WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, November 23, 2009

ยังอึมครึม

ที่มา ไทยรัฐ

อากาศเมืองไทยตอนนี้ไม่ต่างจากสถานการณ์ บ้านเมือง เท่าไหร่นัก อึมครึม ชอบกล ทิศทางเป้าหมายของประเทศก็ไม่ชัดเจน วิกฤติการเมือง สามวันดีสี่วันไข้ กระทบไปถึงภาคธุรกิจที่พลอยชะลอการลงทุนไปด้วย ดูจากตัวเลขทางเศรษฐกิจสิ้นปีนี้แล้วอย่างไรเสียก็คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศติดลบแน่นอน แต่รัฐบาลเข้าใจประชาสัมพันธ์ไปพูดถึงเศรษฐกิจปี 2553 ว่าจะต้องบวก 3 บวก 4

พูดกันอย่างไรก็ได้ เพราะความจำสั้น
สมัยที่เกิดวิกฤติการแก้รัฐธรรมนูญ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ทางทีวีว่าจะพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็วและอาจจะมีการยุบสภาในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาด้วยซ้ำไป

ปัจจุบันการแก้รัฐธรรมนูญเป็นโครงการในฝันไปแล้ว

เช่นเดียวกับเรื่องของ วิกฤติไข้หวัดใหญ่ 2009 คนไทยประมาท เพราะผู้นำประเทศการันตีว่า โรคนี้ไม่เสียชีวิต ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวเป็นจำนวนกี่ร้อยคนแล้ว ยิ่งอากาศเริ่มหนาวเย็นอย่างนี้ โอกาสที่ไข้หวัดใหญ่ 2009 ก็จะกลับมาคร่าชีวิตคนไทยอีกกระทอก

นี่คงเป็นแค่น้ำจิ้มเท่านั้น ถ้ารีเพลย์ผลงานรัฐบาลที่ผ่านมาก็คงจะจับผิดได้อีกเยอะ เอาเถอะของอย่างนี้ ประชาชนจะเป็นคนตัดสินเอง และเชื่อว่าโอกาสที่รัฐบาลชุดนี้จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกคงลำบากหน่อย ยิ่งถ้าไม่มีตัวช่วยด้วยแล้ว ใช้ยุทธวิธีการสร้างภาพอย่างเดียว น่าเป็นห่วง

ดัชนีความสุขของประชาชนวัดได้ง่ายๆ ใกล้ปีใหม่คนไทยเหมือนจะสิ้นใจ รายได้น้อยลง รายจ่ายเพิ่มขึ้น ยิ่งสถานการณ์บ้านเมืองไม่ค่อยจะเป็นมงคลด้วยแล้ว ใครจะมีกำลังใจมาเฮฮาปาร์ตี้

ฉลองกันเงียบๆ ของขวัญ ปฏิทินปีใหม่ พอเริ่มปลายเดือนพฤศจิกายนทุกปีก็เริ่มจะมีให้เห็นแล้ว สองสามปีที่ผ่านมานี้ไปสำรวจตามห้างสรรพสินค้าต่างๆยังไม่คึกคัก สินค้าแต่ละแบรนด์แต่ละประเภทแข่งกันลดราคา ยังไม่ค่อยจะมีคนอุดหนุน สิ้นปีก็เหมือนสิ้นใจ อย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ควรจะต้องหันมาทบทวนก็คือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ลงทุนกู้เงินมาดำเนินการโดยเฉพาะ

เช็คช่วยชาติวืดไปแล้วเห็นๆ

เงิน 2 พันบาทตำพริกละลายแม่น้ำไปแล้ว โครงการไทยเข้มแข็ง สารพัดโครงการจำไม่ไหว ก็ยังไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรม มีแต่เรื่องอื้อฉาว ประเภทความไม่ชอบมาพากลเป็นรายวัน

ทุจริตกันลอยนวล

รัฐบาลชุดนี้หนีไม่พ้นวังวนการทุจริตเหมือนกับรัฐบาลทั่วไป อาจจะมากกว่าแต่บริหารจัดการดีกว่า การเอาจริงเอาจังกับเกมชิงอำนาจทางการเมือง พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

ชาวบ้านก็ยังถูกจับเป็นตัวประกันแทบทุกเรื่อง ร้องเพลงชาติ ก็ต้องเสียเงิน ความพยายามที่จะยืดอายุของรัฐบาลอาจจะซื้อเวลาไปได้อีกนาน แต่ลมหายใจของประชาธิปไตย อนาคตคนไทยสั้นลงทุกที.

หมัดเหล็ก

ตัวจริงยังนิ่งเฉยได้?

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_48543

อภิสิทธิ์

เฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ก 2 ลำ เฮลิคอปเตอร์เบล 212 ของกองทัพบก 2 ลำ และ เฮลิคอปเตอร์เบล 212 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีก 1 ลำ รวมทั้งหมด 5 ลำ

ขณะที่ภาคพื้นดิน มีกองกำลังหน่วยคอมมานโด 1 กองร้อย จากหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน บน.46 สารวัตรทหารอากาศและสารวัตรทหารบก อาวุธครบมือยืนรายรอบลานบิน ระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจนับพันนายมาคอยคุ้มกันตลอดเส้นทาง ตั้งด่านปิดถนน

ระทึกใจยิ่งกว่าคิวหนังสงครามบู๊ๆ

แต่นี่คือเรื่องจริง ฉากปกติเดิมๆของการอารักขาคิวเดินทางออกต่างจังหวัดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ล่าสุดเดินทางลงพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ทั้งจังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดสุโขทัย

"ล่อเป้า" ม็อบคนเสื้อแดงที่กระจายกำลังรอดักประท้วงรายทาง

จะพิเศษก็ตรงที่คิวล่าสุดนี้ รับมุกพอดีกับรายการ "โหมโรง" ที่ทีมโทรโข่งประชาธิปัตย์ตีปี๊บแผนลอบสังหาร ปั่นกระแสผวาปองร้ายนายกรัฐมนตรี

ดึงคะแนนเห็นใจ "อภิสิทธิ์"

ขณะเดียวกันก็แฝง "วาระชง" กระตุ้นความชอบธรรมในการปูทางให้รัฐบาลงัดกระบอง พ.ร.บ. มั่นคงฯคุมทั้งกรุงเทพฯ และจังหวัดเชียงใหม่

นัยว่า กดหัว กำราบกองกำลังเสื้อแดง

ประชาธิปัตย์ได้เหลี่ยม "อภิสิทธิ์" ตีกินสองเด้ง

แต่ในจังหวะที่เข้าทางเหมือนกัน โดยอารมณ์ที่ม็อบเสื้อแดงกำลังโหมโรงยุทธการเผด็จศึกรัฐบาล "อภิสิทธิ์ชน" ให้ได้ในช่วงดีเดย์ วันที่ 28 พฤศจิกายน ถึงต้นเดือนธันวาคม

ได้คิว "เดินสายยั่ว" ของนายกฯอภิสิทธิ์ กระตุ้นกองกำลังม็อบแดงตามหัวเมืองต่างจังหวัดให้ตื่นตัว เผาหัวอุ่นเครื่องให้ร้อน

เข้าจังหวะพอดีกับการนัดระดมพลใหญ่ที่กรุงเทพฯ

ม็อบเสื้อแดงเปิดเกมรุกเร็ว ตามธงล้มรัฐบาลให้ได้ อีกมุมกลับกันก็เป็นยุทธศาสตร์ "ตั้งรับ" รีบระดมพลกองทัพเสื้อแดงออกมาชุมนุมใหญ่ เพื่อเล่นเกม "ขึงพืด" วัดใจกับ "สัญญาณล้มกระดาน" ของฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย

กั๊กกองกำลังสีเขียวไม่ให้เคลื่อนรถถังออกมายึดอำนาจได้ง่ายๆ

ตามจังหวะ ณ ห้วงนี้ ยังอยู่ในสงคราม "ชิงกระแส"

เอาเป็นว่า ยังพอมีเวลาคิดหน้าคิดหลัง สำหรับ "อภิสิทธิ์" และทีมกุนซือ ที่ส่ออาการเหมือนกำลังรอลุ้น "ตั๋วพิเศษ" เป็นนายกรัฐมนตรี หลังคิว "ล้มกระดาน" สกัดเครือข่ายนายใหญ่ไม่ให้ลงสนามเลือกตั้ง

โดยที่ยังไม่รู้ว่า ต้องแข่งกับ "พ" แคนดิเดตที่จ้องรอแย่งตั๋วพิเศษเหมือนกัน

หรือกับมุก "รัฐบาลเฉพาะกาล" ประชาธิปัตย์จับมือกับฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย ตามข้อเสนอเคลียร์หน้าเสื่อการเมืองไทย โดยที่คนชื่อ "อภิสิทธิ์" ยังล็อกโควตานั่งเป็นนายกฯ

โดยเงื่อนไขแล้ว ก็ยิ่งยากที่ "อภิสิทธิ์" จะกล้ำกลืนฝืนน้ำลายตัวเอง

"น้ำบ่อหน้า" ยังต้องคิดกันอีกหลายตลบ

แต่ที่ชัวร์แน่ๆ กับเงื่อนไข "ตรงหน้า" ถ้าเสียงในสภาฯของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแผ่นดิน ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา รวมใจไทยชาติพัฒนา กิจสังคม หายไป เหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่ง รัฐบาลเสียงน้อยกว่าฝ่ายค้านเมื่อไหร่ "อภิสิทธิ์" ตกเก้าอี้ทันที

ไม่มีสิทธิขอ "ตัวช่วย" ยื้อเกมต่อเวลา

นี่ต่างหากเงื่อนไข "ชี้ชะตา"

ในสถานการณ์ "เชิดใส่" พรรคร่วมรัฐบาล แบบไม่ไว้หน้า นายกฯอภิสิทธิ์รับมุกกับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ แสดงอาการให้เห็นเลยว่า ไม่เห็นหัวพวกตัวจริงเสียงจริง

"สมศักดิ์ เทพสุทิน" โดนสกัดคิวขายข้าวโพด ข้าวเปลือก มันสำปะหลัง ไม่ให้เครดิต "เจ๊วา" นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ โควตาทีมมัชฌิมา ค่ายภูมิใจไทย

ยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" ก็ยังโดนเหลี่ยมกั๊กโครงการรถเมล์เช่าเอ็นจีวี

พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่สงบนิ่งอยู่ในมุม "พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ-ไพโรจน์ สุวรรณฉวี" ก็ยังโดนนายกฯอภิสิทธิ์รับมุกกับ "กอร์ปศักดิ์" ดึงจังหวะกั๊ก ไม่ให้ "เจ๊นก" ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที เดินหน้าโปรเจกต์โทรศัพท์ 3 จี ของบริษัททีโอทีฯ ตีกินผลงานโบแดง

แต่ที่ขัดใจกันอย่างแรงเลย กับคิวโยกย้ายนายตำรวจใหญ่ที่เพิ่งคลอดออกมา ตามข่าวเหมือนสมใจด้วยกันทั้ง "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และเครือข่ายยี่ห้อ "เพื่อนเนวิน" รวมทั้งขาใหญ่พรรคร่วมรัฐบาล

ของจริงคือ "เทพเทือก" ตีกินอยู่คนเดียว

โดยสถานการณ์ไหลมาถึงจุดนี้ มันจะเป็นอะไรที่แปลกประหลาดมาก ถ้าตัวจริงเสียงจริงพรรคร่วมรัฐบาลยังนิ่งเฉย ปล่อยให้ประชาธิปัตย์เหยียบบ่า ทุบเอาๆ

คิวนี้ต้องจับตาปฏิกิริยากระตุกเตือนแรงๆ.

