WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 24, 2009

นักศึกษาประชาชนจี้ต่อมสำนึกตอแหลแลนด์ รัฐ-สื่อ-นักสิทธิ-นักวิชาการเลิก2มาตรฐานม็อบแดง

ที่มา Thai E-News

1ภาพVSพันคำ:มาร์ค-เทือก-ขนเพชรใส่ไฟขนต่างด้าวมาม็อบแดง..ทำไมภาพและความจริงมันเป็นคนละเรื่องกับคำพูดสวะๆ!

ลูกพม่ากู้ชาติ

ลูกจีนรักชาติ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 พฤศจิกายน 2552

ก่อนการชุมนุมใหญ่ของนปช.ในวันที่28พ.ย.นี้ เราขอนำแถลงการณ์ฉบับหนึ่งซึ่งองค์กรนักศึกษานำโดยสนนท. นักวิชาการ นักกิจกรรมสังคม นักสหภาพแรงงาน นักเขียน ศิลปิน องค์กรภาคประชาชนเคยออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเมื่อวันที่17ต.ค.ที่ผ่านมา เรียกร้องให้ทุกฝ่ายไม่ใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมนปช.เสื้อแดง จี้รัฐบาล,สื่อ,เอ็นจีโอ-องค์กรสิทธิ-นักวิชาการอย่า2มาตรฐานกับม็อบ เผยร่อนแถลงการณ์ถึงองค์กรบุคคลที่เคยออกมาให้ท้ายปกป้องพันธมิตรเป็นประจำให้ร่วมลงนามด้วยแต่ไม่มีการตอบรับแต่อย่างใด


สำหรับรายละเอียดของแถลงการณ์มีดังต่อไปนี้

แถลงการณ์ ขอเรียกร้องไม่ให้ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม

ตามที่แนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงจะจัดการชุมนุมขึ้น และมีความวิตกกังวลกันว่าอาจมีแนวโน้มที่อาจเกิดความรุนแรงได้นั้น พวกเรา ซึ่งมีรายนามดังแนบท้ายแถลงการณ์นี้ ขอเรียกร้องมายังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้

1.รัฐบาล,กองทัพ,ตำรวจ และชนชั้นนำ ไม่ควรเลือกปฏิบัติเป็น2มาตรฐาน โดยสมควรต้องยกเลิกการประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคง และให้ประชาชนทุกฝ่ายสามารถจัดการการชุมนุมได้โดยสงบ ปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญ เว้นแต่จะเกิดเหตุความไม่สงบขึ้น จึงสมควรจะประกาศบังคับใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง ทั้งนี้ต้องไม่ให้กองกำลังทหาร ซึ่งไม่ได้ฝึกฝนมาควบคุมฝูงชนเข้าทำหน้าที่ควบคุมฝูงชน และสมควรต้องเร่งผลักดันกฎหมายการชุมนุมสาธารณะออกมาบังคับใช้เพื่อควบคุมการชุมนุมเป็นไปตามมาตรฐานสากลโดยเร็ว

2.ผู้รับผิดชอบการจัดการชุมนุม โดยเฉพาะแกนนำนปช.ต้องควบคุมจัดการการชุมนุมให้เป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ยั่วยุให้ก่อความรุนแรง หรือยึดสถานที่ราชการแบบที่กลุ่มพันธมิตรเคยปฏิบัติ แม้การกระทำเช่นนั้น จะยังไม่ถูกดำเนินคดีถึงขั้นจำคุกตามกฎหมายก็ตาม หากเกิดความรุนแรงใดๆจากการที่ไม่สามารถควบคุมการชุมนุมได้ หรือนำไปสู่ความรุนแรง ย่อมเป็นความรับผิดชอบของแกนนำ หรือผู้จัดการชุมนุมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนผู้ชุมนุมพึงใช้สิทธิตามกฎหมาย หลีกเลี่ยงการยั่วยุให้เกิดความรุนแรงใดๆ

3.สื่อมวลชน ต้องนำเสนอข่าวการชุมนุมด้วยความเป็นกลาง ปราศจากอคติใดๆ หรือชี้นำให้เกิดความรุนแรง หลีกเลี่ยงการยั่วยุใดๆ เหมือนที่เคยปฏิบัติมาในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อตอนสงกรานต์ที่ผ่านมา

4.นักสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ และองค์การพัฒนาภาคเอกชน ทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชนภาคเอกชน และนักวิชาการ สมควรต้องออกมาแสดงบทบาทเหมือนกับที่เคยออกมาสนับสนุนให้พันธมิตรจัดการชุมนุม"โดยสันติวิธี"ทุกครั้งทุกโอกาส และสมควรต้องออกมาเรียกร้องไม่ให้รัฐใช้ความรุนแรงแบบเดียวกับที่เคยปฏิบัติมา หากเพิกเฉยย่อมแปลความเป็นอย่างอื่นมิได้ นอกจากเป็นการยอมรับว่า ปฏิบัติเป็น2มาตรฐาน ให้ท้ายพันมิตร แต่เพิกเฉยหรือซ้ำเติมต่อ นปช. เหมือนที่ตอนสงกรานต์ เคยออกแถลงการณ์สนับสนุนให้รัฐบาลปราบปราม นปช.มาแล้ว ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่น่าอับอาย

5.นักกิจกรรมสังคมที่ต้องการสันติ เช่น กลุ่มริบบิ้นขาว,สถาบันพระปกเกล้า,กลุ่มรณรงค์หยุดทำร้ายประเทศไทย ที่เคยออกมารณรงค์ให้"ทุกฝ่าย"ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน ตอนนี้ได้เวลาที่ต้องออกมาแสดงบทบาทแล้ว หากเพิกเฉยก็อาจเข้าข่ายเลือกปฏิบัติ 2 มาตรฐาน

6.ประชาชน พึงทราบและตระหนักว่าการจัดการชุมนุมทางการเมืองโดยสงบ ปราศจากอาวุธเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และความขัดแย้งทางการเมือง ถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย และจะทำให้ประชาธิปไตยพัฒนาก้าวหน้า พึงเข้าใจว่าคนที่มาร่วมการชุมนุมทางการเมืองนั้น ส่วนมากเป็นคนที่กระตือรือร้นต่อการพัฒนาชาติบ้านเมือง เป็นคนที่มีครอบครัว มีเลือดเนื้อ มีจิตใจเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป ไม่ได้เป็น"อื่น" ประชาชนจึงสมควรจะสนับสนุนกิจกรรมการชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตย ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดกฎหมาย และละเมิดสิทิเสรีภาพของผู้อื่น

