเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งซ่อมในช่วงปิดสมัยประชุมสภา

เพื่อไม่ให้กระทบต่อปัญหาองค์ประชุมสภาล่มซ้ำซาก และน่าจะรวมไปถึงคิวเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ที่แพลมไต๋ไว้แล้วจะยื่นญัตติเชือดในช่วงเปิดสภาต้นปีหน้า

แก้หมากกันแบบลุกลี้ลุกลน

ในอารมณ์ของผู้จัดการใหญ่ "เทพเทือก" เดินเกมต่ออายุรัฐบาลผสมทุกวิถีทาง


แต่ในจังหวะที่ขัดกัน กลับเป็นฝ่ายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาว ตามอารมณ์ที่สะท้อนผ่านจอมเก๋าอย่างนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ก็ส่งสัญญาณให้ 12 ส.ส.ยื้อสู้คดีให้ถึงที่สุด

"ปรมาจารย์ชวน" ยังมั่นใจในคาถา "หนังเหนียว" ของคนยี่ห้อประชาธิปัตย์


ยากจะมีอันเป็นไปง่ายๆ

"เทพเทือก" ประคองตัวเลข ส.ส.ในปีกของพรรคร่วมรัฐบาลเต็มที่ แต่ทีมของ "อภิสิทธิ์" ไม่ได้อีนังขังขอบกับเสียง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่ปริ่มน้ำ หมิ่นเหม่กับคิวสภาล่มซ้ำซาก เสี่ยง
แพ้โหวตฝ่ายค้าน

และไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขผู้แทนฯในสภา ยังรวมไปถึงการประคองเสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาลในภาพรวม

จับทางได้ว่า "อภิสิทธิ์" เชิดใส่ ไม่สนหน้าไหนแล้ว


กับคิวตั้งใจ "เหยียบตาปลา" พรรคร่วมรัฐบาล

อย่างที่เห็นอาการช้ำหนักสุดก็คือทีมมัชฌิมา ค่ายภูมิใจไทย ในปีกของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่โดนนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ "รับซิก" กับนายกฯอภิสิทธิ์ เสียบสกัดตัดขา
โครงการระบายสินค้าเกษตรของ "เจ๊วา" นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์

ขวางดะทั้งคิวข้าวโพด ข้าวเปลือก มันสำปะหลัง

เบรกกันแบบไม่ไว้หน้า

แสดงให้เห็นเลยว่า ไม่ยี่หระที่จะถูกมองว่า การปัดแข้งปัดขามาจากอารมณ์แค้นเคือง ชิงเหลี่ยมกันทางการเมือง มากกว่าจะทำงานเป็นทีมเวิร์กเพื่อผลประโยชน์ชาติ

ยี่ห้อ "สมศักดิ์ เทพสุทิน" โดนหักแบบไม่ให้ราคา

อาการ "หมั่นไส้" ยังพาลไปถึงยี่ห้อภูมิใจไทย ในปีกของนายเนวิน ชิดชอบ ก็โดนประชาธิปัตย์เขม่นเรื่องแย่งซีนกันจัดงานใหญ่ ฉลองวันมหามงคล

นัยว่า อย่าให้มันได้หน้าคนเดียว


ในอารมณ์เดียวกับคิวขวางยี่ห้อ "เนวิน" ตีกิน โดยคิวของพรรคเพื่อแผ่นดิน ก็โดนนายกฯอภิสิทธิ์เล่นรับส่งลูกกับนายกอร์ปศักดิ์ เสียบสกัดการเดินหน้าบิ๊กโปรเจกต์โทรศัพท์ 3 จี ในส่วนของบริษัททีโอทีฯ

ทั้งๆที่ต้นเรื่องอย่าง "เจ๊นก" ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที สั่งตีธงเดินหน้า ใส่เกียร์ห้าลุยแบบสุดกำลัง ขึ้นคัตเอาต์โฆษณากันทั่วบ้านทั่วเมือง

หวังจะปั่นผลงานชิ้นโบแดง

แต่เจอมุก "อภิสิทธิ์" รับซิกจาก "กอร์ปศักดิ์" แตะเบรกหัวทิ่ม สั่งให้ชะลอโปรเจกต์ ลากเกมออกไป "หักหน้ากันดื้อๆ" โดยไม่ได้ คำนึงว่า 3 ผู้คุมกฎของค่ายเพื่อแผ่นอย่าง "พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ-ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี"

จะมีปฏิกิริยาสวนกลับยังไง


ในอารมณ์ที่ "อภิสิทธิ์" ไม่ไยดีกับพรรคร่วมรัฐบาล นั่งร้านที่ช่วยกันค้ำเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

ผิดธรรมชาติผู้นำรัฐบาลผสม

โดยทิศทางลม เหมือนจะล้อกับกระแสข่าวที่แว่วๆฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทยจ่อ "ล้มกระดาน" ไม่ปล่อยให้ลงสนามเลือกตั้ง สกัดเครือข่าย "ทักษิณ" กลับมาเป็นฝ่ายถืออำนาจ

เส้นทางเปิด "รัฐบาลพิเศษ"

ในมุมนี้ก็หวังกันได้ กับ "เด็กดี" ยี่ห้อ "อภิสิทธิ์" ผู้มีต้นทุนส่วนตัวสูง ใสสะอาดหมดจดอยู่ในดงนักเลือกตั้งต้นทุนต่ำ

มั่นอกมั่นใจกับภาพของ "น้ำโพลาริสในขวดลอยอยู่กลางน้ำครำ"

รอ "ตั๋วพิเศษ" เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลพิเศษ ไม่มีผู้แทนราษฎรในสภา

ไม่ต้องพึ่งเสียง ส.ส.ค้ำเก้าอี้.