ทีมข่าวการเมือง

ขอหมายศาลจับแกนนำรักเชียงใหม่ 51 “เพชรวรรต” ข้อหาขู่ฆ่าผู้นำประเทศจันทร์นี้

ที่มา ประชาไท

รองผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ขออนุมัติศาลออกหมายจับแกนนำรักเชียงใหม่ 51 "เพชรวรรต" ข้อหาขู่ฆ่าผู้นำประเทศจันทร์นี้ ด้านตำรวจระดม 3 กองร้อยคุ้มกัน พันธมิตรจัดประชุมเชียงใหม่ แต่ผิดคาดไร้เงาเสื้อแดงบุกปิดล้อม ระบุเตรียมจัดคอนเสิร์ตที่เชียงใหม่ 16 ม.ค. เพื่อสร้างความเข้าใจกับคนเหนือ "สุริยันต์" ยุปิดคลื่นเสื้อแดง เพราะยั่วยุปลุกระดม

22 พ.ย. 52 - นายไพโรจน์ แสงภู่วงษ์ รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ ฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยว่า ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเสนอขออนุมัติศาล จ.เชียงใหม่ให้ออกหมายจับ นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำเสื้อแดงกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ในวันจันทร์ที่ 23 พ.ย.นี้ ในข้อหาขู่ฆ่าผู้นำประเทศ เรื่องนี้ถือเป็นคดีอาญาแผ่นดินที่ไม่จำเป็นต้องมีผู้เข้าแจ้งความ เจ้าหน้าที่สามารถเอาผิดได้ หลังประกาศผ่านวิทยุชุมชนเชียงใหม่ขู่ว่าจะมีการคาร์บอมบ์นายอภิสิทธิ์ เวชาชีชวะ นายกรัฐมนตรี ในระหว่างที่จะเดินทางมาเป็นประธานร่วมประชุมหอการค้าไทยในวันที่ 29 พ.ย.นี้ที่โรงแรมเลอเมอริเดียน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ แต่ในส่วนของการสั่งปิดวิทยุชุมชนนั้นคงทำได้ยากเพราะจังหวัดเชียงใหม่ไม่มี อำนาจ หรือยังไม่มีกฎหมายจัดการที่ชัดเจน คงทำได้เพียงขอความร่วมมือให้หยุดการกระทำที่ไม่สมควร
ส่วนคดีค้างเก่าที่นายเพชรวรรตมีคดีติดตัวมามากกว่า 10 คดีนั้น ทางนายอมรพันธุ์ นิมานันท์ ผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ และ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผลบช.ภาค5 ได้สั่งเร่งรัดพนักงานสอบสวนให้เร่งดำเนินคดีโดยเร็วแล้ว ซึ่งอำนาจอยู่ที่พนักงานสอบสวนรวมทั้งการจะยื่นถอนประกันด้วย นายไพโรจน์ กล่าวอีกว่า วันที่นายกรัฐมนตรีจะมาปฏิบัติภารกิจที่ จ.เชียงใหม่ หน่วยงานรัฐใจกว้างเปิดพื้นที่ลานประตูท่าแพให้กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงได้ ชุมนุมแสดงออกแล้ว แต่หากไม่ยอมใช้และออกไปเคลื่อนไหวหรือสร้างความปั่นป่วนนอกพื้นที่แบบผิด กฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทันทีเช่นกัน โดยในส่วนของประชาชนที่จะออกมาร่วมชุมนุมนั้น ทางผู้ว่าราชการจ.เชียงใหม่ได้สั่งการไปยังทุกอำเภอของ จ.เชียงใหม่ รวมทั้งประสานขอไปยังกระทรวงมหาดไทยให้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดใน พื้นที่ภาคเหนืออื่นๆ แจ้งเตือนประชาชนว่าอย่าได้ออกมาร่วมชุมนุม เพราะเกรงว่าจะได้รับอันตราย หลังมีกระแสข่าวว่าจะมีการลอบใช้ระเบิด คาร์บอมบ์และเกิดความรุนแรงขึ้นในระหว่างการชุมนุม
สำหรับมาตรการป้องกันและรับมือนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำหนดใช้แผนกรกฎ และแผนอื่นควบคู่กันมากว่า 100 แผน เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยแก่นายกรัฐมนตรี ตลอดจนรักษาความสงบเรียบร้อยในกรณีอาจมีมือที่ 3 เข้ามาก่อกวนหรือปั่นป่วนให้เกิดสถานการณ์ร้ายแรง มั่นใจว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้
ตำรวจระดมกำลัง 3 กองร้อยคุ้มกันพันธมิตรฯ จัดประชุม แต่ไร้เงาเสื้อแดง
เมื่อช่วงเช้านี้ (22 พ.ย.52) กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภาคเหนือ นำโดยนายสุริยันต์ ทองหนูเอียด ที่ปรึกษาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.เชียงใหม่ พร้อมตัวแทนพันธมิตรฯ จาก 17 จังหวัดภาคเหนือและแกนนำจากส่วนกลางคือนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ได้เดินทางมาร่วมประชุมหารือกันที่ห้องประชุมภายในหอพักสนามกีฬาสมโภช เชียงใหม่700 ปี จ.เชียงใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดคอนเสิร์ตเพื่อประชาธิปไตยของพันธมิตรฯที่ กำหนดจะจัดให้มีขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ในวันที่ 16 ม.ค.ที่จะถึงนี้
ตำรวจได้นำกำลังชุดปราบจลาจลพร้อมโล่กระบองกว่า 500 นาย พร้อมรถห้องขังเคลื่อนที่ไม่ต่ำกว่า 4 คัน กระจายกำลังตั้งด่านสกัดกั้นและปิดล้อมทางเข้าออกสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่700 ปีไว้โดยรอบเพื่อควบคุมสถานการณ์ เนื่องจากเกรงว่ากลุ่มเสื้อแดงอาจมาชุมนุมปิดล้อมและเกิดการปะทะกันได้ แต่เวลาล่วงเลยไปถึง 10.00 น.ปรากฏว่าไม่มีกลุ่มเสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมปิดล้อมขับไล่หรือต่อ ต้านกลุ่มพันธมิตรฯ แต่อย่างใด ส่งผลให้กลุ่มพันธมิตรฯ สามารถจัดประชุมหารือกันได้ตามปกติ โดยไม่มีสถานการณ์ความรุนแรงไม่สงบเกิดขึ้น เนื่องจากหน่วยข่าวด้ายความมั่นคงรายงานว่าตำรวจเตรียมออกหมายจับแกนนำกลุ่มเสื้อแดงกรณีประกาศผ่านวิทยุชุมชนว่าจะขู่ฆ่านายกรัฐมนตรีใน 1-2 วันนี้
พันธมิตรฯ ระบุเหยียบเชียงใหม่เพื่อให้ความรู้ - สุริยันต์ยุปิดคลื่นเสื้อแดง
นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด ที่ปรึกษากลุ่มพันธมิตรฯ จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ที่จัดประชุมครั้งนี้เพื่อหารือกันในสามประเด็น เรื่องแรกคือเตรียมความปลอดภัยในการจัดงานคอนเสิร์ตเพื่อประชาธิปไตยที่สนาม กีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปีที่จะมีขึ้นในวันที่ 16 ม.ค.2553 ซึ่งเป้าหมายคือการให้ความรู้สร้างความเข้าใจสร้างสัมพันธ์ในกลุ่มพันธมิตร ด้วยกัน รวมทั้งผลักดันเรื่องการเมืองใหม่
เรื่องที่สองทำความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางในอนาคตท่ามกลางสถานการณ์ ปัจจุบัน และเรื่องที่สามหารือกันเรื่องพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งในวันที่ 16 พ.ย.นี้หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแกนนำพันธมิตรฯ ทั้งนายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต. จำลอง ศรีเมือง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข จะเดินทางมาร่วมเวทีกันอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งเรามั่นใจว่าจะใช้สิทธิเสรีภาพได้ซึ่งยืนยันว่าไม่ใช่การประกาศชัยชนะ หรือเป็นเรื่องของคนในคนนอก
ส่วนเรื่องที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาที่จ.เชียงใหม่เพื่อเป็นประธานการ ประชุมหอการค้าไทยในวันที่ 29 พ.ย.แล้วกลุ่มเสื้อแดงออกมาขู่จะมีคาร์บอมบ์นั้น มองว่าเป็นการคุกคามผู้นำประเทศที่อาฆาตมาตรร้ายถึงชีวิต เรื่องนี้สังคมต้องช่วยกันตรวจสอบจับตา โดยเฉพาะการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องควบคุมไม่ให้เกิดเรื่อง ร้ายเรื้อรังอย่างเช่นกับที่พรรคประชาธิปัตย์เคยถูกล่มเวทีที่หอศิลป วัฒนธรรม มช. และปล่อยมาจนเลยเถิดถึงวันนี้ ส่วนเรื่องของการสั่งปิดวิทยุชุมชนเสื้อแดงที่ขู่คาร์บอมบ์นายกรัฐมนตรีนั้น มีช่องทางที่จะสั่งปิดสถานีได้ เพราะเป็นการใช้วิทยุชุมชนเป็นเครื่องมือทางการเมืองยั่วยุปลุกระดมให้เกิดความรุนแรงซึ่งผิดเจตนารมณ์ของการจัดตั้งวิทยุชุมชน
ที่มา: เรียบเรียงจากเว็บไซต์คมชัดลึก, เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ

สำนักข่าวมุสลิมไทย: เผยเบื้องลึก 'บิ๊กบัง' นั่งมาตุภูมิ และประชาธิปไตยแบบ'สนธิ บุญรัตกลิน'

ที่มา ประชาไท

สำนักข่าวมุสลิมไทยสัมภาษณ์พลเอกสนธิคำต่อคำ ต่อหน้าสื่อกระแสหลัก คุยเกือบทุกประเด็น ค้นเกือบทุกคำถามที่คาใจ เผยเริ่มเชื่อมั่นประชาธิปไตย หลังใช้อำนาจรัฐประหาร กระโจนสู่ถนนสายนักการเมือง หลังรัฐธรรมนูญฉบับยึดอำนาจ และแผนบันไดสี่ขั้นเริ่มแผลงฤทธิ์