ด้วยความเชื่อมั่น

17 ตุลาคม 2552

องค์กรและบุคคลที่ร่วมลงนาม

อนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
พงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา สถาบันเพื่อการพัฒนาเยาวชนประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ยุทธนา ดาศรี เลขาธิการนิสิตนักศึกษาภาคอีสาน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
นฤมล มีสมบัติ กรรมการบริหาร สนนท. ( ม.รามคำแหง )
อัมรีย์ เด กรรมการบริหาร สนนท. (ม.กรุงเทพธนบุรี)
ฉัตรสุดา หาญบาง กรรมการบริหาร สนนท.( มรฏ.สวนดุสิต)
ยุทธนา ภักดีหาญ กลุ่มยอป่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น
วิศรุต บุญยา เครือข่ายนักศีกษาพิทักษ์ประชาชน รามคำแหง
วิภา ดาวมณี กรรมการเครือข่ายเดือนตุลา
ไพโรจน์ จันทรนิมิ ประธานชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
พิษณุ ไชยมงคล ผู้อำนวยการ สำนักเรียนรู้การกระจายอำนาจและปกครองตนเอง
วัฒนะ วรรณ องค์กรเลี้ยวซ้าย
เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกกลุ่มประกายไฟ
สุชาติ เศรษฐมาลินี สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
สมศักดิ์ ภักดิเดช กรรมการชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
สิทธิ์ จันทาเทศ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
บุญผิน สุนทราลักษ์ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
นายสัณหณัฐ นกเล็ก องค์กรเสรีปัญญาชน
พรมมา ภูมิพันธ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนัง แห่งประเทศไทย(ส.พ.ท.)
สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนัง แห่งประเทศไทย(ส.พ.ท.)
สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์
สหภาพแรงานสหกิจวิศาล
กิติภูมิ จุฑาสมิต นายแพทย์8 โรงพยาบาลภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ
พฤกษ์ เถาถวิล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
สลิสา ยุกตะนันทน์ นักศึกษาปริญญาโท University of Warwick
ภัควดี วีระภาสพงษ์
ชำนาญ จันทร์เรือง
ใจ อึ๊งภากรณ์
จิรวัฒน์ เทียนเงิน
เขมนิจ เสนาจักร
ครรชิต พัฒนโภคะ องค์กรเลี้ยวซ้าย
ชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
บุญธิดา อาจารยางกูร สมัชชาสังคมก้าวหน้า
ภัทรพล เสนาจักร
บุหงา เสนาจักร
ปรินดา วานิชสันต์
จักรภพ เพ็ญแข
นุชรินทร์ ต่วนเวช
สุณี ครองพิพัฒน์สุข
อาทร ทศพหล
น.ส.วัลภา ทันตานนท์
สุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์
วิทยา อาภรณ์
ประสาท ศรีเกิด
พิชิต พิทักษ์
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ
วิโรจน์ ดุลยโสภณ
เจษฎา โชติกิจภิวาทย์
อาณัติ สุทธิเสมอ
ศรายุทธ ตั้งประเสริฐ
Tanaporn Tornros
รุ่งโรจน์ วรรณศูทร
ยรรยง ลูกชาวดิน กลุ่มชาวดิน ออนเน็ต
คณิตศาสตร์ สารบุญมา
อรรคพล สาตุ้ม
วิทยา เล้าประเสริฐ
ทิพย์สุดา เณรทอง
ชัยอนันต์ ทินกูล
นางสาวจินตภัทร์ แถมพูลสวัสดิ์
นางสาวทารินี ทรงเกียรติธนา
เดโช กำลังเกื้อ
นพดล ทิพยชล
พศิน สุนทราธนกุล
กานต์ ทัศนภักดิ์
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ธีระพล อันมัย อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ผศดร.ศิรภัสสรศ์ วงศ์ทองดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
เอกรินทร์ ต่วนศิริ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อุเชนทร์ เชียงเสน นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
นายวรวิทย์ ไชยทอง นิสิตภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
นาง ธนพร ทรอนโรส
ธนโชติ วงจันทร์ชมภู นสพ.ไทยเรดนิวส์
จิระวัฒน์ ทองแส
อรรถชัย อนันตเมฆ
ฯลฯ


*ขาประจำให้ท้ายพันธมิตรไม่มีใครร่วมลงชื่อด้วย

ทั้งนี้กลุ่มที่ออกแถลงการณ์ฉบับนี้ เปิดเผยด้วยว่า ได้แจ้งไปยังบุคคล หน่วยงาน องค์กรที่เคยมีบทบาทออกแถลงการณ์สนับสนุนให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจัดการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ แม้แต่ละเมิดกฎหมาย เช่น การยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน ในทุกโอกาส และกลุ่มที่เคยประกาศตัวเป็นกลางต่อต้านการใช้ความรุนแรงในการชุมนุมทางการเมือง เพื่อขอให้ร่วมลงนามในแถลงการณ์ครั้งนี้ด้วย แต่ไม่มีการตอบรับเข้าร่วมลงนามแต่อย่างใด

สำหรับบุคคลและองค์กรดังกล่าว ประกอบไปด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย , สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ,สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ,สำนักสันติวิธี สถาบันพระปกเกล้า ,คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ,มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ,นายกสภาทนายความ ,เลขาธิการสภาทนายความ ,นายไพโรจน์ พลเพชรประธานกป.อพช.,ดร.โคทม อารียา ,อดีตนายกฯอานันท์ ปันยารชุน ,ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล และ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นต้น


คณะผู้จัดทำแถลงการณ์ฉบับนี้กล่าวว่า อาจมีหลายสาเหตุที่กลุ่มบุคคลและองค์กรที่เคยออกแถลงการณ์ให้ท้ายพันธมิตร และกลุ่มที่เป็นกลางต้องการสันติวิธีไม่ได้ลงนามร่วมในแถลงการณ์ฉบับนี้ เช่น ไม่ได้เปิดอ่านอีเมล์ หรืออาจจะเพราะไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ฉบับนี้ แต่ก็น่าประหลาดใจว่าบุคคลและองค์กรเหล่านี้ดูจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษในการให้ท้ายหรือปกป้องพันธมิตรมาในหลายกรณี

เอกอัครราชทูตออสเตรเลียและอังกฤษเข้าพบ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย

ที่มา Thai E-News

พรรคเพื่อไทย
23 พฤศจิกายน 2552

เวลา 09.00 น. H.E.Mr.Paul Grigson เอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย เข้าพบปะหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย และคณะผู้บริหารฯ

เวลา 10.30 น. H.E.Mr.Quinton Quayle เอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย เข้าพบลำดับต่อมา ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถ.พระราม 4 บางรัก กรุงเทพฯ วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2552






เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อว่าข้อกล่าวหายุค"ขวาพิฆาตซ้าย"กลับมาสู่โลกยุคใหม่โดยปชป.

ที่มา Thai E-News

โดย พาชื่น
23 พฤศจิกายน 2552

เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อว่าข้อกล่าวหายุค"ขวาพิฆาตซ้าย"กลับมาสู่โลกยุคใหม่โดยพรรคประชาธิปัตย์??

ในช่วงวันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 ก่อนวันกระทบกระทั่งกัน พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ได้ใช้คอปเตอร์บินตรวจสถานการณ์พร้อมมีรายงานบอกว่านิสิตนักศึกษามีอาวุธอยู่ในธรรมศาสตร์มากมาย มีพวกคนต่างด้าวเข้ามาสมทบ มีหน่วย Zapper ของญวนเข้ามาผสมเพื่อโค่นล้มรัฐบาล ในที่สุดจากวันนั้นจนถึงวันนี้ทุกคนทราบข้อมูลดีว่ามันเป็นความเท็จทั้งสิ้น!!!

ในยุคสมัยปี 2517 ที่เราเรียกกันว่ายุคสมัย"ขวาพิฆาต"ซ้าย มีการต่อสู้อย่างแหลมคมระหว่างแนวคิดการปกครองและเศรษฐกิจแบบต่างๆ ยุคนั้นพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยที่ สุธรรม แสงประทุม-ชำนิ ศักดิืเศรษฐ์-อาคม สุวรรณพ เป็น สส. ถูกสโลแกนพรรคประชาธิปัตย์สาดใส่ว่า"...สังคมนิยมทุกชนิดก็คือคอมมิวนิสต์" นั่นเอง ทำให้ชาวบ้านที่กลัวคอมมิวนิสต์ขึ้นสมองพากันคลางแคลงใจ และเลขาธิการพรรคนั้นคือ ดร.บุณสนอง วัชโรทยาน ถูกสังหารกลางเมือง

ในช่วง 6 ตุลาคม 2519 ที่มีการล้อมปราบนิสิต-นักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถานีวิทยุยานเกราะของทหารบกที่มี พ.อ.อุทาร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็น ผอ.สถานี นสพ.ดาวสยามที่ ประสาน มีเฟื่องศาสตร์(นามปากกา กระแช่-สีเสียด) บริหารได้กล่าวหาว่าในกลุ่มนักศึกษามีคนต่างด้าวเข้ามาสมทบร่วมชุมนุมด้วยมากมาย ผลักดันให้กลุ่มประชาชน-ลุกเสือชาวบ้าน-นักเรียนอาชีวะมาร่วมล้อมปราบเข่นฆ่านักศึกษากลางสนามหลวงและกลางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะคงหลงผิดว่าตัวเองกำลังเข่นฆ่าอริราชศัตรูต่างด้าวแทนที่จะเป็นพี่น้องไทยด้วยกันเองอยู่กระมัง??