ทีมข่าวการเมือง

เพื่อไทยเตือนนายกฯอย่าดันทุรังไปเชียงใหม่

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_48278

พรรคเพื่อไทย เตือนนายกฯ​ ให้ยกเลิกไปจ.เชียงใหม่ หากไม่มั่นใจเรื่องการรักษาความปลอดภัย แถมเปลืองงบประมาณ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ...

ช่วงเช้าวันนี้ (21 พ.ย.) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ วันที่ 29 พ.ย. โดยจะมีชาวเชียงใหม่จำนวนมากไม่ต้องการต้อนรับนายกฯ นั้น คาดไม่ถึงว่าการบริหารราชการแผ่นดินของนายกฯ จะเป็นคนชอบท้าทายประชาชน ชอบให้ชีวิตแบบมีลุ้น ยังดันทุรังที่จะไป คล้ายเด็กดื้อที่จะทำอะไรต้องทำให้ได้ ขอฝากถามนายกฯ ว่าเป็นอะไรมากหรือไม่ มั่นใจได้อย่างไรว่าทีมรักษาความปลอดภัยจะดูแลนายกฯได้ ขอเตือนไปยังนายกฯว่าหากไม่ชัวร์ เรื่องความปลอดภัยขอให้ยกเลิกไป จ.เชียงใหม่ เพราะเมื่อคืนหลังกลับจากเชียงใหม่ นอนฝันว่ามีประชาชนนับแสนวางแผนเตรียมต้อนรับนายกฯ ชนิดที่หน่วยข่าวกรอง ชุดรักษาความปลอดภัยของนายกฯคาดไม่ถึง แม้ทราบว่ามีการวางแผนที่จะใช้เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ไว้รองรับเหตุฉุกเฉิน หากนายกฯ ยังดันทุรังจะไปเชียงใหม่ โดยขนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนับพันคน ปิดถนนสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน คงต้องใช้งบประมาณอีกหลายล้านบาท ยิ่งวันนี้รัฐบาลอยู่ในสภาพบักโกรก กลับจะใช้เงินโดยไม่จำเป็นอีก ดังนั้นหากรัฐบาลบริหารประเทศไปไม่ไหวควรยุบสภา และกำหนดกติการ่วมกันให้ยอมรับผลการเลือกตั้งดีกว่า

นายจิรายุ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ที่เปิดให้นักจัดรายการบางคน จีบปากจีบคอด่าฝ่ายตรงข้าม โดยด่าข้ามประเทศไปถึงกัมพูชานั้น ขอเรียกร้องให้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ควรยุบสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวทิ้งได้แล้ว มีไว้สร้างความแตกแยกให้สังคม ขัดต่อพันธกิจของสถานีโทรทัศน์ช่องนี้ ที่เขียนไว้ชัดเจนว่า ต้องสร้างความสามัคคี ขอเรียกร้องให้ตั้ง กบว.สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวี เพื่อตรวจสอบ กลั่นกรองนักจัดรายการว่าใช้สื่อของรัฐเอื้อประโยชน์ สร้างความแตกแยกในสังคมหรือไม่

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า ขณะนี้รัฐบาลพยายามปลุกกระแสคลั่งชาติ โดยมีทีมสร้างภาพของรัฐบาลรับลูกกันเป็นทอดๆ เพื่อกลบเกลื่อนปัญหาทุจริต คอรัปชั่น เห็นได้จากข้อมูลขององค์กร เพื่อความโปร่งใส สำนักตรวจสอบ และจัดอันดับคอรัปชั่นของโลกพบว่ารัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการคอรัปชั่นเพิ่มมากขึ้นกว่าในสมัยรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาล ของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ดังนั้นขอเรียกร้องให้นักวิชาการ ผู้ที่เคยทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของทุกรัฐบาล โดยเฉพาะนายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมและมนุษยวิทยา มหาวิทลัยธรรมศาสตร์ วันนี้ไปอยู่ที่ไหน ออกมาช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลชุดนี้บ้าง

เขมรสร้างบ้านรอ บิ๊กเสื้อแดง ปัดส่งอาวุธหนุน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_48301

สื่อเขมรพาดหัว ระบุ รัฐบาลกัมพูชาเตรียมบ้านรับรองให้แกนนำเสื้อแดงที่อาจหนีจากไทย โดยมีรูปนายจักรภพ เพ็ญแข ชู 2 นิ้วขึ้นหน้าหนึ่ง ...

เมื่อเช้าวันนี้ ( 21 พ.ย.52 ) ที่บริเวณหน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศ จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วโดยมี พ่อค้า แม่ค้า และกรรมกรชาวเขมร เดินทางเข้ามาค้าขายและรับจ้างในตลาดโรงเกลือ ซึ่งเป็นตลาดการค้าชายแดน ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งอยู่บริเวณชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

ทำให้บรรยากาศบริเวณหน้าด่านกลับมาคึกคักเหมือนเดิม นอกจากชาวเขมรแล้วช่องทางขาออกไปกัมพูชา ก็คึกคักไม่แพ้กันโดยมีนักพนันชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวนมากเดินทางผ่านด่าน ตม.อรัญประเทศ ออกไปฝั่งกัมพูชา ทำให้บรรยากาศบริเวณหน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศ กลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง

ส่วนบรรยากาศภายในตลาดโรงเกลือ ซึ่งเริ่มมีอากาศที่หนาวเย็นขึ้นทำให้มีพ่อค้า แม่ค้า ชาวเขมร นำเสื้อกันหนาวมือสองและผ้าห่มมือสอง ออกมากองและแขวนขายกันเป็นจำนวนมากโดยมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางเข้ามาหาและเลือกซื้อเสื้อกันหนาวและผ้าห่มมือสองกันอย่างคึกคัก