คำแถลงข่าวของพลเอกสนธิ บุญรัตกลิน
ต่อหน้าสื่อมวลชน และสำนักข่าวมุสลิมไทย
“เรียนที่มั่นที่เคารพ ท่านสมาชิกภาผู้แทนราษฎร์พรรคมาตุภูมิ สมาชิกพรรคมาตุภูมิตลอดจนคณะกรรมบริหารของพรรคมาตุภูมิที่สำคัญที่สุดก็คือน้องๆ สื่อมวลชนที่รักทุกท่าน
ครับ! ผมคิดว่า วันนี้มันเป็นวันที่สำคัญวันหนึ่ง ที่ผมเองที่ได้ตัดสินใจมาร่วมทำงานกับพรรคมาตุภูมิอย่างเต็มตัว มูลเหตุโดยทั่วไป ประการที่ 1 แนวนโยบายและความคิดทางการเมืองของพรรคมาตุภูมิ มีแนวนโยบายในความเป็นกลางจากปัญหาของบ้านเมืองในเวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความขัดแย้งในทางการเมืองที่เป็นปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบัน และความแตกแยกของคนในสังคม ที่สำคัญก็คือเรื่องของวัฒนธรรมทางการเมือง ซึ่งมันล่อแหลมต่อการนำพาประเทศไปในทางที่ค่อนข้างลำบาก ผมเห็นแนวสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้เป็นปัญหา
นโยบายพรรคมาตุภูมิจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์การเมืองสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีความหน้าอยู่ เป็นสังคมที่มีเป็นการเมืองที่มีความเข้มแข็ง ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เมื่อแนวนโยบายและตรงกับแนวคิดแนวทางที่เรามีอยู่ ก็มีความตั้งใจตรงเห็นว่าตรงนี้คือแหล่งที่เราสามารถทำได้
ปัญหาที่สำคัญอีกประการ คือปัญหาสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมทราบดีว่าขณะนี้มีพี่น้องประชาชนทั้งที่เป็นพุทธและมุสลิมเสียชีวิตไปเกือบ 4,000 คนในเวลาเพียงไม่กี่ปี ถามว่าเราจะแก้ปัญหากันอย่างไร ทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ใน 3 จังหวัด มีความสงบเรียบร้อย
ทางพรรคมาตุภูมิมีแนวคิดและนโยบายเกี่ยวกับการแก้ปัญหาภาคใต้ค่อนข้างชัดเจนมีโดยความเป็นไปได้ ตามแนวทางใหม่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์พรรคมาตุภูมิ ได้กำหนดแนวความคิดตามคำเสนอแนะของนักวิชาการ เห็นว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางหนึ่งที่สอดคล้องกับแนวที่มีความจำเป็นที่ผมเคยอยากจะสานต่อในสิ่งที่เคยทำมาในอดีต โดยภาพรวมแล้วก็คือ ขออนุญาตสรุปปัญหาที่ทำให้ผมจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเขามาอยู่กับพรรคมาตุภูมิ
ประการที่ 1 ในเรื่องของการเมืองที่มีความขัดแย้งของคนในชาติ
ประการที่ 2 ในเรื่องของความสมานฉันท์ความรักแหละความสามัคคีที่เกิดขึ้น
ประการที่ 3 เรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต
ประการที่ 4 การแก้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อันนี้เป็นนโยบายหลักที่สอดคล้องและ
ตรงกันนโยบายเพิ่มเติมที่ทางพรรคมาตุภูมิได้กำหนดไว้ 2 เรื่อง ที่เห็นว่ามีความเป็นไปได้และสำคัญ ณ เวลานี้ คือ
เรื่องที่ 1 ก็คือ เรื่องของการศึกษาของเยาวชนและของประเทศชาติในภาพรวม จะเห็นได้ว่าการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ เรายังไม่สามารถเดินไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบรูณ์ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะประชาชนเรายังหลายคนยังไม่เข้าใจระบอบประชาธิปไตย เพราะมีการศึกษาที่จำกัด ทางพรรคมาตุภูมิได้พยายามการมุ่งเน้นในเรื่องของการศึกษา เพื่อให้ประชาชน มีโอกาสทางการศึกษาที่สูงขึ้น จะได้มีความเข้าใจในเรื่องของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ประการที่ 2 ในเรื่องของระบบเศรษฐกิจ เราเห็นว่าประชาชนไทยที่ไม่น้อยที่ยังมีความยากจนอยู่ นโยบายที่สำคัญของพรรคมาตุภูมิต้องการให้ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี มีสุขภาพมีพลานามัยที่แข็งแรง อันนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่เราถือว่า จำเป็นจะต้องมองไปสู่เรื่องของการรัฐสวัสดิการ แต่ทุกประเด็นเป็นสิ่งที่ผมเองเห็นว่าแนวคิดและนโยบายทั้งหมดมันสอดคล้องกัน คือความตั้งใจ ทำให้ผมเข้ามามีโอกาสและส่วนรวมกับพรรคมาตุภูมิในวันนี้ ที่ผมได้กราบเรียนให้ผู้ข่าวสื่อมวลชนทุกท่านทราบแนวความคิดและความตั้งใจวันนี้ผมก็มีเรื่องชี้แจ้งทุกท่านทราบเพียงเท่านี้ครับ ส่วนใครจะมีคำถามเชิญครับ
0 0 0
บทสัมภาษณ์
มุสลิมไทย :เหตุผลที่ท่านไม่เห็นด้วยกับแนวคิดกับพลเอกชวลิต ในเรื่องของนครปัตตานี
พลเอกสนธิ :ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย จริงๆแล้วเรายังไม่ชัดเจนกับแนวคิดคำว่า “นครปัตตานี” มันกว้าง ผมเลยเสนอแนวคิดแบบทบวง โดยใช้ทบวงเข้ามาแก้ปัญหาโดยใช้นักวิชาการที่เขาคิดขึ้นมา มีทางสถาบันสันติวิธี ได้รับทุนจากมหาลัยมหิดลทำวิจัยในเรื่องการแก้ปัญหาพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยมีบุคลที่สำคัญที่ทุกท่านทราบดีคือ ดร.โคทม อารียา ที่ปรึกษา ดร.ศรีสมภพ จิตภิรมย์ศรี จากมอ. ปัตตานี ดร.ฉันทนา หวันแก้ว จากจุฬาฯ ดร.สุกรี หลังปูเต๊ะ มอ.ปัตตานี บุคคลในคณะนี้ ได้เป็นส่วนหนึ่งได้รับทุนจากมหาลัยมหิดลเข้าไปทำการวิจัยน่าจะใช้หลักการบริหารแบบทบวงเราเอาแนวคิดของนักวิชาการกลุ่มนี้เข้ามาคิดต่อ แต่เพียงนักวิชาการกลุ่มนี้มีความคิดที่อยู่ในกรอบ แต่ทางเรามาเพิ่มเติมข้อเสนอแนะ ว่ามันควรจะเป็นอย่างไรสิ่งที่ผมมองเห็นคือการบริหารงานพื้นที่ใน 3 จังหวัดต้องมีเอกภาพมีนโยบายเดียว ที่สำคัญคือเรื่องของการบริหารงบประมาณมีความรวดเร็วและชัดเจน
มุสลิมไทย : โครงสร้างแบบเดิมๆ การแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ที่ใช้แก้ปัญหาภาคใต้ เช่น กระทรวงมหาดไทย ศอ.บต. กอ.รมน .ความมั่นคง มันยังจะแก้ปัญหาภาคใต้ได้อีกหรือ
พลเอกสนธิ :ในฐานะที่อยู่ตรงนั้นมานานองค์กรต่างๆ ที่เข้าไปมันมีเอกภาพหรือเปล่า เราต้องไปศึกษาเรื่องเอกภาพการบริหารจัดการต้องมีความชัดเจนการบริหารเรื่องของนโยบาย การบริหารเรื่องงบประมาณ การบริหารเรื่องกิจการ เรื่องคน ถามว่ามันมีความชัดเจนไหมที่ผ่านมา เมื่อมันไม่ชัดเจนต่างคนต่างสั่งมันจะทำให้แนวนโยบายการปฏิบัติก็จะไม่สอดคล้องกัน
มุสลิมไทย :ในขณะที่ท่านเป็น ผบ.ทบ.และเป็นประธาน คมช.ทำไมท่านไม่ทำเรื่องนี้
พลเอกสนธิ :ผบ.ทบ.ไม่มีอำนาจไปทำตรงนี้ ผบ.ทบ. ไปสั่ง ทางมหาดไทย จะทำด้วยไหม ทางตำรวจจะเอาด้วยไหม ทางรัฐบาลจะเอาด้วยไหม ทำไม่ได้ ถึงต้องมีเอกภาพมีคนคนเดียวในการที่จะสั่งการ
พลเอกสนธิ :ในตอนหนึ่งที่ท่านได้ส่งทหาร ชุดนิติวิทยาศาสตร์ พันโทชัยวัฒน์ คำน่าน คนของท่านลงไปในพื้นที่ แล้วสามารถคลี่คลาย ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยนิติวิทยาศาสตร์ได้ แล้วตอนนี้ ทำไมท่านจึงไม่แนะนำกองทัพให้ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เป็น กองทัพถอนทหารชุดนิติวิทยาศาสตร์ออกมาจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดน ทำไม
พลเอกสนธิ :อันนั้นคงต้องอยู่ที่กองทัพเพราะผมเกษียนแล้ว
มุสลิมไทย :ในอนาคตอาจจะมีการเลือกตั้ง ถามว่าในอนาคต หากพรรคเพื่อไทยมีเสียงข้างมากสามารถจัดตั้งรัฐบาล และได้เชิญพรรคมาตุภูมิมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล ท่านจะเข้าไปร่วมกันได้ไหม
พลเอกสนธิ : ถ้านโยบายสอดคล้องกัน ก็ค่อยคุยกันอีกทีในอนาคต ถ้านโยบายมันขัดแย้งกันก็คงต้องไปกันคนละทาง คงไปด้วยกันไม่ได้
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น :ท่านมองนโยบายหรือมองที่ตัวบุคคลเป็นหลัก เพราะอย่างที่ทราบพรรคเพื่อไทยก็มี พ.ต.ท.ทักษิณอยู่เบื้องหลัง
พลเอกสนธิ : การเมืองนี่ ต้องใช้นโยบายเป็นหลักในการรวมประสานประโยชน์ ในการรวมบริหารประเทศ
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น :ท่านไม่กลัวภาพของท่านเสียไปใช่ไหมครับในการที่จะต้องเข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทยในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในอนาคต
พลเอกสนธิ : ก็ที่ผมว่าไงว่าถ้าหากนโยบายมันสอดคล้องกันก็ต้องว่ากันนะครับ
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น :ในการที่ท่านเป็นประธานคมช.มาและเข้าไปยกเลิกระบอบ ทักษิณ ซึ่งมันนำไปสู่การยุบพรรคไทยรักไทย และนำมาซึ่งพรรคเพื่อไทย ท่านสามารถที่จะร่วมงานกับคนเหล่านี้ได้หรือ?
พลเอกสนธิ : ปัญหามันอยู่ที่ว่า การจะเข้าไปร่วมนี่ ประธาน คมช. หรือ ผมนี่ ในเวลานี้ผมไม่ใช่ ประธานคมช. แล้วนะครับ ตอนนั้นเป็นอะไรผมยังไม่แน่ใจ พลเอกสนธิอาจจะเป็นหัวหน้าพรรคตรงนี้มันคงละอันกันแล้วเราต้องถอดบทบาทออกจากตัวเรา
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น :ท่านจะสามารถชี้แจ้งประชาชนได้อย่างไร ถ้าเพื่อประชาชนถามว่าท่านเคยปฏิวัติมาก่อนและกลับมาลงเลือกตั้งเสียเอง
พลเอกสนธิ : ต้องเอาระบอบประชาธิปไตยมาเป็นที่ตั้งครับ และประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นตัวกำหนดทิศทางในการปฏิบัติ
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น :ท่านครับท่านถูกมองว่าในการปฏิวัติที่ผ่านเป็นการปู่ทางเพื่อนำไปสู่การทำงาน คำถามของทางการเมือง ท่านจะตอบกับประชาชนได้อย่างไรครับ
พลเอกสนธิ :เราอย่าไปมองอย่างนั้นครับ เราต้องมองว่าตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้น และเราต้องการแก้ปัญหาอะไร เรามองตรงนั้นดีกว่าครับ
มุสลิมไทย :ในเมือท่านคิดว่าจะเอาระบอบประชาธิปไตยเป็นตัวตั้ง แล้วท่านปฏิวัติทำไมครับ ในเมื่อปฏิวัติแล้วก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศชาติได้
พลเอกสนธิ : ประชาธิปไตยคืออะไร เราต้องศึกษาก่อน ถ้าเผื่อไม่เข้าใจประชาธิปไตยแล้ว แต่เราบอกว่านั้นคือประชาธิปไตย มันผิดนะ ไม่ใช่ว่า การเลือกเป็นประชาธิปไตยนะ เพราะระบอบประชาธิปไตย มันมีระบบอยู่ตั้ง 6-7 หัวข้อ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติ
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น :ท่านกลัวไมครับว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะออกมาโจมตีท่านหลังจากที่เปิดตัวกับพรรคมาตุภูมิ เพราะท่านจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่คนเสื้อแดง
พลเอกสนธิ :อันนี้คงเป็นธรรมชาติของการเมืองไทย
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น :เป็นที่รู้อยู่ว่าคุณทักษิณ อยู่เบื้องหลังพรรคเพื่อไทย แล้วท่านโค่นล้มระบอบเขาลงมาแล้ว จะทำงานกับพรรคเพื่อไทยได้หรือค่ะท่าน
พลเอกสนธิ : อนาคตผมยังไม่รู้เพราะตอนนี้ผมไม่รู้ว่าผมจะอยู่กับใคร น้องๆ ถามมาเราก็ตอบไป ถ้าเราจะรวมกับพรรคเพื่อไทยเราจะไปได้ไหม อยู่ที่นโยบายเหมือนกันไหมวัตถุประสงค์ของเราคือบ้านเมืองแหละประเทศชาติเราก็ต้องมองตรงนั้น
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น :ทำไมถึงบอกให้ชัดเจนไม่ได้ พรรคประชาธิปัตย์เขายังบอกได้เลยว่า เขามีจุดยืนว่า เขาจะไม่ขอทำงานกับเพื่อไทย
พลเอกสนธิ :ไม่ได้หรอกครับ ตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองไม่แน่นอน การเมืองคืออะไรและต้องเอาทฤษฏีการเมืองมาจัด การเมืองคือประโยชน์แห่งชาติ อันนั้นเราต้องดูประโยชน์ตรงนั้น ว่าประชาชนเกิดความสงบเรียบร้อย ไม่มีแดงไม่มีเหลือง มันจะดีกว่าไหม
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น :การเมืองของท่านคืออะไร อำนาจและผลประโยชน์เหมือนคนอื่นๆ หรือเปล่า?
พลเอกสนธิ : ในหลักการมันว่าอย่างนั้นหรือเปล่า เราก็ต้องมองในที่หลักการ การเมืองคืออะไรในที่สุดอยากจะบอกว่าหลักการของเราก็คือ ผลประโยชน์แห่งชาติ
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น :ในฐานะของในหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ หากมองย้อนกลับไปได้จะปฏิวัติไหมครับ?
พลเอกสนธิ : คิดถอยหลังไปมันไปไม่ได้อยู่แล้ว ณ เวลานี้มันเป็นอย่างนี้เพราะอะไรศึกษาตรงนี้ดีกว่า