การเสกคาถาว่า"มีคนต่างด้าวเข้าร่วมชุมนุม"ด้วยของฝ่ายผู้บริหารบ้านเมืองก็เพื่อปลุกกระแสรักชาติ-คลั่งชาติให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าข้างรัฐบาลและไปเกลียดตลอดจนเป็นศัตรูกับขบวนการนิสิตนักศึกษาผู้รักประชาธิปไตย

หลังจากเหตุการนอกเลือดผ่านพ้นไปหลายปีมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนสถานการณ์ ไม่เคยปรากฏว่ามีคนต่างด้าวเข้ามาร่วมชุมนุมสักครั้งเดียว

แต่คนที่กล่าวหายังคงลอยหน้า ลอยตา ชูคอเริดระหงอยู่ในแวดวงสังคมการเมืองไทยจนถึงปัจจุบัน

ผ่านมา 36 ปีมาถึงเมื่อวานนี้(ที่ 22 พฤศจิกายน 2552) สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ร่ายคำพูดปล่อยข่าวผ่านสื่อว่าการชุมนุมของ นปช.ในอีก 5-6 วันข้างหน้า"จะมีคนต่างด้าวเข้ามาร่วมชุมนุมด้วย"

พอมาถึงวันนี้(ที่ 23 พฤศจิกายน 2552) อภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็เข้าร่วมขบวนการปล่อยข่าวว่า"ได้รับรายงานว่าการชุมนุมของ นปช. คราวนี้จะมีคนต่างด้าวเข้ามาร่วมชุมนุมประท้วงรัฐบาลด้วย"

น่าประหลาดใจมากที่สังคมไทยยังทนรับได้กับการที่นักการเมืองอาวุโสผู้บริหารประเทศนำข้อกล่าวหาระดับเต่าล้านปีที่ผ่านการพิสูจน์มาหลายครั้งหลายหนแล้วว่าไม่เคยเกิดขึ้นจริงมากล่าวหาศัตรูทางการเมืองของตน ที่น่าเวทนายิ่งกว่าที่ข้อกล่าวหานี้ประสานเสียงมาจากสิ่งที่พยายามเรียกว่า..นักการเมืองรุ่นใหม่...มีการศึกษาสูง...ไม่ว่าจะจบจาก Oxford หรือจบจาก ม.ช.+มหาวิทยาลัยในอเมริกา

เพียงเพราะพยายามซื้อเวลารักษาอำนาจของตนถึงขั้นกล้ากล่าวโกหกพกลมกลางเมือง?

เพียงเพราะมีสถานการณ์ขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา พยายามนำมาหาประโยชน์ทำนองให้สังคมมองว่าสมเด็จฮุนเซ็น จะส่งคนมาร่วมประท้วงรัฐบาลไทยด้วย ทั้งที่ความจริงเขมรมีพลเมืองอยู่ 8 ล้านคนหากส่งมาช่วย นปช.ก็จะได้จำนวนสักเท่าไหร่เชียว ใช้เงิน 3-4 ล้านซื้อเอาในเมืองไทยให้มานั่งๆนอนๆเหมือนบางพรรคช่วยเหลือกลุ่มพันธมิตรฯไม่ง่ายกว่าหรือ??

เพียงเพื่อต้องการเอาชนะคะคานทางการเมืองเท่านั้น ถึงขั้นยอมเอาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติที่ง่อนแง่นมาเล่นลิ้นกล่าวหากันต่อไปอีก น่าสังเวชใจแท้ๆ?

เพียงเพราะไม่อยากเสียเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไทยไปเร็วๆ ทำให้คนที่อวดอ้างตัวว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ใสสะอาดถึงกับใช้วิชามารยุคโบราณที่ระดับ พล.อ.ประมาณ อดิเรกสาร เจ้าของขวาพิฆาตซ้ายต้นตำหรับเคยใช้ งัดออกมาใช้ใหม่อีก?

สุเทพ เทือกสุบรรณ อาจจะย่ามใจที่เคยกล่าวหาว่า"ทักษิณอยากเป็นประธานาธิบดี" เมื่อถูกทักษิณฟ้องร้องหมิ่นประมาทศาลยุติธรรมไทยพิพากษาว่าติชมด้วยสุจริตใจ คราวนี้จึงงัดมุขเดิมตามประสารัฐบาลเด้กเส้นมาใช้อีก??

โชคดีที่ชื่อ"คอมมิวนิสต์"ขายไม่ได้แล้วในยุคนี้ ไม่งั้นคนรุ่นใหม่ระดับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องงัดมากล่าวหา นปช. ว่ามีคอมมิวนิสต์ส่งคนมาร่วมประท้วงด้วยอีกข้อหาหนึ่งแน่?

เพราะเท่าที่เห็นมีแต่คอมมิวนิสต์หลงยุคแท้ๆอย่าง สุรชัย แซ่ด่าน ที่ใช้ไวอากร้าปลุกไม่ขึ้นแล้วอยู่คนเดียวเท่านั้น(...ฮา)

ครับ--ในสายตาผมผู้บริหารพรรค ปชป และผู้บริหารประเทศชุดนี้สิ้นความน่านับถือไปจากหัวใจแล้วหลังจากใช้วิชามารบ้องตื้นแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่เชื่อมากล่าวหาศัตรู?

ดักดานอย่างนี้ก็เหมือนเพลงที่ เต็บไต เสนพงษ์ เปิดให้นักข่าวฟังประโยคที่ว่า"....วิญญาณปู่จะร้อง ว่าลูกหลานJunrai " จริงๆครับ

ข้อสรุปเรื่องหุ้นชินคอร์ป (อีกครั้ง)

ที่มา Thai E-News

โดย เสาวณิต อังคะทายาท
(ไม่ระบุวันที่)

กรณี ขายหุ้นชินคอร์ป

1. กรณีที่หนึ่ง ดร.ทักษิณและภรรยามีหุ้นชินคอร์ปฯ 49% ตั้งบริษัทเอง 22 ปีก่อน เข้าตลาดหุ้น 15 ปีก่อน หุ้นทั้งหมดนี้หากขายให้ลูก คือ พาน/พิณ ทั้งหมด 49% ในตลาดหุ้น จะไม่มีภาษี (เหมือนคนครึ่งล้านที่ลงทุนในตลาดหุ้นอยู่ทุกวัน) เมื่อพาน/พิณ ขายต่อให้ใคร ก็ไม่มีภาษีอีกเช่นกัน เพราะฉะนั้น เป็นสิทธิ์พื้นฐานที่มีอยู่แล้วของ ดร.ทักษิณ และ ลูก คือนักลงทุนบุคคล ไม่มีภาษีจากการขายหุ้นในตลาดหุ้น

* ดังนั้น ดร.ทักษิณไม่จำเป็นต้องทำอะไรซับซ้อนเพื่อเลี่ยงภาษี (เช่นแอมเพิลริช) เพราะไม่มีภาษีให้ลด