แต่อย่างไรก็ดี บรรยากาศที่คึกคักก็ยังแฝงไปด้วยความวิตกกังวลของพ่อค้า แม่ค้า ชาวกัมพูชา โดยมีพ่อค้า แม่ค้าชาวกัมพูชา บางส่วนได้นำหนังสือพิมพ์กัมพูชา มาอ่านและวิพากวิจารณ์กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์รัศมีกัมพูชา ฉบับประจำวันที่ 20 พ.ย.52 ซึ่งมีมาวางจำหน่ายในกรุงปอยเปต และชาวกัมพูชานำเข้ามาจำหน่ายในตลาดโรงเกลือ เช้าวันนี้ ได้พาดหัวข่าวว่า”เขมรปฏิเสธส่งอาวุธให้กลุ่มเสื้อแดง และระบุกัมพูชาเตรียมบ้านรับรองให้แกนนำคนเสื้อแดงที่หลบหนีคดี โดยมีภาพนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำคนเสื้อแดงที่หลบหนีคดีฯ ชู 2 นิ้ว ขึ้นหน้าหนึ่งของ น.ส.พ.รัศมีกัมพูชา ด้วย


นายมอง เวียน อายุ 33 ปี ชาวกัมพูชาและเป็นพ่อค้าเสื้อผ้ามือสองในตลาดโรงเกลือ เผยว่าจากข่าว น.ส.พ.รัศมีกัมพูชา ทำให้พ่อค้า แม่ค้า ชาวกัมพูชา บางคนหวั่นวิตกว่าหากสถานการณ์ข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ยังไม่ยุติและยังมีการตอบโต้กันทั้งทางสื่อฯและรัฐบาล จะทำให้การค้าบริเวณชายแดนเป็นไปด้วยความลำบากเนื่องจากคนกัมพูชากลัวเหตุการณ์บานปลายทำให้ปัญหาลุกลามและเป็นจุดล่อแหลมที่จะทำให้ด่านชายแดนถูกสั่งปิด ซึ่งจะกระทบกับพ่อค้า แม่ค้าชาวกัมพูชาที่ค้าขายในตลาดโรงเกลือ โดยตรงเพราะตลาดโรงเกลือ ส่วนใหญ่ประมาณ 90% จะเป็นชาวกัมพูชาที่มาค้าขายในตลาดโรงเกลือ และชาวกัมพูชาก็มีสินค้าจำนวนมากอยู่ในตลาดโรงเกลือ หากด่านถูกสั่งปิดสินค้าของชาวกัมพูชาที่มีมูลค่าเป็นร้อยๆล้านบาทที่อยู่ในตลาดโรงเกลือ จะทำอย่างไร ซึ่งกำลังเป็นที่หวั่นเกรงของชาวกัมพูชาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะข่าวการสร้างบ้านรับรองให้กับแกนนำคนเสื้อแดงของไทยที่หลบหนีคดี อาจทำให้รัฐบาลไทย ไม่ไม่พอใจแล้วตอบโต้รัฐบาลกัมพูชาด้วยการสั่งปิดพรมแดนได้ จึงอยากให้รัฐบาลไทยและกัมพูชา หาทางเจรจากันอย่าปล่อยให้มีการตอบโต้กันอีกเลย นายมอง เวียน “กล่าว”

ส่วน น.ส.พ.รัศมีกัมพูชา ซึ่งพาดหัวข่าว”เขมรปฏิเสธส่งอาวุธให้กลุ่มคนเสื้อแดง และระบุกัมพูชาเตรียมบ้านรับรองให้กับแกนนำคนเสื้อแดงที่อาจหนีจากไทย “โดยมีภาพนายจักรภพ เพ็ญแข ชู 2 นิ้ว ขึ้นหน้าหนึ่งนั้น น.ส.พ.รัศมีกัมพูชา ระบุเป็นการเปิดเผยของ นายเขียว สุเพี๊ยะ โฆษกกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชา และได้ปฏิเสธคำกล่าวอ้างของนายจักรภพฯที่เคยให้สัมภาษณ์ น.ส.พ.เอเซียไทม์ ออนไลน์ ว่าคนเสื้อแดง ได้สั่งอาวุธจากกัมพูชาโดยจะส่งไปให้คนเสื้อแดงที่ภาคอีสานเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลไทยนั้น โดยกล่าวว่าเรื่องอาวุธนั้นกัมพูชาไม่มีแต่ก็ไม่ขาด รัฐธรรมนูญกัมพูชากำหนดไว้ว่า กัมพูชาไม่ให้ดินแดนหรืออาวุธให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือใครหรือเพื่อล้มรัฐบาลใด และกัมพูชาไม่เคยทำร้ายประเทศไทย มีแต่ไทยที่ทำร้ายกัมพูชา

ทั้งนี้ น.ส.พ.รัศมีกัมพูชา ยังระบุว่า น.ส.พ.เอเซียไทม์ออนไลน์ ได้เสนอข่าวว่าหลังจากรัฐกัมพูชาสร้างบ้านรับรองให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในกัมพูชาแล้ว กำลังเตรียมบ้านพักรับรองให้กับแกนนำคนเสื้อแดงที่หลบหนีคดี คือนายจักรภพ เพ็ญแข และนายยงยุทธ ติยะไพรัช อีก

‘อ๋อย’ แย้ม ไม่หวังฟื้น ทรท. แต่หวังยุบ ปชป. ฐานสร้างพยานเท็จ

ที่มา ประชาไท

สืบเนื่องจากกรณีที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีต รองผอ.กอ.รมน. นำพยาน 2 ราย ที่เคยให้การต่อตุลาการรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคไทยรักไทยมาเปิดเผยว่า ได้รับการว่าจ้างจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คนละ 15 ล้านบาท เพื่อปรักปรำพรรคไทยรักไทย จนทำให้พรรคไทยรักไทยถูกยุบไปในที่สุดนั้น