ถ้าคำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น :มีการเลือกตั้งท่านจะลงสัดส่านหรือว่าเขต
พลเอกสนธิ : เดี๋ยวว่ากันอีกที่ดีกว่า ขึ้นอยู่กับประชาชน
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น :ตอนนี้เหมือนกับว่าการเมืองในขณะนี้มักจะมีการอ้างว่าสถานการณ์เป็นแบบนี้ เป็นเพราะผลพวงมาจากการปฏิวัติของท่าน ท่านมองว่าปัญหาจริงๆ มันเกิดจากอะไรกันแน่
พลเอกสนธิ : แล้วแต่มุมมองของคน ถ้าเป็นมุมมองของบางท่าน นี่เป็นปัญหาที่ต่อเนืองมาจากการปฏิวัติครั้งนั้น แต่เรารู้ได้ยังไงถ้าเราไม่ปฏิวัติในวันนั้น มันจะเป็นอย่างไร ท่าน(กลุ่มผู้สื่อข่าว)อาจจะมานั่งในที่นี้ไม่ได้
มุสลิมไทย :ท่านยังยืนยันอยู่ไหมครับว่าระบอบทักษิณเป็นระบอบที่เลว
พลเอกสนธิ : ผมยังไม่เคยพูดว่าเลว แต่ผมบอกว่าประชาธิปไตยคือไร ผมยังบอกเสมอว่าผมทำการปฏิรูปในครั้งนั้นผมรักษาประชาธิปไตย
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น : ท่านจะกำหนดทิศทาง ส.ส. ทั้ง 3 คน ท่านจะมีอำนาจกำหนดทิศทางในปัจจุบัน
พลเอกสนธิ : ส.ส.ทุกท่านต้องรับนโยบายจากพรรค ไม่ใช่เอานโยบายจากผม พรรคมีนโยบายอะไรต้องรักษานโยบายตรงนั้น พรรคมาตุภูมิมีนโยบายที่บอกว่า ต้องประสานประโยชน์และไม่ทะเลาะกับใคร และวางตัวเป็นกลาง ต้องปฏิบัติตามหลักการอย่างนี้ สส.จะไปทะเลาะกับใครไม่ได้เพราะมันขัดต่อหลักการและนโยบายของพรรค
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น :ท่านมองสถานการณ์ตอนนี้มันล่อแหลมไหมตามความเห็นของท่าน
พลเอกสนธิ : ผมคิดว่าสื่อมวลชนตอนนี้คงเห็นได้ดีกว่าผม ว่าเพราะสถานการณ์บ้านเมืองมันเป็นยังไง
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น :มีโอกาสไหมที่กองทัพจะมาแทรกแซงทางการเมือง
พลเอกสนธิ : ก็ต้องไปถามกองทัพดู อันนี้ผมตอบไม่ได้
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น :ในฐานะที่ท่าน เคยเป็น ผบ.ในเคลื่อนไหวของกองทัพในขณะนี้ ท่านคิดว่าเหมาะสมหรือไม่?
พลเอกสนธิ : ผมต้องเรียนว่าการเมืองในขณะนี้ ของทหารก็ต้องแยกเป็นของทหาร อย่ามายุ่งผมคิดว่ามันคงไม่เหมาะ
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น :ท่านเคยบอกว่าวัฒนธรรมทางการเมืองจะทำให้ลำบาก
พลเอกสนธิ :มันเป็นทฤษฏีถ้าจะอธิบาย ต้องเปิดตำรามาสอนกันยาว
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น :ท่านครับตอนนี้ท่านมีการชักชวนเพื่อนๆเตรียม 6 อย่าง ท่านพลอากาศเอก ชลิต และพลเอก วินัยมา รวมแนวทางทางการเมืองเพื่อแก้ปัญหา
พลเอกสนธิ : เป็นคำถามที่ดีนะครับ ผมมองว่าพรรคของเรามองปัญหาทางการเมืองขณะนี้ ถามว่าวิกฤตไหม ผมตอบปัญหาผมเองแล้วกันว่ามันวิกฤต แต่ถามว่าพี่น้องประชาชนคนไทยคนใดก็ตามที่อยากจะมาแก้บ้านเมืองเพื่อไปสู่จุดความสำเร็จก็เชิญนะครับ
ประการที่ 1 คือ เราต้องการให้การเมืองเป็นการเมืองที่มีคุณธรรม และจริยธรรม
ประการที่ 2 เราต้องการเห็นชาติบ้านเมืองมีความรักสามัคคี
ประการที่ 3 เราต้องการขบวนการการเมืองที่มีความซื่อสัตย์สุจริต
ประการที่ 4 แก้ปัญหาภาคใต้ ใครต้องการที่มาแก้ปัญหา 4 ประการหลักๆ นี้ เรายินดีตอนรับ
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น : ท่านได้รับการตอบรับจากพลเอกชลิต ที่มาร่วมพรรคการเมือง
พลเอกสนธิ :ผมว่าให้ลองถามท่าน ชลิต เอง
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น : ถ้าท่านยื่นยันว่าไม่ร่วม
พลเอกสนธิ :ผมว่าตอนนี้มันอยู่ที่แนวคิดและอุดมการณ์ของท่าน ว่าตรงกับเราไหม และเจตนารมณ์ของท่านตรงกับเราไหมผมคิดว่าไม่ใช่ท่านชลิต ท่านเดียว ใครสามารถช่วยประเทศชาติได้ก็เข้ามา
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น : แต่ท่านทาบทามไว้แล้วใช่ไหมครับ
พลเอกสนธิ : จริงๆ คุยกับทุกคนแหละครับ ผมพยายามหาคนมาช่วยงาน หลายท่านที่จะต้องมาและทยอยมาเรื่อยๆ ในเร็วๆนี้
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น : ทำไมเลือกเปิดตัวเองในเวลานี้ ที่ผ่านมาก็มีข่าวมาตลอดว่าท่านร่วมงานกับพรรคมาตุภูมิ
พลเอกสนธิ: ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการของพรรคและสมาชิกของพรรค
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น : ไม่ได้ประเมินตอนนี้ว่าอีกไม่กี่เดือนรัฐบาลจะไป
พลเอกสนธิ : ผมต้องยืนยันกับสื่อหลายๆ ครั้งว่าตอนนี้การเมืองยังอีกยาว
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น : ท่านพูดเสมอว่าจะมาเป็นน้ำดีไล่น้ำเสีย ทำไมท่านมั่นใจว่าท่านเป็นน้ำดีคนเดียวแล้วมาไล่น้ำเสียได้
พลเอกสนธิ :ก็ดีกว่าเอาน้ำเสียเข้ามาทำให้น้ำเสียมากขึ้น
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น : ท่านยื่นยันว่าการเมืองจะไม่เปลี่ยนข้างใช่ไหมค่ะ
พลเอกสนธิ : เปลี่ยนใจผมเป็นคนดีไม่ได้ เท่านั้นเอง
มุสลิมไทย :พรรคมาตุภูมิมีนโยบายอะไรใหม่ที่จะชูเพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้
พลเอกสนธิ:เรามีทบวงที่แก้ปัญหา ถ้าแก้ไม่ได้เราต้องเข้าใจว่า ทบวงมันทำอย่างไรปัญหาภาคใต้เราต้องเข้าใจถึงเนื้อแท้ของปัญหา
มุสลิมไทย :ทบวงมันคล้ายกับกระทรวง
พลเอกสนธิ : ใช่
มุสลิมไทย :แล้วไม่เห็นว่า กระทรวงมหาดไทย มันแก้ปัญหาได้ ปัญหาภาคใต้เป็นมาหลายสิบปีแล้ว
พลเอกสนธิ : ไม่ใช่กระทรวงเดียวแก้ปัญหาไม่ได้ทบวงมันมีทุกกระทรวงอยู่ภายใต้ต้องไปศึกษาเรื่องทบวง พอสถาบันสันติวิธีเขาส่งเอกสารมาแล้วเราไปศึกษากัน
มุสลิมไทย:ช่วยบอกวิธีรูปแบบการปกครองว่ามันเป็นยังไง การดูแลเป็นอย่างไร การปกครองในพื้นที่รูปแบบยังไง
พลเอกสนธิ :อำนาจทั้งหมดอยู่ที่คน ที่คณะ คณะของกระทรวงนี้แล้วกันที่จะสามารถทำไรได้หมดเพื่อให้นโยบายไปทางเดียวกัน นโยบายทหารก็ไปทางเดียวกัน นโยบายตำรวจก็ไปทางเดียวกัน ทางด้านกระทรวงต่างๆ ก็ไปทางเดียวกันไม่ซับซ้อนที่ทางผ่านมา ก็มองเห็นทหารไปอย่าง ตำรวจไปอย่าง
มุสลิมไทย :ต่างจาก ศอ.บต. ตรงไหน
พลเอกสนธิ : อำนาจมันต่างกัน อำนาจของ ศอ.บต.น้อยกว่า การเมืองสามารถเข้าไปแทรก ศอ.บต.ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องของกระทรวงและทบวงคงจะแทรกเข้าไปยาก เพราะตัวรัฐมนตรี เจ้ากระทรวงอยู่ในคณะมนตรี เขาอยู่ใน ครม. ด้วย
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น : จะแก้ปัญหาหาการแย่งชิงอำนาจระหว่างฝ่ายปกครองกับฝ่ายกองทัพได้ยังไงครับ
พลเอกสนธิ : ทุกคนอยู่ภายใต้ทบวงนี้กองทัพก็ต้องอยู่ภายใต้ทบวงนี้ อันนี้เป็นแนวคิดผมนะ ที่เสนอไปทางด้านของสถาบันสันติวิธี
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น : ปัจจัยมูลเหตุอะไรค่ะ ที่ทำให้มองว่าการเมืองยังอีกยาว หมายความว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์สามารถประคองให้ผ่านพ้นไปได้
พลเอกสนธิ :หลักการที่ผมมองน่ะ ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองกำลังวิกฤต และการเมืองของพรรครัฐบาลเข้มแข็งมากน้อยเพียงใด ถ้ายังเข้มแข้งพอก็ยังไม่ยุบสภาหรอกครับ นี่คือธรรมชาติของการเมือง ที่ผมศึกษามาจากประวัติศาสตร์
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น : ปัจจัยทางการเมือง ทั้งการเคลื่อนไหวของคุณทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดงยังไม่สามารถสั่นคลอนอะไรให้กับรัฐบาล
พลเอกสนธิ :ไม่เกี่ยวกับเรื่องของการยุบสภา มีนักข่าวต่างชาติมัยครับ ไม่มีนะครับเพราะว่าทางต่างประเทศมองว่าบ้านเราเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่าก็เลยจะเอาตำรามาสอน ไม่มีนะครับ ขอบคุณมากครับ
(เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการแถลงข่าวของพลเอกสนธิครั้งนี้ ไม่ปรากฏผู้ข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศเข้ามาทำข่าวเลย หลังจากพลเอกสนธิ ตอบคำถามบรรดาผู้สื่อข่าวเสร็จ แต่รู้สึกว่า ยังมีอะไรที่คาใจ ก็เลยถามบรรดาผู้ข่าวอีกครั้งว่า)
พลเอกสนธิ : รู้สึกว่ายังมีอะไรคาใจอยู่
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น : มองดูเหมือนกับว่าตอนนี้มุ่งเน้นเรื่องการแก้ปัญหาภาคใต้ใช่มัยค่ะ ไม่เน้นเรื่องภาคอื่นเลยเน้นแต่ภายใต้อย่างเดียว
พลเอกสนธิ :ไม่ใช่ครับ
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น : ถ้าไม่มีกลุ่มวาดะห์ พรรคนี้จะขายจุดไหนค่ะ
พลเอกสนธิ :จริง ๆ แล้วนโยบายที่ผมพูดเมื่อกี้ไงครับ ว่าบ้านเมืองกำลังแบ่งออกเป็น 2 - 3 ขั้ว ถูกไหม พรรคมาตุภูมิต้องการให้มันหมดขั้ว นี่คือนโยบายที่หนึ่ง นโยบายที่ประชาชนมีความขัดแย้ง เราต้องการเห็นความรักความสามัคคี อันนี้ขึ้นไปทางเหนือทางอีสานแล้วไม่ใช่เฉพาะทางภาคใต้ภาคเดียว ภาคใต้ก็คงเป็นเรื่องของภาคใต้ไป พรรคมาตุภูมิไม่ใช่พรรค 3 จังหวัดน่ะครับ แต่เป็นพรรคทั้งประเทศ แล้วเดี๋ยวจะได้เห็นกัน
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น : แล้วท่านจะทำให้หมดขั้วได้ยังไงค่ะ
พลเอกสนธิ :อย่างน้อยเพียงคิดก็ถือว่าเริ่มต้นแล้ว
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น(ป้าแจ๋ว) : ความเป็นธรรมไม่มีแล้วความสามัคคีจะเกิดขึ้นได้ยังไง
พลเอกสนธิ : อะไรคือเครื่องชี้วัดว่าไม่เป็นธรรม
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น(ป้าแจ๋ว) : ก็มองทุกวันนี้มันเห็นอะไรที่ไม่เป็นธรรม มันเอนเอียงไปข้างหนึ่ง
พลเอกสนธิ : คุณคิดเองหรือเปล่าว่ามันไม่เป็นธรรม บางทีมันเป็นธรรม แต่ใจเราคิดว่าไม่เป็นธรรม ผมว่าบางทีตัวผมเองยังลำเอียงเลย แล้วมองคนอื่นว่าไม่เป็นธรรม แต่จริง ๆ ใจเราลำเอียงต่างหาก คนที่จะทำให้เป็นธรรมให้ได้คือรัฐบาลเอง อีกส่วนหนึ่งคือคนที่ดำรงความเป็นธรรมไม่ว่าเป็น ตำรวจ ศาล ต่าง ๆ พวกนี้ต้องดำรงความเป็นธรรม
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น :ท่านหัวหน้าพรรค หวังว่าจะได้ สส. สักกี่คนในการเลือกตั้งคราวหน้า
พลเอกสนธิ :ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ยังคาใจใครอีกบ้างครับ
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น : จากสถานการณ์ตอนนี้ท่านมองว่าพรรคร่วมยังเหนียวแน่นอยู่ใช่ไหมค่ะ
พลเอกสนธิ :ใช่ครับ ยังไงผมอย่างเรียนน่ะครับว่า พี่น้องสื่อมวลชนขณะนี่บ้านเมืองเรา เมื่อวานผมไปต่างประเทศมามีทูตท่านหนึ่งพูดว่า ประเทศไทย 2 ปีมานี้ทำไมถอยหลังได้เร็วเหลือเกิน อันนี้เขียนไปได้เลย มันเกิดจากอะไรน้องๆ ต้องไปศึกษาข้อมูลดูเอง
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น : ท่านครับตอนนี้ท่านเขาสู่การเมืองเต็มตัวแล้ว วิสัยทัศน์ในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นไงบ้างครับ
พลเอกสนธิ :ปกติการเมืองระหว่างประเทศจะมีระบอบระเบียบของมันอยู่
คำถามของผู้สื่อข่าวสำนักอื่น : ท่านครับพลเอกประวิทย์เตรียม 6 เนี่ยเข้าตาไหมครับ
พลเอกสนธิ : ต้องไปถามท่านไม่ใช่มาถามผม ผมทาบทามทุกคนที่มีนโยบายอย่างนี้ ทุกคนที่มาต้องเป็นคนดี
มุสลิมไทย :เอาไรเป็นตัวชี้วัดการเป็นคนดี
พลเอกสนธิ :แต่ละคนตอบไม่เหมือนกัน
มุสลิมไทย : ถ้าท่านได้มีโอกาสเป็นรัฐบาลสมัยหน้าแล้วมองย้อนกลับไปสมัยที่ ท่านเด่น โต๊ะมีนา เป็นรัฐมนตรีช่วงยว่าการกระทรวงมหาดไทย แล้วโรงเรียนโดนเผาไป 30 กว่าโรง แหละสมัยที่ท่านวันนอร์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โรงเรียนก็โดนเผาไปเกือบ 40 โรง ท่านจะตามไปแก้ปัญหาเหล่านี้ไหมครับ เพราะมันเป็นการเจาะยางกลุ่มวาดะห์
พลเอกสนธิ : ปัญหานี้มันเกิดมาหลายปีแล้วมันหมดอายุความ ปัญหาเหล่านี้จะต้องศึกษาว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เผาเพื่อเจาะยางวาดะห์ หรือเผาเพื่อต้องการโรงเรียนใหม่ หรือต้องการงบประมาณใหม่ หรือผู้ก่อความไม่สงบบนภูเขา เราต้องศึกษาหาข้อเท็จจริง