* ที่ดร.ทักษิณทำแอมเพิลริชในปี 42 เพราะจะเอาชินคอร์ปฯเข้าตลาดหุ้นสหรัฐ (ดู หนังสือถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใน เอกสารประกอบ) ตอนหลังตลาดหุ้นสหรัฐตกมาก เลยหยุดแผน (ดู ข่าวชินคอร์ประงับเข้าตลาดแนสแดค ในเอกสารประกอบ) แต่หุ้นชินคอร์ปฯ 11% ก็อยู่ที่แอมเพิลริชไปเรื่อยๆ ปลายปี 43 ก่อนเป็นนายกฯ ดร. ทักษิณก็ขายโอนแอมเพิลริชให้ลูก

2. กรณีที่สอง ต้นปี 49 ที่จริงพาน/พิณสามารถขายแอมเพิลริช (ที่ถือหุ้นชินคอร์ปฯอยู่) ให้ผู้ซื้อในต่างประเทศได้เลย ไม่มีภาษี เป็นสิทธิพื้นฐานเช่นกัน แต่เงินจะอยู่นอกประเทศ (อาจโดนว่าเก็บเงินนอกประเทศ)

3. กรณีที่สาม ดังนั้น เพื่อจะขายให้เงินอยู่ในประเทศ พาน/พิณ ในฐานะเจ้าของแอมเพิลริช ทำการโอนหุ้นชินคอร์ปฯที่แอมเพิลริชถืออยู่ มาถือเองโดยตรง และเมื่อขายให้ผู้อื่นในตลาดหุ้น ทั้งส่วน 38% แรกที่ถือตรงอยู่แล้ว บวกกับอีก 11% ที่มาถือตอนหลังโอนมาจากแอมเพิลริช (คืนสู่เหย้า)รวม 49% ก็ไม่มีภาษี

* ปรากฏว่า ส่วนแอมเพิลริช 11% ถูกกล่าวหาว่าหนีภาษี ทั้งที่เป็นสิทธิ์แต่เดิมที่ไม่มีภาษี หากขายแอมเพิลริชในต่างประเทศเหมือนในกรณีที่สอง หรือหากถือตรงมาตลอดโดยไม่มีแอมเพิลริชเหมือนในกรณีที่หนึ่ง

สรุป

กรณีที่ 1
หาก พาน / พิณ ถือหุ้นชิน โดยตรง 49% มาตลอด​(ไม่มีแอมเพิลริช) แล้วขายในตลาดหุ้น​ภาษี = 0 เป็นสิทธิ์พื้นฐาน

กรณีที่ 2
หาก พาน / พิณ ขายแอมเพิลริชในต่างประเทศเลย (หุ้นชิน​ส่วน 11% ติดไป) ภาษี = 0 (แต่เงินจะอยู่​นอกไทย)

กรณีที่ 3
พาน / พิณ ซื้อหุ้นชิน ส่วน 11% คืนกลับจากแอมเพิลริช (เจ้าของเดียวกัน) แล้วขายในตลาดหุ้นภาษี​ = 0 (เพื่อให้เงินอยู่ในไทย)

*** ไม่จำเป็นต้องเลือกเอากรณี ใดกรณีหนึ่ง เพื่อลดภาษี​เพราะทั้ง 3 กรณีไม่มีภาษีอยู่แล้ว

4. ข้อกล่าวหาคือ การที่แอมเพิลริชโอนหุ้นชินคอร์ปฯให้ พาน/พิณ ที่ราคาพาร์ 1 บาท ทั้งคู่ต้องเสียภาษีเพราะมีเงินได้เพิ่ม (ได้มา 1 บาท ขาย 49 บาท เป็นกำไร 48 บาทที่ต้องเสียภาษี) หรือจะเป็นเหมือนกรณีบริษัทออกหุ้นจูงใจพนักงานในราคาถูกพิเศษ (สต็อกออปชั่น หรือ ESOP) ว่า ต้องเสียภาษีส่วนต่างระหว่างราคาหุ้นชินคอร์ปฯที่ ซื้อขายในตลาดกับราคาที่ได้มา (ได้มา 1 บาท ในวันที่หุ้นชินคอร์ปฯราคา 42 บาท เป็นกำไร 41 บาท ซึ่งหากจะเสียภาษีต้องจ่ายวันที่ซื้อ ไม่ใช่วันที่ขายที่ 49 บาทไม่มีภาษีเพราะได้เป็นเจ้าของหุ้นนั้นแล้ว)

5. ข้อกล่าวหานี้ เป็นการตีความคนละหลักการ

* เพราะทั้ง พาน/พิณ เป็นเจ้าของแอมเพิลริช ก็ถือว่าเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปฯ 11% นี้อยู่แล้ว เป็นบุคคลเดียวกันดังที่รายงานตลาดหุ้นมาตลอด ดังนั้น การที่แอมเพิลริชโอนหุ้นชินคอร์ปฯ 11% ที่ถืออยู่ ให้พาน/พิณ ถือเองโดยตรงในราคาพาร์ ไม่ทำให้ พาน/พิณ มีรายได้เพิ่ม เพราะเป็นหุ้นและต้นทุนของตนแต่เดิม

* เป็นคนละกรณีกับ นายจ้างจ่ายผลตอบแทนลูกจ้างด้วยการออกหุ้นใหม่ขายให้ในราคาพิเศษ หรือ การให้รางวัลจับสลาก หรือ การขายตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีส่วนลดหน้าตั๋ว ล้วนทำให้ผู้ซื้อมีรายได้เพิ่ม ต้องเสียภาษี

* ประเด็นนี้หารือกับสรรพากรตั้งแต่กลางปีที่แล้ว สรรพากรก็ยืนยันว่าเรื่องนี้ถูกต้อง แต่ก็ไม่ฟังกัน กล่าวหาว่าลูก นายกฯ หนีภาษี นายกฯไม่มีจริยธรรม สรรพากร ผิดจรรยาบรรณ เพราะตีความเข้าข้างรับใช้นายกฯ

6. หากแคลงใจในแง่กฎหมาย ก็ควรให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ไม่ควรเอาเป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองไปที่นายกฯ และ สรรพากร และเป็นสิทธิ์ของประชาชนตามกฎหมาย ที่มีหน้าที่เสียภาษีเท่าที่จำเป็น

หากเสียภาษีเกิน ยังไปเรียกคืนจากสรรพากรได้ ตามที่พวกเราทำยื่นแบบกันทุกปี (เปรียบเหมือนถนนข้างล่างว่างขับรถได้เร็วอยู่แล้ว แต่กลับถูกกล่าวหาว่าการไม่ขึ้นทางด่วนและเสียเงินค่าทางด่วน เป็นการหลีกเลี่ยง)

7. ตลาดหลักทรัพย์ ตั้งใจส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาที่ซื้อขายหุ้นในตลาดไม่มีภาษีจากกำไร เพราะไม่งั้นเสียเปรียบบริษัทนิติบุคคลที่สามารถทำงบกำไรขาดทุน ที่สามารถนำการขาดทุน การเสียภาษีเงินปันผล การเสียภาษีกำไรขายหุ้น ไปหักลบในงบกำไรขาดทุน ทำให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลน้อยลง

* บุคคลธรรมดาทำงบไม่ได้ หากขาดทุน เสียภาษี หักลบอย่างอื่นไม่ได้เลย หากตลาดหลักทรัพย์ไม่ส่งเสริมเช่นนี้ นักลงทุน 500,000 คนต้องไปตั้งบริษัทกันหมด วุ่นวายกันใหญ่ ทั้งทำบัญชี สอบบัญชี