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่ผ่านมา นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ให้ความเห็นต่อเรื่องดังกล่าว โดยยอมรับว่า การต่อสู้เพื่อให้รื้อฟื้นคดีและชนะคดียุบพรรคไทยรักไทยนั้นเป็นเรื่องยาก แม้จะมีพยาน 2 คนออกมาสารภาพว่าถูกจ้างวานให้เป็นพยานเท็จก็ตาม ดังนั้น จะพุ่งเป้าไปที่การเอาผิดกับพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ว่าจ้างให้พยานทั้ง 2 คน มาใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย เพราะถือเป็นข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน และเปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้ผู้เกี่ยวข้องกำลังประสานงานกับ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทยที่ตกเป็นจำเลยคดีอาญาในฐานะผู้ว่าจ้างพรรคเล็กให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อขอให้มาเป็นเจ้าภาพในการดำเนินคดีกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะถือว่าเป็นบุคคลที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง

ทั้งนี้เขากล่าวด้วยว่า เมื่อได้หลักฐานใหม่ที่เป็นประโยชน์ในทางคดี เราก็มีสิทธิอันชอบธรรมในการเล่นงานพรรคประชาธิปัตย์ นี่คือเป้าหมายที่มีโอกาสเป็นไปได้สูง สำหรับขั้นตอนในการดำเนินการเอาผิด จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ 1.การเข้าแจ้งความกับตำรวจเพื่อขอให้ดำเนินคดีอาญากับพรรคประชาธิปัตย์ฐานจงใจใช้พยานเท็จ และ 2.การยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กตต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเลขาธิการพรรคกระทำผิดกฎหมายพรรคการเมือง หาก กกต.วินิจฉัยว่ามีมูล ก็จะยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาต่อไป

............................
ที่มา : เรียบเรียงจากเว็บไซต์มติชน

สุรชาติ บำรุงสุข: สร้างเอกภาพด้วยสงคราม!

ที่มา ประชาไท

“ในประเทศของเรา คนชนชั้นหนึ่งสร้างสงคราม
และก็ปล่อยให้คนอีกชนชั้นหนึ่งต่อสู้เอาเอง”


จดหมายจาก Gen. Sherman ถึง Gen. O.O. Howard
ในสงครามกลางเมืองอเมริกัน
17 พฤษภาคม 1865

ในสถานการณ์ปัจจุบันเห็นได้ชัดเจนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับกัมพูชา มีแนวโน้มทรุดต่ำลง จนหลายฝ่ายเกิดความกังวลว่า สถานการณ์เช่นนี้อาจจะต้องจบลงด้วย “สงคราม” เพราะมองไม่เห็นปัจจัยเชิงบวกที่จะทำให้สถานการณ์ความตึงเครียดเช่นนี้ ลดระดับของความรุนแรงลงแต่อย่างใด

ว่าที่จริงแนวโน้มเช่นนี้ไม่ใช่ทิศทางใหม่แต่อย่างใด ถ้าเราถอยกลับไปมองปัญหาที่ค่อยๆ เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่กัมพูชาต้องการจดทะเบียนพระวิหารเป็นมรดกโลกในช่วงต้นปี 2550 ก็จะพอคาดเดาได้ว่า เรื่องดังกล่าวย่อมจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสองอย่างแน่นอน และเมื่อล่วงเข้าปี 2551 เราก็ได้เห็นสถานการณ์ในลักษณะเช่นว่านั้น จนอาจกล่าวได้ว่า หนึ่งในปัญหาวิกฤตของไทยในปี 2551 ก็คือ “วิกฤตการณ์ปราสาทพระวิหาร”

แต่ถ้าจะบอกว่าวิกฤตการณ์ปราสาทพระวิหาร เป็นปัญหาในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแต่เพียงอย่างเดียว คงจะไม่ใช่ เพราะสิ่งที่เป็นปัญหาทับซ้อนอยู่กับเรื่องเช่นนี้ก็คือ วิกฤตการณ์ของการเมืองไทยเอง ซึ่งการก่อตัวระลอกแรกขึ้นด้วยการจัด “ขบวนล้มรัฐบาลทักษิณ” และการเคลื่อนตัวของกระแสเช่นนี้จบลงด้วยวิธีการที่ง่ายของการเมืองไทยก็คือ การรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549

แต่หลังจากรัฐประหารดังกล่าวแล้ว ปัญหากลับไม่ได้จบลงเป็นปกติแต่อย่างใด ขบวนล้มรัฐบาลทักษิณ ซึ่งเป็นการสร้างแนวร่วมของกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทยตั้งแต่ระดับสูงลงมา โดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนที่อาจจะต้องกล่าวว่าไม่ใช่แต่เพียงการล้มรัฐบาลทักษิณเท่านั้น หากแต่ยังมีนัยถึงการล้มระบอบการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมกับการสถาปนา “ประชาธิปไตยชี้นำ” (หรืออาจจะเรียกว่าเป็น “Guided Democracy”) ที่การเมืองจะต้องถูกควบคุมโดยชนชั้นนำ หรือเป็นไปในทิศทางที่ชนชั้นนำเป็นผู้ได้ประโยชน์ ซึ่งกระบวนการเช่นนี้ได้ถูกกำหนดโดยตรงจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 โดยมองว่าการเมืองก่อนรัฐประหาร 2549 ที่มาพร้อมกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 นั้น ก่อให้เกิด “ความฟุ้งเฟ้อของประชาธิปไตย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ระบบทุนนิยมส่วนหนึ่ง และชนชั้นล่างอีกส่วนหนึ่งเข้ามามีบทบาทในการเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากขึ้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ประชาธิปไตยแบบรัฐธรรมนูญปี 2540 นั้น ก่อให้เกิดพันธมิตรระหว่างทุนกับชนชั้นล่างโดยผ่านนโยบายแบบประชานิยม ซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อชนชั้นสูงและชนชั้นกลางในเมือง