ที่มา: http://www.muslimthai.com/main/1428/content.php?page=content&category=101&id=5883
สำนักข่าวมุสลิมไทย ถอดความโดย.กองบรรณาธิการ
สัมภาษณ์โดย.ราญาอี (บิลังโหลด) ธนชยางกูร อดีตผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ข่าวสด,อาทิตย์วิเคราะห์รายวัน,วิทยุ ไอเอ็นเอ็น.,พิมพ์ไทย,สติกเกอร์ ช่อง 7 สี ,สยามชน,สมาร์ทนิวส์,สมิหลาไทม์ และฅนใต้ ประจำจังหวัดสตูล อดีตหัวหน้ากองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์อามานดามัย และกำลังจะเป็นอดีตบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์พับลิกโพสต์ ปัจจุบันบรรณาธิการเว็บไซต์ www.muslimtoday.in.th บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มุสลิมทูเดย์ และบรรณาธิการข่าว www.muslimthai.com

ต้องเหยียบตุลาการวิบัติให้จมดิน ส่วนไอ้เทือกเอาเข้าคุกข้อหาปั้นพยานเท็จ

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...Bugbunny

การ ออกมายอมรับสารภาพของผู้ถูกว่าจ้างให้เป็นพยานเท็จในคดียุบพรรคไทยรัก ไทยเมื่อไม่กี่วันมานี้ เรื่องเทปโทรศัพท์ของข้าราชการตุลาการคนหนึ่งให้ กกต.ต้องลาออก มิฉะนั้นจะติดคุก ผลการตัดสินคดีที่เกี่ยวกับการเมืองหลายเรื่อง การไม่กล้าปฏิเสธว่าข้าราชการตุลาการระดับสูงทั้งหลายในยุคก่อนยึดอำนาจ 19 กันยา 49 ประกอบด้วย นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ นายจรัญ ภักดีธนากุล และ นายอักขราทร จุฬารัตน์ ไปที่บ้านของนายปีย์ มาลากุล โดยมีพลเอกสุรยุุทธ จุลานนท์ และพลเอกพัลลพ ปิ่นมณี อยู่ด้วย เพื่อประชุมล้มล้างจนถึงเตรียมสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรนั้น แสดงว่าพวกตุลาการวิบัติทั้งหลายนั้นมีส่วนเกี่ยวพันกับการกบฏ เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดพยายามฆ่าผุ้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีความผิดมหันตโทษตามกฎหมายอาญาด้วย