8. ทั้งตัว ดร.ทักษิณ ครอบครัว บริษัท และพนักงานกว่า 12,000 คน เสียภาษีทุกรูปแบบ ทั้งเงินได้จากเงินปันผล เงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล รวมถึงค่าสัมปทานต่างๆ ทั้งมือถือ ดาวเทียม ฯลฯ ปีละหลายหมื่นล้านบาท สิบกว่าปีนี้หลายแสนล้านบาท เป็นผู้จ่ายภาษีรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของประเทศไทย ร่วม 5% ของยอดจัดเก็บของสรรพกร ทำขนาดนี้ ทั้งผู้ก่อตั้งและตัวบริษัทเอง เป็นผู้เสียภาษีที่รักชาติไม่น้อยกว่าใครที่มาโจมตี (หลายปีก่อนตอนยังทำธุรกิจ ดร.ทักษิณเคยเป็นบุคคลที่เสียภาษีสูงสุดของไทย ปีละหลายร้อนล้านบาทหลายปี)

9. กลุ่มบริษัทชินคอร์ปฯ ได้ชื่อว่า เป็นบริษัทดีเด่นของไทย มูลค่าทางตลาดรวมในตลาดหลักทรัพย์ (Market Capitalization) กว่า 350,000 ล้านบาท เท่ากับ 7% ของทั้งตลาดหุ้นไทย เป็นหนึ่งในสามบริษัทไทยที่ติด 500 อันดับแรกของบริษัทใหญ่ที่สุดในโลกจัดโดยฟอร์จูน (อีกสองบริษัทคือปูนซีเมนต์ไทยและปตท) ได้รับรางวัลจาก ตลาดหลักทรัพย์ไทยและสถาบันการเงินระหว่างประเทศจำนวนมาก ในความดีเด่นในแง่ผู้บริหาร การจัดการ ธรรมธิบาล การรายงานการเงิน ความเชื่อถือทางการเงิน (เครดิตทางการเงินของเอไอเอส ในเครือชินคอร์ปฯคอร์ป สูงกว่าของรัฐบาลไทย) ทำได้ขนาดนี้ ต้องมีความสามารถและจริยธรรมเพียงพอแน่นอน

อ่านเพิ่มเติม

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ทักษิณ ชินวัตร และ ชินคอร์ป ‹ สาระสนเท่ห์

Monday, November 23, 2009

ไทยในเยอรมันสู้เพื่อมาตุภูมิ แม้วปลื้มแดงทั่วโลก

ที่มา Thai E-News




กำลังใจจากคนไกลบ้าน-แดงไทยในเยอรมนีขณะฟังการปราศรัยข้ามโลกของดร.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งต่อมาดร.ทักษิณได้ส่งSMSไปยังผู้สนับสนุนว่าตอนนี้เสื้อแดงไทยมีทุกมุมโลกทั้งเยอรมัน ออสเตรเลีย อเมริกา ญี่ปุ่นหนุนเสื้อแดงไทยสู้เพื่อประชาธิปไตย


โดย Rojana Treiling รายงานจากเบอร์ลิน เยอรมนี
23 พฤศจิกายน 2552

การชุมนุมใหญ่นครเบอร์ลินของกลุ่มคนรักทักษิณครั้งที่9 วันที่ 21 พฤศจิกายน 2009 ซึ่งแกนนำสำคัญจากเมืองไทย วิสาคัญทัพ และ ไพจิตร อักษรณรงค์ได้เดินทางมาจากเมืองไทย สมทบกับมวลชนผู้สนใจการเมืองและอยากมีส่วนร่วมจากแคว้นต่าง ๆ ทั่วประเทศเยอรมนี

จุดประสงค์ของการจัดงานเพื่อร่วมต่อสู้นำคุณทักษิณกลับบ้านเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ลาออก เปิดให้มีการเลือกตั้งใหม่และนำ รธน.2540มาใช้เพื่อประชาธิปไตย

เริ่มเปิดปราศรัยตั้งแต่เวลา 15 นาฬิกา ประธานและคณะได้ช่วยกันจัดสถานที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ข่าวสาร และทักทายทำความรู้จักละกันจนเมื่อกลุ่มแกนนำจากเมืองไทยมาถึงได้ วิสา คัญทัพขึ้นปราศรัย เล่าเรื่องราวการต่อสู้มวชนไทย สลับกับเสียงเพลงจากไพจิตร อักษรณรงค์

แกนนำสำคัญ "แดงแจ๊ด" ซึ่งมีแฟนคลับการเมืองติดตามฟังกันหนาแน่นเธอขึ้นปราศรัยเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์จริง และแง่มุมการเมืองไทย


*"แดงแจ๊ด" แกนนำสำคัญผู้ทุ่มเทพลังจิตใจพลังทรัพย์ให้กับคนเสื้อแดงไทยในเยอรมนีกำลังปราศรัยดุเดือดและได้รับความสนใจอย่างมาก



คุณบังอร แกนนำนครเบอร์ลิน และ ประธานแดงไทยในเยอรมัน คุณอำนวย


จนนาทีสำคัญมาถึง คือไฮไลท์ของการชุมนุม ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้โทรศัพพ์เข้ามาทักทายเป็นครั้งแรกได้สร้างความตื้นตันแก่ทีมงาน ประธาน แกนนำ และผู้ชุมนุมทุกคนซึ่งมีจำนวนประมาณ 120 คน

งานนี้กลุ่มคนรักทักษิณ เสื้อแดงไทยในเยอรมนียังได้รวบรวมเงินบริจาคในงานคืน 21 พฤศจิกายนฝากไปกับคุณไพจิตรได้ 1009 ยูโร(1 ยูโร 50บาท)เพื่อสนับสนุนพี่น้องเสื้อแดงชาวไทยได้ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยเพื่อแผ่นดินแม่ของเราทุกคนด้วย

เสื้อแดงไทยในเยอรมันไม่ได้มีแต่คนไทย คนเยอรมัน และนักสื่อสารท้องถิ่นก็สนุบสนุนมามาร่วมงานคึกคัก


ขอแจ้งเสื้อแดงไทยในเยอรมนีและประเทศใกล้เคียงร่วมงานครั้งหน้าในวันที่ 27 พ.นย. จะมีการชุมนุมในเมือง Mannheim เป็นนัดต่อไป พบกับวิสา คัญทัพ +ไพจิตร อักษรณรงค์ และแกนนำสำคัญ ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณแมว 06236 4620 744และ"แดงแจ๊ด" 0151 512 323 20 คุณโอ๋ 0171 - 9425790

1ภาพVSพันคำ:เทือกใส่ไฟขนต่างด้าวม็อบแดง

ที่มา Thai E-News


ลูกพม่ากู้ชาติ

ลูกจีนรักชาติ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 พฤศจิกายน 2552

พบเศียรพุทธรูปคาหนังคาเขาห้องพระมารศาสนา

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 พฤศจิกายน 2552


ไทยรัฐ(21พ.ย.)-มารศาสนายังไม่หยุดก่อเหตุ ล่าสุดเข้าไปตัดเศียรพระพุทธรูปสมัยรัชกาลที่ 3 ภายในวัดแดง ต.ปากท่า อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา อีก 4 องค์

INN-(22พ.ย.)-ตำรวจบางซื่อ จับนักซื้อของเก่า รับของโจรเศียรพระ 3 เศียร เร่งติดตามหุ้นส่วนที่เหลืออีก 2 คนมาสอบสวนต่อไป

ห้องพระของสนธิ ลิ้มทองกุล- หัวหน้าผู้ก่อการร้ายหนีหมายเรียกคดียึดสนามบิน


มติชน-ชาวบ้านเผาพริกเผาเกลือแช่งโจรมารศาสนาให้ตายใน3วัน7ว้น ส่วนผู้ครอบครองให้ตายตกนรกโดยไว