และ “คำตอบสุดท้าย” สำหรับการต่อสู้กับปัญหาเช่นนี้ก็คือ การใช้การรัฐประหารเป็นเครื่องมือในการจัดการทั้งควบคุมและทำลายคู่ปฏิปักษ์เดิม และหวังว่ารัฐประหารจะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการถอยการเมืองไทยกลับสู่สภาวะเดิมที่ทุกอย่างต้องถูกควบคุมโดยชนชั้นสูง ที่มีฐานะเป็นชนชั้นนำในการเมืองไทย พร้อมๆ กับการอาศัยการขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนจุดยืนของพลังบางส่วนไม่ว่าจะเป็นสื่อ ปัญญาชน ชนชั้นกลางในเมือง และบรรดาผู้นำเอ็นจีโอที่มีอดีตเป็นนักเคลื่อนไหว ตลอดรวมถึงบรรดาผู้ที่เคยมีฐานะเป็น “ฝ่ายซ้าย” ที่ใกล้ชิดกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งล้วนแต่ชูคำขวัญในลักษณะของการ “ต่อต้านทุนนิยม” และไม่ยอมรับต่อทิศทางในความเป็นพันธมิตรระหว่างทุนนิยมกับชนชั้นล่างในรูปของประชานิยม

แต่ในกระบวนการต่อสู้ทางการเมืองเช่นนี้กลับพบว่า เครื่องมือเดิมด้วยวิธีการรัฐประหารนั้น ควบคุมระบบการเมืองไทยไม่ได้จริง ระบอบทหารภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มในข้างต้นกลายเป็นเพียง “จำอวดการเมือง” ที่พวกเขาบริหารประเทศไม่ได้และบริหารไม่เป็น แต่ก็อาศัยสื่อกระแสหลักและการสนับสนุนของชนชั้นนำเป็นเครื่องค้ำประกันความอยู่รอด พร้อมๆ กับการโหมทำลายและโจมตีทางการเมืองต่อกลุ่มที่หมดอำนาจจากการรัฐประหารอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคุณธรรม ปัญหาคอร์รัปชั่นและปัญหาความไม่จงรักภักดี ตลอดรวมถึงปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในประเด็นหลังนี้ได้ถูกนำมาใช้เคลื่อนไหวเพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้นำรัฐบาลไทยที่ถูกล้มด้วยการรัฐประหารมีผลประโยชน์ร่วมกับผู้นำรัฐบาลกัมพูชา จนถูกสร้างให้เป็นเรื่องถึงขั้นมีการแลกปราสาทพระวิหารกัน ซึ่งการนำประเด็นเช่นนี้มาจุดกระแส เห็นชัดเจนว่าต้องการสร้างกระแสชาตินิยมให้เกิดขึ้นให้ได้

ดังนั้นหากมองการสร้างกระแสชาตินิยมในปี 2551 ในบริบทของการเมืองไทยแล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่าชาตินิยมถูกจุดขึ้นเพื่อรองรับต่อการหวนคืนของกระแสขวาจัด ที่ก่อรูปอย่างชัดเจนจากความสำเร็จของการโค่นล้มรัฐบาลทักษิณด้วยการรัฐประหาร แต่ดังที่รับรู้กันโดยทั่วไปก็คือ รัฐประหารประสบความสำเร็จเพียงการโค่นรัฐบาลพลเรือน แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จในการควบคุมระบบการเมืองหลังจากนั้น ประจักษ์พยานที่ชัดเจนก็คือ เสียงสนับสนุนในตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงมีอยู่อย่างเหนียวแน่น และพรรคไทยรักไทยที่แม้จะต้องถูกทำลายลง ก็ไม่ได้หมดสภาพไปแต่อย่างใด กลับมีการสืบทอดทิศทางและนโยบายจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งในอีกด้านหนึ่งของปัญหาจากความสำเร็จในการล้มรัฐบาลทักษิณ ก็นำไปสู่การก่อตัวของการต่อต้านระบอบอำนาจนิยมของทหารที่มีการยึดอำนาจเป็นแกนกลาง พร้อมๆ กับการก่อตัวของการต่อต้านระบอบการเมืองเก่าที่ถูกมองว่าตกอยู่ภายใต้การควบคุมของชนชั้นนำและชนชั้นสูง

ดังนั้นเมื่อเกิดกรณีปราสาทพระวิหารขึ้น ซึ่งแม้เรื่องดังกล่าวจะเป็นประเด็นมาตั้งแต่ปี 2550 อันเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลรัฐประหารยังคงอยู่ในอำนาจ แต่ก็ไม่เป็นประเด็นในเวทีสาธารณะเท่าใดนัก และน่าสนใจว่า ถ้ารัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ยังคงดำรงอำนาจอยู่จนถึงปี 2551 แล้ว รัฐบาลดังกล่าวจะดำเนินการอย่างไรในกรณีปราสาทพระวิหาร และกระแส “ชาตินิยมขวาจัด” ที่มีฐานการสนับสนุนรวมศูนย์อยู่กับชนชั้นนำที่เป็นชนชั้นสูง ชนชั้นกลางในเมือง สื่อกระแสหลัก ปัญญาชน ผู้นำเอ็นจีโอและอดีตนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย จะกดดันรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ อย่างไร

คำถามดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะผลจากการเลือกตั้งในช่วงปลายปี 2550 นั้น ส่งผลให้พรรคการเมืองของฝ่ายที่ถูกโค่นล้มอำนาจด้วยการรัฐประหารนั้น กลับเข้ามามีอำนาจอีก รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช มีท่าทีประนีประนอมในกรณีปัญหาปราสาทพระวิหาร เพราะตระหนักถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ การเมือง และข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว ซึ่งท่าทีเช่นนี้เห็นได้ชัดเจนจากแถลงการณ์ไทย-กัมพูชา-ยูเนสโก หรือที่เรียกกันภายในว่า “แถลงการณ์นพดล”