ข้อมูล เหล่านี้ เมื่อนำมาวิเคราะห์แล้ว เปิดโปงขบวนการตุลาการวิบัติแบบไร้ข้อกังขาได้เลยว่า เป็นศัตรูสำคัญของขบวนการประชาชนมาแต่ต้น ภาคประชาธิปไตยต้องถล่มทำลายพวกนี้ให้จมธรณี จะมาแอบอ้างหลักการคุ้มครองใดหรือจากใครยิ่งใหญ่ขนาดไหนไม่ได้ทั้งสิ้น ควรจัดการด้วยวิธีที่เหมาะสม เพราะคนพวกนี้มีพรรคพวกอิทธิพลในวงการกฎหมาย หลักการก็คือ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่กระทำความผิดเสียเองแล้ว ต้องรับโทษหนักกว่าคนธรรมดา ในประมวลกฎหมายอาญาก็กำหนดชัดเจนว่าต้องรับโทษสูงขึ้น ที่ผ่านมาคนพวกนี้กร่างมาตลอด จนบางครั้งลืมไปว่าตัวเองและลูกเมียไม่ได้อยู่ในค่ายทหารที่มีคนถืออาวุธ คุ้มครองตลอด 24 ชั่วโมง พวกตุลาการวิบัติกำลังจะทำให้ประเทศไทยเกิดสงครามกลางเมือง เพราะรับงานมาสร้างความพินาศกับระบบนิติรัฐนิติธรรมที่เคยมีอยู่ไปจนสิ้น

ถ้า เรื่องที่กล่าวมาข้างต้นพิสูจน์ ทราบกันได้ชัดเจนเมื่อใด ถือว่าพวกตุลาการวิบัติทำความผิดข้อหากบฏในราชอาณาจักร ต้องรับโทษสูงสุดประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตไปเลย นี่รวมไปถึงขี้ข้าและเพื่อนร่วมงานของคนพวกนี้ทุกคนที่รับงานมาทำลายประเทศ ให้พังพินาศ เพราะใช้มาตรฐานแบบไหนชาวโลกและชาวไทยรู้ดีกันอยู่


เรื่อง ปั้นพยานเท็จโดยไอ้เทือก ที่ผู้รับจ้างออกมาเปิดโปงนั้น เป็นความผิดอาญาจำคุกได้ถึงสามปี มีโทษปรับด้วย หากว่าพยานหลักฐานชัดเจน ผู้เสียประโยชน์ต้องร้องทุกข์กล่าวโทษไว้เป็นข้อมูลตามกฎหมาย แต่ใครจะมองว่าอย่างไรก็ช่าง เห็นว่าเป็นไปได้สูงที่จะเป็นข้อเสนอแนะและร่วมมือกันของพวกอำมาตย์ระดับหัว หน้าใหญ่ ลงมาจนถึงพวกตุลาการวิบัติ ไม่ใช่พรรคแมลงสาปทำเอง เพราะเป็นวิธีการพยาน ที่คนอย่างนายจรัญเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้บรรยายกฎหมายลักษณะพยานตามสถาน ศึกษาอยู่ ที่ใช้ขบวนการตุลาการวิบัติ เพราะไม่สามารถใช้อำนาจเผด็จการหลังการยึดอำนาจสั่งการตรง ๆ ได้ จะโจ๋งครึ่มกันเกินไปจนสากลโลกไม่ยอมรับและพลิกไปเห็นใจทักษิณ ทำให้ชนชั้นสูงและสุนัขรับใช้ทั้งหลายต้องถูกด่าทอในทางสากล (แต่ถึงอย่างไรทำแบบนี้ก็ยังโจ๋งครึ่ม อย่าว่าแต่ทางสากลเลย เด็ก ๆ ก็มองออก) เลยเอาวิธีนี้

ดังนั้น พรรคแมลงสาปจึงเป็นแค่ตัวชง ให้ตุลาการวิบัติเอากระบวนการทางกฎหมายและระบบแห่งพยานหลักฐานมาใช้ พวกตุลาการวิบัติทุกคนจึงเป็นศัตรูของประชาชนไทย และต้องถูกทำลายลงให้พินาศไม่ได้ผุดได้เกิดกันเลย รวมทั้งพวกที่รับมุขคนพวกนี้มาทำงานต่อด้วย เพราะคนธรรมดาทำผิดกฎหมายนั้นก็เพราะเขาเป็นคนธรรมดาที่อาจไม่เชี่ยวชาญ กฎหมาย แต่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอย่างพวกตุลาการวิบัติ นำมาใช้ฉ้อฉลนั้นเลวร้ายชั่วชาติของแท้ ไม่บาปถ้าจะทำลายพวกนี้ลงด้วยวิธีการที่เหมาะสม เพื่อสร้างความสงบสุขให้สังคมส่วนรวมและชำระล้างวงการนี้ให้ประชาชนยอมรับ เหมือนที่เคยเป็นมาอย่างยาวนานในอดีต

เครื่องบินF16 ของไทยลือกระฉ่อนไปทั่วโลก555

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย


ข่าวและภาพแผนที่การตามล่าของF16ในน่านฟ้าไทย ใครเป็นคนออกคำสั่ง? แล้ววางแผนเพื่อที่จะสังหาร
ทักษิณลงทุนใช้เครื่องบินสะกัดไล่ล่าจนมีข่าวลือไปทั่วโลกเช่นนี้ เคราะห์ดีที่ว่ามีเครื่องบินที่ไม่ทราบสัญชาติบินมาทันการช่วยใว้ทัน มิฉะนั้นเครื่องบินของทักษิณลำที่โดยสารมาคงถูกยิงตกในอ่าวไทย

งามหน้าจริงประเทศไทยทำแต่เรื่องขายหน้าไม่เว้นแต่ละวัน รัฐบาลตามคำสั่งมีอะไรที่จะทำอีกไหม? ทำไมไม่สั่งให้F16 บินไปดูไบเอาระเบิดไปโยนบ้านทักษิณซะก็หมดเรื่อง ถ้าเก่งจริงต้องกล้าซิ? เก่งแมร่งกับคนไทยที่ไม่มีอาวุธนี่เอง อ่านข่าวแล้วมันทุเรศกับการกระทำนี้เสียจัง เห็นทักษิณแค่นั้นละดิ้นทุรนทุรายจะเป็นจะตายกันทั้งแก็งค์ ไม่ได้ปกปิดหน้าตากันเลยสักคนดิ้นกันให้พล่าน เป็นขี้ปากต่างประเทศกับการกระทำระยำๆของพวกที่มีคุณธรรมสูงในประเทศไทย หลังจากทำชั่วๆแล้วก็ใช้วิธีกลบเกลื่อนเรียกชื่อเสียงกลับมาโดยการปลุกระดมให้รักชาติ ปลุกระดมให้สมานฉันท์กัน ปลุกระดมว่ามีประชาชนชื่นชอบกับรัฐบาลแสนแสบนี้มากมายทั้งที่โดนด่าไปทั่วสารทิศทั้งในและนอกประเทศ การดัดจริตพลิกลิ้นไปมาตอแหลทั่วไปมันเป็นสันดานต่ำของคนพวกนี้จริงๆ

เนี่ยได้ข่าวว่าเที่ยวไล่จับแพะอีกแล้วหาว่าขู่จะฆ่านายก แต่ทีตัวเองทำไล่ล่าฆ่าทักษิณมีหลักฐานชัดแจ้งทั้งในและนอกประเทศ อมพะนำกันทำไมชี้แจงมาซิว่าใช่ไหม? หลักฐานมัดตัวในการกระทำอย่างนี้จะดิ้นไปอย่างใหนอีก

ประเทศไทยเราทำไมแย่อย่างนี้ ทำแต่เรื่องชั่วๆให้ทั่วโลกเขาด่ากัน ทำไมจึงด้านกันนักเนี่ย? ยางอายไม่มีกันเลย ปิดประเทศไปเลยปะ เพราะข่าวที่ออกมายังต่างประเทศคนไทยอายเขาเหลือเกิน แทบไม่อยากสู้หน้าใคร หากเปลี่ยนใบหน้าได้คงเปลี่ยนเป็นใบหน้าฝรั่งไปแล้ว แม้จะเปลี่ยนสัญชาติไปแล้วแต่ใบหน้ายังเป็นไทย มันก็ยังไทยร้อยเปอร์เซ็น คนไทยในต่างประเทศเจ็บแล้วเจ็บอีกกับการกระทำของกลุ่มทำลายชาติในไทย

เมื่อปีที่แล้วก็ทั้งปี ที่มีแต่เรื่องเน่าๆออกมายังต่างประเทศ เราคนไทยที่อยู่ยังต่างแดน ต้องหวานอมขมกลืนกับความเน่าๆในประเทศของตน รับข่าวสารที่ต่างชาติแฉความเน่าเปื่อยในประเทศของตนอยู่ตลอดเวลา หันไปมองประเทศเอเซียรอบๆประเทศไทย ไม่มีข่าวฉาวโฉ่ออกมายังต่างประเทศให้อ่านเลย มีเพียงประเทศไทยสารพัดเรื่องหลังจากวันที่ 19 กันยายน2549 มีแต่เรื่องเน่าเฟะออกต่างประเทศ แฉคนที่อยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังที่ก่อรัฐประหารครั้งนี้

แฉถึงผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ แฉผู้สนับสนุนม๊อบเสื้อเหลือง และอะไรอีกร้อยแปดที่ทะลักสู่ต่างประเทศ คนไทยที่ไม่ได้รับหนังสือพิมพ์ประจำหรือไม่ได้ติดตามข่าวประเทศไทยก็ไม่ค่อยรู้เรื่องนัก แต่คนไทยที่สามีรับหนังสือพิมพ์รายวันประจำทุกวัน และยังมีแม็กกาซินอีก ข่าวในคอลัมนิตส์ซุบซิบสารพัดข่าววงนอกวงในให้อ่าน มีแฉใว้ทุกระดับแฉพวกไฮโซทั้งนั้น อย่าให้เล่าเลยอ้าซ่ากันทุกระดับในไทย ปิดในประเทศ แต่ขอโทษทีเปิดอ้าในต่างประเทศหลา คนอ่านหนังสืออย่างป้าอ่านข่าวแล้วปลงอนิจจัง เพราะมันเสื่อมจนไม่มีอะไรจะเสื่อมต่อไปแล้ว จะว่านักข่าวโกหกก็ไม่ใช่ เพราะคนไทยก็รู้ข้อมูลจริงเช่นกัน มันตรงกับที่นักข่าวเขียน

บางครั้งเจอข่าวเขียนเกี่ยวกับในไทย ไม่อยากที่หยิบขึ้นมาอ่าน เพราะอ่านแล้วทำให้ตัวเองมีความรู้สึกเศร้าสลดใจกับประเทศของตน ที่ไม่เหมือนกับประเทศที่เรามาอาศัยเขาอยู่ เขาเงียบสงบเรียบร้อยเป็นอิสระเสรี ไม่ข่มเหงประชาชนเหมือนประเทศบ้านเกิดของตน

แล้วคนไทยทั้งในประเทศ นอกประเทศยังต้องทนไปอีกนานเท่าไหร่กับการมีสภาพให้เขาข่มเหงอยู่อย่างนี้???

เหลืองคลั่งขึ้นบัญชีฆ่า20ศพฝ่ายแม้วลอยนวล แกนนำเชียงใหม่ห่วงมือที่3ลอบฆ่ามาร์คโดนจับ!?