กับดักแห่งความเปลี่ยนแปลง โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

ที่มา มติชน

มีปัจจัยสำคัญอยู่สองอย่างที่จะทำให้ประชาธิปไตยในสังคมใดก้าวหน้าได้

หนึ่งคือชนชั้นนำซึ่งถือครองอำนาจและผลประโยชน์ ไม่สามารถขัดขวางความเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยได้ ผมใช้คำว่า"ไม่สามารถ"เพื่อจะบอกว่า ไม่มีชนชั้นนำในสังคมใดหรอกครับ ที่จะปล่อยวางอำนาจและผลประโยชน์ที่มีอยู่โดยไม่ถูกสถานการณ์บีบบังคับ ในขณะเดียวกันก็เป็นไปได้ด้วยว่า ในบางสังคม เมื่อชนชั้นนำมีลักษณะที่หลากหลายมากขึ้น การแบ่งปันอำนาจและผลประโยชน์อาจไม่ลงตัว และมีทีท่าว่าจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อกัน อันจะเป็นผลเสียแก่อำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นนำเอง พวกเขาอาจยินยอมพร้อมใจใช้บางส่วนของระบอบประชาธิปไตย เช่นการเลือกตั้ง เพื่อจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์กันให้เป็นไปได้โดยสงบ... นี่ก็ถือว่าถูกสถานการณ์บีบบังคับเช่นกัน

สอง ชนชั้นนำถูกสถานการณ์บีบบังคับอย่างเดียวยังไม่พอ ประชาชนในสังคมนั้นๆ ต้องหลุดออกจากความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ด้วย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือต้องเลิกเชื่ออัศวินม้าขาว ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขาไม่อาจแก้ได้ด้วยอำนาจภายนอก แต่แก้ได้ด้วยอำนาจของตัวเขาเอง ดังนั้นเขาจึงต้องเป็นพลเมืองที่กระตือรือร้นในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรสาธารณะ นอกจากผ่านการเลือกตั้งแล้ว ยังผ่านกระบวนการอื่นๆ อันเป็นกระบวนการปกติธรรมดาของระบอบประชาธิปไตยทั่วไป ตราบเท่าที่ประชาชนยังเชื่อว่าอำนาจจากภายนอกเท่านั้น ที่จะช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้ ตราบนั้นก็ไม่มีทางเกิดประชาธิปไตยในสังคมได้

ลำพังแต่ชนชั้นนำถูกบีบบังคับด้วยสถานการณ์อย่างเดียวจึงไม่พอ ในทางตรงกันข้าม ชนชั้นนำอาจใช้หน้ากากประชาธิปไตย เพื่อผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์ไว้ในกลุ่มของตนต่อไปไม่สิ้นสุด อย่างที่เกิดในเมืองไทยนั่นแหละ

แม้ว่าความเคลื่อนไหวของประชาชนในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา จะใช้ชื่อ"ประชาธิปไตย"ทั้งสองสี แต่ก็ไม่ได้มุ่งที่จะสถาปนาระบอบประชาธิปไตยแท้จริงขึ้นในประเทศไทยทั้งสองสีเหมือนกัน

ทั้งสองสีต่างเป็นนอมินีของกลุ่มชนชั้นนำซึ่งแตกแยกและแก่งแย่งอำนาจ-ผลประโยชน์กันเอง สีแดงนั้นทำให้เห็นชัดเจนว่าเขาต่อสู้เพื่อทักษิณและบริษัทบริวาร ซึ่งเพิ่งโผล่เข้าไปในกลุ่มชนชั้นนำไม่นานมานี้ สีเหลืองไม่ได้อ้างว่าต่อสู้ให้แก่ชนชั้นนำกลุ่มใด แต่แผนการทางการเมืองและการดำเนินการเคลื่อนไหวชี้ให้เห็นว่า พวกเขาคือนอมินีของกลุ่มชนชั้นนำเดิมซึ่งผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์ของประเทศไว้สูงสุดมาหลายสิบปี

ทั้งสองฝ่ายต่างถือว่า ชนชั้นนำกลุ่มของตนเป็นอัศวินม้าขาว ถ้าทักษิณกลับเข้ามาปัญหาของทุกฝ่ายก็จะได้รับการแก้ไข หรือในทางตรงกันข้าม กลับไปอยู่ภายใต้การนำอย่างเด็ดขาดของกลุ่มชนชั้นนำเดิม ปัญหาของทุกฝ่ายก็จะได้รับการแก้ไขเช่นกัน และจะทำได้ดีกว่าด้วยเพราะคนเหล่านั้นไม่โกงหรือโกงน้อยกว่า (???)

ไม่มีฝ่ายใดที่พยายามบอกประชาชนว่า หมดเวลาของอัศวินม้าขาวแล้ว และปัญหาต่างๆ นั้นประชาชนต้องมีอำนาจในการแก้ไขให้แก่ตนเอง "การเมืองใหม่" และการเมืองแบบทักษิณ คือการเมืองของระบบอุปถัมภ์ไม่ต่างอะไรกัน

ผมยอมรับว่า ทั้งสองสีต่างมีผู้เข้าร่วม (ไม่ใช่ระดับแกนนำ) ที่มองประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายจริงๆ คนเหล่านี้เข้าร่วมไม่ใช่ด้วยความศรัทธาต่อแกนนำหรือต่ออุดมการณ์เผด็จการที่แกนนำเสนอ แต่คิดว่าเพราะเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหญ่ จึงร่วมขบวนเพื่อประโยชน์ของอุดมการณ์ประชาธิปไตยของตน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คนเหล่านี้หวังว่าจะใช้สีเหลืองและสีแดงเป็นเพียงเครื่องมือ

อย่างไรก็ตาม เวลาผ่านไปร่วม 4 ปีแล้ว กลุ่มประชาธิปไตยเหล่านี้ยังไม่สามารถแทรกแนวคิดของตนลงไปในความเคลื่อนไหวได้สักกระผีกริ้นเดียว

(ข้อเสนอของผมต่อคนเหล่านี้ก็คือ หยุดเข้าไปร่วมได้แล้ว และหาทางเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยตนเองในวิถีทางอื่น เพราะหนทางของสองสีเป็นทางตันที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยแท้จริง)

ผมคิดว่า จะมองเห็นความไม่ประชาธิปไตยในการเคลื่อนไหวของสองสีนี้ได้ชัด หากนำไปเปรียบเทียบกับการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน, ชาวบ้านต่อต้านโรงไฟฟ้าบ่อนอก-บ้านกรูด หรือสระบุรีและที่อื่นๆ อีกหลายแห่ง, ชาวบ้านสะเอียบที่ต่อต้านเขื่อนแก่งเสือเต้น, ชาวสลัมสี่ภาค,ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ฯลฯ

การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนไม่สนใจจะยกอำนาจให้แก่อัศวินม้าขาวคนใด และไม่ได้สอดคล้องกับอำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นนำกลุ่มใด แม้ว่าในระยะเริ่มต้นอาจเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะตน แต่หลังจากเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ก็ดึงประชาชนหลากหลายกลุ่มเข้าร่วมสนับสนุน จึงทำให้ประเด็นขยายกว้างขึ้นสู่นโยบายสาธารณะระดับประเทศ เช่นนำไปสู่การทบทวนนโยบายพลังงานซึ่งเป็นที่เกาะกินของชนชั้นนำกลุ่มเดิมมาตั้ง พ.ศ.2500 เช่นเดียวกับนโยบายการจัดการน้ำด้วยเขื่อน, นโยบายที่อยู่อาศัยและโครงสร้างการถือครองที่ดิน, สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพโดยเท่าเทียมกัน ฯลฯ และเช่นเดียวกับนโยบายพลังงาน นโยบายเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นที่หาประโยชน์อย่างมูมมามของชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