แต่ท่าทีเช่นนี้ได้กลายเป็นโอกาสอันดียิ่งให้แก่กลุ่มขวาจัดที่ด้านหนึ่งจะสามารถใช้กระแสชาตินิยมในการเป็น “ธงนำ” ของการเคลื่อนไหว เพราะในขณะที่กลุ่มชนชั้นล่างและคนในชนบทยังคงให้การสนับสนุนกลุ่มทักษิณโดยผ่านความชื่นชมในนโยบายประชานิยมนั้น สิ่งที่จะนำมาใช้เป็นอาวุธในการทลายพลังอำนาจของประชานิยมได้อย่างมีประสิทธิภาพก็น่าจะเป็น “ลัทธิชาตินิยม” และกรณีปราสาทพระวิหารก็เป็นรูปธรรมอันดียิ่งที่ถูกนำมาเป็นประเด็นของการสร้างกระแสเช่นนี้

ในด้านหนึ่งผู้คนในสังคมไทยไม่มีความทรงจำในประวัติศาสตร์หลงเหลืออยู่เท่าใดนัก ความทรงจำที่ตกหล่นหายไปกับกาลเวลาเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้คนเป็นจำนวนมากไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในการกำเนิดของ “สยามรัฐ” ที่ถูกกำกับด้วย “พรมแดนวิทยาศาสตร์” (scientific frontier) หรือเส้นเขตแดนเช่นในปัจจุบัน อันเป็นผลจากข้อตกลงที่พระมหากษัตริย์สยามกระทำกับเจ้าอาณานิคมในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส 1893 1904 และ 1907 (พ.ศ. 2447 และ พ.ศ. 2450 ตามลำดับ) และการต้องคืนดินแดนที่สยามยึดมาในปี 2484 ให้แก่เจ้าของเดิมในปี 2489

ขณะเดียวกันก็ไม่รับรู้ผลที่เกิดจากคำตัดสินของศาลระหว่างประเทศในปี 2505 และความไม่รับรู้เช่นนี้ ยังรวมไปถึงการไม่ตระหนักถึงข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกิดขึ้น ดังประสบการณ์ในปี 2489 หรือในปี 2505 ที่เป็นผลลบแก่รัฐบาลไทยมาแล้ว หรือบางทีเราก็ไม่อยากได้ยินว่าในสมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ก็ได้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชาในวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ที่การปักปันเขตแดนจะถือเอาสนธิสัญญา 1893 อนุสัญญา 1904 สนธิสัญญา 1907 และพิธีสารแนบท้าย และแผนที่ปักปัน 1904 และ 1907 เป็นเอกสารหลัก

ความไม่รับรู้อดีตการกำเนิดของสยามรัฐและปัญหาเส้นเขตแดนสยามเป็นช่องว่างให้กระแสชาตินิยมก่อตัวได้ง่าย อีกทั้งการปลุกระดมที่เกิดขึ้นยังเป็นผลจากทัศนะ (perception) ของผู้คนในสังคมไทยในการมองประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว หรือกัมพูชา ด้วยความเชื่อว่า ไทยเป็นใหญ่เหนือชาติเหล่านี้ โดยเฉพาะในกรณีลาวและกัมพูชาแล้ว เราชอบถือว่าไทยเป็น “พี่ใหญ่” ที่เคยปกครองพวกเขามาแล้ว ประกอบกับก็มีประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างให้เกิดความหมองใจและความหวาดระแวงต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของสงคราม และการยึดครองที่เกิดขึ้น และด้วยเงื่อนไขทางจิตวิทยาเช่นนี้ เราก็สร้างความทรงจำในประวัติศาสตร์จนถึงขนาดพระมหากษัตริย์อยุธยาจับเจ้าผู้ครองกัมพูชาตัดศีรษะเอา “เลือดล้างเท้า” มาแล้ว (บางทีก็น่าฉุกคิดว่า กษัตริย์อยุธยากระทำการเช่นที่เราสร้างเรื่องราวให้ภูมิใจและใช้ข่มประเทศเพื่อนบ้านเช่นนี้จริงหรือ อดคิดไม่ได้ว่า พระมหากษัตริย์ของเราอาจจะไม่คิดและกระทำอะไรหยาบเช่นนั้นเลยก็ได้ แต่เราก็เชื่อเอาเองมาโดยตลอด!)

ผลของการปลุกกระแสชาตินิยมแบบสุดขั้วในปี 2551 เกือบจะนำพาไทยเข้าสู่สงครามกับกัมพูชาในกรณีปราสาทพระวิหารมาแล้ว แต่สำคัญกว่านั้นก็คือ กระแสเช่นนี้มีส่วนโดยตรงต่อการทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลสมัคร และในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมืออย่างดีในการต่อสู้กับการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มผู้สนับสนุน ตลอดรวมถึงกลุ่มที่ไม่ใช่ผู้สนับสนุนทักษิณโดยตรง แต่มีความเห็นต่างจากรัฐบาลในกรณีความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา และกรณีปราสาทพระวิหาร ก็จะถูกทวงถามด้วยวาทกรรมชาตินิยมว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า?” หรือถูกประณามด้วยวลีเก่าๆ ว่า “ขายชาติ” หรือ “คนไทยใจเขมร” เป็นต้น