ที่มา บอร์ดเสรีไทย
23 พฤศจิกายน 2552

1ประเทศ2มาตรฐานขนานแท้ แกนนำเชียงใหม่พูดออกวิทยุไม่รับรองความปลอดภัยมาร์คเหยียบเชียงใหม่ ถูกออกหมายจับข้อหาขู่ฆ่า ย้อนรอยม็อบคลั่งเสื้อเหลืองขึ้นบัญชีฆ่า20นักการเมืองเพื่อไทยไม่มีใครโวยซักแอะ


มีการโหมกระแสอย่างหนักว่าแกนนำเสื้อแดงเชียงใหม่ขู่ฆ่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และขยายข่าวผ่านสื่อในเครือรัฐบาล จากนั้นก็ตามมาด้วยการออกหมายจับนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มเสื้อแดงรักเชียงใหม่ 51 ในวันจันทร์ที่23พ.ย.นี้ แม้แกนนำเชียงใหม่จะพูดเพียงว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับอภิสิทธิ์ก็ไม่ใช่ฝีมือของพวกตน อาจเป็นฝีมือของมือที่สาม

ทั้งนี้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า แม้แกนนำเสื้อแดงเชียงใหม่ออกมาบอกว่า หากเกิดอะไรขึ้นไม่ใช่ฝีมือพวกเขา แต่อาจเป็นมือที่สาม เพราะเขาไม่มีเจตนาทำร้ายแบบนั้นว่า ประเด็นอยู่ที่ข้อเท็จจริง

ย้อนรอยม็อบเหลืองคลั่งขึ้นบัญชีดำฆ่านักการเมืองเพื่อไทย-ไม่มีใครโวยซักแอะ

หากย้อนหลังไปเมื่อปีที่แล้ว ก่อนเหตุการณ์ยึดสนามบินสุวรรณภูมิไม่กี่วัน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 ม็อบคลั่งพันธมิตรได้เขียนข้อความปลุกระดมผ่านเวบบอร์ดผู้จัดการ กระบอกเสียงพันธมิตร เปิดทางให้สาวกระบายความคลั่งกระหายเลือดอย่างเสรี โดยนัดระดมพลก่อความรุนแรง23พ.ย.2551 พร้อมยุกองกำลังพธม.จับฝ่ายรัฐบาลแขวนคอ ฆ่าน้องเดียลูกเสธ.แดงล้างแค้น บุกยึดสถานที่ราชการทั่วประเทศ ตัดน้ำตัดไฟชาวบ้านให้เดือดร้อน เป้าหมายเพื่อศักดิ์ศรีพันธมิตร ปรากฎการณ์เดียวกันนี้ยังลุกลามไปยังเวบบอร์ดแนวร่วมของพันธมิตรอย่างบอร์ดเสรีไทยอีกด้วย

โดยมีการเขียนข้อความปลุกระดมกันในหัวข้อเรื่องวันอาทิตย์ ปิดกรุงเทพ วันจันทร์ปิดสภา ปิดดอนเมืองสรุปว่า วันอาทิตย์ปิดกรุงเทพ วันจันทร์ปิดสภา และปิดดอนเมือง ที่ทำการรัฐบาลชั่วคราว วันอังคารปิดประเทศ หยุดกิจกรรมทุกรูปแบบ แพ้ชนะ อีกไม่กี่วันได้รู้

จากนั้นมีคนเข้ามาร่วมปลุกระดมอีกจำนวนมาก เช่น

-เมื่อวานไปนั่งฟังกลุ่มคนในตลาดเขาเม้าท์เรื่องนี้ มีคนเสนอว่า แบ่งกลุ่มไปเด็ดหัวคนชั่วเป็นรายๆเลย
ประเดิมเด็ดหัวคนแรกคือไอ้เหลี่ยม ไอ้สมชาย ไอ้โกวิท ตำรวจ

-0. นพดล ไอ้เหล่ขายชาติ
1. บรรหาร
2. วีระ ไข่แม้วดำ
3. ประชา ประสพชั่ว
4. เสนาะ
5. สนั่น
6. เหลิม ดาวเทียม
7. โกวิท ปี๊ดปี้ปิ๊ด
8. จตุพร
9. ณัฐวุฒิ
10. สุขุมพงษ์
11. ทรงศักดิ์
12. ศรีเมือง
13. ธีระชัย
14. ขวัญชัย
15. สุทิน คลังระเบิด
16. อนงค์วรรณ
17. เนวิน
18. ชัย
19. การุณ ดอนเมือง
20. สุดารัตน์

บัญชี Hall of fame นะครับ ไม่มีอะไรมาก เรียนมาเพื่อทราบ

-ชีวิต แลก ชีวิต
เลือด ล้าง เลือด

เมื่อตำรวจ ทหาร ไม่ทำอะไร
พจมาน เดินยืดอกออกจากศาล แบบอภิสิทธิ์ชน

ความยุติธรรมยังมีอีกหรือเปล่า ในผืนแผ่นดินนี้

เมื่อเราถูกกระทำมาตลอด ถึงเวลา เปลี่ยนจาก passive เป็น active แล้ว

ลองคิดเล่น ๆ ว่า ถ้านักการเมืองใน list เจอยิงหัวทิ้งสักคนสองคน ในวันสองวันนี้ คุณคิดว่า ชีวิตประชาชนอย่างเราจะดีขึ้นเพียงใด

เมื่อพึ่งศาลไม่ได้ (ตัดสินช้า ก็คือความไม่ยุติธรรม) ต้องพึ่งพี่ Smith and Wesson แล้ว พี่น้อง

-พบกันที่ทำเนียบคืนนี้เป็นต้นไป
พร้อมอุปกรณ์กำจัดสัตว์การเมืองทุกชนิด
วิธีกำจัดสัตว์การเมืองทุกวิธี
เอาเลือดสัตว์การเมืองชั่วๆ
ล้างแผ่นดินไทยให้สะอาดเสียที


-ผมขอเสนอ ครับ ในวัน รวมพล พธม ที่ 23 นี้
ผมขอให้ พธม ทุกจังหวัด บุกยึด ศาลากลาง จังหวัด
โดยพร้อมเพรียงกันเลย ครับ น่าจะดีกว่า พีๆ ว่าดีไหม ครับ
หรือว่าพี่ ๆๆ มีความเห็นอื่นครับ

-น่าจะมีการจัดหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อประกบระดับสั่งการของรัฐบาลและแนวร่วม ดีกว่ารอโดนทุบอยู่ในที่ตั้ง

-เห็นด้วยครับ ต้องหาจุดซุ่มโป่งส่องสัตว์ฮะ

-ผู้รักชาติ(ไม่เกี่ยว พธม) ควรรวมกลุ่มกัน กลุ่มละ 5-10 คน เป็นสิบเป็นร้อยกลุ่ม กระจายที่จังหวัดทุกที่
วางแผน ให้รอบคอบ หาจังหวะเด็ดหัวพวกแกนนำฮาร์ดคอในระบอยทักษิณให้หมด
เช่น สะล้าง เศษแดง พันลบ ควายพะนา พ่อไอ้ปื๊ด แกนนำ นปก และ อื่นๆ
แบบนี้น่าจะได้ผล


-ในเมื่อ ตำรวจ ดูแลประชาชน ไม่ได้ เราจะมี สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ปทุมวันไปทำไม จะมีสถานีตำรวจนครบาลไปทำไม

ถ้าใครจะไปเผา ระวังโดนจับ นะครับ

อันนี้ผมไม่ได้ชี้โพรงให้กระรอกนะครับ

อีกวิธีนึงคือ

รวมกลุ่ม นินจาพันธมิตรอิงะ เป้าหมายคือ นักการเมืองเลว สังกัดพรรคพลังประชาชนและพรรคชาติไทย ตำรวจชั่วที่อยู่เบื้องหลัง ทั้งที่อยู่ในส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง


อยากให้คนพวกนี้ได้ลิ้มรส ความไม่ปลอดภัยในชีวิตบ้าง เราไม่ควรให้มันทำกับประชาชนฝ่ายเดียวอีกต่อไป



-พันธมิตรประกาศแล้ว พกอาวุธมาก็ขอให้ใช้เพื่อป้องกันตัว ไม่ห้ามพกอาวุธอีกแล้ว

ถ้าจะถึงยุคที่ตำรวจ ไม่กล้าสวมเครื่องแบบออกจากบ้าน ก็คราวนี้แหละ

คนใต้ขึ้นคงมากันหมด พร้อมอาวุธ"ป้องกันตัว" เอาความคับแค้น เรื่องศาสนา เรื่องญาติพี่น้องที่ตายไป มาลงกับพวกนักการเมืองชั่วๆ ต้นตอของปัญหาให้หมด

ยังไงซะ... อย่าเผาสถานที่ราชการเลยค่ะ .... เผาพวกนัการเมืองชั่วๆ กับลิ่วล้อกันดีกว่า


-
ผมเห็นด้วยนะครับ มีหน่วยเด็ดหัวนักการเมืองโสโครกบางตัว หรือหลายตัวก็ได้
ผมคุยกับเพื่อนพันธมิตรต่างจังหวัด ทุกคนพูดเหมือนกันว่า ถึงเวลาเด็ดหัวพวกมันบ้าง เจอกันสักคนสองคน เผื่อพวกที่เหลือมันจะตื่นขึ้นมาบ้าง


หรือจะประชุมเพลิงเคหะสถานนักการเมืองบางคน ก็น่าจะดี เริ่มที่ไอ้เตี้ยก่อนเลย ผมยังจำความชั่วของมันตั้งแต่พฤษภาทมิฬได้ดี

นอกจากนั้นบอร์ดเสรีไทย ซึ่งเป็นแนวร่วมพันธมิตรฮาร์ดคอร์ยังได้ขึ้นรายชื่อของคนที่ปรักปรำว่าเป็นคนของระบอบทักษิณที่ต้องการกำจัด ไว้ในกระทู้ชื่อรายชื่อคนที่อยู่ในระบอบทักสิน ที่ต้องกำจัดให้หมดไปจากแผ่นดินอีกด้วย และมีผู้เข้าไปแสดงความเห็นรุนแรงด้วยการให้ขจัดทุกวิถีทาง รวมทั่งการสังหารให้ตายด้วย

เพื่อไทย เตรียมยื่น ปปช. เอาผิด อภิสิทธิ์ ม.157

ที่มา Thai E-News

ที่มา เวบไซต์ nation channel
22 พฤศจิกายน 2552

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค แถลงเตรียมยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

กรณีไม่ปฏิบัติตามหมายจับของศาล ไปร่วมงานเลี้ยงแม่ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ที่โดนหมายจับคดียักยอกทรัพย์ธนาคาร มหานคร มูลค่า 4,000 ล้านบาท ว่า

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า นางภคินี สุวรรณภักดี มารดาของนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม. และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ถูกศาลอาญากรุงเทพใต้ ออกหมายจับที่ จ.2413/2549 วันที่ 25 ธ.ค.49 ข้อหากยักยอกเงินธนาคารมหานคร มูลค่าความเสียหายกว่า 4,000 ล้านบาท

โดยมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงจากนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทยว่า นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมงานเลี้ยง ซึ่งถ่ายภาพร่วมนางภคินี ที่เป็นเจ้าภาพเมื่อวันที่ 18 ม.ค.52 นั้น ในฐานะที่นายอภิสิทธิ์ ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และเป็นผู้บริหารสูงสุด สตช. ก็ย่อมทราบดีถึงการออกหมายจับ แต่กลับไปร่วมงานเลี้ยงและยังถ่ายภาพร่วมกันกับนางภคนี ผู้ต้องหา ที่ถูกออกหมายจับ ซึ่งกล้าไปปรากฏตัวในงาน