นี่คือสำนึกประชาธิปไตยที่แท้จริง คือวางการแก้ปัญหาไว้ที่อำนาจของตนเองในฐานะพลเมืองของระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งไม่ยินยอมเป็นเพียงเครื่องมือของชนชั้นนำกลุ่มใด แม้แต่ต้องเผชิญกับอำนาจของชนชั้นนำซึ่งกุมอำนาจรัฐไว้ก็ไม่สะทกสะท้าน (โดยไม่ต้องยึดทำเนียบ,สนามบิน หรือก่อจลาจลทั้งเมือง)

ในทางตรงกันข้าม การเคลื่อนไหวของสีเหลืองและสีแดง ไม่ได้ให้ความสนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนเลย เช่นไม่มีใครพูดถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และแผนพลังงานซึ่งส่อให้เห็นว่า ชนชั้นนำกลุ่มเดิมกำลังคืบคลานมาสวาปามพื้นที่พลังงานอย่างเต็มที่เหมือนเดิม ไม่มีฝ่ายใดพูดถึงการรื้อฟื้นการสร้างเขื่อนที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลกลับคืนมาในนโยบายไทยเข้มแข็ง ฯลฯ และอื่นอีกมาก ทั้งนี้เพราะปัญหาจากนโยบายเหล่านี้เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องลุกขึ้นมาจัดการเอง หวังพึ่งอัศวินม้าขาวไม่ได้ เพราะอัศวินเองนั่นแหละที่ได้ผลประโยชน์และอำนาจจากโครงการเหล่านี้

แม้กระนั้นผมก็เชื่อว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว แม้การเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชนจะซบเซาลงในสื่อช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่ที่จริงแล้ว ก็ยังคงมีความเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวของสองสีไม่ใช่คำตอบสำหรับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยแน่ แต่เป็นการเปิดสนามรบใหม่ของกลุ่มชนชั้นนำเท่านั้น

ตรงกันข้ามกับที่บางคนพูดว่า การเคลื่อนไหวของสองสีในช่วงนี้ เป็นคุณูปการต่อประชาธิปไตยไทย ผมกลับเห็นแต่ภยันตรายที่น่าวิตก เป็นครั้งแรกที่กลุ่มชนชั้นนำไทยเลือกใช้ท้องถนนเป็นสนามรบ ผสมกันไปกับการทำรัฐประหาร(โดยเปิดเผยหรือบนโต๊ะเจรจา) สนามรบนี้เข้ามาแทนที่การลากรถถังและปืนใหญ่ออกมาข่มขู่กันอย่างที่เคยใช้มาก่อน และลงเอยที่การยอมแพ้ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งจะได้รับอนุญาตให้รักษาผลประโยชน์เดิมที่มีอยู่เอาไว้ แม้ริบเอาอำนาจที่เคยมีมาไปโดยสิ้นเชิง ดูภายนอกเหมือนรุนแรง แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับสงบราบคาบในเวลาอันรวดเร็ว

การต่อสู้ระหว่างชนชั้นนำด้วยกันเองได้เปลี่ยนไปนับตั้งแต่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรขึ้นสู่อำนาจ เพราะกลายเป็นการต่อสู้ในเกมที่ใครได้จะได้หมด และใครเสียจะเสียหมด จึงทำให้การต่อสู้พร้อมจะรุนแรงและยืดเยื้อได้ เพราะไม่มีฝ่ายใดจะยอมเสียหมดอย่างแน่นอน

ประเทศไทยจึงเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสองอย่าง หนึ่งการต่อสู้ระหว่างชนชั้นนำด้วยกันเองเปลี่ยนไปเสียแล้ว ในขณะที่สังคมไทยโดยรวมก็เปลี่ยนไปด้วยซึ่งช่วยทำให้การต่อสู้ของชนชั้นนำมีลักษณะรุนแรงมากขึ้น

การต่อสู้ระหว่างชนชั้นนำบนท้องถนนจะดำเนินต่อไปอีกนาน (ไม่ว่าจะสวมเสื้อสีอะไร) แต่ไม่ว่าฝ่ายใดชนะ ก็ไม่ทำให้ประชาชนมีอำนาจในตัวเองมากขึ้น รู้ว่าใครชนะก็จะได้ฝากตัวให้ถูกสายเท่านั้น ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ไม่อาจตอบปัญหาของประชาชนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้เสียแล้ว ฉะนั้นฝ่ายประชาชนเองก็คงต้องต่อสู้บนท้องถนนเพื่อประชาธิปไตยต่อไปอีกนาน (ไม่ว่าจะสวมเสื้อสีอะไร)

ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว แต่อย่าโหยหาอดีต เพราะอดีตไม่มีวันหวนคืน เราต้องช่วยกันคิดว่าจะหลุดไปจากกับดักแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร โดยสูญเสียน้อยที่สุด

ท่าดีทีเหลว

ที่มา มติชน

คอลัมน์ เดินหน้าชน

โดย ชาญชัย กายพันธ์



"เห็นว่าผมจะไปเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.แล้วจึงไม่สนใจฟังคำสั่ง หากทำตามคำสั่งเชื่อว่าจะจับคนร้ายได้ทันที แต่กลับเป็นว่าจุดเกิดเหตุไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่เลย จะสั่งการอะไรก็ทำไม่ได้"

นี่คือความตอนหนึ่งที่ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ตำหนิผู้ใต้บังคับบัญชา

ระหว่างประชุมติดตามความคืบหน้าคดีคนร้ายยิงเอ็ม 79 ถล่มม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ท้องสนามหลวง ช่วงคืนวันที่ 15 พฤศจิกายน

กลายเป็นประเด็นที่สังคมทั่วไปวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าตำรวจละเลยหน้าที่และเกียร์ว่างตามที่ถูกตั้งข้อสังเกตเสมอมา

แต่กรณีดังกล่าวสำหรับวงการตำรวจแล้ว ถือเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่งในยุคที่องค์กรไร้ผู้นำ หรือช่วงที่กำลังเปลี่ยนผ่านอำนาจจากผู้นำคนเก่าสู่ผู้นำคนใหม่

ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าปรากฏการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นมาค่อนข้างยาวนานแล้ว

ยิ่งในช่วงที่ไม่มีความชัดเจนว่าใครคือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ตัวจริง ใครคือ ผบช.ตัวจริง ใครคือผู้บังคับการ (ผบก.) ตัวจริง รวมถึงใครคือหัวหน้าโรงพักตัวจริง

ส่งผลให้ตำรวจทุกระดับที่เฝ้ารอเวลาจะขยับสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น ต่างระมัดระวังการปฏิบัติหน้าที่ไม่ให้เกิดความผิดพลาด

แม้แต่ในระดับโรงพักก็ระมัดระวังเป็นพิเศษ

โดยเฉพาะการควบคุมปริมาณคดีไม่ให้โชว์สถิติคดีที่เกิดขึ้นในท้องที่ เกินกว่าที่ทาง ผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้นโยบายไว้

เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นที่ตำหนิระหว่างพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย

แต่ผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงก็คือประชาชนธรรมดาที่ไร้พวกไร้เส้นสาย

ขอยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงบนโรงพักแห่งหนึ่งในนครบาล

โดยผู้เสียหายซื้อรถกระบะป้ายแดง แต่เพราะเงินน้อยจึงใช้ระบบดาวน์แล้วผ่อนส่งได้เพียงไม่กี่เดือนรถถูกขโมย

หลังรถหายเจ้าของรถทำใจแล้วว่าคงได้คืนยาก เพราะไปแจ้งความที่โรงพัก พนักงานสอบสวนปลอบใจว่าให้ทำใจเพราะได้คืนยาก