ฉะนั้นเมื่อผู้นำรัฐบาลกัมพูชาให้สัมภาษณ์ถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ จนถึงกรณีการแต่งตั้งให้ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจแก่รัฐบาลกัมพูชาแล้ว ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่า จะยิ่งทำให้กระแสชาตินิยมขวาจัดในไทยอยู่ในภาวะ “แทบจะอกแตกตาย” และจะต้องยิ่งใช้แนวทางตอบโต้แบบ “สะใจ” เพราะตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่างก็มาจากกลุ่มเรียกร้องเอาปราสาทพระวิหารคืน และทั้งยังมีท่าทีต่อต้านกัมพูชาด้วย ฉะนั้นเมื่อรัฐบาลนี้กำเนิดขึ้น อันเป็นผลส่วนหนึ่งมาจากการเล่นการเมืองและการสนับสนุนของกลุ่มชนชั้นนำที่เป็นชนชั้นสูงและทหาร และอีกส่วนก็มาจากกลุ่ม “เสื้อเหลือง” ที่มีลักษณะ “สุดขั้ว” ในปัญหาพระวิหาร จนดูเหมือนว่าทิศทางนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลก็คือ นโยบายต่างประเทศของกลุ่มเสื้อเหลือง ซึ่งก็คือนโยบายที่ถูกขับเคลื่อนด้วยลัทธิชาตินิยมสุดขั้ว และการ “ไล่ล่าทักษิณ” โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น

การดำเนินนโยบายแบบ “สะใจ” ที่เรียกทูตกลับ (การลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต) และเตรียมยกเลิกบันทึกช่วยจำฉบับต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 17 ฉบับ (การยกเลิกเรื่องที่ทำความตกลงไว้แล้วในอดีต) อาจจะช่วยในการสร้างกระแสตอบรับรัฐบาล อย่างน้อยอาจจะทำให้รัฐบาลกัมพูชาและ พ.ต.ท.ทักษิณ กลายเป็น “แพะ” สำหรับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาคอร์รัปชั่นในโครงการไทยเข้มแข็ง ปัญหาการแต่งตั้งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอื่นๆ

การดำเนินนโยบายที่ใช้กระแสชาตินิยมเป็นเครื่องมือ อาจจะทำให้คนไทยเป็นเอกภาพได้บ้าง แต่ก็คงไม่ใช่ทั้งหมด เว้นแต่ผู้นำรัฐบาลจะเชื่อผลโพลล์ และเชื่อว่า “รัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว” แต่ก็คงจะต้องระมัดระวังว่า ถ้าดำเนินนโยบายในลักษณะเช่นนี้แบบไม่มีข้อจำกัดแล้ว กระแสชาตินิยมก็อาจจะเกิดขึ้นในอีกฝั่งหนึ่งของเส้นพรมแดนได้เช่นกัน

ถ้ากระแสชาตินิยมชนกับกระแสชาตินิยมในแต่ละฟากฝั่งของเส้นเขตแดนแล้ว คำตอบสุดท้ายมีแต่เพียงประการเดียวก็คือ “สงคราม” และถ้าเช่นนั้นสงครามจะกลายเป็นเครื่องมืออย่างดีในการต่อสู้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และส่งเสริมให้ฐานะของรัฐบาลที่มีวิกฤตต่างรุมเร้าอย่างมากนั้นดีขึ้นมาก อย่างน้อยสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านมักจะทำให้ผู้คนในประเทศลืมเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ และที่สำคัญก็คือ ลืมความล้มเหลวของรัฐบาลในเรื่องอื่นๆ อีกทั้งยังอาจจะทำให้ “เด็กน้อย” บางคนกลายเป็น “ผู้ใหญ่” ที่ทรงอำนาจ (ถ้าเขาอยู่รอดได้ !)


หมายเหตุ: ชื่อบทความเดิม: สร้างเอกภาพด้วยสงคราม! ปัญหาวิกฤตไทย-กัมพูชา

เผยพื้นที่สังหาร พ.ต.ท.ทักษิณฯ

ที่มา thaifreenews

โดย หัตถา





อีนี่มันเลวได้ใจจริงๆ

มันสั่งให้ตาเฟื่อง..ผบ.ทอ. นำเครื่องบินรบ F-16 ADF รุ่นล่าสุดของเมืองไทยบินขึ้นจาก กองบินทางยุทธวิธีที่1 ฝูงบินรบที่102
จังหวัดนครราชสีมาจำนวน 4ลำพร้อมติดจรวดหัวรบยิงระยะไกลสุดเส้นขอบฟ้า
ไปรอที่สนามบินอู่ตะเภาก่อนหน้าแล้ว
ส่วนทางภาคใต้ใช้ กองบินที่ 7 ฝูงบินรบที่701 จังหวัดสุราษฏร์ธานี F-5E เป็นตัวสกัดกั้นการหลบหนี
...
จรวดที่ใช้ชื่อ ARAM ซึ่งมีใช้ในเมืองไทยเพียง 8ลูก หายไป2ลูก(อเมริกาไม่ยอมขายให้มากกว่านี้)
สมรรถนะของจรวดประเภทนี้เท่าที่ทราบ ใช้ยิงเป้าหมายจากอากาศสู่อากาศควบคุมด้วยเรด้าของเครื่องบิน
หรือดาวเทียม ได้ด้วย ระยะหวังผลสุดเส้นขอบฟ้า เป็นขีปนาวุธที่มีอนุภาพระดับหนึ่งของโลกเช่นกัน
จากการจัดหา กองทัพอากาศไทยได้ทำการร้องของการขาย AIM-120C-5 AMRAAM
ซึ่งเป็นขีปนวุธอากาศสู่อากาศพิสัยกลางจากสหรัฐอเมริกา พร้อม ๆ กับคำร้องขอของกองทัพอากาศสิงคโปร์
แต่ทั้งนี้นโยบายของสหรัฐอเมริกาคือ ไม่ต้องการให้การขายอาวุธของสหรัฐเป็นการเพิ่มการแข่งขันสะสมอาวุธ
หรือทำให้ดุลภาพทางทหารของภูมิภาคเสียไป โดยในขณะที่ภูมิภาคอาเซียนไม่มีจรวดนำวิถีพิสัยกลางอยู่
ในประจำการ สหรัฐจึงขอให้เก็บ AMRAAM ของกองทัพอากาศไทยและสิงคโปร์ไว้ที่ฐานทัพอากาศของสหรัฐ
ต่อมาเมื่อกองทัพอากาศมาเลเซียจัดหาขีปนวุธอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง R-27 จากรัสเซียได้สำเร็จ
สหรัฐจึงมอบ AMRAAM ของกองทัพอากาศไทยและสิงคโปร์มาเก็บไว้ที่ประเทศไทยและสิงคโปร์
ตามลำดับ ซึ่ง F-16ADF นับเป็นเครื่องบินขับไล่แบบแรกของกองทัพอากาศไทยที่มีความสามารถในการ
โจมตีในระยะเกินสายตา (Beyond Visual Range: BVR)
...
นั้นหมายถึงว่ายุทธวิธีสกัดกั้น........ใช้ประกบข้าง2ลำ...นำหน้า1ลำ...ปิดท้าย1ลำ ตามแบบยุทธวิธีการบินบังคับให้ลง
หรือ เมื่อเข้าเขตน่านฟ้าทางทะเลของไทยหรือสากล ก็ยิงด้วยจรวด AMRAAM ระเบิดกลางอากาศจมทะเลหาชิ้นไม่เจอ
ซึ่งการสกัดกั้นนั้น ใช้อาวุธปืนประจำเครื่องบินก็พอเพียงแล้ว..และโดยรู้ว่าจะสกัดเครื่องบินโดยสารที่ไม่มีอาวุธ!!!!!!!!!!!
เราไม่มีความรู้ด้านอาวุธเขียนผิดถูกโปรดอภัยด้วยแต่ที่แน่ๆมันเจตนาฆ่าทิ้งมากกว่าด้วยจรวด.............
...........เห็นเครื่องสังหารและแผนการสังหารทางอากาศ.....
.............นี่หรือทหารไทยผู้เก่งกล้าสามารถ กับคนมือเปล่า......โฮ่หน่อยซิครับ
..............สดุ้งตื่นพอดี พี่ลูกชาวนาไทยปลุกดื่มกาแฟ...อ้าวฝันไปนี่หว่าเสียดายยยยยยอิอิอิอิ


