กรณีดังกล่าวทำให้นางภคินีมั่นใจว่า จะได้รับการคุ้มครองจากนายอภิสิทธิ์ และจะไม่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม ทั้งที่ในงานวันดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมอยู่ในงาน แต่เพราะเกรงใจนายอภิสิทธิ์ ประธาน ก.ต.ช. จึงไม่กล้าจับกุม ดังนั้น การกระทำของนายอภิสิทธิ์ จึงส่อว่าเป็การปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยเป็นการช่วยเหลือไม่ให้ผู้ต้องหาถูกจับกุม

นายอภิสิทธิ์ สร้างภาพตัวเองว่า เป็นคนสุจริต ถือหลักการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่วันนี้เดินตามรอยนายชวน หลีกภัย อดีตนายก ฯ ซึ่งน้องชายนายชวน เคยโดนคดีฉ้อโกง 200 ล้าน แต่หนีไปจนคดีหมดอายุความ ขณะที่กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับถูกไล่บี้ จึงทำให้เห็นว่ามีการปฏิบัติ 2 มาตรฐานหรือไม่

ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เร่งดำเนินคดีและจับกุมนางภคินี ผู้ต้องหา และสั่งให้กระทรวงการต่างประเทศ ห้ามนางภคินี เดินทางออกนอกประเทศ

โดยในวันที่ 23 พ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. ตนและนายพิชา วิจิตรศิลป์ ประธานชมรมกฎหมายภิวัฒน์แห่งประเทศไทยและเครือข่าย จะยื่นเรื่อง ป.ป.ช. ให้ดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์ ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157

นอกจากนี้ ที่ปรากฏพฤติการณ์นายอภิสิทธิ์ ไปร่วมงานของนางภคินี และเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่กล้าเข้าไปจับกุม ยังถือได้ว่าเป็นการขัดขวางไม่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 165 รวมทั้ง มาตรา 189 ที่มีพฤติการณ์ช่วยเหลือผู้ต้องหา ไม่ให้ถูกจับกุมด้วย

โดยในวันที่ 23พ.ย ตนจะไปยื่นเรื่องต่อกระทรวงการต่างประเทศ ให้เพิกถอนหนังสือเดินทางของนางภคินีอีกด้วย รวมทั้งยื่นเรื่องให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ บอกกล่าวให้ นายอภิสิทธิ์ ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป

อ้างแหล่งข่าวกรองกัมพูชา 'แฉ ลอบสังหารทักษิณ รอดตายถึงสามครั้ง

ที่มา เวบไซต์ hi-thaksin.weebly
22 กรกฎาคม 2552

แหล่งข่าวกรองกัมพูชา ได้รายงานสรุปเมื่อวันจันทร์ที่ 16 พ.ย. นี้ กล่าวว่า ภายหลังจากเสร็จภาระกิจที่กัมพูชา ท่านนายกฯ ทักษิณ ได้เดินทางกลับดูไบ เวลา 11.30 น. เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2552 โดยเครื่องบินส่วนตัว Jet Global Express ผ่านน่านฟ้ากัมพูชา-เวียดนาม อ้อม มาเลเซีย-อินโดนีเซีย และอินเดีย โดยไม่ยอมบินตรงผ่านน่านฟ้าไทย เหมือนตอนเดินทางมา เนื่องจากท่านนายกฯทักษิณ ต้องหลบการลอบสังหารจากฝูงบินเอฟ. 16 ที่กำลังเตรียมการอยู่ที่สนามบินอู่ตะเภา

รายงานข่าวกรองบรรยายต่อไปว่า แผนการลอบสังหารท่านนายกฯทักษิณ ระหว่างที่พำนักในกัมพูชาครั้งนี้ ทำถึง 3 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากการรักษาความปลอดภัยของรัฐบาลกัมพูชา เข้มแข็งและรัดกุมมาก เฉพาะการรักษาความปลอดภัยระยะประชิด ใช้ รปภ.ถึง 300 นาย โดยแผนการลอบสังหารทั้ง 3 ครั้ง มีดังนี้

1.) ให้คนถือเป้าเลเซอร์ ไปติดที่เครื่องบินส่วนตัวของท่านนายกฯทักษิณ ที่จอดอยู่ แต่ระบบการรักษาความปลอดภัยแน่นหนามาก จึงไม่มีใครเล็ดลอดเข้าไปได้ และผู้ร่วมวางแผน ก็ถูกถูกจับได้เสียก่อน หากสามารถติดเป้านำวิถีนี้ได้ ก็จะสามารถยิงขีปนาวุธจากจุดใดจุดหนึ่ง (ซึ่งคาดว่าจะเป็น โทมาฮ็อค) ในท้องทะเล ใส่เป้าหมายบนอากาศได้อย่างแม่ยำ..

2) ทีมนักแม่นปืน ได้ปะปนเข้ามากับนักท่องเที่ยวที่เซียมเรียบ ได้เตรียมจุดที่เหมาะสมบนนครวัดไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ทีมส่งกำลังบำรุง ไม่สามารถนำปืนสังหาร Sniper เล็ดลอดเข้ามาได้ เนื่องจากกองทัพกัมพูชา เตรียมพร้อมตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แผนถล่มภาคพื้นดินจึงไม่สำเร็จ

3) ได้มีความเคลื่อนไหวปกติที่สนามบินอู่ตะเภา ได้มีการเตรียมพร้อมของฝูงบินเอฟ.16 หนึ่งฝูง จำนวน 5 ลำ หน่วยนี้ได้รับคำสั่ง ให้เตรียมพร้อมในวันที่ 14 พ.ย. 52 หากเครื่องบินของท่านนายกฯทักษิณ บินผ่านมา ให้บินขึ้นไปบังคับให้ลงที่สนามบิน บน.6 ดอนเมือง หากขัดขืน..ยิงถล่มทิ้งทันที

แต่เดชะบุญ.. แผนการณ์ทั้งหมดล่วงรู้ถึงท่านนายกฯทักษิณตลอด ขากลับจึงตัดสินใจบินอ้อมกลับทางเวียดนาม-มาเลเซีย-อินโดนีเซีย แทน ปล่อยให้พวกหมาลอบกัด ..อกแตกตาย ไปเอง...

คำวินิจฉัย ผู้พิพากษา 'กีรติ กาญจนรินทร์' ประเด็นอำนาจไม่ชอบธรรมของคณะรัฐประหาร

ที่มา Thai E-News

โดย คุณวาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ที่มา เวบไซต์ vattavan
22 พฤศจิกายน 2552

...... ผมเคยเขียนบทความ ชื่อ “คณะผู้พิพากษาต้องเป็น ‘ธงนำ’ ในการต่อต้านรัฐประหาร" ลงในผู้จัดการออนไลน์ เมื่อ 17 ก.ค.2550 (คมช.ยังอยู่ในอำนาจด้วยซ้ำ!)

กระตุ้นให้ผู้พิพากษาทั้งหลาย ซึ่งพิพากษาในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ อย่าก้มหัวให้อำนาจปากกระบอกปืน และนำลงรวมเล่ม ในหนังสือ“รัดทำมะนวย-ฉบับหัวคูณ!” ที่ดังลั่นสนั่นเมือง

จากนั้นอีก 1 ปี ผมได้เขียนกระแทกเข้าไปอีก ด้วยบทความชื่อ “วันรพี” ...เตือนใจท่านผู้พิพากษา ให้กล้าหาญ ต่อต้านเผด็จการ!!! ลงหนังสือพิมพ์ ประชาทรรศน์ รายวัน เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2551

บอกตรงๆว่า ที่เขียนนั้น ผมไม่ได้คิดว่า จะมีผลทำให้ผู้พิพากษาซึ่งถึงแม้จะเห็นด้วย ออกมาสนับสนุน ว่าการยึดอำนาจนั้น เป็นความเลวทรามต่ำช้า เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะคนเราส่วนใหญ่นั้น กลัวการบังคับด้วยอาวุธด้วยกันทั้งนั้น

แต่ท่านผู้อ่านครับ บัดนี้ ได้มีแสงสว่างผุดขึ้นที่ปลายอุโมงค์ มีผู้พิพากษาท่านหนึ่ง ที่อยากให้ท่านทั้งหลาย จำชื่อนี้ไว้ให้มั่น คือ ท่านกีรติ กาญจนรินทร์

ชายชาตรีผู้หาญกล้ารายนี้ ท่านเป็นผู้พิพากษา แห่งศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ท่านเขียนคำวินิจฉัยในคดีหนึ่ง มีประเด็นที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจที่ไม่ชอบของคณะรัฐประหาร คำพิพากษามีอย่างนี้ครับ

...ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีอำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้อง) คดีนี้หรือไม่ เห็นว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ศาลเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นของประชาชน ศาลจึงต้องใช้ อำนาจดังกล่าวเพื่อประชาชนอย่างสร้างสรรค์ ในการวินิจฉัยคดีเพื่อให้เกิดผลในทางที่ขยายขอบเขตการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหากศาลไม่รับใช้ประชาชน ย่อมทำให้ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถูกท้าทายและสั่นคลอน

นอกจากนี้ศาลควรมีบทบาทในการพิทักษ์ความชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงพันธกรณีในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จากการใช้อำนาจโดยมิชอบและพันธกรณีในการปกปักรักษาประชาธิปไตยด้วย

การได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือการได้อำนาจในการปกครองประเทศ โดยความไม่ยินยอมพร้อมใจจากประชาชนส่วนใหญ่ เท่ากับเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย การปฏิวัติหรือรัฐประหาร เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ย่อมเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย

หากศาลรับรองอำนาจของบุคคล หรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติ หรือรัฐประหารว่า เป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เท่ากับศาลไม่ได้รับใช้ประชาชน จากการใช้อำนาจโดยมิชอบ และเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตยดังกล่าวมาข้างต้น ทั้งเป็นการละเลยหลักยุติธรรมตามธรรมชาติที่ว่า บุคคลใดจะรับประโยชน์จากความฉ้อฉล หรือความผิดของตนเองหาได้ไม่ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหาร เป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นช่องทางให้บุคคลหรือคณะบุคคลดังกล่าวยืมมือกฎหมายเข้ามาจัดการสิ่งต่างๆ

ข้อเท็จจริงเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ปัจจุบันอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ นานาอารยะประเทศส่วนใหญ่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่ยอมรับอำนาจที่ได้มาจากการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ฉะนั้นเมื่อกาละและเทศะในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้วจากอดีต ศาลจึงไม่อาจที่จะรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็นรัฎฐาธิปัตย์

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปเช่นกันว่า ผู้ร้องประกอบด้วยคณะกรรมการที่เป็นผลพวงของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) แต่ คปค. เป็นคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหาร เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 จึงเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตยดังเหตุผลข้างต้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แม้จะได้รับการนิรโทษกรรมภายหลังก็ตาม หาก่อให้เกิดอำนาจที่จะสั่งการหรือกระทำการใดอย่างรัฏฐาธิปัตย์

ผู้ร้องประกอบด้วยคณะบุคคลที่เป็นผลพวงของ คปค. ย่อมไม่มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันปราบปรามการทุจริต พุทธศักราช 2542 ด้วยเช่นกัน ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้อง) คดีนี้ อำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้อง) เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาว่าผู้คัดค้านจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

วินิจฉัยให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

นายกีรติ
กาญจนรินทร์



ขอสารภาพตรงไปตรงมาว่า อ่านคำวินิจฉัยของท่านกีรติฯแล้ว น้ำตากลบ ได้แต่ยกมือท่วมหัว แล้วร้องว่า

“สาธุ...สาธุ...สาธุ!!!”