ต่อมาได้แจ้งบริษัทประกันภัยเพื่อจะได้ค่าสินไหมตามที่บริษัทประกันตีราคาไว้

ทางพนักงานประกันมาพบพร้อมไปโรงพักขอหมายเลขคดีเพื่อนำไปเป็นหลักฐานรับค่าสินไหม

แต่คำตอบที่ได้รับจากพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีคือจะออกหมายเลขคดีให้ได้อีกสามเดือนข้างหน้า

รถหายต้นเดือนพฤศจิกายน แต่รับเลขคดีได้ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2553

ฟังแล้วก็สงสัยว่าทำไมถึงออกเลขคดีในทันทีไม่ได้ จึงถามเหตุผล

ทางพนักงานสอบสวนก็อธิบายว่าเป็นนโยบายที่ผู้บังคับบัญชาสั่งมาให้คุมสถิติคดีรถยนต์หาย โดยกำหนดว่าแต่ละเดือนจะรับคดีรถหายได้ไม่เกินกี่คัน

แต่ท้องที่นี้สถิติรถยนต์หายเกินกว่าที่กำหนดทะลุไปถึงสามเดือนแล้ว

เจ้าของรถและพนักงานประกันฟังแล้วถึงกับอึ้ง จึงต้องใช้วิธีพิเศษต่อรองได้เลขคดีในสองสัปดาห์หลังรถหาย

จากกรณีนี้สะท้อนถึงสภาพความเป็นจริงได้หลายมิติ ไม่ว่าจะคดีลักทรัพย์ที่พุ่งสูงขึ้น ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้รับการดูแลที่ถอยลงหรือถึงขั้นเกียร์ว่างของตำรวจ

ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะมาจากองค์กรตำรวจขาดผู้นำตัวจริงในทุกระดับ

ทำให้ตำรวจระดับปฏิบัติไร้ทิศทางในการทำงาน เพราะผู้บังคับบัญชาที่มีอยู่ล้วนแต่เป็นแค่รักษาราชการแทนเท่านั้น

ครั้นจะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ก็ไม่แน่ใจว่า เมื่อเกิดความผิดพลาด ผู้บังคับบัญชาที่นั่งรักษาราชการจะร่วมรับผิดชอบด้วยหรือไม่ ?

ซึ่งเหตุการณ์ไร้ภาวะผู้นำขององค์กรตำรวจจนส่งผลกระทบถึงประชาชน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คงปฏิเสธความรับผิดชอบลำบาก

เพราะเวลาของปีงบประมาณล่วงเลยมากว่าสองเดือนแล้ว

แต่นายอภิสิทธิ์ยังไม่กล้าตัดสินใจตั้ง "ผบ.ตร." คนใหม่เลย

หรือนายอภิสิทธิ์ มองว่าการตั้งผู้นำตำรวจ ที่มีผู้ใต้บังคับบัญชากว่าสองแสนคน เป็นแค่เรื่องเล็กๆ

หรือนายอภิสิทธิ์ มองว่าการกำหนดนโยบายของผู้นำตำรวจ ที่นำไปสู่การปฏิบัติเพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ที่ต้องผจญกับอาชญากรรมในทุกรูปแบบในห้วงเวลานี้เป็นเรื่องธรรมดา

ดังนั้น ถ้านายอภิสิทธิ์ มองปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กรตำรวจ เป็นเรื่องเล็กๆ เป็นเรื่องธรรมดา

นอกจากจะทำให้ความศรัทธาที่ตำรวจมีให้หดหายไปแล้ว ความคาดหวังที่ประชาชนมีให้ช่วงรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ ก็หดหายไปด้วย

ดังนั้น คำว่า ท่าดีทีเหลว น่าจะอธิบายความรู้สึกของประชาชนและตำรวจได้ดีกับรัฐบาลที่อายุจะครบหนึ่งปี !!

ปชป.-เสื้อแดง

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกเดินสายต่างจังหวัดอีกครั้ง คราวนี้ขึ้นภาคเหนือตอนล่างไปที่พิจิตร พิษณุโลก และสุโขทัย

มีการระดมกำลังกว่า 2 พันนาย อารักขาอย่างเข้มงวด ยิ่งกว่าไข่ในหิน ทั้งพื้นดินและบนอากาศ

หลังจากก่อนหน้านี้ ฝ่าดงเสื้อแดงไปมอบเงินค่าชดใช้ให้นางไฮ ขันจันทา ที่จ.อุบลราชธานี

ในครั้งนั้นก็มีการอารักขาอย่างเข้มงวด ระดมตำรวจ-ทหารกว่าครึ่งหมื่นคอยดูแลอำนวยความสะดวก ทั้งบนพื้นและบนอากาศเช่นกัน

จนมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าเป็นลงพื้นที่ใช้ต้นทุนสูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน

แต่นายอภิสิทธิ์กลับออกมาโต้ว่าที่ต้องละเลงงบประมาณมากมายขนาดนั้น ก็เพราะมีม็อบเสื้อแดงออกมาต่อต้าน

ถ้าไม่ออกมาต่อต้าน ก็คงไม่ต้องใช้เงินขนาดนั้น

ความจริง ประชาชนทั้งประเทศควรจะแสดงความยินดี และพากันต้อนรับนายกฯ และคณะรัฐมนตรี ที่อุตส่าห์เดินทางมาเยี่ยมเยียน ให้ได้รับความอบอุ่น

ตั้งแต่รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายสมัคร สุนทรเวช จนมาถึงรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็มีม็อบบางกลุ่มออกมาแสดงความไม่พอใจ ตะโกนโห่ ใช้มือตบตีไล่ ถึงขนาดขว้างปาร้องเท้าใส่ก็มี

ปฏิกิริยาดังกล่าว เกิดจากความไม่พอใจ และไม่ยอมรับ

สำหรับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ก็กลายเป็นรัฐบาลที่ไม่ประชาชนบางกลุ่มไม่ยอมรับเช่นกัน

จึงนำมาสู่การตะโกนโห่ ตีนตบไล่

ที่ผ่านมามา รัฐบาลโดยเฉพาะซีกของประชาธิปัตย์มองม็อบเสื้อแดงและผู้คัดค้านเป็นศัตรูมาตลอด

ตั้งแต่นายกฯ รัฐมนตรี ส.ส. ยันสารพัดโฆษกที่อุปโลกน์แต่งตั้งกันมา ล้วนแต่พูดจายั่วยุและท้าทายรายวัน

ไม่เคยเลยที่จะใช้ความอดทน อดกลั้น หรือยอมลดราวาศอก

มึงแรงมาอย่างไร กูก็แรงตอบไปอย่างนั้น

สารพัดคำตอบโต้ที่เสกสรรค์ปั้นขึ้นมาถล่มฝ่ายตรงข้าม

โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์อย่างช่องเอ็นบีที และบางช่วงของโมเดิร์นไนน์ นับวันยิ่งแต่เอียงข้างอย่างเห็นได้ชัด

ที่เคยกล่าวหาคนอื่นไว้ว่าแทรกแซงสื่อ ดึงสื่อมารับใช้การเมือง สื่อไม่เป็นกลาง

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กลับนำมาทำเสียเองยิ่งกว่าที่ว่าคนอื่นหลายเท่านัก

สำหรับสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีนั้น ดูเหมือนจะสนองรัฐบาลจนเลยเถิด แทบจะกลายเป็น "ดีพีทีวี-ทีวีประชาธิปัตย์" ไปเสียแล้ว

เปิดสงครามกับฝ่ายเสื้อแดง และเล่นงานพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แบบไม่มีเม้ม

ยิ่งจะทำให้เสื้อแดงและผู้นิยมพ.ต.ท.ทักษิณไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้นเช่นกัน

รัฐบาลเองต้องรู้จักลดยั่วยุ