คุณพระคุณเจ้าโปรดคุ้มครองคนดีของแผ่นดินด้วยเจ้าค่า

Friday, November 20, 2009

สนธิ..บุญยรัตกลิน

ที่มา บางกอกทูเดย์

ใครจะไปขัดขวางไม่ให้ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลินอดีตผู้บัญชาการทหารบกและประธานคณะปฏิวัติเข้ามาเล่นการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยการไปเอาคำพูดเก่าๆ ที่ว่า จะไม่เล่นการเมือง ไม่เป็นนายกรัฐมนตรีว่าเป็นการตระบัดสัตย์ก็ต้องขอบิณฑบาตแทนท่านไว้ตรงนี้...2 ปี บนเก้าอี้แห่งอำนาจ ที่ไม่ว่าจะ

ปรากฏตัว ณ ที่ใด ก็จะมีไฟส่องหน้า..ทุกประโยคที่ตอบคำถามจะได้รับการตีพิมพ์กันอย่างเอิกเกริก เป็นไปไม่ได้...ที่จะให้เขาเกษียณอายุกลายเป็นตาแก่คนเฒ่า ที่ไม่มีใครให้ความสนใจวันนี้ในฐานะหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ..ไม่ว่า พลเอกสนธิบุญยรัตกลิน จะปรากฏตัวขึ้น ณ สถานที่แห่งใด...เขาก็จะกลายเป็นคนสำคัญ..ทุกการเคลื่อนไหวของเขาจะปรากฏในจอทีวี..และไม่ว่าจะบินไปยังแห่งหนตำบลใดในโลก..ก็ไม่เงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวการเมือง...เป็นเรื่องของอำนาจ

อำนาจ....เป็นสุดยอดแห่งกิเลสตัณหากิเลสตัณหา....คือความเป็นปุถุชนพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ก็คือ ปุถุชนคนหนึ่ง...หากมีโอกาสที่จะกลับสู่อำนาจอีกครั้ง มีหรือที่จะรั้งรออีกทั้งรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เป็นผลพวงมาจากการปฏิวัติ..ก็ยังมีองค์คณะอีกมากมายที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาใต้ลายเซ็นของเขา....จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะเข้ามาเก็บเกี่ยวในสิ่งที่ไถหว่านเอาไว้....พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน...เคยกล่าวถึงการปฏิวัติครั้งนั้นว่า....เขาถูกหลอกไม่มีรายละเอียดมากมายว่า ใครเป็น

คนหลอก...และหลอกอย่างไร..แต่ที่ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ยังไม่เคยเล่าให้ใครฟังก็คือ....เขาเป็นคนหนึ่งที่ได้รับการทาบทามให้เป็นคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนที่ สมัคร สุนทรเวชจะได้รับการทาบทาม..ทั้งๆ ที่แน่ใจว่า...หากเขารับในการทาบทามครั้งนั้น...เขาก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี....แต่เขาปฏิเสธประเทศจึงมี สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีมี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี..มีการก่อการร้ายยึดสนามบินและยึดทำเนียบรัฐบาล..ประเทศ

ย่อยยับบรรลัย มาจนเท่าทุกวันนี้บางทีทหารคนหนึ่งผู้ชายคนนี้...อาจจะรู้สึกเสียใจในสิ่งที่ได้ทำลงไปในระหว่างเป็นผู้บัญชาการทหารบกและอยากจะกลับมาใช้บาปให้กับกรรมที่ได้ก่อขึ้น..เป็นเรื่องดีที่ ฝ่ายประชาธิปไตย..จะได้พวกมากขึ้นในประเทศที่ยังแกว่งไกวอยู่กับประชาธิปไตยอีแอบเป็นเรื่องดีที่..ประชาชนจะมีคนให้เลือกอีกคนหนึ่ง..เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง.. 